คุยกัน 7 วันหน : เลือกตั้งอินโดนีเซีย 2024 ‘ประชาธิปไตย’ หรือ ‘ราชวงศ์ทางการเมือง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/786375

คุยกัน 7 วันหน : เลือกตั้งอินโดนีเซีย 2024  ‘ประชาธิปไตย’ หรือ ‘ราชวงศ์ทางการเมือง’

คุยกัน 7 วันหน : เลือกตั้งอินโดนีเซีย 2024 ‘ประชาธิปไตย’ หรือ ‘ราชวงศ์ทางการเมือง’

วันอาทิตย์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

อินโดนีเซีย ประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 1 ของภูมิภาคอาเซียน และอันดับที่ 4 ของโลก กำลังจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันแห่งความรัก 14 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งคนกว่า 200 ล้านคน มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง(มากกว่าสหรัฐฯ เสียอีก) และในจำนวนนี้กว่า 100 ล้านคน เป็นคนหนุ่มสาวที่คนที่เพิ่งได้สิทธิ์เลือกตั้งครั้งแรก ทำให้ผู้สมัครเลือกตั้งทุกคนต้องเดินเกมหาเสียงผ่านแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์กันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะ TikTok และ Instagram ที่ดึงดูดเหล่าคนออกเสียงหน้าใหม่ได้เป็นอย่างดี

นอกจากเลือกตั้งประธานาธิบดีและคู่ชิงรองประธานาธิบดีแล้ว จะยังมีการเลือกตั้งผู้แทน ทั้งระดับประเทศ,จังหวัด และท้องถิ่นอีกเกือบ 20,000 ตำแหน่ง จากผู้สมัครในทุกสนาม รวมแล้วเกือบ 250,000ชีวิต

และนี่คือการจัดเลือกตั้งในหนึ่งวันที่ใหญ่ที่สุดในโลก

อดีตที่ผ่านมา อินโดนีเซีย เป็นประเทศที่มีผู้ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งสูงมาก อย่างเมื่อปี 2019มีผู้ใช้สิทธิ์มากถึง 80% ขณะที่สหรัฐฯมีผู้ใช้สิทธิ์เมื่อปี 2020 เพียง 66% ส่วนประเทศไทยมีผู้ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในปี 2023 ราว 75%

หากพูดถึงระบอบประชาธิปไตยต้องยอมรับว่า อินโดนีเซียยังคงอยู่ในวัยเยาว์ เพราะเคยอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการทหารของนายพลซูฮาร์โต นานถึง 32 ปี ตั้งแต่ปี 1966 ถึง 1998

เมื่อชาวอินโดนีเซียทนต่อระบอบไม่ไหว จึงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตย โดยมี “เมกาวตี ซูการ์โนบุตรี” จากพรรค Indonesian Democratic Party of Struggle (PDIP) กวาดที่นั่งในสภาอย่างถล่มทลาย และทำให้เธอก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรก และคนเดียวในประวัติศาสตร์อินโดนีเซีย ระหว่าง
ปี 2001-2004 และพรรค PDIP นี้เองที่ผลักดันให้ โจโก วิโดโด หรือโจโกวี ซึ่งเคยเป็นคนนอกวงการการเมือง ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งในเวลาต่อมา

ช่วงแรกของการดำรงตำแหน่งวิโดโด กลายเป็นผู้นำที่ได้รับความสนใจไปทั่วโลก เนื่องจากมีบุคลิกและหน้าตาคลับคล้าย บารัค โอบามาประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในสมัยนั้น แม้กำลังจะก้าวลงจากตำแหน่ง หลังครองเก้าอี้มานาน 10 ปี แต่ วิโดโดยังคงเป็นผู้นำที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในประเทศ ด้วยคะแนนนิยมสูงถึงราว 80% อีกทั้งยังเป็นผู้นำที่พยายามผลักดันให้อินโดนีเซียขึ้นยืนอยู่บนเวทีโลกได้อย่างสมบูรณ์

การชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอินโดนีเซียปีนี้ อาจดูไม่มีอะไรหวือหวาเพราะดูแล้ว ปราโบโว ซูเบียนโต รัฐมนตรีกลาโหม อดีตคู่ชิงตำแหน่งกับวิโดโดเมื่อปี 2014 พร้อมกับคู่ชิงรองประธานาธิบดี กีบรานราคาบูมิง รากา ลูกชายของวิโดโด น่าจะนอนมา เหนือคู่แข่งอย่างกันจาร์ ปราโนโว จากพรรค PDIP และ อานีส บัสเวดัน ผู้สมัครอิสระ

แม้ดูเหมือนว่าโจโกวี ที่แม้จะเป็นผู้นำที่ทำให้อินโดนีเซียเป็นที่รู้จักมากขึ้นภายใต้การนำของเขาตลอด 10 ปี แต่ในอีกทางหนึ่ง นักวิเคราะห์มองว่า ระบอบประชาธิปไตยของอินโดนีเซียนั้น อาจกำลังถอยหลังลงคลอง จนทำให้เกิดการตั้งคำถามว่านี่คือ “ประชาธิปไตย” หรือ “ราชวงศ์ทางการเมือง” กันแน่

เพราะ “กีบราน ราคาบูมิง รากา” วัย 36 ปี ลูกชายผู้นำประเทศที่ลงสมัครตำแหน่งรองประธานาธิบดีได้รับการแผ้วถางทางจากศาลรัฐธรรมนูญ ให้สามารถสมัครได้ จากเดิมที่ผู้สมัครประธานาธิบดี และรองประธานาธิบดี จะต้องมีอายุ 40 ปี นั่นเพราะ พี่เขยของวิโดโด เป็นหัวหน้าของศาลรัฐธรรมนูญผู้ออกคำตัดสินดังกล่าว และหาก กีบรานชนะ เขาจะกลายเป็นรองประธานาธิบดีที่อายุน้อยที่สุดของประเทศ เคียงคู่กับ ปราโบโวซูเบียนโต อดีตคู่แข่งคนสำคัญวิโดโด

แสดงให้เห็นชัดเจนว่า วิโดโดกำลังสร้าง “อาณาจักรทางการเมือง”และยังปูทางให้ลูกชายลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2029 นี้อีกด้วย

อีกสิ่งที่น่าสนใจสำหรับการเลือกตั้งอินโดนีเซีย คือ กฎหมายการเลือกตั้งที่เข้มงวด เพราะผู้ชนะจะต้องได้คะแนนโหวตเกิน 50% และได้คะแนนอย่างน้อย 20%
ในกว่าครึ่งของจังหวัดในประเทศ หากยังไม่มีใครได้ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้นี้ ก็จะต้องมีการเลือกตั้งซ่อม กับคนที่ได้ที่ 2 ในเดือนมิถุนายน..ที่จะเป็นสนามแข่งขันที่ดุเดือดมากขึ้น

ผู้ที่ติดตามการเมืองในอินโดนีเซียมองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับ “เรื่องส่วนตัว” ของผู้สมัคร มากกว่าที่จะสนใจ “นโยบาย” ที่แต่ละคนชูขึ้นมา และผู้ที่ยังคงครองหน้าสื่อมากที่สุดสำหรับการแข่งขันปีนี้ ก็ยังคงเป็นนายพลซูเบียนโต เพราะเป็นที่รู้จักในวงกว้าง อีกทั้งยังมี Deepfake ของพลเอกซูฮาร์โต ผู้ล่วงลับ ประกาศสนับสนุนเขาอีกด้วย

การเมืองอินโดนีเซียปีนี้จึงน่าจับตาไม่น้อย เพราะ 10 ปีที่วิโดโดอยู่ในอำนาจ อินโดนีเซียถูกมองว่าเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพ รุ่งเรืองอีกทั้งก่อนหมดวาระ วิโดโด ยังเดินหน้าสร้างตัวตนของอินโดนีเซียบนเวทีโลกในหลายเวที เช่น ความพยายามเสนอตัวเป็นตัวกลางเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครน ด้วยการเยือนทั้งสองประเทศ และเชื้อเชิญยูเครนให้เข้าร่วมประชุม G20 ที่เกาะบาหลี

จึงน่าสนใจว่า ผู้นำคนต่อไปของประเทศที่ใหญ่สุดในภูมิภาคอาเซียนแห่งนี้ จะสานต่อเจตนารมณ์แห่งประชาธิปไตย หรือท้ายที่สุดแล้ว จะกลายเป็น “ราชวงศ์ทางการเมือง” ที่วิโดโดปูทางเอาไว้สำหรับลูกชาย?

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : เปิดเหตุผล ‘ปูติน’ จะเยือนเปียงยาง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/784882

คุยกัน 7 วันหน : เปิดเหตุผล ‘ปูติน’ จะเยือนเปียงยาง

คุยกัน 7 วันหน : เปิดเหตุผล ‘ปูติน’ จะเยือนเปียงยาง

วันอาทิตย์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 07.00 น.

ปกติแล้ว ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ไม่ได้เดินทางออกนอกประเทศมากนักนอกจากหมายการประชุมสำคัญๆแต่แผนการเดินทางเยือนเกาหลีเหนือที่กำลังจะมีขึ้นนั้น ถือเป็นการประกาศย้ำชัดถึงนโยบายต่อเกาหลีเหนือ

โดยระหว่างการหารือกับโช ซอน ฮุย ของรัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีเหนือ ที่เดินทางมาเยือนกรุงมอสโก เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ประธานาธิบดีปูตินได้แสดงความสนอกสนใจที่จะเยือนกรุงเปียงยาง เพื่อหารือร่วมกับ คิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ซึ่งหากได้รับการยืนยันตามนั้น นี่จะเป็นการเดินทางเยือนเกาหลีเหนือของปูติน ในรอบกว่า 23 ปี ซึ่งรอบก่อนนั้น เป็นการหารือร่วมกับคิม จอง-อิล บิดาของผู้นำคนปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นการหารือกันของผู้นำทั้งสองประเทศอย่างต่อเนื่อง หลังจากเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว คิม จอง-อึน ทำเซอร์ไพรส์ด้วยการเดินทางด้วยรถไฟขบวนพิเศษข้ามพรมแดนไปยังรัสเซีย และพบหารือกับประธานาธิบดีปูตินมาแล้ว

รามอน ปาเชโค ปาร์โด นักวิชาการด้านเกาหลี แห่งสถาบันGovernance ในกรุงบรัสเซลส์ ของเบลเยียม ระบุว่า ปูตินไม่ได้มีทางเลือกอะไรมากนัก จากการคว่ำบาตรจากนานาชาติ และการเยือนเกาหลีเหนือนี้ จะเป็นการช่วยคิม จอง-อึน ในการส่งสัญญาณไปยังจีนด้วยว่า คิมยังคงมีพันธมิตรอยู่ หลังจากในช่วงที่ผ่านมา บรรดานักวิเคราะห์หลายคนพากันชี้ว่า ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ไม่เต็มใจที่จะยืนเคียงข้างผู้นำคิมอย่างเปิดเผยนัก ดังนั้น หากมีภาพถ่ายร่วมกับปูติน ในดินแดนเกาหลีเหนือจะเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้นำเกาหลีเหนือ

ก่อนหน้านี้ ปูติน เพิ่งพบกับ คิม จอง-อึน เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ที่เมืองวลาดิวอสตอก ทางตะวันออกไกลของรัสเซีย เพื่อหารือเรื่องการทหาร และการแบ่งปันเทคโนโลยีระหว่างกัน ขณะที่คิม จอง-อึน พบกับประธานาธิบดีสีในกรุงเปียงยาง ครั้งหลังสุดเมื่อเดือนมิถุนายน 2019

นับตั้งแต่ที่รัสเซียปฏิบัติการทางการทหารต่อยูเครน เมื่อเกือบ 2 ปีก่อน ผู้นำรัสเซียเดินทางออกนอกประเทศเพียงครั้งเดียว คือ การเยือนคีร์กิซสถาน ประเทศในเอเชียกลาง เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ซึ่งมีขึ้นหลังจากที่ศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC ออกหมายจับเขาเมื่อเดือนมีนาคม กรณีการก่ออาชญากรรมสงครามในยูเครน

นักวิชาการ ระบุว่า การที่รัสเซียแสดงการหนุนหลังเกาหลีเหนือ จะยิ่งทำให้เกาหลีเหนือเปิดหน้าชนกับเกาหลีใต้และสหรัฐฯได้มากขึ้น และรัสเซียยังออกหน้ารับหรือวีโต นโยบายต่างๆ ต่อเกาหลีเหนือในเวทีสหประชาชาติอีกด้วย

ปาร์โด ระบุว่า หลายทศวรรษที่ผ่านมา เกาหลีเหนือต้องพึ่งพิงรัสเซียในด้านการทูต, เศรษฐกิจหรือการทหาร ..แต่นี่จะเป็นครั้งแรกที่รัสเซีย กำลังต้องการความช่วยเหลือ จากเกาหลีเหนือ ซึ่งนั่นอาจเป็นตัวบ่งชี้ถึงความอ่อนแอของรัสเซีย และอยู่ห่างไกลจากมหาอำนาจหลักของโลกอย่าง สหรัฐอเมริกา และจีน มากโข

ขณะที่ เรียว ฮินาตา-ยามากุจิ ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แห่งมหาวิทยาลัยโตเกียว ระบุว่า ในขณะที่การส่งผ่านเทคโนโลยีของรัสเซียกำลังดำเนินการอยู่นั้น เกาหลีเหนือก็ต้องแสดงขีดความสามารถด้านการทหารมากขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นว่า เกาหลีเหนือไม่ได้พึ่งพาต่างชาติ หากแต่ก็สามารถพึ่งพาตนเองได้เช่นกัน

เช่นเดียวกับ ลีฟ-เอริค อีสลีย์ ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยเอฮวา วูแมนส์ ในกรุงโซล ระบุว่า เกาหลีเหนือกำลังใช้ประโยชน์จากภูมิรัฐศาสตร์ “สงครามเย็น 2.0” ในการพึ่งพาซึ่งกันและกัน กับจีน และรัสเซียมากขึ้น ..มากกว่าที่จะเป็นการ “พึ่งพิง” จีนและรัสเซียเพียงฝ่ายเดียว

อย่าลืมว่าก่อนหน้านี้ ในช่วงที่คิม จอง-อึน เยือนรัสเซียนักวิเคราะห์ต่างพากันชี้ว่า อาจเป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลกรุงเปียงยางต้องการอะไรจากมอสโก ซึ่งอาจรวมถึงการแลกเปลี่ยนกระสุนปืนใหญ่ที่รัสเซียต้องการกับอาวุธยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ของรัสเซีย หรืออาจรวมถึงเทคโนโลยีดาวเทียมและขีปนาวุธของกองทัพรัสเซียด้วย ซึ่งในเวลาต่อมา การคาดคะเนดังกล่าวก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะถูกต้อง หลังจากพบหลักฐานว่า รัสเซียใช้ยุทโธปกรณ์ที่เชื่อว่าได้จากเกาหลีเหนือโจมตียูเครน

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังเชื่อว่า ความร่วมมือทางทหารระหว่างเกาหลีเหนือและรัสเซียอาจรวมถึงการช่วยพัฒนากองทัพอากาศของเกาหลีเหนือให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น เนื่องจากเครื่องบินรบที่เปียงยางใช้อยู่ในปัจจุบันนั้นส่วนใหญ่มาจากสมัยทศวรรษ 1980เมื่อครั้งที่รัสเซียยังเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต

ข้อมูลจาก Global Firepower2024 ที่รายงานด้านความแข็งแกร่งทางการทหาร พบว่า เกาหลีใต้ เพื่อนบ้านคู่รักคู่แค้น จัดอยู่ในอันดับที่ 5 ของโลก ในแง่ของความแข็งแกร่งทางการทหาร ขณะที่เกาหลีเหนืออยู่อันดับที่ 36 แต่หากเกาหลีเหนือได้รับความช่วยเหลือจากรัสเซีย ก็อาจยกระดับการป้องปรามบนคาบสมุทรเกาหลีได้

…และก็แน่นอนว่า จะยิ่งทำให้สถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีเพิ่มความตึงเครียด และความไม่แน่นอนต่อไป

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : วิหารพระราม ชนวนขัดแย้ง ฮินดู-มุสลิม ในอินเดีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/783403

คุยกัน 7 วันหน : วิหารพระราม ชนวนขัดแย้ง ฮินดู-มุสลิม ในอินเดีย

คุยกัน 7 วันหน : วิหารพระราม ชนวนขัดแย้ง ฮินดู-มุสลิม ในอินเดีย

วันอาทิตย์ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.20 น.

เมื่อวันที่ 22 ม.ค. ที่ผ่านมาชาวอินเดียที่นับถือศาสนาฮินดูในหลากหลายเมือง พากันออกมาจุดประทัดและดอกไม้ไฟ พร้อมร้องรำทำเพลง ท่ามกลางบรรยากาศรื่นเริง ควบคู่ไปกับการเฝ้าชมการถ่ายทอดสดพิธีเปิดวิหารพระราม ในเมืองอโยธยา รัฐอุตตระประเทศ ทางเหนือของอินเดีย ที่นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ผู้นำอินเดียร่วมพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ แม้ตัววัดจะยังสร้างไม่เสร็จก็ตาม

วิหารพระรามนี้มีความสูง 3 ชั้น สร้างด้วยดินทรายสีชมพู ผสมกับหินแกรนิตสีดำเป็นหลัก ภายในประดิษฐานเทวรูปพระรามความสูง 51 นิ้ว โดย โมดี เชิญถาดเครื่องบูชา ก่อนจะเข้าไปทำพิธีปราณประดิษฐานภายในวิหาร หลังจากผู้นำอินเดียยอมอดอาหารมาถึง 11 วัน เป็นส่วนหนึ่งของพิธีชำระล้างเพื่อเตรียมตัวเข้าร่วมงานสำคัญในครั้งนี้ ขณะที่ประชาชนที่อยู่ด้านนอกวัดกว่า 7,500 คน รวมทั้งบรรดานักการเมือง นักธุรกิจดารานักแสดง ร่วมชมพิธีผ่านจอขนาดยักษ์ ท่ามกลางกลีบดอกไม้ที่โปรยปรายลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ในพิธีซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่

วิหารพระรามสร้างขึ้นด้วยงบประมาณ 7,700 ล้านบาท ด้วยเงินบริจาคจากภาคเอกชน ขณะนี้เปิดเฉพาะชั้นล่าง คาดว่าชั้นอื่นๆ จะแล้วเสร็จภายในปลายปีนี้ รัฐบาลอินเดียคาดว่าเมื่อแล้วเสร็จ จะมีผู้ศรัทธาเดินทางมายังวิหารพระรามวันละมากกว่า 150,000 คนทำให้การก่อสร้างวิหารนี้กระตุ้นเศรษฐกิจของเมืองอโยธยา ทำให้เกิดโรงแรมขึ้นตามมาหลายแห่งที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง รวมทั้งการเปิดสนามบินและสถานีรถไฟใหม่

เป็นที่ทราบกันดีว่า โมดีได้ยกให้การสร้างวิหารพระรามนี้เป็นนโยบายหลักในการหาเสียง จนพรรคภารติยะชันตะ หรือ BJP ของเขาชนะการเลือกตั้ง และเพิ่งกล่าวว่า เป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของรัฐบาล ที่ใช้วิหารพระราม เป็นเสมือนแกนกลางของวิสัยทัศน์ทางการเมืองในการกู้คืนศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจของชาวฮินดูในอินเดีย รวมทั้งเป็นการทำตามคำมั่นสัญญาเก่าแก่หลายทศวรรษของพรรคชาตินิยมฮินดูพรรคนี้

ขณะที่พิธีเปิดวิหารพระรามเผชิญกระแสคัดค้านจากนักการเมืองฝ่ายค้าน เนื่องจากมองว่าโมดีและพรรค BJP ใช้วิหารพระรามเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อกวาดคะแนนเสียงก่อนการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นภายในเดือนพฤษภาคมนี้ในประเทศที่ประชากรร้อยละ 80 นับถือศาสนาฮินดู นอกจากนี้ชาวฮินดูบางส่วน มองว่าการจัดพิธีเปิดอย่างยิ่งใหญ่ในขณะที่เทวสถานยังสร้างไม่เสร็จ ถือเป็นการกระทำไม่ค่อยเหมาะสมตามความเชื่อของศาสนา

พื้นที่พิพาท ฮินดู-มุสลิม

ชาวฮินดูเชื่อว่า สถานที่สร้างวัดพระรามแห่งนี้ เป็นสถานที่ประสูติของพระราม เมื่อ 7,000 ปีก่อน แต่ที่เป็นประเด็นน่าจับตามองเกี่ยวกับความขัดแย้ง เนื่องจากในอดีตบริเวณนี้เป็นที่ตั้งของมัสยิดบาบรี สร้างขึ้นเมื่อปี 1528 ตามคำสั่งของจักรพรรดิบาบูร์ กษัตริย์พระองค์แรกของจักรวรรดิโมกุล ที่ปกครองอินเดียตั้งแต่ปี 1526 จนถึงช่วงศตวรรษที่ 19 ก่อนที่จะล่มสลายลงหลังอังกฤษเข้ายึดครองอินเดีย

จากข้อมูล พบว่า ชาวมุสลิมและฮินดูเริ่มขัดแย้งกันในประเด็นสถานที่ตั้งของมัสยิดแห่งนี้ตั้งแต่ปี 1856 ซึ่งทำให้อังกฤษต้องสร้างรั้วเป็นแนวกั้นแบ่งพื้นที่ของ 2 กลุ่มออกจากกัน ต่อมาในปี 1992 ชาวฮินดูกว่า 2 แสนคนทุบทำลายมัสยิดบาบรี จนเกิดจลาจลทั่วอินเดียมีผู้เสียชีวิตไปกว่า 2 พันคน ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม

การแย่งชิงพื้นที่ดังกล่าวยุติลงในปี 2019 หลังจากศาลสูงสุดอินเดียตัดสินให้พื้นที่พิพาทตกเป็นของชาวฮินดู และให้มีการสร้างมัสยิดแห่งใหม่ห่างจากจุดเดิม 25 กิโลเมตร ขณะที่ในปีถัดมา จึงได้เริ่มมีการสร้างวิหารพระรามขึ้นในที่สุด

แกนนำกลุ่มมุสลิมที่ดูแลโครงการสร้างมัสยิด คาดการณ์ว่า จะเริ่มสร้างมัสยิดแห่งใหม่ในเมืองอโยธยาได้ในเดือนพฤษภาคมนี้ และแม้ว่าผู้คนจะหวังให้ความขัดแย้งระหว่างศาสนายุติลง แต่ชาวมุสลิมจำนวนหนึ่งยังคงกังวลถึงนโยบายของรัฐบาลอินเดีย

เมื่อเดือนที่แล้ว ศาลอินเดียรับคำร้องพิจารณาคดี ที่ชาวฮินดูเรียกร้องสิทธิในการเข้าใช้สถานที่ในมัสยิดที่เมืองพาราณสี ซึ่งสร้างขึ้นสมัยจักรวรรดิโมกุล รวมทั้งเรียกร้องให้มีการสร้างวัดภายในสถานที่ดังกล่าวด้วย หลังจากเชื่อว่า มัสยิดแห่งนี้สร้างทับที่วัดฮินดูในอดีต กลุ่มชาตินิยมฮินดูเตรียมใช้เครื่องมือทางกฎหมาย เพื่อทวงคืนพื้นที่สร้างวัด ซึ่งอาจกระทบกับมัสยิดหลายพันแห่งทั่วอินเดีย

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ‘ทุเรียนไทย’ จากผลไม้เฉพาะกลุ่ม สู่สินค้าชั้นนำ-ผลิตภัณฑ์ยอดนิยม หนุนการค้าจีน-ไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/782028

คุยกัน 7 วันหน : ‘ทุเรียนไทย’ จากผลไม้เฉพาะกลุ่ม  สู่สินค้าชั้นนำ-ผลิตภัณฑ์ยอดนิยม หนุนการค้าจีน-ไทย

คุยกัน 7 วันหน : ‘ทุเรียนไทย’ จากผลไม้เฉพาะกลุ่ม สู่สินค้าชั้นนำ-ผลิตภัณฑ์ยอดนิยม หนุนการค้าจีน-ไทย

วันอาทิตย์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.45 น.

เมื่อวันจันทร์ที่แล้ว (15 ม.ค.) รายงานภาพรวมการซื้อขายสินค้าเกษตรไทย ระหว่างเดือนมกราคม-พฤศจิกายน 2023 ที่เผยแพร่โดยหอการค้าจีนเพื่อการนำเข้าและส่งออกอาหาร ผลิตภัณฑ์พื้นเมืองและผลิตผลพลอยได้จากสัตว์ (CFNA) ระบุโดยอ้างอิงข้อมูลจากกรมศุลกากรไทย ว่าจีนเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่อันดับหนึ่งของไทยในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2023 โดยมียอดการส่งออกสะสมสูงถึง 1.11 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.96 แสนล้านบาท)เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.3 เมื่อเทียบปีต่อปีคิดเป็นร้อยละ 26.5 ของยอดส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมดของไทยโดยทุเรียนสดของไทยถูกส่งออกขายในต่างประเทศเป็นมูลค่าเกือบ 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.42 แสนล้านบาท) ซึ่ง 3.9พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.38 แสนล้านบาท) ในจำนวนนี้ล้วนเป็นการนำเข้าจากจีนแผ่นดินใหญ่ ข้อมูลข้างต้นนี้กระตุ้นความสนใจของผู้ประกอบการและประชาชนชาวจีนและชาวไทย ทั้งยังเพิ่มความเชื่อมั่นในความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสองประเทศ

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ สินค้าเกษตรของไทยกลายเป็น “ดาวเด่น”ในตลาดจีน เพราะความสดใหม่รสชาติดี และมีคุณภาพสูง เนื่องจากได้รับประโยชน์จากแผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) การเปิดบริการทางรถไฟจีน-ลาว ระเบียงการค้าทางบก-ทางทะเลระหว่างประเทศใหม่ (New International Land-Sea Trade Corridor) และการดำเนินตามความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) อย่างรอบด้าน ปัจจุบัน การส่งออกสินค้าเกษตรของไทยสู่จีนจึงได้รับการ “เหยียบคันเร่ง” ระยะทางหลายพันกิโลเมตรถูกย่นย่อด้วยช่องทางการขนส่งที่ราบรื่น ชนิดที่ว่าทุเรียนจากสวนในจังหวัดจันทบุรี สามารถถูกวางจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตจีนได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน

ยอดจำหน่ายทุเรียนที่โตเร็วในปี 2023 ช่วยให้ผู้ค้าวางแผนการจัดจำหน่ายในปี 2024 ได้อย่างเต็มกำลัง ไล่ผิงเซิง ประธานกลุ่มผลิตภัณฑ์เกษตรและอาหารในเครือเจริญโภคภัณฑ์ในกว่างซี กล่าวว่าในปี 2023 ทุเรียนไทยของบริษัท ถูกส่งมาจีนราว 1,000 ตู้คอนเทนเนอร์ โดยจัดจำหน่ายในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน 40 ตัน เพิ่มขึ้นกว่า 20.9 ตันจากปีก่อน และมียอดจำหน่าย 2.21 ล้านหยวน (ราว 11.18 ล้านบาท) ไล่เสริมว่าบริษัท วางแผนนำเข้าทุเรียนไทย 3,000 ตู้ในปี 2024 โดยจะจัดจำหน่ายในกว่างซี 324 ตัน ซึ่งจะวางขายในซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ จำนวน 600 แห่ง

ขณะที่รายงานอีกฉบับระบุว่ากว่างตง (กวางตุ้ง) เป็นมณฑลของจีนที่นำเข้าสินค้าเกษตรไทยมากเป็นอันดับหนึ่ง ด้วยยอดนำเข้าช่วง 11 เดือนแรกของปี 2023 ที่ 3.44 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.22แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.6 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ดี ในบรรดามณฑลและภูมิภาคผู้นำเข้า 10 อันดับแรก กว่างซีนำเข้าสินค้าเกษตรไทยเพิ่มมากที่สุด โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 39.1 เมื่อเทียบปีต่อปีคิดเป็นมูลค่า 923 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.28 หมื่นล้านบาท)

เบญจมาศ ตันเวทยานนท์ กงสุลใหญ่ ณ นครหนานหนิง กล่าวว่า กว่างซีเป็นเมืองท่าที่สำคัญในการส่งออกทุเรียน มังคุด ลำไยและผลไม้อื่นๆ จากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยสู่จีน ขณะเดียวกันผลไม้ไทยมักเป็นสินค้าขายดีในกว่างซีซึ่งมีผลไม้สดจากไทยวางขายตลอดทั้งปี ตั้งแต่ร้านรวงในตลาดกลางคืนไปจนถึงร้านค้าขนาดใหญ่

กวนไฉ่เสีย เจ้าของแผงขายผลไม้ในตลาดไห่จี๋ซิง ตลาดค้าส่งผลไม้ใหญ่ที่สุดในนครหนานหนิง กล่าวว่า เธอรู้สึกดีใจอย่างมากที่คนจีนนิยมกินผลไม้ไทยมากขึ้น และ
รู้สึกเชื่อมั่นว่าจะทำยอดจำหน่ายได้ดีในฤดูทุเรียนที่กำลังจะมาถึง กวนเล่าว่าย้อนกลับไปเมื่อปี 2003 การซื้อขายทุเรียนในตลาดยังค่อนข้างน้อย แต่กลับเป็นที่นิยมสูงมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้ค้าและยอดจำหน่ายล้วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทุเรียนไทยนั้นมีข้อได้เปรียบทั้งในด้านผลผลิต รสชาติ และความร่วมมือระหว่างสองประเทศ และในอนาคตทุเรียนไทยจะยังคงเป็นทุเรียนจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ครองส่วนแบ่งตลาดในจีนมากที่สุด

เทศกาลตรุษจีนใกล้มาถึง สินค้าอาหารแปรรูปจากทุเรียน อาทิ ลูกอม คุกกี้ และขนมอบรสทุเรียน กลายเป็นทางเลือกใหม่สำหรับซื้อเป็นของฝากญาติสนิทและเพื่อนฝูง อีกทั้งยังมีเมนูสร้างสรรค์ใหม่ๆ ผุดขึ้นมากมาย ทั้งทุเรียนลาเต้ เค้กทุเรียน เป็นต้น เห็นได้ว่าสิบกว่าปีที่ผ่านมา ทุเรียนถูกพลิกโฉมจากผลไม้ที่มีคนกินแค่เฉพาะกลุ่ม สู่สินค้า “ชั้นเลิศ” ที่ใครๆ ก็ล้วนต้องการ

เผิงเสวี่ยเยี่ยน ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการของบริษัท กว่างซีหม่าอี่หยางฮั่ว ซัพพลาย เชนเมเนจเมนต์ จำกัด กล่าวว่า ทุเรียน ผลิตภัณฑ์จากทุเรียน และ รังนก ล้วนเป็นสินค้าขายดีของหม่าอี่หยางฮั่ว แพลตฟอร์มอี-คอมเมิรซ์ข้ามพรมแดนของกว่างซี โดยทุเรียนและสินค้าแปรรูปจากทุเรียนเหมาะให้เป็นของขวัญชั้นดีในช่วงเทศกาล และได้รับความนิยมในหมู่ผู้บริโภคชาวจีนมาโดยตลอด ขณะที่ขนมจากทุเรียน เช่น เครปเค้กทุเรียน ไอศกรีมทุเรียน ได้รับความนิยมทุกวัน และช่วงเทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึงนี้ ตนคาดว่าอุปทานทุเรียนจะยังคงไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภคชาวจีน

ขอบคุณข้อมูล-ภาพ จากสำนักข่าวซินหัว


โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : เอกวาดอร์วิกฤต แก๊งติดอาวุธบุกป่วนทั่วเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/780566

คุยกัน 7 วันหน : เอกวาดอร์วิกฤต  แก๊งติดอาวุธบุกป่วนทั่วเมือง

คุยกัน 7 วันหน : เอกวาดอร์วิกฤต แก๊งติดอาวุธบุกป่วนทั่วเมือง

วันอาทิตย์ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.58 น.

จากเหตุการณ์ที่กลุ่มติดอาวุธโพกหน้า บุกเข้าไปภายในห้องส่ง หรือสตูดิโอของสถานีโทรทัศน์ซีที (CT) ขณะออกอากาศสดในเมืองกัวยากิลเมืองท่าสำคัญของเอกวาดอร์เมื่อวันอังคารที่แล้ว บีบให้ผู้ประกาศและพนักงานคุกเข่าลงกับพื้นและมีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของผู้คน เป็นภาพเหตุการณ์ที่ปรากฎออกไปทั่วประเทศ ก่อนที่สถานีจะยุติการออกอากาศสดในเวลาต่อมา สร้างความหวาดกลัวให้ผู้ชมที่ได้ชมเหตุการณ์นี้แบบสดๆ อีกทั้งยังมีรายงานว่าผู้ก่อเหตุได้จับตัวประกันหลายคน

หนึ่งในผู้ก่อเหตุ ตะโกนว่า เขาตั้งใจจะส่งข้อความให้รับรู้ถึงผลที่ตามมากับ “การยุ่งกับมาเฟีย” ก่อนที่ตำรวจจะบุกเข้ามาแทรกแซงเหตุการณ์ และจับผู้ก่อเหตุไปอย่างน้อย13 คน และยังพบว่ามีอาวุธ ระเบิด และหลักฐานอื่นๆ ในจุดเกิดเหตุด้วย ขณะที่ตัวประกันส่วนใหญ่ปลอดภัยดีมีพนักงานบาดเจ็บ 2 คน และผู้ประกาศหลายคนตกใจแทบสิ้นสติ เพราะถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนจ่อหัวต่อหน้ากล้องถ่ายทอดสด จนคิดว่าตนเองจะต้องจบชีวิตไปแล้ว

เอกวาดอร์กำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤตในสัปดาห์ที่ผ่านมา เหตุการณ์บุกสถานีโทรทัศน์นี้มีขึ้น หลังจากอดอลโฟ มาซิอัส ฉายา “ฟิโต” วัย 44 ปี หัวหน้าแก๊งยาเสพติดรายใหญ่“คอเนรอส” ได้แหกคุกออกนอกเรือนจำที่เขากำลังรับโทษจำคุกเป็นเวลา34 ปี เมื่อวันอาทิตย์พร้อมกับนักโทษอีกหลายสิบคน นำมาสู่การก่อเหตุจลาจลในเรือนจำหลายแห่ง และมีการจับเจ้าหน้าที่เรือนจำและตำรวจเป็นตัวประกัน และเกิดเหตุระเบิด 5 ครั้งในหลายเมือง

ประธานาธิบดีแดเนียล โนโบอา วัย 36 ปี ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2566 กล่าวว่าเป็นการก่อเหตุรุนแรงตอบโต้ที่รัฐบาลมีแผนจะสร้างเรือนจำมาตรการรักษาความปลอดภัยสูงสำหรับคุมขังหัวหน้าแก๊งอาชญากรรม เขาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นเวลา 60 วัน เมื่อวันจันทร์ ตามด้วยการประกาศรายชื่อแก๊งอาชญากรรมจำนวนมากให้เป็นกลุ่มก่อการร้ายในวันอังคาร และให้อำนาจกองทัพจัดการกับกลุ่มเหล่านี้ ล่าสุด ตำรวจและทหารเอกวาดอร์สนธิกำลังปฏิบัติการกวาดล้างแก๊งอาชญากรทั่วประเทศเจ้าหน้าที่ได้นำตัวสมาชิกแก๊งอาชญากร14 คน ที่จับกุมได้จากปฏิบัติการหลายครั้งในสัปดาห์ที่ผ่านมา แถลงข่าวนอกจากนี้ ยังสามารถยึดอาวุธได้อีกหลายรายการ

ขณะที่เปรูซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านของเอกวาดอร์ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อวันที่ 9 มกราคมมีการเสริมกำลังทหารตามแนวพรมแดนทางเหนือที่ติดกับเอกวาดอร์ ส่งตำรวจลาดตระเวนและประจำการตำรวจที่ด่านข้ามพรมแดน เนื่องจากทั้งเปรูและเอกวาดอร์มีแผนจะเนรเทศนักโทษที่เป็นชาวต่างชาติออกนอกประเทศ ผู้นำเอกวาดอร์ประกาศเมื่อวันที่ 10 มกราคม ว่า จะเริ่มเนรเทศนักโทษเหล่านี้เพื่อลดความแออัดในเรือนจำและลดค่าใช้จ่าย ปัจจุบัน มีนักโทษชาวต่างชาติอยู่ในเรือนจำเอกวาดอร์หลายพันคน ส่วนใหญ่เป็นชาวโคลอมเบีย ตามมาด้วย เปรู และเวเนซุเอลา

สถานการณ์ความมั่นคงในเอกวาดอร์เลวร้ายลงตั้งแต่โรคโควิด-19 ระบาด เพราะทำให้เศรษฐกิจเสียหายหนัก ยอดผู้เสียชีวิตจากความรุนแรงทั่วประเทศเพิ่มขึ้นจากมากกว่า 4,500 คน ในปี 2565 เป็น 8,008 คนในปี 2566 ตามตัวเลขของรัฐบาล สถานการณ์ในประเทศเกิดความรุนแรงมากขึ้นในช่วงปีหลังๆ ที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากความขัดแย้งระหว่างแก๊งค้ายาเสพติดและอาชญากรรมต่างๆ ที่ต้องการควบคุมพื้นที่เส้นทางการลักลอบค้ายาเสพติดไปยังสหรัฐฯ และยุโรป ที่ทำกำไรได้มหาศาล

ความหวาดกลัวมีมากขึ้น เมื่อ เฟอร์นานโด บีญาวิเซนซิโอผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีที่มีนโยบายต่อต้านการทุจริตถูกลอบสังหารในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบแรกในเดือนสิงหาคม 2566 เขาเคยบอกก่อนเสียชีวิตว่า เขาถูกขู่ฆ่า จากแก๊งคอเนรอส ขณะที่รัฐบาลโทษว่า สถานการณ์ในประเทศเลวร้ายเพราะแก๊งค้ายาเสพติดเหล่านี้ฉวยโอกาสที่ระบบการควบคุมของรัฐอ่อนแอ แผ่ขยายอิทธิพลในเรือนจำ แย่งชิงอำนาจและก่อเหตุรุนแรงในเรือนจำ มีคนถูกสังหารจำนวนมากจนกลายเป็นเรื่องปกติ

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงบางคนเชื่อว่า อาจมีเรือนจำมากถึงร้อยละ 25 จาก 36 แห่งทั่วประเทศ ที่ถูกกลุ่มแก๊งเหล่านี้ควบคุมเอาไว้ และใช้เป็นสถานที่ในการบัญชาการแก๊ง และรับสมัครสมาชิกในเรือนจำ ซึ่งประธานาธิบดีโนโบอา ให้คำมั่นว่าจะกลับไปควบคุมเรือนจำทั้งหมดเหล่านี้ให้ได้ โดยสัปดาห์ที่แล้ว โนโบอาประกาศว่าจะหาทางทำประชามติถึงมาตรการด้านความมั่นคง รวมถึงบทลงโทษที่หนักขึ้นสำหรับการก่ออาชญากรรม เช่น การฆาตกรรม และการลักลอบค้าอาวุธ รวมถึงการขยายขอบเขตอำนาจของกองทัพด้วย

โนโบอา ผู้นำรุ่นใหม่ ที่ขึ้นสู่อำนาจในเดือนพฤศจิกายน ประกาศ “แผนการฟีนิกซ์” เพิ่มมาตรการด้านความมั่นคง รวมถึงหน่วยงานข่าวกรอง,อาวุธทางยุทธวิธีสำหรับกองกำลังความมั่นคง คุมเข้มเรือนจำมากขึ้น และตรวจเช็คความมั่นคงทั้งในท่าเรือและสนามบิน แต่นั่นอาจต้องใช้งบประมาณมากถึง 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 27,200 ล้านบาท และคาดว่าสหรัฐฯ จะช่วยในการจัดส่งอาวุธใหม่มูลค่าราว 200 ล้านดอลลาร์ให้กับเอกวาดอร์

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : นโยบายฟรีวีซ่า ‘นักท่องเที่ยวจีน’ จ่อกระตุ้น ‘ท่องเที่ยวไทย’ ร้อนแรงอีกครั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/779150

คุยกัน 7 วันหน : นโยบายฟรีวีซ่า ‘นักท่องเที่ยวจีน’  จ่อกระตุ้น ‘ท่องเที่ยวไทย’ ร้อนแรงอีกครั้ง

คุยกัน 7 วันหน : นโยบายฟรีวีซ่า ‘นักท่องเที่ยวจีน’ จ่อกระตุ้น ‘ท่องเที่ยวไทย’ ร้อนแรงอีกครั้ง

วันอาทิตย์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.25 น.

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (2 ม.ค.) เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีไทย ได้ประกาศว่าไทยจะดำเนินนโยบายฟรีวีซ่าแก่พลเมืองจีนเป็นการถาวร ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 2024 ซึ่งจะช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย และพัฒนาความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างสองประเทศเพิ่มเติม

ด้าน วัง เหวินปิน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนกล่าวระหว่างแถลงข่าวในวันเดียวกันว่า การที่จีนและไทยจะเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและระหว่างประชาชน รวมถึงนโยบายฟรีวีซ่านั้นสอดคล้องกับผลประโยชน์พื้นฐานของประชาชนสองประเทศ

กลุ่มคนแวดวงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของจีนมองว่าไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายท่องเที่ยวต่างประเทศยอดนิยมของชาวจีนมาตลอด นโยบายฟรีวีซ่าจึงอาจกระตุ้นชาวจีนเดินทางท่องเที่ยวไทยเพิ่มขึ้น ทำให้ตลาดท่องเที่ยวของไทยคึกคักในช่วงเทศกาลตรุษจีน ช่วงหยุดวันแรงงาน รวมถึงช่วงหยุดฤดูร้อน

ฝู ฟางฟาง ชาวมณฑลไห่หนาน(ไหหลำ) ทางตอนใต้ของจีน ซึ่งเพิ่งกลับจากท่องเที่ยวไทยในช่วงหยุดเทศกาลปีใหม่ เผยว่าเธอแชร์ข่าวไทยจะดำเนินนโยบายฟรีวีซ่าแก่พลเมืองจีนให้เพื่อนรอบตัวทันที พร้อมเสริมว่าแม้ไทยมีหลายอย่างคล้ายกับไห่หนาน แต่มีบรรยากาศเฉพาะตัวกว่ามาก

ฝูกล่าวว่า วัฒนธรรมพุทธศาสนา อาหารการกิน ธรรมเนียมประเพณี และตลาดน้ำของไทย มอบประสบการณ์การเดินทางท่องเที่ยวที่แปลกใหม่แก่ชาวจีน นอกจากนั้นการบริการทางการท่องเที่ยวของไทยยังมีความละเอียดอ่อนพิถีพิถัน โดยฝูทิ้งท้ายว่า “ถ้าให้พูดจริงๆ เที่ยวไทยสามวันก็ยังไม่พอ”

รายงานระบุว่ายอดค้นหาคำว่า “ประเทศไทย” บนแพลตฟอร์มของซีทริป กรุ๊ป ผู้ให้บริการด้านการเดินทางท่องเที่ยว ได้เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 90 ในเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงหลังจากมีรายงานข่าวข้างต้น ส่วนยอดค้นหาเที่ยวบินเส้นทางเซี่ยงไฮ้-กรุงเทพฯ และปักกิ่ง-กรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 40

ขณะเดียวกันเว็บไซต์ทริปดอตคอม (Trip.com) ของซีทริปประจำประเทศไทย พบยอดค้นหาคำว่า “ประเทศจีน” เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 80 ในเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงเช่นกัน โดยมีกลุ่มเมืองอย่างกว่างโจว เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง และคุนหมิงเป็นคำค้นหาที่ได้รับความนิยมสูง

ซีทริปเผยว่าเมื่อนับถึงวันแรกของปี 2024 ยอดจองการเดินทางสู่ไทยระหว่างวันที่ 2 ม.ค. จนถึงเทศกาลตรุษจีน เพิ่มขึ้นมากกว่าสิบเท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนยอดจองการเดินทางจากไทยสู่แผ่นดินใหญ่ของจีนเพิ่มขึ้นร้อยละ 779 เมื่อเทียบปีต่อปี

ทั้งนี้ ซีทริปเสริมว่ากลุ่มเมืองของจีนที่ได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทย ได้แก่ เซี่ยงไฮ้ กว่างโจว ปักกิ่ง ฮาร์บิน เฉิงตู คุนหมิง เซินเจิ้น หางโจว ฉงชิ่ง และฉางซา

ฉินจิ้ง ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายกิจการสาธารณะของซีทริป กรุ๊ป กล่าวว่าไทยเป็นหนึ่งในสิบประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเที่ยวจีนจำนวนมากที่สุดในปี2023 และหนึ่งในสามจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวขาออกชาวจีนในช่วงหยุดเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา

เลี่ยว ฟาหลง จากบริษัทผู้ให้บริการด้านการเดินทางท่องเที่ยวในนครซานย่าของไห่หนาน ระบุว่านโยบายฟรีวีซ่าแก่พลเมืองจีนของไทยจะเป็นอีกมาตรการกระตุ้นต่อจากมาเลเซียและสิงคโปร์ที่ดำเนินนโยบายประเภทนี้ ทำให้การท่องเที่ยว“สิงคโปร์-มาเลเซีย-ไทย” ที่ชาวจีนนิยมอยู่แล้วคึกคักยิ่งขึ้น

ด้านท่าอากาศยานนานาชาติหนานหนิง อู๋ซวี ในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีนประกาศแผนการเพิ่มจำนวนเที่ยวบินตรง เส้นทางหนานหนิง-กรุงเทพฯ ซึ่งกลับมาให้บริการเมื่อเดือนกรกฎาคม 2023 โดยสายการบินไชน่า เซาเทิร์น แอร์ไลน์ส

ส่วนสายการบินกว่างซี เป่ยปู้กลัฟ แอร์ไลน์ส เปิดเผยแผนการกลับมาให้บริการเที่ยวบินตรง เส้นทางหนานหนิง-กรุงเทพฯ จำนวน 3 เที่ยวต่อสัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 26 ม.ค. เป็นต้นไป

กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของจีน รายงานว่ายอดเดินทางท่องเที่ยวในจีน ช่วงหยุดเทศกาลปีใหม่ ระยะ 3 วัน(30 ธ.ค. 2023-1 ม.ค. 2024) รวมอยู่ที่ราว 135 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 155.3 เมื่อเทียบปีต่อปี และสร้างรายได้ 7.97 หมื่นล้านหยวน (ราว 3.9 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 200.7

ไต้ปิน ผู้อำนวยการสถาบันการท่องเที่ยวแห่งประเทศจีน เผยว่า ตลาดการท่องเที่ยวในจีนฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในปี 2023 พร้อมคาดการณ์ว่าจำนวนการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศของชาวจีนจะสูงเกิน 264 ล้านครั้ง และทำรายได้ 1.07 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.6 ล้านล้านบาท) ในปี 2024

นอกจากนั้นไต้ชี้ว่าการเดินทางท่องเที่ยวขาออกของชาวจีน รวมถึงการเดินทางท่องเที่ยวเขตบริหารพิเศษฮ่องกง เขตบริหารพิเศษมาเก๊าและเกาะไต้หวันของจีน มีแนวโน้มฟื้นตัวเต็มที่ในปี 2024 หากดูจากการดำเนินนโยบายฟรีวีซ่าแก่พลเมืองจีนของหลายประเทศ รวมถึงไทย กอปรกับราคาบัตรโดยสารเที่ยวบินที่ปรับลดลงตามจำนวนเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักข่าวซินหัวไทย

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : เตรียมรับมือมาตรการสกัดสินค้าทำลายโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/778093

คุยกัน 7 วันหน : เตรียมรับมือมาตรการสกัดสินค้าทำลายโลก

คุยกัน 7 วันหน : เตรียมรับมือมาตรการสกัดสินค้าทำลายโลก

วันอาทิตย์ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ในรอบปี 2566 ภาวะโลกร้อนกำลังส่งผลกระทบไปทั่วโลกโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรมและภาคเศรษฐกิจอื่นๆ ตลอดจนส่งผลกระทบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งในกรณีของไทยส่งผลให้สภาพอากาศมีความแปรปรวนมากขึ้นในช่วงที่มีฝนตก ฝนก็จะตกหนักมากจนเกิดภาวะน้ำท่วม หรือในช่วงที่ฝนแล้งก็จะแล้งหนักมาก

ปัญหาเหล่านี้จะสร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือน โครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงพืชผลทางการเกษตรและส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม อีกทั้งภาวะโลกร้อนทำให้ความต้องการใช้น้ำเพิ่มสูงขึ้น อาจทำให้ปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรน้ำระหว่างผู้ใช้น้ำกลุ่มต่างๆ ในไทยหรือระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านมีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้หรือในช่วงที่เกิดวิกฤตภัยแล้ง

ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงเป็นภัยคุกคามที่สำคัญต่อไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคต ที่ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมจะต้องหันมาให้ความสำคัญและร่วมมือกันอย่างจริงจังในระยะถัดไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำทั้งในด้านความต้องการ และการจัดหา เช่น การเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำต่างๆ อาทิ บ่อกักเก็บน้ำ หรือออกแบบมาตรการรวมทั้งแนวทางที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ เป็นต้น

หากไปดูประสบการณ์จากหลายประเทศเป็นเครื่องยืนยันว่าเทคโนโลยีและนวัตกรรม คือตัวช่วยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการน้ำได้ ตัวอย่างเช่น โรงงานผลิตนมผงของเนสท์เล่ ประเทศเม็กซิโกที่ใช้เทคโนโลยีดึงน้ำออกมาจากนมที่แปรรูป ซึ่งทำให้โรงงานมีน้ำเพียงพอต่อความต้องการใช้โดยที่ไม่ต้องพึ่งน้ำจากแหล่งภายนอก หรือสิงคโปร์ที่มีการติดตั้งเซ็นเซอร์เก็บข้อมูลน้ำตามจุดต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งช่วยทำให้เกิดการบริหารจัดการน้ำแบบเรียลไทม์อย่างมีประสิทธิภาพหรือแม้แต่อิสราเอลก็มีการพัฒนานวัตกรรมชลประทานน้ำหยด ซึ่งช่วยลดการใช้น้ำในภาคเกษตรได้อย่างมหาศาลและมีการพัฒนาโครงข่ายน้ำด้วยระบบท่อใต้ดินที่ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ทำให้สามารถผันน้ำจากพื้นที่ที่มีน้ำส่วนเกินไปสู่พื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำได้ เช่นเดียวกับโครงการเดลตาเวิร์กส์ (Delta Works) ของเนเธอร์แลนด์ ที่มีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำต่างๆ ที่หลากหลาย เช่น คันกั้นน้ำ จนทำให้เนเธอร์แลนด์ประสบความสำเร็จอย่างมากในการบริหารจัดการน้ำและป้องกันปัญหาน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ส่วนการตระหนักถึงปัญหาสภาวะโลกร้อน มีจุดเริ่มต้นมาจากการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ COP เกิดขึ้นในการประชุม ครั้งที่ 21 ในปี 2015 ณ กรุงปารีส จึงได้เกิด “ความตกลงปารีส” ขึ้น โดยมีเป้าหมายหลักคือควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียสจากระดับก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม พร้อมกำหนดเป้าหมายที่ทะเยอทะยานขึ้นโดยตั้งเป้าหมายไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มเกิน 1.5 องศาเซลเซียส และควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้อยู่ในระดับที่โลกดูดซับได้เอง (Net Zero emissions) ภายในปี 2050 พร้อมกับกำหนดให้ประเทศพัฒนาแล้วต้องให้การช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศยากจนเพื่อต่อสู้โลกร้อน

นับจากนั้น การประชุม COP ครั้งต่อๆ มาก็เป็นการพูดคุยเกี่ยวกับแผนปฏิบัติการเพื่อบรรลุเป้าหมายความตกลงปารีส ซึ่งการปฏิบัติจริงนั้นไม่ง่าย เฉพาะเรื่องการช่วยเหลือทางการเงินของประเทศร่ำรวยแก่ประเทศยากจนก็ยังต้องผลักดันกันอย่างต่อเนื่อง

กระทั่งล่าสุดในการประชุม COP28 ที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในเดือนธันวาคมนี้ มีการนำเสนอข้อมูลว่าประเทศกำลังพัฒนาต้องการเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ต่อปีเพื่อปรับตัวรับมือกับปัญหาโลกร้อนและจำเป็นต้องใช้เงินอีกหลายล้านล้านดอลลาร์เพื่อการเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด

สำหรับสาระสำคัญที่สรุปได้จากการประชุม COP28 มีการเน้นย้ำถึงเป้าหมายการรักษาระดับไม่ให้อุณหภูมิพื้นผิวโลกเพิ่มเกิน 1.5 องศาเซลเซียส และตระหนักถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง ร้อยละ 43 ภายในปี 2573 และร้อยละ 60 ภายในปี 2578ตามเดิม ซึ่งยังสวนทางกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบันที่ยังคงเพิ่มขึ้น พร้อมเรียกร้องให้เพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนทั่วโลกเป็น 3 เท่า และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานเป็น 2 เท่าภายในปี 2573 นอกจากนั้นยังมีการประกาศข้อตกลงจัดตั้งกองทุนชดเชยค่าความเสียหายและความสูญเสีย ซึ่งเป็นกองทุนแรกของโลกที่จ่ายเงินชดเชยค่าผลกระทบที่ไม่อาจย้อนคืนจากหายนะทางสภาพอากาศให้แก่ประเทศยากจนและเปราะบาง

อย่างไรก็ดี แม้จะมีข้อตกลงเรียกร้องให้ลดการใช้พลังงานฟอสซิล แต่ในขณะเดียวกันโลกยังคงต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลถึง 80% เช่น น้ำมัน ก๊าซและถ่านหิน ทำให้การประชุมกลายเป็นเสียงแตกฝ่ายหนึ่ง เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป แคนาดา และประเทศหมู่เกาะขนาดเล็ก รวมกว่า 100 ประเทศมองว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นตัวการหลักในการก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกและภาวะโลกร้อน การจะบรรลุเป้าหมายจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกคือ ต้อง “เลิก” ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และให้ระบุข้อตกลงในการประชุมนี้

ขณะที่ ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ออกมาคัดค้าน เช่น ซาอุดีอาระเบีย ประเทศสมาชิกกลุ่มโอเปกพลัส อิหร่าน อิรักและรัสเซีย ที่ต้องพึ่งพาพลังงานจากฟอสซิลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นหลัก ระบุว่าการเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล อาจเป็นข้อตกลงที่สุดโต่งเกินไป ทำให้การลงนามในร่างสุดท้าย จึงไม่มีการระบุถึงแผนลดการใช้พลังงานฟอสซิล

ตามข้อมูลของ IMF พบว่าในปี 2022 ประเทศต่างๆ ใช้เงินอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลรวมกันทั้งโลกเป็นมูลค่า7 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 7.1% ของจีดีพีโลก ซึ่งเพิ่มขึ้นอีกมากกว่าสองเท่าตัวจากจำนวน 2 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี 2020 ปัจจัยสำคัญคือราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นมากหลังจากรัสเซียบุกยูเครน ทำให้ประเทศต่างๆ ต้องอุดหนุนราคาพลังงานเพื่อลดความเดือดร้อนของภาคธุรกิจและครัวเรือนทำให้ IMF อยากเห็นการขึ้นราคาคาร์บอน เพราะมันจะเป็นแรงจูงใจที่ใหญ่ที่สุดในการลดการปล่อยคาร์บอน

ขณะที่รายงาน Net-Zero Industry Tracker 2023 Edition จัดทำโดยสภาเศรษฐกิจโลก ได้วิเคราะห์ให้เห็นถึงการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขณะนี้ถือว่ายังไม่ใกล้เคียงต่อเป้าหมายคาร์บอนศูนย์ หรือ Net Zero ในปี 2050โดยองค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (IEA)และภาคอุตสาหกรรมต่างๆ มองว่าช่วง 3 ปีที่ผ่านมา การปล่อยคาร์บอนมีอัตราเร่งเฉลี่ยที่ 3% เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของกิจกรรมต่างๆ ความต้องการบริโภคและภาคส่วนอื่นๆ ซึ่งกว่า 90% ใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ และอุตสาหกรรมเหล็ก ที่ต่างเผชิญกับความซับซ้อนอย่างมากในการลดคาร์บอนดังนั้นการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมเหล่านี้ไปสู่เป้าหมาย Net Zero ต้องใช้เงินมากถึง 13.5 ล้านล้านดอลลาร์

การปรับเปลี่ยนนี้ต้องใช้การลงทุนด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน อย่างไรก็ตาม การลงทุนด้วยเงินอย่างเดียวยังไม่เพียงพอภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ต้องการทั้งทิศทางนโยบายและการให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ เข้ามาช่วยด้วยเพื่อพยุงให้หน้าที่ของอุตสาหกรรมสามารถประคองตัวเองให้เข้าถึงทรัพยากรและทำให้เศรษฐกิจเติบโตด้วย

แน่นอนว่าเป้าหมาย Net Zeroเป็นแรงกดดันที่ทำให้แต่ละประเทศให้ความสำคัญกับการ “เพิ่มมาตรการทางการค้า” ทั้งมาตรการภาษีและมาตรการที่มิใช่ภาษี เพื่อสกัดสินค้าที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตโดยพบว่าตั้งแต่ปี 2565 เริ่มมีการออกมาตรการราคาคาร์บอน (carbon pricing instruments) ไม่ว่าจะเป็นมาตรการ carbon tax หรือมาตรการทางภาษี และมาตรการนำระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading System หรือ ETS) ใน 47 ประเทศทั่วโลก โดยในปี 2567 เชื่อว่ามาตรการต่างๆ ของแต่ละประเทศจะมีความเข้มข้นมากขึ้น

แน่นอนว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับการเดินหน้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ต้องมีแนวทางที่ชัดเจน ทั้งการออกกฎหมาย การเร่งกำหนดอัตราภาษีคาร์บอนขณะที่ภาคเอกชนก็ต้องเร่งปรับตัวให้ทันกับกระแสโลก

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ข่าวเด่นต่างประเทศ ประจำปี 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/776873

คุยกัน 7 วันหน : ข่าวเด่นต่างประเทศ ประจำปี 2566

คุยกัน 7 วันหน : ข่าวเด่นต่างประเทศ ประจำปี 2566

วันอาทิตย์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.45 น.

ปี 2566 กำลังจะผ่านพ้นไป ตลอดปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ทั้งสงคราม ความขัดแย้ง การประชุมครั้งสำคัญ ไปจนถึงอุบัติเหตุสะเทือนขวัญและภัยพิบัติน้อยใหญ่ ไปติดตามได้จากประมวลข่าวต่างประเทศ ประจำปีนี้ แล้วพบกันใหม่ ในหน้าข่าวต่างประเทศ ประจำปี 2567

สงครามอิสราเอล-ฮามาส

ทั่วโลกต้องตกตะลึงกับเหตุโจมตีสุดสะเทือนขวัญ เมื่อกองกำลังนักรบฮามาสนับพันคน ที่ปกครองดินแดนฉนวนกาซาในปาเลสไตน์ ได้บุกจู่โจมอิสราเอลอย่างไม่ทันตั้งตัว ในเช้าตรู่วันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมาสังหารผู้คนในอิสราเอลไปกว่า 1,200 คน พร้อมจับตัวประกันทั้งชาวอิสราเอล และชาวต่างชาติราว 240 ชีวิต กลับไปยังฉนวนกาซา

อิสราเอลได้ประกาศสงครามกับกลุ่มฮามาสในทันที ด้วยการทิ้งระเบิดโจมตีพื้นที่ตอนเหนือของฉนวนกาซาอย่างหนักหน่วงโดยชี้ว่าเป็นฐานบัญชาการสำคัญของกลุ่มฮามาส ก่อนจะเปิดฉากโจมตีภาคพื้นในเวลาไม่ถึงเดือนหลังจากนั้น ปฏิบัติการทั้งภาคพื้น ทางอากาศ และทางน้ำ ของอิสราเอลต่อฉนวนกาซานานกว่า 2 เดือนที่ผ่านมา คร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาไปแล้วร่วม 20,000 ราย เกือบครึ่งของจำนวนนี้เป็นเด็ก ความรุนแรง ยังนำมาสู่วิกฤตด้านมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง เนื่องจากทำให้ชาวกาซามากเกือบ 1.8 ล้านคน จากประชากร 2.3 ล้านคน ต้องไร้ที่อยู่อาศัย และพื้นที่ส่วนใหญ่ในกาซา กลายเป็นซากปรักหักพังจากการถูกระดมโจมตี

กองทัพอิสราเอลกล่าวหาว่า กลุ่มฮามาสใช้โครงสร้างพื้นฐานพลเรือน รวมถึงโรงพยาบาลต่างๆ เป็นฐานปฏิบัติการ ซึ่งขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ ที่ห้ามโจมตีศูนย์การแพทย์, โรงเรียน, มัสยิด หรือพื้นที่ชุมชน ในภาวะสงคราม แต่เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน หลังความพยายามเจรจาจากหลายฝ่ายนานกว่า 40 วัน เพื่อหวังให้เกิดการหยุดยิงอย่างถาวร ผลการเจรจา ทำให้เกิดการหยุดยิง 4 วัน เพื่อแลกเปลี่ยนตัวประกันและนักโทษ ตลอดจนการส่งความช่วยเหลือเข้าสู่ฉนวนกาซามากขึ้น และมีการขยายการหยุดยิงชั่วคราวเป็น 7 วัน โดยมี การปล่อยตัวประกันทั้งหมด 105 คน เป็นคนไทย 23 คน ขณะที่ชาวปาเลสไตน์ 240 ถูกปล่อยออกจากเรือนจำอิสราเอล แต่ท้ายสุด เมื่อเจรจากันไม่สำเร็จ ปฏิบัติการโจมตีกาซาจากทัพอิสราเอล ก็กลับมาหนักหน่วงอีกครั้ง

สงครามรัสเซีย-ยูเครน

สถานการณ์ความขัดแย้งทางการทหารระหว่างรัสเซียกับยูเครน ยังคงเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่ผู้คนทั่วโลกให้ความสนใจต่อเนื่องแม้จะไม่ได้เป็นข่าวใหญ่ประเด็นดังให้หลายฝ่ายเกาะติดเหมือนช่วงที่เกิดสงครามใหม่ๆ ในปีที่แล้วส่วนหนึ่งมาจากการที่ทั้งรัสเซียและยูเครน ยังคงสามารถยันกันอยู่ตามสมรภูมิรบแนวหน้าต่างๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกของยูเครน ที่รัสเซียพยายามหาทางบุกขยับประชิดหวังให้ทัพหน้าเคลื่อนพลคืบหน้าเข้าไปลึกยังดินแดนยูเครนมากขึ้นแต่ทหารยูเครนก็ยังสามารถต้านทานการบุกของรัสเซียไว้ได้ ทั้งยังดำเนินความพยายามรุกตอบโต้กลับสร้างความเสียหายให้กับกองกำลังรัสเซียไม่น้อย

การสู้รบที่ยืดเยื้อยาวนาน เริ่มทำให้ทุกฝ่ายอ่อนล้าและประสบปัญหาขาดแคลนอาวุธยุทโธปกรณ์โดยเฉพาะยูเครนที่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากชาติพันธมิตรตะวันตก ในเรื่องกระสุน รถถัง ยานยนต์หุ้มเกราะ ปืนใหญ่ ไปจนถึงเครื่องบินรบ ประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ต้องตระเวนเดินสายไปพบหารือกับบรรดาผู้นำชาติพันธมิตรต่างๆ เพื่อขอความสนับสนุนทั้งด้านอาวุธยุทโธปกรณ์และงบประมาณ โดยย้ำว่า หากไม่มีการเติมกระสุน หรือส่งมอบอาวุธและเครื่องบินรบทันสมัยให้ยูเครน รัสเซียที่มีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยกว่า ก็จะกลับมาชิงความได้เปรียบ ไปจนถึงอาจเป็นผู้ชนะในสงครามได้ ซึ่งชาติตะวันตกคงไม่อยากเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้น

อย่างไรก็ดี ความหวังของยูเครนก็ดูเหมือนจะมีอุปสรรคไม่น้อย ทั้งจากสหรัฐฯ ผู้สนับสนุนรายใหญ่ ที่นับตั้งแต่รัสเซียส่งกำลังทหารรุกรานตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2022 รัฐสภาสหรัฐฯ ได้จัดสรรงบประมาณให้ยูเครนไปแล้วกว่า111,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 3.8 ล้านล้านบาท) ทั้งด้านการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์และความช่วยเหลือ
ด้านเศรษฐกิจ แต่ยูเครนยังคงต้องการความช่วยเหลือเพิ่มอีก 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 2.1 ล้านล้านบาท) ซึ่งจนถึงตอนนี้ก็ยังติดขัด เพราะสมาชิกวุฒิสภาสังกัดพรรครีพับลิกันโหวตคว่ำร่างงบประมาณก้อนนี้ไปแล้ว

ส่วนรัสเซียเอง ต้องเผชิญเหตุการณ์ที่น่าตื่นตกใจ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ที่กองกำลังนักรบรับจ้างแวกเนอร์ นำโดย เยฟเกนี พริโกซิน ที่มีส่วนร่วมช่วยทหารรัสเซียทำสงครามกับยูเครน กระทำการอุกอาจด้วยการนำกำลังนักรบติดอาวุธเคลื่อนพลจากเมืองทางตะวันตกของรัสเซีย หวังมุ่งหน้าไปยังกรุงมอสโก อ้างว่าเพื่อโค่นล้มรัฐบาลประธานาธิบดี วลาดีมีร์ปูติน นับเป็นการท้าทายอำนาจครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ผู้นำรัสเซียขึ้นบริหารประเทศ

แต่หลังจากนั้นเพียง 24 ชั่วโมง รัฐบาลรัสเซียก็ประกาศว่า วิกฤตการณ์เรื่องนี้ยุติลงแล้ว โดยมีประธานาธิบดี อเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนโก ผู้นำเบลารุสเข้ามาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยข้อพิพาท จนพริโกซินยอมเลิกล้มความตั้งใจเคลื่อนทัพไปมอสโก แต่เขายืนยันว่า ตนไม่ได้ขัดแย้งหรือต้องการโค่นล้มปูตินแต่อย่างใด เพียงแต่ขัดแย้งและไม่พอใจผู้นำกองทัพและเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระทรวงกลาโหมรัสเซียเท่านั้น

พริโกซินและแวกเนอร์เงียบหายไปหลังจากนั้นนานนับเดือน และต้องย้ายไปตั้งหลักในเบลารุส อย่างไรก็ดี วันที่ 23 สิงหาคม เครื่องบินที่พริโกซินและแกนนำระดับสูงของกลุ่มแวกเนอร์หลายคนโดยสารเพื่อเดินทางจากกรุงมอสโกไปยังนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กประสบอุบัติเหตุตกในภูมิภาคตเวียร์ ห่างจากมอสโกราว 100 กิโลเมตร ส่งผลให้พริโกซินและคนบนเครื่องบินรวม 10 คนเสียชีวิตยกลำ ท่ามกลางกระแสคาดคะเนจากนักวิเคราะห์ฝั่งตะวันตกว่า เหตุเครื่องบินตกที่คร่าชีวิตพริโกซินไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่อาจเกิดจากระเบิดที่ซุกซ่อนไว้บนเครื่องบิน เพื่อหวังลอบสังหารเขา

ยานไททันระเบิดขณะมุ่งหน้าสู่ไททานิค

ยานดำน้ำไททัน ที่ให้บริการโดยบริษัท โอเชียนเกต ได้สูญหายไปขณะที่พาผู้โดยสารจำนวน 5 คนลงไปเยี่ยมชมซากเรือไททานิคที่จมอยู่ก้นมหาสมุทรแอตแลนติก ที่มีความลึกถึง 3,800 เมตร เมื่อวันที่18 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้กลายเป็นกระแสและได้รับความสนใจไปทั่วโลกในช่วงเวลานั้น ประกอบกับหนึ่งในผู้โดยสารก็คือ สต็อกตัน รัช ซีอีโอของบริษัทโอเชียนเกต ที่จัดทัวร์ชมซากเรือไททานิคครั้งนี้เอง ทำให้คนส่วนใหญ่จึงมั่นใจว่าไม่น่าจะมีเรื่องผิดพลาดเกิดขึ้น

หลังจากที่มีข่าวนี้กระจายออกมา ทั้งสหรัฐฯ และแคนาดา รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างก็ระดมกำลังเร่งค้นหายานดำน้ำไททันที่สูญหายไปแข่งกับเวลา เนื่องจากออกซิเจนภายในยานไททันจะอยู่ได้ 96 ชั่วโมง หรือประมาณ 4 วัน แต่การค้นหาก็เป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากมีอุปสรรคจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นจุดที่ยานไททันหายไปอยู่ค่อนข้างลึก แถมยังเป็นบริเวณที่แสงผ่านไปไม่ถึงแล้ว ทำให้ทัศนวิสัยค่อนข้างต่ำ จำเป็นต้องใช้เครื่องโซนาร์ หรือ อุปกรณ์ส่งเสียงความถี่สูงสำหรับใช้ตรวจหาวัตถุใต้น้ำเพื่อระบุตำแหน่งของยานดำน้ำไททันที่หายไป ซึ่งช่วงแรก ไม่พบสัญญาณใดๆ จึงทำให้ผู้เชี่ยวชาญบางคนเชื่อว่า ยานดำน้ำไททันอาจจะถูกกระแสน้ำพัดไปไกลแล้ว

จนกระทั่งวันที่ 22 มิถุนายน หรือ 4 วันหลังยานสูญหาย ก็มีการค้นพบเศษซากต้องสงสัยใกล้กับซากเรือไททานิค ก่อนที่ในเวลาต่อมาจะมีการยืนยันว่า ซากดังกล่าวเป็นของยานดำน้ำไททัน ขณะที่เจ้าหน้าที่ยามชายฝั่งสหรัฐฯ ได้ออกมาแถลงข่าวชี้แจงกรณีการสูญหายไปของยานดำน้ำไททันว่า เกิดจากการบีบอัดอย่างรุนแรงที่ทำให้วัตถุยุบตัว (Implosion) โดยมีสาเหตุจากแรงดันภายในตัวยานดำน้ำไททันต่ำกว่าแรงดันน้ำด้านนอก และโครงสร้างยานไม่แข็งแรงพอที่จะต้านทานแรงดันนั้นได้ ก่อนที่จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการว่าทุกคนบนยานดำน้ำไททันเสียชีวิตทั้งหมด ซึ่งก็สร้างความประหลาดใจให้แก่หลายๆ คน เนื่องจากนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ยานดำน้ำไททันลงมาสำรวจซากเรือไททานิค ที่อยู่ก้นทะเลลึกเกือบ 4,000 เมตร หลายคนต่างตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น

ไบเดนพบสี จิ้นผิง ดับไฟขัดแย้งสหรัฐฯ-จีน

ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าการพบปะหารือแบบทวิภาคีทั้งในรูปของการประชุมแบบเต็มองค์คณะ และ แบบตัวต่อตัวที่รวมทั้งการเดินเล่นพร้อมกับพูดคุยกันระหว่างประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐฯ กับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผู้นำจีน นอกรอบการประชุมสุดยอดผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ที่สหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพ ที่นครซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน ได้ทำให้อุณหภูมิการเมืองโลกเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด หลังจากในช่วงที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ของสหรัฐฯและจีน อยู่ในสภาวะลุ่มๆ ดอนๆ มาตลอด จากปัญหาขัดแย้งต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นด้านการค้าการขาย ด้านภูมิรัฐศาสตร์การแข่งขันขยายอิทธิพลในมหาสมุทรแปซิฟิก และปัญหาช่องแคบไต้หวัน

แต่หากจะถามว่า การพบหารือกันของผู้นำสหรัฐฯและจีนนี้เกิดดอกผลอะไรบ้าง คำตอบแบบภาษาการทูต คือ “สมประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย” อย่างน้อยได้พูดคุยเคลียร์ใจกันในวงเจรจาระดับผู้นำ ถือว่าสำเร็จตามเป้าหมายทางการทูต ทั้งในเรื่องของการแก้ไขปัญหาโลกร้อน ที่ทั้งสองประเทศ ซึ่งเป็นประเทศผู้ปล่อยก๊าซก่อปัญหาโลกร้อนรายใหญ่ที่สุดในโลก ตกลงเพิ่มมาตรการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ หรือ ภาวะโลกร้อน สัญญาร่วมมือชะลอการปล่อยก๊าซมีเทน และ ร่วมกันสนับสนุนความพยายามของโลกเพื่อเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็น 3 เท่าภายในปี 2030

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังตกลงกลับมาฟื้นช่องทางสื่อสารทางการทหารรอบใหม่ หลังจากจีนได้ปิดประตู ตัดช่องทางสื่อสารระหว่างกองทัพของทั้งสองประเทศเมื่อปีที่แล้ว เพื่อตอบโต้กรณี แนนซี เพโลซี อดีตประธานสภาผู้แทนฯ เดินทางเยือนไต้หวัน ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน ยิ่งทรุดหนักหลังเหตุการณ์บอลลูนต้องสงสัยเป็นเครื่องมือจารกรรมของจีน ลอยเหนือน่านฟ้าสหรัฐฯเมื่อช่วงต้นปีนี้ก่อนถูกสหรัฐฯยิงตกในมหาสมุทรแอตแลนติก ฝ่ายจีนปฏิเสธภารกิจจารกรรมเป็นเพียงบอลลูนตรวจสอบสภาพอากาศ ไม่ได้จงใจรุกล้ำน่านฟ้าของสหรัฐฯ ก่อนที่สหรัฐฯจะเปิดผลสอบสวนว่า ไม่ใช่บอลลูนจารกรรม

ส่วนอีกเรื่องที่ละเอียดอ่อน ผู้นำสหรัฐฯและจีน ได้หารือเกี่ยวกับปัญหาตึงเครียดในช่องแคบไต้หวัน สี จิ้นผิง ได้กล่าวกับประธานาธิบดีไบเดนว่า สหรัฐฯ ควรหยุดให้การสนับสนุนด้านอาวุธกับไต้หวัน ส่วนการรวมเอาไต้หวันเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับจีน เป็นเรื่องที่ไม่สามารถหยุดได้ ส่วนไบเดนบอกว่า สหรัฐฯ ยึดนโยบายจีนเดียว ไม่ได้สนับสนุนการแยกเป็นรัฐอิสระหรือแยกเอกราชของไต้หวัน

อุณหภูมิที่ดีขึ้นระหว่าง 2 ชาติยักษ์ใหญ่ของโลก แต่ปีหน้าจะร้อนขึ้น หรือเย็นลงอย่างไร ต้องติดตาม

แล้วพบกันใหม่ ปี 2567 ครับ

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : กระแสจีนนำเข้า‘ทุเรียนเวียดนาม’พุ่งแรง มูลค่าส่งออกผ่านด่านจีนโต 3,000%

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/775541

คุยกัน7วันหน : กระแสจีนนำเข้า‘ทุเรียนเวียดนาม’พุ่งแรง  มูลค่าส่งออกผ่านด่านจีนโต 3,000%

คุยกัน7วันหน : กระแสจีนนำเข้า‘ทุเรียนเวียดนาม’พุ่งแรง มูลค่าส่งออกผ่านด่านจีนโต 3,000%

วันอาทิตย์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

การส่งออกผลผลิตทางการเกษตรของเวียดนามสู่จีนในปีนี้เติบโตอย่างรวดเร็ว และคาดว่าจะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคตข้างหน้า โดยสถิติจากสมาคมผักและผลไม้แห่งเวียดนามระบุว่าการส่งออกทุเรียนของเวียดนามสู่จีนในช่วงเวลาหนึ่งเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 161.8 ขณะที่หน่วยงานทางการของเวียดนามกำลังเดินหน้าการเจรจากับจีนเพื่อส่งออกทุเรียนแช่แข็งและมะพร้าวสดผ่านช่องทางทางการสู่ตลาดจีน

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ด่านโหย่วอี้กวน ซึ่งเป็นด่านนำเข้าทุเรียนขนาดใหญ่ที่สุดของจีนในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของจีนและคุ้นเคยกับการนำเข้าทุเรียนจากไทยเป็นหลัก กำลังเริ่มมีการนำเข้าทุเรียนจาก “เวียดนาม” เพิ่มมากขึ้น หลังจากที่จีนเริ่มอนุญาตให้นำเข้าทุเรียนจากเวียดนามได้ตั้งแต่ปี 2565 ที่ผ่านมา

หนงหลี่ชิง ผู้จัดการทั่วไปของบริษัทนำเข้าและส่งออกแห่งหนึ่งในเมืองผิงเสียง ของกว่างซี ซึ่งเป็นที่ตั้งของด่านบกโหย่วอี้กวน สามารถประสานงานขนส่งทุเรียนใหม่ถึงมือลูกค้าในมณฑลกว่างตง ทางตอนใต้ และมณฑลเจ้อเจียงทางตะวันออกของจีนอย่างรวดเร็ว เขาเปิดเผยว่า ปีนี้นำเข้าทุเรียนมากกว่า 1,600 ตู้คอนเทนเนอร์แล้วเมื่อนับถึงเดือนธ.ค. โดยนอกจากไทย ยังได้เริ่มนำเข้าทุเรียนจากเวียดนามด้วย พร้อมเสริมว่าปัจจุบันมีการนำเข้าทุเรียนหลายสิบตู้คอนเทนเนอร์ในแต่ละวัน

ข้อมูลจากศุลกากรจีนระบุว่าจีนนำเข้าทุเรียนในปี 2565 รวม825,000 ตัน ทุเรียนยังครองอันดับหนึ่งในหมู่ผลไม้นำเข้าของจีน คิดเป็นมูลค่า 4,030 ล้านดอลลาร์ (ราว 143,000 ล้านบาท)

สำหรับทุเรียนเวียดนาม ซึ่งเป็นที่รู้จักว่ามีฤดูเก็บเกี่ยวยาวนานกว่าและราคาถูกกว่า ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงตลาดจีนภายใต้กรอบความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ในปี 2565 โดยปัจจุบันจีนกลายเป็นตลาดหลักในการส่งออกทุเรียนของเวียดนาม

หวังเจิ้งโป๋ ประธานบริษัทผลไม้ในกว่างซีกล่าวว่า สักสิบกว่าปีก่อนผลไม้จากประเทศอาเซียนอย่างทุเรียน มังคุด และมะพร้าว ถือเป็นของหายากในจีน แต่ตอนนี้พบเจอได้ตามแผงขายผลไม้ในแทบทุกเมืองใหญ่และมีราคาย่อมเยามากขึ้น โดยบริษัทของหวังก้าวเข้าแวดวงการนำเข้าทุเรียนเวียดนามและลงนามสัญญากับสวนทุเรียนหลายแห่งในเวียดนาม ซึ่งมีพื้นที่รวมเกือบ 3,000 เฮกตาร์ (ราว 18,750 ไร่) เมื่อปีก่อน โดยหวังเผยว่าปี 2566 นี้ มีแผนนำเข้าทุเรียนเวียดนามมากกว่า3,000 ตู้คอนเทนเนอร์ หรือ 60,000 ตันเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดจีน

ด่ง กวาง หาย นักธุรกิจชาวเวียดนามที่ทำธุรกิจเพาะปลูกทุเรียนในเวียดนามมานานนับสิบปี กล่าวว่าทุเรียนเป็นหนึ่งในผลไม้ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในจีน มีความต้องการจากผู้บริโภคและศักยภาพทางการตลาดสูงมาก

ปัจจุบัน ด่านโหย่วอี้กวน กลายเป็นด่านบกสำหรับการแลกเปลี่ยนทางพรมแดนระหว่างจีนและเวียดนามที่คึกคักและสะดวกมากที่สุด โดยสถานีตรวจสอบชายแดนขาเข้า-ขาออกที่ด่านโหย่วอี้กวนได้รับรองยานพาหนะเข้าและออกในปีนี้ 400,000 คัน เมื่อนับถึงวันที่ 5 ธ.ค. ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 122% เมื่อเทียบปีต่อปี

ถังซาน หัวหน้าศุลกากรด่านโหย่วอี้กวน ระบุว่าด่านโหย่วอี้กวนเป็นด่านบกขนาดใหญ่ที่สุดสำหรับส่งออกผลไม้เวียดนามสู่จีน มีรถบรรทุกขนส่งทุเรียน แก้วมังกร ขนุน และผลไม้อื่นๆ ของเวียดนามเข้าทำพิธีศุลกากรช่วงในฤดูกาลวันละเกือบ 300 คัน และมีการขนส่งทุเรียนเวียดนามช่วงนอกฤดูกาลวันละมากกว่า 30 ตู้คอนเทนเนอร์

ข้อมูลจากศุลกากรหนานหนิงระบุว่า มูลค่าสินค้านำเข้าจากเวียดนามผ่านด่านโหย่วอี้กวน ช่วงเดือนม.ค.-ต.ค.ของปีนี้ รวมอยู่ที่ 91,400 ล้านหยวน (ราว 447,000 ล้านบาท) หรือเพิ่มขึ้นถึง 271.8% เมื่อเทียบปีต่อปี ส่วนหนึ่งเป็นการนำเข้าผลไม้เวียดนาม 11,700 ล้านหยวน (ราว 57,300 ล้านบาท) หรือเพิ่มขึ้นถึง 637.9% ในจำนวนนี้เป็นมูลค่าการนำเข้าทุเรียน 11,100 ล้านหยวน (ราว 54,300 ล้านบาท) หรือเพิ่มขึ้นถึง 3,084%

การค้าทวิภาคีด้านผลิตภัณฑ์การเกษตรบนพรมแดนจีน-เวียดนาม ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องด้วยอานิสงส์จากการอนุมัตินำเข้าผลิตภัณฑ์การเกษตรหลายรายการจากเวียดนามสู่จีน กอปรกับการส่งออกผักผลไม้ที่มีคุณภาพจากกว่างซีสู่ตลาดเวียดนาม

นอกจากด่านโหย่วอี้กวนแล้ว ด่านเหอโข่ว ในมณฑลยูนนาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ยังกลายเป็นด่านนำเข้าทุเรียนยอดนิยมของจีน นับตั้งแต่มีการอนุมัตินำเข้าทุเรียนผ่านด่านเหอโข่วเมื่อเดือนเม.ย.ปีนี้

ฟู่จิง ผู้ค้าผลไม้จากมณฑลกุ้ยโจวทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ซึ่งคลุกคลีอยู่ในแวดวงการค้าผลไม้นำเข้ามานานมากกว่า 10 ปี ได้เริ่มนำเข้าทุเรียนจากเวียดนามเมื่อไม่นานนี้เช่นกัน โดยฝูบอกว่าขั้นตอนพิธีการศุลกากรที่สะดวกรวดเร็วของด่านเหอโข่วเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เราเลือกนำเข้าทุเรียนเวียดนาม

เหยาฉี ตำรวจหญิงประจำสถานีตรวจสอบชายแดนขาเข้า-ขาออกเหอโข่ว เผยว่าการนำเข้าทุเรียนที่เพิ่มขึ้นอย่างมากดึงดูดผู้คนมายังด่านเหอโข่วเพิ่มขึ้น มีบริษัทจำนวนมากเข้ามาตั้งสาขาหรือสำนักงานในอำเภออันเป็นที่ตั้งของด่านเหอโข่ว

ปัจจุบันด่านเหอโข่วรับรองยานพาหนะเข้าและออกเฉลี่ยวันละราว700 คัน และจัดตั้งช่องทางด่วนสำหรับการทำพิธีการศุลกากรของผลิตภัณฑ์การเกษตรและผลิตภัณฑ์ปลีกย่อย รวมถึงปรับปรุงประสิทธิภาพของขั้นตอนพิธีการศุลกากรอย่างต่อเนื่อง

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : เอไอทำแรงงานเก้าอี้สั่น แถมนักศึกษาไอทีตกงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774224

คุยกัน 7 วันหน : เอไอทำแรงงานเก้าอี้สั่น  แถมนักศึกษาไอทีตกงาน

คุยกัน 7 วันหน : เอไอทำแรงงานเก้าอี้สั่น แถมนักศึกษาไอทีตกงาน

วันอาทิตย์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.30 น.

การมาของเอไอหรือปัญญาประดิษฐ์ ทำให้พนักงานในหลายประเทศหวั่นวิตกการเข้ามาแทนที่ตำแหน่งงานของตัวเอง หนึ่งในนั้นคือสหรัฐฯ เพราะผลสำรวจพนักงานชาวอเมริกันจาก Gallup ซึ่งทำการสำรวจแรงงานในสหรัฐฯ มาตั้งแต่ปี 2017 จนถึงปัจจุบัน พบมี 22% ของคนอเมริกันกลัวว่า “เทคโนโลยี” จะมาทำให้ตำแหน่งงานของตัวเองล้าสมัยและไม่จำเป็นต้องมีอีกต่อไป ตัวเลขนี้พุ่งขึ้นจากสัดส่วนเพียง 15% เมื่อปี 2021 และเป็นครั้งแรกที่เห็นการพุ่งขึ้นอย่างชัดเจนของความกังวลนี้

ความกังวลที่สูงขึ้นชัดเจนนี้เป็นผลมาจากกลุ่มพนักงานที่จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยขึ้นไป ซึ่งส่วนใหญ่จะทำงานนั่งโต๊ะเป็นมนุษย์ออฟฟิศ จากเดิมพนักงานกลุ่มนี้เคยกังวลเรื่องเทคโนโลยีเพียง 8% แต่ล่าสุดมีคนที่กังวลเพิ่มเป็น 20% แล้ว เทียบกับกลุ่มพนักงานที่จบต่ำกว่าระดับมหาวิทยาลัย มีกลุ่มที่กังวลเรื่อง “FOBO” (Fear of Better Option) หรือ “ความกลัวที่จะพลาดทางเลือกที่ดีกว่า” เป็นสัดส่วน24% เท่าเดิม สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มมนุษย์ออฟฟิศก็กังวลเรื่อง “การทดแทนตำแหน่งงานด้วยเทคโนโลยี” ไม่ต่างจากกลุ่มพนักงานโรงงานเท่าใดนัก

หากเปรียบเทียบในเชิงเจเนอเรชั่นจะเห็นว่ากลุ่มพนักงานยิ่งอายุน้อยก็จะยิ่งกังวลว่าตนอาจถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีมากขึ้น โดยพบว่าในกลุ่มพนักงานวัย 18-34 ปี มีถึง 28% ที่กังวล รองลงมาในกลุ่ม 35-54 ปีมีความกังวล 23% ปิดท้ายที่วัย 55 ปีขึ้นไปมีคนที่กังวลแค่ 13% เท่านั้น ส่วนเพศชาย-เพศหญิงไม่มีผลที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

อีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลชัดเจนคือระดับรายได้ โดยพบว่าในกลุ่มคนที่มีรายได้ครัวเรือนไม่เกิน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 3.5 ล้านบาท)มีความกังวลเรื่อง FOBO ถึง 27% ขณะที่กลุ่มรายได้ครัวเรือนตั้งแต่ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปีขึ้นไป กลับมีความกังวลเพียง 17% เท่านั้น ด้านผลของการถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี พบว่าพนักงานอเมริกันส่วนใหญ่ 31% กลัวว่าจะทำให้สวัสดิการของตนลดน้อยลง 24% เกรงว่าจะถูกลดเงินเดือน 20% กลัวถูกเลย์ออฟ 19% กลัวถูกลดชั่วโมงทำงาน และ 7% กลัวว่าบริษัทจะย้ายตำแหน่งงานไปในต่างประเทศแทน

ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งความกังวลที่มากขึ้นปีนี้ของชาวอเมริกันส่วนหนึ่งอาจมาจากการพัฒนาทักษะของคอมพิวเตอร์จนสามารถลอกเลียนแบบทักษะภาษาของมนุษย์ หรือการปรากฏตัวของ ChatGPT ที่มีการพูดถึงกันอย่างมากและสะท้อนว่าระบบที่พัฒนาบนฐานของ AI ทำให้คนทำงานเห็นความเปลี่ยนแปลงว่าสิ่งที่คอมพิวเตอร์ทำได้ไม่ใช่แค่ “หุ่นยนต์” ในโรงงานหรือคลังสินค้าอีกต่อไปแล้ว แต่ยังพัฒนาไปถึงขั้นมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ยกระดับความสามารถมากขึ้น ทำงานได้หลากหลายและยังทำงานที่เกี่ยวกับทักษะภาษาได้ ซึ่งจุดนี้เองที่จะกระทบกับงานนั่งโต๊ะออฟฟิศได้เช่นกัน

จากความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้พนักงานที่จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยเริ่มมีความกังวลว่า เทคโนโลยีเหล่านี้จะทำให้อาชีพการงานตัวเองเป็นไปอย่างไร แม้ว่าปัจจุบันก็ยังมีไม่ถึง 1 ใน 4 ของพนักงานที่คิดว่าสิ่งนี้จะเป็นภัยต่ออาชีพ ส่วนใหญ่ยังรู้สึกในเชิงบวกต่ออนาคตด้านการงานของตนเองอยู่ แต่ในระยะต่อไปตำแหน่งงานที่ทำอยู่อาจจะสั่นคลอนก็เป็นได้

ขณะที่ประเทศอินเดียกลับมีปรากฏการณ์ที่ดูย้อนแย้งกัน เมื่อแรงงานIT จบใหม่ในอินเดียเสี่ยงว่างงานหลายแสนคน ทั้งที่ประเทศมีบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติจำนวนมากเข้ามาตั้งฐานการผลิต โดยพบว่าอัตราการว่างงานโดยรวมของชาวอินเดียเพิ่มขึ้นมาที่ 10.05% ในเดือนต.ค. 2566 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบมากกว่า 2 ปี โดยพบว่าอัตราการว่างงานสำหรับคนอายุ20-24 ปี ในอินเดียอยู่ที่ 46.6% ส่วนการจ้างงานด้าน IT ในอินเดียลดลง 43% ในเดือนก.ย. และลดลง 14%ในเดือนต.ค. เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

เรื่องนี้อาจสวนทางกับที่หลายคนคิด เพราะอินเดีย ที่มีประชากรวัยหนุ่มสาวจำนวนมาก มีบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติแห่เข้ามาตั้งฐานการผลิต ไม่ว่าจะเป็น Apple, Amazon,Google, HP, IBM แต่แรงงานหนุ่มสาว IT ของอินเดียกลับเสี่ยงตกงานหลายแสนคน

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? คำตอบคือช่วงการระบาดโควิด-19 ที่ผ่านมา ผู้คนออกจากบ้านไม่ได้ตามมาตรการปิดเมืองเพื่อควบคุมการระบาด ธุรกิจเทคโนโลยีออนไลน์จึงเติบโตอย่างก้าวกระโดด เหล่าบริษัท IT ในอินเดียต่างพากันขยายกิจการ โดยบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของประเทศอย่าง Tata Consultancy Services และ Infosys ได้จ้างเด็กจบใหม่มากกว่า 284,000 คน ในช่วงโควิด-19

แต่ในปัจจุบัน สงครามรัสเซียบุกยูเครนได้จุดไฟเงินเฟ้อไปทั่วโลก ธนาคารกลางหลายประเทศพากันขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อปราบเงินเฟ้อนั่นหมายถึงต้นทุนดอกเบี้ยทางธุรกิจและการกู้ยืมสูงขึ้นด้วย บรรดาผู้ประกอบการจึงขึ้นราคาสินค้าและบริการตาม จนส่งผลให้ลูกค้าชะลอการบริโภค ซ้ำร้าย กระแสเทคโนโลยีเอไอ ที่สามารถเขียนโค้ดขั้นพื้นฐานตามคำสั่งมนุษย์ ได้เข้ามาแทนที่พนักงาน IT จบใหม่ ปัจจัยรุมเร้าเหล่านี้ ทำให้เหล่าบริษัท IT อย่าง Infosys และ Wipro ชะลอการจ้างเด็กจบใหม่ การจ้างงานด้าน IT ในอินเดียลดลง 43% ในเดือนก.ย. และลดลง 14% ในเดือน ต.ค. เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

แม้ที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยีที่มีฐานในอินเดีย อาทิ Google บริษัทเสิร์ชเอนจิ้นระดับโลก ได้ย้ายการผลิตมือถือ Google Pixel มาที่อินเดีย เช่นเดียวกับ Apple ที่พึ่งพาอินเดียเป็นฐานผลิตสินค้าอย่างมือถือ iPhone เพื่อกระจายความเสี่ยงจากจีน Microsoftบริษัทเจ้าของโปรแกรม Microsoft Office ลงทุนด้านศูนย์ข้อมูล, HP บริษัทผลิตฮาร์ดแวร์ไอที IBM ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ระดับโลก ให้บริการด้านระบบคอมพิวเตอร์ในอินเดีย และยังเป็นบริษัทที่วางระบบเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ให้กับทำเนียบประธานาธิบดีอินเดีย

แต่ถึงกระนั้น อัตราการว่างงานสำหรับคนอายุ 20-24 ปี ของอินเดียก็ยังขึ้นแตะที่ 46.6% ดังนั้น ภาวะว่างงานในวัยหนุ่มสาวของอินเดีย ได้กลายเป็นความท้าทายสำคัญ แม้กระทั่งแรงงานหนุ่มสาวด้าน IT ในอินเดียอาจต้องยกระดับฝีมือปัจจุบันให้สูงกว่าขั้นพื้นฐานเพราะในปัจจุบันความสามารถด้านพื้นฐานไม่เพียงพออีกแล้ว และกำลังถูกแย่งงานโดย AI เช่นกัน


โดย ดาโน โทนาลี