
คุยกัน 7 วันหน : สถาปนา ‘สาธารณรัฐกอทูเลย์’ อีกหนึ่งวิกฤตและรอยร้าวกลุ่มชาติพันธุ์เมียนมา
วันอาทิตย์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
คุยกัน 7 วันหน : สถาปนา ‘สาธารณรัฐกอทูเลย์’ อีกหนึ่งวิกฤตและรอยร้าวกลุ่มชาติพันธุ์เมียนมา
เมื่อวันที่ 5 ม.ค. ที่ผ่านมา มีข่าวสำคัญเกิดขึ้นใกล้กับบ้านเรา เมื่อมีการจัดพิธีประกาศเอกราช สถาปนา “สาธารณรัฐกอทูเลย์” (Republic of Kawthoolei) ที่ฐานที่มั่นชายแดนไทย-เมียนมา ในค่ายอูเกอคี บ้านชูกะลี จังหวัดเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา ซึ่งเป็นฐานที่มั่นยุทธศาสตร์สำคัญบริเวณชายแดนตรงข้ามกับตำบลหนองหลวง อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก โดยมี พล.อ. เนอดา เมียะ (Nerdah Mya) ผู้นำกองทัพกอทูเลย์ หรือ KTLA และบุตรชายของนายพลโบเมียะ อดีตผู้นำระดับตำนานของชาวกะเหรี่ยง เป็นประธานในพิธีประกาศเอกราชและสถาปนาสาธารณรัฐกอทูเลย์อย่างเป็นทางการ
ในพิธีมีการเดินสวนสนามของกองกำลังทหารกอทูเลย์และการเปิดตัวคณะผู้นำรัฐบาลใหม่ ท่ามกลางสายตาของประชาชนและผู้นำทางทหารรวมกว่า 400 คนที่เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมกับมีการประกาศโครงสร้างรัฐบาลและการประกาศตัวเป็นประธานาธิบดี พล.อ. เนอดา เมียะ ได้ประกาศจัดตั้ง “รัฐบาลกอทูเลย์” (Government of Kawthoolei – G.O.K.) หมายถึง “ดินแดนที่ปราศจากความมืดมน” พร้อมรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรก มีการแต่งตั้งคณะบริหารชุดสำคัญเพื่อขับเคลื่อนรัฐใหม่ ประกอบด้วย ซอ ฮซาร์ เกย์ โป (Saw Sa Ge Po / Saw Sa Hsar Gay Po)ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีคนที่ 1 และรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, ซอ เดวิด ทาเคอร์พอว์ (Saw David Takabo)เป็นรองประธานาธิบดีคนที่ 2 และรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการพันธมิตร, ซอ โพว์ ทูเลย์ (Saw Po Tu Le) ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการศาสนา และ ซอ เดวิด ลอว์ดู (Saw David Law Du / David Lawdoo) เป็นรองนายกรัฐมนตรีควบตำแหน่งรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
รัฐบาลใหม่กอทูเลย์ ตั้งเป้าที่จะสร้างระบบการปกครองที่เป็นรูปธรรม เริ่มจากประกาศว่าจะใช้ระบอบประชาธิปไตย และระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี มีแผนจะจัดตั้งกระทรวงรวมทั้งสิ้น 16 กระทรวง ครอบคลุมด้านมหาดไทย, การคลัง, ป่าไม้, เกษตรกรรม, การทำเหมืองแร่ และสาธารณสุข การออกบัตรประจำตัวประชาชนชนชาติกะเหรี่ยง การวางโครงสร้างการบริหารตามลำดับขั้น และการกำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุก 4 ปี โดยยึดถือหลักประชาธิปไตย ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี และอ้างอิงปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเป็นฐานในการประกาศเอกราช
รัฐบาลกอทูเลย์ยังอ้างสิทธิใน “การกำหนดชะตากรรมตนเอง” (Right to Self-Determination) อ้างอิงถึงกฎหมายสากลและอนุสัญญาสำคัญของสหประชาชาติอย่างละเอียด ได้แก่ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR), อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และ อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) พล.อ. เนอดา เมียะ ระบุว่า ชาวกะเหรี่ยงในดินแดนบรรพบุรุษแห่งนี้ต้องเผชิญกับการกดขี่ การเลือกปฏิบัติ และความรุนแรงอย่างเป็นระบบจากรัฐบาลทหารเมียนมามาอย่างยาวนานกว่า 77 ปี นับตั้งแต่ปี 2492 ซึ่งในสภาวะที่รัฐบาลเมียนมาปัจจุบันตกอยู่ในสภาวะล่มสลาย การจัดตั้งรัฐอิสระจึงเป็นหนทางเดียวที่จะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและสันติภาพของประชาชนได้
พล.อ. เนอดา เมียะ ประธานาธิบดีแห่งกอทูเลย์เน้นย้ำว่า รัฐใหม่จะปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ยึดหลักนิติรัฐ และดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบตลาดเสรีที่เปิดกว้างต่อความร่วมมือกับนานาชาติ และยังได้ส่งสัญญาณไปยังมหาอำนาจและประชาคมโลกให้ร่วมรับรองสถานะและสนับสนุนด้านมนุษยธรรมและการทูต พร้อมทั้งแสดงจุดยืนไม่ยอมรับการเลือกตั้งในเมียนมาที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ โดยบอกว่าประชาชนไม่อยากเข้าร่วมการเลือกตั้ง เพราะมองว่าเป็นเพียงเครื่องมือของเผด็จการทหารที่ประชาชนไม่เชื่อมั่น และหากยังไม่มีประชาธิปไตยที่แท้จริง ความไม่สงบก็จะดำเนินต่อไปโดยไม่มีทางสิ้นสุด
อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวนี้กลับถูกคัดค้านอย่างรุนแรงจากสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือ KNU ซึ่งเป็นองค์กรการเมืองหลักของชาวกะเหรี่ยง โฆษก KNU ระบุว่าสิ่งที่ พล.อ. เนอดา เมียะ ทำเป็นเรื่องที่ “ไร้น้ำหนักและน่าอับอาย” เนื่องจากกลุ่ม KTLA แยกตัวออกจาก KNU ไปแล้ว และไม่ได้เป็นตัวแทนของชาวกะเหรี่ยงส่วนใหญ่ KNU ยังคงยึดมั่นในแนวทาง ‘สหพันธรัฐประชาธิปไตย’ ที่ต้องการอยู่ร่วมกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ในฐานะส่วนหนึ่งของเมียนมา มากกว่าการแยกตัวเป็นเอกราชเด็ดขาดแบบที่ KTLA ทำอยู่ในตอนนี้
ขณะที่รัฐบาลทหารเมียนมาถือว่าการกระทำนี้เป็นการกบฏและท้าทายอำนาจรัฐอย่างร้ายแรง และได้ยกระดับการเฝ้าระวังและเริ่มปฏิบัติการทางอากาศในพื้นที่ใกล้ค่ายอูเกอคี เพื่อกวาดล้างกลุ่ม KTLA ของพลเอกเนอร์ดาห์ เมีย โดยมองว่ากลุ่มนี้เป็นผู้ก่อการร้ายที่ขัดขวางกระบวนการสร้างเอกภาพของชาติ ขณะที่ พลเอก มิน อ่อง หล่าย ผู้นำสูงสุดของเมียนมา ย้ำว่ากองทัพคือผู้พิทักษ์ความมั่นคงเพียงหนึ่งเดียว และประณามกลุ่มชาติพันธุ์ที่ต้องการแยกตัวว่าเป็น “ลัทธิสุดโต่ง” ที่ทำลายโอกาสในการจัดเลือกตั้งที่รัฐบาลทหารกำลังพยายามผลักดันในช่วงมกราคม 2026 นี้
ด้านนักวิชาการบางคนมองว่า นี่อาจเป็นกลยุทธ์ “โหนกระแส” สถานการณ์โลกเพื่อพื้นที่สื่อและดึงงบประมาณสนับสนุนจากต่างชาติ ในช่วงที่การเมืองในเมียนมาและโลกกำลังผันผวน มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนสถานะทางการเมืองที่แท้จริงในทันที เนื่องจากในทางปฏิบัติ KTLA ยังขาดการควบคุมพื้นที่และการบริหารที่เป็นระบบอย่างแท้จริง ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า การยอมรับในระดับสากลยังเป็นเรื่องยาก เนื่องจากยังขาดการกำหนดอาณาเขตที่ชัดเจน ไม่มีระบบการบริหารจัดการประชากรและทรัพยากรที่ครอบคลุม และความแตกแยกภายในกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ทำให้ขาดความเป็นเอกภาพในการเจรจาระดับสากล
แน่นอนว่า การประกาศเอกราชของกอทูเลย์ มีผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากรัฐกะเหรี่ยงมีพื้นที่ทอดยาวตลอดแนวชายแดนตะวันตกของไทย ตั้งแต่แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี ไปจนถึงเพชรบุรี ซึ่งเป็นทั้งจุดยุทธศาสตร์ทางการทหารและเส้นทางค้าขายสำคัญ การประกาศเป็นรัฐเอกราชและการยกระดับการสู้รบ กำลังสะท้อนความแตกแยกภายในกลุ่มการเมืองกะเหรี่ยงที่ชัดเจนขึ้น ระหว่างฝ่ายที่ต้องการสหพันธรัฐ คือ KNU และฝ่ายที่ต้องการเอกราชสมบูรณ์ หรือ KTLA และอาจนำมาซึ่งวิกฤตมนุษยธรรมจากผู้หนีภัยสงคราม ปัญหาความมั่นคงบริเวณชายแดน และอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความขัดแย้งกลุ่มชาติพันธุ์ในเมียนมา
โดย ดาโน โทนาลี





.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)