รสเบลเยียม เบลกา รูฟท็อป บาร์ฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/582633

  • วันที่ 08 มี.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

รสเบลเยียม เบลกา รูฟท็อป บาร์ฯ

เรื่อง : คีตะ pk_st@yahoo.com

เมื่อพูดถึงประเทศเล็กๆ ในยุโรปอย่าง เบลเยียม ใครๆ ก็มักจะนึกถึง ช็อกโกแลต และเบียร์ แต่ความจริงแล้วดินแดนแห่งนี้ยังมีอีกมากมายหลายสิ่งที่โดดเด่น และวันนี้เราไม่จำเป็นต้องบินไปไกลก็สามารถลองลิ้มชิมรสอันยอดเยี่ยมสไตล์เบลเยียมได้ที่กรุงเทพฯ ณ เบลกา รูฟท็อป บาร์ แอนด์ บราสเซอรี

ตั้งอยู่บนชั้นที่ 32 ของโรงแรมโซฟิเทล กรุงเทพฯ สุขุมวิท ระหว่างซอย 13 และ 15 ถนนสุขุมวิท พื้นที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ตั้งของ ลาพาร์ต เป็นบาร์และร้านอาหารซึ่งตกแต่งอย่างงดงาม ให้ความรู้สึกอบอุ่น ด้วยการผสมผสานระหว่างไม้สีเข้ม พื้นที่ส่วนของเทอร์เรซนั้นมาพร้อมกับวิวกรุงเทพฯ อันตระการตา โดยเฉพาะในเวลาพระอาทิตย์ตกดิน

ใจกลางของ เบลกา คือ ครัวแบบเปิดและบาร์ที่ตั้งของแท็บเบียร์ พร้อมเสิร์ฟอาหารเบลเยียมยอดนิยม อย่างเช่น หอยแมลงภู่กับมันฝรั่งทอด (Moules & Frites) คือ เมนูสามัญประจำบ้านของชาวเบลเยียม ซึ่งหัวใจความอร่อยของจานนี้ คือ คุณภาพของวัตถุดิบ เชฟนิโคลัส บาสเซ็ต ใส่ใจในการเลือกวัตถุดิบ โดยคำนึงถึงความยั่งยืนด้วย

เลือกชิม Moules Mariniere หอยแมลงภู่อบไวน์ขาว หอม และพาร์สลีย์ เสิร์ฟกับมันฝรั่ง หรือจะเป็น Moules Tom Yum เพื่อความพึงพอใจสำหรับคนที่ชอบรสชาติไทยๆ ด้วยส่วนผสมของพริก มะนาว และผักชี Moules Hoegaarden หอยแมลงภู่อบเบียร์ขาวของเบลเยียม Moules Tom Kha หอยแมลงภู่ปรุงด้วยกะทิและข่า

พิเศษคือ มายองเนสซึ่งเสิร์ฟมากับหอยแมลงภู่และมันฝรั่ง ด้วยมีมายองเนสถึง 8 ชนิดให้เลือก อย่างเช่น มายองเนสทรัฟเฟิลออยล์ มิกซ์เฮิร์บส เลมอน แอนด์ ไลม์ เป็นต้น โดย Maitre Mayonnaise พนักงานผู้เชี่ยวชาญพิเศษ จะไปปรุงมายองเนสแบบสดๆ ที่โต๊ะของลูกค้า

นอกจากนี้แล้วยังมีเนื้อเฟลมมิชและสตูว์เบียร์ รวมทั้ง คร็อกเก้ กุ้งทะเลเหนือชุบเกล็ดขนมปังทอด รวมถึงวาฟเฟิล และช็อกโกแลต ในทุกๆ วัน ด้วยความตั้งใจที่จะคงรสชาติอาหารเบลเยียมแท้ๆ เอาไว้

ปีเตอร์ แลร์ด ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเบียร์และอาหาร เลือกสรรค์เครื่องดื่ม เบียร์ขวด 30 แบรนด์ และ 11 เบียร์สด บางตัวนั้นมีพิเศษเฉพาะที่เบลกาเท่านั้น ไม่ว่าจะเบียร์เอล พิลส์ รวมทั้ง แทรปปิสต์ (Trappist) เบียร์ที่ผลิตโดยพระที่วัดในเบลเยียมก็มีให้เลือก

นอกจากเบียร์ ทางร้านยังมีตัวเลือกเป็นไวน์หลากหลาย และค็อกเทล ไม่ว่าจะคลาสสิกค็อกเทล หรือซิกเนเจอร์เมนูเฉพาะของที่เบลกา อย่างเช่น เบลกาโมฮิโต (รัม ไชน่าไชน่า โมฮิโตไซรัป มะนาวฝาน ใบมินต์ และน้ำตาลอ้อย) เฟรนช์ตินี (วอดก้า ริคาร์ด สับปะรด และราสพ์เบอร์รี่) อะเดลา (รัม เวอร์มุธ เมเปิ้ลไซรัป และช็อกโกแลตบิตเทอร์) อมารา (เตกีลา น้ำมะนาว และโรสเลมอนเนด) เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีบางกอกโซดาหลากรสชาติ เช่น สยามโทนิค ไทยแมนดาริน ไทยโคลา ฯลฯ รวมทั้งม็อกเทล

ระหว่างสร้างประสบการณ์กับอาหารและเครื่องดื่มแล้ว เบลกายังทำให้ผู้มาเยือนประทับใจด้วยดนตรีจากดีเจสาวสวยซึ่งจะมากล่อมเกลาบรรยากาศ

เบลกา รูฟท็อป บาร์ แอนด์ บราสเซอรี เปิดให้บริการทุกวันระหว่างเวลา 17.00-01.00 น. โทร. 02-126-9999 หรือ belgarestaurantbangkok.com ร้านเพิ่งเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ด้วยองค์ประกอบซึ่งสามารถกลายเป็นประสบการณ์ดีๆ ทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในร้านที่ต้องไปเยือนให้ได้ เพื่อสัมผัสและเข้าถึงความเป็นเบลเยียมอันยอดเยี่ยม

คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล กุ้งทอดซอสญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/582645

  • วันที่ 08 มี.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล กุ้งทอดซอสญี่ปุ่น

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

อาหารทะเลชุบแป้งทอดเป็นอาหารประจำที่บ้านของผู้เขียน ด้วยความที่มีเด็กเยอะ ปรุงได้ง่ายและแอบใช้ผักชุบแป้งทอดปนผสมไปได้เพื่อเป็นการพรางให้เด็กๆ รับประทานอาหารผักและอาหารได้เอร็ดอร่อยขึ้น ถ้าจะดัดแปลงเป็นอาหารเสิร์ฟผู้ใหญ่บางครั้งผู้เขียนปรุงน้ำสลัดขึ้นมา เสิร์ฟอาหารทะเลชุบแป้งทอด พร้อมผักสลัดสดกรอบแล้วราดด้วยน้ำสลัดรสชาติเข้มข้น ไม่ต้องมีน้ำจิ้มขอแค่น้ำสลัดรสชาติจัดจ้าน ก็จบได้ทั้งอาหารเด็กและผู้ใหญ่ในมื้อเดียว

ทะเลชุบแป้งทอด ถือเป็นอาหารสากลมีทุกชาติพันธุ์ที่มีการรับประทานอาหารทะเล เกิดจากการทอดแบบ Deep Fried คือ ทอดแบบน้ำมันท่วมชิ้นอาหาร ค่อยให้อุณหภูมิสูงๆ จากน้ำมันค่อยๆ ไล่น้ำที่ผิวอาหารออกจนหมดกลายเป็นกรอบเหลือง อย่างอิตาเลียนเขามี Fritto Misto อาหารทะเลรวมชุบแป้งทอด ซึ่งชาวอิตาเลียนเขามีความกล้ากินมากกว่าชาวยุโรปชาติอื่นๆ เวลาเขาชุบแป้งทอดรวมมานั้น ปลาตัวเล็กๆ จะถูกควักล้วงทำความสะอาดเอาเครื่องในออก แล้วชุบแป้งแห้งลงทอดทั้งตัว ข้อดีของแบบนี้คือ ปลาจะกรอบตั้งแต่หัวจรดหางกินได้ไม่เว้นก้าง เขาทอดทุกอย่างแม้กระทั่งหอยแมลงภู่ตัวเล็ก เครื่องจิ้มไม่มีอะไรมากนอกจากเกลือ พริกไทยป่นและมะนาวเหลือง เสิร์ฟคู่กับไวน์ขาวดีๆ สักแก้ว หรือเบียร์เย็นๆ สักขวดเท่านี้ก็อิ่มเอมในการกินแล้ว

ถ้าเป็นญี่ปุ่นเขามีทะเลทอด 2 แบบให้เห็น คือ แบบ Tempura ที่ผักจิ้มน้ำจิ้มปรุงด้วยโชยุและมิริน แล้วอาหารทะเลจิ้มกับเกลือป่นดีๆ อีกแบบคือ Katsu ที่ใช้เกล็ดขนมปังคลุกจนทั่วทั้งชิ้นก่อนทอด จิ้มกับซอสมะเขือเทศที่แต่งรสชาติด้วยซอสวูสเตอร์ อาหารทะเลที่นิยมนำมาทอด มีทั้งกุ้ง ปลา หอยเชลล์ หรือจะเป็นอาหารทะเลหั่นชิ้นเล็กๆ ทอดรวมกันจนกรอบในพิมพ์

สำหรับในฉบับนี้เป็นกุ้งชุบแป้งทอดที่เอาวิธีทอดแบบฝรั่งมารับประทาน แต่เอามาราดซอสหลากหลาย ได้ไอเดียจากร้านอาหารญี่ปุ่นในอเมริกา ที่ผสมผสานเอาวิธีการชุบแป้งแห้งลงทอดจนกรอบเหลือง แป้งชุบทอดติดที่ชิ้นอาหารทะเลพอประมาณให้พอได้ความกรอบๆ มันๆ ก่อนที่จะราดด้วยมายองเนส ซอสโชยุหวาน ที่เรียก Nitsume Shoyu ซึ่งเป็นซอสที่มีโชยุหรือซีอิ๊วญี่ปุ่นเป็นพื้นฐานผสมกับน้ำตาลทราย มิริน สาเก และเพิ่มความหอมด้วยดาชิหรือปลาโอแห้งขูด ยังเพิ่มความแปลกสำหรับเราชาวเอเชียคือ ราดซอสพริกศรีราชาผสมลงไปด้วย ไม่ใช่เพียงเพื่อความสวยงามให้จานอาหารที่ดูเนื้อกุ้งกรอบๆ เคลือบด้วยซอส 3 สีดูฉ่ำแล้ว ยังช่วยให้รสชาติมีทั้งเค็มมันจากมายองเนส หวานๆ เค็มๆ จากซอสนิซึเมะและยังเปรี้ยวๆ เผ็ดๆ จากซอสพริก

ความยุ่งยากของสูตรนี้มีเพียงแค่ทำซอสญี่ปุ่น ใช้ไม่เยอะก็ผสมและเคี่ยวทีละน้อยๆ ใช้เวลาไม่นานก็ได้ซอสข้นๆ รสชาติญี่ปุ่นๆ แบบง่ายแล้ว สำหรับเด็กอาจจะเว้นการราดซอสพริกไว้ ใช้แค่ซอสญี่ปุ่นและมายองเนสก็เป็นที่ถูกใจของเด็กๆ ยิ่งเอาซอสใส่ขวดบีบวางไว้บนโต๊ะ เสิร์ฟกุ้งในถ้วยพอดีรับประทานเฉพาะคน แล้วให้ราดซอสกันเอง กลายเป็นกิจกรรมสนุกสร้างความน่าสนใจให้อาหารจานง่ายๆ แค่กุ้งชุบแป้งทอดได้เป็นอย่างดี ถือว่าจับเอาสูตรเก่าๆ มาแต่งตัวด้วยซอสใหม่ๆ 

ณัชชา ตันอนุชิตติกุล ความสุขที่ใช่คือได้ทำอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/582642

  • วันที่ 08 มี.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

ณัชชา ตันอนุชิตติกุล ความสุขที่ใช่คือได้ทำอาหาร

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว ภาพ เดอะทีมเชฟ

คุ้นหน้าคุ้นตาคนไทยอยู่ไม่น้อย สำหรับ เชฟแพร์-ณัชชา ตันอนุชิตติกุล เชฟหญิงหนึ่งเดียวที่เข้าร่วมในรายการ The Team Chef ออกอากาศทางช่อง One 31 เมื่อปี 2561 ที่ผ่านมา รายการวาไรตี้แข่งทำอาหารระหว่างทีมเชฟจากทั้งสองประเทศคือ ไทยและเกาหลีใต้ ทีมละ 6 คน ร่วมทำอาหารตามโจทย์ที่ได้รับ ครีเอทเมนูให้มีความน่าสนใจและแฝงวัฒนธรรมของประเทศตัวเองเอาไว้ให้มากที่สุด ซึ่งผลจบลงด้วยการเสมอกันไป

ความสามารถของเชฟแพร์ถือว่าไม่ธรรมดา นอกจากมีความสามารถในการทำอาหารแล้ว ยังมีความสามารถด้านภาษา สามารถสื่อสารได้ทั้งภาษาจีนกลางและเกาหลี จึงไม่แปลกที่เธอสามารถผ่านการออดิชั่นได้เข้าไปเป็นตัวแทนเป็นหนึ่งในทีมเชฟไทย และเป็นเชฟผู้หญิงคนเดียวในรายการเดอะทีมเชฟด้วย

“แพร์เรียนจบเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยยูนนาน นอร์มัล สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อปี 2011 ตอนนั้นไม่ได้มีเป้าหมายอะไรพิเศษ แค่อยากได้ภาษาจีน สื่อสารภาษาจีนได้ มองว่าภาษาจีนสำคัญและจำเป็นในเชิงธุรกิจ การติดต่อสื่อสาร ท่องเที่ยว รวมถึงในเชิงสังคมและวัฒนธรรม อีกอย่างครอบครัวเป็นครอบครัวคนจีน จึงอยากรู้และพูดจีนกลางได้ ส่วนภาษาเกาหลีที่พูดได้ก็เรียนเหมือนกันแล้วหมั่นฝึกฝนมาเรื่อยๆ”

เส้นทางสู่การเป็นเชฟ

เชฟแพร์มีความสนใจในการทำอาหารตั้งแต่เด็ก ทุกครั้งที่พ่อแม่พาไปบ้านของอาม่า เป็นต้องเดินเข้าครัวช่วยอาม่าทำอาหารตลอด ถ้าถามว่าใครเป็นแรงบันดาลใจให้เลือกเดินในเส้นทางอาชีพเชฟในปัจจุบัน คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากอาม่าของเธอนั่นเอง

“ครอบครัวแพร์ไม่มีใครชอบทำอาหารค่ะ พ่อแม่ก็ไม่ชอบแต่ทำได้ จึงมีแพร์คนเดียว ชอบมาตั้งแต่เด็ก เวลาไปบ้านอาม่า อาม่าจะทำอาหารเลี้ยงลูกหลานที่ไปเยี่ยม แพร์ก็จะเข้าไปช่วยหยิบจับโน่นนี่นั่น ช่วยผัด ช่วยคน ช่วยหั่นผัก เท่าที่จะช่วยได้ ถือว่าในวัยเด็กได้รับการฟูมฟักเรื่องการทำอาหารจากอาม่าเยอะ จนรู้สึกว่าอยากทำอาหาร อยากเป็นเชฟในอนาคต

ความที่ชอบทำอาหารรวมถึงขนมด้วย ตอนปิดเทอม ม.ปลาย ก็จะเข้ากรุงเทพฯ มาเรียนทำขนมคอร์สสั้นๆ ฝึกฝนอยู่เรื่อยๆ ตอนเรียนที่จีนก็ทำอาหารกินเองตลอดเพราะเช่าบ้านอยู่ หรือพอปิดเทอมก็กลับไทยมาเรียนทำขนมเป็นอย่างนี้ พอจบปริญญาตรีก็กลับไทยและไปเรียนทำอาหารที่โรงเรียนสอนการประกอบอาหาร เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต ด้านอาหารฝรั่งเศส”

ด้วยใจรักในการทำอาหารและผ่านการเรียนทำขนมมาหลายคอร์สเป็นต้นทุน ทำให้เชฟแพร์ประสบความสำเร็จในการเรียนที่ เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต เป็นอย่างดี ทุกสิ่งที่ครูเชฟสอน เธอทำได้ดีเสมอ และในเวลาสอบก็ติดท็อปทรีตลอด และความชอบในการทำอาหารของเธอไม่เลือกว่าต้องเป็นอาหารอะไร หรืออาหารชาติไหน

“ขึ้นชื่อว่าอาหารแล้วแพร์ชอบทำหมด มีความสุขที่ได้ทำและขณะทำเสมอ ตอนนั้นที่เลือกเรียนอาหารฝรั่งเศส เพราะได้เรียนทั้งอาหารและขนม อีกอย่างต้องยอมรับว่าอาหารฝรั่งเศสกว่าจะได้แต่ละจานและนำเสิร์ฟลูกค้าต้องปรุงอย่างพิถีพิถันละเอียดอ่อนทุกขั้นตอน เรียกว่าต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์อย่างสูงเลยค่ะ”

ประสบการณ์ในครัว

หลังเรียนจบที่ เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต เชฟแพร์ได้สมัครทำงานที่โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเลกชั่น โฮเทล (สมัยนั้นยังใช้ชื่อโรงแรมพลาซ่า แอทธินี รอยัล เมอริเดียน) ตรงถนนวิทยุ โดยทำอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนจะลาออกมาเป็นเชฟประจำบริษัทผลิตอาหารแปรรูปรายใหญ่ของประเทศไทยในปัจจุบันซึ่งทำมาได้ 3 ปี ส่วนอนาคตอยากทำร้านอาหารของตัวเองในรูปแบบคาเฟ่

“อีกประสบการณ์สำคัญคือได้ร่วมแข่งขันรายการ The Team Chef เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งได้ไปถ่ายทำรายการที่เกาหลี ซึ่งในแง่รายการถือว่าสนุกและมีสีสัน ในแง่ของการเป็นเชฟถือว่าได้ความรู้ใหม่ๆ เช่น ได้ศึกษาวัตถุดิบ แหล่งอาหาร การทำอาหารของเกาหลี โดยรายการจะพาทีมเชฟไทยไปเดินตลาดที่เกาหลี ผลแข่งขันเสมอกัน เป็นอะไรที่แฮปปี้ ถือว่าเป็นการเชื่อมสัมพันธ์ไทยกับเกาหลีอีกทางหนึ่งค่ะ” เชฟแพร์ กล่าว

หากท่านใดอยากชิมอาหารฝีมือเชฟแพร์ เชฟมีข่าวดีมาบอกว่า ทีมเชฟไทยทั้ง 6 คนจะทำเชฟเทเบิ้ลที่ร้าน Lady Butcher ในวันที่ 11-12 พ.ค. 2562 ขายบัตรวันละ 60 ใบ ราคา 3,999 บาท เสิร์ฟ 7 คอร์สเมนู รายได้สมทบทุนสร้างสะพานทางเชื่อมต่อบริเวณสกายวอล์ก สถานีสยาม-ชิดลม ไปยังโรงพยาบาลตำรวจ ติดต่อสอบถาม โทร. 09-9646-9365, 06-2615-9454

เกาหลีใต้ เมืองแห่ง (ร้าน) กาแฟ (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/582644

  • วันที่ 08 มี.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

เกาหลีใต้ เมืองแห่ง (ร้าน) กาแฟ (1)

เรื่อง คาเอรุ ภาพ อีพีเอ รอยเตอร์ส

กาแฟกลายเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมที่เข้มแข็งอย่างหนึ่งของเกาหลีใต้มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 นู่น โดยเฉพาะในกรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้นั้น ไม่ว่าจะมองไปทางไหน จะต้องมีร้านกาแฟสักร้านสองร้านอยู่ในสายตา

ว่ากันว่า สมเด็จพระจักรพรรดิโคจงแห่งเกาหลี หรือสมเด็จพระราชาธิบดีโคจงแห่งโชซอน พระมหากษัตริย์ลำดับที่ 26 แห่งราชอาณาจักรโชซอน และสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิเกาหลีพระองค์แรก ทรงเป็นชาวเกาหลีคนแรกที่ได้ลองลิ้มชิมรสของกาแฟ โดย อันโตเนตต์ ซอนแท็ก พี่สะใภ้ของทูตรัสเซียประจำเกาหลี เป็นผู้ชงถวาย ในปี 1896

ในยุคนั้นชาวเกาหลีต่างตื่นตาตื่นใจกับเครื่องดื่มชนิดใหม่ที่ได้รับการแนะนำจากชาวยุโรปนี้มาก กาแฟไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องดื่มในสายตาของพวกเขา ทว่าคือความเป็นตะวันตกและความทันสมัย พวกเขาเรียกร้านกาแฟหรือคาเฟ่ว่า “ดาบัง” ซึ่ง “ดาบัง” ร้านแรกก็บุกเบิกโดย อันโตเนตต์ ซอนแท็ก ตั้งอยู่ในโรงแรมซอนแท็ก (Sontag Hotel) ที่ย่านจุงกุ จงดง ในกรุงโซล เมื่อปี 1902

“ดาบัง” สมัยใหม่เริ่มปรากฏในเกาหลีใต้ตั้งแต่ปี 1927 ในย่านเมียงดง ก่อนจะขยายไปสู่ย่านจองโนและชุงมารุ โดยในช่วงแรกๆ เป็นสถานที่พบปะของบรรดาราชวงศ์และชนชั้นสูง ก่อนที่จะกลายเป็นแหล่งถกกันเรื่องการเมือง เป็นชุมนุมศิลปินคนดัง และภายหลังเป็นที่เจรจาธุรกิจ กับสถานที่นัดพบของเพื่อนฝูงและคนรัก

ชาวเกาหลีรุ่นใหม่ชื่นชอบ “ดาบัง” ทั้งในแง่ของการชอบรสชาติของกาแฟ และยังหลงใหลไปกับบรรยากาศร้านกาแฟ มันช่างเป็นความสุขเสียนี่กระไร กับการได้ใช้ส้อมจิ้มลงไปบนเนื้อเค้กแสนอร่อย เข้าคู่กับกาแฟถ้วยโปรด สิ่งนี้มันฟินกว่าการจับตะเกียบและจิบซุปเกาหลีจากถ้วยแบบโบราณเป็นไหนๆ

กลางทศวรรษที่ 1900 “ดาบัง” มีสถานะเป็นแหล่งนัดพบของคนกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะคนที่มีฐานะร่ำรวย เพราะคนธรรมดาทั่วไปไม่มีกำลังเงินพอจะซื้อกาแฟดื่ม จนกระทั่งหลังทศวรรษที่ 1950 “ดาบัง” แทบไม่ต่างจากคาเฟ่ในกรุงปารีสในศตวรรษที่ 17 ที่รวบรวมผู้คนมากหน้าหลายตา หลายชนชั้นและอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นการมาพูดคุยกันเรื่องการเมือง ศิลปะ การศึกษา เศรษฐกิจ หรือแม้กระทั่งถกกันเรื่องศาสนา ช่วงนี้เริ่มมีบทบาทของตำรวจเข้ามาสอดส่องผู้คนที่มานัดพบกันใน “ดาบัง” อย่างใกล้ชิด

ทศวรรษที่ 1960 ราคากาแฟกลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากกลายเป็นสิ่งที่หายาก “ดาบัง” หลายแห่งถูกสั่งปิด หลังจากการขึ้นครองอำนาจของผู้นำเผด็จการ ในปี 1961 ก่อนสถานการณ์จะคลี่คลายในอีกทศวรรษต่อมา แต่ “ดาบัง” ก็ได้กลายเป็นที่รวมของชนชั้นกลาง เริ่มเป็นที่นัดพบ เดทติ้งของหนุ่มสาวรุ่นใหม่ และเป็นแหล่งรวมนักศึกษามากขึ้น จนเริ่มมี “ดาบัง” ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเป็นของตัวเอง เช่น มีการแสดงดนตรีสด มีดีเจเปิดแผ่นให้ฟัง โดยรัฐบาลทหารไม่จำกัดอะไร เพราะเห็นว่าคนพวกนี้ไม่ได้มาเพื่อถกเรื่องการเมือง

การแข่งขันของ “ดาบัง” ในเกาหลีใต้ เริ่มสูงขึ้นอย่างมากในทศวรรษที่ 1980 พวกเขาจะเพียงขายเครื่องดื่มกาแฟอร่อยๆ อย่างเดียวไม่พอแล้ว แต่ต้องเน้นความแตกต่างในการตกแต่งร้านให้บรรยากาศแจ๋วๆ เป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าด้วย บางร้านติดไฟสีชมพู บ้างจัดแต่งสวนสวย บางร้านก็ยกน้ำตกมาไว้กลางร้าน นอกจากนี้ยังต้องเพิ่มเมนูเครื่องดื่มอื่นๆ เช่น โซดารสชาติต่างๆ และสารพัดชาเอาไว้บริการ

หลังจากปี 1999 ที่ร้านสาขาของสตาร์บัคส์เข้ามาบุกตลาดกาแฟเกาหลีใต้ บรรยากาศร้านกาแฟของแดนโสมก็เปลี่ยนโฉมไปอีกครั้ง สตาร์บัคส์ได้เปลี่ยนวัฒนธรรมกาแฟของเกาหลีใต้ไปอีกรูปโฉมหนึ่ง เช่นว่าการบริการตัวเอง คาเฟ่ไม่จำเป็นต้องมีพนักงานหน้าตาดีไว้คอยดึงลูกค้า การสั่งกาแฟกลับบ้าน การมานั่งดื่มกาแฟคนเดียว การนั่งอ่านหนังสือในร้านกาแฟ ฯลฯ ซึ่งปกติชาวเกาหลีเขาไม่ทำกัน

เช่นเดียวกับร้านกาแฟแฟนตาซีจากยุคทศวรรษที่ 1980 ทั้งหลายก็เริ่มล้มหายตายจาก ปรับเปลี่ยนเป็นร้านสไตล์โมเดิร์น มีความเป็นมินิมอลมากขึ้น

เรื่อง (ร้าน) กาแฟในเกาหลีไม่จบง่ายๆ ขอมาเล่าต่อสัปดาห์หน้าจ้ะ

เข้มข้นได้ใจ เมนูจาก ‘ปูซาน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/582631

  • วันที่ 08 มี.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

เข้มข้นได้ใจ เมนูจาก ‘ปูซาน’

เรื่อง สาโรจน์ มีวงษ์สม ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

อาหารเกาหลีขึ้นชื่อในเรื่องของความอร่อยและดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอาหารจากเมืองปูซาน นอกจากจะอร่อยและดีต่อสุขภาพแล้ว ยังรสชาติจัดจ้าน เข้มข้นได้ใจคนไทยที่สุด ถึงขั้นเปรียบเทียบกันว่าถ้าอาหารไทยรสชาติจัดจ้านก็ต้องอาหารปักษ์ใต้ แต่ถ้าเป็นอาหารเกาหลีจัดจ้านต้องยกให้อาหารจากปูซาน

ปูซานเมืองท่าทางตอนใต้ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเกาหลี และเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 รองจากเมืองหลวงอย่างกรุงโซล

เราเคยได้ยินชื่อเสียงของเมืองปูซานจากการจัดงานเทศกาลภาพยนตร์ที่ติดอันดับโลกแห่งหนึ่ง ที่นี่ยังเป็นเมืองท่าขนส่งสินค้าต่างๆ เป็นท่าเรือโดยสาร ท่าเรือเฟอร์รี่ที่เดินทางไปถึงญี่ปุ่นได้ และเป็นจุดต่อเรือโดยสารเดินทางไปยังเกาะเจจู เป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวทั้งเกาหลีและญี่ปุ่น

เมืองท่าแห่งนี้ยังอยู่ติดกับคาบสมุทรเกาหลีและมหาสมุทรแปซิฟิก จึงส่งผลให้ปูซานยังเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ด้านอาหารทะเล มีตลาดจากัลชิ (Jagalchi Market) ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งขายอาหารทะเลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของเกาหลี ขายทั้งของสดของแห้ง จึงไม่น่าแปลกใจที่ปูซานได้ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งอาหารที่ดีที่สุด เข้มข้นที่สุด และยังจัดจ้านที่สุดของเกาหลี

“ถ้านึกถึงปูซานจะนึกถึงรสชาติของอาหารที่เข้มข้นและจัดจ้านกว่าเกาหลีในภูมิภาคอื่นๆ ครับ และเมื่อนึกถึงปูซานคนจะนึกถึงเมนูซีฟู้ดที่ได้จากทะเลสดๆ เพราะว่าเป็นเมืองที่อยู่ติดกับทะเล เป็นที่ตั้งของตลาดปลาที่ใหญ่ และเป็นตลาดที่เก่าแก่ของปูซาน อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้อาหารปูซานเป็นที่ยอมรับก็คือซอส ซึ่งในแต่ละบ้าน แต่ละสถานที่ในปูซาน ก็จะมีซอสสูตรเฉพาะของตัวเอง”

คำบอกเล่าถึงอาหารปูซานอย่างภาคภูมิของ กอนฮี โจ (Kunhee Cho) เชฟหนุ่มจากปูซาน เจ้าของร้านโจอา คอเรียน เรสเทอรองต์ (JOHA Korean Restaurant) ช่วยทำให้เราเข้าใกล้จุดเด่นของอาหารปูซานมากยิ่งขึ้น

“ปูซานยังโดดเด่นเรื่องของซอส ซึ่งในแต่ละเมืองก็จะแตกต่างกัน โดยเฉพาะซอสถั่วเหลืองที่นี่จะขึ้นชื่อมาก อาหารอีกอย่างที่ขึ้นชื่อของที่นี่ก็คือ ‘ดเวงจี คุบับ’ หรือซุปกระดูกหมูที่ต้มแล้วใส่ข้าวลงไป จะได้ความหวานของน้ำซุปต้มกระดูก หอมเครื่องเทศ เหมือนกับกวยจั๊บของไทย แล้วก็กุ้งตัวเล็กๆ ที่เรียกว่า ‘แซอูจอท’ ซึ่งซอสรสชาติออกเค็ม เป็นการเพิ่มรสชาติอาหารปูซานให้อร่อยยิ่งขึ้น ที่สำคัญอาหารของปูซานยังมีรสชาติจัดจ้านจากพริกของเกาหลีที่นิยมนำมาปรุงอาหารและทำซอสครับ”

ร้านโจอา คอเรียน เรสเทอรองต์ นอกจากจะเสิร์ฟความอร่อยของอาหารเกาหลีต้นตำรับแท้ๆ จากเมืองปูซานแล้ว เครื่องปรุงเกือบทุกอย่างของร้านเองก็สั่งตรงและนำเข้ามาจากเกาหลีใต้ ทำให้เราสัมผัสรสชาติของอาหารเกาหลีตำรับปูซานไปเต็มๆ

สัมผัสปูซานผ่านรสชาติอาหารด้วยเมนูแรก Dolsot Bibim Bap บิบิมบับ หรือข้าวยำสูตรต้นตำรับจากปูซานแท้ๆ ที่นำเอาผัก 7 ชนิดจากเกาหลี อาทิ ซูกินี่ ถั่วงอก โกซาริ (ผักแห้งชนิดหนึ่งของเกาหลี) แครอต หัวไช้เท้า กวางตุ้ง และก็เห็ดหอม เสิร์ฟกับหมูหมักและผัดมาแล้ว เสิร์ฟลงบนหม้อหินร้อนๆ คลุกเคล้ากัน เป็นเมนูสุขภาพที่อร่อยมาก

ต่อด้วย Sundubu-Jjigae ซุปเต้าหู้ทะเล ซุปรสจัดสูตรเฉพาะที่ร้าน ที่ใส่เต้าหู้และเครื่องทะเลอย่างกุ้ง ปลาหมึก หอย ให้รสชาติเผ็ดเข้มข้นจากพริกเกาหลี ที่เชฟได้ปรับสูตรจากปูซานให้แซ่บ จัดจ้าน ถูกปากคนไทยมากยิ่งขึ้น

คนชอบกินหอยทอดห้ามพลาดเมนูนี้ Haemui Pajeon พิซซ่าเกาหลีทะเล เหมือนกับหอยทอดในบ้านเรา แต่ใช้แป้งคนละอย่างกัน แป้งที่ใช้เหมือนกับแป้งแพนเค้ก อันนี้พิเศษตรงที่มีไส้เป็นซีฟู้ดเน้นๆ สมกับเป็นแพนเค้กข้าวสูตรปูซาน เมืองที่เต็มไปด้วยอาหารทะเลชั้นเลิศ ทอดจนกรอบนอกนุ่มใน เพิ่มรสชาติด้วยซอสสูตรเฉพาะของทางร้าน รสชาติออกเผ็ด เค็ม

มาถึงเมนูไฮไลต์ที่ห้ามพลาดถ้ามาถึงร้าน ต้องสั่งอย่าง BBQ Beef หรือเนื้อย่างเกาหลี โดยเลือกใช้เนื้อสันนอกออสเตรเลียย่างบนหินร้อนสีดำ แล้วท็อปด้านบนด้วยต้นกระเทียมย่าง โรสแมรี่ และใบไทม์ ที่ส่งกลิ่นหอมเคียงคู่เนื้อย่าง เพิ่มรสชาติด้วยซอสสูตรเฉพาะของทางร้าน 3 ชนิด ที่ต่างช่วยเสริมรสชาติซึ่งกันและกัน

ตบท้ายด้วยเมนูสุขภาพอย่างฉับเชหรือที่คนไทยชอบเรียกกันว่าจับเช หรือผัดวุ้นเส้นเกาหลี ซึ่งเป็นวุ้นเส้นที่ทำจากมันฝรั่งที่ให้เทกซ์เจอร์ที่เหนียวนุ่มและเส้นใหญ่กว่า นำมาผัดกับหมูที่หมักไว้แล้ว พร้อมด้วยหอมใหญ่ แครอต คลุกเคล้าให้เข้ากัน รสชาติจะออกหวานเค็มและดีต่อสุขภาพ

โจอา คอเรียน เรสเทอรองต์ ระหว่างอารีย์ 3-4 (ฝั่งใต้) เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 11.30-21.30 น. โทร. 08-3177-5533

ดับร้อนด้วยข้าวแช่ชาววัง สูตรป้าสุดจิตร ณ นคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/582630

  • วันที่ 08 มี.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

ดับร้อนด้วยข้าวแช่ชาววัง สูตรป้าสุดจิตร ณ นคร

เรื่อง พี่เวส ภาพ อัคร เกียรติอาจิณ

อากาศร้อนๆ อย่างนี้หลายคนคงหาวิธีดับร้อนกันยกใหญ่ อีกหนึ่งวิธีที่อยากจะแนะนำวิธีดับร้อนได้เป็นอย่างดี นั่นก็คือการได้กินข้าวแช่สูตรชาววังกันไงล่ะครับ

ถ้านึกไม่ออกว่าจะไปหากินที่ไหนดี แนะนำว่าให้มาที่เกาะเกร็ด จ.นนทบุรี ที่นี่เขามีร้านขายข้าวแช่อยู่หลายร้าน แต่ร้านยอดนิยมต้องร้านนี้ครับ ข้าวแช่ป้าสุดจิตร ณ นคร

หน้าร้านเขียนป้ายว่า ข้าวแช่สไตล์ชาววัง ที่ป้าสุดจิตรเปิดหน้าบ้านของตัวเองเป็นร้านขาย เมนูของที่นี่เสิร์ฟมาในเครื่องดินเผา แยกเป็นอย่างๆ เครื่องเคียงจะดูพิเศษกว่าร้านอื่นๆ ตรงที่มีหลากหลายอย่างให้ลิ้มลอง ทั้ง กะปิทอด ไชโป๊ผัดไข่ หอมหัวใหญ่ทรงเครื่อง พริกหยวกสอดไส้หมูทรงเครื่อง หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ มีรสชาติเผ็ดหน่อย

ส่วนข้าวแช่ของที่นี่เขามีสูตรเด็ดคือ ข้าวมีกลิ่นหอมดอกไม้อ่อนๆ สมกับเป็นต้นตำรับชาววัง สำหรับใครที่อยากลองข้าวแช่ชาววังแท้ แนะนำร้านนี้เลยครับ ที่ร้านเขาขายเป็นชุดกินได้ 2 คน ราคาก็ไม่แพงแค่ชุดละ 90 บาทเอง

ป้าสุดจิตร เล่าให้ฟังว่า เปิดขายมานานแล้ว ได้สูตรมาจากญาติ ซึ่งเป็นชาวมอญอยู่ที่เกาะเกร็ดทำให้รับประทานตั้งแต่ป้ายังเด็ก เป็นสูตรที่แตกต่างจากเจ้าอื่นๆ เพราะทำข้าวแช่แบบ 5 อย่างตามแบบฉบับชาววัง ได้แก่ พริกหยวกสอดไส้ กะปิทอด หมูหวาน ไชโป๊ผัดไข่ และกระเทียมดองผัดไข่

ป้าสุดจิตรยังแนะนำเคล็ดลับในการกินข้าวแช่ให้ได้อรรถรสจะอยู่ที่ต้องกินข้าวพร้อมน้ำดอกไม้ชื่นใจก่อน แล้วจึงค่อยตักเครื่องเคียงอื่นๆ กินตาม อย่าตักเครื่องเคียงลงไปในข้าว ซึ่งเป็นการกินที่ผิดวิธี

ร้านข้าวแช่ ป้าสุดจิตร เป็นร้านเล็กๆ อยู่ริมถนนคนเดิน เปิดบริการเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. 

ลิ้มรสสำรับไทย @บ้านตาเรือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/582634

  • วันที่ 08 มี.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

ลิ้มรสสำรับไทย @บ้านตาเรือง

เรื่อง ลีโอ เคน ภาพ วีรงวศ์ วงศ์ปรีดี

จะว่ากันไปอาหารชาติไหนก็ไม่คุ้นลิ้นเราเท่าอาหารไทย ยิ่งได้จินตนาการถึงอาหารรสมือคุณย่า คุณยาย ไล่มาถึงคุณแม่ ได้กินเมื่อไหร่ก็ยิ่งประทับใจและมีความสุขยิ่ง

ในยุคที่คนเมืองเริ่มโหยหาไลฟ์สไตล์แบบพื้นบ้าน ไปจนถึงอาหารมื้ออร่อยๆ ที่ถูกปรุงจากวัตถุดิบท้องถิ่น ผ่านรสมือของคุณย่าคุณยาย และที่ บ้านตาเรือง ร้านอาหารไทยบรรยากาศแสนอบอุ่นแห่งนี้ล่ะครับที่ยินดีต้อนรับทุกท่านอย่างเต็มใจ

บรรยากาศร้านต่อเติมจากบ้านเดิมที่ หวาย-สมิธิ เกษสกุล เจ้าของร้านวัยหนุ่มใช้ชีวิตเริ่มต้นมาแต่เยาว์วัย และเป็นบ้านเดิมที่คุณตาเรือง ซึ่งเป็นตาทวดของเขาทำมาหากินบนพื้นที่นี้ตลอดชีวิต และเป็นที่มาของชื่อร้านนี้ ซึ่งตกแต่งแบบไทยพื้นถิ่น ตกแต่งด้วยข้าวของที่เขาสะสม รวมถึงของเก่าที่คุณยายเขาเคยใช้ และยังมีคำสอนภาษาไทยที่ให้แง่คิดเอาไว้ตามขื่อมากมายซึ่งล้วนเป็นคำสอนของยาย

จุดเริ่มต้นของร้านตาเรืองนี้เกิดขึ้นจากที่หนุ่มหวายกลับจากที่ทำงาน และเห็นหน้าตาบรรดาคุณยายทั้งสามคน ดูหน้าตาหงอยเหงา อยู่มาวันหนึ่งเขาจึงลาออกจากงานประจำที่เงินเดือนสูงไม่ใช่เล่น แล้วมาปลุกชีวิตชีวาให้บรรดาคุณยายได้ลุกขึ้นมาโปรยเสน่ห์ปลายจวักที่เขาหลงรักรสชาติมาตั้งแต่ครั้งเยาว์วัย ด้วยการเปิดร้านอาหารไทยร้านนี้ขึ้นมา อีกทั้งยังนับเป็นโอกาสดีที่เขาจะได้เรียนรู้สูตรอาหาร และร่วมใช้เวลาที่มีค่ากับคุณยายไปด้วยในตัว

แน่ล่ะที่บ้านตาเรืองเน้นเสิร์ฟเมนูอาหารไทย ขนมไทย รวมไปถึงเครื่องดื่มสมุนไพรไทย สิ่งที่พิเศษไปกว่านั้นคือทางร้านจะเน้นเสิร์ฟเมนูเป็นสำรับ ซึ่งในแต่ละวันก็แตกต่างกันออกไป ตามวัตถุดิบที่คุณยายเขาและตัวเขาได้ไปจ่ายตลาดมาในวันนั้นๆ ก่อนจะรังสรรค์เป็นสำรับกับข้าวไทยๆ ที่อร่อยน่าจดจำ

เริ่มต้นที่สำรับประจำวัน เป็นชุดสำรับที่ประกอบไปด้วย น้ำพริกกะปิปลาทู คุณยายจะเลือกใช้กะปิสองคลอง หรือกะปิคลองด่าน จ.สมุทรปราการ ที่ทางญาติทำส่งตามโรงแรม ให้เนื้อละเอียดสีเข้ม โขลกตำกับพริกขี้หนูสวน พร้อมเพิ่มรสชาติด้วยน้ำมะนาว และเพิ่มความจัดจ้านด้วยพริกลูกโดดสำหรับคนที่ชอบรสจัด กินกับปลาทูทอดตัวเขื่อง และผักเคียงตามฤดูกาล เสิร์ฟมาพร้อมกับข้าวสวยร้อนๆ โอ๊ย… อร่อยอย่าบอกใคร

ต่อด้วยแกงฟักทอง ที่ทางร้านปรุงรสชาติมาแบบเข้มข้น ด้วยเครื่องแกงที่โขลกเพิ่มจากร้านประจำสดใหม่ทุกวันตามสูตรรสมือของคุณยาย เข้ากันกับความกลมกล่อมของน้ำแกงและกะทิ ที่ถ่ายทอดมาจากความทรงจำแสนอบอุ่นของคุณยาย พร้อมกับฟักทองชิ้นพอดีคำทำให้ไม่เละ เป็นอีกเมนูที่อร่อยประทับใจ

เมนูนี้ก็รสเยี่ยม ลาบหมู เป็นสูตรสำรับภาคกลาง สีอ่อนกว่าลาบอีสาน รสชาติจัดจ้านพอประมาณ แล้วเพิ่มความหอมอร่อยด้วยพริกขี้หนูแห้งทอด กินคู่กับปลาดุกแดดเดียว ที่ทอดจนเหลืองกรอบ

ปิดท้ายสำรับประจำวันกับเมนูขนมไทยโบราณสูตรโฮมเมด อาทิ กล้วยเชื่อม ที่เลือกใช้กล้วยน้ำว้าห่ามไม่สุกและดิบจนเกินไป ที่จะให้เนื้อที่หนึบเคี้ยวเพลินกว่ากล้วยน้ำว้าสุก นำไปเชื่อมในน้ำตาล เพิ่มรสชาติด้วยน้ำกะทิ

ต่อด้วย มันเชื่อม นำมันเทศหั่นฝานไปแช่น้ำปูนใสเพื่อเวลาเชื่อมเนื้อจะไม่เละ จากนั้นนำไปต้มในน้ำร้อน และเทน้ำตาลทรายลงไปเคี่ยว ทำให้นุ่มกำลังดี

ตบท้ายด้วย เม็ดขนุน เริ่มต้นความพิถีพิถันด้วยการนำถั่วเขียวไปแช่น้ำ 1 คืน นำไปเคี่ยวกับกะทิและน้ำตาล ความพิเศษคือจะใส่มะพร้าวขูดลงไปด้วย เพิ่มเทกซ์เจอร์ในการกิน เคี่ยวจนงวดนำมาปั้นเป็นลูกแล้วนำมาชุบไข่อีกที เคล็ดลับอีกประการที่หนุ่มหวายกระซิบบอก คือ น้ำเชื่อมที่ใช้จะเป็นน้ำเชื่อมที่เคี่ยวจนได้ที่แล้วเก็บเอาไว้ เมื่อนำมาใช้งานจะช่วยทำให้รสหวานกำลังดี ที่สำคัญจะช่วยทำให้ไข่ที่ชุบเม็ดขนุนไม่คาวอีกด้วย

บ้านตาเรือง รัชดาภิเษก ซอย 3 (แยก 14) เปิดบริการทุกวัน (เว้นวันจันทร์-อังคาร) ตั้งแต่เวลา 11.00-17.00 น. โทรศัพท์มาสอบถามเมนูประจำวันได้ที่ 06-3551-6554 

ทาคูมิ เทสติ้งเมนูชุดใหม่ ณ ห้องอาหารเอเลเมนท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/582639

  • วันที่ 08 มี.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

ทาคูมิ เทสติ้งเมนูชุดใหม่ ณ ห้องอาหารเอเลเมนท์

ห้องอาหาร เอเลเมนท์ (Elements Restaurant) ห้องอาหารที่ได้รับรางวัล 1 ดาวมิชลิน จากคู่มือแนะนำร้านอาหารและที่พักระดับโลก Michelin Guide 2 ปีซ้อน เปิดตัว “ทาคูมิ” (Takumi) เทสติ้งเมนูชุดใหม่ ที่ถ่ายทอดศิลปะการปรุงอาหารสไตล์ฝรั่งเศส ผสมผสานกับวัตถุดิบอันเป็นเอกลักษณ์จากญี่ปุ่น

ทาคูมิ มีความหมายว่า ช่างฝีมือเฉพาะด้าน ทีมครัวห้องอาหารเอเลเมนท์มุ่งมั่นคัดสรรวัตถุดิบจากแหล่งผลิตขนาดเล็กที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน นำมารังสรรค์เป็นอาหารชุดเทสติ้งเมนู ที่มีให้เลือก 2 ชุด คือ ชุดทาเกะ (Ta-Ke) ที่มีอาหารทั้งหมด 6 คอร์ส และชุดมัสซึ (Matsu) ที่มีอาหารทั้งหมด 7 คอร์ส

อาหารชุดเทสติ้งเมนูทั้งสองชุด จะเริ่มให้บริการด้วย Amuse Bouche ที่เป็นตัวแทนธาตุทั้ง 4 (ดิน น้ำ ลม ไฟ) ให้สอดคล้องกับชื่อห้องอาหารเอเลเมนท์ โดยมีฟองเต้าหู้ญี่ปุ่นกับซอสงาขาวบดเสิร์ฟกับขนมปังอบชีสพาร์เมซาน เป็นตัวแทนของธาตุลม หนังไก่กรอบหน้าปลาไหลญี่ปุ่นปรุงรสพิเศษ เป็นตัวแทนของธาตุน้ำ มาการงไส้ทูน่าทาร์ทาร์และขิงดองโรยหน้าด้วยผงฟูริกาเกะ เป็นตัวแทนของธาตุไฟ ฟักทองญี่ปุ่นและกุ้งโบตั๋นกับซอสครีมฟักทองผสมสาหร่ายญี่ปุ่นเสิร์ฟบนขนมปังกรอบ เป็นตัวแทนของธาตุดิน

เมนูใหม่ในชุดทาเกะ ได้แก่ ปลาคอดย่างครีมกากสาเก เสิร์ฟกับริซอตโต้เมล็ดโซบะราดซอสมิโซะขาว ตกแต่งด้วยถั่วเอดามาเมะ เห็ดญี่ปุ่น 4 ชนิด ได้แก่ ไมตาเกะ ชิเมจิ เห็ดเข็มทองดองเปรี้ยวหวาน และออรินจิ ผัดกับครีมเห็ดรับประทานคู่กับครีมแก่นตะวัน ส่วนชุดมัสซึ ได้แก่ หอยเชลล์ฮอกไกโดย่าง เสิร์ฟกับซุปผักน้ำ ปลาซูซูกิหมักกับสาหร่ายคอมบุซูส์-วีด เสิร์ฟกับหนวดปลาหมึกยักษ์และซุปปลาหมึกเพิ่มรสชาติด้วยน้ำมันยูซุ เนื้อซี่โครงตุ๋นเสิร์ฟกับไช้เท้าดองหวานญี่ปุ่น หัวผักกาดญี่ปุ่น บ๊วยญี่ปุ่น และน้ำมันผักชีญี่ปุ่น

นอกจากนี้ ยังมีเมนูทางเลือกสำหรับอาหารจานหลักที่คนชอบรับประทานเนื้อพลาดไม่ได้ คือ เนื้อสันนอกญี่ปุ่นคุณภาพดีที่มีไขมันระดับ A3 เสิร์ฟพร้อมมะเขือม่วงสับ มิโซะ และวาซาบิ

ทาคูมิ เทสติ้งเมนูชุดใหม่ ให้บริการตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป อาหารชุดทาเกะ 6 คอร์ส ราคาท่านละ 4,000 บาท++ อาหารชุดมัสซึ 7 คอร์ส ราคาท่านละ 4,400 บาท++ เมนูทางเลือกสำหรับอาหารจานหลัก เนื้อสันนอกญี่ปุ่น เพิ่ม 800 บาท++ ขณะที่เครื่องดื่มจับคู่กับอาหารให้บริการในราคาเริ่มต้นท่านละ 2,400 บาท++

ห้องอาหาร เอเลเมนท์ เปิดให้บริการวันอังคารถึงวันเสาร์ เฉพาะมื้อค่ำ ตั้งแต่เวลา 18.00-22.30 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่งโทร. 02-687-9000 หรืออีเมล elements@okurabangkok.com หรือที่เว็บไซต์ www.okurabangkok.com

ห้องอาหารมหานาค คงความอร่อยมา 24 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/582629

  • วันที่ 08 มี.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

ห้องอาหารมหานาค คงความอร่อยมา 24 ปี

เรื่อง วราธาร ทัดแก้ว

โรงแรมปรินซ์พาเลซ กรุงเทพฯ มีห้องอาหารดังระดับตำนานอยู่ 2 ห้องอาหาร คือ ไชนา พาเลซ ห้องอาหารจีนสไตล์กวางตุ้ง บนชั้นที่ 32 ของโรงแรม อีกห้องหนึ่งคือห้องอาหารไทย “ครัวมหานาค” ปัจจุบันห้องอาหารนี้ได้เปลี่ยนโลโก้ใหม่และชื่อใหม่เป็น “มหานาค” ตัดคำว่า “ครัว” ออก พร้อมปรับคอนเซ็ปต์จากอาหารไทยทั่วไปมาเป็นอาหารไทยโบราณที่ปรุงในแบบตำรับชาววัง โดยตอนนี้กำลังอยู่ในระหว่างการเปลี่ยนแปลง คาดจะเปิดตัวอาหารไทยโบราณในตำรับชาววังในไม่ช้านี้

สำหรับห้องอาหารมหานาค อยู่บนชั้นที่ 31 ของโรงแรมปรินซ์พาเลซ เปิดให้บริการมาประมาณ 24 ปี พร้อมๆ กับการเปิดโรงแรม ถือเป็นห้องอาหารที่นักธุรกิจชั้นนำของเมืองไทย นักการเมือง ตลอดจนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นิยมมารับประทานอาหาร ทั้งในโอกาสปกติและในโอกาสเทศกาลสำคัญ เช่น ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เป็นต้น

จุดเด่นของห้องอาหารมหานาค นอกจากมีเมนูอาหารไทยหลากหลายที่ทั้งอร่อยถูกปากเป็นที่ถูกใจของนักชิมทุกระดับแล้ว ชั้นที่ตั้งของห้องอาหารยังสามารถมองเห็นทัศนียภาพของมหานครกรุงเทพฯ ได้แบบ 360 องศา ซึ่งนี่ก็ถือว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ดึงดูดลูกค้าเลือกมารับประทานอาหาร พร้อมกับครอบครัว เพื่อนฝูง หรือเลือกจัดงานสังสรรค์บันเทิงที่ห้องอาหารดังกล่าว

ห้องอาหารมหานาค มีทั้งห้องรวม สามารถจุคนได้ประมาณ 200 คน และห้องแบบไพรเวทสุดหรู รวมทั้งมีห้องคาราโอเกะคอยบริการลูกค้าที่รักในดนตรีและเสียงเพลง ซึ่งเหมาะมากกับการจัดปาร์ตี้สังสรรค์ในหมู่เพื่อนฝูงหรือหมู่ญาติ โดยตัวห้องอาหารตกแต่งด้วยโทนสีที่อบอุ่น ให้บรรยากาศและความรู้สึกที่ดูผ่อนคลายในทันทีที่ลูกค้าก้าวเข้ามาภายในห้องอาหาร

ขณะเมนูอาหารไทยที่แนะนำ เช่น ปลากะพงย่างใบเตย แหนมเนือง กุ้งพันอ้อย ยำส้มโอ ต้มยำกุ้ง แกงเขียวหวานไก่ เปรี้ยวหวานสามสหาย ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ แกงรัญจวน แกงคั่วเนื้อปูใบชะพลู เป็นต้น ส่วนเมนูขึ้นชื่อ อาทิ ผัดไทย ซึ่งใช้ซอสผัดไทยพิเศษที่ทางห้องอาหารสร้างสรรค์ขึ้นมาเอง รสชาติมีความเผ็ดหวานในตัว แทบไม่ต้องปรุง เส้นผัดไทยนุ่ม ผัดกับกุ้งแม่น้ำสดใหม่ เสิร์ฟคู่กับผักหลายชนิด เช่น ใบบัวบก หัวปลี ถั่วงอก อร่อยจริงกินแล้วไม่มีผิดหวัง

อีกเมนูขึ้นชื่อคือข้าวผัดเสน่ห์นาง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ข้าวผัดกากหมู โดยกากหมูจะทอดจนกรอบแล้วนำมาผัดกับข้าวสวย เสร็จแล้วโรยหน้าด้วยไข่ฝอย เสิร์ฟพร้อมกับพริกขี้หนูสวน หลากรสชาติในคำเดียว มีทั้งความหวานจากน้ำตาล ความเค็มพอดีจากซอส ความมันจากกากหมู และความเผ็ดจากพริกขี้หนูสวนอันเป็นที่มาของคำว่าเสน่ห์นางนั่นเอง

“เมนูแนะนำในหน้าร้อนคือข้าวแช่ตำรับชาววัง ซึ่งปรุงอย่างพิถีพิถัน ประกอบด้วยข้าวหอมมะลิหุงสุกเม็ดยาวสวยแช่อยู่ในน้ำลอยใสสะอาดด้วยดอกมะลิหอมชื่นใจ รับประทานกับเครื่องเคียง เช่น ลูกกะปิทอด หอมทอด พริกหยวกสอดไส้หมูสับ หมูหวานฝอย และไชโป๊หวานผัด เวลารับประทานแนะนำให้กินเครื่องเคียงก่อนแล้วตามด้วยข้าวแช่ช่วยดับร้อนได้ดีกินแล้วชื่นใจ ถ้าเป็นเมนูของหวาน แนะนำขนมส้มฉุน ทำจากผลไม้สดแช่อิ่ม เช่น เงาะ ลิ้นจี่ ส้ม ลำไย ส่วนตัวน้ำเชื่อมผสมส้มซ่า รสชาติอร่อย” เชฟท็อป-รุ่งโรจน์ ดำรงวิเศษพงศ์ เชฟอาหารไทยประจำห้องอาหารมหานาคให้ข้อมูล

ปัจจุบันห้องอาหารมหานาคกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงและปรับโฉมใหม่ในเรื่องของอาหาร จากเดิมอาหารที่เสิร์ฟเป็นอาหารไทยทั่วไป ต่อไปจะนำเสิร์ฟอาหารไทยโบราณในแบบตำรับชาววัง ซึ่งตอนนี้มีการจ้างเชฟอาหารไทยระดับมิชลินมาเป็นที่ปรึกษาให้กับเชฟอาหารไทยของห้องอาหารมหานาค คาดว่าอีกไม่นานเกินรอจะเปิดตัวร้านอาหารมหานาคโฉมใหม่อย่างเป็นทางการ

ห้องอาหารมหานาค ยังเปิดให้บริการทุกวัน เวลา 18.00-23.00 น. โทร. 02-628-1111 ต่อ 1419

อีกครั้งกับ พรี-ราฟาเอลไลต์ มาสเตอร์พีซ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/582132

  • วันที่ 03 มี.ค. 2562 เวลา 16:34 น.

อีกครั้งกับ พรี-ราฟาเอลไลต์ มาสเตอร์พีซ

เรื่อง: อฐิณป ลภณวุษ

พิพิธภัณฑ์หอศิลป์ เดอะ เวโร บีช (The Vero Beach Museum of Art) ในฟลอริดา เสนอนิทรรศการ Victorian Radicals : From the Pre-Raphaelites to the Arts & Crafts Movement จัดโดยสหพันธ์ศิลปะอเมริกัน และกองทุนพิพิธภัณฑ์เบอร์มิงแฮม แสดงผลงานมาสเตอร์พีซของกลุ่มศิลปิน พรี-ราฟาเอลไลต์ บราเธอร์ฮูด (Pre-Raphaelite Brotherhood) ระหว่างวันนี้-5 พ.ค.ศกนี้

กลุ่มศิลปิน พรี-ราฟาเอลไลต์ บราเธอร์ฮูด หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า กลุ่มศิลปิน พรี-ราฟาเอลไลต์ เป็นการรวมตัวของศิลปิน ชาวอังกฤษ ทั้งจิตรกร ประติมากร กวี และนักวิจารณ์ศิลปะ ก่อตั้งขึ้นในปี 1848 โดยมี 3 ทหารเสือ อย่าง จอห์น เอฟเวอเรตต์ มิลเยส, ดังเต กาเบรียล รอสเซตติ และวิลเลียม ฮอลแมน ฮันต์ เป็นตัวตั้งตัวตี

เจตนารมณ์ของกลุ่ม คือการเปลี่ยนรูปโฉมทิศทางของแวดวงศิลปะเสียใหม่ ไม่ตามเทรนด์ที่กำลังเปลี่ยนไปของศิลปะร่วมสมัย (นั้นๆ) แต่ได้นำเอาความงดงามอลังการจากศิลปะยุคคลาสสิกของศิลปิน อย่าง ราฟาเอล ซานโซ และมิเกลังเจโล กลับมาสร้างสรรค์ศิลปะในกลุ่มของพวกเขา โดยอาศัยเทคนิควิธีร่วมสมัย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นจิตรกรที่นิยมศิลปะแนวแมนเนอริสม์ และเรียลิสม์ จากยุคเฟื่องฟูสุดๆ ของเรอเนสซองซ์ แฝงกลิ่นอายบาโรก กับศิลปะแนวอาร์ตเดโค เน้นรายละเอียดการตกแต่งประดับประดาสิ่งของในฉากให้ดูเหมือนจริง

ในช่วงปลายของศตวรรษที่ 19 กลุ่มศิลปิน พรี-ราฟาเอลไลต์ นับว่าท้าทายกับสังคมแห่งการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก พวกเขาสร้างสรรค์ผลงานสุดแสนวิจิตร ด้วยแรงบันดาลใจจากยุคก่อนอุตสาหกรรม โดยทำงานกันอย่างเข้มข้นที่เมืองเบอร์มิงแฮมของอังกฤษ เรียกว่าเป็นความตื่นเต้นทางศิลปะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเมืองผู้ดีในศตวรรษที่ 19

นิทรรศการ Victorian Radicals : From the Pre-Raphaelites to the Arts & Crafts Movement ณ พิพิธภัณฑ์หอศิลป์ เดอะ เวโร บีช ฟลอริดา จัดแสดงผลงาน 140 ชิ้นของศิลปินผู้เป็นเรี่ยวแรงแข็งขันของกลุ่ม พรี-ราฟาเอลไลต์ ไม่ว่าจะเป็น จอห์น เอฟเวอเรตต์ มิลเยส, ดังเต กาเบรียล รอสเซตติ, ฟอร์ด เมดอกซ์ บราวน์, เอดเวิร์ด เบิร์น-โจนส์, เอลิซาเบท ซิดดัลล์, วิลเลียม ฮอลแมน ฮันต์ และวิลเลียม มอร์ริส นิทรรศการกอปรขึ้นด้วยภาพเขียนอันวิจิตร ใส่ใจทุกรายละเอียด ภายใต้สีสันที่มีชีวิตชีวา และมักจะคุมโทนของการวาดให้มีเรื่องราวเรื่องเล่าราวนิยายหรือบทกวี พร้อมกลิ่นของศิลปะการตกแต่ง อย่าง เดคอเรทีฟอาร์ต หรืออาร์ตเดโค

ไม่ว่าจะเป็นภาพ Pretty Baa-Lambs (1851-1859) ของ ฟอร์ด เมดอกซ์ บราวน์ The Stonebreaker (1857) โดย เฮนรี วาลลิส หรือกระทั่งภาพเขียนที่ยังวาดไม่เสร็จของ ดังเต กาเบรียล รอสเซตติ (จากปี 1853)

ในนิทรรศการยังมีเครื่องประดับบ้าน อย่าง สเตนกลาส แจกันแก้ว เซรามิก และชิ้นงานโลหะ ของกลุ่ม พรี-ราฟาเอลไลต์ ฝั่งนักออกแบบและประติมากร อย่างเช่น วิลเลียม บัตเตอร์ฟิลด์, เอ.ดับเบิลยู. เอ็น. พูจิน และฟิลิป เว็บบ์ มาจัดแสดงด้วย

ครึ่งหลังของยุคพรี-ราฟาเอลไลต์ จิตรกรรุ่นหนุ่มๆ ได้แรงบันดาลใจจากศิลปะยุคกลาง พวกเขาใส่อารมณ์โรมานซ์ เน้นภาพสาวงาม และสีสันสดใสเข้มข้น อย่างผลงานของ เอดเวิร์ด เบิร์น-โจนส์, เฟรเดอริก แซนดีส์ และไซเมียน โซโลมอน รวมทั้ง เอลิซาเบท ซิดดัลล์ ภรรยาของดังเต กาเบรียล รอสเซตติ ที่เป็นทั้งจิตรกรหญิงและนางแบบในเวลาเดียวกัน

ศิลปินสตรี พรี-ราฟาเอลไลต์ ที่มีผลงานโดดเด่นยังมีอีกหลายคน ไม่ว่าจะเป็น เคต เอลิซาเบธ บันซ์, แฟนนี บันน์, แมรี บันติง, แมรี เจน เนวิลล์ หรือซาราห์ ฟุลเลอร์ตัน มอนตีเอท โดยมีทั้งจิตรกร ประติมากร และนักออกแบบลายผ้า แน่นอนว่า ผลงานของพวกเขาได้นำมาจัดแสดงในนิทรรศการครั้งนี้ด้วย

ส่วนใหญ่เมื่อพูดถึงนิทรรศการผลงานกลุ่ม พรี-ราฟาเอลไลต์ ก็มักจะพูดถึงภาพเขียนเป็นหลัก ทว่า นิทรรศการ Victorian Radicals : From the Pre-Raphaelites to the Arts & Crafts Movement ครั้งนี้ ได้ร่วมมือกับบริษัท มอร์ริส แอนด์ โค ที่ส่งเสริมการสร้างสรรค์งานคราฟต์สไตล์ยุคก่อนอุตสาหกรรม เป็นงานศิลปะแบบอาร์ตเดโค ที่จัดแสดงครั้งแรกในปี 1893 ในงาน Arts & Crafts Exhibition ที่กรุงลอนดอน นิทรรศการที่พิพิธภัณฑ์หอศิลป์ เดอะ เวโร บีช ฟลอริดา จึงมีชิ้นงานประติมากรรม งานคราฟต์จำนวนมาก จัดแสดงเคียงคู่ภาพศิลปะไว้อย่างลงตัว