Lancer Skincare จับมือ The Hut Group ขยายช่องทางจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ความงามทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ลอสแองเจลิส–15 ก.พ.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

 

ในปีที่ผ่านมา Lancer Skincare เติบโตแบบก้าวกระโดดเป็นประวัติการณ์ ทั้งยังประสบความสำเร็จในการร่วมทุนกับผู้ทรงอิทธิพลในแวดวงสื่ออย่างไรอัน ซีเครสต์ และในปีนี้ เรามีความภาคภูมิใจที่ได้ประกาศความร่วมมือกับ The Hut Group เพื่อเดินหน้าขยายช่องทางการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ความงามไปยังตลาดสำคัญๆทั่วโลก ทั้งในยุโรปและเอเชีย ทั้งนี้ Lancer Skincare เคยเป็นเคล็ดลับความงามเฉพาะคนดังในแวดวงฮอลลีวู้ด และมีจำหน่ายเฉพาะที่คลินิกความงามของดร.ฮาโรลด์ แลนเซอร์ ในเบเวอร์ลีฮิลส์ รัฐแคลิฟอร์เนียเท่านั้น แต่ปัจจุบันได้พัฒนาจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ต่อต้านริ้วรอยขั้นสูงที่วางจำหน่ายในห้างสุดหรูหลายแห่ง ได้แก่ Nordstrom, Saks Fifth Avenue, Harrods, Bergdorf Goodman, Neiman Marcus รวมถึงร้าน Sephora บางสาขา ความร่วมมือระหว่าง Lancer Skincare และ The Hut Group ในครั้งนี้ จะทำให้แบรนด์มีทิศทางที่ชัดเจนขึ้นในการมุ่งสู่ความเป็นเลิศ และเป็นการส่งเสริมศักยภาพการเติบโตของแบรนด์อย่างมหาศาลตลอดปี 2559

 

The Hut Group คือผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจค้าปลีกและผู้นำในแวดวงการค้าปลีกออนไลน์ ด้วยจำนวนผู้ใช้งานจากนานาชาติกว่า 14 ล้านคน และในขณะนี้ บริษัทกำลังขยายความครอบคลุมสู่การจัดจำหน่ายผ่านทางหน้าร้านค้า ร่วมกับการจัดจำหน่ายผ่านทางออนไลน์ เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำและความก้าวล้ำในด้านสุขภาพและความงาม ศักยภาพของบริษัทในการยกระดับด้านข้อมูลและการจับคู่สินค้าเพื่อทำโปรโมชั่น ได้ส่งผลให้พันธมิตรของบริษัทมีการเติบโตที่แข็งแกร่งล้ำหน้าคู่แข่งรายอื่นๆ

 

ความร่วมมือระหว่าง The Hut Group และ Lancer Skincare คือโอกาสทางธุรกิจอันน่าตื่นเต้นสำหรับทั้งสองบริษัท เนื่องจากทั้งคู่มีศักยภาพที่เติมเต็มกันและกัน โดยช่องทางการค้าปลีกอันหลากหลายของ The Hut Group จะช่วยให้ Lancer Skincare เข้าถึงตลาดสำคัญๆทั่วโลกได้มากขึ้น ครอบคลุมถึงกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียมจากนานาชาติด้วย

 

เทรซี่ ซาเมยาห์ ซีอีโอของ Lancer Skincare กล่าวว่า “เราทุกคนที่ Lancer Skincare รู้สึกตื่นเต้นกับการเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับ The Hut Groupเราเชื่อว่าศักยภาพและโครงสร้างพื้นฐานของ The Hut Group จะช่วยทำให้การส่งสารของแบรนด์เรามีความแข็งแกร่งขึ้น และช่วยขยายช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าของเราไปทั่วโลก เรามองว่า The Hut Group เป็นแรงขับเคลื่อนธุรกิจที่ทรงพลัง และเชื่อว่ารูปแบบธุรกิจของ The Hut Group จะพลิกโฉมหน้าการจัดจำหน่ายสินค้าสุดหรู”

 

พอล เกดแมน ซีอีโอฝ่ายสินค้าหรูของ The Hut Group กล่าวว่า “ภาพรวมตลาดสกินแคร์ชั้นสูงของเราประกอบด้วยแบรนด์มากกว่า 450 แบรนด์ และผู้เข้าชมเว็บไซต์ความงามของเราจากนานาชาติกว่า 80 ล้านคน และเรามั่นใจว่า Lancer Skincare มีคุณสมบัติครบถ้วนในการสร้างปรากฏการณ์ความงามระดับโลก ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ เราเลือกทำธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ความงามร่วมกับแบรนด์ที่เราเชื่อมั่นอย่างแท้จริง

การผสานความเชี่ยวชาญระดับโลกของดร.ฮาโรลด์ แลนเซอร์ เข้ากับแพลตฟอร์มที่ครอบคลุมทั่วโลกของเรา จะช่วยให้แบรนด์ทำยอดขายอันน่าทึ่งได้ในตลาดอื่นๆ เช่นเดียวกับที่เคยทำมาแล้วในสหรัฐอเมริกา และเราภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้รับบทบาทสำคัญในการผลักดันแบรนด์นี้สู่สากล”

 

เกี่ยวกับ Lancer Skincare LLC

 

Lancer Skincare ถือกำเนิดขึ้นจากการวิจัยอันละเอียดถี่ถ้วนของดร.ฮาโรลด์ แลนเซอร์ ซึ่งทำงานในแวดวงผิวหนังวิทยามานานกว่า 30 ปี และรักษาผู้ป่วยมาแล้วกว่า 30,000 คน ส่วนผสมประสิทธิภาพสูงที่สุดในโลกและเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ผสมผสานอยู่ในผลิตภัณฑ์ทุกตัวของ Lancer Skincare ช่วยให้การมีผิวสุขภาพดีและอ่อนเยาว์อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

 

ดร.แลนเซอร์ เป็นแพทย์ผิวหนังชั้นนำระดับโลก ซึ่งมีชื่อเสียงจากการนำเสนอบริการอันล้ำสมัยและการใช้เทคนิคอันเป็นเลิศ จนผู้ป่วยต่างเรียกขานวิธีของเขาว่า “The Lancer Glow” การบอกปากต่อปากทำให้ผู้ป่วยจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งรวมถึงคนดังมากมาย เดินทางมายังคลินิกของเขาที่เบเวอร์ลีฮิลส์ เพื่อทำเลเซอร์และทำทรีทเมนต์ผิวหน้า ซึ่งช่วยให้ผิวดูอ่อนเยาว์และมีสุขภาพดีขึ้น เดิมทีผลิตภัณฑ์ของดร.แลนเซอร์วางจำหน่ายในคลินิกเท่านั้นและมีจำนวนไม่มากนัก แต่ด้วยเสียงเรียกร้องจากโอปราห์ วินฟรีย์ ซึ่งเป็นทั้งลูกค้าและเพื่อน ได้ผลักดันให้ดร.แลนเซอร์นำผลิตภัณฑ์ออกวางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถมีผิวพรรณที่เปล่งประกายได้

 

ดร.แลนเซอร์เปิดตัวผลิตภัณฑ์สกินแคร์ชั้นสูงในปี 2554 ที่ Nordstrom และได้รับคำชื่นชมอย่างสูงจากบรรณาธิการนิตยสารชั้นนำอย่าง Vogue, InStyle, Allure และ Marie Claire ที่กล่าวยกย่องประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ พร้อมทั้งตีพิมพ์คำแนะนำและผลิตภัณฑ์ต่างๆของดร.แลนเซอร์อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ของดร.แลนเซอร์ยังเป็นที่ชื่นชอบของบรรดาเซเลบและผู้ทรงอิทธิพลมากมาย เช่น โซเฟีย เวอร์การา, เดวิดและวิคตอเรีย เบคแฮม รวมถึงคิม คาร์เดเชียน และฐานความนิยมก็ขยายตัวอย่างต่อเนื่องเมื่อมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในยุโรป ณ ห้างสรรพสินค้าชื่อดังที่สุดในโลกอย่างHarrods ในปี 2556 และได้วางจำหน่ายที่ร้าน Sephora ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาในปี 2558

 

เกี่ยวกับ The Hut Group 

 

The Hut Group คือผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าปลีกออนไลน์ที่มีแบรนด์สินค้าเป็นของตนเอง บริษัทจัดจำหน่ายสินค้าที่มีอัตราการซื้อซ้ำสูงให้แก่ผู้บริโภคโดยตรง โดยเน้นที่สินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเส้นผมคุณภาพสูง ผลิตภัณฑ์เพื่อการควบคุมน้ำหนัก ผลิตภัณฑ์โภชนาการสำหรับกีฬาและวิตามิน รวมถึงเครื่องแต่งกาย รองเท้า และเครื่องประดับชั้นนำ

 

แพลตฟอร์มอันเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทคือหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจ โดยเอื้อให้เกิดการค้าปลีกที่มีประสิทธิภาพ ด้วยคอนเทนต์บนเว็บไซต์และคอนเทนต์การตลาดที่เหมาะสมกับลูกค้าผู้รับสาร ซึ่งทำให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจ กลับมาซื้อซ้ำ และมีความความภักดีต่อแบรนด์ในระดับสูง ทั้งนี้ นอกเหนือจากการบริหารแบรนด์ของตนเองและดูแลเว็บไซต์ในเครือแล้ว ฝ่ายบริการเทคโนโลยีของบริษัทยังมีบริการซอฟต์แวร์ธุรกิจและแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสำหรับสื่อและหุ้นส่วนแบรนด์ด้วยเช่นกัน

 

The Hut Group เปิดตัวเว็บไซต์แรกของบริษัทในปี 2547 โดยเว็บไซต์ของบริษัทประกอบด้วย

 

ความงาม: http://www.Lookfantastic.com , http://www.Mankind.co.uk , http://www.HQHair.com , http://www.BeautyExpert.co.uk ,http://www.mioskincare.com , http://www.allsole.com , http://www.mybag.com , http://www.TheHut.com , http://www.ExanteDiet.com ,http://www.Coggles.com

สุขภาพ: http://www.Myprotein.com , http://www.Myvitamins.com , http://www.ProBikeKit.com

แบรนด์ของบริษัท: Myprotein, ExanteDiet, Myvitamins และ Mio Skincare

แหล่งข่าว: Lancer Skincare LLC

G2A จ่ายค่าปรับให้คอเกมรุ่นเยาว์กรณีโลโก้ในงาน CBLoL 2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เซสโซว์, โปแลนด์, ลอนดอนและฮ่องกง–15 ก.พ.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          G2A.com ได้รับทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างการแข่งขัน Campeonato Brasileiro de League of Legends (CBLoL) 2016 เมื่อเร็วๆนี้ โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ได้ลุกลามไปอย่างรวดเร็วเหมือนไฟไหม้ป่าในบราซิลซึ่งเป็นประเทศที่กลุ่มสาวกอีสปอร์ตหลายล้านคนคลั่งไคล้และภักดีต่ออี-สปอร์ตและ G2A เนื่องจากการให้การสนับสนุนมาเป็นเวลาหลายปี และเงินลงทุนในการพัฒนาทีมอี-สปอร์ต มูลค่ากว่า 6 ล้านดอลลาร์

G2A Brazil / Gabriel "Tockers" Claumann wearing his G2A T Shirt at the CAMPEONATO BRASILEIRO DE LEAGUE OF LEGENDS event. (PRNewsFoto/G2A.com)

Gabriel “Tockers” Claumann wearing his G2A T Shirt at the CAMPEONATO BRASILEIRO DE LEAGUE OF LEGENDS event. (PRNewsFoto/G2A.com)

          (รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160214/333042 )

G2A Sad / He appears to hear some sad news! (PRNewsFoto/G2A.com)

He appears to hear some sad news! (PRNewsFoto/G2A.com)

          (รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160214/333043 )

G2A 1 / This is a real photo one of our partners who had to use duct tape to cover the G2A logo (PRNewsFoto/G2A.com)

This is a real photo one of our partners who had to use duct tape to cover the G2A logo (PRNewsFoto/G2A.com)

          (รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20151011/275922 )

          http://www.prnewswire.com/news-releases/g2a-has-invested-over-6-million-in-e-sport-sponsorship-since-2014-to-make-e-sport-global-teams-grow-stronger-faster-531973382.html 

          คอเกมรุ่นเยาว์รายหนึ่งชื่อ แกเบียล “ท็อคเกอร์ส” โคลแมน ได้ลืมไปเสียสนิทเลยว่า RIOT นั้น สั่งแบนโลโก้ G2A คอเกมรุ่นเยาว์รายนี้ได้สวมเสื้อทีเชิร์ตพร้อมด้วยโลโก้ G2A อย่างภาคภูมิใจ เมื่อโชว์เริ่มเปิดฉากขึ้น คอเกมรายนี้ก็ไม่รู้ตัวเลยว่าจะต้องพบกับความผันผวนอันแสนจะหยาบคาย โดยในช่วงพักการแสดงนั้น คอเกมรายนี้ก็ได้รับการแจ้งเรื่องกฎเกณฑ์ที่ระบุว่า เขาไม่สามารถแสดงโลโก้ G2A ที่อยู่บนเสื้อยืดที่สวมใส่มาได้ และจำเป็นต้องใช้เทปปิดทับโลโก้ดังกล่าว

          สามารถอ่านแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจาก RIOT ได้ที่นี่ http://lolesports.com.br/noticias/41df2750-9d0d-4b3c-9d36-276e5f2284a2 

          ส่วนข้อมูลของค่าปรับ สามารถอ่านได้ที่ลิงค์ http://mycnb.uol.com.br/noticias/3643-intz-e-multado-em-r-5-mil-por-exibir-marca-de-empresa-banida-no-cblol 

          http://xlg.uol.com.br/noticias/2016/02/03/intz-e-punida-em-r-5-mil-devido-a-patrocinador-proibido-no-uniforme#rmcl 

          http://boards.br.leagueoflegends.com/pt/c/esports/wMF6AEjJ-tockersintz-punido-por-ter-g2a-na-camisa-mylon-tambam-apareceu-na-transmissaeo-com-a-g2a-e-agora 

 

          INTZ ซึ่งเป็นหน่วยงานของแกเบรียล “ท็อคเกอร์ส” โคลแมน ถูกสั่งปรับมูลค่า 5.000,00 เรียล (1.150 ยูโร) สำหรับการใช้โลโก้ G2A

          ทางด้านเดวิด โรเซค ผู้ก่อตั้งร่วมและซีเอ็มโอ กล่าวที่ยุโรปว่า G2A.COM จะยังคงให้การสนับสนุนพาร์ทเนอร์ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอี-สปอร์ตของ G2Q “G2A ได้จ่ายค่าปรับให้กับหน่วยงานของแกเบรียล “ท็อคเกอร์ส” โคลแมนไปแล้ว เนื่องจาก G2A เชื่อว่า ไม่มีหน่วยงานด้านอี-สปอร์ตใดที่สมควรจะได้รับโทษรุนแรงเพียงเพราะสวมเสื้อทีเชิร์ตที่มีโลโก้ G2A

          RIOT ซึ่งเป็นสปอนเซอร์ของ League of Legends ได้สั่งแบนโลโก้ของ G2A ไปเมื่อช่วงต้นปีนี้ โดยการเจรจาต่อรองระหว่าง G2A และ RIOT ไม่ประสบผลสำเร็จและไม่สามารถหาข้อสรุปแบบวิน*วินที่จะช่วยสนับสนุนวงการอี-สปอร์ตให้กับเหล่าเกมเมอร์ได้

          อย่างไรก็ดี การสั่งแบนของ RIOT ก็นำมาซึ่งผลพวงที่พลิกผัน เนื่องจากเสื้อทีเชิร์ตของ G2A ได้กลายมาเป้นสัญลักษณ์ของการประท้วงเพียงชั่วข้ามคืน เหล่าผู้สนับสนุนอี-สปอร์ตและ G2A มีจำนวนเพิ่มขึ้น และจำนวนทีมอี-สปอร์ตที่เพิ่มขึ้นนี้ก็มีความแข็งแกร่งมากขึ้น

          จุดยืนของ G2A และปรากฎการณ์แห่งความช็อคเรื่องการสั่งปรับทีมอี-สปอร์ตของบราซืลนี้ก่อให้เกิดความไม่พอใจในชุมชนอี-สปอร์ต โดยหนึ่งในภารกิจหลักของ G2A ก็คือการฟื้นความสุขและเสถียรภาพของวงการอี-สปอร์ตในบราซิลกลับคืนมา

          G2A ใส่ใจกับตลาด คอเกม และชุมชนอี-สปอร์ตชาวบราซิล เดวิด กล่าวสรุปว่า “G2A เป็นห่วงและใส่ใจเรื่องการขยายตัวและความเพลิดเพลินในอี-สปอร์ต เหล่าสาวกอี-สปอร์ตชาวบราซิลสามารถพึ่งพาการสนับสนุนจาก G2A ได้จริงๆ”

          แหล่งข่าว: G2A.com

Stewart & Stevenson ประกาศแต่งตั้งผู้บริหารอาวุโสเครือข่ายจัดจำหน่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ฮูสตัน–15 ก.พ.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          บริษัท Stewart & Stevenson LLC ประกาศแต่งตั้ง John Merrifield ดำรงตำแหน่งประธานเครือข่ายการจัดจำหน่ายทั่วโลกของบริษัท โดย Mr. Merrifield ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานกลุ่มธุรกิจ Florida Detroit Diesel Allison ของบริษัท สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยมิสซูรี และมีประวัติการทำงานในธุรกิจจัดจำหน่ายมาอย่างยาวนาน Mr. Merrifield เคยดำรงตำแหน่งรองประธานอาวุโส บริษัท Daimler Trucks of North America รวมถึงเป็นประธานบริษัท Sterling Truck Corporation และWestern Star Truck Corporation อีกด้วย สำหรับตำแหน่งล่าสุดนี้ Mr. Merrifield จะรับหน้าที่ต่อจาก Bill Simmons ที่กำลังจะเกษียณ  

      Stewart Stevenson Logo / Stewart & Stevenson, based in Houston, is a leading provider of specialized equipment and aftermarket parts and service to the global oil & gas, marine, construction, power generation, transportation, material handling, mining, agricultural and other industries. For more information, visit www.stewartandstevenson.com. (PRNewsFoto/Stewart & Stevenson LLC)

Stewart & Stevenson, based in Houston, is a leading provider of specialized equipment and aftermarket parts and service to the global oil & gas, marine, construction, power generation, transportation, material handling, mining, agricultural and other industries. For more information, visithttp://www.stewartandstevenson.com. (PRNewsFoto/Stewart & Stevenson LLC)

          โลโก้ – http://photos.prnewswire.com/prnh/20160211/332583LOGO

         พร้อมกันนี้บริษัทยังได้แต่งตั้ง Mr. John Farmer ประธาน Atlantic Detroit Diesel Allison ซึ่งรับผิดชอบภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกา ขึ้นเป็นรองประธานบริหารฝ่ายปฏิบัติการของ Stewart & Stevenson Distribution ด้วย

          Stewart & Stevenson ตั้งอยู่ในเมืองฮูสตัน บริษัทเป็นผู้นำในการจัดหาเครื่องมือเฉพาะทาง อะไหล่ และให้บริการหลังการขายแก่อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ พาณิชย์นาวี การก่อสร้าง การผลิตกระแสไฟฟ้า การคมนาคมขนส่ง การจัดการวัสดุ เหมืองแร่ เกษตรกรรม และอุตสาหกรรมอื่นๆทั่วโลก สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.stewartandstevenson.com

          ติดต่อ :

          Chris Archie

          สำนักงานประธานกรรมการ

          +1-713-751-2772

ผลวิจัยเผยผู้บริโภคชาวจีนสนใจ “เทคโนโลยีสมาร์ทโฮม” มากกว่าชาวญี่ปุ่นและเกาหลีใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

นูเรมเบิร์ก, เยอรมนี–15 ก.พ.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

 

ผลวิจัยเผยให้เห็นว่า อิทธิพลและความน่าดึงดูดใจของเทคโนโลยีสมาร์ทโฮมมีระดับที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ

 

ผลวิจัยล่าสุดของ GfK เผยให้เห็นว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ในจีนเชื่อว่าเทคโนโลยีสมาร์ทโฮมจะเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตในอนาคตอันใกล้นี้ คิดเป็นสัดส่วนพอๆกับการชำระเงินผ่านมือถือ และมากกว่าเทคโนโลยีสวมใส่ (wearable technology) แต่ในญี่ปุ่นมีผู้บริโภคเพียง 1 ใน 5 ที่คิดว่าเทคโนโลยีสมาร์ทโฮมจะเข้ามามีอิทธิพลในชีวิต และคิดว่าการชำระเงินผ่านมือถือจะมีอิทธิพลมากกว่าเยอะ ส่วนในเกาหลีใต้นั้น ผู้บริโภคครึ่งหนึ่งคิดว่าเทคโนโลยีสมาร์ทโฮมจะเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิต

 

ผลลัพธ์ข้างต้นได้จากการสำรวจผู้บริโภคใน 7 ประเทศ ด้วยการตั้งคำถามกับผู้บริโภคว่า ในบรรดาเทคโนโลยีสุดล้ำสมัย 11 เทคโนโลยี มีเทคโนโลยีใดบ้างที่ผู้บริโภคเชื่อว่าจะเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตภายในไม่กี่ปีข้างหน้า โดยมีให้เลือกตั้งแต่เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ เทคโนโลยีaugmented/virtual reality ไปจนถึง Internet of Things ซึ่งผู้บริโภคสามารถเลือกตอบกี่เทคโนโลยีก็ได้

 

จีน: สนใจและหลงใหลเทคโนโลยีสมาร์ทโฮม

 

ในประเทศจีน ผู้บริโภค 96% ที่ตอบแบบสอบถามระบุว่าพอเข้าใจคอนเซปต์ของเทคโนโลยีสมาร์ทโฮม และ 82% ยืนยันว่ามีความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้ระดับหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ จีนจึงเป็นตลาดที่รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีสมาร์ทโฮมมากที่สุดแห่งหนึ่ง นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับบรรดาผู้ผลิตและผู้ค้า

 

ขณะเดียวกัน ผู้ตอบแบบสอบถาม 75% ในจีนคาดว่าเทคโนโลยีนี้จะเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยรวมทุกประเทศที่เกินครึ่งมาเพียงเล็กน้อย เทคโนโลยีสมาร์ทโฮมจึงอยู่ในระดับเดียวกับการชำระเงินผ่านมือถือ (74%) ในแง่ของอิทธิพลต่อชีวิต ทั้งยังอยู่ในระดับที่สูงกว่าเทคโนโลยีสวมใส่ (59%) และคลาวด์คอมพิวติ้ง (51%)

 

สำหรับอุปกรณ์สมาร์ทโฮมที่ผู้บริโภคชาวจีนให้ความสนใจนั้น ผลสำรวจเผยให้เห็นว่าอุปกรณ์ทุกประเภทได้คะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ยรวมของทุกประเทศ โดยอุปกรณ์ “รักษาความปลอดภัยและควบคุม” และอุปกรณ์ “ความบันเทิงและการเชื่อมต่อ” ได้รับความสนใจสูงสุดเท่ากัน (63%) ตามมาติดๆด้วยอุปกรณ์ “ตรวจสุขภาพ” (62%) “เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ” (61%) รวมถึงอุปกรณ์ “ส่องสว่างและให้พลังงาน” (60%)

 

ญี่ปุ่น: มีแค่ 1 ใน 5 ที่คิดว่าเทคโนโลยีสมาร์ทโฮมจะเข้ามามีอิทธิพลในชีวิต

 

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ตอบรับเทคโนโลยีสมาร์ทโฮมน้อยที่สุดในการวิจัยนี้ โดยผู้บริโภคที่พอเข้าใจคอนเซปต์ของสมาร์ทโฮมมีเพียง 53% ส่วนคนที่มีความรู้ในเรื่องนี้มีเพียง 30%

 

นอกจากนี้ มีผู้บริโภคเพียง 1 ใน 5 (19%) เท่านั้นที่เชื่อว่าเทคโนโลยีสมาร์ทโฮมจะเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ขณะที่ผู้บริโภค 37%เชื่อว่าการชำระเงินผ่านมือถือจะเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิต 22% เชื่อว่าเป็นคลาวด์คอมพิวติ้ง และ 20% เชื่อว่าเป็นเทคโนโลยีสวมใส่

 

เมื่อมีการสอบถามความสนใจในอุปกรณ์สมาร์ทโฮมประเภทต่างๆ พบว่า ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นสนใจอุปกรณ์ “รักษาความปลอดภัยและควบคุม” มากที่สุด (31%) ตามมาด้วยอุปกรณ์ “ตรวจสุขภาพ” (25%) ในขณะที่อุปกรณ์ “ส่องสว่างและให้พลังงาน” ได้รับคะแนนเท่ากับ “เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ” (24%ทั้งคู่)

 

เกาหลีใต้: ผู้บริโภคครึ่งหนึ่งเชื่อว่าเทคโนโลยีสมาร์ทโฮมจะเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิต

 

ผู้บริโภคเกาหลีใต้ 88% มีความเข้าใจในคอนเซปต์ของสมาร์ทโฮม และ 62% ระบุว่ามีความรู้ระดับหนึ่งเกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้

 

นอกจากนี้ ผู้บริโภคเกินครึ่ง (56%) เชื่อว่าเทคโนโลยีสมาร์ทโฮมจะเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิต ซึ่งสูงกว่าเทคโนโลยีการชำระเงินผ่านมือถือ (54%) และรถยนต์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (50%) อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมสูงสุดในเกาหลีใต้คือเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ (62%)

 

ส่วนอุปกรณ์สมาร์ทโฮมที่ได้รับความนิยมสูงสุดในเกาหลีใต้คืออุปกรณ์ “รักษาความปลอดภัยและควบคุม” (54%) ตามมาด้วยอุปกรณ์ “ส่องสว่างและให้พลังงาน” (44%) อุปกรณ์ “ตรวจสุขภาพ” (42%) และ “เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ” (40%)

 

อุปสรรคในการใช้เทคโนโลยีสมาร์ทโฮม

 

จากการวิจัยใน 7 ประเทศพบว่า อุปสรรคสำคัญในการนำเทคโนโลยีสมาร์ทโฮมมาใช้ก็คือ “ราคา” โดยผู้ตอบแบบสำรวจราว 1 ใน 3 พูดถึงประเด็นนี้ ขณะเดียวกัน 1 ใน 4 ก็มีความกังวลในเรื่องความเป็นส่วนตัว (เช่น บ้านจะโดนแฮกข้อมูลหรือไม่) ซึ่งประเทศในเอเชียกังวลในเรื่องเหล่านี้เหมือนกันทั้งหมด

 

ผู้บริโภคเกาหลีใต้มีความกังวลเรื่องราคาของเทคโนโลยีสมาร์ทโฮมมากที่สุด (30%) ตามมาติดๆด้วยจีน (29%) ในขณะที่ชาวญี่ปุ่นมีความกังวลด้านราคาน้อยกว่านิดหน่อย (25%)

 

จีนเป็นประเทศที่มีความวิตกเกี่ยวกับประเด็นความเป็นส่วนตัวสูงสุด (27%) ตามมาด้วยเกาหลีใต้ (24%) และ ญี่ปุ่น (18%)

 

รานจ์ เดล หัวหน้าฝ่ายวิจัยเทคโนโลยีของ GfK ในสหราชอาณาจักร และผู้จัดการการวิจัยครั้งนี้ แสดงความคิดเห็นว่า “เราจะเห็นได้ว่า แต่ละชาติมีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับอิทธิพลของเทคโนโลยีสมาร์ทโฮม รวมถึงความสนใจในการใช้เทคโนโลยีนี้ โดยแต่ละประเทศล้วนมีมุมมองและความต้องการที่แตกต่างกัน งานวิจัยของเราจะช่วยให้ลูกค้าเข้าใจถึงโอกาสของเทคโนโลยีสมาร์ทโฮมในตลาดแต่ละแห่งและนำวิธีของตนมาปรับใช้ได้อย่างเหมาะสม”

 

เกี่ยวกับการสำรวจ

 

GfK ได้ทำการสัมภาษณ์ผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 16 ปีกว่า 1,000 คนในเยอรมนี สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา บราซิล เกาหลีใต้ จีน และญี่ปุ่น โดยทำการสัมภาษณ์ผ่านทางออนไลน์ ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามเป็นเหมือนตัวแทนของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในแต่ละประเทศ โดยการสำรวจมีขึ้นในเดือนกันยายนและตุลาคม 2558

 

ที่มา: GfK

“อาฟิมิลค์” ประกาศซื้อกิจการ “ไซเลนท์ เฮิร์ดส์แมน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

อาฟิคิม, อิสราเอล–15 ก.พ. 2558–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

 

อาฟิมิลค์จะนำเสนอโซลูชันติดตามอาการของโคนมได้อย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น 

 

อาฟิมิลค์ (Afimilk) ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันบริหารฟาร์มโคนม ประกาศว่า บริษัทได้เข้าซื้อกิจการของ ไซเลนท์ เฮิร์ดส์แมน (Silent Herdsman)ซึ่งเป็นธุรกิจร่วมทุนเอกชนจากเมืองกลาสโกว์ สหราชอาณาจักร และเป็นผู้พัฒนาระบบติดตามอาการของโคแบบปลอกคอในชื่อ Silent Herdsman ซึ่งใช้ตรวจจับอาการเป็นสัดและปัญหาสุขภาพของโคนม

 

ระบบ Silent Herdsman ได้เข้ามาเติมเต็มกลุ่มผลิตภัณฑ์ AfiAct II ยอดนิยมของอาฟิมิลค์ ด้วยฟังก์ชั่นการทำงานที่โดดเด่นและมีประสิทธิภาพเพราะใช้เทคโนโลยีใหม่สุดทันสมัย” ยูวาล ราชมิเลวิตซ์ ซีอีโอของอาฟิมิลค์ บริษัทผู้ผลิต AfiAct II ระบบติดตามอาการของโคแบบติดที่ขา กล่าว     

 

การตรวจจับอาการเป็นสัดถือเป็นเรื่องจริงจังในอุตสาหกรรมนม เนื่องจากโคนมต้องมีการผสมพันธุ์อย่างสม่ำเสมอจึงจะสามารถผลิตนมได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่การตรวจพบปัญหาสุขภาพตั้งแต่เนิ่นๆก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เนื่องจากการรักษาอย่างทันท่วงทีสามารถลดค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการสูญเสียกำลังการผลิต การคัดโคออกจากฝูง หรือการเสียชีวิตของโคได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

Silent Herdsman คือระบบติดตามอาการของโคแบบปลอกคอที่มีการจดสิทธิบัตรอย่างถูกต้อง และพัฒนาขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสกอตแลนด์ ระบบนี้สามารถตรวจจับอาการเป็นสัดและปัญหาสุขภาพได้จากรูปแบบการทำกิจกรรม การสำรอก และการกินของโค โดยข้อมูลจะถูกส่งแบบไร้สายจากปลอกคอผ่านสถานีฐานไปยังคอมพิวเตอร์ควบคุมในฟาร์ม ซึ่งจะแจ้งเตือนการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่บ่งชี้ถึงการเป็นสัดหรือการเจ็บป่วย นอกจากนั้นยังแจ้งเตือนผ่านคลาวด์ไปยังสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตได้ด้วย เกษตรกรโคนมจึงเสียเวลาน้อยลงในการสังเกตอาการของโคโดยตรง และมีเวลามากขึ้นสำหรับการผสมพันธุ์โคและดูแลโคที่เจ็บป่วย ทั้งนี้ ระบบ Silent Herdsman ถูกนำไปติดตั้งในฟาร์มโคนมหลายร้อยแห่งทั่วยุโรป  

 

AfiAct II เป็นระบบติดตามอาการที่ติดตั้งบริเวณขาของโค ซึ่งสามารถตรวจจับอาการเป็นสัดและความผิดปกติหลายประการจากพฤติกรรมการทำกิจกรรมและการพักผ่อนของโค โดยระบบสามารถแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ไปยังคอมพิวเตอร์ รวมถึงสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตได้เช่นเดียวกับระบบ Silent Herdsman ซีอีโอของอาฟิมิลค์ระบุว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ในสหรัฐที่ใช้งานระบบ AfiAct II ได้รายงานอัตราการตั้งท้องของโคมากกว่า 25% 

 

คุณราชมิเลวิตซ์กล่าวเสริมว่า ทั้ง 2 ระบบมีความแม่นยำและความยืดหยุ่นสูง ทั้งยังใช้คลื่นวิทยุระยะไกลและแบตเตอรี่ที่มีอายุการใช้งานยาวนานเช่นกัน พร้อมเสริมว่า “ระบบติดตามอาการแบบปลอกคอ Silent Herdsman จะช่วยให้ลูกค้าของอาฟิมิลค์มีรายได้มากขึ้น ประหยัดเวลากว่าเดิม และทำให้ฝูงโคนมมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง”   

 

อาฟิมิลค์ได้นำเสนอโซลูชันที่ทันสมัยในการบริหารฟาร์ม การผลิตนมคุณภาพสูงให้ได้กำไร และการยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ ให้แก่บรรดาเกษตรกรโคนมมาอย่างต่อเนื่องยาวนานเกือบ 40 ปี ปัจจุบัน อาฟิมิลค์เป็นผู้นำระดับโลกด้านซอฟต์แวร์การบริหารฟาร์มและการวิเคราะห์นมสำหรับผู้ประกอบธุรกิจฟาร์มโคนมใน 50 ประเทศ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนจำหน่ายของอาฟิมิลค์ หรือดูข้อมูลได้ที่ http://www.afimilk.com

ติดต่อ:

โนอา โยนิช

ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาด

บริษัท อาฟิมิลค์ จำกัด

โทร. +972-50-758-9973

อีเมล: noa@afimilk.co.il

ที่มา: อาฟิมิลค์

รัฐบาลเวียดนามเลือกใช้ซอฟต์แวร์จับคู่ดีเอ็นเอ “Bonaparte” ในโครงการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลเหยื่อสงครามเวียดนาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

นิจเมเจน, เนเธอร์แลนด์–15 ก.พ.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

บริษัท SMART Research BV ได้ลงนามในสัญญาจัดหาระบบซอฟต์แวร์จับคู่ดีเอ็นเอ Bonaparte รวมถึงบริการอื่นๆที่เกี่ยวข้องให้แก่รัฐบาลเวียดนาม เพื่อนำไปใช้ในโครงการระยะยาว 10 ปี ที่มีเป้าหมายเพื่อพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลของเหยื่อสงครามเวียดนามอย่างน้อย 80,000 ราย จากทั้งหมด 650,000รายที่ยังระบุไม่ได้ว่าเป็นใคร

โครงการ “Project 150” ที่ริเริ่มโดยเหงียน ตัน ดุง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม จะเป็นโครงการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยผู้ให้บริการเทคโนโลยีชั้นนำอย่างบริษัท Qiagen และ Eppendorf จะเข้ามายกระดับห้องปฏิบัติการ 3 แห่งด้วยเทคโนโลยีทางนิติเวชศาสตร์สุดทันสมัย ขณะที่BioGlobe และ The International Commission on Missing Persons (ICMP) จากบอสเนีย รับหน้าที่เป็นผู้ให้คำปรึกษาและจัดการอบรม ในขณะที่ SMART Research BV ก็ได้เข้าร่วมโครงการนี้อย่างภาคภูมิภายหลังการลงนามในสัญญาข้างต้น

ความสามารถในการจับคู่โดยอ้อมอันล้ำสมัยของระบบ Bonaparte จะช่วยให้ห้องปฏิบัติการของรัฐบาลเวียดนามมีศักยภาพในการค้นหาสมาชิกครอบครัวและเครือญาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับโครงการนี้ ระบบ Bonaparte สามารถพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลจากชิ้นส่วนมนุษย์ที่เหลืออยู่ โดยเทียบกับดีเอ็นเอของสมาชิกครอบครัวตามแผนภูมิลำดับเครือญาติ

ระบบ Bonaparte ถูกนำไปใช้พิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลในสถานการณ์จริงมาแล้วหลายครั้ง โดยมีบทบาทสำคัญในการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลในเหตุการณ์เครื่องบินตกที่กรุงตริโปลี ประเทศลิเบีย เมื่อปี 2553 รวมถึงการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลของผู้เคราะห์ร้ายจากเหตุการณ์หายนะเที่ยวบิน MH17 ของสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ ที่เกิดขึ้นในประเทศยูเครนเมื่อปี 2557

ระบบ Bonaparte ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 2550 โดย Netherlands Forensic Institute (NFI) จากนั้นได้รับการปรับปรุงและพัฒนาโดย SNN และบริษัทในเครืออย่าง SMART Research BV ด้วยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ NFI

SMART Research BV เป็นบริษัทที่แยกตัวออกมาจาก SNN (Dutch Foundation for Neural Networks) ในสังกัดมหาวิทยาลัย Radboud Universityในเมืองนิจเมเจน ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดย SMART Research เป็นผู้พัฒนา ดูแลรักษา และซ่อมบำรุงระบบ Bonaparte นอกจากนั้นบริษัทยังมีความเชี่ยวชาญในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่องขั้นสูงเพื่อแก้ไขปัญหาในสถานการณ์จริง ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้เป็นรากฐานของระบบ Bonaparte

http://www.bonaparte-dvi.com

แหล่งข่าว: SMART Research BV

สมุดปกขาวของ UL โดย ดร.อีริน กรอสซี เผยความสำเร็จด้านพลังงานหมุนเวียนที่โรงงานไฟฟ้าในเยอรมนีและโอกาสที่เป็นไปได้สำหรับประเทศอื่นๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

นอร์ทบรูค, อิลลินอยส์–12 ก.พ.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

UL ซึ่งเป็นองค์กรวิทยาศาสตร์ด้านความปลอดภัยชั้นนำระดับโลก เปิดเผยผลการศึกษาความสำเร็จของเยอรมนีในการเพิ่มแหล่งพลังงานหมุนเวียนในระบบไฟฟ้าของประเทศ การศึกษาและผลการศึกษาดังกล่าวถูกจัดทำเป็นสมุดปกขาวในหัวข้อ “Putting the Pieces Together: Transition and Transformation in Global Energy Markets” ซึ่งเขียนโดยดร.อีริน กรอสซี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ UL

 UL Enterprise Logo / UL Logo (PRNewsFoto/UL)

UL Logo (PRNewsFoto/UL)

โลโก้ – http://photos.prnewswire.com/prnh/20140721/129100

การศึกษาของสมุดปกขาวเล่มนี้ครอบคลุมเรื่องการวิจัยและการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญระบบนิเวศพลังงานของเยอรมนีที่ทำงานเกี่ยวกับการเปลี่ยนโฉมด้านพลังงานของประเทศ เยอรมนีได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากกรอสซี เนื่องจากเป็นประเทศที่ลงทุนทางเศรษฐกิจเป็นจำนวนมากด้วยการกำหนดเป้าหมายเชิงรุกในการนำแหล่งพลังงานหมุนเวียนมาใช้แทนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ สำหรับการใช้พลังงานหมุนเวียนโดยทั่วไป เยอรมนีสามารถบรรลุเป้าหมายได้ 30% ในปี 2557 และมีแผนที่จะบรรลุเป้าหมายให้ได้ 40-50% ทั่วประเทศภายในปี 2568 และสูงถึง 80% ภายในปี 2593

เราต้องการค้นหาว่าทำไมเยอรมนีจึงกล้าที่จะเสี่ยงทางเศรษฐกิจในระดับที่สำคัญเกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียน ทำไมรัฐบาลเชื่อว่าจะประสบความสำเร็จในที่สุด และตลาดอื่นๆทั่วโลกจะมีส่วนช่วยและเรียนรู้จากเยอรมนีได้อย่างไรบ้าง” กรอสซีกล่าว

สมุดปกขาวยังได้อธิบายให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างสภาพแวดล้อมของเยอรมนีและมุมมองด้านความปลอดภัย การให้ความสำคัญกับการรักษาระบบโรงไฟฟ้าให้มีความยั่งยืนของประเทศ และการขยายตัวของโรงไฟฟ้าเสมือนจริงเพื่อรับมือกับความท้าทายด้านวิศวกรรมที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ดี การศึกษาบ่งชี้ว่ายังมีจุดบอดด้านพลังงานบางส่วนที่เยอรมนีจะแก้ไขเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านพลังงานของประเทศต่อไป ซึ่งประเทศต่างๆสามารถให้ความช่วยเหลือได้ผ่านทางนวัตกรรม

สิ่งที่เราค้นพบที่สำคัญที่สุดก็คือ เทคโนโลยีที่หลากหลายที่ในที่สุดเยอรมนีจะต้องการเพื่อสนับสนุนการดำเนินการเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของประเทศซึ่งประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ในเอเชียและตลาดอื่นๆสามารถที่จะช่วยเสริมได้” กรอสซีกล่าว “นวัตกรรมบางอย่างที่เราให้ความสำคัญก็คือ แบตเตอรีเก็บพลังงาน หม้อแปลงและอินเวอร์เตอร์อัจฉริยะ เซ็นเซอร์และการวิเคราะห์ข้อมูล และมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง”

สมุดปกขาวเล่มนี้ ยังได้สรุปแนวโน้มพลังงานทั่วโลกว่า จะมีการกระจาย ความยืดหยุ่น และมีความเป็นอัจฉริยะมากขึ้นในอีกทศวรรษข้างหน้า เนื่องจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนากำลังก้าวกระโดดมาสู่การใช้งานระบบนี้ เนื่องจากปัจจุบันมีความเป็นไปได้ทางเทคนิคและการใช้งานได้จริงในทางเศรษฐกิจด้วยกลไก วิศวกรรมไฟฟ้า และทรัพยากรทางเทคโนโลยีสารสนเทศในปัจจุบัน

สมุดปกขาวฉบับเต็มสามารถดาวน์โหลดได้จากไลบารีของ UL ในหลายภาษาที่ http://bit.ly/1VVnTnx

เกี่ยวกับ UL

ULเป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกด้านวิทยาศาสตร์ความปลอดภัยที่เป็นอิสระ ซึ่งมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 120 ปี ผู้เชี่ยวชาญเกือบ10,000 คนปฏิบัติตามพันธกิจของULในการส่งเสริมสภาพแวดล้อมการทำงานและการอยู่อาศัยที่ปลอดภัยสำหรับทุกๆคน ULใช้การวิจัยและมาตรฐานต่างๆ เพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และตอบสนองความต้องการด้านความปลอดภัยที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เราเป็นพันธมิตรกับบรรดาธุรกิจ ผู้ผลิต สมาคมการค้า และหน่วยกำกับดูแลระดับนานาชาติ เพื่อนำโซลูชั่นต่างๆ เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกที่มีความซับซ้อนมากขึ้น สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรับรอง การทดสอบ การตรวจสอบ การให้คำปรึกษา และบริการด้านการศึกษาของเรา สามารถรับชมได้ที่ http://www.UL.com

ติดต่อ:

Dagmar Ebaugh

Global Public Relations & Social Media Manager

UL Commercial & Industrial

สำนักงาน: +1-678-872-0320

มือถือ: +1-404-216-4354

อีเมล: dagmar.ebaugh@ul.com

STRATO ผู้ให้บริการโฮสติ้งชั้นแนวหน้าในยุโรป ผงาดก้าวสู่ตลาดโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เบอร์ลิน–12 ก.พ.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

            STRATO บริษัทโฮสติ้งชั้นแนวหน้าในยุโรป กำลังจะขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดโฮสติ้งโลก กลยุทธ์เชิงรุกทำให้เราสามารถเติบโตมาได้ตลอดหลายปีในตลาดโฮสติ้งที่อิ่มตัวแล้ว เช่น เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และสเปน และครองส่วนแบ่งตลาดเหนือคู่แข่งของเราดร.คริสเตียน โบอิง ซีอีโอของ STRATO กล่าวขณะนี้เราต้องการขยายธุรกิจระดับนานาชาติไปสู่ตลาดแห่งใหม่ และนำเสนอผลิตภัณฑ์ของเราผ่านเว็บไซต์สั่งซื้อได้ทั่วโลก

 Strato AG Logo / STRATO Logo (PRNewsFoto/STRATO AG)

STRATO Logo (PRNewsFoto/STRATO AG)

            (โลโก้: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160210/331956LOGO )

            เว็บไซต์สั่งซื้อได้ทั่วโลก

            ปัจจุบัน STRATO มีเว็บไซต์ที่เปิดให้ทั่วโลกสามารถสั่งซื้อผลิตภัณฑ์โฮสติ้งของ STRATO ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศที่ STRATO ไม่ได้ทำเว็บไซต์เฉพาะของประเทศนั้น สามารถเข้าเว็บไซต์โฮสติ้งระดับโลกแห่งใหม่ได้แล้วที่ http://www.strato.com โดย STRATO ให้บริการโดเมน อีเมล ชุดเครื่องมือเว็บไซต์ แพคเกจโฮสติ้ง เนื้อที่เก็บข้อมูลออนไลน์และเซิร์ฟเวอร์ ผ่านทางเว็บไซต์โฮสติงระดับโลกแห่งใหม่นี้ เมื่อเข้าไปยังเว็บไซต์แล้ว ลูกค้าสามารถเลือกการแสดงผลของเว็บไซต์ได้จาก 2 ภาษา ได้แก่ อังกฤษ และ ตุรกี

 

            สานต่อความสำเร็จจากยุโรป

            STRATO ต้องการสานต่อความสำเร็จจากหลายประเทศในยุโรป ด้วยการเปิดเว็บไซต์ให้บริการโฮสติ้งทั่วโลก สำหรับตลาดโฮสติ้งในเยอรมนีที่อิ่มตัวและแข่งขันกันสูง เรียกได้ว่าเราเป็นบริษัทโฮสติ้งเติบโตเร็วที่สุดในแง่ของจำนวนสัญญา สำหรับที่เนเธอร์แลนด์ เราเป็นบริษัทโฮสติ้งเติบโตเร็วที่สุดในแง่จำนวนจดทะเบียนโดเมน .nl” โบอิงกล่าว*

            STRATO คร่ำหวอดในแวดวงโฮสติ้งมานานกว่า 18 ปี

            STRATO เป็นบริษัทโฮสติ้งรายแรกๆ และได้ทำการปฏิวัติตลาดโฮสติ้งไม่นานหลังจากบริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 2540 โดย STRATO เป็นบริษัทแรกๆ ที่นำเสนอแพคเกจเว็บไซต์ที่ครบถ้วนสมบูรณ์และราคาย่อมเยา ในปี 2549 STRATO ได้เจาะตลาดโฮสติ้งที่ยุโรป และในอีก 4 ปีต่อมา SRATO นำเสนอบริการเนื้อที่เก็บข้อมูลออนไลน์ในรูปแบบ in-house เป็นรายแรกๆของโลก

            *ที่มา: SIDN, มกราคม 2559

            เกี่ยวกับ STRATO

            STRATO เป็นผู้ให้บริการโฮสติ้งที่นำเสนออัตราส่วนราคาต่อประสิทธิภาพที่คุ้มค่าที่สุด และในฐานะที่เป็นบริษัทโฮสติ้งรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกSTRATO นำเสนอคุณภาพระดับมืออาชีพในราคาที่เอื้อมถึงได้ บริษัทมีผลิตภัณฑ์ตั้งแต่โดเมน อีเมล แพคเกจโฮมเพจ เนื้อที่เก็บข้อมูลออนไลน์ ไปจนถึงเซิร์ฟเวอร์ STRATO มีโดเมนทั้งสิ้น 4 ล้านโดเมน และบริหารงานศูนย์ข้อมูลที่ผ่านการรับรอง 2 แห่ง STRATO เป็นบริษัทในเครือ Deutsche Telekom AG

            สื่อมวลชนติดต่อ

            STRATO AG

            Pascalstr. 10, 10587 Berlin, Germany

            อีเมล: press@strato.com

            โทร. + 34(0)30-300-1460

            เว็บไซต์: http://www.strato.com/newsroom

            แหล่งข่าว: STRATO AG

Bond No. 9 เปิดตัวน้ำหอมใหม่ “MADISON AVENUE” กลิ่นอายของย่านช้อปปิ้งอันมีชีวิตชีวา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

นิวยอร์ก–12 ก.พ.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

Bond No. 9 เปิดตัวน้ำหอมแรกของโลกที่มีกลิ่นอายของย่านช้อปปิ้งชื่อดัง และตั้งชื่อน้ำหอมกลิ่นนี้ว่า “Madison Avenue” ตามชื่อถนนที่เรียงรายไปด้วยร้านบูติกชั้นนำใจกลางมหานครนิวยอร์ก

Bond No. 9 ไม่ได้เป็นเพียงผู้รังสรรค์น้ำหอมเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ด้วยการเปิดตัวคอลเลคชั่นน้ำหอมแรกของโลกที่สะท้อนกลิ่นอายของเมืองใหญ่อย่างมหานครนิวยอร์ก ทั้งนี้ “Scent of Peace” น้ำหอมขายดีอันน่าภาคภูมิใจของเรา ถือเป็นน้ำหอม eau de parfum ที่มีกลิ่นอายของเมืองตัวแรกที่เรารังสรรค์ขึ้น และในฤดูใบไม้ผลิปี 2559 นี้ ซึ่งเป็นฤดูที่หลายๆคนมักซื้อหาเสื้อผ้าใหม่ เราจึงถือโอกาสเปิดตัวน้ำหอมแรกของโลกที่มีกลิ่นอายของการช้อปปิ้ง

รับชมข่าวประชาสัมพันธ์ในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่

http://www.multivu.com/players/English/7759951-bond-no-9-madison-avenue/

เมื่อพูดถึงการช้อปปิ้งแล้ว คงไม่มีที่ไหนดีไปกว่าถนน Madison Avenue 57th Street และ 96th  Street ซึ่งเต็มไปด้วยร้านรวงทอดยาวตลอดย่านแฟชั่นอันเป็นที่กล่าวขานไปทั่วโลก

ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงตั้งชื่อน้ำหอมใหม่ที่แฝงไปด้วยกลิ่นอายของการช้อปปิ้งว่า Madison Avenue อย่างไรก็ดี แฟนพันธุ์แท้ของเราคงทราบอยู่แล้วว่า Bond No. 9 มีน้ำหอมที่เป็นตัวแทนของ Madison Avenue อยู่แล้ว นั่นคือ “Madison Soiree” ที่ผสานกลิ่นหอมอันเย้ายวนของดอกพุดและมะลิ โดยเป็นน้ำหอมคลาสสิคที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อช่วงเวลายามเย็นอันผ่อนคลาย แต่น้ำหอม Madison Avenue ใหม่ล่าสุดตั้งใจมอบความสดชื่นในยามกลางวันโดยเฉพาะ แค่ฉีดเพียงครั้งเดียวก็ปลุกสัญชาติญาณการช้อปปิ้งในตัวคุณ ทำให้รู้สึกเหมือนอยู่ในสวรรค์แห่งการช้อปปิ้งอย่างมีสไตล์

น้ำหอมรุ่นใหม่นี้จัดอยู่ในตระกูลไซปรัสอันสดชื่น ที่ผสานกลิ่นซิตรัส ไม้ และมอสอันเป็นที่ชื่นชอบในหมู่แฟชั่นนิสต้า และมีเอกลักษณ์แบบhaunting couture ตามแบบฉบับของน้ำหอมตระกูลนี้ โดยกลิ่นแรกที่สัมผัสได้คือกลิ่นผลไม้อันมีชีวิตชีวา ทั้งกลิ่นแอปเปิล มะกรูดฝรั่ง และแบล็กเบอร์รี ที่จะทำให้คุณรู้สึกสดชื่นขึ้นไปอีกขั้น จากนั้นตามมาด้วยกลิ่นกุหลาบนานาพันธุ์ที่นุ่มนวลราวผ้าไหม กลิ่นมะลิที่ละมุนราวผ้าแพร และกลิ่นแมกโนเลียที่ละไมราวผ้าซาติน สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดคือกลิ่นที่ติดทนไปจนถึงช่วงเย็น ทั้งกลิ่นพิมเสน กลิ่นขนมหวานอันอบอวลไปด้วยครีม ถั่ว และน้ำตาล รวมถึงกลิ่นแอมโบรซานจากอำพันทะเลที่เป็นตัวกระตุ้นให้มิติอื่นๆของน้ำหอมมีความโดดเด่นยิ่งขึ้น

เพื่อเติมเต็มความล้ำสมัยของน้ำหอมขวดนี้ เราจึงได้ออกแบบขวดน้ำหอมดาวรุ่งของ Bond No. 9 ด้วยสีชมพูอ่อนที่ชวนให้นึกถึงฤดูใบไม้ผลิ พร้อมตกแต่งโลโก้ของแบรนด์เป็นแนวกระดุมหน้าขวด และประดับโบว์ผ้าแพรต่วนสีดำบริเวณคอขวด เพื่อเป็นขวดน้ำหอมในฝันของเหล่านักช้อปผู้หลงใหลแฟชั่น

Madison Avenue พร้อมเปิดตัวในเดือนเมษายน 2559 ต้อนรับมหกรรมช้อปปิ้งประจำฤดูใบไม้ผลิ

วางจำหน่ายที่ Bond No. 9 New York Boutiques, Saks Fifth Avenue ทั่วประเทศ, ร้าน Nordstrom บางสาขา, Harrods UK และเว็บไซต์www.bondno9.com

ราคา: ขนาด 100ml ราคา 300 ดอลลาร์, ขนาด 50ml ราคา 200 ดอลลาร์, Body Silk ราคา 135 ดอลลาร์ และรุ่นพิเศษ Swarovski Limited Editionราคา 375 ดอลลาร์

เอ็นทีที คอมมิวนิเคชั่นส์ รั้งอันดับ 2 ในตาราง HfS Autonomics Premier League Table 2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : Thai Business News

http://www.thaibusinessnews.com/

 

โตเกียว–(บิสิเนส ไวร์)–9 ก.พ. 2559

เอ็นทีที คอมมิวนิเคชั่นส์ (NTT Communication) ผู้นำด้านข้อมูล คลาวด์ และการสื่อสารระหว่างประเทศในเครือของ เอ็นทีที (NYSE: NTT) ประกาศในวันนี้ว่า บริษัทได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในอันดับ 2 จากผู้ให้บริการทั้งหมด 22 รายในตาราง Autonomics Premier League Table 2016 ซึ่งจัดทำครั้งแรกโดย HfS Research โดย HfS ได้สัมภาษณ์ผู้ให้บริการและผู้รับจ้างบริหารระบบธุรกิจ (BPO) ชั้นนำ และให้บริษัทจัดหาเทคโนโลยีรวบรวมและยืนยันผลที่ได้รับ HfS ได้วิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดและจัดอับดับบริษัทเหล่านี้โดยยึดเกณฑ์ 6 ข้อ ดังต่อไปนี้

– วิสัยทัศน์และความน่าเชื่อถือของกลยุทธ์ Autonomics
– ความครอบคลุมและความสมบูรณ์ของเครื่องมือภายในและความเป็นหุ้นส่วนกับภายนอก ในด้าน Autonomics
– ระดับการนำไปใช้งาน
– การตีความหลักการขององค์กรและนำมาปฏิบัติ
– การเป็นที่ยอมรับในเชิงพาณิชย์
– ประสิทธิผลของการดำเนินการทางการตลาดตามกลยุทธ์ Autonomics

“เอ็นทีที คอมมิวนิเคชั่นส์ คว้าอันดับต้นๆในตาราง Autonomics Premier League Table 2016 ที่จัดทำขึ้นเป็นครั้งแรก ด้วยเหตุผล 2 ประการด้วยกัน ประการแรกคือการเป็นผู้บุกเบิกการใช้ IPcenter ของ IPsoft ซึ่งเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มประมวลผลอัตโนมัติชั้นแนวหน้า ประการที่ 2 คือการขยายแพลตฟอร์มนี้เพื่อสะท้อนถึงระดับการใช้งานระบบอัตโนมัติหลักกับแพ ลตฟอร์ม Global Management One อย่างกว้างขวางที่สุด” ดร.ทอม รอยเนอร์ กรรมการผู้จัดการ HfS Research กล่าว “นอกจากนี้ บริษัทยังช่วยแปลงแพลตฟอร์มคอกนิทีฟ Amelia ของ IPsoft เป็นภาษาญี่ปุ่นด้วย” เขากล่าวเสริม

รับชมตารางการจัดอันดับ The 2016 HfS Autonomics Premier League Table ได้ที่ http://www.horsesforsources.com/wp-content/uploads/2015/12/Autonomics-PLT-for-blog-002.jpg

รับชมประวัติของ เอ็นทีที คอม ได้ที่ http://www.ntt.com/aboutus_e/news/data/pdf/20160209.pdf

เกี่ยวกับ เอ็นทีที คอมมิวนิเคชั่นส์ คอร์ปอเรชั่น

เอ็นทีที คอมมิวนิเคชั่นส์ ให้บริการคำปรึกษา สถาปัตยกรรม ความปลอดภัยของข้อมูล และบริการคลาวด์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ขององค์กรธุรกิจ บริการเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากโครงสร้างพื้นฐานของเอ็นทีที คอมมิวนิเคชั่นส์ที่มีอยู่ทั่วโลก ซึ่งรวมไปถึงเครือข่าย Tier-1 IP ระดับโลก และเครือข่าย Arcstar Universal One(TM) VPN ถึง 196 ประเทศทั่วโลก และศูนย์ข้อมูลที่ปลอดภัยกว่า 130 แห่ง โซลูชั่นของเอ็นทีที คอมมิวนิเคชั่นส์ ยังสามารถใช้งานร่วมกับบริษัทในเครือเอ็นทีที กรุ๊ป ทั ่วโลก ซึ่งรวมไปถึง Dimension Data, NTT DOCOMO และ NTT DATA
http://www.ntt.com | Twitter@NTT Com | Facebook@NTT Com | LinkedIn@NTT Com

เกี่ยวกับ HfS

HfS Research เป็นองค์กรการวิเคราะห์อิสระชั้นแนวหน้าระดับโลก และเป็นชุมชนความรู้เพื่ออุตสาหกรรมบริการไอทีและธุรกิจ HfS ตอบสนองความต้องการด้านการวิจัยและกลยุทธ์ของเหล่าผู้นำการดำเนินงานทางไอที และธุรกิจในแวดวงการเงิน ห่วงโซ่อุปทาน ทรัพยากรบุคคล การตลาด การจัดการลูกค้า และการดำเนินการในอุตสาหกรรมหลัก HfS นำเสนอบทวิเคราะห์ที่มีความละเอียดถี่ถ้วนและครอบคลุมหลากหลายด้าน ซึ่งส่งผลต่อความสำเร็จทางธุรกิจในด้านต่างๆ ได้แก่ กระบวนการอัตโนมัติและการจัดจ้าง กรอบการทำงานของบริการทางธุรกิจ โมบิลิตี้ การวิเคราะห์ และความร่วมมือทางสังคม นอกจากนี้ HfS ยังให้ความสำคัญอย่างมากต่อกลยุทธ์การสรรหา การพัฒนา และการจูงใจบุคลากรผู้มีความสามารถ HfS ได้นำ Blueprint Methodology(TM) ซึ่งเป็นระบ บที่เกิดจากการระดมสมอง มาใช้ประเมินประสิทธิภาพการทำงานของผู้ให้บริการในแง่การสร้างนวัตกรรม และการดำเนินผลลัพธ์ทางธุรกิจเหล่านั้นให้สำเร็จด้วยดี

ลิงค์
รางวัลและเกียรติคุณของเอ็นทีที คอมมิวนิเคชั่นส์ – http://www.ntt.com/resource-center/awards/
Global Management One – http://www.ntt.com/gmone/
เอ็นทีที คอมมิวนิเคชั่นส์ เตรียมเปิดตัว Cognitive Agent เพื่อสนับสนุนการสื่อสารอัตโนมัติที่มีความเป็นธรรมชาติสูงให้แก่ศูนย์ บริการลูกค้า –http://www.ntt.com/aboutus_e/news/data/20151203.html

รับชมข่าวต้นฉบับได้ที่ businesswire.com: http://www.businesswire.com/news/home/20160208005379/en/

ติดต่อ:
เอ็นทีที คอมมิวนิเคชั่นส์ คอร์ปอเรชั่น
น.ส. ยูโกะ มิยาโมโตะ หรือ น.ส. ฮานะ ทสึจิย่า
โทร. +81 3 6700-4010
ฝ่ายวางแผนองค์กร