เปิดประวัติ ‘วิโรจน์ ลักขณาอดิศร’ ตัวตึง ชนส่วยรถบรรทุก ของก้าวไกล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550843

11 มิ.ย. 2566

เปิดประวัติ 'วิโรจน์ ลักขณาอดิศร' ตัวตึง ชนส่วยรถบรรทุก ของก้าวไกล

เปิดประวัติตัวตึงแห่งก้าวไกล ขาชนประเด็นร้อน วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ดีกรีปริญาเอกพัฒนาการเศรษฐกิจ มืออภิปรายดาวเด่นของสภา


เรียกได้ว่า การเปิดเผยเรื่องราวการทุจริต หรือ ส่วย ในช่วงนี้ ได้รับความสนใจอย่างมากจากสังคม โดยเฉพาะเรื่องส่วยรถบรรทุก ที่ทำให้มีการโยกย้ายตำรวจทางหลวงถึง 40 นายด้วยกัน ซึ่งเรียกได้ว่า เป็นผลงานของ ตัวตึงแห่งก้าวไกล วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ที่เดินหน้าเปิดเผยข้อมูลจนเรื่องถูกเปิดโปงอย่างกว้างขวาง 

วิโรจน์ ลักขณาอดิศรวิโรจน์ ลักขณาอดิศร

สำหรับประวัติของ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร เกิดเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2520 ในครอบครัวชนชั้นกลาง และเติบโตที่กรุงเทพฯ เป็นพี่ชายคนโตในบรรดาพี่น้อง 3 คน พ่อแม่ประกอบอาชีพค้าขาย
ด้านการศึกษา  จบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษา​ที่โรงเรียนวัดสุทธิ​ว​รา​ราม ระดับปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ (วิศวกรรมยานยนต์) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยในระหว่างเรียน เขาได้เข้าชมรมโต้วาทีและการบันเทิง

เพราะต้องการหากิจกรรมที่ตอบสนองความสนใจด้านอื่นๆ ที่นอกเหนือจากเนื้อหาวิชาการ การทำกิจกรรมเหล่านี้ทำให้เขาได้พัฒนาทักษะการพูด และทดลองการนำเสนอข้อมูลและเรื่องราวด้วยวิธีการที่แปลกใหม่น่าสนใจ  ระดับปริญญาโทจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระดับปริญญาเอก คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (หลักสูตรนานาชาติ)


ส่วนประสบการณ์ทำงาน ในสมัยทำงานด้านเอกชน  เป็นวิศวกรควบคุมคุณภาพให้กับบริษัท อีซูซุมอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นเจ้าหน้าที่ที่ปรึกษา ด้านระบบบริหารคุณภาพและการบริหารจัดการให้บริษัท โนโว ควอลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ในช่วงปี 2546 – 2561 วิโรจน์ได้ย้ายมาทำงานที่ บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคลและพัฒนาองค์กร ซึ่งการทำงานที่นี่ทำให้เขาได้ใช้ทักษะการบริหาร  และยังทำให้เขามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาของไทยอย่างลึกซึ้งอีกด้วย

วิโรจน์ ลักขณาอดิศรวิโรจน์ ลักขณาอดิศร

ขณะที่เส้นทางงานการเมืองของตัวตึงท่านนี้ วิโรจน์ ทำงานกับพรรคอนาคตใหม่ ได้รับเลือกให้เป็น ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และเขาได้กลายเป็นดาวรุ่งในสภาอย่างรวดเร็วจากเนื้อหา ลีลาการพูดฉะฉาน และเทคนิคในการนำเสนอที่เขาใช้ในการอภิปรายในสภา โดยชื่อเสียงของวิโรจน์โด่งดังอย่างมากหลังอภิปรายเกี่ยวกับยุทธการทางข้อมูลข่าวสาร (ไอโอ) ของกองทัพ นอกจากนี้ วิโรจน์ ยังได้รับความสนใจมากขึ้น ในฐานะที่เป็นนักการเมืองที่ใช้โซเชียลมีเดีย ในการสื่อสารพูดคุยกับประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นกันเอง
 

เมื่อพรรคอนาคตใหม่ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรค วิโรจน์ และเพื่อนส.ส. อีกหลายคนได้ย้ายมาสังกัดพรรคก้าวไกล โดย วิโรจน์ เคยดำรงตำแหน่งเป็นโฆษกพรรค หลังจากนั้นวิโรจน์ได้มีบทบาทที่โดดเด่นมากขึ้นเรื่อยๆในสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอภิปรายงบประมาณ เศรษฐกิจ การศึกษา และสาธารณสุขที่มุ่งไปที่ปัญหาการจัดสรรวัคซีนของกระทรวงสาธารณสุขในช่วงการระบาดทั่วของโควิด-19


จากนั้นเขาก็ได้กลายเป็นดาวสภา ด้วยเทคนิคในการนำเสนอข้อมูลที่ชัดเจนและลีลาการพูดที่ฉะฉาน โดยการอภิปรายที่ทำให้เขาเป็นที่จดจำมากที่สุดคือการเปิดโปงปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO ของกองทัพ ที่ใช้โจมตีพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามและสร้างความแตกแยก พร้อมกับเปิดเผย QR Code กลุ่มไลน์ IO ให้กับประชาชนขณะอภิปรายด้วย

นอกจากนี้ วิโรจน์ ยังถือเป็นนักการเมืองที่เข้าถึงประชาชน โดยเขาใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียเสนอความคิดเห็นเห็น ทั้งในประเด็นสังคม การเมือง และการศึกษา รวมทั้งรับฟังความคิดและพูดคุยกับประชาชนด้วย

วิโรจน์ ‘พรรคก้าวไกล’ ขยี้ องค์กรนั่งร้าน รอสัญญาณทำนิติสงคราม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550819

10 มิ.ย. 2566

วิโรจน์ 'พรรคก้าวไกล' ขยี้ องค์กรนั่งร้าน รอสัญญาณทำนิติสงคราม

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ว่าที่ สส.แบบบัญชีรายชื่อ “พรรคก้าวไกล” ใช้พื้นที่ในสื่อสังคมออนไลน์ ระบายความรู้สึกโจมตีไปถึงหน่วยงานที่เป็นเหมือน “องค์กรนั่งร้าน” ที่รอคำสั่ง เพื่อทำนิติสงคราม ฝืนมติของประชาชน ตอนนี้ทำได้เพียงรอคำสั่งจากคนบงการ

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ว่าที่ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ทวิตข้อความผ่านทวิตเตอร์  หลังจาก  คณะกรรมการการเลือกตั้ง  ” กกต.” มีมติเป็นเอกฉันท์ 6 เสียง ไม่รับคำร้องกรณี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล   มีคุณสมบัติลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ในการสมัครรับเลือกตั้ง  เหตุจากถือ หุ้นไอทีวี 42,000 หุ้น  แต่ให้รับเรื่องไว้พิจารณาเป็นความปรากฏ   เนื่องจากกรณีคำร้องดังกล่าวมีรายละเอียดเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและพฤติการณ์และมีหลักฐานพอสมควร และมีข้อมูลเพียงพอที่จะสืบสวนไต่สวนต่อไปว่า 

นายพิธาลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้า “พรรคก้าวไกล “ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล  เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากมีลักษณะต้องห้ามแต่ได้สมัครรับเลือกตั้ง อันเข้าข่ายเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรา 42(3) และมาตรา 151 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง  สส.  จึงเห็นควรพิจารณาสั่งให้ดำเนินการไต่สวนเป็นกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฎ โดยคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนที่ได้รับแต่งตั้ง จะดำเนินการไต่สวนตามขั้นตอน

นายวิโรจน์ ซึ่งทวิตข้อความผ่านทวิตเตอร์ ขยายความในประเด็นนี้ว่า ” ฝ่ายอนุรักษ์นิยม อยากแช่แข็งประเทศต่อ แต่ก็กังวลว่าจะได้ไม่คุ้มเสีย กลัวว่าค่านิยมทางสังคม ความเชื่อ ที่คอยค้ำยันเครือข่ายศักดินามาช้านาน จะเปลี่ยนแปลงแบบกู่ไม่กลับ องค์กรที่เป็นนั่งร้าน ตอนนี้ก็งงว่าจะไปต่อยังไง ระหว่างที่รอคำสั่ง ก็ต้องทำนิติสงคราม เอาชนักมาปักหลังไว้ก่อน เมื่อมีเสียงของประชาเป็นธงชัย มันผู้ใดจะหาญกล้ามาทำลาย”

“องค์กรนั่งร้านเขาไม่คิดอะไรมากอยู่แล้ว ถ้ามีคำสั่งมา ก็พร้อมที่จะใช้นิติสงคราม ฝืนมติของประชาชนอยู่แล้ว เพียงแต่ด้วยนิสัยความเป็นลูกน้อง ก็คงแจ้งหัวหน้ากลับไปว่า “ทำน่ะทำให้ได้ แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้น ไม่ขอรับผิดชอบนะ” หัวหน้าก็เลยหันรีหันขวาง ไม่กล้ากดปุ่ม “

“การใช้กฎหมายที่ถูกต้อง คือ การดำเนินการไปตามกฎหมาย ส่วนผลจะเป็นอย่างไร ก็เป็นอย่างนั้น แต่การใช้กฎหมายที่เลว คือ การล็อคผล ตั้งธงให้เป็นไปตามอำเภอใจของผู้มีอิทธิพลไว้ก่อน แล้วก็ก้มหน้าก้มตา หาช่องของกฎหมาย สร้างเหตุ ให้ผลเป็นไปตามธงให้ได้”

“อย่าไปเครียด ตอนนี้เราทำดีที่สุดแล้ว เหมือนสอบได้คะแนนดีแล้ว ก็รอประกาศขึ้นบอร์ดอย่างเดียว คนที่เครียด คือ คนที่พยายามหาช่องให้คนที่สอบตก แซงขึ้นมาเป็นที่หนึ่ง ตอนนี้คนพวกนี้เครียดมาก เรื่องทำน่ะหน้าด้านทำได้อยู่แล้ว แต่กลัวว่าจะถูกจับได้ กลัวจะต้องรับผิดชอบ ระแวงไปหมด”

“คนที่สั่งให้คุณทำความผิด ถึงเวลาเขาไม่ช่วยคุณหรอก มีแต่จะถีบหัวส่ง ให้ความผิดไม่พันมาถึงตัวเอง”  ข้อความจากทวิตเตอร์ ระบุ

วิโรจน์ 'พรรคก้าวไกล' ขยี้ องค์กรนั่งร้าน รอสัญญาณทำนิติสงคราม
วิโรจน์ 'พรรคก้าวไกล' ขยี้ องค์กรนั่งร้าน รอสัญญาณทำนิติสงคราม

มหากาพย์ ‘เสรีพิศุทธ์’ VS ‘ศรีสุวรรณ’ กว่าจะยุบสมาคมฯ นักร้อง สรุปจบที่นี่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550816

10 มิ.ย. 2566

มหากาพย์ 'เสรีพิศุทธ์' VS 'ศรีสุวรรณ' กว่าจะยุบสมาคมฯ นักร้อง สรุปจบที่นี่

“เสรีพิศุทธ์” เล่ามหากาพย์ สั่งยุบสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยของ “ศรีสุวรรณ” หรือ “นักร้อง” กว่าจะมีคำสั่งจากกรมการปกครอง เคยลั่นกลางรายการทีวีว่า “ถ้าไม่ยุบมีเรื่องแน่” ด้าน “ศรีสุวรรณ” ย้ำจุดยืน ยังคงทำหน้าที่ร้องตรวจสอบ-ไม่ท้อถอย แม้ถูกยุบสมาคมฯ

“พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส” หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ให้สัมภาษณ์หลังจากกรมการปกครองมีคำสั่งยุบ “สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย” ที่มี “นายศรีสุวรรณ จรรยา” เป็นเลขาธิการ (ศรีสุวรรณ) ว่า “ศรีสุวรรณ” เป็นหนึ่งในนักร้องที่ร้องเรียนไปทั่ว เรื่องที่ร้องก็ไร้สาระ ไม่มีประโยชน์ สร้างความปั่นป่วน และความเดือดร้อนให้หลายคน

ความจริงคือ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” ร้องเรียนให้กรมการปกครองยุบสมาคมฯ มานานมากแล้ว แต่ติดช่วงโควิด 19 ระบาด  และติดที่ “กรมการปกครอง” ไม่ค่อยรู้เรื่องเลยทำงานช้า ทั้งที่พยายามติดตามเรื่องมาตลอด พยายามต่อสายหาอธิบดีกรมการปกครองแต่ไม่เป็นผล จนล่วงเลยมาถึงวันที่ 9 มิ.ย.มีคนนำหนังสือมาส่งว่า ยุบสมาคมฯ แล้ว

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย โชว์หนังสือยุบสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย" ที่มี "นายศรีสุวรรณ จรรยา"  เป็นเลขาธิการ ที่กรมการปกครองส่งให้ เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2566พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย โชว์หนังสือยุบสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย” ที่มี “นายศรีสุวรรณ จรรยา” เป็นเลขาธิการ ที่กรมการปกครองส่งให้ เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2566

“วันที่กรมการปกครองเอาคำสั่งยุบสมาคมฯ ของ “ศรีสุวรรณ” มาให้ผม ผมก็ถามว่าทำไมถึงดำเนินการช้า มีใครช่วยดึงอยู่ข้างหลังหรือไม่ ก็มีการรับว่ามีคนพยายามไม่ให้ออกคำสั่งยุบสมาคมฯ นี้ แต่ผมไม่ได้ถามว่าใครเป็นคนที่อยู่เบื้องหลัง ผมให้เกียรติเขา ส่วนผู้ที่อยู่เบื้องหลังตำแหน่งใหญ่หรือไม่ ผมไม่รู้ แต่ต้องมีอำนาจ” “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” กล่าว

“พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” เล่าต่อว่า เร่งรัดเรื่องยุบสมาคมฯ ของ “ศรีสุวรรณ” มาตลอด รีบเพราะกลัวว่า หากมีการยุบสภาไปจะไม่คืบ ตั้งแต่เป็นประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ เคยเรียกอธิบดีกรมการปกครอง และนายทะเบียน มาชี้แจงข้อเท็จจริง อธิบดีฯ มอบหมายให้ รองอธิบดีฯ เข้ามาชี้แจง เลยมอบหมายให้ไปตรวจสอบว่า การจดทะเบียนตั้งสมาคมฯ ถูกต้องหรือไม่ มีการตั้งสถานที่จริงหรือไม่ ได้ส่งรายงานประจำปีเรื่องการเงินมาให้หรือไม่ จากการตรวจสอบพบว่า สถานที่จัดตั้ง เป็นห้องแถวเล็กๆ เก่าๆ กุญแจคล้องไว้ก็สนิมเครอะแล้ว ไม่มีการใช้สถานที่เลย สอบถามห้องข้างๆ ไม่มีใครเคยเห็น “ศรีสุวรรณ” มาประชุมที่นี่เลย

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย  แถลงข่าวอย่างเป็นทางการหลังจากได้รับหนังสือคำสั่งยุบสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย แถลงข่าวอย่างเป็นทางการหลังจากได้รับหนังสือคำสั่งยุบสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย

“พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” บอกอีกว่า ระหว่างนั้นจะมอบให้เลขากมธ.การป้องกันฯ โทรประสานไปที่กรมการปกครอง เพื่อสอบถามความคืบหน้า ทางนั้นก็รับสายบ้าง ไม่รับสายบ้าง ซึ่งคิดว่าเรื่องนี้จะต้องมีคนอยู่เบื้องหลัง “ศรีสุวรรณ” จึงทำให้กรมการปกครองไม่ออกคำสั่งยุบสมาคมฯ 


“ตอนนั้นผมไปออกรายการหนึ่งได้พูดออกรายการ ว่า อธิบดีกรมการปกครองต้องรีบยุบสมาคมฯ นี้ได้แล้ว ถ้าไม่ยุบมีเรื่องแน่ หลังจากออกรายการอธิบดีกรมการปกครองก็โทรมาขอพบผมทันที ผมตอบไปว่า ไม่ต้องมาพบกัน ทำหน้าที่ใครหน้าที่มันไป หลังจากนั้นก็มีหนังสือถึงผมเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. แจ้งว่า ยุบสมาคมฯ แล้ว แต่ “ศรีสุวรรณ” ยังสามารถอุทรณ์การยุบสมาคมฯ” “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” กล่าว

“พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” กล่าวต่อว่า เมื่อดูคำสั่งยุบแล้ว พบว่า ยังไม่ครอบคลุม เพราะในคำสั่งยุบสมาคมฯ ไม่มีรายละเอียดต่างๆ ที่พูดเลย ในหนังสือคำสั่งยุบสมาคมฯ มีรายละเอียดแค่ว่า มีการจดทะเบียน แต่ไม่มีการประชุมคณะก่อตั้งเลย และทราบว่าตอนที่ “ศรีสุวรรณ” ไปให้การชี้แจง อาจจะมีการให้ข้อความเท็จด้วย จึงได้ให้คำปรึกษากับอธิบดีกรมการปกครองว่า สามารถไปแจ้งความดำเนินคดีกับ “ศรีสุวรรณ” ข้อหาให้การเท็จได้ด้วย ส่วนกรรมการ เหรัญญิก ในฐานะผู้เสียหาย ก็สามารถดำเนินคดีกับ “ศรีสุวรรณ” ได้เช่นกัน


“ผมมีภาพและคลิปที่ “ศรีสุวรรณ” ให้สัมภาษณ์ว่า เขาทำอาชีพร้องเรียน พี่น้องประชาชนเดือดร้อนมาหาเขาก็ทำหน้าที่ร้องเรียนให้ โดยไม่คิดเงินคิดทอง เพราะต้องการช่วยเหลือประชาชน แต่ได้ค่าเหนื่อยตามที่ประชาชนให้ เช่น 5,000 ถึงหลักหมื่นบาท และเวลา “ศรีสุวรรณ”  ร้องเรียนอะไรก็อ้างสมาคมฯ อยู่ตลอด เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นว่า “ศรีสุวรรณ”  ไม่ได้ไปเดี่ยวๆ แต่มีองค์กรรองรับ ไม่ได้ไปเดี่ยวๆ แต่ในที่สุด “ศรีสุวรรณ” ก็มาร้องผม กล่าวหาว่าทำผิดกฎหมาย ทั้งที่เราไม่เคยทำผิดกฎหมาย และไม่มีแผล “ศรีสุวรรณ” ทำไม่ถูกต้อง”  “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” อธิบาย

“พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” เล่าต่อว่า เมื่อเร็วๆนี้ ทราบว่า “ศรีสุวรรณ” ยื่นเรื่องให้ยุบ 6 พรรค หารือร่วมตั้งรัฐบาลเหตุถูกครอบงำ เพราะมี “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” “นายปิยบุตร แสงกนกกุล” และน.ส.พรรณิการ์ วานิช  ไปร่วมทั้งที่ไม่มีสถานภาพทางการเมืองแต่อย่างใด มองว่า “ศรีสุวรรณ” ร้องเรียนโดยที่ไม่ดูข้อเท็จจริง ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ จึงสั่งให้ “ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช” ฟ้อง “ศรีสุวรรณ” ในประเด็นนี้อีกครั้ง ทำให้ “ศรีสุวรรณ” ไม่กล้าร้องเรียนพรรคเสรีรวมไทย

นอกจากนี้ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” ยังได้แนะนำพรรคการเมืองต่างๆ หรือบุคคลต่างๆ อย่าไปทำร้ายร่างกาย “ศรีสุวรรณ” เพราะผิดกฎหมาย แต่ให้ใช้กฎหมายจัดการแทน เพราะบ้านเมืองอยู่ด้วยกฎหมาย จะตัดสินเองไม่ได้ ต้องให้คนกลางอย่างศาลเป็นผู้พิจารณา


ผู้สื่อข่าวถามว่า มีอะไรอยากจะฝากถึงเหล่านักร้องหรือไม่ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” ตอบว่า จะไปร้องใครมันก็คือ การใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ว่ากฎหมายเขียนไว้ว่า อย่าไปล่วงละเมิดสิทธิใคร อยากให้ผู้ที่ถูกละเมิดใช้สิทธิได้ ดังนั้น นักร้องต้องเข้าใจเวลาจะไปร้องใคร ต้องมีข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานที่จะให้เขาพิจารณาวินิจฉัยได้

ข้อความที่นายศรีสุวรรณ จรรยา โพสต์ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ข้อความที่นายศรีสุวรรณ จรรยา โพสต์ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว

ล่าสุด “ศรีสุวรรณ” โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า “ศรีสุวรรณยังยืนหยัดที่จะทำหน้าที่ร้องตรวจสอบนักการเมือง-พรรคการเมืองเหมือนเดิม เพื่อประโยชน์สาธารณะสะกดคำว่า ท้อถอยไม่เป็นครับ”

และข้อความ “ได้ตำแหน่งใหม่แล้ว ‘ศรีสุวรรณ’ ไม่ท้อยืนหยัดร้องต่อ หลังสมาคมฯถูกยุบทิ้ง!” พร้อมแชร์ข่าวจากสำนักข่าวไทยโพสต์ ที่มีเนื้อหาระบุว่า “นายศรีสุวรรณ ได้เปลี่ยนตำแหน่งจากเดิม “เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย” เป็น “ประชาชนผู้รักชาติรักแผ่นดิน” ในการยื่นหนังสือต่อกองบัญชาการสอบสวนกลาง(บช.ก.) เพื่อร้องทุกกล่าวโทษผู้ที่มีพฤติการณ์หรือกระทำการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ กรณีที่มีการจัดเสวนาเปิดตัวองค์กรขบวนนักศึกษาแห่งชาติ ( Pelajar Kebangsaan Patani ) โดยกลุ่มเครือข่าย PerMAS เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 66 ที่ มอ.ปัตตานี ที่ผ่านมา”

จดหมายถึงสังคมไทย เตือนสติ คดี ‘พิธา’ ถือ ‘หุ้นสื่อ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550811

10 มิ.ย. 2566

จดหมายถึงสังคมไทย เตือนสติ คดี 'พิธา' ถือ 'หุ้นสื่อ'

นักวิชาการด้านประวัติ เขียนจดหมายถึงสังคมไทย คดี’หุ้นสื่อ’ ‘พิธา’ ลิ้มเจริญรัตน์ หยุดโศกนาฏกรรมได้ด้วยความยุติธรรม

อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ เขียนบทความลงในเฟซบุ๊ก เตือน หลีกเลี่ยงโศกนาฏกรรมของสังคมไทย ด้วยการยืนอยู่บนความยุติธรรม หัวข้อ กกต. กับการ หาทาง ลงโทษที่เน้นสำนึกส่วนบุคคล

เนื้อหาในเฟซบุ๊ก ระบุว่า เป็นเรื่องน่าเศร้าใจที่กระบวนการเคลื่อนเข้าสู่ประชาธิปไตยของสังคมไทยกำลังถูกทำให้ชะงักงันและอาจจะนำไปสู่วิกฤติทางการเมืองครั้งใหญ่กว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

เกมการเมืองของ กกต. ออกมาในรูปของการเน้นให้ความผิดของพิธา กลายเป็นความผิดที่เกิดขึ้นจากสำนึกส่วนบุคคล ตามมาตรา 151

การเลือกเน้นการพิจารณาข้อกล่าวหาพิธา ในลักษณะเช่นนี้จะทำให้ดูเสมือนว่า กกต. มีความชอบธรรมในการที่จะลงโทษคุณพิธา ซึ่. กกต. คงจะประเมินว่าหากออกมาในลักษณะที่เป็นความผิดส่วนบุคคลและเป็นสำนึกของพิธาเพียงคนเดียว

น่าจะลดกระแสต่อต้านของมวลชนลงเพราะเป็นความผิดที่ขึ้นอยู่กับคุณลักษณะส่วนตัวของบุคคลโดยแท้

การประกาศจะใช้มาตรา 151 และเป็นการ รับเรื่องไว้พิจารณาเป็นความปรากฏ ซี่งหมายความว่า กกต. จะใช้อำนาจพิจารณาเรื่องนี้ก่อนส่งต่อไปยังศาลยุติธรรม อำนาจของการพิจารณาคดีพิธานี้สังคมไทยจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

เพราะมาตรา 151 นี้กำหนดบทลงโทษไว้สูงลิ่ว คือมีทั้งโทษจำคุก ปรับ และเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งนานถึง 20 ปี

การเลือกมาตรา 151 นี้ ก็เพราะต้องการเลี่ยงการเปรียบเทียบกับคดีการถือหุ้นสื่ออื่น ๆ ที่จะทำให้ผลการตัดสินเป็นคุณแก่กรณีพิธา การใช้มาตรา 151 ก็เพราะหวังว่าจะใช้คดีของสิระเป็นตัวตั้งเพื่อเปรียบเทียบลงโทษ

แต่อยากจะบอกสังคมไทยว่าคดีของสิระกับพิธามันคนละเรื่องกัน หาก กกต. เทียบเคียงเช่นนี้ก็หมายความว่าต้องการเอาเรื่องพิธาให้ได้นั้นเอง

การจะพิสูจน์ว่าพิธารับรู้หรือไม่รับรู้ว่าตนเองมีคุณสมบัติหรือไม่ ก็ต้องดูที่การดำรงอยู่ของ ITV ด้วยว่าในสังคมขณะนั้น ITV มีสถานะอย่างไร  หาก กกต. ไม่พิสูจน์ในจุดนี้ให้ชัดเจนและสังคมยอมรับได้เสียก่อน และกระโดดไปสู่การตัดสินการรับรู้หรือไม่รับรู้ของพิธาโดยเทียบเคียงกับคดีสิระ 

ซึ่งเชื่อว่า กกต. ตัดสินใจผิดและต้องขอบอกว่า กกต.จะต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้น การเมืองของความหวังเรื่อง “ความเสมอภาคและยุติธรรม” ได้ถูกจุดและลามไปทุกมิติของสังคมแล้ว  จะดับไฟแห่งความหวังของสังคมนี้อย่างมักง่ายไม่ได้

ขอช่วยกันจับตามองเพทุบายทั้งหลายของบรรดา น้ำน้อย ในสังคมไทย ที่พยายามดับไฟแห่งความหวังของพวกเรา และต้องช่วยกันเตือนสติพวกเขา (ที่คงเหลือน้อยนิด) ว่าพวกเขากำลังก่อให้เกิดวิกฤติทั้งสังคม

โศกนาฏกรรมของสังคมไทยหลีกเลี่ยงได้ หากยืนอยู่บนความยุติธรรม ที่แท้จริง

สว.สมชาย แนะ 5 ขั้นตอน ‘กกต.’ ตรวจสอบหุ้นสื่อ ‘พิธา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550805

10 มิ.ย. 2566

สว.สมชาย แนะ 5 ขั้นตอน 'กกต.' ตรวจสอบหุ้นสื่อ 'พิธา'

แนะ 5 ขั้นตอนที่ ‘กกต.’ ควรดำเนินการ กรณีหุ้นสื่อของ ‘พิธา’ ลิ้มเจริญรัตน์ สมชาย แสวงการ ชี้ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ผูกพันทุกองค์กร

สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา เสนอ 5 ขั้นตอน ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.เร่งดำเนินการ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ  ว่าด้วยการเลือกตั้งสส. มาตรา 151

โดยความเห็นที่สว.สมชาย เสนอให้กกต.พิจารณาดำเนินการตามที่เห็นสมควรในขั้นตอนต่างๆประกอบไปด้วย

1.รับรองผลการเลือกตั้งสส.ของนายพิธา โดยเร็วหรือภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไม่เกิน60วันนับแต่วันเลือกตั้ง

2.หลังการรับรอง สส.แล้ว กกต.ต้องเป็นผู้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเองในฐานะความปรากฎแก่กกต โดยใช้ตามมาตรา 82 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า

– นายพิธาขาดคุณสมบัติและขัดรัฐธรรมนูญตามลักษณะต้องห้ามการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรตามรัฐธรรมนูญมาตรา101 (6)ประกอบมาตรา98(3)

– ขาดคุณสมบัติแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา88 มาตรา89 และมาตรา160

กรณีนี้จึงไม่จำเป็นต้องให้สส.เข้าชื่อ1ใน10 ร้องต่อประธานสภา
เพื่อขอให้ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญมาตรา82 อีกเพราะความปรากฎตามที่กกต.รับไว้เอง

และกกต.ต้องสอบสวนจนมีพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า นายพิธาน่ามีลักษณะต้องห้ามอันเป็นการขาดคุณสมบัติสสและแคนดิเดทนายกรัฐมนตรีแล้ว จึงร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย

3. กกต.ร้องขอต่อศาลรัฐธรรมนูญให้นายพิธาหยุดปฏิบัติหน้าที่ เช่นเดียวกับคดีอื่นๆที่ผ่านมา เช่นคดีที่กกต ร้องคดีนายธนาธร หรือ คดีที่ สส.พรรคร่วมฝ่ายค้านเข้าชื่อร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญคดีวาระ8ปี ของพลเอกประยุทธ์ ฯลฯ

โดยขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคําวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสอง
และขอให้มีคําสั่งกําหนดมาตรการหรือวิธีการใด ๆ เป็นการชั่วคราว

ก่อนการวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561มาตรา 71

4.กกต.ยื่นดำเนินคดีอาญาต่อเจ้าพนักงาน ตำรวจ อัยการ ในความผิดตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสส มาตรา 151  ประกอบมาตรา 42 (3)ในข้อหารู้อยู่แล้วว่า ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม

มิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้สมัครรับเลือกตั้งหรือทำหนังสือยินยอมให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อของตนเพื่อสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ กรณีถือหุ้นสื่อITV  คดีนี้มีบทลงโทษจำคุก 1-10 ปี โทษปรับ 20,000-200,000 บาท และตัดสิทธิการเมือง 20 ปี



5. อัยการพิจารณาคำสั่งฟ้องตามความผิดฐานดังกล่าวต่อนายพิธาหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้เป็นกรณีที่กกต.ควรต้องสอบสวนและมีพยานหลักฐานให้หนักแน่นชัดเจนอย่างยิ่งเพราะอัยการสูงสุดเคยมีคำสั่งชี้ขาดไม่ฟ้องนาย ธนาธร มาแล้ว 

โดยคดีดังกล่าว อัยการระบุว่า พยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะสั่งฟ้องและดูเจตนาจากพยานหลักฐานแล้ว น่าจะไม่มีความผิดกฎหมายอาญา 

ถึงแม้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยเรื่องคุณสมบัติของการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของนายธนาธร ให้พ้นสมาชิกภาพความเป็นสส.ไปแล้วก็ตามแต่อัยการสูงสุดก็ยืนยันมีคำสั่งชี้ขาดไม่ฟ้องนายธนาธรมาแล้วโดยถือว่าเป็นการพิจารณากฎหมายคนละฉบับกัน  #คำวินิจศาลรัฐธรรมนูญเป็นที่สุดและผูกพันทุกองค์กร

‘พิธา’ ได้-เสีย อย่างไร ที่ถูกวินิจฉัยตาม ‘มาตรา 151’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550798

10 มิ.ย. 2566

'พิธา' ได้-เสีย อย่างไร ที่ถูกวินิจฉัยตาม 'มาตรา 151'

อดีตกรรมการการเลือกตั้ง มองการตั้งเรื่องเอาผิด ‘พิธา’ ตาม ‘มาตรา 151’ ของ กกต. เป็นเหตุผลที่ สว.จะไม่โหวตให้เป็นนายกฯ

สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ตั้งข้อสังเกตการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการถือหุ้นสื่อ ของพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ขาดคุณสมบัติสมัครรับเลือกตั้ง สส. ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มาตรา 151  

โพสต์ของ สมชัย ศรีสุทธิยากร ในเฟซบุ๊ก มีเนื้อหาว่าการยกคำร้องคดีถือหุ้นสื่อ แต่กลับเตรียมดำเนินคดีอาญาฐานรู้ว่าขาดคุณสมบัติแต่ยังมาสมัคร สส. ของพิธา เป็นบวกหรือลบกันแน่

คดีอาญานั้น ต้องฟ้องศาลอาญา ซึ่งมีกระบวนการที่ยาวนาน เป็นปี และเป็นหลักประกันความยุติธรรมว่าต้องผิดจริงจึงถูกลงโทษ  ไม่สามารถเอาผิดโดยง่าย แต่โทษรุนแรงกว่า เพราะมาตรา 151 มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี และตัดสิทธิทางการเมืองถึง 20 ปี

การที่ กกต. ฟ้องดำเนินคดีอาญา  แม้ยังอยู่ในขั้นกระบวนการยังไม่เสร็จสิ้น  แต่ก็เป็นวัตถุดิบเพียงพอ ต่อเหล่า สว. ที่ตั้งใจไม่เลือกพิธาเป็นนายก  ไม่ยกมือให้ โดยมีข้ออ้างแบบไม่ตะขิดตะขวงใจ

การยกคำร้องคดีถือหุ้นสื่อ ต่อศาลรัฐธรรมนูญ ยังไม่ตายสนิท มีโอกาสฟื้นโดย ใช้ สส. 50 คน หรือ สว. 25 คน หรือยื่นโดย กกต.เองในฐานะความปรากฏ  หลังจากการรับรอง สส. โดยใช้สิทธิ ตามมาตรา 82 ของรัฐธรรมนูญ 

อาวุธหนักต่าง ๆ กำลังลำเลียงสู่สมรภูมิสนามรบ  และไม่จบแค่ ปืนต่อสู้อากาศยาน หรือ มาตรา 151   แต่แพ้ชนะกลับอยู่ที่ฝ่ายเสนาธิการผู้วางแผน

กกต. เริ่ม ‘มาตรา 151’ เส้นทาง ‘พิธา’ อาจซ้ำรอย ‘ธนาธร’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550792

10 มิ.ย. 2566

กกต. เริ่ม 'มาตรา 151'  เส้นทาง 'พิธา' อาจซ้ำรอย 'ธนาธร'

เปิดกฎหมาย ‘มาตรา 151’ ‘พิธา’ ส่อตามรอย ‘ธนาธร’ กระบวนการตรวจสอบ คุณสมบัติ สมัครรับเลือกตั้ง สส. หรือไม่ เริ่มต้นขึ้นแล้ว

คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. มีมติยกคำร้องเรื่องคุณสมบัติ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ของพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ด้วยเหตุผลเรื่องระยะเวลาในการร้องเรียน ตาม ระเบียบเลือกตั้ง สส. ข้อ 115  ไม่ได้หมายความว่าพิธา จะรอด

เพราะ กกต.สั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวว่ามีมูลหรือไม่

พลิกกฏหมายเลือกตั้ง สส. พบว่า พิธาอาจถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 20 ปี หากศาลชี้ว่าถือหุ้นสื่อมีความผิดจริง   มาตรา 42 บุคคลที่ลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  (3) เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ หรือ สื่อมวลชนใดๆ 



มาตรา 151 ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้สมัครรับเลือกตั้งหรือทำหนังสือยินยอม ให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อเพื่อสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ

ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปี ถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี

ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นผู้ซึ่งได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้นั้นคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าวให้แก่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรด้วย



เจษฏ์ โทณะวนิก คณะนิติศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิตเอเซีย ให้สัมภาษณ์รายการหนึ่ง มีเนื้อหาส่วนหนึ่งว่า ทางรอดของ พิธา มีสองทางประกอบด้วย กรณีมรดกหุ้นไอทีวี มีพินัยกรรม ไม่มีชื่อ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นผู้รับและไอทีวีไม่เป็นกิจการสื่อ



แต่ในทางตรงกันข้าม การถือหุ้นสื่อเป็นคุณสมบัติต้องห้ามมาตั้งแต่ตอนรับสมัคร แต่มีส่วนในกองมรดก(หุ้นสื่อ)ในฐานะทายาทโดยธรรม และปรากฏว่าสื่อนั้นยังประกอบการอยู่ โดยหลักฐานที่แสดงว่าสื่อยังประกอบการหรือไม่ประกอบด้วยหนังสือบริคณฑ์สนธิ วัตถุประสงค์หลัก และการประกอบการจริง



กรณีไอทีวีหากศาลปกครองสูงสุดสั่งให้ประกอบการต่อก็จะกลายเป็นว่าไอทีวีประกอบการมาตั้งแต่ต้น เป็นเพียงหยุดประกอบการคำสั่งสำนักปลัดสำนักนายกฯ ไม่ได้เลิกประกอบการ  เช่นเดียวกับกรณีของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 

‘ก้าวไกล’ ชนะเลือกตั้งยกจังหวัด ‘พิธา’ ประกาศดัน ‘ภูเก็ต’ เป็นไข่มุกของโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550784

09 มิ.ย. 2566

'ก้าวไกล' ชนะเลือกตั้งยกจังหวัด 'พิธา' ประกาศดัน 'ภูเก็ต' เป็นไข่มุกของโลก

เลือกตั้ง66 ก้าวไกลกวาดสส.ยกเกาะภูเก็ต ‘พิธา’ แท็กทีม ‘รังสิมันต์ โรม’ ลงพื้นที่ขอบคุณทุกคะแนนเสียง ประกาศพร้อมดันภูเก็ต ได้รับโหวตเป็นพื้นที่จัดงาน Expo 2028 ลั่นเมื่อรับตำแหน่ง จะบูมท่องเที่ยว แก้ปัญหายาเสพติด-คอรัปชั่น ต้องหมดไป

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมด้วยนายรังสิมันต์ โรม โฆษกพรรค และ ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อขอบคุณชาวภูเก็ต ที่เทคะแนนเลือกผู้สมัคร สส. ของพรรคก้าวไกลทั้ง 3 เขตเลือกตั้ง

โดยจุดแรก ได้ลงพื้นที่สนามหน้าที่ว่าการอำเภอกะทู้ ท่ามกลางเสียงตะโกน “นายกฯ คนที่ 30” เสียงดังกระหึ่ม โดยด้อมส้มมาให้กำลังใจ ประมาณ 700 คน ส่วนใหญ่จะมีการสวมเสื้อสีส้ม และมีพร้อพต่างๆ ที่เป็นสีส้มด้วย

โดยทันทีที่ทั้งหมดเดินทางมาถึงได้เดินมาที่เวทีซึ่งอยู่ริมสนามฟุตบอล โดยนายรังสิมันต์ กล่าวสวัสดีชาวภูเก็ต พร้อมระบุว่า ขอขอบคุณพี่น้องภูเก็ตทุกคน ที่มาส่งเสียงให้กำลังใจให้กับพรรคก้าวไกล ตนก็เป็นลูกหลานของคนภูเก็ต เติบโตและมีความทรงจำที่นี่ พร้อมถามว่า สำหรับการเมืองที่จังหวัดภูเก็ตเปลี่ยนไปแล้วหรือไม่ และได้ตอบว่า ตนรู้ว่าที่ทุกคนมารวมตัวกันเพราะอยากได้ยินเสียงนายกรัฐมนตรี คนที่ 30


ชาวภูเก็ตต้อนรับ พิธา-รังสิมันต์ โรม และว่าที่สส.ภูเก็ต ทั้ง 3 เขตชาวภูเก็ตต้อนรับ พิธา-รังสิมันต์ โรม และว่าที่สส.ภูเก็ต ทั้ง 3 เขต

จากนั้นได้ส่งไม้ต่อให้นายพิธา ซึ่งเมื่อขึ้นบนเวที กล่าวกับด้อมส้มที่มารอต้อนรับว่า “Phuket , are you ready ? พี่น้องชาวภูเก็ต ที่เคารพรักทั้งหลาย พวกเราชนะแล้ว คราวที่แล้วลงมา ผมบอกเขาว่าทั่วทั้งประเทศไทย “ภูเก็ตเด็ดทั้งเกาะ เด็ดไม่เด็ดไม่รู้ ก็แค่ส้มยกจังหวัด” จึงต้องลงมาขอขอบคุณความไว้วางใจจากพี่น้องชาวภูเก็ต ที่มอบคะแนนเสียงให้กับพวกเรา 

'ก้าวไกล' ชนะเลือกตั้งยกจังหวัด 'พิธา' ประกาศดัน 'ภูเก็ต' เป็นไข่มุกของโลก

ซึ่งในปี 2566 นี้ทำให้ได้คะแนนเสียงมากกว่าการเลือกตั้งปี 2562 จำนวน 1 เท่าตัวเต็ม วันนี้ภูเก็ตไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และสำหรับตน มาในฐานะ Ambassador การท่องเที่ยว และคนที่เคยขับเคลื่อนเรื่องสุราก้าวหน้า รวมถึงหัวหน้าพรรคการเมืองที่มี สส. 3 คน 3 เขต คอยรับใช้ประชาชนชาวภูเก็ต 

‘ก้าวไกล’ พรรคการเมืองของประชาชน

และสุดท้ายมาในฐานะว่าที่นายกรัฐมนตรีคนต่อไปของประเทศไทย

“คะแนนของพวกท่านมีความหมายกับตัวผมมากตอนก่อนเลือกตั้งเขาบอกคราวนี้จะได้กี่เสียงกัน ตอนอนาคตใหม่ ส้มหล่น ผมบอกว่าเลือกตั้งครั้งนี้หัวหน้ามีเป้าหมาย ต้องได้ สส.เยอะกว่าครั้งที่แล้ว และเขตต้องมากกว่าบัญชีรายชื่อ 

เพราะเราต้องการเป็นพรรคการเมืองของประชาชน ของมวลชน และจะเป็นภาคระดับชาติได้ไม่ใช่แค่พรรคท้องถิ่นหรือพรรคภูมิภาค จึงต้องมี สส. ให้ครบทุกภูมิภาค

อันที่หนึ่ง คราวที่แล้วได้มา 6 ล้านเสียง คราวนี้ได้มา 14 ล้านเสียง มากกว่าเดิม 2 เท่า 

อันที่สอง ได้ สส.เขตมา 100 กว่าคน บัญชีรายชื่อได้มา 40 กว่าคน เป้าที่ 2 สำเร็จเรียบร้อย

ส่วนเป้าที่สามจะเอาให้ครบทุกภูมิภาค หาเสียงอย่างถล่มทลาย คิดถึงพี่น้องที่สงขลา ปัตตานี นครศรีธรรมราช ซึ่งคราวนี้ไม่เป็นไร คราวหน้าผมไม่ปล่อยไว้แน่นอน แต่เดชะบุญนั่งอยู่ที่พรรค นั่งไล่ดูแต่ภาคใต้นี่แหละ 

'ก้าวไกล' ชนะเลือกตั้งยกจังหวัด 'พิธา' ประกาศดัน 'ภูเก็ต' เป็นไข่มุกของโลก
'ก้าวไกล' ชนะเลือกตั้งยกจังหวัด 'พิธา' ประกาศดัน 'ภูเก็ต' เป็นไข่มุกของโลก

“ภาคเหนือแตกแล้ว ภาคอีสานแตกแล้ว ภาคกลางแตกแล้ว ภาคตะวันตกก็แตกแล้ว ภาคใต้ จะแตกไม่แตกเนี่ย สรุปภูเก็ตไม่เคยทำให้ผิดหวัง แตกหมดทั้ง 3 เขต จังหวัดภูเก็ตนอกจากเป็นไข่มุก อันดามันแล้วยังเป็นไข่มุกในใจผมด้วย” 


นายพิธา กล่าวอีกว่าในจำนวนคะแนนเสียง 40 % ของพี่น้องชาวจังหวัดภูเก็ตที่ให้ความไว้วางใจพรรคก้าวไกล ขอสัญญาว่าจะไม่ทำให้ไข่มุกเม็ดนี้ผิดหวังแน่นอน นอกจากจะมาขอบคุณทุกคน มาให้ความมั่นใจว่าจะดูแลทุกคนเป็นอย่างดี 

ขณะเดียวกันยังมีอีก 60% ของพี่น้องชาวจังหวัดภูเก็ตที่ยังไม่ให้ความไว้วางใจในการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ไม่เป็นไร ตนรับใช้ทุกคน

นอกจากนี้

นายพิธา กล่าวย้ำว่า อีกเป้าหมายหนึ่งที่เร่งด่วนมาก คือ ต้องการเอาภูเก็ต ไข่มุกในใจตนและไข่มุกอันดามัน ให้เป็นไข่มุกของโลกให้ได้เร็วที่สุด ในวันที่ 21 มิถุนายนนี้ (เล่นมุกว่ามิถุนายน ไม่ใช่มิถุนาคม) ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส จะมีการตัดสินใจว่าจะใช้เมืองไหนจัดงาน World Expo ซึ่งประเทศไทยส่งภูเก็ตเข้าประกวด อเมริกาจะส่ง Minnesota ประเทศสเปนจัดส่งเมืองของเขา เซอร์เบียร์ก็จะส่งเมืองของเขา

เราลงทุนประมาณ 5,000 กว่าล้าน หากได้รับเลือกเศรษฐกิจหมุนขึ้น 10 กว่าเท่า ชาวภูเก็ตจะได้รวย รวย รวยและรวย ดูเวลาขณะนี้ เหลืออีกแค่ 10 กว่าวัน ทั่วโลกจะมีการโหวตกันว่าจะเอาภูเก็ตเป็นเมืองจัดงาน World Expo หรือไม่ คราวนี้จึงได้เริ่มต้นทักทายเป็นภาษาอังกฤษ ถามว่า Phuket , are you ready ? แล้วส่งเสียงไปถึงปารีสแล้ว


หลังจากนั้นนายพิธา ได้นัดแนะทำโควท เพื่อส่งเสียงไปทั่วโลกว่าจังหวัดภูเก็ตมีความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพ World Expo โดยนายพิธานำพูดว่า Phuket , Are you ready ? จากนั้นประชาชนตอบ Yes นายพิธาจะต่อว่า Phuket is save. และ Phuket is strong. จากนั้นประชาชนร่วมกันปรบมือให้ 3 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม นายพิธา ยังกล่าวต่อด้วยว่า จากที่ทำการบ้านมาแล้วทราบว่า ปกติจะมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวภูเก็ตประมาณ 8 ล้านคน แต่ปีที่ผ่านมาเหลือประมาณ 4 แสนคน และปีนี้มี 1.7 ล้านคน ยังหายไป 4 เท่าตัว เมื่อตนเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปที่จะจัดการ 

1.เศรษฐกิจ 2.สุขภาพ  3.แรงงานหมอพยาบาล 4.สิ่งแวดล้อม รวมทั้งจะแก้ปัญหา อีก 2 ค.ควาย คือค้ายาเสพติด ต้องหมดไปจากภูเก็ต และคอรัปชันต้องหมดไป

'ก้าวไกล' ชนะเลือกตั้งยกจังหวัด 'พิธา' ประกาศดัน 'ภูเก็ต' เป็นไข่มุกของโลก


จากนั้น ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้ลงจากเวทีมาขอบคุณประชาชนด้านล่างเวที ก่อนจะเดินทางไปประชุมร่วมกับภาคธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต

‘สมศักดิ์’ ปัดออกระเบียบกรมราชทัณฑ์ใหม่ รอวัน ‘ทักษิณกลับบ้าน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550775

09 มิ.ย. 2566

'สมศักดิ์' ปัดออกระเบียบกรมราชทัณฑ์ใหม่ รอวัน 'ทักษิณกลับบ้าน'

‘สมศักดิ์’ ยืนยันระเบียบราชทัณฑ์ใหม่ ไม่ได้เอื้อ ‘ทักษิณกลับบ้าน’ แจงไม่เข้าเงื่อนไข ‘ผู้ถูกกักกัน’ วอนหยุดบิดเบือนสร้างความขัดแย้ง

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ยืนยันไม่ได้เอื้อนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับบ้าน หลังประจวบเหมาะเมื่อวันที่ 6 มิ.ย. ประกาศราชกิจจานุเบกษาระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการปฎิบัติต่อผู้ถูกกักกัน พ.ศ.2566


โดยชี้แจงเหตุผล ทำไมนายทักษิณไม่เข้าเงื่อนไข “ผู้ถูกกักกัน” หรือ ไม่ต้องจำคุกในเรือนจำ หรือ สามารถจำคุกนอนเรือนจำได้ เพราะ ผู้ถูกกักกัน คือ ผู้กระทำผิดติดนิสัย เกี่ยวกับคดีที่ศาลเคยลงโทษจำคุกไม่ต่ำกว่า 6 เดือน มาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง จะต้องถูกควบคุมตัวไว้ภายในสถานที่กักกัน เพื่อป้องกันทำผิด และปรับนิสัย พร้อมฝึกหัดอาชีพ แต่หากผู้ถูกกักกันมีโทษจำคุก ก็ให้รับโทษจำคุกให้ครบก่อน ดังนั้น จะเห็นได้ว่า นายทักษิณไม่ได้เข้าเงื่อนไขระเบียบใหม่นี้เลย จึงเป็นการบิดเบือน เพื่อให้สังคมเข้าใจตนผิด 

กักกันแตกต่างกักขัง 
นักโทษเข้าใหม่ต้องเข้ารับการ “กักขัง” ตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์ก่อนทุกคน 
ส่วนการ “กักกัน” เมื่อรับโทษครบแล้ว แต่เป็นนักโทษคดีร้ายแรงและกระทำผิดซ้ำ จะต้องเป็น “ผู้ถูกกักกัน” ตามกฎหมาย JSOC หรือ ใส่กำไร EM ต่ออีกไม่เกิน 8 ปี

สำหรับระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการปฎิบัติต่อผู้ถูกกักกัน พ.ศ.2566 จะช่วยเฝ้าระวังกับคนที่ทำผิดซ้ำๆ อย่าง คดีฆ่าข่มขืน หรือ ฆาตกรต่อเนื่อง อย่าง นายสมคิด พุ่มพวง หรือ ไอซ์ หีบเหล็ก ซึ่งไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมืองเลย นายสมศักดิ์พยายามช่วยผลักดันเพื่อเฝ้าระวังบุคคลอันตราย ที่ชอบก่อเหตุซ้ำๆ ซึ่งในกฎหมายฉบับนี้ ก็กำหนดให้กรมราชทัณฑ์เป็นผู้รับผิดชอบในการบังคับตามคำสั่งคุมขังภายหลังพ้นโทษ หรือ คำสั่งคุมขังฉุกเฉินตามที่ศาลกำหนด โดยให้นำพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการกักกันตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2510 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ด้วยเหตุนี้จึงต้องออกระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ถูกกักกัน พ.ศ. 2566 เพื่อให้มีมาตรการในการดูแลสวัสดิภาพของผู้ถูกกักกันและบุคคลที่ถูกศาลสั่งให้ใช้มาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษ หรือคำสั่งคุมขังฉุกเฉินให้เกิดความเหมาะสมและอยู่ในมาตรฐานเดียวกัน
 

“ระเบียบใหม่ จะเห็นได้ว่า ทำให้กฎหมายป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่เป็นการจะช่วยผู้ต้องขังหรือผู้ที่กำลังจะรับโทษ ให้ถูกกักกันสถานที่อื่นแทน ดังนั้น ผมขอให้คนบางกลุ่ม ที่พยายามบิดเบือนว่า การออกระเบียบราชทัณฑ์ฉบับใหม่ เพื่อรองรับอดีตนายกฯทักษิณ ไม่ต้องคิดคุกในเรือนจำนั้น เลิกสร้างความเข้าใจผิด หรือ ดึงเป็นเรื่องการเมือง ทั้งที่พี่น้องข้าราชการในกระทรวงยุติธรรม พยายามสร้างกฎหมาย ออกระเบียบ เพื่อช่วยสร้างความปลอดภัยให้กับสังคม ซึ่งมองว่า พฤติกรรมที่พยายามสร้างความขัดแย้ง ควรยุติลงได้แล้ว เพราะประเทศอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล และกำลังจะเดินหน้าแล้ว ก็ควรช่วยกันสร้างบรรยากาศที่ดี” นายสมศักดิ์กล่าว
นายสมศักดิ์ เทพสุทินนายสมศักดิ์ เทพสุทิน

ด่วนที่สุด ด้อมส้ม จุดประทัด กกต. มีมติไม่รับ 3 คำร้อง ปม ‘พิธา’ ถือหุ้นไอทีวี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550767

09 มิ.ย. 2566

ด่วนที่สุด ด้อมส้ม จุดประทัด กกต. มีมติไม่รับ 3 คำร้อง ปม 'พิธา' ถือหุ้นไอทีวี

กลุ่มผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกล ถอนหายใจโล่งไปหนึ่งเปลาะ “กกต. ” มีมติเป็นเอกฉันท์ ไม่รับคำร้อง “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ถือหุ้นไอทีวี เนื่องจากเป็นคำร้องที่ยื่นเกินระยะเวลา แต่ยังต้องลุ้นต่อกับประเด็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งรอสอบสวน

ผู้สื่อข่าวเนชั่นทีวีรายงานว่า  คณะกรรมการการเลือกตั้ง( กกต.) มีมติเป็นเอกฉันท์ 6 เสียง ไม่รับคำร้องกรณี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล   มีคุณสมบัติลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ในการสมัครรับเลือกตั้ง  เหตุการถือ หุ้นไอทีวี 42,000 หุ้น  แต่ให้รับเรื่องไว้พิจารณาเป็นความปรากฏ 

ทั้งนี้คำร้องที่มีผู้ยื่นมาทั้ง 3  ราย  กรณี หุ้นไอทีวี เป็นคำร้องที่ยื่นเกินระยะเวลาที่จะสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา ในกรณีที่ร้องว่าผู้สมัครรายใดขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามระเบียบ กกต. ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. จึงเห็นควรพิจารณาสั่งไม่รับคำร้องไว้ตามระเบียบ  แต่เนื่องจากกรณีคำร้องดังกล่าวมีรายละเอียดเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและพฤติการณ์และมีหลักฐานพอสมควร และมีข้อมูลเพียงพอที่จะสืบสวนไต่สวนต่อไปว่า

นายพิธา เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากมีลักษณะต้องห้ามแต่ได้สมัครรับเลือกตั้ง อันเข้าข่ายเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรา 42(3) และมาตรา 151 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง  สส.  จึงเห็นควรพิจารณาสั่งให้ดำเนินการไต่สวนเป็นกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฎ โดยคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนที่ได้รับแต่งตั้ง จะดำเนินการไต่สวนตามขั้นตอนและระยะเวลาที่กำหนดไว้ในระเบียบต่อไป