คุยกัน 7 วันหน : ซีเรียกลับคืนสู่สันนิบาตอาหรับ พร้อมฟื้นสัมพันธ์ซาอุดีอาระเบีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/730585

คุยกัน 7 วันหน : ซีเรียกลับคืนสู่สันนิบาตอาหรับ  พร้อมฟื้นสัมพันธ์ซาอุดีอาระเบีย

คุยกัน 7 วันหน : ซีเรียกลับคืนสู่สันนิบาตอาหรับ พร้อมฟื้นสัมพันธ์ซาอุดีอาระเบีย

วันอาทิตย์ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.10 น.

รัฐมนตรีต่างประเทศของกลุ่มประเทศสันนิบาตอาหรับ หรือ อาหรับ ลีก ที่ประชุมสมัยพิเศษที่กรุงไคโรของอียิปต์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เห็นพ้องในการคืนสมาชิกภาพให้กับซีเรีย อันเป็นการต้อนรับซีเรียกลับเข้าสู่กลุ่มสันนิบาตอาหรับ เป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี หรือนับแต่เกิดสงครามกลางเมืองในซีเรียจากกระแสของการปฏิวัติดอกมะลิหรือ อาหรับ สปริง เมื่อปี 2011 เพื่อโค่นล้มระบอบของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด การตัดสินใจดังกล่าวมีขี้นก่อนที่จะมีการประชุมสุดยอดสันนิบาตอาหรับ ที่ซาอุดีอาระเบียในวันที่19 พฤษภาคมนี้ ขณะที่หลายชาติในกลุ่มอาหรับได้ทยอยกลับมาฟื้นฟูความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับซีเรียแล้วในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

นักการทูตของจอร์แดน กล่าวกับสำนักข่าวซีเรียว่า ชาติอาหรับกลับมาสานสัมพันธ์ปกติกับซีเรีย เนื่องจากประธานาธิบดีอัสซาด สามารถควบคุมแผ่นดินซีเรียได้แล้ว และกำลังมุ่งสู่เส้นทางทางการเมืองที่นำโดยกลุ่มชาติอาหรับ ในการแก้วิกฤตดังกล่าว

แถลงการณ์ร่วมในที่ประชุมสันนิบาตอาหรับ ได้ประกาศร่วมกันรอบใหม่เพื่อเพิ่มความพยายามในการช่วยซีเรียก้าวพ้นจากวิกฤต ด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งที่ประกอบด้วย จอร์แดน ซาอุดีอาระเบีย อิรัก เลบานอน อียิปต์ และ เลขาธิการของสันนิบาตอาหรับ เพื่อผลักดันการเจรจาโดยตรงกับรัฐบาลซีเรียในความพยายามหาทางออกที่ครอบคลุมจากวิกฤตการเมืองและวิกฤตอื่นๆ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากสงครามกลางเมืองของซีเรีย

ด้านอาห์เหม็ด อาบูล เกอิทเลขาธิการสันนิบาตอาหรับ กล่าวว่า ประธานาธิบดีอัสซาด สามารถมาเข้าร่วมประชุมสุดยอดสันนิบาตอาหรับในเดือนนี้ได้ หากเขาต้องการมา เพราะหลังจากนี้ ถือว่าซีเรียคือสมาชิกสันนิบาตอาหรับ เต็มรูปแบบแล้ว และตั้งแต่เช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา ซีเรียมีสิทธิที่จะมานั่งที่ใดก็ได้ ขณะที่กระทรวงต่างประเทศซีเรีย ออกแถลงการณ์เรียกร้องกลุ่มชาติอาหรับเดินหน้าด้วยแนวทางที่อยู่บนพื้นฐานของเคารพซึ่งกันและกัน และเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องทำงานและเจรจาร่วมกัน เพื่อรับมือกับความท้าทายที่ชาติอาหรับกำลังจะเผชิญ

ทั้งนี้ การฟื้นฟูความสัมพันธ์กับซีเรียนั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในตุรกีและซีเรีย เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ตามมาด้วย การกลับมาฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างซาอุดีอาระเบียและอิหร่าน ด้วยการเจรจาของจีนในเดือนมีนาคม โดยที่ผ่านมา อิหร่านคือผู้สนับสนุนซีเรีย

แน่นอนว่า มีผู้คัดค้านการกลับมาฟื้นฟูความสัมพันธ์กับซีเรียเช่นกัน แต่กลุ่มสันนิบาตอาหรับ ยืนยันว่าจะเดินหน้าแนวทางนี้ต่อไป โดยผู้ช่วยเลขาธิการสันนิบาตอาหรับ ระบุว่า เคารพทุกความเห็นและเข้าใจว่าฝั่งที่ต่อต้านพูดว่าอะไรแต่ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะเมื่อเกิดหายนะภัยจากแผ่นดินไหว ก็เกิดความเข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า ไม่มีความสนใจจากนานาชาติที่ชัดเจนที่จะนำไปสู่ทางออกในวิกฤตซีเรียเลย ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบในทางลบอย่างมากต่อบรรดาประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น ประเทศเพื่อนบ้านและชาติอาหรับ รู้สึกได้ว่าต้องมีการแก้ปัญหา จึงนำไปสู่จุดนี้

ขณะที่ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเคยต่อต้านการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับซีเรียมานาน ได้นำร่องกลับมาสานสัมพันธ์ไปก่อนแล้ว โดยเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เจ้าชายไฟซาล บิน ฟาร์ฮาน อัล ซาอุด รัฐมนตรีต่างประเทศซาอุฯ ได้เดินทางเยือนซีเรียเป็นครั้งแรกในรอบมากกว่าหนึ่งทศวรรษ ตามด้วยสำนักข่าวซาอุดีของทางการซาอุดีอาระเบีย รายงานอ้างแถลงการณ์ของกระทรวงต่างประเทศซาอุดีอาระเบียว่าซาอุดีอาระเบียตัดสินใจส่งคณะผู้แทนทางการทูตกลับไปยังซีเรียอีกครั้ง และจะหาทางพัฒนาการปฏิบัติการร่วมอาหรับ เช่นเดียวกับสำนักข่าวซานาของทางการซีเรีย รายงานอ้างแหล่งข่าวในกระทรวงต่างประเทศซีเรียว่า ซีเรียตัดสินใจส่งคณะผู้แทนทางการทูตกลับไปยังซาอุดีอาระเบียอีกครั้ง

ด้านประธานาธิบดีอิบราฮิมไรซี ของอิหร่าน ได้เดินทางเยือนกรุงดามัสกัส เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และมีการลงนามข้อตกลงหลายฉบับกับซีเรียในด้านการค้าและน้ำมัน

อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายประเทศสงวนท่าที โดย จอร์แดน คูเวต และกาตาร์ คัดค้านการร่วมประชุมสันนิบาตอาหรับ ของประธานาธิบดีอัลอัสซาด โดยระบุว่า การเชิญให้มาร่วมประชุมนั้นยังเร็วเกินไป เพราะรัฐบาลซีเรียยังไม่ได้ตกลงที่จะเจรจาแผนสันติภาพ ส่วนสหรัฐฯ ยืนยันว่า จะยังไม่เปลี่ยนแปลงนโยบายเกี่ยวกับซีเรีย ที่สหรัฐฯ ถือว่าเป็นรัฐอันธพาล และสหรัฐฯเรียกร้องชาติอาหรับว่าต้องได้อะไรแลกเปลี่ยนคืนมาด้วย จากการกลับไปสานสัมพันธ์กับซีเรีย ขณะที่พันธมิตรแห่งชาติซีเรีย ซึ่งเป็นฝ่ายต่อต้านหลักของรัฐบาลซีเรีย ตำหนิว่า สันนิบาตอาหรับกำลังทอดทิ้งชาวซีเรีย

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ‘เฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์’ ล้ม ซ้ำเติมวิกฤตธนาคารโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/729022

คุยกัน 7 วันหน : ‘เฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์’ ล้ม ซ้ำเติมวิกฤตธนาคารโลก

คุยกัน 7 วันหน : ‘เฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์’ ล้ม ซ้ำเติมวิกฤตธนาคารโลก

วันอาทิตย์ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.20 น.

เฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์ (First Republic Bank) หนึ่งในธนาคารระดับกลางชั้นนำของสหรัฐฯ เผชิญปัญหาสภาพคล่องอย่างรุนแรงเนื่องจากลูกค้าแห่ถอนเงินฝากต่อเนื่อง ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ ต้องเข้ามาดูแลก่อนปัญหาจะบานปลาย โดยสำนักงานคุ้มครองการเงินและนวัตกรรมแห่งแคลิฟอร์เนียได้เข้าควบคุม เฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์ และมอบหมายให้สถาบันคุ้มครองเงินฝากแห่งสหรัฐฯ (FDIC) เข้าพิทักษ์ทรัพย์ ก่อนจะยอมรับข้อเสนอซื้อสินทรัพย์ของ เจพี มอร์แกน เชส สถาบันการเงินรายใหญ่สุดของสหรัฐฯ ได้ครอบครองสินทรัพย์ของ เฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์ ที่ประกอบด้วยเงินกู้ 173,000 ล้านดอลลาร์ หลักทรัพย์ 30,000 ล้านดอลลาร์ รวมถึงเงินฝาก 92,400 ล้านดอลลาร์ ช่วยให้สำนักงานและสาขาของ เฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์84 แห่ง ใน 8 รัฐ ยังสามารถเปิดทำการได้ตามปกติ และจะปรับเป็นสาขาย่อยของ เจพี มอร์แกน เชส ต่อไป

สถานการณ์ของ เฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์ เป็นที่จับตามองหลังการล้มของ ซิลิคอน วัลเลย์ แบงก์ หรือ SVB เนื่องจากเป็นจุดเปราะบางสุดในระบบธนาคารของสหรัฐฯ โดย เฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์ เน้นให้บริการบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีเช่นเดียวกับ SVB นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจส่วนใหญ่อยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งมุ่งเน้นให้บริการชาวอเมริกันที่ร่ำรวย รวมถึงการปล่อยกู้จดจำนองดอกเบี้ยต่ำเพื่อแลกกับการฝากเงินสดไว้กับธนาคาร โดยเฉพาะเงินฝากที่มียอดเกิน 250,000 ดอลลาร์ ซึ่งไม่ได้รับการคุ้มครองจาก FDIC มีสัดส่วนมากถึง 2 ใน 3 แม้ว่าจะเป็นอัตราส่วนที่ต่ำกว่า SVB แต่ก็สูงกว่าธนาคารท้องถิ่นรายอื่นๆ

หากเป็นสถานการณ์ปกติ เฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์ อาจจะไม่เผชิญปัญหาสภาพคล่องอย่างรุนแรง เพราะที่ผ่านมาธนาคารมีสถานะที่แข็งแกร่ง แต่เพราะอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ทำให้การปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำกลายเป็นภาระ เมื่อบวกกับความกังวลของลูกค้าเกี่ยวกับเงินออมที่ฝากกับธนาคาร ทำให้เกิดการแห่ถอนเงินไปลงทุนในสินทรัพย์อื่น ส่งผลให้ เฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์ ต้องกู้ยืมเงินจำนวนมากจากธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ที่มีดอกเบี้ยสูง เพื่อให้ดำเนินงานต่อไปได้

ข้อมูลจากสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ระบุว่า การล้มของ เฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์ ขึ้นแท่นเป็นเหตุการณ์แบงก์ล้มครั้งใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของสหรัฐฯ เมื่อวัดในแง่มูลค่าสินทรัพย์ที่ล้มละลาย แซงหน้า SVB ที่ถูกเบียดลงไปอยู่ในอันดับ 3 โดยนับถึงวันที่ 13 เมษายน สินทรัพย์ทั้งหมดของ เฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์ อยู่ที่ 229,000 ล้านดอลลาร์ รองจากธนาคาร วอชิงตัน มิวชวล (Washinton Mutual) ที่ล้มในช่วงวิกฤตการเงินเมื่อปี 2551 ซึ่งมีสินทรัพย์อยู่ที่ 307,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ SVB มีสินทรัพย์อยู่ที่ 167,000 ล้านดอลลาร์ ตามด้วย ซิกเนเจอร์ แบงก์ ที่เพิ่งล้มตาม SVB ไม่นาน มีสินทรัพย์อยู่ที่ 110,000 ล้านดอลลาร์

หลังจาก เจพี มอร์แกน เชส เข้าซื้อเฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์ มีคำถามตามมาว่าวิกฤตในภาคธนาคารของสหรัฐฯ จบลงแล้วหรือยัง และเหตุการณ์นี้ จะส่งสัญญาณความเสี่ยงเชิงระบบที่กระทบในวงกว้างหรือไม่ เพราะแม้จะดูเหมือนไม่น่าจะเกิดวิกฤตภาคธนาคารในระดับเดียวกับเมื่อปี 2551 แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดปัญหากับธนาคารขนาดกลางที่มีช่องโหว่คล้ายๆ กัน หากเกิดการแห่ถอนเงินขึ้นอีก

อิตามาร์ เดรสเลอร์ ศาสตราจารย์ด้านการเงินจาก วาร์ตัน สกูล มองว่ามีธนาคารจำนวนมากที่เผชิญกับความเปราะบางในลักษณะเดียวกันนี้ และอาจจะมีสถาบันการเงินล้มเพิ่มเติมอีก แม้ขณะนี้สถานการณ์จะสงบลงชั่วขณะ ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกว่าอาจจะไม่มีความเสี่ยงเชิงระบบที่สร้างความเสียหายในวงกว้าง แต่ไม่ได้หมายความว่าพ้นจากอันตรายแล้ว อย่างไรก็ตาม เจมี ไดมอน CEO ของเจพี มอร์แกน เชส เชื่อว่าวิกฤตในส่วนของ เฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์ จบลงแล้วและยังมองว่าระบบการเงินของสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง แต่ก็เป็นไปได้ที่ธนาคารขนาดเล็กบางแห่งอาจต้องปิดตัว

ปัญหาปั่นป่วนในภาคธนาคารกลายเป็นปัจจัยที่สร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่กำลังชะลอตัว และเผชิญปัญหาเงินเฟ้อในระดับสูง ซึ่งกดดันต่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ประชุมกันในวันที่ 2-3 พฤษภาคมที่ผ่านมา ก่อนตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกร้อยละ 0.25 ตามคาด เป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่ 10 ในรอบ 14 เดือน ทำให้อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ขยับสู่ร้อยละ 5.0-5.25 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 แต่คาดว่าหลังจากนี้จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับสูง เพื่อฉุดเงินเฟ้อลงกลับสู่เป้าหมายระยะยาวที่ร้อยละ 2.0 โดยไม่กระตุ้นให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่รุนแรงและสร้างความเจ็บปวดมากขึ้น

คุยกัน 7 วันหน : แพนด้าจีนในต่างประเทศ ความประทับใจที่ทั่วโลกไม่มีวันลืม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/727624

คุยกัน 7 วันหน : แพนด้าจีนในต่างประเทศ  ความประทับใจที่ทั่วโลกไม่มีวันลืม

คุยกัน 7 วันหน : แพนด้าจีนในต่างประเทศ ความประทับใจที่ทั่วโลกไม่มีวันลืม

วันอาทิตย์ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.37 น.

เป็นที่รู้กันดีว่า แพนด้าถือเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของจีน ที่ถูกใช้เป็นสื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในฐานะเป็นทูตสันถวไมตรี ส่งผลให้แพนด้าได้ไปเหยียบแผ่นดินของประเทศต่างๆ ทั่วโลกมาตั้งแต่สมัยจักรพรรดินีบูเช็กเทียน ที่จีนส่งแพนด้าคู่หนึ่งไปที่ญี่ปุ่น จนถึง ค.ศ.685 ราชวงศ์ถังมอบแพนด้าให้แก่ต่างประเทศครั้งแรก ตามด้วย ค.ศ.1936-1945 รัฐบาลก๊กมิ่นตั๋งมอบแพนด้าให้แก่ประเทศตะวันตก 14 ตัวพอถึงทศวรรษ 1950 จีนมอบแพนด้าให้แก่รัสเซีย และเกาหลีเหนือ ทศวรรษ1970 จีนมอบให้แก่สหรัฐอเมริกาญี่ปุ่น ฝรั่งเศส แต่พอถึงทศวรรษ 1980จำนวนแพนด้าในจีนลดลงอย่างรวดเร็วจีนจึงหยุดมอบให้กับต่างประเทศ เปลี่ยนเป็นระบบเช่าช่วงแพนด้าไปจัดแสดง เปลี่ยนเป็นรูปแบบร่วมกันวิจัยระยะยาว

วันที่ 12 ตุลาคม 2003 แพนด้าคู่แรกจากจีนเดินทางถึงประเทศไทยสวนสัตว์เชียงใหม่ ตัวผู้ชื่อ ช่วงช่วง ตัวเมียชื่อ หลินฮุ่ย แพนด้าคู่นี้ได้รับความนิยมจากชาวไทยอย่างมาก ถึงขั้น“ทรูวิชั่นส์” เปิดช่องถ่ายทอดความเคลื่อนไหวของแพนด้าแบบ 24 ชั่วโมงต่อมา ไทยเป็นเจ้าภาพโลกจัดประชุมหมีแพนด้าโลกนอกประเทศจีนเป็นครั้งแรกที่ จ.เชียงใหม่

หลินฮุ่ยให้กำเนิดลูกแพนด้าเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 และเปิดให้เสนอชื่อลูกแพนด้ากันเข้ามาจนสุดท้ายได้ชื่อเรียกว่า “หลินปิง”การออกอากาศดำเนินไปเป็นเวลา 3 ปีและสิ้นสุดลงในปี 2555

ปัจจุบัน มีแพนด้า 43 ตัว อาศัยอยู่ในสวนสัตว์ 17 แห่ง ใน 12 ประเทศทั่วโลกนอกจากจีน การเซ็นสัญญาเกี่ยวกับการร่วมกันวิจัยแพนด้าระหว่างจีนกับต่างประเทศส่วนใหญ่จะมีผลใช้บังคับเป็นเวลา 10 ปี ค่าเช่ายืมปีละ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และต้องซื้อประกันภัยไว้ด้วย หากแพนด้าตายระหว่างอยู่ต่างประเทศ ต้องจ่ายเงินชดเชยให้กับจีนเงินจะเข้ากองทุนอนุรักษ์แพนด้าในประเทศจีน

สิ่งสำคัญคือ สัญญาระบุไว้ว่าจีนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ของแพนด้าที่ไปอยู่ต่างประเทศ รวมทั้งสิ่งของต่างๆ บนตัวแพนด้า เช่น ขนทุกเส้น และตัวอย่างเลือดทุกหยดที่เก็บมาเพื่อดำเนินการวิจัย ล้วนเป็นของจีน ส่วนลูกแพนด้าที่เกิดในต่างประเทศก็เป็นของจีน กำหนดว่าต้องส่งกลับประเทศจีนก่อนอายุ 2 ขวบ ปัจจุบันอนุญาตให้อยู่ในต่างประเทศไม่เกิน 4 ปี

ฝ่ายจีนต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายอย่างในการส่งแพนด้าไปต่างประเทศ เช่น สภาพอากาศสิ่งแวดล้อม อุปกรณ์ เทคโนโลยี ต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าจะเตรียมความพร้อมทุกอย่าง สถานที่เลี้ยงแพนด้าในต่างประเทศต้องผ่านการตรวจสอบและรับรองจากฝ่ายจีนตั้งแต่ก่อนลงมือก่อสร้าง จน เมื่อใกล้จะเสร็จจะเชิญผู้เชี่ยวชาญจากจีนไปตรวจสอบเพื่อยืนยันว่า ถูกต้องตามมาตรฐานหรือไม่ ต้องมีพื้นที่กว้างกลางแจ้งไม่น้อยกว่า 500 ตารางเมตร ในร่มไม่น้อยกว่า 40 ตารางเมตร และต้องติดเครื่องปรับอากาศควบคุมความชื้นอุณหภูมิภายในห้องต้องควบคุมไม่ให้เกิน 25 องศา

เพื่อต้อนรับหมีแพนด้าจากจีนแต่ละประเทศลงทุนมหาศาลเพื่อสร้างที่อยู่ให้แพนด้า เช่น สวนสัตว์เบลเยียมลงทุน 8 ล้านยูโร สร้างเป็นสถาปัตยกรรมแบบจีน อีกทั้งปลูกสวนไผ่ไว้ 4 เฮกตาร์ส่วนสวนสัตว์ที่เอดินเบอระในสกอตแลนด์ถึงกับติดตั้งกระจกกันกระสุนด้วย

ในส่วนของพี่เลี้ยง ต้องไปอบรมที่จีนมาแล้วหลายครั้ง อย่างน้อยประมาณ 1-2 เดือน เพื่อสร้างความสนิทกัน ต้องคุยกับหมีแพนด้าตลอด แต่ไม่ต้องเรียนภาษาจีน คุยด้วยภาษาต่างประเทศก็ได้ เพราะสำหรับแพนด้าแล้ว การคุ้นกับน้ำเสียงและสัญญาณที่ผู้เลี้ยงส่งให้สำคัญที่สุด ฝึกนานๆก็จะฟังเข้าใจ

ส่วนการเพาะพันธุ์ ทางการจีนจะคัดเลือกแพนด้าออกนอกประเทศกันเป็นคู่ เนื่องจากมียีนพันธุกรรมเหมาะจะผสมพันธ์ุกันจะได้ไม่เสียเวลาในการหาคู่ ใช้วิธีดั้งเดิมแบบคลุมถุงชนแต่เนื่องด้วยการขยายพันธุ์ทำได้ยาก แพนด้าจะทำอะไรกันก็ทำไม่เป็น ยิ่งแพนด้าตัวผู้ส่วนมากไม่สามารถทำได้ จึงต้องอาศัยการผสมเทียม โดยอาศัยความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญจีนซึ่งเทคโนโลยีของจีนอยู่ระดับชั้นนำของโลก แพนด้าตัวเมียปีหนึ่งมีช่วงตกไข่เพียงครั้งเดียว และติดสัดเพียงปีละ 2 วันเท่านั้น พลาดไปแล้วก็ต้องรออีกหนึ่งปี ก่อนเข้าสู่ช่วงตกไข่ของแพนด้า สวนสัตว์ต่างประเทศมักจะเชิญผู้เชี่ยวชาญจีนไปช่วย

เมื่อคิดบัญชีในทางตรง แพนด้าช่วยเพิ่มรายได้ให้กับสวนสัตว์ แบบมหาศาล แม้จะมีต้นทุนคือค่าเช่า1 ล้านดอลลาร์ แถมมีค่าอาหาร ที่อยู่ แต่แพนด้าก็ได้สร้างรายได้ให้กับสวนสัตว์ทั่วโลกรวมทั้งเชียงใหม่ มหาศาลทั้งค่าบัตรเข้าชมและของที่ระลึกต่างๆ เช่น ตุ๊กตาหมีแพนด้า เสื้อยืด แม่เหล็กติดตู้เย็น เป็นต้น โดยเฉพาะตุ๊กตาขายดีที่สุด อาทิตย์หนึ่งขายได้หลายพันตัว แพนด้าคู่หนึ่งย้ายไปอยู่ในสวนสัตว์เอดินเบอระ ตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 51% รายได้ของสวนสัตว์เพิ่มจาก5 ล้านปอนด์เป็น 15 ล้านปอนด์ พลิกจากขาดทุนเป็นกำไรได้ในชั่วข้ามปี

ส่วนสวนสัตว์เชียงใหม่ จากที่เงียบเหงา กลายเป็นคึกคักโด่งดังระดับโลก ยิ่งตอนที่ตั้งท้องและคลอดแพนด้าน้อยหลินปิง เติบโตเป็นกระแสฟีเวอร์ ถ่ายทอดสด 24 ชั่วโมง มีรถโมโนเรลไฟฟ้าวิ่งรอบสวนสัตว์ ช่วงฮิตๆ ปีแรก รายได้จากแพนด้าทะลุ 60 ล้านบาทต่อปี ยังไม่นับว่าการท่องเที่ยวเชียงใหม่ได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวทางอ้อมอีกไม่รู้เท่าไหร่

เป็นเวลา 20 ปี ที่คนไทยได้เห็น หลินฮุ่ย แพนด้าน้อย จนกลายเป็นสาว เป็นแม่ เติบโต แก่ชรา และจากไป สร้างความสุขให้ชาวไทยมากมายได้เติบโตมาพร้อมกับ ช่วงช่วง และหลินฮุ่ย เป็นประสบการณ์ที่ดีและปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หลินฮุ่ย เป็นแม่แพนด้าที่ทำหน้าที่เลี้ยงลูกได้สมบูรณ์มาก เพียงลูกออกมาไม่กี่นาทีก็จับลูกอุ้มมากินนม สอนและเลี้ยงลูกถึง 4 ปี ในขณะที่เมืองจีนให้ลูกหย่านมเพียงอายุแค่6 เดือน ทำให้หลินปิง กลับไป เป็นแม่แพนด้าที่ดี เป็นแพนด้าสัญชาติไทยที่กลับไปมีลูกแฝดสืบตระกูลอีกถึง3 คู่

นั่นทำให้ ช่วง ช่วง และ หลินฮุ่ยจะอยู่ในใจคนไทยไปอีกนานแสนนาน

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : อินเดียร้อนไม่ใช่เล่นๆ เสี่ยงกระทบการพัฒนาเศรษฐกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/726051

คุยกัน 7 วันหน : อินเดียร้อนไม่ใช่เล่นๆ  เสี่ยงกระทบการพัฒนาเศรษฐกิจ

คุยกัน 7 วันหน : อินเดียร้อนไม่ใช่เล่นๆ เสี่ยงกระทบการพัฒนาเศรษฐกิจ

วันอาทิตย์ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.17 น.

ขณะนี้ อินเดีย เผชิญกับการปะทะกันของภัยจากสภาพอากาศที่สะสมทวีคูณ โดยสภาพอากาศสุดขั้วเกิดขึ้นเกือบทุกวัน ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงตุลาคมปีที่แล้ว ผลการศึกษาระบุว่า อุณหภูมิที่ร้อนจัดทำให้ประชากรร้อยละ 80 ของอินเดีย หรือจำนวน 1,400 ล้านคน ตกอยู่ในอันตราย

ผลการศึกษาจากทีมนักวิชาการ ที่นำโดย รามิต เทพนาฏ แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ระบุว่าอากาศที่ร้อนจัดทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 24,000 คน ตั้งแต่ปี 1992 รวมทั้งทำให้เกิดมลพิษทางอากาศและเร่งการละลายของน้ำแข็งในภาคเหนือของอินเดีย

ความเสียหายทั้งหมดจากอากาศที่ร้อนจัดของอินเดีย เป็นสาเหตุของการเสียชีวิต ความเจ็บป่วย โรงเรียนต้องปิดการเรียนการสอน และการเพาะปลูกพืชผลล้มเหลว ตลอดจนการชะลอตัวของการพัฒนาประเทศ ขณะที่สมาชิกสภานิติบัญญัติและเจ้าหน้าที่รัฐบาลประเมินผลกระทบจากเรื่องนี้ต่ำเกินไป

เทพนาฏระบุว่า รัฐบาลอินเดียประเมินผลกระทบจากคลื่นความร้อนที่เกิดนานขึ้น เร็วขึ้น และบ่อยขึ้นต่ำเกินไป พร้อมเตือนว่าร้อยละ 90 ของพื้นที่ทั้งหมดของอินเดียตอนนี้อยู่ในเขตอันตรายจากความร้อนสูง และประเทศไม่ได้เตรียมพร้อมรับอย่างเต็มที่ และจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพของแผนเหล่ามือที่เตรียมไว้บ้างแล้ว

นักวิจัยยังเตือนด้วยว่า คลื่นความร้อนกำลังบั่นทอนความพยายามของอินเดียในการบรรลุ “เป้าหมายการพัฒนาสังคม” ซึ่งเป็นเป้าหมาย 17 ประการของสหประชาชาติในการลดความยากจน ความหิวโหย ความไม่เท่าเทียมกัน และโรคภัยไข้เจ็บ

อากาศที่ร้อนจัด อาจนำไปสู่ความสามารถในการทำงานกลางแจ้งลดลงร้อยละ 15 ลดคุณภาพชีวิตของผู้คนมากถึง 480 ล้านคน และทำให้ต้นทุนของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพี ลดลงร้อยละ 2.8 ภายในปี 2050

รายงาน Climate Transparency ที่เผยแพร่โดยกลุ่มสิ่งแวดล้อมเมื่อปีที่แล้วระบุว่า ผลผลิตที่ลดลงเนื่องจากอุณหภูมิที่สูงมาก อาจทำให้อินเดียมีต้นทุนถึงร้อยละ 5.4 ของ GDP

ทั้งนี้ อินเดียกำลังประสบกับอุณหภูมิที่ร้อนจัดในปีนี้ โดยบางรัฐอยู่ท่ามกลางคลื่นความร้อนระลอกใหม่ เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 13 คน และอีกหลายคนล้มป่วยขณะเข้าร่วมงานกลางแจ้งที่จัดโดยรัฐบาลของรัฐมหาราษฎร์ ที่ชานเมืองนครมุมไบ สื่อท้องถิ่นรายงานว่า อุณหภูมิในวันนั้นแตะเกือบ 38 องศาเซลเซียส และมีความชื้นสูงส่วนในรัฐเบงกอลตะวันตก ปิดโรงเรียนและวิทยาลัยทั้งหมดในสัปดาห์นี้เนื่องจากอากาศร้อนจัด อุณหภูมิเพิ่มสูงกว่าปกติประมาณ 3-4 องศาเซลเซียสเลยทีเดียวทำให้บางครอบครัวตัดสินใจไม่ส่งลูกไปโรงเรียน เพื่อป้องกันไว้ก่อน ขณะที่แรงงานรับจ้างบางคน ระบุว่า พวกเขาไม่เคยเจอกับสภาพอากาศแบบนี่มาก่อน อากาศร้อนอบอ้าวอย่างมาก จนทำให้เกิดความยากลำบากในการเดินทางหรือขนส่งสินค้า ขณะที่เดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ได้รับการบันทึกว่าเป็นเดือนที่อุณหภูมิสูงที่สุดในอินเดียในรอบ 122 ปี

อาทิตยา วาลิอาธาน พิไล จากศูนย์วิจัยนโยบายในนิวเดลี ที่เพิ่งศึกษาความพร้อมของอินเดียในการตอบสนองต่อสภาพอากาศที่ร้อนจัด เน้นย้ำว่า ความเสี่ยงจากความร้อนเป็นความเสี่ยงเพิ่มเติมที่เกิดขึ้นค่อนข้างเร็ว

งานวิจัยชิ้นใหม่นี้ เชื่อมโยงสิ่งที่เป็นประโยชน์ระหว่างความร้อนที่เพิ่มขึ้นกับผลที่ตามมาต่อการพัฒนาของอินเดีย แต่ชุดข้อมูลของการศึกษา ซึ่งดูเฉพาะอุณหภูมิในเดือนเมษายนปีที่แล้วยังมีข้อจำกัด

อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องน่ายินดีที่จะมีการเผยแพร่งานวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบของความร้อนต่อประชากรอินเดีย เนื่องจากขณะนี้ หลายรัฐกำลังลุกเป็นไฟภายใต้อุณหภูมิที่ร้อนจัด และบริเวณที่มีความเครียดจากความร้อนอยู่แล้วก็กำลังประสบกับอุณหภูมิสูงที่เกือบเอาชีวิตไม่รอดในจำนวนวันที่เพิ่มขึ้น

พิไลระบุว่า สำหรับอินเดียโดยรวมแล้ว เกณฑ์สำหรับการปรับตัวต่อความร้อนและผลกระทบด้านสภาพอากาศอื่นๆ จะมาถึงในอีกไม่กี่ทศวรรษนับจากนี้ แต่สำหรับบางคน โดยเฉพาะคนที่มีฐานะยากจน พวกเขามาถึงขีดจำกัดเหล่านี้แล้ว

ฟาฮัด ซาอีด นักวิทยาศาสตร์ หัวหน้าระดับภูมิภาคของสถาบันวิเคราะห์สภาพอากาศ ชี้แจงว่า ภาวะโลกร้อน กำลังเป็นตัวเร่งทำให้สภาพอากาศเลวร้ายเร็วขึ้น โดยรายงานล่าสุดจากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ เตือนว่า การเพิ่มขึ้นของภาวะโลกร้อนทุกๆ ครั้งจะทวีความรุนแรงและทำให้เกิดอันตรายหลายๆ อย่างพร้อมๆ กัน และว่าในปีนี้ สภาพอากาศร้อนรุนแรงเป็นประวัติการณ์ในประเทศไทยจีน และเอเชียใต้ เป็นแนวโน้มสภาพอากาศที่ชัดเจน และจะก่อให้เกิดความท้าทายต่างๆ ด้านสาธารณสุขในอีกหลายปีข้างหน้า

แน่นอนว่า สภาพอากาศร้อนสุดขั้ว ที่เราต่างได้ประสบพบเห็นได้ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา จะส่งผลกระทบต่อคนยากจนหนักหน่วงรุนแรงที่สุด มันอาจเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตสำหรับคนที่ไม่สามารถเข้าถึงความเย็น หรือมีที่พักอาศัยที่ดีพอในการป้องกันอากาศร้อน

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : หมอกควันพิษจากไฟป่า ไทย-อาเซียน ต้องผนึกกำลังแก้ปัญหา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/723084

คุยกัน 7 วันหน : หมอกควันพิษจากไฟป่า  ไทย-อาเซียน ต้องผนึกกำลังแก้ปัญหา

คุยกัน 7 วันหน : หมอกควันพิษจากไฟป่า ไทย-อาเซียน ต้องผนึกกำลังแก้ปัญหา

วันอาทิตย์ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.15 น.

ปัญหาฝุ่นที่ปกคลุมหลายพื้นที่ทางภาคเหนือของไทยดูท่าจะกลายเป็นวาระแห่งชาติไปเสียแล้ว เพราะลำพังการแก้ไขปัญหาจากภาครัฐยังไม่เพียงพอที่จะรับมือและแก้ไขปัญหาได้โดยง่ายๆ หลักๆ มาจากการเผาป่าที่เกิดขึ้นทั้งในบ้านเราเองที่ภาครัฐไม่ได้บังคับใช้กฎหมายเข้มแข็งพอ อีกส่วนคือการเผาจากประเทศเพื่อนบ้าน ที่ส่งกลุ่มควันพิษข้ามพรมแดนมาสร้างปัญหาจนลุกลามเท่าทวีคูณ

แอร์อินเด็กซ์ ควอลิตี้ รายงานคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ เวลา 14.00 น. ของเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา(7 เม.ย.) ปรากฏว่า คุณภาพอากาศประเทศไทย เมียนมา และลาวเลวร้ายติดอันดับ 1-3 สะท้อนถึงความรุนแรงของปัญหาคุณภาพอากาศอันเนื่องมาจากไฟป่าที่รุนแรงใน 3 ประเทศขณะนี้

นั่นทำให้ไทยอยู่เฉยต่อไปไม่ได้ ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ร่วมประชุมสามฝ่ายระหว่างไทย กับนายสอนไซ สีพันดอน นายกรัฐมนตรีสปป.ลาว และ พล.อ.อาวุโสมิน อ่อง หล่าย นายกรัฐมนตรีเมียนมา เรื่องการจัดการปัญหามลพิษหมอกควันข้ามแดน ผ่านระบบวีดีโอ นายกรัฐมนตรีของไทย เสนอให้ทั้ง 3 ประเทศ กระชับความร่วมมือระหว่างกัน รวมถึงร่วมมือภายใต้กรอบอาเซียน ในการแก้ไขปัญหามลพิษจากหมอกควันข้ามแดนให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ทั้งการลดจุดความร้อน การผลักดันเข้าสู่การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 42 ให้สั่งการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวทางดำเนินการด้านกฎหมายเพื่อควบคุมต้นตอของปัญหา

ด้านนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว ระบุว่า เห็นด้วยที่ต้องมีความร่วมมือหาทางออกร่วมกัน โดยที่ลาวเห็นด้วยกับความร่วมมือในระดับอาเซียน และการเพิ่มการตระหนักรู้เพิ่มความเข้าใจให้ประชาชนเข้าใจถึงสาเหตุ และปัญหามลพิษหมอกควันข้ามแดน เช่นเดียวกับนายกรัฐมนตรีเมียนมา กล่าวว่า เห็นด้วยกับการเพิ่มความร่วมมือเพื่อควบคุม บริหารจัดการร่วมกัน เมียนมาจะดำเนินการอย่างเข้มแข็งขึ้นเพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาคและเชื่อว่าความมุ่งมั่นร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดจะเป็นประโยชน์กับทุกประเทศในภูมิภาค

นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ในฐานะเจ้าหน้าที่อาวุโสคณะทำงานภายใต้รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อม 5 ประเทศ รายงานสถานการณ์ปัญหามลพิษหมอกควันข้ามแดนว่า เป็นผลจากสภาวะอากาศที่แห้งแล้งในอนุภูมิภาคแม่น้ำโขงช่วงเดือนม.ค.-เม.ย.ปีนี้ ทำให้มีจำนวนจุดความร้อนเพิ่มขึ้นจากการเผาในที่โล่งเพิ่มขึ้นจากปี 2565ร้อยละ 93 และเกิดปัญหาหมอกควันข้ามแดน ทั้งนี้ สำนักเลขาธิการอาเซียน แจ้งเตือนต่อระดับปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นระดับสูงสุดในระดับ 3

ก่อนหน้านั้น นางกาญจนา ภัทรโชค อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศเปิดเผยถึงความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาหมอกควันทางภาคเหนือของไทย โดยในช่วงที่ผ่านมา นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ ได้ประสานงานกับรัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาหมอกควัน พร้อมสั่งการให้เอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง แจ้งไปยังกระทรวงการต่างประเทศเมียนมา และหารือกับ รมต.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเมียนมา ถึงความกังวลของไทยในเรื่องการเผาป่า ซึ่งเมียนมาแสดงความพร้อมที่จะเร่งหาทางแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่

นอกจากนี้ ไทยได้หยิบยกประเด็นปัญหาหมอกควันข้ามแดนระหว่างการพบหารือกับ เกา กิม ฮวนเลขาธิการอาเซียน โดยขอให้สนับสนุนการผลักดันความร่วมมือภายใต้ข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน และให้จัดการประชุมประเทศที่เกี่ยวข้องเพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวร่วมกัน ซึ่งเลขาธิการอาเซียนพร้อมสนับสนุน

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวอีกว่า ทุกประเทศอาเซียนเป็นภาคีข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน (ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution: AATHP) ซึ่งเป็นกลไกป้องกัน ติดตามและตรวจสอบมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน ตั้งแต่ปี 2003

การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโส สำหรับคณะมนตรีประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ เมื่อวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมาได้หารือถึงความร่วมมือด้านการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน ซึ่งอินโดนีเซีย ในฐานะประธานอาเซียนปีนี้ ได้กำหนดเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาหมอกควัน 2 ด้าน คือ การจัดตั้งศูนย์ประสานงานด้านการควบคุมหมอกควันข้ามแดนของอาเซียนที่อินโดนีเซีย และการจัดทำแผนงานว่าด้วยความร่วมมืออาเซียน เพื่อควบคุมมลพิษหมอกควันข้ามแดนด้วยวิธีปฏิบัติฉบับใหม่

จะว่าไป อินโดนีเซียเองก็เผชิญปัญหาหมอกควันพิษจากการเผาป่าแทบทุกปี ส่งกลุ่มควันไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งมาเลเซียสิงคโปร์ รวมถึงภาคใต้ของไทยอยู่บ่อยครั้ง ที่รุนแรงสุดคงเป็นปี 2019 ที่ตรวจพบไฟป่าบนเกาะสุมาตราและเกาะบอร์เนียวมากกว่า 3,600 จุด ส่งผลให้คุณภาพอากาศในหลายจังหวัดย่ำแย่ลง กระทบชีวิตผู้คนมากกว่า 23 ล้านคนสร้างปัญหาหมอกควันระดับภูมิภาค

นอกจากวิธีการเกิดไฟป่าตามธรรมชาติแล้ว การจุดไฟเผาเพื่อเตรียมที่ดินทำกิน เพื่อทำการเกษตรและปศุสัตว์ ซึ่งสามารถพบได้อย่างเเพร่หลายทั่วทั้งเกาะสุมาตราและเกาะบอร์เนียว เป็นสาเหตุนำมาซึ่งหมอกควันพิษ เป็นประจำแทบทุกปี กลายเป็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ ที่ปัญหาไม่ได้หยุดอยู่แค่พรมแดนประเทศใดประเทศหนึ่ง

นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า หากยังไม่เร่งแก้ไขปัญหาหมอกควันในย่านอาเซียนนี้โดยเร็วอาจส่งผลให้เด็กทารกกว่า 36,000 คนในอินโดนีเซีย มาเลเซียและสิงคโปร์เสียชีวิตภายในไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ผู้นำสหรัฐฯ คนแรกถูกข้อหาอาญา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/721441

คุยกัน 7 วันหน : ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ผู้นำสหรัฐฯ คนแรกถูกข้อหาอาญา

คุยกัน 7 วันหน : ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ผู้นำสหรัฐฯ คนแรกถูกข้อหาอาญา

วันอาทิตย์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.15 น.

เป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลกส่งท้ายปลายเดือนมีนาคม เมื่อคณะลูกขุนใหญ่แมนฮัตตัน นครนิวยอร์ก ลงมติครั้งประวัติศาสตร์ ตั้งข้อหาทางอาญาต่ออดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (30 มี.ค.) กรณีทรัมป์ถูกกล่าวหาว่า จ่ายเงินเงินค่าปิดปากให้กับนักแสดงหญิงที่เล่นหนังผู้ใหญ่คนหนึ่ง เพื่อไม่ให้เปิดเผยถึงสัมพันธ์สวาทของทั้งสองคนในปี 2006 ดาราสาวคนนี้ คือ สตอร์มมีแดเนียลส์ หรือชื่อจริง สเตฟานี คลิฟฟอร์ดการจ่ายเงินค่าปิดปากเกิดขึ้นในช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2016 ซึ่งทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง เธอเคยเปิดเผยว่า มีความสัมพันธ์กับทรัมป์ในปี 2006 หลังจากที่เมลาเนีย ภรรยาของทรัมป์เพิ่งให้กำเนิดลูกชายชื่อบาร์รอน ได้ไม่นาน แต่ทรัมป์ปฏิเสธมาโดยตลอด

รายงานระบุว่า การชำระเงินนั้นให้แดเนียลส์นั้นถูกต้องตามกฎหมาย แต่บันทึกว่าเป็นค่าใช้จ่ายทางธุรกิจ ซึ่งการปลอมบันทึกทางธุรกิจเป็นสิ่งผิดกฎหมายในนิวยอร์ก

สำหรับรายละเอียดของข้อหาทางอาญาที่ทรัมป์ถูกตั้งข้อหา ยังไม่ได้เปิดเผย ออกมาอย่างชัดเจน นิวยอร์ก ไทมส์ คาดว่าจะมีการประกาศข้อหาของทรัมป์อย่างชัดเจนในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ และทรัมป์ก็น่าจะถูกจับกุมในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ตัวเขาระบุว่าจะให้ความร่วมมือกับทางการ

ตลอดระยะเวลาในประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกา ยังไม่เคยมีการตั้งข้อหาทางอาญาต่อประธานาธิบดีทั้งที่อยู่ในตำแหน่ง หรือที่เป็นอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯมาก่อนเลย นี่จึงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ ที่อดีตประธานาธิบดีต้องกลายเป็นผู้ต้องหาทางอาญา และในกรณีของทรัมป์ เขายังถูกตั้งข้อหาในขณะที่กำลังจะลงสมัครเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีกครั้งด้วย

การตั้งข้อหาทรัมป์ครั้งนี้ นับเป็นการสิ้นสุดการสอบสวนเขาในคดีนี้ โดยคณะลูกขุนใหญ่แมนฮัตตันมานานกว่า2 เดือน โดยคณะลูกขุนใหญ่ซึ่งอัยการอัลวิน แบรกก์ อัยการแมนฮัตตัน เป็นผู้แต่งตั้งมาจากพลเรือนที่อาศัยอยู่ในแมนฮัตตัน ได้เริ่มการสอบสวนพิจารณาหลักฐานมาตั้งแต่กลางเดือนมกราคมปีนี้ เพื่อตัดสินว่ามีหลักฐานเพียงพอหรือไม่ ที่จะตั้งข้อหาทางอาญาต่อทรัมป์

ล่าสุด สตอร์มี แดเนียลส์ อดีตดาราหนังผู้ใหญ่ ทวีตข้อความว่า ขอบคุณทุกคนสำหรับการสนับสนุนและความรักของคุณ ฉันมีข้อความเข้ามามากมายจนไม่สามารถตอบกลับได้และฉันก็ไม่อยากทำแชมเปญหกด้วย พร้อมระบุว่า มีคำสั่งซื้อสินค้าและลายเซ็นของเธอ หลั่งไหลเข้ามามากมาย หลังจากข่าวนี้เผยแพร่ออกไป

แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า ขณะนี้ทรัมป์อยู่ที่รัฟลอริดาจะต้องเดินทางไปมอบตัวยังศาลแมนฮัตตันในนครนิวยอร์กในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เขาจะต้องถูกพิมพ์ลายนิ้วมือ และถ่ายภาพเก็บประวัติอาชญากร เช่นเดียวกับที่ทำกับคนที่เป็นจำเลยในศาล อย่างไรก็ตามซูซาน เนเคลีส ทนายความส่วนตัวของทรัมป์บอกว่า ได้รับแจ้งเรื่องทรัมป์ถูกตั้งข้อหาแล้ว แต่ไม่รู้ว่าทรัมป์จะต้องมอบตัวเมื่อใด

แอนโธนี เซอร์เชอร์ ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำอเมริกาเหนือ มองว่า ด้วยคดีนี้เป็นคดีประวัติศาสตร์ บวกกับความกังวลด้านความปลอดภัย แนวทางที่จะเกิดขึ้นนั้นไม่แน่นอน อาจจะมีการเจรจาระหว่างสำนักงานอัยการเขตกับทีมของทรัมป์

เมื่อคดีถูกกำหนดวันพิจารณาและเลือกผู้พิพากษาแล้ว รายละเอียดอื่นๆ จะถูกนำมาใช้ เช่น ระยะเวลาของการพิจารณาคดีและข้อจำกัดในการเดินทางที่เป็นไปได้ รวมถึงข้อกำหนดในการประกันตัวสำหรับจำเลย หากทรัมป์ถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง เขาจะต้องรับโทษจำคุกสูงสุด 4 ปี แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายบางคนคาดการณ์ว่า น่าจะต้องจ่ายค่าปรับมากกว่าการถูกคุมขังก็ตาม

ด้านปฏิกิริยาของทรัมป์ โพสต์ลง Truth Social โซเชียล มีเดียที่เขาก่อตั้งขึ้นเอง ด้วยความโกรธเกรี้ยวว่า การตั้งข้อหาเขาครั้งนี้ เป็นการกระทำของพวก “อันธพาลและอสุรกายฝ่ายซ้ายหัวรุนแรง” เป็นการดำเนินคดีทางการเมือง และเป็นการแทรกแซงการเลือกตั้ง พร้อมกับออกแถลงการณ์ยืนยันความบริสุทธิ์ของเขาในคดีนี้ ทรัมป์กล่าวในแถลงการณ์ว่าเขา เป็นผู้บริสุทธิ์ และได้ขอให้ผู้สนับสนุนเขา จัดหาเงินสำหรับการต่อสู้คดี สามารถระดมทุนได้กว่า 2 ล้านดอลลาร์ หรือ กว่า 68 ล้านบาท ขณะที่ตลอดเวลาที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวหาว่า การสอบสวนเขาในคดีนี้ เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง เป็นการล่าแม่มด

ด้านผู้สนับสนุนทรัมป์ได้มารวมตัวกันที่นอกที่พักของเขาในปาล์มบีช มาร์-อา-ลาโก รัฐฟลอริดา ในวันพฤหัสบดี เพื่อแสดงการสนับสนุนทรัมป์หลังจากที่เขาถูกตัดสินโดยคณะลูกขุนใหญ่แห่งแมนฮัตตัน ผู้สนับสนุนหลายคนโบกธงทรัมป์ 2024 ขณะที่รถที่ผ่านไปมาบีบแตรเป็นการสนับสนุน เช่นเดียวกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในเมืองฮิวสตัน รัฐเท็กซัส ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับ 4 ของสหรัฐฯ มีความเห็นที่หลากหลายเกี่ยวกับเรื่องนี้ บางคนมองว่าการตัดสินใจของคณะลูกขุนเป็นแรงจูงใจทางการเมืองที่ป้องกันไม่ให้ทรัมป์ลงชิงชัยในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยหน้า ขณะที่บางคนมองว่าเป็นความมืดมนของประวัติศาสตร์อเมริกัน ผู้ที่กระทำผิดกฎหมายควรถูกดำเนินคดี ไม่ว่าคุณจะนั่งอยู่ตำแหน่งหรือเป็นอดีตประธานาธิบดีก็ตาม

อย่างไรก็ตามยังไม่มีกลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์ออกมาประท้วงต่อเรื่องนี้ เนื่องจากมองว่า พวกเขาอาจถูกผู้ไม่หวังดี ฉวยโอกาสแทรกแซงและสร้างสถานการณ์ด้านลบแล้วโยนความผิดให้พวกเขาได้

ส่วนปฏิกิริยาของพรรครีพับลิกันบรรดาเบอร์ใหญ่ของพรรคในรัฐสภาสหรัฐฯตั้งแต่ เควิน แมคคาร์ธี ประธานสภาผู้แทนสหรัฐฯ, รอน ดีแซนทิส ผู้ว่าการรัฐฟลอริดา ซึ่งเสนอตัวเป็นตัวแทนพรรคแข่งกับทรัมป์ ด้วย และสมาชิกระดับสูงของพรรค ต่างรีบออกมาแสดงการสนับสนุนทรัมป์ ส่วน ไมค์ เพนซ์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯระบุว่า การฟ้องอดีตเจ้านายของเขาว่าเป็น “ความชั่วร้าย” และ “ความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศ” แต่ไม่มีเหตุผลใดที่เรียกร้องให้ผู้คนออกมาประท้วง พร้อมชี้ว่าทรัมป์สามารถดูแลตัวเองในห้องพิจารณาคดีได้ และเขาควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ในตอนนี้ เช่นเดียวกับสมาชิกพรรครีพับลิกันคนอื่นๆ พากะนเรียกสิ่งนี้ว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองจากอัยการ และ “คนอเมริกันจะมองเห็นได้ถูกต้อง”

ทั้งนี้ ทรัมป์ยังคงรั้งตำแหน่งตัวเก็งที่จะได้เป็นตัวแทนพรรคลงเลือกตั้งประธานาธิบดี โดยผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดของรอยเตอร์/อิปซอสเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (27 มี.ค.) ทรัมป์ยังคงได้คะแนนสนับสนุนร้อยละ 44 จากประชาชนที่สนับสนุนรีพับลิกัน ซึ่งมากกว่าดีแซนทิส ที่ตามมาอย่างห่างที่ร้อยละ 30 แต่สำนักข่าวรอยเตอร์วิเคราะห์ว่า การถูกตั้งข้อหาของทรัมป์นี้ จะส่งผลกระทบในทางลบต่อความพยายามของทรัมป์ ที่ต้องการจะเป็นตัวแทนพรรคชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีอีกครั้ง และจะส่งกระทบต่อศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จะมีขึ้นในปีหน้า 2024 อย่างแน่นอน แม้ว่าก่อนหน้านี้ ทรัมป์ประกาศล่วงหน้าแล้วว่า เขาจะยังคงเดินหน้าหาเสียงเพื่อชิงตัวแทนพรรครีพับลิกันต่อไป หากถูกตั้งข้อหาก็ตาม

ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายในสหรัฐฯบอกว่า ทกคนกำลังได้เป็นประจักษ์พยานและได้ร่วมอยู่ในนาทีแห่งประวัติศาสตร์ของอเมริกา เพราะไม่เคยมีอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใด ที่เคยถูกตั้งข้อหาทางอาญามาก่อน

คดีนี้เป็นเพียง 1 ในหลายคดีที่ทรัมป์กำลังเผชิญอยู่ โดยอัยการพิเศษ แจ๊ค สมิธ กำลังสอบสวนเขา กรณีการจัดการเอกสารชั้นความลับของรัฐบาลหลังจากที่ทรัมป์สิ้นสุดการเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2021 รวมทั้งสอบสวนทรัมป์กรณีพยายามพลิกผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2020 ที่เขาพ่ายแพ้ให้แก่ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ด้วย

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ยูเครนเผชิญศัตรู 2 ด้าน : รัสเซียและการทุจริต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/712040

คุยกัน 7 วันหน : ยูเครนเผชิญศัตรู 2 ด้าน : รัสเซียและการทุจริต

คุยกัน 7 วันหน : ยูเครนเผชิญศัตรู 2 ด้าน : รัสเซียและการทุจริต

วันอาทิตย์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.15 น.

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์อัล จาซีรา รายงานว่า ในขณะที่รัฐบาลยูเครนมุ่งมั่นในการต่อสู้ต้านกองทัพรัสเซีย แต่รัฐบาลยูเครนเอง กำลังเผชิญศัตรูอีกด้านที่กัดกร่อนยูเครนมานานหลายปี นั่นก็คือ การทุจริต

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาทางการยูเครนได้บุกค้นบ้านพักของอดีตรัฐมนตรีมหาดไทย และสั่งปลดเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลหลายคน ที่ถูกกล่าวหาว่ารับสินบน ขณะที่ โอเลกซีเรซนิคอฟ รัฐมนตรีกลาโหม กำลังจะถูกเปลี่ยนตัวด้วยเช่นเดียวกัน หลังมีการเปิดโปงว่า กระทรวงกลาโหมยูเครนสั่งซื้ออาหารสำหรับทหารในราคาที่สูงลิ่ว

แม้สหรัฐฯ สหภาพยุโรปและองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโตจะให้คำมั่นว่าจะช่วยเหลือยูเครนต่อไป แต่นักการเมืองและเจ้าหน้าที่กลาโหมของชาติตะวันตกส่วนหนึ่งกังวลปัญหาการทุจริตในยูเครน และตั้งคำถามแล้วว่ายูเครนใช้ความช่วยเหลือที่รับไป ได้ดีจริงหรือไม่

ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน ตระหนักดีในเรื่องนี้ ทั้งการวิจารณ์จากชาติตะวันตก และความสำคัญของความช่วยเหลือที่หลั่งไหลเข้ามา ในเดือนมกราคมที่ผ่านมาเขาจึงประกาศจัดการกับการทุจริต

โวโลดิมีร์ ดูโบวิค นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเมคนิคอฟในเมืองโอเดซาของยูเครน กล่าวว่า เซเลนสกีเข้าใจดีว่า เขาต้องแก้ปัญหานี้โดยเร็ว และเด็ดขาดอย่างไม่ล่าช้า เพราะมีผู้คนในสหรัฐฯและชาติตะวันตกที่กำลังมองว่ายูเครนเป็นชาติที่ทุจริตมากเกินไป สิ่งที่ยูเครนกลัวมากที่สุดคือการถูกสหรัฐฯและชาติตะวันตกทอดทิ้ง และหยุดส่งอาวุธมาให้

ทั้งนี้ ในปี 2022 สหรัฐฯ ให้ความช่วยเหลือทางการทหาร การเงิน และมนุษยธรรมแก่ยูเครนรวมกันมูลค่า 48,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ1.7 ล้านล้านบาท ทำให้นักการเมืองฝ่ายขวาจัดในพรรครีพับลิกันตั้งคำถามเรื่องนี้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเมื่อเดือนที่แล้ว มาร์จอรี เทย์เลอร์กรีน สส.รีพับลิกันขวาจัด เรียกยูเครนว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการทุจริตมากที่สุดในโลก และตั้งคำถามว่าทำไมเงินจากภาษีของคนอเมริกันที่หามาอย่างยากลำบากต้องถูกขโมยไป และก่อนหน้านี้ เธอได้เรียกร้องให้สภาคองเกรสมีมติให้มีการตรวจสอบความช่วยเหลือทั้งหมดที่ส่งให้แก่ยูเครน ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์จูเนียร์ บุตรชายคนโตของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทวีตข้อความช่วงปลายปีที่แล้วว่า“เซเลนสกี คือราชินีสังคมสงเคราะห์ระดับโลกที่น่ารังเกียจ”

แน่นอนว่า รัฐบาลเซเลนสกีเฝ้าติดตามการเมืองสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดเช่นกัน โดยดูโบวิค กล่าวว่า รัฐบาลยูเครนมีความกังวลว่าฝ่ายขวาของทรัมป์ในพรรครีพับลิกันจะได้อำนาจและถอนการสนับสนุนยูเครน

ขณะเดียวกัน สหภาพยุโรปยังคงให้คำมั่นสนับสนุนยูเครนต่อไป โดยได้มีการให้ความช่วยเหลือยูเครนแล้วรวมมูลค่า 67,000 ล้านยูโร หรือราว 2.5 ล้านล้านบาทนับตั้งแต่เกิดสงคราม โดย WitoldWaszczykowski นักการเมืองโปแลนด์และประธานสมาคมสมาชิกรัฐสภาอียู-โปแลนด์ เผยว่า ในเวลานี้ ประเด็นอื่นๆ กลายเป็นเรื่องรองไป สิ่งสำคัญสุดคือ ยูเครนต้องชนะสงครามนี้กับรัสเซีย

อย่างไรก็ตาม การปราบปรามการทุจริต คือ เสาหลักสำคัญสำหรับยูเครนในการได้เป็นสมาชิกอียู โดยในเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว อียูได้ให้สถานะผู้สมัครแก่ยูเครนแล้ว ซึ่งเป็นการปูทางสู่การได้เป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการในอนาคต แต่ชาติที่ได้รับสถานะจะต้องปฏิรูปโครงสร้างในหลายด้าน เช่น การเมือง เศรษฐกิจ และหลักแห่งกฎหมาย ให้สอดคล้องกับมาตรฐานของอียู

ผู้เชี่ยวชาญระบุกับอัล จาซีราว่า การปราบปรามการทุจริตของรัฐบาลยูเครนในเวลานี้ คือประเด็นสำคัญ เมื่อต้องหารือเรื่องอนาคตของยูเครนในอียู ซึ่งยูเครนจำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่า จะไม่มีการผ่อนปรนเรื่องการทุจริต ไม่ว่าบุคคลคนนั้นจะมีตำแหน่งสูงแค่ไหนก็ตาม

ขณะที่หลังการประชุมสุดยอดระหว่างอียูและยูเครนต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาสิ้นสุดลงชาร์ลส์ มิเชล ประธานคณะมนตรียุโรป และ เออร์ซูลา ฟอน เดอเลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ออกแถลงการณ์ร่วม แสดงการรับรู้ว่ายูเครนพยายามอย่างหนักในการดำเนินการตามเป้าหมายเพื่อให้ได้เป็นสมาชิกอียู แต่แถลงการณ์ดังกล่าว ยังไม่มีการส่งสัญญาณใดๆ ว่าจะลัดขั้นตอนการเข้าเป็นสมาชิกอียูให้แก่ยูเครน

ทั้งนี้ ในปี 2022 องค์กร Transparency International เผยดัชนีการทุจริตโลก พบว่า ยูเครนอยู่ในอันดับที่ 116 จาก 180 ประเทศทั่วโลก ไม่ต่างจากรัสเซียมากนัก

อย่างไรก็ตาม แม้การปราบปรามทุจริต เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การหาเสียงเลือกตั้งของเซเลนสกีในปี 2019 แต่กลับพบว่า การแก้ปัญหาในเรื่องนี้ของเขามีความสำเร็จเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และก่อนที่สงครามจะเริ่มขึ้น คะแนนนิยมของเขาลดต่ำลงไปอยู่ที่เพียง 27% เท่านั้นแต่เมื่อเกิดสงคราม คะแนนนิยมของเซเลนสกี พุ่งกลับมาอยู่ที่เกือบ84% ดังนั้น ผู้เชี่ยวชาญมองว่า สถานการณ์นี้จะทำให้เซเลนสกีมีอำนาจในการปราบปรามการทุจริตมากอย่างไม่เคยมีมาก่อน

แต่ในเวลานี้ที่ ยูเครนกำลังต่อสู้กับการทุจริต การสู้รบต้านรัสเซียก็ยังคงดุเดือดต่อไปเช่นกัน


โดย ดาโน โทนาลี
 

คุยกัน 7 วันหน : คิม จู-แอ ผู้สืบทอดอำนาจ คิม จอง-อึน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/710462

คุยกัน 7 วันหน : คิม จู-แอ ผู้สืบทอดอำนาจ คิม จอง-อึน

คุยกัน 7 วันหน : คิม จู-แอ ผู้สืบทอดอำนาจ คิม จอง-อึน

วันอาทิตย์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.15 น.

สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือ KCNA สื่อทางการเกาหลีเหนือ รายงานในสัปดาห์นี้ว่า เกาหลีเหนือจัดงานฉลองครบ 75 ปีแห่งการสถาปนากองทัพประชาชนเกาหลี (เคพีเอ) อย่างยิ่งใหญ่ มีการโชว์แสนยานุภาพทางการทหาร และจัดแสดงขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีป ICBM ฮวาซอง-17 จำนวนมากที่สุดที่เคยมีมา หรือมากถึง 17 ลูกซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่า หากมีการติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ ไอซีบีเอ็มรุ่นนี้มีพิสัยทำการไกลเพียงพอโจมตีได้ทุกที่บนโลกใบนี้

แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจได้มากที่สุด คือ คิม จู-แอ เด็กหญิงอายุ9 ขวบ ที่เชื่อกันว่าเป็นลูกคนที่ 2 ของคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ที่มาร่วมชมพิธีนี้ด้วย นี่เป็นการปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชน ครั้งที่ 5 ของเธอ และทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในเวลาไม่ถึง 3 เดือน

ก่อนหน้านี้ จู-แอ เคยปรากฏตัวต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก โดยไปร่วมชมการทดสอบฮวาซอง-17 กับนายคิมเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ขณะที่เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา (7 ก.พ.) ก่อนถึงวันสวนสนาม 1 วัน นายคิมและนางรี ซอล จู ภริยาและสตรีหมายเลขหนึ่งเกาหลีเหนือ ได้นำจู-แอ ไปร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำของกองทัพที่กรุงเปียงยางด้วย เธอนั่งอยู่ตรงกลางระหว่างแม่และพ่อของเธอ และล้อมรอบด้วยเจ้าหน้าที่กองทัพ KCNA ยังรายงานว่า คิม จู-แอ บอกว่า การได้เข้าร่วมงานเลี้ยงของกองทัพ คือหนึ่งในความฝันของเธอ ซึ่งกลายเป็นจริงในที่สุด

จู-แอได้รับการแนะนำตัวครั้งแรกจากสื่อทางการของรัฐ ที่เรียกเธอว่า เป็น “ลูกสาวที่รัก” และ “ลูกสาวที่เคารพ” ของท่านผู้นำ มีภาพเธอเดินจูงมือกับพ่อ ในขณะที่แม่ของเธอเดินตามหลังพวกเขา

ชอง ซองชาง นักวิจัยจากสถาบันเซจองของเกาหลีใต้มองว่า สิ่งนี้บ่งชี้ว่าเกาหลีเหนือเริ่มสร้าง “ลัทธิบูชาบุคคล” รอบๆ ตัวจู-แอ บ่งชี้ว่า เธอ จะกลายเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพในอนาคต และเป็นการส่งสัญญาณว่าเธอถูกกำหนดให้เป็นผู้สืบทอดโดยพฤตินัย แม้จะยังไม่มีสถานะ “ผู้สืบทอด” อย่างเป็นทางการก็ตาม

ลูกสาวที่ “น่าเคารพ” เป็นคำที่สงวนไว้สำหรับผู้ที่ได้รับการเคารพนับถือมากที่สุดเท่านั้น แม้แต่ คิม จอง-อึนเอง ยังถูกเรียกว่าเป็น “สหายที่เคารพ” หลังได้รับรองสถานะ ว่าเป็นว่าที่ผู้นำในอนาคตแล้ว

มีคำถามตามมาว่า แม้ จู-แอ จะเป็นทายาทที่คิม จอง-อึน ตั้งใจให้สืบทอดอำนาจต่อจากตนจริง เหตุใดจึงต้องแนะนำเธอต่อสาธารณะเร็วขนาดนี้เพราะคิมเองเพิ่งอายุเพียง 39 ปี และลูกสาวของเขาก็ยังเด็ก

มีรายงานว่า คิม จอง-อึน ได้รับการเปิดเผยว่า จะเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากนายคิม จอง-อิล บิดาของเขาเมื่อเขาอายุได้ 8 ขวบ แต่เป็นการแนะนำส่วนตัวต่อผู้นำทางทหารเท่านั้น และมีเปิดเผยต่อสาธารณชนเพียงหนึ่งปีก่อนที่พ่อของเขาจะเสียชีวิต สิ่งนี้ทำให้เขาเริ่มงานได้อย่างยากลำบาก ในขณะที่เขาต้องทำงานหนักอย่างไร้ความปรานีเพื่อรวบรวมอำนาจให้ได้ นั่นทำให้นักวิเคราะห์มองว่า บางทีเขาอาจกำลังพยายามให้ลูกสาวขึ้นครองอำนาจง่ายขึ้น โดยทำให้แน่ใจว่าตำแหน่งของเธอมั่นคงขึ้นเมื่อถึงเวลาที่ต้องรับช่วงต่อ หรืออาจเป็นเพราะสุขภาพของเขาไม่ค่อยดีนักก็เป็นได้

นับตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ เกาหลีเหนือถูกปกครองโดยตระกูลคิมมาสามชั่วอายุคนแล้วประชาชนได้รับการบอกเล่าว่าครอบครัวนี้มาจากสายเลือดอันศักดิ์สิทธิ์นั่นหมายความว่า พวกเขาเท่านั้นที่จะเป็นผู้นำประเทศได้ และคิม จอง-อึน ต้องการแน่ใจว่า จะส่งต่ออำนาจไปสู่รุ่นที่ 4

นักวิเคราะห์บางคนมองว่า อีกเหตุผลหนึ่งที่ คิม จอง-อึน อาจต้องใช้เวลามากสักหน่อย นั่นคือการเอาชนะอคติของสังคมปิตาธิปไตยอย่างลึกซึ้ง เนื่องจากเกาหลีเหนือไม่เคยมีผู้หญิงเป็นผู้นำ แม้จะมีผู้หญิงบางคนได้ดำรงตำแหน่งสูงในรัฐบาลก็ตาม เช่น โช ซอน-ฮุยรัฐมนตรีต่างประเทศ และ คิม โย-จอง น้องสาวผู้ทรงอิทธิพลของ คิม จอง-อึน ในฐานะโฆษกหญิงของรัฐบาล

เจมส์ เฟรตเวลล์ นักวิเคราะห์ของ NK News ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มตรวจสอบเกาหลีเหนือ คิดว่า เป็นไปได้ที่เกาหลีเหนือจะมีผู้นำเป็นผู้หญิง เขาระบุว่า ในขณะที่เกาหลีเหนือเป็นสังคมชายเป็นใหญ่ แต่ก็เป็นสังคมที่มีคิมเป็นใหญ่ด้วยเหนือสิ่งอื่นใด สายเลือดของ คิม จู-แอ จะทำให้เธอมีศักยภาพในการชิงตำแหน่งผู้นำ และคงจะน่าแปลกใจกว่านี้ หากมีคนนอกตระกูลคิมเป็นผู้ปกครองประเทศ

อัน ชาน-อิล ผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือ ที่ผันตัวมาเป็นนักวิจัยที่สถาบันโลกเพื่อการศึกษาด้านเกาหลีเหนือระบุว่า เป็นไปไม่ได้ที่ผู้หญิงจะเป็นผู้นำเกาหลีเหนือในตอนนี้ ไม่มีใครยินดีกับความคิดนี้ หากคิม จอง-อึน หายตัวไปในทันที และจู-แอ ต้องรับตำแหน่งแทน อย่างไรก็ตาม เขามองว่า การแนะนำเธออย่างค่อยเป็นค่อยไปต่อสาธารณะในช่วงทศวรรษหรือ อีกสองปี ควบคู่ไปกับการศึกษาเชิงอุดมการณ์ น่าจะช่วยได้ พร้อมทิ้งท้ายว่า “ชาวเกาหลีเหนือไม่ค่อยตั้งคำถามว่าใครจะเป็นผู้ปกครอง”

นักวิเคราะห์บางคนบอกว่าคิม จอง-อึน กำลังสร้างโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับสถานะใหม่ของผู้หญิง ขณะที่บทบาทสำคัญที่สุดของผู้หญิงเกาหลีเหนือทุกคนยังคงเป็น “การอุทิศตนต่อ “บิดา”ของพวกเธอ นั่นคือ คิม จอง-อึน ซึ่ง จู-แอแสดงให้เห็นได้อย่างสมบูรณ์แบบ

แม้ว่าการรับประกันว่า คิม จู-แอจะได้ดำรงตำแหน่งผู้นำคนต่อไปของเกาหลีเหนือ จะยังคงห่างไกล แต่จากการปรากฏตัวแต่ละครั้งของเธอ ต้องมีเหตุผลอย่างแน่นอน และไม่ว่าเธอจะเป็นทายาทของคิมหรือไม่ก็ตาม แต่การปรากฏตัวทุกครั้งของเธอ แสดงให้เห็นว่ามีพัฒนาการเพิ่มขึ้นเสมอ


โดย ดาโน โทนาลี
 

คุยกัน 7 วันหน : ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ เริ่มหาเสียง 2024 ท่ามกลางความท้าทาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/708876

คุยกัน 7 วันหน : ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ เริ่มหาเสียง 2024 ท่ามกลางความท้าทาย

คุยกัน 7 วันหน : ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ เริ่มหาเสียง 2024 ท่ามกลางความท้าทาย

วันอาทิตย์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.30 น.

“เมื่อตอนที่ผมหงายไพ่ และบอกว่า เอาล่ะ ไปกัน

พวกเขาก็บอกว่า “ไม่ เขาจะไม่หาเสียง”

มันแค่ประมาณเดือนที่แล้วนี่เอง ที่ผมประกาศ

อย่างที่คุณทราบ ผมมีเวลาอีก 2 ปี

พวกเขาบอกว่า “เขาไม่ได้ทำการชุมนุม

เขาไม่ได้หาเสียง บางทีเขาอาจจะข้ามขั้นตอนไปเลย”

ไม่ใช่ครับ ตอนนี้ผมเริ่มโมโหแล้ว และตอนนี้ผมมุ่งมั่นยิ่งกว่าที่เคยมีมาด้วยซ้ำ”

อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เริ่มเดินหน้าหาเสียงในฐานะผู้สมัครชิงตำแหน่งตัวแทนพรรครีพับลิกันในการสู้ศึกกลับสู่ทำเนียบขาวอีกครั้งในปี 2024 โดยเขาได้ปราศรัยที่รัฐนิวแฮมป์เชียร์ และเซาท์แคโรไลนา เป็น 2 รัฐแรก พร้อมกล่าวโจมตีความอ่อนแอ และไม่เด็ดขาดของ โจ ไบเดน ผู้นำคนปัจจุบัน ว่ากำลังนำเราเข้าสู่ขอบเหวแห่งสงครามโลกครั้งที่ 3 จากการสนับสนุนยูเครนในสงครามกับรัสเซียแต่ตัวเขาจะนำสันติสุขกลับมาด้วยความเข้มแข็ง จะทำให้เกิดข้อตกลงสันติภาพในเวลาแค่ 24 ชั่วโมง

ทรัมป์กล่าวขณะแนะนำทีมบริหารของเขาในรัฐเซาท์แคโรไลนาว่า จะร่วมสะสางเป้าหมายที่ยังทำไม่เสร็จในการทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งด้วยกัน และยังได้ประกาศนโยบายการหาเสียง ซึ่งมีประเด็นของผู้อพยพและอาชญากรรม พร้อมกับบอกอีกว่า นโยบายของเขาจะตรงข้ามกับประธานาธิบดีไบเดน ซึ่งคาดว่าจะเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครต ลงชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 2เช่นกัน

การเปิดฉากหาเสียงของทรัมป์ในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการลบล้างเสียงวิจารณ์ที่ว่าทรัมป์เริ่มต้นการหาเสียงล่าช้า โดยเขากล่าวโต้เสียงวิจารณ์ต่างๆ ว่า เขาได้เตรียมการหาเสียงครั้งใหญ่ไว้แล้ว และจะใหญ่กว่าครั้งก่อนๆ ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดีเริ่มมีความท้าทายเกิดขึ้นกับอดีตผู้นำที่ต้องการกลับสู่ตำแหน่งอีกครั้งคนนี้ เมื่อกระแสความเชื่อมั่นจากฝั่งรีพับลิกันได้ค่อยๆ เลือนหายไป พร้อมกับคู่แข่งคนอื่นๆ ของพรรครีพับลิกันที่เริ่มแสดงตัวมากขึ้นด้วย

ทรัมป์บอกว่า ขอให้คู่แข่ง ปราศรัยถึงเขาบ้าง เพราะเราจะไม่เล่นแค่เกมรับเหมือนที่เล่นในกีฬาฟุตบอล และเราจะชนะ และจะชนะอย่างยิ่งใหญ่เสียด้วย

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ระบุว่า ทรัมป์ได้เริ่มต้นเส้นทางการหาเสียงในปีนี้ ด้วยภูมิทัศน์ที่แตกต่างไปจากสมัยก่อน ด้วยการจัดงานที่เล็กกว่าเอกลักษณ์เดิมของเขา ที่มักเป็นงานใหญ่และมีผู้สนับสนุนนับพันคนมาร่วมงาน แต่การหาเสียงที่รัฐนิวแฮมป์เชียร์ และเซาท์แคโรไลนา กลับเกิดขึ้นต่อหน้าบรรดาผู้สนับสนุนกลุ่มเล็กๆ ไม่กี่ร้อยคน

ทอม ราธ อดีตอัยการทั่วไปรัฐนิวแฮมป์เชียร์ บอกว่า ทรัมป์ยังเป็นผู้เล่นที่โดดเด่นอยู่ก็จริง แต่ก็ไม่ได้อยู่ในความครอบครองของพรรครีพับลิกันอีกต่อไป และหากเขาจะทำในสิ่งที่เขาเคยทำไว้เมื่อ6 ปีก่อน เขาก็อาจจะคิดผิด

ขณะที่ผลสำรวจความเห็นของมหาวิทยาลัยนิวแฮมป์เชียร์ พบว่า กลุ่มผู้สนับสนุนชาวรีพับลิกันกำลังมองหาทางเลือกอื่นๆ ที่นอกจากทรัมป์ โดยมี รอน ดีซานติส
ผู้ว่าการรัฐฟลอริดา อยู่ในอันดับต้นๆและมีคะแนนแซงทรัมป์ไปอยู่ที่ 42% ต่อ 30% ส่วนผลสำรวจของเซาท์แคโรไลนา พบว่า ผู้ว่าการดีซานติส มีคะแนนนำทรัมป์ มากถึง 52% ต่อ 33%

นอกจากนี้ ผู้ที่อาจร่วมสนามแข่งเป็นตัวแทนของพรรครีพับลิกัน ก็คาดว่าจะมี นิกกี้ ฮาเลย์อดีตผู้ว่าการรัฐเซาท์แคโรไลนา และเอกอัครราชทูตประจำสหประชาชาติ, ไมค์ เพนซ์ อดีตรองประธานาธิบดี, ไมค์ ปอมเปโอ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ, อาซาฮัทชินสัน อดีตผู้ว่าการรัฐอาร์คันซอส์และ ทิม สก็อตต์ วุฒิสมาชิกรัฐเซาท์แคโรไลนา ด้วย

อย่างไรก็ตาม การหาเสียงของทรัมป์ ที่รัฐเซาท์แคโรไลนาไม่พบการปรากฏตัวของ นิกกี ฮาเลย์อดีตผู้ว่าการรัฐ และ ทิม สก็อตต์ วุฒิสมาชิกของรัฐนี้ ซึ่งสำหรับฮาเลย์แล้ว เธอเคยกล่าวว่า จะไม่ลงแข่ง หากทรัมป์ลง แต่เมื่อไม่นานมานี้ เธอระบุว่า กำลังพิจารณาลงชิงเก้าอี้ทำเนียบขาวในปี 2024 ด้วย

ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลว่า สนามหาเสียงที่รัฐนี้ของทรัมป์ ค่อนข้างเงียบเหงาเบาบาง เพราะนิกกี้ ฮาเลย์เป็นคนที่ได้รับความนิยมจากชาวเซาท์แคโรไลนา เป็นอย่างมาก และเมื่อเธอประกาศตัวจะลงสมัคร ก็ทำให้กระแสของทรัมป์เงียบลง

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายความท้าทายที่ล้วนเป็นอุปสรรคของทรัมป์ ในการกลับมาชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกสหรัฐฯ อีกสมัย

หลักๆ คือเรื่องของภาพลักษณ์ที่ถูกโยงเข้ากับเหตุจลาจลบุกยึดอาคารรัฐสภา เมื่อ 6 ม.ค. 2021ก่อนเขาจะลงจากตำแหน่งประธานาธิบดีที่หลายคนคงไม่ลืมภาพผู้สนับสนุนทรัมป์ที่โบกธงรูปเขาขณะบุกเข้าไปในอาคารรัฐสภาเร็วๆ นี้ ผลการเลือกตั้งกลางเทอมอาจเป็นภาพสะท้อนของผลพวงจากเหตุการณ์นั้นได้ มีผู้สมัครพรรครีพับลิกันหลายคนที่ออกมาเห็นด้วยกับการที่ทรัมป์ปฏิเสธว่าตัวเองไม่ได้แพ้การเลือกตั้งเมื่อปี 2020 ที่ต้องพบกับความพ่ายแพ้

ขณะเดียวกัน เหตุผลหนึ่งที่ดูทรัมป์อยากจะลงสมัครชิงตำแหน่งผู้นำประเทศอีกครั้ง คือการเปิดทางให้เขาบอกว่าการสอบสวนทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาที่เขาเผชิญอยู่เป็นส่วนหนึ่งของการพยายามจะแก้แค้นทางการเมือง

ตอนนี้ ทรัมป์โดนไต่สวนคดีอาญาว่าไปแทรกแซงการเลือกตั้งในรัฐจอร์เจีย คดีแพ่งว่าเขาฉ้อโกงในการทำธุรกิจตัวเองในนิวยอร์ก คดีหมิ่นประมาทเกี่ยวกับข้อกล่าวล่วงละเมิดทางเพศ, การสอบสวนโดยรัฐบาลกลางถึงส่วนร่วมของเขาในเหตุจลาจลเมื่อวันที่ 6 ม.ค. และการดูแลเอกสารลับทางราชการหลังจากที่เขาพ้นจากตำแหน่งประธานาธิบดีไปแล้ว

การสืบสวนคดีใดๆ ก็ตามอาจนำไปสู่การพิจารณาคดีที่จะกลายเป็นข่าวใหญ่ และอย่างน้อยก็จะทำให้การหาเสียงของเขาต้องเสียหลักไปเป็นการชั่วคราว ประเด็นเหล่านี้จะทำให้เขาเสียสมาธิ แต่สถานการณ์ก็อาจเลวร้ายถึงขั้นที่เขาต้องชดเชยเงินเป็นจำนวนมหาศาลหรือไม่ก็อาจต้องจำคุกเลยก็เป็นได้

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : เหตุใดเหตุกราดยิงในสหรัฐฯจึงเพิ่มขึ้นทุกวัน?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/707323

คุยกัน 7 วันหน : เหตุใดเหตุกราดยิงในสหรัฐฯจึงเพิ่มขึ้นทุกวัน?

คุยกัน 7 วันหน : เหตุใดเหตุกราดยิงในสหรัฐฯจึงเพิ่มขึ้นทุกวัน?

วันอาทิตย์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.37 น.

“Tragedy upon tragedy” : 44 hours. 3 mass shootings. 19 dead – เกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ทวีตข้อความว่า “โศกนาฏกรรม บนโศกนาฏกรรม” เมื่อเกิดเหตุกราดยิงหมู่ 3 เหตุการณ์ในเวลาเพียง 44 ชั่วโมง และทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 19 ศพ… และ “มีเพียงอเมริกา ที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้” .. “นี่คือค่าตอบแทนของ “เสรีภาพ” อย่างนั้นหรือ?”

3 เหตุการณ์ที่ว่านี้ เกิดขึ้นในรัฐแคลิฟอร์เนีย ลำดับเหตุการณ์ดังนี้

1.เสาร์ 21 มกราคม – ที่สตูดิโอเต้นรำใน มอนเทอเรย์ ปาร์ค ชานนครลอสแองเจลิส ที่มีเหยื่อถูกยิงเสียชีวิตรวม 11 ศพ ก่อนคนร้ายซึ่งเป็นชายสูงวัยเชื้อสายเอเชีย จะหลบหนีไป และยิงตัวเองเสียชีวิตในรถ

2.จันทร์ 23 มกราคม – ก่อนที่ตำรวจจะเปิดเผยรายชื่อของเหยื่อทั้ง 11 ศพ จากเหตุการณ์แรก ก็เกิดเหตุกราดยิงอีกครั้ง ในย่านชนบท ฮาล์ฟ มูน เบย์ ทางตอนเหนือของแคลิฟอร์เนีย เสียชีวิต 7 ศพ ทั้งหมดเป็นแรงงานอพยพในฟาร์มเห็ด -ผู้ต้องสงสัยเป็นชายเชื้อสายเอเชียเช่นกัน

3.อังคาร 24 มกราคม – เกิดเหตุกราดยิงครั้งที่ 3 ในเวลา 3 วัน เกิดขึ้นในเมืองโอ๊คแลนด์ มี 8 คนถูกยิง และเสียชีวิต 1 ศพ

นั่นทำให้ ในเวลาไม่ถึง 1 เดือนของปี 2023 สหรัฐฯ เกิดเหตุกราดยิงหมู่แล้ว 40 ครั้ง สูงที่สุดของสถิติที่เกิดขึ้นในเดือนมกราคม สะท้อนแล้วว่า ไม่ว่าจะชุมชนเล็ก ชุมชนใหญ่ทั่วสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับเหตุกราดยิงหมู่ที่มีขึ้นรายวัน ทั้งในสถานที่ทำงาน, สถานศึกษา หรือแม้แต่สถานประกอบพิธีทางศาสนา

จากข้อมูลพบว่า ทุกรูปแบบของความรุนแรงจากปืน ทั้งการฆาตกรรม-ฆ่าตัวตาย ไปจนถึงกราดยิงหมู่ เพิ่มขึ้นทั้งหมด ปี 2019 มีตัวเลขของการเสียชีวิตจากอาวุธปืน
ที่ 33,599 ศพ ปี 2022-44,290 ศพเพิ่มขึ้น 31% ส่วนใหญ่ของตัวเลขนี้เป็นการฆ่าตัวตายด้วยปืน ตามมาด้วยเหตุฆาตกรรม ส่วนกราดยิงหมู่ ปี 2020 พบว่ามีตัวเลขที่ 1.1% ของเหตุเสียชีวิตจากอาวุธปืนทั้งหมด

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ยังเป็นการยากที่จะระบุชัดเจนว่าสาเหตุที่ทำให้ตัวเลขสูงขึ้นนั้นเป็นเพราะอะไร? เพราะเหตุกราดยิงหมู่ยังเป็นเรื่องที่ไม่สามารถคาดเดาได้ อย่างไรก็ดีปัจจุบันพบว่า ชาวอเมริกันมีการครอบครองอาวุธปืนมากกว่าที่เคยมียอดจำหน่ายอาวุธปืนแตะ 23 ล้านกระบอก ในปี 2020 สูงกว่าปี 2019 ถึง 65%

สำนักงานสืบสวนสอบสวนกลางหรือ FBI ได้ดำเนินการตรวจสอบปูมหลังของผู้ครอบครองปืนมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ตัวเลขก็เพิ่มขึ้นในช่วงที่มีการล็อกดาวน์โควิด ตามมาด้วยเหตุสังหาร จอร์จ ฟลอยด์ ชายผิวดำ และเหตุจลาจลรัฐสภา ที่ทำให้ชาวอเมริกันต้องการมีปืนไว้ป้องกันตัวมากขึ้น

จอช โฮโรวิตซ์ ผู้อำนวยการศูนย์แก้ปัญหาความรุนแรงจากปืน มหาวิทยาลัย Johns Hopkins บอกว่า มีปืนเพื่อให้พวกเราปลอดภัยโดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ไม่ปลอดภัย และเมื่อผู้คนรู้สึกหวาดกลัว พวกเขาก็ต้องการขจัดความกลัว ด้วยการซื้อปืน

ผู้เชี่ยวชาญบางคนมองว่า ความกดดันของชีวิต, สภาพสังคมที่ไม่เป็นมิตร รวมถึงความเครียดจากโรคระบาด ที่ทำให้เกิดผลพวงด้านการเงิน, การงาน, ครอบครัว หรือความสัมพันธ์เสื่อมถอย ก็ทำให้เกิดความเครียดได้ จนอาจทำให้บางคนเลือกที่จะตอบสนองความเครียดเหล่านั้นด้วยความรุนแรง ซึ่งก็สอดคล้องกับรายงานที่เผยแพร่เมื่อวันอังคาร พบว่า เกือบ 93% ของผู้ก่อเหตุ มีปัญหาส่วนตัวก่อนก่อเหตุ ทั้งเรื่องการหย่าร้าง, ปัญหาสุขภาพ หรือประเด็นขัดแย้งกับที่โรงเรียน-ที่ทำงาน และอีกราว 10% ของผู้ก่อเหตุกราดยิงหมู่ จบชีวิตลงด้วยการฆ่าตัวตาย

อย่างไรก็ดี ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีอยู่ 1 เทคโนโลยีที่ถูกพูดถึงอย่างมาก คือ ShotSpotter ซึ่งทางการตั้งความหวังว่าจะมาช่วยลดอาชญากรรมจากปืนได้ ShotSpotter เป็นระบบที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยบริษัทสัญชาติอเมริกันที่มีชื่อเดียวกัน ซึ่งจะคอยตรวจจับเสียงปืน ก่อนที่จะส่งตำรวจลงพื้นที่จุดเกิดเหตุได้อย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีระบบนี้ติดตั้งอยู่ในมากกว่า 130 เมือง ซึ่งรวมถึงในเมืองโอคแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ที่เพิ่งเกิดเหตุกราดยิงไปเมื่อ 24 ม.ค.เกิดขึ้นกลางปั๊มน้ำมัน แต่กลับไม่มีใครโทรแจ้งตำรวจ แต่ไม่เป็นไร เพราะด้วยระบบแจ้งเตือนผ่านเทคโนโลยี ShotSpotter ก็ทำให้ตำรวจทราบเหตุและสามารถเข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุได้ แม้ว่าเมื่อไปถึง จะเจอเพียงปลอกกระสุนตกอยู่ เพราะผู้บาดเจ็บถูกส่งไปโรงพยาบาลแล้วก็ตาม

ข้อมูลจากรายงานของทางการท้องถิ่นในเมืองโอคแลนด์ ชี้ว่าเมื่อปี 2020 ทั้งปี ระบบ ShotSpotterแจ้งเตือนตำรวจเกี่ยวกับเหตุจากการใช้ปืนมากถึง 6,053 ครั้ง ซึ่งในจำนวนนี้มากกว่า 5 ,500 ครั้ง หรือคิดเป็นร้อยละ 91 ของการแจ้งเตือนทั้งหมดเป็นเหตุการณ์ที่คนในพื้นที่ไม่ได้โทรแจ้งตำรวจ และตำรวจจะไม่มีทางทราบเลยว่าเกิดเรื่องขึ้น ถ้าไม่ได้มีการใช้งานเทคโนโลยีแจ้งเตือนที่ว่านี้

งานวิจัยหลายชิ้น ชี้ว่าจริงๆ แล้ว ความรุนแรงจากอาวุธปืนในสหรัฐฯ อาจเกิดขึ้นมากกว่าที่มีการรายงานตัวเลขอย่างเป็นทางการ ซึ่งมากกว่าร้อยละ 80 เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ได้มีการโทรแจ้งตำรวจ ดังนั้น ทางการท้องถิ่นในหลายเมืองจึงหันไปหาตัวช่วยอย่าง ShotSpotter

แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาระบบนี้ต้องเผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์และการต่อต้านจากชาวอเมริกันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากหลายฝ่ายมองว่า ระบบ ShotSpotter เข้าข่ายละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและเสรีภาพของประชาชน เพราะเซ็นเซอร์ตรวจจับเสียงจะไปติดตั้งในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งอาจถูกใช้ในการดักฟังได้

ขณะที่จุดที่จะมีการติดตั้งอุปกรณ์ก็กลายเป็นอีกประเด็นร้อน เพราะเมื่อทางการท้องถิ่นจะใช้งานระบบนี้ ก็มักจะนำอุปกรณ์ไปติดตั้งในย่านที่มีอัตราการเกิดอาชญากรรมสูง ที่ตามปกติแล้วจะเป็นย่านชุมชนคนผิวดำ ผิวน้ำตาลและชาวอเมริกัน เชื้อสายละติน ยิ่งเป็นการเพิ่มความตึงเครียดและนำไปสู่การเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติและสีผิว ท่ามกลางการใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุของตำรวจต่อชาวอเมริกันกลุ่มนี้เป็นทุนเดิม

โดย ดาโน โทนาลี