เทศกาลอาหารกรีซ ณ ห้องอาหารเดอะเวิลด์ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/583364

  • วันที่ 15 มี.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

เทศกาลอาหารกรีซ ณ ห้องอาหารเดอะเวิลด์ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์

เรื่อง แบมบี bambi5789@gmail.com

ขุมทรัพย์ความอร่อยจากเมดิเตอร์เรเนียน กับเทศกาลอาหารกรีซ ดินแดนแห่งตำนานกรีกโบราณ เมืองตากอากาศเมดิเตอร์เรเนียนชั้นยอด ที่ห้องอาหารเดอะเวิลด์ ชั้น 24 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ระหว่างวันนี้-24 มี.ค.นี้

สัมผัสกับวัตถุดิบคุณภาพชั้นดีจากทั่วภูมิภาคของกรีซ รังสรรค์อย่างพิถีพิถันและใส่ใจทุกรายละเอียด เพื่อให้ได้รสชาติที่อร่อยล้ำลึกเหมือนต้นตำรับ โดยอาหารแต่ละเมนูได้รับเกียรติจากเชฟยานนิส ไซวูราคิส (Yiannis Tsivourakis) ที่บินตรงมาจากประเทศกรีซ มารังสรรค์ความอร่อยให้ถึงโต๊ะอาหาร

ไม่ว่าจะเป็น เนื้อวัวอบเสิร์ฟพร้อมถั่วชิกพี, ปลาหมึกยักษ์ย่างเสิร์ฟพร้อมผักอบ, ซูชินี่ชุบแป้งทอดกับชีสเฟต้า, เนื้อแกะติดซี่โครงอบสมุนไพร เนื้อปลาเก๋าอบสมุนไพร และเมนูอื่นๆ อีกมากมาย

พร้อมด้วยซุ้มอาหารพิเศษให้เลือกอีกมากมาย ปิดท้ายด้วยขบวนขนมหวานหลากเมนู ไม่ว่าจะเป็น เครป ไอศกรีม ขนมเค้ก ช็อกโกแลต ฟองดูว์ ผลไม้สดตามฤดูกาล หรือจะเป็นขนมไทยรสชาติดั้งเดิม และอีกมากมายให้ท่านได้เลือกสรรตามความชอบ พร้อมชมความบันเทิงจาก อันโตนิโอส ไซลาคิส นักดนตรีบูซูกี เครื่องสายแบบชาวกรีก

เทศกาลอาหารกรีซ พร้อมให้บริการแบบบุฟเฟ่ต์ อิ่มไม่อั้น ทุกวันจันทร์-ศุกร์ มื้อกลางวัน เวลา 11.30-14.30 น. ราคา 850 บาท++ ต่อท่าน (ราคาเฉพาะค่าอาหาร) มื้อเย็น เวลา 18.00-22.30 น. ราคา 1,690 บาท++ ต่อท่าน (ราคานี้รวมอาหารและแพ็กเกจเครื่องดื่ม)

วันเลือกตั้งล่วงหน้า เสาร์ที่ 16 และอาทิตย์ที่ 17 มี.ค. มื้อกลางวัน และมื้อเย็น ราคา 850 บาท++ ต่อท่าน (ราคาเฉพาะค่าอาหาร) มื้อสายวันอาทิตย์ 11.30-14.30 น. ราคาเพียง 950 บาท++ ต่อท่าน (ราคาเฉพาะค่าอาหาร)

ช่วงวันเลือกตั้ง เสาร์ที่ 23 และอาทิตย์ที่ 24 มี.ค. บริการมื้อกลางวัน และมื้อเย็น 18.00-22.30 น. ราคา 850 บาท++ ต่อท่าน (ราคาเฉพาะค่าอาหาร) มื้อสายวันอาทิตย์ 11.30-14.30 น. ราคาเพียง 950 บาท++ ต่อท่าน (ราคาเฉพาะค่าอาหาร)

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสำรองที่นั่ง โทร. 02-100-6255 หรือ อีเมล : diningcgcw@chr.co.th ติดตามข่าวสารของห้องอาหารเดอะเวิลด์ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ ได้ที่ เฟซบุ๊ก: Centara Grand & Bangkok Convention Centre at CentralWorld อินสตาแกรม: centaragrand_centralworld และ ทวิตเตอร์: Centara Grand at CTW 

คั่วกลิ้ง ผักสด เสิร์ฟความอร่อยกว่า 1 ทศวรรษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/583354

  • วันที่ 15 มี.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

คั่วกลิ้ง ผักสด เสิร์ฟความอร่อยกว่า 1 ทศวรรษ

เรื่อง อณุสรา ทองอุไร , วันวิสา เหมือนศรี ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เข้าสู่ปีที่ 12 ของร้านคั่วกลิ้ง ผักสด ร้านอาหารใต้พื้นบ้านสไตล์โฮมเมดที่ขึ้นชื่อเรื่องรสชาติความอร่อย บุ๊กเจ้าของร้านเล่าให้ฟังว่า เริ่มจากคุณแม่และคุณป้าเป็นคนชุมพร และชอบทำอาหารอีกทั้งยังมีรสมือที่อร่อยเด็ดไม่แพ้ใคร ก็เลยคิดว่าน่าจะทำร้านอาหารเพื่อหารายได้เสริม เดิมอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 40 ต่อมาเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นเมื่อย้ายร้านมาที่ทองหล่อ ซอย 5 ตรงข้ามกับสถานทูตเคนยา ปัจจุบันร้านคั่วกลิ้ง ผักสด มี 4 สาขา คือ ทองหล่อ ราชครู ประสานมิตร ศูนย์วิจัย และกำลังจะเปิดสาขาใหม่เร็วๆ นี้

ที่ร้านจะเน้นให้บริการมื้อกลางวันและมื้อเย็น เป็นอาหารสไตล์โฮมเมดบรรยากาศในร้านตกแต่งแบบเรียบง่ายให้ความรู้สึกเหมือนกินอาหารที่บ้าน เพราะเจ้าของร้านต้องการให้ลูกค้ารู้สึกอบอุ่น คอนเซ็ปต์คือเหมือนคุณมากินข้าวที่บ้านเพื่อน แล้วแม่เพื่อนทำกับข้าวให้คุณกิน การตกแต่งจึงเลือกโทนสีที่ใช้จะเป็นโทนสีเย็น ให้ความรู้สึกสบายๆ เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่เป็นไม้เพราะอยากจะเน้นความเป็นธรรมชาติ

ร้านมีทั้งหมด 70 ที่นั่ง แบ่งมุมให้เลือกนั่งได้ 2 โซน คือโซนด้านในร้านสามารถรองรับลูกค้าได้ประมาณ 50 ที่นั่ง และโซนในสวนด้านนอกสามารถรองรับลูกค้าได้ประมาณ 20 ที่นั่ง จุดเด่นสำคัญของร้านคั่วกลิ้งผักสด นอกจากเรื่องรสชาติอาหารแล้ว วัตถุดิบที่เลือกใช้ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน เพราะทางร้านจะใส่ใจเป็นพิเศษถึงขนาดที่เจ้าของร้านลงมือสรรหาวัตถุดิบชั้นดีด้วยตัวเองเสมอ พยายามอย่างหนักเพื่อเลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า

“เราทำกินเองยังไง เราขายแบบนั้น คุณภาพไม่ดีเราไม่ขาย เพราะเราอยากให้ลูกค้าที่มาทานสุขภาพดี ด้วยวัตถุดิบคุณภาพดีของเรา เปิดร้านมา 10 กว่าปีจนถึงจุดที่รสชาติคงที่เป็นมาตรฐาน จุดที่เราให้ความสำคัญไม่แพ้กันคือการเลือกวัตถุดิบที่มีคุณภาพมากขึ้น เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ออร์แกนิก จากฟาร์มที่มีใบรับรอง ผักพื้นบ้านต่างๆ ส่วนใหญ่ก็จะปลูกเองจากสวนที่เราปลูกผักเองแถวพระรามเก้า และจากสวนญาติๆ ที่อยู่ที่ใต้ส่งมาให้เป็นประจำอย่างใบเหลียง” พงษ์ศรชัย สมิตะสิริ เจ้าของร้านเล่าให้ฟัง

เมนูแนะนำที่ไม่ควรพลาด จานแรกแน่นอนว่าต้องเป็นคั่วกลิ้งจานเด็ดตามชื่อร้าน ที่ทางร้านเพิ่มทีเด็ดด้วยการใช้เนื้อริบอายจากออสเตรเลีย คลุกเคล้ากับเครื่องแกงรสเผ็ดร้อนที่โขลกแบบวันต่อวัน เรื่องรสชาติไม่ต้องพูดถึงอร่อยสมเป็นชื่อร้านจริงๆ และยิ่งเสริมทัพความอร่อยด้วยผักแนมสดๆ รสหวานกรอบ ที่ทางร้านปลูกเองแบบปลอดสารพิษ กินคู่กันรับรองว่าเลิศ

จานต่อไปเป็นใบเหลียงผัดไข่ ถึงจานนี้รสชาติจะกลางๆ แต่ทำให้ทานได้เรื่อยๆ แบบวางช้อนไม่ลง ความพิเศษของจานนี้อยู่ที่ใบเหลียงที่ส่งตรงจากสวนที่ จ.ชุมพร กันเลยทีเดียว

ถัดมาเป็นปลาอินทรีทอดน้ำปลา ปลาอินทรีสดเนื้อแน่นทอดกรอบๆ ยิ่งราดกับน้ำปลาแล้วกินกับข้าวสวยร้อนๆ ถือเป็นสิ่งที่ลงตัวแบบสุดๆ ต่อด้วยหมูผัดกะปิ ที่ทางร้านเลือกใช้เนื้อหมูแบบออร์แกนิก โดยจะคัดเอาเฉพาะสันคอเนื้อนุ่มๆ ผัดกับกะปิอย่างดีกลมกล่อมมากๆ

อีกจานเป็นแกงเหลืองยอดมะพร้าวกุ้งสด เครื่องแกงรสเข้มข้นซึมเข้าเนื้อยอดมะพร้าว กุ้งเนื้อแน่น สด รสชาติกลมกล่อมหอมกลิ่นเครื่องพริกแกง ถึงจะเข้มข้นแต่รสกลับไม่เผ็ดโดดอย่างที่คิด

ถึงแม้ที่นี่จะขึ้นชื่อเรื่องอาหารใต้ แต่ก็มีเมนูเด็ดอีกจานที่เจ้าของร้านยกให้เป็นเมนูแนะนำคือ พะโล้ เจ้าของร้านกระซิบมาว่ากว่าจะได้เมนูนี้ต้องใช้เวลาเคี่ยวกว่า 4-6 ชั่วโมง ทำให้ได้พะโล้รสชาติเข้มข้นหวานเค็มกำลังดี เนื้อหมูนุ่มละลายในปาก น้ำแกงพะโล้ซึมเข้าไปในไข่ หอมกลิ่นเครื่องเทศชัดเจน และจานสุดท้ายเป็นผัดไทยกุ้งสด ตัวเส้นเหนียวนุ่ม รสชาติครบรส เปรี้ยว หวาน เค็ม กำลังดี จานนี้ให้กุ้งมาแบบเน้นๆ เนื้อกุ้งสดแน่นหวาน หอมกลิ่นถั่วคั่วใหม่ๆ

ร้านคั่วกลิ้ง ผักสด ทองหล่อ ซอย 5 ตรงข้ามกับสถานทูตเคนยา เปิดให้บริการทุกวัน มื้อกลางวันเวลา 11.00-14.30 น. มื้อเย็นเวลา 17.30-21.30 น. โทร. 02-185-3977

เกาหลีใต้ เมืองแห่ง (ร้าน) กาแฟ (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/583367

  • วันที่ 15 มี.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

เกาหลีใต้ เมืองแห่ง (ร้าน) กาแฟ (2)

เรื่อง คาเอรุ ภาพ รอยเตอร์ส

ความเดิมจากตอนที่แล้ว เล่าเรื่องวัฒนธรรมกาแฟในเกาหลีใต้ ว่ามีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 นู่น โดยเริ่มจากพี่สะใภ้ของทูตรัสเซียประจำเกาหลี เป็นผู้ชงถวายสมเด็จพระจักรพรรดิโคจงแห่งเกาหลี ในปี 1896 สมัยยังคงเป็นอาณาจักรโชซอนอยู่เลย

ทุกวันนี้ ในกรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้นั้น ไม่ว่าจะมองไปทางไหน จะต้องมีร้านกาแฟ ที่ชาวเกาหลีเรียกว่า “ดาบัง” สักร้านสองร้านอยู่ในสายตา ไกด์ชาวเกาหลีเคยเล่าว่า ทุกวันนี้ “ดาบัง” เป็นที่พบปะของหนุ่มสาว นอกจากความที่เป็นสถานที่สุดคูลแล้ว ยังเนื่องเพราะบ้านของคนเกาหลีในเมืองนั้นแสนคับแคบ ไม่เหมาะกับการรับแขก เลยต้องมานัดพบพูดคุยกันในร้านกาแฟนั่นเอง

ในปี 2015 ในเกาหลีใต้ มีร้านกาแฟอยู่ราว 5 หมื่นแห่ง โดย 1.7 หมื่นแห่งอยู่ในกรุงโซล ซึ่งนับว่า เป็นเจ้าแห่งร้านกาแฟของโลกเลยทีเดียว มากกว่าจำนวนที่มีในซีแอตเติลหรือซานฟรานซิสโก เจ้าตำรับร้านกาแฟสาขาเสียอีก และจากผลสำรวจในปี 2013 พบการขายกาแฟออกไป 6.57 แสนตัน ในเกาหลีใต้ คาดว่าเฉลี่ยแล้วชาวโสมขาวดื่มกาแฟกันปีละ 2.3 กิโลกรัม

ร้านกาแฟสาขาชื่อดังอย่างสตาร์บัคส์ เข้ามาในเกาหลีเมื่อปี 1999 และประสบความสำเร็จในการขยายสาขาออกไปอย่างรวดเร็ว ราวปีละ 80 สาขาใหม่ อาจด้วยความใกล้ชิดกันของชาวเกาหลีและชาวอเมริกัน ที่ทำให้มันเวิร์กมากที่นี่ โดยผลสำรวจพบว่า ชาวเกาหลีใต้พึงพอใจในไลฟ์สไตล์ของตัวเอง ที่มีสตาร์บัคส์คอฟฟี่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ซึ่งทำให้เมื่อเกิดการสร้างห้างร้านใหม่ๆ บรรดาเจ้าของตึกมักจะมีสตาร์บัคส์เป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งของร้านกาแฟสาขา ที่จะมาเปิดกิจการในอาคารของพวกเขา นั่นทำให้ในกรุงโซลนั้นมีร้านสาขาของสตาร์บัคส์มากที่สุดในโลก

กระนั้นก็ใช่ว่าร้านกาแฟสาขาของท้องถิ่นเกาหลีใต้ หรือ “ดาบัง” จะล้มหายตายจากไปเสียทีเดียว โดยเฉพาะ คาเฟ่เบเน่ (Caffe Bene) ร้านกาแฟสาขาสัญชาติโสมขาว ที่ก่อตั้งโดยซัน-ควอน คิม ตั้งแต่ปี 2008 นั้น ก็มีกิจการรุ่งเรืองไม่ใช่เล่น และขยายสาขานับพันแห่งทั่วเกาหลีใต้ โดยเฉพาะแท็กติกการใช้เป็นฉากถ่ายละครและรายการทีวีของเกาหลีนั้น ช่วยให้ร้านสาขาของพวกเขามีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว

ที่ราคาย่อมเยาลงมา อย่างร้านสาขาพะยี่ห้อ เอดิยา (Ediya) เองก็มีพันกว่าสาขาในปี 2016 หลังจากการก่อตั้งในปี 2001 โดยมุนชาง-กี โดยร้านกาแฟระดับนี้เป็นคู่แข่งกับมุมกาแฟในเซเว่นอีเลฟเว่น (7-Eleven) แต่มีความกิ๊บเก๋ของสถานที่มากกว่า

แน่นอนว่า ร้านกาแฟสาขาที่มากมายขนาดนี้ ยังไม่นับร้านเล็กๆ ประเภทคราฟต์คาเฟ่ที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะอยู่ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ หรือนอกกรุงโซลที่คอกาแฟขอตามไปเก็บสแปร์กันให้ได้อีก วัฒนธรรม “บาริสต้า” ก็เพิ่มขึ้นมาเป็นเงาตามตัวด้วย มีโรงเรียนกาแฟเกิดขึ้นหลายแห่ง เพื่อศึกษาการชงเอสเปรสโซ่และการตีฟองนมให้เพอร์เฟกต์ ความรักกาแฟของชาวโสมขาวดูจะไม่จืดจางลงไปง่ายๆ พวกเขายังเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันบาริสต้าระดับโลกไปเมื่อปีสองปีที่ผ่านมานี้

คอกาแฟที่ไปเยือนเกาหลีใต้ อย่าลืมไปแวะเวียนตามร้านกาแฟท้องถิ่น แล้วจะพบกับบริการอันยอดเยี่ยม แม้เมนูของแต่ละร้านอาจจะไม่แฟนตาซี เพราะวัฒนธรรมกาแฟของที่นี่เป็นมากกว่าเครื่องดื่ม ทว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เป็นเรื่องธรรมดา เรื่องธรรมชาติ เป็นแหล่งเชื่อมโยงเพื่อนร่วมงาน จุดนัดพบหนุ่มสาว ที่เจรจาธุรกิจ สถานที่ปรับความเข้าใจเจ้านายลูกน้อง

เป็นที่ที่ต้องไปทุกวัน ขาดไม่ได้เลยจริงๆ 

ไก่เจ้าสัว อร่อยเต็มคำ เนื้อไก่เต็มชิ้น น้ำจิ้มเลิศรส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/583355

  • วันที่ 15 มี.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

ไก่เจ้าสัว อร่อยเต็มคำ เนื้อไก่เต็มชิ้น น้ำจิ้มเลิศรส

เรื่อง มัลลิกา

ชวนไปอิ่มและรับประกันความอร่อยกับข้าวมันไก่ระดับพรีเมียมกันที่ร้าน “ไก่เจ้าสัว” ย่านประชานิเวศน์ 1 ไม่มีผิดหวังแน่นอน

ความพิเศษของข้าวมันไก่ที่ร้านนี้ คือจะให้ไก่มาเป็นชิ้นใหญ่ๆ มีให้เลือกสองแบบ คือ สะโพกกับน่อง โดยไม่ได้สับไก่เป็นชิ้นเล็กตามแบบฉบับข้าวมันไก่ทั่วไปที่เราคุ้นเคย เรียกได้ว่าอิ่มเต็มคำกับเนื้อไก่เต็มชิ้น ที่มากับความนุ่มละมุนเวลาเคี้ยว ได้รสชาติความอร่อยแบบเน้นๆ

ตัวข้าวก็ไม่มันหรือไม่แห้งจนเกินไป ทีเด็ดอีกอย่างแบบกินแล้ววางช้อนไม่ลง คงต้องยกให้น้ำจิ้มรสเลิศ ที่อร่อยกลมกล่อมจนต้องขอเพิ่ม ที่สำคัญยังมีขิงและพริกสดซอยแยกเตรียมไว้ต่างหากให้ได้เติมลงในน้ำจิ้ม เพื่อเพิ่มความเข้มข้นตามแบบที่คุณต้องการ

นอกจากไก่ต้ม ทางร้านยังมีเมนู “ไก่เบิร์น” มาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกความอร่อย โดยนำไก่ต้มที่มีอยู่มาเบิร์นด้วยเทคนิคการพ่นไฟ (Torch) ให้ผิวเนื้อออกสีเข้มขึ้นนิดหน่อย แถมด้วยกลิ่นหอมแบบกรุ่นๆ ติดอยู่ที่ปลายจมูก ซึ่งเลือกได้ตามใจชอบว่าจะเป็น เบิร์นน่อง หรือเบิร์นสะโพก

พูดถึงข้าวมันไก่ สิ่งที่ต้องมาเคียงกันแบบขาดไม่ได้อีกหนึ่งอย่างก็เห็นจะเป็นน้ำซุป ที่เสิร์ฟมาในถ้วยขนาดกำลังพอดี ซดคล่องคอ รสชาติอร่อยล้ำกำลังพอดี สังเกตเห็นคนที่มากิน ขอเพิ่มน้ำจิ้มบ้าง ขอเพิ่มน้ำซุปบ้าง งานนี้เราจะพลาดได้อย่างไร ขอเพิ่มไปทั้งสองอย่างเพื่อไม่ให้น้อยหน้า… (ที่สำคัญของเขาอร่อยจริง)

หากใครอยากลองเมนูอื่นของทางร้านก็มีมาฝากเช่นกัน อย่าง เมนูข้าวหมูอบ ซึ่งสั่งได้ทั้งแบบกินกับข้าวมันและข้าวธรรมดา บางคนอาจจะมองว่าหมูอบก็ออกมันอยู่แล้ว รับประทานกับข้าวมันจะยิ่งเลี่ยนไปกันใหญ่ แต่บอกเลยว่า ไม่เลี่ยนแน่นอน เพราะข้าวมันที่หุงมาแบบกำลังดี ไม่มันจนเกินไป เข้ากันสุดๆ กับหมูอบเนื้อนุ่มฉ่ำ

ที่สำคัญ น้ำจิ้มสำหรับเมนูข้าวหมูอบก็อร่อยเด็ดกินกันไม่ลงกับน้ำจิ้มข้าวมันไก่

พิกัดร้านนั้นก็หาไม่ยาก ถ้าตั้งต้นที่ถนนวิภาวดี เลี้ยวซ้ายเข้ามาในซอยวัดเสมียนนารี ตรงมาเรื่อยๆ ผ่านตลาดบองมาร์เช่ เจอสี่แยก ให้เลี้ยวซ้าย ขับตรงเข้ามาในซอยราวๆ 50 เมตร ทางด้านขวามือ ก็จะเจอกับร้านไก่เจ้าสัว ที่อยู่ติดกันกับร้านล้างรถ เปิดทุกวันตั้งแต่ 09.00 น. ไปจนกระทั่งของหมด ซึ่งมักจะอยู่ในช่วงเวลาไม่เกิน 14.30 น.

หลายคนอาจจะบอกว่าร้านปิดเร็ว ก็อย่างว่าล่ะนะ ของดีมักจะมีน้อย อยากอร่อยก็ต้องรีบ ว่าแล้วมื้อเด็ดวันนี้ควรฝากท้องไว้ที่ไก่เจ้าสัว รับรองไม่มีผิดหวังในเรื่องของความอร่อยและความสะอาด

หากไม่ว่างแวะไปนั่งรับประทานแบบชิลๆ ที่ร้าน ก็โทรสั่งได้ทาง LINE MAN, foodpanda สะดวกแบบนี้จะรออะไร โทรไปก่อนก็ได้ตามเบอร์นี้ 08-8972-8962 สายตรงไก่เจ้าสัวเลยจ้า!!

เที่ยวตามเราที่เกาหลี จอลลานัมโด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/581715

  • วันที่ 12 มี.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

เที่ยวตามเราที่เกาหลี จอลลานัมโด

รายการสมุดโคจร On the Way พาคุณไปรู้จักกับประเทศเกาหลีใต้ในมุมมองใหม่ที่ลึกซึ้งกว่าเดิมที่จังหวัดจอลลานัมโด ประเทศเกาหลีใต้

เนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสาธารณรัฐเกาหลีและประเทศไทยซึ่งความสัมพันธ์อันดีงามที่ดำเนินมาอย่างยาวนานนี้ จึงทำให้เกิดความร่วมมือระหว่าง Happy Korea by K.T.C.C และรายการสมุดโคจร On the Way พาคุณไปรู้จักกับประเทศเกาหลีใต้ในมุมมองใหม่ที่ลึกซึ้งกว่าเดิม เพิ่มเติมเส้นทางท่องเที่ยวที่แปลกใหม่ เรียกได้ว่าสุด Exclusive ได้ลิ้มรสอาหารเกาหลีต้นตำรับ แลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมผ่านการเดินทางและกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจ ในทริปที่ชื่อว่า “เที่ยวตามเราที่เกาหลี”

“จอลลานัมโด” จังหวัดหนึ่งทางตะวันตกฉียงใต้ของประเทศเกาหลี หลายคนน่าจะยังไม่คุ้นกับชื่อนี้ เนื่องจากเป็นเส้นทางท่องเที่ยวใหม่จึงยังไม่เป็นที่รู้จักของคนไทยมากนัก เมืองอันเพียบพร้อมไปด้วยความงดงามทางธรรมชาติ ศิลปวัฒธรรม อาหารการกิน จนได้ขึ้นชื่อว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศเกาหลีใต้ เราจึงไม่อยากให้คุณพลาดไปทำความรู้จักกับ “จอลลานัมโด” และเชื่อว่าทุกคนจะต้องอยาก “เที่ยวตามเราที่เกาหลี” อย่างแน่นอน

สถานที่แรกที่เราจะพาไป คือ วัดแบ็คยังซา – Baekyangsa Temple วัดนี้มีชื่อเสียงในเรื่องธรรมชาติที่สวยงาม เนื่องจากตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาของอุทยานแห่งชาติแนจังซาน ซึ่งจะสวยงามมากที่สุดในฤดูใบไม้เปลี่ยนสี เพราะบริเวณทั่วทั้งวัด ใบไม้จะเปลี่ยนเป็นสีแดงและเหลืองแทบทั้งเขา ใครได้เห็นเป็นต้องหยุดถ่ายรูปกันตลอดทางนอกจากนี้ ยังมีศาลากลางน้ำ ที่ถือได้ว่าเป็นไฮไลท์ของที่นี่ บริเวณรอบศาลาที่ถูกล้อมรอบไปด้วยใบไม้เปลี่ยนสีและผืนน้ำ ความงดงามของเงาที่สะท้อนลงบนผิวน้ำ เมื่อใครได้เห็นเป็นต้องแชะภาพเก็บไว้

จะโรแมนติกแค่ไหน? ถ้าครั้งหนึ่ง…เราได้ไปเดินบนถนนเส้นที่สวยที่สุดเส้นหนึ่งในประเทศเกาหลีใต้ “เมตาเซโคเอีย (Metasequoia-lined Road)” ตั้งอยู่ที่เมืองดัมยางในจังหวัด “จอลลานัมโด” ถนนทั้งเส้นนี้ปลูกต้นสนเป็นแนวยาว ใบไม้จะเปลี่ยนเป็นสีส้มพร้อมกันทั่วทั้งถนนในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ทำให้เป็นอุโมงค์ทีสวยงามเหมือนภาพวาดจนได้รับการยกย่องให้เป็นเส้นทางที่สวยงามที่สุดของเกาหลีจาก Korea Forest Service ในปี 2002 และที่นี่ยังเป็นต้นแบบของถนนบนเกาะนามีอีกด้วย คงจะเป็นภาพความทรงจำที่สวยงามจนลืมไม่ลงเลยทีเดียว

สวนป่าไผ่จุคโนกควอน – Juknokwon ลองนึกภาพว่าเราได้เดินเข้าไปในอุโมงค์ป่าไผ่ที่เขียวชอุ่ม บรรยากาศสงบร่มเย็น พร้อมสูดอากาศอันบริสุทธิ์ จะรู้สึกสดชื่นขนาดไหน สวนแห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองดัมยาง (Damyang) จังหวัดดจอลลานัมโด ด้านในเป็นทางเดินชมแนวต้นไผ่ไปเรื่อยๆเหมือนเดินเข้าไปในอุโมงค์ โดยจะ มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติระยะทาง 2.2 กิโลเมตรที่มีน้ำตก ศาลาพักผ่อน บ่อน้ำเล็กๆ ลองมาเดินดูจะรู้สึกสงบ สบายตา สบายใจ และช่วยเยียวยาความอ่อนล้าได้อย่างดีเลยทีเดียว เราจึงอยากให้คุณได้ไปสัมผัสความรู้สึก นี้ด้วยตัวเอง

จากนั้นพาคุณไปนั่งรถไฟหัวรถจักรไอน้ำชมวิวทิวทัศน์อันสวยงามธรรมชาติสร้าง เพลิดเพลินไปกับบรรยากาศเมืองที่โอบล้อมไปด้วยขุนเขา Seomjingang River Train Village โดยรถไฟจะวิ่งจากสถานีกกซองถึงสถานีกาจอง เลียบไปตามแม่น้ำซอมจินกังผ่านภูเขา ทุ่งนา และทิวสน ที่จะเปลี่ยนไปในทุกฤดู ในฤดูหนาวก็จะมีหิมะขาวโพลนไปทั่วบริเวณ ฤดูใบไม้ผลิก็จะมีดอกไม้นานาชนิดผลิบานริมทางรถไฟ หรือจะปั่น Rail Bike ชมธรรมชาติก็ยังได้ ตื่นตากับทิวทัศน์อันสวยงามที่สะพานชุลลองตารีพร้อมสูดอากาศดีๆ กันจนลืมเวลาไปเลย

อาหารเกาหลีที่อร่อยที่สุดอยู่ที่นี่แล้ว “จอลลานัมโด” ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นครัวของประเทศเกาหลีใต้ ด้วยความเป็นมาของอาหารที่มีเรื่องราว มีตำนาน และถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยความพิถีพิถัน ทำให้อาหารอร่อยและเป็นรสชาติแบบต้นตำรับแท้ๆ เมนูห้ามพลาดที่เราจะแนะนำในวันนี้คือ ฮันจองซิก (Hanjeongsik) หรืออาหารชุดเกาหลี มีต้นกำเนิดอยู่ในวัง หรือบ้านของขุนนางผู้มีอันจะกิน จัดแน่นมาด้วยเครื่องเคียงเป็นชุดเต็มโต๊ะให้เลือกทาน บอกเลยว่าเหมือนไปทานอาหารที่บ้านขุนนางเลยจริงๆ

ถัดมาที่เมนู ข้าวผสมธัญพืช ของร้านชุดฮยัง ซุลบุล คาลบี้ ด้วยความที่เมืองดัมยางโด่งดังเรื่องของไม้ไผ่ จึงทำให้มีอาหารที่ใช้กระบอกไม้ไผ่มาเป็นภาชนะ ซึ่งทางร้านจะหุงข้าวที่ใส่ธัญพืชต่างๆเข้าไป แล้วนำไปหุง ตอนทานเราจะได้กลิ่นหอมๆจากกระบอกไม้ไผ่ ทานคู่กันกับต๊อกคาลบี้(หมูหรือเนื้อบด) แกล้มด้วยเครื่องเคียงสุดอลังการเต็มโต๊ะ อร่อยเต็มปากเต็มคำเข้ากันสุดๆ

Gokseong Paragliding – เล่นพาราไกดิ้งที่เมืองก๊กซอง เรามาต่อกันด้วยกิจกรรมแอดเวนเจอร์ที่บอกเลยว่ายังไม่ค่อยมีคนไทยเคยมาเล่น ที่นี่เป็นที่ที่เราสามารถเล่นพาราไกดิ้งได้ดีที่สุดอีกที่หนึ่งในเกาหลี ก่อนที่จะเล่น ทางทีมงานจะให้คำแนะนำ สอนวิธีลง เตรียมอุปกรณ์ต่างๆ จากนั้นจึงนั่งรถขึ้นไปที่ยอดเขาเพื่อไปที่จุดปล่อยตัวเมื่อถึงคิวเรา pilot ที่บินไปกับเราก็ทำการเตรียมร่ม เตรียมอุปกรณ์ติดกับต้วเรา แล้วสั่งให้เราวิ่งจนพ้นจากเขา รู้ตัวอีกทีเท้าก็ไม่แตะพื้น ลอยตัวอยู่บนฟ้าแล้ว อากาศดีๆ วิวสวยๆ ยิ่งถ้ามาตอนช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ภูเขาจะมีสีเหลือง ส้ม แดง สลับกัน สวยงามมากๆ เมื่อมาเที่ยวจอลลานัมโด ต้องมาลองเล่นกันเพราะมันสนุกจริงๆ

พาไปซึมซับวัฒนธรรมประเพณีความเป็นอยู่ของคนเกาหลีแท้ๆ กันที่ หมู่บ้านพื้นเมืองนากานอัพซอง – Naganeupseong Folk Village หมู่บ้านแห่งนี้มีประวัติศาสตร์อันยาวนานและยังคงรักษาความดั้งเดิมไว้ ไม่ว่าจะเป็นห้องที่ทำมาจากดิน ห้องครัวแบบดั้งเดิม ระเบียงบ้านแบบเกาหลีโบราณ รวมทั้งบ้านหลังคามุงด้วยฟางที่เป็นเอกลักษณ์ของบ้านเกาหลีแบบโบราณ ซึ่งเป็นบ้านที่มีคนอาศัยอยู่จริงเกือบ 100 หลังคาเรือน แนะนำให้ใส่ชุด ฮันบกเดินถ่ายรูปสวยๆ ในหมู่บ้าน นอกจากนี้ เราจะได้เห็นการใช้ชีวิตของคนเกาหลีสมัยโบราณ เช่น การทอผ้า การทำความเคารพแบบเกาหลี การรีดผ้าแบบสมัยก่อน การละเล่นแบบโบราณ มีโชว์ต่างๆหมุนเวียนให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมสนุกกันอย่างเพลิดเพลิน

พาไปสูดโอโซนให้เต็มปอดกันที่ “ไร่ชาโบซอง” ท่ามกลางบรรยากาศของผืนป่าอันเขียวขจี แหล่งกำเนิดอุตสาหกรรมชาเขียวอันเก่าแก่และผลิตชาได้มากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศเกาหลีใต้ มีหลากหลายสายพันธุ์ คุณภาพดีจนเป็นไร่ชาที่มีชื่อเสียงของจังหวัดจอลลานัมโด นอกจากทัศนียภาพที่สวยงามแล้ว ที่นี่ยังมีผลิตภัณฑ์ ที่ทำจากชาเขียวให้เลือกซื้อมากมาย ทั้งขนมชาเขียว ชอคโกแลตชาเขียว ไอศกรีมชาเขียว แต่ที่ห้ามพลาดไปลิ้มรส ก็คือ ด็อกชาจาจังเมี่ยน และ ด็อกชาบิบิมบับ ที่ร้านแตฮันดาวอนชิมทอ

เดินทางกันต่อ…ไปที่เมืองแฮนัมพาไปขึ้น “ยอดเขาดูรยูซาน” โดยนั่งเคเบิ้ลคาร์ขึ้นไปด้านบน ระหว่างทางจะได้ตื่นตากับทัศนียภาพอันงดงามของใบไม้เปลี่ยนสีโดยรอบภูเขา ยิ่งถ้าได้มาในช่วงตะวันกำลังจะลับขอบฟ้า ดวงอาทิตย์ทอแสงสีส้ม ยิ่งสวยงามมากจริงๆ รับประกันว่าเห็นแล้วคุ้มค่าเหนื่อยแน่นอน

จากนั้นไปชื่นชมความสวยงามของสถาปัตยกรรมอันเก่าแก่ที่ “วัดแทฮึงซา” (Daeheungsa Temple) มีอายุราว 1,500 ปี เป็นนิกายมหายานมีพระโพธิสัตว์ประดิษฐานอยู่ด้านใน มีจิตรกรรมฝาผนังทีเป็นเรื่องราวของพระพุทธศาสนา จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพื้นที่มรดกโลกในปี 2011 วัดแห่งนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขา หากใคร มาเที่ยวในฤดูใบใม้เปลี่ยนสีจะได้ชื่นชมกับความงามธรรมชาติสร้าง ตัวอาคารของวัดจะตัดกับสีเหลืองแดงของใบไม้ เป็นภาพประทับใจไม่รู้ลืม

จากเมืองแฮนัมสู่เมืองมกโพ เมืองแห่งอุตสาหกรรม เมืองท่าริมทะเล และเป็นเมืองที่มีอู่ต่อเรือขนาดใหญ่ สิ่งที่น่าสนใจของเมืองนี้ คือ “พิพิธภัณฑ์เกษตรกรรมจอนนัม” เราจะพาไปเรียนรู้วิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวมกโพ ผ่านการจำลองการดำรงชีวิตในอดีต เช่น การทำกังหันน้ำ เครื่องตำข้าว การทำครกกระเดื่อง เป็นต้น เรื่องราวความสำคัญของข้าวที่ “พิพิธภัณฑ์ข้าว” นอกจากนี้ยังมี Korea Cooking School เรียนการทำอาหารเกาหลียอดนิยมอย่างเมนูต๊อกคาลบี ข้าวห่อใบบัว และเมนูขนมหวานของเกาหลีแท้ๆ “ซัล ยอซ คัง จอง” ที่ต้องบอกเลยว่า มีความคล้ายคลึงกับขนมบ้านเราด้วยนะ

การเดินทางในครั้งนี้ จะไม่เป็นเพียงการเดินทางท่องเที่ยวธรรมดา แต่จะเต็มเปี่ยมไปด้วยการเรียนรู้วัฒนธรรมระหว่าง 2 ประเทศ ความรู้สึกอิ่มเอมกับความสุขในการเดินทาง และเพื่อทำให้ความสัมพันธ์ไทย-เกาหลี ที่ยืนยาวมาจนถึง 60 ปี มีความหมายมากยิ่งขึ้น Happy Korea by K.T.C.C หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจะผูกพันกันนานเท่านาน

สามารถติดตามรับชมรายการสมุดโคจร On The Way ได้ทุกวันเสาร์ ทางช่อง 3SD (ช่อง28) เวลา 17.00 – 18.00 น. หรือดูย้อนหลังได้ที่ Facebook Page http://www.facebook.com/samudkojorn และทาง Youtube Channel http://www.youtube.com/channel/UCIy0QsTMLhz371HTTtkGR7A

ปัณพัท เตชเมธากุล การเติบโตในจิตใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/582809

  • วันที่ 10 มี.ค. 2562 เวลา 18:30 น.

ปัณพัท เตชเมธากุล การเติบโตในจิตใจ

เรื่อง: มัลลิกา นามสง่า ภาพ: ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ตอนนี้ทั่วทั้งเกษรวิลเลจ พรั่งพร้อมไปด้วยบรรยากาศของงานศิลป์ ที่นอกจากความวิจิตรสะดุดสายตาเป็นอันดับแรกแล้ว ยังมีมนต์เสน่ห์ดึงดูดใจให้เข้าไปค้นหาความหมายที่ซ่อนเร้นอยู่ในชิ้นงาน ซึ่งเป็นผลงานของ “ยูน-ปัณพัท เตชเมธากุล” ศิลปินภาพวาดอิลลัสเตรท ที่มีชื่อเสียงไกลถึงต่างประเทศ

มีผลงานการวาดภาพประกอบร่วมกับแบรนด์ดังระดับโลกหลายแบรนด์ เช่น น้ำหอมคอลเลกชั่น Gucci Bloom Acqua Di Fiori และ วาดวอลเปเปอร์เป็นแบ็กดร็อปให้บริษัทอินสตาแกรม (Instagram) ที่นิวยอร์กกับผลงานชื่อ Stranger In My Garden ที่พูดถึงความแฟนตาซีของโลกออนไลน์ อินสตาแกรม

ผลงานของยูนส่วนมากอยู่ในโลกแฟชั่น แต่นี่เป็นครั้งแรกที่สร้างงานขึ้นใหม่เพื่อจัดแสดง ในนิทรรศการชื่อ “Only For You” กับคอนเซ็ปต์ “The Meadows Universe”

“เราทำงานให้ทั้งเกษรวิลเลจ แต่ในห้องนี้เซตขึ้นมาเป็นสตูดิโอ มีพาร์ตเนอร์ต่างๆ มาช่วยเนรมิตห้องนี้ขึ้นมา พรมก็เป็นพรมทำมือ ดีไซน์ลายพิมพ์คัฟเวอร์ลำโพง เป็นรูปเสือ 2 ตัว เพราะยูนเชื่อในสัญชาตญาณมากกว่าเหตุผล เสือยังไม่รู้เลยว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นยังไงแต่ก็เชื่อใจกัน

ผลงานหลายครั้งยูนชอบใช้เสือแทนตัวเอง แต่เราไม่ใช่เสือที่เป็นจอมบงการสั่งทุกอย่าง เรายังรู้ว่าในใจต้องการอะไร ไม่ดุ เสือทุกตัวของยูนจะมีจริตของมัน มีเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ซ่อนอยู่ ในรูปดำเนินเรื่องด้วยตัวหลักแหละ แต่มีตัวรองบอกรายละเอียด

ห้องนี้เหมือนสร้างโลกของเราขึ้นมา Only For You คือตัวยูนอีกหนึ่งคน เพราะเวลาทำอะไรชอบคุยกับตัวเอง ให้กำลังใจตัวเอง ปรึกษากับตัวเอง คุยกับตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ดอกไม้แทนเส้นเลือดในร่างกายเรา ดอกไม้ทุกอย่างจึงพัวพันกันไปหมด สัตว์ต่างๆ แทนอารมณ์ความรู้สึก หรือรำลึกถึงสิ่งที่ผ่านมา”

“มนุษย์งดงามด้วยความฝัน” ประโยคจากหนังสือของ จิมมี่ เลี่ยว (Jimmy Liao) นักเขียนและนักวาดภาพระดับโลกชาวไต้หวัน เป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการรังสรรค์นิทรรศการศิลปะเดี่ยวครั้งแรก ดั่งสวนดอกไม้ที่เบ่งบานในหัวใจ บอกเล่าแทนความรู้สึกภายในใจต่างๆ

เอกลักษณ์เด่นในงานของยูน มักเล่าเรื่องจากสิ่งรายล้อมอยู่รอบตัวเธอ และใช้สัตว์สื่อความหมาย เน้นถึงเรื่องราวทางด้านความรู้สึก ความคิด จิตใจ

“ตั้งใจทำเรื่องเกี่ยวกับตัวเองมากๆ เพราะเป็นเรื่องที่เราเข้าใจมากที่สุด จุดเริ่มต้นอย่างพรม เหมือนแผนที่ภายในจิตใจของเรา เล่าถึงการกระทำเวลามีคนมาทำอะไรกับเรา เราจำรายละเอียดไม่ได้ แต่เราจำความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้ ความรู้สึกดีไม่ดีก็ตาม มันเข้าไปอยู่ในตัวเรา

สื่อเป็นรูปเสือกินกระต่าย แล้วกระต่ายก็เติบโตในร่างกาย สร้างต้นไม้ขึ้นมา มีหนู มีสัตว์ต่างๆ ที่เสือกินเข้าไป สุดท้ายความรู้สึกที่ดีไม่ดีมันเป็นเรื่องธรรมดา ทำให้เราเติบโตไปได้ เหมือนเอารมณ์ที่เราเจอแต่ละวัน มันเป็นเรื่องธรรมดาเดี๋ยวมันก็ผ่านไป

ทุกเรื่องเราก็เก็บเอาไว้อยู่ดีแหละ แต่เราเก็บไว้แล้วมองเป็นเรื่องธรรมดาก็จบ อย่าหาเหตุ เรารู้สึกไม่ดีทำไมต้องโกรธด้วย แต่ถ้าเรามองเป็นเรื่องปกติก็จบมันได้ง่าย”

นอกจากนิทรรศการที่จัดแสดง ที่ The Galerie ชั้น G เกษรวิลเลจ เปิดให้ชมถึงวันที่ 31 มี.ค.แล้ว ยังมีผลงานยูนยังสร้างงานศิลปะตามจุดต่างๆ ทั่วเกษรวิลเลจ ซึ่งยังมีให้ชมกันไปอีกหลายเดือน

บริเวณประตูทางเข้าจากชั้น 2 BTS Skylink ฝูงปลาเงินปลาทอง แท็กทีมด้วยลิง มีที่มาจากเซียมซีใบหนึ่งที่ยูนเคยหยิบได้ โดยกล่าวไว้ว่า “อยากให้เชื่อมั่นว่าเมื่อเราตัดสินใจทำอะไรสักอย่างย่อมมีเเง่มุมดีๆ ซ่อนอยู่ในการตัดสินใจนั้นเสมอ”

ถัดเข้ามาโซน Gaysorn Terrace มี “Dandy Lion” หรือสิงโตเจ้าสำอางที่มีผมเป็นรูปทรงหัวใจ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากไพ่ทาโรต์ Strength แล้วนำมาตีความสื่อถึงพลังจากภายในของตัวเรา

ม้าสีขาวรูปร่างสง่างามชื่อ “Phoebus” บริเวณ Gaysorn Atrium เป็นตัวแทนของความหวังจากพระอาทิตย์ที่จะมอบพลังด้านบวกในการใช้ชีวิต และทำให้สวนดอกไม้ในหัวใจของเราเบ่งบานได้ในที่สุด

ยังมีอีกหลายผลงานศิลปะให้ชม และอีกหลายแง่มุมให้ได้ข้อคิดในสิ่งที่ศิลปินตั้งใจสื่อไว้

รถไฟไทย การเดินทางโรแมนติกแบบไทยๆ [จบ]

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/582732

  • วันที่ 09 มี.ค. 2562 เวลา 11:26 น.

รถไฟไทย การเดินทางโรแมนติกแบบไทยๆ [จบ]

เรื่อง : อรุณี ศรีสุข

รถไฟแล่นผ่านสถานีจนกระทั่งจอดที่สถานีสุดท้ายก่อนจะออกจากกรุงเทพฯ สถานีรังสิต

ชายหนุ่มอายุราวๆ สามสิบกว่า จูงลูกสาววัยประมาณสี่ขวบขึ้นรถไฟมายืนอยู่ข้างๆ ที่ฉันนั่ง ฉันเห็นเด็กน้อยยืนโงนเงน ฉันเลยอนุญาตให้หนูน้อยนั่งกับฉัน

ส่วนชายหนุ่มก็ยังยืนอยู่แบบไม่กล้าที่จะเข้ามานั่งด้วย เพื่อนฉันเลยเอ่ยปากชวนว่านั่งด้วยกันสิ ไม่เป็นไรหรอก ทันทีที่ชายหนุ่มกำลังนั่ง เจ้าหน้าที่อารักขาก็ปรากฏตัวขึ้น และไล่สองพ่อลูกให้ลุกขึ้น ฉันและเพื่อนจึงยืนยันว่าเราอนุญาตให้นั่งเอง

เจ้าหน้าที่ไม่ยอม บอกว่าไม่ได้ ฉันจึงถามว่าที่นั่งนี้เราจ่ายไปแล้ว น่าจะเป็นสิทธิของเราที่จะให้ใครนั่งก็ได้ แล้วเด็กจะยืนไหวได้ยังไง เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าไม่ได้ แล้วบอกว่ามันก็เป็นแบบนี้แหละช่วงหน้าเทศกาล

เพื่อนฉันจึงถามเจ้าหน้าที่ว่าถ้าสองคนนี้จะได้นั่งต้องทำยังไง เขาตอบทันทีว่าต้องสั่งเบียร์เหมือนที่เราสั่ง

ฉันกับเพื่อนอึ้งไป เรามองหน้ากัน เพื่อนฉันเลยบอกว่าเราสั่งเพิ่มแล้วกัน แต่ขอต่อรองขอสั่งแค่สามขวดได้ไหม เพราะที่สั่งก็อาจดื่มไม่หมด เจ้าหน้าที่ยอมให้สองพ่อลูกได้นั่งกับเรา

บทสนทนาจึงเริ่มต้นขึ้น เราเริ่มคุยกัน ถามประวัติความเป็นมาระหว่างนั้นก็ดื่มไปด้วย เวลาผ่านไป ฉันจึงได้ความว่าชายคนนี้กำลังพาลูกสาวกลับมาเยี่ยมบ้านที่เด่นชัย และคิดว่าคงฝากลูกสาวไว้ให้แม่เลี้ยง เพราะเขาถูกเมียทิ้งไป

ระหว่างที่เล่าลูกสาวเขาได้นอนหลับบนตักฉันเรียบร้อยแล้ว ฉันคิดว่าควรเปลี่ยนให้ลูกสาวได้นอนตักพ่อดีกว่า ฉันจึงย้ายไปนั่งด้านเดียวกับเพื่อน

ระหว่างนั้นแอลกอฮอลล์ก็เริ่มทำงาน และที่ตู้เสบียงก็ปรากฏเด็กสาวๆ เดินมาขายผลไม้ อาหารกล่อง ข้าวผัด ที่ไม่เกี่ยวกับอาหารในตู้เสบียง เด็กสาวเริ่มป้วนเปี้ยนตรงโต๊ะฉัน พยายามขายผลไม้ให้ชายหนุ่มพ่อเลี้ยงเดี่ยว มันได้ผล

เด็กสาวหว่านเสน่ห์ เสียงรถไฟดังจนแทบไม่ค่อยได้ยินเสียงพูดคุย เด็กสาวก็เอียงหูเข้าไปใกล้ชายหนุ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ฉันกับเพื่อนคิดเหมือนกัน ซวยแล้วสิ แล้วก็เป็นจริง

ไม่ว่าเด็กสาวคนนั้นจะถืออะไรมา ชายคนนี้ซื้อหมด แล้วก็ยกให้เด็กสาวกิน หลังๆ ก็เริ่มซื้อเบียร์ ฉันกับเพื่อนเริ่มนั่งมองเขาและเด็กสาวคุยกัน แต่ขอให้นึกภาพสถานการณ์จริง ตู้เสบียงไม่ใช่มีแค่เพียงเรา มีคนเต็ม และที่สุดเจ้าหน้าที่ก็เอาไม้มากั้นไม่ให้คนชั้นสามเข้ามาในตู้นี้ได้…

ฉันเพิ่งเห็นภาพชัดวันนี้เองว่าการแบ่งชนชั้นนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นการแบ่งด้วยความไร้สาระ ไม่มีหลักการใด นอกจากผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ที่ดูแลตู้เสบียง

กลับมาที่ชายหนุ่มกับเด็กสาว เด็กสาวน่าจะไม่ได้เป็นพนักงานของรถไฟ แต่คงมีเอี่ยวบางอย่างที่ทำให้ได้มาขายของบนรถไฟได้ เด็กสาวมีหลายคน หน้าตาก็ยังสดใสอยู่ การหลอกล่อให้ชายหนุ่มที่เพิ่งโดนเมียทิ้งมาให้จ่ายเงินนั้นไม่ยาก

เวลาผ่านไป เงินในกระเป๋าของชายหนุ่มเริ่มหมด เพราะฉันเห็นครั้งแรกตอนที่เขาหยิบเงินออกมาซื้อผลไม้น่าจะมีอยู่หลายพัน คงเตรียมไว้ให้แม่เป็นค่าเลี้ยงดู แต่ตอนนี้เงินเหล่านั้นได้โดนสาวๆ บนรถไฟฉกไปเรียบร้อยแล้ว เหลือทิ้งไว้แต่มะม่วง สับปะรด ข้าวผัดสองสามกล่องที่วางอยู่บนโต๊ะ

เด็กผู้หญิงที่กำลังนอนหลับปุ๋ย ไม่รู้ไม่เห็นถึงสิ่งที่พ่อทำ ฉันบอกกับเพื่อนว่าฉันไม่อยากนั่งในตู้เสบียงแล้ว ฉันรู้สึกถึงความเอารัดเอาเปรียบของผู้คนกันเอง มันรู้สึกแย่ยังไงบอกไม่ถูก

เพื่อนบอกอีกเดี๋ยวคนคงทยอยลง ตู้ชั้นสามคงมีที่ว่างเพราะใกล้เช้าแล้ว ใกล้เวลารุ่งสาง ชายหนุ่มก็หลับเพราะหมดตัวสาวๆ ก็หายตัวไป ฉันและเพื่อนนั่งมองความเป็นไป ทักท้วงกับการจ่ายเงินของเขาบ้าง แต่เขาก็ไม่ฟัง มันเป็นสิทธิของเขา เงินของเขา และคงเป็นความสุขของเขา

หลังจากนั้นไม่นานเจ้าหน้าที่ก็เดินมาประกาศว่าสถานีหน้าคือสถานีเด่นชัยให้เตรียมตัว ฉันจึงปลุกเขา เขาตื่นขึ้นและปลุกลูกสาวให้เตรียมตัว เขายิ้มให้เราทั้งสองแล้วก็บอกกับเราว่าเมามากเลยครับพี่ เราก็หัวเราะกัน เพื่อนฉันบอกว่าเช็กเงินในกระเป๋าด้วยนะ เขาก็หัวเราะเจื่อนๆ คงจำได้ทุกการกระทำของตัวเอง

รถไฟจอดที่สถานีเด่นชัย เขาจูงลูกลงรถไฟ ฉันและเพื่อนอวยพรขอให้เขาโชคดี แล้วเพื่อนฉันก็พูดขึ้นมาทันที

“กูรู้แล้วว่าทำไมเมียถึงได้ทิ้ง… เฮ้อ! สงสารเด็กจริงๆ”

“เศร้านะ…” แล้วฉันก็ชวนเพื่อนออกจากตู้เสบียงไปอยู่ตู้ชั้นสาม ซึ่งก็มีที่ว่างเพราะคนคงทยอยลง ฉันจึงได้นอน รถไฟก็มาจอดสนิทก่อนสถานีลำปาง เพราะหัวจักรเสีย สรุปว่าเราถึงสถานีเชียงใหม่ เวลาบ่ายสี่โมงเย็น

การเดินทางของฉันคราวนั้นเป็นการเดินทางทำให้ได้เข้าใจชีวิตคนไทยมากขึ้น

สังคมไทยเป็นสังคมประกอบด้วยผู้คนที่หลากหลาย การอยู่ร่วมกันอย่างสันติและมีคุณภาพ สังคมต้องประกอบด้วยผู้คนที่มีจิตสำนึกต่อผู้อื่น ผู้ร่วมสังคมเรา ซึ่งฉันคิดว่าสังคมไทยมีน้อยมาก กับคำว่า จิตสำนึก หรือคุณธรรมก็ว่าได้

ร้อยกว่าปีผ่านไปตั้งแต่วันสถาปนากิจการรถไฟไทยที่มีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนได้เดินทางไปมาหาสู่กัน แลกเปลี่ยนสินค้ากันได้อย่างสะดวกสบาย มีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้น เปลี่ยนแปลงจนถึงปัจจุบัน

ฉันได้กลับไปนั่งรถไฟอีกครั้งเมื่อเดือนที่แล้ว ฉันไม่พบว่ามีตู้เสบียงเหมือนที่เคยเป็น แต่เป็นตู้เสบียงที่จัดเรียบร้อย ไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ขาย มีแต่อาหารเซตที่ถูกแร็ปด้วยพลาสติกด้วยราคาที่แพงลิบเท่ากับอาหารบนเครื่องบิน ส่วนคุณภาพเทียบเท่ากับเอาอาหารแช่แข็งมาเวฟ

พนักงานสวมเครื่องแบบร้านอาหาร ฉันสั่งไก่นิวออร์ลีน ชิ้นเล็กๆ หกชิ้น ราคา 150 บาท ฉันจำไม่ผิดมันคือไก่แช่แข็งแบบเดียวกันกับในเซเว่นอีเลฟเว่น เมื่อพนักงานคราวลุงมาเสิร์ฟ ฉันพูดไม่ออก บรรยากาศไม่จ้อกแจ้กจอแจเหมือนเคย พนักงานไม่ยื่นเงื่อนไขเหมือนก่อน แค่ไม่สั่งก็กลับไปที่นั่ง

ดูเหมือนจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี แต่สำหรับฉันมันเปลี่ยนแค่ภาพเหมือนผู้คนในสังคมส่วนใหญ่ในประเทศนี้เป็น คือสร้างภาพเก่ง ทุกอย่างดูดี มีความโปร่งใส แต่การเอารัดเอาเปรียบของคนที่อยู่บนรถไฟยังคงเหมือนเดิม และอาจยิ่งกว่าเดิม

ยี่สิบปีผ่านไป ฉันคิดถึงสองพ่อลูกนั้นจับใจ…

ห้องสมุดมารวย @รัชดาฯ ใครอยากรวยต้องมา!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/582731

  • วันที่ 09 มี.ค. 2562 เวลา 11:23 น.

ห้องสมุดมารวย @รัชดาฯ ใครอยากรวยต้องมา!

เรื่อง : วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ชาวเออร์บาเนียนคนไหนที่อยากรู้อยากเติมเต็มเรื่องการเงินการลงทุนบ้าง ห้องสมุดมารวย เดิมชื่อ “ห้องสมุดตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2518 เพื่อเป็นแหล่งสารสนเทศทางด้านตลาดการเงินการลงทุน ให้บริการแก่ผู้ประกอบวิชาชีพหลักทรัพย์และนักลงทุนเป็นหลัก กระทั่งต่อมาถึงปัจจุบันที่เติบโตเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเงินที่ทันสมัยและครบวงจรสำหรับนักลงทุนและประชาชนทั่วไป

ในปี 2547 ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ปรับปรุงรูปลักษณ์ของห้องสมุดใหม่ โดยเน้นให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเงิน การลงทุนที่ทันสมัยและครบวงจร สำหรับคนทุกเพศ ทุกวัย ที่สนใจหาความรู้ด้านการออม การเงิน และการลงทุน โดยมีแนวคิดในการปรับปรุงห้องสมุดให้เป็น Modern Library หรือห้องสมุดเพื่อคนรุ่นใหม่

ขณะเดียวกันก็เปลี่ยนชื่อเป็น “ห้องสมุดมารวย” เพื่อเป็นเกียรติแด่ ดร.มารวย ผดุงสิทธิ์ อดีตกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ คนที่ 5 ห้องสมุดมารวยเป็นห้องสมุดเฉพาะด้านการเงิน การลงทุน และการบริหารการเงินส่วนบุคคล ที่มีบรรยากาศสบายๆ เหมาะแก่การเรียนรู้ด้วยตนเอง

ที่นี่รวบรวมทรัพยากรด้านตลาดการเงินและการลงทุน ในรูปแบบหนังสือ วารสาร นิตยสาร และสื่อโสตทัศนวัสดุ จำนวนกว่า 2 หมื่นรายการ และยังให้บริการในรูปแบบของระบบห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ หรือ Maruey eLibrary เพื่ออำนวยความสะดวกกับผู้ใช้บริการให้สามารถอ่านทรัพยากรได้ทุกที่ ทุกเวลา นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเสวนาให้ความรู้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอย่างสม่ำเสมอ

“ที่นี่เป็นอีกทางเลือกสำหรับบุคคลทั่วไป สามารถเพลิดเพลินกับการหาความรู้ด้านการออม การลงทุน และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ บรรยากาศเป็นห้องสมุดมีชีวิต หรือ Living Library ให้ความรู้สึกเสมือนห้องอ่านหนังสืออยู่ในบ้าน มีสวนแนวตั้งเป็นจุดพักผ่อนสายตา เพื่อให้เกิดบรรยากาศการเรียนรู้ภายในพื้นที่”

ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก พื้นที่กว่า 842 ตารางเมตร ที่นั่งให้บริการ 150 ที่นั่ง ยกระดับสู่การเป็น Digital Library ผ่านเทคโนโลยี

= Digital bookshelf ที่ลูกค้าสามารถ Review เนื้อหาหนังสือเบื้องต้นที่น่าสนใจได้

= Digital self-check สามารถยืมคืนหนังสือได้ด้วยตัวเอง

= Digital Device มี Computer 25 เครื่อง Tablet 5 เครื่อง และมี Wifi ให้บริการ

= ระบบฐานข้อมูล SETSmart

ถ้ารู้ตัวว่าเป็นผู้สนใจด้านการลงทุน ผู้ที่จะเริ่มลงทุนก็ต้องไม่พลาดแหล่งเรียนรู้แห่งนี้ ขอยกตัวอย่างหนังสือเล่มเจ๋งๆ มายั่วยวนกัน “The Intelligent Investor” (คัมภีร์การลงทุนแบบเน้นคุณค่า) เขียนโดย เบนจามิน เกรแฮม สุดยอดหนังสือการลงทุนคลาสสิกที่นักลงทุนทุกคนต้องอ่าน

หรือ “One Up On Wall Street” (เหนือกว่าวอลสตรีท) เขียนโดย ปีเตอร์ ลินช์ กับ John Rothchild หนังสือขายดีที่นักลงทุนทุกคนควรมี

“Zero to one” (จาก 0 เป็น 1) เขียนโดย Peter Thiel โดยผู้เขียนซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งเพย์พัล และนักลงทุนระดับตำนานของซิลิคอน วัลเลย์ เปิดเผยหลักการในการสร้างธุรกิจจาก 0 เป็น 1 ที่จะสร้างผลตอบแทนอย่างงดงามเป็นสิบหรือร้อยปีโดยไม่ต้องแข่งขัน

นอกจากนี้ ยังมีชุดหนังสือเตรียมสอบ CFA Program Curriculum โดยสถาบัน CFA Institute สำหรับการเตรียมตัวสอบใบรับรองคุณวุฒิ CFA (Chartered Financial Analyst) ของผู้ประกอบวิชาชีพในธุรกิจหลักทรัพย์

ห้องสมุดมารวย ตั้งอยู่ที่ชั้นใต้ดิน อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ข้างสถานทูตจีน) ถนนรัชดาภิเษก กทม. สามารถเดินทางมาได้สะดวกโดยรถไฟฟ้าใต้ดิน ลงสถานีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ทางออก 3 เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 08.30-21.00 น. ไม่เสียค่าบริการ แต่หากต้องการยืมทรัพยากรกลับบ้าน ก็สามารถสมัครสมาชิกห้องสมุด ค่าสมาชิกเพียงปีละ 100 บาทเท่านั้น

มาเลย… ถ้าอยากรวย!

‘เที่ยวดิไม่แพงหรอก’ บอกต่อทริปสนุกสบายกระเป๋า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/582729

  • วันที่ 09 มี.ค. 2562 เวลา 11:15 น.

‘เที่ยวดิไม่แพงหรอก’ บอกต่อทริปสนุกสบายกระเป๋า

เรื่อง : รอนแรม ภาพ : เที่ยวดิไม่แพงหรอก

 

จากการไปท่องเที่ยวกับเพื่อนตามปกติ วันนี้เรื่องราวการเดินทางของเธอได้กลายมาเป็นข้อมูลและแรงบันดาลใจผ่านเพจเฟซบุ๊ก เที่ยวดิไม่แพงหรอก โดยสาวนักเดินทาง “อร” ณัฏฐนันท์ กิจสวัสดิ์พร พนักงานประจำที่ใช้วันหยุดและเงินอย่างคุ้มค่าและสนุกที่สุด

“พอเราไปเที่ยวบ่อย ทำให้มีข้อมูลเยอะมาก มีรูปสวยๆ เยอะมาก เลยอยากแบ่งปันออกไปในวงที่กว้างขึ้น ให้คนอื่นๆ เห็นมากขึ้น และอยากจุดประกายให้คนอื่นเห็นสถานที่สวยๆ ทำให้พวกเขารู้สึกว่าอยากไปเที่ยวเหมือนเรา” เธอกล่าวถึงที่มาที่ไป

อรเดินทางบ่อยขึ้นหลังทำงานประจำประมาณ 3 ปีที่แล้ว โดยเธอเลือกใช้วันหยุดสั้นๆ ไปกับการท่องเที่ยว

“คอนเซ็ปต์ของเพจตรงตามชื่อเพจเลยคือ เป็นการเที่ยวที่ไม่แพงมาก เพื่อให้ทุกคนสามารถไปเที่ยวได้ง่าย เข้าถึงได้ง่าย สถานที่เที่ยวไม่หรูหรา ที่พักไม่ต้องห้าดาว แต่เป็นที่ที่สวยงามอย่างธรรมชาติ ป่า ชายหาด หรือแม้กระทั่งวัดที่เราสามารถเข้าไปชื่นชมได้โดยไม่เสียเงิน”

ประเด็นสำคัญ คือ เธอเดินทางเพราะความชอบ เพราะอยากไป ดังนั้น จึงสามารถเขียนข้อมูลได้อย่างตรงไปตรงมา หรือทริปไหนไม่เป็นอย่างที่คิด เธอก็เลือกที่จะไม่แนะนำต่อ ทุกอย่างที่ถูกถ่ายทอดออกไปจึงเป็นประสบการณ์จริงทั้งหมด

“บางคนบอกว่าการไปเที่ยวเป็นการชาร์จพลัง สำหรับอรรู้สึกว่า การท่องเที่ยวมันเหนื่อยกว่าวันธรรมดา แต่มันสนุก มีความสุข และเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่” นักเดินทางสาวกล่าวต่อ

“ส่วนการทำเพจ อรไม่ได้ตั้งเงื่อนไขว่าต้องโพสต์ทุกวัน หรือต้องไปเที่ยวเพื่อมาลงเพจ แต่เรายังเที่ยวตามที่ตัวเองอยากไป เพราะเราไม่ใช่บล็อกเกอร์ที่ทำเป็นอาชีพ หรือเป็นนักเดินทางเต็มตัว อรเป็นแค่คนทำงานประจำที่ท่องเที่ยวเป็นงานอดิเรก และนำข้อมูลมาแชร์ให้คนอื่นเท่านั้นเอง”

เธอทำเพจมาได้ราว 1 ปีครึ่ง มียอดไลค์ทะยานถึง 4.5 หมื่นไลค์ ซึ่งแน่นอนว่ามันมาไกลเกินความคาดหมาย แต่เธอก็ยังไม่รู้สึกกดดัน อร กล่าวต่อว่า ยังท่องเที่ยวตามปกติ ไม่ได้บังคับตัวเองให้เดินทางมากขึ้น และยังไม่คาดหวังว่ามันจะกลายเป็นเพจดังทำเงิน เพราะเธอออกเดินทางเพื่อประสบการณ์ชีวิต

“ทุกวันเราตื่นขึ้นมา เราไม่ได้เห็นอะไรแปลกใหม่ ทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน มันเป็นไปในบรรยากาศเดิมๆ ผู้คนรอบตัวเหมือนเดิม แต่เมื่อเราไปเที่ยว ทุกอย่างเป็นเรื่องใหม่หมด ทั้งสถานที่ใหม่ ผู้คนกลุ่มใหม่ อาหารใหม่ๆ

อรรู้สึกว่าแค่ออกไปเห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นมันก็ดีมากๆ แล้ว มันเป็นกำไรของชีวิตเราแล้ว และอีกอย่างคือ เมื่อเรานำมาแบ่งปันในเพจให้คนอื่นได้รู้ด้วย มันยิ่งทำให้การเดินทางนั้นคุ้มค่า และเป็นประโยชน์ให้คนอื่นที่ยังไม่ได้ไปเที่ยวแบบเรา”

นอกจากนี้ เธอยังทิ้งท้ายถึงเทคนิคการเที่ยวแบบไม่แพงว่า อันดับแรกต้องหาข้อมูลการเดินทางและที่พัก จากนั้นเลือกวิธีและสถานที่ที่เหมาะกับตัวเองที่ตอบโจทย์ทั้งความชอบและราคา เพื่อหาตัวเลือกที่ดีที่สุดและเพื่อกำหนดงบเดินทางคร่าวๆ

หรือไม่เช่นนั้น ใช้ทางลัดด้วยการตามรอยทริปที่เธอไปมาแล้วที่เพจเฟซบุ๊ก เที่ยวดิไม่แพงหรอก ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำหรือนักศึกษาก็สามารถไปสนุกกับประสบการณ์ใหม่ๆ แบบสบายกระเป๋าได้

‘อียิปต์’ ดินแดนที่ใฝ่ฝันและมนต์ขลังของอารยธรรมโบราณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/582728

  • วันที่ 09 มี.ค. 2562 เวลา 11:09 น.

‘อียิปต์’ ดินแดนที่ใฝ่ฝันและมนต์ขลังของอารยธรรมโบราณ

เรื่อง/ภาพ : บงกชรัตน์ สร้อยทอง

ดินแดนที่ทุกคนปักหมุดว่าสักวันหนึ่งต้องไปเยือนให้ได้สักครั้งในชีวิต “อียิปต์” มักเป็นประเทศที่ทุกคนมีความฝันร่วมกันเสมอ จะด้วยมนต์สะกดของอารยธรรมโบราณ คลีโอพัตราที่ได้รับการกล่าวถึงความมหัศจรรย์ของพีระมิดขนาดใหญ่ หรือคำสาปของฟาโรห์ที่อยากรู้ว่ามีอยู่จริงหรือไม่?

ความโชคดีที่ได้ไปเยือนกับหมู่คณะใหญ่ของบริษัท บัตรกรุงไทย (เคทีซี) เจ้าหน้าที่ทัวร์ให้คำยืนยันพร้อมกับตารางเที่ยวที่อัดแน่นและค่อยๆ เพิ่มการสัมผัสรูปรสกลิ่นเสียงเสมือนดัชนีกราฟหุ้นที่ค่อยๆ ขึ้นจนสร้างสถิติสูงสุด และครอบคลุมไฮไลต์สถานที่ควรมาสัมผัสนี้ประมาณ 60% ของสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในอียิปต์

เราได้รับการทักทาย จะความโชคดีหรือความบังเอิญก็แล้วแต่ ที่ได้สัมผัสเม็ดปรอยฝนที่อยู่หน้ารถบัสแทบในดินแดนที่พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย ก่อนที่จะไปเจอการซัดสาดของคลื่นทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่ “เมืองอเล็กซานเดรีย” เมืองใหญ่อันดับสองรองจากกรุงไคโรที่เป็นเมืองหลวง

ตามประวัติเมืองนี้เจอโดยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช เป็นเมืองเก่าของอียิปต์ จนกรีก โรมัน เข้ามาครอบครอง การเข้ามาของศาสนาอิสลามจากอาณาจักรออตโตมัน ที่สำคัญยังเป็นเมืองเกิดตำนานรักของพระนางคลีโอพัตราและมาร์ก แอนโทนี แม่ทัพจากโรมัน

เชิงเศรษฐกิจเมืองนี้เป็นเมืองท่า พืชเศรษฐกิจคือ ฝ้าย จนได้รับการขนานนามว่าผ้าปูที่นอนของอียิปต์นั้นเป็นของดีและขึ้นชื่อ รวมถึงยังมีรายได้ค่าผ่านทางคลองสุเอซ ที่เป็นเส้นแบ่งของเมดิเตอร์เรเนียนเหนือกับทะเลแดงที่ทำให้การขนส่งระหว่างทวีปยุโรปและเอเชียสั้นมากขึ้น

สถานที่ที่ต้องมาคือ “เสาปอมเปย์” เสาหินสไตล์กรีกที่แสดงถึงชาวโรมันได้มาปกครองอียิปต์กับ “สุสานโรมันใต้ดินคาตาคอมป์” ที่เชื่อกันว่าชาวโรมันเอาไว้เก็บศพกว่า 5 หมื่นคน

แต่ที่ชื่นชอบและให้ใจที่สุดคือ “ป้อมปราการไควท์เบย์” เดิมเป็นประภาคารฟาโรส แต่ถูกทำลายจนสุลต่านไควท์เบย์ได้มาทำนุบำรุง จนกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ทางทะเล เหตุผลที่ชอบแม้จะต้องฝ่าฟันกับกองทัพนักท่องเที่ยว แต่เพราะติดทะเลทำให้บรรยากาศทุกอย่างดูเบาและสดชื่นจากลมและคลื่นที่ซัดเข้ามา

ความเศร้าใจของเมืองนี้ที่ไม่มีโอกาสแวะ เพราะแค่นั่งรถผ่านไปมา คือการเยือนห้องสมุดอเล็กซานเดรียที่ห้องสมุดยุคแรกของโลก และเป็นจุดเริ่มต้นของวิชาบรรณารักษศาสตร์ ปัจจุบันเปิดให้บริการกับประชาชนแล้ว

เพื่อให้เข้าถึงประวัติศาสตร์และเห็นอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ของดินแดนไอยคุปต์มุ่งสู่ “เมืองหลวงไคโร” เพื่อชม “พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอียิปต์” ที่รวมเรื่องราวและศิลปวัตถุ เป็นอาคาร 2 ชั้น ชั้นแรกจัดแสดงวัตถุโบราณที่มีน้ำหนักมาก เช่น อ่างอาบน้ำ หีบศพ รูปปั้น และแผ่นศิลาแต่ละยุค

ชั้นสองจัดแสดงวัตถุน้ำหนักเบา เช่น เครื่องมือทำสงคราม เครื่องมือทำศพ เครื่องประดับ แต่ไฮไลต์คือ วัตถุและทรัพย์สมบัติต่างๆ ที่ถูกค้นพบในสุสานฟาโรห์ตุตันคามุน เช่น โลงศพทองคำแท้ที่มีน้ำหนักมากกว่า 110 กิโลกรัม หน้ากากทองคำ และสมบัติส่วนตัวของพระองค์อีกมากมาย และที่ไม่ควรพลาดคือห้องที่เก็บมัมมี่ที่สมบูรณ์ที่สุด แม้ว่าเวลาจะผ่านมาหลายพันปีแล้วก็ตาม

ทว่า สิ่งที่น่าเสียดายที่เกิดขึ้นกับพิพิธภัณฑ์ คือเหตุการณ์จลาจล ปี 2554 ที่ประชาชนขับไล่ประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัค วัย 82 ปี ให้ลาออกจากตำแหน่ง ทำให้มีการเข้ามาทำลายข้าวของในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ บางชิ้นก็ซ่อมได้ แต่บางชิ้นกลับสูญหายไป ซึ่งประเมินมูลค่าไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ภายในปี 2562 ทางการอียิปต์จะย้ายและเปิดพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ ไปอยู่ใกล้กับมหาพีระมิดแห่งกีซ่า ซึ่งเลื่อนกำหนดการเปิดมาจากปี 2561 ที่ผ่านมา

ความอิ่มเอมก็เกิดขึ้นเมื่อสายตาตัวเองได้มาเจอ “มหาพีระมิดแห่งกีซ่า” ที่เชื่อว่าก่อสร้างขึ้นในสมัยฟาโรห์คูฟูราชวงศ์ที่ 4 ซึ่งปกครองอียิปต์โบราณเมื่อ 2,600 ปีก่อนคริสตกาล หรือกว่า 4,600 ปีมาแล้ว เพื่อใช้เป็นที่เก็บรักษาพระศพไว้รอการกลับคืนชีพตามความเชื่อของชาวอียิปต์ในยุคนั้น

ประกอบด้วย 3 พีระมิด คือ คูฟูที่ใหญ่และเก่าสุด คาเฟรพีระมิดที่อยู่ตรงกลาง และทำให้เข้าใจผิดว่ามีขนาดใหญ่สุดเพราะตั้งอยู่ที่สูง และเมนคูแรมีขนาดเล็กและอายุน้อยที่สุด พร้อมกับมหาสฟริงซ์ขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านศิลปะที่ผสมผสานระหว่างมนุษย์กับสิงโต

ที่แห่งนี้ยังเป็นสถานการแสดงแสงสีเสียง Sound and Light ไม่ใช่ Light and Sound อย่างที่เราคุ้นเคย และยังมีให้ดูที่วิหารคาร์นัก เมืองลักซอร์ด้วยเช่นกัน แต่เพราะสถานที่และประวัติศาสตร์ที่มีทำให้มีชัยไปกว่าครึ่งกับวิธีการนำเสนอบอกเล่าประวัติความเป็นมา ใส่เสียงและสาดสีไปในสถานที่จริง

แต่ส่วนตัวมองว่า ขาดสีสันในวิธีการนำเสนอที่ดูเร้าใจและตื่นเต้นทำให้ระหว่างทางของการโชว์ จึงเห็นหลายคนมีอาการตาปิด หัวที่สวมหมวกฮูด บ้างก็คอพับสลับตั้งตรง พร้อมกับเอามือซุกอยู่ในเสื้อหนาว ซึ่งปกติฤดูกาลท่องเที่ยวของอียิปต์คือเดือน พ.ย.-มี.ค. ส่วนเดือนที่ร้อนมากสุดคือช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. ที่อุณหภูมิจะมากกว่า 50 องศา

หากพูดถึงความหลงใหลดินแดนไอยคุปต์แห่งนี้ ขอยกให้กับ “เมืองลักซอร์” เพราะหลงมนต์เสน่ห์ภาพพระอาทิตย์ตกริมขอบแม่น้ำไนล์ที่สวยงาม อีกทั้งมีการซ่อนความยิ่งใหญ่ในอดีตไว้อย่างสมบูรณ์แบบ ตั้งแต่ “มหาวิหารคาร์นัก” ที่ใหญ่ที่สุดและสวยงามที่สุดของอียิปต์ โดยสร้างขึ้นเพื่อถวายเทพเจ้าอามุน-รา (สุริยเทพ) และเป็นสถานที่จัดพิธีกรรมเกี่ยวกับความเชื่อของอียิปต์โบราณ ใช้เวลาการก่อสร้างจากรุ่นสู่รุ่นผ่านฟาโรห์ประมาณ 30 พระองค์

ต่อด้วย “วิหารลักซอร์” ตั้งอยู่ตอนใต้ของคาร์นัก ซึ่งในอดีตมาทางเชื่อมกันได้ เขาว่าวิหารแห่งนี้เป็นพระราชวังมากกว่าวิหาร เพราะรูปสลักสงครามการทำศึกและภาพที่โหดร้ายจนดูไม่น่าจะเป็นศาสนสถานได้ ซึ่งสมัยก่อนการทำสงครามเป็นการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอย่างหนึ่ง

จุดเด่นของวิหารคือ เสาโอเบสิสก์ ที่ตั้งโดดเด่นเพียงลำพังอยู่ด้านหน้า ความหมายของเสานี้คือ ชีวิต ความสว่างและความรุ่งโรจน์ เหมือนบรรยากาศเป็นใจให้คณะเรา ที่ปกติเป็นวิหารเหมาะสำหรับชมตอนกลางคืน และคืนวันนั้นพระจันทร์ก็เต็มดวงเสียด้วย ทำให้เห็นองค์ประกอบความสวยงามที่ครบรสไม่น้อย

ความยิ่งใหญ่จากอดีตสู่ยุคปัจจุบันยังสร้างความประทับใจต่อเนื่อง จากจิตรกรรมและศิลปะที่อยู่ในภายในเทือกเขาทีบัน ดินแดนของฝั่งผู้ตาย ที่ดูด้านนอกเสมือนภูเขาที่แห้ง จาก “หุบผากษัตริย์” ซึ่งเป็นที่ตั้งของสุสานเหล่าบรรพกษัตริย์ ราชวงศ์ และขุนนาง รวมถึง “หุบผาราชินี” ซึ่งเป็นที่ฝังพระศพของบรรดาราชินีต่างๆ

ทว่าไฮไลต์ที่สุดคือจิตรกรรมภายใน “สุสานของพระนางเนเฟอตารี” ซึ่งเป็นมเหสีสุดที่รักของฟาโรห์รามเสสที่ 2 เพราะมีภาพประดับผนังที่สวยงามและสมบูรณ์เกือบทุกห้อง

เพดานสุสานประดับด้วยภาพท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยดวงดาวห้าแฉก โดยฉากช่องบันไดจะเป็นภาพที่พระนางกำลังถวายเครื่องบรรณาการให้เทพเจ้าและวาดขึ้นเทียบเท่าพระองค์จริง ซึ่งผิดปกติวิสัยงานจิตรกรรมยุคเดียวกัน

และยังมีหลักฐานอีกว่าโลงศพเป็นหินแกรนิตสีชมพู แต่ที่หุบผาราชินียังเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปได้จำนวนไม่มาก เนื่องจากจุดที่สร้างมีคุณภาพหินที่ไม่ดี

ขณะที่ราคาตั๋วสูงสุดคือ กว่า 2,000 บาทไทย และห้ามถ่ายรูป ซึ่งถ้ามีการฝ่าฝืนจะถูกยึดกล้องจากเจ้าหน้าที่ที่ดูแลทันทีโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

ความประหลาดใจ คือ พยายามหาเหตุผลว่า ทั้งหมดมันเกิดขึ้นภายใต้ภูเขาที่ลึกขนาดนี้ได้อย่างไร หากเทียบกับเวลานับหลายพันปีที่ผ่านมา การก่อสร้างที่ใช้สรรพกำลังคนหรือแรงงานมากมาย ตั้งแต่ขุดเจาะหินต่างๆ จนไปสู่การสกัดผนังสุสานให้ผิวเรียบ ก่อนที่จะให้ช่างจิตรกรเข้ามาวาดลวดลายที่หลากสีสัน เช่น สีแดงที่มาจากเลือด สีฟ้ามาจากครามและปะการัง สีเหลืองมาจากไข่แดงกับปะการังที่ผสมผสานกัน

การที่เจาะหินเข้าไปตอนลึกได้ เดิมที่เจอปัญหาเขม่าสีดำจากเทียน แต่เทคนิคที่ได้รับการเล่าขานมาคือ การใช้วัสดุตั้งไว้แล้วส่องให้แสงอาทิตย์สะท้อนเข้าไปบริเวณด้านในถ้ำ เป็นแสงสว่างที่ให้จิตรกรสามารถถ่ายทอดศิลปะออกมาได้สวยงามถึงปัจจุบัน

นอกจากนั้น การเชื่อมโยงระหว่างแม่น้ำไนล์กับสุสานของฟาโรห์ทั้งหลาย เกิดจากความเชื่อที่ว่าทิศตะวันออกของแม่น้ำไนล์เป็นทิศของคนเป็น และทิศตะวันตกของแม่น้ำไนล์คือทิศของคนตาย โดยแรงงานที่ถูกเกณฑ์ให้ไปก่อสร้างสุสานดินแดนของคนตายแล้ว ตัวเขาและสมาชิกครอบครัวจะไม่ได้กลับมาทิศของคนเป็นอีกเลย

สำหรับการท่องเที่ยวอียิปต์มาง่ายมากเพราะมีสายการบินแห่งชาติ อียิปต์แอร์ไลน์ เพียงแห่งเดียว โดยหลังการก่อจลาจลหลายปีก่อน ตอนนี้เริ่มมีนักท่องเที่ยวกลับมาให้เห็นมากขึ้นจากเอเชีย ซึ่งทางไกด์แนะนำว่า อียิปต์คือประเทศมุสลิมที่มีความปลอดภัยทั้งแบบกรุ๊ปทัวร์และแบบแบ็กแพ็ก และเป็นมุสลิมที่แยกเรื่องการเมืองออกจากศาสนาชัดเจน

อีกทั้งตามสถานที่ท่องเที่ยวผู้คนสามารถพูดภาษาอังกฤษได้และมีบุคลิกที่มีอัธยาศัยที่ดี มีลักษณะเฟรนด์ลี่ต้อนรับนักท่องเที่ยวเสมอ เพียงแค่วางแผนดีๆ ด้านที่พักก็มีให้เลือกหลายระดับสามารถจองได้ตามเว็บออนไลน์บุ๊กกิ้งทั่วไป

ถ้าเทียบเคียงสิ่งที่คนไทยต้องการมาเที่ยวคือโบราณสถานต่างๆ หลังจากที่เคยมีประสบการณ์ร่วมทั้งจากการร่ำเรียนการอ่านหนังสือ ดูภาพยนตร์ ซึ่งความจริงแล้ว อียิปต์เป็นประเทศที่มีมากกว่าโบราณสถานคือ ที่พักตากอากาศซึ่งอยู่ในโซนตอนล่างสุดของทะเลแดง ที่นักท่องเที่ยวชาวยุโรปชอบหนีหนาวมาเที่ยว และนอกจากการท่องเที่ยวทางรถไปตามสถานที่สำคัญต่างๆ แล้ว ยังสามารถล่องเรือครูซตามแม่น้ำไนล์แล้วแวะพักสถานโบราณสถานสำคัญต่างๆ

เชื่อได้ว่าสักครั้งหนึ่งในชีวิตหากได้มาเที่ยวอียิปต์ จะต้องมนตร์ขลังของดินแดนไอยคุปต์แห่งนี้