ชไมพร เจริญทั้งสมบัติ คุณภาพล้นแก้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/581907

  • วันที่ 01 มี.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

ชไมพร เจริญทั้งสมบัติ คุณภาพล้นแก้ว

เรื่อง ชุติมา สุวรรณเพิ่ม, วันวิสา เหมือนศรี ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

“สำหรับลิซ กาแฟที่ดีที่สุด คือ กาแฟที่ใส่ใจที่สุด…” ลิซ-ชไมพร เจริญทั้งสมบัติ ผู้คร่ำหวอดในวงการกาแฟมากว่า 7 ปี บาริสต้าเจ้าของร้านกาแฟสุดเท่ ร้าน 93 อาร์มี คอฟฟี (93 Army Coffee) กล่าวด้วยแววตามุ่งมั่น เผยความรักในกาแฟอย่างเต็มเปี่ยม

ลิซเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่เธอแสนภาคภูมิใจ ก่อนจะก้าวเข้าสู่วงการกาแฟไว้ว่า ย้อนไปเมื่อสมัยของคุณปู่ของเธอเคยเป็นหนึ่งในนายพลที่อยู่ในกองพัน 93 ที่ถูกส่งไปบัญชาการที่ผาตั้ง จ.เชียงราย เป็นฝ่ายกองหนุนให้กองทัพไทยในช่วงที่มีสงครามกับกลุ่มคอมมิวนิสต์ หลังจากที่ทุกอย่างสงบลงและเป็นช่วงที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการหลวงให้สนับสนุนเกษตรกรให้มีคุณภาพเพื่อลดการปลูกฝิ่น ซึ่งการปลูกกาแฟเป็นหนึ่งในนั้น

“คุณพ่อของลิซลองปลูกซึ่งเป็นกาแฟที่รับมาจากโครงการหลวงเป็นสายพันธุ์อราบิกาซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ทางโครงการได้วิจัยมาแล้ว ว่าเหมาะกับการปลูกในพื้นที่ดอยผาตั้ง จ.เชียงราย ระหว่างที่ทำไร่กาแฟก็ประสบกับปัญหาจากการโดนกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง รวมถึงขาดความรู้และความเข้าใจในการผลิต แปรรูป ระหว่างนั้นลิซเรียนอยู่ที่ไต้หวัน และทำงานพาร์ตไทม์อยู่แล้ว ทั้งร้านอาหารไทยและร้านอาหารทั่วไป ก็คิดว่าทำไมเราไม่ทำงานที่ร้านกาแฟดู เพราะนอกจากที่เราจะได้เงินแล้ว เรายังสามารถฝึกการเป็นบาริสต้า พอกลับมาเราก็คิดว่าทำอย่างไรจึงจะเพิ่มมูลค่ากาแฟของเราได้มากขึ้น”

การเลือกเรียนจบปริญญาตรี บริหารธุรกิจ ชไมพร บอกว่า ต้องการต่อยอดธุรกิจของทางบ้าน ที่มีไร่ปลูกกาแฟมานานกว่า 10 ปี อีกทั้งยังเคยเป็นบาริสต้าที่ไต้หวัน ซึ่งในช่วงนั้นธุรกิจร้านกาแฟถือได้ว่าเป็นสิ่งที่มาแรงมากๆ สไตล์ของร้านกาแฟในไต้หวัน ส่วนใหญ่ร้านกาแฟเน้นคั่วเอง

“เมื่อก่อนการคั่วกาแฟจะอยู่ในรูปแบบของโรงงาน แต่ที่ไต้หวันแทบทุกร้านจะคั่วกาแฟเอง เพราะการคั่วกาแฟเองก็เหมือนเชฟปรุงอาหาร ที่สามารถเลือกปรุงวัตถุดิบของเราเองได้ว่าเราอยากจะเลือกพรีเซนต์กาแฟของเราแบบไหน”

เรียนจบก็อยากต่อยอดเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าทางเกษตร การขายกาแฟที่เป็นวัตถุดิบมักจะโดนกดราคา จึงเริ่มสร้างแบรนดิ้ง เพื่อเปิดร้านกาแฟพรีเซนต์กาแฟของเราเองค่ะ ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีแบรนด์ ต้องมีแพ็กเกจ ต้องมีการพรีเซนต์ที่ดีเพื่อเพิ่มมูลค่า เลยเลือกใช้แบรนด์ 93 อาร์มี เพราะเราอยากจะเก็บสตอรี่นี้ไว้เล่าสู่ลูกหลานเราฟังค่ะ ก็เลยกลายเป็นคาแรกเตอร์ของร้าน ไม่มีเหตุผลเราจะต้องใช้ชื่ออื่น”

93 อาร์มี เลยกลายเป็นธีมของร้านว่าทำไมต้องเป็น Army แต่ประวัติศาสตร์มันดูซีเรียส เราก็เลยเอามาบิดให้มันเข้ายุคเข้าสมัยเพื่อให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ตั่งแต่การครีเอทเมนู สีที่ใช้ในร้าน แพ็กเกจที่ทำ คอนเซ็ปต์ สโลแกนเราคือ Make Coffee Not War เป็นสโลแกนสนุกๆ ค่ะ

เมื่อตัดสินใจเลือกเส้นทางนี้ ชไมพรจึงศึกษาในเรื่องของกาแฟมากขึ้นเพื่อหวังจะนำความรู้ไปพัฒนาให้ธุรกิจกาแฟให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

“ลิซเองเคยทำงานเป็นบาริสต้า แต่ก็ยังมีส่วนที่เราไม่รู้อีกเยอะ ลิซเลยไปสอบ Q Grader ที่เป็นสถาบันควบคุมคุณภาพกาแฟสแตนดาร์ดของสหรัฐ เราจะได้นำมาพัฒนาอย่างมีทิศทาง คุณพ่อลิซปลูกมาเป็น 10 กว่าปี ซึ่งมันพัฒนาปีแล้วปีเล่ามันเสียเวลามาก กาแฟผลิตได้แค่ปีละครั้ง ถ้ามันไม่ดีเราก็ต้องรอไปถึงปีหน้า เพราะมันขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศ ซึ่งมันเป็นการพัฒนาแบบไม่มีทิศทาง สถาบัน CQI-Coffee Quality Institute ที่ลิซไปเรียน คือต้องไปเทรน มีเรียน 3 วัน สอบ 3 วัน ซึ่งสอบ 21 หน่วยกิตของกาแฟ เราก็เตรียมตัวอยู่ประมาณ 3 เดือนแล้วไปสอบ ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงค่ะ แต่ก็คิดว่าก็ต้องทำ เพราะเราอยากให้กาแฟมีสแตนดาร์ดเทียบทัดกาแฟอินเตอร์เนชั่นแนล

เราก็อยากจะใช้ความรู้ตรงนี้ช่วยเหลือเกษตรกรทำกาแฟให้ดีขึ้น ให้ความรู้นี้มาควบคุมกาแฟให้มีคุณภาพก่อนจะส่งถึงมือผู้บริโภค”

นอกจากจะนำความรู้ที่ได้มาพัฒนาธุรกิจที่บ้านแล้ว ชไมพรยังช่วยเหลือเกษตรกรคนอื่นๆ ด้วยการรับซื้อ และแบ่งปันความรู้ที่มีเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น

“วันนี้ที่บ้านทำไร่กาแฟขยายประมาณ 30 ไร่ ลิซรับซื้อของเกษตรกรคนอื่นด้วยค่ะ เพราะว่าผลผลิตมันไม่พอแน่นอน ถ้าเขาปลูกแล้วขายมันก็แค่นั้นตกอยู่กิโลกรัมละ 20 บาท แต่ถ้าเขาแปรเป็นเมล็ดกาแฟแล้วจะสูงถึงกิโลกรัมละ 150-200 บาท แต่ถ้าเอาไปสีไปขัดมูลค่ามันจะเพิ่มขึ้นอีก 250-300 บาท ยิ่งถ้าคั่วแล้วมันจะขายได้ถึง 450-1,000 บาท เพราะฉะนั้นชาวไร่ถึงต้องมีความรู้ในการเพิ่มมูลค่าของกาแฟ เราก็ไปช่วยเกษตรกรในช่วงขั้นต้นเริ่มตั้งแต่การแปรรูปก่อนที่จะมาเป็นกาแฟคั่วสำเร็จ”

ลิซกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า ในสมัยก่อนก็แค่เอากาแฟมากองๆ รวมกัน แล้วก็ไม่ได้ใส่ใจคุณภาพมาก เพราะท้ายที่สุดแล้วก็จะมีคนรับซื้อไปคั่วเข้ม แล้วชงใส่น้ำตาลแล้วก็ใส่นมข้นอยู่ดี ไม่ได้ใส่ใจรสชาติของกาแฟ แต่ทุกวันนี้ก็คือใส่ใจมากขึ้น

คนรุ่นใหม่ไม่ว่าจะเป็นคนทำหรือคนกินก็เริ่มใส่ใจ คนบริโภคกาแฟมีมากขึ้นแล้วเทรนด์การบริโภคกาแฟเริ่มไปในทิศทางสุขภาพมากขึ้น เพราะฉะนั้นกาแฟที่คุณเสิร์ฟ แน่นอนว่ามันต้องทำมาอย่างมีคุณภาพและใส่ใจมากขึ้น จึงจะพรีเซนต์รสชาติได้

ลิซมีโอกาสไปโชว์กาแฟไทยในต่างประเทศ ลิซจะบอกอยู่บ่อยๆ ว่าที่เรามาโชว์วันนี้เราไม่ได้จะบอกว่ากาแฟของเราดีที่สุดในโลก แต่เราแค่จะมาเล่าเรื่องราวของกาแฟเราว่ามันเริ่มต้นมาจากที่ไหน อยากบอกว่ากาแฟแก้วแรกนี้เริ่มมาจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ของเรา แล้วเราก็อยากจะพัฒนาคุณภาพของกาแฟไทยให้ทัดเทียมกับกาแฟเวทีโลก

จุดประสงค์หลักๆ ของลิซคือเกษตรกรอยู่ดีกินดีขึ้น และผู้บริโภคก็ได้กินกาแฟดี เราพัฒนาไปในระดับมาตรฐานโลก เพื่อให้กาแฟไทยเป็นที่รู้จักมากขึ้น

ลิซอยากส่งสารที่มันโปร่งใสไปให้ผู้บริโภครับรู้ว่า กาแฟที่เขากินในวันนี้ เราควบคุมคุณภาพ เกษตรกรมีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะรายได้ส่วนหนึ่งลิซส่งไปให้เกษตรกรโดยตรงค่ะ ชาวไร่ก็อยากพัฒนาไปกับเราด้วย เพราะเขาได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าขึ้นอย่างชัดเจนค่ะ”

เรด ฟ็อกซ์ เบรกฟาสต์ แอนด์ กีก บาร์ ชิลเอาต์ได้ 24 ชั่วโมง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/581904

  • วันที่ 01 มี.ค. 2562 เวลา 14:10 น.

เรด ฟ็อกซ์ เบรกฟาสต์ แอนด์ กีก บาร์ ชิลเอาต์ได้ 24 ชั่วโมง

เรื่อง มัลล์  ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

บอร์ดเกม กลายเป็นแหล่งรวมตัวของคนรักเกมพบปะลับสมองกัน เรด ฟ็อกซ์ เบรกฟาสต์ แอนด์ กีก บาร์ (Red Fox Breakfast & Geek Bar) จึงเปิดขึ้นมาสำหรับทุกคนที่ต้องการชิลเอาต์ในบรรยากาศบอร์ดเกม

เรด ฟ็อกซ์ เบรกฟาสต์ แอนด์ กีก บาร์ ไม่ใช่ร้านบอร์ดเกม และไม่เน้นดื่มแบบเอาเป็นเอาตาย แม้จะมีคำว่า บาร์ ต่อท้าย แต่ความเก๋ของที่นี่คือ ศูนย์รวมของ กีก (Geek หมายถึงคนที่เชี่ยวชาญ ลุ่มหลงในสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากๆ)

บาร์แห่งนี้เกิดขึ้นได้ เพราะหลายหุ้นส่วนที่ชื่นชอบต่างกัน แต่ละคนมีความ Geek คนละอย่าง บางคนคลั่งบอร์ดเกม บางรายชอบทำอาหาร บางคนถนัดเครื่องดื่ม ฯลฯ พวกเขาจึงนำความ Geek ของตัวเองสะท้อนเป็น เรด ฟ็อกซ์ เบรกฟาสต์ แอนด์ กีก บาร์ และต้องการให้ที่นี่เป็น ไลฟ์ สเปซ เต็มเปี่ยมด้วยความมีชีวิตชีวา

บรรยากาศของกีก บาร์ จึงแตกต่างจากบาร์อื่นๆ และเปิดบริการ 24 ชั่วโมง ทำให้เสน่ห์ของที่นี่เปลี่ยนไปตามเวลา และผู้คนที่เข้ามาใช้บรรยากาศ ยิ่งช่วงเย็นบรรยากาศจะคึกคัก มีสีสันมากขึ้น ดนตรีก็ชัดในกลิ่นอายยุคไนน์ตี้ ที่รายล้อมไปด้วยกล่องบอร์ดเกม ประหนึ่งวอลเปเปอร์

ชื่อ เรด ฟ็อกซ์ อย่ามองหาร้านสีแดงล่ะ เพราะหน้าร้านเป็นธีมสีฟ้า ภายในร้านมีพื้นที่แนวยาว จัดที่นั่งได้ 2 แถว โซนติดกำแพงสีชมพูหวานละมุนนั่งได้ 2-4 ที่นั่ง และกลางร้านวางโต๊ะยาวสูง สำหรับ 18 ที่นั่ง จะมาเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มใหญ่ก็ได้ เพราะเจตนาของร้านต้องการให้ทุกคนได้แชร์กัน ทำความรู้จักเพื่อนใหม่ๆ

หาก เรด ฟ็อกซ์ จิ้งจอกแดงนั้นมีที่มา เจ้าของต้องการสื่อถึงลักษณะนิสัยหมาจิ้งจอกที่ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง มีความซนและความเจ้าเล่ห์ ซึ่งเปรียบเสมือนบรรยากาศของร้านที่มาแล้วจะเจอกับความสนุก กิจกรรมต่างๆ แม้ลูกค้าไม่รู้จักกัน แต่ทุกคนก็พร้อมเป็นเพื่อนกัน โดยมีบอร์ดเกมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมมิตรภาพ

มีเคาน์เตอร์อาหารและบาร์เครื่องดื่มตั้งอยู่กึ่งกลางร้าน เป็นครัวเปิด บริการอาหารง่ายๆ เช่น Banh Mi Croissant ครัวซองต์สูตรเจ้าของร้าน อบใหม่สดทุกวัน ดัดแปลงมาจากบั่นหมี่ของเวียดนาม แทนที่จะใช้ขนมปังบาแกตต์ก็ปรับมาเป็นครัวซองต์อบร้อนหอมนุ่ม ยัดไส้ผักสดผักดองและหมูยอกับซอสรสกลมกล่อม

คนที่มุ่งจะมาดื่ม มีค็อกเทลให้จิบเพลินๆ เป็นค็อกเทลซิกเนเจอร์ ที่คิดค้นสีและรสชาติ รวมถึงกระบวนการทำให้เข้ากับคอนเซ็ปต์ของร้าน ตั้งชื่อให้ดูสนุก ติดหู เช่น Bloody Red Fox สีแดงจากน้ำมะเขือเทศให้อารมณ์สนุกสนาน มีส่วนผสมของไข่แดงด้วย มีรสชาติเผ็ดนิดๆ จากซอสเผ็ดทาบาสโก้ แต่รสเข้มด้วยวอดก้า ท็อปปิ้งด้วยมะกอกดอง มะนาว พริก โรยปากแก้วด้วยน้ำตาลเคลือบน้ำเชื่อมน้ำทับทิม

Fox Fizz เหมือนฝาแฝดแก้วแรก มีส่วนผสมของไข่ขาว ที่เป็นฟองฟูฟ่องตัดกับสีเหลืองสวยได้จากเกรนาดีน มีส่วนผสมของจิน ทริปเปิลเซก โซดา มะนาว

อีกแก้วเป็นไฮไลต์ ได้แรงบันดาลใจจากไฟโลโก้ของร้าน Fox Fire Beer เบียร์ผสมกับ Sambuca จุดไฟในเหล้าแล้วโรยชินนามอน เทลงอีกแก้วคล้ายชาชัก ให้น้ำไหลเป็นสายไฟ แล้วเทเบียร์ตามลงไป เป็นเครื่องดื่มอุ่นๆ หรือใครชอบเย็นๆ จะเติมน้ำแข็งตามหลังก็ได้

เรียกว่าเป็นอีกสถานที่ที่น่ามาแฮงเอาต์ รับรองว่าจะได้ความสนุกในบรรยากาศใหม่

เรด ฟ็อกซ์ เบรกฟาสต์ แอนด์ กีก บาร์ ตั้งอยู่ชั้น 1 โครงการ 101 The Third Place ถนนสุขุมวิท ก่อนถึงซอย 101/1 เปิดบริการ 24 ชั่วโมง อาหารเช้าเริ่มเสิร์ฟ 06.00 น. ลาสต์ ออร์เดอร์อาหาร 24.00 น. เครื่องดื่มมีบริการตลอด โทร. 08-6122-4956 

เรื่องเล่าจากเม็กซิโกสู่โลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/581900

  • วันที่ 01 มี.ค. 2562 เวลา 13:25 น.

เรื่องเล่าจากเม็กซิโกสู่โลก

เรื่อง เพ็ญแข สร้อยทอง ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เมื่อก้าวย่างเข้าสู่ร้านทูเช่ออมเบร (Touché Hombre) เราก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความเป็นเม็กซิกัน แม้ว่าตอนนี้เราจะอยู่ที่ทองหล่อ ใจกลางกรุงเทพฯ นี่เอง

สำหรับคนรักอาหารเม็กซิกัน และนิยมเครื่องดื่มซึ่งผสมจากเตกีลา นี่นับเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่ไม่ควรพลาด และสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายคนก็น่าจะได้มาร่วมอีเวนต์พิเศษของทางร้านอย่าง World Margarita Day โดย มาร์การิตา (Margarita) เป็นหนึ่งในค็อกเทลพื้นฐานซึ่งเป็นที่รู้จักทั่วไป ทั้งยังเป็นหนึ่งในคลาสสิกค็อกเทล ซึ่งมีเตกีลา (Tequila) เป็นเบส

เตกีลา เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดกลั่น มีความเป็นมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 ชื่อนั้นได้มาจากชื่อเมืองเตกีลา ในรัฐฮาลิสโก เม็กซิโก ซึ่งเป็นต้นกำเนิด ก่อนจะขยายไปยังส่วนอื่นๆ ของประเทศ

วัตถุดิบสำคัญในการผลิตเตกีลาคือ พืชพื้นเมืองของเม็กซิโกที่เรียกว่า อะกาเว (Agave) หรือ มาเกย์ (Maguey) ซึ่งอยู่ในสกุลเดียวกับป่านศรนารายณ์ หรือว่านหางจระเข้ อะกาเวที่นำมาผลิตเตกีลาจะเป็นพันธ์ุสีฟ้า บลู อะกาเว (Blue Agave) หรือ เตกีลา อะกาเว (Tequila Agave) ซึ่งมีน้ำตาลฟรุกโตสจำนวนมาก และอะกาเวชนิดนี้เติบโตให้ผลผลิตได้ดีในพื้นที่ไม่กี่รัฐของเม็กซิโก จึงกลายเป็นพืชเศรษฐกิจอันสำคัญ

เตกีลาแบ่งออกเป็น Anejo (บ่ม 1 ปี) และ Muy Anejo (บ่ม 4 ปี) ส่วนเตกีลาที่ผ่านการกลั่นจะได้เป็นไวท์เตกีลา ถ้าหากนำไปหมักบ่มต่อในถังไม้โอ๊กที่ใช้แบบเดียวกันกับวิสกี้ก็จะได้เตกีลาสีเหลืองหรือโกลด์เตกีลา แต่ก็มีสูตรเตกีลาอื่นๆ เพิ่มขึ้นมาในภายหลัง

ที่เม็กซิโกนิยมดื่มเตกีลาช็อต แต่พอแพร่ออกนอกประเทศก็มีเกลือและน้ำมะนาวเข้ามาเสริม เพราะทั้งสองอย่างนี้ไปได้กับเตกีลา เมื่อถูกนำไปผสมค็อกเทล ได้รับความนิยมแพร่หลายที่สุดก็คือ มาร์การิตา

วันที่ 2 ก.พ.ของทุกปีเรียกว่าเป็นวันมาร์การิตาโลก สำหรับประวัติของมาร์การิตานั้นค่อนข้างลึกลับและมีหลากหลายเรื่องราวที่เล่าต่อๆ กันมา หนึ่งในนั้นคือ เครื่องดื่มชนิดนี้ถูกคิดค้นที่ Rancho La Gloria โดย คาร์ลอส “แดนนี” เอร์เรร่า ได้สร้างสูตรเครื่องดื่มนี้มาสำหรับ มาจอร์รี คิง นักเต้นชื่อดังในยุค 1920 ซึ่งมีอาการแพ้เครื่องดื่มหลายอย่าง

อีกคำกล่าวอ้างคือ มาร์การิตาถูกคิดขึ้นในเทกซัสโดย ซานโตส ครูซ สำหรับนักร้องชื่อ แพตตี ลี ซึ่งเป็นลูกค้าคนโปรดของเขา นี่เป็นเพียง 2 เรื่องราวที่น่าเชื่อถือและเป็นไปได้ แต่ความจริงนั้นก็ไม่มีใครรู้ได้

เนิ่นนานก่อนที่จะมีคนเดินเข้าบาร์แล้วสั่งมาร์การิตา ก่อนหน้านั้นมีเครื่องดื่มชื่อ เดซี่ (Daisy) มีความเป็นมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 และได้รับความนิยมเรื่อยมา พร้อมๆ กับที่สูตรผสมก็มีการเปลี่ยนแปลง และกลายเป็นมาร์การิตา (ภาษาสเปน มีความหมายว่า เดซี่!) สำหรับเดซี่ผสมจากรัม บรั่นดี น้ำมะนาว ไซรัป และคูราเซา (เหล้าเปลือกส้ม) ก่อนจะกลายเป็นคลาสสิกมาร์การิตาที่เปลี่ยนมาใช้ เตกีลา น้ำมะนาว และเหล้าส้ม (Cointreau) ขอบแก้วโรยเกลือทะเล

จาก มาร์การิตา ต่อมาก็ต่อยอดออกเป็น มาร์การิตาปั่น หรือ Frozen Margarita กำเนิดในช่วงทศวรรษ 1970 เมื่อเครื่องทำน้ำแข็งถูกผลิตขึ้นมา โดยส่วนผสมนั้นก็มาจากคลาสสิกมาร์การิตานั่นเอง ที่ ทูเช่ออมเบร ในช่วง World Margarita Day มีโฟรเซนมาร์การิตาออกมาหลายสูตร โดยมีไอศกรีมรสที่ได้รับอิทธิพลทางญี่ปุ่นของ กัสส์ แดมน์ กู๊ด มาเป็นส่วนผสม ออกมาเป็นเครื่องดื่มปั่นอย่าง วาย อุเมะ? (Why Ume?) ผสมจากไวท์เตกีลา เหล้าบ๊วย (อุเมะชู) ไอศกรีมรสเหล้าบ๊วย มะนาว และพีช เป็นต้น

เช่นเดียวกับเครื่องดื่มอื่นๆ ที่มีการผสมผสานสูตรใหม่ขึ้นมาตลอดผ่านกาลเวลามาถึงปัจจุบันเครื่องดื่มจากเตกีลามีหลากหลาย นาวิน พิมลรัตน์ ผู้ดูแลเรื่องเครื่องดื่มของร้าน ทูเช่ออมเบร (และร้านอื่นๆ ในพื้นที่ 72 คอร์ทยาร์ดด้วย) ได้แนะนำให้รู้จักอย่างเช่น La Paloma ผสมจาก เตกีลาขาว โซดาเกรฟฟรุต ไลม์ และเกลือทะเล, EL Chupa Cabra ผสมจากเตกีลา เมซคาล (สุราเม็กซิโกอีกชนิด) ไซรัป เกรนาดีน ซินนามอน ส้มโอ บิทเทอร์ และ ไลม์, Margarita Del Tommy ผสมด้วยเตกีลา น้ำหวาน ไลม์ เกลือทะเล, ค็อกเทลที่เสิร์ฟในแก้วมักสีขาว Los Cocos Locos ผสมจากเตกีลา เมซคาล สุราแอปริคอต รัม สุราโกโก้ ครีมมะพร้าว สับปะรด ส้มโอ บิทเทอร์ และมะนาว เป็นต้น

นับจากจิบแรกผ่านกาลเวลามาถึงวันนี้ เตกีลาและเครื่องดื่มที่ผสมด้วยเตกีลายังคงเดินทางพร้อมการเปลี่ยนแปลง จากเม็กซิโกสู่ส่วนอื่นๆ ของโลก เรื่องราวที่ผ่านมายังคงถูกเล่าขาน แม้บางอย่างจะไม่มีบันทึกเป็นหลักฐานแน่ชัด แต่ที่แน่นอนคือ เปี่ยมด้วยสีสัน 

บ้านเหนือน้ำ ร้านดังเมืองปทุม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/581898

  • วันที่ 01 มี.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

บ้านเหนือน้ำ ร้านดังเมืองปทุม

เรื่อง/ภาพ ชายโย

ร้านบรรยากาศริมน้ำเป็นจุดหมายที่นักชิมถวิลหา เพราะบรรยากาศก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้การรับประทานอาหารมื้อนั้นอร่อยขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ และหนึ่งในร้านอาหารริมน้ำที่ผู้คนพูดถึงมากที่สุดก็คือร้านบ้านเหนือน้ำ ร้านอาหารที่ใช้บ้านไม้เรือนไทยสมัยก่อนดัดแปลงตกแต่งให้เป็นร้านอาหารริมน้ำสุดสวย

มีเมนูเด่นๆ อย่าง กุ้งแม่น้ำเผาขายเป็นขีด ราคาอาจมีเปลี่ยนแปลงไปตามราคาท้องตลาด แต่เน้นกุ้งตัวใหญ่ สด เต็มไปด้วยมันกุ้งหวานมัน รับประทานกับน้ำจิ้มซีฟู้ด เปรี้ยวเผ็ด ที่สุดของความเข้ากัน ตามด้วยต้มโคล้งปลาสลิด อีกหนึ่งเมนูที่ไม่ควรพลาด ปลาสลิดทอดจนสุกกรอบใส่รวมกับต้มโคล้งรสชาติเผ็ดร้อน มีความเค็มมันและความกรอบของปลาสลิด ได้ทั้งรสชาติ ได้ทั้งรสสัมผัส รับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ เหมาะอย่างยิ่ง

มีกุ้งมีปลาแล้ว จะขาดปลาหมึกไปเสียไม่ได้ ลองสั่งปลาหมึกทอดรับประทานกับซอสพริก เมนูง่ายๆ แต่รับประทานอร่อยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ปิดท้ายด้วยปลากะพงทอดน้ำปลา ชิ้นใหญ่ทอดกรอบน้ำราดรสชาติออกหวานนิดๆ จากนั้นค่อยปิดท้ายด้วยเมนูของหวานที่มีทั้งขนมไทยและฝรั่งให้เลือกรับประทาน

การเดินทางมาที่ร้านเราแนะนำให้มาช่วง 4-5 โมงเย็น แล้วเผื่อเวลาถึงช่วงค่ำบรรยากาศร้านจะแดดร่มลมตก ชมวิวแม่น้ำสบายๆ รับประทานเสร็จแล้วสามารถสั่งกาแฟเดินเล่นรอบๆ ร้านที่มีแพ 2 ชั้นให้ขึ้นชมวิวแม่น้ำเต็มตา จนกระทั่งพระอาทิตย์ตกวิวที่คุ้นตาก็แปรเปลี่ยนเป็นความสวยงามในอีกมุมมองหนึ่ง

โดยรวมแล้ว ร้านบ้านเหนือน้ำบรรยากาศดีมาก เหมาะกับพาครอบครัวและแขกคนสำคัญมาเลี้ยงอาหาร แม้อาหารราคาค่อนข้างสูงมากเมื่อเทียบกับปริมาณที่ได้รับ แต่ถ้าเป้าหมายของคุณคือวิวริมแม่น้ำ ร้านบ้านเหนือน้ำคือเป้าหมายที่คุณไม่ควรพลาด

ห้องอาหารรอสซินีส์ ต้อนรับเชฟมิชลินดัง อันเดรีย สปาโกนี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/581906

  • วันที่ 01 มี.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

ห้องอาหารรอสซินีส์ ต้อนรับเชฟมิชลินดัง อันเดรีย สปาโกนี

เรื่อง แบมบี  bambi5789@gmail.com

โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท, เอ ลักซ์ชัวรี่ คอลเล็คชั่น โฮเท็ล ร่วมกับ ซาน เปลเยกริโน อัคควา ปันนา และเปโรนี เบียร์ ต้อนรับเชฟอันเดรีย สปาโกนี พ่อครัวใหญ่ประจำร้านอาหารมิชลินสตาร์ชื่อดัง บีฟบาร์ ฮ่องกง (Beefbar Hong Kong) ระหว่างวันที่ 1-2 มี.ค. กับเมนูอาหารพิเศษ 5 คอร์สให้คุณได้อิ่มอร่อยในบรรยากาศทัสกันวิลล่า ที่ห้องอาหารรอสซินีส์

เชฟอันเดรียหอบหิ้วประสบการณ์อารยธรรมการปรุงรสอาหารจากประเทศอิตาลี กรุงนิวยอร์ก และกรุงลอนดอน มาผสมผสานกับเทคนิคที่ทันสมัยและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อปรุงแต่งเมนูร่วมสมัยให้ทุกท่านได้ลิ้มลอง

ด้วยพรสวรรค์ด้านการทำอาหาร เชฟอันเดรียสั่งสมประสบการณ์จากร้านอาหารชื่อดังหลายร้าน ไม่ว่าจะเป็นการร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับร้านอาหารรอสสินี (Rossini) เมืองฟลอเรนซ์ ร้านอาหาร เล เซปิ (Le Siepi) เมืองตูริน ร้านอาหารมิชลินสตาร์ ริสโตรันเต ปิเยร์ บุสเซตติ (Ristorante Pier Bussetti) เมืองโกโวเน และร้านอาหารโนบุ พาร์กเลน (Nobu Park Lane) และอูบง บาย โนบุ (Ubon by Nobu) กรุงลอนดอน

ในฐานะพ่อครัวใหญ่ของร้านบีฟบาร์ ฮ่องกง เชฟอันเดรียได้รับความสำเร็จเป็นอย่างมาก จากการที่ร้านอาหารได้รับรางวัลมิชลินสตาร์เป็นครั้งแรกในปี 2560 หลังจากร้านอาหารเปิดตัวมาเพียงแค่ 1 ปี และยังคงได้รับมิชลินสตาร์ในปี 2561 อย่างต่อเนื่องอีกด้วย

เป็นที่กล่าวขานกันว่า ร้านบีฟบาร์ ฮ่องกง เป็นสวรรค์ของคนรักเนื้อที่พลาดไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังได้รับการบริหารโดยบริษัทเดียวกันกับร้านอาหารชื่อดัง อย่าง ออตโต เอ เมซโซ บอมบินา ฮ่องกง (8 1/2 Otto e Mezzo Bombina Hong Kong) ซึ่งถือเป็นครั้งที่สองที่โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท ได้ร่วมจัดกิจกรรม “Fine Dining Lovers Guest Chef Series”

เชฟอันเดรีย กล่าวว่า เขาตื่นเต้นที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการโปรโมทอาหารอิตาเลียน เพื่อให้คนได้เข้าใจถึงที่มาและส่วนประกอบของวัตถุดิบต่างๆ ที่นำมาใช้ในการปรุงรสชาติอาหารให้เป็นมื้อที่น่าจดจำ

วันที่ 1 และ 2 มี.ค.นี้ เชฟอันเดรียจะมารังสรรค์เมนูมื้อเย็นสุดพิเศษจำนวน 5 คอร์ส จับคู่กับไวน์ลิสต์ พรีโมวีโน (primoVino) ของห้องอาหารรอสซินีส์ อาทิ Amberjack tuna carpaccio and sea urchin-คาร์ปาโช ปลาสำลี ปลาทูน่า และหอยเม่น Traditional beef tartare served bistro style-ทาร์ทาร์เนื้อ เสิร์ฟในสไตล์บิสโทร Homemade Kobe beef ravioli-โฮมเมดราวิโอลี ไส้เนื้อโกเบ American prime Black Angus striploin and Australian Wagyu bavette-เนื้ออเมริกัน แบล็กแองกัส สตริปลอยน์ เสิร์ฟคู่กับเนื้อท้องออสเตรเลียนวางุ ตบท้ายด้วยของหวานอย่าง Tiramisu mascarpone chocolate heart-ทีรามิสุ ครีมชีสมาสคาโปเน เสิร์ฟคู่กับช็อกโกแลตหัวใจ

เมนูมื้อเย็นสุดพิเศษจำนวน 5 คอร์ส ราคา 5,500 บาท++ หรือ 6,500 บาท++ สำหรับเมนูไวน์แพริ่งที่ห้องอาหารรอสซินีส์เท่านั้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือสำรองที่นั่งโทร. 02-649-8364 หรืออีเมล dining.sgs@luxurycollection.com

ห้องอาหารฟลอริด้า คงเส้นคงวาความอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/581897

  • วันที่ 01 มี.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

ห้องอาหารฟลอริด้า คงเส้นคงวาความอร่อย

เรื่อง ชุติมา สุวรรณเพิ่ม, วันวิสา เหมือนศรี

ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลากว่า 50 ปี เรียกได้ว่า 50 ปีที่ผ่านมารสชาติเป็นอย่างไร วันนี้ไปกินรสก็คงเดิมไม่มีผิดหวัง ควบคุมความอร่อยโดยรสมือแม่ครัวเก่าแก่ประจำห้องอาหาร “ป้าน้อย” เชฟโรงแรมฟลอริด้า รุ่นเก่ามือเก๋าอยู่คู่กันมาตั้งแต่ช่วงก่อตั้ง ปี 2511 พนักงานรุ่นบุกเบิกหลายๆ คนอยู่กับโรงแรมระดับ 3 ดาวแห่งนี้มาร่วม 5 ทศวรรษแล้ว และยืนยันมั่นใจว่าโลเกชั่นทองคำติดบีทีเอสพญาไท แต่เจ้าของนักธุรกิจไทยก็บอกกับพนักงานให้อบอุ่นใจเสมอๆ จะขอยืนหยัดเติบโตอย่างเงียบๆ อยู่ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

ห้องอาหารใช้ชื่อเดียวกับโรงแรมฟลอริด้า (ย่านพญาไท) ร้านสไตล์คอฟฟี่ช็อป พนักงานค่อนข้างจะมีอายุแต่ก็ดูแลให้การบริการอย่างดี ธนโชติ เหลี่ยมพระ ผู้จัดการห้องอาหารคนเก่าคนแก่ทำงานมายาวนานกว่า 46 ปี พอๆ กับอายุร้านอาหารเล่าย้อนถึงวันวานความคึกคักไว้ว่า เมื่อปี 2511 โรงแรมสร้างเพื่อรับรองทหารอเมริกันช่วงสงครามเวียดนาม บรรยากาศคึกคัก แขกประจำมีทั้งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นักธุรกิจ หรือคนดังๆ ก็เลือกมากินอาหารที่นี่ เพราะในสมัยนั้นโรงแรมมีน้อย ที่นี่จัดว่าหรูหราแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ

วันนี้ลูกค้าก็ต้องเรียก “คุณลุงธนโชติ” เพราะจากลูกค้าเก่าแก่ที่ติดใจรสชาติกันเหนียวแน่น ลูกค้าใหม่ๆ กันตามติดกันมาเป็นขบวนช่วยสืบทอดตำนานอร่อยไม่รู้จบ

“สามเจเนอเรชั่นพ่อพาลูกมากิน ลูกมีครอบครัวก็พาลูกมา พอลูกของลูกเริ่มเป็นหนุ่มเป็นสาวก็ยังมาหาเรากันอีก อีกกลุ่มใหญ่คือพนักงานออฟฟิศและคนในย่านนี้ ยิ่งมื้อเที่ยงจะแน่นเป็นพิเศษ ใครกลัวไม่มีโต๊ะ โทรมาจองได้เลยนะครับ”

แฟนคลับเหนียวแน่นสำหรับจานแรกยกมาเสิร์ฟ ซี่โครงหมูบาร์บีคิว กินคู่กับขนมปังโรลในตำนาน ธนโชติ บอกว่า ซอสรสชาติเข้มข้นรสออกหวานๆ เปรี้ยวๆ สูตรเฉพาะของร้าน ซี่โครงขนาดใหญ่แบบนี้สาวๆ ไม่ต้องกลัวเลย กินได้หมดสบายๆ เนื้อนุ่มเปื่อยร่อน เพราะใช้เวลาอบนานถึง 2 ชั่วโมง มีเครื่องเคียงแตงกวาดองรสไม่ค่อยเปรี้ยว ให้รสต่างจากที่เคยกินทั่วๆ ไปโดยสิ้นเชิง ส่วนมันฝรั่งอบไม่ปรุงรสใดๆ แต่เด็ดบอกเลย! ได้รสหวานจากธรรมชาติแท้ ขนมปังโรลห้ามพลาดเด็ดขาด! ตั้งแต่วันนั้นยันวันนี้ขนมปังที่นี่อบเอง บิปาดเนยใส่ปากคำแรกให้ความรู้สึกความหลังกลับมาที่ปลายลิ้น ทั้งรสทั้งหน้าตา สไตล์ไทยปนฝรั่งแบบที่หลายคนโปรดปรานครั้งเยาว์วัย

อีกจานมาพร้อมกับทหารจีไอ ไส้กรอกเยอรมันเนื้อลูกวัว เป็นไส้กรอกแบบโฮมเมดทำส่งให้เฉพาะที่ร้านนี้เท่านั้น กินคู่กับซาวเคราท์สูตรดั้งเดิม

ที่นี่เสิร์ฟอาหารฝรั่ง ไทย จีน อาหารฝรั่ง มีครบให้เลือกอร่อย จานโบราณกาลอีกจานคือหมี่กรอบไทย อยู่คู่กันมา 50 ปี โรยหน้าด้วยไข่ฟูกรอบ เพิ่มถั่วงอกให้ความมันในอารมณ์ ต่อด้วยโกยซีหมี่ไก่ เพราะเชฟใหญ่ผู้บุกเบิก “โกศิลป์” ถนัดอาหารจีนสไตล์ไหหลำ จัดจานนี้ไว้เป็นหนึ่งในจานหลัก เส้นนุ่มมากับน้ำราดรสกลมกล่อม ยิ่งกินร้อนๆ ทำให้กินได้เรื่อยๆ แต่วางช้อนไม่ลงแล้วกัน

บางคนคุณพ่อคุณแม่เคยพามากินเซตลันช์ ก็ยังมีบริการอยู่ มีทั้งเชตอาหารเช้า เซตอาหารกลางวัน หรือเซตข้าวต้มกลางคืนก็มีให้สั่ง เพราะเดิมทีทางโรงแรมเคยเปิด 24 ชั่วโมง เพื่อรองรับนักท่องราตรีที่หิวมื้อดึกดื่นหลังเที่ยงคืน แฮงเอาต์ก็ต้องแวะกันมาจบที่นี่ ห้องอาหารฟลอริด้ามีให้เลือกสรรมากกว่า 100 เมนู ใครที่มีรสนิยมการกินวิไล เป็นนักกินตัวจริง ต้องมีร้านนี้อยู่ในลิสต์แน่นอน

ปิดท้ายด้วยเมนูขนมหวาน กล้วยหอมทอด ตัวแป้งทำสดขึ้นมาแบบจานต่อจาน เนื้อแป้งนุ่มฟูราดด้วยไซรัปหวานๆ อร่อยเลิศ อาหารรับรองความอร่อย จากเชลล์ชวนชิมการันตีโดย ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ ส่วนเรื่องการตกแต่งด้วยความที่ร้านอยู่มายาวนาน จึงมีการรีโนเวตเรื่อยๆ การตกแต่งเน้นอารมณ์สบายๆ สีเรียบๆ เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นไม้ ผนังจะใช้กระจกเพื่อต้องการเน้นความโปร่ง ทำให้ร้านดูสะอาดสบายตา มีให้เลือก 2 โซน ที่นั่งรองรับลูกค้าได้ 50-60 ที่นั่ง

ร้านตั้งอยู่ที่โรงแรมฟลอริด้า ริมถนนพญาไท เปิดให้บริการ 07.00-23.00 น. ใช้รถไฟฟ้าบีทีเอส ลงที่สถานีพญาไท สะดวกที่สุด โทร. 02-274-0990

ชิโกคุ ครั้งแรก (6)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/581353

  • วันที่ 24 ก.พ. 2562 เวลา 12:52 น.

ชิโกคุ ครั้งแรก (6)

คำว่า ฮิโรเมะ มาจากชื่อของ คาโอะ ฮิโรเมะชิเกะอาคิ หัวหน้ารับใช้คนสนิทของตระกูลโทสะ ผู้ปกครองแคว้นโคจิ ในสมัยรัฐบาลบาคุฟุ เนื่องจากพื้นที่บริเวณตลาดแห่งนี้เคยเป็นอาณาเขตบ้านเรือนของ คาโอะ ฮิโรเมะชิเกะอาคิ ถึงแม้บ้านเรือนของเขาจะหายไปตามกาลเวลา แต่บริเวณแห่งนี้ก็ยังถูกเรียกว่าฮิโรเมะเรื่อยมา จนต่อมาบริเวณนี้ได้ถูกพัฒนาขึ้นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวกลายเป็นตลาดที่ถือว่าเป็นครัวแห่งโคจิ ซึ่งก็ยังได้ชื่อว่า ตลาดฮิโรเมะ ตามคำเรียกขานตั้งแต่สมัยอดีต

ไม่ต้องกลัวว่าจะหาตลาดไม่เจอ อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่าตลาดอยู่ใกล้กับปราสาท และด้านหน้าทางเข้าตลาดจะมีป้ายรูปแมวกวักยิ้มเชิญชวนผู้คนให้เข้ามา มีตัวอักษรเขียนชื่อตลาดอย่างชัดเจน ภายในตลาดฮิโรเมะมีร้านค้ากว่า 60 ร้าน มีทั้งร้านขายปลา ร้านขายวัตถุดิบทำอาหารต่างๆ ร้านอาหาร ไม่ใช่แค่อาหารญี่ปุ่นเท่านั้น ยังมีร้านอาหารหลายเชื้อชาติอีกด้วย และยังมีร้านเสื้อผ้า ร้านของฝาก รวมทั้งบาร์สำหรับดื่มสังสรรค์ เรียกว่าตลาดฮิโรเมะเป็นทั้งครัวแห่งโคจิ และเป็นเหมือน Meeting Point ของคนที่นี่ ซึ่งเหมาะเป็นอย่างมากที่จะมาเที่ยวสัมผัสวิถีชีวิต กิน และดื่ม อย่างคนท้องถิ่นจริงๆ

เรามีเวลาสำรวจเดินเล่นภายในนี้ไม่มากนัก เดินมาซอยแรกก็สะดุดตากับเมนูท้องถิ่นชื่อดัง Katsuo no Tataki หรือปลาคัตสึโอะย่างฟาง มีร้านที่เราสามาถเห็นเขาย่างปลาได้อย่างใกล้ชิด ปลาคัตสึโอะ เป็นปลาที่บ่งบอกถึงการมาของฤดูร้อน เมื่อก่อนถือเป็นปลาพิษ เนื่องจากสมัยก่อนมีช่วงหนึ่งที่ทานดิบแล้วทำให้คนจำนวนมากอาหารเป็นพิษ จึงมีกฎหมายห้ามทานปลาชนิดนี้ แต่ด้วยความที่ประชาชนก็ยังอยากกินปลาชนิดนี้อยู่ จึงเกิดการคิดค้นกรรมวิธีในการทำปลาขึ้น โดยนำปลาไปรมควันด้วยการย่างแค่บริเวณหนังปลา แต่เนื้อด้านในยังคงความสดอยู่ กลายเป็นเมนูใหม่ที่เป็นเมนูเฉพาะของโคจิเท่านั้น เป็นกรรมวิธีที่เริ่มต้นจากโคจิและแพร่หลายไปยังที่อื่น

นอกจากนี้ ปลาคัตสึโอะ ยังนำไปทำเป็น Katsuobushi ปลาคัตสึโอะที่ผ่านกรรมวิธีหลากหลายขั้นตอน ทั้งต้ม อบเตาเผา ตากแห้ง และบ่มเชื้อรา ลักษณะเหมือนท่อนไม้แข็งๆ ไม่น่าจะเป็นของกินได้ แต่คัตสึโอะบูชิมักจะนิยมนำมาขูดโรยหน้าพวกโอโคโนมิยากิ หรือทาโกะยากิ เป็นเจ้าปลาแห้งที่ดิ้นได้บนหน้าเมนูเหล่านี้นั่นเอง ภายในตลาดยังเด่นเรื่องบาร์ ร้านเครื่องดื่มต่างๆ มีโซนที่นั่งที่สามารถเป็นแหล่งพบปะสังสรรค์ของคนท้องถิ่นได้ ถ้ามาเที่ยวโคจิก็อย่าลืมมานั่งชิลๆ สั่งเครื่องดื่มไป ทานอาหารท้องถิ่นไปเรียนรู้และสัมผัสวิถีชีวิตของที่นี่ไปด้วย เผลอๆเผื่อจะได้เพื่อนใหม่เป็นชาวญี่ปุ่นร่วมสังสรรค์ด้วยก็ได้

บริเวณข้างๆ ตลาดฮิโรเมะ ยังมีถนนช็อปปิ้ง Oshihadori มีร้านค้า ร้านอาหาร ร้านขายเสื้อ ถ้าเดินไปจนสุดถนนก็จะเจอกับสถานีรถไฟโอชิฮะโดริ หลังจากเดินเล่นตลาดฮิโรเมะสำรวจอาหารท้องถิ่นเป็นที่เรียบร้อย พวกเราก็เดินกลับมายังที่จอดรถบริเวณปราสาทโคจิ เพื่อไปยังโรงแรม The Crown Palais New Hankyu Kochi ถึงห้องจะตกแต่งดูคลาสสิกไปหน่อย แต่โลเกชั่นต้องยกนิ้วให้ เพราะอยู่ใจกลางเมืองโคจิสามารถเดินไปยังปราสาทโคจิและตลาดฮิโรเมะเพียง 5 นาที

สมัยก่อนในการต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง จะมีการต้อนรับอย่างสมเกียรติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร หรือการแสดง จะมีเกอิชาคอยปรนนิบัติต้อนรับ ร่ายรำขับร้องแสดงดนตรีสร้างความบันเทิงรื่นเริงต่างๆ ครั้งนี้บอกเลยว่าโคจิต้อนรับอย่างดีเยี่ยม ร้านอาหารมื้อนี้ ไม่ใช่ร้านอาหารทั่วไป แต่เป็นร้านอาหารท้องถิ่นที่มีโชว์เกอิชา แถมยังขึ้นชื่อเรื่องความอร่อยของอาหารท้องถิ่นโคจิอีกด้วย ภายในร้านมีทั้งหมด 4 ชั้น แต่ละห้องตกแต่งแตกต่างกัน เราขึ้นมาชั้น 2 ได้ห้องที่อยู่ตรงหน้าเวทีการแสดงพอดี นั่งได้สักพักอาหารก็เริ่มทยอยเสิร์ฟ แต่ละจานล้วนเป็นอาหารท้องถิ่นของโคจิ เช่น เมนูจานพิเศษ Sawachi Ryori มีทั้งเซตซาชิมิจานใหญ่สุดอลังการ ปลามาเป็นตัวๆ ซึ่งแต่ก่อนเมนูนี้จะรวมของกินหลากหลายอย่าง ทั้งซาชิมิ อาหารทอด อาหารตุ๋น อาหารดอง เสิร์ฟรวมกันเป็นจานใหญ่ๆ ถือเป็นเมนูเฉพาะของโคจิที่เสิร์ฟในโอกาสพิเศษ เพื่อเฉลิมฉลองในเทศกาลหรือต้อนรับแขก นอกจากนี้ยังมีนาเบะ เนื้อย่าง ปลาคัตสึโอะย่างฟาง บอกเลยว่าอาหารทยอยเสิร์ฟมาเรื่อยๆ จัดหนักจัดเต็มตัวแน่นกันไปเลย

และแล้วก็ถึงเวลาสำคัญที่จะได้ชมการร่ายรำจากเกอิชา ซึ่งถือว่าเป็นซิกเนเจอร์ของร้านนี้ ท่วงท่าที่อ่อนช้อยเคล้าประสานกับบทเพลงจากชามิเซน กว่าจะได้มาเป็นเกอิชาผู้ซึ่งสืบทอดศิลปะด้านการบันเทิงต่างๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องผ่านการฝึกฝนมาหลายปีกว่าจะออกงานได้ หลังจากจบการแสดงของเกอิชา ก็ถึงเวลาพวกเราขึ้นไปโลดเล่นเต้นบนฟลอร์กันบ้างแล้ว เจ้าหน้าที่กำลังแจกจ่ายหน้ากากวิเศษที่ใครได้ไปแล้วจะต้องเต้น! พวกเราก็เกี่ยงกันใหญ่แต่ก็มีผู้สนใจไปโชว์สเต็ปบนเวทีเหมือนกัน ตอนแรกคิดว่าหน้ากากเป็นหน้าปลาฉลาม แต่ที่จริงแล้วมันคือหน้าตาของภูตผีที่คล้ายๆ กัปปะ การเต้นนี้เรียกว่า Shibaten Odori เป็นการร่ายรำพื้นบ้านของโคจิ มีการขับร้องง่ายๆ ท่าเต้นไม่ยาก ทุกคนสามารถร่วมเต้นได้

ได้ยินมาว่าชาวโคจิเป็นคนที่ชื่นชอบการดื่มเหล้าสังสรรค์มาก พวกกิจกรรมการร่ายรำ หรือเกมต่างๆ ก็เกิดขึ้นมาจากระหว่างการดื่มทั้งสิ้น และกิจกรรมต่อไปนี้ คือ การเล่นเกม พูดง่ายๆ ก็คือ เกมที่ใช้เล่นในวงเหล้านั่นเอง โดยมีอุปกรณ์เป็นถ้วยสำหรับดื่มสาเกจำนวนครบคน มีดอกเบญจมาศสีเหลือง 1 ดอก ใส่ไว้ในถ้วยคว่ำเหล่านั้น จากนั้นก็ร้องเพลง วนเปิดหงายถ้วยไปเรื่อยๆ จนครบวง ถ้าใครเปิดถ้วยมาเจอดอกเบญจมาศ ก็ต้องดื่มเหล้าตามจำนวนถ้วยที่เปิดหงาย ฉันก็ภาวนาให้มีคนเปิดเจอตั้งแต่ช่วงแรกๆ พอมาถึงตาเราถ้าเปิดเจอจำนวนถ้วยก็จะได้ไม่เยอะ ถือว่าเป็นเกมที่สนุกดีได้ลุ้นกันทุกคน

แต่ยังไม่หมดเท่านี้ ยังมีความตื่นเต้นเพิ่มขึ้นมาอีกระดับ เป็นเกมพิเศษตรงที่ถ้วยดื่มเหล้าไม่เหมือนที่ไหน เรียกว่า Beku Cup เป็นถ้วย 3 ชนิดที่มีหน้าตาและรูปร่างประหลาด มีทั้งหน้าผู้หญิงแก้มอิ่มเอิบ รูปตัวตลกหน้าตาขบขันมีรูอยู่ตรงก้นถ้วย และรูปหน้ายักษ์จมูกแหลม ซึ่งแต่ละถ้วยไม่สามารถตั้งวางหงายได้ เท่ากับว่าถ้ารินเหล้าไปแล้วจะต้องดื่มให้หมด! ให้เกลี้ยง! จนกว่าถ้วยจะสามารถวางคว่ำได้โดยไม่มีเหล้าหยดลงมา จะใช้ลูกข่างที่แต่ละด้านจะมีหน้าของถ้วยเหล่านี้ ส่วนปลายเป็นลูกศรชี้ เวลาเล่นก็จะหมุนลูกข่างนี้ถ้าปลายชี้ไปโดนใคร ก็ต้องดื่มเหล้าในถ้วยตามที่หมุนได้ ถ้าใครสนใจสามารถซื้อถ้วยแบบนี้ได้ที่ชั้นแรกของร้าน

เกมสนุกสนานในระหว่างการดื่มสังสรรค์ของโคจิมีหลากหลายจริงๆ เพื่อนรวมทริปโดนไปหลายตา ดื่มจนหน้าแดงเลยทีเดียว นับว่าการต้อนรับแบบฉบับของโทสะหรือโคจิ เป็นการต้อนรับที่สนุกสนานครื้นเครง สร้างเสียงหัวเราะและความสุขได้ไม่ยาก ทุกคนสามารถเอ็นจอยมีส่วนรวมได้ บวกกับอาหารเลิศรสทำด้วยความพิถีพิถัน การแสดงอันอ่อนช้อยจากเกอิชา และการดูแลบริการต่างๆ เป็นสิ่งที่ทำให้แขกที่มาเยี่ยมเยียนโคจิเกิดความประทับใจและได้สัมผัสถึงการต้อนรับอย่างมิตรไมตรีของโคจิจริงๆ

ภูเก็ต ไข่มุกอันดามัน อันแสนคลาสสิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/581323

  • วันที่ 24 ก.พ. 2562 เวลา 09:46 น.

ภูเก็ต ไข่มุกอันดามัน อันแสนคลาสสิก

หาดทรายขาว ทะเลใส แสงแดดจัด ตัดฟ้าคราม ไม่มีที่ไหนสวยเท่าทะเลอันดามัน และหนึ่งในจังหวัดที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยและมีแหล่งท่องเที่ยวมากที่สุดก็คือ ภูเก็ต เกาะขนาดใหญ่อันดับหนึ่งของประเทศ ล้อมรอบด้วยน้ำทะเลสีเขียวมรกตและมีหาดทรายขาว ปูลาดด้วยเม็ดทรายละเอียด ทำให้ชื่อของ หาดป่าตอง หาดกะตะ หาดกะรน ติดอันดับสรวงสวรรค์ของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

หลังจากเหตุการณ์สึนามิถล่มภาคใต้ เกาะภูเก็ตได้เปลี่ยนแปลงเติบโตอย่างรวดเร็ว ชนิดที่คนท้องถิ่นเองยังขับรถหลงทางทั้งที่เคยขับผ่านเมื่อสัปดาห์ก่อน นอกจากความเจริญแล้วที่นี่ยังมีเรื่องราวทางวัฒนธรรมที่สั่งสมหล่อหลอมอยู่ในวิถีชีวิตของผู้คน แต่ถูกพรางตาด้วยผับบาร์ และร่มหลากสีริมหาด

ทั้งที่จริงแล้วเกาะแห่งนี้คือศูนย์กลางความรุ่งเรืองมานับพันปี เดิมเกาะภูเก็ตซึ่งขณะนั้นมีชื่อว่า “ถลาง” เป็นเกาะที่นักเดินเรือแวะพักเติมเสบียงขนถ่ายสินค้า ระหว่างจีนและอินเดีย ขนานนามที่แห่งนี้ว่า “จังซีลอน” เป็นทั้งท่าเรือและศูนย์กลางการค้า ถ้าไปเจอร้านค้าใช้คำว่าจงซีลอน ก็ไม่ต้องแปลกใจหมายถึงเกาะภูเก็ตแห่งนี้เอง เกาะนี้มีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติสำคัญก็คือ แร่ดีบุก ที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับเกาะแห่งนี้

จนกระทั่งพม่ายกทัพมาตีเมืองถลาง ในช่วงรัชสมัยรัชกาลที่ 1 ขณะนั้นเจ้าเมืองเพิ่งถึงแก่อนิจกรรม คุณหญิงจันผู้เป็นภรรยา และคุณมุกน้องสาว จึงร่วมกันนำกำลังผู้คนรับมือกับการตีเมืองของพม่าด้วยแผนการอันแยบยล พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้คุณหญิงจันเป็นท่านท้าวเทพกระษัตรีและคุณมุกเป็นท้าวศรีสุนทรให้เป็นที่รู้จักถึงลูกหลาน

ในสมัยรัชกาลที่ 5 แร่ดีบุกเป็นที่ต้องการของตลาดโลก ชาวจีน ชาวโปรตุเกส จึงหลั่งไหลมาทำงานเหมืองแร่ตั้งรกรากสร้างสถาปัตยกรรมแบบผสมผสานที่มีชื่อว่า ชิโนโปรตุกีส อาคารเก่าสไตล์นี้เราพบเห็นได้ทั่วไปตามหัวเมืองใหญ่ในภาคใต้ เป็นอาคารที่ผสมผสานระหว่างจีนและโปรตุเกสได้อย่างลงตัว ซึ่งหาสภาพที่สมบูรณ์ที่สุดต้องที่ถนนถลาง กระบี่ ดีบุก เยาวราช และซอยรมณีย์ เพราะเป็นย่านที่มีอาคารแบบชิโนโปรตุกีสตั้งอยู่อย่างหนาแน่น วิธีที่ง่ายที่สุดในการเดินชม คือ การจอดรถเป็นจุดๆ แล้วเดินชม ถ่ายรูป ช่วงเวลาที่ดีที่สุดจะเป็นช่วงเย็น เนื่องจากอากาศไม่ร้อน มีร้านค้าร้านอาหารหลายร้านในย่านชิโนโปรตุกีส ช่วยเพิ่มสีสันให้ย่านเมืองเก่ามีชีวิตชีวา คำว่า ชิโน หมายถึงจีน และโปรตุกีส ก็หมายถึง โปรตุเกส นั่นเอง

นอกจากนี้ เรายังจะได้พบศาลเจ้า ร้านอาหารจีน มีประเพณีถือศีลกินเจ ที่จัดเทศกาลได้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย มีอาหารที่ขึ้นชื่ออย่าง หมูฮ้อง หรือ หมูเต้าอิ๋ว คล้ายขาหมูพะโล้แต่เข้มข้นและอร่อย ชิมหมี่หุ้นแกงปูใบชะพลู รสชาติเข้มข้น และอาหารทะเลสดๆ อีกหลายอย่างที่ไปแล้วต้องไม่พลาด

แหลมพรหมเทพ ก็ได้ชื่อว่าเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดในประเทศไทย และยังใช้การวัดเวลาพระอาทิตย์ตกของประเทศไทยโดยกรมอุทกศาสตร์ทางทะเลอีกด้วย จากแหลมพรหมเทพเราแนะนำให้ขับรถเที่ยวถนนที่มีสวยงามทางสถาปัตยกรรม เริ่มจากศูนย์รวมข่าวพรหมเทพ ซึ่งตั้งอยู่หัวมุมถนนพังงาตัดกับถนนภูเก็ต เมื่อเดินลงมาตามทิศใต้ เลี้ยวขวาเข้าถนนรัษฎาไปจนถึงวงเวียนสุริยเดชและตรงไปตามถนนระนอง ซึ่งช่วงนี้จะได้พบกับตึกที่น่าสนใจ อาทิ โรงแรมออน ออน ศูนย์รวมข่าวพรหมเทพ ซึ่งปัจจุบันทาสีใหม่เป็นสีเหลืองโดดเด่น และมีหอนาฬิกาสูง 4 ชั้น มีหลังคาคล้ายรูปหมวกตำรวจสมัยก่อน ช่องประตูหน้าต่างแบ่งเป็นช่องโค้งมีเสาอิงแบ่งเป็นช่วง ประดับลายปูนปั้นบนยอดซุ้มโค้งสวยงาม

ต่อด้วยถนนเยาวราชตัดกับถนนดีบุก ช่วงนี้เริ่มจากแยกถนนดีบุกตัดกับถนนสตูล เดินตามถนนดีบุกจนถึงสี่แยกตัดกับถนนเยาวราช พอเลี้ยวขวาเข้าถนนเยาวราช จะได้สัมผัสกับบรรยากาศตึกเก่า และแวะลิ้มรสอาหารอร่อยในตรอกสุ่นอุทิศ แล้วย้อนกลับมาสี่แยกเลี้ยวเข้าถนนดีบุก อีกช่วงหนึ่งจะเข้าสู่ซอยรมณีย์ การเดินชมเมืองในช่วงนี้จะได้สัมผัสกับความหลากหลายของตึกชิโนโปรตุกีสที่หาดูได้ยาก อย่างที่บ้านหลวงอำนาจนรารักษ์ เป็นบ้านที่มีความงดงามโดดเด่นอยู่ที่ลายปูนปั้นตั้งแต่หัวเสาแบบคอมโพสิต และช่วงคานเหนือเสา เป็นศิลปะแบบกรีก ยุคคลาสสิก ผสานกับปูนปั้นลายค้างคาว ลายหงส์ ลายเมฆ รวมทั้งลายใบไม้และผลไม้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์มงคลของคนจีน

จากนั้นปิดท้ายที่ถนนกระบี่และถนนสตูลบริเวณแยกถนนเยาวราช เดินไปทางตะวันตกจนถึงสามแยกตัดกับถนนสตูล เดินตรงไปถึงบ้านคุณประชา ตัณฑวณิช ย้อนกลับมาจนถึงสามแยกตัดกับถนนดีบุก เส้นทางสายนี้มีอาคารเก่าที่ชวนชมอย่างอาคารพิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว เป็นตึก 2 ชั้น ชั้นล่างมีซุ้มโค้งเตี้ยขนาดใหญ่ 3 ซุ้ม มีเสากลมรับโค้ง หัวเสาประดับด้วยลายบัวแบบกึ่งไอโอนิกและคอรินเธียน ผนังอาคารเซาะร่องขนาดใหญ่ เรียกว่า Rustication ชั้นบนมีซุ้ม หน้าต่าง 3 ซุ้ม มีช่องหน้าต่าง 2 ช่อง กรอบหน้าต่างด้านบนเป็นจั่วโรมัน บานหน้าต่างไม้สี่เหลี่ยม มีลวดลาย เรขาคณิต เหนือซุ้มช่วงกลางมีหน้าจั่วปูนปั้นรูปค้างคาว

จากนั้นเราไปเที่ยวนอนหาดไหนก็สุดแล้วแต่ความสะดวก แต่บอกอย่างหนึ่งว่า อาจมีบางจุดบางมุมของภูเก็ตที่ไม่เหมาะสมกับการพาครอบครัวไปเที่ยว ซึ่งนั่นก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาของโลก สู้เรามองข้ามไปยังความงามของธรรมชาติ สถาปัตยกรรม และวิถีผู้คนจะดีกว่า

เลาะ ‘ลับแล’ ลิ้มรสเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/581242

  • วันที่ 23 ก.พ. 2562 เวลา 11:49 น.

เลาะ ‘ลับแล’ ลิ้มรสเมือง

จะมีเส้นทางไหนจะมีความสุขไปกว่าเส้นทางกินและจะมีเส้นทางไหนจะลึกลับน่าสนใจไปกว่า “เมืองลับแล” เมืองที่ไม่ได้อยู่แค่ในตำนานแต่เป็นอำเภอเล็กๆ ที่มีอยู่จริงใน จ.อุตรดิตถ์

ที่มาของชื่ออาจเป็นเพราะสภาพพื้นที่ที่เป็นป่าอุดมสมบูรณ์ และเป็นภูเขาสลับซับซ้อนทำให้คนแปลกถิ่นที่เข้ามาหาทางออกไม่ได้ แต่ปัจจุบันเมืองลับแลเป็นที่รู้จักมากขึ้น เพราะชื่อเสียงของทุเรียนหลงลับแลที่ดังออกไปไกล ทำให้มีคนอยากมาหลงในเมืองเล็กๆ แห่งนี้มากขึ้น

แม้ชื่อจะฟังเหมือนเข้าถึงยาก แต่ความเป็นจริงเมืองลับแลอยู่ห่างจาก อ.เมือง เพียง 8 กม. มีถนนหนทางลาดยางสะดวกสบาย และมีเส้นทางจักรยานสำหรับนักปั่นสายกิน โดยเฉพาะในต.ศรีพนมมาศ ที่เป็นเมืองจักรยานแรกๆ ของอุตรดิตถ์

เพราะนอกจากชาวบ้านจะใช้จักรยานสัญจรกันเป็นเรื่องปกติ เทศบาลตำบลศรีพนมมาศ ยังเคยแจกรถจักรยานหลายร้อยคันให้ชาวบ้านและสร้างเลนจักรยานทั้งตำบล ซึ่งการที่ชาวบ้านใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน ได้ส่งผลให้กฎระเบียบบนท้องถนนเป็นแบบรถใหญ่ให้เกียรติรถเล็ก คนปั่นจึงรู้สึกปลอดภัยและไม่ต้องระแวดระวังจนเสียความชิล

ส่วนยุทธจักรความอร่อยในศรีพนมมาศรวมตัวกันอยู่บน “ถนนราษฎร์อุทิศ” เป็นที่ตั้งของร้านเก่าแก่ และร้านอร่อยที่เสิร์ฟความอิ่มเกินสามมื้อ ไม่ว่าจะเป็น “ร้านข้าวพันผักป้าตอ”หรือร้านข้าวพันผักอินดี้ ร้านอาหารเก่าแก่ของชุมชน ซึ่งตอนนี้ทายาทรุ่นที่สองมาสานต่อ ทำให้หน้าตาร้านดูเก๋อินดี้สมชื่อ ทั้งยังต่อยอดเมนูข้าวแคบพันผักเป็นเมนูใหม่น่าลอง

ต้องกล่าวก่อนว่า ข้าวแคบพันผักถือเป็นเมนูสุขภาพ โดยจะนึ่งแป้งบนผ้าขาวบาง ใส่ผัก จากนั้นใช้ไม้พายม้วนพันและใส่น้ำซุป กลายเป็นเมนูโลวแคลอรี และเป็นเมนูซิกเนเจอร์อาหารถิ่นซึ่งตอนนี้รุ่นลูกได้เพิ่มเมนูเป็นข้าวพันผักหมูแดง ข้าวพันผักเนื้อเปื่อย และข้าวพันผักเย็นตาโฟ

คือยังใช้ข้าวแคบเหมือนเดิม แต่นำคอนเซ็ปต์ก๋วยเตี๋ยวมาใช้เป็นทางเลือกให้ลูกค้า ซึ่งรสชาติของข้าวแคบจะมีเอกลักษณ์ทำให้แตกต่างจากก๋วยเตี๋ยวทั่วไป

จากนั้นปั่นย่อยจากร้านแรก เพื่อไปดูกรรมวิธีทำข้าวแคบที่ “ร้านข้าวแคบพี่สาว” ร้านเล็กๆที่มักวุ่นกับการผลิตให้ทันออร์เดอร์ ซึ่งที่นี่ยังทำแบบดั้งเดิมจึงเป็นที่นิยมและมีชื่อเสียง

พี่สาวอธิบายให้ฟังว่า ข้าวแคบทำมาจากข้าวเจ้านำไปแช่น้ำแล้วนำไปหมักไว้จนมีรสเปรี้ยว จากนั้นนำแป้งที่หมักไว้ไปผสมงาดำแล้วนึ่งเป็นแผ่นวงกลมบนหม้อ เมื่อสุกแล้วจะยกไปตากแดดบนใบหญ้าคา เหตุที่ใช้ใบหญ้าคาก็เพราะเลาะออกง่าย ไม่ติดแป้ง ตากทิ้งไว้กลางแดดจัดหนึ่งแดดก็เป็นอันเรียบร้อย

แต่เดิมข้าวแคบจะใส่แค่งาดำ แต่พี่สาวมีการคิดสูตรใหม่อย่างรสพริก รสต้มยำ รสใบเตยผสมเข้าไปในแป้งข้าวเจ้า โดยสามารถกินได้ทั้งแบบนึ่งเป็นข้าวพันผักเหมือนร้านที่ผ่านมา หรือกินแบบแห้งเป็นของว่าง หรือแช่น้ำแล้วนำไปพันไส้เหมือนเปาะเปี๊ยะสดก็ได้

นอกจากนี้ ข้าวแคบยังเป็นการถนอมอาหารวิธีหนึ่ง เพราะเมื่อนำไปตากแห้งแล้วจะเก็บได้นาน และยังพกเข้าป่าไว้เป็นเสบียงระหว่างทางเหมาะกับวิถีชีวิตดั้งเดิมที่ต้องพึ่งพิงป่าในการยังชีพ

การกินยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะบนถนนราษฎร์อุทิศ ยังมีร้านเด็ดอีกชื่อ “ร้านป้าหว่าง” ถ้าดูจากภายนอกนึกว่าเป็นบ้านธรรมดา แต่ชาวบ้านจะทราบกันดีว่าป้าหว่างทำหมี่พันอร่อยที่สุดในซอย

หมี่พัน เป็นอาหารถิ่น เจอได้ที่เมืองลับแลเท่านั้น เป็นการผสมผสานระหว่างข้าวแคบกับหมี่คลุก (หมี่คลุกคือ หมี่ขาวคลุกด้วยเครื่องปรุง)โดยจะใช้ข้าวแคบพันหมี่เป็นชิ้นเรียวยาว เวลารับประทานจะรู้สึกหนึบหนับจากเนื้อสัมผัสด้านนอก แล้วค่อยเคี้ยวเต็มปากจากหมี่ด้านใน ขายชิ้นละ 2 บาท กิน 5 ชิ้นก็อิ่มท้อง

อย่างไรก็ตาม ถ้ายังไม่อิ่มสะใจยังมีร้านอาหารอื่นๆ ให้ลิ้มลอง เช่น ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ ขนมจีนน้ำเงี้ยว หมูปิ้ง เมนูของทอด และมะพร้าวน้ำหอม

แต่ถ้ากำลังหาของหวานแปลกเฉพาะถิ่น ต้องไปลองกินลอดช่องเค็ม ลักษณะเหมือนลอดช่องทั่วไปแต่แทนที่จะใส่น้ำกะทิจะใส่ปลาป่น กุ้งป่น ถั่วงอก เหยาะน้ำปลา น้ำมะนาว และพริกป่นลงไปแทน รสชาติปะแล่ม แต่หลังจากคำที่สามเป็นต้นไปจะรู้สึกคุ้นเคยและอร่อยไปเอง

เลนจักรยานจะไปบรรจบที่ข้อสรุปของเรื่องราวทั้งหมด ณ “พิพิธภัณฑ์เมืองลับแล” สถานที่รวบรวมเรื่องราวประวัติของเมือง วิถีชีวิตและขนบธรรมเนียมการใช้ชีวิตของผู้คนในเมืองลับแล โดยจำลองผ่านเรือนในแต่ละหลังจัดแสดงเครื่องปั่นฝ้าย กี่ทอผ้าขนาดใหญ่ เพื่อบ่งบอกถึงวิถีการทอผ้าของสาวเมืองลับแล ซึ่งในปัจจุบันที่นี่ยังเป็นแหล่งผลิตสินค้าหัตถกรรม เช่น ผ้าตีนจกติดอันดับของประเทศ เครื่องสีข้าวโบราณและยุ้งฉาง จัดแสดงให้เห็นอาชีพเกษตรกรรมของชุมชนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

เรือนการทำอาหาร ชาวลับแลหรือคนไทยภาคเหนือส่วนใหญ่นิยมทำอาหารบนเรือน และพิพิธภัณฑ์บ้านพระศรีพนมมาศ อดีตนายอำเภอเมืองลับแลในสมัยรัชกาลที่ 5 ผู้พัฒนาเมืองลับแลให้มีผังเมืองจนนามของท่านกลายเป็นชื่อของตำบลแห่งนี้

ถนนเล็กๆ และสองล้อได้นำไปเจอเรื่องราวน่ารักของเมืองลับแล ทั้งพ่อค้าแม่ขายที่เป็นชาวบ้านท้องถิ่นจึงมีน้ำใจเป็นส่วนประกอบในทุกเมนู

รวมถึงความเป็นอยู่แบบเนิบช้าที่ราวกับว่าทุกคนไม่รู้จักคำว่ารีบเร่ง ทำให้บรรยากาศของเมืองเอื้อต่อสโลว์ไลฟ์อย่างแท้จริง

ค่อยๆ ปั่น ค่อยๆ กิน ให้จักรยานค่อยๆพาไปทำความรู้จักทุกซอกหลืบของลับแล

คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล แกงส้มมะละกอกุ้งทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/581142

  • วันที่ 22 ก.พ. 2562 เวลา 15:30 น.

คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล แกงส้มมะละกอกุ้งทะเล

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ตอนเด็กๆ ไม่เข้าใจว่า ทำไมผู้ใหญ่ถึงชอบรับประทานมะละกอกันเหลือเกิน โดยเฉพาะพี่ๆ แม่บ้านที่ทำงานอยู่ที่บ้านนั้นถึงกับต้องขอปลูกมะละกอไว้ในสวนหลังบ้าน บางคนเห็นว่ามะละกอลำต้นไม่สวยพอที่จะปลูกเป็นไม้ประดับในสวนที่บ้าน เดือดร้อนให้แม่ครัวประจำบ้านต้องโยนๆ เมล็ดมะละกอไปที่สวนร้างข้างๆ บ้าน กลายเป็นดงต้นมะละกอให้บ้านเรากระโดดข้ามรั้วไปเด็ดมะละกอดิบกันอยู่เป็นประจำ

โตขึ้นมาถึงได้รู้ว่ามะละกอดิบมีความอร่อยเฉพาะตัวทั้งแบบสดๆ เอามาปรุงเป็นส้มตำ อาหารจานง่ายๆ หรือจะเอามาคลุกแป้งทอดราดกับน้ำยำผสมถั่วลิสงตำและผักชี คล้ายๆ น้ำจิ้มเต้าหู้ทอด และเอามาแกงได้อีกสารพัด

หนึ่งในเมนูเด็ดที่ผู้เขียนเห็นเขาชอบปรุงกัน คือ แกงส้มมะละกอ ความอร่อยอยู่ที่มะละกอที่ฉ่ำไปด้วยน้ำแกงส้มที่รสชาติเฉพาะต่างกันไป บ้างเน้นเปรี้ยวเผ็ดนำ บ้างเปรี้ยวหวานเผ็ดนำ แล้วแต่ท้องถิ่นที่มา ซึ่งแกงส้มมะละกอมีความหลากหลายจนต้องแปลกใจว่าทำได้หลายรูปแบบขนาดนี้เชียวหรือ?

ที่ได้ชิมหลากหลายเพราะเขาแบ่งแจกจ่ายจากบ้านนั้นมาบ้านนี้ อย่างบ้านพี่คนใต้เขาเอามะละกอมาแกงกับพริกแกงส้มใต้ โขลกพริกไทยดำลงไปด้วยจนน้ำแกงมีเศษพริกไทยดำปนอยู่ เขาแกงส้มมะละกอกับหมูสามชั้นกินแล้วอร่อยเพลินๆ ไม่เคยได้ชิมที่ไหนมาก่อน เห็นเขาว่าแกงได้กับปลาทะเล ที่เขาเรียกปลาหางเหลือง หรือจะเป็นกุ้งก็อร่อย แต่ถ้าเป็นเนื้อหมูต้องเป็นหมูสามชั้นหั่นชิ้นยาวๆ เล็กๆ เคี่ยวให้หมูเปื่อยๆ จะอร่อยที่สุด

แกงส้มมะละกอแบบร้านอาหารร้านหนึ่งที่ผู้เขียนไปชิมมาแถวๆ ปราณบุรี อร่อยตรงเขาแกงกับกุ้งทะเลทั้งหัว กุ้งทะเลตัวไม่ใหญ่มากนัก เป็นกุ้งที่ออกเรือเล็กไปจับมาคาดการณ์จำนวนไม่ได้เพราะแล้วแต่ว่าชาวเรือเขาจะได้มาเท่าไร นี่แหละ “อินดี้” ของเรือเล็กแถบปราณฯ ความพิเศษของแกงส้มมะละกอที่ไม่ได้มีอยู่ในเมนู คือ เขาจะแกงโดยใส่กุ้งสดๆ แล้วโยนใบมะกรูดลงไปด้วย ทำให้กลิ่นรสของแกงส้มมะละกอแปลกแตกต่างที่จากที่เคยชิมทั่วไป

นอกจากนั้น เอกลักษณ์ของแกงส้มอยู่ที่การโขลก “เนื้อ” เข้ากับพริกแกง สำหรับเนื้อนั้นจะเป็นเนื้อปลาต้มสุกแกะเอาแต่เนื้อโขลกกับพริกแกงก็ได้ หรือจะเป็นกุ้งก็ได้ ถ้าเคยปรุงจะรู้เลยว่าการโขลกพริกแกงส้มกับเนื้อปลานั้นง่ายที่สุด เพราะเนื้อปลาจะแหลกได้ง่ายทำให้น้ำแกงถึงจะข้นแต่ก็เนียน สำหรับเนื้อกุ้ง ถือว่าปราบเซียนต้องเน้นเป็นกุ้งตัวเล็กที่เนื้อนุ่มต้มให้สุกพอดีไม่แห้งจนเกินไปเพราะจะเหนียวโขลกยาก แถมเนื้อกุ้งยังละเอียดได้ยากต้องมีฝีมือและแรงในการโขลกจริงๆ ถึงจะได้ เชื่อมือได้ว่าน้ำแกงทั้งข้นและเนียน ร้านอาหารหลายๆ ร้านไม่นิยมใช้เนื้อกุ้งเพราะทั้งโขลกให้ละเอียดได้ยากแถมยังต้นทุนสูงด้วย แต่อาหารบ้านๆ ของเรานิยมของอร่อย จึงขอใช้เนื้อกุ้งทะเลที่ช่วยให้อร่อยแปลกแตกต่าง

แกงส้มจริงๆ แล้วไม่ยาก ขอแค่ใจถึงในการปรุงทั้งมะขามเข้มข้น น้ำตาลปี๊บต้องของดีๆ หอมๆ น้ำปลาต้องพอดีๆ และที่สำคัญพริกแกงต้องมาจากร้านที่อร่อยถึงเครื่องจะทำให้เราดูมีฝีมือในการปรุงแกงส้ม ซึ่งผู้เขียนยอมรับว่าไม่ได้โขลกเองเพราะมีร้านที่เชื่อมั่นในความอร่อย จึงเน้นแค่หาวัตถุดิบดีๆ กุ้งทะเลตัวขนาดกลางๆ จะได้ไม่แข็งจนเกินไป

สำหรับแกงส้มมะละกอ มีเคล็ดลับเล็กน้อยที่ใช้เองที่บ้าน คือ ตั้งน้ำสะอาด เติมเกลือเล็กน้อย แล้วใช้ต้มกุ้งให้สุกพร้อมหัว เพื่อให้น้ำหวานจากเนื้อกุ้ง แล้วเอากุ้งมาโขลกหรือปั่นกับพริกแกง เอามาละลายน้ำ เคี่ยวให้เดือดเบาๆ ปรุงรสด้วยเครื่องปรุงให้เข้มข้นรสจัดๆ ไว้เลย เพราะน้ำจากมะละกอจะออกมาเจือจางแกงส้มให้รสกร่อยไปได้ อีกอย่างคือเติมกุ้งเป็นอย่างสุดท้ายเมื่อมะละกอนุ่มกำลังพอดีกิน ถึงจะได้กุ้งหวานพร้อมน้ำแกงเข้มข้น