คุยกัน 7 วันหน : รู้จัก ‘กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ’ กับภารกิจคุมม็อบลอสแอนเจลิส

คุยกัน 7 วันหน : รู้จัก 'กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ' กับภารกิจคุมม็อบลอสแอนเจลิส

คุยกัน 7 วันหน : รู้จัก ‘กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ’ กับภารกิจคุมม็อบลอสแอนเจลิส

วันอาทิตย์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.17 น.

ท่ามกลางการประท้วงเดือดในสหรัฐฯ การใช้กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ (National Guard) จุดประเด็นถกเถียงเรื่องบทบาทที่ครอบคลุม ทั้งช่วยเหลือภัยพิบัติ รักษากฎหมาย และภารกิจทหารทั่วโลก สถานะกึ่งกลางระหว่างอำนาจผู้ว่าการรัฐและประธานาธิบดีทำให้เกิดคำถามถึงขอบเขตการใช้อำนาจ

การประท้วงต่อต้านนโยบายกวาดล้างผู้อพยพของสหรัฐฯ ในลอสแอนเจลิสดำเนินมาครบ 1 สัปดาห์เมื่อวันศุกรที่ผ่านมา (13 มิ.ย.) ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น เมื่อ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ 4,000 นาย และนาวิกโยธิน 700 นายลงพื้นที่ โดยไม่ได้รับอนุญาตจาก แกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย

การเคลื่อนไหวนี้จุดประเด็นถกเถียงร้อนแรงในโซเชียลมีเดียของสหรัฐฯ ถึงความหมายของ “เสรีภาพ” ในดินแดนที่ร้องเพลงชาติว่าเป็น “ดินแดนแห่งเสรีชน” พร้อมสะกิดบาดแผลเก่าจากเหตุการณ์สังหารหมู่ปี 2513 ที่กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิยิงนักศึกษาประท้วงสงครามเวียดนาม เสียชีวิต 4 ราย บาดเจ็บ 9 ราย

กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ (National Guard) คือใคร ?

กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ หรือ National Guard เป็นหน่วยทหารที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาทั้งจากผู้ว่าการรัฐและประธานาธิบดี แต่เดิม กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ มีรากฐานมาตั้งแต่ยุคอาณานิคม เริ่มต้นจากการเป็น “กองกำลังอาสาสมัครของชุมชน” หรืออีกชื่อเรียกว่า “Minutemen” พร้อมจะลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องตัวเองและชุมชนภายในเวลาอันสั้น

หลังการปฏิวัติอเมริกา ผู้ก่อตั้งสหรัฐฯ รักษาโครงสร้างนี้ไว้เพื่อป้องกันภัยจากกองทัพขนาดใหญ่ที่อาจคุกคามประชาธิปไตย

กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิและหน่วยสำรอง จะมีทั้งในกองทัพบกและอากาศ แต่ไม่มีในนาวิกโยธินหรือหน่วยยามฝั่ง การบังคับบัญชาของกองทัพอยู่ภายใต้กระทรวงกลาโหม ยกเว้นหน่วยยามฝั่งอยู่ภายใต้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิในยามสงบ กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิมีอยู่ประมาณ 450,000 นาย แบ่งเป็นกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิบก (Army National Guard) และกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิอากาศ (Air National Guard) ทำหน้าที่ทั้งในและนอกประเทศ

ปัจจุบัน กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิมีบทบาทหลากหลาย ตั้งแต่ช่วยเหลือภัยพิบัติ เช่น ไฟป่าในแคลิฟอร์เนีย พายุเฮอริเคน ไปจนถึงแจกจ่ายวัคซีนโควิด-19 รักษาความปลอดภัยชายแดน และสนับสนุนการเลือกตั้ง

ส่วนกองกำลังนาวิกโยธินที่ถูกเรียกตัวมาเสริมทัพในเหตุการณ์ประท้วงลอสแอนเจลิส เป็นหน่วยรบสะเทินน้ำสะเทินบกที่มีความเชี่ยวชาญด้านการยกพลขึ้นบกและปฏิบัติการในวิกฤตการณ์ มีหน่วยพิเศษอย่าง Special Purpose Marine Air-Ground Task Forces (MAGTF) สำหรับตอบสนองวิกฤต เช่น การปกป้องสถานทูตหรือช่วยเหลือภัยพิบัติ นอกจากนี้ยังมีหน่วย Marine Security Guard (MSG) รักษาความปลอยภัยสถานทูตทั่วโลก

แต่ประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดขณะนี้คือเรื่อง “อำนาจในการสั่งการ” โดยปกติแล้ว กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิของแต่ละรัฐจะอยู่ภายใต้การบัญชาการของผู้ว่าการรัฐนั้น ๆ ยกเว้น กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ที่ถูกโอนเข้าสังกัดรัฐบาลกลางจะอยู่ภายใต้การควบคุมของประธานาธิบดีโดยตรงเสมอ การโอน กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ เข้าสังกัดรัฐบาลกลางนี้เองที่ทำให้เกิดความยุ่งยาก โดยปกติแล้ว กฎหมายที่เรียกว่า Posse Comitatus Act จะห้ามไม่ให้ทหารภายใต้การบัญชาการของรัฐบาลกลาง ซึ่งรวมถึงกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิที่ถูกโอนสังกัดแล้ว ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่รักษากฎหมายในประเทศ

อย่างไรก็ตาม ยังมีกฎหมายอีกฉบับหนึ่งที่เรียกว่า Insurrection Act ซึ่งเป็นกฎหมายช้างสารที่มอบอำนาจให้ประธานาธิบดีสามารถใช้กองกำลังทหาร รวมถึงกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิที่ถูกโอนสังกัดแล้ว เข้าไปทำหน้าที่รักษากฎหมายในประเทศได้ หากประธานาธิบดีเห็นว่ามีความวุ่นวายหรือการกบฏ ที่ทำให้ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้ตามปกติ กฎหมายนี้เคยถูกใช้มาแล้วหลายครั้งในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ เช่น เมื่อ อดีตประธานาธิบดี ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ ใช้กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ เพื่อบังคับใช้การเลิกการแบ่งแยกสีผิวในโรงเรียนที่เมือง ลิตเติล ร็อค ในปี 2500 และถูกใช้ครั้งล่าสุดในปี 2535 ในช่วงเหตุจลาจลที่ลอสแอนเจลิสหลังจากกรณี ร็อดนีย์ คิง

หลังสงครามเวียดนาม กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิถูกปฏิรูปผ่านนโยบาย Total Force ในปี 2516 ทำให้เป็นกำลังสำคัญของกองทัพสหรัฐฯ โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ 9/11 ที่ร้อยละ 40 ของทหารในอิรักและอัฟกานิสถานมาจากกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ อย่างไรก็ตาม การใช้กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิในประเทศ โดยเฉพาะการคุมประท้วง กลับสร้างความกังวล เนื่องจากกฎหมาย Posse Comitatus Act ห้ามทหารรัฐบาลกลาง รวมถึงกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิที่ถูกโอนจากรัฐ ทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย เว้นแต่จะใช้ กฎหมาย Insurrection Act 1807 ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีส่งทหารปราบจลาจลหรือกบฏได้

ความขัดแย้งของอำนาจในลอสแอนเจลิส

การประท้วงในลอสแอนเจลิสปะทุจากการจับกุมผู้อพยพผิดกฎหมายโดยเจ้าหน้าที่สำนักงานเข้าเมืองและศุลกากร หรือไอซ์ (ICE) เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.นำไปสู่การปิดทางหลวงและปะทะกับตำรวจ ทรัมป์ตอบโต้ด้วยการส่งกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ 4,000 นาย โดยโอนอำนาจจากผู้ว่าการรัฐสู่นายพล สแตนลีย์ แมคคริสตัล แห่งกองทัพสหรัฐฯ และส่งนาวิกโยธิน 700 นายจาก Camp Pendleton เข้าสมทบ

นิวซัมเรียกการกระทำนี้ว่า “การละเมิดอธิปไตยรัฐ” และยื่นฟ้องศาลรัฐบาลกลางเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ขอคำสั่งห้ามทหารลงพื้นที่ ต่อมา ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ ซึ่งประจำอยู่ที่นครซานฟรานซิสโกออกคำสั่งในวันพฤหัสบดี (12 มิ.ย.) ห้ามประธานาธิบดีทรัมป์ ส่งกำลังทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ เข้าไปประจำการในนครลอสแอนเจลิส อย่างไรก็ดี ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ของสหรัฐฯ อนุญาตให้ทรัมป์ ยังคงส่งกำลังทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิเข้าประจำการในนครลอสแอนเจลิสต่อไปได้ เป็นการระงับคำตัดสินของศาลชั้นต้นที่สั่งห้ามการระดมกำลังพลดังกล่าวเป็นการชั่วคราว

ทรัมป์ยืนยันการตัดสินใจ เขาอ้างว่า ลอสแอนเจลิสกำลังถูกศัตรูต่างชาติบุกรุก และกล่าวหานิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย กับ คาเรน แบสส์ นายกเทศมนตรีลอสแอนเจลิส ว่าสนับสนุนนักยุยงและกบฏโดยไม่มีหลักฐาน การใช้ถ้อยคำของทรัมป์ชวนให้นึกถึง Insurrection Act ซึ่งเขาเคยขู่ใช้ในปี 2563 แต่ในครั้งนี้ เขายังไม่ต้องใช้กฎหมายดังกล่าว เพราะกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิถูกส่งในฐานะ ‘ผู้ปกป้องเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง’ ซึ่งจำกัดอำนาจการจับกุม

ขณะนี้การประท้วงลามไปกว่า 10 เมือง เช่น ซานฟรานซิสโก, ซีแอตเทิล, นิวยอร์ก และดัลลัส โดยเฉพาะในเมืองหลบภัย (Sanctuary Cities) ที่มีผู้อพยพจำนวนมาก แคลิฟอร์เนียมีผู้อพยพกว่า 10 ล้านคน หรือ 1 ใน 4 ของประชากรรัฐ การกวาดล้างของ ICE ที่จับผู้อพยพกว่า 100,000 คนใน 4 เดือนยิ่งเพิ่มความโกรธแค้น

ชาวเน็ตหลายคนแสดงความกังวลว่าการกระทำเหล่านี้กำลังผลักดันประเทศไปสู่ “ฟาสซิสต์” หรือระบบที่รัฐบาลใช้อำนาจอย่างเด็ดขาดและจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน พวกเขามองว่ารัฐบาลกำลังพยายามปิดปากประชาธิปไตยและละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกตามรัฐธรรมนูญข้อแรก (First Amendment) และมีบางส่วนที่หยิบยกประเด็นการแก้กฎหมาย (Second Amendment) ที่อนุญาตให้ประชาชนมีสิทธิในการถือครองอาวุธ เพื่อปกป้องตนเองจากรัฐบาลที่ใช้อำนาจกดขี่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและอันตรายมาก

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ​โดนัลด์ ทรัมป์ – อีลอน มัสก์ จากคนสนิทสู่ศัตรูคู่อาฆาต

คุยกัน 7 วันหน : ​โดนัลด์ ทรัมป์ - อีลอน มัสก์ จากคนสนิทสู่ศัตรูคู่อาฆาต

คุยกัน 7 วันหน : ​โดนัลด์ ทรัมป์ – อีลอน มัสก์ จากคนสนิทสู่ศัตรูคู่อาฆาต

วันอาทิตย์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.45 น.

ความสัมพันธ์ระหว่างประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ และ อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยที่สุด เจ้าของธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าเทสลา บริษัทด้านอวกาศ ‘สเปซเอกซ์’ และแพลตฟอร์มสื่อออนไลน์ X ที่เคยเป็นเหมือนคู่คิดอยู่เคียงข้างกันมาตลอด กล้บต้องมาถึงจุดแตกหักกันแล้วอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อทั้งคู่เปิดศึกกล่าวโจมตีกันไปมาแบบเปิดเผยให้โลกรับรู้

มหากาพย์การหักเหลี่ยมเฉือนคมระหว่างทรัมป์ และมัสก์ ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นพันธมิตรทางการเมืองที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในอเมริกา ได้ระเบิดขึ้นอย่างดุเดือด สร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วทั้งวงการการเมืองและธุรกิจ นี่ไม่ใช่เพียงแค่ความเห็นต่างทางนโยบาย แต่คือการเผชิญหน้าของ 2 มหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลที่ใช้แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์เป็นสนามรบ

มัสก์ ไม่ได้เป็นเพียงผู้สนับสนุนทางการเงินรายใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของทรัมป์ เขาบริจาคกว่า 290 ล้านดอลลาร์เพื่อการหาเสียงปี 2024 มีส่วนอย่างมากที่ทำให้ทรัมป์ชนะเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดีอีกสมัย แต่ยังเคยเป็นที่ปรึกษาพิเศษของรัฐบาล ได้รับมอบอำนาจเต็มที่ในการผลักดัน ‘แผนปฏิรูปประสิทธิภาพรัฐบาล’ หรือ DOGE ซึ่งมีเป้าหมายในการปรับขนาดและขอบเขตของรัฐบาลกลาง

ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นนี้ดำเนินไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งมัสก์ลาออกจากตำแหน่งพิเศษเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และเริ่มแสดงความไม่พอใจต่อ Big, Beautiful Bill ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของนโยบายในประเทศของทรัมป์

Big, Beautiful Bill เป็นร่างกฎหมายงบประมาณขนาดมหึมาของทรัมป์ ครอบคลุมเรื่องภาษี การลดค่าใช้จ่าย พลังงาน และประเด็นชายแดน เขาเรียกกฎหมายฉบับนี้อย่างเจ็บแสบว่าเป็น “ความน่ารังเกียจที่น่าขยะแขยง” (Disgusting abomination) พร้อมกับคาดการณ์ว่า ร่างฉบับนี้จะทำให้การขาดดุลงบประมาณพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาลถึง 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นภาระหนี้สินที่กดขี่ประชาชนอเมริกันอย่างไม่อาจแบกรับได้ ข้อความนี้สร้างความประหลาดใจให้กับผู้นำรีพับลิกันอย่างมาก และมัสก์ยังตอกย้ำด้วยการกล่าวว่า “น่าละอายใจสำหรับผู้ที่ลงคะแนนเสียงให้ คุณรู้ว่าคุณทำผิด คุณรู้ดี!” ขณะที่นักวิจารณ์บางรายเรียกร่างกฎหมายนี้ว่าเป็น Reverse Robin Hood Bill เนื่องจากมองว่าเป็นการย้ายทรัพยากรจากคนจนไปสู่คนรวย

ในช่วงแรก ทรัมป์พยายามจะไม่ตอบโต้มัสก์ และยืนยันว่าเขากับมัสก์ จากกันด้วยดี แต่ล่าสุด ทรัมป์ออกมาบอกว่าเขาผิดหวังในตัวมัสก์มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่มัสก์โจมตีร่างกฎหมายของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าในช่วงหลายวันที่ผ่านมา และยังแสดงความเชื่อว่ามัสก์ไม่พอใจกฎหมายฉบับนี้ เพราะยกเลิกเงินอุดหนุนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นผลประโยชน์สำคัญของเทสลา ทรัมป์กล่าวหามัสก์ว่า มัสก์ไม่เคยมีปัญหากับร่างงบประมาณฉบับนี้ จนกระทั่งเขาออกจากรัฐบาลไป และบอกว่า นี่อาจจะเป็นจุดจบของความสัมพันธ์ที่เคยดีระหว่างทั้งสองคน

จากนั้น มัสก์ก็กล่าวหาทรัมป์ต่อว่า เป็นพวกไม่สำนึกในบุญคุณ โดยบอกว่า หากไม่มีมัสก์ช่วยหาเสียง ทรัมป์ก็แพ้เลือกตั้งไปแล้ว ซึ่งหากย้อนกลับไปดูการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว มัสก์ประกาศสนับสนุนทรัมป์ และช่วยทรัมป์หาเสียงแบบทุ่มสุดตัว พร้อมสนับสนุนเงินหาเสียงให้ทรัมป์อีก 290 ล้านดอลลาร์ ซึ่งหลังจากที่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง ก็ได้มอบตำแหน่งสำคัญให้กับมัสก์ แต่มัสก์ก็ตัดสินใจลาออกหลังจากทำงานให้ทรัมป์ได้ 129 วัน จากการโดนกระแสต่อต้านอย่างหนัก ที่ทำให้หุ้นและยอดขายของเทสลาตกต่ำ เพื่อกลับมาทำงานให้เทสลาอย่างเต็มที่อีกครั้ง และเริ่มออกมาวิจารณ์นโยบายของทรัมป์ จนกลายเป็นจุดแตกหักความสัมพันธ์ของทั้งสองคน

ระเบิดลูกใหญ่ที่มัสก์ประกาศอย่างไร้หลักฐานคือ “โดนัลด์ ทรัมป์ อยู่ในแฟ้มเอปสไตน์” และทรัมป์คือเหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้บันทึกต่าง ๆ เกี่ยวกับ เจฟฟรีย์ เอปสไตน์ นักการเงินและอาชญากรคดีเด็ก ที่ฆ่าตัวตายระหว่างถูกมคุมขังในเรือนจำเมื่อไม่กี่ปีก่อน ยังไม่ได้รับการเปิดเผยต่อสาธารณะ มัสก์ยังท้าทายด้วยว่า “ขอให้จำโพสต์นี้ไว้สำหรับอนาคต และความจริงจะปรากฏ!”

โดยไฟล์เอปสไตน์ (Epstein Files) คือเอกสารและหลักฐานที่รวบรวมโดยหน่วยงานสหรัฐฯ เช่น FBI และ DOJ เกี่ยวกับคดีของ เจฟฟรีย์ เอปสไตน์ นักการเงินที่ถูกกล่าวหาว่าค้าประเวณีเด็กและล่วงละเมิดทางเพศเด็กหญิงกว่า 250 คนในช่วงหลายปี โดนัลด์ ทรัมป์ เคยรู้จักกับเจฟฟรีย์ เอปสตีนในช่วงทศวรรษ 1990 โดยปรากฏในบันทึกการบินของเครื่องบินส่วนตัวของเอปสตีน 7 ครั้ง (2536-2540) ร่วมกับภรรยาและลูกสาว

สำหรับประเด็นที่ทรัมป์จะยุติเงินอุดหนุนและสัญญารัฐบาลของมัสก์ โดยเฉพาะการยกเลิกสัญญากับบริษัทสเปซเอ็กซ์ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลถึง 22,000 ล้านดอลลาร์ มัสก์ก็ตอบกลับอย่างท้าทายว่า Go ahead, make my day และยังกล่าวว่าจะเริ่มปลดประจำการยาดราก้อนด้วย มัสก์ยังคงยกระดับการต่อสู้ด้านอำนาจ โดยโพสต์ข้อความที่บอกเป็นนัยว่า สส. ควรเลือกข้างให้ดี เพราะทรัมป์เหลือเวลาในตำแหน่งประธานาธิบดี 3 ปีครึ่ง แต่เขาจะอยู่ตรงนี้ไปอีกกว่า 40 ปี

สมรภูมิเดือดทางออนไลน์ระลอกนี้ทำให้หุ้นของเทสลาของมัสก์ร่วงหนัก สูญมูลค่าหุ้นไปประมาณ 150,000 ล้านดอลลาร์ ปิดตลาดปรับตัวลดลงร้อยละ 14.3 ทำให้มูลค่าตลาดของบริษัทนี้ลดลงต่ำกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์

จนล่าสุด ทรัมป์บอกกับสื่อหลายสำนักว่า มัสก์น่าจะเสียสติไปแล้ว ตอนนี้คงยังไม่มีอะไรต้องคุยกัน แม้จะมีข่าวก่อนหน้านี้ว่าเขามีแผนจะโทรศัพท์ไปพูดคุยกับมัสก์ นอกจากนี้ ทรัมป์ยังบอกว่า จะขายรถไฟฟ้าเทสลาที่มัสก์มอบให้เขาใช้งานในทำเนียบขาวด้วย

การแตกหักของทรัมป์และมัสก์ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก หากมองลึกลงไปในแก่นแท้ทางอุดมการณ์ของทั้งสอง มัสก์เป็นนักอนุรักษนิยมที่เน้นการลดการใช้จ่ายของรัฐบาลและลดหนี้สาธารณะอย่างจริงจัง แต่ทรัมป์ แม้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จะพูดถึงการลดค่าใช้จ่าย แต่เขาไม่เคยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอันดับแรก ความสัมพันธ์ของทั้งสองจึงเป็นการจับคู่ที่ไม่น่าไว้ใจมาตั้งแต่ต้น

นอกจากนี้ สงครามบนสื่อสังคมออนไลน์ ก็เป็นปัจจัยสำคัญ มัสก์ใช้ X ซึ่งมีผู้ใช้งานประมาณ 600 ล้านคน เป็นอาวุธในการโจมตี ขณะที่ทรัมป์ใช้ Truth Social ที่มีผู้ใช้งานเพียง 6.3 ล้านคน การที่มัสก์โพสต์ถี่กว่า ซึ่งบางครั้งมากกว่า 100 ครั้งต่อวัน ทำให้เขามีอิทธิพลในการกำหนดทิศทางของเรื่องราวมากกว่า เขาถึงขนาดแคปหน้าจอโพสต์ของทรัมป์จาก Truth Social มาตอบโต้บน X  

การทะเลาะครั้งนี้สร้างแรงกดดันอย่างมหาศาลต่อพรรครีพับลิกัน ซึ่งมีเสียงข้างมากเพียงน้อยนิดในสภา มัสก์มีอิทธิพลอย่างมากในกลุ่มฐานเสียงของพรรค จาผลสำรวจปลายเดือน เม.ย. พบว่าร้อยละ 77 ของรีพับลิกันมีทัศนคติที่ดีต่อมัสก์ การที่ทั้ง 2 คนนี้มาขัดแย้งกันเอง ย่อมทำให้การผลักดันกฎหมายสำคัญของพรรคเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและยากลำบากยิ่งขึ้น

แม้ทรัมป์จะแสดงท่าทีประนีประนอมในบางช่วง โดยกล่าวว่าเขา “ชอบอีลอนเสมอ” และมัสก์เองก็ดูเหมือนจะเปิดโอกาสให้มีการคืนดี แต่ถ้อยคำที่บาดลึกและรุนแรงที่ทั้ง 2 ฝ่ายสาดใส่กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกล่าวถึง “แฟ้มเอปสไตน์” และการท้าทายอำนาจโดยตรง ทำให้การคืนดีดูเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : รัฐบาลทรัมป์ 2.0 กวาดล้างนักศึกษาต่างชาติ?

คุยกัน 7 วันหน : รัฐบาลทรัมป์ 2.0 กวาดล้างนักศึกษาต่างชาติ?

คุยกัน 7 วันหน : รัฐบาลทรัมป์ 2.0 กวาดล้างนักศึกษาต่างชาติ?

วันอาทิตย์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 07.00 น.

นับตั้งแต่ โดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ เมื่อต้นปีนี้ รัฐบาลของเขาได้เปิดศึกกับมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับไอวีลีก (Ivy League) หลายแห่ง โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แหล่งรวมนักศึกษาและคณาจารย์หัวกะทิจากทั่วโลก รวมถึงออกมาตรการพุ่งเป้าไปที่นักศึกษาต่างชาติหลายมาตรการ จากความไม่พอใจที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและอีกหลายแห่ง เป็นแหล่งบ่มเพาะแนวคิดสนับสนุนปาเลสไตน์และต่อต้านชาวยิวและอิสราเอล

จนเมื่อวันที่ 22 พ.ค. ที่ผ่านมา กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ มีคำสั่งให้มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเพิกถอนใบรับรองโครงการนักศึกษาและผู้เยี่ยมชมแลกเปลี่ยน หรือ SEVP โดยระบุในแถลงการณ์ว่า กล่าวในแถลงการณ์ว่า  คริสตี้ โนเอ็ม รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ สั่งการให้กระทรวงยกเลิกการรับรองโครงการนักศึกษาและผู้รับเชิญเพื่อการแลกเปลี่ยนของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งจะมีผลบังคับใช้สำหรับปีการศึกษา 2025-2026 โนเอ็ม กล่าวหามหาวิทยาลัยว่า ส่งเสริมความรุนแรง ต่อต้านชาวยิวและร่วมมือกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน

คำสั่งดังกล่าวหมายความว่า มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดไม่สามารถรับนักศึกษาต่างชาติเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยได้อีกต่อไป และนักศึกษาต่างชาติที่มีอยู่ในปัจจุบันต้องโอนย้ายไปเรียนที่อื่น มิเช่นนั้น จะสูญเสียสถานภาพทางกฎหมายในสหรัฐฯ ทำเอาทางฮาร์วาร์ดต้องออกมาประณามคำสั่งของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิว่าผิดกฎหมายและไร้เหตุผล เป็นอันตรายต่ออนาคตของนักศึกษาและนักวิชาการหลายพันคนของฮาร์วาร์ด อีกทั้งยังเป็นการเตือนแกมขู่ผู้คนอีกนับไม่ถ้วนในวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ที่เดินทางมาอเมริกาเพื่อแสวงหาการศึกษาและทำตามความฝัน

จากข้อมูลในปีการศึกษา 2024-2025 มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดมีนักศึกษาต่างชาติเกือบ 6,800 คน คิดเป็น 27% ของจำนวนนักศึกษาทั้งหมด จนมีคำกล่าวว่า หากไม่มีนักศึกษาต่างชาติ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดก็ไม่ใช่ฮาร์วาร์ด ขณะที่ในส่วนของนักศึกษาชาวจีน มีอยู่ราว 1,300 คน คิดเป็น 1 ใน 5 ของจำนวนนักศึกษาต่างชาติทั้งหมดที่เข้าเรียนในปี 2024

อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางในรัฐแมสซาชูเซตส์ได้ระงับคำสั่งดังกล่าวเป็นการชั่วคราวตามการยื่นฟ้องของมหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 23 พ.ค. โดยทางมหาวิทยาลัยอ้างว่าคำสั่งของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ขัดต่อการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ครั้งที่ 1และกฎระเบียบของกระทรวงฯ เอง

แต่ถึงกระนั้น ความพยายามสกัดกั้นนักศึกษาต่างชาติเข้าเรียนฮาร์วาร์ดของรัฐบาลทรัมป์ ก็ยังทำให้นักศึกษาต่างชาติไม่สบายใจ นักศึกษาชาวจีนจำนวนมากระบุว่า ต้องเปลี่ยนแผนการศึกษา เนื่องจากกังวลว่างานวิจัยและอนาคตของตนอาจเกิดการสะดุดชะงักอย่างที่ไม่อาจคาดเดาได้

ซึ่งก็เป็นจริงตามที่พวกเขากังวล เพราะล่าสุด รัฐบาลทรัมป์โดยกระทรวงต่างประเทศ ยังสั่งระงับกระบวนการพิจารณาวีซาของนักศึกษาที่เตรียมไปศึกษาต่อที่สหรัฐฯ ด้วย อ้างว่าเตรียมจะออกแนวทางฉบับปรับปรุงใหม่ เรื่องการตรวจคัดกรองการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของผู้ยื่นขอเป็นนักเรียนและนักเรียนโครงการแลกเปลี่ยน จึงขอให้หน่วยงานทางการทูตในต่างประเทศระงับการทำนัดวีซ่าประเภทเอฟ เอ็ม และเจ (F,M,J) ไว้ก่อน จนกว่ากระทรวงจะดำเนินการแล้วเสร็จ ส่วนการนัดหมายที่กำหนดไว้แล้วสามารถดำเนินการได้ตามแนวทางที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแผนยกระดับการตรวจสอบการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของผู้ยื่นคำร้องขอวีซานักเรียนทุกคนด้วย ซึ่งจะครอบคลุมทั้งการโพสต์ การแชร์ และการแสดงความคิดเห็นบนสื่อสังคมออนไลน์ทุกแพลตฟอร์ม โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯ จะใช้ทุกเครื่องมือที่มีอยู่เพื่อตรวจสอบคนที่ต้องการเข้ามาในประเทศ

เมื่อทำวีซาไม่ได้ก็ไปเรียนต่อลำบาก แม้กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ชี้แจงว่า เป็นการสั่งระงับแค่ชั่วคราวเท่านั้น แต่ความล่าช้าที่เกิดขึ้นก็อาจจะส่งผลกระทบต่อนักศึกษาใหม่ในปีนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มาตรการของรัฐบาลทรัมป์ นอกจากจะสร้างความลำบากให้กับนักเรียน นักศึกษาแล้ว ยังอาจจะส่งผลกระทบหนักไปยังกระเป๋าเงินของสถาบันการศึกษาหลายแห่งที่พึ่งพิงรายได้จากนักศึกษาต่างชาติทั่วสหรัฐฯ อีกด้วย

ถือเป็นความฝันของหลายคนที่จะได้ไปเรียนต่อที่สหรัฐฯ เพราะมีมหาวิทยาลัยชั้นนำจำนวนมากและเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยโอกาสและเสรีภาพ โดยในแต่ละปีมีนักศึกษาต่างชาติไปเรียนต่อที่สหรัฐฯ นับล้านคน ซึ่งแม้ว่าในช่วงปีการศึกษา 2020-2021 และปีการศึกษา 2021-2022 จะมีนักศึกษาต่างชาติไม่ถึง 1 ล้านคน เนื่องจากวิกฤตโควิด-19 แต่ในปีการศึกษา 2023-2024 ตัวเลขนักศึกษาต่างชาติในสหรัฐฯ เพิ่มสูงจนทำสถิติ คิดเป็นประมาณ 6% ของจำนวนนักศึกษาทั่วประเทศ และที่สำคัญ จากข้อมูลของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ชี้ว่า นักศึกษาต่างชาติเหล่านี้สร้างเม็ดเงินให้กับเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2023

ขณะเดียวกัน หลายประเทศเริ่มถือโอกาสเชิญชวน ให้คนที่ไม่อยากกระวนกระวายใจกับความไม่แน่นอนของรัฐบาลทรัมป์ ให้หันมาดูตัวเลือกอื่นแทน เช่น มหาวิทยาลัยในฮ่องกงและมาเก๊า ประกาศอ้าแขนรับนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ สามารถโอนย้าย และรับรองสิทธิในการศึกษาต่อ เป็นการดึงดูดนักศึกษาที่มีผลงานดีเด่นจากภูมิภาคต่างๆ เพื่อช่วยสร้างฮ่องกงและมาเก๊าให้กลายเป็นแหล่งรวมบุคลากรที่มีความสามารถระดับสูงจากต่างประเทศ ขณะที่ประธานาธิบดี เอมมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส ถึงกับลงทุนโฆษณามหาวิทยาลัยในฝรั่งเศส ตอนที่พบกับนักศึกษาระหว่างการเยือนกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ในสัปดาห์ที่ผ่านมา

หลายฝ่ายวิเคราะห์ว่า ทรัมป์ต้องการที่จะเปิดช่องให้มหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศ เปิดรับนักศึกษาที่เป็นคนขาวชาวอเมริกัน เจ้าของพื้นที่ให้มีโอกาสได้เข้าไปเรียนมากขึ้น ตามที่เคยประกาศว่าคนอเมริกันควรมีสิทธิ์ได้เรียนในมหาวิทยาลัยอเมริกันชั้นนำ ไม่ใช่มีแต่นักศึกษาต่างชาติเรียนกันจนแน่นไปหมดเหมือนอย่างที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี ภาคการศึกษาถือเป็นธุรกิจเพียงไม่กี่อย่างที่สหรัฐฯ ทำการค้าเกินดุลกับประเทศอื่นๆ การเปิดรับนักศึกษาต่างชาติทำเงินให้กับประเทศนี้ปีละหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นอกจากเรื่องเงินแล้ว นักศึกษาต่างชาติจำนวนไม่น้อยที่เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วสหรัฐฯ เมื่อจบการศึกษาแล้ว ก็ล้วนเป็นกำลังหลักในการกระจายเข้าไปทำงานในภาคส่วนต่างๆ รวมถึงบริษัทชั้นนำทั่วสหรัฐฯ ช่วยสร้างเม็ดเงินและกระตุ้นเศรษฐกิจ และมีส่วนในการพัฒนาประเทศอย่างมหาศาล

ซึ่งก็แน่นอนว่า เมื่อชั่งน้ำหนักระหว่างสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังผลักดัน กับผลประโยชน์ที่ประเทศได้รับจากเหล่านักศึกษาต่างชาติเหล่านี้ น่าจะทำให้หลายฝ่ายต้องคิดหนัก และกังวลว่า มันอาจกลับมาทำร้ายสหรัฐฯ เองในภายหลัง

คุยกัน 7 วันหน : รสเผ็ดร้อนกลางเมืองน้ำแข็ง สำรวจกระแส ‘อาหารไทย’ ในฮาร์บิน

คุยกัน 7 วันหน : รสเผ็ดร้อนกลางเมืองน้ำแข็ง สำรวจกระแส ‘อาหารไทย’ ในฮาร์บิน

คุยกัน 7 วันหน : รสเผ็ดร้อนกลางเมืองน้ำแข็ง สำรวจกระแส ‘อาหารไทย’ ในฮาร์บิน

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.30 น.

อุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียส และ 35 องศาเซลเซียส คืออุณหภูมิของเมืองฮาร์บินและกรุงเทพฯ ในเดือนพฤษภาคม และกว่า 4,000 กิโลเมตร คือระยะห่างของการบินระหว่างสองเมืองดังกล่าว ทว่าความแตกต่างทางอุณหภูมิและความห่างไกลนับพันกิโลเมตรนี้ไม่ได้หยุดยั้งความนิยมชมชอบ “อาหารไทย” ในเมืองแห่งน้ำแข็งอย่างฮาร์บินในมณฑลเฮยหลงเจียงทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน

บูธแสดงสินค้าไทย ณ งานแสดงสินค้าทางเศรษฐกิจและการค้านานาชาติฮาร์บิน ครั้งที่ 34 ได้ต้อนรับผู้คนมากหน้าหลายตาเข้าเยี่ยมชมตั้งแต่เปิดต้อนรับสาธารณชนเมื่อวันอาทิตย์ (18 พ.ค.) โดยมีกลิ่นหอมอบอวลของข้าวหอมมะลิ เสริมด้วยเมนูผัดไทยและข้าวเหนียวมะม่วงจากฝีมือเชฟ “จิ้งตง” คอยดึงดูดความสนใจ ซึ่งอาหารไทยนั้นถือเป็นดาวเด่นอีกดวงหนึ่งนับตั้งแต่ไทยเข้าร่วมงานนี้ครั้งแรกในปี 2009

จิ้งตง วัย 30 ปีกว่า ซึ่งเป็นเชฟอาหารไทยมานาน 16 ปีแล้ว ปัจจุบันประจำอยู่ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่มีลูกค้าในช่วงสุดสัปดาห์เฉลี่ย 200-300 โต๊ะต่อวัน เผยว่า สิ่งสำคัญคือการสร้างสมดุลของรสชาติอาหารจากเมืองร้อนกับคนกินที่อยู่เมืองหนาว ส่วนสิ่งที่ยากที่สุดในการเอาชนะใจคนฮาร์บินคือ “ข้าว” เพราะภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนเป็นแหล่งปลูกข้าวเมล็ดใหญ่เนื้อแน่นแตกต่างจากข้าวหอมมะลิของไทยอย่างมาก

หญิงแซ่หวัง นักท่องเที่ยวจากฮาร์บินที่ต่อคิวรับข้าวเหนียวมะม่วง แสดงความเห็นว่า ข้าวหอมมะลิของไทยเหมาะจะรับประทานคู่กับผลไม้เพราะเมล็ดเล็กและเหนียวนุ่ม ส่วนข้าวของภูมิภาคจีนตะวันออกเฉียงเหนือหรือข้าวตงเป่ยเหมาะจะรับประทานคู่กับกับข้าวมื้อหลัก ซึ่งรสนิยมเช่นนี้ของคนท้องถิ่นส่งผลให้ร้านอาหารไทยบางส่วนในฮาร์บินเลือกเสิร์ฟข้าวตงเป่ยด้วย

รัตนภรณ์ ศรีจิตรเพชร หรือหลี่เหวินจิ้ง ผู้ดูแลบูธแสดงสินค้าไทย กล่าวว่า คนที่นี่ไม่ค่อยชอบกินข้าวหอมมะลิหุงสุก เธอจึงคิดหาวิธีส่งเสริมการขายข้าวหอมมะลิด้วยการประยุกต์เอาข้าวหอมและข้าวเหนียวของไทยมาหุงรวมและต้มเป็นโจ๊ก ซึ่งมีรสชาติหวานละมุนถูกปากจนมีลูกค้าแวะเวียนมาชิมกันหลายคน ทำให้รสหวานกลายเป็นเคล็ดลับไปแล้ว

ด้าน “ไท่เซียงเล่อ” ร้านอาหารที่เชฟจิ้งตงทำงานอยู่ ได้เปิดขายเมนูต้มยำกุ้งหม้อไฟในช่วงเดือนตุลาคม-พฤษภาคม เพื่อตอบโจทย์ความต้องการอาหารร้อนๆ สร้างความอบอุ่นยามฮาร์บินอยู่ในฤดูหนาวอันยาวนานที่อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียสนานราว 7 เดือน หรือบางทีอากาศหนาวเย็นจัดจนอุณหภูมิ -30 องศาเซลเซียส

นอกจากนั้น “ไท่หลานเซียง” ร้านอาหารไทยอีกแห่งในฮาร์บิน ได้เปิดขายเมนู “ต้มเล้งแซ่บภูเขาไฟ” ที่ใส่น้ำปลาน้อยลง เพื่อปรับรสชาติตามความนิยมของคนท้องถิ่นที่ไม่คุ้นชินกับกลิ่นคาวอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของน้ำปลา แต่หากเป็นลูกค้าชาวไทย เมนูนี้จะถูกปรุงรสชาติให้ได้ตามต้นตำรับความแซ่บเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ดี อาหารไทยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนเผชิญปัญหาเรื่องราคาและปริมาณ โดยอาหารตงเป่ยนั้นขึ้นชื่อเรื่องให้เยอะจนอิ่มแน่ ประกอบกับคนตงเป่ยให้ความสำคัญกับราคาด้วย จึงอาจเกิดอาการลูกค้าเบือนหน้าหนีได้ หากเห็นว่าให้ปริมาณน้อยแถมราคาสูงอีก

อย่างไรก็ดี เชฟจิ้งตงสำทับว่า เพื่อรับประกันรสชาติที่ดี ร้านไท่เซียงเล่อที่เขาทำงานอยู่ยังคงยืนกรานใช้วัตถุดิบนำเข้า แม้ลูกค้าที่เข้ามารับประทานจะต้องจ่ายเฉลี่ย 90 หยวน (ราว 413 บาท) ต่อคน ซึ่งสูงกว่าการรับประทานอาหารตงเป่ยที่จ่ายเฉลี่ย 30-50 หยวน (ราว 137-229 บาท) ต่อคน โดยเชฟจิ้งตงเสริมว่า “แค่เปลี่ยนน้ำกะทิ รสชาติก็เพี้ยนแล้ว”

เชฟจิ้งตงทิ้งท้ายว่าเขาหวังจะเปิดร้านอาหารไทยของตัวเองในอนาคต และเชื่อมั่นว่าตลาดยังคงต้องการทักษะทำอาหารไทยของเขาต่อไป

ทั้งนี้ งานแสดงสินค้าทางเศรษฐกิจและการค้านานาชาติฮาร์บิน ครั้งที่ 34 ในเมืองฮาร์บิน มณฑลเฮยหลงเจียงทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ซึ่งจัดขึ้นวันที่ 17-22 พ.ค. มีบริษัทผู้ประกอบการจาก 38 ประเทศและภูมิภาค รวมถึงมณฑล เขตปกครองตนเอง และเทศบาลนครของจีน 23 แห่ง จำนวนกว่า 1,500 แห่ง เข้าร่วมจัดแสดงสินค้ามากมาย

รายงานระบุว่า ไทยและมองโกเลียได้รับเชิญเป็น “ประเทศเกียรติยศ” ประจำงานครั้งนี้เป็นครั้งแรก และคาดว่าจะมีผู้ซื้อระดับมืออาชีพจากทั้งในประเทศและต่างประเทศมากกว่า 3,000 ราย ซึ่งก่อให้เกิดพื้นที่แห่งความร่วมมืออันหลากหลายระหว่างผู้จัดแสดงและผู้ค้าของจีนและต่างชาติ

ขอบคุณเนื้อหา จากสำนักข่าวซินหัวไทย

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : พิธีฮัจญ์อันศักดิ์สิทธิ์ ลมหายใจที่สละได้เพื่อพระผู้เป็นเจ้า

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/812060

คุยกัน 7 วันหน : พิธีฮัจญ์อันศักดิ์สิทธิ์  ลมหายใจที่สละได้เพื่อพระผู้เป็นเจ้า

คุยกัน 7 วันหน : พิธีฮัจญ์อันศักดิ์สิทธิ์ ลมหายใจที่สละได้เพื่อพระผู้เป็นเจ้า

วันอาทิตย์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.40 น.

การประกอบพิธีฮัจญ์ประจำปีอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน เสร็จสิ้นลงไปแล้วเมื่อช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ท่ามกลางผู้แสวงบุญชาวมุสลิมจากทั่วโลกเข้าร่วมพิธีในปีนี้กว่า 1.8 ล้านคน ตามข้อมูลของรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย

พิธีฮัจญ์ เป็น 1 ใน 5 เสาหลัก หรือพิธีศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาอิสลาม ที่ชาวมุสลิมจะต้องไปร่วมให้ได้อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต และเป็นพิธีทางศาสนาที่มีการรวมตัวกันมากที่สุดครั้งหนึ่งของโลก พิธีฮัจญ์ ไม่ได้จัดตรงกันทุกปีแต่จะเป็นไปตามปฏิทินจันทรคติของชาวมุสลิม ซึ่งปีนี้ ตรงกับช่วงฤดูร้อนที่ว่ากันว่า ร้อนที่สุดในช่วงหลายปีของซาอุดีอาระเบีย ที่อุณหภูมิอยู่ที่ 51.8องศาเซลเซียส ที่มหามัสยิดในนครเมกกะส่วนอุณหภูมิเฉลี่ยตั้งแต่เริ่มทำพิธีอยู่ที่ 46 องศาเซลเซียส นั่นส่งผลให้ในปีนี้ มีผู้ล้มป่วยจากอากาศร้อนจำนวนมาก แม้ว่าทางการซาอุดีอาระเบีย จะอำนวยความสะดวกหลายอย่างแก่ผู้แสวงบุญที่เข้าร่วมพิธี มีการจัดตั้งพื้นที่ควบคุมอุณหภูมิ แจกจ่ายน้ำดื่มและตั้งศูนย์พยาบาลเพิ่มขึ้นแล้วก็ตาม

จนเมื่อหลังจากพิธีฮัจญ์เสร็จสิ้นลง มีรายงานที่น่าตกใจจากสื่อหลายสำนัก อ้างอิงข้อมูลจากเจ้าหน้าที่การทูตหลายชาติ ที่มีพลเมืองของตนเดินทางไปร่วมประกอบพิธี ที่เปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิตจากการประกอบพิธีฮัจญ์ในปีนี้ มากเกินกว่า 1,000 ศพ เกือบทั้งหมดมีสาเหตุมาจากสภาพอากาศร้อนจัดจนสุดจะทนทาน โดยผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการล่าสุด อยู่ที่ 1,081 ศพจาก 10 ประเทศ ในจำนวนนี้ เชื่อว่าเป็นผู้แสวงบุญชาวอียิปต์อย่างน้อย600-700 คน ถือเป็นประเทศที่เสียชีวิตมากที่สุดในระหว่างพิธีฮัจญ์ปีนี้ รองลงมาเป็นผู้แสวงบุญจากจอร์แดน อิหร่าน ปากีสถาน อินโดนีเซีย มาเลเซีย เซเนกัลตูนิเซีย และซูดาน เป็นต้น ซึ่งร่างผู้เสียชีวิตทั้งหมด ล้วนถูกฝังในซาอุดีอาระเบีย ทั้งที่นครเมกกะ และเมืองมีนา

อย่างไรก็ดี สิ่งที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตก็คือ จำนวนผู้เสียชีวิตที่แท้จริงอาจสูงกว่านั้นมาก เนื่องจากตัวเลขผู้เสียชีวิตในปีนี้ ส่วนใหญ่เป็นผู้แสวงบุญที่ผ่านการลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมพิธีอย่างถูกต้อง มีเอกสารยืนยันชัดเจน ซึ่งผู้แสวงบุญกลุ่มนี้ สามารถเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่รัฐบาลซาอุดีอาระเบียจัดเตรียมไว้เพื่อรับมือสภาพอากาศร้อนจัด ไม่ว่าจะเป็นเต็นท์ที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ จุดบริการเครื่องดื่มและสถานที่พักระหว่างทางรถบัสรับ-ส่ง และการให้บริการทางการแพทย์กรณีเจ็บป่วย

สื่อท้องถิ่นในอียิปต์รายงานว่า ชาวมุสลิมจากหลายชุมชนในอียิปต์อยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตเพราะล้มป่วยจากสภาพอากาศร้อนจัดระหว่างประกอบพิธีฮัจญ์ปีนี้ คนเหล่านี้ ส่วนใหญ่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ที่ซาอุดีอาระเบียด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว ไม่ใช่วีซ่าอย่างเป็นทางการสำหรับผู้เข้าร่วมพิธี เนื่องจากการขอวีซ่าอย่างหลังต้องผ่านกระบวนการและการดำเนินการที่ซับซ้อนหลายอย่าง ที่สำคัญคือมีค่าใช้จ่ายที่แพงมาก แต่หากใช้วีซ่านักท่องเที่ยวเข้าซาอุดีอาระเบีย แล้วลักลอบไปประกอบพิธี ค่าใช้จ่ายจะถูกลงครึ่งหนึ่งเป็นอย่างน้อย

ผู้แสวงบุญหลายแสนคนจากทั้งอียิปต์และอีกหลายประเทศ จึงเลือกที่จะไม่ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมพิธีอย่างถูกต้อง ทำให้ขาดโอกาสในการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่จัดไว้ให้สำหรับคนกว่า 1.8 ล้านคนที่ลงทะเบียนอย่างเป็นระบบได้ ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัด

ญาติของผู้แสวงบุญชาวอียิปต์คนหนึ่งที่เสียชีวิตระหว่างประกอบพิธีฮัจญ์ บอกว่า ญาติของเขาได้นั่งรถบัสไปยังเทือกเขาอาราฟัต เพื่อประกอบพิธีหนึ่งของบรรดาพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย แต่กลับต้องลงจากรถก่อนถึงที่หมายถึง 12 กิโลเมตร เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกเจ้าหน้าที่ทางการซาอุดีอาระเบียตรวจตราและจับกุม ทำให้ผู้แสวงบุญกลุ่มนี้ต้องเดินไปยังสถานที่ประกอบพิธี ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัด หลายคนทนไม่ไหวเสียชีวิตอยู่กลางทาง ขณะที่นักการทูตจากชาติอาหรับประเทศหนึ่งบอกว่า เจ้าหน้าที่ซาอุดีอาระเบีย พยายามที่จะจัดการกับกลุ่มคนที่ไม่ได้ลงทะเบียนไม่ให้เข้ามาที่นครเมกกะในเดือนนี้ แต่ก็พบว่ายังมีอีกจำนวนมากที่หลุดรอดมาได้ และมาร่วมที่สถานประกอบพิธีที่เริ่มต้นตั้งแต่ศุกร์ที่แล้ว ทำให้คนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงมาก ลำพังแค่เอาตัวรอดไม่ให้ถูกเจ้าหน้าที่ซาอุดีอาระเบียตามจับก็เหนื่อยแล้ว การประกอบพิธีภายนอกท่ามกลางแดดจัด ในนครเมกกะ ก็ยิ่งทำให้ผู้แสวงบุญกลุ่มนี้ประสบความยากลำบากมากขึ้นไปอีก

ด้านกระทรวงสาธารณสุขซาอุดีอาระเบียเผยว่า จำนวนผู้เสียชีวิตระหว่างการเข้าร่วมพิธีฮัจญ์นับพันคนปีนี้ อาจดูเหมือนเยอะ แต่จริงๆ แล้วไม่ถือว่ามากขึ้นหรือผิดปกติ ผู้แสวงบุญหลายคนเป็นผู้สูงอายุ หรือมีภาวะโรคร่วม มีความเจ็บป่วยและภาวะแทรกซ้อนมาตั้งแต่แรก ทางการได้เตรียมพร้อมบุคลากรทางการแพทย์ที่ผ่านการอบรมมาอย่างดีคอยดูแล ขณะเดียวกัน ทางการซาอุดีอาระเบียประเมินแล้วว่า การประกอบพิธีฮัจญ์ในปีนี้อากาศจะร้อนมาก โดยอาจจะร้อนตั้งแต่ผู้แสวงบุญยังเดินทางมาไม่ถึง
จึงได้เริ่มการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ทุกคนทราบเรื่องวิธีการปกป้องตนเองจากความร้อน การใช้ร่ม การดื่มน้ำเพื่อไม่ให้เกิดภาวะขาดน้ำ การหลีกเลี่ยงจุดที่แออัด และการขอความช่วยเหลือเมื่อเจ็บป่วย

อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่า การประกอบพิธีฮัญจ์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้รับผลกระทบมากขึ้นจากปัญหาภาวะโลกร้อน รัฐบาลซาอุดีอาระเบียเผยผลการศึกษาที่พบว่า อุณหภูมิในพื้นที่ที่ประกอบพิธีฮัจญ์เพิ่มสูงขึ้นปีละ 0.4 องศาเซลเซียส ในทุกๆ 10 ปี ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศเตือนว่า ยอดผู้เสียชีวิตในปีนี้ ทำให้พอจะมองเห็นภาพว่า สถานการณ์ที่จะเกิดกับผู้แสวงบุญชาวมุสลิมนับล้านๆ คน ที่จะมาร่วมพิธีฮัจญ์ในปีต่อๆ ไปจะเป็นอย่างไร โดยปัญหาโลกร้อนจะซ้ำเติมสถานการณ์ให้ยิ่งแย่ลงอีกในอนาคต พร้อมเตือนว่า ภายในทศวรรษที่ 2040 พิธีฮัจญ์จะจัดขึ้นในช่วงที่อากาศร้อนจัดที่สุดในฤดูร้อนของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นประเทศเจ้าของสถานที่ประกอบพิธีฮัจญ์

รัฐบาลซาอุดีอาระเบียย้ำว่า มีผู้เสียชีวิตระหว่างพิธีฮัจญ์เนื่องจากอากาศร้อนจัดเมื่อปีที่แล้วมากกว่า 2,000 คน การเสียชีวิตของผู้แสวงบุญมุสลิมระหว่างพิธีฮัจญ์ ไม่ใช่เรื่องใหม่ และเกิดขึ้นมานานมากเป็นพันๆ ปีมาแล้ว มีสถิติบันทึกย้อนหลังไปได้ถึงทศวรรษที่ 1400 ขณะที่ชาวมุสลิมจำนวนมาก มีความเชื่อว่า การได้เสียชีวิตและถูกฝังร่างที่นครเมกกะ ถือเป็นการได้เข้าถึงพระผู้เป็นเจ้า และเป็นการตายที่พวกเขาใฝ่ฝัน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปีนี้ จึงอาจเป็นเพียงส่วนประกอบเล็กๆ ส่วนหนึ่ง ของการแสวงบุญและประกอบพิธีที่สำคัญที่สุดทางศาสนาตามความเชื่อของชาวมุสลิมนับล้านๆ ซึ่งเมื่อได้ทำภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว หากจะต้องสิ้นลมหายใจ ก็ถือว่าคุ้มค่า

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : TASTIEN เบอร์เกอร์ดาวรุ่ง คู่แข่ง ‘แมคโดนัลด์’ ในจีน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/810674

คุยกัน 7 วันหน : TASTIEN เบอร์เกอร์ดาวรุ่ง  คู่แข่ง ‘แมคโดนัลด์’ ในจีน

คุยกัน 7 วันหน : TASTIEN เบอร์เกอร์ดาวรุ่ง คู่แข่ง ‘แมคโดนัลด์’ ในจีน

วันอาทิตย์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.30 น.

ตลาดฟาสต์ฟู้ดในจีนมีการแข่งขันกันรุนแรง จากแบรนด์น้องใหม่สัญชาติจีนที่ผุดขึ้นมาจำนวนมาก และหนึ่งในแบรนด์ที่กำลังมาแรงแซงโค้งในเวลานี้ คือ TASTIEN หรือTASITING เรียกชื่อภาษาไทยว่า“ต้าซื่อถิง” ที่ตอนนี้ ได้ชื่อว่าเป็น ร้านเบอร์เกอร์สไตล์จีนที่เป็นคู่แข่งขันโดยตรงกับเจ้าใหญ่จากตะวันตกอย่าง แมคโดนัลด์ (McDonald’s) และฟาสต์ฟู้ดแบรนด์อื่นๆ สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจจากชาติตะวันตกกำลังเผชิญหน้ากับการแข่งขันสูงขึ้นในตลาดจีน รวมถึง Starbucks, Apple และ Tesla

TASTIEN คือแบรนด์ร้านฟาสต์ฟู้ดที่กำลังเป็นกระแสนิยมในจีนเวลานี้ และเติบโตอย่างรวดเร็วท่ามกลางการเติบโตของอุตสาหกรรมฟาสต์ฟู้ดของจีน ซึ่งมีรายงานมูลค่าตลาด ปี 2022 อยู่ที่ประมาณ 1.3 ล้านล้านหยวน และคาดการณ์ว่าจะมูลค่าตลาดจะเพิ่มขึ้น เป็น 1.8 ล้านล้านหยวน ในปี 2025 เป็นผลมาจากการขยายตัวของเมือง อีกทั้งคนหนุ่มสาว ที่อยู่วัยระหว่าง 25-34 ปีหันมาบริโภคอาหารจานด่วนกันมากขึ้น เพราะเป็นทางเลือกการบริโภคที่สะดวกในช่วงเวลาที่มีอยู่จำกัด

โดย TASTIEN มีจุดเด่นอยู่ที่การผสมผสานเบอร์เกอร์ของตะวันตกเข้ากับรสชาติในแบบจีนดั้งเดิม มีการออกเบอร์เกอร์รสชาติสไตล์จีนหลายเมนู เช่น เป็ดปักกิ่ง, หมูกระเทียมและเต้าหู้สไตล์เสฉวน เป็นต้น

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2012 TASTIEN เปิดทำการร้านแรกอยู่ที่เมืองหนานชาง เริ่มแรกเปิดตัวด้วยเมนูพิซซ่าจากนั้นปี 2017 ก็เริ่มมีเบอร์เกอร์ เข้ามาเป็นตัวเลือกเพิ่มขึ้นจนมาในปี 2021 เป็นปีที่มีการขยายสาขาอย่างรวดเร็ว แม้อยู่ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ก็ตาม พร้อมๆ กับการนำเสนอความเป็นจีนเข้ามาผสมผสาน รวมถึงการเปิดตัวขนมปัง ที่ใช้กรรมวิธีในการทำแบบดั้งเดิมของจีน

ข้อมูลจนถึงสิ้นเดือนตุลาคม 2023 TASTIEN มีสาขามากกว่า 4,000 แห่ง ใน 331 เมืองทั่วประเทศจีน จำนวนสาขา แซงหน้า เบอร์เกอร์ คิง (Burger King) และ พิซซา ฮัท (Pizza Hut) ในจีนไปเรียบร้อย เฉพาะในปี 2023 มีสาขาเพิ่มขึ้นถึง 3,500 แห่ง รวมเป็น 6,700 แห่ง ขยับเข้าใกล้กับจำนวนสาขาของ แมคโดนัลด์ ที่ ณ สิ้นปี2023 นั้น มีสาขาในจีนประมาณ 6,800 สาขา และ เคเอฟซี ในจีนมีสาขา 12,240 แห่ง แต่ล่าสุดในเดือนเมษายน 2024 มีสาขาจำนวน7,254 แห่ง ที่คาดว่าจะแซงหน้า แมคโดนัลด์ ได้แล้ว

กระแสความนิยม และการขยายตัวอย่างรวดเร็วของ ถาซื่อถิงที่ก้าวเข้าสู่ปีที่ 12 ในปีนี้ เกิดขึ้นจากหลายปัจจัย

ปัจจัยเรื่องแรก คือ ราคาที่แข่งขันได้ โดยในระยะเริ่มต้น TASTIEN มุ่งเน้นเปิดสาขาในกลุ่มเมืองเล็กๆ ที่เครือข่ายร้านอาหารจานด่วนรายใหญ่เข้าไปไม่ถึงก่อน จากนั้นค่อยๆ ขยายมาเปิดตัวในเมืองใหญ่ ทั้งยังมีราคาถูกกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับร้านอาหารจากนานาชาติ ถือเป็นราคาที่เข้ากันพอดีกับผู้บริโภคที่ใส่ใจในเรื่องนี้ และสามารถจ่ายได้ ราคาจึงถือเป็นปัจจัยที่ขับเคลื่อนการเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ยังขับเคลื่อนธุรกิจไปพร้อมกับกระแสชาตินิยมจีน ที่เรียกว่า กั๋วฉาว (Guochao) หรือ ไชน่า ชิค (China-Chic) หมายถึงกระแสความนิยมในแบรนด์จีนหรือสินค้าที่สะท้อนความเป็นจีน ทั้งการออกแบบโลโก้ บรรจุภัณฑ์ การตกแต่งร้าน และการใช้สีแดง ที่แสดงให้เห็นชัดเจนถึงการส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณีจีน ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากผู้บริโภคโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ขณะเดียวกัน ยังดำเนินกลยุทธ์ด้านการตลาดกับบุคคลที่มีชื่อเสียง ซึ่งก็ช่วยส่งเสริมการมองเห็นของแบรนด์มากขึ้นรวมถึงการเข้าถึงแพลตฟอร์มสังคมออนไลน์ จนมีผู้ติดตามเป็นยอดสะสมเกือบ 3 ล้านราย

นั่นทำให้ TASTIEN กลายเป็นผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรมฟาสต์ฟู้ดของประเทศ และได้รับการยอมรับในฐานะเป็น ร้านเบอร์เกอร์สไตล์จีน ที่เข่ามาเขย่าบัลลังก์ เชนฟาสต์ฟู้ดรายใหญ่จากชาติตะวันตกได้อย่างชัดเจน

ขณะที่ ตลาดแข่งขันกันมากขึ้นประกอบกับกระแสความนิยมในแบรนด์จีน ทำให้แบรนด์ฟาสต์ฟู้ดยักษ์ใหญ่ต้องมีการปรับตัว เช่น การนำความเป็นจีนเข้ามาผสมผสานในเมนูของตนเอง สื่อจีนรายงานว่า เครือร้านฟาสต์ฟู้ดหลายแห่ง รวมถึงเคเอฟซี, แมคโดนัลด์ และ เชก แชก (Shake Shack) ได้เปิดตัวเบอร์เกอร์รสชาติใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความเป็นจีน เพิ่มมากขึ้น เช่นตัวขนมปัง แทนที่จะใช้ขนมปังธรรมดาแบบเดิม ก็มาใช้ขนมปังแบบจีนดั้งเดิม เพื่อดึงดูดผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ ส่วน เบอร์เกอร์ คิง ก็มีเบอร์เกอร์ปลารสเผ็ด เป็นต้น

ไม่เฉพาะกับธุรกิจร้านอาหารเท่านั้นที่แข่งขันกันหนัก ธุรกิจจากชาติตะวันตกอื่นๆ ต่างก็เผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้นในจีน จากผู้ประกอบการสัญชาติจีน เช่นสตาร์บัคส์ รายงานผลประกอบการงวดปีบัญชีที่ผ่านมา พบว่ายอดขายสาขาเดิม ในจีนลดลงไปถึงร้อยละ11 ซึ่งจีน ถือเป็นตลาดใหญ่ อันดับสองของแบรนด์ โดยคู่แข่งที่เติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็วและโดดเด่น คือเชนร้านกาแฟ ลัคกิ้น คอฟฟี่ (Luckin’Coffee) ที่ปัจจุบัน มีจำนวนสาขาครอบคลุมทั่วประเทศจีนมากกว่าสาขาของ สตาร์บัคส์ ด้วยซ้ำ

ต้องมารอดูกันว่า แบรนด์ยักษ์ใหญ่ต่างๆ จากชาติตะวันตก จะหาทางปรับตัวอย่างไร เพื่อแย่งดึงเม็ดเงินมาจากลูกค้าชาวจีน เพราะไม่ว่าจะอย่างไร แบรนด์เหล่านี้คง
ไม่สามารถปฏิเสธตลาดในประเทศ ที่มีกลุ่มผู้บริโภคมหาศาล อันหมายถึงเม็ดเงินจำนวนมาก ที่จะมาช่วยหล่อเลี้ยงธุรกิจต่อไปได้นั่นเอง

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : รู้จัก NVIDIA และ ‘เจนเซ่น หวง’ ซีอีโอเจ้าของฉายา ‘เทเลอร์ สวิฟต์ แห่งวงการเทคโนโลยี’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/809384

คุยกัน 7 วันหน : รู้จัก NVIDIA และ ‘เจนเซ่น หวง’  ซีอีโอเจ้าของฉายา ‘เทเลอร์ สวิฟต์ แห่งวงการเทคโนโลยี’

คุยกัน 7 วันหน : รู้จัก NVIDIA และ ‘เจนเซ่น หวง’ ซีอีโอเจ้าของฉายา ‘เทเลอร์ สวิฟต์ แห่งวงการเทคโนโลยี’

วันอาทิตย์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.45 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวที่สร้างความฮือฮาในแวดวงเทคโนโลยีและธุรกิจโลกอย่างมาก เมื่อ NVIDIA บริษัทผู้ผลิตชิพประมวลผลคอมพิวเตอร์ และชิพที่ใช้ในปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI รายใหญ่ของสหรัฐฯ มีมูลค่าตลาดพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ทะลุ 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เบียดแซงยักษ์ใหญ่อย่าง “แอปเปิล” ขึ้นมาเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงสุดอันดับ 2 ของโลกรองจากไมโครซอฟท์ โดยราคาหุ้น NVIDIA ขยับขึ้น 5.2% ปิดตลาดที่ 1,224.40 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น เมื่อวันพุธที่ 6 มิ.ย. ส่งผลให้มูลค่าทางการตลาดของบริษัทพุ่งแตะ 3.012 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 109 ล้านล้านบาท)ขณะที่มูลค่าตลาดของแอปเปิลอยู่ที่ 3.003 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้NVIDIA ยังได้แตกหุ้นในอัตรา 10 ต่อ 1เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมาซึ่งหลายฝ่ายคาดว่า จะยิ่งทำให้หุ้นของบริษัทชิปเอไอแห่งนี้ เป็นที่น่าดึงดูดสำหรับนักลงทุนมากขึ้นไปอีก

มูลค่าตลาดของ NVIDIA ที่พุ่งทะยานขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งสามารถแซงแอปเปิลได้สำเร็จ ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญสำหรับแวดวงอุตสาหกรรมไฮเทคในซิลิคอน แวลลีย์ ซึ่งที่ผ่านมาถูกฉายแสงครอบงำโดยแอปเปิล ที่ก่อตั้งโดย สตีฟ จ๊อบส์ มาตั้งแต่เริ่มเปิดตัวโทรศัพท์ iPhone เมื่อปี 2007

เป็นที่รู้กันว่า นอกจาก NVIDIAจะเป็นบริษัทเทคโนโลยีผู้ผลิตหน่วยประมวลผลกราฟิก หรือ GPU สำหรับคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์แล้วยังนับเป็นบริษัทเจ้าแรกๆ ที่ผลิตชิพรองรับการทำงานของ Generative AI ด้วย ถือได้ว่าคาดการณ์ตลาดเทคโนโลยีได้เฉียบคม เห็นได้จากเทรนด์การเข้ามาของ AI ที่เพิ่มขึ้นในหลากหลายวงการ

เจนเซ่น หวง ซีอีโอของ NVIDIA เคยกล่าวในช่วงการประกาศผลประกอบการของ NVIDIA ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2024 ระบุว่า สิ่งที่อยู่เหนือกว่าผู้ให้บริการคลาวด์ในปัจจุบันGenerative AI ได้กลายเป็นสิ่งที่สามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดได้มากกว่าหลายพันล้านดอลลาร์ในระบบการตลาดแนวตั้ง ซึ่งก็มีกลุ่มผู้ให้บริการในด้านต่างๆ เล็งเห็นถึงเทรนด์ AI มากขึ้น พร้อมต่อคิวกันมาใช้บริการของ NVIDIA ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ให้บริการอินเตอร์เนต บริษัท องค์กรต่างๆ กลุ่มผู้พัฒนา AI ระดับภูมิภาค กลุ่มผู้ให้บริการด้านยานยนต์ ไปจนถึงกลุ่มผู้ให้บริการด้านสุขภาพ

นอกจากนี้ เจนเซ่น หวง ยังเผยว่า นับจนถึงช่วงไตรมาสแรก ปี 2024 มีสตาร์ทอัพระหว่าง 15,000-20,000 ราย รวมถึงบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลก อย่างไมโครซอฟท์ อัลฟ่าเบต และ AWS หรือ AmazonWeb Services ต่างก็เข้ามาใช้บริการด้าน AI และ GPU ของ NVIDIA ทั้งหมด นี่จึงอาจเป็นสาเหตุหลัก ที่ทำให้ NVIDIA ที่เคยมีมูลค่าบริษัทสูงสุดอันดับ 6 ของโลก เมื่อปี 2023ขยับแซงแอปเปิล ก้าวขึ้นมามีมูลค่าสูงสุดอันดับ 2 ของโลกล่าสุด และอาจเติบโตขึ้นจนเบียดสู้กับไมโครซอฟท์ในอนาคต ก็เป็นได้

ใครคือ เจนเซ่น หวง

ความสำเร็จอย่างยั้งไม่หยุดฉุดไม่อยู่ของ NVIDIA ทำให้หลายคนหันมาสนใจเรื่องราวชีวิตของเจนเซ่น หวง เจ้าของตำแหน่งซีอีโอทันที ไม่ใช่แค่เพราะบริษัทประสบความสำเร็จเท่านั้น แต่รวมถึงการประสบความสำเร็จ แนวคิดธุรกิจ และมาดของเจ้าตัว ที่ทำให้ตอนนี้เจนเซ่น หวง ได้รับสมญานาม ให้เป็น“เทย์เลอร์ สวิฟต์” แห่งวงการเทคโนโลยีเลยทีเดียว

เจนเซ่น หวง หรือ หวง เหรินเซวิน ที่เกิดในไต้หวันก่อนที่ครอบครัวจะย้ายไปยังสหรัฐฯ ตอนอายุได้ 5 ปี ปัจจุบันอายุ 61 ปีแล้ว เขาอาจดูไม่เหมือน “คนดัง” ในแบบที่ควรจะเป็น แต่ในตอนนี้ เจนเซ่น หวงมักจะถูกห้อมล้อมขอถ่ายเซลฟี่จากบรรดาแฟนคลับ ขณะที่เขาปรากฏตัวตอนไปร่วมนิทรรศการด้านเทคโนโลยี ที่ไต้หวันเมื่อสัปดาห์ก่อน ด้วยเสื้อหนังของ Tom Ford ราคา 9,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเขาแต่งตัวแบบนี้มานานกว่า 20 ปีแล้ว และเคยกล่าวว่า เพราะภรรยาและลูกๆ ทำให้เขาหันมาแต่งตัวเช่นนี้ และเขาก็ชอบมากๆ

บ๊อบ โอดอนเนล นักวิเคราะห์เทคโนโลยี กล่าวว่า เจนเซ่น หวง ได้รับการตอบรับไม่ต่างจากร็อกสตาร์เลยทีเดียว เขาพิจารณาว่าชื่อเสียงของเขาเป็นโอกาสในการโปรโมทแบรนด์ NVIDIA อีกทอดหนึ่ง เขามีความสุขอย่างมาก ในไต้หวัน เขาคือชายผู้สร้างชื่อเสียงให้ประเทศ ไปที่ไหนก็มีแต่ผู้คนเดินเข้าหา จนเริ่มมีคำฮิตติดปากว่า แฟนคลับบ้าเจนเซ่น (Jensanity)

จุดเปลี่ยนในชีวิตของ เจนเซ่น หวง เกิดขึ้นด้วยความหลงใหลโลกของ AI และเกมคอมพิวเตอร์ ทำให้เขาตัดสินใจลาออกจากงานที่ทำ และเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองในปี 1993 ร่วมกับเพื่อนอีก 2 คน คือ คริสมาลาชอฟสกี และ เคอร์ติส เพรม อดีตพนักงานบริษัท Sun Microsystems กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ NVIDIA บริษัทที่พวกเขามุ่งพัฒนาชิพเซตประมวลผลกราฟิก (GPU) ตอนนั้นกระแสและความต้องการมากขึ้น ซึ่งพวกเขาทั้ง 3 เห็นโอกาสนี้ตรงกัน ก่อนเปิดตัว “การ์ดจอ” ตัวแรกของโลกได้ในปี 1999 ชื่อว่า NVIDIAGeForce 256 ซึ่งในปีเดียวกันนั้นNVIDIA สามารถนำบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ได้สำเร็จ

เป้าหมายของ NVIDIA ชัดเจนก็คือ การพัฒนาคอนโซลวิดีโอเกมเพื่อการประมวลผลกราฟิกที่หนักขึ้นและเร็วขึ้นได้ เป็นอุปกรณ์ที่ยังไม่เคยมีมาก่อน จากสเกลธุรกิจขนาดสตาร์ทอัพ เติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนวันหนึ่ง NVIDIA ได้ทำสัญญากับไมโครซอฟท์ ในการพัฒนาฮาร์ดแวร์กราฟิกสำหรับ Xbox และยังคงร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ NVIDIA ยังคงเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเองให้มากยิ่งขึ้น จนกระทั่งปัจจุบันนี้ชิปของพวกเขามีมูลค่า “มากกว่าทองคำ” เสียอีก

ในมุมของนักธุรกิจทั่วโลกหลายคนชื่นชมความสามารถ และความพยายามของ เจนเซ่น หวง จนไปถึงแนวคิดที่น่าสนใจของเขาในการใช้ชีวิตและทำธุรกิจ ซึ่งหลายครั้งที่เขาให้สัมภาษณ์มักจะทิ้งท้ายข้อคิดไว้ เช่น “เราควรจะเลือกธุรกิจที่มีตลาดขนาดใหญ่มากพอ เพราะตลาดที่เล็กเกินไปมักจะไม่มีนักลงทุนสนใจ เพราะโอกาสได้เงินต้นคืนมันน้อยมาก” หรือ “เราควรโฟกัสที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น และมากขึ้นอีกจนกว่าเราจะได้ผลิตภัณฑ์ที่ดีพอ”

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ทางเลือก-ทางรอด ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ หลังถูกตัดสิน ‘ผิดจริง’ คดีประวัติศาสตร์

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/808009

คุยกัน 7 วันหน : ทางเลือก-ทางรอด ‘โดนัลด์ ทรัมป์’  หลังถูกตัดสิน ‘ผิดจริง’ คดีประวัติศาสตร์

คุยกัน 7 วันหน : ทางเลือก-ทางรอด ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ หลังถูกตัดสิน ‘ผิดจริง’ คดีประวัติศาสตร์

วันอาทิตย์ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สหรัฐอเมริกาเกิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ กลายเป็นอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรก ที่ถูกคณะลูกขุนเขตแมนฮัตตันในนครนิวยอร์ก ตัดสินว่ากระทำความผิดในคดีอาญา จากกรณีการจ่ายเงินปิดปากนักแสดงภาพยนตร์สำหรับผู้ใหญ่ เพื่อปกปิดความสัมพันธ์ในอดีต

เป็นที่รู้จักคุ้นหูกันในชื่อ Hush Money ซึ่งแปลตรงตัวถึงพฤติการณ์พฤติกรรมของทรัมป์ ในการมอบเงินชำระปกปิดสัมพันธ์กับดาราผู้ใหญ่อย่าง สตอร์มี แดเนียลส์ ไม่ให้อื้อฉาวขึ้นมาก่อนการเลือกตั้งเมื่อปี 2016 โดยมูลค่าเงินที่มีการจ่ายครั้งนั้นอยู่ที่ราว 130,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5 ล้านบาท) ในทางอาญาถือว่ามีข้อหา ปลอมแปลงหลักฐานทางธุรกิจ ซึ่งถือว่าเป็นการจงใจปกปิดความผิด ที่ขัดต่อกฎหมายเลือกตั้งและข้อกำหนดด้านภาษีทั้งระดับรัฐและของรัฐบาลกลาง เนื่องจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2016 ซึ่งหลังจากไต่สวนพิจารณาคดีกันหลายสัปดาห์ คณะลูกขุน 12 คนปิดห้องใช้เวลาพิจารณาเกือบ 12 ชั่วโมงในช่วงวันอังคารและพุธที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น ก่อนฟันธงสรุปว่าผิด 34 กระทงไม่ผิด 0 กระทง

แน่นอนว่าแม้แต่สังคมอเมริกา และสังคมโลกที่จับตาการเมืองมหาอำนาจอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงใกล้เลือกตั้ง 5 พฤศจิกายน จะต้องตั้งคำถามว่า คำพิพากษาในวันนี้ จะทำให้ผลเลือกตั้งแตกต่างออกไปในวันนั้นหรือไม่ ? ทรัมป์ จะยังเป็นประธานาธิบดีที่เคยมีประวัติไม่ดีได้หรือไม่ ?

โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ตัวแทนพรรครีพับลิกันชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีในการเลือกตั้งปลายปีนี้ กล่าวโจมตีคำตัดสินของคณะลูกขุน ว่าเป็นการตัดสินที่ไม่เป็นธรรมและเสื่อมเสีย พร้อมยืนกรานว่าไม่ได้กระทำความผิด และจะต่อสู้เพื่อประเทศ เพื่อรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ต่อไป ทรัมป์ยังกล่าวหาว่า คดีนี้มีประธานาธิบดี โจ ไบเดน ผู้นำคนปัจจุบันชักใยอยู่เบื้องหลัง เพื่อทำร้ายคู่แข่งทางการเมือง และระบุว่าสหรัฐอเมริกาไม่เหมือนเดิม ทั้งเกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายมีปัญหาถดถอยหลายประการ แต่ยืนยันจะต่อสู้จนจบ โดยทรัมป์ ระบุด้วยว่า คำพิพากษาที่แท้จริงโดยประชาชนชาวอเมริกันจะเกิดขึ้นในวันที่ 5 พ.ย.นี้ และคดีความนี้ยังไม่ถึงจุดสิ้นสุดง่ายๆ

ส่วนบรรยากาศด้านนอกศาลที่มีการพิจารณาคดี และด้านนอกทำเนียบขาวของประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีผู้ชุมนุมที่เฝ้าติดตามการพิจารณาคดีครั้งนี้ คนที่สนับสนุนทรัมป์ก็แสดงทีท่าเซอร์ไพรส์ตกใจกับคำตัดสิน และก็แสดงความไม่พอใจด้วยการตะโกนและบีบแตรบางคนถึงกับบอกว่า ขอแสดงความเสียใจกับสหรัฐอเมริกาด้วย ฝั่งผู้ที่ไม่สนับสนุนทรัมป์ ก็ต่างพึงพอใจกับคำตัดสินเอาผิดอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยชี้ว่าทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ใครทำอะไรไว้ก็ต้องรับผิดตามนั้น และบางส่วนถึงขั้นบอกว่าช้าไปเพราะเพิ่งจะมาเอาผิดได้ตอนพ้นจากตำแหน่งมานานแล้ว 

สำหรับความผิดในคดีดังกล่าวของทรัมป์ ถือเป็นคดีอุกฉกรรจ์ หรือเป็นความผิดอาญาร้ายแรง ซึ่งฐานความผิดเหล่านี้มีโทษจำคุกสูงสุด 4 ปี ฮวน เมอร์ชาน ผู้พิพากษาคดีนี้ กำหนดวันตัดสินโทษไว้ในวันที่ 11 ก.ค. หรือ4 วันก่อนหน้าการประชุมใหญ่พรรครีพับลิกัน ในวันที่ 15 ก.ค. ซึ่งจะประกาศชื่อตัวแทนพรรคลงชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ

ขณะที่หลายฝ่ายประเมินว่า ทรัมป์อาจจะแค่ต้องโทษปรับ เนื่องจากหลายปัจจัยประกอบกัน เช่น ทรัมป์ไม่เคยมีประวัติคดีอาญา และอายุมากถึง 77 ปีแล้ว แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นกับการพิจารณาโทษของผู้พิพากษาต่อไป

ถึงแม้หลังจากนี้ ทรัมป์อาจรอดจากการถูกจับกุมคุมขัง แต่ก็ต้องจับตาต่อไปว่า คดีนี้จะเป็นตัวแปรสำคัญต่อการตัดสินใจเข้าคูหาเลือกตั้งของอเมริกันชนในสังคมที่มีความแตกต่างทางความเชื่อนี้ต่อไปอย่างไร แต่นักวิเคราะห์มองว่า ผลคำตัดสินคดีนี้อาจจะไม่ได้ส่งผลต่อคะแนนนิยมของทรัมป์ในการเลือกตั้งปลายปีนี้มากนัก คนที่ยังรักยังชอบทรัมป์ ก็ยังจะลงคะแนนให้ไม่เปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่า การตัดสินคดีว่าทรัมป์กระทำผิดในคดีอาญา ถือเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเฉพาะตอนนี้ที่ทรัมป์เตรียมเข้าศึกเลือกตั้งเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นครั้งที่ 2 แต่หากย้อนดูการหาเสียงเลือกตั้งปี 2016 บรรดาผู้เชี่ยวชาญและฝ่ายต่อต้านทรัมป์ ต่างก็เก็งว่าเขาจะไม่ชนะเลือกตั้ง แต่ท้ายสุด ทรัมป์
ก็ขึ้นเป็นประธานาธิบดี แม้จะมีข่าวอื้อฉาวมากมาย โดยเฉพาะเทปบันทึกเสียงที่ชี้ว่าทรัมป์ลวนลามผู้หญิง ซึ่งเป็นหลักฐานที่ถูกนำมาพิจารณาในคดีครั้งนี้หลายครั้ง

เรียกว่าอุปสรรคต่างๆ ก่อนหน้านี้ไม่ได้ขัดขวางทรัมป์ในการฟื้นคืนชีพทางการเมือง เพื่อชิงบัลลังก์ทำเนียบขาว

ไม่ว่าอย่างไร เชื่อว่าคดีความนี้อาจมีการต่อสู้ทางกฎหมายที่ยืดเยื้อเนิ่นนานต่อไปอีก และท้ายสุด ชะตากรรมของทรัมป์อาจต้องให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นผู้ตัดสิน แน่นอนว่า หากทรัมป์แพ้ การตัดสินคดีนี้อาจถูกมองว่าเป็นปัจจัยแห่งความพ่ายแพ้ แต่หากทรัมป์พลิกมาชนะเลือกตั้ง กลับมาเป็นประธานาธิบดี นั่นจะนำมาสู่การดำรงตำแหน่งที่จะยิ่งวุ่นวายโกลาหลมากขึ้น จากคดีความต่างๆที่เขาต้องเผชิญ

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ภาวะโลกร้อน เสี่ยงทำเครื่องบินตกหลุมอากาศรุนแรง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/806695

คุยกัน 7 วันหน : ภาวะโลกร้อน  เสี่ยงทำเครื่องบินตกหลุมอากาศรุนแรง

คุยกัน 7 วันหน : ภาวะโลกร้อน เสี่ยงทำเครื่องบินตกหลุมอากาศรุนแรง

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 07.12 น.

เมื่อวันอังคารที่ 21 พ.ค.ที่ผ่านมา เกิดเหตุระทึกกับสายการบินสิงคโปร์ แอร์ไลน์ส เที่ยวบิน SQ321 ต้นทางจากลอนดอน และปลายทางสิงคโปร์ พร้อมผู้โดยสาร 221 คนและลูกเรือ 18 คน หลังได้รับผลกระทบจากการเผชิญสภาพอากาศแปรปรวน เมื่อเวลา 15.06 น.ตามเวลาไทย และเกิดหลุมอากาศกะทันหันเหนือลุ่มน้ำอิรวดี ในเมียนมาจนส่งผลให้ผู้โดยสารเสียชีวิต 1 ราย ได้รับบาดเจ็บหลายสิบคน ทำให้ต้องบินลงจอดฉุกเฉินที่สนามบินสุวรรณภูมิ

จากข้อมูลการติดตามเที่ยวบินของ FlightRadar24 ชี้ว่าเครื่องบินโบอิ้ง 777-300ER ลำนี้ ตกหลุมอากาศรุนแรงขณะที่บินอยู่เหนือปากแม่น้ำอิรวดี ไม่ไกลจากทะเลอันดามัน ขณะนั้นเครื่องบินอยู่ที่ระดับเพดานบิน 37,000 ฟุต ซึ่งถือเป็นเพดานบินปกติของการบินเที่ยวบินเชิงพาณิชย์ ทำให้เที่ยวบินพบกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในแนวดิ่ง ก่อนที่จะลดระดับเพดานบินลงมาอยู่ที่ระดับ 31,000 ฟุต หรือดิ่งลงถึง 6,000 ฟุตภายในเวลาเพียง 4 นาที เพื่อหลีกเลี่ยงหลุมอากาศ และค่อยๆลดระดับเพดานลงต่อเนื่อง จนลงจอดฉุกเฉินที่สนามบินสุวรรณภูมิ ในเวลา 15.51 น.

หลังจากลงจอดสำเร็จ เจ้าหน้าที่ได้ลำเลียงผู้โดยสารที่ได้รับบาดเจ็บออกจากเครื่อง เพื่อส่งตัวไปรักษาต่อในโรงพยาบาลหลายแห่งในกรุงเทพฯ ส่วนผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นชายสัญชาติอังกฤษ วัย 73 ปี คาดสาเหตุของการเสียชีวิตมาจากภาวะหัวใจวายส่วนสาเหตุที่ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก เพราะการตกหลุมอากาศเกิดขึ้นในระหว่างที่พนักงานของสายการบินกำลังเสิร์ฟอาหาร ทำให้อุปกรณ์และสิ่งของต่างๆ รวมถึงผู้โดยสารและลูกเรือที่ไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัยเจอกับแรงกระแทกโดยตรงจนร่างลอยไปกระแทกกับเพดานและพื้นของห้องโดยสารเครื่องบิน

สำหรับเหตุเครื่องบินตกหลุมอากาศ จะได้รับผลกระทบหรือความเสียหายที่แตกต่างกัน และขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรง ซึ่งหลุมอากาศ หรือ Air Turbulence คือการเคลื่อนที่ของอากาศที่ผิดปกติ ก่อให้เกิดการสั่นสะเทือนของเครื่องบิน ซึ่งมีหลายระดับความรุนแรง ตั้งแต่เบาไปจนถึงรุนแรงมาก  โดยระดับความรุนแรงของการการตกหลุมอากาศ มี 3 ระดับ ได้แก่

-หลุมอากาศรุนแรงระดับต่ำ (Light Turbulence) เครื่องบินจะขึ้น-ลง 1 เมตร ผู้โดยสารแทบไม่รู้สึกโดยทั้งลูกเรือและนักบินจะมีการสื่อสารกัน หากต้องเสิร์ฟอาหารในระหว่างนี้ หากรุนแรงมากขึ้นก็จะทำการเปิดสัญญาณให้ทุกคนคาดเข็มขัด เพื่อความปลอดภัย

-ความรุนแรงหลุมอากาศระดับปานกลาง (Moderate Turbulence) ขึ้น-ลง 3 ถึง 6 เมตร ผู้โดยสารรู้สึกได้และน้ำในแก้วอาจหก โดยจะสั่นแรงเพิ่มขึ้นมา หากไม่คาดเข็มขัด หรือเดินอยู่บริเวณทางเดินอาจจะสั่นจนตัวลอยขึ้นมาได้ เพื่อความปลอดภัยควรหาที่สามารถนั่งได้ใกล้เคียง และคาดเข็มขัดให้เร็วที่สุด

-ความรุนแรงของหลุมอากาศระดับรุนแรง (Severe Turbulence) เครื่องบินขึ้น-ลงได้มากถึง 30 เมตร ซึ่งในกรณีที่ไม่รัดเข็มขัดผู้โดยสารอาจหลุดออกจากเก้าอี้ผู้โดยสารและเกิดอันตรายได้

โดยปกติแล้วหลุมอากาศทั้ง 3 แบบ นักบินจะสามารถมองเห็นได้จากเรดาร์ แต่จะมีหลุมอากาศอีกประเภทที่เรดาร์ไม่สามารถตรวจจับได้ เรียกว่า Clear AirTurbulence เป็นหลุมอากาศที่เกิดจากกระแสลมแรง เปลี่ยนทิศกะทันหัน ซึ่งมีความรุนแรงกว่าระดับรุนแรงสูงสุด เป็นปรากฏการณ์หลุมอากาศที่เกิดขึ้นแบบกะทันหันและรุนแรง จึงยากที่จะตรวจจับหลุมอากาศได้ล่วงหน้าที่พบได้บ่อยขึ้นในปัจจุบันที่เป็นผลกระทบจากภาวะโลกร้อน

สอดคล้องกับความเห็นของเจฟฟรีย์ โทมัส บรรณาธิการนิตยสารการบิน แอร์ไลนเรทติ้ง ชาวออสเตรเลียถึงการสืบสวนกรณีนี้ว่า เจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบหลายด้าน ตั้งแต่การสอบปากคำนักบินว่า ในเวลานั้นระบบเรดาร์ของเครื่องให้ข้อมูลอะไรบ้าง สภาพอากาศขณะเกิดเหตุโดยละเอียด แล้วนำไปเปรียบเทียบกับแหล่งข้อมูลอื่นๆ จากนั้นยังต้องตรวจสอบกล่องบันทึกข้อมูลการบิน แล้วนำทุกอย่างมาสรุปไล่เลียงว่าเกิดอะไรขึ้น เขายังกล่าวว่า เหตุตกหลุมอากาศนั้นสามารถเกิดขึ้นได้แม้ว่าไม่ได้บินผ่านบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ซึ่งปกตินักบินจะไม่บินเข้าไปในบริเวณนั้นและยังมีเรดาร์คอยตรวจจับได้ล่วงหน้าถึง 500 กิโลเมตรด้วย แต่แม้ว่าอากาศจะปลอดโปร่งก็สามารถเกิด Clear Air Turbulence ซึ่งไม่อาจพยากรณ์ได้อย่างถูกต้อง ซึ่งในช่วง20 ปีที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตจากหลุมอากาศ 3 คน รวมถึงรายล่าสุดนี้ด้วย แต่ก็ถือว่าลดลงจากในอดีตมากเนื่องจากมีการพัฒนาเทคโนโลยีและมาตรการความปลอดภัยที่ดีขึ้นขณะที่เหตุการณ์ที่เกิดกับสายการบินสิงคโปร์ แอร์ไลน์ส ส่งผลให้สายการบินแห่งนี้ มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางเครื่องบินเป็นครั้งแรกในรอบ 24 ปี

เช่นเดียวกับ เอ็ด ฮอว์คกิน นักวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมและอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเร็ดดิงในอังกฤษ เปิดเผยข้อมูลเรื่องอันตรายจากการตกหลุมอากาศและโลกร้อนตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งจากการรวบรวมสถิติในช่วง40 ปีที่ผ่านมา พบว่าเกิดหลุมอากาศรุนแรง ชนิด Clear Air Turbulenceเพิ่มขึ้นถึง 55% หากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังดำเนินต่อไป อัตราการเกิดหลุมอากาศในลักษณะนี้จะเกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ บางข้อมูลชี้ว่า อัตราการเกิดหลุมอากาศ จะเพิ่มขึ้นถึงสองเท่าภายในปี 2593 และอาจมีเครื่องบินต้องเผชิญกับหลุมอากาศที่รุนแรงมากขึ้นถึง 40% แม้ในขณะที่บินผ่านในบรรยากาศที่ปลอดโปร่งก็ตาม

เหตุการณ์นี้สอนให้รู้ว่า เมื่อโดยสารเครื่องบิน ควรคาดเข็มขัดนิรภัยตลอดเวลา เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง และลดการสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : รู้จัก ‘ลอว์เรนซ์ หว่อง’ นายกฯ 4G ผู้นำสิงคโปร์คนใหม่

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/805436

คุยกัน 7 วันหน : รู้จัก ‘ลอว์เรนซ์ หว่อง’  นายกฯ 4G ผู้นำสิงคโปร์คนใหม่

คุยกัน 7 วันหน : รู้จัก ‘ลอว์เรนซ์ หว่อง’ นายกฯ 4G ผู้นำสิงคโปร์คนใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.45 น.

ลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์คนที่ 4 หรือที่ทั่วโลกรู้จักในสมญานามผู้นำ 4G ทายาททางการเมืองผู้รับไม้ต่อจากอดีตนายกรัฐมนตรี ลี เซียน ลุง เมื่อวันที่15 พฤษภาคมที่ผ่านมา

หากจะลองถอดรหัสบทสัมภาษณ์ของ หว่อง ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนรับหน้าที่หัวหน้าคณะรัฐบาล ก็พบว่าเป็นคลื่นลูกใหม่ในเอเชียที่น่าจับตามากทีเดียว

ความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่รัฐบาลใหม่จะเปิดประเดิมดำเนินการคือ ทบทวนทุกอย่างเพื่อกระตุ้นให้เกิดฉันทามติใหม่ของสังคมสิงคโปร์อีกครั้ง ตามแผนสิงคโปร์ก้าวหน้าที่ หว่อง ริเริ่มมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2022 แล้ว ต่อจากนี้ คือยุคใหม่ของการพัฒนาสิงคโปร์ บนรากฐานของการกำหนดนโยบาย ผ่านการปรึกษาหารือล่วงหน้ามากขึ้น รัฐบาลมีหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกให้กับการสนทนาหารือกันในประเทศ โดยเฉพาะในห้วงที่สังคมสิงคโปร์มีความแตกต่างหลากหลายมากขึ้นนี้ ต้องนำพาประชาชนมาร่วมแสวงหาฉันทามติว่าจะเดินหน้าไปพร้อมกันอย่างไร เพราะบางกรณีรัฐบาลก็ไม่จำเป็นต้องนำหน้า แต่เปิดให้บรรทัดฐานทางสังคมขึ้นมามีบทบาทอย่างที่ควรจะเป็น

แต่หากเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องตัดสินใจ ก็จำเป็นต้องทำเพื่อความจำเป็นของประเทศชาติ ซึ่งหว่อง ยืดอกรับว่า ตัวเขาเอง พร้อมจะรับผิดชอบ ในการเผชิญหน้ากับสาธารณชนชาวสิงคโปร์ ในการอธิบายหลักการและเหตุผลของรัฐบาลว่า แต่ละนโยบายจำเป็นต้องทำไปเพื่ออะไร โดยเชื่อว่าเมื่อเวลาผ่านไป ชาวสิงคโปร์ จะเข้าถึงความเป็น หว่อง และเข้าใจแบบฉบับความเป็นผู้นำของเขามากขึ้น

จึงจะเห็นได้ว่า หว่อง เป็นผู้นำระดับสูงคนหนึ่งในรัฐบาลสิงคโปร์ ที่มีความเคลื่อนไหวผ่านโซเชียลมีเดียเป็นประจำ ตั้งแต่ก่อนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เผยแพร่ภารกิจต่างๆในนามรัฐบาล ไปจนถึงพูดคุยสื่อสารกับประชาชนด้วยท่าทีและถ้อยคำเป็นกันเอง จึงอาจเป็นการสร้างภาพจำใหม่ว่า สิงคโปร์กำลังจะเข้าสู่ยุคที่ผู้นำเข้าถึงผ่านสื่อออนไลน์ได้อย่างแท้จริง

ส่วนความตึงเครียดนอกประเทศนั้น หว่อง ประกาศว่า สิงคโปร์ต้องดำเนินวิถีทางที่มีหลักการและเสมอต้นเสมอปลาย ยึดผลประโยชน์แห่งชาติของสิงคโปร์เป็นที่ตั้ง ไม่ใช่ถ่วงดุลระหว่างสองมหาอำนาจอย่างจีนกับสหรัฐฯ เพราะโลกขั้วเดี่ยวของสหรัฐฯ ได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่โลกหลายขั้วในปัจจุบันก็ยังหาจุดสมดุลคงที่ไม่ได้ หากสิงคโปร์เดินหมากให้ดี เสริมสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันของอาเซียน ก็จะผงาดได้ในโลกที่มืดหม่นมีปัญหา หลังจาก หว่อง ยืนยันว่า สิงคโปร์วันนี้มีจุดยืนที่แข็งแกร่งกว่าในอดีต และมีการพัฒนาเชิงสังคมที่อยู่อาศัย สาธารณสุข การศึกษา การคมนาคมขนส่ง และที่สำคัญเศรษฐกิจ ขึ้นมาอยู่ระดับต้น ๆ แล้ว

สำหรับระบบการเมืองสิงคโปร์ที่พรรคกิจประชาชนเป็นพรรครัฐบาลตลอดมานั้น หว่อง ให้คำมั่นว่า สิ่งที่จะหายไปในรัฐบาลนี้ ไม่ใช่การสูญสลายของพรรคการเมืองฝ่ายค้าน แต่จะเป็นจุดสิ้นสุดการครอบงำโดยพรรคกิจประชาชนเพียงพรรคเดียวเฉกเช่นสมัยอดีตนายกฯ ลี เพราะนี่คือความเป็นจริงในการเมืองสิงคโปร์ปัจจุบัน แต่หว่อง ยืนยันว่า ทุกอย่างที่จะทำก็เพื่อให้พรรคกิจประชาชนได้รับความเชื่อมั่น เพื่อรักษาอำนาจจากชาวสิงคโปร์ ผ่านการเลือกตั้งไม่เกินพฤศจิกายน 2025

สำหรับการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีสมัยแรกนี้ หว่อง ยืนยันจะควบเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต่อไป เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง เสถียรภาพ และหลีกเลี่ยงความวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้นตามมาจากการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมคณะรัฐมนตรีจึงไม่ถูกสลับสับเปลี่ยนมากนัก แม้จะมีข้อกังวลต่อการสวมหมวกหลายใบของ หว่อง ทั้งเจ้ากระทรวงและหัวหน้ารัฐบาลที่มีความกดดันและภาระรับผิดชอบหนักอึ้ง แต่บางส่วนก็มองว่า นายกรัฐมนตรี หว่อง ที่ควบรัฐมนตรีคลังด้วยนั้น จะเป็นต่อในการควบคุมงบประมาณที่จะใช้เป็นงบจัดการเลือกตั้งด้วย

ต้องจับตาว่า หลังการสาบานตนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อดีตเจ้าหน้าที่รัฐที่ง่วนอยู่แต่งานวิเคราะห์และสถิติมา 14 ปี อย่างหว่อง ที่เพิ่งเข้าสู่โลกการเมืองและงานนโยบายเมื่อปี 2011 จะทำงานด้วยหัวใจรับใช้ประชาชนตามที่เขาให้คำมั่นไว้ต่อไปอย่างไร เพราะถือเป็นบทบาทที่ใหญ่และไม่ง่ายในการถือธงนำสิงคโปร์ยุค 4G หรือ the 4th Generation กลุ่มผู้นำรุ่นที่ 4 ที่สืบทอดตำแหน่งจากตระกูลลีต่อไป

ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน สิงคโปร์มีนายกฯทั้งหมด 4 คน ได้แก่

1.ลี กวน ยู เข้าดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 5 มิ.ย.1959 จนถึงวันที่ 28 พ.ย.1990 รวมดำรงตำแหน่ง 31 ปี 176 วัน

2.โก๊ะ จ๊ก ตง นายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ของสิงคโปร์ ดำรงตำแหน่งในช่วงวันที่ 28 พ.ย. 1990 จนถึง วันที่ 12 ส.ค. 2004 รวมระยะเวลาดำรงตำแหน่ง 13 ปี 258 วัน

3. ลี เซียน ลุง ซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 12 ส.ค. 2004 ถึง 18 พ.ค.2024 รวมระยะเวลา 19 ปี 277 วัน

4. ลอว์เรนซ์ หว่อง ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งในวันนี้ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา

โดย ดาโน โทนาลี