Divana forest Cafe’ ยกธรรมชาติเข้ามาไว้ใกล้คุณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/585561

  • วันที่ 05 เม.ย. 2562 เวลา 11:00 น.

Divana forest Cafe’ ยกธรรมชาติเข้ามาไว้ใกล้คุณ

คาเฟ่สุดชิคที่ยกธรรมชาติมาไว้ในห้างสรรพสินค้า

สังคมเมืองเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ทั้งคน การเดินทาง ยิ่งอากาศร้อนๆ แบบนี้ใครก็อยากหาที่นั่งเย็นสบาย แนะนำร้าน Divana forest Cafe’ คาเฟ่น้องใหม่สุดชิคที่เนรมิตความเป็นธรรมชาติมาตั้งไว้ในห้างสรรพสินค้า

คุณพีช-กานต์พิชชา เกียรติขจรฤทธิ์ เจ้าของร้าน ได้เล่าถึงคอนเซ็ปต์ของร้านไว้ว่า Divana forest Cafe’ เป็นการผสมผสานกันระหว่าง Signature ของ Divana คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส กับ Signature ของโลเคชั่น โดยคาเฟ่แห่งนี้เป็นสาขาที่สองของ Divana เปิดตัวมาได้เพียง 4 เดือนเศษๆ เท่านั้น ส่วนสาขาแรกคือ Divana Signature Cafe ซึ่งต่างกันหมดด้วยสิ่งที่เห็น แต่เหมือนกันหมดด้วยคอนเซ็ปต์

คุณพีชเล่าต่อว่า “เริ่มจากที่พีชไปเรียนคอส CPNlead มาของทางเซ็นทรัล แล้วค้นพบว่าสิ่งที่เราคิดว่าเราทำนอกกรอบนั้น จริงๆ แล้วเราไม่ได้คิดนอกกรอบเลย มันนอกกรอบคนอื่นก็จริง แต่เรายังอยู่ในกรอบของตัวเอง Divana Cafe คือการที่เราพรีเซ็นต์ให้คนรู้จัก Divana ผ่านคาเฟ่ เพราะพอยต์ของ Divana คือ รูป รส กลิ่น เสียง สิ่งที่ออกมามันครอบคลุมเกิดคำว่า Divana Signature Cafe มันใช้ได้กับ Divana ทั้งหมด กลายเป็น Divana landmark คือการที่ Divana เอา Signature ของตัวเองคือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส บวกกับ Signature ของโลเคชั่น”

บรรยากาศในร้านรายล้อมไปด้วยต้นไม้นานาพรรณที่ตกแต่งอย่างสะดุดตา ให้อารมณ์เหมือนหลงเข้าไปในป่า เน้นเป็นไม้ยืนต้นแผ่กิ่งก้านของจริงมากกว่าไม้ดอก เพื่อให้เข้าถึงความเป็นธรรมชาติที่คนกรุงโหยหา มอบความสบาย สดชื่น ผ่อนคลาย พร้อมที่นั่งประมาณ 30 ที่

ด้านความอร่อยมีให้เลือกกว่า 50 เมนู นางเอกของร้านยกให้ ยำแหนมข้าวหอม (180 บาท) เมนูสุดครีเอตที่นำข้าวสวยมาคลุกกับน้ำจิ้มซีฟู้ด พาเหรดมาพร้อมหัวไชเท้าดอง แตงกวา หอมแดง โรยหน้าด้วยใบมะกรูดซอย เพิ่มเท็กซ์เจอร์ความกรุบกรอบด้วยพิตาชิโอ ส่วนวิธีทานให้อร่อยคือต้องคลุกทุกอย่างให้เข้ากัน  อารมณ์เหมือนทานข้าวยำปักษ์ใต้

ถัดมา ชุดน้ำพริกสี่ภาค จัดเต็มทั้งน้ำพริกปลาร้าบอง น้ำพริกหมูกรอบ น้ำพริกกุ้งเสียบ น้ำพริกหนุ่ม เสิร์ฟพร้อมข้าวและเครื่องแนมน้ำพริกแบบจุใจ ทั้งหมูยอ แหนม แคปหมู ปลาสลิดทอดกรอบ หน่อกะลา ขิงอ่อน ฟักทองลวก แครอทลวก ไข่เค็ม รากบัว แตงกวา ถั่วฝักยาวลวก กะหล่ำปีลวก กระเจี๊ยบเขียว มะเขือเปราะ

อีกจานเป็น ข้าวซอยน่องไก่ล้านนา (220 บาท) ข้าวซอยสไตล์ฟิวชั่นรสชาติกลมกล่อม ตัวเส้นมีความพิเศษเพราะเป็นเส้นแองเจิลแฮร์ มาพร้อมน่องไก่เนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำชิ้นใหญ่ หรือจะเป็นเมนูทานเล่นทางร้านก็มี ขนมย้อนวัยสมัยเด็กอย่างขนมโป๊งเหน่ง ที่มีถึงสามไส้ด้วยกัน ทั้งไส้ลาวา ไส้แซลมอนชีส และไส้กรอก จะให้อร่อยต้องทานตอนร้อนๆ  ตบท้ายด้วย บัวลอยเผือกไอศกรีมมะพร้าว (120 บาท) ที่มาพร้อมกับเนื้อเผือกเน้นๆ รสหวานมันกำลังพอดี

ด้านเครื่องดื่มไม่น้อยหน้า ทั้งความอร่อยสดชื่นและการนำเสนอที่ตื่นตาตื่นใจ อาทิ Hangover (160 บาท) น้ำผลไม้แก้แฮงค์ที่ผสมผสานระหว่างน้ำแตงโม น้ำสับปะรด ขิง น้ำมะนาว  Refresher (160 บาท) น้ำผลไม้เพิ่มความสดชื่น ด้วยน้ำส้ม น้ำฝรั่ง น้ำมะนาว น้ำทับทิม และน้ำผึ้ง

ตามไปลองอาหารสไตล์สตรีทฟู้ดที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ในรูปแบบพรีเมียม ได้ที่ร้าน Divana forest Cafe’ ตั้งอยู่ที่ชั้น 1 โซน Atrium  ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิล์ด เปิดบริการทุกวันเวลา 10.00-22.00 น.

 

เรื่อง วันวิสา เหมือนศรี ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เดอะ โกลเด้น พาเลซ อาหารจีนฟิวชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/585516

  • วันที่ 04 เม.ย. 2562 เวลา 16:30 น.

เดอะ โกลเด้น พาเลซ อาหารจีนฟิวชั่น

หากพูดถึงร้านอาหารจีนสไตล์กวางตุ้ง เชื่อว่าหลายคนคงจะต้องนึกถึง ห้องอาหาร เดอะ โกลเด้น พาเลซ ที่อยู่คู่โรงแรมวินเซอร์ สวีทส์ ตั้งแต่ปี 2534 การันตีความอร่อยมายาวนานเกือบ 3 ทศวรรษที่นี่เป็นห้องอาหารจีนสไตล์โมเดิร์นที่ยังคงมีกลิ่นอายของความคลาสสิก  ผสมผสานระหว่างศิลปะจีนดั้งเดิมกับความทันสมัยที่ให้อารมณ์แบบจีนร่วมสมัย ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่เน้นโทนสีแดง ขาว เขียว ให้ความรู้สึกอบอุ่นเป็นกันเอง เหมาะกับมากันเป็นครอบครัว ที่นั่งภายในห้องอาหารถูกจัดแบ่งเป็น 2 โซน ห้องโถงใหญ่ด้านหน้ารองรับแขกได้ 110-120 ที่นั่ง และสำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวที่นี้ก็มีห้อง private ให้ด้วยนะ

จุดเด่นของห้องอาหาร เดอะ โกลเด้น พาเลซ คือการใส่ใจในทุกรายละเอียดของการคัดสรรวัตถุดิบที่ทั้งสดใหม่ สะอาด ก่อนจะนำมาปรุงอย่างพิถีพิถัน รังสรรค์รสชาติความอร่อยโดย เชฟประภา ฤทธิแผลง เชฟใหญ่ประจำห้องอาหารที่มากด้วยประสบการณ์ด้านอาหารจีน เมนูเด็ดที่มาแล้วห้ามพลาดมี 5 เมนู

เปิดจานแรกเรียกน้ำย่อยเบาๆ เป็น อโวคาโดแซลมอนสลัด (400 บาท) ที่ให้แซลม่อนมาแบบชิ้นใหญ่ๆกันเลย ถัดมาเป็น ซุปเสฉวนจักรพรรดิ เพิ่มความพิเศษด้วยหูฉลามและกระเพาะสด จานนี้รสชาติจะออกไปทางเปรี้ยวหน่อยๆ ยิ่งซดร้อนๆ ยิ่งคล่องคอ (250 บาท)

ต่อด้วย หัวปลาบะหมี่หยาง รสกลมกล่อม ใช้เส้นบะหมี่เจทำจากถั่ว และหัวปลาแซลมอนที่ตุ๋นนานกว่าครึ่งวัน (450 บาท) อีกจานเป็น หอยเซลล์เจี๋ยนชอสเอ็กซ์โอ (800 บาท) ใช้หอยเซลล์ญี่ปุ่นตัวใหญ่คัดมาเป็นพิเศษ ด้านซอสเอ็กซ์โอทางเชฟทำเองคัดเอาเฉพาะกังป๋วยคุณภาพดี จานสุดท้ายเป็นเมนูของหวาน แป๊ะก๊วยมะพร้าวอ่อนตุ๋นโสมจีน (250 บาท/ลูก) มะพร้าวอ่อนตุ๋นร้อนๆ หอมกลิ่นโสมอ่อนๆ ถือเป็นเมนูตบท้ายที่ล้างปากได้อย่างดีเยี่ยม  ยังมีเครื่องดื่มสุดพิเศษ Sweet Heart (120 บาท) เป็นการผสมผสานระหว่างน้ำลิ้นจี่ น้ำสับปะรด น้ำมะนาว และน้ำทับทิม รสชาติเปรี้ยวอมหวานแสนสดชื่น

นอกจากนี้ ยังมีเมนูแนะนำอื่นๆ ที่เมื่อมาแล้วห้ามพลาด  เช่น เป็ดปักกิ่ง ปลาหิมะนึ่งซอสเอ็กซ์โอ หมูหันฮ่องกง กุ้งทอดครีมสลัด เป็ดอบใบชา ซุปหูฉลามแผ่นพิเศษน้ำแดง และอื่นๆ อีกมากมาย

ห้องอาหาร เดอะ โกลเด้น พาเลซ ตั้งอยู่ที่ชั้น 2 โรงแรม วินด์เซอร์ สวีทซอยสุขุมวิท 20 ถนนสุขุมวิท เปิดให้บริการทุกวัน แบ่งเป็น 2 ช่วงเวลา คือมื้อกลางวัน 11.30-14.30 น. และมื้อค่ำ 18.00-22.30 น. วันเสาร์-อาทิตย์ ช่วงมื้อกลางวัน มีการแสดงดนตรีสดกู่เจิง โดยคุณอธิพัชร์ สุวรรณวัฒนะ นักดนตรีมืออาชีพ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองที่นั่ง โทร. 02-262-1234 ต่อ 1410

เรื่อง วันวิสา เหมือนศรี

ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ท่องแดนมหัศจรรย์ Hotel Labaris Khao Yai แลนด์มาร์คใหม่ที่รอให้ไปสัมผัส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/585327

  • วันที่ 02 เม.ย. 2562 เวลา 18:40 น.

ท่องแดนมหัศจรรย์ Hotel Labaris Khao Yai แลนด์มาร์คใหม่ที่รอให้ไปสัมผัส

ปักหมุดแลนด์มาร์คใหม่บนเขาใหญ่ ที่ Hotel Labaris ดินแดนแห่งเทพนิยายกับความลึกลับของเขาวงกต

ขอต้อนรับเข้าสู่เดือนเมษายน กับหน้าร้อนของประเทศไทยที่ร้อนไม่แพ้ชาติใดในโลก สำหรับคนที่กำลังแพลนทริปท่องเที่ยวช่วงซัมเมอร์พร้อมกับโจทย์ “ไปไม่ไกลจากกรุงเทพฯ” ตัวเลือกต้นๆ ต้องมี “เขาใหญ่” จ.นครราชสีมา

ด้วยการเดินทางที่สะดวกและใช้เวลาเพียง 2-3 ชั่วโมง จึงทำให้หลายครอบครัวเลือกมาปักหมุดบนเขาใหญ่ นอกจากการได้เที่ยวชมความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติและสัตว์ป่านานาพันธุ์แล้ว ที่พักบนเขาใหญ่ก็เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้น ส่วนที่เรียกได้ว่าใหม่ล่าสุดตอนนี้ ก็คือที่ โฮเทล ลาบาริส เขาใหญ่ (Hotel Labaris Khao Yai) อาณาจักรสุดลึกลับราวกับเมืองแห่งเทพนิยายที่ถูกปกครองโดยคิงมิโนทอร์

ว่ากันว่าอาณาจักรลาบาริส คือดินแดนที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมหัศจรรย์เร้นลับแบบที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ เหมือนเส้นบรรจบของความฝัน ความจริง และจินตนาการ โดยคำว่า Labaris มีที่มาจากคำว่า Labyrinth หมายถึง “เขาวงกต” อีกความลึกลับน่าค้นหาที่ถูกนำมาเป็นกิมมิคสำคัญในการออกแบบเส้นทางเดินไปสู่ห้องพักของผู้มาเยือน

ภายในอาณาจักรลาบาริส ถูกแบ่งออกเป็น 5 Chapter เหมือนการเปิดนิยายทีละบท โดยแต่ละบทประกอบด้วยอาคารและสวนตามแนวคิดที่แตกต่างกัน ด้วยการออกแบบสถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์ที่ผสมผสานองค์ประกอบของรูปแบบตะวันตก และอิทธิพลจากท้องถิ่นที่ดูขัดแย้งแต่ลงตัว จึงทำให้มีเอกลักษณ์และรูปแบบเฉพาะที่สื่อความหมายแตกต่างกันไป

CHAPTER 1 Welcome Zone ท่ามกลางสวนสวยสนามหญ้าและดอกไม้นานาพันธุ์  พบกับ Rabbit Cafe คาเฟ่สุดน่ารักที่ซ่อนตัวอยู่ใต้เนินดินเล็กๆ เติมความอบอุ่นด้วยแสงธรรมชาติที่ลอดผ่านประตูกระจก ภายในอบอวลด้วยกลิ่นหอมของกาแฟคั่วสด และเบเกอรีที่สดใหม่

CHAPTER 2 The Heart of Labaris เมื่อผู้เข้าพักเปรียบกับแขกคนสำคัญของคิงมิโนทอร์ จึงต้องมีผู้นำทางคอยดูแลต้อนรับพร้อมส่งสารแทนคำขอบคุณ ก่อนผ่านเขาวงกตไปยังห้องพักภายในปราสาท 2 หลัง นั่นก็คือ Starry Castle และ Midnight Castle ที่มีทั้งหมด 60 ห้อง 3 Type คือ Duplex Room, Grand Deluxe Room และ Deluxe Room

Chapter ที่ 3 Explore The Secret Room เข้าสู่ Laughing Stone Garden และสวนอันไร้ขอบเขต Infinite Forest กระจกลวงตาก่อนพบเขาวงกตที่จะนำไปสู่ห้องพัก Pool Villa จำนวน 10 หลัง ประสบการณ์พักผ่อนด้วยสระว่ายน้ำส่วนตัว พร้อมห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ รองรับได้ทั้งคู่รักและครอบครัว

Chapter ที่ 4 Tracking The Beauty of Romance เต็มอิ่มที่ Labaris Restaurant ห้องอาหารที่ตกแต่งอย่างสวยงามและเรียบหรูด้วยผนังกระจกสูงเพื่อชมวิวด้านนอก พร้อมเสิร์ฟมื้ออาหารสุดพิเศษสไตล์ Thai Cuisine and Grill Bar ที่คัดสรรวัตถุดิบเนื้อคุณภาพดีจากทั่วทุกมุมโลกมาปรุงอาหารด้วยความพิถีพิถัน อาทิ Grilled Lamb Rack และ Grilled Australian Angus Rib Eye และเมนูพื้นบ้านไทย อาทิ แกงรัญจวน แกงมัสมั่นขาแกะ นอกจากนี้ ยังมีบาร์เครื่องดื่มที่มีทั้งไวน์ชั้นยอดและเครื่องดื่มค็อกเทลซิกเนเจอร์ ใกล้กันนั้นยังมีพื้นที่สำหรับการจัดงานประชุมและอีเวนต์ต่างๆ กับ Labaris Town Hall ห้องบอลรูมขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับแขกผู้เข้าพักได้มากถึง 120 คน

Chapter ที่ 5 The Meander Wonderer ธารน้ำสวยของสระว่ายน้ำที่ออกแบบราวแม่น้ำคดเคี้ยวไม่มีที่สิ้นสุด มีทั้งสระสำหรับผู้ใหญ่ และสระสำหรับเด็ก หพร้อมด้วยเครื่องเล่นมากมาย ใช้พื้นที่ทำจากวัสดุพิเศษที่ลดอาการบาดเจ็บจากการล้มหรือกระแทก

ข้อมูลเพิ่มเติม โฮเทล ลาบาริส เขาใหญ่ (Hotel Labaris Khao Yai)

ที่ตั้ง 9/9 หมู่ 4 ถนนธนรัตน์ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

ติดต่อ : 063-190-1900  LINE : @hotellabaris

Website : http://www.hotellabaris.com

Promotion : ราคาห้องพักเริ่มต้นเพียง 3,000 บาท รวมอาหารเช้า *เฉพาะห้องดีลักซ์ (จากราคาปกติเริ่มต้น 4,600 บาท) สำรองห้องพักพร้อมชำระเงิน ตั้งแต่วันที่ 1-31 พฤษภาคมนี้ และสามารถเข้าพักได้ตั้งแต่วันที่ 1-31 ตุลาคม 2562

ชิโกคุ ครั้งแรก (จบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/585122

  • วันที่ 31 มี.ค. 2562 เวลา 11:51 น.

ชิโกคุ ครั้งแรก (จบ)

หลังจากนั่งเรือกลับจากเกาะโชโดะชิม่า นึกถึงสภาพร่างกายที่อ่อนแรงเหนื่อยล้าจากการเดินทางเที่ยวทั้งวัน ถ้าที่พักอยู่ในตัวเมืองหรืออยู่ใกล้ท่าเรือคงดีไม่น้อยจะได้พักผ่อนเลย แต่เนื่องจากสถานที่เที่ยวสุดท้ายของทริปอยู่ที่เมืองโคโตะฮิระ จากท่าเรือทาคามัตสึจึงต้องนั่งรถไปประมาณ 40 นาที เพื่อเข้าพักที่โรงแรมโคไบเท โรงแรมสไตล์เรียวกังญี่ปุ่นมีห้องพักทั้งแบบตะวันตกและแบบเสื่อทาทามิ อาหารอร่อย นอนหลับพักผ่อนสบาย แถมโลเกชั่นยังใกล้ “ศาลเจ้าโคโตฮิรากู” อีกด้วย

สถานที่เที่ยวสุดท้ายของทริปขอจบที่ศาลเจ้าโคโตฮิรากู หรือที่รู้จักกันในนาม “ซานุกิ โนะ คมปิระซัง” ซึ่งแปลว่าศาลเจ้าคมปิระแห่งซานุกิศาลเจ้าแห่งนี้ตั้งอยู่บนภูเขาโคโตฮิระหรือภูเขาโซซุ ที่สูงถึง 521 เมตร ศาลเจ้ามีประวัติยาวนานกว่า 1,300 ปี เดิมทีสร้างขึ้นเพื่อสักการะเทพเจ้า Omononushi เทพเจ้าแห่งการเก็บเกี่ยว อุตสาหกรรม สมบัติทางวัฒนธรรม รวมถึงความสงบของชาติ และยังถือเป็นศาลเจ้าของเทพผู้พิทักษ์ท้องทะเล เมื่อสมัยเฮอันได้รับอิทธิพลของศาสนาพุทธ และได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น “คมปิระไดกงเก็ง” ภายหลังในสมัยเมจิก็ได้ปรับเปลี่ยนตามนโยบายที่ให้แยกศาสนาชินโตกับศาสนาพุทธออกจากกัน เลยกลับไปใช้ชื่อโคโตฮิรากูแบบเดิม แต่ก็ยังเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ศาลเจ้าคมปิระ เช่นกัน

เช้านี้ไม่ใช่เช้าที่แสนธรรมดา แต่เป็นเช้าที่จะต้องใช้เรี่ยวแรงพลังขาและพลังใจในการเที่ยวเป็นอย่างมาก เนื่องจากศาลเจ้าอยู่บนเขามีขั้นบันไดมากถึง 1,368 ขั้น พอจะจินตนาการได้แล้วใช่ไหม ว่าเช้านี้ไม่ธรรมดาอย่างที่ว่า จากโรงแรมเดินไปไม่ไกลหาได้ไม่ยากถ้าเห็นใครกำลังถือไม้เท้าเดินแสดงว่าเขาก็มีจุดหมายเดียวกันกับเรา ถนนทางขึ้นในระยะแรกจะเรียงรายด้วยร้านค้า ทั้งร้านขายของที่ระลึก ร้านขายขนม หรือร้านขายของตกแต่งที่แกะสลักจากไม้ แต่ก็มีหลายร้านที่ยังไม่เปิด สังเกตเห็นจะมีไม้เท้าให้เช่าอยู่บ้างเป็นบางร้าน ถ้าใครเห็นว่ากันไว้ก่อนมีไว้อุ่นใจก็เช่าได้เลย แต่สำหรับเราหยิบไม้เท้าฟรีมาจากที่โรงแรมแล้ว

เดินไปพลางดูข้าวของระหว่างทาง ทำให้ไม่รู้สึกถึงความเหนื่อยเท่าไร คนที่มาเที่ยวมีทั้งวัยรุ่น วัยเก๋า รุ่นเด็กเล็กเด็กน้อยมากับครอบครัวก็มี ถ้าใครไม่ไหวก็มีบริการเสลี่ยงพาขึ้นไปด้านบนเหมือนกัน แต่จะถึงแค่ประตูทางเข้าศาลเจ้าขั้นบันไดที่ 365 เท่านั้นที่เหลือต้องเดินต่อเอง ผ่านประตูใหญ่โอมงเข้ามา จะเจอกับร้านค้าที่กางร่มขายน้ำตาลเคี่ยวคล้ายลูกอมแผ่นใหญ่ ถัดจากร้านค้าเป็นทางเดินยาว ในช่วงฤดูใบไม้ผลิต้นซากุระจะผลิดอกสวยงามตลอดสองข้างทาง ต่อจากนี้ไปไม่มีร้านค้าให้ซื้อน้ำดื่ม มีแต่ขั้นบันไดที่นำขึ้นไปสู่ศาลเจ้าเท่านั้น

บันไดหิน บรรยากาศท่ามกล่ามต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น ลมอ่อนๆ และอากาศในยามเช้าทำให้การเดินนี้เป็นไปอย่างเรียบง่ายค่อยเป็นค่อยไป เพราะเป็นช่วงเช้าอยู่จึงยังไม่ค่อยมีคนสักเท่าไร ทำให้การเดินทางเต็มไปด้วยความเงียบสงบ ได้ยินเพียงเสียงนกร้องเคล้าด้วยเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นเป็นจังหวะเร็วแสดงถึงความเหนื่อย ขั้นบันไดเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ สลับกับทางเดินปกติ มีจุดแวะพักเป็นระยะ ผู้คนที่เดินนำหน้ามา ก็เดินนำหน้าไปจนไม่เห็นหลัง ส่วนคนที่เดินตามหลังก็เริ่มแซงไปไกล เพราะเรามัวแต่หยุดพักสูดหายใจ ทั้งๆ ที่เป็นคนรุ่นๆ แท้ๆ แต่กลับเหนื่อยหอบง่ายมากกว่าคนญี่ปุ่นที่ดูมีอายุเสียอีก บันไดช่วงสุดท้ายนี้มีลักษณะสูงชัน ยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งปรากฏเห็นตัวอาคารศาลเจ้า Izutama-jinja อย่างเด่นชัด

ด้านบนบรรยากาศเงียบสงบ ผู้คนบางตา ฉันสำรวจบริเวณรอบๆ ศาลเจ้า มีจุดชมวิวที่เห็นทั่วเมืองโคโตฮิระ ไกลจนเห็นถึงทะเลในเซโตะ ฉันได้ซื้อเครื่องรางถุงสีทองยอดนิยมของที่นี่ติดไม้ติดมือไปด้วย ซึ่งช่วยเรื่องของความสุข ถัดจากอาคารจำหน่ายเครื่องราง จะมีเซียมซีที่มีรูปปั้นสุนัข สุนัขมีความข้องเกี่ยวกับศาลเจ้าตรงที่ว่าในอดีตสุนัขเป็นเหมือนตัวแทนสักการะของผู้ที่ไม่สามารถเดินขึ้นมาข้างบนได้ด้วยตัวเอง โดยผู้คนเหล่านี้จะนำเงินใส่ถุงสีเหลืองแขวนไว้ที่สุนัขเพื่อทำหน้าที่แทนตน แล้วขากลับสุนัขก็จะนำเครื่องรางกลับมาให้

จริงๆ แล้วความรู้สึกแรกแอบผิดหวังเล็กน้อยที่ด้านบนไม่มีอะไรเลย มีเพียงศาลเจ้า Izutama-jinja ขนาดไม่ใหญ่มาก จุดชมวิว และโซนสมบัติทางวัฒนธรรม มีแค่นี้เองเหรอที่ต้องเหนื่อยเดินขึ้นเขาขึ้นบันไดมาถึง 1,368 ขั้น “ความไม่มีอะไร คือความมีอะไร” สิ่งที่เป็นจุดหมายปลายทางที่เราพยายามเดินเข้าไปหา แท้จริงแล้วระหว่างทางต่างหากที่สำคัญกว่า เส้นทางเดินที่มีอุปสรรคเป็นบันไดหลากหลายขั้น บรรยากาศธรรชาติที่สงบช่วยชำระล้างจิตใจ และคอยย้ำเตือนให้รู้ตระหนักจิต ในอดีตที่มีการเดินทางแสวงบุญเป็นที่นิยมแพร่หลายในภูมิภาคชิโกคุ ศาลเจ้าโคโตฮิรากูแห่งนี้จึงเป็นที่ทดสอบศรัทธาและฝึกเกลาทำสมาธิของนักแสวงบุญได้เป็นอย่างดี

ขาลง 1,368 ขั้นเป็นเรื่องจิ๊บๆ ไปเลย ยิ่งสายผู้คนเริ่มหนาตา แดดก็เริ่มออก ร้านรวงระหว่างทางเริ่มเปิดร้านกันครบ บรรยากาศครึกครื้น มื้อเที่ยงวันนี้ฝากท้องที่โรงเรียนสอนทำอูด้งซานูกิ แน่นอนว่าไม่ใช่แค่จะสั่งอาหารแล้วทานได้เลย แต่เราจะมาทำอูด้งด้วยเท้าของเราเอง! รอยยิ้มที่แสนสดใส กับท่วงท่าการอธิบายที่ใส่ลีลาท่าทาง แม้ใครที่ไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นก็สามารถทำตามได้โดยง่าย ทางร้านจัดเตรียมแป้งไว้ให้แล้ว เราแค่บรรจงนวดให้เป็นก้อน แล้วก็ถึงคิวสองฝ่าเท้าออกแรงนวดแป้ง ไม่ต้องกลัวว่าจะสกปรก เพราะแป้งอยู่ในถุงพลาสติก และอูด้งก้อนนี้คนไหนเหยียบก็กินฝีเท้าของตัวเองไป ดนตรีเพลงฮิตยอดนิยมทั้งเกาหลีญี่ปุ่นสากลดังๆ จังหวะมันส์ๆ ก็มา ทำให้สนุกสนานไปกับการออกแรงเต้นนวดเจ้าก้อนอูด้ง พอได้ที่ก็นวดเป็นแผ่น พับทบไปมาแล้วตัดเป็นเส้น ขนาดไม่ต้องใหญ่มาก เพราะพอเอาไปต้มก็จะบวมขึ้น สุดท้ายได้อูด้งคนละชามถึงเวลาไปลวกเส้น พอสุกก็ทานคู่กับซอสมิโสะท้องถิ่น และเทมปุระร้อนๆ อื้ม…อูด้งที่นี่ไม่เหมือนที่อื่นจริงๆ ด้วย มีความเหนียวหนึบเคี้ยวเพลิน ทานได้เรื่อยๆ ไม่เลี่ยน

ต่อจากนี้พวกเรานั่งรถบัสจากบริเวณหน้าโรงแรมไปที่สนามบินทาคามัตสึ เพื่อนั่งเครื่องบินภายในประเทศไปลงที่สนามบินนาริตะ แล้วจึงบินกลับไทย ทริปนี้ตะลอนเที่ยวตั้งแต่จังหวัดเอฮิเมะ โคจิ โทคุชิม่า จนมาถึงคะกะวะ เที่ยวครบทั่วภูมิภาคชิโกคุเลย จากที่เคยได้ยินได้ฟังรู้จักแต่ผิวเผิน การได้มาสถานที่จริงทำให้เรารู้จักภูมิภาคนี้มากขึ้นจริงๆ ภูมิภาคที่ไม่ได้มีแค่สถานที่เที่ยวธรรมชาติอันแสนสงบ ยังมีสถานที่เที่ยวอื่นๆ อีกมากมายที่รอคอยให้ไปสัมผัส เป็นทริปแรกที่เข้าใจรู้สึกถึงการพักผ่อนและได้เข้าถึงจิตวิญญาณของตัวเองอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นระหว่างทาง แต่ละสถานที่ ผู้คน ต่างช่วยให้เราได้อยู่กับตัวเองเพื่อขบคิดและทบทวนเรื่องราวต่างๆ ไม่แน่ใจว่าชอบความเรียบง่ายหรือแค่หลงเสน่ห์ชิโกคุ หรืออาจเพราะทั้งสองอย่างก็เป็นได้ หากมีโอกาสได้มาญี่ปุ่นอีก ก็จะเลือกภูมิภาคชิโกคุเป็น Destination ต้นๆ ที่ต้องมาเที่ยวซ้ำอีกแน่นอน

เดินเล่นชิลๆ @ เกาะเกร็ด ย้อนรอยวิถีชาวมอญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/585099

  • วันที่ 31 มี.ค. 2562 เวลา 09:50 น.

เดินเล่นชิลๆ @ เกาะเกร็ด ย้อนรอยวิถีชาวมอญ

หากมีเวลาไม่มากเท่าไรนัก แล้วรู้สึกอยากเดินเล่นชิลๆ แนะนำให้มาเดินเล่นที่ เกาะเกร็ด เกาะกลางน้ำเจ้าพระยา ที่มากี่ครั้งก็ยังนึกอยากจะกลับไปซ้ำรอยอีก

เกาะเกร็ดเป็นสถานที่ขึ้นชื่อของชุมชนชาวมอญ เป็นเกาะแม่น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง และมีฐานะเป็นตำบลหนึ่งในท้องที่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี มีเนื้อที่ประมาณ 4.2 ตารางกิโลเมตร หรือ 2,625 ไร่ เป็นที่อยู่ของชาวไทยเชื้อสายมอญที่มีอาชีพปั้นเครื่องปั้นดินเผาเป็นส่วนใหญ่และมีเครื่องปั้นดินเผาชั้นดี เป็นสินค้าประจำของเกาะเกร็ด

ตามอดีตกล่าวไว้ว่า เกาะเกร็ดนั้น เกิดจากการขุดคลองลัดแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อปี 2265 ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ คลองลัดดังกล่าวเรียกว่า “คลองลัดเกร็ดน้อย” หรือ “คลองเตร็ดน้อย”

ต่อมากระแสน้ำเปลี่ยนทิศเนื่องจากไหลทางตรงได้สะดวกกว่าและกัดเซาะตลิ่งทำให้คลองสายนี้ขยายเป็นแม่น้ำลัดเกร็ด แผ่นดินตรงแหลมจึงกลายเป็นเกาะกลางแม่น้ำ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ระบุในโฉนดชื่อว่า เกาะศาลากุล ตามชื่อวัดศาลากุลที่สร้างโดยเจ้าพระยารัตนาธิเบศร์ (กุน รัตนกุล) ตั้งแต่สมัยธนบุรี ต่อมาเมื่อตั้ง อ.ปากเกร็ด จึงเรียกเป็น เกาะเกร็ด

เกาะเกร็ดเป็นย่านชุมชนที่มีความเจริญมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย เป็นทั้งชุมชนค้าขายและเป็นที่ตั้งด่านตรวจเรือต่างๆ ที่จะเดินทางผ่านไปยังอยุธยา

เมื่อถึงรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ จึงพิจารณาเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องขุดคลองลัดตามลำน้ำเจ้าพระยาเพิ่มเติม เพื่อลดระยะทางย่นระยะเวลาในการคมนาคมขนส่งทางน้ำ และแก้ปัญหาที่ทำให้การเดินเรือสำเภาชักช้าและเกิดเหตุขัดข้อง รวมถึงเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจของอยุธยาในสมัยนั้น จึงทรงมีพระราชดำริให้ขุดคลองลัดแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นบริเวณที่มีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลโค้งอ้อมไปทางทิศตะวันตก แล้วไหลวกกลับมาทางทิศตะวันออก ในปี 2265 ดังปรากฏในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาตอนหนึ่งว่า ในปีขาล จัตวาศกนั้น ทรงพระกรุณาโปรดให้พระธนบุรีเป็นแม่กองเกณฑ์ไพร่พล คนหัวเมืองปากใต้ให้ได้คนหมื่นเศษให้ขุดคลองเกร็ดน้อยลัดคุ้งบางบัวทองนั้นอ้อมนัก ขุดลัดให้ตรง พระธนบุรีรับคำสั่งแล้วถวายบังคมลามาเกณฑ์ไพร่พลบรรดาหัวเมืองปากใต้ได้คนหมื่นเศษ ให้ขุดคลองเกร็ดน้อยลึก 6 ศอก กว้าง 6 วา ทางไกลได้ 29 เส้นเศษ (1 เส้น 80 เมตร หรือ 40 วา) ขุดเดือนเศษจึงแล้ว พระธนบุรีนั้นจึงกลับมากราบทูลให้ทราบทุกประการ เมื่อทำการขุดคลองลัดแม่น้ำเจ้าพระยาได้แล้ว ทำให้เกิดการเดินเรือลัดได้เร็วขึ้น เรียกคลองในสมัยนั้นว่า คลองลัดเกร็ดน้อย ต่อมานิยมเรียกว่า คลองลัดเกร็ด ต้นคลองหรือปากคลองเรียกว่า ปากเกร็ด

ต่อมาคลองลัดเกร็ดได้ถูกความแรงของกระแสน้ำเซาะตลิ่งพัง จนกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นแม่น้ำไป ที่ดินบริเวณที่เป็นแหลมยื่นออกไปจึงมีลักษณะเป็น เกาะ เรียกกันว่า เกาะเกร็ด ในสมัยโบราณเรียกเกาะเกร็ดที่เป็นเกาะที่มีขนาดเล็กนี้ว่า เกร็ดน้อย (ที่เชียงราก จ. ปทุมธานี เรียกว่า เกร็ดใหญ่ เพราะมีการขุดคลองลัดแล้วกลายเป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่กว่าเกาะเกร็ด) อาจเป็นไปได้ว่าคนสมัยโบราณนิยมเรียกเกาะที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ว่า เกร็ด

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็มักจะเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานยังพระราชวังบางปะอินเสมอ กล่าวกันว่าทรงแวะพักเรือพระที่นั่งตามวัดต่างๆ บริเวณปากเกร็ดและเกาะเกร็ดนี้ทุกวัด และพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดปากอ่าว (วัดปรมัยยิกาวาส) เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลร่วมกับพระเจ้าบรมมไหยิกาเธอ กรมเสด็จพระสุดารัตนราชประยูร และพระบรมวงศานุวงศ์ผู้ใหญ่ที่ทรงอภิบาลทำนุบำรุงสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินีและพระองค์มาตั้งแต่ครั้งทรงพระเยาว์ ต่อมาเมื่อมีการยกฐานะปากเกร็ดเป็นชื่อของอำเภอ เกาะเกร็ดจึงได้ยกฐานะเป็น ต.เกาะเกร็ดด้วยจนถึงปัจจุบัน

นอกจากจะได้ชมเครื่องปั้นดินเผาชั้นดีแล้วยังได้ไหว้พระตามวัดดังอีกหลายแห่ง อย่างวัดปรมัยยิกาวาส ในวัดนี้มีสิ่งที่น่าชมอยู่หลายอย่าง ที่ท่าเรือหน้าวัดจะพบปราสาทไม้ห้ายอด ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งเหม (โลงศพมอญ) ของอดีตเจ้าอาวาส ตั้งตระหง่านอยู่ ส่วนพระอุโบสถมีการตกแต่งด้วยวัสดุนำเข้าจากอิตาลี ศิลปะยุโรปแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่กระนั้น พระองค์ยังรักษาธรรมเนียมเดิม โดยรับสั่งให้ที่นี่ริเริ่มการสวดเป็นภาษามอญ และปัจจุบันที่นี่เป็นวัดเดียวที่ยังเก็บรักษา พระไตรปิฎกภาษามอญไว้ พระประธานในพระอุโบสถนั้นเป็นพระปางมารวิชัยฝีพระหัตถ์ของพระองค์เจ้าประดิษฐวรการ ผู้ที่สร้างพระสยามเทวาธิราช รัชกาลที่ 5 ทรงยกย่องว่าพระประธานองค์นี้งามด้วยฝีพระพักตร์ดูมีชีวิตชีวาเหมือนคนจริงด้านหลัง พระอุโบสถ มีพระมหารามัญเจดีย์ จำลองแบบมาจากเจดีย์ชเวดากองของเมียนมา

นอกจากนี้ ยังได้เที่ยวที่วัดฉิมพลีสุทธาวาส ที่มีโบสถ์ขนาดเล็กงดงามมาก และยังมีสภาพสมบูรณ์แบบดั้งเดิม หน้าบันจำหลักไม้เป็นรูปเทพทรงราชรถ ล้อมรอบด้วยลายดอกไม้ ซุ้มประตูเป็นทรงมณฑปซุ้มหน้าต่างแบบหน้านาง ยังคงเห็นความงามอยู่ และฐานโบสถ์โค้งแบบเรือสำเภา

วัดเสาธงทอง เป็นอีกหนึ่งวัดเก่าแก่ เดิมชื่อ “วัดสวนหมาก” นอกจากเป็นที่ตั้งโรงเรียนประถมแห่งแรกของ อ.ปากเกร็ดแล้ว ด้านหลังโบสถ์ยังประดิษฐานเจดีย์ที่สูงที่สุดของ อ.ปากเกร็ดด้วย พระเจดีย์เป็นศิลปะอยุธยาย่อมุมไม้สิบสอง มีเจดีย์องค์เล็กเป็นบริวารโดยรอบอีก 2 ชั้น ส่วนด้านข้างโบสถ์มีเจดีย์องค์ใหญ่อีก 2 องค์ องค์หนึ่งเป็นเจดีย์ทรงระฆังหรือทรงลังกา อีกองค์หนึ่งเป็นเจดีย์ทรงมะเฟืองภายใน โบสถ์มีลายเพดานสวยงามมาก เขียนลายทองกรวยเชิงอย่างงดงาม พระประธานเป็นพระปางมารวิชัยปูนปั้นขนาดใหญ่ คนมอญ เรียกวัดนี้ว่า “เพี๊ยะอาล๊าต” หน้าโบสถ์มีเจดีย์ขนาดย่อมสององค์ รูปทรงคล้ายมะเฟือง ฐานสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง ประดับลายปูนปั้น

หรือจะมาเที่ยวที่วัดไผ่ล้อม สร้างสมัยอยุธยาตอนปลาย มีโบสถ์ที่งดงามมาก ลายหน้าบันจำหลักไม้เป็นลายดอกไม้ มีคันทวยและบัวหัวเสาที่งดงามเช่นกัน คนมอญเรียกวัดนี้ว่า “เพี๊ยะโต้”

ห้ามพลาดที่จะมาชมพิพิธภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา กวานอาม่าน (หมูบ้านดินเผา) เป็นศูนย์วัฒนธรรมพื้นบ้านชาวมอญ จัดแสดงเครื่องปั้นดินเผามอญลายโบราณ การปั้นเครื่องปั้นดินเผานั้นเป็นอาชีพชาวมอญมาตั้งแต่ครั้งตั้งถิ่นฐานแถบลุ่มแม่น้ำอิรวดี และมีมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี นับเป็นหัตถกรรมพื้นบ้านที่เก่าแก่ที่สุดใน จ.นนทบุรี ลวดลายประณีตสวยงามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ และยังเป็นสัญลักษณ์ตราประจำ จ.นนทบุรี สองข้างทาง เดินบนเกาะมีบางบ้านที่ทำเครื่องปั้นดินเผา ภาชนะของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น กระถาง ครก โอ่งน้ำ ฯลฯ เปิดให้เข้าชมทุกวัน ระหว่างเวลา 09.00-17.00 น. ทั้งนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่โทร. 02-584-5086

ที่เกาะเกร็ดยังมีทั้งอาหารคาวหวานให้เลือกมากมาย อาการขึ้นชื่อของที่นี่ “ทอดมันหน่อกะลา” ซึ่งมีให้เลือกซื้อเลือกชิมหลายร้านหลายรสชาติแสนอร่อย หรือจะเป็น “ข้าวแช่” อาหารของชาวมอญ ที่สืบทอดสูตรกันมายาวนาน รับประทานพร้อมเครื่องเคียงครบรสที่มีให้เลือกเพียบ คือ ลูกกะปิทอด หมูกับปลาเค็มปั้นทอด ไชโป๊หวาน ปลาหวาน พริกหยวกสอดไส้ หัวหอมทอดสอดไส้และผัก

ตามร้านค้าสองข้างทางยังมีอาหารอื่นๆ ที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ขนมชั้น รวมถึงของคาวอย่างเช่น ห่อหมกปลาช่อน ห่อหมกปลากราย ไข่ปลาทอด ผักทอด พร้อมร้านขายน้ำเก๋ๆ ที่ขายน้ำพร้อมแก้วน้ำกระถางปั้นโดยฝีมือคนท้องถิ่นนั่นเอง

แวะมารู้จัก แล้วจะรัก ‘ท่าโพ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/585050

  • วันที่ 30 มี.ค. 2562 เวลา 14:08 น.

แวะมารู้จัก แล้วจะรัก ‘ท่าโพ’

หมู่บ้านเล็กๆ ใน อ.หนองขาหย่าง ห่างจาก อ.เมืองอุทัยธานี ประมาณ 40 กม. กำลังบรรเลงเพลงเกี่ยวข้าวก่อนฤดูลงแขก ซึ่งเสียงได้แว่วดังออกมาจากศูนย์เรียนรู้และอนุรักษ์เพลงพื้นบ้านท่าโพ

บ้านท่าโพ ตั้งอยู่ใน ต.ท่าโพ อ.หนองขาหย่าง จ.อุทัยธานี เป็นหมู่บ้านที่มีเพลงพื้นบ้านท่าโพ เป็นศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปคนรุ่นใหม่ให้ความสนใจน้อยลง

ทำให้เมื่อปี 2522 ซึ่งเป็นปีแห่งการรณรงค์และการฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมไทย สำเริง รงค์ทอง อดีตครูใหญ่โรงเรียนวัดพันสี พร้อมคณะ ได้ฟื้นฟูการเล่นเพลงพื้นบ้านท่าโพขึ้นใหม่ โดยชวนพ่อเพลง แม่เพลง และผู้ที่สนใจมารื้อฟื้นและถ่ายทอดให้คนอุทัยธานีได้ชม จนเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

จากนั้นได้มีการจัดตั้งกลุ่มอนุรักษ์เพลงพื้นบ้านท่าโพเพื่อ “ฝึกสอน” เพลงให้ชาวบ้านในชุมชน เยาวชน และผู้ที่สนใจ พร้อมกันนั้นยังได้ “รวบรวม” เพลงพื้นบ้าน เนื้อร้อง ทำนอง โดยได้พยายามรักษาต้นฉบับเดิมของเพลงพื้นบ้านไว้ให้มากที่สุด ครั้งนั้นได้รวบรวมไว้ทั้งหมด 12 เพลง เช่น เพลงเกี่ยวข้าว เพลงรำวงโบราณ เพลงพิษฐาน และเพลงชักเย่อ

ศูนย์เรียนรู้และอนุรักษ์เพลงพื้นบ้านท่าโพตั้งอยู่ในบ้านของ “อาจารย์ตุ้ย” สุรพงศ์ ทิพย์ศิริ ตัวตั้งตัวตีเรื่องการฟื้นคืนเพลงพื้นบ้านและริเริ่มการท่องเที่ยว

“บ้านท่าโพเป็นชุมชนเก่าแก่แห่งหนึ่ง มีชื่อปรากฏอยู่ในบทเสภาขุนช้างขุนแผน ฉบับคุรุสภา หน้าที่ 178 บรรทัดที่ 19 สันนิษฐานว่า บ้านท่าโพในอดีตน่าจะเป็นเส้นทางเดินทัพ การค้าขาย ปัจจุบันบ้านท่าโพมีคำขวัญประจำหมู่บ้านว่าท่าโพกลางบ้าน สืบสานประเพณี ของดีเพลงพื้นบ้าน นมัสการหลวงพ่อกุฏิ งามผุด หลวงพ่อโพธิมงคล ซึ่งหลวงพ่อโพธิมงคลเป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญของ จ.อุทัยธานี เป็นพระพุทธรูปรุ่นเดียวกับหลวงพ่อพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์วัดสังกัสรัตนคีรี เป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย” อาจารย์ตุ้ย กล่าวถึงประวัติหมู่บ้าน

นักท่องเที่ยวและนักปั่นควรสตาร์ทจากบ้านหลังนี้เพื่อเริ่มต้นทำความรู้จักกับสถานที่จากไกด์ท้องถิ่นที่จะเล่าต่อไปว่า

“ส่วนเรื่องเพลงพื้นบ้านท่าโพ เรามีการอนุรักษ์สืบสานอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเมื่อ 40 ปีที่แล้ว หลังรัฐบาลในสมัยนั้นเห็นว่าวัฒนธรรมตะวันตกมันไหลบ่าเข้ามาในเมืองไทย จึงให้มีการสืบค้นว่าในแต่ละจังหวัดของไทยมีการร้องเล่นสืบสานประเพณีอะไรบ้าง ก็พบว่า บ้านท่าโพมีการร้องเล่นเพลงพื้นบ้านท่าโพ จึงได้มีการอนุรักษ์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

นอกจากเพลงพื้นบ้านดั้งเดิมแล้ว ที่นี่ยังมีการสอดแทรกเรื่องคุณธรรมโดยเฉพาะการตามรอยพระบาทของในหลวง รัชกาลที่ 9 เข้าไปในเพลง ในบทเพลงบางเพลงจึงมีการสอดใส่เนื้อหาเรื่องการใช้ชีวิตอย่างพอเพียงเข้าไป คนท่าโพจึงมีสโลแกนในการดำเนินชีวิตว่า คนท่าโพใช้ชีวิตพอเพียง เคียงคู่อนุรักษ์วัฒนธรรม”

อาจารย์ตุ้ยเล่าต่อระหว่างรอลุงป้าน้าอาแต่งกายชุดรำวงว่า คนท่าโพร้องเพลงพื้นบ้านตามวิถีชีวิต ยกตัวอย่าง คนท่าโพทำนา เวลาเกี่ยวข้าวจะชวนเพื่อนบ้านมาลงแขกระหว่างใช้เคียวเกี่ยวข้าวก็จะร้องเพลงสร้างความสนุกสนาน

รวมถึงเพลงบวชนาค ซึ่งสมัยก่อนเวลาแห่นาครอบโบสถ์คนท่าโพจะร้องเล่นเพลงบวชนาค โดยพ่อเพลงจะร้องแทนพ่อนาค ส่วนแม่เพลงจะร้องแทนคนรักของนาคที่ต้องร่ำลาจากกัน กระทั่งปัจจุบันคนท่าโพก็ยังร้องเล่นกันอยู่

“เพลงพื้นบ้านท่าโพแตกต่างจากที่อื่นโดยสิ้นเชิงทั้งเนื้อหา การร้อง การเล่น อย่างเพลงชักเย่อที่ชาวบ้านจะเล่นร้องกันตอนสงกรานต์ โดยฝ่ายหญิงและชายจะร้องโต้ตอบกัน เมื่อร้องเสร็จจะจบลงที่การชักเย่อ ซึ่งตอนนี้เพลงพื้นบ้านเหลืออยู่แค่ในท่าโพเท่านั้น ไม่พบในสถานที่อื่นๆ ในอุทัยธานี

อาจจะเป็นเพราะหนึ่ง คนท่าโพชอบความสนุกสนาน ชอบร้องรำทำเพลง และสองคือ ชาวบ้านได้ช่วยกันอนุรักษ์ไว้มานานจึงยังคงมีอยู่ถึงปัจจุบัน”

หลังอธิบายเสร็จ ลุงป้าน้าอาก็แต่งองค์ทรงเครื่องเสร็จพร้อมแสดง อาจารย์ตุ้ยขึ้นเวทีทำหน้าที่ตีรำมะนา อีกคนตีฉิ่งให้จังหวะ อีกสองคนช่วยเพิ่มจังหวะด้วยการปรบมือ ส่วนผู้รำวงแบ่งเป็นชาย 5 คน หญิง 5 คน แต่งกายด้วยชุดรำวงดั้งเดิม ผู้หญิงสวมเสื้อลูกไม้แขนยาวปล่อยชาย นุ่งโจงกระเบนรัดเข็มขัดทอง ด้านฝ่ายชายสวมเสื้อเชิ้ตลายดอก นุ่งโจงกระเบนคาดผ้าขาวม้า

ผู้รำวงจะทำหน้าที่เป็นผู้ขับร้องเพลงพื้นบ้าน จะเป็นการร้องโต้ตอบกันระหว่างชายหญิง เนื้อหาฟังง่ายตามบริบท สอดแทรกอารมณ์ขันและคติสอนใจ ฟังแล้วเพลินและเห็นภาพ อย่างเพลงเกี่ยวข้าวผู้รำจะใส่งอบ มือซ้ายถือรวงข้าง มือขวาถือเคียว หรือเพลงบวชนาคก็จะมีการจำลองสถานการณ์โดยมีนาคพ่อเพลง และแม่เพลง

นอกจากการอนุรักษ์เพลงพื้นบ้านยังทำให้ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านมีความสุขราวกับว่าช่วงวัยหนุ่มสาวของพวกท่านย้อนกลับมา อย่างคุณตาบุญช่วย วัย 93 ปี ที่ขอมาร่วมรำวง คุณตายังจำเนื้อร้องได้ขึ้นใจและยังเต้นได้ตรงจังหวะ ส่วนลุงป้าน้าอาเหมือนได้ย้อนวัยกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง

นักท่องเที่ยวจะได้ชมการแสดงและสามารถเข้าไปร่วมรำวงกับลุงๆ ป้าๆ ได้อย่างสนุกสนาน จากนั้นเมื่อจบการแสดง นักแสดงกลุ่มเดิมจะเปลี่ยนหน้าที่มาเป็นแม่ครัว สวมผ้ากันเปื้อนเตรียมสำรับอาหารหวานให้ชิม ไม่ว่าจะเป็นขนมเปียกปูน ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ขนมถ้วยตะไล และขนมต้มญวน

เมนูสุดท้ายน่าสนใจ เพราะหน้าตาเหมือนขนมต้มที่คิดไว้ แต่แทนที่จะกินกับมะพร้าวขูดเหมือนทั่วไป ต้องเปลี่ยนมากินกับน้ำกะทิเหมือนบัวลอย

อาจารย์ตุ้ยเล่าถึงเส้นทางท่องเที่ยวต่อว่า บ้านท่าโพเหมาะแก่การปั่นจักรยานเพราะมีถนนลัดเลาะไปตามทุ่งนาและผ่านสถานที่น่าสนใจ โดยเริ่มต้นที่ศูนย์เรียนรู้และอนุรักษ์เพลงพื้นบ้านท่าโพ ปั่นไปไหว้หลวงพ่อกุฏิที่วัดท่าโพ ปั่นชิลชมทุ่งนาที่กำลังเขียวสด

แวะชมบ้านไทยโบราณ ลองทำอาหารพื้นบ้านกับกลุ่มแม่บ้านที่ลานต้นโพธิ์ และวกกลับไปสิ้นสุดที่ศูนย์เรียนรู้ฯ ที่เดิม เพื่อรับประทานอาหารเย็นและชมการแสดงร้องเล่นเพลงพื้นบ้าน

หรือหากต้องการพักค้างแรมสามารถพักได้ในโฮมสเตย์บ้านอาจารย์ตุ้ยและหลังอื่นๆ อีก 6 หลังในหมู่บ้าน รองรับได้สูงสุด 40 คน

จากนั้นเช้าวันถัดมา ตื่นขึ้นมาทำบุญตักบาตร ปั่นไปแวะชมบ้านยาหอม ซึ่งเป็นโรงงานผลิตยาหอมทับทิมของหมอวิรัติ ตำนานตำรับยาหอมของอุทัยธานี ก่อนจะแยกย้ายหลังอิ่มจากมื้อเที่ยงฝีมือกลุ่มแม่บ้านที่ทำให้คิดถึงแม่ที่บ้าน

แพ็กเกจ 2 วัน 1 คืน แบ่งค่าใช้จ่ายออกเป็นค่าที่พักโฮมสเตย์พร้อมอาหาร 3 มื้อ คนละ 500 บาท หากไม่ได้นำจักรยานมาแล้วต้องการใช้บริการรถยนต์นำเที่ยวคันละ 350 บาท (นั่งได้ 10 คน) และค่าการแสดงร้องเล่นเพลงพื้นบ้าน 3,000 บาท โดยใช้เวลาแสดงประมาณ 2 ชั่วโมง

บ้านท่าโพ อยู่ห่างจากตัวเมืองอุทัยธานีเพียงครึ่งชั่วโมง แต่ให้บรรยากาศเหมือนอยู่ในชนบทห่างไกลเพราะแทบไม่ถูกความเป็นเมืองกลืนกิน พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวและนักปั่นจากทั่วสารทิศมาสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นแบบฉบับท่าโพ ติดต่ออาจารย์ตุ้ย โทร. 09-0683-1601

เที่ยวตามแสง แลเมืองอุทัยฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/585019

  • วันที่ 30 มี.ค. 2562 เวลา 11:18 น.

เที่ยวตามแสง แลเมืองอุทัยฯ

เสียงนกดังแทนเสียงไก่ คุ้งน้ำสะแกกรังกำลังอุทัย พระอาทิตย์ใกล้โผล่พ้นต้นปาล์ม

หนึ่งวันในอุทัยธานีเริ่มต้นตั้งแต่ตอนนั้น ตอนที่เข็มสั้นยังไม่แตะเลขหก แต่ฟากฝั่งตลาดสดเริ่มส่งเสียงและส่งกลิ่นอาหารเช้า

บรรยากาศของ “ตลาดเทศบาลอุทัยธานี” เต็มไปด้วยพ่อค้าแม่ขายที่นำสินค้าเกษตรและอาหารท้องถิ่นมาวางจำหน่าย อย่างพืชผักพื้นบ้าน ผลไม้ลูกโต ปลาแรดเนื้อแน่นที่สามารถนำไปแปรรูปเป็นอาหารได้หลายชนิด น้ำเต้าหู้คู่ปาท่องโก๋ ขนมหวานสารพัด หมูสะเต๊ะย่างใบตอง ขนมจีนน้ำยาพร้อมบุฟเฟ่ต์ผักสด

รวมไปถึงอาหารบ้านๆ ที่ไม่เคยได้ยินชื่อวางขายเรียงรายข้างเรือนแถวสีม่วงที่ชาวอุทัยธานีพร้อมเพรียงกันทาเป็นสีเดียวกัน เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมายุ 60 พรรษา

ตลาดเช้าเปิดทุกวันตั้งแต่ 6 โมงเช้าไปจนถึงช่วงเคารพธงชาติ ซึ่งระหว่างนั้นช่วง 7 โมงตรงเผง บริเวณท่าเรือแม่น้ำสะแกกรังจะมีการตักบาตรพระทางน้ำ เป็นกิจกรรมประจำวันของกลุ่ม “อุทัยธานีที่รัก” ที่จัดให้ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวมีโอกาสย้อนอดีตกลับไปในห้วงเวลาที่สายน้ำสะแกกรังเป็นแหล่งชุมชน ก่อนที่ถนนหนทางจะเปลี่ยนทิศผู้คนไปยังแผ่นดิน

พระสงฆ์จะนั่งเรือพายมาจากวัดโบสถ์ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม มารับบิณฑบาตฆราวาสที่ต่อคิวเรียงแถวทุกวัน และเส้นทางตลาดสดก็เป็นเส้นทางเดินบิณฑบาตของพระสงฆ์จากหลายวัด จึงจะได้เห็นภาพน่ารักของลูกค้าและแม่ค้าพนมมือรับพรพร้อมกันหน้าแผง

นอกจากนี้ บริเวณทางเข้าตลาดเช้ายังเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าพ่อหลักเมืองปุงเถ่ากง ภายในสถาปัตยกรรมสไตล์จีน เป็นการสะท้อนถึงสภาพบ้านเมืองในอดีตที่เคยเป็นเมืองท่า โดยเฉพาะในหมู่พ่อค้าชาวจีนที่เข้าทำธุรกิจโรงสีข้าว

หลังจากตลาดเช้าวาย ร้านค้าในย่านเมืองเก่าอุทัยฯ ก็เริ่มคึกคัก ริมสองฝั่งถนนที่ตัดตรงไปจากแม่น้ำมีทั้งร้านกาแฟโบราณ ร้านข้าวมันไก่ และร้านขายยาหอมเจ้าเก่ายี่ห้อทับทิม

เอนก สวนศิลป์พงศ์ วัย 76 ปี ทายาทรุ่นที่ 2 ของร้านยาหอมตราทับทิม เล่าว่า หมอวิรัติผู้เป็นพ่อนำสูตรทำยาหอมมาจากประเทศจีน จนถึงวันนี้นับเป็นเวลานานกว่า 50 ปี ยังคงทำสูตรเดิมและยังขายแต่ยาหอมส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างคือกระบวนการผลิต จากในอดีตที่ใช้มือบดสมุนไพร แต่วันนี้อาศัยเครื่องจักรช่วยจัดการ

“เมื่อก่อนขายขวดละ 10 กว่าบาท วันนี้ขายขวดละ 20 บาท มีหน้าร้านที่นี่ที่เดียว ไม่มีสาขาที่ไหน แต่ลูกชายเริ่มขยายไปขายออนไลน์ แล้วส่งสินค้าไปทั่วประเทศทางไปรษณีย์” ลุงเอนก กล่าว

“สรรพคุณของมันใครที่ท้องเสีย ให้ตักยาหอมครึ่งช้อนชาผสมน้ำแล้วดื่มจะช่วยอาการดีมาก หรือผสมน้ำดื่มก่อนนอนจะทำให้หลับสบาย ผมดื่มทุกคืน”

ยาหอมประกอบด้วยสมุนไพรหลายชนิด ทั้งโกฐสอ จันทน์เทศ เปลือกอบเชย กานพลู กฤษณา ผิวส้มเขียว ชะเอมเทศ ให้สรรพคุณหลากประการ ทั้งแก้วิงเวียนศีรษะ แก้มึนเมา แน่นหน้าอก ปวดท้อง อาหารเป็นพิษ นอนไม่หลับ บำรุงครรภ์ และบำรุงหัวใจ

จนถึงวันนี้ยาหอมตราทับทิมสูตรหมอวิรัติยังกลายเป็นของขายดีประจำจังหวัด เช่นเดียวกับน้ำยาอุทัยที่เป็นยาสมุนไพรดับกระหายแก้ร้อนในอย่างดี

จากนั้นหากต้องการเข้าร้านกาแฟรุ่นใหม่ แต่อยู่ในบรรยากาศเก่าๆ ต้องเดินเข้า “ร้านกาแฟบ้านจงรัก” ร้านเปิดเฉพาะวันเสาร์-จันทร์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์เวลา 07.30-17.00 น. ขายกาแฟสดขนมปังปิ้ง ขนมปังเย็น โดยได้ปรับบ้านเก่าชั้นล่างเป็นร้านกาแฟ ส่วนบนชั้น 2 ทำเป็นพิพิธภัณฑ์

ศิลป์ชัย เทศนา ทายาทรุ่นที่ 5ของบ้านหลังนี้ยืนรออยู่บนชั้น 2 เขาตั้งชื่อที่นี่ว่า “พิพิธภัณฑ์บ้านคุณตาหลวงเพชรสงคราม” หลวงเพชรสงครามเป็นคุณตาของคุณตา ท่านเป็นยกกระบัตรเมืองอุทัยธานี สมัยรัชกาลที่ 5 ปัจจุบันบ้านหลังนี้เป็นที่รวบรวมข้าวของเครื่องใช้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของบรรพบุรุษที่ตกทอดมาและเป็นของสะสมของเขาเอง

“ภรรยาของผมชื่อ จงรัก คนที่กำลังช่วยลูกสาวเสิร์ฟอยู่ข้างล่าง” ศิลป์ชัยมองไปที่รูปหญิงสาวยิ้มสวยบนโต๊ะทำงาน

“รูปแบบบ้านเป็นแบบจีนผสมไทย อย่างในตลาดอุทัยฯ ก็จะเห็นตึกแถวอย่างนี้สร้างจากไม้ผสมปูน โดยแต่เดิมสินค้าส่งออกของเมืองอุทัยฯ คือไม้ซุง อย่างท่าซุงในปัจจุบันก็เคยเป็นที่ทิ้งซุง คือตัดไม้ซุงมาแล้วนำไปทิ้งลงแม่น้ำแล้วใช้แพลากซุงล่องไปกรุงเทพฯ”

ถามต่อว่า มาพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ต้องมาดูอะไร พ่อศิลป์ชัยตอบทันทีว่า ถ้าไม่รีบไปไหนก็ค่อยๆ ดู พร้อมพาเดินทัวร์อธิบายของแต่ละชิ้นว่า อย่างง้าวดาบที่ติดอยู่บนผนังเหนือบันได เป็นสิ่งของตกทอดมาจากรุ่นทวด ชิ้นบนสุดเรียกว่า ง้าวบกไม่มีตะขอสับช้าง ใช้เป็นอาวุธสงครามของทหารราบและทหารม้า ถัดลงมาคือ ดาบสองคม และกระบี่ เป็นของตกทอดมาจากปู่ทวด

“โต๊ะทำงานที่เห็นเป็นโต๊ะมหาดไทยโบราณ สามารถนั่งได้สองฝั่ง มีลิ้นชักสองด้าน โคมไฟด้านบนก็เป็นโคมไฟโบราณ สามารถใช้มือชักรอกเพื่อปรับความสว่าง สมัยก่อนไม่มีดิมเมอร์ ต้องใช้ดิมมือ”พ่อศิลป์ชัยเล่นคำ

“ส่วนเครื่องเงินโบราณส่วนใหญ่เป็นของคุณยาย เครื่องถ้วยลายครามคุณแม่เคยใช้สมัยเด็กๆ และเครื่องมือประกอบอาชีพของปู่ย่าตายายที่เก็บไว้ให้ลูกหลานดู มีเตารีดจีนโบราณที่ต้องใส่ก้อนถ่านเป็นของตกทอดมาจากคุณพ่อของจงรักที่เคยเป็นช่างตัดเย็บเสื้อผ้า เครื่องมือทำทองของคุณยาย และลูกคิดของคุณพ่อผมที่เคยเป็นเสมียนโรงสี มีหน้าที่ทำบัญชี”

ส่วนห้องนอนที่ถูกจัดวางข้าวของอย่างมีระเบียบสวยงาม เตียงที่เห็นเป็นเตียงวิวาห์ของคุณพ่อคุณแม่ของศิลป์ชัยเข้าชุดกับตู้เสื้อผ้า ส่วนโต๊ะเครื่องแป้งเป็นของคุณยายสมัยยังสาว ซื้อมาในราคา 6 บาท เรียกว่า โต๊ะเครื่องแป้งกระจกหูช้าง

จากห้องนอนสามารถเดินเชื่อมต่อไปยังเรือนไทยใต้ถุงสูงด้านหลังที่มีอายุ 106 ปีสร้างสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งหลังนี้คือ เรือนหอของคุณยาย

“เรือนนี้ไม่มีนอต ไม่มีตะปู สร้างขึ้นจากไม้มะม่วง จุดที่ต้องโชว์คือ ช่องหนีโจร ไว้หนีโจรลงใต้ถุน” ว่าแล้วพ่อศิลป์ชัยก็ยกแผ่นไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้าขึ้นจากพื้น เผยเป็นช่องพอดีตัวให้หย่อนหนีโจร

“แม่เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนจะมีบันไดหย่อนลงไป เรียกว่า บันไดชัก ยิ่งถ้ามีลูกสาวต้องให้ลูกสาวลงไปก่อน เพราะเดี๋ยวโจรจะฉุดตัวไป เพราะสมัยก่อนมีโจรชุม ยกตัวอย่างบ้านของภรรยาผมเคยถูกโจรขึ้นบ้าน 30 คน”

พ่อศิลป์ชัยกล่าวต่อถึงลักษณะใต้ถุนสูงว่า ตัวเมืองอุทัยฯ ถูกน้ำท่วมบ่อย ทุกบ้านจึงสร้างบ้านใต้ถุนสูง เวลาน้ำมาไม่ใช่เรื่องแปลกหรือลำบาก แต่กลับเป็นเรื่องสนุกของเด็กๆ

“ผมเกิดบนบ้านหลังนี้ ทำคลอดด้วยหมอตำแย แล้วพ่อนำสายรกใส่หม้อดินฝังไว้ใต้บันได เป็นความเชื่อเรื่องฝังรกรากให้รักถิ่นฐาน ผมมีพี่น้อง 6 คน แต่พ่อฝังรกผมคนเดียว อาจเป็นเหตุผลทำให้ผมดูแลบ้านหลังนี้ต่อ ส่วนด้านข้างเป็นห้องครัว ต้องอยู่บนเรือนเพราะน้ำท่วมประจำ หน้าต่างทุกบานเปิดเข้าตัวบ้านทั้งหมด เพราะถ้าเปิดออกตัวบ้านจะทำให้ไม้ผุเร็ว”

ทุกสิ่งทุกอย่างมีเรื่องเล่าจากประสบการณ์ของพ่อศิลป์ชัย ซึ่งปัจจุบันเขาและครอบครัวอาศัยอยู่ในบ้านอีกหลัง หลังที่ปรับเป็นร้านกาแฟและเรือนหอได้อุทิศให้เป็นพิพิธภัณฑ์มานาน 5 ปี เปิดทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.00-17.00 น.

จากนั้นเมื่อเข็มสั้นเดินทางไปถึงเลข 6ของหัวค่ำ เป็นเวลาของ “ถนนคนเดินตรอกโรงยา” หรือตลาดเก่าบ้านสะแกกรังเป็นถนนคนเดินเปิดเฉพาะวันเสาร์ เวลา 16.00-20.00 น. เป็นถนนสายสั้นๆ ระยะทางเพียง 150 เมตร แต่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของบ้านไม้โบราณที่ยังคงสภาพเดิมไว้ บ้านบางหลังถูกปรับเป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านเก็บของใช้เก่าๆ ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมฟรี ส่วนบางหลังปรับเป็นร้านอาหารสไตล์วินเทจ

แต่ส่วนใหญ่ร้านค้าจะเป็นแผงลอยหรือไม่ก็ปูผ้าขายแบกับดิน มีสินค้าสารพัดทั้งเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องประดับ โปสต์การ์ดหนังสือ ของใช้มือสอง ส่วนอาหารก็น่าลิ้มลอง เช่น ขนมถังแตกเจ้าแรกของอุทัยฯข้าวเกรียบปากหม้อ ขนมเบื้องญวน หมูสะเต๊ะลูกชิ้นปลากราย และปลาแนม

นอกจากนี้ ต้องห้ามพลาดแวะเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์โรงยาฝิ่น ที่จะอธิบายที่มาของชื่อตรอกโรงยาแห่งนี้ที่ครั้งหนึ่งเคยมีโรงยาฝิ่นควันโขมง

หลายเรื่องราวเกิดขึ้นตั้งแต่เช้ามืดจรดหัวค่ำ ภายในอาณาเขตไม่กว้างขวางของเมืองเก่าอุทัยฯ ผู้มาเยือนจะได้ชิม ช็อป ชม แถมยังได้เรียนรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ และสัมผัสวิถีชีวิตของลูกแม่น้ำสะแกกรังผ่านน้ำเต้าหู้ยามเช้า กาแฟยามบ่าย และน้ำเปล่าผสมน้ำยาอุทัยยามเย็น จบหนึ่งวันแบบบริบูรณ์

คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล บะหมี่ปูผัดพริกขี้หนู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/584925

  • วันที่ 29 มี.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล บะหมี่ปูผัดพริกขี้หนู

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ CooKool Studio

ตอนที่จัดรายการสูตรเพื่อเตรียมต้นฉบับล่วงหน้า ต้องบอกเลยว่าคาดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นฉบับสุดท้ายที่ผู้เขียนจะมาเจอคุณผู้อ่านผ่านทางหน้าหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์นี้ นับเวลาได้ไม่ต่ำกว่า 10 ปี และถ้าเหมารวมต้นฉบับที่เขียนขึ้นมานั้นไม่ต่ำกว่า 600 ฉบับ ที่ได้เล่าเรื่องราวให้คุณผู้อ่านผ่านตัวหนังสือ เขียนมาตั้งแต่คอลัมน์วันอาทิตย์ ปรับมาเป็นวันเสาร์ และฉบับนี้เป็นฉบับสุดท้ายในวันศุกร์ที่ 29 มี.ค.นี้

เลยเป็นที่มาให้เราจบแบบไม่จบด้วยเมนูง่ายๆ อย่าง “บะหมี่ปูผัดพริกขี้หนู” ที่ผู้เขียนไม่ได้จัดให้อลังการอย่างที่ควรจะเป็น เมื่อแม่ทราบว่าผัดบะหมี่กับปูเป็นฉบับปิด ท่านเลย “คอมเมนต์” มาว่ามีเพื่อนๆ ของคุณแม่หลายท่านติดตามคอลัมน์นี้อยู่ ควรจะต้องปิดท้ายอย่างให้อลังการสักหน่อย แต่ผู้เขียนเห็นว่าไม่อยากให้เป็นการจบอย่างถาวร เลยขอคงต้นฉบับนี้ไว้ และขอเชิญคุณผู้อ่านมาติดตามต่อกันทางเฟซบุ๊กของ Cookool Studio ซึ่งผู้เขียนจะทยอยเล่าเรื่องอาหารผ่านทางตัวหนังสือเหมือนเช่นเคยเป็นประจำ และน่าจะบ่อยกว่าเจอกันสัปดาห์ละครั้งผ่านทางโพสต์ทูเดย์

สำหรับฉบับนี้เป็นเมนูโปรดที่ผู้เขียนได้ไอเดียมาจากร้านอาหารใต้ร้านหนึ่งที่มีปูผัดพริกขี้หนูที่อร่อยที่สุดและมีปริมาณน้อยที่สุด อร่อยติดใจจนไปรับประทานที่ร้านบ่อยถึงอาทิตย์ละครั้งแถมยังสั่งมากินที่บ้านอีกต่างหาก ข้อเสียเดียวที่พบคือ ราคาที่แพงขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่อยากบ่น เพราะเรารู้ราคาเนื้อปูก้อนที่ค่อนข้างสูง ขึ้นไปได้กิโลกรัมละเกือบ 2,000 บาท หากเนื้อแน่นๆ และเป็นก้อนใหญ่ๆ เชื่อว่าขนาดที่ร้านใช้อยู่น่าจะมีต้นทุนประมาณกิโลกรัมละ 1,500-1,600 บาท ต้นทุนต่อจานอาจจะประมาณ 300 บาท ได้ไม่ยาก ทำให้ราคาปูผัดพริกขี้หนูอาจจะสูงถึง 500 บาท ในบิลค่าอาหารได้เลย ร้านนี้เขาจะไม่มีราคาต่อจานบอกไว้ แต่จะเป็นราคาตามตลาด

ปูผัดพริกขี้หนูสูตรแบบอาหารใต้สายระนองร้านนี้เขามีเอกลักษณ์ตรงที่หอมใบโหระพาและใส่ไข่ด้วย แต่ยังผัดได้เข้มข้น แรกๆ ไข่น้อยกว่าปู หลังไข่เริ่มมากกว่าปูแถมใบโหระพาที่มากขึ้น ทำให้ดูเหมือนใบเหลียงผัดไข่ใส่เนื้อปู หากมองกันผ่านๆ ไปแล้วในตอนนี้ ด้วยเหตุนี้เองความสะใจในการรับประทานของผู้เขียน จึงน้อยลงจนหันมาเป็นผู้ผลิตที่บ้านแทนที่รอเป็นผู้บริโภคอย่างเดียว

เริ่มจากการศึกษาเพื่อแกะสูตร สังเกตว่าเขาจะใช้กระเทียมจีนกลีบใหญ่ สับหยาบๆ ชนิดที่กินและยังอาจจะกัดไปโดนกระเทียมที่ผัดมาจนนุ่มๆ หวานๆ ฉุนความเผ็ดกระเทียมน้อยๆ เสมือนเป็นโบนัสของคนชอบกระเทียมเวลากัดไปโดน ถัดมาเนื้อปูที่เป็นก้อนถือเป็นพระเอกของจาน โดยเฉพาะผู้เขียน นักกินสายขี้เกียจแกะปู การรับประทานปูก้อนจึงเป็นทางเลือกไม้ตาย

ไข่ที่ขยี้มานั้นคล้ายๆ ไข่ขยี้มีไข่ขาวแทรกอยู่ในไข่แดงแบบรู้เลยว่าผัดในกระทะเหล็กด้วยไฟแรงผสานกับความเร็ว ปรุงรสด้วยเครื่องปรุงที่ได้กลิ่นชัดๆ คือ น้ำมันหอย ซอสปรุงรสแบบกลิ่นไม่แรงมากและซีอิ๊วขาว ใครชอบอาหารใต้ตอนบนที่ออกรสหวานนิดๆ น่าจะถูกใจจานนี้ เพราะเขาผัดมาแบบเผ็ด เค็ม และได้รสหวานนิดๆ แบบกินเพลินจนหมดจาน

ผู้เขียนกลับมาทำที่บ้านหลายครั้งรับประทานปูหมดไปเป็นกิโล ต้องบอกว่าเข้าใจแล้วว่าปูเยอะๆ ไปก็ไม่อร่อย เพราะอะไรที่มันมากเกินไปนั้น มันส่งผลให้เราหายอยากกินไป เวลาจะผัดปูผัดพริกขี้หนูสูตรนี้ครั้งใด เลยเอาเส้นลงไปผัดด้วยเป็นอาหารจานเดียว ลองมาทั้งเส้นหมี่ เส้นใหญ่ แต่ที่อร่อยลงตัวสไตล์นี้ที่สุดเห็นจะเป็นเส้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ลวกมาแข็งนิดๆ ผัดให้เส้นเด้งๆ กับเครื่องปรุงเข้มข้น ผัดเองก็จัดพริกขี้หนูเป็น 10 เม็ด แต่ถ้าผัดให้สมาชิกที่บ้านต้องผัดถึง 3 กระทะ ตั้งแต่ไม่เผ็ดเลย เผ็ดกลางและเผ็ดขั้นสุด

ตอนนี้โหระพาที่บ้านกำลังชูช่อสู้ไอแดด โชคดีที่ปลูกไว้อยู่ริมบ่อน้ำ จึงตักขึ้นมาวักราดต้นโหระพาให้แตกยอดอยู่บ่อยๆ สูตรนี้จะไม่ยากเย็นอะไรที่จะเป็นเมนูประจำ เพราะบ้านใกล้ อ.ต.ก.และตีซี้ไว้กับร้านขายอาหารทะเลเรียบร้อยแล้ว

สุดท้ายนี้ก่อนที่เราจะจากกันจริงๆ จากการปิดฉบับพิมพ์ของหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ขอกราบขอบพระคุณผู้อ่านที่ติดตามการเล่าเรื่องผ่านตัวหนังสือของผู้เขียนมาถึง 11 ปีเต็ม แต่เราคงยังไม่จากกันไปไกล เพราะปัจจุบันระบบออนไลน์ส่งผลให้โลกทั้งใบมาอยู่ที่หน้าจอได้เร็วและฉับไวขึ้น ทั้งข่าวสาร สาระ และสนทนา อย่างไรเราไปเจอกันต่อที่เฟซบุ๊กของ Cookool Studio ได้ค่ะ 

มอร์เตน บอจสตรัป นีลเซ่น หลงใหลในอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/584922

  • วันที่ 29 มี.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

มอร์เตน บอจสตรัป นีลเซ่น หลงใหลในอาหาร

เรื่อง ปอย

ข้อความภาษาไทยสักบนแขนขวา ดูเข้มข้นจริงจัง “หลงใหลในอาหาร” นิยามสั้นๆ ที่คงไม่ต้องอธิบายคุณสมบัติอะไรให้มากมาย สำหรับอาชีพผู้ควบคุมรสชาติความอร่อย ระดับ 5 ดาว มอร์เตน บอจสตรัป นีลเซ่น เอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟ โรงแรมอินดิโก ภูเก็ต ป่าตอง เชฟมาดเข้มแต่มีรอยยิ้มติดใบหน้าตลอดการสนทนา เกิดและเติบโตในประเทศเดนมาร์ก เริ่มค้นพบตัวเองตั้งแต่วัยรุ่นว่ามีความชอบ ไปจนเข้าขั้นรักหลงใหลในการทำอาหารเลยทีเดียว

“ผมเริ่มต้นเส้นทางนี้ตั้งแต่การเป็นเด็กเสิร์ฟในร้านอาหารที่เดนมาร์ก แล้วทุกๆ ครั้งถ้าผมมีโอกาสเข้าครัว ผมก็จะไม่พลาดคอยแอบมองการทำงานของบรรดาเชฟปรุงอาหาร สำหรับผมมันเป็นศิลปะ และเป็นสิ่งที่ผมมีความสุขที่สุด และทำให้เราอยากเรียนรู้รายละเอียดขั้นตอนต่างๆ ผมจึงเลือกเรียนด้านอาหารในสถาบันสอนการทำอาหาร Culinary Institute of Denmark ผมสำเร็จการศึกษาด้วยคะแนนในระดับเหรียญเงินเลยนะครับ”

เชฟมอร์เตน บอกพลางแย้มยิ้มกันเอง ลดทอนมาดเนี้ยบๆ เข้มๆ ให้ดูใจดีขึ้นทันใด และเริ่มเล่าเกี่ยวกับประสบการณ์การทำงานเส้นทางก้าวสู่อาชีพเชฟ เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2003 จนถึงวันนี้ก็กว่า 18 ปีแล้ว กับงานคร่ำหวอดในวงการอาหาร เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากร้านอาหารโด่งดัง และได้เรียนรู้การทำงานกับเชฟระดับมิชลินสตาร์ ยอดฝีมือจากทั่วโลก ตั้งแต่การเริ่มทำงานในบ้านเกิดกรุงโคเปนเฮเกน และเปิดโลกการทำงานสู่มหานครลอนดอน

กระทั่งในปี 2011 ได้มีโอกาสมาทำงานที่ประเทศไทย เริ่มรับหน้าที่ Chef de Cuisine ที่ห้องอาหารสระบัว โรงแรมเคมเปนสกี้ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่มาของรอยสักนี้ ก้าวต่อมาได้เริ่มงานกับโรงแรมในเครือดุสิตธานี ก่อนจะเดินทางออกไปรับหน้าที่ Executive Sous Chef ที่โรงแรม Dusit International Guam ประเทศสหรัฐอเมริกา และก้าวสำคัญปัจจุบันนี้รับผิดชอบงานในตำแหน่ง Executive Chef โรงแรมอินดิโก ภูเก็ต ป่าตอง

“…ท่องเที่ยวเหมือนนักสำรวจ พักเหมือนคนท้องถิ่น… คือคอนเซ็ปต์ของโรงแรม อินดิโก ทั่วโลกครับ โรงแรม โฮเต็ล อินดิโก ภูเก็ต ป่าตอง คือโรงแรมในเครือลำดับที่ 100 และเป็นโรงแรมสไตล์รีสอร์ทลำดับที่ 2 ต่อจากบาหลี แต่ด้วยคอนเซ็ปต์พักเหมือนคนท้องถิ่น สไตล์การตกแต่งจึงไม่ซ้ำกับโรงแรมในเครือที่มีอยู่ทั่วโลก

ผมเข้ามารับหน้าที่เชฟใหญ่ตั้งแต่โรงแรมเปิดเลยครับ รับผิดชอบดูแลตั้งแต่การคิดสร้างสรรค์ทั้งเมนู และนำเสนอความพิเศษให้รูปแบบร้านอาหาร ในสไตล์ Butcher’s Garden ที่นี่เป็นร้านอาหารสไตล์บุชเชอร์ครบครันแห่งแรก และแห่งเดียวในป่าตองเลยก็ว่าได้ครับ

จุดเด่นสำคัญหลัก 3 อย่าง คือข้อแรกเอาใจใส่และพิถีพิถัน ร้าน Butcher’s Garden เรามีห้องเก็บไวน์ ข้อสอง ห้องควบคุมอุณหภูมิของเนื้อในแบบดรายเอจ และข้อสาม การย่างบนเตาถ่านในแบบชาร์โคล กริลล์

ผมและทีมเชฟ เราจะดูแลเอาใจใส่ให้คำแนะนำในการเลือกเนื้อ พูดคุยอย่างเป็นกันเองเพื่อให้ทราบความต้องการของลูกค้า แล้วลูกค้าก็ยังสามารถเข้าไปเลือกเนื้อในห้องคุมอุณหภูมิได้ด้วย เราพร้อมให้คำแนะนำตัวต่อตัว แล้วเพื่อให้เป็นมื้อสมบูรณ์แบบก็สามารถเลือกไวน์ที่เข้ากับจานอาหารของลูกค้า มีห้องเก็บไวน์ มีการย่างบนเตาถ่านโชว์ให้ได้เห็นถึงความพิถีพิถันในการย่าง และปรุงรส เพื่อให้จานเนื้อทุกจานมีรสชาติที่นุ่มนวล กลมกล่อม ซึ่งที่กล่าวมาคือเอกลักษณ์ที่ผมทำให้กลายเป็นจุดเด่นแบรนด์ โฮเต็ล อินดิโก ภูเก็ต ป่าตอง แห่งนี้ครับ”

เชฟมอร์เตนเจ้าของรอยสัก “หลงใหลในอาหาร” บอกพลางไปชมอาณาจักรห้องอาหารที่ครีเอทขึ้นมาอย่างสุดภูมิใจ สายเนื้อไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง ที่นี่ไม่ใช่แค่ได้ลิ้มรสชาติเนื้อที่ผ่านกรรมวิธีดรายเอจจนเนื้อนิ่มนุ่มลิ้น ได้ลิ้มรสเนื้อทั้งกลิ่นและรสสุดเข้มข้นถึงใจมีตเลิฟเวอร์

เสน่ห์ของการเป็น Butcher’s Chef คือ ศิลปะและขั้นตอนในการทำ ตั้งแต่การเลือกเนื้อ การแล่ หรือตัดแยกชิ้นเนื้อให้ถูกวิธี รวมถึงการเก็บบ่มรักษาเพื่อให้ชิ้นเนื้อนั้นๆ ยังคงความสด และไม่เน่าเสีย ซึ่งเคล็ดลับเหล่านี้เชฟรุ่นใหม่ๆ จะไม่ค่อยมีความเชี่ยวชาญมากนัก ต้องสะสมประสบการณ์กันสักพักใหญ่เลยทีเดียว

“ผมต้องเรียนรู้จากเชฟใหญ่ถึง 2 ท่าน กว่าจะได้ความรู้ในแบบรอบด้าน ผมเลือกใช้เนื้อวัวที่มาจากฟาร์มของเกษตรกรคนไทย เนื้อไทยคุณภาพไม่แพ้ที่อื่นเลยครับ แล้วเนื้อดรายเอจของเราจะเก็บบ่มเนื้อ ตั้งแต่ 28 วัน ไปจนถึง 100 วันขึ้นไป แน่นอนครับว่าคนมาท่องเที่ยวภูเก็ต ก็ต้องเรียกร้องอาหารทะเล ผมไม่ลืมล็อบสเตอร์แน่ๆ ผมเลือกกุ้งตัวใหญ่สีแดงสดใหม่ทุกวันจากชาวประมงภูเก็ต

สไตล์อาหารของร้าน Butcher’s Garden ผมเน้นให้มีความเรียบง่าย ใส่ใจในคุณภาพของอาหาร ตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบ ผักที่ใช้ปรุงอาหารผมก็ปลูกเองในพื้นที่สวนของโรงแรม เช่น ใบชะพลู นำมาปรุงกับเนื้อก็เข้ากันได้ดีมากๆ หรือแม้แต่ภาชนะที่เลือกใช้เสิร์ฟ เลือกใช้ภาชนะเซรามิกที่ชาวภูเก็ตปั้นและผลิตในท้องถิ่น เป็นของโอท็อปที่มีคุณภาพ

ผมเลือกสรรสิ่งเหล่านี้เพื่อตรงกับคอนเซ็ปต์เรื่องราวที่เชื่อมโยง กับความเป็นท้องถิ่นตามมาตรฐาน โฮเต็ล อินดิโก สำหรับเมืองภูเก็ตเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกนะครับ”

ซัมเมอร์นี้ใครมาเที่ยวรับลมร้อนเมืองตากอากาศภูเก็ต เชฟมอร์เตน กล่าวชักชวนอย่ามัวแต่เพลินกับซีฟู้ดอย่างเดียว มาที่นี่ มีเนื้อพรีเมียมให้ลิ้มรสเต็มปากเต็มคำ จุใจทั้งคนกิน ได้สังสรรค์สนทนากับเชฟ ได้สนุกกับการดูกรรมวิธีบ่มเนื้อ การแล่เนื้อ ก็เรียกว่าทั้งอร่อย สนุก และได้ความรู้ไปในตัว

สำหรับวันนี้ เชฟมอร์เตน เสิร์ฟสเต๊กเนื้อพรีเมียม ความนุ่มลิ้นลืมไปเลยว่านี่คือเนื้อสัญชาติไทย

หลบความวุ่นวาย มาพักใจ ที่ ‘สิริ เฮาส์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/584915

  • วันที่ 29 มี.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

หลบความวุ่นวาย มาพักใจ ที่ ‘สิริ เฮาส์’

เรื่อง  ปอย

ใครเสาะหาพื้นที่เงียบสงบในเมืองใหญ่ ที่นี่ “สิริ เฮาส์ (Siri House)” เหมาะสำหรับทุกๆ กิจกรรม เมื่อก้าวเข้าสู่บริเวณรั้วบ้านเก่าแก่ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รูปแบบสถาปัตยกรรมที่เรียกว่า Mid-Century Modern ตั้งอยู่ใจกลางเมืองในซอยสมคิด (ซอยข้างเซ็นทรัลชิดลม) บ้านโบราณบนเนื้อที่กว่า 1,600 ตารางเมตร ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่ คือ มุมพักผ่อนอันแสนสงบ และกำลังกลายเป็นโซเชียลคลับแห่งล่าสุด ให้ชาวคนกรุงเทพฯ รีบไปเช็กอินกัน

แหล่งพักกายพักใจเริ่มต้นจากแนวคิดของ อู้ พหลโยธิน ประธานผู้บริหารฝ่ายสร้างสรรค์ แสนสิริ ที่ต้องการนำเสนอวัฒนธรรมทันสมัยในสไตล์ป๊อปคัลเจอร์ ผสมผสานประเพณีเก่าแก่ ซึ่งทำให้มหานครแห่งนี้มีความหลากมิติ และสะท้อนปรัชญา “Complete Your Living Experience” ของแสนสิริ ที่มุ่งมั่นเติมเต็มประสบการณ์การใช้ชีวิตในทุกรูปแบบ

ภายในบ้าน ประกอบด้วย 3 โซน ได้แก่ ร้านอาหารและบาร์ คอลเลกทีฟมาร์เก็ต และเดอะเลานจ์ (สำหรับสมาชิกลูกบ้านของแสนสิริ) เปิดบ้านรับอรุณตั้งแต่ยามเช้าตรู่ ต่อเนื่องเพื่อการนั่งชิลในช่วงบ่าย ไปจนช่วงสังสรรค์หลังเลิกงานยันเที่ยงคืน

มีมุมสร้างสรรค์ให้เลือกหลายๆ มุม ไม่ว่าจะเลือกเข้ามาเอกเขนกที่โซฟากำมะหยี่ดีไซน์ทันสมัย เสริมบรรยากาศกันได้อย่างกลมกลืนกับความงามคลาสสิกของผนัง และกรอบหน้าต่างไม้สัก กลายเป็นมุมพักผ่อนสันทนาการนั่งทำงานแลกเปลี่ยนไอเดียกัน ใครหัวใจกำลังเบ่งบานตรงไปที่ร้านดอกไม้ Heart of SIRI by Heartmade มีจัดกิจกรรมเวิร์กช็อปสอนจัดดอกไม้อยู่บ่อยๆ ครั้ง หรือถ้าเป็นนักอ่านตัวยง ก็ตรงไปที่ร้านหนังสือ บุ๊คสมิธ (Booksmith) คัดสรรหนังสือทุกหมวดหมู่ที่เก่าแก่และหายาก มาให้เปิดโลกความรู้ใหม่

มุมร้านอาหารเริ่มต้นกันที่โซนขนมและเครื่องดื่ม ร้านลูก้า (Luka) มีทั้งขนมเค้กขนาดพอดีคำ และซอฟต์ดริงก์หลายเมนูให้เติมความอิ่มเอม ใครเลือกพักผ่อนฟังเสียงเพลงคลาสสิกบรรเลงชิลๆ ในสวนหลังบ้านมีสระว่ายน้ำตกแต่งแบบสไตล์ทรอปิคอล มุมนี้กลายเป็นมุมปิกนิกยามบ่ายสำหรับครอบครัว

บ้านผ่านการรังสรรค์มาเพื่อมอบไลฟ์สไตล์ชั้นเยี่ยมสำหรับทุกๆ คน มื้ออาหารสุดพิเศษสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน เลือกอิ่มอร่อยกันได้เลย ที่ร้าน ควิ้นซ์ (Quince) เริ่มต้นเมนูแรก ตับไก่บด เสิร์ฟพร้อมขนมปังและแยมส้มแมนดาริน อีกจานเรียกน้ำย่อยได้ดีไม่แพ้กัน ปลาหมึกยักษ์ย่างเยรูซาเลมอาร์ติโชค และเนยปาปริกา อีกจานรองท้องกันเบาๆ กับเครื่องจิ้มสไตล์อาหารเลบานอนที่คล้ายๆ กินน้ำพริกบ้านเรา ฮัมมูสเนื้อบด เสิร์ฟคู่กับโรตีนานและผักดอง ต่อด้วยจานหนักๆ กินจริงจัง สเต๊กเนื้อวางุออสเตรเลีย คัดสรรเนื้อนุ่มสมกับเป็นมื้อสุดพิเศษ

ช่วงเย็นหลังเลิกงาน ถ้ากำลังหาแหล่งแฮงเอาต์สุดชิกนาทีนี้ต้องมาที่นี่ ฉลองค่ำคืนคลายความเหน็ดเหนื่อยที่มุมค็อกเทลบาร์ ร้านแจ็กเกอลีน (Jacqueline) เปิดตั้งแต่ช่วงเย็นเวลา 17.30 น.ไปยันเที่ยงคืน ดื่มด่ำเพลิดเพลินเปิดฟลอร์แดนซ์กับเพลงมันๆ จากวง Olympic Digger และดีเจพอลลี่ สร้างความคึกคักสนุกสนานตลอดค่ำคืน

เริ่มแก้วแรก Jackie O สวยสตรองสมฐานะสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ด้วยส่วนผสมวอดก้าผสมจิน และครองโทร์ เชกกับน้ำผลไม้รสเปรี้ยวเรียกความสดชื่นหลังเลิกงานได้ดีทีเดียว

แก้วต่อมาสั่งมาอย่าให้อารมณ์เพลินๆ ขาดช่วง Paparazzo เหล้าจินสัญชาติไทย ส่งตรงจากโรงกลั่นเล็กๆ ย่านเอกมัย คือ ส่วนผสมหลักของแก้วนี้ อีกแก้วกำลังดีไม่มากไม่น้อยเกินไปสำหรับคืนนี้ Camelot เบอร์เบิน วิสกี้ บิตเทอร์ส มีกลิ่นเปลือกส้มหอมๆ

ผู้บริหารแสนสิริ อู้ กล่าวย้ำว่า ที่นี่คือการสร้างสรรค์พื้นที่ให้ผู้คนได้แวะเวียนเข้ามาพักผ่อนแฮงเอาต์ เสมือนบ้านหลังเล็กๆ แสนผ่อนคลายใจกลางเมือง เพราะคงไม่บ่อยนัก ที่คนเมืองซึ่งอยู่กระจายกันตามย่านต่างๆ จะได้มีโอกาสเดินเท้าเปล่า สัมผัสพื้นหญ้า จุ่มเท้าแช่น้ำ หรือจัดปาร์ตี้บาร์บีคิวที่ริมสระน้ำ จึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับกินดื่มเท่านั้น แต่เป็นสถานที่เพื่อการเติมเต็ม และคืนพลังในชีวิตแต่ละวันของทุกๆ คน

“การอยู่อาศัยในยุคโมเดิร์นนั้น ต้องโอบรับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ความมุ่งมั่นของเรา ก็คือ การคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นด้านอาหาร ดนตรี ศิลปะ และวัฒนธรรม เพื่อทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้” อู้ ทิ้งท้ายและชักชวนมาเยือนคอมมูนิตี้สเปซ ที่ไม่ว่าคุณจะมีไลฟ์สไตล์ในแบบไหน บ้านหลังนี้จะเปิดประตูพร้อมต้อนรับอย่างเป็นกันเองอยู่เสมอ

“สิริ เฮาส์” อยู่ในซอยสมคิด ถนนเพลินจิต เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-24.00 น. โทร. 09-4868-2639 อินสตาแกรม @sirihousebkk เฟซบุ๊กเพจ sirihousebkk เว็บไซต์ www.sirihouse.com