ซุอาเกะ รสสัมผัสจากซัปโปโร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/584916

  • วันที่ 29 มี.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

ซุอาเกะ รสสัมผัสจากซัปโปโร

เรื่อง ลีโอ เคน ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ซุอาเกะ (Suage) มาจากภาษาญี่ปุ่นหลายคำที่แปลได้ใจความว่า ความสดใสร่าเริง เป็นร้านที่เปิดขายฮอกไกโด ซุปเคอร์รี่ หรือซุปแกงกะหรี่ญี่ปุ่น ที่ดัดแปลงจากสูตรดั้งเดิม จนเป็นที่ยอมรับจากนักชิม โดยเปิดกิจการเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อเดือน พ.ย. 2007 เริ่มจากร้านขนาดเล็ก มีประมาณ 17 ที่นั่ง จนในปัจจุบันมีด้วยกันถึง 3 สาขา ในเมืองซัปโปโร และอีก 1 สาขาที่ประเทศสิงคโปร์ รวมถึงล่าสุดสาขาแรกที่เมืองไทยของเรานี่เอง

ข้อมูลของทางร้านยังเคยได้ลงเว็บไซต์ TripAdvisor เว็บไซต์ข้อมูลการท่องเที่ยวอันดับ 1 ในฐานะที่เป็นร้านอาหารที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และลูกค้าชาวต่างชาติก็ให้การยอมรับมากเช่นกัน

บรรยากาศร้านตกแต่งด้วยสไตล์ญี่ปุ่นโมเดิร์น เน้นโทนสีดำขลับ เพิ่มความสนุกสนานและน่าสนใจด้วยการตัดกับโทนสีแดงเข้มอันเป็นสีเดียวกับสีของโลโก้ร้าน ร้านถูกแบ่งออกเป็นโซนดูเป็นส่วนตัว พร้อมทั้งเป็นแบบครัวเปิดที่ให้เห็นฝีไม้ลายมือของบรรดาพ่อครัวและแม่ครัวอย่างถนัดตา เป็นการเรียกน้ำย่อยไปในตัว

เริ่มต้นที่เมนูแรกกับ Chicken Leg Honetsuki ส่วนน่องไก่ติดสะโพกนำไปต้มเคี่ยวในเครื่องเทศจนอ่อนนุ่ม แล้วนำมาทอดจนกรอบนอกนุ่มใน จากนั้นไปทำน้ำซุปเคอร์รี่ที่ปรุงรสด้วยเครื่องเทศจากญี่ปุ่น จีน และอินเดีย ผสมผสานกันจนลงตัว ซึ่งส่งตรงมาจากซัปโปโร แล้วใส่ผักที่ต้มแล้วนำไปทอดจนนุ่มและหอม ไม่ว่าจะเป็น แครอต มันฝรั่ง กระเจี๊ยบ และบร็อกโคลี่ ให้สัมผัสที่นุ่มลิ้น ให้รสชาติที่เค็ม และมีความจัดจ้านของพริกไทยและพริกป่น

เมนูต่อมา Beef Shabu Shabu ใช้เนื้อสามชั้นส่วนบริเวณท้องของเนื้อวัว US มาสไลซ์แล้วนำไปผัดในน้ำมันพอใกล้สุก หรือที่เรียกว่าสะดุ้งน้ำมัน จากนั้นนำมาย่างจนหอม แล้วนำมาท็อปบนน้ำซุปและผักทอดในแบบเดียวกันกับเมนูแรก สามารถเลือกระดับความเผ็ดได้ ตั้งแต่เผ็ดน้อย เผ็ดปานกลาง ไปจนถึงเผ็ดมาก

หรือจะเป็น Prawn With Avocado นำกุ้งโนบาชิ หรือกุ้งที่นำไปทำเทมปุระ ไปคลุกกับแป้งและเครื่องเทศสูตรเฉพาะของทางร้าน แล้วนำไปทอด ท็อปลงบนน้ำซุปและผักทอด เพิ่มความพิเศษด้วยการใส่อโวคาโด เพิ่มความอร่อยขึ้นอีกระดับ

ตบท้ายขอเอาใจคนไม่กินเนื้อสัตว์ด้วย Tofu เต้าหู้ญี่ปุ่นต้มในน้ำซุปมังสวิรัติ พร้อมกับนานาผักทอด เหมาะสำหรับคนกินอาหารมังสวิรัติ

ซุอาเกะ ตั้งอยู่ที่ชั้น 3 ห้างดงกิ มอลล์ ทองหล่อ ซอย 10 เปิดบริการตั้งแต่เวลา 11.00-23.00 น. โทร. 08-3759-7896

โจ๊กฮ่องกงต้นตำรับ @ห้องอาหารกรีนเฮ้าส์ โรงแรมแลนด์มาร์ค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/584912

  • วันที่ 29 มี.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

โจ๊กฮ่องกงต้นตำรับ @ห้องอาหารกรีนเฮ้าส์ โรงแรมแลนด์มาร์ค

เรื่อง วราภรณ์ ผูกพันธ์ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ใครที่หลงใหลอาหารจีน โดยเฉพาะโจ๊กฮ่องกงสูตรต้นตำรับ ไม่ควรพลาดที่จะมาลิ้มลองที่ห้องอาหารกรีนเฮ้าส์ ชั้นกราวด์ โรงแรมแลนด์มาร์ค กรุงเทพฯ ที่เปิดให้บริการตั้งแต่โรงแรมเปิดให้บริการ ก็นับเวลากว่า 31 ปีแล้ว

สมเกียรติ สิกขชาติ กรีนเฮ้าส์ แมเนเจอร์ เล่าความเป็นมาของห้องอาหารว่าอยู่คู่โรงแรมมา 3 ทศวรรษแล้ว ถือเป็นห้องอาหารแรกๆ ที่เป็นคู่บุญของโรงแรม ส่วนตัวเขาเองก็ทำงานที่นี่มา 28 ปีแล้ว ทำหน้าที่เริ่มเป็นพนักงานเสิร์ฟ ปัจจุบันก็มีหน้าที่บริหารจัดการทุกอย่างภายในห้องอาหารให้ราบรื่น พร้อมนำเสนอเมนูเด็ดของห้องอาหารคือ เมนูโจ๊กที่แฟนพันธุ์แท้มักเรียกติดปากว่า โจ๊กแลนด์มาร์ค ที่อร่อยไม่เหมือนที่อื่น เพราะได้เชฟเป็นชาวฮ่องกง มัก คิน ไฟ ผู้พิถีพิถันคัดเลือกปลายข้าวหอมมะลิชั้นดี นำมาเคี่ยวและปรุงรสด้วยสูตรลับเฉพาะนานกว่า 3 ชั่วโมงจนได้เนื้อโจ๊กสีขาวละเมียดนุ่มลิ้น และเชฟยังคำนึงถึงสุขภาพของลูกค้าเป็นสำคัญ ดังนั้นโจ๊กของที่นี่จึงเน้นคัดสรรเฉพาะวัตถุดิบที่มีคุณภาพมาปรุงคู่กับโจ๊ก และสามารถสั่งรับประทานได้ 24 ชั่วโมง

สำหรับการตกแต่งแม้ผ่านไป 30 ปีแล้วที่นี่ยังอนุรักษ์เฟอร์นิเจอร์ทุกอย่างเอาไว้คงเดิม สไตล์การตกแต่งห้องออกแนวยุโรป เพดานกรุกระจกลวดลายสวยงามจากอิตาลีที่ปัจจุบันยังคงความทันสมัย ลูกค้าส่วนใหญ่ในยุคแรกๆ ของที่นี่คือ ราชวงศ์ภูฏาน ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นักธุรกิจ ช่วงหลังๆ เป็นวัยรุ่น ที่หลังจากแฮงเอาต์มาแล้วก็จะมากินอาหารรองท้องหลังตีสองกันที่นี่ แน่นเต็มห้องอาหาร

“ลูกค้าวีไอพีตอนกลางคืนคนจะมากินที่นี่ เช่น ราชวงศ์ของภูฏาน เช่น สมเด็จย่าของกษัตริย์จิกมี คือ ราชินีอาชิเคซัง วังชุก ทุกครั้งที่เสด็จมาเมืองไทยก็โปรดมาเสวยเมนูโจ๊กไข่เยี่ยวม้าที่นี่ หรือบางครั้งผมไปภูฏานก็ต้องนำโจ๊กไปถวายพระองค์ที่นั่นเพราะโปรดมาก ทรงมาเสวยที่ห้องอาหารทุกปี นอกจากนี้ยังมีรัฐมนตรีเมืองไทยและนักการเมืองนิยมมากินที่ห้องอาหารแห่งนี้เป็นประจำ”

นอกจากโจ๊กไข่เยี่ยวม้าเลื่องชื่อถึงต่างแดนแล้ว เชฟยังรังสรรค์โจ๊กหลากหลาย อาทิ โจ๊กเป๋าฮื้อ โจ๊กปลาจะละเม็ด โจ๊กกุ้งสด โจ๊กหอยเชลล์ โจ๊กเนื้อ โจ๊กไข่เยี่ยวม้าหมูเค็มซึ่งอร่อยถูกปากมาก ด้วยรสชาติกลมกล่อมแบบไม่ต้องปรุง กินคู่กับปาท่องโก๋ที่เชฟนวดแป้งและทอดเอง กินกับนมข้นหวานตบท้ายก็อร่อยถูกปาก นอกจากนี้ยังมี โจ๊กหอยเชลล์ กุ้งสด เครื่องในหมูหมักน้ำมันงา และเห็ดหอมคัดพิเศษ และ “โจ๊กลูกชิ้นหมู” ที่ปรุงด้วยหมูสับปรุงรสสูตรพิเศษ ก้อนโตเต็มคำ และจะให้สมบูรณ์แบบครบสูตรต้องสั่งปาท่องโก๋ร้อนๆ เนื้อนุ่มมารับประทานคู่กัน

มาที่นี่ต้องอย่าลืมชิมอาหารอีกหลากหลายเมนูทั้งฝรั่งและอาหารจีน เช่น เป็ดย่าง หมูแดง หมูกรอบ เนื้อตุ๋น ก๋วยเตี๋ยวหลอดกุ้ง บะหมี่เป็ดย่าง บะหมี่ผัดฮกเกี้ยนตำรับฮ่องกงขนานแท้ ข้าวอบหม้อดินนานาชนิด ติ่มซำ ฯลฯ ซึ่งผักเครื่องเคียงที่กินกับเมนูต่างๆ มีความสด อร่อยมากเพราะเด็ดสดๆ จากต้นที่ แลนด์มาร์ค ซีเคร็ต การ์เด้น ที่ใช้พื้นที่ 2 ไร่ด้านหลังโรงแรมปลูกผัก ได้แก่ ดอกแค มะละกอ ข้าวโพดหวาน โหระพา ผักบุ้ง ผักกาดเขียว คะน้า ผักชี ชะอม พริกขี้หนู พริกหยวกใช้ทำน้ำพริกหนุ่ม แตงกวา มีเก็บกินตลอดทั้งปี ได้เด็ดนำมาปรุงให้ลูกค้ากินกันสดๆ แถมปลูกออร์แกนิกปลอดสารพิษซึ่งเป็นดำริของ จตุพร สิหนาทกถากุล ประธานบริหารโรงแรมฯ ที่เห็นพื้นที่โล่งๆ ด้านหลังควรทำให้เกิดประโยชน์ ปัจจุบันจึงเป็นจุดขายของโรงแรมฯ คือมีผักปลอดสารพิษไว้แจกมิตรสหายที่อยู่รายรอบโรงแรมได้กินผักอร่อยๆ จะได้สุขภาพดีกันถ้วนหน้า

เชฟมัก คิน ไฟ ได้เผยถึงเคล็ดลับความอร่อยของการทำโจ๊กให้อร่อย คือ การต้มน้ำสต๊อกให้หวานด้วยการใช้กะโหลกของปลามาต้ม และใส่น้ำเต้าหู้เป็นส่วนผสมพิเศษ โดยไม่ต้องปรุงผงชูรสเพิ่มเลย

นอกจากอาหารตำรับฮ่องกงแล้ว ยังมีเมนูไทยๆ อย่างส้มตำกุ้งเผา โดยนำผลมะละกอจากสวนของโรงแรมมาปรุงสดๆ ให้ลูกค้าได้รับประทานผักจึงกรอบ โดยได้เชฟบังอร นาคหรั่ง เชฟครัวไทยคอยควบคุมรสชาติที่ลูกค้าสามารถสั่งความเผ็ดได้ว่า ต้องการพริกกี่เม็ด มีทั้งส้มตำปู ส้มตำแบบไทยๆ ไว้คอยบริการ พร้อมเสิร์ฟกับเมนูส้มตำปีกไก่ทอดกับข้าวเหนียว หรือจะสั่งแกงส้มชะอมหรือแกงส้มดอกแคที่มีรสชาติน้ำแกงเข้มข้นเพราะแม่ครัวโขลกน้ำพริกเครื่องแกงเอง หรือเมนูผักบุ้งไฟแดง โหระพาไข่เจียวก็พร้อมเสิร์ฟทุกวัน

ห้องอาหารจุคนได้ 30 โต๊ะ ราวๆ 130 คน ใครอยากได้วิวสวยๆ ริมกระจกควรโทรมาจองล่วงหน้าหนึ่งวันที่ 02-254-0404 ต่อ 7777 โดยเฉพาะวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ลูกค้าจะแน่นเป็นพิเศษทุกมื้อ ห้องอาหารกรีนเฮ้าส์เปิดบริการความอร่อยทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ณ บริเวณชั้นกราวด์ โรงแรมแลนด์มาร์ค กรุงเทพฯ

#EatAtGaysorn ประสบการณ์มื้อกลางวันที่เกษรวิลเลจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/584918

  • วันที่ 29 มี.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

#EatAtGaysorn ประสบการณ์มื้อกลางวันที่เกษรวิลเลจ

เรื่อง แบมบี bambi5789@gmail.com

เกษรวิลเลจ (Gaysorn Village) ชวนหนุ่มสาวออฟฟิศมาเอ็นจอยอีทติ้งที่เกษร อิ่มอร่อยลันช์เมนูกับร้านอาหารชั้นนำ ที่สามารถนัดพบปะพูดคุยงานในบรรยากาศใจกลางเมือง จาก 23 ร้านกินดื่มสุดเทรนดี้ ในแคมเปญ #EatAtGaysorn (อีทแอทเกษร) ที่พิถีพิถันในการรังสรรค์ให้เหล่ากูร์เมต์ เลิฟเวอร์ เอ็นจอยอย่างมีรสนิยม

ตั้งแต่ 1823 ที เลานจ์ บาย รอนเนอเฟลด์ (1823 Tea Lounge by Ronnefeldt) ทีเลานจ์แห่งแรกและแห่งเดียวของแบรนด์ชาเก่าแก่ตั้งแต่ปี 1823 จากเยอรมนี ที่ครีเอทเมนูอาหารกลางวันล่าสุดอย่าง Duck Breast อกเป็ดที่คัดสรรพิเศษนำไปซูส์-วีด ก่อนเซียร์ให้หนังกรอบ หั่นเป็นชิ้นสเต๊ก เสิร์ฟพร้อมมันม่วงพูเรกับมันส้มอบน้ำผึ้ง ราดด้วยซอสลาเวนเดอร์เรดไวน์ (เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00-20.30 น. โทร. 02-656-1085)

ร้านเพสต์ (Paste) อาหารไทยระดับมิชลินสตาร์ นำเสนอเมนูมื้อกลางวันใหม่ อย่าง คั่วกลิ้งปลาอินทรี แรงบันดาลใจจากเมนูคั่วกลิ้งของภาคใต้ แต่เปลี่ยนจากการผัดพริกแกงกับหมูสับหรือไก่สับมาทำเป็นซอส ท็อปด้านบนด้วยปลาอินทรีสดจากกลุ่มประมงพื้นบ้าน เคล้ากับใบมะกรูดและพริกไทยสด เสิร์ฟพร้อมดอกดาหลา ใบเล็บครุฑ ใบเฟิร์นตีนตุ๊กแก และใบชะคราม อร่อยกลมกล่อม (เปิดบริการทุกวัน เวลา 12.00-14.00 น. และ 18.30-23.00 น. โทร. 02-656-1003)

รีเดล ไวน์ บาร์ แอนด์ เซลลาร์ (Riedel Wine Bar & Cellar) นำเสนอเมนคอร์สสำหรับมื้อกลางวัน Linguine & Spicy Crab เส้นลิงกีนีคลุกเคล้ากับเนื้อปู เสิร์ฟกับเลมอนและชิลลี่ออยล์ รสชาติเผ็ดนำเล็กน้อยแล้วตามด้วยความเปรี้ยวจากเลมอน มีแพ็กเกจมื้อกลางวัน 2 คอร์ส คู่ไวน์ หรือชา/กาแฟ (เปิดบริการทุกวัน เวลา 11.00-24.00 น. โทร. 02-656-1133)

อีริค เคย์เซอร์ (Eric Kayser) ร้านขนมปังอาร์ทิซานเจ้าดังจากฝรั่งเศส นำเสนอ Buchee de Roses มูสเค้กสีชมพูหวานฉ่ำ มาจากการผสมผสานกันระหว่างกุหลาบ ลิ้นจี่ และราสพ์เบอร์รี่ โดยเค้กจะถูกเรียงเป็นชั้นๆ ตามลำดับการรับรู้กลิ่นและรสชาติ โดยความอร่อยสุดเซอร์ไพรส์จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นในทุกคำที่ป้อนเข้าปาก (เปิดบริการทุกวัน เวลา 07.30-20.30 น. โทร. 02-019-4909)

นอกจากนี้ ยังมีเมนูอร่อยคลายร้อนยามบ่ายประจำฤดูร้อนของไทย อย่าง “ข้าวแช่” สูตรต้นตำรับชาววัง ที่ เดอะ แมนดาริน โอเรียนเต็ล ช็อป (The Mandarin Oriental Shop) Fancy Cold Brew ม็อกเทลลูกผสมสูตร Cold Brew สไตล์เยอรมัน ในร้านบรรยากาศ Co-Working Space ของ ดุ๊ก (Duke)

ขณะที่คอกาแฟตัวจริง สตาร์บัคส์ คอฟฟี่ (Starbucks Coffee) ก็มีเมนูคลายร้อนอย่าง Cold Foam Iced Espresso เอสเพรสโซ่เย็นท็อปด้วยโคลด์โฟม ส่วนคอรีเสิร์ฟ ร้านสตาร์บัคส์ รีเสิร์ฟ เอ็กซ์พีเรียนซ์ สโตร์ (Starbucks Reserve Experience Store) นำเสนอ Smoked Butterscotch Latte โดดเด่นด้วยกลิ่นหอมของบัตเตอร์สกอตซอสรสชาติเข้มข้น ที่ได้จากการเคี่ยวเนยและน้ำตาลเข้าด้วยกัน ผสมผสานกับเอสเพรสโซ่ช็อต รสชาติหวานมัน กลมกล่อม ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังสามารถร่วมกิจกรรมลุ้นรับรางวัลต่างๆ มากมาย ติดตามรายละเอียดที่ Facebook.com/GaysornVillage 

โกปีเตี่ยม รากวัฒนธรรมกาแฟอาเซียน (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/584923

  • วันที่ 29 มี.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

โกปีเตี่ยม รากวัฒนธรรมกาแฟอาเซียน (2)

เรื่อง คาเอรุ

เล่าไปในสัปดาห์ก่อนว่า ก่อนที่โลกนี้จะมีสตาร์บัคส์ คอฟฟี่บีน หรือบลูคัพ ฯลฯ โกปีเตี่ยม เกิดมาก่อนนานแสนนาน โดยเฉพาะในมาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ลาว ไทย กัมพูชา

โกปีเตี่ยม ตัวแทนวัฒนธรรมกาแฟอาเซียนยุคที่ 1 อาศัยกาแฟท้องถิ่น ปลูกเอง คั่วเอง ปรุงเป็นรสชาติต่างๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง โดยเฉพาะในปัจจุบันนี้ โกปีเตี่ยมพบได้ในทุกๆ คอมมูนิตี้ของสิงคโปร์ นับรวมๆ แล้วมีไม่ต่ำกว่า 2,000 แห่ง มีทั้งรูปแบบร้านเล็กๆ ร้านสาขา รวมทั้งเป็นแผงอยู่ตามฟู้ดคอร์ตต่างๆ ส่วนใหญ่จะนิยมไปรับประทานเป็นอาหารเช้า พร้อมขนมปังปิ้ง ไข่ลวก และสังขยา บ้างก็แวะเวียนไปตอนบ่ายๆ คล้ายมื้ออาฟเตอร์นูนทีก็มี

เช่นเดียวกับในมาเลเซีย ซึ่งโกปีเตี่ยมหลายแห่งคือจุดท่องเที่ยวแนวแกสโตรโนมีที่ต้องไปเยือน โดยเมื่อกาลก่อน โกปีเตี่ยม ในมาเลเซียก็แทบไม่ต่างจากเมืองไทย คือเป็นร้านกาแฟโบราณสไตล์จีน ส่วนในปัจจุบันนั้น โมเดิร์นโกปีเตี่ยมเป็นร้านกาแฟสไตล์เรโทรสุดเก๋ที่ใครๆ ก็อยากไปนั่ง อัพรูป เช็กอินลงโซเชียลเน็ตเวิร์ก ซึ่งร้านโกปีเตี่ยมสไตล์โมเดิร์นมีเป็นพันๆ แบรนด์ ทั่วมาเลเซีย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่เมืองไอโพห์ 1 ใน 3 เมืองที่เป็นสุดยอดจุดหมายของคอกาแฟเอเชีย ที่บันทึกไว้ในหนังสือ Lonely Planet’s Global Coffee Tour ว่า กาแฟ ไวต์ คอฟฟี่ (White Coffee) สไตล์มาเลย์ เป็นเทรนด์ที่ไม่เคยตกของเมืองไอโพห์ “ด้วยรสชาติที่เต็มไปด้วยความหวานมัน กลายเป็นกาแฟซิกเนเจอร์ที่ต้องไปชิมดู ท่ามกลางบ้านเมืองที่สวยงามแบบคลาสสิก”

สำหรับในบ้านเราไม่ต้องพูดถึงเลยว่าวัฒนธรรมกาแฟ “สตรอง” ขนาดไหน ในยุคนู้น โกปีเตี่ยม เป็นที่รวมตัวของคนเก๋าๆ คนเท่ๆ มีสมอง นิยมถกกันเรื่องการเมือง จนถึงทุกวันนี้ โกปีเตี่ยมอาจไม่ใช่จุดขายแบบในสิงคโปร์หรือมาเลเซีย เพราะบ้านเราข้ามไปที่กาแฟสเปเชียลตี้ (ยุคที่ 3) และครีเอทีฟวิตี้ (ยุคที่ 4) กันแล้ว

ร้านกาแฟในเมืองไทยมีทุกแห่งหน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ อย่างกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนที่นี่ โดยกาแฟรุ่นใหม่ อย่างกาแฟอราบิกานั้น ได้รับการนำมาเผยแพร่โดยราชวงศ์ไทย โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงเป็นผู้ปลูกอราบิกาต้นแรกในไทย เพื่อพระราชทานเป็นพืชเศรษฐกิจของชาวเขาทางภาคเหนือ ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970

กาแฟในอาเซียนที่พัฒนาจากโกปีเตี่ยม ไปเป็นรูปแบบเฉพาะของตัวเอง ต้องพูดถึงกาแฟเวียดนาม ที่เห็นปุ๊บก็รู้ปั๊บว่ามาจากชาติไหน แม้สมัยก่อน (จนถึงทุกวันนี้) จะนิยม ca phe sua da หรือกาแฟเย็นเข้มๆ ใส่นม สไตล์กาแฟโบราณแบบโกปีเตี่ยมเหมือนบ้านเรา โดยมีเมนูยาวเป็นหางว่าวเช่นเดียวกับในสิงคโปร์และมาเลเซีย

ทว่า ทุกวันนี้ ด้วยอิทธิพลของวัฒนธรรมกาแฟจากฝรั่งเศส ร้านกาแฟสาขาที่เข้ามาตีตลาด และความนิยมในป๊อปสตาร์ชาวเกาหลี ทำให้ร้านกาแฟแบบเดิมๆ เริ่มห่างหายไป กลายเป็นการผสมผสานของวัฒนธรรมป๊อปมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม คนเวียดนามพิถีพิถันกับกาแฟถ้วยโปรดมาก โดยพวกเขาใส่ใจกับการคั่วและการเบลนด์ให้ได้รสชาติที่ดีที่สุด กาแฟสำหรับคนเวียดนามเป็นมากกว่าแค่เครื่องดื่ม ทว่า หมายถึง “ความสำเร็จ” (เป็นที่เจรจาธุรกิจ) และ “การค้นพบ” (ทั้งในแง่ของกาแฟถ้วยโปรด และค้นพบไอเดียใหม่ๆ) เลยทีเดียวเชียวนะ

ขนมถ้วย คันทรี่ มีดีที่รสชาติ (และเสียงเพลง)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/584914

  • วันที่ 29 มี.ค. 2562 เวลา 10:30 น.

ขนมถ้วย คันทรี่ มีดีที่รสชาติ (และเสียงเพลง)

เรื่อง ลีโอ ภาพ อัคร เกียรติอาจิณ

ยังคงเดินเล่นอยู่แถวเกาะเกร็ด ของกินอร่อยก็มากมี หนึ่งในนั้นก็คือ ร้านขนมถ้วย คันทรี่ ที่มีบรรยากาศน่านั่งเหมือนร้านคาวบอยขายเหล้า ทราบมาว่าแต่ก่อนเจ้าของร้าน และเป็นเจ้าของบ้าน เขาเปิดเป็นร้านขายเหล้า พร้อมกับเปิดเพลงสไตล์คันทรี่ไว้ต้อนรับ แถมยังมีดนตรีเพื่อชีวิตเล่นสดเพื่อเอาใจแฟนพันธุ์แท้

เจ้าของร้านเล่าให้ฟังที่มาของร้านขนมถ้วยว่า เกิดมาจากการที่เกาะเกร็ดได้พัฒนากลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม จุดขายของเกาะเกร็ด ขนมไทยโบราณ และประกอบกับตนเองได้รู้จักคนทำขนมถ้วยอร่อย และเกิดแรงยุให้ปรับเปลี่ยนร้านเหล้าสไตล์คันทรี่ มาเป็นร้านขนมถ้วย แต่ยังคงรูปแบบการจัดร้าน รวมถึงการเล่นดนตรีภายในร้านตามความถนัดของตัวเองบ้างเป็นบางโอกาส

ขนมถ้วยของร้านนี้รสชาติเขาอร่อย ทั้งหวานกำลังพอดี หอมกลิ่นใบเตย ด้านกะทิก็เค็มมันกำลังดีเช่นกัน ไม่แข็งและเละจนเกินไป นุ่มกำลังดี ทางร้านจะจัดเป็นชุดๆ ขายชุดละ 20 บาท ถ้าถ้วยเล็กก็ 8 ถ้วย หรือถ้าเป็นถ้วยใหญ่ก็ 4 ถ้วยครับ ซึ่งราคาขนมถ้วยขายในราคาปกติ เหมือนที่ขายตามร้านทั่วๆ ไป ยอดขายขนมถ้วยต่อวันอยู่ที่ประมาณ 1,000 ถ้วย ถึง 1,500 ถ้วย

นอกจากนี้ ยังมีเฉาก๋วยมาเพิ่มตอนหลัง รวมถึงยังเพิ่มในส่วนของชา กาแฟ เข้ามาภายหลัง ร้านยังมีมุมเอาต์ดอร์ให้นั่งรับลมเย็นๆ อีกด้วยนะครับ

ร้านนี้เขาเปิดขายเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 08.00-20.00 น. โทร.08-1927-5448

ชิโกคุ ครั้งแรก (10)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/584352

  • วันที่ 24 มี.ค. 2562 เวลา 14:02 น.

ชิโกคุ ครั้งแรก (10)

มาถึงเกาะโชโดชิมะแล้วไม่ได้มาแลนด์มาร์คของที่นี่อาจถือได้ว่ามาเสียเที่ยวเปล่า จากหุบเขาคังคะเค ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ตรงมายัง “Olive Park” สวนมะกอกขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใกล้ชายฝั่ง สวนมะกอกแห่งนี้ไม่ได้เป็นแค่พื้นที่เพาะปลูกต้นมะกอกหลากหลายชนิดเท่านั้น แต่ยังเป็นเหมือนสวนสาธารณะ สถานที่ท่องเที่ยว และแหล่งเรียนรู้ที่สามารถสัมผัสและเข้าใจที่มาที่ไปของสมญานาม “เกาะแห่งมะกอก” ได้อย่างลึกซึ้ง

ริมถนนตลอดทางที่นำมายังเนินเขาเล็กๆ มีต้นมะกอกปลูกเรียงรายเป็นทางสวยงาม สวนมะกอกแห่งนี้มีมะกอกกว่า 2,000 ต้น และสมุนไพรกว่า 130 ชนิด เบื้องหน้าเป็นวิวทะเลในเซโตะ โอบล้อมด้วยภูเขาน้อยใหญ่ที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ รถบัสมาจอดที่ด้านหน้าของอาคารหอรำลึก มีเสากรีกขนาดใหญ่ ตกแต่งสวยงามด้วยสัญลักษณ์บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับต้นมะกอก ก่อนที่จะเดินสำรวจพื้นที่รอบๆ เราไปสำรวจห้องอาหารกันก่อนดีกว่า แหม! ก็นี่เที่ยงแล้วกระเพาะเริ่มครวญครางหนัก เดินจากอาคารรำลึกมานิดเดียวจะเจอสวนขนาดย่อม ตกแต่งด้วยเสาแบบกรีกเหมาะอย่างมากที่จะเป็นจุดชมวิวถ่ายรูปริมทะเล ให้อารมณ์เหมือนอยู่ประเทศแถบเมดิเตอร์เรเนียน

อาหารกลางวันมื้อนี้เป็นเซตเมนูวัตถุดิบหลักทำมาจากมะกอก มีข้าวหน้าหมูราดซอส ที่ไม่ใช่เนื้อหมูอู๊ดๆ ทั่วไปแต่เป็นหมูที่กินมะกอกเป็นส่วนหนึ่งของอาหาร และโซเมนเย็นที่ทำมาจากมะกอกเช่นกัน หมูเนื้อนุ่มเคล้ากับซอสรสอร่อยได้อย่างลงตัว เปลี่ยนอรรถรสด้วยโซเมนเย็นๆ จุ่มกับซอส ซดมิโซะร้อนๆ อิ่มอร่อยพุงกางกันไปเลย หลังอาหาร มีเวลาให้พอเดินเล่น ฉันเลือกเดินผ่านอาคารรำลึกไปสำรวจที่อื่นก่อน เดินตามเนินขึ้นไปไม่ไกล มีเรือนกระจกเพาะต้นมะกอกและสมุนไพร ถัดมาเป็นโมเดลหนังสือสามมิติขนาดใหญ่ที่พูดถึงต้นมะกอกต้นแรกบนเกาะ ซึ่งหนังสือพิเศษตรงที่จะมีช่องประตูเล็กๆ สามารถโผล่ออกมาเป็นโลเกชั่นถ่ายรูปเก๋ๆ ได้ เดินมาอีกหน่อยเป็นโบสถ์ แต่ปิดพอดีเลยไม่ได้เข้าไป และยังมีร้านคาเฟ่เล็กๆ ซึ่งจำลองการตกแต่งเหมือนกับร้านขายของในเรื่องแม่มดน้อยกิกิ

ถ้าถามว่าชื่นชอบแอนิเมชั่นเรื่องไหนของสตูดิโอจิบลิ แม่มดน้อยกิกิจะเป็นเรื่องที่เอ่ยถึงเป็นเรื่องแรกๆ แอนิเมชั่นเรื่องนี้สร้างมาจากหนังสือชื่อดังถึงขนาดได้ตีพิมพ์หลายภาษา เล่าถึงเรื่องราวของแม่มดน้อย ที่ฝึกฝนเวทมนตร์และตามหาเส้นทางของตัวเอง นอกจากตัวละคร เรื่องราวที่น่ารักสนุกสนาน ยังแฝงข้อคิดและสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้อ่าน แม่มดน้อยกิกิจึงถูกสร้างเป็นทั้งแอนิเมชั่นและภาพยนตร์ นับว่าเป็นเรื่องที่โด่งดังเป็นที่รู้จักของคนญี่ปุ่นเรื่องหนึ่งก็ว่าได้ ซึ่งที่ Olive Park จะมีอาคารกังหันลมหน้าตาคล้ายกับบ้านของแม่มดน้อยกิกิเลย กังหันลมนี้เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงมิตรภาพระหว่างเกาะโชโดชิมะและซิสเตอร์ไอส์แลนด์บนเกาะมิโลสในกรีซ และเป็นโลเกชั่นถ่ายรูปชื่อดังของที่นี่ด้วย โดยมีไม้กวาดเป็นพร็อบแล้วกระโดดทำท่าเหมือนขี่ไม้กวาด ภาพที่ได้ก็จะเป็นเหมือนเราเป็นแม่มดน้อยกิกิที่กำลังขี่ไม้กวาดโดยมีเบื้องหลังเป็นอาคารกังหันลมสีขาวตั้งอยู่บนเนินเขาหญ้าสีเขียวตัดกับสีฟ้าของน้ำทะเลและท้องฟ้า หรือจะครีเอทถ่ายท่าแปลกๆ เป็น Group Shot กับเพื่อนๆก็สวยดี

สุดท้ายก็มาเดินสำรวจที่อาคารรำลึกที่จัดแสดงประวัติและข้อมูลการปลูกมะกอกบนเกาะ ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงการผลิต ด้านหน้าอาคารมีร้านขายซอฟต์ครีมรสมะกอก เนื่องจากคนต่อคิวเยอะพอสมควรและข้าวเที่ยงที่ยัดเข้าไปก็ยังแน่นเต็มทุกพื้นที่ของกระเพาะ เลยไม่สามารถอธิบายให้ทุกคนฟังได้ว่ารสชาติซอฟต์ครีมรสมะกอกนั้นรสชาติเป็นเช่นไร บริเวณโถงอาคารมีรูปปั้นเทพีอธีน่า (เทพีแห่งปัญญาและสงคราม) เพื่อระลึกถึงการกำเนิดต้นมะกอกตามตำนานเล่าขานของชาวกรีก ภายในยังมีร้านขายของที่ระลึก มีผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากมะกอกเช่นเดียวกับที่หุบเขาคังคะเค แต่ที่นี่จะเน้นเครื่องสำอาง งานคราฟท์ แพ็กเกจจิ้งสวยๆ

ภายใน Olive Park ยังมีโซนเครื่องเล่นสำหรับพาเด็กๆ มาพักผ่อนเล่นสนุกได้ นอกจากโลเกชั่นที่เดินเล่น ถ่ายรูป ยังมีกิจกรรมทำงานคราฟท์จากมะกอกและสมุนไพรอีกด้วย Olive Park จึงเป็นเหมือนสวนสาธารณะ และสถานที่ท่องเที่ยวไปในตัว สามารถใช้เวลาได้ทั้งวัน ดึกก็พักที่นี่ได้เลย เพราะมีโรงแรมด้วย แถมออกแบบสวยงามสไตล์เกาะซานโตรินี ถ้าจะให้แนะนำควรมาเที่ยวช่วงบ่ายๆ เย็นๆ อากาศน่าจะร่มรื่นกว่า เพราะที่ไปมาเป็นตอนเที่ยงๆ พอดี อากาศเลยร้อนไปเสียหน่อย ถ้าแดดอ่อนคงเดินเที่ยวได้ทั่ว

หากใครปรารถนาให้มีรักนิรันดร์ จับมือคู่ของตัวเองแล้วเดินข้ามไปยัง Angle Road เส้นทางเดินแห่งรักแม้แต่ทะเลยังต้องหลีกทาง โอ้โห…ก็พูดเกินไป Angle Road เป็นสถานที่เที่ยวบนเกาะที่ได้รับความนิยมเช่นกัน เมื่อน้ำลงจะปรากฏเป็นเส้นทางเชื่อมไปยังเกาะโคโย เกิดขึ้นตามสภาพอากาศและน้ำขึ้นน้ำลงคล้ายๆ กับทะเลแหวกบ้านเรา แต่เรื่องราวของที่นี่บอกไว้ว่า หากคู่ใดที่จับมือแล้วเดินข้ามไปยังอีกฝั่งจะทำให้คู่นั้นมีรักที่ยืนยาว และอย่าลืมมาสั่นกระดิ่งบนหอดูดาวแห่งสัญญา ซึ่งเป็นจุดชมวิวเห็นทะเลแหวกอย่างเด่นชัดสวยงามด้วย

บนเกาะโชโดชิมะยังมีที่เที่ยวอื่นๆ ซึ่งกระจายอยู่ทั่วเกาะ โดยส่วนตัวค่อนข้างชอบที่นี่นะ เพราะสงบและบรรยากาศดีไม่ร้อนเกินไป เป็นเกาะที่สามารถเที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับได้ แต่ถ้าจะใช้เวลาสบายๆ ไม่เร่งรีบ แนะนำให้พักบนเกาะสักหนึ่งคืน แต่เนื่องจากวันรุ่งขึ้นเราต้องสำรวจที่อื่นๆ ในจังหวัดคะกะวะ จึงต้องนั่งเรือกลับมาพักที่ตัวจังหวัด เฟอร์รี่ขากลับเป็นคนละแบบกลับตอนขามา บอกเลยว่าไฮโซสุดๆ ตอนขามานี่ดูดรอปไปเลย ขากลับบรรยากาศเหมือนนั่งในรถไฟชินคันเซนแต่สะดวกสบายกว่า เบาะนิ่มแอร์เย็นหลับสบายไฟสีส้ม มีโซนร้านขายอาหารจุบจิบ และโซนยืดแข้งยืดขาเหมือนกันด้านบนของเรือมีที่นั่งไม่เยอะนักถ้าเทียบกับเรือตอนขามา เหมือนเน้นให้คนอยู่ในเรือมากกว่า แสงอาทิตย์ยามเย็นสะท้อนผืนน้ำ เกลียวคลื่นท้ายเรือไล่เป็นทางยาวสีขาว การได้นั่งมองวิวข้างทางที่ค่อยๆ เลื่อนไป ปล่อยให้ตัวและใจปะทะกับลมทะเล ก็ช่วยเยียวยาให้หายเหนื่อยจากการเดินทางและทำให้สงบสบายใจดีเหมือนกัน

เช็กอินงานหนังสือ 5 จุดศูนย์ฯ สิริกิติ์ในความทรงจำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/584306

  • วันที่ 24 มี.ค. 2562 เวลา 10:48 น.

เช็กอินงานหนังสือ 5 จุดศูนย์ฯ สิริกิติ์ในความทรงจำ

งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติปีนี้น่าจะอบอวลไปด้วยความรัก ทั้งที่จับต้องได้จากธีมงาน “รักคนอ่าน” ไปจนถึงความรู้สึกของ “คนรักหนังสือ” ที่จะทราบกันดีโดยไม่ต้องบอกว่าปลายเดือน มี.ค.ของทุกปี จะมีนัดมาช็อปหนังสือใหม่ที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ดังนั้น นอกจากงานหนังสือ เชื่อว่าขาประจำต้องคุ้นเคยและมีความทรงจำบางอย่างกับสถานที่แห่งนี้ ข่าวคราวการปิดปรับปรุงศูนย์ฯ สิริกิติ์ตั้งแต่กลางเดือน เม.ย. ต่อเนื่องนานเกือบ 4 ปี จึงน่าจะสร้างความไม่คุ้นชินในงานหนังสือครั้งต่อไปไม่มากก็น้อย ฉะนั้นสำหรับงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 47 และงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 17 ที่จะจัดขึ้นวันที่ 28 มี.ค.-7 เม.ย.นี้ ขอแนะนำ 5 จุดเช็กอินที่ต้องถ่ายภาพเก็บไว้ในความทรงจำ

โลกุตระ ประติมากรรมสีเหลืองทองที่กลายมาเป็นภาพจำของศูนย์ฯ สิริกิติ์ ตั้งอยู่กลางบ่อน้ำหน้าทางเข้าโถงต้อนรับ เป็นประติมากรรมรูปเปลวรัศมีขององค์พระพุทธรูปสมัยสุโขทัย ซึ่งเปลวรัศมีเป็นสัญลักษณ์ของโลกุตระปัญญาหรือปัญญาที่เหนือโลก ตั้งอยู่บนแท่นหินแกรนิตสีดำ หมายถึง โลกหรือฝ่ายโลกิยะ

ส่วนเส้นสายที่คล้ายก้านดอกบัว 8 ก้านนั้นเปรียบได้กับ มรรค 8 ที่จะนำทางบุคคลจากโลกิยะไปสู่โลกุตระ นอกจากนี้ ประติมากรรมเดียวกันยังมองเป็นกลีบบัว ซึ่งเมื่อรวมตัวกันแล้วทำให้เห็นเป็นรูปมือประนม สื่อความหมายถึงการประชุมหรือชุมนุมกันเพื่อประกอบความดีงาม

คนที่ไปศูนย์ฯ สิริกิติ์น่าจะเคยนัดพบกันที่หน้าโลกุตระ อาจเรียกว่า ดอกบัวบ้าง พนมมือบ้าง แต่เมื่อมองลึกไปถึงความหมายจะเห็นว่าเต็มเปี่ยมไปด้วยแนวความคิดด้านพุทธธรรม และความอ่อนละเอียดของงานศิลป์ นอกจากนี้ ด้านหลังโลกุตระจะเป็นทางเข้าไปสู่โถงต้อนรับ ลักษณะเป็นโครงเหล็กสีแดงที่ถูกออกแบบอย่างงานศิลปะ ซึ่งเมื่อมองย้อนออกไปจะเห็นโลกุตระตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลางพอดี

พระราชพิธีอินทราภิเษก บริเวณโถงต้อนรับมีประติมากรรมไม้จำหลักบนไม้ประดู่จำนวน56 แผ่น มีลักษณะนูนสูง นูนต่ำ และกึ่งลอยตัวขนาดใหญ่ที่สุดภายในศูนย์ฯ สิริกิติ์ มีความกว้าง 22.80 เมตร สูง 4.50-6.35 เมตร ติดตั้งบนผนังบริเวณทางขึ้นโถงต้อนรับ เป็นบันทึกเรื่องราวของพระราชพิธีอินทราภิเษก ซึ่งเป็นพิธีเฉลิมพระเกียรติยศ พระราชอำนาจของพระอินทร์ และยังเป็นการเทิดพระเกียรติ ในหลวง รัชกาลที่ 9

คนที่มาเดินงานมักเรียกประติมากรรมจุดนี้ว่า หน้ายักษ์ เนื่องจากมียักษ์ตนใหญ่ยืนเด่นอยู่หนึ่งด้าน แต่หากสังเกตรายละเอียดบนจำหลักจะเห็นความอ่อนช้อยที่ไม่น่าเชื่อว่าเนื้อไม้จะอ่อนตาม ซึ่งผลงานชิ้นนี้ จรูญ มาถนอม ศิลปินเจ้าของผลงานใช้เวลาสร้างสรรค์เพียง 6 เดือนเท่านั้น

เสาช้าง ลูกโลก อีกหนึ่งประติมากรรมลอยตัวตั้งอยู่กลางโถงต้อนรับโซนเอ บางคนอาจนึกว่าเป็นเสาธรรมดา แต่เมื่อแหงนหน้ามองด้านบนจะเห็นว่านี่คืองานศิลปะ มีลักษณะเป็นช้างสี่เศียรที่ปั้นหล่อด้วยโพลีเอสเตอร์เรซิ่น รองรับโครงสร้างลูกโลก ส่วนเสาเป็นโครงเหล็กปิดผิวด้วยแผ่นทองเหลืองรมดำแสดงถึงการเป็นผู้ค้ำจุนโลก

ศิลปินได้ออกแบบตามแนวคิดที่ต้องการให้ช้างสี่เศียรเปรียบเสมือนทิศทั้งสี่แทนความหมายของประเทศไทยที่มีช้างเป็นสัญลักษณ์ ส่วนลูกโลกเป็นตัวแทนของนานาประเทศ แสดงความหมายถึงวาระที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนระหว่างประเทศเมื่อปี 2534 ซึ่งเป็นงานแรกที่จัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมฯ แห่งนี้

หนังใหญ่เรื่องรามเกียรติ์ ตำนานวรรณคดีไทยเรื่องรามเกียรติ์ ถูกถ่ายทอดลงบนผนังบริเวณโซนพลาซา โดยศิลปินได้รังสรรค์ฉากมหาศึกครั้งสุดท้ายระหว่างพระรามและทศกัณฐ์ ผสมผสานเข้ากับบริบทในจินตนาการ ด้วยการใช้สว่านเจาะลายบนแผ่นอัลลอยขนาดใหญ่แทนการฉลุลงบนผืนหนัง ทำให้หนังใหญ่ชิ้นนี้ไม่เหมือนใคร และกลายเป็นผลงานที่น่าทึ่ง เพราะความละเอียดประณีตของลวดลายจนทำให้แผ่นอัลลอยอันแข็งแกร่งแลดูพลิ้วไหวประหนึ่งมีชีวิต

จุดสุดท้ายที่ต้องถ่ายภาพเก็บไว้ในความทรงจำคือ ศาลาไทย งานสถาปัตยกรรมตามแบบประเพณีภาคกลาง สะท้อนงานศิลปกรรมอันทรงคุณค่าของไทย มีขนาดศาลายาว 3 ห้อง มีมุขลดหัวท้ายต่อยอดออกไปทั้งสองด้าน ตัวหลังคาหลักมีลักษณะเป็นมุขประเจิดวางอยู่บนหลังคากันสาด มุงด้วยกระเบื้องกาบกล้วยเคลือบสีเทาฟ้าเพื่อให้ได้ลักษณะสีหลังคาไทยเดิม ใช้เทคนิคบิดปลายกระเบื้องด้วยกระจังลายดอกพุดตาน ส่วนตัวโครงสร้างหลังคาเป็นไม้ เป็นขื่อแปแบบโบราณ ใต้เชิงกลอนประดับตกแต่งด้วยดาวตุ๊ดตู่ตลอดแนวชายคา ล้อรับไปกับแนวกระจังด้านบน และเสารับชุดหลังคาประดับปลายเสาด้วยบัวจงกล

ส่วนการตกแต่งอื่นๆ เป็นไม้แกะสลักที่ลงรักปิดทอง มีบันไดขึ้นศาลา 2 ชุด ตกแต่งราวบันไดด้วยพนักพลสิงห์หัวเหราปูนปั้นลงรักปิดทองประดับกระจก เน้นตกแต่งด้วยโทนสีทองเพื่อให้เข้ากับหลังคาสีเหลืองของศูนย์ฯ สิริกิติ์ ซึ่งวัสดุก่อสร้างทั้งหมดถูกผลิตขึ้นในไทย และสร้างขึ้นจากช่างฝีมือที่มีความชำนาญเฉพาะ ทั้งช่างแกะสลักไม้ ช่างสลักหินอ่อน ช่างปั้นปูน ช่างลงรักปิดทอง ช่างสีประดับกระจก และช่างโครงสร้าง สถาปัตยกรรมแห่งนี้จึงกลายเป็นศาลา “ไทย” ที่ควรค่าแก่การเรียนรู้ของคนรุ่นต่อไป

งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ จัดขึ้นวันที่28 มี.ค.-7 เม.ย. 2562 เวลา 10.00-21.00 น. ก่อนหิ้วหนังสือกลับบ้าน ลองแวะไปถ่ายรูปเช็กอินกับ 5 จุดดังกล่าวที่ทั้งสวยงามและทรงคุณค่าด้านศิลปะไทย

เลาะเกาะเทโพอู่ข้าว ล่องสะแกกรังอู่น้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/584229

  • วันที่ 23 มี.ค. 2562 เวลา 14:13 น.

เลาะเกาะเทโพอู่ข้าว ล่องสะแกกรังอู่น้ำ

สายน้ำสะแกกรังเปรียบดั่งเส้นโลหิตเลี้ยงชีวิตชาวอุทัยธานี ตั้งแต่อดีตเคยเป็นเส้นทางคมนาคมสายหลักและเป็นเส้นทางค้าข้าวที่สำคัญ

ต่อมาเมื่อถนนนำพาความเจริญทางบกเข้ามา การสัญจรทางน้ำจึงถูกลดบทบาทความสำคัญด้านการค้า แต่แม่น้ำสะแกกรังยังคงเป็นอู่น้ำด้านอาหาร ทุกวันนี้ชาวบ้านยังสามารถจับปลา ยังเป็นแหล่งชลประทานปลูกข้าว และชาวแพกว่า 300 หลังยังใช้ชีวิตบนผืนน้ำ

เสถียร แผ่วัฒนากุล อดีตข้าราชการครูที่ตอนนี้กลายมาเป็นปราชญ์ชาวบ้านให้ ความรู้เรื่องบ้านเกิด เล่าให้ฟังถึงที่มาของคำว่า “สะแกกรัง” ว่า ในอดีตการเดินทางต้องใช้ช้าง ม้า วัว ควาย เป็นพาหนะ เมื่อหยุดพักระหว่างทางจะผูกไว้ใต้ต้นไม้ ซึ่งริมแม่น้ำทั้งสองฝั่งมีต้นสะแกขึ้นมาก เวลามันนอนจะนำตัวเกลือกกลิ้งไปกับดินโคลน เวลามันยืนขึ้นก็จะนำสีข้างถูกับต้นสะแก ทำให้ดินโคลนที่ติดอยู่ตามตัวติดเกรอะกรังคาต้นสะแกด้วย จึงเป็นที่มาของคำว่า สะแกกรัง

หรืออีกตำนานหนึ่งผู้เฒ่าผู้แก่เล่ากันว่า มีต้นสะแกใหญ่อยู่กลางหมู่บ้าน ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า สะแกกลาง แล้วเพี้ยนมาเป็น สะแกกรัง

สายน้ำสะแกกรังมีความยาว 12-15 กม. มีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาโมโกจู ทางทิศตะวันตกของประเทศไทย ไหลมาไกล 180 กม. ผ่านอุทัยธานีเรียกว่า แม่น้ำสะแกกรัง แล้วไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศใต้

“แผ่นดินทางด้านทิศตะวันออกมีลักษณะเป็นเกาะ มีแม่น้ำเจ้าพระยาโอบล้อมหนึ่งด้าน ส่วนอีกด้านเป็นแม่น้ำสะแกกรัง พบว่ามีปลาเทโพอยู่มากจึงเป็นที่มาของชื่อเกาะเทโพ ในฤดูน้ำหลากเกาะเทโพจะถูกแม่น้ำเจ้าพระยาและสะแกกรังขึ้นท่วม นำพาแร่ธาตุอาหารจากน้ำไปสู่ดินทำให้มีต้นไม้ขึ้นเขียวชอุ่ม กลายเป็นแหล่งอาหารของคนเมือง โดยคนจากเกาะเทโพจะเพาะปลูกแล้วพายเรือนำพืชผักข้ามไปขายที่ฝั่งเมือง”

เกาะเทโพเชื่อมต่อกับแผ่นดินฝั่งด้วยสะพานข้ามแม่น้ำ ดินบนเกาะมีความสมบูรณ์และน้ำท่าอุดมจึงเป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญ ทั้งยังเหมาะแก่การปั่นจักรยานชมทุ่งนาเช่นเดียวกับชาวบ้านที่มักเดินทางด้วยสองล้อ โดยถนนหนทางมีทั้งทางหลักสำหรับรถยนต์ และทางรองเป็นถนนเล็กๆ ซอกแซกไปในชุมชน

“ริมแม่น้ำสะแกกรังสมัยก่อนมีโรงสีข้าวตั้งอยู่เรียงราย และมีท่าข้าวหลายแห่งไว้สำหรับค้าขายข้าว ซึ่งปัจจุบันโรงสีเหล่านี้ย้ายจากริมตลิ่งไปอยู่ริมถนนหมดแล้ว เพราะสะดวกแก่การขนส่งมากกว่า”

เสถียร กล่าวต่อว่า ในอดีตแม่น้ำสะแกกรังมีความคึกคัก มีแพ (บ้านลอยน้ำ) เต็มสองฝั่ง โดยคนที่อาศัยบนแพคือ คนค้าขายและคนรวย เนื่องจากการคมนาคมต้องอาศัยสายน้ำ ส่วนคนที่อยู่บนฝั่งทางด้านทิศตะวันตกซึ่งเป็นที่ตั้งของผืนป่าห้วยขาแข้งจะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น กะเหรี่ยง มอญ ละว้า

“ทุกวันนี้เรายังคงเห็นแพไม้สักหลายหลัง บ่งบอกฐานะว่าเป็นแพของคนที่มีสตางค์ แต่ทุกวันนี้เมื่อมีการตัดถนนทำให้การสัญจรทางน้ำซบเซาลง ความคึกคักในสายน้ำก็เปลี่ยนเป็นความเจริญในตัวเมือง

คนที่ยังอาศัยอยู่ในแพจึงเหลือเพียงคนรุ่นเก่าที่ยังคุ้นชินกับการพายเรือเป็นพาหนะ และยังมีทักษะในการเปลี่ยนลูกบวบ (ตัวช่วยพยุงแพทำจากไม้ไผ่) ซึ่งตอนนี้เหลือแต่คนอายุ 50 กว่าเท่านั้นที่ทำได้ ถ้าหมดรุ่นนี้ไปก็คงกลายเป็นแพสมัยใหม่ที่ใช้เหล็กหรือถังพลาสติกแทน”

เมื่อปั่นจักรยานเลาะแม่น้ำสะแกกรังจะเห็นกอไผ่สีสุกขึ้นอยู่เป็นระยะ เสถียร เล่าว่า ในอดีตมีกอไผ่ขึ้นชุม ชาวบ้านเรียกว่าเป็นต้นไม้วิเศษที่ธรรมชาติมอบให้ เพราะตั้งแต่ออกหน่อก็นำมากินได้ นำลำต้นมาใช้เป็นลูกบวบหนุนแพ และเวลากิ่งไผ่โน้มลงมาก็สามารถดักจับกอผักตบชวาไว้ได้อย่างดี

“ปัจจุบันแพในแม่น้ำสะแกกรังถูกจำกัดไว้ให้มีได้เท่านี้ คือ ประมาณ 300 หลัง แต่ละหลังมีเลขที่บ้าน ชื่อถนนเขียนว่า ถนนแพคลองสะแกกรัง ถ้าหลังไหนพังหรือถูกรื้อออกไป จะไม่มีการให้เลขที่บ้านเพิ่มแล้ว แต่สามารถซื้อขายแพหลังเดิมได้

ทำให้หลายหลังกลายเป็นที่พักและร้านอาหารต้อนรับนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ บริเวณรอบเรือนแพชาวบ้านจะปลูกใบเตย ผักบุ้ง ดอกพุทธรักษา สำหรับตัดขายและนำไปใช้ประโยชน์ในครัวเรือน”

แม่น้ำสะแกกรังเปรียบเสมือนเส้นโลหิตสายชีวิตของชาวอุทัยธานี ในแม่น้ำอุดมไปด้วยปลาแรด ซึ่งได้รับการจดทะเบียนให้เป็นปลาประจำ จ.อุทัยธานี ปลาเนื้ออ่อน ปลาสวาย ปลาเกล็ด มีสินค้าขายดีริมสายน้ำอย่างปลาย่าง

ร้านดังที่ต้องนั่งเรือไปซื้อถึงบ้านต้อง “ร้านป้าแต๋ว” จำหน่ายปลาย่าง ปลาส้ม ปลาร้าน้ำพริกปลาย่าง และน้ำพริกปลาร้า ซึ่งในแพของป้าแต๋วยังมีเตาย่างปลา เคล็ดลับความอร่อยคือต้องรมควันไว้นาน 2-3 วัน

นอกจากนี้ บนฝั่งเกาะเทโพยังเป็นที่ตั้งของวัดโบสถ์ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำสะแกกรังโดยมีสะพานเล็กๆ สำหรับคนเดินและจักรยานเชื่อมกับฝั่งตัวเมืองไว้ มองเข้าไปจะเห็นอาคารทรงแปดเหลี่ยมหรือกุฏิแปดเหลี่ยมฉาบสีขาวโดดเด่น รูปแบบผสมผสาน 4 เชื้อชาติ คือ สถาปัตยกรรมเป็นแบบยุโรป ลวดลายปูนปั้นแบบจีน พระพุทธรูปนูนต่ำเป็นแบบเมียนมา และภายในตกแต่งแบบไทย

ส่วนเจดีย์สามองค์ที่รายล้อมอยู่มี 3 รูปแบบคือ เจดีย์ทรงระฆังคว่ำแบบสุโขทัย เจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมแบบอยุธยา และเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองแบบรัตนโกสินทร์ โดยเจดีย์ทั้ง 3 องค์สร้างขึ้นพร้อมกันในช่วงรัชกาลที่ 4 แต่สร้างสรรค์ในรูปแบบต่างกันเพื่อให้เห็นความหลากหลายทางวัฒนธรรมของไทย

ปราชญ์ชาวอุทัยฯ ยังเชิญชวนให้มาใส่บาตรพระทางน้ำ ทุกเช้าเวลา 07.00 น.เจ้าอาวาสวัดโบสถ์จะนั่งเรือพายจากวัดมายังท่าหน้าตลาดที่อยู่ตรงข้าม มารับบิณฑบาตจากชาวบ้าน และเขาเองก็จะมาบรรยายข้อมูลเกี่ยวกับสายน้ำสะแกกรัง

แถมยังมีคนคอยถ่ายภาพนักท่องเที่ยวตอนใส่บาตร โดยสามารถเข้าไปโหลดภาพได้ฟรีในเพจเฟซบุ๊ก อุทัยธานีที่รัก

หากกลุ่มนักปั่นต้องการข้อมูลเส้นทางลัดเลาะเมืองอุทัยธานี สอบถามเส้นทางจากคนในพื้นที่ เสถียร แผ่วัฒนากุล โทร.08-1532-2287 อีเล็คทริค

กินข้าวกะเหรี่ยงบ้านไร่ อุทัยธานี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/584199

  • วันที่ 23 มี.ค. 2562 เวลา 10:50 น.

กินข้าวกะเหรี่ยงบ้านไร่ อุทัยธานี

คนข้างบน คือคำเรียกแทนชาวบ้านบ้านแก่นมะกรูดใน อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี เพราะที่นี่เป็นชุมชนบนพื้นที่สูง ซึ่งเป็นถิ่นฐานของชาวกะเหรี่ยงที่มีวิถีชีวิตทำเกษตร และพยายามทำการท่องเที่ยว โดยมีตัวตั้งตัวตีอย่าง สีฟ้า กรึงไกรเกษตรกรและเจ้าของไร่สีฟ้า และพี่ชาย วินัย กรึงไกร ปราชญ์ชาวบ้านด้านวัฒนธรรม ที่ได้ก่อตั้งศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนบนพื้นที่สูงจ.อุทัยธานี (บ้านอีมาดอีทราย หมู่ 4 ต.แก่นมะกรูด) เพื่อเป็นสถานที่เรียนรู้ภาษากะเหรี่ยงให้กับเด็กๆ ในชุมชน

วินัย กล่าวว่า ต.แก่นมะกรูด มีชาวกะเหรี่ยงอาศัยอยู่มากกว่าร้อยละ 80 ทุกคนยังใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายตามพื้นเพเดิมคือ อยู่กับป่า กินกับป่า

“ถ้าย้อนกลับไปสมัยที่ยังไม่ตั้งอุทัยธานี ชุมชนแรกที่อยู่อาศัยในตัวเมืองอุทัยฯ คือ กะเหรี่ยงกับมอญ แต่เมื่อเมืองเจริญขึ้น ชาวกะเหรี่ยงที่มีนิสัยไม่ชอบความวุ่นวาย ไม่ชอบอาศัยอยู่ไกลป่า จึงค่อยๆ อพยพขึ้นไปบนภูเขาจนถึงที่นี่

ปัจจุบันแก่นมะกรูดมีชุมชนกะเหรี่ยง 4 หมู่บ้าน อยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแทบทั้งนั้น เราจึงไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแต่สามารถใช้ทำกิน เพราะอยู่มานานก่อนการประกาศเป็นพื้นที่อนุรักษ์ และมีข้อตกลงกันข้อหนึ่งว่า ห้ามคนนอกพื้นที่เข้ามาถือครอง ยึดถือ ที่นี่จึงไม่มีนายทุนเข้ามา”

ส่วนเรื่องสัญชาติไทย วินัย กล่าวว่า ชาวกะเหรี่ยงทุกคนมีบัตรประชาชน มีสิทธิเลือกตั้ง เด็กๆ มีโอกาสเข้าถึงระบบการศึกษา แต่เรื่องที่น่าเป็นห่วงกลับกลายเป็นเรื่องการรักษารากเหง้า นั่นจึงเป็นเหตุผลให้เขาก่อตั้งศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนบนพื้นที่สูงแห่งนี้ขึ้นมา เพื่อให้เด็กๆ ในหมู่บ้านมารวมตัวกันเรียนภาษากะเหรี่ยงและเรียนรู้วัฒนธรรมดั้งเดิม

“ที่ผมเป็นห่วงมากที่สุดคือเรื่องของภาษา เพราะถ้าภาษาหายไปเราก็เหมือนคนไทยทุกอย่าง ซึ่งตอนนี้หมู่บ้านที่ไม่มีเจ้าวัดหรือผู้นำทางจิตวิญญาณจะมีความเสี่ยงที่วัฒนธรรมกะเหรี่ยงจะหายไปสูงมาก

จากสมัยก่อนคนกะเหรี่ยงพูดภาษาไทยไม่ชัด แต่ตอนนี้เด็กรุ่นใหม่พูดภาษากะเหรี่ยงไม่ชัด และพบว่าเด็กหลายคนในหมู่บ้านอื่นพูดภาษากะเหรี่ยงไม่ได้เลย”

แก่นมะกรูดมีชาวกะเหรี่ยงประมาณ 200 ครัวเรือน โดยคนรุ่นเก่าพยายามรักษาและส่งต่อประเพณีดั้งเดิมไว้ อย่างประเพณีไหว้เจดีย์ ค้ำต้นไทร ทำบุญข้าวใหม่ ซึ่งนอกจากการอนุรักษ์วัฒนธรรม ด้านน้องชายสีฟ้า ยังทดลองทำการท่องเที่ยวเพื่อเป็นตัวอย่างให้กับชุมชนในเรื่องการสร้างรายได้เสริมจากสิ่งที่ตัวเองมี

“เราทำท่องเที่ยวมาหลายปีแล้วแต่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง” สีฟ้าเผย

“เพราะส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะมาแค่หน้าหนาว มาเก็บสตรอเบอร์รี่ ถ่ายรูป แล้วก็ไป พอเข้าหน้าร้อนก็ไม่มีใครมา แม้จะยังมีสตรอเบอร์รี่ให้เก็บก็ตามที”

หน้าแปลงสตรอเบอร์รี่มีจุดเช็กอินเขียนแฮชแท็กว่า “หนาวสุดกลางสยาม”นั่นเพราะแก่นมะกรูดถูกล้อมด้วยภูเขาและอยู่ใกล้ป่าใหญ่ห้วยขาแข้ง จึงได้รับอิทธิพลความหนาวเย็นจากธรรมชาติ กลายเป็นจังหวัดในเขตภาคเหนือตอนล่าง (ตามการแบ่งเขตพื้นที่ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) ที่หนาวสูสีกับทางตอนบน

“นอกจากสตรอเบอร์รี่ผมยังปลูกผักเมืองหนาว มีบร็อกโคลี่ กะหล่ำหัวใจ เบบี้แครอตกรีนโอ๊ก เรดโอ๊ก กะหล่ำปม หอมญี่ปุ่นซึ่งเราปลูกผักแบบปลอดภัย คือยังใช้สารเคมีในการเลี้ยงดู แต่ทิ้งระยะก่อนเก็บ ทำให้มั่นใจได้ว่าปลอดภัยกับผู้บริโภค”

สีฟ้า ชวนกินสตรอเบอร์รี่แบบสดๆ จากต้น พร้อมอธิบายต่อว่า แก่นมะกรูดมีความสูง 500-700 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีความหนาวเย็นมากในฤดูหนาว และยังมีอุณหภูมิต่ำกว่าพื้นที่ด้านล่างตลอดทั้งปี ทำให้ปลูกผักเมืองหนาวได้บางชนิด ซึ่งเขาปลูกผักมานาน 5 ปี ยึดวิถีผักปลอดภัย จึงสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคจนมีลูกค้าประจำ

“ผมทำไป เรียนรู้ไป เหมือนการปลูกผักเมืองหนาวเป็นแปลงทดลองที่ผมอยากทำให้ชาวบ้านคนอื่นๆ เห็นว่าเราปลูกได้และขายได้ราคามากกว่าไร่อ้อย โดยผมเริ่มต้นจากความไม่รู้ แต่คนเราสามารถศึกษาเรียนรู้จากข้อมูลและการลงมือทำจริงได้

อย่างกะหล่ำหัวใจ ผมเคยปลูกแล้วเสียหายเกือบหมด ส่งขายได้แค่ 30% แต่เพราะผมใช้วิธีทำเกษตรแบบผสมผสานตามทฤษฎีของในหลวง รัชกาลที่ 9 ทำให้ผมยังมีพืชผลอย่างอื่นเก็บขาย หรืออย่างน้อยครอบครัวผมก็ยังมีข้าวกิน ไม่อดตายเพราะเราปลูกหลายอย่างทั้งไว้ขายและเลี้ยงครอบครัว”

ครอบครัวกรึงไกรยังอาศัยกันเป็นครอบครัวใหญ่ มีพื้นที่ทำกินประมาณ 30 ไร่ ปลูกทั้งข้าวไร่ สตรอเบอร์รี่ ผักเมืองหนาวมันสำปะหลัง และไม้ผล ต่างจากคนส่วนใหญ่ในชุมชนที่ทำไร่ข้าวโพดและไร่อ้อย

“หลังจากหมดฤดูสตรอเบอร์รี่ ช่วงหลังเดือน มี.ค.เป็นต้นไป ผมจะไถกลบแล้วปลูกมัน โดยเราจะปลูกเท่าที่เราทำไหวไม่จ้างใคร ทำชีวิตให้มันเรียบง่ายและพอเพียงที่สุด” สีฟ้า กล่าวเพิ่มเติม

วกกลับมาที่การท่องเที่ยวต่อว่านักท่องเที่ยวจะแห่มาเที่ยวแก่นมะกรูด เพราะมีอากาศหนาวและสตรอเบอร์รี่ (ที่จะออกลูกดกช่วงเดือน ก.พ.) แต่หลังจากนั้นเขาอยากชูจุดเด่นเรื่องวัฒนธรรมชาวกะเหรี่ยง โดยเฉพาะอาหารการกินที่เป็นเรื่องใหม่และทุกคนอยากลอง

อย่างสำรับอาหารกลางวันที่มีแกงหยวกกล้วย น้ำพริกกะเหรี่ยงกินกับผักสลัดและผักพื้นบ้าน ผัดผักหวานป่า ทั้งหมดจะถูกจัดไว้ในกระบอกไม้ไผ่ กินกับข้าวไร่ร้อนๆที่ห่อมาในใบตอง

ส่วนเมนูของหวานจะได้ชิมข้าวยืด อาหารมงคลที่ชาวกะเหรี่ยงมักทำในงานบุญงานแต่งงาน ทำจากข้าวเหนียว งาดำ และเกลือนำไปตำให้เข้ากันในครกไม้ คนหนึ่งยกสากตำอีกคนคอยพลิกข้าวเหนียว รสชาติออกเค็ม หอมกลิ่นงา และสามารถเพิ่มความหวานด้วยน้ำตาลอ้อย หรือถ้ารุ่นใหม่หน่อยก็กินกับนมข้นหวาน

“อาหารการกินสะท้อนวิถีชีวิตของเราได้ชัดเจนมาก เพราะเรากินผักที่ขึ้นในป่า กินผักที่ขึ้นตามรั้ว ในแต่ละมื้อจะไม่ค่อยมีเนื้อสัตว์เพราะมีอะไรก็กินแบบนั้น ไม่ต้องลงไปซื้อวัตถุดิบในตลาด เพราะเรามีตลาดสดอยู่หน้าบ้านเราเอง” วินัย กล่าวเสริม

ตอนนี้ที่ไร่สีฟ้ามีโฮมสเตย์ให้บริการ2 หลัง คิดค่าใช้จ่ายหลังละ 1,000 บาทพักได้ 4 คน รวมข้าวต้มตอนเช้า หากใครต้องการดื่มด่ำวัฒนธรรม วินัยจะจัดกิจกรรมตำข้าวยืด หุงข้าวในกระบอกไม้ไผ่ ทำกับข้าวพื้นบ้าน และการทำไร่ทำสวนให้ชุดใหญ่ โดยคิดค่าใช้จ่ายเพิ่มคนละ500 บาท

นอกจากนี้ ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ สีฟ้าและภรรยาจะขับรถไปขายพืชผักที่ ตลาดซาวไฮ่ บ้านไฮ่ บ้านเฮา ตลาดนัดวันหยุด ตั้งอยู่บนพื้นราบด้านล่างแก่นมะกรูดเป็นตลาดที่ให้ชาวบ้านและคนจากจังหวัดใกล้เคียงมาขายสินค้าที่ดี คือ อาหารปลอดสารพิษ อาหารปลอดภัย อาหารที่ดีต่อร่างกาย และสินค้าที่ผลิตในชุมชน เปิดตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น

ได้นั่งแวะดื่มกาแฟดริปร้านเดียวในตลาด เจ้าของร้านเป็นบาริสต้ามีอาชีพทำเกษตรวันธรรมดา ส่วนวันหยุดสุดสัปดาห์มาขายกาแฟ เขาเล่าไปพลางว่า ตลาดแห่งนี้เปิดมานาน 4 ปี เจ้าของที่ดินเป็นคนบ้านไร่ที่ต้องการสร้างศูนย์รวมของอาหารที่ดีและปลอดภัย และต้องการสร้างพื้นที่ขายสินค้าให้ชาวบ้านนำพืชผลทางการเกษตรมาขาย

ยกตัวอย่างสีฟ้าก็จะนำสตรอเบอร์รี่แพ็กใส่กล่องมาขาย หรือช่วงนี้จะเก็บผักสลัดและพืชเมืองหนาวมาจำหน่ายโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง

ปัจจุบันตลาดซาวไฮ่ หรือตลาดชาวไร่ เริ่มเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว หลายคนขับรถมาจากชัยนาท นครสวรรค์ เพื่อมาเดินตลาด รวมถึงคนในตัวเมืองอุทัยฯ ก็นิยมใช้วันหยุดพาครอบครัวหรือชวนเพื่อนๆ มาเดินเที่ยว กินของอร่อย และนั่งฟังเพลงชิลใต้ร่มไม้ช่วงบ่ายแก่ๆ

แม้ว่าตอนนี้ความเย็นจะเหลือน้อย และไร่สตรอเบอร์รี่ก็รอวันไถกลบ จนหลายคนมองว่าบ้านไร่ช่วงซัมเมอร์ไม่มีอะไรน่าสนใจแต่สำหรับคนที่อยากเรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมชาวกะเหรี่ยง ไม่ว่าฤดูกาลไหนก็มาได้

ถ้ามีเวลาน้อยก็สามารถติดต่อมารับประทานอาหารกลางวันในกระบอกไม้ไผ่ชิมอาหารกะเหรี่ยงและนั่งพูดคุยกับครอบครัวกรึงไกร หรือถ้ามีเวลามากหน่อยก็มาพักโฮมสเตย์และใช้ชีวิตแบบชาวไร่ มาสัมผัสความเรียบง่ายและเคารพธรรมชาติ

ติดต่อสอบถาม สีฟ้า กรึงไกร โทร. 09-7007-3474, 08-1295-4866

ตามไปอร่อยตามธาตุเจ้าเรือน ที่ร้าน ‘ยำ แอนด์ ตำ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/584167

  • วันที่ 23 มี.ค. 2562 เวลา 09:00 น.

ตามไปอร่อยตามธาตุเจ้าเรือน ที่ร้าน 'ยำ แอนด์ ตำ'

สายๆ วันหยุด เอาใจคนชอบความแซ่บ ความนัว แบบไม่กลัวคำว่าจัดจ้าน  กับร้าน “ยำ แอนด์ ตำ (Yum & Tum)” สาขาอาคารคิวเฮ้าส์ ลุมพินี

ที่ร้าน “ยำ แอนด์ ตำ (Yum & Tum)” มีเมนูให้เลือกหลากหลายครบทุกโหมด ทั้งเมนูยำ ส้มตำ ลาบ ก๋วยเตี๋ยว ข้าวยำ และข้าวพิเศษประจำวันรวมกันกว่า 100 เมนู!!

โดยจุดเด่นของร้านอยู่ที่การนำเสนอเมนูที่เหมาะกับธาตุเจ้าเรือน เรียกว่าถูกใจสายเฮลตี้ กัสนุกกับการเลือกกินอาหารให้เหมาะกับธาตุเจ้าเรือนของตนเอง ทั้งธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ เพื่อปรับสมดุลให้กับร่างกาย ซึ่งแต่ละเมนูจะมีสัญลักษณ์ธาตุแนะนำควบคู่ไว้

เริ่มกันด้วย ก๋วยเตี๋ยวยำบกปลา+เต้าหู้ปลา ใส่มาเต็มชามอัดแน่นทั้งเครื่องและผักสด โรยหน้าด้วยกุ้งแห้งทอด ราดน้ำจิ้มคลุกเคล้าให้เข้ากันได้รสเปรี้ยวๆ หวานๆ ส่วนเส้นก็เลือกเส้นได้ตามใจชอบ

ตามด้วย ก๋วยเตี๋ยวต้มยำอร่อยหมู ก๋วยเตี๋ยวต้มยำน้ำใสรสชาติจัดจ้านคล้ายต้มแซบใส่กระดูกหมูอ่อนและเห็ดฟาง

ถัดไปเป็น ยำเกาเหลาหมู อร่อยไม่ง้อเส้น เมนูแคลอรีน้อย

พลาดไม่ได้กับ ตำข้าวโพด เลือกใช้ข้าวโพดข้าวเหนียว รสชาตินัวกลมกล่อมด้วยน้ำส้มตำ โรยหน้ากุ้งแห้งทอดกรอบ

ตบท้ายด้วย แหนมข้าวทอด รสชาติจัดจ้านลงตัว ทุกเมนูไร้ผงชูรส

แวะไปอร่อยกันได้ ที่ร้าน ‘Yum & Tum’ สาขาอาคารคิวเฮ้าส์ ลุมพินี เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10.30-21.30 น. เบอร์โทรศัพท์ 02-677-7246

ราคาต่อหัวประมาณ 150-200 บาท