คุยกัน 7 วันหน : สเปนยังไม่ได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/761510

คุยกัน 7 วันหน : สเปนยังไม่ได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่

คุยกัน 7 วันหน : สเปนยังไม่ได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.20 น.

อัลแบร์โต นูเญซ เฟฆู ผู้นำพรรคสังคมนิยมของสเปน ยังไม่สามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎร ได้มากพอเพื่อที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้สเปนยังคงไม่ได้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลชุดใหม่ หลังผ่านพ้นการเลือกตั้งทั่วไปตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ผลการลงมติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสเปนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาปรากฏว่า อัลแบร์โต นูเญซ เฟฆู ผู้นำพรรคประชาชน หรือพีพี ที่มีแนวนโยบายสังคมนิยม ซึ่งได้ที่นั่งมากที่สุดในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่ไม่มากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก ก็ยังคงไม่ประสบความสำเร็จในการขอเสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคอื่นๆ ให้สนับสนุนตัวเขาในการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้ หลังจากได้เสียงสนับสนุน 172 เสียง ขณะที่เสียงคัดค้านและไม่ลงคะแนนอยู่ที่ 178 เสียง

ทั้งนี้ พรรคประชาชนของเฟฆูชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียง 137 ที่นั่งเมื่อรวมกับพรรควอกซ์ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายขวา ซึ่งได้ 33 ที่นั่ง รวมถึงพรรคเล็กอีก 2 พรรค ก็ไม่เพียงพอที่จะเป็นเสียงข้างมากในสภา สำหรับการจัดตั้งรัฐบาลที่ต้องการเสียงมากกว่า 176 ที่นั่งจากที่นั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 350 ที่นั่ง ขณะที่พรรคแรงงานสังคมนิยมสเปนของนายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ได้มา 121 ที่นั่ง แม้จะไม่มีสิทธิจัดตั้งรัฐบาล แต่เขาก็ยังสามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาได้จนถึงตอนนี้ และอาจนั่งยาวไปจนถึงปลายเดือนตุลาคม จนกว่าจะมีการเปลี่ยนผ่านวาระการดำรงตำแหน่งประธานสหภาพยุโรป

นั่นทำให้สถานการณ์การเมืองในสเปน ยังคงเผชิญภาวะความไม่แน่นอนต่อไป เพราะแม้ซานเชซจะดูเหมือนอยู่ในสถานะดีกว่าที่จะอยู่ในตำแหน่งต่อไป แต่ก็ไม่แน่ว่าจะได้เสียงโหวตพอหรือไม่ เพราะเมื่อรวมเอาเสียงพันธมิตรฝ่ายซ้ายของเขาทั้งหมดก็ยังมีเพียง 171 เสียง จากสภา 350 เสียง เท่ากับว่าถ้าจะตั้งรัฐบาลเขาจำเป็นต้องดึงสส. จากพรรคฆุนต์ส(Junts) พรรคแบ่งแยกดินแดนกาตาลุญญ่ามาโหวตให้ แต่พรรคฆุนต์ส ที่คาร์เลส ปุยก์เดอมงต์ อดีตประธานาธิบดีของแคว้นกาตาลัญเป็นแกนนำ และตอนนี้ลี้ภัยอยู่ในเบลเยียม ตั้งเงื่อนไขว่าจะสนับสนุนซานเชซแลกกับการนิรโทษกรรมทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการลงประชามติให้เอกราชกาตาลุญญ่า และรัฐบาลมาดริดต้องยินยอมให้มีการลงประชามติตัดสินใจกำหนดชะตาชีวิตตนเองครั้งใหม่ของชาวกาตาลัญแต่พรรคสังคมนิยมกล่าวว่า ข้อเรียกร้องทั้งสองเป็นไปไม่ได้เพราะขัดรัฐธรรมนูญ

อกุสติน รูอิส โรเบลโด อาจารย์ด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ มหาวิทยาลัยเกรนาดา กล่าวว่า สถานการณ์นี้ผลักให้สมเด็จพระราชาธิบดี ฟิลิเปที่ 6 กษัตริย์แห่งสเปน ตกที่นั่งลำบาก เพราะในท้ายที่สุด พระองค์ต้องทำหน้าที่คนกลางผู้ชี้ขาดในประเทศที่แตกแยกทุกขณะ เขามองว่า หากพระองค์เลือกเฟฆูต่อไป ฝ่ายซ้ายจะกล่าวหาว่าพระองค์เห็นใจฝ่ายอนุรักษ์ และปล่อยให้สภาเสียเวลาเสนอชื่อคนที่ไม่มีวันชนะโหวต แต่ถ้าพระองค์หันมาเสนอชื่อซานเชซบ้าง ฝ่ายขวาจะกล่าวหาว่าพระองค์ไม่มีกระดูกสันหลัง เอนเอียงเข้าหาฝ่ายซ้ายและพวกแบ่งแยกดินแดนที่ต้องการทำลายประเทศ กลายเป็นว่า ไม่ว่าทำอะไรก็โดนวิพากษ์วิจารณ์ทั้งสิ้น

ขณะเดียวกัน ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สเปนเปลี่ยนผ่านจากระบบสองพรรค มาสู่ระบบรัฐสภาที่มีวุฒิภาวะมากขึ้นและเปราะบางมากขึ้นด้วย เห็นได้ชัดคือ กษัตริย์ ฆวน คาร์ลอสที่ 1 เคยได้รับการปรึกษาหารือเพื่อตั้งรัฐบาลแค่ 10 ครั้งตลอดรัชสมัย 38 ปีแต่กษัตริย์ฟิลิเปที่ 6 ทำมาแล้ว 9 ครั้งนับตั้งแต่ปี 2014 ครั้งหลังสุดในปี 2016 หลังพระองค์ขึ้นครองราชย์ได้เพียง 1 ปีครึ่ง สเปนมีการเลือกตั้งครั้งใหญ่และพรรคประชาชนได้รับเสียงข้างมาก แต่ มารีอาโน ราฮอย หัวหน้าพรรคในขณะนั้น เล่นเกมการเมืองด้วยการปฏิเสธที่จะเป็นแกนนำในการตั้งรัฐบาลเป็นพรรคแรก ทำให้พระองค์ต้องตัดสินพระทัยเสนอชื่อของ ซานเชซเลขาธิการพรรคแรงงานสังคมนิยมที่ได้คะแนนน้อยกว่าแทน ทั้งที่พระองค์และทุกคนรู้ว่าซานเชซไม่มีทางชนะโหวตในสภา แต่ก็แสดงให้เห็นว่า พระองค์ทรงพยายามปรับบทบาทสถาบันกษัตริย์ให้กลับคืนสู่การเป็นสถาบันภายใต้รัฐธรรมนูญให้มากที่สุด การปรึกษาผู้นำพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อให้ทรงทำหน้าที่จัดตั้งรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญให้มีประสิทธิภาพที่สุด เป็นรูปธรรมหนึ่งที่สะท้อนความพยายามปรับบทบาทสถาบันกษัตริย์ของพระองค์

บทบาทของกษัตริย์สเปนในการจัดตั้งรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญ อาจดูเหมือนง่าย เสนอชื่อบุคคลที่ได้รับคะแนนเสียงในการเลือกตั้งมากที่สุดก็จบ แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่เช่นนั้นตามรัฐธรรมนูญสเปนถือว่าเป็น “หน้าที่”ของกษัตริย์ ไม่ใช่ “อำนาจ” ในการจัดตั้งรัฐบาล หน้าที่คือต้องจัดตั้งรัฐบาลให้ได้โดยอำนาจในการจัดตั้งยังเป็นของรัฐสภาที่สมาชิกมาจากการเลือกตั้งของประชาชน เพราะฉะนั้น กษัตริย์จะต้องทรงใช้วิจารณญาณในการเลือกบุคคลให้รัฐสภาลงมติให้รอบคอบที่สุด เพื่อให้ตัวเลือกของพระองค์ได้รับการยอมรับจากรัฐสภา หากตัวเลือกที่พระองค์เสนอสู่รัฐสภาไม่ได้รับโหวตจากสภาให้เป็นนายกฯ พระองค์อาจถูกมองว่าล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่

ล่าสุด มีรายงาน (จากตอนที่กำลังปั่นต้นฉบับอยู่นี้) ว่า สมเด็จพระราชาธิบดีฟิลิเปที่ 6 ทรงขอร้องให้ซานเชซจัดตั้งรัฐบาลเป็นที่เรียบร้อย แม้บรรดาคนดังฝ่ายอนุรักษ์นิยม เช่น คาร์เมน โลมา นามักเขียนคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ฝ่ายขวาเรียกร้องให้กษัตริย์ไม่เอาซานเชซ และไม่เสนอให้เขาตั้งรัฐบาลเพราะต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจากนักโทษหนีคดีอย่างปุยก์เดอมงต์ ผู้ก่อการร้าย ETA และคนอื่นๆ ที่ดำรงอยู่ด้วยเหตุผลเดียวเท่านั้น คือการทำลายล้างประเทศและรัฐธรรมนูญสเปน

หลังจากนี้ ซานเชซคงต้องเป็นฝ่ายปวดหัวบ้าง เพราะจะต้องคิดหาทางว่าจะทำอย่างไร จึงจะดึงพรรคอื่นๆมาร่วมรัฐบาลได้ โดยเฉพาะพรรคฆุนต์สที่หวังเรียกร้องให้มีการจัดทำประชามติเพื่อรับรองการแบ่งแยกดินแดนในแบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในสกอตแลนด์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชานเชซเคยบอกว่าจะไม่ทำเด็ดขาด

หากเป็นเช่นนี้ต่อไป มีแนวโน้มว่าสถานการณ์การเมืองในสเปนที่เจอทางตันกำลังนำไปสู่การเลือกตั้งอีกครั้งในอนาคต เพราะซานเชซจะมีเวลาในการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลใหม่ จนถึงวันที่ 27 พฤศจิกายนนี้เท่านั้น

ถ้าซานเชซยังไม่สามารถรวบรวมเสียงข้างมากในสภาได้เหมือนที่เฟฆูประสบมาแล้ว สเปนก็จะต้องจัดการเลือกตั้งใหม่อีกหน ในวันที่ 14 มกราคมปีหน้า

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ‘ความเชื่อมั่น-ฟรีวีซ่า’ กระตุ้นชาวจีนเที่ยวไทยเพิ่มขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/759964

คุยกัน 7 วันหน : ‘ความเชื่อมั่น-ฟรีวีซ่า’ กระตุ้นชาวจีนเที่ยวไทยเพิ่มขึ้น

คุยกัน 7 วันหน : ‘ความเชื่อมั่น-ฟรีวีซ่า’ กระตุ้นชาวจีนเที่ยวไทยเพิ่มขึ้น

วันอาทิตย์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.40 น.

ช่วงหยุดยาวเนื่องในวันชาติจีน (1 ต.ค.) ที่ผสานรวมกับวันหยุดเนื่องในเทศกาลไหว้พระจันทร์(29 ก.ย.) กลายเป็น “สัปดาห์ทอง”ระยะ 8 วัน (29 ก.ย.-6 ต.ค.)ที่ประชาชนชาวจีนจำนวนไม่น้อยพากันจับจองการเดินทางท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ซีทริป (Ctrip) บริษัทผู้ให้บริการจองบัตรโดยสารชั้นนำเปิดเผยว่า ปริมาณการจองผลิตภัณฑ์การเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศช่วงไม่นานนี้เพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่าเมื่อเทียบปีต่อปี ขณะความต้องการเดินทางช่วงหยุดยาวเนื่องในเทศกาลไหว้พระจันทร์และวันชาติจีนยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นักท่องเที่ยวชาวจีนในฐานะแหล่งนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีความสำคัญของไทย ได้ครองส่วนแบ่งขนาดใหญ่ในตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยเมื่อปี 2019 มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเยือนไทยมากกว่า 10 ล้านคน ครองส่วนแบ่งหนึ่งในสี่ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดในไทย

ไทยกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวจีน หลังจากทางการจีนกลับมาอนุญาตการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ เนื่องจากใช้เวลาเดินทางไม่นาน ขอวีซ่าได้สะดวกรวดเร็ว และมีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย

จำนวนชาวจีนที่ยื่นขอวีซ่าเข้าไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีนี้ โดยเจ้าหน้าที่สถานกงสุลใหญ่ของไทย ณ นครหนานหนิง เผยว่าปริมาณการพิจารณาวีซ่าในเดือนมกราคมปีนี้เพิ่มขึ้น 10 เท่า เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน

ความนิยมท่องเที่ยวไทยยังคงต่อเนื่องจนถึงฤดูร้อนของจีน โดยข้อมูลจากยูมีทริป (Umetrip) ระบุว่ากรุงเทพฯ ครองอันดับ 3 ของจุดหมายท่องเที่ยวต่างประเทศยอดนิยม 10 อันดับแรกในฤดูร้อน (1 ก.ค.-22 ส.ค.)

ขณะที่เมื่อวันจันทร์ที่ 25 ก.ย.ที่ผ่านมา ทางการไทยเริ่มต้นนโยบายฟรีวีซ่า ระยะ 5 เดือน แก่นักท่องเที่ยวจากบางประเทศ รวมถึงจีน โดยนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสินของไทย ได้ร่วมต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิด้วย

กัวตง ชาวเมืองเป่ยไห่ เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน ผู้วางแผนท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตในช่วงหยุดยาวเนื่องในวันชาติจีนปีนี้ มองว่านโยบายวีซ่าเป็นเหมือน “บังเหียน” ควบคุมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวขาเข้าและขาออก เขายังกล่าวเสริมว่า นโยบายฟรีวีซ่าแก่นักท่องเที่ยวชาวจีนไม่เพียงเกื้อหนุนการเข้าประเทศของนักท่องเที่ยว แต่ยังประหยัดค่าใช้จ่ายบางส่วน ช่วยให้ชาวจีนอยากเดินทางไปเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นในช่วงหยุดยาวที่จะถึงนี้

ด้าน หวังเซิน ผู้ดูแลเที่ยวบินเช่าเหมาลำประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของบริษัทการท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง ตื่นเต้นกับนโยบายฟรีวีซ่านี้ และคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนเยือนไทยจะเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 30

ข้อมูลการจองแพ็กเกจการท่องเที่ยวในปัจจุบันบ่งชี้ว่าช่วงหยุดยาวเนื่องในเทศกาลไหว้พระจันทร์และวันชาติจีนปีนี้ นักท่องเที่ยวชาวจีนชื่นชอบแพ็กเกจเส้นทาง “กรุงเทพฯ+พัทยา+เกาะเสม็ด” เป็นจำนวนไม่น้อย

ไล่ จิ้นเผิง ผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวต่างประเทศในจีนและธุรกิจเอเจนซี่ท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ มาหลายปี เล่าย้อนว่า ยุคก่อนเกิดโรคระบาดใหญ่ บริษัทของเขารับรองนักท่องเที่ยวเกือบ 15,000คนต่อเดือน ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน ช่วงก่อนมีเที่ยวบินน้อยมาก ทำให้คนไม่ค่อยอยากมาเที่ยวไทย แต่นโยบายฟรีวีซ่าของรัฐบาลไทยจะช่วยขับเคลื่อนการฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะช่วงหยุดยาวที่ใกล้มาถึงนี้

ไล่เสริมว่า ผู้คนแวดวงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวต่างตื่นตัวหลังจากมีนโยบายฟรีวีซ่าเอเจนซี่ท่องเที่ยวและธุรกิจบริการเที่ยวบินเช่าเหมาลำในจีนบางส่วนเตรียมพร้อมสำหรับการกลับมาให้บริการเที่ยวบินเช่าเหมาลำอีกครั้ง

ข้อมูลจากยูมีทริประบุว่าสายการบินในจีนให้บริการเที่ยวบินระหว่างจีน-ไทยมากกว่า 6,400 เที่ยวในฤดูร้อน (1 ก.ค.-22 ส.ค.) ซึ่งฟื้นตัวอยู่ที่ราวร้อยละ 54 ของช่วงเดียวกันในปี 2019 โดยค่าบัตรโดยสารเที่ยวบินไป-กลับ เฉลี่ยอยู่ที่ราว 1,800 หยวน (ราว 8,963 บาท)

เหลี่ยว เย่จิ่ง ผู้จัดการฝ่ายการตลาดของสายการบินไชน่า เซาเทิร์น แอร์ไลน์ส สาขากว่างซีกล่าวว่า ช่วงนี้ความต้องการเที่ยวบินจากหนานหนิงไปยังกรุงเทพฯเพิ่มขึ้น ขณะปัจจุบันความจุของเที่ยวบินจากหนานหนิงสู่กรุงเทพฯ อยู่ที่ร้อยละ 80

ขณะที่ เหลย เสี่ยวหัว นักวิจัยประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา สังกัดสถาบันสังคมศาสตร์กว่างซี เชื่อว่า ความกระตือรือร้นและจำนวนชาวจีนเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นมากในช่วงหยุดยาวนี้

ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยชุดใหม่เร่งดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจหลากหลายรายการ ซึ่งรวมถึงนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวที่ดึงดูดความสนใจจากชาวจีน โดยไทยยังคงเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวชาวจีน ซึ่งมีนัยสำคัญต่อการเสริมสร้างความเข้าใจระหว่างสองประเทศและมิตรภาพ

หรือ “จีนไทยพี่น้องกัน” นั่นเอง

เรียบเรียงจากข้อมูล สำนักข่าวซินหัวไทย

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ‘ผลิตภัณฑ์ไทย’ เฉิดฉายใน ‘มหกรรมสินค้าจีน-อาเซียน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/758566

คุยกัน 7 วันหน : ‘ผลิตภัณฑ์ไทย’ เฉิดฉายใน ‘มหกรรมสินค้าจีน-อาเซียน’

คุยกัน 7 วันหน : ‘ผลิตภัณฑ์ไทย’ เฉิดฉายใน ‘มหกรรมสินค้าจีน-อาเซียน’

วันอาทิตย์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.40 น.

ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทย กล่าวในพิธีเปิดงานมหกรรมแสดงสินค้าจีน-อาเซียน (China-ASEAN Expo หรือ CAEXPO) ครั้งที่ 20 และการประชุมสุดยอดธุรกิจและการลงทุนจีน-อาเซียน ที่จัดขึ้นในนครหนานหนิง เมืองเอกของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน โดยระบุว่างานมหกรรมนี้ หรือ “ช่องทางหนานหนิง” (Nanning Channel) ได้กลายเป็นเวทีสำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนระดับภูมิภาค สร้างโอกาสใหม่ๆ แก่บริษัทส่งออกของไทย ทำให้ความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนระหว่างไทยกับจีนในด้านต่างๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

มหกรรมแสดงสินค้าจีน-อาเซียนปีนี้ มีบริษัทส่งออกจากไทยเข้าร่วม 76 แห่ง โดยพาวิลเลียนของไทยมุ่งจัดแสดงผลิตภัณฑ์พิเศษ 4 ประเภทได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม เสื้อผ้าและเครื่องประดับ สุขภาพและความงาม และเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน ทั้งนี้ ยังมีการนำเสนอจังหวัดจันทบุรี ในฐานะจังหวัดแห่งมนต์เสน่ห์ของไทย เพื่อแสดงภาพลักษณ์ของไทยให้โลกได้รับรู้ ณ งานมหกรรมนี้เป็นครั้งแรก

เมื่อเข้าชมพาวิลเลียนไทยจะพบพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการข้าวหอมมะลิของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ สังกัดกระทรวงพาณิชย์ของไทย ในกลางวันกลิ่นหอมของอาหารไทยเชื้อเชิญผู้เข้าชมงานให้มาลิ้มลอง หลังโซนจัดแสดงของพาวิลเลียนไทยได้แนะนำข้าวหอมมะลิคู่กับแกงสูตรพิเศษของไทย ด้านขวัญนภา ผิวนิล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ระบุว่าปีนี้เป็นครั้งแรกที่ตนได้มาร่วมงาน และได้สัมผัสถึงความนิยมชมชอบข้าวหอมมะลิไทยที่เพิ่มขึ้นในหมู่ชาวจีน

ขวัญนภาระบุว่า การค้าข้าวระหว่างจีน-ไทยมีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายปีที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ข้าวหอมมะลิไทย และส่งเสริมความนิยมของข้าวหอมมะลิไทยผ่านงานมหกรรมนี้ โดยระหว่างออกงาน มีบริษัทนำเข้าจากจีนจำนวนมากที่เข้ามาพูดคุยและหวังว่าจะได้ร่วมมือกัน ซึ่งการบริโภคของชาวจีนที่ยกระดับขึ้นนั้น จะทำให้สินค้าคุณภาพสูงของไทยมีตลาดกว้างขึ้นกว่าเดิม

การจัดมหกรรมแสดงสินค้าจีน-อาเซียนต่อเนื่องยาวนาน 20 ปีความร่วมมือในแผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) ที่พัฒนาต่อเนื่องและการบังคับใช้ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ทำให้หลายปีมานี้ การแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ การค้า และวัฒนธรรมระหว่างจีน-ไทย เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ คนจีนเริ่มสนใจอาหารไทยมากขึ้น ตั้งแต่เข้าร้านอาหารไทย ไปจนถึงซื้อวัตถุดิบและเครื่องปรุงมาทำเองที่บ้าน อาหารไทยเริ่มกลายเป็นเมนูประจำที่พบได้บ่อยครั้งบนโต๊ะอาหารชาวจีน

บูธขายเครื่องปรุงรสไทยในงานนี้ ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามเช่นกัน นันทวัฒน์ สมคม ผู้จำหน่ายเครื่องปรุงไทยระบุว่า เมื่อปี 2006 เขาได้เข้าร่วมงานมหกรรมฯ และนำเครื่องปรุงรสจากไทยมาจัดแสดงเพื่อหาโอกาสทางธุรกิจและได้คู่ค้าชาวจีนจากมณฑลจี๋หลินที่ต้องการสินค้าไปเพิ่มรสชาติความเป็นไทยให้กับร้านอาหารทะเลของตน ในงานปีนี้นันทวัฒน์ได้เพิ่มความหลากหลายของเครื่องปรุงอาหารไทย และหวังว่าสินค้าของเขาจะมอบรสชาติใหม่ๆ ให้กับเมนูอาหารของชาวจีนจำนวนมากขึ้น

ด้าน จาง หย่งเทา ตัวแทนจำหน่ายเครื่องปรุงรสโลโบของไทยในจีน ซึ่งมาร่วมงานนี้เกือบทุกปี กล่าวว่า เครื่องปรุงรสของไทยมีกระแสตอบรับดีมากโดยเครื่องปรุงรสต้มยำกุ้งจำหน่ายหมดตั้งแต่วันแรกที่จัดงาน และในเวลา 1 ปีเครื่องปรุงรสต้มยำกุ้งของโลโบผลิตขายในจีนไปแล้วกว่า 1,000 ตัน ซึ่งโอกาสเช่นนี้เกิดขึ้นได้เพราะความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างจีนกับไทย

ปิ่นนภา ช่อเขียว หนึ่งผู้จัดแสดงสินค้าซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายข้าวตังของไทย ระบุว่า จีนเปิดกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านการจัดงานมหกรรมแสดงสินค้านำเข้านานาชาติจีน งานแสดงสินค้าจีน-เอเชียใต้ และงานมหกรรมแสดงสินค้าจีน-อาเซียน สร้างโอกาสทางธุรกิจแก่ทั้งผู้แสดงสินค้า ผู้ซื้อ ตัวแทน หน่วยงานภาครัฐ และอื่นๆ

เธอกล่าวว่าข้าวตังของไทยมีความกรอบ แต่ไม่แข็ง มีกลิ่นหอมของข้าว อีกทั้งยังมีหลายรสชาติ อาทิ ต้มยำกุ้ง และบาร์บีคิว ทำให้หลายคนที่ได้ลิ้มลองก็ต่างติดใจและซื้อกลับไป ตัวแทนจำหน่ายรายอื่นๆ ก็มาติดต่ออยากร่วมมือด้วย ปิ่นนภาระบุว่าตลาดขนาดใหญ่ของขนมกรุบกรอบนั้นแข่งขันดุเดือด ผลิตภัณฑ์ที่ขายจึงต้องมีคุณภาพสูง และต้องมีวิธีส่งเสริมการขายที่ชาญฉลาด นอกจากขายตามหน้าร้านแล้ว ต้องมีการไลฟ์สดขายผ่านออนไลน์ ส่งให้คนดังในอินเตอร์เนตชิม และรวมถึงทำวีดีโอสั้นเพื่อโปรโมทด้วย

หวงอิง หนึ่งในผู้แสดงสินค้ากล่าวว่าผลไม้ เครื่องสำอาง อาหาร ยาและสินค้าอื่นๆ ของไทยมีคุณภาพดีและกลายเป็นของใช้ติดบ้านของชาวจีนมากขึ้นเรื่อยๆ อาทิ ในห้องครัวมีข้าวหอมมะลิและเครื่องแกงต้มยำกุ้ง ในห้องนอนมีหมอนยางพารา และผลิตภัณฑ์เสริมความงามและครีมกันแดดจากไทย ซึ่งสินค้าเหล่านี้เข้าสู่ตลาดจีนผ่านงานมหกรรมฯ ห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วจีน

ภรภัทร พันธุ์งอก ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการจีน สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สังกัดกระทรวงพาณิชย์ของไทยกล่าวว่างานมหกรรมนี้ทำให้ไทยมีโอกาสเข้าสู่ตลาดจีนมากขึ้นทำให้ผู้ส่งออกไทยเข้าใจอุปสงค์ของตลาดจีนมากขึ้น โดยหากนับตั้งแต่เริ่มจัดครั้งแรก มีบูธจัดแสดงสินค้าไทยเข้าร่วมงานมหกรรมนี้แล้ว 3,072 บูธ มีบริษัทเข้าร่วมงานทั้งสิ้น 2,121 ราย และมีปริมาณธุรกรรมรวม 2.5 พันล้านบาท

ขณะที่ เหลย เสี่ยวหัว นักวิจัยจากสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา สังกัดสถาบันสังคมศาสตร์กว่างสี เชื่อว่างานมหกรรมครั้งนี้ จะเป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมการค้า การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนจีนและอาเซียน และมีบทบาทสำคัญยิ่งยวดในความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างจีนและไทยในสาขาต่างๆ

ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักข่าวซินหัวไทย

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ไทยหวังรับ ‘นักท่องเที่ยวจีน’ เพิ่มขึ้นหลังไฟเขียวฟรีวีซ่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757023

คุยกัน 7 วันหน : ไทยหวังรับ ‘นักท่องเที่ยวจีน’ เพิ่มขึ้นหลังไฟเขียวฟรีวีซ่า

คุยกัน 7 วันหน : ไทยหวังรับ ‘นักท่องเที่ยวจีน’ เพิ่มขึ้นหลังไฟเขียวฟรีวีซ่า

วันอาทิตย์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.20 น.

สำนักข่าวซินหัว – นักท่องเที่ยวชาวจีนอย่าง “เฉาลี่” รีบกดจองเที่ยวบินและห้องพักโรงแรมในจังหวัดเชียงใหม่อย่างรวดเร็ว หลังจากเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีไทย ประกาศการดำเนินมาตรการฟรีวีซ่าแก่นักท่องเที่ยวชาวจีน ระยะ 5 เดือน (25 ก.ย. 2023-29 ก.พ. 2024) เมื่อวันพุธ (13 ก.ย.) ที่ผ่านมา

บรรดาคนแวดวงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวต่างประเทศของจีน คาดการณ์ว่าการดำเนินมาตรการฟรีวีซ่านี้มีเป้าหมายกระตุ้นการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเยือนไทยระหว่างช่วงหยุดยาววันชาติจีนในเดือนตุลาคมปีนี้ และช่วงหยุดยาวเทศกาลตรุษจีนในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า

เฉาลี่และสามีจากกรุงปักกิ่ง ซึ่งเพิ่งเดินทางมาเที่ยวกรุงเทพฯ นานสิบวัน จึงตั้งตารอการเดินทางท่องเที่ยวไทยครั้งใหม่ในช่วงปลายปีนี้โดยนอกจากจุดหมายชื่อดังอย่างกรุงเทพฯ และเชียงใหม่แล้ว เธอยังวางแผนจะใช้โอกาสจากมาตรการฟรีวีซ่าเดินทางไปท่องเที่ยวเมืองเล็กๆ ของไทยในอนาคตอีกด้วย

“ไทย” ครองแชมป์ตลาดการท่องเที่ยวต่างประเทศของจีน

ตลาดการท่องเที่ยวต่างประเทศของจีนนั้นฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องและคึกคักยิ่งขึ้นในช่วงฤดูร้อน หลังจากจีนกลับมาเปิดการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศเมื่อต้นปีนี้ โดยข้อมูลจากฟลิกกี (Fliggy) แพลตฟอร์มบริการการท่องเที่ยวของอาลีบาบา ระบุว่าปริมาณการใช้บริการด้านวีซ่าช่วงฤดูร้อนสูงเกินช่วงเดียวกันของปี 2019 แล้ว

ขณะ “ไทย” เป็นหนึ่งในประเทศและภูมิภาค ชุดที่ 1 ที่กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของจีนประกาศอนุญาตบริษัทนำเที่ยวภายในประเทศให้บริการการเดินทางท่องเที่ยวแบบหมู่คณะหรือกรุ๊ปทัวร์ รวมถึงบริการแพ็กเกจ “บัตรโดยสารเที่ยวบิน+ห้องพักโรงแรม”

ฟลิกกีเผยว่า กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ เป็นหนึ่งในสิบเมืองต่างแดนยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวชาวจีนจองห้องพัก โดยกรุงเทพฯ เป็นเมืองต่างแดนที่มีการจองห้องพักผ่านฟลิกกีสูงสุดในช่วงฤดูร้อนนี้ของจีน ด้านทางการไทยเผยว่าจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เยือนไทยในเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายนเกือบ1 แสนคน หรือร้อยละ 30

รายงานสถิติการท่องเที่ยวต่างประเทศ ระยะครึ่งแรกของปี 2023 จากสถาบันการท่องเที่ยวแห่งประเทศจีน ระบุว่านอกจากเขตบริการพิเศษฮ่องกง เขตบริหารพิเศษมาเก๊า และเกาะไต้หวันของจีนแล้ว ไทยเป็นตัวเลือกแรกของนักท่องเที่ยวชาวจีนในการท่องเที่ยวต่างประเทศช่วงครึ่งปีแรก รายงานข้างต้นระบุว่าฮ่องกง มาเก๊า และไต้หวัน รับรองนักท่องเที่ยวจากแผ่นดินใหญ่ในช่วงครึ่งปีแรกเกือบร้อยละ 80 เนื่องด้วยมีที่ตั้งใกล้เคียง เดินทางเข้าถึงง่าย และความสะดวกด้านวีซ่า ขณะส่วนที่เหลืออื่นๆ เดินทางไปยังไทย (ร้อยละ3.27) ญี่ปุ่น (ร้อยละ 2.42) และสิงคโปร์ (ร้อยละ 1.75)

ความต้องการท่องเที่ยวต่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป

ตลาดการท่องเที่ยวต่างประเทศของจีนในยุคหลังโรคระบาดใหญ่เกิดกระแสนักท่องเที่ยววัยรุ่น การท่องเที่ยวแบบจัดการเอง และกรุ๊ปทัวร์คุณภาพสูงโดยฟลิกกีเผยว่าหลังจากจองบัตรโดยสารเที่ยวบินและห้องพักโรงแรม นักท่องเที่ยววัยรุ่นมักเลือกสถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมวันเดย์ทริปตามเวลาและความสนใจของตัวเอง

ด้านการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดกิจกรรมส่งเสริม “ปีท่องเที่ยวไทย 2023” ซึ่งมุ่งเจาะตลาดจีนด้วยการมอบประสบการณ์การเดินทางท่องเที่ยวที่สร้างความสุข เติมเต็มชีวิตจิตใจ และใกล้ชิดธรรมชาติยิ่งขึ้นแก่เหล่านักท่องเที่ยวชาวจีน ผ่านการยกระดับทรัพยากร การบริการ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางท่องเที่ยว

ขณะเดียวกัน การเปิดบริการขนส่งผู้โดยสารข้ามพรมแดนของทางรถไฟจีน-ลาว เมื่อเดือนเมษายนปีนี้ช่วยเพิ่มตัวเลือกแก่นักท่องเที่ยวชาวจีน โดยซู่หง ผู้อำนวยการสำนักงานททท. ประจำนครคุนหมิง มณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ให้สัมภาษณ์ว่านักท่องเที่ยวจำนวนมากสนใจเดินทางเข้าไทยผ่านด่านบกและเดินทางต่อไปท่องเที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

ทั้งนี้ สำนักงานททท. ประจำนครคุนหมิง วางแผนจัดกิจกรรมครั้งยิ่งใหญ่ช่วงเทศกาลลอยกระทงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย เพื่อดึงดูดบรรดานักท่องเที่ยวตลอดแนวเส้นทางทางรถไฟจีน-ลาว เดินทางเยือนไทย

การท่องเที่ยวจีน-ไทย ฟื้นตัวมั่นคงต่อเนื่อง

ตลาดการท่องเที่ยวจีน-ไทย ได้ฟื้นตัวอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง ขณะจำนวนเที่ยวบินระหว่างประเทศ การเข้าพักโรงแรม และบุคลากรด้านการท่องเที่ยวทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยสำนักบริหารการบินพลเรือนแห่งประเทศจีน ระบุว่าจำนวนผู้โดยสารเที่ยวบินระหว่างประเทศของจีนในเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน8.24 แสนคน หรือร้อยละ 32.5

อย่างไรก็ดี จำนวนเที่ยวบินโดยสารระหว่างจีนและไทยในปัจจุบันยังคงน้อยอยู่อย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงมีความไม่แน่นอนและอาจถูกยกเลิกการเดินทางโดยง่าย ดังเช่นหญิงแซ่จูจากเมืองไท่หยวนของมณฑลซานซีที่เดินทางมาเที่ยวไทยถูกยกเลิกเที่ยวบินตรงกลับจีนสองครั้งและถูกเปลี่ยนเป็นเที่ยวบินแบบแวะเปลี่ยนเครื่อง

นอกจากปัญหาความไม่ราบรื่นของเที่ยวบินระหว่างประเทศแล้ว เรื่องค่าใช้จ่ายและความปลอดภัยถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งอิทธิพลต่อการเดินทางมาท่องเที่ยวไทยด้วย โดยจูหงอิง ประธานบริษัทนำเที่ยวอวิ๋นหนาน จิ่นอ้าย กรุ๊ป เผยว่าผู้คนลดการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวลงตามสภาพเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันค่าห้องพักโรงแรมและบัตรโดยสารเที่ยวบินสู่ไทยนั้นปรับขึ้น ส่วนรายงานข่าวที่เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยในไทยมีผลกระทบต่อความสนใจของนักท่องเที่ยววัยกลางและอายุสูง ซึ่งคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เลือกเดินทางแบบกรุ๊ปทัวร์

ด้านรัฐบาลไทยกำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับประกันความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวชาวจีน โดยมีการบูรณาการมาตรฐานการบริการ มาตรการความปลอดภัย และมาตรการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพรวมถึงพัฒนาแนวปฏิบัติและนโยบายการรับรองผู้มาเยือน เพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยวในการเดินทางมาท่องเที่ยวไทย

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : เตือนวิกฤตสุขภาพจิตครูเกาหลีใต้เสี่ยงทำระบบศึกษาล่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/755574

คุยกัน 7 วันหน : เตือนวิกฤตสุขภาพจิตครูเกาหลีใต้เสี่ยงทำระบบศึกษาล่ม

คุยกัน 7 วันหน : เตือนวิกฤตสุขภาพจิตครูเกาหลีใต้เสี่ยงทำระบบศึกษาล่ม

วันอาทิตย์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.20 น.

เช้าวันหนึ่งต้นปี 2023 คัง ฮยุน จู ครูโรงเรียนประถมในเกาหลีใต้ วัย 29 ปี ตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการอัมพาตไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้อีกเลย แพทย์สั่งให้เธอต้องลางานอย่างน้อย 6 เดือน โดยชี้ว่า เธอมีความเสี่ยงที่จะอาการทรุดหนัก หากไม่พักผ่อน

และนั่นก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “อาการทางจิต” ของครูคัง

ย้อนกลับไปในปี 2019 สองปีหลังจากที่เธอเริ่มอาชีพครู มีการสู้กันครั้งใหญ่ของเด็กๆในห้องที่เธอสอน และเหตุการณ์นั้นให้เธอเริ่มฝันร้าย ฝันว่าเธอออกมายืนที่สี่แยก และมีคนมาฟันแขนของเธอ

ครูคัง เป็นหนึ่งในครูชาวเกาหลีใต้ในจำนวนร้อยละ 26.6 จากกว่า 11,000 คน ที่ทำการสำรวจจากสหภาพครู เมื่อเดือนเมษายน ที่พบว่า ต้องเข้ารับการรักษาด้านสุขภาพจิต หรือเข้ารับคำปรึกษาทางจิต ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ตัวจุดชนวนให้ผู้คนหันมาสนใจเรื่องสุขภาพจิตของครูประถมชาวเกาหลีใต้ มีขึ้น หลังจากที่มีข่าวการฆ่าตัวตาย ของครูสาววัย 23 ปี จากโรงเรียนประถมศึกษา Seoi ในกังนัม เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมาหลังจากที่เธอต้องเผชิญกับความทุกข์และทรมาน จากการถูกกลั่นแกล้ง และถูกกดดันมานานหลายเดือน จากผู้ปกครองของเด็กนักเรียน

จากนั้นเพียงไม่กี่วัน มีเหตุการณ์ครูประถมฆ่าตัวตายอีก 2 เหตุการณ์ ซึ่งทั้งสองได้เขียนจดหมายเอาไว้ว่า พวกเขาไม่สามารถรับมือกับแรงกดดันจากเสียงบ่นของผู้ปกครองได้อีกต่อไป

ข้อมูลจากรัฐบาลเกาหลีใต้พบว่า ครูในโรงเรียนรัฐราว 100 คน ได้คร่าชีวิตตัวเองในระหว่างปี 2018-เดือนมิถุนายน2023 โดยมีมากถึง 11 คน ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้

จิตแพทย์คิม ฮยุน-ซู จากสมาคมจิตเวชแห่งเกาหลีใต้ กล่าวในระหว่างการประท้วงของครูชาวเกาหลีใต้เมื่อวันจันทร์ (4 กันยายน) ว่า “นี่เป็นสถานการณ์ที่วิกฤตอย่างมาก ที่โรงเรียนในเกาหลีใต้กำลังเผชิญ” และเขาเคยบอกเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า “มันเป็นเรื่องเร่งด่วน ที่จะต้องจัดตั้งกลไกในการสนับสนุนครู และปกป้องพวกเขาจากการถูกล่วงละเมิดและทารุณ” สมาคมจิตเวชเกาหลีใต้ เตือนว่าการเพิ่มขึ้นของความรุนแรงต่อทั้งร่างกายและจิตใจต่อครู จากบรรดาผู้ปกครองและเด็กนักเรียนในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้น “อาจทำให้ระบบการศึกษาของประเทศเสี่ยงที่จะล่มสลายลงหากเรายังคงตระหนักถึงเพียงแค่สิทธิของเด็ก โดยเพิกเฉยต่อสิทธิและภาระผูกพันของผู้เป็นครู”

ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของปัญหานี้คือ “กฎหมายว่าด้วยสวัสดิภาพเด็ก” ที่ประกาศใช้เมื่อปี 2014 ที่ระบุกว้างๆ ว่า “การทำร้ายสุขภาพ หรือสวัสดิภาพเด็ก หรือการกระทำความรุนแรงต่อร่างกาย จิตใจ หรือทางเพศ หรือการกระทำโดยโหดร้าย”ถือเป็นการล่วงละเมิดเด็ก ซึ่งครูที่ถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิดต่อเด็ก ไม่ว่าจะทางใด จะถูกพักการสอนในทันที และความผิดนั้นมีโทษตามกฎหมาย

จากกฎหมายนี้เอง ทำให้ครูไม่สามารถควบคุมเด็กนักเรียนได้เนื่องจากการลงโทษเข้าข่ายการทำร้ายร่างกายตามกฎหมายสวัสดิภาพเด็ก โดยกรณีร้ายแรงที่สุด คือ ครูถูกเด็กๆ ทำร้ายในห้องเรียนของพวกเขาเอง เพราะพวกครูไม่สามารถที่จะตอบโต้ หรือปกป้องตัวเองได้เลยและเมื่อครูแจ้งผู้ปกครอง ผู้ปกครองบางคนบอกว่า “ในเมื่อพวกคุณได้รับเงินจากการสอนเด็กๆ ก็จงสอนไป”

หนึ่งในเรื่องราวที่เลวร้าย ที่กลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ คือ มีผู้ปกครองรายหนึ่งที่เคยรับใช้ในกองทัพ ได้ปรากฏตัวในโรงเรียนพร้อมกับขวานในมือ พร้อมขู่ว่า “จะทำให้เลือดโชก” หลังจากที่ลูกชายชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถูกลงโทษ กรณีการข่มขู่เพื่อนร่วมชั้นด้วยมีดคัตเตอร์ ทำให้นักเรียนทั้งชั้นวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงด้วยความหวาดกลัว

ครูวอน จียัง ซึ่งมีประสบการณ์สอนหนังสือมา 26 ปี บอกว่า ผู้ปกครองที่ข่มเหงครู เป็นเรื่องเลวร้ายอย่างยิ่ง เพื่อนร่วมงานของเธอ ถูกผู้ปกครองกล่าวหาว่าล่วงละเมิดเด็ก ซึ่งผู้ปกครองเอาผิดครูด้วยการแอบอัดคลิป และตัดต่อคลิปเสียงเพื่อให้ครูเป็นฝ่ายผิด ซึ่งกว่าจะพ้นผิดต้องกินเวลานานกว่า 2 ปีครึ่ง ใช้เงินไปไม่น้อยกับการสู้ในชั้นศาล และนั่นส่งผลอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพจิตของคนที่เป็นครู

สัปดาห์ที่ผ่านมา จึงมีการประท้วงครั้งใหญ่ของบุคลากรครูทั่วเกาหลีใต้ เพื่อเรียกร้องสวัสดิภาพในการทำงานที่ดีขึ้น เพื่อให้ปลอดภัยกับทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต แต่ ลี จูโฮ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีศึกษาธิการเกาหลีใต้ กลับยิ่งกระพือความไม่พอใจของครูมากขึ้นไปอีก เมื่อเขากล่าวขู่ไว้ก่อนหน้านี้ว่า การนัดหยุดงานเพื่อประท้วง “ไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ”

อย่างไรก็ดี เสียงของครูหลายหมื่นคนที่ออกมาเมื่อวันจันทร์ที่แล้ว ทำให้รัฐมนตรีศึกษาธิการ ต้องยอมรับในเสียงเรียกร้องของครู และให้คำมั่นว่าจะฟื้นฟูอำนาจที่เสียไปของครู เพราะได้เรียนรู้แล้ว ว่าบาดแผลที่ใหญ่และลึกของครูที่ต้องทนทุกข์ทรมานนั้นรุนแรงเพียงใดและจะพิจารณาการปฏิรูประบบการศึกษาอย่างจริงจัง รวมถึงการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยสวัสดิภาพเด็กที่เป็นปัญหา ตลอดจนการจะพิจารณาเรื่องสิทธิของครูทุกๆ 5 ปีด้วย

เพราะเรื่องราวที่ครูชาวเกาหลีใต้ต้องเผชิญ อาจนำมาซึ่งการลาออกของครูที่มากขึ้น ที่จะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อวงการการศึกษาในประเทศที่มีการแข่งขันสูง และการบูลลี่สูงแห่งนี้

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ลูกโซ่รัฐประหารแอฟริกา ชาติใดรายต่อไป?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754060

คุยกัน 7 วันหน : ลูกโซ่รัฐประหารแอฟริกา ชาติใดรายต่อไป?

คุยกัน 7 วันหน : ลูกโซ่รัฐประหารแอฟริกา ชาติใดรายต่อไป?

วันอาทิตย์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.15 น.

กาบองเป็นประเทศล่าสุดในแอฟริกา ที่เกิดการยึดอำนาจทำรัฐประหารจากรัฐบาลพลเรือนโดยกลุ่มทหารในกองทัพ ที่เรียกตนเองว่า คณะกรรมการการเปลี่ยนถ่ายและ
ฟื้นฟูสถาบัน ประกาศถึงเหตุผลในการตัดสินใจปกป้องสันติภาพ ด้วยการยุติการปกครองของรัฐบาลชุดปัจจุบันด้วยการยกเลิกการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 26 สิงหาคมปีนี้ และผลการเลือกตั้ง พร้อมกับยุบสถาบันทุกอย่างของสาธารณรัฐกาบอง ทั้งรัฐบาล วุฒิสภา สมัชชาแห่งชาติ และศาลรัฐธรรมนูญ กาบองจะปิดพรมแดนทั้งหมดจนกว่าจะมีการประกาศเพิ่มเติม

แถลงการณ์ดังกล่าวซึ่งมีการประกาศผ่านการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ในประเทศ เกิดขึ้นไม่นานหลังจากศูนย์กลางการเลือกตั้งกาบองประกาศว่า ประธานาธิบดี อาลี บองโกออนดิมบา วัย 64 ปี ผู้ครองอำนาจมานาน 14 ปี ชนะเลือกตั้งโดยได้คะแนนร้อยละ 64.27 โดย อาลี บองโก เป็นบุตรชายของอดีตประธานาธิบดีโอมาร์ บองโก บิดาของเขาปกครองกาบองระหว่างปี 1967-2009 ส่วนอาลี บองโก ชนะการเลือกตั้งสมัยแรกในปี 2009 และเป็นผู้นำกาบองสืบเนื่องนับตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน ขณะที่ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลกาบอง ซึ่งเป็นประเทศในแอฟริกาตะวันตกได้ประกาศห้ามออกนอกเคหสถาน และปิดอินเตอร์เนตทั่วประเทศ โดยอ้างว่าเพื่อสกัดการเผยแพร่ข่าวเท็จและการเกิดเหตุรุนแรง

ด้านประธานาธิบดีบองโก ได้อัดคลิปวีดีโอ เรียกร้องให้พันธมิตรส่งเสียงต่อต้านรัฐประหารดังกล่าว ซึ่งก็ดูเหมือนจะสร้างความยินดีให้ประชาชนในประเทศอยู่ไม่น้อย หลังพบว่าชาวกาบองจำนวนมาก สนับสนุนการกระทำนี้ของกองทัพ

เหตุการณ์รัฐประหารดังกล่าว ทำให้กาบองเป็นประเทศที่สองในทวีปแอฟริกาที่เกิดรัฐประหารในปีนี้หลังจากเพิ่งเกิดรัฐประหารในประเทศไนเจอร์ เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ขณะที่นับตั้งแต่ปี 1950 เกิดรัฐประหารในแอฟริกามาแล้ว 214 ครั้ง ในจำนวนนี้ ประสบความสำเร็จมากถึง 106 ครั้ง และชาติแอฟริกาอย่างน้อย 45 จาก 54 ชาติ ผ่านความพยายามในการก่อรัฐประหารมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้ง โดยเฉพาะในช่วงสามปีที่ผ่านมา เกิดการก่อรัฐประหารบ่อยครั้งจนทำให้ทั่วโลกหันมาสนใจมากขึ้นว่าเกิดอะไรที่แอฟริกา – เดือนมกราคม 2022 กองทัพบูร์กินาฟาโซ ก่อรัฐประหารโค่นอำนาจประธานาธิบดีรอช คาบอร์โดยอ้างว่าเขาล้มเหลวในการปราบปรามกลุ่มติดอาวุธมุสลิมหัวรุนแรง และยังมีรัฐประหารครั้งที่สองในเดือนกันยายนปีเดียวกัน

– เดือนกันยายน 2021 เกิดรัฐประหารที่กินี โค่นประธานาธิบดีอัลฟา คอนเด หลังเขาแก้รัฐธรรมนูญเปิดทางให้สามารถดำรงตำแหน่งต่อในสมัยที่สามได้

– เดือนเมษายน 2021 กองทัพชาด เข้ายึดอำนาจหลังประธานาธิบดีอะดริส เดบีย์ ถูกสังหารในสนามรบ ขณะไปเยี่ยมทหารที่ต่อสู้กลุ่มกบฏทางตอนเหนือของประเทศ

– เดือนสิงหาคม 2020 คณะทหารของมาลี ก่อรัฐประการโค่นอำนาจประธานาธิบดีอิบราฮิม บูบาคาร์ไคตา หลังเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ต่อต้านรัฐบาล และเก้าเดือนต่อมา เกิดรัฐประหารซ้อนรัฐประหารอีก

– เดือนตุลาคม 2021 พลเอกอับเดล ฟัตตาห์ อัล-บูร์ฮาน นำกองทัพเข้ายึดกรุงคาร์ทูม และสั่งยุบสภาปกครองประเทศที่ประกอบด้วยทหารและพลเรือน ส่งผลให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยของซูดานชะงักงัน

เป็นที่สังเกตว่า รัฐประหารในระยะหลังเกิดขึ้นในแอฟริกากลางและตะวันตก โดยเฉพาะประเทศที่เคยเป็นอดีตอาณานิคมของฝรั่งเศส

นักวิเคราะห์ระบุว่า แต่ละชาติที่เกิดการยึดอำนาจนั้นล้วนมีปัจจัยร่วมกันคือ เกิดสถานการณ์ที่ทำให้มีช่องให้กองทัพสามารถเข้าแทรกแซงได้ด้วยการสนับสนุนอย่างมากจากประชากรกลุ่มคนในเมือง ตลอดจนคนรุ่นใหม่ที่ไม่พอใจวัฒนธรรมทางการเมืองแบบดั้งเดิม ประกอบกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ การจ้างงานไม่เพียงพอ และขาดโอกาสทางเศรษฐกิจ ตลอดจนเกิดปัญหาการทุจริตอย่างมากของเจ้าหน้าที่ และความไม่พอใจต่ออิทธิพลของฝรั่งเศส อดีตเจ้าอาณานิคมเดิม

นอกจากนี้ ความไม่พอใจยังเกิดจากการที่ผู้นำแอฟริกาหลายชาติ พยายามเปลี่ยนแปลงกระบวนการเลือกตั้ง หรือรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ตนเองสามารถอยู่ในอำนาจได้นานกว่าเดิม เช่น การยกเลิกการจำกัดวาระของประธานาธิบดี เป็นต้น

ปัญหาการใช้อำนาจที่มิชอบในชาติแอฟริกา ยังบั่นทอนสหภาพแอฟริกา หรือ AU ตลอดจนประชาคมเศรษฐกิจรัฐแอฟริกาตะวันตก หรือ ECOWAS ด้วย อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่า ประชาคมโลกจะตอบสนองต่อเหตุการณ์นี้อย่างไร สหภาพแอฟริกาและสหรัฐฯ ระบุว่ากำลังติดตามด้วยความกังวล ส่วนฝรั่งเศสประณามเหตุยึดอำนาจดังกล่าว แต่ยังไม่มีการเรียกร้องให้คืนอำนาจกลับสู่ประธานาธิบดีบองโก ซึ่งเป็นท่าทีที่แตกต่างจากการรัฐประหารที่ไนเจอร์ ซึ่งถูกนานาชาติ รวมถึง ECOWAS กดดันอย่างหนัก

นักวิเคราะห์มองว่า เป็นเพราะมีการทุจริตอย่างมากในรัฐบาลของบองโก ครอบครัวของเขาและพันธมิตรร่ำรวยอย่างมาก ในขณะที่ประชาชนยากจน ชาวกาบองยังคลางแคลงใจเรื่องที่ประธานาธิบดีบองโก ลงเลือกตั้งสมัยที่สามหลังอยู่ในอำนาจมา 14 ปีแล้ว ในขณะที่พ่อของเขาปกครองประเทศมาก่อนแล้วมากกว่า 40 ปี นอกจากนี้ ชาวกาบองยังตั้งคำถามถึงศักยภาพของเขาในการบริหารประเทศ เพราะเขาเคยเกิดเส้นเลือดในสมองแตกในปี 2018

แม้ปัจจัยของกาบอง มีความแตกต่างจากชาติอื่นๆ ซึ่งมีปัจจัยของกลุ่มติดอาวุธหัวรุนแรงเข้ามาทำให้ประเทศไร้เสถียรภาพ แต่การเกิดรัฐประหารอย่างเนื่องไล่ไปทีละชาตินั้น ทำให้นานาชาติเกิดความกังวลต่ออนาคตของประชาธิปไตยในแอฟริกาและหวั่นจะเกิดรัฐประหารอีก โดยเฉพาะในประเทศที่มีผู้ปกครองคนเดียวมายาวนาน เช่น คาเมอรูน ที่มีประธานาธิบดีพอล บิยา ปกครองมามากกว่า 40 ปี และที่สาธารณรัฐคองโก ซึ่งปกครองโดยประธานาธิบดีเดอนิส ซาสซู เกิสโซมากว่า 38 ปี

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : อนาคตกลุ่มนักรบแวกเนอร์ หลังไร้ ‘พริโกซิน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/752560

คุยกัน 7 วันหน : อนาคตกลุ่มนักรบแวกเนอร์ หลังไร้ ‘พริโกซิน’

คุยกัน 7 วันหน : อนาคตกลุ่มนักรบแวกเนอร์ หลังไร้ ‘พริโกซิน’

วันอาทิตย์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ภายหลัง เยฟเกนี พริโกซินหัวหน้ากลุ่มนักรบรับจ้าง “แวกเนอร์”ได้รับการยืนยันว่าอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิต 10 ราย จากเหตุเครื่องบินส่วนตัวแบบเอ็มบราเออร์ ประสบอุบัติเหตุตกใกล้หมู่บ้านคูเชนคิโน ในภูมิภาคตเวียร์ ทางตอนเหนือของกรุงมอสโก เมื่อวันพุธที่ผ่านมาระหว่างที่กำลังเดินทางจากกรุงมอสโก ไปยังนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กโดยนอกจากพริโกซินแล้ว ในบรรดาผู้เสียชีวิต ยังรวมถึง ดมิทรี อุตกิ้น หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บัญชาการระดับสูงของแวกเนอร์ด้วยนั้น

แน่นอนว่า หลายฝ่ายจับจ้องไปที่ประธานาธิบดี วลาดีมีร์ ปูตินผู้นำรัสเซีย ซึ่งเคยถูกพริโกซินออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเรื่องปฏิบัติการทางทหารในยูเครน ว่าจะมีปฏิกิริยาต่อเรื่องนี้อย่างไร แต่ล่าสุด ประธานาธิบดีปูตินให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์รัสเซีย แสดงความเสียใจอย่างจริงใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตทุกคน โดยเขาเรียกเหตุเครื่องบินตกครั้งนี้ว่าเป็นโศกนาฏกรรม ปูตินกล่าวด้วยว่า เขารู้จักกับพริโกซินมากว่า30 ปี เป็นบุคคลที่มีชะตากรรมซับซ้อน เคยกระทำความผิดร้ายแรงในอดีต แต่ก็ประสบความสำเร็จที่ถูกต้อง ปูติน เคยเรียกพริโกซินในช่วงเวลาที่พยายามจะก่อรัฐประหารว่าเป็นผู้ทรยศ แต่ล่าสุด เขาบอกว่าสมาชิกกลุ่มแวกเนอร์ ที่เสียชีวิตจากเครื่องบินตกครั้งนี้ มีส่วนช่วยที่เป็นแรงสำคัญให้กับรัสเซียในการรบในยูเครน ซึ่งเขาจะไม่มีวันลืม

ก่อนหน้านี้ กระทรวงสถานการณ์ฉุกเฉินรัสเซีย และสำนักงานการบินพลเรือนของรัสเซีย ต่างออกมาประกาศว่าได้เริ่มดำเนินการสืบสวนสอบสวน เพื่อหาสาเหตุเครื่องบินตกที่คร่าชีวิตพริโกซินแล้ว แต่ว่าก่อนหน้านี้ สื่อออนไลน์ที่เชื่อมโยงกับกลุ่มแวกเนอร์ ระบุว่าเครื่องบินถูกยิงโจมตีจากระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซีย สอดคล้องกับพยานที่เห็นเหตุการณ์ บอกว่าได้ยินเสียงระเบิดดัง 2 ครั้ง และเห็นเครื่องบินไฟไหม้พร้อมกลุ่มควันเป็นแนวยาวก่อนตกพื้น

ขณะที่หลายฝ่ายโดยเฉพาะชาติตะวันตกออกมาตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลรัสเซียอาจอยู่เบื้องหลังการเสียชีวิตของพริโกซินในครั้งนี้ล่าสุด แหล่งข่าวด้านความมั่นคงของรัฐบาลอังกฤษระบุว่า หน่วยงานความมั่นคงกลางรัสเซีย หรือ FSBหน่วยข่าวกรองหลักที่สืบทอดมาจาก KGB อาจอยู่เบื้องหลังปฏิบัติการสั่งเก็บพริโกซิน ที่พวกเขามองว่าเป็นภัยคุกคามต่อปูตินและรัฐบาลรัสเซีย และว่าการเสียชีวิตของพริโกซิน จะช่วยให้ทั้ง เซอร์เกชอยกู รัฐมนตรีกลาโหม และพลเอกวาเลอรี เกราซิมอฟ หัวหน้าคณะเสนาธิการทหาร กลับมามีอิทธิพลและอำนาจอีกครั้ง หลังจากที่ผ่านมาทั้งสองคนตกเป็นเป้าโจมตีและวิพากษ์วิจารณ์จากพริโกซินอย่างหนัก โดยเฉพาะเรื่องปฏิบัติการทางทหารในยูเครน

ทั้งนี้ พริโกซิน ปรากฏตัวต่อสาธารณะน้อยลงตั้งแต่เขาเป็นผู้นำในการก่อการกบฏต่อรัสเซียในช่วงสั้นๆ ไม่ถึง 24 ชั่วโมงเมื่อมิถุนายนที่ผ่านมา แต่ไม่นานมานี้ พริโกซินเพิ่งออกแถลงการณ์ สนับสนุนการรัฐประหารในไนเจอร์ ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า เป็นสิ่งย้ำเตือนว่าแวกเนอร์มีบทบาทสำคัญต่อทำเนียบเครมลินอย่างไรและในสัปดาห์นี้ เขาเพิ่งโพสต์วีดีโอมาจากแอฟริกา แต่งกายตามเครื่องแบบของเขา ซึ่งดูเหมือนว่าปูตินให้อภัยเขาแล้ว และพริโกซินได้รับหน้าที่ใหม่แล้ว

สำหรับกลุ่มนักรบรับจ้าง “แวกเนอร์” ก่อตั้งขึ้นในปี 2014 มีสมาชิกที่เป็นนักรบราว 25,000 คนเริ่มปฏิบัติภารกิจสนับสนุนกองกำลังแบ่งแยกดินแดนที่ฝักใฝ่รัสเซียทางตะวันออกของยูเครน และเชื่อกันว่ามีส่วนช่วยเรื่องการผนวกไครเมียเข้ากับรัสเซีย นอกจากนี้ กลุ่มแวกเนอร์ยังเข้าไปปฏิบัติการในแอฟริกาและตะวันออกกลางด้วย ได้ชื่อว่าเป็นกองกำลังที่เต็มไปด้วยความโหดเหี้ยม พวกเขาเป็นที่รู้จักมากขึ้นในการร่วมปฏิบัติภารกิจในสงครามยูเครน จนถึงเดือนมิถุนายนที่พวกเขาก่อกบฏ ทำให้หลังจากนั้น สมาชิกส่วนใหญ่ต้องย้ายไปอยู่ในเบลารุส

อย่างไรก็ดี ในเวลานี้ กำลังเกิดคำถามว่า กลุ่มแวกเนอร์จะเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่ ในวันที่ไม่มีพริโกซิน จากรายงานของสื่อหลายสำนักพบว่า นักรบแวกเนอร์หลายร้อยคนที่ย้ายไปที่ฐานที่มั่นในเบลารุส ทยอยเดินทางออกจากเบลารุสแล้วเช่นกัน หลายคนไม่พอใจที่ได้ค่าจ้างที่ต่ำในเบลารุส ขณะที่ส่วนหนึ่งย้ายไปปฏิบัติภารกิจในแอฟริกา

แม้มีการเอ่ยถึงหลายชื่อที่อาจจะมาแทนที่พริโกซิน แต่ก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากทำเนียบเครมลินด้วยเช่นกัน และดูเหมือนว่าจะยังไม่มีใครโดดเด่นที่จะมาแทนที่พริโกซินได้ เพราะที่ผ่านมาอาณาจักรแวกเนอร์ในทวีปแอฟริกานั้น ทำหน้าที่หลากหลาย ทั้งปฏิบัติการปล่อยข่าวเท็จ ทำธุรกิจสีเทา ตลอดจนภารกิจนักรบรับจ้าง แต่ทั้งหมดทั้งมวล ต่างพึ่งพาสายสัมพันธ์ส่วนตัวที่พริโกซินและพันธมิตรใกล้ชิด ก่อร่างสร้างตัวมาหลายปีเช่น แวกเนอร์ได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลทหารมาลี จนทำให้ฝรั่งเศสตัดสินใจยุติปฏิบัติการทางทหารในมาลีที่ยาวนานมานับทศวรรษไป

ขณะที่ทำเนียบเครมลินนั้น มักใช้วิธีการติดต่อสื่อสารโดยตรงกับผู้นำทหารในชาติของภูมิภาคซาเฮลเอง แต่สำหรับพริโกซิน เขาใช้วิธีพัฒนาความสัมพันธ์ส่วนตัวกับบรรดานักการเมือง นักธุรกิจ ผู้นำรัฐประหาร ผู้นำกองทัพ ในพื้นที่ดังกล่าวแทน

พลอากาศตรี ฌอน เบลล์ ซึ่งขณะนี้เป็นนักวิเคราะห์ด้านการทหาร บอกกับ The Guardian ว่า หากไม่มีพริโกซิน แวกเนอร์ก็ไม่มีอะไรเลย ถ้ากลุ่มแวกเนอร์คือเยฟเกนีพริโกซิน นั่นก็จะเป็นเรื่องยากที่จะเห็นแวกเนอร์รอดมาได้ และนี่ก็คือจุดจบ

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ถอดบทเรียน ‘ไฟป่าฮาวาย’ ไฟป่าครั้งร้ายแรงที่สุดของสหรัฐฯ ในรอบ 100 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/751113

คุยกัน 7 วันหน : ถอดบทเรียน ‘ไฟป่าฮาวาย’ ไฟป่าครั้งร้ายแรงที่สุดของสหรัฐฯ ในรอบ 100 ปี

คุยกัน 7 วันหน : ถอดบทเรียน ‘ไฟป่าฮาวาย’ ไฟป่าครั้งร้ายแรงที่สุดของสหรัฐฯ ในรอบ 100 ปี

วันอาทิตย์ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สภาพอากาศแห้งและร้อนจัดเป็นจุดร่วมสำคัญของไฟป่าแทบทุกครั้งแต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นตัวเร่งให้สถานการณ์เลวร้าย ที่ส่งผลให้ผู้เสียชีวิตจากไฟป่าครั้งใหญ่บนเกาะเมาวีในรัฐฮาวาย เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 110 ราย กลายเป็นไฟป่าครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบ 100 ปี ของประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงเดินหน้าค้นหาร่างผู้สูญหายใต้ซากความเสียหายเช่นเดียวกับเฮลิคอปเตอร์ของเนชันแนลการ์ด ในรัฐฮาวาย โปรยน้ำดับไฟป่าบนเกาะเมาวี หลังจากไฟป่าเผาผลาญพื้นที่อย่างน้อย 3 จุดบนเกาะ ตั้งแต่วันอังคารที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา รวมถึงเดินหน้าสำรวจรอบเมืองลาไฮนา เมืองประวัติศาสตร์ริมชายฝั่งบนเกาะเมาวี ท่ามกลางความไม่พอใจของประชาชนต่อการให้ความช่วยเหลือล่าช้า หลังจากปฏิบัติการค้นหาร่างผู้เสียชีวิตโดยสุนัขดมกลิ่นของทีมกู้ภัยเดินหน้าไปได้ไม่ถึง 1 ใน 4 ของพื้นที่ค้นหาทั้งหมด บนเกาะเมาวีเท่านั้น

แต่ล่าสุด เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเปิดเผยว่า สามารถเดินตรวจสอบพื้นที่ประสบภัยแล้วราวกว่าร้อยละ 40 และมีการเพิ่มจำนวนทีมที่มีการใช้สุนัขดมกลิ่นช่วยเป็นกว่า 40 ทีมแล้ว เนื่องจากสภาพพื้นที่และความร้อนทำให้สุนัขไม่สามารถทำงานติดต่อกันได้นาน

สำนักงานจัดการภาวะฉุกเฉินสหรัฐฯ ชี้ว่าการฟื้นฟูเมืองลาไฮนาอาจมีมูลค่าสูงถึง 5,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือกว่า 190,000 ล้านบาท เนื่องจากไฟป่าเผาผลาญพื้นที่กว่า 5,300 ไร่ส่งผลให้สิ่งปลูกสร้างกว่า 2,200 หลัง เสียหาย หรือถูกทำลาย จนราบเป็นหน้ากลอง ขณะที่ จอช กรีน ผู้ว่าการรัฐฮาวาย เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า ศพของประชาชนบางส่วนนั้น น่าสลดหดหู่เกินกว่าจะนำมาแสดงให้เห็น หรือแม้แต่มองดูได้ โดยยกตัวอย่างการพบศพของครอบครัวที่มีสมาชิก 4 คน ในรถในสภาพไหม้เกรียมและครอบครัวที่มีสมาชิก 7 คน ที่เสียชีวิตในบ้านที่ถูกเผาจนเป็นจุณ

ผู้ว่าการรัฐฮาวาย ยังสั่งเปิดการสอบสวนเกี่ยวกับระบบสัญญาณเตือนภัยหลังจากผู้ประสบภัยไม่ได้รับสัญญาณการแจ้งเตือนจากทางการ ซึ่งในประเด็นนี้อีกด้านหนึ่ง เฮอร์มาน อันดายาผู้อำนวยการหน่วยบริการงานฉุกเฉินเมาวี ออกมาโต้ตอบเสียงร้องเรียนว่า ทางหน่วยงานไม่ได้เปิดสัญญาณไซเรนเตือนเหตุไฟป่าให้กับประชาชน โดยให้เหตุผลว่า ที่ไม่ได้เปิดไซเรนนั้นเป็นเพราะความกังวลว่า ผู้คนจะตกใจและแห่กันหนีขึ้นเขาหรือเข้าไปในพื้นที่กลางเกาะ ซึ่งหมายถึงการมุ่งหน้าเข้าไปในกองไฟ แต่รายงานข่าวระบุว่า ในพื้นที่หุบเขาของเกาะเมาวีนั้นไม่ได้มีการติดตั้งระบบไซเรน ขณะที่ ไฟป่านั้นลุกลามแบบกระจายตัวลงมาตามไหล่เขา

ผอ.อันดายา ยังกล่าวด้วยว่าระบบที่ว่านั้นมีไว้สำหรับการเตือนภัยสึนามิไม่ใช่ไฟป่า แต่เว็บไซต์ของระบบนี้ระบุว่าไซเรนที่ว่าสามารถใช้งานสำหรับการเตือนภัยเหตุอัคคีภัยได้ โดยฮาวายได้ติดตั้งระบบที่มีการโฆษณาว่า เป็นระบบไซเรนเตือนภัยภายนอกอาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลก หลังเกิดเหตุคลื่นยักษ์สึนามิในปี 1946 ที่คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 150 ราย

แต่ในที่สุด อันดายา ก็ทนเสียงวิพากษ์วิจารณ์และกดดันไม่ไหว ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งไปเรียบร้อย

อย่างไรก็ดี เกาะเมาวีเริ่มส่งสัญญาณแรกของการฟื้นตัวจากไฟป่าครั้งใหญ่ หลังจากโรงเรียนบางแห่งบนเกาะเริ่มเตรียมเปิดชั้นเรียนเช่นเดียวกับการจราจรบนถนนสายหลักก็เริ่มกลับมาวิ่งแล่นอีกครั้ง นอกจากนั้นหน่วยงานด้านการศึกษายังได้เริ่มกระบวนการทำความสะอาดและเก็บกวาดเศษซากจากเหตุไฟป่าและการทดสอบคุณภาพอากาศและน้ำตามโรงเรียนต่างๆ พร้อมเปิดพื้นที่ให้นักเรียนนักศึกษาของสถาบันต่างๆ มารับอาหารและบริการคำปรึกษาต่างๆ ได้แล้วโดยเฉพาะในส่วนของการให้คำปรึกษาที่เปิดกว้างให้กับสมาชิกในครอบครัวของนักเรียนและเจ้าหน้าที่ของสถาบันการศึกษาทั้งหลายด้วย

ย้อนรอยไฟป่ารุนแรงในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

ข้อมูลจากเว็บไซต์สมาคมป้องกันอัคคีภัยแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NFPA ชี้ว่าไฟป่าในเมืองเพสติโก (Peshtigo) ในรัฐวิสคอนซินเมื่อปี 1871 สร้างความสูญเสียมากที่สุด กระแสลมตะวันตกเฉียงเหนือทำให้ไฟป่าเผาผลาญพื้นที่กว่า 3,000,000 ไร่ในขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติในครั้งนี้สูงถึง 1,152 ราย

หลักฐานทางประวัติศาสตร์จาก Peshtigo Historical Society ระบุว่า อิทธิพลหย่อมความกดอากาศต่ำทำให้ไฟป่ารุนแรงจนควบคุมไม่ได้ ที่ตั้งของเมืองเพสติโก อยู่กลางป่าสนและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดทำจากไม้ กลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีให้ไฟป่าครั้งนั้นลุกลามอย่างรวดเร็วมากขึ้น

ส่วนไฟป่าโคลเกต์ (Cloquet) เมื่อเดือนต.ค.1918 ในมินนิโซตาและวิสคอนซิส ทำให้มีผู้เสียชีวิต 453 ราย และได้รับบาดเจ็บกว่า 52,000 คน

ขณะที่ไฟป่าบนเกาะเมาวีในรัฐฮาวาย ทำสถิติรุนแรงเป็นอันดับที่ 5 โดยผู้เสียชีวิตพุ่งสูงที่สุดในรอบ 105 ปีหรือนับตั้งแต่ ปี 1918 เป็นต้นมา

ตลอด 5 ปีนี้ ไฟป่าในสหรัฐฯ สร้างความเสียหายให้สิ่งปลูกสร้างกว่า 60,000 แห่ง ในขณะที่อสังหาริมทรัพย์ 71.8 ล้านแห่ง ตกอยู่ในความเสี่ยงจากไฟป่า การรวบรวมข้อมูลจากสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ พบว่า ที่ดินราวร้อยละ 50 ในสหรัฐฯ มักเป็นป่า, ป่าละเมาะ และทุ่งหญ้าเป็นหลัก

แม้ว่าสาเหตุของไฟป่าบนเกาะเมาวีครั้งนี้ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัด แต่หลายสื่อท้องถิ่นชี้ว่า มาจากสภาพอากาศร้อนจัดและแห้ง แถมยังมีกระแสลมแรงจากอิทธิพลของพายุไซโคลนที่เคลื่อนตัวอยู่นอกชายฝั่ง ไม่ไกลจากเมืองลาไฮนา ช่วยโหมให้ลุกลามเร็วขึ้น ขณะที่ความแห้งแล้งส่งผลให้พืชพรรณกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี

อย่างไรก็ดี ข้อมูลจากกรมป่าไม้ชี้ว่า ร้อยละ 85 ของไฟป่า เกิดจากฝีมือมนุษย์

ขณะเดียวกัน แนวทางในการจัดการป่าและการจัดการแหล่งเชื้อเพลิง เป็นปัจจัยสำคัญต่อความรุนแรงและขนาดของไฟป่าในแต่ละครั้งเช่นกัน เช่น การเผาป่าแบบควบคุมเพื่อลดปริมาณเชื้อเพลิงและจำกัดขอบเขตไม่ให้ไฟป่าสร้างความเสียหายให้พื้นที่เป็นวงกว้างจนยากเกินควบคุม หลังอัตราการเกิดไฟป่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตลอด 40 ปี จาก 18,000 ครั้ง ในปี 1983 เป็น 66,000 ครั้ง ในปี 2022

เป็นอีกครั้งที่เราได้เรียนรู้เมื่อเกิดภัยพิบัติใหญ่ และไฟป่าบนเกาะเมาวีน่าจะทำให้ผู้คนหันมาตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และยังเป็นบทเรียนให้รัฐบาลท้องถิ่น เตรียมระบบเตือนภัยให้พร้อมอีกด้วย

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ‘แนวสันดอนโธมัสที่ 2’ ชนวนความขัดแย้งจีน-ฟิลิปปินส์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/749697

คุยกัน 7 วันหน : ‘แนวสันดอนโธมัสที่ 2’  ชนวนความขัดแย้งจีน-ฟิลิปปินส์

คุยกัน 7 วันหน : ‘แนวสันดอนโธมัสที่ 2’ ชนวนความขัดแย้งจีน-ฟิลิปปินส์

วันอาทิตย์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.15 น.

ความขัดแย้งระหว่างจีนกับฟิลิปปินส์ทวีความตึงเครียดอีกระลอก หลัง 2 ประเทศเผชิญหน้ากันในพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้ จุดศูนย์กลางความขัดแย้ง “สันดอนโธมัสที่ 2”(Second Thomas Shoal) ที่หมู่เกาะสแปรตลีย์ สันดอนนี้มีความยาวเหนือจรดใต้เพียง 20 กิโลเมตร แต่กำลังสร้างความขัดแย้งครั้งใหม่ให้กับจีนและฟิลิปปินส์

ล่าสุด เมื่อวันเสาร์ที่แล้วเรือหน่วยยามชายฝั่งจีนแล่นประกบและฉีดน้ำแรงดันสูงใส่เรือหน่วยยามชายฝั่งฟิลิปปินส์กลางทะเลจีนใต้เพื่อสกัดไม่ให้ลำเลียงอาหาร น้ำ และเชื้อเพลิง ไปยังฐานปฏิบัติการของฟิลิปปินส์บนแนวสันดอนโธมัสที่ 2 ทำให้กระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์เรียกทูตจีนประจำกรุงมะนิลาเข้าพบ เพื่อยื่นหนังสือประท้วงต่อการกระทำผิดกฎหมายและเสี่ยงอันตราย ขณะที่หน่วยยามชายฝั่งจีน เผยภาพมุมสูงให้เห็นระยะห่างของเรือ 2 ลำ เพื่อชี้ว่าจีนตอบโต้อย่างมืออาชีพและสมเหตุสมผลต่อสถานการณ์

ด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนร้องขอให้ฟิลิปปินส์หยุดการกระทำต่างๆ ที่ละเมิดในน่านน้ำเหริน อ้าย เจียว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเกาะหนานชาในทะเลจีนใต้ และตามกฎหมาย หน่วยยามฝั่งของจีนได้ใช้มาตรการตามลำดับ และขับไล่เรือเหล่านั้นออกไป หน่วยยามฝั่งจีนจะเดินหน้าการบังคับใช้กฎหมายต่อกิจกรรมในน่านน้ำของจีนต่อไป

กระทรวงการต่างประเทศจีนยังเรียกร้องฟิลิปปินส์ให้เร่งเคลื่อนย้ายฐานปฏิบัติการทางทหารผิดกฎหมายออกจากสันดอนโธมัสที่ 2 ซึ่งรวมถึงดำเนินการลากจูงเรือรบที่เกยตื้นอยู่บนแนวสันดอนโธมัสที่ 2 ออกไป จีนระบุว่า ฟิลิปปินส์เคยรับปากมาแล้วหลายครั้งว่าจะทำการเคลื่อนย้ายเรือรบลำดังกล่าว แต่ผ่านมาแล้วถึง 24 ปีก็ยังไม่ยอมดำเนินการ จีนระบุด้วยว่าการเกยตื้นของเรือรบฟิลิปปินส์เป็นเรื่องที่ผิดกกฎหมาย และเชื่อว่าเรือ บีอาร์พี เซียร์รา มาเดร (BRP Sierra Madre) ของฟิลิปปินส์ ถูกจงใจทำให้เกยตื้นในช่วงทศวรรษหลังปี 1990 และมีเจตนาที่จะใช้เรือรบลำนี้ในการติดตามความเคลื่อนไหวของจีน นอกจากจะไม่ยอมย้ายเรือออกไปแล้ว ฟิลิปปินส์ยังส่งวัสดุก่อสร้างไปยังจุดที่เรือเกยตื้นและส่งเสบียงไปให้ทหารที่ประจำการอยู่บนเรือมาโดยตลอด

ขณะที่สภาความมั่นคงแห่งชาติฟิลิปปินส์ไม่ยอมปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของจีน โดยอ้างว่าฐานปฏิบัติการทางทหารของตนบริเวณที่เรือเกยตื้นถูกต้องตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สันดอนโธมัสที่ 2 (Second Thomas Shoal) อยู่ที่ไหน?

สันดอนโธมัสที่ 2 อยู่ห่างจากเกาะปาลาวัน 105 ไมล์ทะเล หรือ 194 กิโลเมตร และห่างจากเกาะไห่หนานของจีนกว่า 1,000 กิโลเมตร เป็นส่วนหนึ่งภายในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของฟิลิปปินส์ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS

อนุสัญญา UNCLOS ฉบับนี้กำหนดให้รัฐชายฝั่งสามารถแสวงหาประโยชน์และจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติไม่เกิน 200 ไมล์ทะเล หรือ 370 กิโลเมตร จากชายฝั่ง ขณะที่จีนอ้างกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่ร้อยละ 90 ตามแนวเส้นประ 9 เส้น จนทับซ้อนกับพื้นที่ของ ฟิลิปปินส์ บรูไน มาเลเซีย รวมทั้งเวียดนาม

แม้ว่าทั้ง 4 ประเทศจะคัดค้านการอ้างกรรมสิทธิ์ของจีนมาโดยตลอดแต่จีนยังคงเดินหน้าสร้างเกาะเทียมฐานทัพ และแท่นขุดเจาะน้ำมัน ส่งผลให้ฟิลิปปินส์นำเรือรบสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มาวางบนสันดอนแห่งนี้จนกลายเป็นสัญลักษณ์การอ้างกรรมสิทธิ์เหนือน่านน้ำของฟิลิปปินส์ นั่นคือ บีอาร์พี เซียร์รา มาเดร เรือรบสัญชาติอเมริกันในสภาพเก่าทรุดโทรม ถูกนำมาประจำการบนสันดอนโธมัสที่ 2 นับตั้งแต่ ปี 1999 เป็นต้นมา เรือลำนี้ประจำการในกองทัพเรือสหรัฐฯ ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 และถูกส่งมอบให้กองทัพเรือฟิลิปปินส์ หลังจากสงครามเวียดนามยุติลง นาวิกโยธินฟิลิปปินส์จำนวนหนึ่งบนเรือลำนี้ ต้องพึ่งพาเรือขนส่งเสบียงขณะที่จีนมักจะส่งเรือลาดตระเวนเข้ามาเพื่อขัดขวางภารกิจส่งเสบียง

ความขัดแย้งเหนือสันดอนร้อนระอุมากขึ้นตลอด 3 ปีที่ผ่านมาหลังจากฟิลิปปินส์ยื่นประท้วงพฤติกรรมก้าวร้าวของจีนกว่า400 ครั้ง โดยเรือหน่วยยามชายฝั่งจีนมักพยายามขัดขวางและยิงเลเซอร์ทางทหารใส่เรือหน่วยยามชายฝั่งฟิลิปปินส์บริเวณแนวสันดอนโธมัสที่ 2 ถี่ขึ้น

ทะเลจีนใต้ถูกจัดให้เป็นจุดตึงเครียดจุดหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และเสี่ยงต่อการจุดชนวนความขัดแย้งของชาติมหาอำนาจอย่างมาก เนื่องจากสหรัฐฯ เข้ามา
มีบทบาทในข้อพิพาททะเลจีนใต้มากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าไม่ได้มีส่วนในการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือน่านน้ำในบริเวณนี้ก็ตาม ขณะที่จีนยังคงเดินหน้าขยายอิทธิพลในพื้นที่พิพาทต่อไป โดยเพิกเฉยต่อคำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเมื่อปี 2016 ที่วินิจฉัยว่า คำกล่าวอ้างของจีนเรื่องสิทธิครอบครองเกือบทั้งหมดในทะเลจีนใต้ที่อ้างมาตั้งแต่ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องไร้มูล

ความตึงเครียดครั้งใหม่อาจจุดชนวนให้สหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทมากขึ้น หลังจากรัฐบาลของเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส “บองบอง” เอนเอียงหาสหรัฐฯ มากขึ้น


โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : บราซิลส่งสัญญาณ ขวาง ‘บริกส์’ รับสมาชิกเพิ่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/748211

คุยกัน 7 วันหน : บราซิลส่งสัญญาณ  ขวาง ‘บริกส์’ รับสมาชิกเพิ่ม

คุยกัน 7 วันหน : บราซิลส่งสัญญาณ ขวาง ‘บริกส์’ รับสมาชิกเพิ่ม

วันอาทิตย์ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.45 น.

คงเป็นที่ทราบกันดีว่าที่ผ่านมา บริกส์ (BRICS) หรือกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ซึ่งประกอบไปด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ ได้รับการยกย่องว่าเป็นกลุ่มที่สามารถท้าทายและคานอำนาจกลุ่มการเมืองระหว่างประเทศที่ทรงอิทธิพลมาช้านาน อย่างกลุ่ม G7 นั่นทำให้ทางกลุ่มกำลังร่วมกันพิจารณาเพื่อตัดสินใจเพิ่มจำนวนสมาชิกใหม่เข้ามาเพิ่ม โดยเฉพาะจีนที่ต้องการขยายอิทธิพลบนเวทีโลกในช่วงที่กำลังเกิดความขัดแย้งกับสหรัฐฯ และรัสเซียที่ถูกกีดกันทางการทูตจากความขัดแย้งทางทหารในยูเครน ต่างเห็นด้วยกับการรับชาติสมาชิกเพิ่ม

ขณะที่แอฟริกาใต้ ในฐานะประธานหมุนเวียนของกลุ่มในปีนี้ก็รับลูก จัดการประชุมกลุ่ม “เพื่อนบริกส์” ไปเมื่อเดือนมิถุนายนเปิดโอกาสให้หลายประเทศที่สนใจเข้าร่วมเป็นสมาชิกเพิ่มมาพูดคุยหารือกัน ก่อนที่แอฟริกาใต้จะเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มบริกส์ ที่นครโยฮันเนสเบิร์กในเดือนนี้

บางแหล่งข่าวระบุด้วยว่า แม้แต่อินเดียที่ก่อนหน้านี้แสดงความกังวลเรื่องการรับสมาชิกใหม่ ก็พร้อมเปิดใจเห็นด้วยในหลักการรับประเทศสมาชิกเพิ่มเช่นกัน ท่ามกลางกระแสข่าวว่า มีถึง 30 ประเทศบอกว่าสนใจสมัครเข้าเป็นสมาชิก และในจำนวนนี้ มี 22 ประเทศส่งหนังสือขอเข้าเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการแล้ว รวมถึงอิหร่าน ซาอุดีอาระเบีย และแอลจีเรีย

อย่างไรก็ดี บราซิล อีกหนึ่งประเทศสมาชิกบริกส์ เริ่มออกมาแสดงความกังวลถึงการรับประเทศเข้ามาเป็นสมาชิกเพิ่ม เจ้าหน้าที่รัฐบาลบราซิลรายหนึ่งบอกว่า การขยายกลุ่มบริกส์ให้ใหญ่ด้วยการรับประเทศสมาชิกเพิ่ม จะส่งผลให้บริกส์ถูกด้อยค่าจากกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว กลายเป็นกลุ่มการเมืองดาดๆ แบบกลุ่มอื่นๆ บราซิลยังต้องการเห็นกลุ่มบริกส์มีความเหนียวแน่นและรักษาบรรยากาศของการหารือเป็นการเฉพาะสำหรับประเทศที่สำคัญจริงๆ เท่านั้น

เจ้าหน้าที่ทางการบราซิลย้ำด้วยว่า บราซิลไม่ได้สกัดกั้นหรือปิดช่องทางการรับสมาชิกเพิ่ม แต่กระบวนการรับสมาชิกใหม่ควรมีการกำหนดหลักเกณฑ์อย่างชัดเจนและค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้กลุ่มบริกส์แข็งแกร่งและเติบโตขยายตัวได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่หลับหูหลับตารับสมาชิกเพิ่ม เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ

เจ้าหน้าที่บราซิลบอกด้วยว่า การประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มบริกส์ในเดือนนี้ หากจะมีการพิจารณารับสมาชิกเพิ่ม บราซิลไม่ขัดข้อง แต่ประเทศเหล่านั้นควรได้รับสถานะเป็น “หุ้นส่วนของกลุ่มบริกส์” ไม่ใช่เป็นสมาชิกถาวรซึ่งก็เชื่อว่า ชาติสมาชิกบริกส์ที่เหลืออีก 4 ชาติน่าจะเห็นชอบด้วยในหลักการนี้ เพราะกลุ่มบริกส์จะดำเนินตามนโยบายต่างๆ จากความเห็นที่เป็นเอกฉันท์ของชาติสมาชิกทั้ง 5 ชาติ

ผู้สันทัดกรณีชี้ว่า ขยายจำนวนชาติสมาชิกของกลุ่มบริกส์จากเดิมที่มีอยู่ 5 ประเทศ น่าจะส่งผลดีต่อประเทศจีนซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก และกำลังพยายามสร้างสายสัมพันธ์ทางการทูตกับกลุ่มประเทศอื่นๆ เพื่อเผชิญหน้ากับอิทธิพลของสหรัฐฯ ที่ครอบงำองค์กรสำคัญระดับโลกอย่างสหประชาชาติ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ธนาคารโลก และสถาบันอื่นๆ

ส่วนบราซิล ก่อนหน้านี้ยังไม่แสดงออกชัดเจนเรื่องไม่เห็นด้วยกับการรับสมาชิกเพิ่ม เพราะให้อินเดียออกหน้าในเรื่องนี้ ด้วยความที่อินเดียไม่ต้องการให้จีนขยายอิทธิพลของตนเองมากเกินหน้าเกินตาไป แต่เมื่ออินเดียเริ่มเห็นดีเห็นงามด้วยกับเรื่องนี้ ทำให้บราซิลนิ่งเฉยต่อไปไม่ได้ ต้องออกมาแสดงจุดยืนคัดค้าน เนื่องจากไม่ต้องการให้อิทธิพลและอำนาจต่อรองของตนเองในกลุ่มบริกส์ลดลง หากมีประเทศอื่นๆ เข้ามาเป็นสมาชิกเพิ่ม โดยเฉพาะประเทศที่เป็นพันธมิตรแน่นแฟ้นของจีน

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ยังมองด้วยว่า เมื่อพิจารณาจากประเทศที่ต้องการเข้าเป็นสมาชิกบริกส์ อินโดนีเซียดูจะเหมาะสมเพราะเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีบทบาทบนเวทีโลกมากขึ้น และไม่ค่อยมีประเทศคู่อริขัดแย้งมากนัก พอจะช่วยให้บริกส์เติบโตต่อไปได้

แต่กับประเทศอย่าง อิหร่านเวเนซุเอลา หรือซาอุดีอาระเบีย ที่ต้องการเข้ามาเป็นสมาชิกเช่นกันนั้น นักวิเคราะห์มองว่าประเทศเหล่านี้เป็นตัว “เรียกแขก”ชั้นดี ที่จะน่าส่งผลเสียมากกว่าผลดีกับบริกส์ เพราะจะกระทบต่อเอกภาพและความเชื่อมั่นของกลุ่มบริกส์ในภาพรวม

อีกทั้งบราซิลยังเกรงว่า อิทธิพลและอำนาจต่อรองของตนเองในกลุ่มบริกส์จะลดลง หากประเทศเหล่านี้เข้ามาเป็นสมาชิกเพิ่มนั่นเอง

โดย ดาโน โทนาลี