คุยกัน 7 วันหน : เจาะลึกที่มาที่ไป จีนเปลี่ยนตัว รมว.ต่างประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/746747

คุยกัน 7 วันหน : เจาะลึกที่มาที่ไป จีนเปลี่ยนตัว รมว.ต่างประเทศ

คุยกัน 7 วันหน : เจาะลึกที่มาที่ไป จีนเปลี่ยนตัว รมว.ต่างประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 07.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวที่สร้างความประหลาดใจให้กับหลายคนไม่น้อย กรณี ฉิน กัง รัฐมนตรีต่างประเทศของจีนถูกปลดออกจากตำแหน่ง แม้เพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้เพียง 7 เดือนเท่านั้น และทางการจีนได้แต่งตั้งให้ หวัง อี้ ผู้อำนวยการสำนักคณะกรรมาธิการกิจการต่างประเทศซึ่งถือเป็นตำแหน่งสูงสุดในทางการทูตของจีน กลับมาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศควบคู่อีกตำแหน่ง โดยไม่ได้มีการให้เหตุผลถึงการปลดดังกล่าว หลังจากช่วงที่ผ่านมา ฉิน กัง วัย 57 ปี ซึ่งดำรงตำแหน่งมนตรีแห่งรัฐของจีนควบคู่ไปด้วย ไม่ได้ปรากฏกายต่อที่สาธารณะมากว่า 4 สัปดาห์ท่ามกลางข่าวลือมากมายเกี่ยวกับตัวเขา และเจ้าหน้าที่เคยระบุว่า นายฉิน กัง มีปัญหาด้านสุขภาพ

หลังถูกปลดจากตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ ข้อมูลต่างๆ ที่มีการอ้างถึงนายฉิน ได้ถูกลบออกจากเว็บไซต์ของกระทรวงการต่างประเทศจีนแล้วทั้งหมด และผลการสืบค้นข้อมูลในชื่อของนายฉินก็จะปรากฏข้อความว่าไม่พบเนื้อหานี้หรือข้อมูลถูกลบไปแล้ว ขณะที่ทางกระทรวงต่างประเทศเองก็ปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลเพิ่มเติมใดๆ เกี่ยวกับตัวเขา

จนถึงขณะนี้ ทุกอย่างยังคงมืดดำเป็นปริศนาว่า ฉิน กัง ถูกสั่งปลดด้วยสาเหตุใด แม้แต่สื่อของทางการจีนก็ไม่ได้ให้เหตุผลในเรื่องนี้ ขณะที่บรรดาผู้สันทัดกรณีรวมถึงบรรดาชาวเนตในจีน ต่างคาดเดากันไปต่างๆ นานา ว่าการที่ ฉิน กัง ถูกปลด อาจเป็นเพราะไม่เป็นที่โปรดปรานอีกต่อไป นอกจากนี้ ยังมีกระแสข่าวลือในสื่อสังคมออนไลน์ว่า นายฉินแอบไปมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งทำให้ชื่อเสียงของเขาต้องมัวหมอง

ฉิน กัง เติบโตอย่างรวดเร็วในพรรคคอมมิวนิสต์จีนและถือเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง เขาจบการศึกษาด้านการเมืองระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในกรุงปักกิ่งและเข้าสู่แวดวงการทูต รวมถึงเคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตจีนประจำสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร รวมถึงโฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนและอธิบดีกรมพิธีการทูต ที่ดูเรื่องการปฏิสัมพันธ์กับผู้นำชาติต่างๆ ให้กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

ในสมัยที่เป็นโฆษกกระทรวงต่างประเทศ ฉิน กัง ขึ้นชื่อเรื่องการใช้วาทกรรมแข็งกร้าวในการปกป้องนโยบายต่างประเทศของจีน ที่เรียกว่า การทูตนักรบหมาป่า แต่เขาก็เผยว่าพร้อมที่จะทำงานร่วมกับสหรัฐฯ เมื่อตอนดำรงตำแหน่งทูตจีนที่นั่น

ในวัย 57 ปี ฉิน กัง กลายเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ที่อายุน้อยที่สุด ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศจีน หลังจากทำหน้าที่เป็นเอกอัครราชทูตจีนประจำสหรัฐฯมาเพียงสองปี และตอนนี้เขาได้กลายเป็นรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งดังกล่าวสั้นที่สุดด้วย

ฉิน กัง ปรากฏตัวครั้งสุดท้ายในวันที่ 25 มิถุนายน ในการหารือกับเจ้าหน้าที่จากรัสเซีย เวียดนามและศรีลังกา เขามีกำหนดหารือกับนายโจเซฟ บอร์เรลล์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่นโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรปในวันที่ 4 กรกฎาคม แต่การหารือได้ถูกยกเลิกโดยมีการแจ้งล่วงหน้าเพียงไม่กี่วันเท่านั้น และเขายังไม่ได้ปรากฏตัวในช่วงเวลาที่ เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ และ จอห์น แคร์รี่ ทูตพิเศษด้านสภาพภูมิอากาศของสหรัฐฯ เดินทางเยือนจีน นอกจากนี้ เขายังไม่ได้เข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่อินโดนีเซีย ช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา โดยทางการจีนแจ้งว่าเป็นเพราะปัญหาสุขภาพ และได้ส่ง หวัง อี้ มาประชุมแทน

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ อัล-จาซีรารายงานว่า เรื่องราวอันพิศวงเกี่ยวกับ ฉิน กัง นั้นสะท้อนถึงธรรมชาติของความลึกลับซับซ้อนของจีน ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ไม่ปกติ ที่บุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น ดารา และนักธุรกิจ จะหายตัวไปจากสาธารณชนเป็นการชั่วคราว แต่กรณีของฉิน กัง ซึ่งมีตำแหน่งระดับสูงในรัฐบาลนั้น ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นยาก

บรรดานักวิเคราะห์คาดว่า การเปลี่ยนตัวผู้นำของกระทรวงต่างประเทศจีนอย่างกะทันหันนั้น อาจจะทำให้เกิดความปั่นป่วนในลำดับชั้นทางการทูตของจีน เพราะรัฐมนตรีต่างประเทศคือหน้าตาของจีนต่อประชาคมโลก ดังนั้นจึงยากที่จะไม่เกิดผลลบต่อบรรดานักการทูตที่อยู่ทั่วโลก นอกจากนี้ ฉิน กังยังเป็นที่รู้กันดีว่าคือ หนึ่งในบุคคลที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ไว้ใจที่สุด และเป็นคนที่ผู้นำจีนเลือกมาเอง ซึ่งข้ามชั้นคู่แข่งอื่นๆ มาหลายคน

นักวิเคราะห์ระบุกับ อัล-จาซีรา ว่าประธานาธิบดีสีนั้นเป็นผู้กำหนดทิศทางนโยบายต่างประเทศของจีน โดยมีหวัง อี้ กำกับยุทธศาสตร์ในการทำงาน ส่วนฉิน กัง รัฐมนตรีต่างประเทศ ดูแลกลไกการทำงานประจำวัน และนี่คือเรื่องสำคัญสำหรับนักการทูตที่ทำงานบนพื้นฐานของความไว้วางใจกัน จากการรู้จักกันและความสามารถในการเข้าถึงกัน ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลที่จู่ๆ รัฐมนตรีต่างประเทศหายตัวไปนานนับเดือน โดยไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน

ด้านหนังสือพิมพ์เซาท์ไชน่ามอร์นิ่ง โพสต์ ระบุว่า สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ แทนที่จะมีการแต่งตั้งบุคคลใหม่มาแทนที่นายฉิน กัง แต่ปรากฏว่า ผู้นำจีนเลือกให้ หวัง อี้ ซึ่งมีตำแหน่งที่สูงกว่ากลับมารับตำแหน่งนี้ต่อ จึงทำให้นายหวังได้กลายเป็นหนึ่งในรัฐมนตรีต่างประเทศจีนที่ทรงอิทธิพลที่สุดในรอบหลายทศวรรษ และเป็นสมาชิกของโปลิตบูโรคนแรกที่ดำรงตำแหน่งนี้ควบคู่ในรอบหลายปี

ความเคลื่อนไหวนี้ สะท้อนว่า บรรดาผู้นำจีนเห็นถึงความเร่งด่วนที่จะต้องทำให้สถานการณ์เสถียร เพราะการปลดรัฐมนตรีต่างประเทศกะทันหันนั้นส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ด้านนโยบายต่างประเทศของจีนและสะท้อนถึงวิกฤตทางการเมืองในสมัยที่สามของผู้นำจีน ดังนั้น การแต่งตั้งนายหวังกลับมา จึงมีเป้าหมายเพื่อทำให้เกิดเสถียรภาพ และแสดงให้ประชาคมโลกเห็นว่านโยบายต่างประเทศของจีนนั้นจะมีความต่อเนื่องนั่นเอง

อย่างไรก็ดี เดเนียล รัสเซล จากสถาบัน Asia Society Policy ให้ความเห็นว่า การขึ้นสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศอย่างรวดเร็ว ก่อนถูกปลดหลังจากนั้นไม่นาน ท่ามกลางกระแสข่าวในแง่ลบ สะท้อนถึงการตัดสินใจที่ผิดพลาดของผู้นำรัฐบาลจีน ซึ่งหมายถึงตัวประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ในฐานะผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจเรื่องแต่งตั้งผู้ที่มาดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมือง

ขณะที่ เอียน จอห์นสัน นักวิเคราะห์ด้านจีนศึกษา จาก Council on ForeignRelations ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. บอกว่าเรื่องราวของ ฉิน กัง บ่งบอกว่าเป็นอีกครั้งที่ สี จิ้นผิง ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับประเด็นสาธารณะในแง่ลบที่เป็นที่สนใจของผู้คน และว่าหลังจากนี้ สี จิ้นผิงและบรรดาผู้มีส่วนตัดสินใจทางการเมืองของจีน จะต้องเพิ่มการพิจารณากลั่นกรองตัวบุคคลอย่างถี่ถ้วน ละเอียดรอบคอบในทุกมิติ ก่อนจะเลือกมาทำงานในตำแหน่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีแบบ ฉิน กัง อีกในอนาคต

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ‘เลือกตั้งกัมพูชา’ ไม่ต้องลุ้น เพราะ ‘ฮุนเซน’ แบเบอร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/745380

คุยกัน 7 วันหน : ‘เลือกตั้งกัมพูชา’  ไม่ต้องลุ้น เพราะ ‘ฮุนเซน’ แบเบอร์

คุยกัน 7 วันหน : ‘เลือกตั้งกัมพูชา’ ไม่ต้องลุ้น เพราะ ‘ฮุนเซน’ แบเบอร์

วันอาทิตย์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.18 น.

ในวันนี้ 23 ก.ค. 2566 ที่ชาวกัมพูชาจะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งทั่วไป ที่หลายฝ่ายเชื่อว่า นอกจากพรรคประชาชนกัมพูชา หรือ CPP ของนายกรัฐมนตรี ฮุนเซน จะชนะ
การเลือกตั้งแบบนอนมาไร้คู่แข่งแล้วเท่านั้น การเลือกตั้งครั้งนี้ยังถูกมองว่าเป็นการเปิดตัว ฮุน มาเนต บุตรชายคนโตของ ฮุนเซน อย่างเป็นทางการ ในฐานะผู้นำคนต่อไป

คงจะไม่ผิดนัก ถ้าจะพูดว่าฮุน มาเนต คือผู้นำคนต่อไปของกัมพูชาโดยเฉพาะหลังจากการหาเสียงเลือกตั้งของพรรคประชาชนกัมพูชา หรือ CPP เมื่อวันศุกร์ เพราะนับตั้งแต่วันหาเสียงวันแรกที่ ฮุน มาเนต รับธงต่อจากมือบิดา จนถึงวันสุดท้ายของการหาเสียง ซึ่งเขานำขบวนกลุ่มผู้สนับสนุนนับหมื่นคนในกรุงพนมเปญคือภาพที่ชัดเจนที่สุด และตอกย้ำถึงเจตนารมณ์ของ ฮุนเซน ที่ประกาศเอาไว้เมื่อปลายปี 2564 ว่าจะส่งต่ออำนาจให้กับลูกชายคนนี้ภายในปี 2573 ภายหลังนายพลสี่ดาววัย 45 ปี ผู้นี้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ท้าชิงนายกรัฐมนตรีในอนาคตของพรรค CPP แต่ทางพรรคไม่ได้ระบุชัดเจนว่า การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองจะเกิดขึ้นเมื่อใด

ฮุน มาเนต กล่าวต่อผู้สนับสนุนจำนวนมากที่มารวมตัวกันที่ย่านเกาะเพชร ในกรุงพนมเปญว่า ประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เห็นแล้ว ว่ามีเพียงพรรคประชาชนกัมพูชา หรือ CPP เท่านั้นที่สามารถนำความปลอดภัยและสันติภาพมาสู่กัมพูชาได้พร้อมกล่าวหาว่ากลุ่มหัวรุนแรงพยายามทำลายการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้น แต่ชาวกัมพูชามองทะลุอุบายสกปรกดังกล่าว สอดคล้องกับที่ฮุนเซน ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาราว 4 ทศวรรษ เรียกการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า เป็นการแข่งขันระหว่าง18 พรรคการเมืองที่เข้าร่วมกับกลุ่มหัวรุนแรงที่ต้องการทำลายการเลือกตั้ง พร้อมกล่าวหาว่า “พวกหัวรุนแรง” รณรงค์ขัดขวางประชาชนจากการลงคะแนนเสียงและทำลายบัตรลงคะแนน

อย่างไรก็ดี ทางการกัมพูชาถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าปราบปรามฝ่ายค้านทางการเมืองและผู้เห็นต่างในการเลือกตั้ง แม้ว่าจะมี 18 พรรคจะเข้าร่วมชิงชัยในศึกเลือกตั้งครั้งนี้แต่พรรคฝ่ายค้านที่แข็งแกร่งที่สุด อย่างพรรคแสงเทียนถูกตัดสิทธิ์เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติ หรือ NEC ระบุว่า เอกสารไม่ผ่านเกณฑ์ ส่วนพรรคการเมืองอื่นๆ ที่หลายพรรคก่อตั้งโดยคนรุ่นใหม่ ทำได้อย่างมากแค่เป็นทางเลือกให้ประชาชน แต่ไม่ใช่คู่แข่งของพรรครัฐบาล เพราะไม่มีฐานคะแนนเสียงในประเทศเหมือนกับพรรคฝ่ายค้านที่ถูกตัดสิทธิเลือกตั้ง

ฮิวแมน ไรท์ วอทช์ องค์กรพัฒนาเอกชน เรียกร้องให้ทางการกัมพูชายุติการคุกคามและดำเนินคดีกับสมาชิกและนักเคลื่อนไหวจากพรรคแสงเทียน ซึ่งบางคนขอให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทำลายบัตรลงคะแนน ฟิล โรเบิร์ตสัน รองผู้อำนวยการภาคพื้นเอเชียของ ฮิวแมน ไรท์ วอทช์ กล่าวว่า รัฐบาลกัมพูชาได้ลิดรอนสิทธิของชาวกัมพูชาจำนวนมากในการลงคะแนนเลือกพรรคที่พวกเขาเลือก และพวกเขาก็มีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ ส่วนเครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนในกรุงเทพฯ กล่าวว่า การเลือกตั้งกัมพูชาที่จะมาถึง จะขาดความเสรีและยุติธรรมต่อไป พร้อมกับเรียกการตัดสิทธิ์พรรคแสงเทียนว่า เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของพื้นที่ทางการเมืองที่ถูกจำกัดอย่างมาก และแสดงให้เห็นถึงข้อจำกัดรุนแรงที่บังคับใช้กับพรรคฝ่ายค้าน

แต่ในประเด็นนี้ โฆษกพรรค CPP ยืนยันว่า หน่วยงานจัดการเลือกตั้งได้ดำเนินการตามกฎ พร้อมแสดงความหวังว่าจะมีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งสูงกว่าร้อยละ 80 ที่ได้จากการเลือกตั้งระดับชุมชนเมื่อปี 2022 และเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้พรรค CPP จะกวาดที่นั่งในสภาแห่งชาติไปทั้งหมด 125 ที่นั่ง เช่นเดียวกับการเลือกตั้งทั่วไปครั้งก่อนในปี 2018

ขณะเดียวกัน เมื่อดูประวัติการศึกษาของ ฮุน มาเนต อาจพูดได้ว่า โดดเด่นมากที่สุดคนหนึ่งในหมู่ผู้นำรุ่นใหม่ของประเทศ เพราะนอกจากจะเรียนจบจากโรงเรียนนายร้อยทหารบกสหรัฐฯ ที่ เวสต์ พอยต์ โรงเรียนเตรียมทหารที่ดีที่สุดของสหรัฐฯ แล้ว ยังย้ายสายไปเจาะลึกในประเด็นด้านเศรษฐกิจด้วย หลังจากสามารถคว้าใบปริญญา ทั้งปริญญาโทและเอก ในคณะเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยชื่อดังในฝั่งตะวันตกบวกกับความมีเสถียรภาพของรัฐบาลกัมพูชาภายใต้การนำของ ฮุนเซนที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมานานกว่า 4 ทศวรรษ โดยเฉพาะการเลือกตั้งครั้งนี้ที่พรรค CPPคาดหวังจะได้ที่นั่ง สส.ทั้ง 125 ที่นั่งก็มีส่วนทำให้งานของ ฮุน มาเนต ง่ายขึ้นในการหาเสียงรอบนี้

อย่างไรก็ดี หลายฝ่ายยอมรับว่า การจะเปลี่ยนแปลงการเมืองในประเทศกัมพูชาคงต้องใช้เวลา เพราะ ฮุนเซน ได้วางรากฐานทางการเมือง ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ รวมถึงวางตัว ฮุน มาเนต เพื่อผู้สืบทอดตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนถัดไป นักวิเคราะห์การเมืองกัมพูชา เห็นว่า การที่ ฮุน มาเนต ได้รับอภิสิทธิ์มาตั้งแต่เกิด ถือเป็นปัญหาหนึ่งเหมือนกัน ซึ่งในท้ายที่สุด ฮุน มาเนต ก็ต้องก้าวออกมาจากใต้เงาของพ่อ เป็นตัวของตัวเอง และเป็นผู้นำในแบบของตัวเอง

เช่นเดียวกับที่นักวิชาการบางคน มองว่า ถึงแม้ ฮุน มาเนต จะก้าวขึ้นมานั่งเก้าอี้ผู้นำกัมพูชาได้จริง ก็มีความเป็นไปได้ที่ ฮุนเซน อาจจะยังไม่ถึงกับวางมือเสียทีเดียว เพื่อให้การบริหารพรรค CPP ยังคงเข้มแข็ง และครองอำนาจในกัมพูชาต่อไปอีกนานเท่านาน

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ‘ฮวาซอง-18’ ตัวพลิกสถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลี?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/743971

คุยกัน 7 วันหน : ‘ฮวาซอง-18’  ตัวพลิกสถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลี?

คุยกัน 7 วันหน : ‘ฮวาซอง-18’ ตัวพลิกสถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลี?

วันอาทิตย์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.45 น.

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เกาหลีเหนือประกาศความสำเร็จ การทดสอบยิง“ฮวาซอง-18” ขีปนาวุธแบบทิ้งตัวข้ามทวีป หรือ ICBM รุ่นใหม่ล่าสุดชนิดใช้เชื้อเพลิงแข็ง ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น 1 วัน และอ้างว่าเป็นการประสบความสำเร็จเป็นครั้งที่ 2 แล้ว โดยครั้งแรกเกิดขึ้นในเดือนเมษายนปีนี้ การยิงฮวาซอง-18 ชนิดเชื้อเพลิงแข็งล่าสุดนี้นับเป็นการปลดล็อกความก้าวหน้าครั้งสำคัญของโครงการอาวุธของเกาหลีเหนือที่ถูกคว่ำบาตร

แล้วขีปนาวุธชนิดเชื้อเพลิงแข็งคืออะไร เหตุใดจึงเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าปล่อยให้เกาหลีเหนือมีขีปนาวุธชนิดนี้

อังกิต พันดา ผู้เชี่ยวชาญนโยบายนิวเคลียร์ แห่ง Carnegie Endowment for International Peace ให้อรรถาธิบายเกี่ยวกับขีปนาวุธชนิดใช้เชื้อเพลิงแข็งว่าใช้เชื้อเพลิงที่เป็นแหล่งพลังงาน ที่ทำมาจากส่วนผสมทางเคมีชนิดแข็ง (solid chemical mixture) โดยเชื้อเพลิงชนิดแข็งที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนขีปนาวุธ นั้น จะถูกติดตั้งติดไปกับลำตัวขีปนาวุธตั้งแต่ต้นหรือตั้งแต่การสร้างขีปนาวุธ ทำให้ขีปนาวุธชนิดนี้ อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้ทันที แบบเดียวกับจรวดประทัดในทางตรงข้าม ขีปนาวุธชนิดเชื้อเพลิงเหลวจะต้องเติมเชื้อเพลิงเหลวและตัวเติมออกซิเจน หรือ oxidizer ลงในขีปนาวุธช่วงก่อนที่จะยิง ซึ่งเป็นกระบวนการที่ช้าและยุ่งยาก

ด้าน เชือง เซือง-จาง ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาเกาหลีเหนือ แห่งสถาบัน Sejong Institute ชี้ว่า ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้การเตรียมยิงขีปนาวุธเชื้อเพลิงเหลวต้องใช้เวลานาน เปรียบเหมือนกับการที่เราต้องเสียเวลาในการเติมน้ำมันใส่รถยนต์ และหลังจากเตรียมพร้อมขีปนาวุธเชื้อเพลิงเหลวแล้ว จะต้องยิงออกไปภายในระยะเวลาอันสั้นด้วย ส่วนขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็ง ต้องมีการเก็บและบำรุงรักษาที่ดี และต้องจัดการอย่างระมัดระวังซึ่งถ้าทำไม่ได้ คุณภาพของขีปนาวุธชนิดนี้จะเสื่อมสภาพลงตามกาลเวลา และจะส่งผลให้การยิงขีปนาวุธล้มเหลว

ฮิโรคาสึ มัตสึโนะ โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่น ให้ข้อมูลว่า ขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็งประจำการได้รวดเร็วกว่า ข้อดีที่สุดของมันคือ สามารถยิงได้ทันที เขายอมรับว่าฮวาซอง-18 ที่เกาหลีเหนือยิงเมื่อวันที่12 กรกฎาคมนั้น ดูเหมือนจะเป็นชนิดเดียวกับที่เกาหลีเหนือยิงทดสอบไปครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายนปีนี้ แถมยังคาดการณ์ว่า ขีปนาวุธร่อนอยู่ในอากาศได้นานถึง 74 นาที นานที่สุดเท่าที่เกาหลีเหนือเคยยิงมา ร่อนไกลได้เป็นระยะทาง 1,000 กิโลเมตร ที่ระดับความสูงสูงสุดเกินกว่า 6,000 กิโลเมตร และไม่มีรายงานความเสียหายจากการยิงขีปนาวุธลูกนี้ ซึ่งตกในทะเลญี่ปุ่น นอกเขตเศรษฐกิจจำเพาะของญี่ปุ่น

เว็บไซต์สำนักข่าวเกียวโดนิวส์ ของญี่ปุ่นระบุว่า ระยะเวลาร่อนของขีปนาวุธลูกล่าสุดลบสถิติเดิมที่เกาหลีเหนือเคยทำไว้ที่ 71 นาที เมื่อเดือนมีนาคม2565 คาดว่าเป็นการแสดงแสนยานุภาพของกองทัพเกาหลีเหนือ ก่อนถึงวันครบรอบ 70 ปีของการสงบศึกสงครามเกาหลี ในวันที่ 27 กรกฎาคม

คำถามต่อมาคือ ICBM ชนิดเชื้อเพลิงแข็งของเกาหลีเหนือ ใช้การได้จริงหรือไม่

เรื่องนี้ ฮาน ควอน-ฮี จาก Missile Strategy Forum วิเคราะห์จากลักษณะของควันที่เกิดขึ้นด้านท้ายขีปนาวุธที่เกาหลีเหนือยิงทั้ง 2 ครั้ง ในเดือนเมษายนและกรกฎาคมปีนี้ว่า สอดคล้องกับลักษณะของขีปนาวุธชนิดใช้เชื้อเพลิงแข็งที่จะปล่อยควันขาวสกปรกออกมากลุ่มใหญ่ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจน ภายในไม่กี่วินาทีหลังจรวดถูกยิงออกไป การยิงทั้ง 2 ครั้งมีความคล้ายคลึงกันทางด้านเทคนิค โดยการยิงครั้งที่ 2 ล่าสุดนี้มีจุดประสงค์เพื่อพิสูจน์และยืนยันประสิทธิภาพและความแม่นยำของฮวาซอง-18

ส่วน ICBM ชนิดเชื้อเพลิงเหลว ซึ่งยังเป็นอาวุธหลักของเกาหลีเหนือในปัจจุบัน มีการยิงทดสอบซ้ำๆ มาตลอดแต่เป็นการยิงวิถีโค้งเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่วิธีการยิงขีปนาวุธที่จะใช้ในสถานการณ์จริงก่อให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับประสิทธิภาพที่แท้จริงของขีปนาวุธเชื้อเพลิงเหลวของเกาหลีเหนือ

เป็นที่ทราบกันดีกว่า กองทัพทั่วโลกส่วนใหญ่จะเริ่มต้นด้วยเทคโนโลยีขีปนาวุธเชื้อเพลิงเหลว แต่ต่อมาจะพยายามมีขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็ง ซึ่งต้องการเทคโนโลยีขั้นก้าวหน้ากว่า แต่ก็ไม่ใช่ว่า กองทัพที่ก้าวหน้าทุกกองทัพจะมีขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็งประจำการผู้เชี่ยวชาญหลายคนให้ข้อมูลว่า กองทัพสหรัฐฯ มีขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็งประจำการทั้งแบบ ICBM และ SLBM แต่กองทัพรัสเซียกับจีนยังคงประจำการขีปนาวุธเชื้อเพลิงเหลวจำนวนมาก ส่วนกองทัพเกาหลีใต้ จากข้อมูลพบว่า มีขีดความสามารถทางเทคนิคสำหรับขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็ง และอาจมีขีปนาวุธชนิดนี้อยู่ในคลังแสงแล้วก็ได้ แต่ระยะการยิงยังครอบคลุมเพียงคาบสมุทรเกาหลีเท่านั้น

แล้วขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็งจะเป็นตัวพลิกสถานการณ์ได้หรือไม่?

คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือคุยว่า ฮวาซอง-18 ชนิดเชื้อเพลิงแข็งของตนนั้น จะเพิ่มขีดความสามารถในการโต้กลับด้วยนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนืออย่างล้ำลึก และผู้เชี่ยวชาญหลายคนก็กล่าวว่า ขีปนาวุธชนิดนี้อาจพลิกสถานการณ์ความมั่นคงบนคาบสมุทรเกาหลี

คิม จอง แต แห่งสถาบัน Yonsei ชี้ว่า หากเกาหลีเหนือประจำการ ICBM ชนิดเชื้อเพลิงแข็ง ขีปนาวุธชนิดนี้ อาจเป็นตัวพลิกสถานการณ์ ในการทำสงครามของเกาหลีเหนือ โดยชี้ว่า แผนปัจจุบันของเกาหลีใต้ ในกรณีเกิดสงครามกับเกาหลีเหนือ คือการชิงลงมือโจมตีก่อน หรือที่เรียกว่า Kill Chain ซึ่งจะทำให้เกาหลีใต้สามารถชิงลงมือโจมตีก่อน ถ้าหากเกาหลีเหนือมีท่าทีจะยิงขีปนาวุธ แต่แผนการโจมตีดังกล่าวของเกาหลีใต้ จะทำได้ก็ต่อเมื่อหลังจากมีสัญญาณยืนยันว่า เกาหลีเหนือเตรียมยิงขีปนาวุธ แต่จะไม่มีสัญญาณดังกล่าวเกิดขึ้น หากว่าเกาหลีเหนือเตรียมยิงขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็งที่เล็งเป้าหมายไปยังเกาหลีใต้ อีกทั้ง ฮวาซอง-18 นั้น ยากแก่การตรวจจับมากกว่า ซึ่งอาจส่งผลให้สูตรการชิงลงมือก่อนของเกาหลีใต้ใช้การไม่ได้ไปเลย

อย่างไรก็ตาม กระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ ไม่ให้ความสำคัญกับความหวาดหวั่นนี้ โดยระบุว่าเป็นเพียงความกังวลที่มากเกินไปเท่านั้น ขณะที่สหรัฐฯ จนถึงขณะนี้ยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นเรื่องพัฒนาการด้านขีปนาวุธล่าสุดของเกาหลีเหนือแต่อย่างใด

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : วิกฤตเด็กเกิดน้อย ทำเกาหลีใต้ขาดแคลนกุมารแพทย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/742371

คุยกัน 7 วันหน : วิกฤตเด็กเกิดน้อย  ทำเกาหลีใต้ขาดแคลนกุมารแพทย์

คุยกัน 7 วันหน : วิกฤตเด็กเกิดน้อย ทำเกาหลีใต้ขาดแคลนกุมารแพทย์

วันอาทิตย์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.20 น.

ไม่น่าแปลกใจ ที่ห้องผู้ป่วยเด็กรอพบแพทย์ในโรงพยาบาลเด็กแห่งหนึ่งชานกรุงโซล และอีกหลายแห่งทั่วเกาหลีใต้จะเต็มล้นไปด้วยเด็กๆ หลายสิบคน หลายคนต้องให้น้ำเกลือไปด้วย ในขณะที่กำลังรอพบกุมารแพทย์ หรือรอเตียงรักษานานหลายชั่วโมงที่โรงพยาบาล หรือรอคิวนานหลายสัปดาห์กว่าจะได้พบแพทย์

กุมารแพทย์ 7 คนในเกาหลีใต้ให้ข้อมูลแก่สำนักข่าวรอยเตอร์สว่า สาเหตุรากเหง้าของปัญหาขาดแคลนกุมารแพทย์ที่เกาหลีใต้กำลังเผชิญ คืออัตราการเกิดที่ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ อยู่ที่ 0.78 เท่านั้นในปี 2022 ส่วนในเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีเด็กเกิดใหม่เป็นเพียง 18,484 คนลดลงร้อยละ 12.7 จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ยอดทารกเกิดใหม่ดังกล่าวนับเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดของเดือนเมษายนนับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บสถิติรายเดือนมาตั้งแต่ปี 1981 จำนวนทารกเกิดใหม่ในเกาหลีใต้ลดลงเป็นเดือนที่ 89 ติดต่อกันแล้ว บวกกับความล้มเหลวในระบบประกันในการปรับตัวรับอัตราการเกิดต่ำปล่อยให้การแพทย์กุมารเวชศาสตร์ต้องขาดแคลนทรัพยากร และแพทย์ต่างหันหลังให้แก่วงการกุมารเวชศาสตร์เนื่องจากคิดว่าไร้อนาคต

ในเดือนพฤษภาคมปีนี้ เกิดกรณีเด็ก 5 ขวบเสียชีวิตในกรุงโซล ด้วยอาการกล่องเสียงอักเสบเฉียบพลัน เนื่องจากต้องกลับบ้าน เพราะหาเตียงรักษาในโรงพยาบาลไม่ได้เลย ทางสมาคมโรงพยาบาลเด็กเกาหลีใต้หวั่นว่า จะเกิดกรณีเด็กเสียชีวิตซ้ำอีก จากการที่ต้องวิ่งหาห้องฉุกเฉินเพื่อรักษา จนเด็กต้องมาเสียชีวิตทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นโรคร้ายแรง

วงการกุมารแพทย์โทษรัฐบาลเกาหลีใต้ โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิภาพ ขาดการออกมาตรการที่เหมาะสมในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานนี้ พร้อมกับเรียกร้องรัฐบาลเพิ่มงบประมาณพิเศษ เพื่อดึงดูดแพทย์มาเป็นกุมารแพทย์มากขึ้น ด้านกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิภาพเกาหลีใต้ยอมรับว่า มีข้อจำกัดในระบบ แต่ก็ได้ออกมาตรการหลายอย่างมาเพื่อรับมือแล้ว จนถึงขนาดขู่ว่า จะถอนสถานะโรงพยาบาลใหญ่ จากการเป็นศูนย์แพทย์ฉุกเฉินระดับภูมิภาค ถ้าหากพบว่า ผู้ป่วยเด็กไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

หากเทียบกับแพทย์สายอื่นๆ กุมารแพทย์เกาหลีใต้มีรายได้เพียงน้อยนิด หรือต่ำที่สุดในบรรดาแพทย์คลินิกเฉพาะทางต่างๆ 23 แผนก จากข้อมูลของบริการตรวจสอบและประเมินการประกันสุขภาพ

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อประท้วงกึ่งประชดรัฐบาลที่ไม่ใส่ใจ สมาคมกุมารแพทย์เกาหลีใต้ได้จัดสัมมนาที่มีชื่อว่า “เขตปลอดเด็ก” (No Kids Zone)เพื่อช่วยสมาชิกของสมาคมซึ่งเป็นกุมารแพทย์ ให้ทิ้งการเป็นกุมารแพทย์ แล้วไปเป็นแพทย์สายอื่นที่มีรายได้ดีกว่า ปรากฏว่า มีกุมารแพทย์ถึง 600 คน จากสมาชิกของสมาคมทั้งหมด 3,000 คนแห่ไปฟังเลคเชอร์สอนเรื่องการรักษาผิวพรรณความงาม เช่น การฉีดโบท็อกซ์รวมไปถึงการรักษาโรคเรื้อรังในผู้ใหญ่

ทางสมาคมยังให้ข้อมูลด้วยว่าร้อยละ 90 ของสมาชิกสมาคม ได้ปิดกิจการ หรือเลิกเป็นกุมารแพทย์ไปเลยเนื่องจากจำนวนผู้ป่วยเด็กลดลงอย่างมากจากอัตราการเกิดที่ต่ำสุดในประวัติศาสตร์ของเกาหลีใต้ ประธานสมาคมกุมารแพทย์เกาหลีใต้ชี้ด้วยว่า ในประเทศอื่นๆ รัฐบาลให้งบสนับสนุนมากพอแก่โรงพยาบาลเด็ก แม้จะมีผู้ป่วยเด็กเพียงแค่ 20 คนต่อวัน แต่ในเกาหลีใต้ มีงบหนุนการรักษาเด็ก 1 คน เพียง 10 ดอลลาร์ หรือ 350 บาทต่อคนเท่านั้น ซึ่งไม่พอที่จะทำให้โรงพยาบาลเด็กอยู่ได้ ดังนั้น จึงตกไปเป็นภาระหนักของคลินิกเด็ก ต้องรับผู้ป่วยเด็กมากถึง 80 คน

อัตราการรับสมัครกุมารแพทย์ ที่เคยสูงถึงร้อยละ 97.4 เมื่อปี 2013 หรือ 10 ปีก่อน ตกฮวบลงเหลือเพียงร้อยละ 16.3 เท่านั้นในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ จากการเปิดเผยของกระทรวงสาธารณสุขเกาหลีใต้ แพทย์ไม่อยากเป็นกุมารแพทย์ เพราะคิดว่าไร้อนาคต เนื่องจากคาดกันว่า ผู้ป่วยเด็กจะลดลงอย่างมาก

อี จู-ยอล ศาสตราจารย์ด้านการบริหารจัดการสาธารณสุข แห่งมหาวิทยาลัยนัมโซล แนะว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลทุ่มงบประมาณก้อนใหญ่ ไปกับการพยายามแก้ปัญหาอัตราการเกิดต่ำ ควรจะต้องโยกงบส่วนนี้ ไปใช้ในการรักษาผู้ป่วยเด็กมากกว่า เพื่อให้พ่อแม่รู้สึกว่า ไม่เป็นการยากเกินไปที่จะหาโรงพยาบาลรักษาลูก ถ้าหากว่ามีลูก

พ่อแม่ในเกาหลีใต้บอกว่า กุมารแพทย์ที่ลดลง ทำให้เวลาในการรอนัดแพทย์นานขึ้นสำหรับผู้ป่วยเด็กทารกในโรงพยาบาล ก่อให้เกิดวงจรอุบาทว์ ที่ยิ่งทำให้เกาหลีใต้เป็นประเทศที่ไม่ชวนให้มีลูก

คิม อึน-จี แม่ลูกอ่อนที่เพิ่งมีลูกชายอายุ 4 เดือน รู้สึกลังเลที่จะมีลูกคนที่ 2 เนื่องจากปัญหาที่กำลังเกิดกับระบบรักษาพยาบาลผู้ป่วยเด็กในปัจจุบัน

เธอกล่าวขณะอยู่กับลูกน้อยระหว่างรอพบแพทย์อยู่ที่โรงพยาบาลเด็กแห่งหนึ่งในกรุงโซลว่า “ถ้ามีลูกคนที่ 2 ก็จะยิ่งมีโรงพยาบาลเด็กน้อยลงกว่านี้ และหมอเด็กน้อยลงกว่าตอนนี้อีก และคงจะยากที่จะพาลูกไปรักษาที่โรงพยาบาล”

เกาหลีใต้กำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ที่มีนัยสำคัญในเรื่องอัตราการเกิดต่ำ คนวัยหนุ่มสาวเลื่อนระยะเวลาหรือละเว้นการเริ่มต้นการสร้างครอบครัว เนื่องจากราคาบ้านพักอาศัยที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ อัตราการเจริญพันธุ์ หรือความสามารถของสตรีที่สามารถมีบุตรเกิดรอดได้ของเกาหลีใต้อยู่ที่ 0.81ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ต่ำกว่าระดับ 2.1 ที่จะเป็นระดับที่ทำให้เกาหลีใต้มีพลเมืองคงที่อยู่ที่ 51 ล้านคน จำนวนผู้เสียชีวิตในเดือนเมษายน อยู่ที่ 27,581ราย ลดลงร้อยละ 24.8 จากปีก่อน ทิศทางที่การเสียชีวิตจะมากกว่าการเกิดเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 42 ติดต่อกัน

ดูช่างเป็นอนาคตที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วงไม่น้อยเลยทีเดียว

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : จลาจลฝรั่งเศส แค่เรียกตรวจค้นรถ ต้องเอาถึงตายเลยหรือ?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/740956

คุยกัน 7 วันหน : จลาจลฝรั่งเศส  แค่เรียกตรวจค้นรถ ต้องเอาถึงตายเลยหรือ?

คุยกัน 7 วันหน : จลาจลฝรั่งเศส แค่เรียกตรวจค้นรถ ต้องเอาถึงตายเลยหรือ?

วันอาทิตย์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.15 น.

กรณีตำรวจฝรั่งเศสยิง นาเอล เอ็ม วัยรุ่นอายุ 17 ปี เสียชีวิต จนทำให้เกิดการประท้วงใหญ่ในหลายพื้นที่ของประเทศในสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายฝ่ายกลับมาตั้งคำถาม และวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของตำรวจ ที่ดูเหมือนจะใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุต่อประชาชนมากยิ่งขึ้น เพราะจากข้อมูลพบว่า นี่คือเหตุการณ์ที่ตำรวจฝรั่งเศสยิงคนขับรถที่ไม่หยุดให้ตรวจ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นครั้งที่ 3 แล้วในปีนี้ ขณะที่ในปี 2022 มีรายงานว่า ประชาชน 13 คนถูกตำรวจยิงเสียชีวิตจากการที่ไม่ยอมหยุดรถให้ตำรวจ เหยื่อกระสุนส่วนใหญ่หนีไม่พ้นผู้ที่มีเชื้อสายอาหรับ ไม่ก็เป็นคนผิวดำ

บรรดาผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า การเพิ่มขึ้นของการเสียชีวิตจากการถูกยิงได้ แต่น่าจะเป็นปัจจัยมาจาก กฎหมายความมั่นคง ที่รัฐบาลฝรั่งเศสผ่านในปี 2017 กฎหมายดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อใช้ต่อต้านการก่อการร้ายหลังเหตุการณ์โจมตีปารีสครั้งใหญ่ในปี 2015 และมีการประกาศใช้มาตรการคุมเข้มและสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง

ในตอนนั้น บรรดานักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนวิจารณ์กฎหมายนี้ว่า เป็นกรอบกฎหมายที่กว้างเกินไปอย่างอันตรายว่าตำรวจสามารถใช้อาวุธปืนได้เมื่อใดบ้าง ขณะที่บรรดานักวิเคราะห์และผู้สันทัดกรณี ได้ศึกษาว่าทำไม ตำรวจฝรั่งเศสจึงยิงคนเสียชีวิตมากขึ้น หลังจากพบว่า คนที่อยู่ในรถยนต์ถูกตำรวจยิงมากขึ้นถึง 5 เท่า หลังมีการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงใหม่ซึ่งอนุญาตให้ตำรวจใช้ปืนได้หากคนขับรถดูเหมือนจะเป็นอันตรายต่อร่างกายและชีวิตของผู้อื่น ขณะที่ก่อนมีกฎหมายดังกล่าว ตำรวจในฝรั่งเศสต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยหลักการการป้องกันตนเอง และสามารถตอบโต้ได้ตามสัดส่วนที่เหมาะสมเท่านั้นในกรณีที่มีภัยหรือถูกโจมตีจริงๆ

ผู้เชี่ยวชาญยังมองด้วยว่า การขยายขอบเขตในการใช้อาวุธโดยให้รักษาสองเสาหลักคือ “ความจำเป็นอย่างยิ่ง” และ “ความพอสมควรแก่เหตุ”ของความชอบธรรมในการป้องกันตนเองนำไปสู่ความสับสนด้วยเช่นกัน และความกำกวมนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรู้สึกว่าได้รับอนุญาตให้ใช้อาวุธเพื่อแก้ไขสถานการณ์ ส่งผลให้บรรดานักเคลื่อนไหวเริ่มออกมาเรียกร้องให้แก้ปัญหาการใช้อำนาจในทางที่ผิดเชิงระบบ โดยเฉพาะในบางชุมชน เช่น ย่านนองแตร์ นอกกรุงปารีส ที่นาเอล เหยื่อกระสุนคนล่าสุดพำนักอยู่ ซึ่งเป็นย่านที่ผู้คนอาศัยนั้นเผชิญปัญหาความยากจนควบคู่ไปกับปัญหาสีผิวและการเหยียดอื่นๆ อยู่แล้ว

ขณะที่สหภาพตำรวจแห่งฝรั่งเศสแย้งว่า การเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นนั้นมาจากการที่ไม่ปฏิบัติตามกฎจราจรมากขึ้น นอกจากนี้ ยังพบว่า มีกรณีการละเมิดกฎเกิดขึ้นทุกๆ 20 นาทีในฝรั่งเศส และต้องไม่ลืมว่า ตำรวจเองก็ทำงานอยู่กับความเสี่ยงทุกวัน อีกทั้งฝรั่งเศสเอง ก็เกิดเหตุก่อการร้ายจากผู้ก่อเหตุลุยเดี่ยว (Lone Wolf) อยู่บ่อยครั้ง

ทั้งนี้ ประมวลกฎหมายว่าด้วยทางหลวงของฝรั่งเศส กำหนดว่าตำรวจสามารถเรียกให้คนขับหยุดรถเพื่อตรวจสอบเอกสารการขับขี่เมื่อใดก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีการละเมิดกฎหมาย นอกจากนี้ ยังพบว่า กรณีการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายนั้นเพิ่มขึ้นอย่างมาก นับตั้งแต่ฝรั่งเศสใช้ระบบคะแนนสำหรับใบขับขี่ในช่วงทศวรรษที่ 90

ผู้ขับขี่ในฝรั่งเศสจะมีคะแนน 12 คะแนน เมื่อใดที่ฝ่าฝืนจราจรก็จะถูกตัดคะแนน ทำให้สหภาพตำรวจแย้งว่า ระบบนี้ทำให้คนขับรถมักหนีตำรวจ เพราะไม่ต้องการโดนริบใบขับขี่และกลัวจะตกงาน เพราะมีหลายอาชีพจำเป็นต้องใช้ใบขับขี่ จากสถิติพบว่าในปี 1993 หรือ 1 ปีหลังมีการใช้ระบบคะแนนใบขับขี่มีผู้ฝ่าฝืนกฎ 1,099 ราย และ 30 ปีต่อมาตัวเลขเพิ่มขึ้น 25 เท่า ขณะที่นิยามของคำว่า “ล้มเหลวในการปฏิบัติตาม” นั้นครอบคลุมหลายสถานการณ์ เช่น การตรวจรถตามข้างทางธรรมดา ไปจนถึงการทำผิดกฎจราจร หรือนักซิ่งที่ทำทุกทางที่จะหลบหนีการจับกุม

นอกจากนี้ การเรียกรถเพื่อตรวจหายาเสพติดก็มีส่วนทำให้เกิดกรณีการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าหน้าที่ โดยในปี 2020 พบว่า มีการตรวจหายาเสพติดถึง 453,000 กรณี และท้ายสุดการที่รถไม่มีประกัน ก็ทำให้คนขับรถหลีกหนีการตรวจของเจ้าหน้าที่ด้วย โดยสถิติพบว่า ในปี 2019 มีผู้ได้รับอุบัติเหตุทางรถยนต์เกือบ 30,000 คน จากคนขับรถที่ไม่ได้ทำประกัน

ขณะที่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา อัยการของเขตนองแตร์ ประกาศว่า จะมีการจับกุมตำรวจที่ยิงนาเอล ด้วยข้อหาเจตนาฆ่าด้วยการใช้อาวุธปืนต่อเยาวชน โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

การเสียชีวิตของนาเอล ทำให้เกิดการจลาจลในกรุงปารีส ย่านชานเมือง และหลายเมืองทั่วประเทศมา 4 คืนติดต่อกันแล้ว นำไปสู่การปะทะกันระหว่างผู้ประท้วงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีผู้ถูกจับกุมทั่วประเทศเกือบ 700 คน ขณะที่เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทยฝรั่งเศสส่งกำลังตำรวจ 44,000 นายออกประจำการทั่วประเทศ หวังป้องกันไม่ให้เกิดจลาจลรุนแรงขึ้นมาอีก เนื่องจากด้านความมั่นคงของฝรั่งเศสเตือนว่าในอีกไม่กี่วันข้างหน้าการประท้วงจะทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเป้าหมายหลักที่คาดว่าจะตกเป็นเป้าโจมตีคือหน่วยงานและสิ่งที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของรัฐบาล

มีรายงานว่าการประท้วงในย่านนองแตร์เมื่อวันพฤหัสบดี แม่ของนาเอลมาร่วมชุมนุมด้วย โดยสวมเสื้อที่มีข้อความเรียกร้องความยุติธรรมให้กับลูกชายของเธอ และนั่งรถเคลื่อนขบวนไปรอบๆ เมือง เพื่อนบ้านที่รู้จักครอบครัวของผู้เสียชีวิต ยืนยันว่าวัยรุ่นชายที่ถูกตำรวจยิงเสียชีวิตเป็นคนที่จิตใจดีเหมือนกับแม่ของเขา การที่เขาขับรถหนีตำรวจเพราะไม่มีใบอนุญาตขับรถยนต์ ไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้เขาสมควรถูกยิง

ที่ผ่านมา ฝรั่งเศสเคยเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ ที่ถือเป็นรอยด่างของวงการตำรวจ ในปี 2547 เมื่อวัยรุ่นชาย 2 คน ที่มีเชื้อสายแอฟริกัน เสียชีวิตระหว่างที่ถูกตำรวจไล่ตาม เหตุการณ์ในครั้งนั้น นำไปสู่การประท้วงและเหตุจลาจล ที่มีผู้ประท้วงถูกจับกุมมากถึง 6,000 คน

หลายฝ่ายมองว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้มีปัจจัยหลายอย่างที่คล้ายกับเหตุการณ์เมื่อเกือบ 19 ปีก่อน จึงแนวโน้มว่าจะนำไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ‘ท่องเที่ยวเอ็กซ์ตรีม’ เติมฝันมหาเศรษฐี แต่อาจสวนทางกับความปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/739453

คุยกัน 7 วันหน : ‘ท่องเที่ยวเอ็กซ์ตรีม’ เติมฝันมหาเศรษฐี แต่อาจสวนทางกับความปลอดภัย

คุยกัน 7 วันหน : ‘ท่องเที่ยวเอ็กซ์ตรีม’ เติมฝันมหาเศรษฐี แต่อาจสวนทางกับความปลอดภัย

วันอาทิตย์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.15 น.

มีคนเพียงแค่หยิบมือบนโลกเท่านั้น ที่ได้รับโอกาสไปชมซากเรือไททานิคด้วยตาของตัวเอง เนื่องจากมีปัจจัยสำคัญบางอย่าง ได้แก่ เรื่องค่าใช้จ่ายที่สูง และการยอมรับความเสี่ยง ซึ่งสำหรับผู้ที่เต็มใจเผชิญกับความท้าทาย และยอมจ่ายเงิน 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 8.7 ล้านบาท เพื่อไปสัมผัสกับประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต

การท่องเที่ยวแบบ “เอ็กซ์ตรีม”หรือเที่ยวแบบท้าทาย กลายเป็นหนึ่งในกระแสนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการหาอะไรแปลกใหม่และตื่นเต้นให้กับชีวิต ทำให้บริษัททัวร์ที่เคยจัดทริปท่องเที่ยวแบบเน้นความปลอดภัย ตัดสินใจก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ และหันมาตอบรับลูกค้ากลุ่มดังกล่าวกันมากขึ้น และหนึ่งในนั้น คือบริษัท โอเชียนเกต เอ็กซ์เพดิชันส์ ที่ให้บริการกลุ่มลูกค้าที่ต้องการลงไปสำรวจใต้ทะเลลึก ซึ่งรวมถึงในความลึกที่แทบจะไม่มีใครสามารถเข้าถึงได้ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านประชาสัมพันธ์และกิจกรรมพิเศษ ระบุว่า สำหรับบรรดามหาเศรษฐีแล้ว เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา หากว่าแลกมาด้วยประสบการณ์อันมีค่า ที่ทำให้พวกเขาลืมไม่ลง

บริษัททัวร์ใหญ่ๆ หลายแห่งหันมาให้ความสำคัญกับทริปสำหรับเหล่ามหาเศรษฐีกัน ที่ชื่นชอบการผจญภัยและการท่องเที่ยวแบบสุดขั้วมากขึ้น เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้มักจะไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจต่างๆ ที่เกิดขึ้นทำให้ไม่ต้องกังวลว่าปัญหาเศรษฐกิจจะมากระทบกับธุรกิจนี้ ส่งผลให้การท่องเที่ยวเปิดประสบการณ์พิเศษแบบครั้งหนึ่งในชีวิตอย่างการดำน้ำชมซากเรือใต้ทะเลหรือมหาสมุทร หรือทริปทัวร์อวกาศของบริษัท เวอร์จิน กาแลกติก ที่มีราคาตั๋วแพงหูฉี่ เฉลี่ยตกอยู่ที่ใบละ450,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 15.7 ล้านบาท ซึ่งทางบริษัทก็ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า ขายตั๋วได้แล้วประมาณ 800 ใบ ถือว่าได้รับผลตอบรับที่ค่อนข้างดีเลยทีเดียว

ส่วนการทัวร์สถานีอวกาศนานาชาติ หรือ ISS เป็นอีกหนึ่งโปรแกรมทัวร์ที่อภิมหาเศรษฐียอมควักกระเป๋าจ่ายมูลค่าหลายสิบล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อแลกกับการได้ใช้ชีวิตอยู่นอกโลกนานหลายวัน โดยหนึ่งในคนที่สร้างเสียงฮือฮาได้มากที่สุด คือ ยูซากุ มาเอซาวะซึ่งมีทรัพย์สินมากกว่า 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกลายเป็นพลเรือนญี่ปุ่นคนแรกที่ได้ไป ISSนอกจากนี้ เขายังเหมาทัวร์ดวงจันทร์กับบริษัท สเปซเอกซ์ ด้วย โดยนำตั๋วไปแจกให้กับผู้โชคดีอีก 8 คน

จึงไม่น่าแปลกใจ ที่บริษัทสตาร์ตอัป โอไรออน สแปน ตัดสินใจวางแผนที่จะเปิดโรงแรมหรูในอวกาศแห่งแรก กำหนดราคาค่าเข้าพักไว้คร่าวๆ ที่ประมาณ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 350 ล้านบาทต่อคน โดยจะสามารถใช้เวลาพักอยู่ในโรงแรมได้ 2 สัปดาห์

สำหรับเหตุผลที่ทริปท่องเที่ยวในลักษณะท่องอวกาศหรือดำลงใต้น้ำลึกมีราคาสูงนั้นเนื่องจากมันมีความเสี่ยงสูง ทำให้ทางผู้ให้บริการต้องใช้ความระมัดระวังในการเตรียมการขั้นตอนต่างๆ ที่ละเอียดกว่าปกติ นอกจากนี้อุปกรณ์หรือยานพาหนะบางอย่างสำหรับใช้ในการท่องเที่ยวลักษณะนี้อาทิ ยานดำน้ำไททัน ที่สูญหายระหว่างลงไปชมซากเรือไททานิคก่อนประสบเหตุระเบิดในเวลาต่อมาก็ถูกตั้งคำถามถึงเรื่องมาตรฐานด้านความปลอดภัย เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีใหม่ และยังไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียด

ขณะที่การทัวร์ในน่านน้ำสากลเช่นนี้ ทำให้ไม่มีรัฐไหนมีอำนาจพิเศษเข้ามาควบคุมดูแลสิ่งที่เรียกว่า “ความปลอดภัย” จึงเป็นเพียงคำมั่นของบริษัทผู้ให้บริการและความเชื่อใจของลูกค้าที่มีต่อบริษัทนั้นๆ รวมทั้งตัวเงินที่จ่ายไปเพื่อแลกกับการบริการ

อย่างไรก็ตาม แซล เมอร์โก ลิอาโน ศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยแคมป์เบล ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์การเดินเรือให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ธุรกิจลักษณะนี้ดำเนินอยู่บนขอบข่ายของธุรกิจสีเทา ที่ยังไม่มีข้อกำหนดที่ชัดเจน และยานดำน้ำไททันไม่จำเป็นต้องทำตามกฎระเบียบด้านความปลอดภัย ตราบใดที่ยังอยู่ในน่านน้ำสากล

แม้ว่าการทัวร์รูปแบบนี้จะทั้งแพงและมีความเสี่ยงสูง แต่สตอคตัน รัช ซีอีโอของโอเชียนเกต1 ใน 5 สมาชิกบนยานดำน้ำไททัน เคยให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ซีบีเอส เมื่อปลายปี 2022 ว่าในแง่หนึ่ง ความปลอดภัยเป็นเพียงสิ่งไร้ประโยชน์ โดยเขาระบุว่า หากคุณต้องการความปลอดภัยก็ให้อยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร เพราะไม่ว่าอย่างไร การใช้ชีวิตทุกวันนี้ก็มีความเสี่ยงอยู่แล้ว

การทัวร์อวกาศ หรือทัวร์ใต้ทะเลลึก ที่กำลังตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสังคม เพราะเผชิญกับคำถามเรื่องของความปลอดภัยไม่ต่างกัน อีกทั้งยังไม่มีระเบียบหรือข้อกฎหมายใดๆ มาดูแลอย่างชัดเจนทำให้ต้องยอมรับว่า แม้ช่องว่างด้านระเบียบความปลอดภัยของเทคโนโลยีใหม่ๆ จะเปิดโอกาสให้กับการพัฒนา

แต่ก็เป็นเรื่องที่ตัดสินใจไม่ง่าย หากต้องเลือกระหว่างความก้าวหน้ากับความปลอดภัย เพราะเมื่อชีวิตต้องสูญไป ก็ไม่อาจเรียกกลับคืนมาได้อีก

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : จับตากระแส MeToo กดดันญี่ปุ่นยกเครื่องกฎหมายอาชญากรรมทางเพศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/737929

คุยกัน 7 วันหน : จับตากระแส MeToo  กดดันญี่ปุ่นยกเครื่องกฎหมายอาชญากรรมทางเพศ

คุยกัน 7 วันหน : จับตากระแส MeToo กดดันญี่ปุ่นยกเครื่องกฎหมายอาชญากรรมทางเพศ

วันอาทิตย์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.13 น.

สภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นผ่านร่างกฎหมายฉบับใหม่เมื่อวันศุกร์ที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยเพิ่มอายุความยินยอม (Age of Consent) หรืออายุที่ยอมให้ร่วมประเวณีได้
จากเดิม 13 ปี เป็น 16 ปี ถือเป็นการปฏิรูปกฎหมายอาชญากรรมทางเพศครั้งสำคัญของประเทศนี่เป็นครั้งแรกที่ญี่ปุ่นเปลี่ยนอายุความยินยอม นับตั้งแต่มีการประกาศใช้ในปี 1907 หลังจากก่อนหน้านี้ ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่มีอายุความยินยอมน้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม บุคคลที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้เยาว์ที่มีอายุระหว่าง 13 ถึง15 ปี จะถูกลงโทษก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นมีอายุมากกว่าผู้เยาว์ตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปเท่านั้น

นอกจากนี้ กฎหมายฉบับแก้ไขใหม่ ยังยืดระยะเวลาอายุความ หรือขยายกรอบเวลาทางกฎหมาย ในการแจ้งความว่าถูกข่มขืนจากเดิม 10 ปี เป็น 15 ปี เพื่อให้ผู้เสียหายมีเวลาดำเนินการมากขึ้น โดยคดีข่มขืนที่สามารถฟ้องร้องได้ รวมถึงคดีที่เหยื่อถูกข่มขืนเพราะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของแอลกอฮอล์ ยาเสพติด หรือถูกทำให้หวาดกลัว หรือคดีที่ผู้ก่อเหตุข่มขืนฉวยโอกาสจากสถานะทางสังคม

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ยังรวมถึงการห้ามการแอบถ่าย (photo voyeurism) เช่น การถ่ายใต้กระโปรง และการแอบถ่ายกิจกรรมทางเพศ

ญี่ปุ่นแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับความผิดทางเพศครั้งล่าสุดในปี 2017 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งแรกในรอบกว่าศตวรรษ แต่นักเคลื่อนไหวกล่าวว่า
การปฏิรูปดังกล่าวยังไม่เพียงพออีกทั้งในปี 2019 ยังมีการตัดสินคดีข่มขืนหลายครั้งที่ผู้ก่อเหตุพ้นผิด สร้างความไม่พอใจเป็นวงกว้าง ทำให้เกิดการรณรงค์ต่อต้านทั่วประเทศที่เรียกว่า Flower Demo ในวันที่ 11 ของทุกเดือน ตั้งแต่เดือนเมษายน 2019 เป็นต้นมา โดยนักเคลื่อนไหวได้รวมตัวกันทั่วประเทศเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมและแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับผู้รอดจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ เรียกว่าเป็นการเลี้ยงกระแส #Metoo ในแบบญี่ปุ่นจนประสบความสำเร็จเลยก็ว่าได้

ที่ผ่านมา การดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุข่มขืนภายใต้กฎหมายฉบับเก่าของญี่ป่นมีความยากลำบาก เนื่องจากต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเหยื่อนั้นไร้ความสามารถขัดขืนจริง ซึ่งข้อกำหนดนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นการกล่าวโทษผู้ที่ตกเป็นเหยื่อเพราะไม่ต่อต้านเพียงพอ

อย่างไรก็ตาม นักเคลื่อนไหวบางคนมองว่า การปฏิรูปกฎหมายครั้งนี้ เป็นการแก้ปัญหาเพียงส่วนเดียว คาซูโกะ อิโตะ รองประธาน Human Rights Now ซึ่งมีสำนักงานในกรุงโตเกียวกล่าวว่า “ความคิดที่ผิดเพี้ยน” เกี่ยวกับเรื่องเพศและความยินยอมที่แพร่หลายมาหลายชั่วอายุคนต้องได้รับการแก้ไข แม้ว่าการปฏิรูปจะมีผลบังคับใช้ แต่ผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์เลวร้ายนี้ ควรต้องรู้สึกว่าได้รับอำนาจในแจ้งความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพวกเขา

สื่อในญี่ปุ่นรายงานว่า ผู้ที่รอดจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศที่เป็นข่าวเผยแพร่สู่สาธารณะในญี่ปุ่น มักได้รับคำขู่และได้รับความคิดเห็นที่น่ารังเกียจทางสื่อสังคมออนไลน์ ส่งผลให้ผู้เคยผ่านประสบการณ์จากความรุนแรงทางเพศ มักลังเลที่จะออกมาเผชิญหน้าเพราะความอัปยศและความอับอาย ผลสำรวจของรัฐบาลในปี 2021 พบว่ามีผู้หญิงและผู้ชายเพียงร้อยละ 6 เท่านั้นที่รายงานว่าถูกล่วงละเมิดทางเพศ ครึ่งหนึ่งของผู้หญิงที่ตอบแบบสำรวจรู้สึกว่าพวกเธอไม่สามารถทำเช่นนั้นได้เนื่องจาก “ความอับอาย”

ขณะที่ ซากุระ คามิทานิ ทนายความและผู้สนับสนุนด้านสิทธิ ระบุว่าญี่ปุ่นควรให้ความช่วยเหลือทางการเงินและจิตใจมากขึ้น สำหรับผู้ที่รอดจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ และแม้แต่ผู้ก่อเหตุก็ควรได้รับการดูแล เพื่อป้องกันไม่ให้กระทำผิดซ้ำอีก

ทั้งนี้ จากข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติญี่ปุ่น ระบุว่า จำนวนคดีการกระทำความผิดทางเพศร้ายแรงในญี่ปุ่นในปี 2022 เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2021 โดยคดีที่เกี่ยวกับการข่มขืนเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.3 เป็น 1,656 คดี เช่นเดียวกับคดีกระทำรุนแรงทางเพศที่เกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงและการข่มขู่เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.9 เป็น 4,708 คดี ส่วนคดีข่มขืนและทำร้ายร่างกายที่เกี่ยวกับการกระทำทางเพศเพิ่มขึ้นเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน

เจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวว่า จำนวนคดีที่เพิ่มมากขึ้นเป็นผลมาจากที่ประชาชนได้รับทราบและมีความเข้าใจมากขึ้นว่าการกระทำแบบใดถือเป็นอาชญากรรมทางเพศ และความก้าวหน้าของระบบทันสมัยที่ใช้รับรายงานและให้คำปรึกษาในดดีประเภทนี้

ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นได้จัดตั้งศูนย์สนับสนุนขึ้นในทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้คำปรึกษาแก่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมและความรุนแรงทางเพศเพื่อให้ความช่วยเหลือ เช่นช่วยในการเข้ารับการตรวจและปรึกษากับสูตินรีแพทย์ และแพทย์ผู้ชำนาญโรคสตรี หรือ นรีเวชศาสตร์ และการแจ้งความกับตำรวจและหารือทนายความ

ซึ่งเมื่อมีการยกเครื่องกฎหมายอาชญากรรมทางเพศครั้งใหม่นี้ ก็น่าจะช่วยคลี่คลายปัญหาเกี่ยวกับคดีความรุนแรงทางเพศในประเทศลงได้ไม่มากก็น้อย

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : สำรวจความปลอดภัย ‘ระบบรางในอินเดีย’ หลังอุบัติเหตุครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 20 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/736458

คุยกัน 7 วันหน : สำรวจความปลอดภัย ‘ระบบรางในอินเดีย’  หลังอุบัติเหตุครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 20 ปี

คุยกัน 7 วันหน : สำรวจความปลอดภัย ‘ระบบรางในอินเดีย’ หลังอุบัติเหตุครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 20 ปี

วันอาทิตย์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.15 น.

รถไฟในเมืองบาลาซอร์ รัฐโอริสสา ทางตะวันออกของอินเดีย กลับมาวิ่งให้บริการอีกครั้งเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่ต้องหยุดวิ่งชั่วคราวเนื่องจากอุบัติเหตุรถไฟชนกันครั้งใหญ่เมื่อวันศุกร์ที่ 2 มิ.ย.ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 275 ศพและมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกเกือบ 1,200 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายฟื้นฟูสภาพก็เร่งจัดการกับซากปรักหักพังบริเวณจุดเกิดเหตุ รวมถึงซ่อมแซมรางรถไฟจนทำให้ทั้งหมดเกือบจะกลับสู่ภาวะปกติแล้ว

ในส่วนของการสืบสวนหาสาเหตุ เบื้องต้นมีการคาดการณ์ว่าอาจจะเกิดจากความผิดพลาดในระบบส่งสัญญาณการสับเปลี่ยนรางโดยช่วงค่ำวันที่ 2 มิ.ย. ขณะที่รถไฟสายด่วน โคโรแมนเดล เอ็กซ์เพรสกำลังมุ่งหน้าไปทางใต้ ปลายทางเชนไนตรงข้ามรถไฟสายด่วน ฮาวราห์ซูเปอร์ฟาสต์ มุ่งหน้าไปทางเหนือมีผู้โดยสารรวมมากกว่า 2,000 คน ขณะที่รถขนส่งสินค้าจอดอยู่ที่ทางรถไฟ Loop line แต่ความผิดพลาดจากสัญญาณสับราง ทำให้รถไฟโคโรแมนเดล เอ็กซ์เพรส พุ่งชนรถไฟขนส่งสินค้าที่จอดอยู่บน Loop line ตกราง และชนกับ ฮาวราห์ ซูเปอร์ฟาสต์ ที่มุ่งหน้าทิศตรงกันข้าม นำไปสู่เหตุโศกนาฏกรรมรถไฟชนกันที่ก่อให้เกิดความเสียหายครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 20 ปี ขณะที่รัฐมนตรีการรถไฟอินเดีย ระบุว่า สามารถระบุสาเหตุและบุคคลที่เกี่ยวข้องได้แล้วแต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดจนกว่าการสอบสวนจะสิ้นสุด

อุบัติเหตุทางรางของอินเดียครั้งล่าสุดนี้มีขึ้น ในขณะที่รัฐบาลพยายามโปรโมทให้การเดินทางด้วยรถไฟ เป็นประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจและเป็นไปอย่างปลอดภัย แต่อุบัติเหตุทางรางของอินเดีย ก็นับเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง โดยเมื่อปี 1999 เกิดเหตุรถไฟสองขบวนชนกันในเบลกอลตะวันตก มีผู้เสียชีวิต285 ศพ และในปี 2010 ในรัฐเดียวกัน ก็เกิดเหตุรถไฟโดยสารตกราง และชนเข้ากับรถไฟบรรทุกสินค้า คร่า 145 ชีวิต ถัดมาในปี 2016 รถไฟโดยสารที่วิ่งจากเมืองอินดอร์ ไปยังเมืองปัตนาตกราง ทำให้มีผู้เสียชีวิต 160 ศพ

เฉพาะระหว่างปี 2017-2021 มีการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุทางรถไฟไม่ต่ำกว่า 100,0000 ศพ โดยตั้งแต่อดีต มีรัฐมนตรีการรถไฟอินเดียเพียง 2 คน
เท่านั้นที่ออกมาประกาศลาออก เพื่อแสดงความรับผิดชอบหลังเกิดเหตุรถไฟชนกัน

หลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี พยายามที่จะกระตุ้นให้ปรับปรุง และยกระดับระบบราง ด้วยการผลักดันรถไฟอัตโนมัติความเร็วสูง (high-speed) ในเครือข่ายทางรางที่ใหญ่และพลุกพล่านที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งแผนการดังกล่าวรวมถึงการจะใช้พลังงานไฟฟ้าสำหรับระบบรางทั้ง 100% ภายในปี 2024และทำให้เครือข่ายระบบรางเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2030

ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซีเมนส์ บริษัทวิศวกรรมรายใหญ่ของเยอรมนีได้รับคำสั่งซื้อครั้งใหญ่ กับการสร้างรถไฟไฟฟ้า 1,200 ตู้ พร้อมด้วยการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นให้ช่วยวางระบบเทคโนโลยี และระบบการเงิน ในการสร้างรถไฟหัวกระสุนขบวนแรก ด้วยความยาว 508 กิโลเมตร เชื่อมระหว่างมุมไบ-อาห์เมดาบัด

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญกล่าวโทษว่า โครงสร้างพื้นฐานของการรถไฟ ทำให้เกิดอุบัติเหตุทางรถไฟอยู่บ่อยครั้งในอินเดีย ท่ามกลางคำถามว่า งบประมาณในการปรับปรุงและทำนุบำรุงระบบรางไปอยู่ที่ไหนหมด?

โครงข่ายรถไฟอินเดีย ถือเป็นหนึ่งในโครงข่ายที่ใหญ่ที่สุดในโลก สร้างขึ้นมากว่า 160 ปี ตั้งแต่อินเดียตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ปัจจุบันมีขบวนรถไฟวิ่งราว 11,000 ขบวน มีพนักงานราว 1.3-1.4 ล้านคนแต่ละวันต้องรองรับผู้โดยสารราว 23 ล้านคน และขนส่งสินค้าราว3 ล้านตัน โดยมีรถไฟกว่า 21,000 ขบวน วิ่งอยู่บนเครือข่ายทั่วประเทศ คิดเป็นระยะทางราว 68,000 กิโลเมตร

จากการเก็บสถิติที่ผ่านมาพบว่า อุบัติเหตุทางรางราว 75% เกิดจากรถไฟตกราง ที่นำมาสู่การเกิดอุบัติเหตุใหญ่ตามมา โดยมีสาเหตุจากอุปกรณ์ส่งสัญญาณรุ่นเก่า ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ได้รับการดูแลที่ดี รางรถไฟเก่าเสียหาย และความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่

ขณะเดียวกัน รถไฟในอินเดียส่วนใหญ่ ยังไม่มีระบบป้องกันการชนแม้ในปัจจุบัน อินเดียมีระบบป้องกันการชน หรือ anti-train collision system ที่ชื่อว่า Kavach ที่จะทำให้รถไฟเบรกได้โดยอัตโนมัติ แต่ตอนนี้มีใช้เพียง 2% ในระบบรางทั่วประเทศ ระบบ Kavach ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ควบคุมรถไฟ สามารถหลีกเลี่ยงการให้สัญญาณผ่านทาง และการใช้ความเร็วสูงเกินกำหนด อีกทั้งยังช่วยระหว่างสภาพอากาศย่ำแย่ เช่น หมอกลงหนาจัด ด้วยการทำให้รถไฟเบรกได้โดยอัตโนมัติหากจำเป็น ซึ่งจะช่วยให้ควบคุมความเร็วของรถไฟได้ดีขึ้น

แต่ด้วยมูลค่ามหาศาลของระบบ Kavach ที่จะมีมูลค่าสูงกว่า1 ล้านล้านรูปี หรือกว่า 4.2 แสนล้านบาทหากติดตั้งทั่วทั้งประเทศ จึงทำให้ระบบดังกล่าว ยังคงถูกใช้งานเป็นวงแคบเท่านั้น นี่จึงนับเป็นงานหิน ในการยกระดับระบบรางกว่า 65,000 กิโลเมตรทั่วประเทศอินเดีย

แต่หลายฝ่ายยังเชื่อว่าอุบัติเหตุร้ายแรงที่รัฐโอริสสาครั้งนี้ จะจุดประกายให้รัฐบาลสามารถเดินหน้าเพื่อขับเคลื่อนและยกระดับการเดินทางทางรถไฟ ที่เป็นเสมือนหัวใจของชาวอินเดียได้โดยเร็ว

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : แอร์โดอันชนะการเลือกตั้งตุรกีอีกสมัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/735057

คุยกัน 7 วันหน : แอร์โดอันชนะการเลือกตั้งตุรกีอีกสมัย

คุยกัน 7 วันหน : แอร์โดอันชนะการเลือกตั้งตุรกีอีกสมัย

วันอาทิตย์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ประธานาธิบดี เรเจป เทย์ยิบแอร์โดอัน ของตุรกี ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุด หลังจากที่ผลการเลือกตั้งรอบ 2 อย่างเป็นทางการถูกประกาศออกมาแล้วว่าแอร์โดอันคว้าชัยชนะไปด้วยคะแนนเสียง 52.1% เอาชนะคู่แข่งอย่าง เคมาล คิลิกดารอกลู ตัวแทนจากพันธมิตรฝ่ายค้านที่ได้คะแนนเสียง 47.9% ชัยชนะของแอร์โดอันในครั้งนี้ทำให้เขาได้เป็นผู้นำประเทศต่อไปอีก 5 ปี ไปจนถึงปี 2028 หลังจากครองอำนาจมาแล้ว 2 ทศวรรษ

แอร์โดอันได้แถลงประกาศชัยชนะต่อหน้าผู้สนับสนุนกว่า 320,000 คน ที่นครอีสตันบูล ว่า ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบที่ประเทศชาติมอบให้เราจะไม่โกรธ ไม่แค้น หรือโกรธใครถึงเวลาแล้วที่จะต้องยุติการโต้เถียงและความขัดแย้งทั้งหมดของเลือกตั้ง และรวมใจกันเพื่อเป้าหมายและความฝันของชาติ ซึ่งไม่สำคัญว่าใครชนะ แต่มันคือชัยชนะของชาวตุรกี โดยการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นหนึ่งในครั้งที่สำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์ พร้อมประกาศจะเดินหน้านโยบายตามที่ได้หาเสียงไว้ รวมถึงในประเด็นผู้อพยพที่จะเปิดให้สมัครใจเดินทางกลับภูมิลำเนาได้ โดยมีผู้อพยพชาวซีเรียสมัครใจเดินทางกลับประเทศไปแล้วกว่า 600,000 คน นอกจากนี้ ยังจะเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ข้าวยากหมากแพง และเงินเฟ้อเป็นปัญหาแรกๆ

ก่อนหน้าประกาศชัยชนะ แอร์โดอันและภริยา ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งที่นครอิสตันบูล ท่ามกลางความสนใจของประชาชนและสื่อมวลชนจำนวนมาก โดยผู้นำตุรกีหยิบธนบัตรออกจากกระเป๋าระหว่างทักทายผู้สนับสนุนและยื่นให้ทีละคน หลังจากเขาลงคะแนนเลือกตั้งเสร็จสิ้น โดยธนบัตรที่เขามอบให้ประชาชนเป็นชนิดใบละ 200 ลีรา หรือประมาณ 350 บาทซึ่งการมอบเงินหรือสิ่งของให้ผู้สนับสนุนเป็นวิสัยของผู้นำตุรกี ที่มักมอบของเล่นให้เด็กๆ ตามงานต่างๆ ที่มีการพบปะ และบางครั้งก็มอบเงินให้ โดยเฉพาะในเทศกาลต่างๆ ของชาวมุสลิม

ส่วนคิลิกดารอกลู ยังไม่ได้ออกมายอมรับความพ่ายแพ้อย่างเต็มตัว แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธผลการเลือกตั้ง โดยระบุเพียงว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการเลือกตั้งที่ไม่ยุติธรรมที่สุดในรอบหลายปีมานี้ เนื่องจากเขาเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีโอกาสจะล้มแอร์โดอันได้ ส่วนหนึ่งเพราะประชาชนออกมาใช้สิทธิการเลือกตั้งอย่างล้นหลาม และอีกส่วนหนึ่งคือคะแนนนิยมของแอร์โดอันลดต่ำลงมากจากความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้มีรายงานว่าจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ์บางตากว่าการเลือกตั้งรอบแรกซึ่งจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ์สูงถึง89% ท่ามกลางการเลือกตั้งที่ได้ชื่อว่ามีโอกาสสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมากที่สุดครั้งหนึ่ง

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตุรกีเพิ่งผ่านเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรง เมื่อช่วงเดือนก.พ. ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตร่วม 50,000 ศพ และทรัพย์สินเสียหายจำนวนมากจนหลายฝ่ายคาดว่าจะกระทบกับคะแนนนิยมของแอร์โดอัน ประกอบกับปัญหาเศรษฐกิจที่เรื้อรังหลายปีแต่เขาสามารถสวนกระแสผลสำรวจช่วงก่อนหน้านี้ และเอาชนะคู่แข่งฝ่ายค้านมาได้ ซึ่งในการเลือกตั้งรอบแรกเมื่อวันที่ 14 พ.ค. แม้ยังมีคะแนนไม่ถึง 50% ตามเกณฑ์ ทำให้ต้องจัดการเลือกตั้งรอบสอง

ผลการเลือกตั้งรอบนี้ไม่ได้ผิดไปจากความคาดหมายที่หลายฝ่ายมองว่า หากต้องเลือกตั้งรอบตัดเชือกจะส่งผลดีกับแอร์โดอัน ซึ่งเขามีคะแนนนำตั้งแต่รอบแรก แต่หากคิลิกดารอกลูต้องการจะชนะ เขาจะต้องกวาดคะแนนให้ได้เกิน 2,500,000 เสียงที่แอร์โดอันนำอยู่ในการเลือกตั้งรอบแรก หรือต้องเปลี่ยนใจคนกว่า 2,000,000 คน ภายใน 2 สัปดาห์ ซึ่งนักวิเคราะห์หลายคนระบุว่า หากฝ่ายค้านทำได้จริงคงเป็นปาฏิหาริย์ แต่ก็ไม่มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น

ชัยชนะครั้งนี้ตอกย้ำภาพความเป็นผู้นำที่ครองอำนาจเบ็ดเสร็จมากยิ่งขึ้น ท่ามกลางนโยบายการต่างประเทศซึ่งแอร์โดอันผลักให้ตุรกียกระดับบทบาทในภูมิภาค และสานสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัสเซีย ทำให้ตุรกีมีบทบาทสำคัญในการเจรจาต่างๆ ท่ามกลางสงครามรัสเซียยูเครนที่ยืดเยื้อมากว่า 15 เดือน ยังไม่นับอิทธิพลในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีผลทางภูมิรัฐศาสตร์

ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์ยังมองว่า ความสัมพันธ์ระหว่างตุรกีกับสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป หรืออียู จะยังคงมีต่อกันต่อไป แต่ก็เต็มไปด้วยความตึงเครียด แม้ไม่อาจโน้มน้าวให้ตุรกีคว่ำบาตรรัสเซีย แต่ก็จะพยายามยับยั้งธนาคารและบริษัทของตุรกีไม่ให้ทำข้อตกลงการค้าที่สำคัญกับมอสโก อีกทั้งมีแนวโน้มว่า ตุรกีอาจรับรองให้สวีเดนเข้าเป็นสมาชิกนาโตในปีนี้ เพื่อแลกกับการซื้อเครื่องบิน เอฟ-16 จากสหรัฐฯ หลังจากที่ผ่านข้อตกลงเรื่องนี้ถูกต่อต้านจากเหล่าสมาชิกสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ไม่น้อย เนื่องจากตุรกียังคงไม่ได้มีทีท่าที่เป็นมิตรกับสหรัฐฯ และยังเป็นจระเข้ขวางคลองในหลายประเด็นของนาโตด้วยอีกทั้งการมีสัมพันธ์ที่ดีกับรัสเซียอีกด้วย ด้วยการซื้อ ระบบต่อต้านอากาศยาน เอส-400 จากรัสเซีย

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : รอน ดิแซนทิส ผู้ว่าฟลอริดา ประกาศชิงตัวแทนรีพับลิกันในศึกเลือกตั้ง ปธน. 2024

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/733552

คุยกัน 7 วันหน : รอน ดิแซนทิส ผู้ว่าฟลอริดา  ประกาศชิงตัวแทนรีพับลิกันในศึกเลือกตั้ง ปธน. 2024

คุยกัน 7 วันหน : รอน ดิแซนทิส ผู้ว่าฟลอริดา ประกาศชิงตัวแทนรีพับลิกันในศึกเลือกตั้ง ปธน. 2024

วันอาทิตย์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.15 น.

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา รอน ดิแซนทิส ผู้ว่าการรัฐฟลอริดา ประกาศลงชิงตัวแทนพรรครีพับลิกัน เพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในการเลือกตั้งใหญ่ของสหรัฐฯ ในปีหน้า ผ่านทางแพลตฟอร์ม Twitter Spaces ที่เขาจัดร่วมกับ อิลอน มัสก์ มหาเศรษฐีเจ้าของทวิตเตอร์ ถือเป็นครั้งแรกที่มีการประกาศลงชิงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ แม้ในช่วงแรก ความตั้งใจประกาศตัวอย่างเป็นทางการแบบเท่ ๆ จะเริ่มต้นขึ้นอย่างไม่สวยงามนัก เมื่อการออกอากาศสดผ่านทวิตเตอร์เกิดขัดข้อง ทำให้เสียงหายเป็นช่วง ๆ และผู้ใช้บางคนไม่สามารถเข้าร่วมการพูดคุยได้หรือหลุดไปจากการเชื่อมต่อก็ตาม การประกาศตัวของผู้ว่าการรัฐฟลอริดาครั้งนี้ ทำให้เขาจะต้องประลองกำลังกับ โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดี ที่เคยเป็นมิตรกัน และสร้างแรงสั่นสะเทือนในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีระดับภายในพรรครีพับลิกัน

ที่ผ่านมา ดิแซนทิสถูกมองทันทีว่า เป็นคู่แข่งตัวฉกาจที่สุดของทรัมป์ ด้วยวัยเพียง 44 ปี เป็นดาวรุ่งในพรรครีพับลิกัน เป็นผู้นำของกลุ่มแกนนำคนรุ่นใหม่ของพรรค และคาดกันว่าเขามีเงินทุนหนาสนับสนุนด้วย

คาดว่าจุดแข็งที่ดิแซนทิสจะชูขึ้นมาว่าเหนือทรัมป์คือ เขาเป็นผู้เสนอตัวเป็นตัวแทนรีพับลิกันชิงประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพียงคนเดียว ที่สามารถจะล้มประธานาธิบดี โจ ไบเดน ได้ ในการให้สัมภาษณ์สดที่ส่งมาแต่เสียงกับ อีลอน มัสก์ผ่านทวิตเตอร์ ดิแซนทิสประกาศว่า พรรครีพับลิกันจะต้องหยุดวัฒนธรรมแห่งการพ่ายแพ้ จากนั้น เขาได้ให้สัมภาษณ์ฟ็อกซ์นิวส์ในวันเดียวกัน ระบุว่า หากเขาชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เขาจะสั่งธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ให้สนใจแต่การรักษาค่าเงินดอลลาร์ให้มีเสถียรภาพเท่านั้น อย่าทำตัวเป็นผู้วางแผนเศรษฐกิจของประเทศ และจะปลดผู้อำนวยการสำนักสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือเอฟบีไอ ด้วย

หลังการประกาศตัวของดิแซนทิสแล้ว บรรดาผู้สนับสนุนเขาและผู้บริจาคเงินทุนสนับสนุนทางการเมืองแก่เขา คาดหวังว่า จะได้เห็นดิแซนทิสเริ่มต่อสู้กับทรัมป์อย่างจริงจัง หลังจากที่ปล่อยให้ทรัมป์กล่าวโจมตีกระแนะกระแหนเขามานานอย่างไม่หยุดหย่อน โดยที่ดิแซนทิสแทบไม่ตอบโต้ สร้างความผิดหวังให้แก่พันธมิตรของดิแซนทิส ที่ต้องการให้เขาตอบโต้ทรัมป์อย่างดุเดือดกว่านี้

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจความนิยมของประชาชนที่นิยมพรรครีพับลิกัน ยังคงพบว่าทรัมป์นำหน้าดิแซนทิสถึง 2 ต่อ 1 และการที่ทรัมป์ประกาศตัวไปก่อนนานแล้วตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ทำให้ทรัมป์นำไปก่อนในการเริ่มเดินสายหาเสียงในรัฐสำคัญ ๆ ต่าง ๆ ขณะที่ ทรัมป์ ระบุผ่าน แพลตฟอร์ม ทรูธ โซเชียล กลังดิแซนทิสประกาศตัวว่า ตัวเขา แข็งแกร่งกว่า ดีกว่า และทำงานจริง  ส่วนโดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ ลูกชายคนโตของทรัมป์ ทวีตแฮชแท็ก #Desaster หมายถึง ‘หายนะ’ ล้อเลียนนามสกุลของดิแซนทิสด้วย

ด้านดิแซนทิสยังมิได้ออกมาตอบโต้ทรัมป์มากนัก โดยเขามักอวดผลงานของตนเองในการบริหารรัฐฟลอริดา รวมถึงการต่อสู้กับนโยบายของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ว่าด้วยการควบคุมการระบาดของโควิด-19

แต่บรรดาผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันยังต้องจับตามองว่า ดิแซนทิสจะสามารถกู้ภาพลักษณ์ของตนในด้านนโยบายต่างประเทศได้อย่างไร โดยเฉพาะการที่เขาลังเลที่จะสนับสนุนความช่วยเหลือด้านการทหารของสหรัฐฯ ให้แก่ยูเครนเพื่อทำสงครามกับรัสเซีย นอกจากนี้ เขายังถูกมองว่ามีแนวคิดอนุรักษ์นิยมสุดโต่ง จากการสนับสนุนมาตรการจำกัดการทำแท้งในรัฐฟลอริดา การอนุญาตให้พลเมืองรัฐนี้พกปืนอย่างเปิดเผยได้ง่ายขึ้น และยกเลิกเงินทุนสำหรับโครงการเพื่อความหลากหลายด้านเชื้อชาติในมหาวิทยาลัยของรัฐ เป็นต้น

ตอนนี้ มาว่ากันถึงเรื่อง Twitter Spaces กันบ้าง ว่ามันคืออะไร?

Twitter Space เป็นฟีเจอร์หนึ่งในทวิตเตอร์ที่ผู้ใช้งานสามารถร่วมสนทนาสดผ่านเสียงได้ ผ่านการเข้าร่วม ฟัง และพูดในห้องสนทนาที่เรียกว่า Space ผู้ใช้งานทวิตเตอร์ที่มีผู้ติดตามตั้งแต่ 600 คนขึ้นไป สามารถเปิดห้อง Space ได้ โดยผู้ใช้งานสามารถพูดคุยใน Space ได้มากที่สุดครั้งละไม่เกิน 13 คนพร้อมกัน รวมถึงผู้จัดห้อง Space หนึ่งคนและผู้ร่วมจัดอีกสองคน พื้นที่ Space ถือเป็นพื้นที่สาธารณะที่เปิดให้ทุกคนสามารถเข้าฟังได้

ก่อนหน้านี้ มัสก์เคยใช้งาน Space เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับผลงานของทวิตเตอร์ แผนของเทสลา บริษัทผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของเขา ไปจนถึงประเด็นเศรษฐกิจโลก และที่ผ่านมา มัสก์ ผู้เรียกตนเองว่าเป็น ‘ผู้เชื่อในเสรีภาพในการพูดอย่างที่สุด’ เคยกล่าวเมื่อเดือนพฤศจิกายนว่า เขาจะสนับสนุนดิแซนทิสในการเลือกตั้งใหญ่ปีหน้า หากดิแซนทิสลงชิงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ

มัสก์เคยกล่าวว่า เขาเคยสนับสนุนพรรคเดโมแครตและลงคะแนนให้ประธานนาธิบดี โจ ไบเดน อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนพฤศจิกายน มัสก์เชิญชวนให้ผู้ติดตามทวิตเตอร์ลงคะแนนให้พรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอม

ทั้งนี้ มัสก์มักวิจารณ์รัฐบาลไบเดนเกี่ยวกับนโยบายเก็บภาษีเศรษฐี และการให้สิทธิพิเศษทางภาษีกับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่เข้าร่วมกับสหภาพแรงงาน ขณะที่หลังจากมัสก์เข้าซื้อทวิตเตอร์เมื่อปีที่แล้ว ทวิตเตอร์ได้กู้บัญชีของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน โดยก่อนหน้านี้ บัญชีของทรัมป์เคยถูกแบนด้วยเหตุผลว่า เขายั่วยุปลุกปั่นความรุนแรงจากเหตุบุกอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อปี 2021

เชื่อว่าหลังจากนี้ ทวิตเตอร์จะได้ประโยชน์จาก Space เป็นเหมือนพื้นที่เปิดกลางเมือง โดยทวิตเตอร์เล็งหารายได้จากโฆษณาการเมือง หลังบริษัทหลายเจ้าเลิกลงโฆษณากับทวิตเตอร์นับตั้งแต่มัสก์เข้าซื้อกิจการเมื่อเดือนตุลาคม

โดย ดาโน โทนาลี