คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล เส้นหมี่ผัดผักกระเฉดกุ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/584107

  • วันที่ 22 มี.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล เส้นหมี่ผัดผักกระเฉดกุ้ง

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

วันก่อนไปสั่ง “เส้นหมี่ผัดผักกระเฉดกุ้ง” ที่ร้านหนึ่ง ในศูนย์อาหาร Eat Thai ที่เซ็นทรัล เอ็มบาสซี

ระหว่างที่ยืนรอมีคุณพี่ผู้หญิงท่านหนึ่งเดินมามองเส้นหมี่กระจ้อยหนึ่งในจานที่ผู้เขียนกำลังรอจ่ายเงินอยู่ เธอไม่ได้ถามผู้เขียนว่าราคาเท่าไหร่ แต่ถามพนักงานที่กำลังผัดอยู่ พอพนักงานบอกราคาเท่านั้นแหละคุณพี่เธอเกิดอาการโกรธ หันมาบอกผู้เขียนว่า “กินเข้าไปได้อย่างไรราคาขนาดนี้” ยังไม่ทันที่ผู้เขียนจะได้ตอบ คนขายเริ่มทันทีว่า “ไม่พอใจไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องซื้อก็ได้” ผู้เขียนขอไม่อยู่ฟังต่อว่าจะเกิดอะไรขึ้น รีบโฉบเอาจานของตัวเองกลับมานั่งละเลียดเส้นหมี่ผัดผักกระเฉด “จานจำเลย” นั้นอย่างตั้งใจทุกคำ

นั่งคิดดูแล้วเส้นหมี่ผัดผักกระเฉดจานนี้ราคาสูงอย่างที่ว่า แต่ต้องยอมจ่ายในความสะดวกเพราะร้านต้นตำรับนั้นไปลำบากอยู่ถึงตลาดน้อย คิวก็ค่อนข้างยาวและกว่าจะได้กินก็เพลียจากความระอุของอากาศ บางครั้งฝากมอเตอร์ไซค์ไปซื้อ กลับมาถึงบ้านก็เย็น หากไปสั่งพร้อมที่ทำงานครั้งละหลายๆ กล่อง รสชาติก็จะเพี้ยนๆ ไม่อร่อยดั่งที่ตั้งใจว่าจะได้กิน เหตุนี้ผู้เขียนจึงยอมจ่ายให้กับเส้นหมี่ผัดผักกระเฉดจานที่ว่าไป แล้วหมายมั่นปั้นมือว่าต้องขอนัดล้างพุงกับเส้นหมี่ผัดผักกระเฉดสักตั้งที่บ้านในเร็ววัน

จะปรุงเส้นหมี่ผัดผักกระเฉดได้ ต้องมีความสามารถในการเลือกและทำความสะอาดผักกระเฉดเสียก่อน การเตรียมผักกระเฉดไม่ง่ายเลย ต้องกำจัดนวมขาวๆ ที่หุ้มผักกระเฉดออกเสียก่อน แล้วจึงเด็ดเอาแต่ส่วนยอดมาใช้ เท่านั้นยังไม่พอ คุณแม่ยังเดินมาบอกว่าถ้าเป็นคุณยายจะต้องเด็ดหนวดระหว่างข้อของผักกระเฉดออกด้วย เวลารับประทานจึงจะอร่อยไม่พันคอเวลาเคี้ยวกลืน แค่นี้ก็ต้องยอมจ่ายแพงขึ้นกับผักกระเฉดเด็ดพร้อมใช้ให้กับเจ๊คิ้มแห่งตลาด อ.ต.ก.เสียแล้ว เพราะร้านเจ๊คิ้ม เขาจัดการเอานวมออกเสียสะอาดเอี่ยมอ่อง เด็ดเอาแต่ยอดอ่อน ถุงละ 60 บาทก็ต้องยอม

ถัดมาคือกุ้งทะเล สำหรับเมนูกุ้งผัดผักกระเฉดที่ผู้เขียนชอบต้องใช้กุ้งแชบ๊วยตัวกลางๆ จะอร่อยที่สุด ล้างทำความสะอาดเอาแต่เนื้อมาผัดกับน้ำมันที่เจียวพริกและกระเทียมให้หอม ใครชอบกุ้งชนิดอื่นก็ไม่ว่ากันเลือกเอาตามชอบ

สำหรับการปรุงเส้นหมี่ผัดผักกระเฉดกุ้ง ผู้เขียนคุ้นเคยและชอบร้านแถวตลาดน้อยจนเคยชิน ที่ชอบสูตรนี้ที่สุดเพราะรสชาติมันเป็นธรรมชาติดี คล้ายผัดซีอิ๊วที่มีความเผ็ด หอมซีอิ๊ว ไม่ได้มีส่วนผสมของมันกุ้งเหมือนร้านอื่นๆ ถ้าเป็นสาย “เจ๊ง้อ” จะเน้นมันกุ้งเป็นพิเศษ หรือร้านอื่นๆ อาจจะมีรสชาติของซีอิ๊วที่เข้มขึ้นมาอีก เรียกว่าแต่ละสูตรความชอบแตกต่างกันออกไป เพิ่มลดเอาเองตามสูตรพื้นฐานนี้

เส้นหมี่ที่เลือกใช้ก็สำคัญ ผู้เขียนเลือกเส้นหมี่แห้งยี่ห้อประจำ แช่น้ำจนนุ่มแล้วไม่ต้องลวกก่อนนำไปผัดออกมาเส้นเหนียวนุ่มไปพร้อมกับความสุกของกุ้งและผักกระเฉด เคล็ดลับในการผัดคงต้องยกให้จังหวะในการคุมไฟ ไฟแรงๆ ผัดเร็วๆ ให้มีไหม้ๆ นิดๆ จะได้หอมกระทะ ถ้าใช้กระทะเคลือบสารกันติดอาจจะไม่ได้อารมณ์หอมกระทะเท่ากับกระทะโลหะชนิดอื่นๆ

เกริ่นไปแล้วว่าสูตรนี้คล้ายๆ ผัดซีอิ๊ว ถ้าไม่ชอบเผ็ดให้งดการใส่พริกไปเลยเหลือแต่เจียวกระเทียมให้หอม ส่วนใครนิยมรสจัดจ้านใช้พริกขี้หนูสวนแทนพริกจินดาไปเลยก็ได้ ส่วนผู้เขียนขอลอกต้นตำรับที่เขาใช้พริกจินดาโขลกหยาบๆ เวลาไปร้านแอบเห็นว่าเขานำพริกจินดาใส่กระด้งผึ่งแดดแรงๆ จนเฉาเกือบๆ จะแห้งๆ ถามดูได้ความว่าแบบนี้ยิ่งผัดจะยิ่งหอมไม่มีกลิ่นเหม็นเขียวพริกเลย เลยขอนำเคล็ดลับที่เขาบอกมาฝากไว้ในฉบับนี้ 

ใช้เวลาละเลียดความสุข @ร้านเค้กละเลียด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/584091

  • วันที่ 22 มี.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

ใช้เวลาละเลียดความสุข @ร้านเค้กละเลียด

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ก่อตั้งมานานกว่า 14 ปี คือร้านเค้กที่อยู่ในความทรงจำ ร้านเค้กละเลียด (Laliette Cake Shop since 2005) เจ้าของร้านใช้ชื่อร้านละเลียด เพราะอยากให้คนกินได้ใช้เวลา “ละเลียด” ความสุขความอร่อยที่ร้านเค้กไม่ธรรมดาแห่งนี้

เพราะความชอบรับประทาน จึงหันมาสนใจเรื่องการทำขนม “เจี๊ยบ” ศิริพร เหล่าตระกูล ตัดสินใจไปเรียนคอร์สเบเกอรี่ที่กอร์ดองเบลอ ประเทศออสเตรเลีย ให้เป็นเรื่องเป็นราว ยิ่งเรียนยิ่งชอบ ผ่านไป 1 ปีคำตอบยังคงถ่องแท้แก่ใจว่าอยากเปิดร้านเบเกอรี่ของตัวเอง

เมื่อกลับเมืองไทย ยังไม่กล้าเปิดร้าน ศิริพรใช้เวลาช่วงหนึ่งปรับสูตรเบเกอรี่ให้เหมาะเจาะกับลิ้นและความชอบของคนไทย ใช้เวลาอีก 1 ปี ลองผิดลองถูกเรื่องสูตรขนม ก่อนจะเปิดร้านที่บ้านย่านถนนรัชดาภิเษก ชื่อ “ละเลียด เค้ก ช็อพ” เริ่มมาแต่นั้น

“ใช้ชื่อละเลียด เพราะเราอยากให้คนกินได้ใช้เวลาที่นี่ ค่อยๆ กิน ค่อยๆ ดื่ม ใช้เวลากับตัวเอง ความสุขความอร่อยที่ค่อยๆ ดื่มด่ำ”

สำหรับซิกเนเจอร์ที่ต้องเรียกว่าเป็นซิกเนเจอร์มาตั้งแต่ก่อนเปิดร้านเสียอีก เนื่องจากเจ้าตัวใช้เวลาปรับสูตรขนมอยู่กว่า 1 ปีนั้น ได้แก่ “ร็อกกี้โรด” เป็นเค้กบราวนี่เข้มข้น ที่มีชั้นชีสและอัดแน่นด้วยมะม่วงหิมพานต์ ก่อนจะท็อปด้วยฟัดจ์ ช็อกโกแลตหนึบๆ อีกชั้นหนึ่ง

เมนูที่พลาดไม่ได้ ยังมีสตรอเบอร์รี่ชีสเค้ก ชีสเค้กขึ้นชื่อสุดนุ่ม หากจะนุ่มมากเพียงไรก็ยังไม่ทิ้งความเข้มข้นของชีส ด้านบนตกแต่งด้วยวิปครีมและสตรอเบอร์รี่สด ส่วนอีกเมนูซูเปอร์สตาร์ได้แก่ เซตเค้ก 12 ชิ้น ที่รวมดาราแห่งละเลียดไว้ทั้งหมด เช่น เค้กมะพร้าว ชาเขียวถั่วแดงกวน และพุดดิ้งครีมนมสด เป็นต้น

เครื่องดื่มเป็นอีกซิกเนเจอร์ที่ห้ามพลาด ได้แก่ โฮมเมด ไอซ์ ช็อกโกแลต และชาเขียวเย็น หรือไอซ์มัทฉะลาเต้ โดยชาเขียวจะใช้ชาเขียวแบบพรีเมียมที่ใช้ทำขนม เพราะเช่นนั้นจึงเข้มข้นและให้ความหอมแบบไม่ตกหล่น ที่ละเลียดจะเน้นรสชาติที่ไม่หวานเกินไป คงความเป็นชาเขียวนมที่ลูกค้าชื่นชอบ

ด้านโฮมเมด ไอซ์ ช็อกโกแลต ก็บอกได้เลยว่าไม่เหมือนใคร ซอสช็อกโกแลตทำเอง รสชาติไม่หวานไม่มันเกินไป หากมีความเข้มและความข้นของช็อกโกแลต เห็นเป็นเลเยอร์หรือชั้นของนมและท็อปสุดฟินด้วยชั้นของซอสที่อร่อยคาดไม่ถึงก็แล้วกัน

“กุญแจแห่งความยั่งยืน น่าจะเป็นที่รสชาติขนมและความอร่อย ความสม่ำเสมอ กินปุ๊บโอเคปั๊บ (ฮา) รวมทั้งบอกต่อเป็นหลัก ลูกค้าส่วนใหญ่ของเราเป็นลูกค้าเก่าแก่ที่ยังคงเป็นมิตรแท้ หลายคนยังแวะมา หลายคนย้ายไปแล้วยังกลับมากิน มิตรภาพและความปรารถนาดีที่ละเลียดซาบซึ้งที่สุด”

ที่ละเลียดมีต้นไม้เยอะ ประดับประดางดงามในแบบที่ต้องทึ่ง บรรยากาศตกแต่งสไตล์โฮมมี่ นั่งสบายชิลๆ ส่วนคุณภาพวัตถุดิบบอกได้เลยว่าเต็มร้อย เจ้าของร้านกินอย่างไรทำขายอย่างนั้น ราคาไม่แพง ศิริพรนั้นอยากให้ละเลียดเป็นชุมชนเล็กๆ สำหรับนั่งกินขนมในละแวกบ้าน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งย้ายมาอยู่คอนโดย่านรัชดาฯ กันคึกคัก

ขอบคุณลูกค้าดั้งเดิม ที่อนุญาตให้ละเลียดเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต สำหรับเพื่อนบ้านใหม่ที่เพิ่งย้ายมาอยู่ ถ้าว่างก็ขอเชิญมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมชุมชนละเลียด ร้านตั้งอยู่ที่ซอยวิภาวดี 16 แยก 37-39 หรือเข้าทางรัชดาภิเษก 19 เปิดทุกวัน จันทร์-ศุกร์ 09.00-18.00 น. และเสาร์-อาทิตย์ 10.00-18.00 น. Fb : ละเลียดเค้กคาเฟ่ โทร. 02-691-5449, 08-3296-7887 

ฮิโช จัดเต็มรสชาติอาหารญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/584101

  • วันที่ 22 มี.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

ฮิโช จัดเต็มรสชาติอาหารญี่ปุ่น

เรื่อง ฟร็อกกีลิเชียส ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เปิดให้บริการมาพร้อมๆ กับโรงแรมนิกโก้ กรุงเทพฯ (Nikko Bangkok) ณ ต้นซอยทองหล่อ (สุขุมวิท 55) เมื่อไม่นานมานี้ เรียกว่า สดใหม่ใสกิ๊ง กับห้องอาหารญี่ปุ่น ฮิโช (Hishou) ที่ให้บริการทั้งบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าแบบญี่ปุ่นเต็มรูปแบบ โดยไฮไล์อยู่ที่สาเกและเทมปุระบาร์ นอกจากนี้ยังมีบุฟเฟ่ต์ดินเนอร์แบบจัดเต็ม อีกทั้งเมนูอะลาคาร์ตเด็ดๆ แล้วยังจะมีอาหารชุดมื้อกลางวัน เย็น และชุดข้าวกล่อง เรียกว่า ครบทุกรสชาติอาหารญี่ปุ่น

ห้องอาหารญี่ปุ่น ฮิโช แปลว่า บินสูงๆ เรียกได้ว่ายกร้านอาหารและการบริการ บินจากประเทศญี่ปุ่นมาไว้ ณ ใจกลางกรุงเทพฯ โดยเฉพาะไฮไลต์ดินเนอร์บุฟเฟ่ต์เทมปุระกว่า 30 ชนิด ทอดสดๆ เสิร์ฟร้อนๆ มีให้เลือก 2 เซต คือ Aya Tempura ราคา 1,100 บาท++ กับบุฟเฟ่ต์เทมปุระ 18 ชนิด ตั้งแต่เทมปุระกุ้ง ปลาเนื้อขาว เห็ด หน่อไม้ฝรั่ง มันหวาน ลูกชิ้นปลา ปลาหมึก ปลาอาจิ มะเขือม่วง ฟักทอง ข้าวโพดอ่อน ไข่นกกระทา หมึกยักษ์ ใบโอบะ รากบัว ฝักกระเจี๊ยบ ถั่วแขก ไอศกรีมทอด

ขณะที่เซต Hishou Tempura (1,900 บาท++) มาพร้อมบุฟเฟ่ต์เทมปุระ 30 ชนิด นอกจากตัวเลือกจากชุด Aya Tempura แล้ว ยังเพิ่มวัตถุดิบพรีเมียมขึ้นมาอีก ตั้งแต่กุ้งลายเสือ ปลาทราย ปลาแซลมอน พริกยักษ์ ปลาไหลญี่ปุ่น หอยเชลล์ ขิงญี่ปุ่น ชีสกามองแบต์ ขาปูทาราบะ ขาปู อโวคาโด ผักรวมและซีฟู้ด

สำหรับคนที่สั่งชุดบุฟเฟ่ต์เทมปุระ ระหว่างรอเชฟทำการทอดเทมปุระที่สั่งไป ยังสามารถรับประทานบุฟเฟ่ต์ไซด์ดิช (Osouzai Buffet) ได้อย่างไม่จำกัดอีกด้วย หรือใครจะมาเพื่อจัดหนักเฉพาะบุฟเฟ่ต์ไซด์ดิช ที่จัดเอาไว้บริเวณกลางร้านก็ย่อมได้ (ราคา 580 บาท++) ซึ่งมีอาหารหลากหลายไว้บริการทั้งซูชิ มากิ ซุป สลัด ผัดผัก ลูกชิ้นโอเด้ง หมี่เย็น ซีฟู้ดสดๆ และอีกมาก แบบอิ่มไม่อั้น

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแป้งเทปุระ หรือเตาทอดสั่งทำพิเศษจากญี่ปุ่นสุดไฮโซ ทำให้เทมปุระสุดแสนจะบางกรอบ ไม่อมน้ำมัน ตั้งทิ้งเอาไว้นานๆ ยังกรอบไม่เลิกรา

ความพิเศษของเทมปุระที่นี่ยังแตกต่างจากร้านเทมปุระที่อื่นๆ นอกจากน้ำจิ้มเทมปุระสูตรของทางร้านที่รสชาติกำลังเหมาะ ไม่เข้มข้นเกินไปแล้ว ยังเสิร์ฟพร้อมเกลือนำเข้าจากญี่ปุ่น 6 รสชาติให้เลือกลิ้มลอง ทั้งเกลือญี่ปุ่นธรรมดาๆ เกลือรสวาซาบิ เกลือรสผงกะหรี่ เกลือเปลือกส้มยุสุ เกลือรสพริกไทย และเกลือชาเขียว

สำหรับคนกินไม่เยอะ หนักไปที่สายดื่ม มีเซต Banshaku Set (480 บาท++) ที่ให้เลือกตั้งอาหารบนไลน์บุฟเฟ่ต์ไซด์ดิชได้ 1 ครั้ง มากเท่าไรก็ได้ เสิร์ฟพร้อมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามสั่ง 2 แก้ว

นอกจากอาหารแบบบุฟเฟ่ต์แล้ว ห้องอาหารฮิโช ยังมีบริการแบบอะลาคาร์ต ทั้งซูชิ ซาชิมิ ซูชิโรล อาหารแบบฮอตพอต (Kaminabe) อาหารปิ้งย่างเตาถ่าน (Sumiyaki) และอีกมาก รวมทั้งมีบาร์ญี่ปุ่นแบบใหญ่อลังการ พร้อมเสิร์ฟเครื่องดื่มแบบฟูลบาร์ โดยเฉพาะสาเกที่ขนมาจากญี่ปุ่นพร้อมเสิร์ฟให้ทุกท่าน

ร้านตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่นคอนเท็มโพรารี ทางเข้ามีต้นซากุระผลิดอกสีชมพูสร้างบรรยากาศราวอยู่กรุงโตเกียว ตกแต่งด้วยถังสาเก ตามจุดต่างๆ มีเกราะนักรบญี่ปุ่นโบราณสีแดงสดคอยต้อนรับอยู่ที่ด้านหน้า ห้องอาหารโปร่งโล่งด้วยสีธรรมชาติของไม้ เพดานประดับด้วยแท่งไม้ไผ่สีธรรมชาติ ขนาดความยาวแตกต่างกันเป็นลูกคลื่นตลอดความยาวของห้องอาหาร

ห้องอาหารญี่ปุ่น ฮิโช ตั้งอยู่ที่ชั้น 1 ในโรงแรมนิกโก้ กรุงเทพฯ ต้นซอยทองหล่อ (เดินจากบีทีเอสทองหล่อประมาณ 5 นาที) เปิดบริการทุกวัน มื้อกลางวัน เวลา 11.30-14.30 น. และมื้อเย็น เวลา 17.30-23.00 น. โทร.02-080-2111 

ชูกา ความหวานในโลกพาสเทล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/584095

  • วันที่ 22 มี.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

ชูกา ความหวานในโลกพาสเทล

เรื่อง/ภาพ : ชายโย

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบเมนูขนมหวาน เชื่อว่าคุณน่าจะหลงรักเมนูอาหารหวานของร้านชูกา (Shugaa) อย่างแน่นอน ซึ่งที่ร้านนี้ไม่ได้มีดีแค่รสชาติอร่อย แต่หน้าตาของแต่ละเมนูเห็นแล้วบอกเลยว่าตัดใจตักรับประทานไม่ลง เพราะสวยน่ารักจนอยากจะเก็บไว้ดูเล่นที่บ้าน ร้านชูกาซึ่งเมนูทั้งหมดในร้านรังสรรค์โดย วชิรวิชญ์ ก้องภพจิรพัฒน์ เชฟขนมหวานมากฝีมือ ที่ออกแบบเมนูของหวานที่มีกลิ่นและหน้าตาน่ารับประทานในร้านทั้งหมด

ตัวร้านตั้งอยู่ในอาคาร เดอะ เรสซิเดนท์ 61 ซอยสุขุมวิท 61 ออกแบบตกแต่งร้านในธีมสีพาสเทล สดใสเข้ากับขนมสีหวานๆ เป็นอย่างดี มีเมนูเด่นๆ อย่างขนมปังโทสต์ สูตรฝรั่งเศสที่ใช้ไข่และเนยนำเข้าคุณภาพ ส่งกลิ่นหอมกลิ่นของเมเปิ้ลไซรัปที่ทาบนขนมปังก่อนอบ ขนมปังสูตรญี่ปุ่นที่ใช้นมจากฮอกไกโดได้แป้งเนื้อนุ่ม หรือลองชิมขนมปังสไตล์อังกฤษก็ให้เนื้อและรสชาติอีกแบบที่ควรลอง เช่น เมนู มิลค์กี้ สตรอเบอร์รี่ โทสต์ ราดครีมนมสด วางไอศกรีมรสสตรอเบอร์รี่ชีส

อีกเมนูที่ลูกค้านิยมสั่งรับประทานก็คือช็อกโกแลต เฮเซลนัท เป็นครัวซองต์พุดดิ้งในกระทะร้อน ราดซอสช็อกโกแลตเฮเซลนัท พร้อมไอศกรีมรสนมฮอกไกโด ฟินแบบสุดๆ มาถึงเครื่องดื่มฤดูร้อนแบบนี้ลองสั่งซัมเมอร์ บีซ มะม่วงปั่นกับพีช มีครีมชีสนุ่มๆ และเอิร์ลเกรย์ครัมเบิลให้ความสดชื่นเป็นอย่างดี หรือปิดท้ายด้วยบัตเตอร์ ฮอร์ลิก (Butter Horlicks) เครื่องดื่มมอลต์ผสมเนยถั่วและคาราเมล ไซรัป โรยหน้าด้วยถั่วบดและผงไวท์ช็อกโกแลต มีความหอม หวาน มัน และรสสัมผัสของถั่วที่เข้ากันได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ

เรียกได้ว่าไม่ใช่แค่ความหวานที่ร้านมอบให้ แต่เป็นประสบการณ์ในการรับประทานเมนูของหวานที่หาได้ยากจากร้านอื่น ร้านเปิดเวลา 10.00-20.00 น. สนใจติดต่อได้ที่เบอร์ 02-381-5940

ลอส แอทติโก ค่ำคืนแห่งสีสันสไตล์เม็กซิกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/584099

  • วันที่ 22 มี.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

ลอส แอทติโก ค่ำคืนแห่งสีสันสไตล์เม็กซิกัน

เรื่อง มัลล์ mallika.namsanga@gmail.com ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ย่านสุขุมวิท 11 ขึ้นชื่อเรื่องร้านดังผับเด่นหลากสัญชาติ เรียกว่าไม่มีเหงาและเปล่าเปลี่ยว ล่าสุดการเกิดขึ้นของ ลอส แอทติโก (Los Atico) บาร์สไตล์เม็กซิกันสุดฮอตจากฮ่องกง เป็นอีกสีสันที่นักท่องเที่ยวต้องทักทาย

เริ่มตั้งแต่การตกแต่งร้านสุดโมเดิร์น เป็นเอกลักษณ์ของสาขาต้นฉบับจากฮ่องกง อลังด้วยงานกราฟฟิตี้ตามผนังตึก ผนังภายในร้าน ตั้งแต่ทางเดิน บันได เรียกว่ากระตุ้นอารมณ์ให้สูบฉีดคึกคักพร้อมแฮงเอาต์กันสุดๆ ในค่ำคืนนี้

ลินดา คือภาพวาดผู้หญิงสุดเซ็กซี่ มีขนาดใหญ่เต็มผืนผิวผนังร้าน ลินดา คือสัญลักษณ์ของความรัก ความสวยงาม ความเซ็กซี่ มีเสน่ห์น่าค้นหา ชวนหลงใหล ความสดใส สนุกสนาน

ผลงานศิลปะทั่วทั้งร้าน จากฝีแปรงของ 3 ศิลปินกราฟฟิตี้ชื่อดังจากไมอามีโชว์ เบน อูเบียรา (Ruben Ubiera) ออร์กี้ (Orgie หรืออีกชื่อว่า Le Creep) และโกลเด้น (Golden) พรีเซนต์ลายเส้นคูลๆ สีสันสดใส ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากสไตล์เม็กซิกัน

ลอส แอทติโก โดดเด่นเรื่องค็อกเทลสุดสร้างสรรค์และเตกีลาคุณภาพดีหลากชนิด เอาใจผู้ชื่นชอบรสชาติแต่ละแบบ ทุกคนจึงสามารถดื่มด่ำไปกับฝีมือการมิกซ์ของมิกโซโลจิสต์ได้อย่างลงตัว

บางสูตรมีเสิร์ฟเฉพาะที่กรุงเทพฯ โดยเลือกใช้ผลไม้ตามฤดูกาลของเมืองไทย สร้างความโดดเด่นแตกต่างให้ค็อกเทล และเมืองไทยเป็นเมืองร้อน หลายแก้วจึงครีเอทให้ได้รสสัมผัสที่สดชื่น ผ่อนคลาย ประหนึ่งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศทรอปิคัล

Tamarindo เครื่องดื่มที่ได้รับแรงบันดาลใจจากประเทศไทย สะท้อนรากเหง้าของสวรรค์เขตร้อนได้อย่างชัดเจน รสชาติเอ็กโซติกต้องเป็นที่ถูกอกถูกใจคอค็อกเทล

แก้วนี้เร่าร้อนเซ็กซี่มาก Tequila Makes My Clothes Come Off เป็นเครื่องดื่มสุดไอคอนิกของร้าน หรือจะเรียกว่า ลินดา ก็ได้ เพราะสร้างกิมมิกเป็นค็อกเทลแก้วโปรดของลินดา มีส่วนผสมหลักจากเตกีลา El Luchador Overproof กลิ่นลาเวนเดอร์ เกรปฟรุต มะนาวคั้นสด แล้วราดด้านบนด้วยโซดารสซิตรัส

The Peak สีชมพูหวานในแก้วมาร์ตินี ได้ไอเดียมาจากจุดชมวิว เดอะ พีก มองเห็นภาพพาโนรามาของเมืองฮ่องกง เป็นสัญลักษณ์ของ ลอส แอทติโก ที่มีสาขามาจากฮ่องกง เป็นเครื่องดื่มเมนูเดียวในร้านที่เบสมาจากแอบโซลูท สร้างความสดชื่น รีเล็กซ์ด้วย วอเตอร์เมลอน มินต์ แตงกวา

ส่วนอาหารต้องยกนิ้วโป้งงามๆ ให้เป็นผับที่มีอาหารหลายเมนู และรสชาติเยี่ยม สไตล์เม็กซิกันแท้ๆ โดยเชฟ Abel Ortiz A เชฟมือดีจากร้านอาหารในเปรู

ตั้งแต่กับแกล้มไปจนถึงจานหลักอิ่มท้อง เช่น Table Side Guacamole ที่ยกวัตถุดิบมาปรุงสดๆ ใกล้โต๊ะของลูกค้า เสร็จแล้วเสิร์ฟกันทั้งครกหิน กินคู่กับมันฝรั่งทอดแผ่นบางกรอบ (Chips)

Aguachile Shrimp Ceviche กุ้งสดคลุกเคล้ากับเครื่องกะทิเสิร์ฟมาในกะลามะพร้าว อีกเมนูแนะนำ The Street Tacos 3 ชิ้น 3 วัตถุดิบ มี Ribeye Lobster Drunk On Tequila และ Pescada

บาร์ขนาดเล็กที่มากสีสัน เสียงเพลงสร้างบรรยากาศความสนุกให้ร้าน อยู่ภายใต้การดูแลของ Sol Passion Music โดยเลือกเพลงที่สนุกสนานผสมผสานระหว่างดนตรีแนวฮิปฮอป ละติน และทุกค่ำคืนวันพฤหัสบดี-เสาร์ มีโชว์ดีเจเพิ่มความคึกคักด้วย

ลอส แอทติโก ตั้งอยู่บนชั้น 3 อาคารคาลิ-เม็กซ์ บาร์แอนด์กริล สุขุมวิทซอย 11 เปิดบริการเวลา 17.00-02.00 น. (ปิดวันจันทร์) โทร. 02-013-4500 

ชิมประสบการณ์ รสบราซิล-โปรตุเกส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/584098

  • วันที่ 22 มี.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

ชิมประสบการณ์ รสบราซิล-โปรตุเกส

เรื่อง เพ็ญแข สร้อยทอง ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

สองทศวรรษในแวดวงอาหาร โอลิวิเยร์ ดา คอสตา ชาวโปรตุเกส สร้างตัวเองให้กลายเป็นเซเลบริตี้เชฟ รวมทั้งเจ้าของร้านอาหารที่ประสบความสำเร็จ ด้วยแนวคิดและเทรนด์ซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่าลูกค้าแต่ละคนจะได้รับประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใครเมื่อเข้าสู่ร้านอาหารของเขา

หนึ่งในร้านอาหารที่ โอลิวิเยร์ ดา คอสตา ปลุกปั้นขึ้นมา คือ ซีน เรสเทอรองต์ แอนด์ บาร์ เปิดที่แรกในที่ เซา เปาโล ประเทศบราซิล ตามด้วยที่ลิสบอน ประเทศโปรตุเกส ตามด้วยล่าสุดที่เพิ่งเปิดไปได้ไม่กี่วันคือสาขาแรกในเอเชียที่เรียกว่า ซีน เรสเทอรองต์ แอนด์ บาร์ (SEEN Restaurant & Bar) รูฟท็อปบาร์แห่งใหม่ ณ โรงแรมอวานี พลัส ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ

ซีน คือ การมอบประสบการณ์อันน่าจดจำ ด้วยการตีความใหม่ของอาหาร (และเครื่องดื่ม) ที่นำความเป็นบราซิลและโปรตุเกสมาผสมผสาน ทั้งยังมีกลิ่นอายอาหารนานาชาติเข้าไป ทุกเมนูจากการสร้างสรรค์โดยเชฟโอลิวิเยร์ ดา คอสตา และดูแลโดยเชฟอเล็กซานเดอร์ คาสตัลดี

วันนี้เรามาเยือนซีน เรสเทอรองต์ แอนด์ บาร์ ที่โรงแรมอวานี พลัส ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ เพื่อค้นหาความเป็นบราซิลและโปรตุเกสซึ่งซุกซ่อนอยู่

อย่างแรกที่เราสัมผัสได้คือความงดงามของที่ตั้งวิวแม่น้ำเจ้าพระยาแบบพาโนรามาตระการตา การตกแต่งภายในให้กลิ่นอายอาร์ตเดโคยุค 1980 มีความเป็นไทยสะท้อนในวัสดุตกแต่งอย่างไม้ไผ่ เฟอร์นิเจอร์และการตกแต่งทรงโค้งมนได้รับแรงบันดาลใจและสะท้อนภาพสายน้ำเจ้าพระยาไหลอย่างไม่หยุดนิ่ง ห้องอาหารหลักหรือซูชิบาร์ตกแต่งเป็นรูปตัว “S” ที่สัมพันธ์กับโลโก้ของร้าน

เครื่องดื่มสูตรเฉพาะของที่นี่คิดค้น โดย โมซัมหมัด ฟัดลี มิกโซโลจิสต์ชาวอินโดนีเซีย ซึ่งเต็มเปี่ยมด้วยประสบการณ์และมีรางวัลระดับนานาชาติการันตีฝีมือ ผสมผสานกลิ่นอายของความเป็นเอเชีย อเมริกา และยุโรปเข้าไว้ด้วยกัน จากวัตถุดิบสดใหม่และขึ้นชื่อจากท้องถิ่นไทย

บราซิลและโปรตุเกสซึ่งเป็นสองประเทศที่มีความเกี่ยวข้องผูกพันกันมาเนิ่นนาน รวมถึงวัฒนธรรมการดื่มกินซึ่งหลายอย่างคล้ายคลึงกัน เราได้สัมผัสกับรสชาติเหล่านั้นผ่านหลากเมนู ทั้งยังใส่ความเป็นไทยเข้ามาเป็นเซอร์ไพรส์ด้วย

เครื่องดื่มค็อกเทลที่ซีนนั้นมีหลายแก้วที่บ่งบอกความเป็น “บราซิลเลียน” จากคาชาซา (Cachaça) ซึ่งเป็นสปิริต บราซิลเป็นต้นตำรับ โมซัมหมัด สร้างสรรค์เป็นเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ คือ Agua de Coco ซึ่งเป็นกิมเลต (Gimlet) ค็อกเทลสุดคลาสสิกที่ได้รับความนิยมเนิ่นนาน ผสมจากจิน (หรือวอดก้า) กับน้ำมะนาว แต่เขาได้เปลี่ยนมาใช้คาชาซาแทนจิน มะพร้าวเป็นผลไม้ที่คุ้นเคยกันดีสำหรับทั้งบราซิลและไทย ถูกนำมาเป็นส่วนผสมสำคัญของเครื่องดื่มแก้วนี้ ทั้งยังมีใบเตยมาทำเหมือนเป็นวุ้นลูกกลมเล็กๆ สร้างเนื้อสัมผัสที่แตกต่าง

“คาชาซาเป็นรัมขาวจากบราซิล กลั่นจากน้ำตาลอ้อย ผมนำมันมาผสมกับน้ำเชื่อมใบเตยสูตรโฮมเมดแทนน้ำมะนาว จากนั้นเติมน้ำมะพร้าวสด และตกแต่งด้วยใบเตยคาเวียร์และสับปะรดแห้ง กลายเป็นค็อกเทลที่มีส่วนผสมจากยุโรป ละตินอเมริกาและเอเชีย” โมซัมหมัด เล่า

อีกหนึ่งแก้วชื่อว่า Toast to São Paolo เป็นหนึ่งในค็อกเทลซิกเนเจอร์ที่เขาคิดค้นเพื่อซีน แบงค็อก ซึ่งแปลกใหม่ด้วยการโรยหน้าด้วยผงทุเรียน!

Seen Cafe Latte เป็นเครื่องดื่มที่สะท้อนความเป็นโปรตุเกส ผสมจากสไปซ์รัม, คอฟฟี่ พอร์ท ไวน์, กระวาน, ผงช็อกโกแลต และ ไข่ เป็นเครื่องดื่มหลังมื้ออาหารที่ช่วยย่อย โดดเด่นด้วยกลิ่นของเครื่องเทศและมอคค่า

อีกหนึ่งแก้วที่ได้รับแรงบันดาลใจสไตล์ซีนโปรตุเกส คือ Sin of Rosita ซึ่งมี เมซคาล (Mezcal) เป็นเบส ผสมกับสับปะรด, บิทเทอร์ (เครื่องดื่มเรียกน้ำย่อยจากการผสมผลไม้และสมุนไพร) ตะไคร้, เวอร์มุธ สำหรับ เมซคาล นั้นเป็นเครื่องดื่มที่ทำจากพืชที่เรียกว่า อะกาเวจากเม็กซิโก

ส่วนค็อกเทลเรียกน้ำย่อยสไตล์โปรตุเกส ชื่อ แบล็ก ไดมอนด์ (Black Diamond) มีกลิ่นของชีสผสมผสาน

อาหารอร่อยอย่างเช่น Deep Fried Tapioca & Cured Cheese จานนี้กรอบๆ เคี้ยวหนุบหนับอร่อยดี สำหรับทาปิโอคา (Tapioca) นี้เป็นพืชคล้ายมันสำปะหลังจากบราซิลและอเมริกาใต้

หรือจะเป็นอาหารเทรดิชั่นแนลของชาวโปรตุเกสอย่าง Salted Cod “A Bras” Portuguese Style สะท้อนถึงความโปรดปรานของชาวโปรตุเกสที่มีต่อปลาค็อด (เค็ม) โดยปรุงกับไข่ หอม มันฝรั่ง และครัมเบิ้ลโอลีฟ นอกจากที่กล่าวถึงไปแล้วนี้ยังมีอีกมากมายที่สร้างประสบการณ์ดีๆ ให้กับผู้มาเยือน

ซีน เรสเทอรองต์ แอนด์ บาร์ ตั้งอยู่บนชั้น 26-27 โรงแรมอวานี พลัส ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ ถนนเจริญนคร สำเหร่ ธนบุรี เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ เวลา 18.00-01.00 น. ข้อมูลเพิ่มเติมสอบถามได้ที่ โทร. 02-431-9120 หรือเว็บไซต์ seenrooftopbangkok.com

ไม่ต้องเดินทางไปไกลก็สามารถสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ได้ที่นี่

โกปีเตี่ยม รากวัฒนธรรมกาแฟอาเซียน (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/584106

x

  • วันที่ 22 มี.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

เรื่อง คาเอรุ

พอพูดคำว่า โกปีเตี่ยม (Kopitiam) อารมณ์หวนรำลึกถึงอดีต และความเปรี้ยวปากอยากกาแฟโบราณก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาพร้อมๆ กัน

โกปีเตี่ยม หรือร้านกาแฟสไตล์โบราณ แสดงให้เห็นถึงรากวัฒนธรรมกาแฟอาเซียน ที่เข้มข้นเหมือนรสชาติของกาแฟโบราณ ไม่แพ้กับชนชาติอื่นๆ ใดในโลก

ก่อนที่โลกนี้จะมีสตาร์บัคส์ คอฟฟี่บีน หรือบลูคัพ ฯลฯ โกปีเตี่ยม เกิดมาก่อนนานแสนนาน โดยเฉพาะในมาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ลาว ไทย กัมพูชา และกาแฟอะราบิกง-บีกาอะไร ไม่มีใครรู้จักจ้ะ โกปีเตี่ยม วัฒนธรรมกาแฟอาเซียนยุคที่ 1 อาศัยกาแฟท้องถิ่น ปลูกเอง คั่วเอง ปรุงเป็นรสชาติต่างๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง

ทุกวันนี้ โกปีเตี่ยม กลายเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวแนวแกสโตรโนมีทัวริสม์ต้องแวะ ทั้งในมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเชีย และบรูไน

นอกจากเมนูโกปี หรือกาแฟ นี่เป็นเอกลักษณ์ โดยจะมีความเหมือนกันในย่านอาเซียนคือกาแฟเข้มๆ ใส่นมข้นหวานแล้ว ในร้านโกปีเตี่ยม มักจะเสิร์ฟอาหารแกล้มกาแฟ อย่าง ขนมปังปิ้ง ไข่ลวก แล้วก็สังขยา รวมทั้งมีเครื่องดื่มทางเลือกอย่างชาร้อนหรือไมโลร้อนอีกด้วย

กาแฟในโกปีเตี่ยมมีเอกลักษณ์คาแรกเตอร์ที่ไม่ธรรมดา อาศัยการคั่วในกระทะพร้อมๆ กับเมล็ดข้าวโพดและเนย ซึ่งทำให้กาแฟมีความหอม หวาน และมัน ก่อนจะนำไปบดหยาบๆ เวลาชงต้องอาศัยถุงผ้าราดน้ำร้อนๆ ผ่านกาแฟ ปล่อยให้น้ำสีดำๆ ส่งผ่านไปสู่ถ้วยที่เตรียมนมข้นหวานเอาไว้ที่บริเวณก้น

ใครชอบหวานก็ชงให้เข้ากันก่อนดื่ม ใครชอบหวานน้อยก็ชงให้นมข้นละลายแค่พอประมาณ ส่วนใครยังหวานไม่พอ มีน้ำตาลก้อนไว้คอยบริการเพิ่ม หรือใครไม่ประสงค์จะกินนมเลยก็สั่งกาแฟดำได้ (แต่มันจะเข้มมาก)

กาแฟในโกปีเตี่ยมบ้านเรา มีชื่อเรียกเป็นเอกลักษณ์ อย่าง โอเลี้ยง (กาแฟดำใส่น้ำแข็ง) โอยัวะ (กาแฟดำร้อน) ยกล้อ (กาแฟใส่นมสด) ส่วนโกปี๊ ใช้เรียกทับศัพท์กาแฟโบราณแบบกาแฟใส่นมข้นหวาน

หากไปโกปีเตี่ยมที่มาเลเซียหรือสิงคโปร์ เมนูจะมีความหลากหลายมาก แต่ไม่สับสนแบบในสเปนที่แต่ละท้องถิ่นเรียกไม่เหมือนกัน อย่าง Kopi ใช้เรียกกาแฟใส่นมข้นหวาน ส่วน Kopi C หมายถึงกาแฟใส่นมสด (C ย่อมาจาก คาร์เนชั่น นมยอดนิยมในอาเซียน) Kopi O คือ กาแฟดำใส่น้ำตาล (ถ้าไม่เอาน้ำตาลต้องสั่งด้วยนะ) Kopi O Peng – กาแฟดำใส่น้ำแข็ง (และน้ำตาล) Kopi O Peng Kosong = กาแฟดำใส่น้ำแข็งไม่ใส่น้ำตาล

Kopi Si Peng คือ กาแฟเย็นใส่นมข้นจืดและน้ำตาล Kopi Si = กาแฟร้อนใส่นมข้นจืดและน้ำตาล ส่วนเมนูชา Teh O = ชาร้อนไม่ใส่นม (ใส่น้ำตาล) Teh = ชาร้อนใส่นมและน้ำตาล Teh Tarik คือ ชาร้อนใส่นมข้นหวาน Teh Si = ชาร้อนใส่นมข้นจืดและน้ำตาล Tiao Hee หรือ Tiao Her = ชาจีน ส่วน Tat Kiu คือ ไมโลร้อน

นอกจากนี้ ยังมีเมนู Cham เป็นกาแฟกับชาผสมกัน (ใส่น้ำตาลด้วย) Cham Peng = กาแฟกับชาผสมกัน (ใส่น้ำแข็ง+น้ำตาล) เมนู Michael Jackson เฉาก๊วยใส่นมถั่วเหลือง ฯลฯ

โกปีเตี่ยมพบได้ในทุกๆ คอมมูนิตี้ของสิงคโปร์ นับรวมๆ แล้วมีไม่ต่ำกว่า 2,000 แห่ง มีทั้งรูปแบบร้านเล็กๆ ร้านสาขา รวมทั้งเป็นแผงอยู่ตามฟู้ดคอร์ตต่างๆ ส่วนใหญ่จะนิยมไปรับประทานเป็นอาหารเช้า พร้อมขนมปังปิ้ง ไข่ลวก และสังขยา บ้างก็แวะเวียนไปตอนบ่ายๆ คล้ายมื้ออาฟเตอร์นูนทีก็มี 

Seed to Feed เดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ X ฮาโอมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/584103

  • วันที่ 22 มี.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

Seed to Feed เดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ X ฮาโอมา

เรื่อง แบมบี bambi5789@gmail.com

เดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ และร้านอาหารฮาโอมา (Haoma) ร่วมรังสรรค์เมนูคอนเซ็ปต์ Seed to Feed กับป๊อปอัพดินเนอร์ 7 คอร์สเมนู ด้วยวิธีการปรุงและวัตถุดิบแบบยั่งยืน ในวันศุกร์ที่ 29 และวันเสาร์ที่ 30 มี.ค.นี้ ตั้งแต่เวลา 18.30 น. ณ ห้องอาหารดิแคนเตอร์

กิจกรรมสร้างสรรค์งานศิลปะผ่านจานอาหารร่วมกันของ คริสโตเฟอร์ มิลเลอร์ หัวหน้าเชฟ เดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ และเอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟดีแพงเกอร์ คอสลา หรือเชฟดีเค ร้านอาหารฮาโอมา สัมผัสประสบการณ์ใหม่ในรูปแบบ pop-up dinner เติมแต่งความคิดสร้างสรรค์ลงบนจานให้ได้ลิ้มลอง

ก่อนหน้านี้ เชฟคริสโตเฟอร์และเชฟดีเค ได้เพาะเมล็ดร่วมกันและนำผลิตผลที่ปลูก รวมทั้งวัตถุดิบออร์แกนิกที่คัดสรรจากแหล่งที่ปลูกและเลี้ยงเองอย่างยั่งยืน รวมทั้งจากฟาร์มที่ร้านฮาโอมา เพื่อสร้างความประหลาดใจในการนำเสนอ 7 คอร์สเมนูมื้อค่ำ ตกแต่งด้วยสีสันให้อารมณ์ที่มีชีวิตชีวา แตกต่างไปจากอาหารเพื่อสุขภาพรูปแบบเดิมๆ

สำหรับเชฟดีเค เป็นที่ยอมรับในเรื่องความยั่งยืนทางอาหาร นำเสนอคอนเซ็ปต์ของการรับประทานอาหารในฟาร์มใจกลางกรุงเทพฯ เป็นแห่งแรกที่ถูกพัฒนาฟาร์มภายในร้านอาหารโดยปลูกผัก ผลไม้ และสมุนไพร ด้วยวิธีที่ต่างกัน ส่วนผสมหลักทั้งหมดที่ฮาโอมาเลือกใช้ มีทั้งปลูกในพื้นที่สีเขียวภายใต้ร่มเงาของฮาโอมาเอง หรือรวบรวมจากแหล่งชุมชนเกษตรกรรมในท้องถิ่น และซัพพลายเออร์อาหารทะเลที่เน้นเรื่องความยั่งยืน

เฉกเช่นสไตล์การปรุงอาหารของเชฟคริสโตเฟอร์ ที่ให้ความสำคัญกับการเลือกสรรและพิถีพิถันคัดสรรเป็นพิเศษเพื่อความสมบูรณ์แบบ จากแหล่งวัตถุดิบชั้นเลิศสู่จานอาหาร และตระหนักถึงคุณค่าทางโภชนาการอย่างชาญฉลาด เชฟคริสโตเฟอร์เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในกลุ่มนักชิม เขาได้รับรางวัลมากมายในด้านอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีในสื่อสิ่งพิมพ์นานาชาติ

7 คอร์สเมนูมื้อค่ำสำหรับ “Seed to Feed” โดยเชฟคริสและเชฟดีเค ราคาพิเศษ 2,500 บาท++ ต่อท่าน ประกอบไปด้วย เมนูคาวและของหวานหลากหลายรูปแบบ ความพิเศษของเมนูอาหารของฮาโอมานั้น เชฟเลือกใช้วัตถุดิบต่างๆ ที่มีทั้งวัตถุดิบที่ปลูกเองและวัตถุดิบท้องถิ่นของไทยที่หาได้ ความแปลกใหม่ของเมนูต่างๆ ทั้งการเลือกใช้วัตถุดิบ เน้นรสชาติของวัตถุดิบให้เป็นไปตามธรรมชาติมากที่สุด นำเสนอกรรมวิธีการปรุงที่น่าสนใจ

ข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองที่นั่ง โทร.02-207-7777 อีเมล : fb.bangkok@stregishotels.com หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ www.stregisbangkok.com

กอนฮี โจ ทำทุกอย่างต้องดีที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/584105

  • วันที่ 22 มี.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

กอนฮี โจ ทำทุกอย่างต้องดีที่สุด

เรื่อง ลีโอ เคน ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เด-กอนฮี โจ (Kunhee Cho) เชฟหนุ่มโอปป้าวัย 31 ปี จากเมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ปัจจุบันเขาเป็นเชฟใหญ่และเจ้าของร้าน โจฮา คอเรียน เรสเทอรองต์ ร้านที่เสิร์ฟอาหารเกาหลีต้นตำรับจากเมืองปูซาน ที่ให้สัมผัสรสชาติที่เข้มข้น พร้อมกับปรับรสชาติให้ถูกปากนักชิมชาวไทย

“ตอนเด็กๆ ผมเป็นเด็กที่ชอบวาดรูปมาก วันๆ ไม่ได้เรียนอะไรแค่วาดรูปอย่างเดียว เพราะไม่อยากเรียนหนังสือ เลยเอาดีด้านนี้ไปเลย เคยได้รางวัลวาดรูประดับประเทศ และก็เคยไปชนะการวาดรูปที่ญี่ปุ่น ผมเป็นคนที่ไม่ชอบความพ่ายแพ้ครับ (หัวเราะ) ผมจะทำอะไรจะโฟกัสกับสิ่งนั้นมันติดเป็นนิสัย เหมือนตอนนี้ผมก็จะมาโฟกัสที่การเป็นเชฟและผมจะทำมันให้ดีที่สุด”

นั่นคือคำกล่าวย้ำของเชฟหนุ่มไฟแรง ที่มุ่งมั่นตั้งใจจะทำในสิ่งที่ตนเองรักให้ดีที่สุด ชีวิตของเขาเริ่มเปลี่ยนจากเอาจริงเอาจังด้านวาดรูปมาเป็นเชฟมากฝีมือ เมื่อครั้งที่ครอบครัวของเขาย้ายถิ่นฐานไปใช้ชีวิตที่ออสเตรเลีย ดินแดนที่ท้าทายนักชิมจากทั่วโลก

“พอจบชั้นไฮสกูลทางครอบครัวผมก็ย้ายไปอยู่ที่ออสเตรเลีย ทำให้ขาดช่วงจากงานศิลปะ ซึ่งมันไม่เหมาะกับออสเตรเลีย ณ ตอนนั้นเอง ผมจึงเริ่มมองหาสิ่งที่ตนเองรักนอกจากศิลปะ แล้วผมก็พบว่าผมเป็นคนที่ชอบกิน เขาเลยเบนเข็มด้วยการเข้าเรียนที่สถาบันสอนทำอาหารแห่งหนึ่ง ด้วยสูตรอาหารนานาชาติ 2 ปี แล้วก็เข้าเรียนที่สถาบัน เลอ กอร์ดอง เบลอ ที่ซิดนีย์ ด้านเมเนจเมนต์ด้านอาหาร รวมถึงทำอาหาร

อยู่ที่นี่ผมได้ความรู้ด้านพื้นฐานการทำอาหาร และประสบการณ์ที่หล่อหลอมให้ผมเป็นเชฟทุกวันนี้ ผมจะเรียนไปด้วยและทำงานไปด้วย เริ่มจากการล้างจานให้ร้านอาหาร 2-3 เดือน จากนั้นก็เริ่มมาเป็นผู้ช่วยเชฟ เริ่มหั่นผัก ผมทำอย่างนี้อยู่หลายร้านประมาณ 4-5 เดือน ก็เริ่มไต่เต้ามาเป็นเชฟทอด ตอนนั้นอายุ 19 ปี จากนั้นมาก็เป็นเชฟสลัด ไม่ถึงปีก็เป็นเชฟตัวจริงทั้งอาหารอิตาเลียน อาหารญี่ปุ่น และอาหารเกาหลี”

เชฟเด ทำงานเป็นเชฟอยู่ที่ออสเตรเลียนานถึง 6 ปี เขาเชี่ยวชาญทั้งอาหารอิตาเลียน อาหารญี่ปุ่น และแน่นอนอาหารที่เขารักอย่างอาหารเกาหลีเขาก็ช่ำชองแบบไม่อายใครในบ้านเกิด

“ผมโชคดีที่ได้ไปทำร้านอาหารเกาหลีที่ออสเตรเลีย ที่เมืองซิดนีย์ เพราะว่าเจ้าของร้านที่เป็นเชฟด้วยนั้นเป็นเชฟดังชาวเกาหลี ผมได้อะไรหลายอย่างจากเชฟที่นั่น ได้รู้จักอินกรีเดียนใหม่ๆ รู้จักกรรมวิธีการปรุงเมนูของเกาหลี ประสบการณ์หลายอย่างทำให้ผมมีวันนี้ แต่ละที่จะมีจุดเด่นไม่ซ้ำกัน ในแต่ละร้านจะไม่เหมือนกัน ผมจะเก็บรายละเอียดทั้งหมด”

ทว่า วันหนึ่งเขากลับรู้สึกเบื่อการทำอาหารซะงั้น เชฟเดจึงมาเมืองไทยแล้วก็เที่ยวเล่นอย่างสนุกสนาน กระทั่งเงินก็เบากระเป๋าแฟบ เขาจึงต้องหางานทำด้วยการไปเป็นสจ๊วตให้สายการบินหนึ่งอยู่ประมาณ 1 ปี สุดท้ายเขาก็โหยหาสิ่งที่อยู่ในตัวตนของเขา นั่นคือการเป็นเชฟ ด้วยการมาเปิดร้านอาหารเกาหลี นามว่า โจฮา คอเรียน เรสเทอรองต์ ที่ซอยอารีย์

“ผมเป็นคนเกาหลี เลยอยากให้คนไทยได้ลิ้มลองรสชาติอาหารเกาลี โดยเฉพาะตำรับจากเมืองปูซานบ้านเกิดของผม จุดเด่นของอาหารเกาหลีคือมีเครื่องเคียงหลายอย่าง โดยเฉพาะกิมจิที่คนทั่วไปรู้จัก คนเกาหลีกินข้าวทุกมื้อต้องมีกิมจิ จนเป็นเอกลักษณ์ของเกาหลี และอาหารเมืองปูซานเป็นอาหารที่มีรสชาติเข้มข้นที่สุดในเกาหลี ผมคิดว่าน่าจะถูกปากคนไทยครับ”

ณ ที่ร้าน โจฮา คอเรียน เรสเทอรองต์ เชฟเดทำแบบครัวเปิด โดยให้เหตุผลที่น่าสนใจว่า “ผมอยากเห็นรอบยิ้มของคนที่มากินในร้าน จึงเปิดเป็นครัวโอเพ่น เพราะอยากเห็นฟิลลิ่งของคนที่มากินที่ร้าน สิ่งที่ผมทำแต่ละเมนูต้องเป๊ะ และพิถีพิถันมาก เพื่อให้ทุกคนที่มากินมีความสุขที่สุด และพกพาความสุขกลับไปบ้านด้วย”

10 สุดยอดภาพเขียน วินเซนต์ ฟาน โคค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/583560

  • วันที่ 17 มี.ค. 2562 เวลา 18:00 น.

10 สุดยอดภาพเขียน วินเซนต์ ฟาน โคค

เรื่อง: อฐิณป ลภณวุษ

ภาพ: วินเซนต์ ฟาน โคคเทต บริเทน แกลเลอรี่ กรุงลอนดอน นำเสนอนิทรรศการ Van Gogh and Britain ระหว่างวันที่ 27 มี.ค.-11 ส.ค.นี้ โดยรวบรวมสุดยอดผลงานของ วินเซนต์ ฟาน โคค มาจากทั่วโลก ราว 45 ชิ้นงาน โดยเฉพาะผลงานที่จิตรกรเอกแห่งยุคอิมเพรสชันนิสม์ได้สร้างสรรค์ขึ้นในอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็น Shoes, Starry Night on the Rhone, L’Arlesienne รวมถึง 2 ชิ้นงานที่สร้างสรรค์ขึ้น ขณะที่เป็นคนไข้ของโรงพยาบาลประสาท เซนต์-พอล อย่าง At Eternity’s Gate และ Prisoners Exercising ขณะที่ภาพ Sunflowers จากหอศิลป์แห่งชาติกรุงลอนดอนนั้น ก็ขาดไปจากงานนี้ไม่ได้

วินเซนต์ ฟาน โคค ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากอยู่ในอังกฤษเป็นเวลาหลายปี เขาชอบเดินเที่ยวไปตามถนนสายต่างๆ โดยลำพัง พร้อมๆ ไปกับการฝันหวานถึงอนาคต เขาหลงรักวัฒนธรรมอังกฤษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิยายของ ชาร์ลส์ ดิกเคน และจอร์จ เอเลียต

วินเซนต์ ได้แรงบันดาลใจอย่างมากจากงานศิลปะที่เขาได้มาเห็นในนิทรรศการที่อังกฤษ โดยเฉพาะผลงานของ จอห์น คอนสเตเบิล และจอห์น เอเวอเรตต์ มิลเลส์ ที่ส่งผลต่อการสร้างสรรค์งานนับพันๆ ชิ้นตลอดชีวิตของเขา

นิทรรศการ Van Gogh and Britain ณ เทต บริเทน กรุงลอนดอน ครั้งนี้ นับว่าเป็นการจัดแสดงผลงานของยอดจิตรกรชาวดัตช์เป็นครั้งแรก หลังจากปี 1947 ซึ่งผลงานส่วนใหญ่ใน 45 ชิ้นงาน เป็นการสร้างสรรค์ในช่วงเวลาที่ข้นเข้มสุดพีกของศิลปิน กลายเป็นว่าได้รวบรวม 10 สุดยอดผลงานของ วินเซนต์ ฟาน โคค เอาไว้

ตั้งแต่ Potato Eaters (1885) ภาพเขียนสุดอึมครึม มาสเตอร์พีซชิ้นแรกของเขา ที่มันขาดสีสันแตกต่างจากผลงานชิ้นอื่นๆ ของวินเซนต์โดยสิ้นเชิง ก็เพราะว่าเขาต้องการถ่ายทอดอารมณ์ภาพชีวิตชาวนาออกมานั่นเอง

ภาพ Cafe Terrace at Night (1888) ภาพเขียนอายุนับร้อยปีที่ส่งผลให้คาเฟ่จริงๆ ในภาพที่กรุงปารีส ต้องเปลี่ยนชื่อเป็น คาเฟ ฟาน โคค (Cafe Van Gogh) กันเลยทีเดียว ภาพนี้เป็นภาพแรกที่ทำให้ วินเซนต์ ฟาน โคค ได้รับการขนานนามให้เป็นศิลปินอิมเพรสชันนิสม์อย่างเต็มตัว

ภาพห้องนอน The Bedroom ของ วินเซนต์ ฟาน โคค ในบ้านสีเหลืองที่เมืองอาร์ลส์ ประเทศฝรั่งเศส เวอร์ชั่นแรกวาดในปี 1888 โดยศิลปินได้ลงมือจัดห้องอย่างพิถีพิถันก่อนจะลงมือวาด ด้วยการนำภาพเขียนของตัวเองมาประดับตามมุมต่างๆ ซึ่งก่อนจะวาดออกมาจริงๆ เขาได้ส่งภาพร่างไปให้ เตโอ น้องชายของเขาดูทางจดหมาย กลายเป็นภาพร่างสไตล์ภาพพิมพ์ญี่ปุ่นที่มีมูลค่าไปในภายหลังเช่นกัน

ภาพสติลไลฟ์ Sunflowers คนที่ไม่มีความรู้เรื่องศิลปะแม้แต่น้อยก็ต้องรู้จัก เคยเห็น และรู้ว่าเป็นผลงานชื่อดังของโลก วินเซนต์ วาดภาพดอกทานตะวันออกมาหลายเวอร์ชั่น ในช่วงปี 1888-1889 โดยใช้สีเหลือง 3 เฉด จริงๆ เขาวางแผนจะวาด 12 รูป แต่วาดเสร็จสมบูรณ์ไปเพียง 5 รูปเท่านั้น ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะในอัมสเตอร์ดัม มิวนิก โตเกียว ฟิลาเดลเฟีย และลอนดอน

นอกจากดอกทานตะวันแล้ว วินเซนต์ยังวาดภาพ Irises ดอกไอริสในสวนสวยของโรงพยาบาลประสาท แซงต์เรมี เดอ โปรวองซ์ ที่เขาไปรักษาตัวอยู่ ช่วงปี 1889-1890 โดยวินเซนต์เชื่อว่า การวาดภาพจะช่วยให้เขาไม่เป็นบ้า ภาพ Irises เดิมเป็นสีม่วง ทว่าสีแดงได้ซีดจางไปตามกาลเวลา ทำให้ปัจจุบันสีจึงออกมาในโทนฟ้า

Wheat Field with Cypresses อีกภาพเขียนชื่อดัง อันมีที่มาจากวิวของห้องพักในโรงพยาบาลของจิตรกรชื่อดัง สำหรับชุดนี้ วินเซนต์ ฟาน โคค วาดเอาไว้ 3 ภาพ แสดงความประทับใจที่เขามีต่อฤดูร้อน ปี 1889 ขณะที่ Starry Night ที่ดังไม่แพ้กัน เป็นวิวจากหน้าต่างห้องพักของเขาใน แซงต์เรมี เดอ โปรวองซ์ เช่นเดียวกัน หากคือวิวในยามค่ำคืนของที่นี่ โดยวินเซนต์วาด Starry Night เอาไว้ถึง 21 เวอร์ชั่น

มาถึง Almond Blossoms (1888-1890) วินเซนต์วาดให้เป็นของขวัญแก่ เตโอ เนื่องในโอกาสวันเกิดของหลานชาย ที่ได้ชื่อเดียวกับลุงจิตรกรเอกของเขาด้วย กิ่งก้านทรงสวย กับดอกอัลมอนด์เล็กๆ น่ารักๆ ตัดกับสีของท้องฟ้า เป็นเอกลักษณ์ของชิ้นงานพะยี่ห้อ วินเซนต์ ฟาน โคค

Starry Night Over the Rhone ภาพเขียนเครือญาติกับ Starry Night ที่วาดก่อนภาพดังภาพหลังนี้เสียอีก เป็นวิวของแม่น้ำโรน ที่เดินออกมาไม่ไกลจากบ้านสีเหลืองของเขา

ปิดท้ายด้วยภาพ Self Portrait, 1887 เวอร์ชั่นที่แสดงอยู่ ณ พิพิธภัณฑ์ ดอร์เซ กรุงปารีส เป็นที่รู้กันว่า วินเซนต์วาดภาพเหมือนของตัวเองมากมาย โดยบอกว่าภาพพอร์เทรตจะช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเขา

ภาพ Self Portrait, 1887 นี้ วาดขึ้นเมื่อ 2 ปี ก่อนที่จะเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลประสาท เป็นภาพที่คนจดจำได้มากที่สุด ใบหน้าซีดขาว ผมสีแดง บนแบ็กกราวด์สีเข้ม นับเป็นลุคที่เจ้าตัวเชื่อว่าเป็น “บุคลิกที่แท้” ของตัวเอง