ขี่ม้า ครอสคันทรี ความท้าทายบนหลังอาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/583558

  • วันที่ 17 มี.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

ขี่ม้า ครอสคันทรี ความท้าทายบนหลังอาน

เรื่อง: กั๊ตจัง

การขี่ม้าครอสคันทรีหรืออีเวนติ้ง เป็นการขี่ม้าที่มีความท้าทายความสามารถทั้งคนขี่และม้ามากเป็นพิเศษ นอกจากคนขี่จะต้องมีความสามารถในการบังคับม้าแล้ว ตัวม้าเองก็จะต้องฟิตด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะเวลาที่ม้ากำลังจะทะยานเข้าไปใกล้เครื่องกีดขวาง ม้าจะต้องใช้แรงมากขึ้น ขาเรายิ่งต้องแนบกับตัวม้าเพื่อคอยเตือนให้มันกระโดด และสร้างความั่นใจให้กับม้าว่ามันต้องทำได้ เราจะต้องข้ามไปด้วยกันได้แน่ๆ จากนั้นก็ข้ามผ่านไปด้วยกัน เหนื่อยก็เหนื่อยด้วยกัน เป็นความท้าทายที่ไม่เหมือนกับการขี่ม้าแบบอื่นๆ

การขี่ม้าประเภทครอสคันทรี เป็นการแข่งขันขี่ม้าในภูมิประเทศจริง แข่งสะสมคะแนนใน 3 วัน 3 ประเภท แล้วหาคนที่ทำคะแนนเสียน้อยที่สุดเป็นผู้ชนะ คล้ายกับกีฬาว่ายน้ำประเภทผสม ซึ่งมีการรวมเอาหลายท่า ไม่ว่าจะเป็น ผีเสื้อ ฟรีสไตล์ กรรเชียง และกบ มารวมกัน แต่ความยากอยู่ที่สนามว่าจะออกแบบให้เล่นอย่างไร ซึ่งผู้ออกแบบสนามได้นั้นจะต้องผ่านการรับรองจากสมาพันธ์ขี่ม้านานาชาติ

การออกแบบแต่ละสนามจะต้องคำนึงถึงธรรมชาติของม้าเป็นหลักว่าม้าเห็นเครื่องกีดขวางแล้วจะต้องกระโดดได้ ซึ่งแต่ละเครื่องจะจำลองเครื่องกีดขวางตามธรรมชาติ อย่างเช่น ขอนไม้ ลำธาร รั้วกั้น ที่มีความยากง่ายแตกต่างกันออกไป

กติกาในสนามมีง่ายๆ ก็คือ ผู้ขี่และม้ามีสิทธิจะปฏิเสธเครื่องทั้งสนามได้ไม่เกิน 3 ครั้ง แต่ละครั้งจะถูกตัดคะแนน 20 คะแนน ในครั้งที่ 4 จะถูกให้ออกจากการแข่งขัน โดยแบ่งเป็นปฏิเสธในเครื่องกีดขวางเครื่องเดียวกันได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งที่ 3 ต้องถูกให้ออกจากการแข่งขัน

นอกจากนี้ ผู้ขี่สามารถตกม้าได้เพียงครั้งเดียว แต่ต้องถูกตัดคะแนน 65 คะแนน ตกครั้งที่ 2 จะต้องออกจากการแข่งขัน ทั้งยังมีการกำหนดเวลาการแข่งเอาไว้ด้วย โดยผู้แข่งจะต้องเข้าเส้นชัยภายในเวลาที่กำหนด เร็วกว่าได้เล็กน้อย แต่ถ้าเกินจะถูกหักคะแนนไป

โดยปกติแล้วม้าจะวิ่งด้วยความเร็วประมาณ 520 เมตร/นาที ก่อนแข่งนักกีฬาจะต้องเดินวัดระยะทางด้วยเครื่องวัดว่า จากเครื่องหนึ่งไปอีกเครื่องหนึ่งห่างกันเท่าไหร่ และเอามาคำนวณระยะทางกับเวลาในการวิ่งว่าวิ่งมาได้ 2 นาที เราควรจะอยู่เครื่องที่เท่าไหร่ ขาดหรือเกินจะได้แก้ไขความเร็วกับเวลาในเครื่องถัดไปได้ แต่ว่าม้าจะไม่ได้มีโอกาสเห็นเครื่อง และลองซ้อมกระโดดกับเครื่องเหล่านี้มาก่อน เพราะกติกากำหนดเอาไว้ ที่เหลือคนขี่จึงต้องตัดสินว่าจะต้องทำอย่างไรที่จะให้ม้าข้ามผ่านไปได้

สำหรับคนที่สนใจการขี่ม้าแบบนี้ ม้าจะต้องฟิตเต็มที่เพราะขนาดแค่แข่งในโชว์จัมปิ้ง ม้าบางตัวยังมีอาการเหนื่อยให้เห็น ส่วนคนขี่ม้าเองก็ควรมีร่างกายที่แข็งแรง อาจจะเสริมด้วยการออกกำลังกายอย่างว่ายน้ำหรือเล่นเวต และที่สำคัญควรห่างยาเสพติดทุกชนิด เพื่อให้ตัวเราสามารถอยู่บนหลังม้าได้จนจบการแข่งขัน

ยิ่งในสนามครอสคันทรีความยาวกว่า 4 กิโลเมตร เอาเฉพาะแค่ทรงตัวบนม้าสักชั่วโมง เราก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว ยิ่งขี่ม้าด้วยความเร็วสูงๆ ยิ่งต้องใช้แรงมากเป็นพิเศษ แต่ที่สำคัญคนที่เล่นกีฬาชนิดนี้ได้ต้องรักความเร็ว กล้าเสี่ยง และกล้าท้าทายอุปสรรคข้างหน้า

กีฬาขี่ม้าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่สนใจการออกกำลังกาย การใช้เวลาว่าง สำหรับผู้ที่ยังไม่รู้จะเริ่มออกกำลังกายกับกีฬาประเภทไหนดี ที่สามารถอยู่ควบคู่กับบรรยากาศแบบเป็นธรรมชาติ ขอนไม้ ลำธาร และเนินเขา อาจเป็นอุปสรรคที่ดูยากจะผ่านไปง่ายๆ แต่ถ้ามีม้าคู่ใจสักตัวบวกกับความกล้า ความสนุกในกีฬาสุดท้าทายความสามารถ อย่างครอสคันทรีก็พร้อมจะให้เราสัมผัสเสมอ 

เกาะสีชัง ผู้คนน่ารัก ทะเลน่าเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/583556

  • วันที่ 17 มี.ค. 2562 เวลา 14:00 น.

เกาะสีชัง ผู้คนน่ารัก ทะเลน่าเที่ยว

เรื่อง: กั๊ตจัง

หากคุณกำลังมองหาเกาะสักแห่งเพื่อเดินทางไปพักผ่อนหย่อนใจใกล้กรุงเทพฯ ใช้เวลาเดินทางจากแผ่นดินใหญ่ไม่เกิน 1 ชั่วโมง และมีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง เกาะสีชังคือหนึ่งในชื่อที่เราอยากแนะนำให้คุณเดินทางไปเที่ยวสักครั้ง เพราะไม่เพียงแต่จะมีทะเลที่ใสและสวยงาม ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมหลายอย่างที่น่าสนใจเกาะสีชัง หรือ อ.เกาะสีชัง จ.ชลบุรี ตั้งห่างจากฝั่งศรีราชาประมาณ 12 กิโลเมตร เป็นสถานที่จอดพักเรือสินค้านานาชาติ เวลาที่เราล่องเรือออกไปจะเห็นเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่จอดอยู่เกือบตลอดทางระหว่างไปเกาะ

การเดินทาง เราแนะนำให้ขับรถมาที่ท่าเรือจรินทร์ หรือเกาะลอย เป็นจุดใหญ่รับนักท่องเที่ยวไปเกาะสีชัง ค่าเรือคนละประมาณ 50 บาท ออกทุกชั่วโมง หรือจนกว่าผู้โดยสารจะเต็มลำ ใช้เวลาเดินทางจากท่าเรือไปถึงเกาะสีชังประมาณ 45-60 นาที เป็นเรือโดยสารขนาดใหญ่ นั่งสบาย แนะนำให้เดินทางมาถึงที่ท่าเรือประมาณ 8 โมงเช้า เพื่อจะได้มีเวลาเที่ยวได้ทั่วเกาะ แต่ถ้าค้างสัก 1 คืน จะช่วยทำให้เราเข้าถึงความสวยงามของเกาะในช่วงเวลาเย็นและรุ่งเช้าได้อย่างเต็มที่

เมื่อถึงเกาะแล้ว สิ่งแรกที่นักท่องเที่ยวต้องทำ ก็คือหารถเช่าเพื่อเดินทางเที่ยวบนเกาะต่อ มีทางเลือกหลายทางสำหรับนักท่องเที่ยว ก็คือเหมารถเที่ยวทั้งวัน 250 บาท กับอีกทางเลือกหนึ่ง ก็คือเช่ารถมอเตอร์ไซค์ขี่เที่ยวด้วยตัวเองประมาณ 250 บาท/วัน

ถ้ามาเป็นครอบครัว 4-5 คน มีกระเป๋าเดินทาง แนะนำเช่ารถนำเที่ยวจะดีที่สุด เพราะเราจะได้พื้นที่วางของเพิ่มขึ้น กระเป๋าควรเป็นกระเป๋าเดินทางแบบสะพายหลัง เพื่อความสะดวกในการขึ้นรถลงเรือ

สำหรับร้านค้าร้านอาหารนั้นมีมากมายหลายร้านราคาอาจจะแพงกว่าร้านบนแผ่นดินใหญ่สักหน่อย แต่ไม่มีปัญหาเรื่องหาร้านลำบากแน่นอน ตกดึกยังมีเซเว่นอีเลฟเว่นเป็นที่พึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวได้เสมอ

จุดแรกที่เราแนะนำให้เที่ยว ก็คือ เขาคยาศิระ ห่างจากท่าเรือ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวไทยเชื้อสายจีนให้ความเคารพสักการะ เป็นศาสนสถานที่ผสมผสานไปด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีนและไทย ตั้งอยู่บนยอดเขาสูงมองลงมาจากด้านบนจะมองเห็นบ้านเรือและวิวทะเลอย่างชัดเจนยังเป็นที่ประดิษฐานของเจ้าพ่อเขาใหญ่แล้ว เจ้าพ่อเฮ่งเจีย เจ้าแม่กวนอิม พระสังกัจจายน์ คนเกิดปีวอกควรได้มีโอกาสเดินทางมาสักการะที่แห่งนี้

ตามประวัติเจ้าพ่อเขาใหญ่ จารึกเอาไว้บนไม้สักเก่าแก่ประมาณปี พ.ศ. 2426 เล่าว่า สมัยนั้นมีซินแสท่านหนึ่งเดินทางมาทำหน้าที่เป็นเสมียนจีนในเทศกาลไหว้เจ้า ขณะที่จอดเรือทอดสมออยู่หน้าเกาะได้เห็นแสงไฟอยู่บนเขา จึงได้ปีนขึ้นไปดู พบรูปหินย้อยลักษณะเหมือนศีรษะคนตรงตามตำราจีนว่าเป็นเจ้าพ่อที่เกิดขึ้นเองจากธรรมชาติ อยู่ในถ้ำกลางทะเลและหันหน้าไปทางทิศตะวันออกซึ่งมีน้ำอยู่ข้างหน้าตามที่ชาวจีนโบราณเชื่อถือกันว่า “เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มหัศจรรย์” กลายเป็นที่มาของเจ้าพ่อเขาใหญ่

จากนั้นเราเดินทางมาเที่ยวต่อที่ พระจุฑาธุชราชฐาน หรือพิพิธภัณฑ์พระจุฑาธุชราชฐาน สำหรับเราแล้วสถานที่แห่งนี้ถือเป็นไฮไลต์ที่ทุกคนไม่ควรพลาด แค่เดินเข้ามาในเขตพระราชฐานก็จะพบกับบรรยากาศร่มรื่นสวยงาม แม้อากาศจะร้อนแต่ความร่มรื่นลมเย็น ทำให้หายร้อนไปได้มากเลยทีเดียว

พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นในรัชกาลที่ 5 ตามประวัติใช้เป็นสถานที่แปรพระราชฐานเพื่อประทับในฤดูร้อนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้านหน้าเป็นชายหาดท่าวัง สร้างแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก ภายในมีตึกวัฒนา พระตำหนักทรงปั้นหยา เรือนไม้ลวดลายขนมปังขิง ตึกผ่องศรีหรือศาลาแปดเหลี่ยม และตึกอภิรมย์

ด้านบนวัดอัษฎางคนิมิตรบนยอดเขาซึ่งก่อสร้างแบบสถาปัตยกรรมไทยผสมตะวันตก เริ่มแรกจะมีการสร้างพระราชวังที่เกาะสีชัง แต่เกิดกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส (เหตุการณ์ รศ. 112) จึงได้ยกเลิกการสร้างพระราชวังไปก่อน

การมาเที่ยวที่นี่มี 2 ช่วงเวลาที่แนะนำ ก็คือ ช่วงเช้าและช่วงเย็นที่อากาศกำลังดี มีร้านกาแฟน่านั่ง มีมุมถ่ายรูปสวยๆ อยู่หลายมุม ควรเผื่อเวลาเที่ยวที่นี่อย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง เพื่อให้เวลาพักผ่อนหย่อนใจกับวิวสวยๆ อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะสะพานอัษฎางค์ เรือนไม้สีขาวสวยงาม ทอดตัวออกไปในทะเลเป็นจุดที่ใครมาเกาะสีชังแล้วไม่มาที่นี่ถือว่าพลาดอย่างยิ่ง

สุดท้าย นั่งรถมาเที่ยวต่อที่หาดถ้ำเขาพัง เกาะสีชัง หาดนี้ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของเกาะ ชายหาดไม่ได้ทอดยาวเหมือนหาดบนแผ่นดินใหญ่ แต่ทรายขาวละเอียดเหมาะกับการเล่นน้ำอย่างยิ่ง

แต่สิ่งที่เราอยากจะแนะนำเวลาเดินทางมาเที่ยวที่นี่ ก็คือ ราคาอาหารริมหาดค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับร้านทั่วไปบนเกาะ ควรเช็กราคาแต่ละเมนูให้ดีก่อนสั่ง อย่างไก่ทอด 4 ชิ้นเล็กๆ ตกจานละ 120 บาท หรือต้มยำหม้อเล็ก 360 บาท เบียร์สิงห์ขวดละ 120 บาท เช็กราคาให้ดีก่อนสั่งจะได้วางแผนเรื่องอาหารการกินได้ถูกเงินในกระเป๋าสตางค์

โดยรวมแล้ว สำหรับการเดินทางมาเที่ยวที่เกาะสีชังต้องบอกว่าน่าประทับใจจนอยากจะกลับไปเที่ยวอีกครั้ง โดยเฉพาะสะพานอัษฎางค์ที่ทำให้เรารู้สึกว่า เป็นการเที่ยวที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง สำหรับคนที่ชอบความสงบหนังสือหนึ่งเล่ม กาแฟหนึ่งแก้ว นั่งอ่านหนังสือรับลมเย็นริมทะเล 2 วัน 1 คืนจะเป็นทริปที่คุณจะได้ชาร์จแบตเต็มอย่างรวดเร็ว หากไม่เชื่อเราอยากให้คุณมาเที่ยวที่นี่สักครั้งรับรองจะติดใจ

เที่ยวช้าๆ ที่บ้านสะนำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/583484

  • วันที่ 16 มี.ค. 2562 เวลา 14:28 น.

เที่ยวช้าๆ ที่บ้านสะนำ

เมืองรองอีกจังหวัดที่มีฐานะเป็นได้แค่เมืองผ่านอย่าง “อุทัยธานี” ยังมีสิ่งที่น่าค้นหาอีกหลากหลาย โดยเฉพาะวิถีชีวิตของคนในชุมชนที่ยังคงเรียบง่ายและอยู่อาศัยร่วมกับธรรมชาติ

หนึ่งในนั้นคือ บ้านสะนำ อ.บ้านไร่ ห่างจากตัวเมืองอุทัยธานี ประมาณ 90 กม. ซึ่งเป็นชุมชนเล็กๆ ที่ยินดีต้อนรับและมีกิจกรรมเชิงท่องเที่ยวให้มาลอง

ได้มีโอกาสพูดคุยกับ สิริวรรณ ศรีเพ็ญจันทร์ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า อาจารย์โก้ เธอเป็นชาวบ้านที่กำลังผลักดันเรื่องการท่องเที่ยวโดยชุมชน

เริ่มต้นเล่าเรื่องชุมชนผ่านบ้านโบราณหลังงามที่เหลืออยู่เพียงหลังเดียวในหมู่บ้าน โดยบ้านหลังนี้ได้แสดงเอกลักษณ์และความเป็นอยู่ของชาว “ลาวครั่ง” ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ในหมู่บ้านที่แต่เดิมเป็นชาวลาวในหลวงพระบาง

“บ้านหลังนี้มีเสน่ห์ที่ว่า เสาทุกต้นเจ้าของบ้านลุงชมภู เป็นคนนำมาจากป่าเอง และทุกส่วนของตัวเรือนได้ปลูกเอง สร้างเอง ตอนนี้เจ้าของบ้านท่านนั้นเสียชีวิตไปแล้วจึงถูกสืบต่อให้รุ่นลูก และกำลังปรับบริเวณใต้ถุนให้เป็นพิพิธภัณฑ์ชุมชน โดยจัดแสดงเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำกินและของเล่นโบราณ ส่วนด้านบนก็ยังเป็นที่อยู่อาศัย”

พิพิธภัณฑ์ชุมชนจะเปิดตัวในวันที่ 6 เม.ย. 2562 ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับงานเทศกาลอาหารชาติพันธุ์ ที่จะปิดถนนตั้งแต่ทางเข้าหมู่บ้านจนถึงบ้านโบราณหลังนี้

“อำเภอบ้านไร่เป็นพื้นที่ที่มีชาวชาติพันธุ์อาศัยอยู่ค่อนข้างมาก ทั้งขมุ กะเหรี่ยง ลาว ละว้า และในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างหนองฉาง ยังมีชาวมอญและจีน เราก็ได้ชวนทุกชาติพันธุ์มาร่วมเปิดร้านบนถนนสายวัฒนธรรมเรื่องอาหารสายนี้”

อาจารย์โก้ เล่าต่อว่า สำหรับชาวลาวครั่งในบ้านสะนำ ถูกกวาดต้อนมาจากเมืองหลวงพระบางพร้อมกับชาวลาวเวียงจากเวียงจันทน์ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ทั้งหมดได้มาตั้งทัพอยู่ที่ทัพคล้ายเพื่อกันข้าศึกจากฝั่งเมียนมา แต่สุดท้ายเมียนมาไม่ได้ส่งทัพเข้ามา ชาวลาวครั่งและลาวเวียงจึงเลือกตั้งถิ่นฐานอยู่ต่อเพราะทรัพยากรสมบูรณ์

“ชาวบ้านสะนำได้ย้ายจากทัพคล้ายมาตั้งรกรากใหม่ เริ่มต้นจากแค่หนึ่งครอบครัวที่มีผู้ชาย 1 คนและผู้หญิงอีก 5 คนเป็นพี่น้องกัน จึงเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้าน สำเนียงคนลาวจะพูดว่า ซายนำ หรือมีผู้ชายนำมา แล้วเพี้ยนมาเป็นสะนำอย่างในปัจจุบัน

ที่นี่ชาวบ้านยังรักษาวัฒนธรรมชุมชนไว้ได้มาก เช่น ประเพณีปิดบ้านช่วงวันแรม1 ค่ำ เดือน 6 ที่ชาวบ้านทุกคนจะหยุดทำงานเพื่อไหว้เจ้าบ้าน พิธีแห่ค้างดอกไม้ช่วงสงกรานต์ เพราะช่วงหน้าร้อนดอกไม้จะออกดอกเยอะชาวบ้านก็จะเก็บดอกไม้ไปถวายพระ ชุมชนแห่งนี้จึงยังมีเสน่ห์และวัฒนธรรมดั้งเดิมที่น่ามาเรียนรู้มาก”

ปัจจุบันบ้านสะนำกลายเป็นชุมชนขนาดย่อมมี 250 ครัวเรือน ส่วนใหญ่ชาวบ้านทำเกษตรกรรม เช่น ปลูกอ้อย และสวนผลไม้อย่างมะปราง เงาะ ทุเรียน ลำไย แต่เมื่อเข้ามาในหมู่บ้านจะเห็นต้นที่สะดุดตาที่สุดคือ ป่าหมาก

อาจารย์โก้ เล่าว่า เป็นต้นไม้ดั้งเดิมของหมู่บ้าน เนื่องจากชาวบ้านกินหมากจึงปลูกต้นหมาก ประกอบกับพื้นที่ในหมู่บ้านมีคลองสองสายมาบรรจบกัน จึงกลายเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำซึ่งเป็นดินที่ต้นหมากโปรดปราน ป่าหมากที่เห็นจึงไม่ใช่ของสาธารณะแต่มีเจ้าของทุกต้น

นอกจากบ้านโบราณ ที่นี่ยังมีต้นไม้โบราณกลางป่าหมาก ด้านหน้าทางเข้ามีตลาดขายพืชผลทางการเกษตรราคาเป็นกันเอง และมีร้านให้เช่าจักรยานวันละ 10 บาท ให้ปั่นเข้าไปดูต้นไม้โบราณหรือปั่นชมวิถีชีวิตชมธรรมชาติโดยรอบหมู่บ้านก็น่าลอง

อาจารย์โก้ เล่าว่า ด้วยความที่แต่ก่อนในหมู่บ้านเป็นป่าอุดมสมบูรณ์ แต่เมื่อชาวบ้านเข้ามาอยู่อาศัยจึงได้ตัดไม้ไปทำบ้านและปลูกหมาก

“แต่ก่อนที่นี่ชาวบ้านเรียกกันว่า บ้านป่าหมากล้านต้น” เธอกล่าว ทำให้ปัจจุบันเหลือต้นไม้ใหญ่เพียงไม่กี่ต้น

ต้นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สุดคือ ต้นเซียง หรือต้นเรียงผึ้ง ตั้งต้นตระหง่านอยู่กลางป่าหมาก บนกิ่งก้านยังมีรังผึ้งเกาะอาศัยและยังมีร่องรอยกรงเล็บหมีที่ปีนขึ้นไปกินผึ้ง ไม่ไกลจากกันเป็นที่อยู่ของต้นไทรโอบ หรือไทรที่โอบรัดต้นเสลาไว้

เมื่อแหงนหน้ามองจะเห็นใบไม้สองสีคือ สีเขียวอ่อนเป็นของต้นเสลา ส่วนใบเขียวเข้มเป็นต้นไทร วันนี้ต้นเสลาด้านในยังยืนต้นอยู่ได้ แต่ต่อไปต้นไทรจะโอบมิดจนต้นเสลาตาย สมฉายานักฆ่าแห่งพงไพรนั่นเอง

นอกจากนี้ ภายในป่ายังเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าบ้าน สถานที่จัดพิธีกรรมช่วงปิดบ้าน ลักษณะเป็นศาล 2 หลังคู่กัน โดยไม่มีรูปเคารพหรือรูปปั้นแต่อย่างใด และตรงนั้นยังมีต้นไม้อีกต้นที่น่าสนใจคือ ต้นยางน่อง ยางของมันมีพิษทำให้ไม่มีต้นไม้ขึ้นอยู่ใกล้ๆ และในสมัยก่อนชาวบ้านยังใช้น้ำยางของมันไปยิงสัตว์ให้สลบ เป็นต้นไม้เก่าแก่อีกต้นที่ชาวบ้านอนุรักษ์ไว้

“ทุกอย่างในบ้านสะนำไม่ใช่เรื่องที่สร้างขึ้นใหม่ แต่เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว ขึ้นอยู่แค่ว่าเราจะไปหยิบไปจับตรงไหนขึ้นมาเป็นตัวชูโรง อย่างเรื่องลายผ้าทอที่ไม่ว่าจะเป็นสีหรือลายก็มีเรื่องราวที่น่าสนใจ” อาจารย์โก้ กล่าวเพิ่มเติม

หากใครสนใจอยากเข้ามาใช้ชีวิตแบบชาวลาวครั่งสามารถมาพักโฮมสเตย์ในหมู่บ้านได้มี 6 หลัง ค่าที่พักคนละ 230 บาท อาหารเช้า 80 บาท อาหารกลางวันและอาหารเย็นมื้อละ 100 บาท จะได้ชิมอาหารถิ่นอย่างแจ่วร้อยสำรับ หรือน้ำพริกหลากหลายชนิดกินคู่กับผักสดและข้าวสวยร้อนๆ

ช่วงน่าเที่ยวคือ ปลายฝนต้นหนาว ที่นี่จะอากาศหนาวมาก ชาวบ้านจะก่อกองไฟเผาข้าวหลาม แต่ถ้ามาหน้าร้อนก็จะมีผลไม้ให้กินและมีดอกไม้สีสดใสให้ชม

รวมถึงต้องห้ามพลาด งานเทศกาลอาหารชาติพันธุ์ จัดขึ้นวันที่ 6 เม.ย. 2562 เวลา 17.00-20.00 น. เริ่มตั้งแต่ถนนทางเข้าต้นไม้ยักษ์ถึงบ้านลุงชมภู ชาวบ้านสะนำชวนนักท่องเที่ยวหิ้วปิ่นโตและขวดน้ำมาชิมอาหาร 5 ชาติพันธุ์ ได้แก่ ลาว ขมุ กะเหรี่ยง มอญ และจีน

“ในงานจะมีอาหารชั้นครูที่คนบ้านไร่ทำกินกันเป็นชีวิตอย่างแจ่ว เอาะ หมก หลาม ขะแนบ แกงหวาน ส้มตำพื้นบ้าน ลาบป่า เมี่ยงลาว ต้มยำโบราณ และยังมีขนมจีนเส้นสดราดด้วยน้ำยาป่า ส่วนขนมต้องชิมข้าวโขบ ที่ชาวบ้านตั้งแต่สมัยโบราณทำกินกันในฤดูกาลนี้

นอกจากนี้ ยังมีกล้วยหงอก ข้าวต้มแล่ ขนมจ็อก ขนมล้อ ขนมตาหวาย ขนมต้มญวน ซาลาเปาปลาแรด ขนมจีน ขนมแคระ ขนมผักกาดและข้าวตอกหัวโขน รวมถึงชาวบ้านจะมาขายพืชผักพื้นบ้านและอาหารแปรรูปในชุมชนด้วย”

เมื่ออุดหนุนกันแล้ว สามารถไปนั่งล้อมวงบนฟาง พลางฟังเพลงจากพี่น้องชาติพันธุ์แห่งบ้านไร่ได้ตามสบาย

สอบถามข้อมูลการเดินทางได้ที่เบอร์08-8545-9300

‘ตาเนาะแมเราะ’ แกะรอยแหล่งกำเนิดอาหารเบตง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/583454

  • วันที่ 16 มี.ค. 2562 เวลา 11:18 น.

‘ตาเนาะแมเราะ’ แกะรอยแหล่งกำเนิดอาหารเบตง

ทะเบียนรถระบุชื่ออำเภอเบตงแทนชื่อจังหวัด เป็นการวัดถึงความไกลปืนเที่ยงในห้วงเวลาอดีตที่ผ่านมา แตกต่างไปจากปัจจุบันที่ อ.เบตง มีเส้นทางคมนาคมสะดวกจากตัวเมืองยะลา แม้จะไกลและคดเคี้ยวจนนึกถึงเส้นเชียงใหม่-ปายอยู่บ้าง แต่คนเฒ่าคนแก่ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เบตงเจริญแล้ว”

เบตงกลายเป็นเมืองเศรษฐกิจ เพราะมีพื้นที่พรมแดนติดประเทศมาเลเซีย ทำให้ดีต่อการค้าระหว่างประเทศ เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวจะสังเกตเห็นป้ายทะเบียนรถมาเลย์บ่อยกว่ารถจังหวัดอื่นในไทย ซึ่งเบตงเป็นเมืองที่มีความหลากหลายด้านการท่องเที่ยวดังที่บรรจุอยู่ในคำขวัญอำเภอว่า“เมืองในหมอก ดอกไม้งาม ใต้สุดแดนสยาม เมืองงามชายแดน” แต่นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศกลับรู้จักเบตงเพียงเล็กน้อยและจำกัดแคบอยู่แค่ในตัวเมือง ทั้งที่รอบเขตเมืองก็มีสิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

ดังนั้น การจะผลักดันให้เบตงไปสู่เมืองท่องเที่ยวเต็มรูปแบบต้องค้นหาศักยภาพด้านการท่องเที่ยว และสร้างความพร้อมให้คนในชุมชน จึงเกิดเป็นโครงการวิจัยเรื่อง “การพัฒนาเมืองเบตงให้เป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” โดยการสนับสนุนของหน่วยบูรณาการวิจัยและความร่วมมือเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

“การจะทำให้ชาวบ้านรู้ว่าเขาสามารถมีส่วนร่วมในการจัดการท่องเที่ยวได้มากกว่าการขายของกิน ของที่ระลึก หรือของฝาก สิ่งสำคัญคือข้อมูล ที่เขาต้องรู้ก่อนว่าบ้านของเขามีแหล่งท่องเที่ยวอะไรบ้าง หรือไปกับการทำความเข้าใจเรื่องการจัดการท่องเที่ยว หรือกิจกรรมที่เป็นประโยชน์กับชุมชน” ผศ.ดร.ชัยรัตน์ จุสปาโล หัวหน้าโครงการวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตสงขลา กล่าว

งานวิจัยดังกล่าวเป็นการทำงานร่วมกับผู้นำชุมชนใน 5 ตำบล ได้แก่ เบตง ยะรมอัยเยอร์เวง ตาเนาะแมเราะ และธารน้ำทิพย์เพื่อศึกษาหาแหล่งท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่ ค้นพบว่าอำเภอแห่งนี้มีแหล่งท่องเที่ยวถึง 85 แห่ง โดยได้ค้นพบสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่มีศักยภาพในตาเนาะแมเราะและธารน้ำทิพย์

ตาเนาะแมเราะแกะรอยอาหารเบตง

แต่เดิม ต.ตาเนาะแมเราะ มีแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอย่างบ่อน้ำร้อนเบตง สวนดอกไม้เมืองหนาว และอุโมงค์ปิยะมิตรแต่เมื่อค้นหาจึงค้นพบว่าภายในพื้นที่มีวิถีชีวิตหรืออาชีพที่ชาวบ้านมองเป็นเรื่องธรรมดา แต่มีศักยภาพพอที่จะพัฒนาให้เป็นเส้นทางท่องเที่ยวแกะรอยเมนูดังของเบตง

ศรัญวิชญ์ นวลเจริญ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2ต.ตาเนาะแมเราะ กล่าวว่า ชุมชนมีเส้นทางท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นทั้งแบบวันเดย์ทริปและแบบ2 วัน 1 คืน โดยได้ยกสิ่งที่ชาวบ้านทำอยู่แล้วขึ้นมาจัดทำเป็นเส้นทางให้น่าสนใจ เช่น สวนส้มโชกุน ฟาร์มไก่เบตง แปลงผักน้ำบ่อเลี้ยงปลานิล ทั้งหมดเป็นอาชีพของชาวบ้านที่สามารถประยุกต์เป็นกิจกรรมท่องเที่ยว และสร้างรายได้ให้พวกเขาอีกทางหนึ่งได้

เส้นทางอาจเริ่มต้นที่จุดไหนก็ได้ และทุกจุดสามารถสลับสับเปลี่ยนกันได้ตามวิถีของชาวบ้าน อย่างวันนั้นสวนส้มโชกุนเป็นแห่งแรกที่ไป สวนส้มโชกุน “ช้างบ่อน้ำร้อนเบตง” ตั้งอยู่ในหมู่บ้านบ่อน้ำร้อน เป็นสวนส้มขนาดใหญ่กินพื้นที่มากกว่า 200 ไร่ เมื่อไปถึงต้องเปลี่ยนเป็นรถโฟร์วีลไต่เนินเขาขึ้นไป ฟังบรรยาย และชมทิวทัศน์ขุนเขาแห่งส้มโชกุน

ส้มโชกุนเป็นส้มเขียวหวานที่เกิดจากสายพันธุ์ส้มบางมดผสมส้มจีนบิทก้า มีคุณลักษณะต่างจากส้มเขียวหวานทั่วไปที่ผลจะใหญ่กว่า แต่ยังคงรสชาติหวานนำเปรี้ยวตาม โดยแต่เดิมมีแหล่งกำเนิดอยู่ในยะลา แต่เมื่อได้นำมาปลูกในเบตงแล้วกลับพบว่ามีคุณภาพดีกว่า เนื่องจากที่นี่มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบสูง ดินมีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 20-27 องศาเซลเซียส มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 2,000 มล./ปีและบริเวณบ้านบ่อน้ำร้อนมีน้ำที่มีส่วนผสมของแร่ธาตุจากธรรมชาติ ซึ่งน่าจะทำให้ส้มโชกุนเบตงมีรสชาติดีกว่าแหล่งอื่น

จากนั้นไปต่อกับอีกเมนูที่เป็นเอกลักษณ์ของอำเภออย่าง “ไก่เบตง” ในบ้านบ่อน้ำร้อนมีฟาร์มไก่เบตงแบบบ้านๆ หลายแห่งจนขึ้นชื่อว่าเป็นหมู่บ้านไก่เบตง ไก่สายพันธุ์นี้มีลักษณะเฉพาะคือ ทั้งตัวจะมีขนน้อย ขนมีสีเหลืองทอง หางสั้น ปีกสั้น เมื่อนำไปต้มเนื้อจะนุ่มฉ่ำ หนังหนึบหนับ และมีกลิ่นหอมทำให้ไก่เบตงเป็นที่ต้องการของตลาด

เนื่องจากต้องใช้เวลาเลี้ยงนานกว่าไก่ทั่วไปทำให้มีต้นทุนการเลี้ยงสูง ไก่เบตงจึงมีราคาสูงขึ้นตามไป โดยปัจจุบันไก่เบตงสดขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 200 บาท เมนูไก่เบตงสับบนโต๊ะอาหารจึงกลายเป็นเมนูเหลา เป็นของแพง แต่นักท่องเที่ยวก็ยินดีจ่ายเพื่อจะได้ชิมไก่เบตงแท้ที่เบตง

อีกเมนูที่เห็นอยู่ในลิสต์เมนูแนะนำคือ “ผัดผักน้ำ” จากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลทำให้ได้ทราบว่า ผักน้ำมีถิ่นกำเนิดจากฝรั่งเศสแล้วนำมาปลูกที่จีน ต่อมาได้แพร่หลายที่มาเลเซีย และเข้ามาที่ยะลา ในอดีตจะปลูกกันในหมู่ชาวจีนยังไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป กระทั่งเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ทางเกษตรจังหวัดยะลาได้ส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกเพื่อขาย เนื่องจากแหล่งปลูกผักน้ำมีน้อยลงเรื่อยๆ เพราะการขยายตัวของเมืองทำให้ไม่มีแหล่งน้ำสะอาดในการเพาะปลูก

การปลูกผักน้ำต้องอาศัยแหล่งน้ำสะอาดจากธรรมชาติ อย่างในพื้นที่บ้านบ่อน้ำร้อนมีสภาพเป็นเนินเขาจึงต้องปลูกแบบขั้นบันได คือ รับน้ำจากแหล่งต้นน้ำบนภูเขา สร้างบ่อน้ำลดหลั่นกันไป และปล่อยให้น้ำไหลลงมาเป็นขั้นบันได เพราะผักน้ำจะเติบโตได้ดีในที่ที่มีน้ำไหลผ่านตลอดเวลาและต้องเป็นน้ำใสเย็นจากภูเขาหรือน้ำฝนด้วย

นอกจากนี้ เมนูปลานิลนึ่งก็เป็นเมนูขายดีปลาบนจานนั้นก็เป็นปลานิลเนื้อดีจากบ้านบ่อน้ำร้อน จากเดิมทีที่ชาวบ้านจะทำสวนยางพาราเป็นอาชีพหลักเพียงอย่างเดียว แต่หลังจากยางราคาตกต่ำทำให้ชาวบ้านมองหาลู่ทางอื่นนั่นคือ การเลี้ยงปลาเริ่มแรกได้ทดลองเลี้ยงปลาจีนและปลานิลแต่ปรากฏว่าปลานิลมีความต้องการทางตลาดสูงกว่า สามารถส่งขายได้ทุกวัน

ชาวบ้านจึงมีการรวมกลุ่มกันเลี้ยง“ปลานิลในสายน้ำไหล” ซึ่งต้องเลี้ยงในน้ำที่มีการไหลผ่อนตลอด 24 ชั่วโมง และเนื่องจากน้ำที่ไหลมาจากภูเขานั้นมีอุณหภูมิเฉลี่ยไม่เกิน 24 องศาเซลเซียสตลอดปี ทำให้เนื้อปลามีความแน่น ไม่มีกลิ่นคาว ไม่เหม็นดินโคลน ทำให้ขายได้ราคาและเป็นที่ต้องการของตลาดสูง เมื่อนักท่องเที่ยวไปชมสามารถให้อาหารปลาและเรียนรู้ภูมิปัญญาการทำเกษตรร่วมกับธรรมชาติ

นอกจากเส้นทางแกะรอยของดีเมืองเบตง ตาเนาะแมเราะยังมีของดีที่ขึ้นชื่ออยู่แล้วอย่างอุโมงค์ปิยะมิตร อดีตฐานปฏิบัติการใต้ดินของกองกำลังคอมมิวนิสต์มลายา โดยปัจจุบันอุโมงค์ถูกรักษาไว้เป็นอนุสรณ์สถานและเปิดเส้นทางบางส่วนให้นักท่องเที่ยวเข้าไปสัมผัสเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นจริงในอดีต

แวะเล่นน้ำตกอินทสรที่มีน้ำไหลตลอดปีชมเหมืองแร่โบราณที่มีลักษณะเป็นสระน้ำนับร้อยไร่ นมัสการหลวงปู่ทวด ณ วัดบ่อน้ำร้อนเป็นหลวงปู่ทวดองค์ใหญ่ที่สุดในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ และปิดท้ายที่บ่อน้ำร้อนเบตงต้มไข่ออนเซนได้ในเวลา 7 นาที ทั้งยังมีบ่อน้ำแร่ให้แช่เท้าผ่อนคลาย

จากนั้นติดกับบ่อน้ำร้อนยังมีศูนย์จำหน่ายสินค้าโอท็อปและกิจกรรมสกรีนเสื้อยืดลายโอเคเบตง โดยจะให้ดีไซน์แบบเองสกรีนเอง และนำกลับไปเป็นที่ระลึก

โปรแกรมท่องเที่ยวตาเนาะแมเราะแบบ 1 วัน ราคาคนละ 1,200 บาท รวมค่ารถพาเที่ยว อาหารกลางวัน และการสกรีนเสื้อ สอบถามโทร. 08-3397-5828

ธารน้ำทิพย์ :ม่านหมอกสองแผ่นดิน

จากการทำงานวิจัยคนในชุมชนต.ธารน้ำทิพย์ ได้ค้นพบแหล่งท่องเที่ยวใหม่บนเนินเขาที่ชาวบ้านใช้ปลูกยางพาราชื่อ จุดชมวิวสองแผ่นดิน “ไต้ต๋ง” ยอดเขาที่สามารถมองเห็นตัวเมืองเบตงทอดยาวไปถึงมาเลเซีย แต่หากวันไหนโชคดีมีฝนตกลงมาหรือในช่วงฤดูหนาว จากจุดชมวิวภูเขาธรรมดาจะเปลี่ยนเป็นจุดชมทะเลหมอกสุดอลังการ

จากจุดชมวิวไต้ต๋งจะมองเห็นเทือกเขาสันกาลาคีรีซึ่งเป็นเส้นแบ่งพรมแดนไทย-มาเลเซีย และสันเขานับร้อยลูกที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 300-800 เมตร ความสมบูรณ์ของธรรมชาตินี้เป็นแหล่งผลิตหมอกชั้นดี

นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมเมื่อฝนตกเพียงไม่นาน ก็สามารถกระตุ้นให้ป่าสร้างสายหมอกขนาดมหึมาไหลผ่านสันเขาใหญ่น้อยได้ตั้งแต่เช้าถึงยามสาย ก่อนสลายหายไปพร้อมกับความร้อน

ที่นี่อยู่ห่างจากตัวเมืองเบตงราว 9 กม.ต้องใช้เวลาโดยสารบนรถขับเคลื่อนสี่ล้อนานถึง 1 ชั่วโมง เนื่องจากสภาพถนนที่ไม่ได้ลาดยาง ลัดเลาะผ่านป่า และสวนยางพารา ทำให้ต้องใช้ความชำนาญทางและความเชี่ยวชาญในการขับรถ จึงควรสตาร์ทออกจากที่พักตั้งแต่ตี 5 เพื่อขึ้นมาให้ทันชมแสงอุ่นยามเช้า โดยรถจะเข้าถึงจุดชมวิวจึงเหมาะสำหรับทุกคน

นอกจากนี้ ในธารน้ำทิพย์ยังมีจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกแห่งที่ชุมชนซาโห่ เป็นหมู่บ้านชาวจีนอายุมากกว่า 100 ปี อาศัยอยู่ใต้สุดแดนสยาม ซึ่งปัจจุบันทีมวิจัยกำลังทำงานกับคนในชุมชน หากชาวบ้านพร้อมและเข้าใจก็สามารถเปิดเป็นอีกจุดหมายปลายทางใหม่ของตำบลนี้

ยิ่งค้นหาก็ยิ่งค้นพบเสน่ห์อันหลากหลายของ อ.เบตง ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติและวิถีเกษตรที่เป็นเรื่องธรรมดา แต่กลับเป็นเรื่องพิเศษในสายตาผู้มาเยือน สมกับวรรคสุดท้ายของคำขวัญ “เมืองงามชายแดน”

ส่องเศรษฐกิจฐานชีวภาพ พลังไม้ไผ่ ที่ ‘บ้านผาปัง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/583447

  • วันที่ 16 มี.ค. 2562 เวลา 10:52 น.

ส่องเศรษฐกิจฐานชีวภาพ พลังไม้ไผ่ ที่ ‘บ้านผาปัง’

การส่งเสริมเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ หรือ “ไบโออีโคโนมี” แล้วพัฒนาให้เชื่อมโยงไปถึงการท่องเที่ยวชุมชน เป็นแนวทางที่ภาครัฐพยายามจะผลักดันให้เกิดกับชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อปลายทางสำคัญคือชุมชนและเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็ง

แต่โจทย์ที่ว่าแล้วจะทำ “อะไรและอย่างไร” ของแต่ละพื้นที่ย่อมแตกต่าง และนั่นก็คือจุดตั้งต้นที่จะทำให้การพัฒนาของแต่ละแห่งยั่งยืนอยู่ได้แตกต่างกันไป

หากลองเปิดกูเกิลแล้วเสิร์ชข้อมูลโดยใช้คำว่า “ชุมชนผาปัง อ.แม่พริก จ.ลำปาง” จะพบกับทั้งข่าว บทความ คลิปวิดีโอมากมายที่เล่าเรื่องของชุมชนแห่งนี้

เมื่อไม่นานมานี้ได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนชุมชนผาปัง ได้ฟังการเล่าความเป็นมาของกลุ่มของลูกหลานคนในชุมชนที่ได้รวมตัวกัน กลับมาพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอน ได้เห็นว่านี่คือชุมชนที่รู้ความต้องการและรู้ถึงวิธีที่จะบรรลุเป้าหมายของตนเอง

อดไม่ได้ที่ต้องนำมาเล่าต่อ เพื่อจุดประกายความคิดให้กับผู้อ่านที่อาจกำลังคิดหาทางจะพัฒนาชุมชนหรือบ้านเกิดของตนเองอยู่

เริ่มจากมองเห็นปัญหา

รังสฤษฎ์ คุณชัยมัง ผู้อำนวยการมูลนิธิพัฒนาชุมชนผาปัง คือผู้มาถ่ายทอดองค์ความรู้ของชุมชนที่ถอดมาจากประสบการณ์การลองผิดลองถูกของชุมชนมาตลอดเวลาเกือบ 15 ปี ให้ฟังว่า ผาปังเป็นโมเดลการพัฒนาจากการพึ่งพาทรัพยากรฐานชีวภาพของชุมชนเอง เป็นพื้นฐานที่ปูให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ก่อน แล้วค่อยขยายออกไปภายนอก ตามแนวพระราชดำริ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร

“จุดเริ่มต้นก่อนจะมาถึงวันนี้ที่ผาปังกลายเป็นชุมชนซึ่งสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าจากไม้ไผ่และผลิตสินค้าที่หลากหลายจากไม้ไผ่ ได้ก่อตัวขึ้นจากที่กลุ่มลูกหลานในชุมชนเองที่มองเห็นปัญหาว่าหากปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่เป็นมา คือผู้คนอพยพย้ายออกจากชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพราะข้อจำกัดในพื้นที่ จะทำให้ในที่สุดบ้านเกิดของพวกเขา จะต้องกลายเป็นบ้านร้างแน่นอน”

ข้อจำกัดที่ รังสฤษฎ์ กล่าวถึงนั่นก็คือ บ้านผาปัง เป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ป่าเต็งรังผสมกับป่าไผ่ ที่ราบเชิงเขาเป็นหินลูกรังปนทรายไม่สามารถทำการเกษตรได้ มีเทือกเขาเป็นเขาหินปูนบังลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จึงเป็นพื้นที่เงาฝนขาดแคลนแหล่งน้ำ

“ช่วงเดือน พ.ค.-ส.ค. จะไม่มีฝนตกเลยแตกต่างจากพื้นที่อื่นของภาคเหนือที่มีฝนตกหนาแน่นแล้ว และหลังจากนั้นเมื่อฝนตกก็ไม่มีระบบการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง”

ภาวะเช่นนี้ทำให้ตลอด 30 กว่าปีที่ผ่านมา คนในท้องถิ่นทยอยย้ายถิ่นฐานออกไปอยู่ในเมืองใหญ่ บ้างก็ไปอยู่พื้นที่อื่นที่เอื้ออำนวยกับการทำการเกษตรมากกว่า รังสฤษฎ์ บอกถึงปัญหาว่าขนาดของ ต.ผาปังจึงเล็กลงเรื่อยๆ จากชุมชนใหญ่เหลือประชากรเพียง 1,000 คน และเกือบครึ่งเป็นผู้สูงอายุ อัตราการตายสูงกว่าการเกิด

“เมื่อมองเห็นปัญหาแล้ว ก็เกิดการพูดคุยระหว่างกลุ่มของลูกหลานชุมชนผาปังที่ได้ออกไปเรียนหนังสือ มีวิชาความรู้หลากหลายสาขา บางคนทำงานอยู่ในบริษัทขนาดใหญ่ บางคนเป็นผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานราชการ

แต่ทั้งหมดมีความคิดตรงกันนั่นคือความเป็นห่วงชุมชน จึงมีแนวคิดว่าจะต้องสร้างวิสาหกิจขึ้นมาจากทรัพยากรที่มีอยู่เพื่อให้คนมีอาชีพ เห็นทางทำมาหากินไม่ย้ายถิ่นฐานไปไหนอีก”

ออกแบบภูมิสถาปัตย์การพัฒนา

ผู้อำนวยการมูลนิธิพัฒนาชุมชนผาปัง กล่าวว่างานนี้ไม้ไผ่ซึ่งจัดเป็นพืชหลักของชุมชนที่ขึ้นอยู่ทั่วไปตามธรรมชาติเป็นพืชไม่กี่ชนิดที่อยู่ได้ท่ามกลางอากาศแห้งแล้ง จึงถูกเลือกให้เป็นพระเอกหรือตัวนำของการพัฒนาชุมชน

“ในช่วงการเริ่มต้น ทุกคนมองตรงกันว่าการขับเคลื่อนคราวนี้คงจะพึ่งกลไกรัฐไม่ได้เพราะโครงสร้างการทำงานของรัฐไม่เอื้ออำนวยขาดความต่อเนื่อง เช่นปีที่ผ่านมา อ.แม่พริก จ.ลำปาง เปลี่ยนปลัดอำเภอไปแล้วถึง 6 คน แต่ละคนอยู่ไม่ถึง 3 เดือน ในขณะชุมชนนั้นอยู่กับที่

ทางกลุ่มจึงได้ออกแบบ “ภูมิสถาปัตย์การพัฒนา” ให้เป็นรูปแบบของตนเอง คิดให้ครบแล้วค่อยลงมือทำ คือเห็นว่าการพัฒนาจะต้องได้รับการผลักดันจาก “ผู้นำเชิงคณะ” ไม่คิดแบบมหาดไทยที่กำหนดว่าผู้ใหญ่บ้านต้องรู้ทุกเรื่อง ซึ่งนั่นเป็นอะไรที่เป็นไปไม่ได้”

ดังนั้น ผู้นำเชิงคณะที่ว่า รังสฤษฎ์ บอกว่ามาจากกลุ่มคนที่ห่วงใยชุมชนทั้งหลายที่มีประสบการณ์ความรู้หลากหลาย ทั้งการเกษตร วิศวกรรม เศรษฐศาสตร์ การบริหารการตลาด

“ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงเคยมีพระราชดำรัสว่าถ้าติดกระดุมเม็ดแรกผิด กระดุมเม็ดต่อไปก็ผิดหมด พวกเราแน่ใจว่าครั้งนี้ติดกระดุมไม่ผิดเม็ดแน่นอนตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา ทุกคนจึงทยอยลาออกจากงานประจำมาลุยงานชุมชนเต็มตัว ส่วนตัวผมเองตามมาช่วงหลังเมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว”

สร้างหนังที่ชื่อว่า “ผาปัง”

รังสฤษฎ์ เล่าให้ฟังต่อว่า การพัฒนาชุมชนผาปังไม่ต่างอะไรกับการสร้างหนัง เพียงแต่หนังเรื่องนี้ชื่อว่าผาปัง ซึ่งหนังเรื่องนี้มีไม้ไผ่เป็นพระเอกแล้วมีผู้นำเชิงคณะเป็นผู้กำกับ

“เวลานั้นคิดแล้วว่าการจะพาพระเอกให้ตีบทแตก จะต้องสร้างนวัตกรรมจากไผ่ให้เกิดขึ้นมากที่สุด นั่นคือนอกจากจะพลังงานชีวภาพได้แล้ว จะต้องนำไปใช้ในอุตสาหกรรมได้ ไม่ว่าจะเป็นเวชภัณฑ์ เสื้อผ้า ยารักษาโรค และนั่นเป็นที่มาของชุมชนเริ่มมีความร่วมมือกับทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน ทางด้านเงินทุน การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์และมาตรฐานผลิตภัณฑ์”

จากความร่วมมือและการสนับสนุนของส่วนต่างๆ ทำให้ปัจจุบันผาปังสามารถผลิตก๊าซจากไม้ไผ่ที่ใช้เป็นก๊าซหุงต้มในครัวเรือนชุมชนได้ในชื่อ “ผาปังแบมบูแก๊ส” หรือ PBG ที่ทำให้ชุมชนไม่ถูกกระทบจากความผันผวนของราคาก๊าซธรรมชาติ รังสฤษฎ์ ขยายความว่า

“การเผาถ่านไม้ไผ่ด้วยอุณภูมิและเวลาที่เหมาะสม ทำให้ได้ถ่านที่เป็นเชื้อเพลิงอย่างดีให้กับโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก ซึ่งเวลานี้ชุมชนผาปังเองผลิตโรงไฟฟ้าขนาดเล็กกำลังผลิต 10 กิโลวัตต์ ได้และได้รับการรับรองมาตรฐานแล้ว

เหมาะสำหรับชุมชนบนภูเขา หรือเกาะซึ่งเป็นพื้นที่ห่างไกล ตั้งอยู่ในภูมิประเทศไม่เหมาะที่จะตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งเร็วๆ นี้จะได้รับการนำไปใช้ในชุมชนต่างๆ โดยจะมีการอบรมให้ความรู้กับตัวแทนชุมชนต่างๆ ที่โรงไฟฟ้าขนาดเล็กนี้จะเข้าไปติดตั้งด้วย”

ไม้ไผ่ให้ประโยชน์มากกว่าที่คิด

หลังจากได้สะสมองค์ความรู้มาเป็นเวลาสิบกว่าปี ยิ่งได้เห็นประโยชน์ที่กว้างขวางของไม้ไผ่ รังสฤษฎ์ กล่าวว่า ประโยชน์มหาศาลของไม้ไผ่ทำให้รู้ว่าเหตุใดประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ถึงได้ประกาศให้ไผ่เป็นพืชอนุรักษ์และส่งเสริมให้ประชาชนปลูกมากที่สุด

“เช่นกรณีของจีนที่มีอยู่ 22 มณฑลมีการส่งเสริมปลูกไม้ไผ่เป็นพืชเศรษฐกิจถึง 20 มณฑล เพราะไม้ไผ่เมื่อเผาในอุณหภูมิที่เหมาะสม แล้วนำมาบดจะได้ผงถ่านไผ่ประสิทธิภาพสูง หรือ Activated Charcoal ที่นำไปใช้ผลิตเครื่องสำอาง ยา เครื่องมือแพทย์ ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องกรองอากาศ เครื่องปรับอากาศ เครื่องกรองน้ำ และอีกหลายอุตสาหกรรม

ขณะที่ส่วนของเยื่อไผ่นำไปใช้ในการผลิตเป็นเสื้อผ้า เป็น Bamboo Fiber สามารถใช้ผลิตตัวเครื่องรถไฟฟ้า และระดับความแข็งแรงมีการพัฒนาถึงขั้นเป็นท่อส่งก๊าซจากรัฐยะไข่ในเมียนมา ขึ้นไปถึงคุนหมิง ของจีนแล้ว”

ประโยชน์มหาศาลของไม้ไผ่ ยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายในเมืองไทยเรามากนัก รังสฤษฎ์ บอกว่า ปัจจุบันไทยยังนำเข้าถ่านจากกัมพูชามาเป็นส่วนผสมในการผลิตสินค้าในอุตสาหกรรมต่างๆ แต่ไทยมีศักยภาพที่จะปลูกและเผาถ่านไผ่ให้ได้เกรดที่มีคุณภาพ และส่งเข้าอุตสาหกรรมขั้นสูงที่มีความต้องการอีกสูงมาก

“ปัจจุบัน Activated Charcoal ที่ชุมชนผาปังผลิตได้มีคำสั่งซื้อเพิ่มเข้ามาอย่างต่อเนื่องจนมีแผนที่ต้องขยายกำลังการผลิต จากปัจจุบันที่มีเตาเผาอยู่ 10 เตา และเตาวิจัย 2 เตา ส่วนที่จะลงทุนใหม่นี้จะเป็นโรงงานเผาที่กำลังการเผาจะได้ถ่านประมาณ 3 ตัน/เดือน และเวลานี้มีออร์เดอร์ที่แน่นอนเข้ามาแล้ว

ขยายกิจการให้กว้างขวางขึ้น

ออร์เดอร์บางส่วนมาจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ที่ปัจจุบันมีการนำเข้า Activated Charcoal จากต่างประเทศอยู่แล้ว ซึ่งส่วนนี้เกิดจากความร่วมมือของชุมชนกับ ตลท. ให้เป็นตัวกลางในการให้บริษัทต่างๆ เหล่านั้นบางส่วนเข้ามาร่วมทุนในกิจการของชุมชนด้วย

รังสฤษฎ์ เน้นว่าเป็นกระบวนการที่ทำให้ชุมชนกับอุตสาหกรรมอยู่ร่วมกันได้ โดยเมื่อปี 2560 ชุมชนได้จดทะเบียนบริษัทของชุมชนขึ้นมา 3 บริษัทได้ คือ บริษัท ไผ่ชุมชน บริษัท ถ่านไผ่ผาปัง เพื่อผลิตถ่านไผ่ Activated Charcoal และบริษัท กรีน คอมมูนิตี้ ให้คำปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม ดูแลการหาตลาด การค้าสินค้าในชุมชนและการท่องเที่ยว ซึ่งทั้งหมดถือหุ้นโดยคนในชุมชนและเปิดให้บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ถือหุ้นได้บางส่วน แต่จะไม่ให้ครอบงำชุมชน

“วิสาหกิจชุมชนผาปัง ที่มีการพัฒนาในรูปแบบ การสร้างสรรค์คุณค่าเพิ่มร่วมกัน หรือ CSV นอกจากจะขยายกิจการในกลุ่มพลังงานชีวภาพ การผลิตส่วนผสมในสินค้าอุตสาหกรรม อย่าง Activated Charcoal แล้วยังมีการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชนควบคู่กับการให้ความรู้เรื่องไผ่อย่างครบวงจรที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวตลอดปี มีสินค้าชุมชนอื่นๆ ที่ล่าสุดมีแผนจะไปเปิดตลาดในต่างประเทศทั้งสินค้าจากกล้วย กระเจี๊ยบ ลำไยอบแห้ง”

วัดแกนกลางของชุมชน

รังสฤษฎ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า นอกจากการพัฒนาสินค้าของชุมชนให้มีนวัตกรรมใหม่ๆ ต่อเนื่องแล้ว ที่ต้องทำให้เข้มแข็งไม่แพ้กันนั่นคือ การรักษาวัฒนธรรมและการสร้างความรัก ความผูกพันในบ้านเกิดของคนในชุมชน

“ที่นี่จะมีวิถีการปลูกฝังผ่านกลไกต่างๆ โดยมีวัดเป็นแกนกลางหลักของชุมชน เช่น การหารือต่างๆ จะมีขึ้นที่วัด โดยไม่ใช่การจัดหารืออะไรที่เป็นทางการ แต่จะไปคุยกันเนื่องในโอกาสงานต่างๆ ของวัด เพราะวัดคือศูนย์รวมความศรัทธายึดโยงคนให้อยู่ร่วมกัน

ขณะที่การจัดงานในเทศกาลต่างๆเช่น ลอยกระทง จะให้เยาวชนเป็นแกนกลางของการจัด ส่วนผู้ใหญ่เป็นที่ปรึกษา เพื่อให้เยาวชนมีความคิดเกี่ยวกับส่วนรวม และไม่ละทิ้งวัฒนธรรม”

ถึงเวลานี้ ความสำเร็จของชุมชนผาปังรังสฤษฎ์ มองว่าได้เกิดขึ้นในรูปของงาน อาชีพ รายได้ แต่ความสำเร็จที่มากกว่านั้นคือ การได้รักษาบ้านเกิดให้คงอยู่ ผู้คนอยู่กับถิ่นฐานได้แนบแน่นยิ่งขึ้น

“เป็นโมเดลที่รัฐซึ่งเป็นคนทำนโยบาย สามารถนำไปคิดว่า จะทำอย่างไรที่จะกระตุ้นให้ชุมชนคิดและสามารถ “ระเบิดจากข้างใน”รู้ความต้องการ รู้แนวทางที่จะพัฒนาตนเองเช่นนี้เกิดขึ้นได้ทั่วประเทศ ส่วนรัฐเป็นเพียงผู้สนับสนุน เพราะการเข้มแข็งที่ฐานรากนั้น คือความเข้มแข็งและยั่งยืนของประเทศ”

คอกาแฟไม่มีเบื่อ @ คัปป้า โจ คาเฟ่อินดี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/583362

  • วันที่ 15 มี.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

คอกาแฟไม่มีเบื่อ @ คัปป้า โจ คาเฟ่อินดี้

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

“เรียบง่าย นั่งสบาย ราคาย่อมเยา” คือคอนเซ็ปต์ของร้านคัปป้า โจ (Kuppa Joe) ร้านกาแฟแสนอินดี้ที่แค่ชื่อก็สะดุดหูเพราะเล่นคำมาจากคำสแลงของชาวอเมริกันอย่าง A Cup of Joe ซึ่งหมายถึงกาแฟนั่นเอง เพราะร้านนี้นอกจากมีทีเด็ดที่เมนูอาหารกินง่ายที่รสชาติเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร เพราะทางร้านคิดสูตรขึ้นเองมานำเสนอ ยังเน้นมอบประสบการณ์แสนชิลแต่ลืมไม่ลง ให้คอกาแฟที่หลบหนีความวุ่นวายเข้ามาหลบร้อน เอนกายได้ละเมียดกับรสชาติอันกลมกล่อมของหลากหลายเมนูกาแฟ

เพียงเปิดประตูเข้ามาภายในร้าน จะพบกับบรรยากาศอันเงียบสงบ จนอยากทอดกายอยู่นานๆ สบายตาด้วยการตกแต่งที่เรียบง่าย ใช้โทนสีเทาที่เข้ากับผนังปูนได้อย่างไร้ที่ติ ลงตัวกับโต๊ะหินอ่อนลวดลายดำสลับขาว สำหรับแขกผู้มาเยือนจะเลือกนั่งเย็นๆ ในร้าน หรือจะเลือกนั่งเล่นในโซนโอเพ่นแอร์โอบล้อมด้วยสวนเล็กๆ ด้านหลังร้านที่มีกำแพงต้นไม้ ช่วยกันมลพิษจากควันรถและให้ความร่มรื่นได้จนอยากทิ้งตัวอยู่ทั้งวัน

มาถึงคัปป้า โจ ซิกเนเจอร์ที่ทางร้านภูมิใจนำเสนอ ต้องหลีกทางให้เมนูกาแฟ เมนูที่มาเช็กอินแล้วต้องลองคือ โจ คอฟฟี่ เมนูกาแฟเย็นดับร้อนที่ใช้กาแฟอราบิกาสดแท้จากไร่ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย มาเป็นพระเอก ให้รสเข้มปนหวานเบาๆ กลมกล่อม และมีกลิ่นหอม ส่วนคอกาแฟที่ชอบดื่มกาแฟร้อน พลาดไม่ได้กับเมนูลาเต้ร้อนรสเข้มมัน ทีเด็ดอยู่ที่กลิ่นหอมจากสมุนไพร อันเป็นเอกลักษณ์ที่ผสมผสานกับกลิ่นหอมของกาแฟ จนกลายเป็นสูตรเฉพาะของทางร้าน ที่ช่วยเพิ่มมิติแห่งอรรถรสของการดื่มกาแฟให้เพลิดเพลินยิ่งขึ้น นอกจากนั้นยังมีสมูทตี้ผลไม้มากมายให้เลือกสดชื่น ทั้งสตรอเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ มะม่วง เสาวรส กีวี่ รสละมุนชุ่มคอ

ดื่มด่ำกับเมนูเครื่องดื่ม ถึงคิวของคาว อย่างที่เกริ่นไว้ตั้งแต่ต้นว่า เมนูอาหารของทางร้านเน้นเมนูที่กินง่าย ไม่ซับซ้อน แต่รับรองว่ารสชาติถูกปาก เมนูแนะนำ คือ ข้าวแกงกะหรี่ไก่สไตล์ญี่ปุ่น เสิร์ฟพร้อมซุปมิโซะ นอกจากจะอิ่มอร่อยกับข้าวญี่ปุ่นร้อนๆ ที่เข้ากันได้ดีกับแกงกะหรี่สุดเข้มข้น เสริมด้วยเครื่องเทศมาซาลาของอินเดีย จนมีกลิ่นหอมเป็นสูตรเฉพาะของทางร้าน

ถัดมาคือ เมนูไก่ทอดซอสเกาหลี ที่ปรับสูตรให้ถูกปากคนไทย แต่รสชาติแบบเกาหลียังไม่ตกหล่น ทีเด็ดอยู่ที่นำซอสที่ผ่านการเคี่ยวจนเข้มข้น คลุกเคล้าจนเข้าเนื้อ สัมผัสได้ตั้งแต่คำแรก ต่อด้วย สปาเกตตีผัดพริกแห้ง อีกหนึ่งเมนูที่ผสมผสานความเป็นอิตาเลียนและไทยไว้ด้วยกัน ให้รสจัดจ้านถูกปากคนไทย

ปิดท้ายด้วยสารพัดเมนูกินเล่น ประเดิมด้วยเมนูเอาใจคนรักสุขภาพอย่างสลัดไก่ ความน่าสนใจอยู่ที่การเลือกใช้น้ำสลัด เทาซันไอส์แลนด์มาชูรสสันในไก่ไร้มันที่นำไปย่างจนได้ที่ หรือจะลองซีซาร์สลัด ซึ่งทางร้านเลือกใช้เบคอนกรอบแผ่นใหญ่ และผักที่สดใหม่ เพิ่มรสชาติด้วยน้ำสลัดสูตรเฉพาะ นอกจากนั้นยังมี แซนด์วิช พานินี่ และชีสเบอร์เกอร์ ที่จัดเต็มด้วยเครื่องทั้งชีส เบคอน ผักและมะเขือเทศย่างเสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งทอดชิ้นใหญ่กรอบนอกนุ่มใน

ผ่านมาแถวทาวน์อินทาวน์เมื่อไหร่ อย่าลืมแวะมา คัปป้า โจ ตั้งอยู่บนถนนศรีวราห์ (ติดกับแม็กซ์แวลู ตรงข้ามทางเข้าโรงแรมทาวน์อินทาวน์) ร้านพร้อมเปิดให้บริการความอร่อยทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30-22.00 น. โทร. 09-1495-9889

คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล ปลาหมึกทอด ซอสไข่เค็ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/583368

  • วันที่ 15 มี.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล ปลาหมึกทอด ซอสไข่เค็ม

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

อาหารทะเลยุคสมัยนี้ปรับเปลี่ยนและต่างไปจากเดิม สังเกตจากอาหารยุคก่อนๆ โดยเฉพาะสมัยที่ผู้เขียนเป็นเด็ก ร้านอาหารทะเลตามเมืองชายทะเลอย่างพัทยา หัวหิน ภูเก็ต มักจะปรุงในรูปแบบท้องถิ่น ไม่ได้ยุ่งยาก แต่เมนูนึ่ง ต้ม ทอด ผัด ยำ เพื่อให้รสชาติความหวานของอาหารทะเลนั้นแสดงออกมาได้อย่างแท้จริง อย่างมากที่สุดที่มักจะเห็นผู้ใหญ่ในโต๊ะสั่งกันบ้าง คือ ผัดฉ่า ต้มยำ หรือแกงส้ม แล้วนอกนั้นเป็นอาหารทะเลปรุงอย่างธรรมชาติ จิ้มกับน้ำจิ้มที่เราเรียกว่า น้ำจิ้มพริกตำ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นชื่อที่แทบทุกคนเรียกว่า น้ำจิ้มซีฟู้ด

มาถึงอาหารทะเลในปัจจุบัน อาหารง่ายๆ ปรุงเร็วๆ ยังคงมีอยู่ในเมนูถือเป็นพื้นฐานที่ทุกครัวทุกร้านต้องมี เพิ่มมาด้วยเมนูเด็ดๆ ขึ้นมาอีกเพียบเพื่อใช้เป็นเกณฑ์การวัดความเจ๋งของร้านนั้นๆ เริ่มมีอาหารนานาชาติผสมผสานเข้ามาให้เห็น เรียกได้ว่าเป็น “เทรนด์” ที่ชัดเจนว่า “โลกเขาไปถึงไหน” กันแล้ว ทั้งปลาแซลมอนแช่น้ำปลา บ้างก็เติมวาซาบิลงไปในน้ำจิ้มซีฟู้ดลงไป หรือจะเป็นปูผัดผงกะหรี่ที่ไม่ใช่ผงกะหรี่ธรรมดา แต่กลายเป็นปูผัดซอส Curry Crab สไตล์สิงคโปร์บ้าง

อาหารจานนึ่งซีอิ๊วที่เป็นซีอิ๊วธรรมดา ราดหน้าด้วยต้นหอมอาจจะธรรมดาไป บางร้านมีผสมกระเทียมสับแถมด้วยวุ้นเส้น กลายเป็นปูหรือกุ้งนึ่งซีอิ๊วแบบร้านเด็ดที่ฮ่องกง ตัวอย่างของอาหารกลายเป็นผสมผสานไอเดียเด็ดแจ่มจากโลกภายนอกทะเลอ่าวไทยไปเสียหมด แม้แต่ปลาหมึกวงทอดสไตล์อิตาเลียนยังเห็นหลายร้านมีโก้ๆ ในเมนู จิ้มทาร์ทาร์ซอสเปรี้ยวหวานสะใจ ชนิดที่คนอิตาเลียนมาเห็นต้องตะลึงไปกับความสามารถที่จับชาติโน้นผสมชาตินี้ของชาติเรา

หนึ่งในอาหารจานผสมผสานที่ผู้เขียนว่าเพิ่งได้โลดแล่นอยู่ในเมนูทะเลๆ กันได้ไม่เกิน 10 ปี เห็นจะเป็น “ปลาหมึกผัดไข่เค็ม” อาหารจานนี้สั่งตามร้านอาหารหลายๆ ร้าน อาจได้เมนูที่แตกต่างกันออกไป เพราะมีหลากหลายสูตรให้เห็น บางสูตรคล้ายๆ พื้นฐานปลาหมึกผัดต้นหอมแล้วยีไข่แดงของไข่เค็มลงไปผัดผสม ยังเห็นซอสสีน้ำตาลอ่อนๆ จากเครื่องปรุงตัดกับสีส้มของไข่แดงที่เป็นเม็ดๆ จนเด็กๆ อาจจะแยกไม่ออกว่าเป็นพริกหรือเป็นไข่แดงกันแน่

ยังมีปลาหมึกผัดไข่เค็มอีกแบบที่เป็นจานโปรดของคนในบ้านของผู้เขียน เริ่มจากเป็นอาหารจานโปรดของน้องชาย เขาชอบปลาหมึกผัดไข่เค็มแบบที่เราขอเรียกว่า “ปลาหมึกผัดซอสไข่เค็ม” เพราะปลาหมึกจะถูกผัดเคล้าไปกับซอสสีส้มที่มีลักษณะข้นเกาะผิวปลาหมึก รับประทานแล้วจะได้รสชาติทันทีว่าเป็นซอสเค็มมันหวานปะแล่มที่หอมไข่แดงของไข่เค็มอย่างไม่ต้องเดาให้ยาก

ปลาหมึกผัดซอสไข่เค็มต้นแบบนั้นเป็นปลาหมึกกล้วยไซส์ใหญ่หั่นเป็นวง คล้ายๆ กับลวกพอให้สะดุ้งแล้วนำลงไปผัดกับซอสไข่เค็ม มีผักหลายชนิดที่ต้นแบบน่าจะมาจากปลาหมึกผัดต้นหอมคือ มีกระเทียมสับ หัวหอมใหญ่หั่นเต๋าขนาด 1 นิ้ว ต้นหอมหั่นท่อนและพริกเหลืองบ้างแดงบ้าง

ยังมีปลาหมึกผัดซอสไข่เค็มอีกแบบที่เป็นของโปรดของฝ่ายชายในบ้านผู้เขียน ที่กล่าวว่าฝ่ายชายเป็นเพราะฝ่ายหญิงบ้านเราไม่ค่อยนิยมของมันๆ สักเท่าไร มีฝ่ายชายที่กล้าได้กล้าเสียกับเรื่องกิน เพราะปลาหมึกผัดซอสไข่เค็มที่ว่านี้ นำปลาหมึกชุบแป้งทอดจนกรอบเหลืองด้านนอกก่อนจะมาคลุกเคล้ากับซอสไข่เค็มที่ผัดมาเสียหอมในกระทะก่อนตักเสิร์ฟ ผลคือผิวของปลาหมึกที่ทอดจนกรอบและมีความขรุขระสามารถอุ้มซอสได้เข้มข้นเป็น 2 เท่าของปลาหมึกลวกธรรมดาๆ ซึ่งสะใจคนรักซอสรสไข่เค็มนี้กันมาก

ซอสไข่เค็มไม่ยุ่งยาก ขอให้ผสมทุกอย่างใช้วิธีโขลกไข่เค็มให้ละเอียดมากน้อยตามใจชอบในครกประจำบ้านของคุณ ปรุงรสด้วยส่วนผสมทั้งหมด เพื่อผัดกระเทียม หัวหอม ได้ที่แล้วจึงเติมซอสลงไปเคี่ยวให้ข้น รอปลาหมึกลงไป สูตรของผู้เขียนจะมีแป้งข้าวโพดช่วยให้ข้นขึ้นมาอีกนิดให้สมดุลของสัดส่วนไข่แดงไข่เค็มไม่มากจนเกินไป เพราะไม่เช่นนั้นซอสจะข้นจากไข่แดงและเลี่ยน แป้งข้าวโพดเมื่อสุกจะช่วยให้ซอสข้นกำลังพอเหมาะโดยที่ไข่เค็มไม่มากจนเกินไป

เคล็ดลับของการทอดปลาหมึกของผู้เขียน คือ ยอมยุ่งยากสักหน่อยล้างทำความสะอาดปลาหมึกแล้วหั่นเป็นชิ้นหนากว่าความเป็นจริงเล็กน้อย ลวกน้ำเกลือเดือดพอให้สะดุ้งแล้วแช่น้ำเย็นทันที นำวินาทีปลาหมึกสัมผัสน้ำเดือดไม่เกิน 5 วินาที และไม่เกิน 20 วินาทีในน้ำเย็นจัดๆ เพื่อช็อกร้อนไม่ให้ปลาหมึกสุกเกินไป

ปลาหมึกที่หั่นเป็นวงแล้วเมื่อเจอความร้อนจะกลายเป็นวงกลม เมื่อนำมาคลุกแป้งแห้งทอดกรอกจะทำให้คลุกเข้าถึง “วงใน” และคงรูปร่างสวยกรอบเป็นวงเมื่อนำลงทอดในน้ำมันร้อนๆ กะให้น้ำมันร้อนจัดๆ จริงๆ เพื่อให้แป้งทอดกรอบโดยไม่ทำให้ปลาหมึกสุกไปมาก

ด้วยความชำนาญและวางแผนในการปรุงให้เหมือน “มืออาชีพ” แนะนำให้คุณผู้อ่านกะเวลาผัดซอสให้พอดีๆ กับปลาหมึกกรอบเหลืองสะเด็ดน้ำมันขึ้นมาจากกระทะแล้วลงกระทะผัดซอสได้พอดีๆ แบบนี้จะได้ปลาหมึกผัดซอสไข่เค็มที่อร่อยที่สุดเพราะจะยังคงความกรอบและร้อน

ใครไม่นิยมปลาหมึก สูตรนี้ปรับเป็นอาหารทะเลชนิดอื่นๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นปลาเก๋าหั่นชิ้นทอดกรอบ กุ้งชุบแป้งทอดคล้ายๆ ในฉบับที่แล้ว หรือจะเป็นปูนิ่มชุบแป้งทอด เรียกว่า อร่อยเข้ากับซอสไข่เค็มได้หมด

ความสุขเริ่มต้นที่นี่ ออล ซิกซ์ ทู ทเวลฟ์ x อองรูท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/583360

  • วันที่ 15 มี.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

ความสุขเริ่มต้นที่นี่ ออล ซิกซ์ ทู ทเวลฟ์ x อองรูท

เรื่อง ลีโอ เคน ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

หลังจากที่ร้าน ออลซิกซ์ทูทเวลฟ์ คาเฟ่ & โซเชียล บาร์ (All Six To Twelve Cafe & Social Bar) สาขาหลังสวน หมดสัญญาไป เกด-กุลศิริ ไชยนพกุล ผู้ก่อตั้งคนเก่ง สานฝันที่ตนเองรักต่อด้วยการเปิด ออลซิกซ์ทูทเวลฟ์ x อองรูท (All Six To Twelve x En/r/oute) ที่รวมกับร้านจักรยานไฮเอนด์นามว่า อองรูท (En/r/oute) เพื่อตอบรับกับไลฟ์สไตล์ของนักปั่นในย่านลาดกระบังแบบครบวงจร

การออกแบบร้านมีกลิ่นอายคล้ายกับร้านออลซิกซ์ทูทเวลฟ์ คาเฟ่ & โซเชียล บาร์ เดิม เป็นไปอย่างเรียบง่ายสไตล์อินดัสเทียล เน้นงานโชว์วัสดุที่ทำจากเหล็กดิบๆ และใช้สีพื้นเพื่อให้มู้ดแอนด์โทน ผสานกับการตกแต่งที่สะท้อนความเป็นชายด้วยโครงเหล็กสีดำ ปูนขัดมัน และที่ขาดไปเสียมิได้ ก็คือ สังกะสีที่นำมาตกแต่งบนเพดาน ตอกย้ำความคลาสสิกด้วยเบาะนั่งหุ้มด้วยหนังสีน้ำตาลที่ให้โทนสีตัดกันอย่างลงตัว

สำหรับเมนูอาหารจะคล้ายๆ กับร้านเดิม แต่ที่นี่จะเน้นเสิร์ฟสไตล์ฟิวชั่น รวมถึงเมนูสุขภาพสำหรับนักปั่น ด้วยการมิกซ์กันระหว่างวัตถุดิบจากต่างประเทศ ทว่ายังให้รสชาติจัดจ้านแบบไทยที่คุ้นเคย จึงทำให้แต่ละเมนูน่าสนใจ

เริ่มต้นแห่งค่ำคืนด้วย สปาเกตตีเส้นดำผัดแหนม ราดด้วยซอสครีมคาโบนารา ตบท้ายด้วยมอสซาเรลลาชีส ให้รสชาติกลมกล่อม เปรี้ยวนิดๆ จากแหนม ให้รสชาติจัดจ้านพอประมาณด้วยพริกซอย

ชิปอบกุ้ง ที่มีแผ่นตอติญาสามสี พร้อมด้วยเชสด้าชีส มอสซาเรลลาชีส นำกุ้งไปผัดกับหอมใหญ่เบิร์นด้วยไวน์ขาว ปรุงรสด้วยเกลือพริกไทย พร้อมด้วยเชสด้าชีส มอสซาเรลลา เพิ่มรสชาติด้วยมะเขือเทศ และมะนาว รวมถึงเพิ่มความสนุกลิ้นด้วยแผ่นตอติญา

สี่เหม็น ชื่ออาจจะแปลกแต่ได้ลิ้มลองแล้วจะติดใจ เริ่มต้นด้วยการนำน้ำพริกกะปิสูตรของทางร้านผัดกับเส้นหมี่ ใส่กุ้ง ใส่หมู พร้อมด้วยข่า ตะไคร้ ผัดจนเข้ากันแล้วใส่สะตอ ชะอม ผักกระเฉด แล้วท็อปด้วยเม็ดกระถิน อร่อยแบบลงตัว

ตบท้ายด้วยเนื้อน้ำตกอบชีส เนื้อออสเตรเลียย่างหั่นสไลซ์ โรยด้วยน้ำซอสแจ่วผสมมายองเนส โรยด้วยพาเมซานชีส กินกับผักโตเหมี่ยวและเครื่องลาบ แซ่บเหลือประมาณ

อย่าลืมเรียกหาเครื่องดื่มแก้วสวย แก้วแรกขอแนะนำ Honey Fizz ที่มีส่วนผสมของแอพเซอรูทวานิลลา น้ำผึ้ง เลมอน น้ำเชื่อม น้ำมะนาวและวานิลลา

ต่อด้วย Rum Jello ที่มีส่วนผสมของ บัคคาร์ดี้ ไรท์รัม ลิ้นจี่ลิเคียว พีทลิเคียว เฟรสชั่นฟู้ด ไซรัป ลิ้นจี่สด ใบมินต์ เจลลี่ และน้ำมะนาว

แก้วนี้ก็ห้ามพลาด ซามูไร ที่มีส่วนผสมของ แอพเซอรูทวานิลลา พีทลิเคียว บ๊วยเค็ม ท็อปขอบแก้วด้วยน้ำตาลทรายแดง และน้ำผึ้ง เบิร์นด้วยไฟให้ความหอมแบบคาราเมล

ตบท้ายด้วย Scarlett แก้วสีแดงสดที่มีส่วนผสมของ แอพเซอรูทแมงโก้ แอพเซอรูทราสพ์เบอร์รี่ น้ำแครนเบอร์รี่ น้ำมะนาว และราสพ์เบอร์รี่ไซรัป พร้อมทั้งราสพ์เบอร์รี่สด ตกแต่งด้วยใบมินต์

ออลซิกซ์ทูทเวลฟ์ x อองรูท ตรงข้าม สน.ลาดกระบัง เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00-24.00 น. โทร.06-3480-8888

กฤษณ์ อนรรฆกุล โลกที่ก่อตัวจากความชอบกลายเป็นรัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/583366

  • วันที่ 15 มี.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

กฤษณ์ อนรรฆกุล โลกที่ก่อตัวจากความชอบกลายเป็นรัก

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

จากบัณฑิตนิเทศศาสตร์ ที่เรียนจบสายโฆษณา แต่ได้มาตามหาความฝันด้วยการทำงานเป็นทั้งโปรดิวเซอร์รายการทีวี เป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์เกี่ยวกับแฟชั่นไทยอยู่หลายปี ก่อนจะสลับขั้วมาเป็นนักการตลาด ทำอีเวนต์ให้กับห้างสรรพสินค้าชื่อดัง อยู่ถึง 6 ปี แล้วจึงผันตัวมาดูแลด้านโปรดักชั่นให้กับแบรนด์แฟชั่นชั้นนำของโลกอยู่อีก 1 ปี

เส้นทางการทำงานกว่า 10 ปี อาจดูเหมือนว่า กฤษณ์ อนรรฆกุล เดินมาถูกทางแล้ว ถึงชีวิตจะมีลดเลี้ยวไปเปิดประสบการณ์ในเส้นทางใหม่ๆ บ้าง แต่สุดท้ายแล้ว กฤษณ์กลับพบว่า เขายังรู้จักตัวเองไม่ดีพอ จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาค้นหาตัวเองอีกครั้ง

“ช่วงที่ทำงานประจำ ด้วยความที่เราชอบไปใช้บริการแอร์บีเอ็นบี ก็เลยได้ไอเดียนำคอนโดมิเนียมของคุณแม่มาปล่อยเช่า จนกระทั่งช่วงที่คุณแม่เสียชีวิต เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ตัดสินใจลาออกจากงานประจำเพื่อมาค้นหาตัวเองและทำในสิ่งที่ชอบ นั่นคือบริหารสินทรัพย์ที่มีควบคู่ไปกับการทำโฮสเทลของตัวเอง” กฤษณ์เปิดฉากเล่าถึงเส้นทางชีวิตที่หากเปรียบเทียบเป็นการเดินทาง ก็ต้องบอกว่าไปเช็กอินมาแล้วหลายแห่ง แต่ยังไม่เจอจุดหมายปลายทางที่ใช่สักที

“จริงๆ เราชอบทำอาหารอยู่แล้ว อาศัยคุณแม่ช่วยสอน ศึกษาเองจากอินเทอร์เน็ต แต่ตอนนั้นถ้าถามว่าชอบทำอาหารเลยมั้ย อาจจะยังแค่รู้สึกว่าสนใจ และอยากจะลองไปเรียนมาตลอด แต่ยังไม่มีโอกาส จนช่วงที่ลาออกจากงาน พอดี ABC Cooking Studio มาเปิดสอนที่เมืองไทยพอดี พอเห็นว่าเวลาเรียนแต่ละคอร์สไม่ยาวมาก เลยตัดสินใจมาเรียน เรียนอยู่ 1 ปี โดยเลือกเมนูที่อยากเพิ่มเติมความรู้ หลักๆ คือ คอร์สทำอาหาร ขนมปังและขนมเค้ก พอได้เรียน ทำให้รู้เลยว่าเราชอบทางนี้ และคิดว่าน่าจะมาเรียนตั้งนานแล้ว” กฤษณ์บอกเล่าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสุข ก่อนเสริมว่า

“เสน่ห์การเข้าครัว คือ ไม่ว่าจะทำอาหารหรือขนมเหมือนเป็นช่วงเวลาที่สมองเราได้จดจ่อกับสิ่งที่ทำอยู่จริงๆ อาจจะเป็นเพียงแค่เวลาสั้นๆ ไม่กี่ชั่วโมง แต่ก็เป็นความสุข โดยเฉพาะตอนที่ทำเสร็จแล้วได้รอดูผลลัพธ์ที่ออกมา”

ความรักในการทำอาหารที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจ ในเวลานั้นกฤษณ์ไม่ได้คิดว่าจะมาต่อยอดสู่การเป็นเชฟได้สวมผ้ากันเปื้อนรังสรรค์เมนูอาหารและขนมจริงๆ กระทั่งเมื่อเขาและหุ้นส่วน ร่วมกันทำโฮสเทลริมถนนสุขุมวิท ก่อนจะอัพเลเวลจากที่พักธรรมดา กลายเป็นคาเฟ่สุดชิก ภายใต้ชื่อ สลีป อินดัสทรี เบด แอนด์ คอฟฟี่ (Sleep Industry Bed & Coffee)

“ตอนแรกเราตั้งใจทำที่พัก แต่พอดีไซน์ด้านบนเสร็จ เราก็คิดว่าพื้นที่ด้านล่างจะทำอะไรดี ด้วยความที่ชอบทำอาหารและขนม เราเลยคิดว่าจะทำคาเฟ่เล็กๆ เพื่อให้บริการลูกค้าโฮสเทล และคนที่ผ่านไปผ่านมา โดยเราเริ่มต่อยอดด้วยการไปเรียนเพิ่มเติมหลักสูตรบาริสต้าพื้นฐาน เป็นหลักสูตรสั้นๆ แค่ 2-3 วัน แต่พอเรียนไปเรียนมาผลลัพธ์ที่ได้ คือ เลิกดื่มกาแฟที่ใส่ไซรัปไปเลย และกลายเป็นคนที่พิถีพิถันกับการดื่มกาแฟมากขึ้นจากที่ก่อนหน้าจะไปเรียน เราดื่มกาแฟทั่วไป เมนูประจำคือ ไอซ์วานิลลา ลาเต้ แต่หลังจากไปเรียนได้ศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เมล็ดกาแฟ การสกัดเมล็ดกาแฟแต่ละชนิด ทำให้รู้เทคนิคต่างๆ มากขึ้น”

การได้ดำดิ่งเข้าไปในโลกของกาแฟทำให้กฤษณ์เหมือนได้ตกหลุมรักอีกครั้ง เขาเริ่มจากออกผจญภัย เพื่อศึกษา และเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ในการดื่มด่ำกับรสชาติของกาแฟ ก่อนจะนำมาต่อยอดสู่การทำคาเฟ่เล็กๆ ที่เขามั่นใจว่า ถ้าคอกาแฟได้มาต้องติดใจ มีทั้งเมนูเอสเปรสโซ่รสชาติเข้มข้นที่ใช้เมล็ดกาแฟทั้งนอกและในประเทศมาผสม

ในส่วนของเมนูอาหารและขนม กฤษณ์รับหน้าที่ดูแลเช่นกัน ซึ่งด้วยข้อจำกัดของพื้นที่ จะทำเป็นครัวไทยอาจไม่สะดวก กฤษณ์จึงเลือกทำเป็นกึ่งๆ ครัวฝรั่ง มาเสริมทัพเมนูขนมที่จัดเต็มอยู่แล้ว

“ถามว่าถนัดทำเมนูไหนมากที่สุด ต้องยกให้อาหารเหนือ เพราะมีเพื่อนที่เชียงใหม่บอกสูตรเด็ด แถมขนวัตถุดิบมาให้ พอมาลองทำ ไม่ว่าจะเป็นเมนูขนมจีนน้ำเงี้ยว หรือน้ำพริกอ่อง เพื่อนๆ ก็ชมว่าอร่อย ซิกเนเจอร์ในการทำอาหาร คือ นอกจากจะหนักเครื่อง วัตถุดิบต้องดี ยกตัวอย่างเมนูไหนต้องใช้หมูสับจะไม่ซื้อหมูสับที่บดแล้ว แต่จะซื้อหมูมาสับเอง เพราะเทกซ์เจอร์จากเครื่องบดกับสับเองไม่เหมือนกัน”

แม้วันนี้จะได้ทำในสิ่งที่รัก แต่กฤษณ์ทิ้งท้ายว่า ยังอยากสั่งสมความรู้เพิ่มเติม โดยเฉพาะการทำขนมเค้ก

“อยากไปเรียนทำเค้กจริงจังอีกครั้ง เคยลองเรียนแล้ว แต่ยังไม่ชำนาญ เพราะการแต่งหน้าเค้กก็เหมือนการทำลาเต้อาร์ต มีพื้นฐานอย่างเดียวไม่พอ ต้องอาศัยการฝึกฝน เพราะเคยลองพยายามแต่งหน้าเค้ก แค่เริ่มจากปาดหน้าครีมให้เรียบ ซึ่งดูเหมือนง่าย แต่ก็ยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร” กฤษณ์ ทิ้งท้าย

กาเนอเล เดอ บอร์กโดซ์ ความหวานชิ้นเล็กสุดซับซ้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/583358

  • วันที่ 15 มี.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

กาเนอเล เดอ บอร์กโดซ์ ความหวานชิ้นเล็กสุดซับซ้อน

เรื่อง ปณิฏา สุวรรณปาล ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ขนมฝรั่งเศสชิ้นเล็กๆ แต่รสชาติลึกล้ำ นามว่า กาเนอเล เดอ บอร์กโดซ์ (Canele de Bordeaux) หรือจะเรียกสั้นๆ ว่า กาเนอเล ก็ได้ ทุกวันนี้น่าดีใจที่เริ่มมีขายในหลายๆ คาเฟ่ของกรุงเทพฯ มากขึ้นเรื่อยๆ

กาเนอเลเป็นเพสตรี้ที่มีส่วนผสมสำคัญเป็นนม เนย แป้งเค้ก น้ำตาล ไข่แดง รัม และวานิลลา อบในพิมพ์รูปร่างเป็นเอกลักษณ์ ให้ด้านนอกเป็นสีคาราเมล ได้เทกซ์เจอร์กรอบนอก และด้านในนุ่มเหนียว รสชาติเข้มข้นลุ่มลึก

แม้กระทั่งในกรุงปารีส กาเนอเล ไม่ใช่จะหากินกันได้ง่ายๆ ส่วนใหญ่ต้องเดินเข้าร้านขนมชื่อดัง อย่าง ลาดูเร (Laduree) โฟชง (Fauchon) หรือปิแอร์ แอร์กเม (Pierre Herme) นั่นแหละ จึงจะได้ลองลิ้มชิมรสกัน ต่างจากบ้านเกิดของกาเนอเล ในเมืองบอร์กโดซ์ สมกับชื่อ กาเนอเล เดอ บอร์กโดซ์ ที่ทุกๆ ร้านขนมจะต้องมีให้ชิมอย่างแน่นอน และสำหรับสายขนมหวานแล้ว การค้นหากาเนอเลที่แต่ละคนชื่นชอบที่สุด คือความท้าทายหนึ่งในการไปเยือนเมืองบอร์กโดซ์

เจ้าขนมชิ้นเล็กๆ นี้ มีประวัติศาสตร์ย้อนไปไกลถึง 300 ปีทีเดียว ว่ากันว่าที่มาของกาเนอเลเริ่มจากการเป็นส่วนหนึ่งของขนมชิ้นเล็กชิ้นน้อยปิดท้ายมื้ออาหาร หรือมินยาดิส (mignardise) แต่การจะสาวไปถึงต้นตอนั้นยังเป็นปริศนาอยู่ ไม่มีใครรู้ว่าจริงๆ แล้ว กาเนอเล เดอ บอร์กโดซ์ เกิดขึ้นมาได้อย่างไร มีแต่การเดาๆ กันไปว่าคงจะมาเริ่มมาจากการทำเค้กแบบบ้านๆ ธรรมดาๆ ที่อาศัยส่วนผสมอย่าง นม ไข่แดง น้ำตาล แป้งข้าวโพด อัลมอนด์ ฯลฯ นี่แหละมั้ง ที่พลิกส่วนผสมไปมา ตีผสมกันเข้มข้นไปนิด อบนานจนเกรียมไปหน่อย จนออกมาอร่อยอย่างแปลก

อีกเรื่องก็เล่าว่า เจ้ากาเนอเล เดอ บอร์กโดซ์ ตั้งใจรังสรรค์ขึ้นมาโดยมีรากมาจากภูมิศาสตร์ของเมืองบอร์กโดซ์เลยทีเดียว (ว่าเข้าไปนั่น) ขณะที่มีอีกตำนานกล่าวขานกันว่า กาเนอเล ชิ้นแรกอบขึ้นโดยนางชีในคอนแวนต์แห่งหนึ่งที่บอร์กโดซ์ สมัยก่อนเหตุการณ์ปฏิวัติฝรั่งเศส ด้วยการนำไข่แดงที่ไวน์เมกเกอร์ท้องถิ่นบริจาคมา เป็นส่วนเหลือทิ้งจากไข่ขาวที่พวกเขาต้องใช้ในไวเนอรี แล้วก็ยังมีอีกเรื่องคือ ชาวท้องถิ่นริมแม่น้ำการอนน์ ได้เก็บเศษแป้งที่เหลือจากการค้าขายกันบริเวณท่าเรือ นำมาอบเป็นขนมชิ้นเล็กๆ เพื่อแจกเด็กยากจน

สำหรับ ดอรี่ กรีนสแปน นักเขียนที่ออกหนังสือเกี่ยวกับเรื่องเพสตรี้ฝรั่งเศสอยู่หลายเล่ม เคยตั้งข้อสันนิษฐานไว้ว่า บางทีกาเนอเล ชิ้นแรกของโลกอาจจะเกิดจากข้อผิดพลาด เหมือนกับกรณีทาร์ตตาแต็ง (Tarte Tatin) ชิ้นแรกก็เป็นได้ “อาจจะมีใครบางคนต้องการทำคัสตาร์ด แต่ลืมทิ้งเอาไว้นานไปหน่อยในเตาอบ แล้วรสชาติดันอร่อยดี ซึ่งชิ้นแรกๆ นั้นอาจจะไม่ได้ใส่ในพิมพ์สวยงามอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน จนกระทั่งลองมีการนำมาใส่พิมพ์ลอนๆ แบบนี้จึงเรียกกันว่า กาเนอเล ซึ่ง Cannele ภาษาฝรั่งเศสแปลว่า คลื่น หรือ มีร่อง มีลอน ซึ่งมาจากลักษณะของพิมพ์ที่ใช้อบกาเนอเลนั่นเอง

กาเนอเล เกิดมาเมื่อ 300 กว่าปีก่อน ทว่าได้ถูกหลงลืมไปตามกาลเวลา จนกระทั่งทศวรรษที่ 1990 ที่เริ่มมีการปัดฝุ่นขึ้นมาใหม่ โดยกลุ่มเชฟขนมชาวฝรั่งเศสทั่วประเทศ และกระจายออกไปทั่วโลก กาเนอเล รุ่นใหม่สุดแสนจะหลากหลาย มีการปรุงแต่งรสชาติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นช็อกโกแลต รสส้ม มีทั้งขนาดมินิ ขนาดกลาง ไปจนถึงขนาดใหญ่เท่าไข่เป็ด

ความหลากหลายนี้อาจจะไปดีเด่นที่อื่น เว้นเพียงที่เมืองต้นกำเนิดอย่างบอร์กโดซ์ ที่ยื่นมือไปบอกเพสตรี้เชฟจากเมืองอื่นๆ ให้ Talk to the Hand โดยในปี 1985 กลุ่ม Confrerie du Canele de Bordeaux หรือ Canele de Bordeaux Brotherhood ได้ออกมากำหนดมาตรฐานของพิมพ์สำหรับกาเนอเล เดอ บอร์กโดซ์ ว่าจะต้องมีขนาด 3 ออนซ์ และยังกำหนดชื่อเรียกเฉพาะสำหรับตัวขนมชิ้นเล็กๆ นี้ โดยให้นำเอาตัว n และ s จากการสะกดแบบปกติออก เหลือเพียง Canele de Bordeaux ไม่ใช้ Canneles ส่วนเมืองอื่นๆ จะเรียก Canneles ก็ถือว่าไม่เกี่ยวกับเมืองบอร์กโดซ์

ไม่ว่าจะสะกดเหมือนหรือแตกต่าง การปรุงกาเนอเลให้ได้มาตรฐาน ทั้งรสชาติและรสสัมผัสนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย ในกาเนอเลหนึ่งชิ้น จะต้องมีทั้งความบางที่พอเหมาะ มีความกรอบ ความเหนียว มีสีน้ำตาลเข้มไปถึงดำ ต้องมีความเคี้ยวสนุก รวมทั้งมีกลิ่นและรสชาติของน้ำตาลไหม้ ที่หวานหอมเจอรสขมปลายๆ มีรสชาติความหวานฉ่ำของนมและกลิ่นอายของรัม

ส่วนผสมของกาเนอเลดูใกล้เคียงกับเครป แต่ผลที่ได้ออกมานั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยเครปจะมีส่วนผสมของนมน้อยกว่า มีแป้งเยอะกว่า และอาศัยไข่ทั้งลูก คือทั้งไข่ขาวและไข่แดง แต่กาเนอเลใช้เฉพาะไข่แดงเท่านั้น ขนมทั้งสองชนิดควรตีส่วนผสมทิ้งไว้ในตู้เย็นข้ามคืนจะอร่อยเด็ด เพราะทำให้แป้งกับของเหลวเข้ากันได้ดี ก่อนจะนำมาลงพิมพ์อบด้วยไฟแรงๆ เป็นเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับเตาอบ)

ว่ากันว่าพิมพ์กาเนอเลที่เด็ดสุดนั้นควรทำด้วยวัสดุทองแดงซึ่งราคาแพงมาก สำหรับพิมพ์ซิลิโคนที่นิยมในปัจจุบันก็ใช้ได้ แต่อาจจะส่งผลต่อรสชาติของกาเนอเลอยู่บ้าง หากหลักๆ แล้วขึ้นอยู่กับส่วนผสมที่ตีออกมามากกว่า

มีคนเคยถาม ปิแอร์ แอร์กเม เพสตรี้เชฟหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงว่า กาเนอเล ที่อร่อยในความคิดเห็นของเขาเป็นยังไง… “ถ้ามันอบจนเป็นสีดำ นั่นแหละคือกาเนอเล เชฟบางคนก็ทำออกมาเป็นสีน้ำตาล สีทอง ผมว่ามันไม่ใช่อ่ะ กาเนอเลที่ดีต้องเป็นสีดำ ในความคิดของผมนะ”