ฉัฏฐ์ ธนพลอยพงศ์ การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/581139

  • วันที่ 22 ก.พ. 2562 เวลา 15:30 น.

ฉัฏฐ์ ธนพลอยพงศ์ การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด

เรื่อง สาโรจน์ ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ไม่ใช่สิ่งที่เขาใฝ่ฝันไว้ก่อนหน้านี้ ทว่า อาชีพเชฟก็ทำให้เข้าภาคภูมิและมีความสุขในทุกๆ วัน

เชฟหนุ่มอารมณ์ดี ตูน-ฉัฏฐ์ ธนพลอยพงศ์ เจ้าของร้านบลูแทมป์ คาเฟ่ (Bluetamp Cafe) คาเฟ่ที่เน้นเสิร์ฟอาหารสไตล์คาเฟ่และเสิร์ฟกาแฟออสเตรเลีย รวมถึงกาแฟเฮาส์เบลนด์จากหลายประเทศ หลายคนที่ได้มาลิ้มลองอาหาร และได้ดื่มด่ำกาแฟของเขาต่างชื่นชม และมักย้อนกลับมาเป็นขาประจำกันอยู่เนืองๆ

กว่าที่จะได้เป็นเชฟในทุกวันนี้ ชีวิตส่วนใหญ่ของเขาเริ่มต้นมาจากคอมพิวเตอร์ เป็นเด็กติดเกม ประกอบคอมพิวเตอร์ ร่ำเรียนในสายคอมพิวเตอร์ และก็เริ่มต้นทำงานด้วยหน้าที่ดูแลและวางโปรแกรมเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ให้กับธนาคารแห่งหนึ่ง

จนกระทั่งวันหนึ่งเขารู้สึกว่าชีวิตที่เป็นอยู่ค่อนข้างจำเจ จึงลาออกจากงานประจำ แล้วไปแสวงโชคในต่างแดน

“ผมไปอยู่ออสเตรเลียต้องเอาชีวิตให้รอด ซึ่งงานของเด็กไทยที่ไปอยู่ออสเตรเลีย มีช้อยส์ไม่เยอะมาก ไปล้างรถ เป็นพี่เลี้ยงเด็ก ทำความสะอาด และทำร้านอาหาร ซึ่งส่วนใหญ่จะไปเป็นเด็กเสิร์ฟในร้านอาหารไทย ส่วนผมนั้นเข้าไปทำร้านอาหารที่เป็นคาเฟ่ เพราะผมแอบคิดต่อว่าถ้าอีก 3-5 ปีข้างหน้า ถ้าเราได้ทำตรงนี้ แล้วเรากลับไปบ้านเรา เราก็สามารถเอากลับไปทำมาหากินได้”

แล้วตูนก็เริ่มสานความฝันที่ตั้งใจ ทั้งที่ภาษาก็ยังไม่คล่อง โดยเริ่มต้นจากการเป็นพนักงานล้างจาน ทว่า ขณะนั้นเขาไม่ได้ปล่อยเวลาให้ผ่านไป เขาเป็นประเภทครูพักลักจำ เขาจำวิธีการทำอาหารจากเชฟด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ จนกระทั่งวันหนึ่งเขาก็มีโอกาสได้ลงมือปรุงอาหาร ซึ่งนั่นเป็นอาหารจานแรกที่เขาทำอย่างเต็มที่และเป็นจุดเริ่มต้นของอาชีพเชฟยอดนักปรุง

“ภาษาเราก็ไม่ได้ ทุกอย่างผมต้องจดลงสมุดทุกครั้ง เขาสั่งอะไร ทำอะไร ทุกขั้นตอนเราจะจดทุกอย่าง เจ้าของร้านเขาก็เห็นความตั้งใจของเรา ประจวบเหมาะกับที่วันหนึ่งเชฟอังกฤษเมา มาทำงานไม่ไหว แล้วมีออร์เดอร์อาหารเข้ามาให้ทำพาสต้าคาโบนารา

เราก็เอาไงดีเชฟก็ไม่อยู่ เจ้าของร้านก็บอกว่ายูทำเลย เราก็เอาวะ ทำก็ทำ ตามที่เราได้จดเอาไว้ เราก็ชิม เออ อร่อย ผมอยากจะบอกว่าลิ้นคนไทยนี่สุดยอดแล้วครับ เพราะได้กินของอร่อยเยอะ และหลากรสชาติ ชิมๆ เออนัวดี ก็เอาไปเสิร์ฟแล้วแอบดูว่าลูกค้าจะกินหมดไหม เอ้ย…กินหมดเว้ย (หัวเราะ) เราก็ยิ้มมีความสุข มันเป็นจานแรกที่เราได้ลงมือทำอาหารให้ฝรั่งกิน หลังจากนั้นเชฟอังกฤษก็โดนไล่ออก แล้วผมก็ได้ขึ้นมาเป็นเชฟแทน”

จากนั้นเขาก็เริ่มต้นได้ทำอาหารเป็นเรื่องเป็นราว พร้อมทั้งได้เตรียมวัตถุดิบให้กับเชฟใหญ่อีกท่านหนึ่ง ซึ่งนั่นเป็นการดีที่ทำให้เขาเรียนรู้และเข้าใจหัวใจหลักของอินกรีเดียนของร้านอย่างเข้าใจและถ่องแท้

“พอเราได้เตรียมของเยอะๆ ทำให้เราเรียนรู้ที่จะแตกเมนูได้เยอะมาก ผมกลับมาเมืองไทยได้ 5 ปีแล้ว อาหารที่ร้านผมก็ยังตามทันอาหารที่เสิร์ฟในออสเตรเลียเวลานี้ ผมเชื่อว่าบางเมนูอาจแซงเขาไปแล้วก็ได้ เพราะผมนำมามิกซ์กับวัตถุดิบไทย อย่างผมเวลาเห็นหน้าตาอาหารจานนึงผมจะรู้เลยว่าใส่อะไรบ้าง ปรุงอย่างไรบ้าง ทั้งที่ยังไม่ได้ชิม นั่นเป็นเพราะเรารู้เรื่องวัตถุดิบเป็นอย่างดี”

หลังจานนั้นหนึ่งปีผ่านไป เชฟตูนรู้สึกเต็มอิ่มกับร้านแรก และฝันว่าสักวันหนึ่งกลับเมืองไทยจะไปเปิดร้านอาหารแน่ จึงเป็นแรงผลักดันให้เขาไปเป็นเชฟใหญ่ให้กับร้าน Cross Citi ร้านอาหารอิตาเลียน ในซิดนีย์

“ผมมาทำที่ร้านอาหารอิตาเลียน ด้วยเหตุผลที่ว่าได้เงินเยอะกว่า และที่สำคัญ ร้านที่เราอยู่เราคิดว่าเรียนเต็มอิ่มแล้ว พอแล้ว อยู่ที่นี่ผมก็ได้วิชาพาสต้า ลาซานญ่า และอาหารอิตาเลียน ที่สำคัญได้เรียนรู้เรื่องกาแฟ และเจ้าของร้านเขาก็รักเราเหมือนลูก จึงให้โอกาสเราไปอยู่อีกร้านหนึ่งซึ่งไฮเอนด์กว่าเดิมเป็นร้านลูกชายของเขา ชื่อว่าร้าน Bluestone Cafe ทำให้เราได้รู้จักอินกรีเดียนดีๆ อาหารหน้าตาดีๆ ราคาสูงมากกว่า เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ มากมาย”

ขณะที่ยังทำร้านอาหารอิตาเลียน เขายังเจียดเวลาไปเป็นเชฟที่ร้านพิซซ่าที่ขายดีที่สุดในออสเตรเลีย เพื่อเรียนรู้เรื่องของระบบของการจัดการ

“ผมมาเป็นพิซซ่าเมกเกอร์ร้านที่ขายดีที่สุดในออสเตรเลีย มีเด็กส่งพิซซ่าวันหนึ่งไม่ต่ำกว่า 20 คน เดือนๆ หนึ่งเขาขายพิซซ่าได้ประมาณ 6-7 ล้านบาท แค่ร้านเทกอะเวย์นะ มันทำให้เราเรียนรู้เรื่องระบบและรู้จัดการกับคน มาร้านผมจะเห็นว่าเด็กเยอะมาก แต่เราจะใช้พวกเขาอย่างเต็มที่ ลูกค้าไม่ต้องรอนาน ทั้งๆ ที่ครัวเรานิดเดียว ผมไม่ชอบที่ไปร้านไหนแล้วต้องรอนานๆ ผมได้เรื่องของเซอร์วิสและแมเนจครับ”

เขาใช้ชีวิตอยู่ที่ออสเตรเลีย 5 ปี ทั้งทำงาน และจบการศึกษาด้านการตลาดกลับมาเมืองไทยอย่างภาคภูมิ และแต่ละสถานที่ที่เขาได้ไปสัมผัสต่างสร้างตัวตนให้เขามีวันนี้

“แต่ละที่ที่ไปทำเราจะคิดว่าเราจะได้อะไรจากที่นั่น ผมจะไม่ค่อยได้แพลนแบบ 10-20 ปีข้างหน้า หรือมานั่งมโนเพ้อฝัน ณ ตรงนั้นผมจะคิดถึงสิ่งที่มีอยู่ สิ่งที่เป็นไปได้ แล้วผมจะก้าวไป ระหว่างที่หยุดงานผมก็จะไปเที่ยว ไปดู ไปกิน ร้านไหนที่เขาว่าเด็ดผมจะไปลอง ผมไปเมลเบิร์น ไปนิวซีแลนด์ ได้ไปลิ้มลอง ไปเรียนรู้วิถีชีวิต และรสชาติของอาหารของเขา ตรงนี้สำคัญสุดมันอยู่ในความทรงจำเรา เวลากลับมาทำเองเราจะทำได้อันนี้สำคัญมากครับ”

สัมผัสรสมือและความตั้งใจ ผ่านรสชาติอาหาร และกาแฟ ได้ที่ร้านบลูแทมป์ คาเฟ่ ซอยลาดพร้าว 73 (ถนนประดิษฐ์มนูธรรม ซอย 9) เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น. โทร. 09-2551-7300 

แวะเติมอารมณ์ ที่ ฟิลลิ่ง บาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/581132

  • วันที่ 22 ก.พ. 2562 เวลา 15:30 น.

แวะเติมอารมณ์ ที่ ฟิลลิ่ง บาร์

เรื่อง ลีโอ เคน ภาพ ณัฐพล โลวะกิจ

เมื่อใดที่อารมณ์เปื้อนฝุ่น หรือความสุขยังไม่ล้นพอ แวะมาเติมทุกอารมณ์กันได้ที่นี่…

ฟิลลิ่ง บาร์ (Feeling Bar) บาร์นีออนน้องใหม่ที่มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ “How Are You Feeling Tonight?” เพื่อตอบรับกับทุกความรู้สึก ไม่ว่าจะสุข จะทุกข์ ที่นี่ก็พร้อมตอบโจทย์ให้คุณอิน และปลดปล่อยไปกับทุกอารมณ์ได้ทุกค่ำคืน

บาร์แห่งนี้เปิดต้อนรับด้วยแสงไฟนีออนที่เปลี่ยนแสงไปตามวันและเวลา ซึ่งทางร้านเพิ่มความพิเศษในแต่ละคืนด้วยดนตรีสดเล่นเพลงเพราะๆ ในคอนเซ็ปต์ที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละค่ำคืน หากคุณมาในค่ำคืนวันอังคาร จะเป็นค่ำคืน Relaxed เน้นเพลงสบายๆ สไตล์อะคูสติก

คำคืนวันพุธ เป็น Missed มาในเพลงยุค 90s ป๊อปและร็อกจังหวะดีๆ ให้โยกกันเบาๆ ค่ำคืนวันพฤหัสบดี เป็นสไตล์ Blues อินกับเพลงเศร้าเคล้าอารมณ์ผสม R&B วันศุกร์ค่ำคืนที่เพิ่มสุขด้วยสไตล์ Happy Friday จัดเต็มกับทั้งเพลงใหม่และเพลงเก่าสุดฮิต แล้ววันเสาร์มาในสไตล์ Excited ให้เต้นกันแบบมันส์ๆ กับเพลงฮิตติดชาร์ตตลอดทั้งคืน

บรรยากาศในร้านตกแต่งด้วยสีขาว เข้าขากันดีกับไฟนีออนที่เปลี่ยนสีไปทุกค่ำคืน และเชื้อเชิญให้เข้ามาสนุกด้วยด้วยพื้นที่หลากหลายทั้งโซนโซฟาให้ทอดกายลงพักผ่อน ดื่มด่ำกับเครื่องดื่มหน้าบาร์ หรือจะมาสนุกกันเป็นแก๊งก็มีโต๊ะยาวให้จอยกันได้ครบยกก๊วน

นอกจากเสียงเพลงที่ช่วยเติมเต็มอารมณ์ ที่นี่ยังรองรับด้วยเครื่องดื่มและกับแกล้มที่ไม่ซ้ำใคร โดยเฉพาะเมนูค็อกเทลที่ผสมผสานกับไซรัปที่ทำเองเกือบทั้งหมด

เริ่มต้นแก้วแรกด้วย ซ่อนเสน่ห์ ไซรัปมินต์ผสมกับน้ำลิ้นจี่ที่มีความเปรี้ยว หวาน และความหอมผสมเข้ากันแบบกำลังดี ท็อปด้วยลิ้นจี่เสียบไม้

ต่อด้วย ช้ำแล้วไง ที่มีส่วนผสมจาก Disaronno เหล้าอิตาลีกับไซรัปน้ำใบบัวบก และน้ำมะนาว ท็อปด้วยแห้วเสียบไม้ ให้เคี้ยวเล่นเพลินๆ

แก้วนี้ก็ห้ามพลาด ตื่นตูม ที่มีส่วนผสมของโซดา มะตูม แสงโสม ซาบซ่าช่วยกระตุ้นอารมณ์ให้ตื่นตูม ปิดท้ายด้วย หวานใจ ที่มีส่วนผสมของใบเตย น้ำมะพร้าว แสงโสม หวานใจสมชื่อ

รวมไปถึงอาหารที่แค่เห็นชื่อเมนูก็บ่งบอกและสะท้อนอารมณ์อยู่ไม่น้อย เริ่มต้นที่ รักสามเส้า ซูชิสไตล์ไทยที่มาพร้อมข้าวเหนียวให้เลือกหน้าได้ ไม่ว่าจะเป็นปลาทู หมู และไก่ย่าง เสิร์ฟพร้อมซอสวาซาบิมาโย น้ำพริกเผา และน้ำพริกขี้กา

ต่อด้วย ยำโบราณ ยำวุ้นเส้นสูตรดั้งเดิมที่หอมกลิ่นกระเทียมเจียว และยังกลมกล่อมด้วยรสชาติน้ำยำ เสิร์ฟคู่กับดอกบัวหลวงที่ถูกแต่งเติมกลีบบานสีชมพูทั่วทั้งจานได้อย่างสวยงาม

คนชอบปลาต้องเมนูนี้เลย ปลาคู่รัก ปลากะพงทอดเสิร์ฟคู่กับแซลมอนซาชิมิราดด้วยยำส้มโอ

เมนูนี้ก็น่าสน เด็กเส้น สปาเกตตีโฮมเมดเส้นนุ่ม ที่คลุกเคล้าเข้ากับอกเป็ดรมควันคั่วเกลือสไตล์ไทยออกมาหอมกรุ่นน่ารับประทานที่สุด

ฟิลลิ่ง บาร์ อารีย์ซอย 4 (ฝั่งเหนือ) เปิดบริการตั้งแต่เวลา 18.00-01.00 น. (หยุดวันจันทร์และวันอาทิตย์) โทร. 08-2425-1515

ดับร้อน เติมพลัง @ สลีป อินดัสทรี เบด แอนด์ คอฟฟี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/581133

  • วันที่ 22 ก.พ. 2562 เวลา 15:30 น.

ดับร้อน เติมพลัง @ สลีป อินดัสทรี เบด แอนด์ คอฟฟี่

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

คาเฟ่ในกรุงเทพฯ มีอยู่ดาษดื่นให้เลือกเช็กอิน แต่เหตุผลที่ทำให้สลีป อินดัสทรี เบด แอนด์ คอฟฟี่ (Sleep Industry Bed&Coffee) เป็นหนึ่งในคาเฟ่ที่น่าสนใจจนต้องบอกต่อ ก็เพราะนอกจากจะแปลงโฉมจากอาคารพาณิชย์มาเป็นคาเฟ่ที่ชวนสะดุดตาด้วยความสดใสของกองทัพฟลามิงโกสีชมพูแล้ว เบื้องหลังของคาเฟ่เล็กๆ ยังซ่อนไว้ด้วยแรงบันดาลใจของสองหนุ่มที่รักการทำกาแฟ และการทำขนม จนอยากจะนำมาต่อยอดไอเดียธุรกิจคาเฟ่ที่มาพร้อมเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์

ลำพังชื่อ สลีป อินดัสทรี เบด แอนด์ คอฟฟี่ ก็บอกให้รู้เป็นนัยอยู่แล้วว่า คาเฟ่แห่งนี้มีมากกว่าแค่กาแฟดี ขนมอร่อย เพราะที่นี่เริ่มต้นจากการแปลงโฉมอาคารพาณิชย์ ให้เป็นที่พักใจกลางเมืองรายวันสุดเท่สำหรับนักเดินทาง แต่เพื่อเพิ่มบรรยากาศในการพักผ่อน ด้วยการนำกลิ่นอายความเป็นคาเฟ่เข้ามาผสมผสานไว้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะแวะมาพักค้างคืน หรือเอนกายให้หายเหนื่อยเพียงไม่กี่ชั่วโมง

ภายในร้านออกแบบให้ชวนนั่งด้วยการตกแต่งในสไตล์เรียบเท่ ได้กลิ่นอายของความดิบแบบอินดัสตรีของเหล็ก และปูนเปลือย แต่ยังแฝงไปด้วยความอบอุ่นด้วยการหยิบเอาวัสดุอย่างไม้มาเบรก ชวนให้น่านั่งเหมือนมานั่งเล่นบ้านเพื่อน

ซิกเนเจอร์ที่มาแล้วอยากให้ลองชิม ต้องยกให้หลากหลายเมนูเครื่องดื่มที่คอกาแฟไม่ควรพลาด มีทั้งเมนูเอสเปรสโซ่รสชาติเข้มข้น ที่ใช้เมล็ดกาแฟทั้งนอกและในประเทศมาผสมกัน นอกจากนี้ยังมี Special Coffee น่าลอง อุ่นเครื่องด้วย Nitro Cold Brew นำเทคนิคการใช้ไนโตรเจนมาทำให้กาแฟมีรสชาติดีขึ้น ลดความเปรี้ยวและขม แต่ยังให้ความรู้สึกสดชื่น กลมกล่อม เพิ่มฟองครีมที่อยู่บนแก้วที่มีเนื้อสัมผัสละเอียดนุ่มนวล คล้ายกับการดื่มเบียร์เย็นๆ หรือจะลอง Neapolitan Nitro Cold Brew เป็นการนำกาแฟไนโตรโคลด์บริว มาผสมกับนมสดแล้วเพิ่มรสชาติความหวานด้วยสตรอเบอร์รี่ไซรัปให้กาแฟมีความหวานละมุนลิ้น

อีกเมนูน่าลอง ต้องหลีกทางให้ A O T (Americano Orange Tonic) ทีเด็ดอยู่ที่การนำกาแฟเอสเปรสโซ่มาผสมกับโทนิค แล้วเพิ่มรสชาติความหวานด้วยน้ำเชื่อมสกัดจากส้มแมนดารินสูตรลับของทางร้าน ช่วยให้กาแฟมีความซ่าจากน้ำโทนิค ดื่มแล้วรู้สึกสดชื่นจากความซ่าและรสหวานของส้มแมนดาริน

ดื่มด่ำกับโลกของเครื่องดื่มแล้ว มาอิ่มท้องกันต่อกับเมนูของกินเล่นที่ไม่ซับซ้อนแต่รสชาติเข้าท่า ถึงแม้จะปรุงจากครัวขนาดเล็ก แต่เน้นหนักเรื่องวัตถุดิบคุณภาพและสูตรการปรุงที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้เมนูธรรมดาน่าประทับใจไม่รู้ลืม

เริ่มจาก Egg Benedict with Avocado Toasts ชวนหิวด้วยไข่ดาวน้ำยางมะตูมราดด้วยซอสฮอร์ลันเดส เสิร์ฟกับขนมปังปิ้งหน้าอโวคาโดและกุ้งย่าง ราดด้วยน้ำสลัดครีมรสจี๊ดจ๊าด ความสดของเนื้อกุ้งกับอาโวคาโดสดๆ กับน้ำสลัดครีมข้นให้รสชาติที่กลมกล่อมแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร

จากนั้นมาล้างปากด้วยเมนูของหวานอย่าง กาเนอเล่ (Canele) ขนมสไตล์ฝรั่งเศสที่กรอบนอกนุ่มใน อบใหม่วันต่อวัน หาได้ไม่กี่ร้านในบ้านเรา หรือถ้าเป็นสายหวาน แนะนำเมนูขนมเค้ก นำทีมโดย Double Fromage Cheesecake ชีสเค้กสองชั้น ชั้นแรกเป็นชีสเค้กอบเนื้อแน่น ประกบด้านบนด้วยมาสคาโปเนมูส คั่นด้วยสตรอเบอร์รี่เจลลี่ผสมโป๊ยกั๊ก หรือจะลอง Strawberry Shortcake รับรองถูกใจคนรักสตรอเบอร์รี่แบบเต็มๆ เสิร์ฟกับครีมสด และชิฟฟ่อนแสนลงตัว เอาใจคนชอบชีสต่อด้วย Blueberry Chessecake เสิร์ฟกับครีม ซอสบลูเบอร์รี่ และบลูเบอร์รี่สด ปิดท้ายด้วย Young Coconut Cake เสิร์ฟกับครีมสด รสหวานกลมกล่อมกำลังพอดี

สลีป อินดัสทรี เบด แอนด์ คอฟฟี่ ซ่อนตัวอยู่ในอาคารพาณิชย์ ใจกลางสุขุมวิท (ระหว่างสุขุมวิท 32-34) 300 เมตร จากบีทีเอสทองหล่อ เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00-20.00 น. โทร. 06-5521-8119 

ทับทิมกรอบวัดสุทธิ อร่อยจริงคอนเฟิร์ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/581130

  • วันที่ 22 ก.พ. 2562 เวลา 14:10 น.

ทับทิมกรอบวัดสุทธิ อร่อยจริงคอนเฟิร์ม

เรื่อง/ภาพ แมงโก้หวาน

หากพูดถึงร้านทับทิมกรอบฝั่งพระนครที่ดังที่สุดและอร่อยที่สุด เท่าที่นึกออกคงไม่มีร้านไหนแล้วล่ะมั้ง นอกจาก ร้านทับทิมกรอบวัดสุทธิ ตั้งบนถนนเจริญกรุง ใกล้กับวัดสุทธิวราราม อยู่ฝั่งเดียวกับวัด ห่างกันแค่ถนนในซอยกั้น ถ้าเดินทางมาจากห้างโรบินสัน บางรัก จะถึงร้านทับทิมกรอบก่อน ซึ่งในร้านจะขายอาหารด้วย

ว่าด้วยความดังและความอร่อยของเขานั้น บอกเลยว่าไม่ได้อวย เพราะมีลูกค้าจำนวนมากไปกินแล้วรีวิว คนนี้ก็ว่าอร่อย คนนั้นก็ว่าอร่อย คนก็เลยแห่ไปกิน และซื้อกลับมาฝากคนที่บ้านด้วยโทษฐานอร่อยจนยากที่จะกินคนเดียว อร่อยคนเดียว นี่คือที่มาของความดัง เมื่อใครเขาก็ว่าอร่อย แมงโก้หวานเลยต้องไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง ไหนๆ ก็คอของหวานอยู่แล้ว ขนาดเบาหวานยังเรียกพี่

ไปลิ้มลองมาเมื่อวันที่ 19 ก.พ. วันมาฆบูชาพอดี ร้านเปิด 11 โมง พอเปิดร้านเท่านั้น ลูกค้าก็มายืนออรอสั่งอยู่ที่หน้าร้าน โดยที่วัตถุดิบไม่ว่าจะเป็นแห้ว มะพร้าวกะทิ ลูกตาล ทับทิมกรอบ น้ำกะทิ ยังไม่ทันยกออกมาตั้งวางตรงตู้กระจกหน้าร้านเลย

เจ้าของที่มีอยู่ 4 คน ต้องช่วยจัดเตรียมให้ลูกค้าอยู่ข้างในร้านพัลวัน ดีนะแมงโก้หวานไปถึงร้าน 10 โมงครึ่งเลยได้สั่งก่อนใคร กระนั้นก็ไม่มีโอกาสได้คุยกับเจ้าของร้านสักคน เพราะแต่ละคนสาละวนกับการเตรียมให้กับลูกค้าที่สั่งกลับบ้าน ส่วนโต๊ะที่นั่งกินในร้านก็ไม่มีโต๊ะว่าง คนที่ยืนรอหน้าร้านก็เพียบ พอเห็นสถานการณ์อย่างนั้นและยังไม่ได้ชิม ก็พอจะเดาออกว่า ทับทิมกรอบของเขาคงอร่อยสมคำร่ำลือ

ก่อนที่เจ้าของจะนำเสิร์ฟ เลยขออนุญาตถ่ายรูปและคุยไปด้วย เพื่อไม่ให้เจ้าของเสียเวลาขาย ขณะที่เราก็ได้งานด้วย ต้องบอกว่าตั้งแต่กินทับทิมกรอบมา ร้านนี้เครื่องจัดเต็ม ทั้งทับทิมกรอบ ทั้งลูกตาลที่อ่อนพอดี มะพร้าวกะทิเนื้อนุ่ม ชิ้นใหญ่มาก ทับทิมกรอบตักใส่เยอะเลย แห้ว 2 ลูก มะพร้าวกะทิ 2 ชิ้นใหญ่และหนา ตาลอ่อนอีก 2 ชิ้นเบ้อเริ่ม ราดด้วยน้ำเชื่อมที่มีเนื้อขนุนสีทองลอยละล่อง

ตามด้วยน้ำกะทิสดตัดหวานและเพิ่มความหอมกรุ่น โปะด้วยน้ำแข็งไส คนจนเข้ากันดีแล้วกินได้เลย รสชาติหอมหวานมันอร่อยเย็นชื่นใจ เคี้ยวก็เพลิน ความหวานนั้นไม่หวานมาก และต้องบอกก่อนว่าน้ำกะทิสดของเขานั้นอบควันเทียนด้วย เวลากินจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นเทียนนิดๆ ราคาต้องบอกว่าไม่แพงกับความอร่อยและปริมาณที่ได้ ธรรมดา 35 บาท พิเศษ 40 บาท

อยากชิมอยากลองเชิญเลยครับ ร้านเปิดทุกวันเวลา 11 โมง ไปจนถึง 5-6 โมงเย็น (หยุดเฉพาะวันอาทิตย์) บางทีก็ไม่ถึงเพราะขายหมดเร็ว สอบถามก่อนได้ที่เบอร์ 08-5957-1906, 08-9885-7952 

อาหารไทยรสจัดจ้านที่ คุณจัน-ท-นี เรสเทอรองต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/581128

  • วันที่ 22 ก.พ. 2562 เวลา 12:00 น.

อาหารไทยรสจัดจ้านที่ คุณจัน-ท-นี เรสเทอรองต์

เรื่อง  วราภรณ์ ภาพ  กิจจา อภิชนรจเรข

อ๋อย-จันทนี สิงห์สุวรรณ อดีตนางงาม พิธีกร นางแบบ และนักแสดง เจ้าของและผู้ก่อตั้ง คุณจัน-ท-นี เรสเทอรองต์ ก่อตั้งตั้งแต่ปี 2537 ผ่านมา 25 ปีแล้ว ที่ย่านประชาชื่น

ดั้งเดิม คุณจัน-ท-นี เรสเทอรองต์ ร้านแรกตั้งอยู่ลาดพร้าว 58/1 และเพิ่มสาขามาที่สีลม รู้จักกันดีกับรสชาติอาหารไทยรสชาติจัดจ้าน ค่าที่คุณยายทำอาหารเก่งมากและเป็นชาวภูเก็ต อาหารที่เธอกินตั้งแต่เด็กๆ ใช้วัตถุดิบที่ส่งตรงจากภูเก็ต เช่น แกงไตปลา น้ำพริกกุ้งเสียบกุ้งตัวใหญ่ๆ เต็มๆ คำ

แรงบันดาลใจทำร้านอาหารเริ่มมาจากเธออยู่กรุงเทพฯ แล้วหาอาหารใต้รสชาติแท้ๆ กินลำบาก ประกอบกับสูตรทำพริกแกงของคุณยายที่ถ่ายทอดให้คุณป้ามีรสชาติที่อร่อยมาก เธอจึงอยากแชร์ให้คนอื่นๆ ได้กินอาหารใต้ที่มีรสชาติอร่อยๆ บ้าง

สาขาแรกเปิดที่โรงเรียนสอนภาษาบริติช อเมริกัน ที่เธอเป็นประชาสัมพันธ์ให้ ได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากๆ คนเข้าร้านอาหารแน่นตลอด สาขา 2 จึงเกิดตามมา สาขาที่ลาดพร้าว 58/1 ไม่ได้ทำแล้วเปลี่ยนเป็นออฟฟิศแทน ปัจจุบันเปิด 2 สาขา ที่ประชาชื่น ย่านตลาดบองมาร์เช่ และคุณจัน-ท-นี เรสเทอรองต์ สาขาแกรนด์คาแนล ประชานิเวศน์ ส่วนสไตล์การตกแต่งร้านเพิ่งรีโนเวตใหม่ เพราะร้านโดนน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 และปิดปรับปรุงนานถึง 2 ปี ให้มีสีน้ำตาล ขาว และเขียว เพื่อเพิ่มความสดใส

“เมนูเด็ดของที่บ้านคือ ไก่ผัดหน่อไม้ผัดเผ็ด ซุปน่องไก่ น้ำพริกกุ้งเสียบ รสชาติอาหารของทางร้านที่ครองใจคนมา 25 ปี คือ ราคาอาหารไม่แพง อิ่มอร่อยได้ในราคาย่อมเยา รสเผ็ดจัดสไตล์ภูเก็ตแท้ๆ คือ อ๋อยอยากได้รสชาติเผ็ดแบบเข้มข้น ม.ร.ว.ถนัดศรี เคยมาชิมอาหารที่ร้านตอนเปิดใหม่ เคยทักว่าทำไมไม่ใช่รสชาติภูเก็ตแท้ๆ แต่อ๋อยก็ปรับรสใส่น้ำตาลเข้าไปให้ถูกกับลิ้นคนกรุงเทพฯ นิดหนึ่ง แต่ตอนนี้ปรับให้มีรสชาติใต้แท้ๆ คือเผ็ดเข้มข้น”

เรียกว่าแต่ละเมนูที่คัดสรรในร้าน จันทนีควบคุมรสชาติน้ำพริกแกงทุกครกอย่างใกล้ชิด ชิมละเอียดไปจนถึงรสชาติวัตถุดิบ เช่น น้ำปลา มะนาว มะขามเปียก ว่ารสชาติเป็นอย่างไร เพื่อการปรุงให้เหมือนต้นตำรับแท้ๆ

“ลูกค้าของร้านเป็นลูกค้ากลุ่มเดิมๆ ที่กินตั้งแต่เปิดร้าน ไม่ใช่วัยรุ่น เราจึงไม่เน้นการตลาดแบบโซเชียล เราไม่เน้นออนไลน์สั่งอาหาร อยากให้คนมานั่งพูดคุยในบรรยากาศสบายๆ เพราะลูกค้าที่มากินที่ร้านสามารถสั่งได้ว่า เผ็ดพริก 2 เม็ด หรือขออาหารรสชาติกลางๆ ได้ เราไม่ได้มีแต่อาหารทางใต้เท่านั้น อาหารภาคกลางเราก็มีไว้บริการ ส่วนใหญ่ลูกค้าของเราเป็นผู้ใหญ่ คนวัยทำงาน ข้าราชการ ผู้ใหญ่ที่มาสไตล์ครอบครัว มีบางคนกินตั้งแต่รุ่นคุณแม่ ปัจจุบันพาลูกมากิน ส่งต่อรุ่นสู่รุ่น นิยามของร้านคือ อยากให้คนคิดถึงเราก็คือรสชาติอร่อย อาหารไทยรสจัด เมื่อก่อนมีเมนูใต้ 5 รายการ ปัจจุบัน 10 รายการ และอาหารไทยเมนูอื่นๆ ไว้คอยบริการด้วย”

เมนูเด็ดที่มัดใจลูกค้า ได้แก่ “เส้นหมี่แกงปู” เด็ดตรงทางใต้กินเส้นหมี่กับแกงปูเน้นๆ เต็มคำ แต่ไม่ใส่ใบชะพลู รสชาติคล้ายน้ำยากะทิ แต่รสชาติเผ็ดนำ อีกเมนู “จุดเดือด” คือต้มแซ่บจิ้มจุ่ม น้ำซุปเปรี้ยวจี๊ดเข้มข้น เป็นเมนูภาคกลางประยุกต์

เมนู “ปูหลน” หรือ “แกงคั่วหอยขม” คนก็ชอบสั่ง หรือเมนู “น้ำพริกกุ้งเสียบ” สูตรภูเก็ต เด็ดตรงที่กรุงเทพฯ หากินเมนูนี้ได้ยาก แต่ทางร้านสั่งเมนูนี้มาจากภูเก็ตเลย กุ้งตัวโตๆ เต็มๆ คำ เมนู “แกงไตปลา” ส่งตรงมาจากภูเก็ต เด็ดตรงเข้มข้นสะใจ น้ำแกงไม่เหมือนสูตรกรุงเทพใสๆ ลองคลุกกับข้าวก็อร่อย เพื่อให้เหมาะกับคนกรุงเทพฯ แกงไตปลาใส่ผักเพิ่ม เช่น เม็ดขนุนหน่อไม้ มะเขือเปราะ มะเขือพวง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ด้วย

“ใบเหลียงผัดไข่ใส่กุ้งเสียบ” เมนูนี้เด็ดตรงใบเหลียงไดเรกต์มาจากภูเก็ต ซึ่งในกรุงเทพฯ หาผักชนิดนี้ยากมาก บางฤดูก็ไม่มีเมนูนี้เพราะวัตถุดิบหายากมาก อีกทั้งใบเหลียงกินแล้วดีต่อสุขภาพ คนจีนชอบมาก “สะตอผัดกะปิกุ้งสด” อร่อยตรงสะตอสั่งตรงจากภูเก็ตเช่นเดียวกัน รสชาติเหมือนผัดน้ำพริกกุ้งสดใส่กะปิ ถูกปากทั้งคนใต้และคนกรุงเทพฯ

สำหรับเส้นทางมาคุณจัน-ท-นี เรสเทอรองต์ หากมาทางวัดเสมียนนารีวิ่งตรงมาจะเจอสี่แยกไฟแดงแรกที่ผ่านตลาดบองมาร์เช่ ให้ชิดขวา เลี้ยวขวา ร้านจะอยู่ทางด้านขวา ตรงข้ามท็อปส์ซูเปอร์มาร์เก็ต สามารถจอดรถที่ท็อปส์ซูเปอร์มาร์เก็ตได้

หรือหากมาจากเลียบคลองประปา วิ่งจนมาเจอไฟแดงแรกใหญ่ผ่านตลาดประชานิเวศน์ 1 ให้เลี้ยวซ้ายมือตรงไฟแดงใหญ่ ร้านอยู่ห่างจากไฟแดงเพียง 200 เมตร ร้านเปิดเวลา 11.00-22.00 น. ด้านบนยังมีห้องคาราโอเกะจุคนได้ราว 50 คน สามารถจองทั้งชั้นได้ ชั้นล่างจุได้ประมาณ 15 โต๊ะหรือประมาณ 50 คน ลูกค้าจะเยอะมากช่วงมื้อเย็นๆ หากตั้งใจจะมาสามารถโทรสั่งอาหารได้ล่วงหน้า หรือจะมาเสาร์หรืออาทิตย์ ควรจองที่นั่งก่อนล่วงหน้า 2 วัน โทร. 02-954-2317 

อาหารไทยรสจัดจ้านที่ คุณจัน-ท-นี เรสเทอรองต์

อาหารไทยรสจัดจ้านที่ คุณจัน-ท-นี เรสเทอรองต์

อาหารไทยรสจัดจ้านที่ คุณจัน-ท-นี เรสเทอรองต์

อาหารไทยรสจัดจ้านที่ คุณจัน-ท-นี เรสเทอรองต์

เที่ยวเทรนด์ใหม่ สัมผัสที่มากกว่ามองเห็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/580733

  • วันที่ 19 ก.พ. 2562 เวลา 08:57 น.

เที่ยวเทรนด์ใหม่ สัมผัสที่มากกว่ามองเห็น

โรงแรมที่พักจะไม่ได้เป็นแค่ที่ซุกตัวนอนเพื่อรอรุ่งเช้าออกไปเที่ยวอีกต่อไป เพราะเทรนด์การท่องเที่ยวยุคใหม่ ที่พักคือจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว ผู้แสวงหาคำตอบบางอย่างในชีวิต ที่การท่องเที่ยวแบบเดิมตอบโจทย์พวกเขาไม่ได้

ปาริฉัตร แฮห์เนนห์ ผู้จัดการภาคพื้นประเทศไทย และอินโดจีน บุ๊กกิ้งดอทคอม (Booking.com) เผยข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวของคนรุ่นใหม่ จากฐานข้อมูลการจองที่พัก และแบบสำรวจจากนักท่องเที่ยว 29 ประเทศ พบว่านักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ มีความต้องการที่พักที่กำลังจะกลายเป็นเทรนด์ใหม่ของโลก

เที่ยวอย่างเข้าถึง

จากวิถีชีวิตที่แสนวุ่นวาย แสงสี และรถติดในเมืองหลวง นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยจึงเลือกแสวงหาความสงบด้วยการเลือกที่พักแสนเรียบง่าย เช่น วิวท้องนา ภูเขา และริมลำธาร แล้วใช้เวลาพักผ่อนท่ามกลางความเงียบสงบ เพื่อชาร์จพลังชีวิตกลับมาให้เต็มอีกครั้ง

ในขณะที่นักท่องเที่ยวอีกกลุ่มหนึ่ง ไม่ได้ต้องการเที่ยวเพียงแค่การสัมผัสธรรมชาติที่สวยงาม แต่ต้องการเข้าถึงวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น ด้วยการจัดทริปเพื่อการเรียนรู้

เทรนด์การเดินทางประเภทใหม่และวิธีการที่จะช่วยเติมเต็มความต้องการส่วนตัวของผู้เดินทาง ดังจะเห็นได้ว่าผู้เดินทางมุ่งมั่นที่จะมองหาและทำให้ทริปเดินทางมีความหมายยิ่งขึ้น

จากการสำรวจนักท่องเที่ยวมากกว่า 56 เปอร์เซ็นต์ บอกเล่าถึงการเดินทางของพวกเขาว่า การเดินทางท่องเที่ยวได้สอนทักษะการใช้ชีวิตที่ประเมินค่าไม่ได้ จึงมีแนวโน้มว่าในปี 2562 จะมีนักท่องเที่ยวที่ต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จัดทริปการเดินทางที่ไม่ได้คำนึงถึงจุดหมายปลายทาง แต่เน้นไปที่กิจกรรมที่ต้องการทำ โดยมีวิวธรรมชาติเป็นเป้าหมายรอง ยกตัวอย่างเช่น การจัดทริปไปทำงานอาสาสมัคร และทริปเน้นเรียนรู้ทักษะในกลุ่มผู้เดินทางทุกช่วงวัย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเจเนอเรชั่นแซด ที่ให้ความสำคัญกับทักษะประสบการณ์ชีวิตนอกห้องเรียน พอๆ กับการให้ความสำคัญกับใบปริญญาบัตร เพราะโลกยุคใหม่การเรียนรู้ชีวิตที่ได้จากการเดินทางท่องเที่ยวสามารถนำมาใช้ในชีวิตจริง

บทบาทของประสบการณ์นอกห้องเรียน ได้กลายมาเป็นคุณสมบัติของพนักงานที่น่าสนใจในสายตาของบริษัทหลายๆ แห่งที่ต้องการพนักงานที่มีวิสัยทัศน์ในการมองโลกที่กว้างขึ้น มีความมั่นใจในตัวเอง

ทำให้นักท่องเที่ยวมากกว่า 68 เปอร์เซ็นต์ เลือกที่จะจัดทริปเดินทางแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม เพื่อเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ อีก 54 เปอร์เซ็นต์ เลือกการจัดทริปอาสาสมัคร และอีก 52 เปอร์เซ็นต์ เลือกที่จะจัดทริปทำงานต่างประเทศและเที่ยวไปด้วยในตัว

จุดที่น่าสนใจในการสำรวจนี้ ก็คือการท่องเที่ยวด้วยการจัดทริปทำงานในต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นที่นิยมอย่างมากกับคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเรียนจบ แล้วต้องการหาประสบการณ์ในการทำงาน ได้ท่องเที่ยว พร้อมกับการได้ฝึกทักษะภาษา และใช้เวลาว่างช่วงวันหยุดเดินทางท่องเที่ยวในประเทศนั้นไปในตัว ใช้ช่วงเวลาไม่กี่เดือนหรือช่วงปีนั้น เต็มไปด้วยประสบการณ์ชีวิตที่สร้างมูลค่าให้กับตัวเองไปตลอดชีวิต

แปลกและแตกต่าง

บ้านต้นไม้ กระท่อมปลายนา ปราสาทเจ้าหญิง โรงแรมใต้พิภพ แล้วไปจบที่ใต้ทะเล คือที่พักที่นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ต้องการ โรงแรม 5-6 ดาว กับสปาสุดหรูและวิวทะเลส่วนตัว ดูธรรมดาเกินไปสำหรับนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ โรงแรมเหล่านี้มีเงินก็พักได้ แต่ที่พักแปลกๆ มีเงินก็ใช่ว่าจะเข้าพักได้ง่ายๆ ต้องใช้ความพยายามในการค้นหา และแย่งชิงกับนักท่องเที่ยวอีกนับล้านที่ต้องการจับจองที่พักเหล่านี้

จากการสำรวจนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ พบว่าส่วนหนึ่งมีความต้องการสำรวจดินแดนบนโลกที่มนุษย์น้อยคนนักจะเดินทางเข้าไป อารมณ์บุกเบิกใหม่แบบอินเดียน่าโจนส์ เริ่มก่อขึ้นในใจของนักเดินทาง บ้างก็สนใจที่พักใต้พิภพ รวมทั้งที่พักในทะเล มีมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

ยิ่งไปกว่านั้น โรงแรมและที่พักแนวนี้ก็เริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวเลือกไปพักที่บ้านพัก บ้านต้นไม้ เรือพัก แพลอยน้ำ ได้ใช้ชีวิตแบบคนท้องถิ่น และทำให้พบเห็นพื้นที่ในเมืองหรือบางส่วนของประเทศในแบบที่ไม่สามารถสัมผัสได้ หากไปพักในโรงแรมทั่วไปหรือเที่ยวตามรายการนำเที่ยวต่างๆ

ที่สำคัญคือ การเดินทางแบบนี้ประหยัดค่าใช้จ่าย และได้สิ่งที่มากกว่าการเข้าพัก ทำให้นักท่องเที่ยวชาวไทยกว่า 62 เปอร์เซ็นต์ นิยมเที่ยวแบบนี้มากกว่า

นอกจากจะเป็นการหาแรงบันดาลใจให้ตัวเองแล้ว ผู้เดินทางยังต้องการทำให้เพื่อนๆ ที่ติดตามโซเชียลมีเดียรู้สึกประทับใจ แสดงความเป็นตัวของตัวเองเหมือนตัวเองได้กลายเป็นผู้นำเทรนด์การท่องเที่ยวแนวนี้

ผลพลอยได้จากการท่องเที่ยวแนวนี้ก็คือ ความตื่นตัวที่เพิ่มขึ้นในเรื่องประเด็นต่างๆ ทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นสิทธิมนุษยชนหรือความเท่าเทียมบางอย่าง เพราะการที่เราได้เข้าพักคลุกคลีอยู่กับคนท้องถิ่น โดยปราศจากสิ่งอำนวยความสะดวกหรูหรา ทำให้เราได้พูดคุยและเห็นภาพอีกโลกที่เราไม่เคยสัมผัสและเก็บรักษาประสบการณ์

นับตั้งแต่สถานที่ที่พวกเขากินและนอน ไปจนถึงสถานที่จับจ่ายซื้อของและดูกีฬาสุดโปรด โดยมุ่งไปที่การสร้างช่วงเวลาที่มีความสุขและความพึงพอใจไปอีกนานเมื่อหวนนึกถึง จึงมีคำกล่าวของนักท่องเที่ยวในกลุ่มนี้ว่า “สิ่งที่ทำมีความสำคัญเทียบเท่าหรือมากกว่าการไปเยือน”

ทริปสั้นแต่กิจกรรมล้นเหลือ

ในช่วงเวลาที่ผู้คนต้องทำงานหาเงินจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน ทริป 2 วัน 1 คืน ช่วงสุดสัปดาห์จึงมีความหมายสำหรับพวกเขามากมาย อีกเทรนด์หนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวเลือกเดินทางคือ การร่วมทำกิจกรรมที่จัดขึ้น ประสบการณ์การเดินทาง จึงช่วยแบ่งเบาภาระความเครียดจากชีวิตวัยผู้ใหญ่

นักเดินทางวัยทำงานกว่า 42 เปอร์เซ็นต์ เลือกวางแผนที่จะไปเยือนจุดหมายที่ทำให้รู้สึกเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง เพราะวัยเด็กเต็มไปด้วยความสุขความสนุกและพลังชีวิตที่ล้นเหลือ

จึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมตลาดโบราณ 100 ปี สถานที่ท่องเที่ยวย้อนยุคจึงผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด ดังนั้นในปี 2562 เราจะได้เห็นที่พักให้ความสำคัญกับบรรยากาศที่ความรู้สึกย้อนวัย เต็มไปด้วยความสนุกนาน สระลูกบอลและปราสาทเบาะกระโดดสำหรับผู้ใหญ่ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เดินทางกลุ่มมิลเลนเนียล และกลุ่มเจนแซด

รวมทั้งแผนการเดินทางอัดแน่นในระยะเวลาสั้นๆ จะมาแรง แต่การอัดแน่นที่ว่านี้ไม่ใช่การเที่ยวหลายๆ จุดในวันเดียวแบบชะโงกทัวร์ยุคก่อน แต่เป็นการอัดแน่นด้วยกิจกรรมมากมาย เช่น กิจกรรมเรียนรู้ธรรมชาติ กิจกรรมทำฟาร์ม เกี่ยวข้าว นวดขนมปังทำพิซซ่า รีดนมวัว หรือทัวร์แอดเวนเจอร์ ทำกิจกรรมแข่งรถโกคาร์ต เล่นเครื่องเล่นต่างๆ ตลอดทั้งวัน สะท้อนแนวคิด Less is more หรือ “เรียบง่ายแต่ได้มาก”

โฮมสเตย์มาแรง

กอบศักดิ์ ภูตระกูล นักเศรษฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาประเทศ การเงิน และตลาดทุน ได้พูดถึงการท่องเที่ยวในประเทศไทย ในงานประกาศผลรางวัล จีเอสบี สมาร์ท โฮมสเตย์ ว่า การท่องเที่ยวในประเทศไทยถือเป็นแหล่งรายได้หลักอย่างหนึ่งที่นำเงินเข้าประเทศเป็นจำนวนมาก หากพูดถึงการท่องเที่ยว คิดว่าโฮมสเตย์น่าจะเป็นคำตอบใหม่ของการท่องเที่ยวในประเทศไทย และกำลังเป็นเทรนด์ใหม่ของการท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสเข้าถึงสถานที่ท่องเที่ยวนั้น

มีคำกล่าวหนึ่งในภาพยนตร์เรื่อง The Beach ที่ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ แสดงนำ พูดว่า หากมาเที่ยวแล้วต้องตื่นเช้ามากินขนมปัง ไส้กรอก เหมือนกับอาหารเช้าที่บ้าน แล้วเราจะเสียเวลาเดินทางข้ามโลกมาที่นี่ทำไม

ประโยคนี้สะท้อนให้เห็นความต้องการของนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ว่าเขาไม่ได้ต้องการเดินทางมาเที่ยวเพื่อมาพักโรงแรมหรู นอนในห้องแอร์ ว่ายน้ำในสระของโรงแรม แต่ต้องการเที่ยวเพื่อเข้าถึงวิถีชีวิตของคนในพื้นที่นั้นๆ ว่าเขาทำอะไรกันบ้าง มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และสัมผัสประสบการณ์ที่การท่องเที่ยวแบบอื่นๆ ไม่สามารถมอบให้ได้

ดังนั้น โฮมสเตย์ไทยจึงมีอนาคตไกล เราต้องปรับตัวพร้อมรับกับนักท่องเที่ยว สร้างกิจกรรมที่ทำให้มูลค่าของการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น วิถีชีวิตเราขายได้ วัฒนธรรมเราขายได้ และเป็นที่ต้องการของนักท่องเที่ยวที่จะมาพักผ่อนและหาประสบการณ์ชีวิตที่เขาจะไม่มีวันลืม

ด้าน ปาริฉัตร ก็กล่าวในทำนองเดียวกันว่า สิ่งที่เราอยากจะแนะนำให้กับโรงแรมที่พักต่างๆ โดยเฉพาะโฮมสเตย์ที่มีจำนวนที่พักและความต้องการเพิ่มขึ้นทุกปีนั้น คือเรื่องของกิจกรรมในที่พัก ต่อไปนี้จุดมุ่งหมายของนักท่องเที่ยวจะนิยมการทำกิจกรรมในโรงแรมที่พักเพิ่มมากขึ้น ซึ่งทำให้พวกเขารู้สึกว่าเงินที่จ่ายไปนั้นคุ้มค่ามากกว่าการเข้าพักเพียงไม่กี่คืน กิจกรรมที่จะทำให้เขารู้สึกสนุกและได้พักผ่อนและท่องเที่ยว

ชิโกคุ ครั้งแรก (5)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/580564

  • วันที่ 17 ก.พ. 2562 เวลา 13:21 น.

ชิโกคุ ครั้งแรก (5)

แรกเริ่มเดิมทีประเทศญี่ปุ่นได้รับวัฒนธรรมการผลิตกระดาษมาจากชาวจีน ต่อมาได้มีการคิดค้นวิธีการผลิตในแบบเฉพาะของตัวเองเกิดเป็นกระดาษที่มีเอกลักษณ์อย่าง “กระดาษวาชิ” กระดาษสาญี่ปุ่นที่มีประวัติยาวนานกว่าพันปี แหล่งผลิตกระดาษวาชิมีแพร่หลายในญี่ปุ่น แต่มีเพียงไม่กี่แห่งที่เป็นแหล่งผลิตเก่าแก่ดั้งเดิม และมีชื่อเสียงเรื่องคุณภาพ จังหวัดโคจิก็เป็นหนึ่งในแหล่งผลิตกระดาษวาชิที่มีประวัตินานนับพันปี ถึงขั้นได้รับสมญานามว่า “ประเทศแห่งการทำกระดาษ” โดยกระดาษสาของโคจิจะเรียกว่า “โทสะวาชิ”

จากร้านข้าวหน้าปลาไหล ใช้เวลามาประมาณ 30 นาที จะมาถึงเมืองอิโนะแหล่งผลิตกระดาษโทสะวาชิอันขึ้นชื่อของโคจิ ในเมืองอิโนะมีพิพิธภัณฑ์กระดาษ และหมู่บ้านหัตถกรรม ที่เราสามารถเรียนรู้และทดลองทำกระดาษโทสะวาชิได้ โปรแกรมนี้เราได้มาทดลองทำกระดาษที่หมู่บ้านหัตถกรรม Qraud บอกตามตรงตอนแรกเข้าใจว่าที่นี่คือ จุดพักรถที่มีคอร์สทำกิจกรรมสำหรับนักท่องเที่ยว เพราะด้านหน้ามีที่จอดรถบริเวณกว้าง อาคารด้านหน้าก็มีลักษณะการออกแบบตกแต่งค่อนข้างเรียบมีสไตล์ ไม่ตรงกับภาพที่คิดไว้ว่าถ้าพูดถึงหมู่บ้านหัตถกรรมก็จะให้ภาพเป็นหมู่บ้านชนบทมีคุณลุงคุณป้านั่งทำงานฝีมือ แต่ที่จริงแล้วที่นี่ไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย นอกจากมีอาคารสำหรับเรียนรู้การทำกระดาษ ที่นี่ยังมีที่พัก ห้องอาหาร ออนเซน แกลลอรี และคอร์สกิจกรรมอื่นๆ เช่น การทอผ้า และพายเรือแคนู สามารถมาพักและทำกิจกรรมทั้งครอบครัวที่นี่ได้

ระหว่างเจ้าหน้าที่กำลังสาธิตวิธีการทำกระดาษ พลางนึกถึงสมัยเด็กตอนทำโครงงานวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องการทดลองทำกระดาษ ฉันจึงพอมีความเข้าใจกระบวนการอยู่บ้าง ทำให้ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นที่ได้มาทดลองทำกระดาษญี่ปุ่นแบบนี้ ก่อนอื่นเขาให้ทุกคนเขียนชื่อบนกระดาษเพื่อนำไปติดบนเก้าอี้ที่จะใช้วางกระดาษที่เราทำ อุปกรณ์สำคัญคือบล็อกไม้สำหรับชอนกระดาษ มี 2 ชิ้นด้วยกันชิ้นบนเป็นบล็อกไม้แบ่งเป็นล็อกๆ เพื่อแบ่งกระดาษเป็นแผ่นเท่าขนาดโปสการ์ด ขั้นตอนแรกกวนเยื่อกระดาษในน้ำให้แตกออกจากกันแล้วนำบล็อกไม้ชอนเยื่อกระดาษในบ่อขึ้นมา เขย่าๆ เพื่อกรองน้ำออก เสร็จแล้ววางพักไว้เก็บความเรียบร้อยไม่ให้มีกระดาษติดอยู่ตรงบล็อกไม้ด้านบน แล้วตั้งบล็อกไม้เข้าหาตัวเอียงประมาณ 45 องศา นับไป 5 วินาที ตั้งวางไว้แล้วดึงบล็อกไม้ด้านบนออก จากนั้นตั้งบล็อกไม้เอียงเท่าเดิมหันออกไปด้านนอก สุดท้ายนำไปคว่ำลงบนเก้าอี้ ตอนนี้กระดาษที่เห็นอยู่ตรงหน้า ลักษณะเป็นโปสการ์ด 2 แถว แถวละ 4 แผ่น มีดอกไม้ใบไม้สดจัดเตรียมไว้สำหรับตกแต่ง ขั้นตอนต่อจากนี้ก็แล้วแต่ความสร้างสรรค์ของแต่ละคน พออ่านแล้วสามารถลองทำเองดูที่บ้านได้เลย วิธีการง่ายแสนง่ายแต่วัตถุดิบคุณภาพไม่เหมือนกัน ถ้าอยากสัมผัสแบบออริจินอลต้องมาลองด้วยตัวเองที่นี่ รอกระดาษแห้งประมาณครึ่งชั่วโมง ในระหว่างนี้เราสามารถเดินเล่นดูรอบๆ หมู่บ้านหัตถกรรม ดูแกลลอรีโซนด้านหลังก็น่าสนใจดี หรือจะข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามก็สามารถเห็นธารสายน้ำนิโยะโดะ ถ่ายรูปชมวิวได้ แต่ในโปรแกรมของเรา เจ้าหน้าที่จะพาไปชมวิวแม่น้ำนิโยโดะที่สะพานแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านหัตถกรรมอยู่แล้ว

แม่น้ำนิโยโดะเป็นแม่น้ำสีฟ้าใสบริสุทธิ์ มีความยาวเป็นลำดับที่ 3 ของภูมิภาคชิโกคุ รองมาจากแม่น้ำชิมันโตะ และแม่น้ำโยชิโนะ มีต้นกำเนิดจากภูเขาอิชุซุรุซึ่งเป็นภูเขาสูงที่สุดในฝั่งตะวันตกของญี่ปุ่น โดยไหลผ่านจังหวัดเอฮิเมะและโคจิ ที่เราเห็นตามทางระหว่างที่นั่งรถผ่านมานั่นเอง เมื่อช่วงเช้าที่ไปน้ำตกนาคัตสึ แม่น้ำที่ไหลมาจากน้ำตกก็เป็นหนึ่งในสายน้ำที่ไหลรวมกับแม่น้ำนิโยโดะเช่นกัน แม่น้ำนิโยโดะขึ้นชื่อเรื่องสีของน้ำและความใสบริสุทธิ์ ยิ่งเป็นช่วงฤดูร้อนแม่น้ำก็ยิ่งมีสีฟ้าชัดเจน จุดชมวิวแห่งนี้ เป็นเพียงสะพานคอนกรีตขนาดความกว้างเท่ารถญี่ปุ่นคันเล็กๆ หนึ่งคันผ่านได้เท่านั้น และมีส่วนที่ยื่นออกมาเหมือนเป็นที่ที่เราสามารถยืนถ่ายรูปได้หรือเอาไว้ยืนตกปลาก็ได้ ในระหว่างเดินบนสะพานมีรถสวนมาพอดี พวกเราจึงต้องไปหลบตรงส่วนที่ยื่นออกไปด้านข้างของสะพาน ก็เลยเข้าใจแล้วว่าการทำพื้นที่ด้านข้างยื่นออกไปแบบนี้ก็เพื่อหลบรถนี้เอง รถจะได้ผ่านไปได้อย่างสะดวกและไม่เบียดเราตกน้ำไปเสียก่อน สะพานชมวิวแห่งนี้ไม่มีอะไรมาก เป็นจุดเที่ยวคั่นเวลาเดินเล่นกินลมชิลๆ ระหว่างรอกระดาษแห้ง

กลับมารับผลงานกันก่อนที่จะวิ่งตรงไปที่ตัวเมืองโคจิ ตอนนี้ไกด์ทำหน้าที่เหมือนคุณครูขานชื่อแต่ละคนเพื่อมารับผลงานชิ้นเอกของตัวเอง กระดาษโปสการ์ดจะใส่ซองไว้อย่างดี พอได้เห็นผลงานของตัวเองก็ชื่นใจ แม้บางแผ่นไม่ได้ตั้งใจใส่รายละเอียดอะไรมาก กลับออกมาดีกว่าที่คิด บางแผ่นตั้งใจทำสุดๆ แต่ออกมาแล้วดูแปลกๆ แต่กระดาษดูดีมีราคาฉีกขาดยาก ถึงจะตกแต่งไม่ได้สวยงามนัก ภาพรวมก็ยังออกมาดูดี ฉันคิดว่าโปสการ์ดที่ทำด้วยมือพร้อมคำอวยพร หรือเรื่องราวที่เขียนด้วยใจ เป็นเหมือนของขวัญที่มีมูลค่าเหมาะที่จะส่งต่อให้กับผู้รับ แม้จะเป็นเพียงแค่กระดาษแผ่นหนึ่งแต่ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความใส่ใจทุกรายละเอียด ไม่น่าเชื่อว่าใยพืชเส้นบาง ผสานด้วยน้ำ จับกลุ่มเป็นก้อน ผนึกเป็นแผ่น จะกลายมาเป็นเครื่องมือสำหรับจดบันทึกที่เชื่อมโยงมนุษย์ถึงกัน หากในอดีตไร้ซึ่งการจดบันทึก เราคงไม่รู้เรื่องราวและเหตุการณ์ที่ผ่านมา แม้กระทั่งรากเหง้าของอารยธรรม ทุกอย่างที่หล่อหลอมมาเป็นเราในปัจจุบัน

รถกำลังวิ่งตรงเข้าเมืองโคจิ โดยใช้เวลาประมาณ 40 นาที สถานที่ต่อไป คือ ตลาดฮิโรเมะ แต่เนื่องจากแถวตลาดไม่มีที่จอดรถจึงต้องมาจอดรถบริเวณปราสาทโคจิ เราจึงได้มีโอกาสเดินผ่านปราสาทโคจิ ซึ่งเป็น 1 ใน 12ปราสาทดั้งเดิมที่ยังหลงเหลืออยู่ เช่นเดียวกับปราสาทมัตสึยาม่าของจังหวัดเอฮิเมะ มีความพิเศษตรงที่ตัวปราสาทถูกสร้างเอาไว้เป็นทั้งป้อมปราการและเป็นที่พักอาศัยของผู้ปกครองแคว้น ภายในจึงได้รับการออกแบบและตกแต่งต่างจากปราสาทอื่นๆ แต่น่าเสียดายที่เราทำได้แค่เดินผ่านและถ่ายรูปหน้าทางเข้าเท่านั้น เพราะตามตารางไม่มีเวลาพอที่จะขึ้นไปถึงตัวปราสาทได้ และถ้าขึ้นไปก็จะไม่ทันมื้อเย็นที่จองไว้แน่นอน ตรงข้ามปราสาทมีพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ปราสาทโคจิด้วย ด้านนอกออกแบบทันสมัยดูดีเลยแหละเดินจากปราสาทมาหน่อยเดียวก็มาถึงยังตลาดฮิโรเมะ ตลาดที่ห้ามพลาดเมื่อมาเยือนโคจิ

หิมะแรก @ฮอกไกโด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/580522

  • วันที่ 17 ก.พ. 2562 เวลา 10:07 น.

หิมะแรก @ฮอกไกโด

หิมะแรกคุณนึกถึงอะไรครับ ปุยละอองขาวนุ่มน่าสัมผัส หรือความหนาวเหน็บจนอยากหนีไปเสียให้ไกล แต่สำหรับผมทุกภาพทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นท่ามกลางหิมะแรกแห่งปี คือความทรงจำอันดีที่น่าประทับใจ

การเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อ วิชิต พยุหนาวีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริษัท ซัมมิท แคปปิตอล พาสื่อมวลชนบินลัดฟ้าไปสัมผัสหิมะแรกแห่งปีถึงที่ฮอกไกโดและเมืองซัปโปโร เพื่อจัดงานแถลงข่าววิสัยทัศน์ขององค์กรปี 2562 ที่ระบุว่าจะได้รายได้เติบโตจากเดิม 15% (ลดลงจากปี 2561 ที่เติบโตถึง 30%) พร้อมทั้งปล่อยสินเชื่อ 7,920 ล้านบาท โดยเน้นพัฒนาระบบเทคโนโลยีให้มีความทันสมัย และตอบโจทย์การให้บริการในยุคดิจิทัล 4.0

ทั้งนี้ จะทำให้บริษัทสามารถอนุมัติสินเชื่อรถจักรยานยนต์ได้ภายในเวลาไม่เกิน 30 นาที พร้อมทั้งยังขยายดีลเลอร์ที่วางเป้ากับตัวแทนจำหน่ายเพิ่มขึ้นอีก 10% โดยมีจุดขายหลักคือนำเอาเทคโนโลยีเข้าไปสนับสนุนให้การทำธุรกิจง่ายขึ้น พร้อมทั้งยกระดับบุคลากรด้วยการพัฒนาขีดความสามารถของพนักงานอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทำธุรกิจอย่างตรงไปตรงมา เน้นหนักไปที่ตัวพนักงาน ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทในการติดต่อกับลูกค้า จำเป็นต้องชี้แจงและให้ข้อมูลรายละเอียดในการทำสินเชื่ออย่างตรงไปตรงมาและครบถ้วนที่สุด

พร้อมกันนั้นยังพาสื่อมวลชนไปสัมผัสถึงวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่นในฮอกไกโด เริ่มต้นกันที่เมืองโนโบริเบทสึ เพื่อชมหมู่บ้านดาเตะจิไดมุระ เมืองจำลองที่เป็นแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น

หมู่บ้านดาเตะจิไดมุระ (Noboribetsu Date Jidaimura) ตั้งอยู่ที่เมืองโนโบริเบทสึ (Noboribetsu) ในจังหวัดฮอกไกโด เอกลักษณ์ที่ทำให้หมู่บ้านนี้ดังสุดก็ตรงที่การเป็นหมู่บ้านจำลองวิถีชีวิตของชาวเอโดะในสมัยโบราณนั่นเอง ถึงแม้จะเป็นเพียงหมู่บ้านจำลอง แต่บอกเลยว่าครบเครื่องสุด เพราะมีทั้งหอสังเกตการณ์ โรงละคร วัด ร้านค้า หมู่บ้านนินจา หมู่บ้านซามูไร โดยนักท่องเที่ยวจะสามารถสัมผัสบรรยากาศได้เหมือนอยู่ในหนังญี่ปุ่นโบราณเลยทีเดียว

นอกจากนี้ ยังได้ชมการแสดงโชว์โออิรันหรือสตรีผู้ใช้ศิลปะในการให้ความบันเทิงกับเหล่าผู้ชายในสมัยก่อน โออิรันหรือนางโลมลำดับชั้นสูงสุดนั้นจะถูกเรียกว่า “ทะยู” หรือ “โออิรัน” ซึ่งตำแหน่งของสองชื่อนี้ถือว่าเป็นตำแหน่งเดียวกัน เพียงแค่ถูกเรียกตามแหล่งที่อยู่เท่านั้น โดยในเขตเกียวโตจะเรียกนางโลมชั้นสูงสุดว่า “ทะยู” ส่วนในย่านโยชิวาระของเอโดะจะเรียกนางโลมชั้นสูงสุดว่า “โออิรัน”

หลายคนอาจจะสงสัยว่าโออิรันกับเกอิชานั้นต่างกันตรงไหน ต่างกันก็ตรงที่เกอิชาจะไม่ขายเรือนร่าง แต่เกอิชาจะมีผู้อุปถัมภ์ ซึ่งนั่นหมายความว่าเกอิชาจะแต่งงานไม่ได้ แต่สามารถมีผู้อุปถัมภ์ที่จะอุปถัมภ์เธอไปได้ทั้งชีวิตนั่นเอง

นอกจากนี้ยังได้ชมการแสดงโชว์นินจาที่ทำให้เราเห็นห้องกลไก เส้นทางลับภายในตัวบ้าน รวมถึงห้องที่ใช้เก็บอาวุธของนินจาที่มีรูปร่างแปลกตามากมาย ที่ให้ความรู้สึกทั้งตื่นเต้นเร้าใจจากการต่อสู้ของเหล่านินจาและซามูไร รวมถึงมุขที่สร้างความฮาให้ผู้ชมได้ไม่เบาทีเดียว

แม้ว่าการแสดงทั้งสองจะเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพของนักแสดง ทำให้ผู้ชมหลายชาติหลายภาษากลับเข้าใจการแสดงของทั้งสองและเรียกเสียงหัวเราะไม่ขาดสายทีเดียว

หลังจากสัมผัสวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม เราร่วมกันรับประทานอาหารแบบนาเบะ หรือหม้อไฟทะเลสไตล์ญี่ปุ่นอย่างเอร็ดอร่อย จากนั้นเดินทางต่อไปยังภูเขาไฟโชวะชินซัน ที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางหิมะปุยนุ่มขาวโพลน

ภูเขาไฟโชวะหรือภูเขาไฟโชวะชินซัน (Showa Shinzan) ถือเป็นภูเขาไฟที่เกิดขึ้นใหม่ของฮอกไกโด ที่ไม่ธรรมดาตรงที่ได้รับการจัดอันดับว่ามีอายุน้อยที่สุดในประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง

ด้วยความที่ภูเขาไฟแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้กับภูเขาไฟอุสุ ทำให้สามารถมองเห็นภูเขาไฟได้อย่างชัดเจนจากจุดชมวิวภูเขาไฟอุสุ ซึ่งต้องนั่งกระเช้าไฟฟ้าอุสุซันขึ้นไป

ความเป็นมาของภูเขาไฟแห่งนี้ แรกเริ่มก็มาจากการเกิดแผ่นดินไหวและก่อตัวขึ้นบนพื้นที่ราบทุ่งข้าวสาลี ที่มีความสูงอยู่ที่ 290 เมตร โดยจะอยู่ในระหว่างปี 1943-1945 นับเป็นอีกหนึ่งภูเขาไฟที่ยังไม่มอดดับสนิทและยังคงมีควันกำมะถันลอยอยู่เหนือปล่องภูเขาไฟให้เห็นจนถึงปัจจุบัน นับเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น่าประหลาดใจ

นอกจากความสวยงามของยอดเขาแล้ว ด้านล่างยังเป็นศูนย์อนุรักษ์พันธุ์หมีสีน้ำตาล ซึ่งเป็นหมีพันธุ์ที่หาดูได้ยากในปัจจุบัน จะพบแต่ในเกาะฮอกไกโด เกาะซาคาริน และหมู่เกาะคูรินเท่านั้น

ก่อนตบท้ายทริปแห่งวันด้วยการแช่ออนเซนเพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้า ณ โรงแรม Toya Sun Palace Hotel Toyako พร้อมหลับใหล และเพิ่มพลังเที่ยวต่อในวันใหม่อย่างเต็มแรงสู้

ความทรงจำแสนดี 1826 มิกโซโลจี แอนด์ รูฟท็อป บาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/580458

  • วันที่ 15 ก.พ. 2562 เวลา 15:30 น.

ความทรงจำแสนดี 1826 มิกโซโลจี แอนด์ รูฟท็อป บาร์

เรื่อง คีตะ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

วาเลนไทน์เพิ่งผ่านมา ใครอยากไปฉลองย้อนหลัง เราขอแนะนำ “1826 มิกโซโลจี แอนด์ รูฟท็อป บาร์” (1826 Mixology & Rooftop Bar) บาร์เปิดใหม่ซึ่งงดงามด้วยที่ตั้ง การตกแต่ง และวิวทิวทัศน์ที่รายรอบ พร้อมด้วยค็อกเทล อาหารสร้างสรรค์ และการบริการน่าประทับใจ

บาร์แห่งนี้ตั้งอยู่ในโรงแรมแรมแบรนดท์ซึ่งยืนยงอยู่คู่กรุงเทพฯ มานานกว่า 20 ปี นอกจากมีร้านอาหารอินเดียน อิตาเลียน และเม็กซิกันอันเลื่องชื่อแล้ว 1826 มิกโซโลจี แอนด์ รูฟท็อป บาร์ ก็คือสถานที่น้องใหม่ซึ่งทางโรงแรมภูมิใจนำเสนอ

ตัวเลข 18 ในชื่อนั้นหมายถึง ซอยสุขุมวิท 18 ที่ตั้งโรงแรม ส่วน 26 คือ ชั้นที่ตั้ง รวมกันกลายเป็นบาร์อันน่าตื่นตาตื่นใจบนชั้นดาดฟ้าที่มองเห็นทิวทัศน์กรุงเทพฯ งดงาม ประกอบด้วยหลากหลายมุมซึ่งตกแต่งอย่างสวยงามทันสมัยให้เลือกใช้เวลากับคนคุ้นเคยรู้ใจ ใครอยากชมพระอาทิตย์ตกดินให้แวะไปช่วง 5 โมงเย็น ค่ำกว่านั้นแสงของเมืองก็จะสว่างไสวมาแทนที่ ซึ่งก็น่าชมไปอีกแบบ

บาร์แห่งนี้นำเสนอเครื่องดื่ม พร้อมด้วยฟิวชั่นฟู้ด หลากรสรับประทานง่ายๆ แต่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากร้านอาหารระดับรางวัลของโรงแรม ไม่ว่าจะเป็นเม็กซิกัน อิตาเลียน และอินเดียน อย่างเช่น แลมป์เคบับ, บัตทอน แอนด์ ชิคส์, พรอว์นโรตี ฯลฯ

ในส่วนของเครื่องดื่มผสมจากสปิริตหลากชนิด พร้อมวัตถุดิบสดใหม่มาปรุงแต่ง แต่ละแก้วมีเรื่องเล่า ซึ่งคุณสามารถสแกนคิวอาร์โค้ดเข้าไปอ่าน หรือแม้จะสอบถามพูดคุยกับมิกโซโลจิสต์ สตีเฟน ปินโต และทีมงานของเขาได้อย่างใกล้ชิด

มิกโซโลจิสต์หนุ่ม พร้อมนำเสนอดริงก์แบบที่คุณชอบ รวมถึงซิกเนเจอร์ดริงก์อย่าง วันซ์ อัพพอน อะ ไทม์ อิน แรมแบรนดท์ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากรถตุ๊กตุ๊กที่ทางโรงแรมนี้ให้บริการรับส่งลูกค้าโรงแรมมาตั้งแต่ทศวรรษ 1990 ถ้าคุณไปเยือนแรมแบรนดท์วันนี้ก็จะเห็นตุ๊กตุ๊กจอดประดับอยู่ ณ ชั้นล่าง สำหรับค็อกเทลนี้เสิร์ฟในถ้วยรูปตุ๊กตุ๊ก ส่วนผสมสะท้อนแสดงความเป็นกรุงเทพฯ และความเป็นไทยอย่างเช่น รัมไทยแช่พริก นั่นหมายความว่า ค็อกเทลแก้วนี้มีความเผ็ด ส่วนผสมอื่นๆ รวมถึงมะเขือเทศตากแห้ง น้ำสับปะรดสด เกลือหิมาลายันสีชมพู และใบมะกรูด

ค็อกเทลซึ่งประดับตกแต่งด้วยดอกไม้ชื่อว่า ฟลอรา ได้แรงบันดาลใจจากสวนของโรงแรมที่เต็มไปด้วยดอกไม้ แก้วนี้มีน้ำดอกเอลเดอร์ฟลาวเวอร์ ชาคาโมไมล์ ชาดอกอัญชัน มาผสมผสานกับจิน ส่วน ฮาซิเอ็นดา เดอ แฟชั่น แก้วนี้ได้แรงบันดาลใจจากร้านอาหารเม็กซิกาโน ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นร้านอาหารเม็กซิกันร้านแรกๆ ของกรุงเทพฯ ผสมด้วยเตกีลา รวมกับสุราที่ผลิตจากอะกาเวหรือป่านศรนารายณ์ ไซรัปซินนามอนอะกาเว และบิตเทอร์ช็อกโกแลตและกาแฟ

ใครคิดไม่ออก ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะดื่มอะไร มีค็อกเทลชื่อว่า ดิ อันดีไซเด็ด ให้เลือก โดยยกหน้าที่ให้กับมิกโซโลจิสต์เป็นผู้ตระเตรียม สั่งแล้วก็รอคอยพบกับเซอร์ไพรส์ได้เลย

หลายแก้วค็อกเทลประดับตกแต่งด้วยดอกไม้ ซึ่ง สตีเฟน เด็ดสดๆ จากต้นที่ประดับรายรอบสถานที่ ราวกับเป็นสวนดอกไม้ของเขาเอง โดยเจ้าตัวยืนยันว่า ดอกไม้เหล่านี้สะอาดปลอดภัยแบบออร์แกนิก และรับประทานได้

นอกจากค็อกเทลแล้วที่นี่ยังมีเครื่องดื่มอื่นๆ ไว้ให้เลือกสั่งตามรสนิยม ไม่ว่าจะไวน์ เบียร์ วิสกี้ โดยเฉพาะจินนั้น ทุกวันพุธ จัดเป็น “จิน แอนด์ แจ๊ซ ไนท์” เพื่อให้ได้จิบจินและฟังเพลงแจ๊ซจากวงแสดงสดตั้งแต่ 19.00-22.00 น. หากมาวันศุกร์ ระหว่าง 21.00-01.00 น. ก็มีดีเจมานำเสนอเพลงหลากหลายแนวทางตามมู้ดของบรรยากาศและผู้คน

หลังจากเปิดตัวมาได้เพียงเดือนเศษ 1826 มิกโซโลจี แอนด์ รูฟท็อป บาร์ ก็กลายเป็นจุดหมายใหม่สำหรับผู้รักการแฮงเอาต์ บาร์ตั้งอยู่ชั้น 26 โรงแรมเรมแบรนดท์ ซอยสุขุมวิท 18 โทร. 02-261-7050 เปิดทุกวันระหว่าง 17.00-01.00 น.

ไม่ว่าจะเป็นวันไหนๆ บาร์เปิดใหม่ซึ่งงดงามด้วยที่ตั้ง การตกแต่ง และวิวทิวทัศน์ พร้อมด้วยค็อกเทล อาหารสร้างสรรค์ และการบริการน่าประทับใจจะสร้างความทรงจำแสนดีให้กับผู้มาเยือนเสมอ

รวมเมนูซิกเนเจอร์ สดุดีเชฟมิชลินสตาร์ โชเอล โรบูชง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/580462

  • วันที่ 15 ก.พ. 2562 เวลา 15:30 น.

รวมเมนูซิกเนเจอร์ สดุดีเชฟมิชลินสตาร์ โชเอล โรบูชง

เรื่อง แบมบี bambi5789@gmail.com

ลัตเตอลิเย เดอ โชเอล โรบูชง กรุงเทพฯ สร้างสรรค์เซตอาหารพิเศษ The Degustation Menu Legacy รวบรวมเมนูซิกเนเจอร์อันเป็นที่โปรดปรานที่สุด เพื่อเป็นเกียรติแก่เชฟ โชเอล โรบูชง เชฟมิชลินสตาร์ผู้ล่วงลับ

ด้วยสไตล์การทำอาหารที่เฉพาะตัวและความมุ่งมั่นที่จะทำอาหารให้สมบูรณ์แบบที่สุด เขาได้กลายเป็นเชฟชาวฝรั่งเศสที่มีอิทธิพลที่สุดของยุคอาหารแนวใหม่ ลัตเตอลิเย เดอ โชเอล โรบูชง กรุงเทพฯ ขอยกย่องฝีมือและให้เกียรติแก่ผู้ที่ครองสถิติดาวมิชลิน 32 ดวง ซึ่งมากที่สุดในโลก ด้วยเซตเมนูพิเศษ ประกอบขึ้นด้วยจานซิกเนเจอร์ของเชฟที่เป็นที่รู้จักกันอย่างดี

เชฟโอลิวิเยร์ ลีมูแซง เอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟ ของลัตเตอลิเย เดอ โชเอล โรบูชง กรุงเทพฯ กล่าวอย่างตื่นเต้นว่า ตัวเขานั้นได้ทำงานกับ เชฟโชเอล โรบูชง มานานกว่า 16 ปี

“เขาเป็นยิ่งกว่าเจ้านาย เขาเป็นเพื่อน เป็นที่ปรึกษา เป็นครอบครัว และเป็นผู้สนับสนุนผม ทั้งเรื่องงานและเรื่องชีวิต สำหรับพวกเราที่เคยได้ทำงานใกล้ชิดกับเขา เขาเปรียบเสมือนพ่อ ผมเรียนรู้จากเขามากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการผลักดันตัวเองให้พัฒนาฝีมือ ไม่หยุดที่จะเรียนรู้ ไขว่คว้าความสมบูรณ์แบบ และเน้นความสำคัญของคุณภาพอาหาร รวมทั้งความพึงพอใจของลูกค้า

สำหรับเมนูพิเศษนี้ ประกอบขึ้นจากจานซิกเนเจอร์ของเขา บางจานก็คิดค้นขึ้นจากร้านชาแม็ง (Jamin) ในกรุงปารีสตั้งแต่ยุคทศวรรษที่ 1990 และทำให้ร้านได้รับดาวมิชลิน เราทำเมนูพิเศษเพื่อยกย่องเขา และแสดงให้เห็นความเชี่ยวชาญด้านอาหารที่โดดเด่นยืนหยัดเหนือกาลเวลาของเขา”

The Degustation Menu Legacy ของโชเอล โรบูชง คือคอลเลกชั่นอาหารสุดคลาสสิกของเชฟผู้ล่วงลับ ไม่ว่าจะเป็น Le Caviar Imperial de Sologne (คาเวียร์โซโลญอิมพีเรียลในล็อบสเตอร์เจลลี่) L’Oursin (คาร์ปาโชปลาซีบรีมและหอยเม่น ใส่มะนาว) La Langoustine (กุ้งแลงกุสตินกรอบและใบโหระพาห่อในพัฟกระดาษ) La Truffe Noir (ทาร์ตเห็ดทรัฟเฟิลดำแบบบาง หอมทอด และเบคอน)

La Poule (ราวิโอลีไส้ชีสนมแพะในซุปใส) Le Canard de Challans (อกเป็ดม้วนกับฟัวกราส์ เสิร์ฟกับมันฝรั่งบดสูตรโรบูชง) และจานอื่นๆ อีกมากมาย

The Degustation Menu Legacy ของโชเอล โรบูชง พร้อมบริการแล้วที่ ลัตเตอลิเย เดอ โชเอล โรบูชง กรุงเทพฯ ชั้น 5 อาคารมหานครคิวบ์ ในราคา 6,950 บาท++ ต่อท่าน (7 คอร์ส) และ 4,950 บาท++ ต่อท่าน (5 คอร์ส)

ข้อมูลเพิ่มเติม และสำรองที่นั่ง โทร. 02-001-0698 เยี่ยมชมเว็บไซต์ที่ http://www.robuchon-bangkok.com