#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/776873
คุยกัน 7 วันหน : ข่าวเด่นต่างประเทศ ประจำปี 2566
วันอาทิตย์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.45 น.
ปี 2566 กำลังจะผ่านพ้นไป ตลอดปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ทั้งสงคราม ความขัดแย้ง การประชุมครั้งสำคัญ ไปจนถึงอุบัติเหตุสะเทือนขวัญและภัยพิบัติน้อยใหญ่ ไปติดตามได้จากประมวลข่าวต่างประเทศ ประจำปีนี้ แล้วพบกันใหม่ ในหน้าข่าวต่างประเทศ ประจำปี 2567
สงครามอิสราเอล-ฮามาส
ทั่วโลกต้องตกตะลึงกับเหตุโจมตีสุดสะเทือนขวัญ เมื่อกองกำลังนักรบฮามาสนับพันคน ที่ปกครองดินแดนฉนวนกาซาในปาเลสไตน์ ได้บุกจู่โจมอิสราเอลอย่างไม่ทันตั้งตัว ในเช้าตรู่วันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมาสังหารผู้คนในอิสราเอลไปกว่า 1,200 คน พร้อมจับตัวประกันทั้งชาวอิสราเอล และชาวต่างชาติราว 240 ชีวิต กลับไปยังฉนวนกาซา
อิสราเอลได้ประกาศสงครามกับกลุ่มฮามาสในทันที ด้วยการทิ้งระเบิดโจมตีพื้นที่ตอนเหนือของฉนวนกาซาอย่างหนักหน่วงโดยชี้ว่าเป็นฐานบัญชาการสำคัญของกลุ่มฮามาส ก่อนจะเปิดฉากโจมตีภาคพื้นในเวลาไม่ถึงเดือนหลังจากนั้น ปฏิบัติการทั้งภาคพื้น ทางอากาศ และทางน้ำ ของอิสราเอลต่อฉนวนกาซานานกว่า 2 เดือนที่ผ่านมา คร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาไปแล้วร่วม 20,000 ราย เกือบครึ่งของจำนวนนี้เป็นเด็ก ความรุนแรง ยังนำมาสู่วิกฤตด้านมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง เนื่องจากทำให้ชาวกาซามากเกือบ 1.8 ล้านคน จากประชากร 2.3 ล้านคน ต้องไร้ที่อยู่อาศัย และพื้นที่ส่วนใหญ่ในกาซา กลายเป็นซากปรักหักพังจากการถูกระดมโจมตี
กองทัพอิสราเอลกล่าวหาว่า กลุ่มฮามาสใช้โครงสร้างพื้นฐานพลเรือน รวมถึงโรงพยาบาลต่างๆ เป็นฐานปฏิบัติการ ซึ่งขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ ที่ห้ามโจมตีศูนย์การแพทย์, โรงเรียน, มัสยิด หรือพื้นที่ชุมชน ในภาวะสงคราม แต่เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน หลังความพยายามเจรจาจากหลายฝ่ายนานกว่า 40 วัน เพื่อหวังให้เกิดการหยุดยิงอย่างถาวร ผลการเจรจา ทำให้เกิดการหยุดยิง 4 วัน เพื่อแลกเปลี่ยนตัวประกันและนักโทษ ตลอดจนการส่งความช่วยเหลือเข้าสู่ฉนวนกาซามากขึ้น และมีการขยายการหยุดยิงชั่วคราวเป็น 7 วัน โดยมี การปล่อยตัวประกันทั้งหมด 105 คน เป็นคนไทย 23 คน ขณะที่ชาวปาเลสไตน์ 240 ถูกปล่อยออกจากเรือนจำอิสราเอล แต่ท้ายสุด เมื่อเจรจากันไม่สำเร็จ ปฏิบัติการโจมตีกาซาจากทัพอิสราเอล ก็กลับมาหนักหน่วงอีกครั้ง
สงครามรัสเซีย-ยูเครน
สถานการณ์ความขัดแย้งทางการทหารระหว่างรัสเซียกับยูเครน ยังคงเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่ผู้คนทั่วโลกให้ความสนใจต่อเนื่องแม้จะไม่ได้เป็นข่าวใหญ่ประเด็นดังให้หลายฝ่ายเกาะติดเหมือนช่วงที่เกิดสงครามใหม่ๆ ในปีที่แล้วส่วนหนึ่งมาจากการที่ทั้งรัสเซียและยูเครน ยังคงสามารถยันกันอยู่ตามสมรภูมิรบแนวหน้าต่างๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกของยูเครน ที่รัสเซียพยายามหาทางบุกขยับประชิดหวังให้ทัพหน้าเคลื่อนพลคืบหน้าเข้าไปลึกยังดินแดนยูเครนมากขึ้นแต่ทหารยูเครนก็ยังสามารถต้านทานการบุกของรัสเซียไว้ได้ ทั้งยังดำเนินความพยายามรุกตอบโต้กลับสร้างความเสียหายให้กับกองกำลังรัสเซียไม่น้อย
การสู้รบที่ยืดเยื้อยาวนาน เริ่มทำให้ทุกฝ่ายอ่อนล้าและประสบปัญหาขาดแคลนอาวุธยุทโธปกรณ์โดยเฉพาะยูเครนที่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากชาติพันธมิตรตะวันตก ในเรื่องกระสุน รถถัง ยานยนต์หุ้มเกราะ ปืนใหญ่ ไปจนถึงเครื่องบินรบ ประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ต้องตระเวนเดินสายไปพบหารือกับบรรดาผู้นำชาติพันธมิตรต่างๆ เพื่อขอความสนับสนุนทั้งด้านอาวุธยุทโธปกรณ์และงบประมาณ โดยย้ำว่า หากไม่มีการเติมกระสุน หรือส่งมอบอาวุธและเครื่องบินรบทันสมัยให้ยูเครน รัสเซียที่มีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยกว่า ก็จะกลับมาชิงความได้เปรียบ ไปจนถึงอาจเป็นผู้ชนะในสงครามได้ ซึ่งชาติตะวันตกคงไม่อยากเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้น
อย่างไรก็ดี ความหวังของยูเครนก็ดูเหมือนจะมีอุปสรรคไม่น้อย ทั้งจากสหรัฐฯ ผู้สนับสนุนรายใหญ่ ที่นับตั้งแต่รัสเซียส่งกำลังทหารรุกรานตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2022 รัฐสภาสหรัฐฯ ได้จัดสรรงบประมาณให้ยูเครนไปแล้วกว่า111,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 3.8 ล้านล้านบาท) ทั้งด้านการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์และความช่วยเหลือ ด้านเศรษฐกิจ แต่ยูเครนยังคงต้องการความช่วยเหลือเพิ่มอีก 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 2.1 ล้านล้านบาท) ซึ่งจนถึงตอนนี้ก็ยังติดขัด เพราะสมาชิกวุฒิสภาสังกัดพรรครีพับลิกันโหวตคว่ำร่างงบประมาณก้อนนี้ไปแล้ว
ส่วนรัสเซียเอง ต้องเผชิญเหตุการณ์ที่น่าตื่นตกใจ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ที่กองกำลังนักรบรับจ้างแวกเนอร์ นำโดย เยฟเกนี พริโกซิน ที่มีส่วนร่วมช่วยทหารรัสเซียทำสงครามกับยูเครน กระทำการอุกอาจด้วยการนำกำลังนักรบติดอาวุธเคลื่อนพลจากเมืองทางตะวันตกของรัสเซีย หวังมุ่งหน้าไปยังกรุงมอสโก อ้างว่าเพื่อโค่นล้มรัฐบาลประธานาธิบดี วลาดีมีร์ปูติน นับเป็นการท้าทายอำนาจครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ผู้นำรัสเซียขึ้นบริหารประเทศ
แต่หลังจากนั้นเพียง 24 ชั่วโมง รัฐบาลรัสเซียก็ประกาศว่า วิกฤตการณ์เรื่องนี้ยุติลงแล้ว โดยมีประธานาธิบดี อเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนโก ผู้นำเบลารุสเข้ามาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยข้อพิพาท จนพริโกซินยอมเลิกล้มความตั้งใจเคลื่อนทัพไปมอสโก แต่เขายืนยันว่า ตนไม่ได้ขัดแย้งหรือต้องการโค่นล้มปูตินแต่อย่างใด เพียงแต่ขัดแย้งและไม่พอใจผู้นำกองทัพและเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระทรวงกลาโหมรัสเซียเท่านั้น
พริโกซินและแวกเนอร์เงียบหายไปหลังจากนั้นนานนับเดือน และต้องย้ายไปตั้งหลักในเบลารุส อย่างไรก็ดี วันที่ 23 สิงหาคม เครื่องบินที่พริโกซินและแกนนำระดับสูงของกลุ่มแวกเนอร์หลายคนโดยสารเพื่อเดินทางจากกรุงมอสโกไปยังนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กประสบอุบัติเหตุตกในภูมิภาคตเวียร์ ห่างจากมอสโกราว 100 กิโลเมตร ส่งผลให้พริโกซินและคนบนเครื่องบินรวม 10 คนเสียชีวิตยกลำ ท่ามกลางกระแสคาดคะเนจากนักวิเคราะห์ฝั่งตะวันตกว่า เหตุเครื่องบินตกที่คร่าชีวิตพริโกซินไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่อาจเกิดจากระเบิดที่ซุกซ่อนไว้บนเครื่องบิน เพื่อหวังลอบสังหารเขา
ยานไททันระเบิดขณะมุ่งหน้าสู่ไททานิค
ยานดำน้ำไททัน ที่ให้บริการโดยบริษัท โอเชียนเกต ได้สูญหายไปขณะที่พาผู้โดยสารจำนวน 5 คนลงไปเยี่ยมชมซากเรือไททานิคที่จมอยู่ก้นมหาสมุทรแอตแลนติก ที่มีความลึกถึง 3,800 เมตร เมื่อวันที่18 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้กลายเป็นกระแสและได้รับความสนใจไปทั่วโลกในช่วงเวลานั้น ประกอบกับหนึ่งในผู้โดยสารก็คือ สต็อกตัน รัช ซีอีโอของบริษัทโอเชียนเกต ที่จัดทัวร์ชมซากเรือไททานิคครั้งนี้เอง ทำให้คนส่วนใหญ่จึงมั่นใจว่าไม่น่าจะมีเรื่องผิดพลาดเกิดขึ้น
หลังจากที่มีข่าวนี้กระจายออกมา ทั้งสหรัฐฯ และแคนาดา รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างก็ระดมกำลังเร่งค้นหายานดำน้ำไททันที่สูญหายไปแข่งกับเวลา เนื่องจากออกซิเจนภายในยานไททันจะอยู่ได้ 96 ชั่วโมง หรือประมาณ 4 วัน แต่การค้นหาก็เป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากมีอุปสรรคจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นจุดที่ยานไททันหายไปอยู่ค่อนข้างลึก แถมยังเป็นบริเวณที่แสงผ่านไปไม่ถึงแล้ว ทำให้ทัศนวิสัยค่อนข้างต่ำ จำเป็นต้องใช้เครื่องโซนาร์ หรือ อุปกรณ์ส่งเสียงความถี่สูงสำหรับใช้ตรวจหาวัตถุใต้น้ำเพื่อระบุตำแหน่งของยานดำน้ำไททันที่หายไป ซึ่งช่วงแรก ไม่พบสัญญาณใดๆ จึงทำให้ผู้เชี่ยวชาญบางคนเชื่อว่า ยานดำน้ำไททันอาจจะถูกกระแสน้ำพัดไปไกลแล้ว
จนกระทั่งวันที่ 22 มิถุนายน หรือ 4 วันหลังยานสูญหาย ก็มีการค้นพบเศษซากต้องสงสัยใกล้กับซากเรือไททานิค ก่อนที่ในเวลาต่อมาจะมีการยืนยันว่า ซากดังกล่าวเป็นของยานดำน้ำไททัน ขณะที่เจ้าหน้าที่ยามชายฝั่งสหรัฐฯ ได้ออกมาแถลงข่าวชี้แจงกรณีการสูญหายไปของยานดำน้ำไททันว่า เกิดจากการบีบอัดอย่างรุนแรงที่ทำให้วัตถุยุบตัว (Implosion) โดยมีสาเหตุจากแรงดันภายในตัวยานดำน้ำไททันต่ำกว่าแรงดันน้ำด้านนอก และโครงสร้างยานไม่แข็งแรงพอที่จะต้านทานแรงดันนั้นได้ ก่อนที่จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการว่าทุกคนบนยานดำน้ำไททันเสียชีวิตทั้งหมด ซึ่งก็สร้างความประหลาดใจให้แก่หลายๆ คน เนื่องจากนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ยานดำน้ำไททันลงมาสำรวจซากเรือไททานิค ที่อยู่ก้นทะเลลึกเกือบ 4,000 เมตร หลายคนต่างตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น
ไบเดนพบสี จิ้นผิง ดับไฟขัดแย้งสหรัฐฯ-จีน
ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าการพบปะหารือแบบทวิภาคีทั้งในรูปของการประชุมแบบเต็มองค์คณะ และ แบบตัวต่อตัวที่รวมทั้งการเดินเล่นพร้อมกับพูดคุยกันระหว่างประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐฯ กับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผู้นำจีน นอกรอบการประชุมสุดยอดผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ที่สหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพ ที่นครซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน ได้ทำให้อุณหภูมิการเมืองโลกเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด หลังจากในช่วงที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ของสหรัฐฯและจีน อยู่ในสภาวะลุ่มๆ ดอนๆ มาตลอด จากปัญหาขัดแย้งต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นด้านการค้าการขาย ด้านภูมิรัฐศาสตร์การแข่งขันขยายอิทธิพลในมหาสมุทรแปซิฟิก และปัญหาช่องแคบไต้หวัน
แต่หากจะถามว่า การพบหารือกันของผู้นำสหรัฐฯและจีนนี้เกิดดอกผลอะไรบ้าง คำตอบแบบภาษาการทูต คือ “สมประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย” อย่างน้อยได้พูดคุยเคลียร์ใจกันในวงเจรจาระดับผู้นำ ถือว่าสำเร็จตามเป้าหมายทางการทูต ทั้งในเรื่องของการแก้ไขปัญหาโลกร้อน ที่ทั้งสองประเทศ ซึ่งเป็นประเทศผู้ปล่อยก๊าซก่อปัญหาโลกร้อนรายใหญ่ที่สุดในโลก ตกลงเพิ่มมาตรการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ หรือ ภาวะโลกร้อน สัญญาร่วมมือชะลอการปล่อยก๊าซมีเทน และ ร่วมกันสนับสนุนความพยายามของโลกเพื่อเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็น 3 เท่าภายในปี 2030
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังตกลงกลับมาฟื้นช่องทางสื่อสารทางการทหารรอบใหม่ หลังจากจีนได้ปิดประตู ตัดช่องทางสื่อสารระหว่างกองทัพของทั้งสองประเทศเมื่อปีที่แล้ว เพื่อตอบโต้กรณี แนนซี เพโลซี อดีตประธานสภาผู้แทนฯ เดินทางเยือนไต้หวัน ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน ยิ่งทรุดหนักหลังเหตุการณ์บอลลูนต้องสงสัยเป็นเครื่องมือจารกรรมของจีน ลอยเหนือน่านฟ้าสหรัฐฯเมื่อช่วงต้นปีนี้ก่อนถูกสหรัฐฯยิงตกในมหาสมุทรแอตแลนติก ฝ่ายจีนปฏิเสธภารกิจจารกรรมเป็นเพียงบอลลูนตรวจสอบสภาพอากาศ ไม่ได้จงใจรุกล้ำน่านฟ้าของสหรัฐฯ ก่อนที่สหรัฐฯจะเปิดผลสอบสวนว่า ไม่ใช่บอลลูนจารกรรม
ส่วนอีกเรื่องที่ละเอียดอ่อน ผู้นำสหรัฐฯและจีน ได้หารือเกี่ยวกับปัญหาตึงเครียดในช่องแคบไต้หวัน สี จิ้นผิง ได้กล่าวกับประธานาธิบดีไบเดนว่า สหรัฐฯ ควรหยุดให้การสนับสนุนด้านอาวุธกับไต้หวัน ส่วนการรวมเอาไต้หวันเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับจีน เป็นเรื่องที่ไม่สามารถหยุดได้ ส่วนไบเดนบอกว่า สหรัฐฯ ยึดนโยบายจีนเดียว ไม่ได้สนับสนุนการแยกเป็นรัฐอิสระหรือแยกเอกราชของไต้หวัน
อุณหภูมิที่ดีขึ้นระหว่าง 2 ชาติยักษ์ใหญ่ของโลก แต่ปีหน้าจะร้อนขึ้น หรือเย็นลงอย่างไร ต้องติดตาม
แล้วพบกันใหม่ ปี 2567 ครับ
โดย ดาโน โทนาลี