คุยกัน 7 วันหน: ญี่ปุ่นเจ็บตัวหนัก จากข้อพิพาทปมไต้หวันกับจีน

คุยกัน 7 วันหน: ญี่ปุ่นเจ็บตัวหนัก  จากข้อพิพาทปมไต้หวันกับจีน

คุยกัน 7 วันหน: ญี่ปุ่นเจ็บตัวหนัก จากข้อพิพาทปมไต้หวันกับจีน

วันอาทิตย์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.32 น.

ข้อพิพาททางการทูตระหว่างจีนและญี่ปุ่นที่ลุกลามจากคำพูดของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ เรื่องการตอบโต้ทางทหารหากจีนบุกไต้หวัน กำลังส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น เพราะจีนเอาจริงด้วยการตอบโต้ทางเศรษฐกิจและด้านอื่นๆ จนญี่ปุ่นตั้งตัวแทบไม่ทัน

ความตึงเครียดล่าสุดระหว่างจีนและญี่ปุ่นเกิดขึ้นหลังจากนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ผู้นำหญิงของญี่ปุ่น กล่าวต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 พ.ย. ที่ผ่านมาว่า หากจีนเปิดฉากโจมตีทางทหารต่อไต้หวัน อาจสร้างสถานการณ์เสี่ยงที่คุกคามต่อความอยู่รอดของญี่ปุ่น และอาจทำให้ญี่ปุ่นตัดสินใจใช้กำลังทหารได้

คำพูดนี้ส่งผลให้ทางการจีนไม่พอใจอย่างหนัก เริ่มจากกระทรวงต่างปรเทศจีนเรียกเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกรุงปักกิ่งเข้าพบ เพื่อประท้วงคำกล่าวดังกล่าวและเรียกร้องให้ผู้นำญี่ปุ่นถอนคำพูด พร้อมทั้งเตือนให้ญี่ปุ่นหยุดเล่นกับไฟ และเสริมว่า หากญี่ปุ่นกล้าแทรกแซงสถานการณ์ช่องแคบไต้หวัน จะถือเป็นการรุกรานและต้องประสบกับความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ หนังสือพิมพ์พีแอลเอ เดลี (PLA Daily) กระบอกเสียงของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนเตือนว่า ญี่ปุ่นเสี่ยงทำให้ทั้งประเทศกลายเป็นสมรภูมิ หากเข้าแทรกแซงทางทหารในช่องแคบไต้หวัน

จีนเตือนพลเมืองเลี่ยงเดินทางไปญี่ปุ่น

ต่อมาเมื่อวันศุกร์ที่ 14 พ.ย. กระทรวงการต่างประเทศจีนออกแถลงการณ์เตือนพลเมืองให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่นในช่วงนี้ จากกรณีผู้นำญี่ปุ่นได้แสดงความเห็นยั่วยุเกี่ยวกับประเด็นไต้หวัน ส่งผลให้บรรยากาศการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนเสื่อมถอยลงอย่างมาก และสร้างความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของชาวจีนในญี่ปุ่นอย่างยิ่ง จึงขอแนะนำอย่างยิ่งให้ประชาชนชาวจีนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่นในช่วงอนาคตอันใกล้ ส่วนผู้ที่อยู่ในญี่ปุ่นอยู่แล้วขอให้ติดตามสถานการณ์ความปลอดภัยในพื้นที่อย่างใกล้ชิดและเพิ่มการดูแลตนเอง หากเกิดเหตุฉุกเฉินให้รีบแจ้งตำรวจและขอความช่วยเหลือจากสถานทูตและสถานกงสุลจีน

ส่วนสายการบินใหญ่ 6 แห่งของจีน ประกอบด้วยแอร์ไชนา, ไชนาเซาเทิร์นแอร์ไลน์, ไชนาอีสเทิร์นแอร์ไลน์, ไห่หนานแอร์ไลน์, เสฉวนแอร์ไลน์ และเซี่ยเหมินแอร์ ออกประกาศให้ผู้โดยสารสามารถขอเงินคืนหรือเปลี่ยนตั๋วโดยสารที่เดินทางไปญี่ปุ่นก่อนวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ส่งผลให้สายการบินจีนมียอดยกเลิกตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นแล้วเกือบ 5 แสนที่นั่ง ขณะที่จำนวนการยกเลิกตั๋วในช่วงหลายวันที่ผ่านมา มีมากกว่าการจองใหม่ถึง 27 เท่า

แน่นอนว่ามาตรการนี้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อธุรกิจท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ซึ่งกำลังจะเข้าสู่ช่วงปลายปีอันเป็นช่วงไฮซีซั่น ข้อมูลจากทางการญี่ปุ่นระบุว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 มีชาวจีนเดินทางมาท่องเที่ยวญี่ปุ่นมากถึงเกือบ 7.5 ล้านคน สูงที่สุดในบรรดานักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด 31.65 ล้านคนที่ไปญี่ปุ่นในช่วงเวลาดังกล่าว ชาวจีนมักนิยมเดินทางไปญี่ปุ่นเนื่องจากเที่ยวบินสั้น แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม และราคาที่ดึงดูดใจจากการอ่อนค่าของเงินเยน เฉพาะเดือนกรกฎาคม-กันยายนปีนี้ นักท่องเที่ยวชาวจีนใช้จ่ายในญี่ปุ่นรวม 590,000 ล้านเยน (ราว 123,390 ล้านบาท) สูงที่สุดเมื่อเทียบเป็นรายประเทศหรือรายภูมิภาค

ผู้บริหารบริษัททัวร์แห่งหนึ่งในกรุงโตเกียวเปิดเผยว่า มีกรุ๊ปทัวร์จากจีนขอยกเลิกการเดินทางเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ยอดขายของบริษัททัวร์ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 10 ของยอดขายทั้งหมดจนถึงสิ้นปีนี้ จนถึงขณะนี้มีกรุ๊ปทัวร์ขอยกเลิกไปแล้วถึง 20 กลุ่ม คิดเป็นร้อยละ 80 ของยอดขายตลอดทั้งปี การถูกยกเลิกทัวร์ทำให้บริษัทเสียหายอย่างหนัก โดยเฉพาะการยกเลิกแบบกะทันหัน เพราะทางบริษัทได้ดำเนินการติดต่อโรงแรม ร้านอาหาร ไกด์นำเที่ยว และการจัดการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเอาไว้แล้ว ผู้บริหารบริษัททัวร์แห่งนี้ ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนบอกว่า หากสถานการณ์เป็นเช่นนี้สัก 1-2 เดือนก็พอจะรับมือไหว แต่ถ้าหากลากยาวไปกว่านี้คงได้รับความเสียหายหนัก

สั่งระงับนำเข้าอาหารทะเลญี่ปุ่น

จีนยังสั่งห้ามการนำเข้าอาหารทะเลของญี่ปุ่นทั้งหมด อ้างเรื่องความกังวลเกี่ยวกับการตัดสินใจของญี่ปุ่นที่ปล่อยน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดแล้วจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะที่ประสบความเสียหายลงสู่ทะเลในปี 2566 ทั้งที่เมื่อช่วงต้นปีนี้ จีนเพิ่งผ่อนคลายมาตรการจำกัดการนำเข้าอาหารทะเลญี่ปุ่นบางส่วน หลังจากเคยแบนอาหารทะเลบางส่วนจากญี่ปุ่นตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2566 เหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน เปิดเผยว่าภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน แม้ว่าอาหารทะเลจากญี่ปุ่นจะส่งออกมายังจีน แต่จีนไม่มีตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์เหล่านี้

การระงับคำสั่งซื้อนี้กระทบญี่ปุ่นอย่างหนัก เพราะจีนเป็นตลาดหลักของอาหารทะเลญี่ปุ่น รองรับการส่งออกอาหารทะเลทั้งหมดของญี่ปุ่นมากกว่า 1 ใน 5 หากจีนระงับคำสั่งซื้อทั้งหมด ชาวประมง อุตสาหกรรมแปรรูป และผู้ส่งออกอาหารทะเลในญี่ปุ่นจะเดือดร้อน โดยรวมส่งออกอาหารทะเลญี่ปุ่นปี 2566 มูลค่า 3.9 ล้านล้านเยน (ราว 858,000 ล้านบาท) ญี่ปุ่นอาจต้องหาตลาดใหม่ แต่การแข่งขันสูงและต้นทุนเพิ่มจะฉุดกำไรลง

ขัดแย้งลามถึงการฉายภาพยนตร์

ข้อพิพาทล่าสุดระหว่างญี่ปุ่นกับจีนยังส่งผลกระทบลามไปถึงอุตสาหกรรมภาพยนตร์ หลังจากบริษัทผู้นำเข้าและบริษัทผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์ในจีนแจ้งว่า ภาพยนตร์ญี่ปุ่น 2 เรื่องคือ “เครยอนชินจังเดอะมูฟวี่ ตอน ร้อนแรงแซ่บเวอร์! แดนเซอร์แห่งคาซึคาเบะ” (Crayon Shin-chan the Movie: Super Hot! Scorching Kasukabe Dancers) และ “เซลล์ขยันพันธุ์เดือด” (Cells at Work!”) จะยังไม่ฉายในจีนตามกำหนด จากเดิมที่มีกำหนดฉายในอีกไม่กี่สัปดาห์  โดยให้เหตุผลว่าเป็นเพราะกระแสสังคมในหมู่ผู้ชมชาวจีนกำลังต่อต้านญี่ปุ่นอย่างหนัก เช่นเดียวกับภาพยนตร์อนิเมชันเรื่อง “ดาบพิฆาตอสูร ภาคปราสาทไร้ขอบเขต” (Demon Slayer: Infinity Castle) ที่มีกระแสตอบรับดีในช่วงแรก กลับมียอดจำหน่ายตั๋วลดลง เนื่องจากผู้ชมชาวจีนมีความไม่พอใจอย่างมากจากคำพูดของผู้นำญี่ปุ่น

ผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้ญี่ปุ่นพยายามจะรอมชอมกับจีนในอีกมุมหนึ่ง ขณะที่ในมุมของประชาชนทั่วไป ชาวจีนในกรุงปักกิ่งมองว่าความตึงเครียดที่เกิดขึ้นไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนมากขนาดนั้น เพราะมองว่าการเมืองก็คือการเมือง บางคนระบุว่าไม่ได้สนใจความขัดแย้งทางการทูตมากเป็นพิเศษ เพราะการเมืองเป็นเรื่องของกลุ่มที่มีอำนาจสูงกว่า จึงมองว่าไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตัวบุคคลในระดับประชาชนมากเท่าใดนัก

แต่สำหรับผู้ประกอบการในบางธุรกิจและอุตสาหกรรม แน่นอนว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องเล็กๆ โดยเฉพาะกับบริษัทญี่ปุ่นบางแห่งคงอยู่ไม่ได้หากไม่มีแรงซื้อจากชาวจีน จึงอยากจะให้ทางการแก้ไขปัญหาในครั้งนี้อย่างเร่งด่วนและไม่ให้กระทบสัมพันธ์

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความละเอียดอ่อนในความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่น ที่อาจกระทบเศรษฐกิจทั้งสองฝ่าย หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ทรัมป์ VS บีบีซี เมื่อสื่อใหญ่ตกเป็นเป้า (อีกครั้ง)

คุยกัน 7 วันหน :  ทรัมป์ VS บีบีซี เมื่อสื่อใหญ่ตกเป็นเป้า (อีกครั้ง)

คุยกัน 7 วันหน : ทรัมป์ VS บีบีซี เมื่อสื่อใหญ่ตกเป็นเป้า (อีกครั้ง)

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.35 น.

บรรษัทแพร่ภาพกระจายเสียงอังกฤษ หรือบีบีซี สถานีโทรทัศน์สาธารณะชื่อดังของอังกฤษ กำลังเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี หลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ส่งจดหมายขู่ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 36,000 ล้านบาท จากกรณีสารคดีที่ออกอากาศในปี 2567 ซึ่งมีการตัดต่อคำพูดจากสุนทรพจน์เมื่อวันที่ 6 ม.ค.2564 ทำให้ดูเหมือนทรัมป์เรียกร้องให้ผู้สนับสนุนใช้ความรุนแรงบุกอาคารรัฐสภา

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อทีมผู้ผลิตรายการ BBC Panorama อันเป็นรายการระดับ ‘เรือธง’ของตนเอง นำคลิปเสียงและภาพจากสุนทรพจน์ของทรัมป์ในวันชุมนุม มาตัดต่อโดยนำเนื้อหา 2 ช่วงของสุนทรพจน์ที่ทรัมป์กล่าวห่างกัน 54 นาทีมาตัดต่อรวมเป็นก้อนเดียวกัน ทำให้เกิดภาพลักษณ์ว่าเขากำลังยุยงให้เกิดการจลาจล

ประโยคเจ้าปัญหาที่ว่า คือ “We’re going to walk down to the Capitol… and I’ll be there with you. And we fight. We fight like hell.” จนเกิดความเข้าใจผิดว่า ทรัมป์พูดคำว่า “ต่อสู้อย่างสุดชีวิต” (Fight like hell) เพื่อโน้มน้าวชักชวนให้บรรดาผู้สนับสนุนของเขาเดินไปยังอาคารรัฐสภา ทั้งที่ในสุนทรพจน์จริง คำว่า Fight like hell ที่ทรัมป์พูด อยู่ในอีกส่วนหนึ่งของสุนทรพจน์ ห่างจากส่วนแรกถึง 54 นาที อีกทั้งทรัมป์ยังพูดประโยคนี้ ในบริบทของการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อปกป้องประเทศ ไม่ได้เชื่อมโยงกับการใช้ความรุนแรงโดยตรง

ข้อผิดพลาดนี้ถูกเปิดโปงในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2568 เมื่อรายงานภายในของ ไมเคิล เพรสคอตต์ อดีตที่ปรึกษาด้านบรรณาธิการของ BBC รั่วไหลไปถึงสื่อ The Telegraph รายงานดังกล่าวระบุว่า การตัดต่อดังกล่าว ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญของคำพูดและทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กร ข่าวนี้ขยายวงอย่างรวดเร็ว นำไปสู่การร้องเรียนหลายร้อยกรณี กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวระดับประเทศ และนำไปสู่วิกฤตการณ์ของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้

หลังจากกระแสข่าวรุนแรงขึ้น ทิม เดวีย์ ผู้อำนวยการใหญ่ของ BBC และ เดโบราห์ เทอร์เนสส์ หัวหน้าฝ่ายบรรณาธิการข่าว ประกาศลาออกเพื่อรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้ พร้อมคำขอโทษจากประธาน BBC ซาเมียร์ ชาห์ ที่ยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดในการตัดสินใจ และยอมรับว่าการตัดต่อดังกล่าวอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่ามีการเรียกร้องให้ใช้ความรุนแรงโดยตรง แต่ยืนยันปฏิเสธข้อกล่าวอ้างเรื่องการมีอคติอย่างเป็นระบบในการรายงานข่าวของ BBC

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีทรัมป์ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการทางสถานีโทรทัศน์ ฟอกซ์ นิวส์ ยืนยันจำเป็นต้องยื่นฟ้องและดำเนินการทางกฎหมายต่อ BBC เนื่องจากสุนทรพจน์ที่เขากล่าวในปี 2564 และถูกตัดต่อและออกอากาศผ่านรายการสารคดีของ BBC เป็นการทำให้ผู้ชมเข้าใจผิดว่าเขาสนับสนุนให้มีการใช้กำลังก่อความรุนแรง เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและทำให้เขาเสื่อมเสียชื่อเสียง พร้อมเรียกร้องให้ BBC ออกแถลงการณ์แก้ไข ขอโทษอย่างเป็นทางการ และชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นภายในวันศุกร์ที่ผ่านมา (14 พ.ย.) หากไม่ปฏิบัติตาม จะมีการฟ้องร้องฐานหมิ่นประมาทในศาลสหรัฐฯ

โฆษกของ BBC บอกว่ารับทราบจดหมายดังกล่าวแล้ว และจะตอบกลับโดยตรงในเวลาที่เหมาะสม แม้ BBC ยังไม่เปิดเผยแนวทางทางกฎหมาย แต่ภายในองค์กรเกิดแรงสั่นสะเทือนอย่างหนัก เพราะไม่เพียงแต่ต้องเผชิญการโจมตีจากทรัมป์ หากยังถูกฝ่ายการเมืองในอังกฤษ โดยเฉพาะพรรคอนุรักษนิยม ใช้เป็นเครื่องมือโจมตีต่อเนื่อง

ลิซ ทรัสส์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษจากพรรคอนุรักษนิยม โพสต์ลงบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ว่า ถึงเวลาที่โลกจะได้เห็น BBC ในมุมที่แท้จริง การบิดเบือนและอคติในการรายงานทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนมานาน เสียงวิจารณ์เช่นนี้ยิ่งทำให้ BBC ต้องตกอยู่ในจุดที่เปราะบางอย่างที่สุด ขณะที่ บอริส จอห์นสัน อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษจากพรรคอนุรักษนิยมอีกคน บอกว่าจะหยุดจ่ายค่าธรรมเนียมโทรทัศน์ (Licence Fee) จนกว่า BBC จะออกมาเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับคลิปที่เป็นข้อถกเถียงนี้

ข่าวอื้อฉาวนี้ เกิดขึ้นในระหว่างที่รัฐบาลอังกฤษกำลังอยู่ในช่วงตรวจสอบโครงสร้างค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของ BBC และพระราชบัญญัติหลวงที่คุ้มครององค์กรกำลังจะหมดอายุในสิ้นปี 2570 ฝ่ายอนุรักษนิยมจำนวนไม่น้อยใช้เหตุการณ์นี้เรียกร้องให้ ยุติการออกอากาศที่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ ขณะที่นักข่าวและบุคลากร BBC จำนวนมากออกมาปกป้ององค์กร โดยยืนยันว่านี่เป็น “ข้อผิดพลาดทางงานข่าว” ไม่ใช่ความตั้งใจทางการเมือง และกำลังต่อสู้จริงจังเพื่อปกป้องการสื่อสารสาธารณะ ที่กำลังถูกคุกคามอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่หนแรกที่ BBC ตกเป็นเป้าวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการนำเสนอข่าว ที่หลายคนเรียกว่า ‘ในแบบที่อยากให้ผู้ชมเห็น’ แทนที่จะเป็นการนำเสนอข้อมูลและข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา และปราศจากอคติ ตัวอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ทั้งการนำเสนอสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา BBC อยู่ในสถานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะถูกกลุ่มผู้สนับสนุนทั้งอิสราเอลและปาเลสไตน์มองว่านำเสนอข่าวเข้าข้างอีกฝ่ายหนึ่ง การนำเสนอข่าวหรือประเด็นเกี่ยวกับกลุ่มคนข้ามเพศ หรืออัตลักษณ์ทางเพศ ที่ BBC ถูกวิพากษ์วิจารณ์ต่อเนื่องว่ามีอคติต่อคนบางกลุ่ม รวมถึงการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับฝ่ายขวา (อนุรักษ์นิยม) และฝ่ายซ้าย (หัวก้าวหน้า) หรือกลุ่ม woke ที่ BBC ถูกกล่าวหาว่า มีความโอนเอียงเข้าหากระแส woke อย่างชัดเจน

ในส่วนของบ้านเรา ถ้ายังจำกันได้ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา BBC ก็เพิ่งนำเสนอสารคดีเรื่อง Thailand: The Dark Side of Paradise ที่บอกเล่าถึงด้านมืดของประเทศไทย เกี่ยวกับความไม่ปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และปัญหาทุจริต โดยพยายามนำเสนอข้อมูล หรือบทสัมภาษณ์ผู้คนที่สนับสนุนเรื่องนี้แต่เพียงด้านเดียว จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเหมือนเป็นสารคดืที่ตั้งธงไว้แล้วว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่อันตราย จนทำให้เกิดกระแสตีกลับ ทั้งคนไทยและคนต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทย หรือเคยมาเที่ยวไทยก็บอกว่า เมืองไทยไม่ได้เป็นแบบนี้ ไม่ได้อันตรายอย่างที่เห็นในสารคดี รวมทั้งแขกรับเชิญในรายการต่างก็บอกด้วยว่า พวกเขาถูกตัดต่อเสียงสัมภาษณ์จากการพูดอย่างหนึ่ง แต่ถูกตัดต่อจนคำพูดของแขกรับเชิญถูกบิดเบือนให้หมายความอีกอย่างหนึ่ง

BBC มีอายุเก่าแก่มากกว่า 100 ปี ได้รับการยกย่องมาตลอด เรื่องมาตรฐานการรายงานข่าวที่มีความรับผิดชอบและจริยธรรม อีกทั้งมีสถานะพิเศษในอังกฤษและทั่วสหราชอาณาจักร เพราะเป็นสื่อสาธารณะที่มีรายได้จากค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ที่เก็บจากครัวเรือนในสหราชอาณาจักร เรียกได้ว่า BBC ได้รับเงินสนับสนุนจากประชาชนโดยตรง จึงมีความรับผิดชอบในการปกป้องผลประโยชน์ของสาธารณะโดยตรง และต้องรักษาความเป็นกลางในการรายงานข่าว

ผู้เชี่ยวชาญสื่อหลายคนมองว่า วิกฤตที่ BBC เผชิญตอนนี้ สะท้อนรอยร้าวที่ลึกกว่าข้อผิดพลาดในการตัดต่อ หรือการนำเสนอแบบมีอคติ เพราะมันกลายเป็นสัญลักษณ์ของสงครามความเชื่อมั่นต่อสื่อสาธารณะในยุคที่ความจริงถูกตีความตามมุมมองการเมือง ไม่เพียงแต่ BBC ต้องพิสูจน์ความถูกต้อง แต่ยังต้องต่อสู้เพื่อคงอยู่ในสังคมที่ความไว้วางใจต่อสื่อกำลังสั่นคลอน

ที่สำคัญ BBC ยังดูไม่แน่นอนว่าตัวเองอยากจะเป็นสื่อแบบไหน แม้ BBC จะเป็นสื่อสาธารณะที่ได้รับเงินสนับสนุนจากประชาชน แต่ก็มีแนวทางที่อยากจะแข่งขันอุตสาหกรรมสื่อ ซึ่งเป้าหมายสองอย่างนี้ บางครั้งก็ทำให้เกิดความขัดแย้งในแนวทางการทำงาน ที่ทำให้การตัดสินใจของผู้บริหารขาดความเฉียบขาด ไม่มีทิศทางที่ชัดเจน รวมถึงความต้องการนำเสนอ ‘ความจริง’ ในแบบที่ BBC ต้องการ เพื่อตอบสนองต่อผลประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

 

ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : เมื่อรีพับลิกันถูกน็อค ฝ่ายซ้ายแจ้งเกิดสนามเลือกตั้งสหรัฐฯ

คุยกัน 7 วันหน : เมื่อรีพับลิกันถูกน็อค ฝ่ายซ้ายแจ้งเกิดสนามเลือกตั้งสหรัฐฯ

คุยกัน 7 วันหน : เมื่อรีพับลิกันถูกน็อค ฝ่ายซ้ายแจ้งเกิดสนามเลือกตั้งสหรัฐฯ

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.15 น.

การเมืองสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โดยเฉพาะในพรรคเดโมแครตที่กำลังหาทางปรับตัวให้เข้ากับฐานเสียงรุ่นใหม่และชนชั้นกลางล่างที่เริ่มหันหลังให้กับนักการเมืองสายกลางเก่าแก่และระบอบนักการเมืองอุปถัมป์ที่ผูกขาดมานาน

ล่าสุด ชัยชนะของ โซห์ราน มัมดานี ในการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 4 พ.ย. ที่ผ่านมา ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งบอกถึงการพลิกผันนี้ เพราะมัมดานีไม่ใช่แค่นักการเมืองหน้าใหม่ แต่เป็นสัญลักษณ์ของ ‘การเปลี่ยนแปลง’ ที่ฝ่ายซ้ายเฝ้ารอคอยมานาน

รู้จัก ‘โซห์ราน มัมดานี’

ย้อนดูประวัติของมัมดานี จะเห็นภาพชายหนุ่มที่เติบโตมาจากรากฐานที่ห่างไกลจากอำนาจการเมืองแบบดั้งเดิม เขาเกิดเมื่อปี 1993 ในกรุงคัมปาลา เมืองหลวงของยูกันดา ประเทศในแอฟริกาตะวันออก ซึ่งเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งทางชาติพันธุ์และการเมืองไม่มั่นคง

พ่อของมัมดานีเป็นชาวอินเดียเชื้อสายกุจราตีที่ย้ายถิ่นฐานมาอาศัยในยูกันดา ขณะที่แม่เป็นชาวยูกันดาเชื้อสายอินเดียเช่นกัน ครอบครัวมัมดานีเป็นมุสลิมนิกายชีอะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มน้อยในสังคมยูกันดาที่ส่วนใหญ่เป็นคริสเตียนและมุสลิมนิกายซุนนี เมื่ออายุได้เพียง 7 ขวบ ครอบครัวต้องอพยพหนีภัยสงครามและความยากจน มุ่งหน้าสู่สหรัฐฯ โดยตั้งรกรากในย่านอัพเปอร์ เวสต์ ไซด์ ของนครนิวยอร์ก ย่านที่เต็มไปด้วยผู้อพยพจากทั่วโลก

ชีวิตวัยเด็กของมัมดานีในนิวยอร์กไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาเติบโตในครอบครัวชนชั้นกลางล่าง พ่อแม่ทำงานหนักเพื่อเลี้ยงดูลูก 4 คน โดยพ่อเป็นวิศวกรโยธา ส่วนแม่เป็นนักสังคมสงเคราะห์ มัมดานีเคยเล่าว่า เขาได้เรียนรู้เรื่องความเหลื่อมล้ำตั้งแต่เด็ก จากการเห็นเพื่อนบ้านที่เป็นผู้อพยพต้องดิ้นรนกับค่าเช่าบ้านที่พุ่งสูงและระบบการศึกษาที่ไม่เท่าเทียม

มัมดานีจบมัธยมจากโรงเรียนสาธารณะในย่านบรองซ์ ก่อนเข้าศึกษาที่วิทยาลัยโบวดวง คอลเลจ (Bowdoin College) ในรัฐเมน หลังจบปริญญาตรี มัมดานีทำงานเป็นครูสอนเด็กยากจนในบรูคลิน และเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาปัญหาบ้านถูกยึด ช่วยเหลือผู้อพยพในย่านควีนส์ให้เข้าถึงที่พักอาศัยราคาถูก ประสบการณ์ในเรื่องนี้เป็นแรงบันดาลใจให้มัมดานีลงสู่สนามการเมือง เพื่อหวังแก้ไขวิกฤตเรื่องที่อยู่อาศัยในนิวยอร์ก

เริ่มจากทำงานเป็นอาสาสมัครและผู้ช่วยให้นักการเมืองท้องถิ่นหลายคน สั่งสมประสบการณ์พักใหญ่ จนในปี 2019 มัมดานีชิงตำแหน่งสมาชิกรัฐสภาของรัฐนิวยอร์ก เขต 36 และชนะแบบถล่มทลายด้วยคะแนนกว่าร้อยละ 80 ตั้งแต่นั้นมา มัมดานีกลายเป็นดาวรุ่งของฝ่ายซ้ายในเดโมแครต โดยผลักดันกฎหมายขยายสิทธิสตรี การดูแลสุขภาพฟรีสำหรับเด็ก และการลดภาษีสำหรับชนชั้นกลางล่าง ประสบการณ์เหล่านี้หล่อหลอมให้เขาเป็นนักการเมืองที่จริงใจ และไม่ยอมประนีประนอมตามคำนิยมจากเพื่อนร่วมพรรค

จากโนเนม สู่นายกเล็กนิวยอร์ก

การหาเสียงชิงนายกเทศมนตรีครั้งนี้เริ่มต้นแบบ ‘ใต้ดิน’ ในปี 2024 มัมดานีไม่มีชื่อเสียง ไม่มีเงินทุนจากกลุ่มทุนใหญ่ และไม่มีตระกูลการเมืองคอยหนุนหลัง ต่างจากคู่แข่งอย่าง แอนดรูว์ คูโอโม ผู้เคยดำรงผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กระหว่างปี 2011-2021 ที่มีเครือข่ายกว้างขวาง

มัมดานีเริ่มจากฐานเสียงในย่านผู้อพยพ ใช้โซเชียลมีเดียอย่าง TikTok และ Instagram สร้างคลิปสั้น ๆ อธิบายนโยบายแบบเข้าใจง่าย เช่น ทำไมค่าเช่าบ้านในนิวยอร์กถึงแพงขนาดนี้ ? ซึ่งกลายเป็นไวรัลและดึงดูดคนรุ่นใหม่ และเหล่า Gen-Z ได้นับล้านๆ วิว

มัมดานีเน้นนโยบายแบบหัวก้าวหน้า (progressive) ชัดเจน เช่น ดูแลเด็กฟรี รถบัสโดยสารฟรี ขยายรถไฟฟ้า ลดอิทธิพลทุนเอกชนในที่อยู่อาศัย เพิ่มการก่อสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับคนรายได้น้อย และขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นชั่วโมงละ 30 ดอลลาร์ภายในปี 2030 เขาไม่กลัวที่จะประกาศตัวเป็น “สังคมนิยมประชาธิปไตย” (democratic socialist) ซึ่งเป็นคำที่รีพับลิกันใช้โจมตี แต่สำหรับฐานเสียงของเขา มันคือ “ความหวัง” แม้หลายฝ่ายจะตั้งข้อสังเกตว่า มัมดานีจะนำงบประมาณจำนวนมหาศาลมาจากไหนมาสนับสนุนโครงการในฝันทั้งหลาย

ชัยชนะถล่มทลายของมัมดานี ที่เอาชนะคูโอโมร้อยละ 50.3 ต่อ ร้อยละ 42 กวาดคะแนนเสียงเกิน 1 ล้านคะแนนเป็นคนแรกนับตั้งแต่ปี 1969 สะท้อนว่าไม่ใช่แค่นิวยอร์ก แต่เป็นจุดเปลี่ยนของเดโมแครต พรรคที่กำลังเผชิญวิกฤตหลุดฐานชนชั้นแรงงาน หลังทราบผลเลือกตั้ง มัมดานีประกาศชัยชนะต่อผู้สนับสนุน บอกว่าทุกคนในนิวยอร์กได้โค่นระบอบการเมืองแบบเดิมๆ ที่กำหนดโดยกลุ่มคนไม่กี่กลุ่ม แต่หลังจากนี้นิวยอร์กจะเป็นของทุกคน การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นทันที

มัมดานียังสามารถพิสูจน์ว่า ฝ่ายซ้ายสามารถดึงกลุ่มนี้กลับได้ โดยโฟกัสเศรษฐกิจจริง ๆ เช่น เสนองานพลังงานสะอาดที่สร้าง 100,000 ตำแหน่งในพลังงานหมุนเวียน เขายังเป็นสัญลักษณ์ความหลากหลาย เพราะเป็นชาวมุสลิมคนแรกจากแอฟริกาที่อายุน้อยสุดตั้งแต่ ซึ่งจะช่วยเสริมภาพลักษณ์เดโมแครตต่อฐานผู้อพยพและคนรุ่นใหม่

ฝ่าด่านการเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายรออยู่อีกมาก ประการแรก อำนาจนายกเทศมนตรีจำกัด ต้องผ่านสภาเมืองที่สายกลาง และ แคธี โฮเคิล ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ที่ไม่เห็นด้วยกับขึ้นภาษีเพื่อทุนโครงการใหญ่ มัมดานีเคยวิจารณ์ทุนวอลล์สตรีตดุเดือด แต่ตอนนี้ต้อง ‘เจรจา’ เพื่องบประมาณ หากล้มเหลวจะคล้าย บิล เดอ บลาซิโอ อดีตนายกเทศมนตรีนิวยอร์กคนเก่าอีกราย ที่ถูกวิจารณ์ว่าทำงานครึ่ง ๆ กลาง ๆ ในปี 2560

ประการสอง ศึกกับทรัมป์ ในสุนทรพจน์หลังคว้าชัยชนะ มัมดานีประกาศ ‘นิวยอร์กคือต้นแบบล้มทรัมป์’ และล้อทรัมป์ว่า ‘เปิดเสียงโทรทัศน์ให้ดังๆ’ ซึ่งจะจุดชนวนโจมตีจากฝ่ายขวาพวกเขาจะวาดภาพเป็น “สังคมนิยมสุดโต่ง” ที่นำพาเมืองสู่ล้มละลาย โดยขุดสถิติอาชญากรรมหรือเศรษฐกิจติดลบ

อีกประเด็นคือประเด็นต่างประเทศ มัมดานีเคยประณามอิสราเอลในสงครามกาซา และสัญญาจะจับกุมเนทันยาฮูหากมาเยือน ซึ่งอาจจุดชนวนต่อต้านจากชุมชนยิวในนิวยอร์ก ที่มีจำนวนประชากรราวร้อยละ 10 และสร้างความขัดแย้งกับรัฐบาลกลาง นอกจากนี้ ฐานเสียงของเขายังแคบอีกด้วย ผลสำรวจจาก CBS ชี้ร้อยละ 46 ชาวอเมริกันไม่รู้จักเขาเลย ทำให้ฝ่ายตรงข้ามมีช่องโจมตีง่าย และข้อเท็จจริงที่ว่า นักการเมืองหน้าใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์อย่างเขา จะรับมือกับฝ่ายตรงข้ามอย่างรัฐบาลกลางของทรัมป์ที่เขี้ยวลากดินได้อย่างไร

แต่โอกาสก็มีมหาศาล เพราะมัมดานีไร้ประวัติเก่า ไม่มีข้อกล่าวหาแบบคูโอโม ซึ่งได้รับเลือกเป็นผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กถึงสามสมัย แต่ลาออกในปี 2021 หลังมีรายงานจากอัยการสูงสุดของรัฐนิวยอร์กที่สรุปว่า เขาได้ล่วงละเมิดทางเพศผู้หญิง 11 คน ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วย  มัมดานีสามารถสร้างแบรนด์ใหม่ได้ เริ่มจากนโยบายเร่งด่วนอย่าง “ที่อยู่อาศัยราคาถูก” ซึ่งตอบโจทย์วิกฤตคนไร้บ้านในนิวยอร์ก หากประสบความสำเร็จ จะเป็นโมเดลสำหรับเลือกตั้งชิงวุฒิสมาชิกหรือผู้ว่าฯ ในปี 2570 และช่วยฝ่ายซ้ายเดโมแครต ‘รีแบรนด์’ จากภาพสุดโต่งสู่ปฏิบัติได้จริง

ทรัมป์เดือด-ขู่จัดการ

ชัยชนะถล่มทลายของมัมดานี ทำให้ทรัมป์เดือดจัด เพราะรีพับลิกันแพ้เรียบทั้ง 3 สนามใหญ่ ทั้งสนามเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก รวมถึงศึกชิงผู้ว่าการรัฐเวอร์จิเนียและรัฐนิวเจอร์ซีย์ ท่ามกลางยอดผู้มาใช้สิทธิ์ทะลุ 2 ล้านคน สูงสุดในรอบ 40 ปี เป็นสัญญาณชัดว่าประชาชนนิวยอร์ก ‘ตอกกลับ’ ทรัมป์แบบไม่เกรงใจ หลังรู้ผลเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนิวยอร์ก ทรัมป์ถึงกลับจาบจ้วงคนยิวที่เลือกมัมดานี เรียกมัมดานีว่าเป็น ‘คอมมิวนิสต์’ ระบุว่า ฝ่ายตรงข้ามของเขากำลังพยายามเปลี่ยนอเมริกาให้เป็นคิวบาหรือเวเนซุเอลา และขู่ตัดงบกลาง ซึ่งก็จะทำให้รัฐบาลกลางอาจทำได้แค่ตั้งงบให้น้อยที่สุดเท่าที่ทำได้ตามกฎหมายกำหนด เพื่อกดดันนายกเทศมนตรีคนใหม่

อย่างไรก็ดี ทรัมป์ยอมรับว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปอย่างเป็นประชาธิปไตยอย่างมาก แต่ผลการเลือกตั้งที่ออกมาไม่เป็นผลดีสำหรับพรรครีพับลิกัน แต่ก็ยังแก้ต่างว่า ถ้ามีชื่อเขาให้กาในบัตรเลือกตั้ง รีพับลิกันก็ชนะไปแล้ว! และโยนความผิดให้การสถานการณ์ชัตดาวน์ ที่ตอนนี้ลากยาวเป็นสถิติใหม่ ทำให้ประชาชนไม่พอใจ และเร่งสั่งรีพับลิกันให้กลับสภาคองเกรส ดันกฎหมายฝ่าวิกฤตชัตดาวน์โดยเร็วที่สุด

คุยกัน 7 วันหน : เมื่อเหล่าหมีออกจากป่า มาไล่ทำร้ายคนทั่วญี่ปุ่น !?!

คุยกัน 7 วันหน : เมื่อเหล่าหมีออกจากป่า มาไล่ทำร้ายคนทั่วญี่ปุ่น !?!

คุยกัน 7 วันหน : เมื่อเหล่าหมีออกจากป่า มาไล่ทำร้ายคนทั่วญี่ปุ่น !?!

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.30 น.

พาดหัวเสียยังกับซีรีส์สยองขวัญ แต่เรื่องที่ผู้คนในญี่ปุ่นวิตกกังวลกันมากที่สุดในตอนนี้ เห็นจะเป็นเรื่องของหมีที่ออกจากป่ามาทำร้ายคนซึ่งเกิดขึ้นถี่ยิบในปี 2025 จนเป็นสถิติใหม่ ทั้งในแง่ของจำนวนเหตุการณ์ รวมถึงยอดผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ

จริง ๆ แล้ว ในปี 2023 เคยถูกบันทึกว่าเป็นปีที่หมีออกมาทำร้ายคนมากที่สุดในญี่ปุ่น ปีนั้นมีผู้เสียชีวิต 6 คน บาดเจ็บ 54 คน แต่ปี 2025 นี้ถือเป็นปี ‘หมีดุ’ อย่างแท้จริง เพราะตั้งแต่เดือนเมษายน ที่ญี่ปุ่นเริ่มนับเป็นปีงบประมาณปีนี้ จนถึงปลายเดือนตุลาคม ระยะเวลาแค่ 7 เดือน มีคนในญี่ปุ่นถูกหมีทำร้ายเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 10-12 ราย บาดเจ็บอีกมากกว่า 100 คน ถือเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกในปีงบประมาณ 2006 ขณะที่การพบเห็นหมีเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่า เป็นมากกว่า 8,000 ครั้ง ท่ามกลางเหตุการณ์หมีบุกทำร้ายคนที่เพิ่มขึ้นทั่วประเทศ

เหตุการณ์หมีทำร้ายคน ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในภูมิภาคทางตะวันออกเฉียงเหนือ พื้นที่แถบเทือกเขาสูงอย่างจังหวัดอากิตะ  และจังหวัดฮอกไกโด ซึ่งเป็นเกาะเหนือสุดของญี่ปุ่น โดยเหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (27 ต.ค.) ชายวัย 38 ปีถูกหมีทำร้ายเสียชีวิตในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดอากิตะ ส่งผลให้ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ เฉพาะในจังหวัดทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่นแห่งนี้ มีผู้เสียชีวิตจากการถูกหมีทำร้ายแล้ว 3 คน บาดเจ็บอีก 53 คน ไม่ใช่จำนวนที่ธรรมดาเลย

สถานการณ์รุนแรงถึงขั้นที่ในสัปดาห์นี้ เคนตะ ซูซูกิ ผู้ว่าการจังหวัดอากิตะ ต้องเดินทางเยือนกระทรวงการป้องกันประเทศในกรุงโตเกียว เพื่อมอบจดหมายขอความช่วยเหลือแก่ ชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดังกล่าว เพื่อขอร้องให้ทหารและฝ่ายความมั่นคงช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่จัดการหมี เนื่องจากในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เทศบาลต่าง ๆ ในจังหวัดอากิตะได้ร่วมมือกับกลุ่มล่าสัตว์เพื่อจับหมี แต่หมีกลับปรากฏตัวบ่อยครั้งในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น และออกอาละวาดจนสถานการณ์ตอนนี้ก็หนักหนาเกินกว่าที่เทศบาลจะรับมือได้ด้วยตัวเอง ซึ่งทางนายโคอิซูมิบอกว่า ทางกระทรวงฯ และกองกำลังป้องกันประเทศ จะใช้ขีดความสามารถและอำนาจอย่างเต็มที่ในการทำงานร่วมกับทางการจังหวัด เพื่อแก้ไขปัญหานี้โดยเร็ว

ล่าสุด ทหารจากกองกำลังป้องกันตนเอง ได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดอากิตะ เพื่อเริ่มการฝึกยุทธวิธีในการจับหมีร่วมกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เพื่อเสริมสร้างทักษะที่ทหารเหล่านี้อาจยังไม่เคยเผชิญมาก่อน เพื่อให้พร้อมสนับสนุนทีมในท้องถิ่นในการออกลาดตระเวนและป้องกันหมีออกมาทำร้ายผู้คน ซึ่งคาดดว่าน่าจะยังเกิดขึ้นต่อเนื่องหลังจากนี้ เพราะฤดูใบไม้ร่วงคือช่วงที่หมีลงมาหากินมากที่สุด ซึ่งหากสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ มีสิทธิ์ที่ปีนี้ จะเกิดเหตุหมีทำร้ายคนมากกว่าปี 2023 ถึงสองเท่าเลยทีเดียว

ว่ากันว่า สาเหตุที่ทำให้เหตุการณ์หมีทำร้ายคนในญี่ป่นเพิ่มมากขึ้น หลักๆ มาจากจำนวนหมีที่เพิ่มขึ้น สวนทางกับประชากรในพื้นที่ชนบท ทำให้พื้นที่รกร้างและทุ่งหญ้าที่ไม่ได้ดูแลเพิ่มขึ้น เปิดโอกาสให้หมีเข้ามาใกล้เมืองได้ง่าย เขตเมืองมีผลไม้และขยะเป็นแหล่งอาหารง่ายๆ มีหลายกรณีที่หมีเข้ามาหาอาหารในพื้นที่เพาะปลูก เขตชุมชน หมู่บ้าน หรือแม้แต่ภายในบ้านเรือน ในอย่างน้อยสองเหตุการณ์ หมีได้บุกเข้าไปหาอาหารถึงในซูเปอร์มาร์เก็ต ปัญหาประชากรสูงอายุของญี่ปุ่นที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกวัน ยังทำให้ประเทศมีนักล่าที่มีใบอนุญาตน้อยลง ยิ่งทำให้การควบคุมหมีทำได้ยากขึ้น

ผลสำรวจจาก NHK สื่อสาธารณะในญี่ปุ่น พบว่า ราวร้อยละ 70 ของเหตุหมีทำร้ายคนในญี่ปุ่น เกิดขึ้นใกล้กับพื้นที่ที่ประชาชนใช้ทำกิจกรรมประจำวัน หมีอย่างน้อย 44 ตัว หรือร้อยละ 68 ทำร้ายคนในพื้นที่ที่มีมนุษย์อยู่อาศัย ซึ่งรวมถึงพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่เกษตรกรรม โดยจากการศึกษาพบอีกว่า 33 เหตุการณ์ มีอาหารหรือสิ่งของทางการเกษตรที่ดึงดูดหมีได้อยู่ใกล้กับสถานที่เกิดเหตุ

ที่สำคัญ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หมีดูเหมือนจะไม่กลัวมนุษย์เหมือนในอดีตอีกต่อไป โดยหมีดำญี่ปุ่น (ツキノワグマ – Tsukinowaguma) พบได้ทั่วไปในหลายพื้นที่ของประเทศ มีน้ำหนักได้สูงสุด 120 กิโลกรัม ขณะที่หมีสีน้ำตาลบนเกาะฮอกไกโด (Ussuri Brown Bear (ヒグマ ) หรือ Higuma อาจหนักได้ถึง 200-300 กิโลกรัม หมีเหล่านี้ไม่เคยถูกยิงหรือมีประสบการณ์ถูกคนไล่ จึงไม่กลัวคน วิธีป้องกันแบบเดิม เช่น สะพายกระดิ่งป้องกันหมี หรือฉีดสเปรย์ไล่หมี ไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้ว มิหนำซ้ำ ผลผลิตถั่วบีชที่เป็นอาหารหลักของหมีในป่า คาดว่าจะต่ำในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาจทำให้หมีออกมาหากินในเขตที่อยู่อาศัยของประชาชนมากขึ้น

นาโอกิ โอนิชิ ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัยป่าไม้และผลิตภัณฑ์จากป่าไม้ แนะนำให้ประชาชนในพื้นที่ที่พบเห็นหมีบ่อยครั้งเฝ้าระวังตลอดจนถึงเดือนธันวาคม โดยเสริมว่าควรหลีกเลี่ยงการเดินเล่นช่วงเช้ามืดและช่วงหัวค่ำ โดยเฉพาะช่วงเวลา 04.00-06.00 น. และ 17.00 น.-19.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาเสี่ยงอันตรายจากหมีมากที่สุด เพราะมันจะออกหากินในช่วงดังกล่าว แนะนำผู้คนควรใช้ยานยนต์ในช่วงตอนกลางคืน แม้ว่าจะไปร้านสะดวกซื้อในละแวกใกล้เคียงก็ตาม พร้อมทั้งชี้ว่ามีรายงานการพบเห็นหมีเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคโทโฮคุ ซึ่งจำนวนประชากรลดลงและมีสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น

ส่วนข้อแนะนำอื่นๆ ที่ผู้คนในโลกออนไลน์เสนอแนะ รวมถึงหลีกเลี่ยงการเดินทางหรือเดินป่าลำพัง ควรไปกันเป็นหมู่คณะ ส่งเสียงคุยกันดังๆ หรือพกกระดิ่ง ร้องเพลง เป่าปี่ ตบมือ เคาะไม้ ทำให้เกิดเสียงอะไรก็ได้ ให้หมีรู้ว่ามีมนุษย์อยู่แถวๆ นี้

หากเผชิญหน้ากับหมีแบบจังๆ ในระยะประชิด หรือต่ำกว่า 20 เมตร สิ่งแรกที่ไม่ควรทำคือหันหลังวิ่งหนี เพราะจะเป็นการกระตุ้นสัญชาติญาณนักล่าของหมีป่า แต่ควรอยู่นิ่งๆ ทำร่างกายให้ดูตัวใหญ่ พูดช้าๆ เสียงดังฟังชัดให้หมีได้ยิน (อันนี้เป็นคำแนะนำจริงๆ นะ) ว่าเราเป็นมนุษย์ ไม่ใช่อาหาร ก่อนจะค่อยๆ เดินเลี่ยงไปจากหมี อาจจะถอยหลังหรือเลี่ยงไปทางด้านข้าง หากจวนตัวจริงๆ ให้ใช้อุปกรณ์ป้องกันที่พกติดตัว เช่น สเปรย์กันหมี หรือクマ撃退スプレー เป็ยสเปรย์พริกไทยเข้มข้นที่มีคาพไซซิน หรือสารเผ็ดจากพริก เวลาหมีเข้ามาใกล้ก็ใช้สเปรย์พ่นใส่ตา จมูก ปาก เพื่อให้มันแสบจนถอยหนี

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นบอกว่า หมีในญี่ปุ่นพวกนี้ฉลาดเป็นกรด ล่ากวางและสัตว์อื่นได้สบาย แถมวิ่งได้เร็ว 40–60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร็วกว่า ยูเซน โบลต์ ด้วยซ้ำ! อีกทั้งยังวิ่งบนทางชันได้อย่างคล่องแคล่ว ดังนั้น การป้องกันไม่ให้เจอหมีจึงเป็นเรื่องที่ดีที่สุด

ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นก็กำลังดำเนินมาตรการหลายอย่างเพื่อจัดการปัญหานี้ ทั้งการส่งทหารออกช่วยทางการท้องถิ่นหลายจังหวัดในการล่าหมีจับหมี เตรียมแก้ไขกฎหมายให้ตำรวจพกปืนอานุภาพอย่างไรเฟิล แก้กฎหมายให้ใช้ปืนล่าสัตว์แบบฉุกเฉินในเมืองได้ เพื่อป้องกันภัยต่อชีวิตมนุษย์ และเพิ่มจำนวนนักล่าหมีในพื้นที่เสี่ยงมากขึ้น ส่วนมาตรการระยะยาว ต้องควบคุมจำนวนหมีในป่ารอบเมือง สร้างพื้นที่กันชนระหว่างเมืองกับป่า ใช้รั้วไฟฟ้า ตัดหญ้าถางพงที่รกร้างตามพื้นที่ชานเมืองติดกับพื้นที่ป่า เก็บผลไม้และขยะอย่างเข้มงวด ขณะที่ทางการท้องถิ่นจังหวัดต่างๆ ต้องเพิ่มความเป็นมืออาชีพมากขึ้นในการจัดการกับปัญหาหมีออกอาละวาดทำร้ายคน

เพราะนี่ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ในท้องถิ่น แต่เป็นข่าวใหญ่ระดับประเทศ

ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ทรัมป์กับโปรเจกท์ใหม่ สร้าง ‘ห้องบอลล์รูม’ ในทำเนียบขาว

คุยกัน 7 วันหน : ทรัมป์กับโปรเจกท์ใหม่ สร้าง 'ห้องบอลล์รูม' ในทำเนียบขาว

คุยกัน 7 วันหน : ทรัมป์กับโปรเจกท์ใหม่ สร้าง ‘ห้องบอลล์รูม’ ในทำเนียบขาว

วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.00 น.

มีภาพข่าวในสัปดาห์ที่ผ่านมาที่น่าจะทำให้หลายคนแปลกใจ เมื่ออยู่ๆ ก็พบเห็นภาพคนงานกำลังรื้อถอนทุบทำลายพื้นที่ส่วนหนึ่งของอาคารทำเนียบขาว ที่เรียกว่า ‘อีสต์ วิง’ (White House East Wing) ตามคำสั่งของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ที่วางโปรเจ็คต์ใหม่ กับการสร้างห้องบอลล์รูมเพิ่มขึ้นมาในทำเนียบขาว ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นในอาคารสำคัญยิ่งยวดของสหรัฐฯ แห่งนี้ในรอบระยะเวลาหลายทศวรรษ

สำหรับ อีสต์ วิง คือส่วนของอาคารที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของอาคารหลักทำเนียบขาว ปกติแล้วใช้เป็นส่วนสำนักงานของสตรีหมายเลขหนึ่ง และเจ้าหน้าที่ส่วนอื่นๆ รวมถึงยังใช้เป็นห้องประชุมและสถานที่สำหรับจัดงานเลี้ยง งานพิธีต่างๆ ด้วย

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ อดีตนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จากนครนิวยอร์ก ได้สั่งเปลี่ยนแปลงทั้งห้องทำงานรูปไข่ โรสการ์เด้น และส่วนอื่นๆ ในทำเนียบขาวมาแล้ว นับจากเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกรามคมที่ผ่านมา แต่สำหรับโปรเจ็คต์ห้องบอลล์รูมขนาดใหญ่ ทรัมป์บอกว่า นี่คือสิ่งที่เขาต้องการมานานแล้วด้วยเหตุผลหลายประการ หลักๆ คือ ทรัมป์ต้องการสถานที่ที่ใหญ่ขึ้นเพื่อที่จะสามารถรองรับแขกในงานเลี้ยงงานพิธีต่างๆ ได้มากขึ้น ทรัมป์เห็นว่า อีสต์ วิง นั้นเล็กเกินไปสำหรับงานเลี้ยง งานพิธีสมัยใหม่ หรืองานต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง สามารถจุคนได้เพียง 200 คนเท่านั้น แต่ห้องบอลล์รูมใหม่ บนพื้นที่ 90,000 ตารางฟุต หรือราว 8,360 ตารางเมตร จะสามารถรองรับจำนวนผู้ร่วมงานได้ถึง 900-1,000 คน

ประการต่อมา ทรัมป์วางให้ห้องบอลล์รูมใหม่เป็นเหมือนการปรับปรุง อีสต์ วิง ให้ทันสมัยมากขึ้น เนื่องจากอาคาร อีสต์ วิง แห่งนี้ สร้างมาตั้งแต่ปี 1902 และมีการรีโนเวตครั้งหลังสุดตั้งแต่เมื่อปี 1942 โน่น ไหนๆ ก็ต้องการปรับปรุงให้ทันสมัยใหม่เอี่ยมอยู่แล้ว สู่ทุบทิ้งแล้วสร้างห้องใหม่เลยง่ายกว่า เพราะทำทีเดียวจบ ทรัมป์ย้ำว่า โครงการนี้ถือว่าเป็นงานปรับโฉมทำเนียบขาวที่ยิ่งใหญ่สุดในรอบ 150 ปี ประธานาธิบดีทุกคนฝันอยากมีห้องจัดงานเลี้ยงใหญ่ๆ ในทำเนียบขาวอยู่แล้ว โครงการนี้ไม่ได้ทำเพื่อสนองความต้องการของเขาเพียงคนเดียว แต่ประธานาธิบดีคนอื่นๆ หลังจากเขาก็จะได้รับประโยชน์ด้วย

ส่วนเรื่องงบประมาณการก่อสร้าง ที่หลายฝ่ายจับจ้องมากที่สุด ทรัมป์ยืนยันว่า โครงการนี้จะใช้เงินส่วนตัวของเขาและผู้บริจาค เพื่อที่จะได้ไม่ต้องใช้เงินงบประมาณซึ่งต้องขออนุมัติจากรัฐสภา และไม่กระทบต่อเงินภาษีของประชาชนแม้แต่เซนต์เดียว เขาเปิดเผยระหว่างพูดถึงเรื่องนี้เมื่อวันพุธว่า โครงการนี้จะใช้เงินประมาณ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 9,835 ล้านบาท) ขณะที่รัฐบาลเคยแถลงก่อนหน้านี้ว่า จะใช้เงินประมาณ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 6,557 ล้านบาท)

สถานีโทรทัศน์ CNN รายงานว่า ทำเนียบขาวได้เผยรายชื่อผู้บริจาคที่มีทั้งบริษัทใหญ่และบุคคลที่มีชื่อเสียงทั้งหมด 37 ราย เช่น แอมะซอน แอปเปิล กูเกิล ไมโครซอฟท์ ฝาแฝดตระกูลวิงเคิลวอสส์ที่ก่อตั้งเจมิไน ซึ่งเป็นบริษัทแลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซี ส่วน ABC News รายงานว่า เมื่อต้นเดือนนี้ รัฐบาลทรัมป์ได้เปิดเผยรายชื่อบุคคลและบริษัทที่คาดว่าจะร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำที่ทำเนียบขาวเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับโครงการสร้างห้องบอลล์รูม รายชื่อส่วนใหญ่เป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีและคริปโทฯ ซึ่งหลายแห่งได้รับสัญญาจัดซื้อจัดจ้างมูลค่าสูงในรัฐบาลทรัมป์สมัยที่ 2 โดยเฉพาะอุตสาหกรรมคริปโทฯ ที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายและคำสั่งฝ่ายบริหาร ขณะที่ครอบครัวทรัมป์เองก็มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นจากการลงทุนในคริปโทฯ นอกจากนี้ ยังมีบริษัทอุตสาหกรรมกลาโหม อย่าง ล็อกฮีดมาร์ติน และพาลันเทียร์ (Palantir) อยู่ในรายชื่อร่วมงานเลี้ยงด้วย

แม้จนถึงขณะนี้ ทำเนียบขาวจะยังไม่ได้เปิดเผยอย่างโปร่งใสว่าโครงการจะใช้เงินบริจาคอย่างไร แต่ดูเหมือนว่าเงินบริจาคจะมาในรูปแบบที่ต่างออกไป เช่น อัลฟาเบต ที่เป็นบริษัทแม่ของกูเกิล แจ้งในการตกลงยอมความกับทรัมป์ กรณีไม่ให้เขาใช้ยูทูบหลังจากกลุ่มผู้สนับสนุนเขาพากันบุกอาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021 ว่า จะบริจาคเงิน 22 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 720 ล้านบาท) ช่วยสร้างห้องบอลล์รูมในทำเนียบขาว โดยบริจาคในนามของทรัมป์ให้แก่ Trust for the National Mall ซึ่งเป็นนิติบุคคลไม่แสวงหากำไรที่มีพันธกิจในการบูรณะฟื้นฟูเนชันนัลมอลล์ ทำเนียบขาวและอุทยานประธานาธิบดี นิติบุคคลนี้ทำหน้าที่จัดการเงินบริจาคให้แก่โครงการสร้างห้องบอลรูม ขณะที่สำนักงานอุทยานแห่งชาติและทำเนียบขาวรับหน้าที่หลักในการออกแบบและก่อสร้าง

ถึงกระนั้น สิ่งที่หลายฝ่ายกังวลไม่ได้จำกัดแค่เรื่องงบประมาณก่อสร้างเท่านั้น แต่ยังมองถึงความเหมาะสมในการก่อสร้าง รวมถึงแผนการรื้อถอนทุบทำลายที่ดูจะเร่งรีบ จนมีการตั้งข้อสังเกตว่า ทรัมป์และทำเนียบขาวดำเนินการเรื่องนี้อย่างถูกต้องตามขั้นตอนหรือไม่

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวคนหนึ่งเผยก่อนหน้านี้ว่า ทำเนียบขาวตั้งใจจะส่งแผนการเหล่านี้ไปยังคณะกรรมการวางแผนเมืองหลวงแห่งชาติ (NCPC) ซึ่งมีหน้าที่กำกับตรวจสอบการก่อสร้างต่างๆ ของรัฐบาลกลางในกรุงวอชิงตัน ดีซี และในรัฐต่างๆ ที่อยู่ใกล้เคียงกัน ในเร็วๆ นี้อยู่แล้ว ก่อนสำทับว่า NCPC ไม่มีอำนาจกำกับดูแลงานรื้อถอน และออกปากว่า โครงการก่อสร้างห้องบลล์รูมในส่วนของ อีสต์ วิง ไม่กระทบส่วนอื่นๆ ของอาคารทำเนีบขาว อีกทั้งปกติแล้ว ขอบเขตและขนาดของโครงการรื้อถอนและปรับปรุงย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

อย่างไรก็ดี เสียงครหายังคงดังกระหึ่มจากกลุ่มที่ต่อต้านทรัมป์ โดยเฉพาะแกนนำของเดโมแครต ที่มองว่าเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน การใช้อำนาจตามอำเภอใจ ไม่โปร่งใส และกระทำการที่อาจกระทบต่อความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ฮิลลารี คลินตัน อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง โพสต์บนแพลตฟอร์ม X ว่า ทำเนียบขาวไม่ใช่บ้านทรัมป์ แต่เป็นของรัฐบาลและคนอเมริกัน และตอนนี้ทรัมป์กำลังทุบทิ้ง

ส่วน พริยา เจน ประธานคณะกรรมการอนุรักษ์มรดกของสมาคมนักประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม แสดงความกังวลกับโครงการห้องบอลล์รูมของทรัมป์ เนื่องจากภายใต้กฎหมายอนุรักษ์ทรัพย์สินทางประวัติศาสตร์แห่งชาติของอเมริกาปี 1966 โครงการที่ส่งผลกระทบต่ออาคารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ต้องมีการตรวจสอบ แม้จะมีข้อยกเว้นสำหรับทำเนียบขาว อาคารรัฐสภา ศาลสูงสุดและบริเวณโดยรอบ แต่เพราะอาคารทำเนียบขาวและส่วนประกอบมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ การรื้อถอน ต่อเติม หรือทุบทำลาย จึงควรมีการแจ้งอย่างเป็นทางการ รวมถึงสอบถามความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงจากประชาชนทั่วไปล่วงหน้าด้วย

ทำเนียบขาวตอบโต้เสียงครหาว่า เป็นการทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ และอ้างว่า ประธานาธิบดีคนก่อนๆ ต่างเคยสั่งต่อเติมและรีโนเวตทำเนียบขาวมาแล้วทั้งนั้น ส่วนทรัมป์อ้างว่า อีสต๋ วิง เคยผ่านการรีโนเวตเล็กๆ น้อยๆ มาแล้วหลายครั้ง และแทบไม่เหลือสภาพเดิมที่ก่อสร้างแต่แรกเริ่มในปี 1902 อีกแล้ว

เข้าทำนองว่า ก็จะทุบ จะสร้าง จะทำใหม่อ่ะ ใครจะทำไม

ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ‘เฉิน จื้อ’ เจ้าพ่อแก๊งสแกมเมอร์กัมพูชา ผู้เคยถูกตำรวจลักพาตัวในไทย

คุยกัน 7 วันหน :  'เฉิน จื้อ' เจ้าพ่อแก๊งสแกมเมอร์กัมพูชา ผู้เคยถูกตำรวจลักพาตัวในไทย

คุยกัน 7 วันหน : ‘เฉิน จื้อ’ เจ้าพ่อแก๊งสแกมเมอร์กัมพูชา ผู้เคยถูกตำรวจลักพาตัวในไทย

วันอาทิตย์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา ชื่อของ เฉิน จื้อ (Chen Zhi) หรือที่รู้จักกันในชื่อ วินเซนต์ เป็นที่คุ้นหูของคนที่ติดตามข่าวสารในไทยจำนวนมาก หลังจากที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เผยแพร่เอกสารคำฟ้องยื่นต่อศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ในเขตบรุกลิน เมืองนิวยอร์ก เพื่อดำเนินคดีกับ เฉิน จื้อ วัย 37 ปี สัญชาติสหราชอาณาจักรและกัมพูชา ผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มบริษัท ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป (Prince Holding Group) หรือ ปรินซ์ กรุ๊ป  (Prince Group) ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทธุรกิจข้ามชาติขนาดใหญ่ในกัมพูชา ในข้อหาคบคิดฉ้อโกงทางอิเล็กทรอนิกส์และคบคิดฟอกเงิน

เนื้อหาในคำฟ้องระบุว่า เฉิน จื้อ เป็นผู้สั่งการให้กลุ่มบริษัทปรินซ์ กรุ๊ป ดำเนินการศูนย์หลอกลวงโดยการบังคับใข้แรงงานทั่วประเทศกัมพูชา บุคคลที่ถูกควบคุมตัวไว้โดยไม่สมัครใจในศูนย์เหล่านี้ มีส่วนเกี่ยวข้องในปฏิบัติการหลอกลวงให้ลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล ที่เรียกว่า ‘เกมเชือดหมู’ หรือ pig butchering ขุนให้อ้วนแล้วชำแหละ ด้วยการติดต่อเหยื่อผ่านทางสื่อโซเชียล และโน้มน้าวชักจูงสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้เหยื่อโอนเงินคริปโต ล่อลวงว่าเป็นการลงทุนและหากำไรงาม แล้วจึงฉกเงินไป จนสามารถโกงเงินหลายพันล้านดอลลาร์จากผู้เสียหายในสหรัฐฯ และทั่วโลก ปัจจุบัน เฉิน จื้อ อยู่ระหว่างการหลบหนี

สำนักงานอัยการสหรัฐฯ ประจำเขตนิวยอร์กตะวันออก และแผนกความมั่นคงแห่งชาติของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ยังได้ยื่นคำร้องทางแพ่งเพื่อริบทรัพย์เป็นบิตคอยน์ มูลค่าประมาณ 127,271 บิตคอยน์ ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 15,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 487,950 ล้านบาท) ระบุว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาและเป็นเครื่องมือในการฉ้อโกงและฟอกเงินของจำเลย ขณะนี้ สกุลเงินดิจิทัลของจำเลยอยู่ในความดูแลของรัฐบาลสหรัฐฯ คำร้องดังกล่าวเป็นการดำเนินการริบทรัพย์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เมลา บอนดี รัฐมนตรียุติธรรมสหรัฐ มีคำแถลงเรื่องนี้ว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นการต่อต้านภัยร้ายระดับโลกจากการค้ามนุษย์และการฉ้อโกงทางไซเบอร์

เฉิน จื้อ คือใคร?

เฉิน จื้อ เป็นนักธุรกิจที่อพยพจากจีนมายังกัมพูชา ก่อตั้งกลุ่มบริษัท ปรินซ์ กรุ๊ป ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทในกัมพูชาที่ดำเนินธุรกิจหลายสิบแห่งในกว่า 30 ประเทศในปี 2558 และเป็นประธานบริษัท กลุ่มบริษัทปรินซ์ กรุ๊ป เปิดเผยตนว่าดำเนินงานด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บริการทางการเงิน และบริการสำหรับผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม โดยลับ ๆ แล้ว จำเลยและผู้บริหารระดับสูงได้ทำให้กลุ่มบริษัท ปรินซ์ กรุ๊ป เติบโตกลายเป็นหนึ่งในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ปรินซ์ กรุ๊ป ครอบครองแหล่งสแกมจำนวนอย่างน้อย 10 แห่งในกัมพูชา เช่น ฟาร์มมือถือ ที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่มากมายนับพัน ควบคุมบัญชีโซเชียลหลายหมื่นบัญชี เพื่อที่จะใช้เข้าถึงและหลอกลวงเหยื่อทั่วโลกให้มากที่สุด รวมถึงขึ้นชื่อเรื่องบังคับใช้แรงงานค้ามนุษย์ ข่มขู่ และกักขังในหอพักที่มีลักษณะคล้ายเรือนจำ

ปรินซ์ กรุ๊ป อยู่ในแถวหน้ากลุ่มธุรกิจสีเทาที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดในกัมพูชา จนขนานนามได้ว่าเป็นการลงทุนโดยตรงของอาชญากรในกัมพูชา โดยเฉพาะชาวจีนหลั่งไหลเข้าไปหลังจากที่ถูกรัฐบาลจีนปราบปรามอย่างหนัก ด้วยความเนื้อหอมจูงใจจากการขาดการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด และระบบอุปถัมภ์บนพื้นฐานของผลประโยชน์ ในช่วงปี 2552-2566 มีชาวต่างชาติได้รับสัญชาติกัมพูชามากมาย รวมถึงอาชญกรทีมีคดีติดตัว

ว่ากันว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ เฉิน จื้อ เป็นใหญ่และสร้างธุรกิจเติบโต คืออิทธิพลทางการเมือง และการจ่ายสินบนให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ โดยตั้งแต่ได้รับสัญชาติกัมพูชาเมื่อปี 2557 เฉิน จื้อ บริจาคเงินให้รัฐบาลกัมพูชาตามที่เปิดเผยมากกว่า 500,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้มีสายสัมพันธ์กับผู้นำระดับสูงในพรรคประชาชนกัมพูชา เริ่มจากเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวและร่วมธุรกิจครอบครัวของ ซอ เค็ง รัฐมนตรีมหาดไทยกัมพูชาในเวลานั้น จนมีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาของ ฮุนเซน ประธานรัฐสภา ในปี 2563 และ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรี แถมได้บรรดาศักดิ์ ‘เนี้ยก ออกญา’ ซึ่งเป็นลำดับสูงสุดของบรรดาศักดิ์ออกญา ทำให้เชื่อว่า เขาเป็นหัวเรือใหญ่ของอุตสาหกรรมหลอกหลวงออนไลน์ที่โยงใยยึดโยงกับรัฐบาลกัมพูชาอย่างแนบแน่น

แหล่งข่าวที่เป็นคนใกล้ชิดเคยบอกว่า เฉิน จื้อ สร้างตนเองจนขึ้นไปอยู่สูงสุดของปิระมิดแห่งอำนาจ ทรงพลังราวกับสมาชิกตระกูลฮุน คนหนึ่ง แม้แต่การจัดประชุมอาเซียน เขายังเป็นผู้มอบทุนให้ต้อนรับคณะต่างชาติ เป็นการแสดงให้เห็นว่า ข้อมูลในรายงานชื่อ นโยบายและรูปแบบ: อาชญากรรมข้ามชาติที่รัฐให้การสนับสนุนในกัมพูชาในฐานะภัยคุกคามความมั่นคงโลก ของ เจค็อบ ซิมส์ นักวิจัยของศูนย์เอเชีย แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่พบหลักฐานและพยานที่ยืนยัน ความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจการเมืองของพรรคประชาชนกัมพูชากับธุรกิจมืด ฝ่ายผู้มีอำนาจรัฐไม่ได้ต้องการเพียงหลิ่วตาแล้วรับซองเท่านั้น แต่ต้องการเข้าร่วมเป็นผู้ก่อการด้วย

อย่างไรก็ดี เฉิน จื้อ ปรากฎตัวในที่สาธารณะน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นงานสังคมและรับรางวัลต่างๆ ที่เหลือคือการใช้เงินที่หลอกลวงผู้คนมาได้ไปกับท่องเที่ยว ซื้อข้าวของฟุ่มเฟือย เช่น เรือยอชต์ และงานศิลปะหายาก รวมถึงภาพวาดของปิกัสโซผ่านการประมูลในนครนิวยอร์ก

เคยถูกลักพาตัวในไทย

เมื่อไปพลิกประวัติพบว่า เฉิน จื้อ เคยถูกอุ้มเรียกค่าไถ่กลางกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2556 เฉิน จื้อ ขณะนั้นมีอายุ 27 ปี ถูกกลุ่มผู้ต้องสงสัยอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ล็อกตัวบังคับให้ขึ้นรถ จากหน้าอาคารใบหยก 2 ย่านประตูน้ำ 

วันถัดมา กลุ่มชาวจีนราว 20 คนเข้าแจ้งความต่อตำรวจ สน. พญาไท เพื่อช่วยเหลือติดตามเพื่อนนักธุรกิจหนุ่มของพวกเขา ที่ถูกลักพาตัวเรียกค่าไถ่ จากคำให้การของกลุ่มเพื่อน เฉิน จื้อ ถือสองสัญชาติจีนและกัมพูชา เป็นดาวรุ่งมือทองจับธุรกิจค้าขายและอสังหาริมทรัพย์ ถูกกลุ่มชายไทย 3-4 คน อ้างว่าเป็นตำรวจมีหมายจับจากจีน นำตัวขึ้นรถก่อนไปกักขังหน่วงเหนี่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ แล้วโทรศัพท์ติดต่อญาติขอเงินค่าไถ่จำนวน 100 ล้านบาท เพื่อแลกกับอิสรภาพของผู้เสียหาย มีการเจรจาต่อรองจำนวนเงินหลายครั้งสุดท้ายทางญาติยอมที่จะให้เงินแก่จำเลยจำนวน 16 ล้านบาท และนัดส่งมอบเงินสดกันบริเวณลานจอดรถ สโมสรกองทัพบก ถนนวิภาวดี แต่จำเลยก็ไม่ยอมมารับเงิน ก่อนจะพาผู้เสียหายไปปล่อยทิ้งไว้บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จนกลางดึกวันที่ 14 พฤศจิกายน ตำรวจนครบาลแจ้งว่า พบตัว เฉิน จื้อ แล้วที่ประเทศกัมพูชา

คดีนี้ตำรวจสืบสวนขยายผลต่อ จนผ่านไปราวสัปดาห์ วันที่ 22 พฤศจิกายน สามารถจับกุมคนร้าย คือ ด.ต.ศุภณัฏฐ์ ชูชัยปัญญาพงศ์ อายุ 45 ปี ผบ.หมู่ สส. สน.ดอนเมือง  ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2559 ศาลอาญาได้พิพากษาให้ ด.ต. ศุภณัฏฐ์  จำคุก 10 ปี ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธมาโดยตลอด

คดีจบไป แต่ยังมีเงื่อนงำ ความลึกลับซ่อนอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นช่วงระหว่างเรียกค่าไถ่ ญาติของ เฉิน จื้อ ยอมจะมอบเงินให้ 16 ล้านบาท แต่เหตุใด ด.ต. ศุภณัฏฐ์กลับไม่มารับเงิน แล้วนำตัวนายเฉิน จื้อไปปล่อยทิ้งไว้บริเวณชายแดนกัมพูชา  จะด้วยเหตุหวาดกลัวว่าจะถูกจับกุมเพราะสื่อมวลชนเสนอข่าวครึกโครม หรือมีเหตุปัจจัยอื่นใด นอกจากนี้ ตำรวจและสื่อมวลชนยังจับสังเกตว่า กลุ่มเพื่อนผู้เสียหายที่เข้าแจ้งความบ่ายเบี่ยง ไม่เต็มใจให้ข้อมูลเต็มที่ มีพฤติกรรมปิดบังข้อมูลของตัวเอง แสดงความไม่พอใจเมื่อนักข่าวบันทึกภาพ จนในช่วงแรกตำรวจสงสัยว่า อาจเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคู่อริชาวจีนหรือการจัดฉาก

ที่สำคัญ หลังจากที่เป็นอิสระแล้ว ระหว่างเดินทางจากกัมพูชามาไทยเพื่อให้ปากคำกับตำรวจ เฉิน จื้อ ยังปฏิเสธการคุ้มครองของตำรวจไทย อ้างว่าต้องการให้กลุ่มเพื่อนที่กัมพูชาดูแลเท่านั้น ก่อนที่เขาจะหายหน้าจากพื้นที่สื่อ ไปโผล่อีกทีที่กัมพูชา และสร้างชื่อใหมจนกลายเป็นข่าวในทุกวันนี้ ก่อนจะหายวับไปอีกครั้ง

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : รู้จัก ‘ซานาเอะ ทาคาอิจิ’ ว่าที่นายกฯ หญิงคนแรกของญี่ปุ่น

คุยกัน 7 วันหน : รู้จัก ‘ซานาเอะ ทาคาอิจิ’ ว่าที่นายกฯ หญิงคนแรกของญี่ปุ่น

คุยกัน 7 วันหน : รู้จัก ‘ซานาเอะ ทาคาอิจิ’ ว่าที่นายกฯ หญิงคนแรกของญี่ปุ่น

วันอาทิตย์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.14 น.

การเมืองญี่ปุ่นกลายเป็นที่จับตามองไปทั่วโลก หลังจากเมื่อวันที่ 4 ต.ค. ที่ผ่านมา ซานาเอะ ทาคาอิจิ วัย 64 ปี ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย หรือ LDP ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของญี่ปุ่น เป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าพรรค LDP ในประวัติศาสตร์ 70 ปีของพรรค นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในปี 1955 นอกจากนี้ ยังทำให้เธอกลายเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่นด้วย เตรียมรับภารกิจและเผชิญกับความท้าทายในการนำพาพรรค LDP ซึ่งกำลังพยายามฟื้นฟูความเชื่อมั่นจากประชาชน หลังเผชิญกับกรณีอื้อฉาวหลายครั้ง ทั้งยังต้องรับมือกับกระแสการเมืองฝ่ายขวาจัดที่มีอิทธิพลเพิ่มขึ้นในประเทศ ในขณะที่ญี่ปุ่นยังเผชิญกับปัญหาอัตราการเกิดที่ลดต่ำลง และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในภูมิภาค

ซานาเอะ ทาคาอิจิ เกิดเมื่อปี 1961 ที่ จังหวัดนารา บิดาประกอบอาชีพเป็นพนักงานออฟฟิศ ขณะที่มารดาเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภาพแวดล้อมในครอบครัวทำให้การเมืองเป็นเรื่องที่ห่างไกลจากชีวิตในวัยเด็กของเธอ ครั้งหนึ่งเธอเคยเป็นมือกลองเฮฟวีเมทัล เธอโด่งดังจากการพกไม้กลองจำนวนมาก เพราะเธอจะทำไม้กลองหักอย่างแรง เธอยังเป็นนักดำน้ำลึกและชื่นชอบรถยนต์อีกด้วย ปัจจุบัน รถโตโยต้าซูปร้าคันโปรดของเธอจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์นารา ก่อนเข้าสู่วงการเมือง เธอยังเคยทำงานเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ในช่วงสั้น ๆ ด้วย

แรงบันดาลใจทางการเมืองของทาคาอิจิ เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1980 ซึ่งเป็นช่วงที่ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นกำลังรุนแรงที่สุด เธอมุ่งมั่นที่จะเข้าใจมุมมองของชาวอเมริกันที่มีต่อญี่ปุ่น จึงไปทำงานในสำนักงานของ แพทริเซีย ชโรเดอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครต ซึ่งเป็นที่รู้จักในเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์ญี่ปุ่น

ทาคาอิจิสังเกตว่า ญี่ปุ่นมักถูกจัดกลุ่มร่วมกับจีนและเกาหลีใต้เสมอ หากญี่ปุ่นไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ ชะตากรรมของมันจะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของความคิดเห็นตื้นๆ ของสหรัฐฯ เสมอ

ทาคาอิจิลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาญี่ปุ่นครั้งแรกในปี 1992 ในฐานะผู้สมัครอิสระ แต่พ่ายแพ้ เธอยังคงมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่อง จนสามารถคว้าชัยชนะได้ 1 ที่นั่งในอีก 1 ปีต่อมา และเข้าร่วมพรรค LDP ในปี 1996

นับแต่นั้นมา ทาคาอิจิได้รับเลือกตั้งเป็น สส. ถึง 10 ครั้ง และแพ้เพียงครั้งเดียว และสร้างชื่อเสียงในฐานะหนึ่งในฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่กล้าพูดอย่างเปิดเผยที่สุด เธอยังเคยดำรงตำแหน่งระดับสูงในรัฐบาล รวมถึงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและการสื่อสาร

ในปี 2021 ทาคาอิจิได้ลงสมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค LDP เป็นครั้งแรก แต่พ่ายแพ้ให้กับ คิชิดะ ฟูมิโอะ เธอพยายามอีกครั้งในปี 2024 ครั้งนี้ได้คะแนนเสียงสูงสุดในรอบแรก แต่สุดท้ายก็แพ้ให้กับ ชิเงรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน

จนในปีนี้ ทาคาอิจิลงสมัครหัวหน้าพรรคเป็นครั้งที่ 3 และได้รับชัยชนะในที่สุด ซึ่งทำให้เธอจะก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น เมื่อรัฐสภาอนุมัติการแต่งตั้ง

เป้าหมาย ‘นักการเมืองหญิงเหล็ก’

ทาคาอิจิเคยกล่าวระหว่างหาเสียงเมื่อไม่นานมานี้ว่า “เป้าหมายของฉันคือการเป็นหญิงเหล็ก” เหมือนบารอนเนส มาร์กาเร็ต แธตเชอร์ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร บุคคลต้นแบบที่เธอเคารพนับถือ

ทาคาอิจิเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยมหัวรุนแรง ที่คัดค้านกฎหมายที่อนุญาตให้สตรีที่แต่งงานแล้วยังคงใช้ชื่อสกุลเดิมได้ โดยยืนยันว่า กฎหมายดังกล่าวเป็นการบ่อนทำลายประเพณี นอกจากนี้ เธอยังต่อต้านการแต่งงานของคนเพศเดียวกันอีกด้วย อย่างไรก็ตาม เธอได้ปรับท่าทีให้นุ่มนวลลงเมื่อเร็ว ๆ นี้ ระหว่างการหาเสียง เธอให้คำมั่นว่า จะให้ค่าพี่เลี้ยงเด็กสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้บางส่วน และเสนอให้ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลสำหรับบริษัทที่ให้บริการดูแลเด็กภายในองค์กร

ครอบครัวและประสบการณ์ส่วนตัวของเธอเป็นแรงผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายของเธอ ได้แก่ การขยายบริการโรงพยาบาลเพื่อสุขภาพสตรี การให้การยอมรับผู้ช่วยเหลืองานบ้านมากขึ้น และการปรับปรุงทางเลือกในการดูแลผู้สูงอายุในญี่ปุ่น ซานาเอะบอกว่า เธอเคยมีประสบการณ์การพยาบาลและการดูแลเด็กมาแล้ว 3 ครั้งในชีวิต นั่นคือเหตุผลที่ความมุ่งมั่นของเธอยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ในการลดจำนวนคนที่ถูกบังคับให้ออกจากงานเนื่องจากการดูแลครอบครัว การเลี้ยงดูบุตร หรือเด็กที่ปฏิเสธที่จะไปโรงเรียน เธอต้องการสร้างสังคมที่ผู้คนไม่จำเป็นต้องละทิ้งอาชีพการงาน

ทาคาอิจิยังเป็นลูกศิษย์ของ ชินโซ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ล่วงลับ เธอให้คำมั่นว่าจะฟื้นฟูวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจแบบ “อาเบะโนมิกส์” เกี่ยวกับการใช้จ่ายภาครัฐที่สูงและการกู้ยืมเงินอย่างประหยัด ที่ผ่านมา เธอมักจะไปเยี่ยมชมศาลเจ้ายาสุกุนิซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้เสียชีวิตในสงครามของญี่ปุ่น รวมถึงอาชญากรสงครามที่ถูกตัดสินว่ามีความผิด นอกจากนี้ เธอยังเรียกร้องให้ผ่อนคลายข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญที่มีต่อกองกำลังป้องกันตนเองของประเทศ ซึ่งถูกห้ามไม่ให้มีขีดความสามารถในการรุก

นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1955 พรรค LDP ได้ครองเสียงข้างมากทางการเมืองญี่ปุ่น แต่ปัจจุบันกำลังสูญเสียพื้นที่ทางการเมืองท่ามกลางความผิดหวังจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา ประชากรที่ลดลง และประชาชนไม่พอใจเรื่องอื้อฉาวมากมายของสมาชิกพรรค

ทาคาอิจิเป็นนักการเมืองฝ่ายขวาของพรรค LDP ซึ่งแน่นอนว่า ในการเลือกเป็นหัวหน้าพรรค สมาชิกของ LDP หวังที่จะชนะใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่หันไปหาพรรคซันเซโตะ พรรคฝ่ายขวาจัดอีกครั้ง หลังจากทางพรรคซึ่งลงสมัครภายใต้สโลแกน “ญี่ปุ่นมาก่อน” ได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นจาก 1 ที่นั่งเป็น 15 ที่นั่ง ส่งผลให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งฝ่ายอนุรักษ์นิยมต้องถอยร่น พรรค LDP สูญเสียเสียงข้างมากในทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

ทาคาอิจิผงาดขึ้นมาสู่ตำแหน่งสูงสุดทางการเมือง ในเวลาที่บทบาทสตรีญีปุ่นทางการเมืองมีจุดอ่อนที่สุด อัตราการครองตำแหน่งระดับสูงในรัฐบาลของผู้หญิงตกต่ำมาก ถึงแม้จำนวน สส.หญิงในสภาผู้แทนราษฎรจะเพิ่มขึ้นบ้างแต่ก็คิดเป็นเพียงร้อยละ 16 เท่านั้น  ยังไม่อาจรับประกันได้ว่า เธอจะสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมชายเป็นใหญ่ได้ จากรายงานช่องว่างระหว่างเพศของปีนี้ จัดทำโดยสภาเศรษฐกิจโลก ญี่ปุ่นอยู่ในอันดับที่ 118 จากทั้งหมด 148 ประเทศ เมื่อเทียบในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ หรือ จี 7 อยู่ในลำดับต่ำที่สุด และเมื่อเทียบกับไทยนั้น ไทยอยู่อันดับที่ 66 ยังสูงกว่าญี่ปุ่นมาก

นี่ยิ่งจะเป็นความท้าทายต่อการครองเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของทาคาอิจิยิ่งขึ้นไปอีก เพราะในการเมืองญี่ปุ่น เกมแห่งอำนาจคือเกมในพรรค LDP พรรคใหญ่ที่ทรงอิทธิพลแต่มีมุ้งเล็กมุ้งใหญ่มากมายที่ห้ำหั่นกันเอง จนเกิดปัญหาเปลี่ยนตัวผู้นำเป็นว่าเล่น แต่ทาคาอิจิอาจใช้ความเป็นสตรีทำลายวงจรอุบาทว์ของการเมืองในพรรค LDP ลงได้ และก้าวเป็นผู้นำหญิงเหล็ก อย่างบารอนเนส มาร์กาเร็ต แธตเชอร์ นักการเมืองต้นแบบในดวงใจของเธอ

คุยกัน 7 วันหน : กัมพูชายังอยู่ Tier 3 สหรัฐฯ ชี้ ‘สนับสนุนค้ามนุษย์’

คุยกัน 7 วันหน : กัมพูชายังอยู่ Tier 3 สหรัฐฯ ชี้ ‘สนับสนุนค้ามนุษย์’

คุยกัน 7 วันหน : กัมพูชายังอยู่ Tier 3 สหรัฐฯ ชี้ ‘สนับสนุนค้ามนุษย์’

วันอาทิตย์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.00 น.

หลังจากปล่อยให้รอมานานหลายเดือน ล่าสุด เว็บไซต์กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ก็ได้ฤกษ์เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับสถานการณ์การค้ามนุษย์ (Trafficking in Persons Report: TIP Report) ประจำปี 2025 เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (29 ก.ย.) เริ่มด้วยการแจกแจงนิยามคำว่า trafficking in persons และ human trafficking ว่าเป็นคำกว้าง ๆ ที่ใช้หมายถึงการก่ออาชญากรรมที่ผู้ค้ามนุษย์แสวงประโยชน์และได้กำไรจากผู้ใหญ่หรือเด็ก ด้วยการบังคับให้ใช้แรงงานหรือค้าประเวณี ถือเป็นการก่ออาชญากรรมไม่ว่าจะมีการใช้กำลัง หลอกหลวง หรือข่มขู่ก็ตาม รัฐบัญญัติคุ้มครองเหยื่อการค้ามนุษย์ของสหรัฐฯ (TVPA) และพิธีสารว่าด้วยการป้องกัน ปราบปราม และลงโทษการค้ามนุษย์ของสหประชาชาติ (UN TIP Protocol) ที่มี 183 ประเทศให้สัตยาบันหรือลงนาม ได้ให้คำนิยามการค้ามนุษย์คล้ายคลึงกัน โดยมีกรอบในการพิจารณา 3 ประการประกอบด้วย การกระทำ วิธีการ และเจตนา พร้อมกับย้ำว่า ในการก่ออาชญากรรมที่เข้าข่ายการค้ามนุษย์ เหยื่อไม่จำเป็นต้องถูกเคลื่อนย้ายจากสถานที่หนึ่งไปอีกสถานที่หนึ่ง

รายงานฉบับนี้ ยังคงจัดกัมพูชาอยู่ระดับที่ 3 (Tier 3) ของกลุ่มประเทศที่ประสบปัญหาการค้ามนุษย์อยู่ในระดับต่ำที่สุด หมายถึงประเทศที่ดำเนินการไม่สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำตามกฎหมายสหรัฐฯ และไม่มีความพยายามแก้ไข ซึ่งสหรัฐฯ อาจพิจารณาระงับการให้ความช่วยเหลือที่มิใช่ความช่วยเหลือเพื่อมนุษยธรรมและการค้า

รายงานยังระบุว่า บรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลกัมพูชาล้วนได้ประโยชน์ทางการเงินจากการค้ามนุษย์  ยิ่งไปกว่านั้นยังพบว่า ฝ่ายรัฐบาลได้ขัดขวางการบังคับใช้กฎหมายเสียเอง กัมพูชาไม่เคยจับกุมหรือดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องหรือเจ้าของศูนย์หลอกลวงข้ามชาติ ซึ่งมีทั้งวุฒิสมาชิกและที่ปรึกษารัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เน้นว่า กัมพูชาไม่ได้รายงานเกี่ยวกับการตัดสินความผิดใดๆ มาตั้งแต่ปี 2022 ตอกย้ำว่าพวกเขาล้มเหลวในการทำตามมาตรฐานขั้นต่ำของการกำจัดการค้ามนุษย์

ถือเป็นครั้งแรกที่มีการระบุชื่อกัมพูชาไว้ในกลุ่มรัฐสนับสนุนการค้ามนุษย์ 13 ประเทศที่มีนโยบายหรือรูปแบบที่มีการบันทึกเป็นหลักฐานเรื่องการค้ามนุษย์ โครงการค้ามนุษย์ที่รัฐบาลสนับสนุน การบังคับใช้แรงงานในภาคส่วนต่าง ๆ ที่อยู่ในเครือของรัฐบาล การบังคับเป็นทาสกามในค่ายของรัฐบาล และการจ้างหรือเกณฑ์ทหารเด็ก กลุ่มรัฐเหล่านี้ประกอบด้วยอัฟกานิสถาน, เบลารุส, พม่า (เป็นชื่อที่สหรัฐฯใช้เรียกเมียนมา), กัมพูชา, จีน, คิวบา, เอริเทรีย, อิหร่าน, เกาหลีเหนือ, รัสเซีย, เซาท์ซูดาน, ซูดาน และซีเรียในสมัยรัฐบาลอดีตประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด

คณะกรรมการต่อต้านการค้ามนุษย์แห่งชาติของกัมพูชาเอง ได้ยอมรับเมื่อช่วงต้นปี ว่ามีเหตุค้ามนุษย์เพิ่มขึ้นในปี 2024 พร้อมระบุจนถึงวันที่ 21 สิงหาคมปีนี้ พวกเจ้าหน้าที่ได้เล็งเป้าสถานที่ต่างๆ 72 แห่ง ทั่ว 18 จังหวัด ควบคุมผู้ต้องสงสัยมากกว่า 3,000 คน ที่มาจากประเทศต่างๆ 19 ชาติ ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีฮุน มาเน็ต ยอมรับในเดือนธันวาคม 2024 ว่ากัมพูชากำลังถูกใช้เป็นฐานสำหรับการค้ามนุษย์ และรับปากจะไม่อดทนกับอาชญากรรมข้ามชายแดนทุกรูปแบบ แต่ถึงกระนั้นเมื่อปีที่แล้ว กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้อายึดทรัพย์ ลี ยงพัด นักธุรกิจและวุฒิสมาชิกจากพรรครัฐบาล และธุรกิจของเขาหลายอย่างตกอยู่ภายใต้มาตรการควาบาตร ตามคำกล่าวหาค้ามนุษย์ ฟอกเงิน ใช้แรงงานบังคับ และฉ้อโกงทางออนไลน์

เมื่อมีการเเฉออกมาแบบนี้ สม รังสี อดีตผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชา ก็ไม่รอช้า แชร์ข้อมูลและข่าวจากสถานีโทรทัศน์ CNN ที่รายงานข่าวเรื่องนี้ทันที พร้อมข้อความว่า นอกจากรัฐบาลกัมพูชาจะละเลย ไม่จัดการกับการค้ามนุษย์ แต่ยังมีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบในการสนับสนุนและอํานวยความสะดวกในอาชญากรรมการค้ามนุษย์ รวมถึงการปราบปรามสิทธิของชาวกัมพูชาเองด้วย

สำหรับไทย ยังคงอยู่ในระดับที่ 2 (Tier 2)  ซึ่งไทยอยู่ในระดับนี้มาเป็นปีที่ 4 ติดต่อกันแล้ว รายงานระบุว่า รัฐบาลได้แสดงความพยายามเพิ่มขึ้น รวมถึงปฏิบัติการกวาดล้างกลุ่มอาชญากร และศูนย์หลอกลวงตามแนวชายแดน อย่างไรก็ตาม การทุจริตคอร์รัปชั่นในหมู่เจ้าหน้าที่รัฐยังคงบั่นทอนความพยายามปราบปรามการค้ามนุษย์โดยเฉพาะตามแนวพรมแดนกับเพื่อนบ้าน

โพสต์ในเฟซบุ๊กของของสถานทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน ดีซี อธิบายว่า สหรัฐฯ จัดระดับประเทศต่าง ๆ ในเรื่องนี้ทั้งหมด 4 ระดับ เริ่มตั้งแต่ระดับที่ 1 (Tier 1) หมายถึงประเทศที่ดำเนินการสอดคล้องตามมาตรฐานขั้นต่ำของสหรัฐฯ ระดับที่ 2 (Tier 2) หมายถึงประเทศที่ดำเนินการไม่สอดคล้องตามมาตรฐานขั้นต่ำของสหรัฐฯ แต่มีความพยายาม ระดับที่ 2 ที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ (Tier 2 Watch List) คล้ายกับระดับที่ 2 โดยมีจำนวนเหยื่อการค้ามนุษย์เพิ่มขึ้น หรือไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ารัฐบาลเพิ่มความพยายามดำเนินการต่อต้านการค้ามนุษย์

สุดท้ายคือระดับที่ 3 (Tier 3) หมายถึงประเทศที่ดำเนินการไม่สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำตามกฎหมายสหรัฐฯ และไม่มีความพยายามแก้ไข ซึ่งสหรัฐฯ อาจพิจารณาระงับการให้ความช่วยเหลือที่มิใช่ความช่วยเหลือเพื่อมนุษยธรรมและการค้า  นอกจากนี้ ยังอาจไม่ให้งบประมาณสนับสนุนแก่ลูกจ้างรัฐบาลในการเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนด้านการศึกษาและวัฒนธรรม รวมทั้งอาจคัดค้านความช่วยเหลือที่รัฐบาลประเทศนั้น ๆ อาจได้รับจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลกด้วย

รายงาน TIP Report  ถือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดทิศทางการค้ามนุษย์ทั่วโลก ในแต่ละปีรวบรวมสถานการณ์การค้ามนุษย์ในเกือบ 190 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี เว็บไซต์เดอะการ์เดียนของอังกฤษระบุว่า กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ เผยแพร่รายงาน TIP ฉบับล่าสุด ล่าช้าและเงียบเชียบ ทั้งที่มีหน้าที่จัดทำรายงานเพื่อเสนอต่อรัฐสภาภายในวัน 30 มิถุนายนของทุกปี หลังจากถูกเดอะการ์เดียนขุดคุ้ยและถูกรัฐสภาสหรัฐฯ กดดัน เดอะการ์เดียนเคยย้ำเรื่องการออกรายงานล่าช้าในบทความวันที่ 17 กันยายนว่า รัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลดความพยายามของหน่วยงานรัฐบาลกลางลงอย่างมากในเรื่องการต่อต้านการค้ามนุษย์

ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ‘แมเดอลีน แม็คคาน’ คดีเด็กหายลึกลับสะท้านโลก

คุยกัน 7 วันหน : ‘แมเดอลีน แม็คคาน’ คดีเด็กหายลึกลับสะท้านโลก

คุยกัน 7 วันหน : ‘แมเดอลีน แม็คคาน’ คดีเด็กหายลึกลับสะท้านโลก

วันอาทิตย์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.00 น.

ข่าวการหายสาบสูญของ แมเดอลีน แม็คคาน เด็กหญิงชาวอังกฤษ วัย 3 ขวบ ยังคงอยู่ในความสนใจของสื่อและผู้คนจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง แม้เหตุการณ์จะเกิดขึ้นมานานกว่า 18 ปีแล้วก็ตาม ถือเป็นข่าวเด็กหายที่โด่งดังระดับโลก จากความพิศวงอย่างยิ่งว่าเธอหายไปไหน หายไปได้อย่างไร และใครเป็นผู้ลงมือก่อเหตุ

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวการหายตัวไปอย่างลึกลับเป็นปริศนาของ แมเดอลีน แม็คคาน กลับมาได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอีกครั้ง หลังจากผู้ต้องสงสัยคนสำคัญในคดีนี้ ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำในเยอรมนี

คริสเตียน บรุคเนอร์ ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำในเมืองฮาโนเวอร์ ทางตอนเหนือของเยอรมนีเมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น ท่ามกลางกองทัพสื่อที่มารอทำข่าวจำนวนมาก บรุคเนอร์ได้รับการปล่อยตัวหลังจากรับโทษจำคุกจากความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศหญิงชาวอเมริกันวัย 72 ปี ที่เมือง ไปรอา ดา ลุซ เมืองตากอากาศในภูมิภาคอัลการ์ฟ ทางภาคใต้ของโปรตุเกสเมื่อปี 2005 แม้จะได้รับอิสรภาพ แต่บรุคเนอร์ยังต้องติดอุปกรณ์ติดตามที่ข้อเท้า ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ และต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ทุกครั้งหากจะต้องเดินทางออกจากที่พัก

หลายฝ่ายเชื่อว่า บรุคเนอร์ ชาวเยอรมันวัย 48 ปีผู้นี้ เป็นผู้ต้องสงสัยคนสำคัญในคดีการหายตัวอย่างลึกลับเป็นปริศนาของแมเดอลีน ขณะที่เธอนอนหลับในอพาร์ตเมนต์ในเมือง ไปรอา ดา ลุซ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2007 เป็นช่วงที่ครอบครัวพาเธอไปท่องเที่ยวพักผ่อนหน้าร้อน ตอนที่แมเดอลีนหายตัวไปนั้น เจอร์รีและเคต พ่อและแมทิ้งให้เธอนอนหลับในห้องพัก แล้วออกไปรับประทานอาหารมื้อค่ำ ห่างจากที่พักแค่ 50 เมตร

เหตุการณ์นี้ ถือเป็นคดีเด็กสูญหายที่โด่งดังที่สุดคดีหนึ่งของโลกที่ยังไม่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้ ส่วนหนึ่งมาจากพ่อแม่ของเธอเดินหน้าเรียกร้องความยุติธรรมให้กับลูกสาวอย่างต่อเนื่อง ไม่เคยยอมแพ้ ทำให้ชื่อและใบหน้าของแมเดอลีนยังปรากฎในข่าวมาจนถึงปัจจุบัน และจะกลับมาอยู่ในความสนใจของสาธารณชนทุกครั้งที่มีความคืบหน้าใหม่ๆ นอกจากนี้ แมเดอลีนยังเป็นเหยื่อในคดีเด็กหายที่ ‘สมบูรณ์แบบ’ คือเป็นเด็กหญิงผิวขาว ผมสีบลอนด์ น่ารัก ดูน่าทะนุถนอม และมาจากครอบครัวชนชั้นกลาง ทำให้คดีนี้ได้รับความสนใจจากสื่อและสาธารณชนต่อเนื่อง แตกต่างจากคดีเด็กหายอื่นๆ

ใครคือ คริสเตียน บรุคเนอร์?

สำหรับบรุคเนอร์ใช้ชีวิตอยู่ในภูมิภาคอัลการ์ฟ ของโปรตุเกสตั้งแต่ปี 1995 จนถึงปี 2007 แม้จะไม่มีงานทำ และใช้เวลาช่วงชีวิตส่วนใหญ่เป็นคนไร้บ้าน ลักเล็กขโมยน้อย มีประวัติอาชญากรรมโชกโชน รวมถึงเคยถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศเด็กหลายคดีตั้งแต่ปี 1994

ชื่อของบรุคเนอร์เข้ามาเกี่ยวข้องในคดีการหายตัวไปของแมเดอลีน แมคคาน นี้ตั้งแต่ปี 2020 หลังจากเจ้าหน้าที่โปรตุเกสและอังกฤษ พบหลักฐานข้อมูลในโทรศัพท์มือถือที่ชี้ว่า เขาอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงช่วงที่เด็กหญิงหายตัวไป แต่เจ้าหน้าที่ขาดหลักฐานอื่นๆ ที่มีน้ำหนัก ทำให้ไม่สามารถแจ้งข้อหาหรือดำเนินคดีกับบรุคเนอร์ได้ ขณะที่เจ้าตัวก็ปฏิเสธความเกี่ยวข้องในคดีนี้ และที่ผ่านมา ก็ไม่เคยถูกจับกุมและขึ้นศาลในฐานะผู้ต้องสงสัยในคดีการหายตัวไปของแมเดอลีนอย่างเป็นทางการ

ขณะที่ในตอนแรก พ่อแม่ของแมเดอลีนตกเป็นผู้ต้องสงสัย เนื่องจากทีมพิสูจน์หลักฐานพบรอยเลือดอยู่ในรถยนต์ที่พวกเขาเช่ามาหลังจากที่แมเดอลีนหายตัวไปราว 25 วัน พวกเขาสันนิษฐานว่าหนูน้อยเสียชีวิตโดยอุบัติเหตุและพ่อแม่พยายามอำพรางคดี แต่สถานภาพผู้ต้องสงสัยของเคตและเจอร์รีก็โดนยกเลิกไปในปีถัดมา เมื่อไม่พบหลักฐานยืนยันข้อสันนิษฐานดังกล่าว

ในภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับคดีของแมเดอลีน ที่หนังสือพิมพ์ The Sun ของอังกฤษเพิ่งเผยแพร่ออกมาเมื่อไม่นานมานี้ ระบุว่า เจ้าหน้าที่ที่ค้นโรงงานร้างของบรุคเนอร์ ที่เขาเคยซื้อไว้นานแล้วทางตะวันออกของเยอรมนี พบซากสุนัขตายของเขาและในหลุมที่ฝังสุนัขก็มีสิ่งของอื่นๆ ฝังร่วมด้วย เป็นกระเป๋าเงินที่ใส่อุปกรณ์เก็บข้อมูลแบบยูเอสบีพอร์ต 6 อันและเมโมรีการ์ด 2 อันเอาไว้ หลังจากเปิดดูข้อมูลข้างใน เจ้าหน้าที่พบว่ามีข้อมูลส่วนหนึ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง ว่าจะเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม

นอกจากนี้ พวกเขายังพบชุดว่ายน้ำเด็ก 75 ชุด และในฮาร์ดไดรฟ์คอมพิวเตอร์ของบรุคเนอร์ก็มีภาพถ่ายสถานที่ในบริเวณใกล้เคียงกับจุดที่แมเดอลีนหายตัวไป รวมถึงคำกล่าวอ้างว่า เมื่อปี 2551 บรูคเนอร์เคยสารภาพกับเพื่อนคนหนึ่งว่า เขาฆ่าเด็กหญิงคนหนึ่ง และแปลกใจที่เด็กหญิง ‘ไม่ร้องเลย’

ในเดือนมิถุนายนปีนี้ เจ้าหน้าที่โปรตุเกสและเยอรมนีได้ลงพื้นที่ค้นหาเบาะสถานที่ต่างๆ ที่ครอบครัวเด็กหญิงเคยใช้เวลาอยู่ในช่วงที่เด็กหญิงหายตัวไป รวมถึงสถานที่หลายแห่งที่เชื่อมโยงกับบรุคเนอร์ แต่ก็ไม่พบเบาะแสใดๆ เพิ่ม เช่นเดียวกับการค้นหาใกล้เขื่อนอาราด (Arade Dam) ห่างจากเมืองไปรยา ดา ลุซ เกือบ 50 กิโลเมตร เมื่อปี 2023 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่บรุคเนอร์เคยถ่ายรูปและวิดีโอตัวเองไว้ในช่วงปี 2000-2017 แต่ไม่พบความคืบหน้าใด ๆ

ส่วนเจอร์รีและเคต พ่อและแม่ของแมเดอลีน ยังคงตามหาบุตรสาว ที่หากมีชีวิตอยู่ขณะนี้ จะมีอายุ 22 ปี และจะออกแถลงการณ์ทุกวันครบรอบที่เธอหายสาบสูญไป ขณะที่ปัจจุบัน แม้ทางการเยอรมันจะสงสัยว่าบรุกเนอร์อาจก่อเหตุฆาตกรรม แต่ตำรวจอังกฤษยังคงถือว่าคดีของแมเดลีนเป็นคดีบุคคลสูญหาย โดยการสืบสวนคดีนี้ภายใต้ปฏิบัติการที่มีชื่อว่า Operation Grange มีเจ้าหน้าที่อังกฤษ โปรตุเกส และเยอรมนีเข้าร่วม ได้รับเงินทุนสนับสนุนไปแล้วกว่า 13.2 ล้านปอนด์ (ประมาณ 608 ล้านบาท) ตั้งแต่ปี 2011 และเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ยังได้รับเงินเพิ่มอีก 108,000 ปอนด์ (ประมาณ 5 ล้านบาท) จากรัฐบาลอังกฤษอีกด้วย

แม้บรุคเนอร์จะได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ แต่เจ้าหน้าที่อังกฤษเชื่อว่า เขายังคงเป็นผู้ต้องสงสัยคนสำคัญที่สุดในคดีการหายตัวไปของแมดเดอลีน สื่ออังกฤษรายงานว่า เจ้าหน้าที่กำลังพิจารณาหาแนวทางในการส่งตัวบรุคเนอร์เป็นผู้ร้ายข้ามแดน เพื่อนำตัวมาขึ้นศาลในคดีนี้ต่อไป

ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ‘แมเดอลีน แม็คคาน’ คดีเด็กหายลึกลับสะท้านโลก

คุยกัน 7 วันหน : ‘แมเดอลีน แม็คคาน’ คดีเด็กหายลึกลับสะท้านโลก

คุยกัน 7 วันหน : ‘แมเดอลีน แม็คคาน’ คดีเด็กหายลึกลับสะท้านโลก

วันเสาร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ข่าวการหายสาบสูญของ แมเดอลีน แม็คคาน เด็กหญิงชาวอังกฤษ วัย 3 ขวบ ยังคงอยู่ในความสนใจของสื่อและผู้คนจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง แม้เหตุการณ์จะเกิดขึ้นมานานกว่า 18 ปีแล้วก็ตาม ถือเป็นข่าวเด็กหายที่โด่งดังระดับโลก จากความพิศวงอย่างยิ่งว่าเธอหายไปไหน หายไปได้อย่างไร และใครเป็นผู้ลงมือก่อเหตุ

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวการหายตัวไปอย่างลึกลับเป็นปริศนาของ แมเดอลีน แม็คคาน กลับมาได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอีกครั้ง หลังจากผู้ต้องสงสัยคนสำคัญในคดีนี้ ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำในเยอรมนี

คริสเตียน บรุคเนอร์ ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำในเมืองฮาโนเวอร์ ทางตอนเหนือของเยอรมนีเมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น ท่ามกลางกองทัพสื่อที่มารอทำข่าวจำนวนมาก บรุคเนอร์ได้รับการปล่อยตัวหลังจากรับโทษจำคุกจากความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศหญิงชาวอเมริกันวัย 72 ปี ที่เมือง ไปรอา ดา ลุซ เมืองตากอากาศในภูมิภาคอัลการ์ฟ ทางภาคใต้ของโปรตุเกสเมื่อปี 2005 แม้จะได้รับอิสรภาพ แต่บรุคเนอร์ยังต้องติดอุปกรณ์ติดตามที่ข้อเท้า ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ และต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ทุกครั้งหากจะต้องเดินทางออกจากที่พัก

หลายฝ่ายเชื่อว่า บรุคเนอร์ ชาวเยอรมันวัย 48 ปีผู้นี้ เป็นผู้ต้องสงสัยคนสำคัญในคดีการหายตัวอย่างลึกลับเป็นปริศนาของแมเดอลีน ขณะที่เธอนอนหลับในอพาร์ตเมนต์ในเมือง ไปรอา ดา ลุซ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2007 เป็นช่วงที่ครอบครัวพาเธอไปท่องเที่ยวพักผ่อนหน้าร้อน ตอนที่แมเดอลีนหายตัวไปนั้น เจอร์รีและเคต พ่อและแมทิ้งให้เธอนอนหลับในห้องพัก แล้วออกไปรับประทานอาหารมื้อค่ำ ห่างจากที่พักแค่ 50 เมตร

เหตุการณ์นี้ ถือเป็นคดีเด็กสูญหายที่โด่งดังที่สุดคดีหนึ่งของโลกที่ยังไม่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้ ส่วนหนึ่งมาจากพ่อแม่ของเธอเดินหน้าเรียกร้องความยุติธรรมให้กับลูกสาวอย่างต่อเนื่อง ไม่เคยยอมแพ้ ทำให้ชื่อและใบหน้าของแมเดอลีนยังปรากฎในข่าวมาจนถึงปัจจุบัน และจะกลับมาอยู่ในความสนใจของสาธารณชนทุกครั้งที่มีความคืบหน้าใหม่ๆ นอกจากนี้ แมเดอลีนยังเป็นเหยื่อในคดีเด็กหายที่ ‘สมบูรณ์แบบ’ คือเป็นเด็กหญิงผิวขาว ผมสีบลอนด์ น่ารัก ดูน่าทะนุถนอม และมาจากครอบครัวชนชั้นกลาง ทำให้คดีนี้ได้รับความสนใจจากสื่อและสาธารณชนต่อเนื่อง แตกต่างจากคดีเด็กหายอื่นๆ

ใครคือ คริสเตียน บรุคเนอร์?

สำหรับบรุคเนอร์ใช้ชีวิตอยู่ในภูมิภาคอัลการ์ฟ ของโปรตุเกสตั้งแต่ปี 1995 จนถึงปี 2007 แม้จะไม่มีงานทำ และใช้เวลาช่วงชีวิตส่วนใหญ่เป็นคนไร้บ้าน ลักเล็กขโมยน้อย มีประวัติอาชญากรรมโชกโชน รวมถึงเคยถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศเด็กหลายคดีตั้งแต่ปี 1994

ชื่อของบรุคเนอร์เข้ามาเกี่ยวข้องในคดีการหายตัวไปของแมเดอลีน แมคคาน นี้ตั้งแต่ปี 2020 หลังจากเจ้าหน้าที่โปรตุเกสและอังกฤษ พบหลักฐานข้อมูลในโทรศัพท์มือถือที่ชี้ว่า เขาอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงช่วงที่เด็กหญิงหายตัวไป แต่เจ้าหน้าที่ขาดหลักฐานอื่นๆ ที่มีน้ำหนัก ทำให้ไม่สามารถแจ้งข้อหาหรือดำเนินคดีกับบรุคเนอร์ได้ ขณะที่เจ้าตัวก็ปฏิเสธความเกี่ยวข้องในคดีนี้ และที่ผ่านมา ก็ไม่เคยถูกจับกุมและขึ้นศาลในฐานะผู้ต้องสงสัยในคดีการหายตัวไปของแมเดอลีนอย่างเป็นทางการ

ขณะที่ในตอนแรก พ่อแม่ของแมเดอลีนตกเป็นผู้ต้องสงสัย เนื่องจากทีมพิสูจน์หลักฐานพบรอยเลือดอยู่ในรถยนต์ที่พวกเขาเช่ามาหลังจากที่แมเดอลีนหายตัวไปราว 25 วัน พวกเขาสันนิษฐานว่าหนูน้อยเสียชีวิตโดยอุบัติเหตุและพ่อแม่พยายามอำพรางคดี แต่สถานภาพผู้ต้องสงสัยของเคตและเจอร์รีก็โดนยกเลิกไปในปีถัดมา เมื่อไม่พบหลักฐานยืนยันข้อสันนิษฐานดังกล่าว

ในภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับคดีของแมเดอลีน ที่หนังสือพิมพ์ The Sun ของอังกฤษเพิ่งเผยแพร่ออกมาเมื่อไม่นานมานี้ ระบุว่า เจ้าหน้าที่ที่ค้นโรงงานร้างของบรุคเนอร์ ที่เขาเคยซื้อไว้นานแล้วทางตะวันออกของเยอรมนี พบซากสุนัขตายของเขาและในหลุมที่ฝังสุนัขก็มีสิ่งของอื่นๆ ฝังร่วมด้วย เป็นกระเป๋าเงินที่ใส่อุปกรณ์เก็บข้อมูลแบบยูเอสบีพอร์ต 6 อันและเมโมรีการ์ด 2 อันเอาไว้ หลังจากเปิดดูข้อมูลข้างใน เจ้าหน้าที่พบว่ามีข้อมูลส่วนหนึ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง ว่าจะเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม

นอกจากนี้ พวกเขายังพบชุดว่ายน้ำเด็ก 75 ชุด และในฮาร์ดไดรฟ์คอมพิวเตอร์ของบรุคเนอร์ก็มีภาพถ่ายสถานที่ในบริเวณใกล้เคียงกับจุดที่แมเดอลีนหายตัวไป รวมถึงคำกล่าวอ้างว่า เมื่อปี 2551 บรูคเนอร์เคยสารภาพกับเพื่อนคนหนึ่งว่า เขาฆ่าเด็กหญิงคนหนึ่ง และแปลกใจที่เด็กหญิง ‘ไม่ร้องเลย’

ในเดือนมิถุนายนปีนี้ เจ้าหน้าที่โปรตุเกสและเยอรมนีได้ลงพื้นที่ค้นหาเบาะสถานที่ต่างๆ ที่ครอบครัวเด็กหญิงเคยใช้เวลาอยู่ในช่วงที่เด็กหญิงหายตัวไป รวมถึงสถานที่หลายแห่งที่เชื่อมโยงกับบรุคเนอร์ แต่ก็ไม่พบเบาะแสใดๆ เพิ่ม เช่นเดียวกับการค้นหาใกล้เขื่อนอาราด (Arade Dam) ห่างจากเมืองไปรยา ดา ลุซ เกือบ 50 กิโลเมตร เมื่อปี 2023 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่บรุคเนอร์เคยถ่ายรูปและวิดีโอตัวเองไว้ในช่วงปี 2000-2017 แต่ไม่พบความคืบหน้าใด ๆ

ส่วนเจอร์รีและเคต พ่อและแม่ของแมเดอลีน ยังคงตามหาบุตรสาว ที่หากมีชีวิตอยู่ขณะนี้ จะมีอายุ 22 ปี และจะออกแถลงการณ์ทุกวันครบรอบที่เธอหายสาบสูญไป ขณะที่ปัจจุบัน แม้ทางการเยอรมันจะสงสัยว่าบรุกเนอร์อาจก่อเหตุฆาตกรรม แต่ตำรวจอังกฤษยังคงถือว่าคดีของแมเดลีนเป็นคดีบุคคลสูญหาย โดยการสืบสวนคดีนี้ภายใต้ปฏิบัติการที่มีชื่อว่า Operation Grange มีเจ้าหน้าที่อังกฤษ โปรตุเกส และเยอรมนีเข้าร่วม ได้รับเงินทุนสนับสนุนไปแล้วกว่า 13.2 ล้านปอนด์ (ประมาณ 608 ล้านบาท) ตั้งแต่ปี 2011 และเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ยังได้รับเงินเพิ่มอีก 108,000 ปอนด์ (ประมาณ 5 ล้านบาท) จากรัฐบาลอังกฤษอีกด้วย

แม้บรุคเนอร์จะได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ แต่เจ้าหน้าที่อังกฤษเชื่อว่า เขายังคงเป็นผู้ต้องสงสัยคนสำคัญที่สุดในคดีการหายตัวไปของแมดเดอลีน สื่ออังกฤษรายงานว่า เจ้าหน้าที่กำลังพิจารณาหาแนวทางในการส่งตัวบรุคเนอร์เป็นผู้ร้ายข้ามแดน เพื่อนำตัวมาขึ้นศาลในคดีนี้ต่อไป

ดาโน โทนาลี