เดินสำรวจเพชรเม็ดงาม ‘ถ้ำภูผาเพชร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/582129

  • วันที่ 03 มี.ค. 2562 เวลา 16:01 น.

เดินสำรวจเพชรเม็ดงาม ‘ถ้ำภูผาเพชร’

เรื่อง: กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

เตรียมร่างกายไว้ให้พร้อมแล้วไปเดินเรียกเหงื่อที่ “ถ้ำภูผาเพชร” จ.สตูล ถ้ำหินปูนขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยที่มีความสวยงาม มีเส้นทางเดินภายในถ้ำสะดวก และอากาศถ่ายเทสบาย ดังนั้นความเหนื่อยจึงไม่ได้อยู่ในถ้ำแต่เป็นการเดินขึ้นถ้ำที่ต้องขึ้นบันไดไต่เขาชันมากกว่า 300 ขั้น ซึ่งแม้ว่าจะอยู่ใต้ร่มเงา แต่ป่าเขตร้อนของภาคใต้ก็ไม่ปรานี โดยใช้เวลาเดินขึ้นประมาณ 20 นาที จากนั้นจะใช้เวลาภายในถ้ำนานเท่าไรก็ขึ้นอยู่กับความหลงใหลของแต่ละคน

ถ้ำแห่งนี้มีลักษณะทางธรณีวิทยาเป็นถ้ำหินปูนสีเทาขาว ประกอบด้วยโถงถ้ำขนาดน้อยใหญ่ไม่ต่ำกว่า 20 ห้อง มีเนื้อที่รวมโดยประมาณ 50 ไร่ มีหินงอก หินย้อย เสาหินย้อย ม่านหินย้อย สะพานหิน หินงอกลักษณะไข่ดาว ทั้งยังมีหินเป็นหรือหินปูนที่ยังมีการเจริญเติบโตอยู่ด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดี เช่น โครงกระดูกมนุษย์และเศษภาชนะเครื่องปั้นดินเผาซึ่งถูกสารละลายแคลเซียมคาร์บอเนตเคลือบติดอยู่ บ่งบอกว่าเคยเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ และตามผนังถ้ำบางบริเวณยังพบซากแบคทีเรียโบราณ (สโตรมาโตไลท์) และหมึกทะเลโบราณ (นอติลอยด์) ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่าหินปูนบริเวณถ้ำภูผาเพชรมีอายุอยู่ในยุคออร์โดวิเชียนหรือเมื่อประมาณ 450 ล้านปีมาแล้ว

เมื่อขึ้นบันไดไปถึงปากถ้ำจะเห็นเป็นโพรงขนาดใหญ่ แต่นั่นไม่ใช่ประตู เพราะทางเข้ากลับเป็นช่องแคบๆ ที่ต้องก้มตัวมุดเข้าไป และเมื่อเดินทะลุเข้าไปแล้วระวังจะผงะ เพราะจังหวะที่เงยหน้าขึ้นมองอีกครั้ง ความอลังการของถ้ำจะปรากฏขึ้นเต็มสองตา

เส้นทางเดินภายในถ้ำเป็นทางไม้ ช่วงที่ไล่ระดับความสูง-ต่ำจะสร้างเป็นบันได โดยมีไฟให้ความสว่างเป็นระยะซึ่งแสงไฟจะสว่างขึ้นเฉพาะตอนที่มีคนเดินผ่าน และค้างอยู่แบบนั้นประมาณ 5 นาที ถ้าไม่มีการเคลื่อนไหวไฟนำทางจะดับตัวเองเพื่อรักษาความชื้นในถ้ำและลดผลกระทบต่อสภาพของหินงอกหินย้อยให้มากที่สุด

โถงหินงอกหินย้อยที่เป็นไฮไลต์ต้องไปชมห้องภูผาเพชร เนื่องจากหินงอกหินย้อยภายในห้องนี้มีขนาดใหญ่และเปล่งประกาย เวลาส่องไฟฉายไปยังพื้นผิวจะเห็นหินส่องประกายแวววับเสมือนเพชรเม็ดงาม อีกห้องที่แวววาวไม่แพ้กัน คือ ห้องม่านเพชร มีลักษณะเป็นผ้าม่านทับซ้อนกันและส่องประกายเล่นไฟสวยงาม ห้องปะการังที่มีหินงอกหินย้อยคล้ายประการังในทะเล ห้องพญานาคที่มีหินงอกคล้ายงูตัวใหญ่ เสาค้ำสุริยันมีลักษณะเป็นแท่งหินขนาดใหญ่ 2 แท่งตั้งค้ำเพดาน โดมศิลาเพชรมีลักษณะเป็นหินงอกสีส้มที่ใครหลายคนเรียกว่า หัวใจถ้ำ และจุดลึกสุดของถ้ำเป็นไฮไลต์สุดท้ายชื่อว่า ลานแสงมรกต ชื่อนี้ได้มาจากแสงสีเขียวมรกตที่จะส่องสว่างขึ้นในโถงถ้ำ โดยจะเกิดเมื่ออยู่ในเวลาที่เหมาะสมช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย. เวลาประมาณบ่ายแก่ๆ ที่จะมีแสงลอดเข้ามาทางปล่องถ้ำและกระทบกับตะไคร่น้ำบนหินทำให้เกิดเป็นแสงสีเขียวมรกตสมชื่อ

นอกจากความงดงามของหินงอกหินย้อย อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ถ้ำแห่งนี้ดูมีเสน่ห์ขึ้น คือ บันไดทางเดินและตะเกียงเจ้าพายุ (ที่ใช้หลอดไฟแทน) ซึ่งจัดรูปแบบได้ไม่เกะกะสายตา และยังให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในหนังอินเดียนาโจนส์ อย่างกับกำลังสวมบทนักสำรวจโลกใต้พิภพที่ยังไม่มีใครค้นพบ

การค้นพบถ้ำภูผาเพชรเกิดขึ้นเมื่อนักโบราณคดีของสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์แห่งชาติที่ 10 จ.สงขลา ได้เข้าไปสำรวจบริเวณถ้ำตามคำบอกเล่าของพระธุดงด์นามว่า หลวงตาแผลง ที่ได้ค้นพบถ้ำแห่งนี้ขณะธุดงด์กลางป่า หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็ได้มีการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งชุมชนโดยรอบก็ได้ผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวดังกล่าว เพราะสามารถทำหน้าที่เป็นไกด์ท้องถิ่น และให้บริการเช่าไฟฉาย ซึ่งนักท่องเที่ยวควรเช่าไว้ติดตัว

ช่วงเวลาของการท่องเที่ยวสามารถมาได้ตลอดปี แม้ในหน้าร้อนที่อุณหภูมิภายนอกเดือดจัด เมื่อเดินเข้าถ้ำจะรู้สึกสบายเพราะตัวถ้ำคุณสมบัติที่สามารถรักษาอุณหภูมิไว้ให้เย็นได้ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม เมื่อเดินชมภายในถ้ำนั้นต้องระวังไม่ให้ร่างกายสัมผัสกับหิน เพราะถ้ำแห่งนี้ยังมีชีวิตหรือมีลักษณะถ้ำเป็น การสัมผัสจากมนุษย์สามารถทำลายการเติบโตของหินปูนได้เพียงเสี้ยววินาที

ส่วนการเตรียมตัวของนักท่องเที่ยวนอกจากจะต้องเตรียมตัวเดินขึ้นเขาที่เหนื่อยเอาเรื่องแล้ว ยังต้องเตรียมน้ำดื่มใส่กระติกเข้าไป เพราะโถงถ้ำค่อนข้างใหญ่ หากต้องการเดินแบบไม่เร่งรีบ ต้องไม่หิว ไม่กระหายน้ำ โดยเส้นทางจะเป็นวงกลม จากจุดเริ่มต้นจะมาบรรจบที่ช่องประตูบานเดิมอีกครั้ง

ถ้ำภูผาเพชรถือเป็นหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวภายในอุทยานธรณีโลกสตูล (Satun Geopark) ซึ่งครอบคลุม 4 อำเภอของสตูล ได้แก่ ทุ่งหว้า มะนัง ละงู และอำเภอเมือง โดยถ้ำแห่งนี้อยู่ในหมวดหมู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและผจญภัย (Satun Karst Zone) นอกจากถ้ำภูผาเพชรแล้ว ยังมีถ้ำเลสเตโกดอน ถ้ำเจ็ดคต สุสานหิน น้ำตก และธารน้ำล่องแก่ง รอให้นักท่องเที่ยวไปท้าทายกระตุ้นต่อมอะดรีนาลิน

ชิโกคุ ครั้งแรก (7)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/582104

  • วันที่ 03 มี.ค. 2562 เวลา 11:24 น.

ชิโกคุ ครั้งแรก (7)

เรื่อง: พัฒนวีร์ เป็นนามปากกาของนักเขียนคู่ที่คลุกคลีกับญี่ปุ่นมานาน หนึ่งในนั้นเคยศึกษาที่ญี่ปุ่น จบมาก็ทำงานกับญี่ปุ่น สุดท้ายได้มาเปิดบริษัท เจแพลน ฮอลิเดย์ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวแดนซากุระ

โทคุชิม่า ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกของภูมิภาคชิโกคุ มีสะพาน Akashi Kaikyo และสะพาน Naruto เชื่อมระหว่างเกาะหลักฮอนชู การเดินทางจึงค่อนข้างสะดวก สามารถนั่งรถบัสจากโอซากา ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง หรือนั่งรถไฟ Limited express จากโอคายาม่ามาที่ตัวเมืองโทคุชิม่าได้เช่นกัน หรือนั่งเครื่องบินภายในประเทศมาลงที่สนามบิน Tokushima Awaodori ก็สะดวกดี ภายในจังหวัดแบ่งออกเป็น 3 โซน ได้แก่ โซนตะวันออกซึ่งเป็นเมืองหลัก มีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ เช่น น้ำวนนารุโตะ และพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น โซนตะวันตกเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ อย่างหุบเขาอิยะ มีสะพานเถาวัลย์ หุบเขาโอโบเคะ ส่วนตอนใต้ มีทั้งน้ำตก และกระเช้า Tairyuji ซึ่งเป็นกระเช้าที่ยาวที่สุดในญี่ปุ่นฝั่งตะวันตก ทั้งยังเป็นแหล่งเล่นเซิร์ฟบอร์ดอีกด้วย

เช้านี้เรากำลังเดินทางไปยังหนึ่งในสถานที่ไฮไลต์ของจังหวัดนี้ “หุบเขาโอโบเคะ” เป็นเวลากว่า 200 ล้านปีที่แม่น้ำโยชิโนะค่อยๆ กัดเซาะหุบเขาแห่งนี้ แยกเป็น 2 ฝั่ง โดยแต่ละฝั่งเรียกว่า Oboke และ Koboke เนื่องจากในอดีตทางเดินริมหน้าผาสองข้าง เดินทางลำบากและอันตราย หน้าผาฝั่งหนึ่งเป็นทางเดินกว้างหน่อยจึงเรียกว่า Oboke อีกฝั่งเป็นทางเดินเล็กกว่าจึงเรียก Koboke แต่มักจะเรียกบริเวณนี้รวมๆ ว่าหุบเขาโอโบเคะ

นั่งรถลัดเลาะผ่านเขามาเรื่อยๆ จนมาถึงหุบเขาตอนกลางของลุ่มแม่น้ำโยชิโนะ จุดบริการสำหรับล่องเรือเที่ยวชมหุบเขาโอโบเคะเป็นอาคารตั้งอยู่ริมหน้าผา ชั้นแรกมีร้านขายของฝาก ด้านบนมีห้องอาหารขนาดใหญ่ สามารถรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากได้ ส่วนชั้นล่างจะเป็นห้องน้ำ และเป็นทางสำหรับนำไปจุดขึ้นเรือ มีเจ้าหน้าที่ถือธงชาติเตรียมต้อนรับอย่างอบอุ่นอยู่หน้าทางเข้าด้วย พอลงมายังชั้นล่างพวกเราก็เริ่มสัมผัสได้ถึงลมหนาว จึงพากันกลับขึ้นรถไปหยิบเสื้อคลุม เพราะเกรงว่าตอนล่องเรือจะหนาวจนตัวสั่น ทางเดินจากตัวอาคารเป็นทางลาดเดินลงมาเรื่อยๆ ยังจุดขึ้นเรือ ระหว่างทางก็เริ่มเห็นวิวหุบเขาที่ลอดผ่านเสาต้นใหญ่ของอาคาร ทางเดินใกล้ๆ บริเวณจุดขึ้นเรือต้องเดินอย่างระมัดระวังหน่อย เพราะเป็นทางเดินริมหน้าผาและไม่มีรั้วกั้น เวลานี้ยังถือเป็นเวลาที่ค่อนข้างเช้าอยู่ จึงยังไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวสักเท่าไร บรรยากาศเลยค่อนข้างเงียบสงบ และไม่ต้องรอคิวเรือนาน

คอร์สล่องเรือใช้เวลาประมาณ 30 นาที ใส่เสื้อชูชีพให้ถูกต้องแล้วจับจองที่นั่ง มีไกด์คอยบรรยายแต่ละจุดที่เรือแล่นผ่าน ทางยาวของแม่น้ำที่ไหลทอดยาวกว่า 8 กิโลเมตร ส่วนล่างเป็นหน้าผาหินที่ถูกแม่น้ำโยชิโนะกัดเซาะหินให้มีลักษณะเป็นรูปลักษณ์ต่างๆ ไกด์คอยอธิบายว่าหินจุดไหนเรียกว่าอะไร แม่น้ำสีเขียวใสมากเห็นถึงขนาดปลากำลังว่าย พอมองขึ้นไปก็จะเห็นเป็นริมหน้าผาสูงตระหง่านขนาบสองข้างทาง ยิ่งตอนใบไม้เปลี่ยนสี หุบเขานี้จะเปลี่ยนโฉมตัวเองผลัดใบแข่งกันอวดสีสันส้มแดง โดยมีแม่น้ำโยชิโนะสีเขียวมรกตเป็นทางยาวตลอดหุบเขา นับเป็นภาพวิวทิวทัศน์ที่สวยงามมาก เสียดายที่ทริปนี้เดินช่วงกลางเดือน ต.ค. ถ้าได้มาประมาณสิ้นเดือนหรือต้นเดือน พ.ย. คงได้ชมวิวใบไม้เปลี่ยนสีเป็นแน่

ไม่ใช่แค่ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีเท่านั้นที่ควรค่าแก่การมาเที่ยว หุบเขาโอโบเคะสามารถเที่ยวได้ทุกฤดู ถ้าเป็นช่วงซากุระก็จะเห็นวิวซากุระบานเต็มไปหมด หากเป็นฤดูหนาว หุบเขาก็จะปกคลุมด้วยหิมะสีขาวโพลน เป็นวิวที่สวยงามทุกฤดูกาล เมื่อกลับมายังจุดขึ้นเรือปรากฏว่าคิวคนรอขึ้นเรือเยอะมาก มีทั้งเหล่านักเรียนมาทัศนศึกษาและทัวร์มาลง ฉะนั้น ถ้าจะมาเที่ยวก็ควรมาตั้งแต่เก้าโมงซึ่งเป็นเวลาเปิดทำการ ถ้ามาสายสักสิบโมงกว่าได้เจอคนเยอะแน่ พอเที่ยวชมหุบเขาเสร็จ ก็มาเดินเล่นซื้อของฝากท้องถิ่นได้ มีทั้งเส้นราเมน ขนม เครื่องเคียง แต่ที่น่าสนใจคือ ไอศกรีมมันเทศ มีทั้งแบบประกบแป้งและแบบโคน บอกเลยว่ารสชาติเยี่ยม อร่อย ไม่หวานไป รสชาติกำลังดี แถมยังมีเนื้อมันเทศจริงๆ เพิ่มมิติความอร่อยยิ่งขึ้นด้วย

ในระหว่างที่เอร็ดอร่อยกับไอศกรีมก็เดินดูของไปพลาง เจ้าหน้าที่ของร้านก็เดินมาแจกน้ำส้มยูซุผสมน้ำผึ้งให้พวกเราด้วย ปกติเครื่องดื่มจำพวกน้ำผึ้งมะนาวที่เป็นขวด เท่าที่ได้ลองชิมมา จะมีรสสัมผัสโดดๆ เคยเจอบางยี่ห้อดื่มแล้วแสบคอหนักยิ่งกว่าเดิมเสียอีก แต่ขวดนี้ชิมแล้วสัมผัสนุ่มละมุนคอ เป็นเครื่องดื่มท้องถิ่นที่อร่อยดีเหมือนกัน ตรงจุดขายตั๋วล่องเรือจะมีบอร์ดต้อนรับ มีสติ๊กเกอร์ธงชาติแต่ละประเทศติดอยู่บนบอร์ด เวลานักท่องเที่ยวชาติไหนมาเยี่ยมเยือนที่นี่ ก็จะนำสติ๊กเกอร์ไปติดที่ประเทศของตัวเอง ไต้หวันนี่คนมาเที่ยวเป็นอันดับหนึ่งตีคู่มากับประเทศจีน ส่วนพี่ไทยนั้นว่างเปล่า ใช่ค่ะว่างเปล่า ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่หุบเขาโอโบเคะแห่งนี้จะไม่เคยมีคนไทยมาเที่ยวเลย น่าจะมาแล้วแต่ไม่ได้ติดสติ๊กเกอร์แสดงตนมากกว่า เราสองสาวตัวแทนจากไทยเลยขอแปะสติ๊กเกอร์บอกหน่อยว่าคนไทยก็มาแล้วนะ และต่อจากนี้ก็น่าจะมีคนไทยมาเที่ยวที่นี่มากขึ้นด้วย

อาหารกลางวันมื้อนี้ทานที่โรงแรมซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดบริการล่องเรือมากนัก โรงแรม Shin Iya onsen เป็นโรงแรมอาคารขนาดเล็กเพียง 4 ชั้นเท่านั้น ภายในมีห้องอาหาร 3 ห้อง ส่วนห้องนี้เป็นห้องอาหารตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่น เป็นที่นั่งหลุมหย่อนขาได้ แต่ละโต๊ะจะมีทรายสำหรับก่อไฟอุ่นอาหาร มื้อนี้เป็นอาหารท้องถิ่นแถบหุบเขา Iya เช่น Iya soba โซบะทำมาจากบัควีทที่ปลูกในหุบเขาอิยะ เสิร์ฟด้วยซุป Soba-gome zosui เหมือนซุปธัญพืชใส่ไก่และเห็ด ตรงกองทรายเขาก็เสิร์ฟเป็นปลา Ayu ย่างเสียบไม้แบบท้องถิ่น และมีบุกกับเต้าหู้เสียบไม้ที่ทาซอสมิโสะปักสุมอยู่บนทราย ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเข้าแคมป์เดินป่า

เนื่องจากชื่อของโรงแรมก็บ่งบอกอยู่แล้วว่าเป็นโรงแรมออนเซน จะมาแค่ทานข้าวอย่างเดียวก็กระไรอยู่ เจ้าหน้าที่จึงนำเราไปแวะชมออนเซนกันเสียหน่อย ปกติโรงแรมออนเซนจะมีห้องออนเซนอยู่ชั้นล่าง แต่ที่นี่เป็นออนเซนธรรมชาติที่อยู่บนเขา และที่เก๋ไปกว่านั้นก็คือ ต้องนั่งเคเบิลคาร์ขึ้นไป ขึ้นมายังด้านบนจะแบ่งเป็นออนเซนห้องผู้หญิงห้องผู้ชาย ไฮไลต์ของที่นี่ จะเป็นออนเซนแบบ open-air เห็นวิวภูเขาข้างนอกอย่างสวย บรรยากาศดีมาก ลองจินตนาการดูสิ ถ้าช่วงเช้าๆ มาแช่ออนเซน มองออกไปเห็นวิวภูเขาเขียวชอุ่ม หรือใบไม้เปลี่ยนสี ยิ่งเป็นฤดูหนาวก็ยิ่งดีแช่ออนเซนอุ่นๆ มองวิวภูเขาสีขาวทั้งลูก เป็นอะไรที่ผ่อนคลายสบายตา เหมือนได้ชาร์จพลังชีวิตมากๆ และนอกจากนี้ก็ยังมีห้องออนเซนส่วนตัวด้วย หากใครที่ไม่ได้แช่ออนเซน ก็สามารถขึ้นมาด้านบนได้ มีจุดชมวิวพาโนราม่าสวยๆ เห็นวิวถนนด้านล่างที่โอบล้อมด้วยขุนเขา ด้านบนเขาแห่งนี้ช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีก็สวยงามมากเช่นกัน และถ้าไม่อยากขึ้นมาแช่ออนเซนถึงบนเขา ทางโรงแรมก็มีห้องออนเซนในตัวอาคารด้วยเหมือนกัน คุณภาพเหมือนออนเซนที่อยู่บนเขาเลย แอบคุยกับเพื่อนร่วมทริป ออนเซนแห่งนี้สวยงามและน่าสนใจทีเดียว เราต่างเห็นตรงกันว่า มันก็จะดีมากเลยนะ ถ้าพวกเราได้มาพักที่นี่ดูบ้างสักคืน

อีอึม-พีอุม… จุดเชื่อมต่อแห่งกาลเวลาที่บานสะพรั่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/582100

  • วันที่ 03 มี.ค. 2562 เวลา 10:53 น.

อีอึม-พีอุม... จุดเชื่อมต่อแห่งกาลเวลาที่บานสะพรั่ง

เรื่อง: เพียงออ วิไลย

piangor@hotmail.com

“มิส ฮง” เดินนำหน้าพาเราเข้าไปในตรอกแคบๆ ที่กว้างพอให้รถยนต์เล็กๆ สักคันวิ่งสวนกับมอเตอร์ไซค์ขนของได้ นานๆ ครั้งเราต้องยืนแอบข้างตึกเพื่อให้มอเตอร์ไซค์ที่บรรทุกกล่องขนาดใหญ่สวนออกไปก่อน บ้านเรือนที่ปลูกติดๆ กัน เป็นรูปแบบอาคารที่นิยมสร้างกันราว 40-50 ปีก่อน เป็นตึกชั้นเดียวบ้าง 2 ชั้นบ้าง มีระบบฮีตเตอร์ใต้พื้นให้อุ่น หน้าบ้านเปิดให้รู้ว่าเป็นที่ทำงาน มีคนงานร้านละ 2-3 คน นั่งทำงานอยู่ภายใน

เมื่อลัดเลาะไปเรื่อยๆ ท่ามกลางความแออัดของพื้นที่ “มิส ฮง” ก็เริ่มอธิบายว่า ที่พวกเรากำลังเดินอยู่นี้ คือ ตำบล “ชางซิน” ซึ่งเคยมีเศรษฐกิจรุ่งเรืองสุดๆ ในยุคปี 1970 ถึงปลายทศวรรษ 1980 เหตุเพราะที่นี่เป็นศูนย์รวมของโรงงานผลิตเสื้อผ้าขนาดกลางจนถึงขนาดย่อมที่มีเถ้าแก่กับลูกจ้างไม่กี่คน… ในเวลานั้น ตลาดผ้าที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่ “ดงแดมุน” มีร้านขายผ้าพับ บนตึก 3-4 ชั้น และร้านขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป รวมนับพันร้านยาวสุดตึก ดังนั้น “ดงแดมุน” จึงเป็นหน้าร้าน ส่วน “ชางซินดง” เป็นที่ตัดเย็บ ซึ่งเป็นศูนย์รวมสาวโรงงานเย็บผ้าที่ใหญ่ที่สุดในกรุงโซล

สมัยนั้น สาวๆ ตัดเย็บกันทั้งวันทั้งคืน มีรายได้เลี้ยงครอบครัวได้สบาย “ชางซินดง” กลายเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและแฟชั่นของเกาหลีที่โด่งดังอย่างมาก สร้างรายได้จากการส่งออกสินค้าเครื่องนุ่งห่มไปต่างประเทศ และใครไปเกาหลีเป็นต้องได้รับออร์เดอร์มาซื้อเสื้อลายสวยๆ ตัดเย็บฝีมือดีกันทั้งนั้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อเศรษฐกิจเติบโตขึ้น ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมาถึง เกาหลีสลัดภาพของประเทศที่เคยมีค่าแรงถูก เปลี่ยนงานในอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานคนเยอะ ไปสู่อุตสาหกรรมที่ต้องใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ค่าแรงแพงขึ้นหลายเท่าตัว ทำให้งานที่ต้องใช้แรงงานถูกผลักออกไปสู่ประเทศที่มีค่าแรงถูกกว่า โรงงานเหล่านี้ก็ค่อยๆ ทยอยปิดตัวลงจนถึงซบเซา หน้าร้านขายเสื้อผ้าที่ “ดงแดมุน” ยังคงอยู่แต่เปลี่ยนสภาพไป มีสินค้าจากจีนและประเทศอื่นที่ต้นทุนถูกกว่าปะปนเข้ามามากขึ้นเนื่องจากผู้ตัดเย็บรายเล็กทำต้นทุนสู้จีนไม่ไหว …

ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจาก กรุงโซล เป็นเมืองวัฒนธรรมป๊อปและแฟชั่นเครื่องแต่งกาย ศาลาว่าการกรุงโซลจึงเป็นสปอนเซอร์ในการจัดงาน Seoul Fashion Week ปีละ 2 ครั้งในช่วง มี.ค.และ ต.ค.ของทุกปี งานนี้ถูกจัดว่าเป็นงานที่ยิ่งใหญ่อันดับ 2 ในเอเชียต่อจากเซี่ยงไฮ้ และในการจัดแต่ละครั้งมีดีไซเนอร์ และ Buyer จากทุกมุมโลกมางานนี้อย่างล้นหลาม…ปัจจุบันนี้ชาวเกาหลีเมื่อออกนอกบ้านก็เริ่มพิถีพิถันในการแต่งกายให้เหมาะกับกาลเทศะและสภาพอากาศ ใน 1 ปีมี 4 ฤดูกาล ก็จำเป็นต้องมีเสื้อผ้าทุกฤดูกาล รองรับอากาศร้อนจัดไปจนหนาวจัด จึงทำให้การหมุนเวียนของสินค้าเสื้อผ้าในตลาดเร็ว

มูลค่าของตลาดเครื่องแต่งกายจึงเย้ายวนใจมาก Statista วิเคราะห์ว่า ตลาดแฟชั่นเครื่องแต่งกายในประเทศเกาหลีในปีที่ผ่านมามีมูลค่าสูงถึง 13,734 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.4 แสนล้านบาท) ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลก และมูลค่าตลาดจะโตขึ้นราวปีละ 5.2% ทำให้ภายใน 4 ปีข้างหน้า จะมีมูลค่าถึง 5.4 แสนล้านบาท ผู้บริโภคเกาหลีมีกำลังซื้อสูงระดับต้นๆ ของโลก จึงทำให้สินค้าแบรนด์เนมเรียงแถวตบเท้าเข้ามาหาลูกค้าระดับบน ซึ่งก็ไม่ผิดหวังค่ะ กลุ่มคนที่บริโภคสินค้าลักซ์ชัวรี่แบรนด์หรูต่างๆ ในเกาหลีมีกำลังซื้อมาก… ด้วยเหตุนี้ กลุ่มทุนหนาต่างๆ เช่น บริษัทใหญ่ แชโบล (กลุ่มธุรกิจตระกูลใหญ่ – ล็อตเต้ ชินเซเกะ โคลอน ฮยอนแด ซัมซอง) จึงได้ขยายไลน์ธุรกิจเข้ามาในวงการเสื้อผ้า แฟชั่นเครื่องแต่งกาย ซึ่งทำเอาผู้เล่นรายเล็กที่มีอยู่เดิม อยู่ยากมากขึ้นไปอีก…

ทุกชีวิตย่อมมีเส้นทางไป พระเจ้าไม่ได้โหดร้ายต่อมนุษย์มากขนาดต้องบีบให้ตายคามือ… โชคดีที่ กลุ่มแฟชั่นที่ใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมเครื่องแต่งกายในเกาหลี กลับเป็นกลุ่ม Street Fashion ณ “ชางซินดง” แห่งนี้จึงยังคงมีพลังชีวิตอยู่ เป็นพลังของนักออกแบบ ช่างแพตเทิร์น และช่างตัดเย็บฝีมือระดับปรมาจารย์หลายคนที่ปัจจุบันมีอาวุโสกันแล้ว บุคคลเหล่านี้ ที่ถืกำเนิดมาจาก “ชางซินดง” และยังคงยืนหยัดอยู่ ณ จุดใดจุดหนึ่งในซอยแคบที่วกวนเป็นใยแมงมุม ที่ทำให้ “ชางซินดง” ยังไม่ตาย และในที่สุด รัฐบาลท้องถิ่นได้ให้ความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ของสาวฉันทนาที่สร้างเศรษฐกิจให้ประเทศในยุคแรกๆ จึงได้ตั้ง “พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์การตัดเย็บ อีอึม-พีอุม” ขึ้นในซอยนี้…. “อีอึม-พีอุม แปลว่า จุดเชื่อมต่อแห่งกาลเวลาที่บานสะพรั่ง” ก็คือ หมายให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นตัวเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ของความรุ่งเรืองในอดีตไว้นั่นเอง

โรงงานเล็กๆ รอบๆ ตัวตึกพิพิธภัณฑ์ “อีอึม-พีอุม” ตั้งอยู่อย่างลงตัวเหมาะเจาะ กลายเป็น “พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต” ที่สามารถเดินไปดูการทำงานจริงได้…ใน “อีอึม-พีอุม” มีส่วนจัดแสดงนิทรรศการประวัติศาสตร์การตัดเย็บ ซึ่งประกอบไปด้วยเรื่องราว ส่วนโชว์ผลงานตัดเย็บ รวมถึง หอประวัติของผู้เชี่ยวชาญในการตัดเย็บแห่งชางซินดง หลายท่านซึ่งแม้จะสูงวัยแล้ว แต่ก็ยังทำงานเพื่อเผยแพร่ทักษะให้แก่คนที่เข้าใจ ด้วยการจัดคอร์สอบรมการตัดเย็บชุด “ฮันบก” ที่แจ่มแจ๋ว ภายใน 3 ชั่วโมงให้อีกด้วยค่ะ

สองล้อริมกว๊าน ชมอาทิตย์อัสดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/582036

  • วันที่ 02 มี.ค. 2562 เวลา 13:46 น.

สองล้อริมกว๊าน ชมอาทิตย์อัสดง

หนึ่งในเส้นทางฝันของนักปั่นสายชิลต้องมี “กว๊านพะเยา” อยู่ในนั้น กับเส้นทางปั่นรอบกว๊านระยะทาง 26 กม. ชมทิวทัศน์บึงน้ำ วิถีชีวิตประมงพื้นบ้าน แลดูพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าหลังยอดดอย

เดิมกว๊านพะเยาเป็นพื้นที่ราบลุ่ม แต่หลังจากมีการสร้างประตูกั้นแม่น้ำอิงเมื่อเกือบ 80 ปีก่อน ทำให้พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นพื้นที่รับน้ำท่วมวัดและบ้านเรือนจนกลายเป็นเมืองบาดาล จนเป็นบึงน้ำขนาดใหญ่ที่สุดทางภาคเหนือตอนบน และเป็นแหล่งน้ำสำคัญที่หล่อเลี้ยงชีวิตชาวพะเยา

หลังจากนั้นในปี 2526 ชาวบ้านชุมชนวัดศรีอุโมงค์คำได้ขุดพบพระพุทธรูปหินทราย ปางมารวิชัยองค์ใหญ่ หรือ “หลวงพ่อศิลา” ทำให้ทราบว่าบริเวณนั้นเคยเป็นวัด และได้อัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่วัดศรีอุโมงค์คำ

ทั้งยังพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์เป็นศิลาจารึกเขียนด้วยอักษรฝักขามว่า “วัดติโลกอาราม” มีประวัติความเป็นมาว่า เป็นวัดที่พระเจ้าติโลกราชแห่งล้านนาโปรดให้พระยายุธิษฐิระเจ้าเมืองพะเยา สร้างขึ้นในปี 2019-2029 จวบจนปัจจุบันวัดแห่งนี้มีอายุมากกว่า 500 ปี

เมื่อมีการขุดพบหลวงพ่อศิลาทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยาในสมัยนั้น พร้อมด้วยคณะสงฆ์ หน่วยงานราชการ และพุทธศาสนิกชน ดำเนินการกู้วัดติโลกอาราม โดยทำเป็นเนินดินกลางกว๊านและอัญเชิญหลวงพ่อศิลากลับไปประดิษฐาน ณ ที่เดิม ทั้งยังก่อให้เกิดเป็นประเพณีเวียนเทียนกลางน้ำรอบวัดเพื่อสักการบูชาหลวงพ่อศิลาในวันพระใหญ่ปีละ 3 ครั้ง ได้แก่ วันมาฆบูชา วิสาขบูชา และอาสาฬหบูชา

เริ่มมีการเวียนเทียนครั้งแรกในปี 2551 และทำต่อเนื่องกันมาเป็นประเพณีประจำจังหวัดเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรม ประเพณีและวิถีชีวิตของชุมชนรอบกว๊านพะเยา เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยว และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของพะเยา

อย่างในวันมาฆบูชาที่ผ่านมา จ.พะเยา ได้จัดงานเวียนเทียนทางน้ำกลางกว๊านพะเยา ครั้งที่ 35 โดยมีพ่อเมือง ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผวจ.พะเยา คนปัจจุบัน นั่งหัวเรือนำเวียนเทียน ท่ามกลางบรรยากาศแสงสีทองอาบไปทั้งท้องน้ำยิ่งดูมีมนต์ขลัง

ในขณะที่กลางน้ำกำลังทำพิธีทางศาสนา เลนจักรยานริมกว๊านก็กำลังคึกคักไปด้วยนักปั่น โดยระหว่างทางจะมีจุดแลนด์มาร์คให้หยุดแชะภาพ เป็นรูปปั้นพญานาค 2 ตนหันหน้าเข้าหากัน และมีองค์พระธาตุจอมทองตั้งอยู่ตรงกลาง สร้างขึ้นจากตำนานพญานาคแห่งกว๊านพะเยา ตามความเชื่อว่าบึงน้ำแห่งนี้เคยเป็นที่อยู่ของพญานาคพญาธุมะสิกขี

ส่วนด้านบนฝั่งระนาบเดียวกับรูปปั้นพญานาคเป็นที่ตั้งของ “อนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง” กษัตริย์องค์ที่ 9 แห่งเมืองภูกามยาว (เมืองพะเยาโบราณ) ที่ปกครองดินแดนแห่งนี้จนรุ่งเรือง

นอกจากนักปั่นที่พาสองล้อออกมาชมอาทิตย์อัสดง ชาวพะเยาเองก็ต่างเดินทางมาพักผ่อนรับลมเย็นๆ ริมกว๊าน บ้างปูผ้านั่งปิกนิก บ้างนั่งตกปลา บ้างเดินออกกำลังกาย บ้างพาลูกหลานมาวิ่งเล่น บ้างจูงมือคู่รักมาถ่ายรูป กลายเป็นภาพคึกคักแต่น่ารักตามวิถีชีวิตของชาวพะเยาที่อยู่คู่กับสายน้ำ

เลนจักรยานรอบกว๊านพะเยาถูกทาสีฟ้าเด่นชัด ซึ่งนอกจากเลนจักรยานแล้ว ตามถนนหนทางในชุมชนริมกว๊านก็สามารถปั่นจักรยานได้ค่อนข้างปลอดภัย เพื่อไปชมสถานที่สำคัญในตัวเมืองพะเยาอย่าง “วัดศรีอุโมงค์คำ” วัดที่นอกจากจะเป็นสถานที่เก็บรักษาหลวงพ่อศิลานานถึง 24 ปี ภายในวัดยังมีพระประธานที่ ถวัลย์ ดัชนี เคยกล่าวยกย่องไว้ว่า เป็นพระประธานที่มีพุทธลักษณะงดงามที่สุดในล้านนา

และทางวัดยังได้ทำทางเดินลอดต๋าแหลวสูงกว่า 1 เมตร ระหว่างทางเดินไปไหว้พระเจ้าทันใจ ซึ่งต๋าแหลวเป็นความเชื่อของชาวเหนือ ทำจากไม้ไผ่สานเป็นรูป 8 เหลี่ยม เชื่อว่าสามารถป้องกันสิ่งชั่วร้าย และขจัดสิ่งอัปมงคลออกจากตัว

อีกวัดที่สำคัญต้องปั่นไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ “วัดศรีโคมคำ” หรือที่ชาวพะเยาเรียกกันว่า วัดพระเจ้าตนหลวง เนื่องจากเป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าตนหลวง พระพุทธรูปศิลปะเชียงแสนองค์ใหญ่ที่สุดในล้านนา มีขนาดหน้าตักกว้าง 14 เมตร สูง 18 เมตร อายุ 495 ปี

องค์พระเจ้าตนหลวงนั้นไม่เป็นเพียงพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองพะเยา แต่ยังเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของอาณาจักรล้านนา โดยในวันวิสาขบูชาของทุกปีจะมีงานประเพณีนมัสการพระเจ้าตนหลวงเดือนแปดเป็ง มีพุทธศาสนิกชนเดินทางมาสักการะจำนวนมาก

บริเวณเดียวกันกับวัดยังมีโบสถ์กลางน้ำ ภายในมีงานจิตรกรรมฝาผนังที่วาดขึ้นโดย อังคาร กัลยาณพงศ์ ศิลปินแห่งชาติ ผู้สร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมชิ้นนี้ได้วิจิตรสวยงาม และยังมีหอวัฒนธรรมนิทัศน์ ภายในจัดแสดงวัตถุล้ำค่าทั้งพระพุทธรูปเก่าแก่ ศิลาจารึก เครื่องปั้นดินเผา ฟอสซิลไดโนเสาร์ ฟอสซิลช้างสี่งา และฟอสซิลปูคู่รัก

นอกจากนี้ ไม่ไกลจากวัดศรีโคมคำเป็นที่ตั้งของ “วัดพระธาตุจอมทอง” พระธาตุศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองพะเยา ที่โดดเด่นด้วยองค์พระธาตุสีทองสุกใส และภายในวัดยังมีพระเจ้าทันใจให้กราบขอพรอีกด้วย

ถัดไปในเช้าวันใหม่ช่วงเวลา 7 โมงเช้าของทุกวัน จะมีกิจกรรมตักบาตรข้าวเหนียวริมกว๊านบริเวณศาลาท่าน้ำ โดยจะมีชาวบ้านมาขายกับข้าวและข้าวเหนียว พร้อมปูเสื่อให้นั่งรอใส่บาตร นักท่องเที่ยวสามารถอุดหนุนและทำบุญตักบาตรได้โดยไม่ต้องติดต่อล่วงหน้า

หลังจากนั้นศาลาท่าน้ำดังกล่าวยังเป็นจุดลงเรือไปยังวัดติโลกอาราม ซื้อตั๋วลงเรือไป-กลับคนละ 30 บาท โดยสารเรือประมาณ 30 นาทีก็ถึงวัด ขึ้นไปสักการะหลวงพ่อศิลาที่ตั้งอยู่กลางเนินดิน ซึ่งวัดแห่งนี้ไม่มีหลังคา ไม่มีผนัง เป็นเพียงเนินดินกลางบึงน้ำขนาดไม่ยิ่งใหญ่ แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังศรัทธาอันใหญ่ยิ่งของชาวพะเยา

กว๊านพะเยามีขนาดใหญ่ประมาณ 1.2 หมื่นไร่ จัดเป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ และยังเป็นแหล่งอาหารของชาวพะเยา เพราะชาวบ้านสามารถนำเรือออกหาปลาเพื่อเลี้ยงชีพและยังชีพได้

ดังนั้น เมนูขึ้นชื่อของจังหวัดจึงหนีไม่พ้นเมนูปลาเผา และอีกจานที่เด็ดไม่แพ้กันคือกุ้งฝอยทอดและกุ้งเต้น ลักษณะเป็นกุ้งตัวจิ๋วใสแจ๋วที่หาได้มากในบึงแห่งนี้

อย่าให้เส้นทางจักรยานริมกว๊านพะเยาเป็นแค่เส้นทางในฝันอีกต่อไป เพราะตอนนี้ จ.พะเยา พร้อมรับนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ แต่ไม่เอิกเกริก เห็นได้จากการมีเกสต์เฮาส์เกิดขึ้น มีร้านกาแฟเล็กๆ ในตัวบ้าน มีร้านอาหารท้องถิ่นราคาชาวบ้าน

คนพะเยาก็ยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวมาเที่ยวบ้าน มาชมความงามของกว๊าน และมารับพลังแห่งความสุขจากพะเยาซึ่งยังคงบริสุทธิ์ดีต่อหัวใจ

วันหยุดหรรษา @ตลาดบางน้ำผึ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/582018

  • วันที่ 02 มี.ค. 2562 เวลา 12:16 น.

วันหยุดหรรษา @ตลาดบางน้ำผึ้ง

วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ วันพักผ่อนและท่องเที่ยวของครอบครัว ตลาดน้ำบางผึ้ง จัดว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่หลายคนน่าจะชื่นชอบ บรรยากาศตลาดน้ำในสวน น่าเดิน ต้นไม้เยอะ อากาศไม่ร้อน ของกินอร่อยเพียบ ของกินไม่ได้ก็เยอะ แถมมีกิจกรรมมากมายให้คนเดินตลาดหลากหลายวัยได้สนุกผ่อนคลายอีกด้วย

เป็นแหล่งท่องเที่ยวของ ต.บางน้ำผึ้ง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ เกิดขึ้นโดยความร่วมมือของชาวบ้านกับผู้นำท้องถิ่นและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บางน้ำผึ้ง เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และสนับสนุนให้ชาวบ้านมีรายได้จากการนำผลผลิตในท้องถิ่นของตนเอง เช่น ผัก ผลไม้ มาจำหน่าย อันเป็นการสร้างเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข้งอีกด้วย

เมื่อถึงตลาดก็เดินเที่ยวไปเรื่อยๆ ตามทางเดินคอนกรีตที่ทอดตัวเลียบไปตามลำคลองสายเล็กๆ ลดเลี้ยวไปตามสวนที่มีต้นไม้ร่มรื่นประมาณ 2 กิโลเมตร

สองฝั่งเต็มไปด้วยซุ้มร้านค้าและเรือนำของมาขายตลอดริมลำคลองมากมาย ทำให้ได้เห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านริมคลอง พ่อค้าแม่ค้าหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสทักทายคนเดินตลาดด้วยไมตรี

มาตลาดบางน้ำผึ้ง ไม่ต้องห่วงเรื่องปากท้อง ขอเพียงพกเงินมาเยอะๆ เพราะของกินหลากหลายทั้งอร่อยอีกต่างหาก เกรงจะอดใจไม่อยู่ เห็นอะไรก็อยากซื้อหมดเช่น กวยจั๊บ กระเพาะปลา ก๋วยเตี๋ยว หอยทอดทอดมันปลา หมึกไข่เสียบไม้ห่อด้วยใบตอง แจงร้อน ห่อหมก ลูกชิ้นโบราณมีทั้งไส้กุ้ง หมู ห่อหมกหมูหม้อดิน ฯลฯ

ฟากของหวานฝีมือชาวบ้าน เช่น ขนมถ้วยขนมจาก กล้วยแขก ม้าฮ่อ ขนมตระกูลทอง กะละแมกวน ฝอยเงินที่ใช้ไข่ขาวต้มในน้ำเชื่อม หมี่กรอบโบราณ ขนมนางเล็ดพร้อมทั้งยังมีขนมไทยสูตรชาววังหากินยาก เช่น กระเช้าสีดา เสน่ห์จันทร์จ่ามงกุฎ ทองเอก หม้อแกง และอีกมากมาย เอ่ยไม่หมด ต้องไปเดินดูเอง

พร้อมทั้งยังมีผลิตผลของชาวบ้านเช่น มะพร้าวอ่อน มะม่วงน้ำดอกไม้ กล้วยหอมชมพู่มะเหมี่ยว เป็นต้น ส่วนใหญ่เป็นผลไม้ตามฤดูกาล

นอกจากนี้ ในตลาดบางน้ำผึ้งยังมีศูนย์รวมสินค้าโอท็อปที่สร้างสรรค์จากคนในชุมชนบางน้ำผึ้งและตำบลใกล้เคียง เช่น ดอกไม้เกล็ดปลา บ้านธูปสมุนไพร วาเพชรแฮนด์เมด แพรวพลอยเสื้อผ้าเด็ก โลชั่นสมุนไพรฟักข้าว สบู่สมุนไพรฟักข้าว น้ำยาซักผ้าดอกอัญชัน ผลิตภัณฑ์น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำสกัดฤทธิ์เย็น-ย่านาง ใบเตย

สบู่สมุนไพรขัดผิว เรือสำเภาธนบัตรมหามงคล ไข่ปลาหมึกห่อใบเตยย่างน้ำจิ้มสูตรสมุนไพรไทย กางเกงผ้าต่อลายผ้าขาวม้า อักษรดินเผา ป้ายไม้ ปลาทูต้มเค็มสมุนไพรสูตรโบราณ ต้นไม้มงคลหินสี น้ำพริกคุณย่า ขนมถั่วแปบ ขนมสอดไส้ในกรวย กระเป๋าผักตบชวา กระเป๋าผ้าอเนกประสงค์ ธัญพืชประคบพูลสุขธูปหอมสมุนไพรไล่ยุ่ง บางน้ำผึ้งโฮมเสตย์

นอกจากของกินอร่อยแล้วยังมีกิจกรรมมากมายให้คนที่มาเดินตลาดได้ร่วมสนุกและผ่อนคลาย เช่น วาดรูป ระบายสีฟังดนตรีในสวน นอนนวดฝ่าเท้า แต่ที่พลาดไม่ได้ถ้ามาตลาดแห่งนี้ต้องเข้าไปเสพบรรยากาศแบบย้อนยุค กับบ้านโบราณ“เรือนนมสด” บ้านไม้หลังโตที่เจ้าของใจดีเปิดให้คนทั่วไปเข้าชมฟรี มีบริการขายเครื่องดื่มและของกินเล่นด้วย

เริ่มเปิดตลาดประมาณ 8 โมงเช้าเป็นต้นไปจนถึงเย็นๆ ลองหาโอกาสพาครอบครัวไปเที่ยวได้ ถ้าอยู่ฝั่งกรุงเทพฯหากเดินทางด้วยบีทีเอสให้มาลงสถานีช่องนนทรี แล้วนั่งบีอาร์ทีมาลงสถานีวัดด่านหรือวัดปริวาส ถนนพระราม 3 จากนั้นเดินมาลงเรือที่ท่าเรือใต้สะพานภูมิพลข้ามฟากไปฝั่งพระประแดง แล้วต่อแท็กซี่ไปตลาดระยะทางไม่ไกล แต่ถ้าขี่จักรยานยนต์มาก็ขี่ลงเรือเสียคันละ 10 บาท ขึ้นฝั่งขี่ไปตลาดบางน้ำผึ้งได้

ฟังเสียงเงียบไพเราะ เดินเลาะ ‘ภูซาง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/582009

  • วันที่ 02 มี.ค. 2562 เวลา 11:27 น.

ฟังเสียงเงียบไพเราะ เดินเลาะ ‘ภูซาง’

หากคิดว่าพะเยาเป็นจังหวัดเงียบๆ ช้าๆ แล้วล่ะก็ ลองออกจากตัวเมืองไปเงี่ยหูฟังเสียงในอำเภอ“ภูซาง” นอกจากจะได้ยินเสียงนก เสียงปลา อาจจะได้ยินเสียงท้องนาคุยกัน

ภูซางเป็นอำเภอเล็กๆ ห่างจากตัวเมืองพะเยาราว 100 กม. จะเรียกว่าเป็นชนบทห่างไกลคงไม่ได้ เพราะที่นี่มีร้านกาแฟ ร้านอาหาร พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น โฮมสเตย์ และมีจุดท่องเที่ยวให้ไปเช็กอิน แต่บ้านเมืองนี้อยู่ในบรรยากาศที่เงียบกว่า ช้ากว่า ธรรมชาติกว่า และมีคนน้อยกว่า จึงพลอยคัดเลือกนักท่องเที่ยวที่มาให้มีจริตเรียบง่ายและเชื่องช้าตามไป

ต้องบรรยายบรรยากาศว่า เมืองภูซางเป็นเมืองเกษตรกรรม ชาวบ้านทำนา ปลูกผัก ปลูกยางพารา รวมไปถึงพื้นที่หน้าบ้านทุกหลังปลูกผักสวนครัวไว้เก็บกิน

ส่วนถนนหนทางเข้าถึงอย่างดี แต่ยวดยานที่มีเห็นแต่จักรยาน และวิวสองข้างทางมีความงดงาม โดยเฉพาะยามพระอาทิตย์ขึ้นหลังภูเขา แล้วมีฉากหน้าเป็นพระธาตุภูซางและทุ่งนา ยิ่งทำให้ประทับใจและกลายเป็นภาพจำเมื่อนึกถึง

คนที่มา แค่เห็นภาพเหล่านี้ก็ทำให้มีความสุขจนรู้สึกอิจฉาคนอยู่ อย่าง “ต๋อย” นิคม วงศ์ใหญ่ เจ้าของสวนมีสุข ได้ถ่ายทอดเรื่องราวความสุขในสวนเกษตรปลอดสารของครอบครัวให้ฟังว่า เขาและภรรยาเริ่มทำสวนผักเมื่อ 4 ปีก่อน เริ่มต้นจากการเช่าที่นาคนอื่นทำเกษตรเชิงเดี่ยว จากนั้นก็เริ่มขยับขยายหาซื้อที่ดินของตัวเองจนมีที่ดินขนาด 3 ไร่กว่า และเริ่มลงมือปลูกพืชผสมผสานแบบปลอดสารพิษ

“ผมเคยถูกคัดค้านไม่ให้ปลูกผัก เพราะพื้นที่รอบๆ ทำนากันหมดและยังไม่มีใครปลูกผักขายเป็นตัวอย่าง รวมถึงแม่ของผมเองที่อยากให้ทำนา ผมเลยเลือกทำนาและเหลือพื้นที่ 1 งานไว้ปลูกผักขายอย่างที่ตั้งใจ

พอเกี่ยวข้าวได้ผมทำบัญชีหักลบแล้วปรากฏว่า รายได้จากการทำนาเหลืออยู่ 3,000กว่าบาท แต่ผักที่ผมปลูกไว้มีกะหล่ำปลี มะเขือ กวางตุ้ง ภายในระยะเวลา 4 เดือนเท่าปลูกข้าว ผมเก็บผักได้ 3 ครั้งรวมแล้วได้เงิน 3 หมื่นกว่าบาท หลังจากนั้นแม่บอกผมว่า อยากทำอะไร ทำตามใจเลย”

หลังจากพิสูจน์ให้เห็นแล้ว ต๋อยมาคิดต่อว่า ในพื้นที่จำกัดเพียงเท่านี้จะปลูกพืชอย่างไรให้สามารถเก็บเกี่ยวได้ตลอดปี เขาจึงเริ่มปลูกโหระพาบนคันกั้นน้ำเพราะสามารถเก็บผลผลิตได้นาน 2 ปี

รวมถึงผักกูด ถั่วฝักยาว กะหล่ำปลี กวางตุ้ง ฝรั่ง มะเขือเทศ ผักสลัด เพาะลูกกบขาย โดยเขาไม่ต้องไปขายที่ไหน เพราะจะมีพ่อค้าและลูกค้ามาซื้อถึงหน้าสวน

“พอเราทำได้แบบนี้ทำให้มีคนที่สนใจเข้ามาสอบถาม ตอนนี้ผมเลยกำลังสร้างบ้านพักเล็กๆ ริมสวนผัก 2 หลังให้คนที่เข้ามาเรียนรู้อยู่ที่นี่เลย ซึ่งผมยินดีสอนทุกอย่างที่ผมรู้ เพราะอยากให้เขานำไปทำเป็นอาชีพ และมีความสุขกับสิ่งที่อยากทำ ส่วนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาดูผมก็ยินดีต้อนรับและอยากให้ความรู้เล็กๆ น้อยๆ กับพวกเขาไปด้วย”

ตอนนี้ต๋อยและภรรยาไม่จำเป็นต้องออกไปซื้ออาหารจากที่ไหน เพราะมีตลาดส่วนตัวอยู่ในบ้าน ซึ่งนอกจากผัก ผลไม้ เขายังเลี้ยงไก่เก็บไข่ เลี้ยงปลา มีปูนา ซึ่งทุกอย่างมั่นใจได้ว่าปลอดภัย ดีต่อสุขภาพร่างกาย ทำให้วันนี้ทั้งคู่มีอาชีพ มีอาหารที่ดี มีสุขภาพดี และมีความสุขดี สมกับชื่อสวนมีสุข ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากเจ้าของสวนจะมีความสุข คนมาเยือนก็มีความสุขตามไปด้วย

อีกบ้านหนึ่งที่มีความสุขไม่แพ้กันคือบ้านของ “ลุงทา” ศิวกร ผาแก้ว เจ้าของบ้านหมุนหลังเดียวในพะเยา ลุงทา เล่าว่า เขาเกิดที่ภูซางแต่ไปทำงานอยู่เชียงใหม่ หลังเกษียณจึงกลับบ้านเกิดแล้วอยากมีบ้านสักหลังไว้อยู่ยามชรา จึงหาแบบสร้างบ้านจนได้ไปเจอรูปแบบบ้านหมุนที่ลุงทาเห็นว่าเข้าท่าดี

“ผมตัดสินใจสร้างบ้านหมุนเพื่อตอบสนองตัวเอง 3 ข้อ ข้อแรกคือ เวลาเราอยากหันหน้าบ้านไปทางไหน เราแค่กดรีโมท

ข้อสองคือ เนื่องจากบ้านนี้เป็นบ้านประหยัดพลังงาน เวลาเรานอนถ้าเปิดหน้าต่างแล้วลมไม่เข้า มันร้อน เราก็กดรีโมทหาทิศทางลม ทำให้ไม่ต้องติดแอร์ก็นอนสบาย

และข้อสาม บ้านหลังนี้มีแกนกลางเป็นเซ็นเตอร์และมีล้อเป็นตัวรับน้ำหนัก เปรียบได้กับรถยนต์หนึ่งคัน ดังนั้นถ้าแผ่นดินไหวล้อจะขยับตามแรงสั่นทำให้ป้องกันการพังทลายจากแผ่นดินไหวได้”

บ้านหมุนหลังนี้เป็นบ้าน 2 ชั้น ประกอบด้วยห้องนั่งเล่นอยู่ชั้นล่าง และห้องนอน 2 ห้องอยู่ชั้นบน ส่วนห้องน้ำสร้างแยกต่างหากจากตัวบ้าน ทุนสร้างอยู่ที่ 2.5 ล้านบาท ปัจจุบันตอนกลางวันเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้คนเข้าชม

พอตกกลางคืนลุงทาก็ขึ้นห้องนอนเปิดหน้าต่างกดรีโมทหันไปดูพระจันทร์อย่างมีความสุข หรือใครอยากลองมาพัก ห้องนอนอีกห้องลุงทาเปิดเป็นโฮมสเตย์ หรือถ้ามาเป็นกลุ่มเพื่อนก็ยินดีให้ปูฟูกนอนเรียงกันที่ชั้นล่าง (โทร. 08-1961-4996)

นอกจากความสุขจากผู้คน ภูซางยังมีความสุขอีกแห่งปรากฏอยู่ที่ น้ำตกภูซาง สระว่ายน้ำตามธรรมชาติ ซึ่งแม้ว่าสายน้ำตกจะไม่ใหญ่โตและไหลแรงอลังการ แต่มีเอกลักษณ์เฉพาะเพราะเป็นน้ำตกน้ำอุ่น

ตามข้อมูลระบุว่า สายน้ำของน้ำตกภูซางเดินทางลัดเลาะมาตามลำน้ำฮวก ไหลผ่านบ่อน้ำร้อนที่เรียกว่า บ่อซับน้ำอุ่น จากนั้นได้ไหลลงสู่หน้าผาหินปูนความสูง 15 เมตร กลายเป็นน้ำตกอุ่นที่มีอุณหภูมิประมาณ 35 องศาเซลเซียสตลอดปี

ระหว่างเส้นทาง สายน้ำอุ่นได้ผ่านป่าที่มีน้ำขังตลอดปี มีซากพืชสลายทับถมกันแน่นหลายชั้น ทำให้พืชหลายชนิดสามารถปรับตัวขึ้นได้ เช่น ต้นคล้า คลุ้ม เตยเหาะ ลำเท็ง แข็งไก่ กรวย และทองหลางป่า รวมเรียกว่า ป่าพรุ ทั้งยังไหลผ่านป่าดงดิบแล้งที่สมบูรณ์ไปด้วยไม้ผลัดใบและไม้ไม่ผลัดใบขนาดใหญ่ กลายเป็นป่าต้นน้ำที่รักษาต้นลำธารของน้ำตกไว้อีกทอด

ถ้าสัมผัสน้ำในแอ่งด้านล่างจะไม่รู้สึกอุ่น ต้องเดินขึ้นบันไดผ่านป่าไปยังต้นลำธารแอ่งน้ำด้านบนจะสัมผัสได้ถึงความอุ่นน่าพิศวงของธรรมชาติ ซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่รวมถึงคนพะเยาเองจะรู้จักภูซางเพราะน้ำตกอุ่นแห่งนี้ แต่น่าเสียดายที่เวลามาจะปักหมุดมาเที่ยวน้ำตกเพียงอย่างเดียว ทำให้เสียโอกาสไปรับความสุขจากอีกสองบ้านที่กล่าวมา

อย่างไรก็ตาม เมื่อกลางเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา เมืองภูซางเพิ่งเป็นที่รู้จักมากขึ้นในหมู่นักท่องเที่ยวจำนวนอย่างน้อย 300 คนจากการจัดกิจกรรม เที่ยวไป วิ่งไป ไลค์ อะ โลคัล งานวิ่งที่เปิดรับสมัครนักวิ่งทุกรูปแบบมาเที่ยวไปพร้อมๆ กัน

มีคอนเซ็ปต์น่ารักคือ แทนที่จะวิ่งทำเวลาให้เร็วที่สุด ก็เปลี่ยนมาวิ่งโดยให้ใช้เวลาดื่มด่ำให้มากที่สุด บนระยะทาง 11 กม. ผ่านสวนมีสุข บ้านหมุนลุงทา และไปสิ้นสุดที่น้ำตกภูซาง โดยช่วงเย็นนักวิ่งทั้งหมดได้ไปรวมตัวกันที่เฮินไทลื้อเพื่อร่วมพิธีบายศรีสู่ขวัญ

เฮินไทลื้อเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจัดแสดงวิถีชีวิตและบ้านดั้งเดิมของชาวไทยลื้อ ใต้ถุนบ้านมีกี่ทอผ้าตั้งเรียงรายไว้เป็นที่สาธิตการทอผ้าและเป็นแหล่งรวมตัวของกลุ่มแม่บ้านในภูซาง

กิจกรรมช่วงบายศรีดำเนินการทั้งหมดโดยชาวบ้าน เย็นวันนั้น ปู่ย่าตายายหลายสิบคนปั่นจักรยาน บ้างก็เดินมาจากบ้าน เพื่อตั้งใจมาผูกข้อมือให้ลูกหลานที่มาเยี่ยมเยือน กลุ่มแม่บ้านกำลังสาละวนทำอาหารเตรียมขึ้นโตกให้นักท่องเที่ยวได้กิน

ส่วนกลุ่มผู้สาววัยรุ่นกำลังผัดหน้าทาปากเตรียมการแสดงรำบนเวที พอเห็นอะไรที่ทำจากใจไม่ปรุงแต่งเช่นนี้ ล้วนสร้างความสุขและความประทับใจได้โดยไม่ต้องมีพิธีรีตอง

ระหว่างดูการแสดง มีเรื่องตลกในวงขันโตกว่า หลายคนคุ้นชื่อ ภูซาง แต่คิดไม่ออกว่าอยู่จังหวัดอะไร พูดไปพูดมาสรุปได้ว่า ที่คุ้นหูคือชื่อ ปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ส่วนชื่อภูซาง ประเทศไทย ไม่เคยแม้แต่ได้ยิน

แต่หลังจากได้วิ่ง 11 กม. เริ่มสตาร์ท6 โมงเช้า เข้าเส้นชัยเกือบบ่าย 2 ไปแล้ว เชื่อว่า ชื่อภูซางจะถูกพูดต่อๆ กันไป และไม่เฉพาะแค่วงการนักวิ่ง แต่จะขจรไปถึงนักปั่นและนักท่องเที่ยวที่ต้องการหลีกหนีความเร่งรีบทุกอย่าง มาใช้เวลาให้ช้าที่สุดที่นี่

พะเยาเป็นเมืองรองที่มีเสน่ห์ไม่เป็นสองรองใคร ไม่มีสนามบินแต่สามารถเดินทางเชื่อมโยงจากสนามบินเชียงรายสู่พะเยาได้ โดยใช้เวลาเดินทางด้วยรถยนต์ประมาณ 2 ชั่วโมง

จังหวัดที่นอกจากจะมีกว๊านพะเยาที่โด่งดัง และมีผู้ว่าราชการจังหวัดชื่อดัง ยังมีภูซางที่ต้องสารภาพตามตรงว่า ไม่อยากให้ดัง เพราะเมื่อเสียงดังเมื่อไรก็เท่ากับว่าวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวภูซางหายไป

ที่นี่จึงมีความเงียบและความช้าเป็นจุดขาย การันตีได้ว่ามาแล้วจะใจเย็นไปโดยปริยาย และจะได้รับความสุขกลับไปเป็นกอง

ผ้าไหมทอมือ ‘ชุมชนบ้านครัว’ เสน่ห์กลางมหานครที่ยังคงรักษ์ไว้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/581994

  • วันที่ 02 มี.ค. 2562 เวลา 09:49 น.

ผ้าไหมทอมือ ‘ชุมชนบ้านครัว’ เสน่ห์กลางมหานครที่ยังคงรักษ์ไว้

“นามราชเทวีศรีสง่า ล้ำคุณค่าวังพญาไท อนุสาวรีย์ชัยฯ ทหารหาญ ศิลปะโบราณ วังสวนผักกาด เด่นผงาดใบหยกตึกระฟ้า งามจับตาผ้าไหมที่บ้านครัว”

เป็นคำขวัญประจำเขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร การันตีได้ถึงความงดงามของผ้าไหมทอมือที่ชุมชนบ้านครัว ชุมชนเล็กๆ ของชาวมุสลิม อยู่ริมคลองแสนแสบ

เมื่อก่อนบริเวณชุมชนนี้เป็นลูกหลานแขกจาม ที่บริเวณนี้เป็นพื้นที่พระราชทาน โดยเริ่มทำผ้าไหมจากการทอผ้าขาวม้าหรือผ้าโสร่งไหมแล้วส่งขายตามต่างจังหวัด ใช้สีธรรมชาติ และทอกี่กระทบ

การทำผ้าไหมของชุมชนบ้านครัวรุ่งเรือง ซบเซา หมุนเวียนกันไปตามวัฏจักรของสังคมและเศรษฐกิจ วันนี้นอกจากการทอผ้าและผลิตภัณฑ์ผ้าไหมเลื่องชื่อกลางมหานครแล้ว

ที่นี่กำลังถูกยกระดับให้เป็น “แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม” ของกรุงเทพมหานครที่อยู่ใจกลางเมืองที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ย้อนวันวานผ้าไหมกลางมหานคร

ลุงอู๊ด หรือ นิพนธ์ มนูทัศน์ ชาวบ้านในชุมชนแห่งนี้ เล่าประวัติความเป็นมาให้ฟังว่า ชาวบ้านที่นี่เป็นแขกจาม อพยพหนีสงครามมาจากกัมพูชาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ การทอผ้าของชาวบ้านแขกครัวนี้ เดิมทอไว้ใช้สอยในครัวเรือนโสร่ง ผ้าขาวม้า ตั้งแต่ก่อนจะอพยพมา เมื่อ 130 ปีที่แล้ว หรือประมาณปี 2430 ต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้

จุดเด่นของผ้าไหมบ้านครัว ก็คือ เนื้อผ้าแน่น เงางาม สีสันสวย สด เมื่อตัดสวมใส่จะดูสง่า ซึ่งถือเป็นเสน่ห์ของผ้าไหม และยังมีคุณสมบัติปกป้องผิวพรรณ แม้จะมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น

แต่ชื่อเสียงของผ้าไหมที่นี่ เริ่มโด่งดังหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อจิม ทอมป์สันซีไอเอชาวอเมริกัน มาเที่ยวบ้านเพื่อน ใกล้กับที่ตั้งของชุมชนบ้านครัว ได้ยินเสียงกี่ทอผ้า จึงเดินมาดูและประทับใจกับผ้าไหมของชาวบ้านที่มีความงดงามและคงเอกลักษณ์ทอมือแบบดั้งเดิม จึงซื้อผ้าไหมนำกลับไปอเมริกา

ก่อนกลับมาส่งเสริมให้ชาวบ้านทอผ้าไหมขายในรูปแบบต่างๆ ภายใต้ชื่อยี่ห้อ “จิม ทอมป์สัน” ในช่วงปี 2494 กลายเป็นจุดเริ่มที่นำผ้าไหมยุคนั้นออกสู่ตลาดโลก

เหตุนี้จึงนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงจากกี่กระทบมาเป็นกี่กระตุก และเปลี่ยนจากสีธรรมชาติมาเป็นสีเคมี เพราะสีธรรมชาติมีสีน้อย โดยสีเคมีนำมาจากอุตสาหกรรมไหมไทยของ จิม ทอมป์สัน

“ความเฟื่องฟูยุคนั้น ทุกบ้านจะทอผ้ากันตลอดเวลา ขนาดว่าจะได้ยินเสียงกี่ทอผ้า ดังตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ชาวบ้านจะใช้น้ำในคลองล้างไหม และตากเส้นไหมไว้ริมคลอง รายได้ก็มากขึ้นด้วย บ้านหลังไหนมีกี่ทอผ้ามาก ก็ยิ่งทำรายได้ให้มาก บ้านลุงเองมีกี่ 70 ตัว มีรายได้จากการทอผ้า กว่า 2 แสนบาท/เดือน”

ลายเกร็ดเต่าและลายลูกฟูก คือลายโบราณที่ขึ้นชื่อของที่นี่ แต่หลังคุณจิมหายตัวไป ร้านจิม ทอมป์สัน ก็ไม่ได้สั่งผ้าไหมของชาวบ้านครัวต่อ หลานของ จิม ทอมป์สัน มารับมรดกแทน แต่กลับไปสร้างโรงงานของตนเองที่โคราช อ.ปักธงชัย โดยทิ้งชุมชนบ้านครัว จึงเป็นสาเหตุให้คนในชุมชนเลิกผลิตผ้าไหมทีละครัวเรือน เพราะทำไปแล้วไม่รู้จะขายใครผ้าไหมที่เคยสร้างรายได้รุ่งเรืองให้กับชุมชนค่อยๆ เลือนรางไป

จนเหลือเฉพาะแค่บ้านลุงอู๊ดที่ยังทอผ้าอยู่ ช่างทอกี่เหลือแค่ 3 คน ทอส่งตามร้านและไปแสดงตามงานต่างๆ เวลาหน่วยงานราชการ เช่น กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงต่างประเทศ มีงาน จะมาสั่งทอเพื่อนำไปมอบเป็นของที่ระลึกให้กับแขกสำคัญๆ

ครอบครัวลุงอู๊ดโชคดีเพราะมีแขกนับถือศาสนาอิสลาม แถวปักษ์ใต้ จ.สุราษฎร์ธานี หมู่บ้านภูมิเรียม มาเช่าบ้านแถวชุมชนบ้านครัวอยู่ เห็นว่ามีกี่ทอผ้าว่างจึงเข้ามาทำผ้าไหมส่งพาหุรัด สีลม เพราะสมัยนั้นตลาดนี้พึ่งเกิด เขาเลยจ้างบ้านลุงอู๊ดย้อมไหม จึงเป็นสาเหตุที่ไม่ได้เลิกกิจการนี้ไป และทำต่อมาจนถึงปี 2562 ผ้าไหมของชุมชนนี้กลับมาเฟื่องฟู ในสมัยที่เริ่มมีสินค้าโอท็อป

“ทุกวันนี้ผ้าไหมบ้านครัวอาจไม่ได้รุ่งเรืองเหมือนสมัยก่อน แต่พยายามอนุรักษ์ไว้ เพราะเป็นวัฒนธรรม เป็นอาชีพเก่าแก่ของบรรพบุรุษ เราเคยมีโอกาสทอผ้าไหมถวายพระบรมวงศานุวงศ์ด้วย เป็นความภาคภูมิใจยากจะอธิบาย

นอกจากนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี พระราชทานชื่อผ้าไหมที่เราใช้เทคนิคใหม่ในการทอ ว่า ‘ผ้าไหมเหลืองสิรินธร’ และมีพระราชดำรัสกับชาวบ้านว่าขอให้อนุรักษ์ไว้ อย่าให้สูญหายไป นี่คือสิ่งที่จดจำและตั้งใจตลอดว่า ไม่ว่าจะอย่างไรจะต้องรักษาผ้าไหมบ้านครัวให้คงอยู่ เหมือนเป็นการได้ทดแทนคุณแผ่นดินที่พวกเราได้อพยพมาอาศัยอยู่พึ่งพระบรมโพธิสมภารด้วย”

ยกระดับบ้านครัวเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

ในยุคปัจจุบัน การแข่งขันในตลาดโลกได้ให้ความสำคัญในการนำเอาวัฒนธรรมมาเป็นส่วนหนึ่งในตัวผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ตนจำหน่าย เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง สอดคล้องกับกระแสเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (Creative Economy) ที่กำลังมาแรง

การท่องเที่ยวนับเป็นอุตสาหกรรมหนึ่ง ที่ได้นำเอาวัฒนธรรมมาเป็นจุดขายเพื่อดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันและยุโรปต่างสนใจเรียนรู้วัฒนธรรม มรดกทางประวัติศาสตร์ เยี่ยมชมงานสถาปัตยกรรม และสัมผัสวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของคนในประเทศนั้น

โดยเฉพาะประเทศในแถบเอเชียและแอฟริกา รวมถึงซื้อของที่ระลึกที่เป็นงานหัตถกรรมและงานฝีมือที่เกิดจากภูมิปัญญาของคนในประเทศนั้น การท่องเที่ยวในลักษณะดังกล่าวเราเรียกว่า การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

ดร.ไกรฤกษ์ ปิ่นแก้ว นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มองการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และได้เขียนเผยแพร่ถึงความหมายของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมไว้ว่า เป็นการศึกษาหาความรู้ในพื้นที่หรือบริเวณที่มีคุณลักษณะที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

มีการบอกเล่าเรื่องราวในการพัฒนาทางสังคมและมนุษย์ผ่านทางประวัติศาสตร์อันเป็นผลเกี่ยวเนื่องกับวัฒนธรรม องค์ความรู้ และการให้คุณค่าของสังคม โดยสถาปัตยกรรมที่มีคุณค่าหรือสภาพแวดล้อมอย่างธรรมชาติ ี่สามารถแสดงออกให้เห็นถึงความสวยงามและประโยชน์ที่ได้รับจากธรรมชาติ สะท้อนให้เห็นถึงสภาพชีวิต ความเป็นอยู่ของคนในแต่ละยุคสมัยได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นสภาพทางเศรษฐกิจ สังคม หรือขนบธรรมเนียมประเพณี

ธีรยุทธ ภูมิภักดิ์ ผู้อำนวยการเขตราชเทวี กล่าวถึงแผนงานของกรุงเทพมหานครที่มีต่อชุมชนบ้านครัวว่า เตรียมที่จะเปิดชุมชนบ้านครัวเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ความเป็นมาของผ้าไหมบ้านครัว ตั้งแต่ยุคสมัยแรกจนถึงปัจจุบัน และสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตที่เก่าแก่ของชาวแขกจาม ทั้งเรื่องของอาหาร สถาปัตยกรรม และสินค้าพื้นเมือง ขณะนี้อยู่ระหว่างรองบประมาณ

“เราจะสร้างสะพานคนเดินข้ามคลองแสนแสบเชื่อม 2 เขต ระหว่างเขตราชเทวีกับปทุมวัน จากฝั่งพิพิธภัณฑ์ จิม ทอมป์สันมาที่ชุมชนบ้านครัว เพื่อเชื่อมเรื่องราวให้นักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจได้เข้าไปชมกระบวนการผลิตผ้าไหมบ้านครัว ที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของผ้าไหมไทยก่อนจะมีชื่อเสียงโด่งดังในตลาดโลก เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทุกคน”

ปัญจาบีร่วมสมัย @ ปัญจาบ กริลล์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/581905

  • วันที่ 01 มี.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

ปัญจาบีร่วมสมัย @ ปัญจาบ กริลล์

เรื่อง ฟร็อกกี้ลิเชียส ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

อาหารปัญจาบี หรือปัญจาบ คิวซีน (Punjab Cuisine) อัญมณีชิ้นงามแห่งวงการอาหาร ในอาณาเขตทางเหนือของอินเดีย (อัฟกานิสถาน ปากีสถาน และปัญจาบ) โดดเด่นในเรื่องความเรียบง่ายในการเตรียม นิยมหั่นเนื้อและผักเป็นชิ้นใหญ่ๆ หมักเครื่องเทศให้ทั่ว และทำให้สุกอย่างช้าๆ ในเตาทันดูร์โดยใช้อุณหภูมิสูง ใช้เครื่องเทศในปริมาณพอเหมาะ เพื่อให้เก็บรักษาได้ดีโดยไม่ให้กลบรสชาติส่วนผสมหลัก ผงกะหรี่ ใบลูกซัด พริกแดงแคชมิริ การัม มะสะล่า กระวานเทศ ผงลูกจันทน์เทศ เมล็ดยี่หร่า และคารอม คือเครื่องเทศหลักที่ถูกนำมาใช้

สำหรับ ปัญจาบ กริลล์ (Punjab Grill) ชั้น G โรงแรมเรดิสัน สวีท กรุงเทพฯ สุขุมวิท 13 ให้บริการแบบไฟน์ ไดนิ่ง มีการนำเสนอจานอาหารรสชาติปัญจาบีแบบร่วมสมัย ภายใต้การตกแต่งแบบหรูหรา เคาน์เตอร์หินอ่อนสีดำ แยกพื้นที่หลักส่วนที่นั่งรับประทานอาหาร และบริเวณเลานจ์อย่างมีสไตล์

บรรยากาศตกแต่งอย่างหรูหราด้วยโทนสีอ่อน ตัดกับสีแดงทึบของอิฐ และสีไม้ธรรมชาติ ให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นส่วนตัว จากโต๊ะอาหาร (ทั้งหมด 70 ที่นั่ง) สามารถเพลิดเพลินกับการปรุงอาหารของเชฟ และเตาอบทันดูร์ขนาดใหญ่ทั้ง 3 เตา ผ่านกระจกใส

ร้านยังมีห้องส่วนตัวขนาด 12 ที่นั่ง เหมาะสำหรับหมู่คณะขนาดเล็ก หรือครอบครัวใหญ่ และยังมีบริเวณที่สามารถใช้ม่านปิดเพื่อให้เป็นส่วนตัวได้สำหรับ 20 ที่นั่งอีกด้วย

อาหารของปัญจาบ กริลล์ นำเสนอแบบร่วมสมัย โดยเป็นการผสมผสานระหว่างอาหารปัญจาบี กับอาหารในภาคพื้นอื่นๆ ของอินเดีย เชฟบารัธ บัต ผู้มีประสบการณ์ในร้านอาหารหรูชื่อดังในอินเดียมากมาย และยังเป็นเชฟอินเดียคนแรกที่ได้แชมป์เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย ปี 2560 อีกด้วย

เชฟบารัธเลือกใช้แต่วัตถุดิบชั้นเลิศมารังสรรค์ในทุกเมนู จัดแต่งอย่างสวยงาม จานเด่นที่ไม่ควรพลาดคือ Tawa Scallops-หอยเชลล์ตัวโตหมักเครื่องเทศจี่ในกระทะ เสิร์ฟกับพูเรดอกกะหล่ำ และมัฟฟินดอกกะหล่ำ, Chaamp Taajdar-ซี่โครงแกะจากนิวซีแลนด์ หมักและย่างในเตาทันดูร์, Dahi Kebab-โยเกิร์ตเข้มข้น เสิร์ฟกับชัตนีย์องุ่น และ Grill Lobster-หางกุ้งมังกรหมักเครื่องเทศ เสิร์ฟกับคูสคูส (ธัญพืชแถบเมดิเตอร์เรเนียน) และซอสกุ้งมังกร

นอกจากเมนูอะลาคาร์ตที่มีให้เลือกหลากหลาย ที่น่าลิ้มลองคือ เซตเมนูทั้งมังสวิรัติ (6 คอร์ส ราคา 990 บาท++) และเซตเมนูไม่มังสวิรัติ ที่จะได้ไม่ต้องปวดหัวในการสั่งอาหาร เพราะเชฟจัดสรรเอาไว้ให้พร้อมแล้ว

วันก่อนไปลิ้มลอง เซตเมนูไม่มังสวิรัติ (6 คอร์ส ราคา 1,499 บาท++) มา เชฟเริ่มเสิร์ฟจาก อมูสบุช ที่จะเปลี่ยนไปทุกวัน เป็นโยเกิร์ตโฟมมาในถ้วยเล็กๆ พร้อมมินต์ชัตนีย์และมะขามชัตนีย์ เบิกลิ้นแล้วตามด้วย Mutton Bheja Samosa-ซาโมซ่า ที่ไม่ได้มาในรูปแบบสามเหลี่ยมอย่างที่เราเห็นทั่วไป แต่เป็นแนวดีคอนสตรักเตดซาโมซ่า ที่เสิร์ฟไส้อย่างปาเต้สมองแพะ และชัตนีย์มะขาม มาบนแผ่นแป้งบางกรอบรสเครื่องเทศคารอม

ตามด้วยคอร์สที่ 2 Dhuandaar Salmon แซลมอนจากนอร์เวย์ ชิ้นโตตามตำรับของปัญจาบี คิวซีน อมรมควันกับผักชีลาวในเตาทันดูร์ เสิร์ฟมาพร้อมแตงกวาฝานบาง ผักชีลาว และท็อปปิ้งด้วยคาเวียร์ เห็นหน้าตาแล้วเหมือนจะแห้งๆ แต่จริงๆ แล้วปรุงได้กำลังดี รสชาติกรอบนอกนุ่มใน

คอร์สที่ 3 เป็นจานไก่ Murgh Kadak Seekh ประกอบด้วยไก่ 2 แบบ คือ เคบับไก่ ที่นำไก่บดปรุงรสห่อด้วยแป้งเทมปุระ สอดไส้ชีส 2 ชนิด ปรุงรสด้วยเครื่องเทศ เสิร์ฟมาพร้อมไก่ติกกา ท็อปปิ้งด้วยสลัดแครนเบอร์รี ก่อนล้างปากด้วยซอร์เบต์มะม่วงดิบ Aam Panna Chuski ที่เสิร์ฟมาเป็นแท่งไอศกรีมน่ารักๆ รสชาติเหมือนมะม่วงที่จิ้มกับพริกเกลือมาแล้ว เปรี้ยวๆ เค็มๆ

จานหลักเป็น Lobster Moilee หางกุ้งล็อบสเตอร์ย่างอันเลื่องลือของเชฟบารัธ เสิร์ฟมากับข้าวบาสมาติสีเหลืองของอินเดีย ในซอสกะทิบีทรูทสีแดงสด ปิดท้ายด้วยของหวานสวยๆ ในถ้วยแชมเปญ Berry Rabri ชีสโฟนเอสพูมารสเบอร์รี ท็อปปิ้งด้วยถั่วและผลเบอร์รีสด ถึงตอนนี้แล้วลองสั่งชามาซาล่าสำหรับแก้เลี่ยน ซึ่งพนักงานจะยกกามาเสิร์ฟให้ถึงโต๊ะกันแบบชาชักกันเลยทีเดียว

ใครชื่นชอบซันเดย์บรันช์ ที่นี่มีบริการบุฟเฟ่ต์มื้อสายวันอาทิตย์ ทุกวันอาทิตย์ เวลา 12.00-15.00 น. สำหรับขาดื่ม ที่บาร์ของปัญจาบ กริลล์ ยังมีเมนูค็อกเทล ม็อกเทล สไตล์อินเดียไว้คอยบริการอีกด้วย

ปัญจาบ กริลล์ ชั้น G โรงแรมเรดิสัน สวีท กรุงเทพฯ สุขุมวิท 13 เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 18.00-23.30 น. โทร. 02-645-4952 อีเมล : reservations@punjabgrillbangkok.com 

หมกป่าปลากะพง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/581910

  • วันที่ 01 มี.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

หมกป่าปลากะพง

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ทุกวันนี้รู้สึกว่าโลกหมุนเร็วขึ้น ไม่แน่ใจว่าผู้เขียนรู้สึกไปเองหรือเปล่า แต่สังเกตจากในรอบเกือบๆ สิบปีที่เขียนต้นฉบับให้หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์มานั้น วันคืนในการส่งต้นฉบับมักจะเร็วหมุนกลับมาเร็วเสมอ เชื่อว่าพี่ๆ เพื่อนๆ ที่เป็นนักข่าว นักเขียนน่าจะรู้สึกคล้ายกันว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมาและผ่านไปเร็วที่สุดคือ “เดดไลน์” ของการส่งต้นฉบับนี่แหละ สำหรับผู้เขียนอีกไม่นานก็คงจะรู้สึกว่าโลกน่าจะหมุนช้าลงไปสักพัก เพราะเหลือต้นฉบับอีกแค่ 4 ตอนที่จะต้องส่งให้ บก. จากนั้นทุกคนก็ถึงเวลาแยกย้ายไปตามเส้นทางใหม่ๆ กัน

เล่าให้น้องๆ ที่ทำงานนอกสายงานว่า การเป็นนักเขียนนั้นมันสนุกและให้อะไรกับชีวิตเราเยอะแยะจริงๆ อย่างน้อยๆ ที่สุด ผู้เขียนสนุกกับชีวิตมากยิ่งขึ้นในการสังเกตสิ่งรอบๆ ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขียนเกี่ยวกับเรื่องกินก็สนใจเรื่องกินละเอียดขึ้น เมื่อสังเกตแล้วก็นำมากลั่นกรองว่าอะไรที่น่าสนุก น่าสนใจพอที่เราจะเอามาเขียน เอามาร้อยเรียงเป็นเรื่องราวนี่สำหรับนักขีดนักเขียนท่านอื่นๆ

สำหรับผู้เขียนนั้น กินแล้วต้องเอากลับมาลองดูว่าตัวเองปรุงอาหารจานที่ชิมมานั้นได้ใกล้ต้นตำรับไหม จากการกินและกลับมาทดลองปรุงนั้น เราได้แคะ แงะอะไรออกมาเป็นเคล็ดลับได้บ้าง บางครั้งเกิดจากการตกตะกอนความจำบ้าง เกิดจากการหวนคิดถึงอาหารที่ใจเราเฝ้าคิดถึง ถ้าใครถามว่างานที่ตัวเองทำนั้นสนุกตรงไหน ก็คงจะเล่าแบบนี้

สำหรับฉบับนี้เป็นอาหารจานใหม่ที่เกิดจากการทดลองปรุงขึ้นมาเองผสมกับการคิดคำนึงถึงอาหารจานโปรดจากฝีมือคนอื่น ด้วยความสนใจเรื่องน้ำพริกแกงป่าอยู่ จึงนึกถึงเมนูนี้ขึ้นมา ชื่อก็บอกแล้วว่าแกงป่า ส่วนผสมจะต้องไม่ยุ่งยาก เพราะเสมือนว่าจินตนาการความเป็นอยู่ในป่า แล้วหยิบเอาเครื่องปรุงรอบๆ ตัวมาหลอมรวมขึ้นมาในสูตร เครื่องแกงป่าไม่มีอะไรพิสดารเมื่อพูดถึงส่วนผสมพื้นฐาน มีหอม กระเทียม พริก ข่า ตะไคร้ มะกรูด มีแค่นี้แหละ สิ่งที่จะทำให้ต่างคือ “ป่า” แต่ละ “ป่า” ก็มีพืชพรรณที่ต่างกันออกไปที่เติมแต่งเข้ามา นี่จึงเป็นเสน่ห์ของพริกแกงหรือเครื่องแกงป่ามีความหลากหลาย บางสูตรเติมเครื่องเทศ สมุนไพรอื่นๆ ลงไปอีก อย่างพริกไทย ลูกผักชี ถ้าเป็น “ป่า” ทาง จ.ระยอง จันทบุรี อาจจะมีเร่วหอม สมุนไพรตระกูลข่าที่หอมกลิ่นร้อนแรงลงไปช่วย

แม่ครัวคนเก่าของบ้านคุณแม่สามีผู้เขียนนั้น เธอมีสูตรเด็ดคือ ผัดป่าไก่ใส่ยอดมะพร้าว ความเจ๋งอยู่ที่แม่ครัวท่านนี้เธอโขลกพริกแกงเอง ซึ่งพยายามขออยู่หลายทีเธอเฉไฉไม่ยอมให้ ได้แต่บอกว่าสูตรของเธอเหมือนๆ ของคนอื่นๆ เขา เริ่มจากหอม กระเทียม พริก ซึ่งเธอใช้พริกขี้หนูสวนสีเขียวไม่เด็ดขั้ว มีผิวมะกรูดซอย ตะไคร้ และหนักที่ข่าเยอะหน่อย จึงจะหอม ผัดมาสีเข้มๆ อร่อยถูกใจคนกรุงเทพฯ ที่ชอบครบรสเค็มๆ และมีรสหวานนิดๆ ซึ่งเธอบอกว่า ถ้าคนอีสานแท้ๆ ผัดแบบนี้ไม่ใส่น้ำตาลแต่เหยาะผงชูรส เวลาที่เธอผัดมาร้อนๆ ราดลงบนข้าวสวยหอมเตะจมูก เผลอๆ ข้าวหมดจานไม่รู้ตัว ยังไม่ทันได้ซดแกงจืดที่มาเป็นสำรับเลย

ตอนหลังผู้เขียนคลอดลูกสาวคนแรก ย้อนไปก็ 15 ปีมาแล้ว พยายามกินปลาทุกวันช่วงให้นมลูก พี่แม่ครัวท่านนี้ช่วยทำอาหารบำรุงให้ผู้เขียน หนึ่งในเมนูโปรดคือ หมกป่าปลา ที่ใช้เครื่องแกงชนิดเดียวกันกับผัดป่าไก่ยอดมะพร้าว ผู้เขียนกินได้ไม่เคยเบื่อ ชิมแล้วรู้สึกถึงความต่างจากสูตรผัดป่า จึงเดินเข้าไปถามพี่แม่ครัว ปกติเธอหวงสูตรมากคงน่าจะเห็นผู้เขียนกระย่องกระแย่งมาถามถึงในครัว เธอบอกว่า เวลาโขลกเครื่องแกงผัดป่าจะใช้พริกไทยดำ แต่ถ้าเป็นหมกป่าที่ปรุงกับเนื้อปลา จะเลือกใช้เป็นพริกไทยขาวแทน ผู้เขียนอึ้งไปด้วยความประทับใจ ว่าแค่พริกไทยต่างกัน มันทำให้ได้รสชาติที่น่าสนใจขนาดนี้เลย

สูตรหมกป่าปลาของพี่แม่ครัวท่านนี้ไม่ธรรมดา เพราะเธอจะผัดเครื่องแกงกับน้ำมัน ปรุงรสจนเสร็จสรรพแล้วเคล้ากับเนื้อปลา เครื่องเคราอื่นๆ ทั้งยอดมะพร้าวสับเป็นเส้นๆ ใบแมงลัก พริกขี้หนูและหอมแดง ที่กลายเป็นส่วนผสมที่เพิ่มความอร่อยให้กับ “หมก” ได้เป็นอย่างดีเมื่อสัมผัสไอน้ำผสานไปกับเครื่องแกงที่ผัดมาจนหอมเข้มข้น

หมกป่าปลากะพงไม่ได้รับประทานมานานมากแล้วตั้งแต่พี่แม่ครัวกลับบ้านไปดูแลครอบครัว ผู้เขียนจึงขอรื้อฟื้นสูตรเด็ดที่ตัวเองติดใจขึ้นมาอีกครั้ง สูตรนี้คุณผู้อ่านเก็บไว้ปรุงได้ทั้งผัดป่า หรือหมกป่า เพราะต่างกันแค่ส่วนผสมพริกไทยดำหรือขาวที่เลือกโขลกลงไป สูตรเครื่องแกงนี้เป็นมาตรฐานแบบรสชาติอ่อนๆ ถ้าอยากเพิ่มความจัดจ้าน เพิ่มเติมสัดส่วนลงไปได้ตามชอบจากโครงสร้างเครื่องแกงได้เลย ไม่หวงวิชา

กาแฟสเปน ในความซับซ้อนซ่อนชื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/581908

  • วันที่ 01 มี.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

กาแฟสเปน ในความซับซ้อนซ่อนชื่อ

เรื่อง คาเอรุ ภาพ Pxhere

คนสเปนอาจจะไม่ได้ทำตัวเก๋ไก๋เหมือนคนในเวียนนา พวกเขาไม่อาศัยสภากาแฟเป็นแหล่งเข้าสังคม ไม่ไปนั่งกาแฟเพื่อรวมกลุ่มกับพูดคุยเรื่องอะไรฉลาดๆ หรือสถานการณ์ทางสังคม-การเมือง ทว่า กาแฟก็ยังคงเป็นหนึ่งในวิถีชีวิตของพวกเขา เป็นวัฒนธรรมในอีกแบบหนึ่งที่มีเอกลักษณ์แตกต่างจากที่อื่นๆ

โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวคอกาแฟที่เดินทางไปยังสเปน การสั่งกาแฟในร้านท้องถิ่นอาจกลายเป็นเรื่องยาก จนหมดทางเลือกต้องเดินเข้าร้านสาขา อย่างสตาร์บัคส์ อดสัมผัสรสชาติกาแฟแบบท้องถิ่นไปซะนี่

ต้องบอกว่าพลาดมากๆ เพราะกาแฟในสเปนนั้นแสนอร่อย มีเอกลักษณ์ และมีความหลากหลายในเมนูให้เลือก ที่สเปนนั้นอะไรๆ ก็ดี แต่เสียอย่างเดียว คนไม่ยอมพูดภาษาอังกฤษแม้จะเป็นเมืองที่ขายการท่องเที่ยวเป็นหลักก็ตาม คอกาแฟที่จะไปเที่ยวสเปน ควรศึกษาวิธีการสั่งกาแฟ ให้ได้กาแฟแบบที่เราต้องการจะดื่มก่อน เพื่อความรื่นรมย์ของการเที่ยวไปกินไป

ที่ซ้ำซ้อนกว่านั้นคือ การสั่งกาแฟในมาดริด กับการสั่งกาแฟทางใต้ อย่างแคว้นอันดาลูเซีย หรือการไปสั่งกาแฟในบาร์เซโลนา แคว้นกาตาลัน ก็ดันต่างกันอีก! แม่เจ้าประคุณรุนช่องเอ๊ย… อะไรมันจะวุ่นวายนัก เดี๋ยวก็กินสตาร์บัคส์ไปนั่นแหละ (ฮ่าๆๆๆ)

อ๊ะๆ พุ่งตรงไปที่มาดริดละกัน เมนูยอดนิยมที่สุดคือ กาเฟ่โซโล (Cafe Solo) คือกาแฟเอสเปรสโซ่ 1 ช็อต ใครชอบกินเอสเปรสโซ่ก็ให้สั่งเมนูนี้ หรือถ้ารู้สึกน้อยไปก็สั่ง กาเฟ่โดเบิล (Cafe Doble) เป็น 2 ช็อตเอสเปรสโซ่ หรือถ้าคิดว่าเข้มเกินไป คำว่า อเมริกาโน่ (Americano) ใช้ได้ในงานนี้ เป็นกาเฟ่โซโลเติมน้ำร้อนนั่นเอง

โดยทั่วไปคนสเปนไม่สั่งกาเฟ่โซโลสำหรับดื่มให้ตื่นในตอนเช้า แต่พวกเขานิยม กาเฟ่ กอน เลเช (Café con Leche) หรือกาแฟใส่นมมากกว่า โดยส่วนใหญ่เป็นแบบถ้วยเล็กๆ น้อยกว่าครึ่งๆ ของที่เสิร์ฟในไซส์ปกติ ณ ที่อื่นๆ โดยหลังจาก 11 โมงเช้าเป็นต้นไป กาเฟ่โซโล จึงเริ่มนิยมสั่ง คล้ายๆ ในอิตาลีเหมือนกัน

กาแฟอย่างอื่นๆ ก็มี กาเฟ่ ซุยโซ (Cafe Suizo) เป็นเอสเปรสโซ่ช็อต หรือกาเฟ่โซโล ท็อปปิ้งด้วยวิปครีม หรือ การาฆิลโย (Carajillo) สำหรับคนชอบความร้อนแรง เป็นเอสเปรสโซ่ หรือกาเฟ่โซโล เสิร์ฟมาบนบรั่นดีหรือวิสกี้

ว่ากันว่า กาเฟ่ กอน เลเช เป็นกาแฟยอดนิยมอันดับ 2 ในสเปน เรียกว่า พวกเขาตื่นขึ้นมาก็ต้อง กาเฟ่ กอน เลเช ก่อนอื่นเลย และสำหรับบางคนก็ชื่นชอบกาแฟใส่นมสไตล์สเปนเอามากๆ และดื่มหลังมื้ออาหารด้วย โดยสัดส่วนคือ กาแฟกับนม ในอัตรา 1:1

ทีนี่ เอสเปรสโซ่ใส่นมในสเปนยังมีหลากหลายให้นักท่องเที่ยวได้ปวดหัวกันอีก อย่าง กาเฟ่กอร์ตาโด (Cafe Cortado) หรือกาเฟ่มันชาดา (Cafe Manchada) ก็มีความแตกต่างจาก กาเฟ่ กอน เลเช อีกต่างหาก คือจะไปสั่งกาแฟใส่นมเฉยๆ เขาก็จะถามว่า จะเอา กาเฟ่กอร์ตาโด กาเฟ่มันชาดา หรือกาเฟ่ กอน เลเช ดีจ๊ะ?

คำว่า กอร์ตาโด ของสเปน มีรากมาจาก กอร์โต (Corto) ของอิตาลี ซึ่งมีความหมายว่า สั้น ซึ่งในวัฒนธรรมกาแฟสเปน คือเอสเปรสโซ่ที่ใส่นมเข้าไปนิดเดียว ไม่ใช่กาแฟกับนม ในอัตรา 1:1 แบบกาเฟ่ กอน เลเช ขณะที่ กาเฟ่มันชาดา คือเอสเปรสโซ่ที่ใส่นมเยอะๆ เหมือนกาแฟลาเต้ หรือเรียกแบบย้อนแย้งว่า นมใส่กาแฟก็ได้ (ถ้าไปเมืองมาลากา จะมีหลากหลายยิบย่อยกว่านี้อีก พระเจ้าช่วย!)

กาแฟใส่นมยังมีชื่อที่น่าจะหลงผิดอีก อย่าง กาเฟ่ การาเมล (Cafe Caramel) อย่าคิดว่าจะได้ชิมกาแฟใส่น้ำตาลเคี่ยวหอมๆ แต่มันคือ กาแฟใส่นมข้นหวานต่างหากล่ะ

สำหรับใครที่นิยมกินกาแฟที่ปราศจากกาเฟอีน หรือประเภทดีแคฟฯ ซึ่งภาษาสเปนคือ เดสกาเฟอีนาโด (Descafeinado) ควรที่จะสั่งชื่อเต็มๆ ว่า เดสกาเฟอีนาโด เด มากีนา (Descafeinado de Maquina) นอกเสียจากว่าจะไม่สนใจว่าจะได้กินกาแฟสำเร็จรูปใส่นมร้อน

ในวันร้อนๆ ที่สเปนมี กาเฟ่ กอน เอียโร (Cafe con Hielo) ไว้คอยบริการ อารมณ์คล้ายๆ อเมริกาโน่เย็นบ้านเรา คือจะเติมน้ำแข็งให้เต็มแก้ว ชงกาแฟใส่น้ำตาลแล้วก็เทลงในน้ำแข็ง ดื่มกันเย็นๆ ชุ่มฉ่ำใจจริงๆ เลย

ลองดูชื่ออื่นๆ ที่พอจะค้นเจอในสารบบ (รายนามกาแฟสเปนยังมีอีกมาก ต้องอาศัยประสบการณ์เข้าแลกเท่านั้น) — ตริฟาสิโก (Trifasico) คือ การาฆิลโย หรือเอสเปรสโซ่ เสิร์ฟมาบนบรั่นดีหรือวิสกี้ ใส่นมนิดหน่อย เป็นสูตรเด็ดของแคว้นกาตาลัน กาเฟ่บอมบอน (Cafe Bombon) กาแฟใส่นมข้นหวาน กาเฟ่ซอมบรา (Cafe Sombra) คือชื่อเรียกของ กาเฟ่มันชาดา ในแคว้นอันดาลูเซีย ฯลฯ