คุยกัน 7 วันหน : รู้จัก ‘ลอว์เรนซ์ หว่อง’ นายกฯ 4G ผู้นำสิงคโปร์คนใหม่

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/805436

คุยกัน 7 วันหน : รู้จัก ‘ลอว์เรนซ์ หว่อง’  นายกฯ 4G ผู้นำสิงคโปร์คนใหม่

คุยกัน 7 วันหน : รู้จัก ‘ลอว์เรนซ์ หว่อง’ นายกฯ 4G ผู้นำสิงคโปร์คนใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.45 น.

ลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์คนที่ 4 หรือที่ทั่วโลกรู้จักในสมญานามผู้นำ 4G ทายาททางการเมืองผู้รับไม้ต่อจากอดีตนายกรัฐมนตรี ลี เซียน ลุง เมื่อวันที่15 พฤษภาคมที่ผ่านมา

หากจะลองถอดรหัสบทสัมภาษณ์ของ หว่อง ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนรับหน้าที่หัวหน้าคณะรัฐบาล ก็พบว่าเป็นคลื่นลูกใหม่ในเอเชียที่น่าจับตามากทีเดียว

ความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่รัฐบาลใหม่จะเปิดประเดิมดำเนินการคือ ทบทวนทุกอย่างเพื่อกระตุ้นให้เกิดฉันทามติใหม่ของสังคมสิงคโปร์อีกครั้ง ตามแผนสิงคโปร์ก้าวหน้าที่ หว่อง ริเริ่มมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2022 แล้ว ต่อจากนี้ คือยุคใหม่ของการพัฒนาสิงคโปร์ บนรากฐานของการกำหนดนโยบาย ผ่านการปรึกษาหารือล่วงหน้ามากขึ้น รัฐบาลมีหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกให้กับการสนทนาหารือกันในประเทศ โดยเฉพาะในห้วงที่สังคมสิงคโปร์มีความแตกต่างหลากหลายมากขึ้นนี้ ต้องนำพาประชาชนมาร่วมแสวงหาฉันทามติว่าจะเดินหน้าไปพร้อมกันอย่างไร เพราะบางกรณีรัฐบาลก็ไม่จำเป็นต้องนำหน้า แต่เปิดให้บรรทัดฐานทางสังคมขึ้นมามีบทบาทอย่างที่ควรจะเป็น

แต่หากเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องตัดสินใจ ก็จำเป็นต้องทำเพื่อความจำเป็นของประเทศชาติ ซึ่งหว่อง ยืดอกรับว่า ตัวเขาเอง พร้อมจะรับผิดชอบ ในการเผชิญหน้ากับสาธารณชนชาวสิงคโปร์ ในการอธิบายหลักการและเหตุผลของรัฐบาลว่า แต่ละนโยบายจำเป็นต้องทำไปเพื่ออะไร โดยเชื่อว่าเมื่อเวลาผ่านไป ชาวสิงคโปร์ จะเข้าถึงความเป็น หว่อง และเข้าใจแบบฉบับความเป็นผู้นำของเขามากขึ้น

จึงจะเห็นได้ว่า หว่อง เป็นผู้นำระดับสูงคนหนึ่งในรัฐบาลสิงคโปร์ ที่มีความเคลื่อนไหวผ่านโซเชียลมีเดียเป็นประจำ ตั้งแต่ก่อนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เผยแพร่ภารกิจต่างๆในนามรัฐบาล ไปจนถึงพูดคุยสื่อสารกับประชาชนด้วยท่าทีและถ้อยคำเป็นกันเอง จึงอาจเป็นการสร้างภาพจำใหม่ว่า สิงคโปร์กำลังจะเข้าสู่ยุคที่ผู้นำเข้าถึงผ่านสื่อออนไลน์ได้อย่างแท้จริง

ส่วนความตึงเครียดนอกประเทศนั้น หว่อง ประกาศว่า สิงคโปร์ต้องดำเนินวิถีทางที่มีหลักการและเสมอต้นเสมอปลาย ยึดผลประโยชน์แห่งชาติของสิงคโปร์เป็นที่ตั้ง ไม่ใช่ถ่วงดุลระหว่างสองมหาอำนาจอย่างจีนกับสหรัฐฯ เพราะโลกขั้วเดี่ยวของสหรัฐฯ ได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่โลกหลายขั้วในปัจจุบันก็ยังหาจุดสมดุลคงที่ไม่ได้ หากสิงคโปร์เดินหมากให้ดี เสริมสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันของอาเซียน ก็จะผงาดได้ในโลกที่มืดหม่นมีปัญหา หลังจาก หว่อง ยืนยันว่า สิงคโปร์วันนี้มีจุดยืนที่แข็งแกร่งกว่าในอดีต และมีการพัฒนาเชิงสังคมที่อยู่อาศัย สาธารณสุข การศึกษา การคมนาคมขนส่ง และที่สำคัญเศรษฐกิจ ขึ้นมาอยู่ระดับต้น ๆ แล้ว

สำหรับระบบการเมืองสิงคโปร์ที่พรรคกิจประชาชนเป็นพรรครัฐบาลตลอดมานั้น หว่อง ให้คำมั่นว่า สิ่งที่จะหายไปในรัฐบาลนี้ ไม่ใช่การสูญสลายของพรรคการเมืองฝ่ายค้าน แต่จะเป็นจุดสิ้นสุดการครอบงำโดยพรรคกิจประชาชนเพียงพรรคเดียวเฉกเช่นสมัยอดีตนายกฯ ลี เพราะนี่คือความเป็นจริงในการเมืองสิงคโปร์ปัจจุบัน แต่หว่อง ยืนยันว่า ทุกอย่างที่จะทำก็เพื่อให้พรรคกิจประชาชนได้รับความเชื่อมั่น เพื่อรักษาอำนาจจากชาวสิงคโปร์ ผ่านการเลือกตั้งไม่เกินพฤศจิกายน 2025

สำหรับการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีสมัยแรกนี้ หว่อง ยืนยันจะควบเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต่อไป เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง เสถียรภาพ และหลีกเลี่ยงความวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้นตามมาจากการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมคณะรัฐมนตรีจึงไม่ถูกสลับสับเปลี่ยนมากนัก แม้จะมีข้อกังวลต่อการสวมหมวกหลายใบของ หว่อง ทั้งเจ้ากระทรวงและหัวหน้ารัฐบาลที่มีความกดดันและภาระรับผิดชอบหนักอึ้ง แต่บางส่วนก็มองว่า นายกรัฐมนตรี หว่อง ที่ควบรัฐมนตรีคลังด้วยนั้น จะเป็นต่อในการควบคุมงบประมาณที่จะใช้เป็นงบจัดการเลือกตั้งด้วย

ต้องจับตาว่า หลังการสาบานตนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อดีตเจ้าหน้าที่รัฐที่ง่วนอยู่แต่งานวิเคราะห์และสถิติมา 14 ปี อย่างหว่อง ที่เพิ่งเข้าสู่โลกการเมืองและงานนโยบายเมื่อปี 2011 จะทำงานด้วยหัวใจรับใช้ประชาชนตามที่เขาให้คำมั่นไว้ต่อไปอย่างไร เพราะถือเป็นบทบาทที่ใหญ่และไม่ง่ายในการถือธงนำสิงคโปร์ยุค 4G หรือ the 4th Generation กลุ่มผู้นำรุ่นที่ 4 ที่สืบทอดตำแหน่งจากตระกูลลีต่อไป

ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน สิงคโปร์มีนายกฯทั้งหมด 4 คน ได้แก่

1.ลี กวน ยู เข้าดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 5 มิ.ย.1959 จนถึงวันที่ 28 พ.ย.1990 รวมดำรงตำแหน่ง 31 ปี 176 วัน

2.โก๊ะ จ๊ก ตง นายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ของสิงคโปร์ ดำรงตำแหน่งในช่วงวันที่ 28 พ.ย. 1990 จนถึง วันที่ 12 ส.ค. 2004 รวมระยะเวลาดำรงตำแหน่ง 13 ปี 258 วัน

3. ลี เซียน ลุง ซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 12 ส.ค. 2004 ถึง 18 พ.ค.2024 รวมระยะเวลา 19 ปี 277 วัน

4. ลอว์เรนซ์ หว่อง ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งในวันนี้ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : จาก ‘บิดาผู้เป็นมิตร’ ถึงคำสั่งปฏิญาณตนจงรักภักดี ตอกย้ำสถานะผู้นำสูงสุด ‘คิม จอง-อึน’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/804077

คุยกัน 7 วันหน : จาก ‘บิดาผู้เป็นมิตร’  ถึงคำสั่งปฏิญาณตนจงรักภักดี  ตอกย้ำสถานะผู้นำสูงสุด ‘คิม จอง-อึน’

คุยกัน 7 วันหน : จาก ‘บิดาผู้เป็นมิตร’ ถึงคำสั่งปฏิญาณตนจงรักภักดี ตอกย้ำสถานะผู้นำสูงสุด ‘คิม จอง-อึน’

วันอาทิตย์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.15 น.

เมื่อเดือนที่แล้ว เกาหลีเหนือเปิดตัวเพลงยกย่อง คิม จอง-อึน ผู้นำประเทศให้เป็น “บิดาผู้เป็นมิตร” โดยมีการออกอากาศมิวสิกวีดีโอประกอบเพลงผ่านสถานีโทรทัศน์ของทางการ

มิวสิกวีดีโอเพลงชื่อ Friendly Father – บิดาผู้เป็นมิตร ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์กลางเกาหลีของเกาหลีเหนือ เป็นภาพของคิม จอง-อึน ปรากฏตัวท่ามกลางฝูงชนห้อมล้อมตามสถานที่ต่างๆ มีตั้งแต่เด็กนักเรียน ทหาร ไปจนถึงบุคลากรทางการแพทย์ แทรกด้วยภาพนักร้องนักดนตรีที่ร้องและบรรเลงเพลงนี้ เนื้อเพลงบางท่อนยกย่อง คิม จอง-อึน ว่าเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ เป็นบิดาที่เป็นมิตร ด้วยจังหวะดนตรีป๊อป เร้าใจ ฟังสนุก แต่เนื้อเพลงยังคงกลิ่นอายเกาหลีเหนือ ที่ยังคงกระตุ้นคนในชาติให้ทำเพื่อผลประโยชน์ของชาติ และเชิดชูผู้นำสูงสุดอย่าง คิม จอง-อึน อย่างมีนัยซ่อนเร้น โดยเรียกว่า “บิดา” แทน “ผู้สืบทอด” จนเพลงนี้กำลังดังเป็นกระแสไวรัลในติ๊กต็อกเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งยังอาจเป็นสารที่ คิม จอง-อึน ใช้ขยับสถานะตัวเองให้ดูชัดเจนขึ้นต่อประชาชนในประเทศว่า เขาคือ “บิดาที่เป็นมิตร” ของทุกคน

ผู้สันทัดกรณีระบุว่า ในเพลงนี้ คิม จอง-อึน ถูกเรียกว่าเป็น “บิดา”และ “ผู้ยิ่งใหญ่” ซึ่งก่อนหน้านี้ คำเหล่านี้จะใช้เรียกเฉพาะกับ คิม อิล ซุง ผู้นำคนแรกของเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นปู่ของเขาเท่านั้น ขณะที่ คิม จอง-อึน ได้รับการเรียกขานว่าเป็น “ผู้สืบทอดผู้ยิ่งใหญ่” มาตลอดตั้งแต่ตอนที่เขาก้าวขึ้นสู่อำนาจในปี 2012 หลังผ่านไปกว่า 1 ทศวรรษ ทำให้นักวิเคราะห์มองว่า นี่อาจเป็นสัญญาณว่าเขากำลังขยับภาพลักษณ์ของเขาในฐานะผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ

ดร.เอ็ดเวิร์ด โฮเวลส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเกาหลีเหนือจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดในอังกฤษ ให้สัมภาษณ์กับ BBC วิเคราะห์เนื้อหาที่ทำออกมามีความแตกต่างจากเพลงเก่า ตรงที่ไม่มีภาพของ คิม จอง-อึน ยืนมองการปล่อยจรวดขีปนาวุธ แสดงความน่าเกรงขามของเหล่ายุทโธปกรณ์ของเกาหลีเหนือ ซึ่งมองเห็นนัยที่ซ่อนเร้นไว้ได้ 2 ประการ

ประการแรก ภาพมิวสิกวีดีโอเพลงปลุกใจคนในชาติตัวล่าสุดนี้ ถูกปรับโฉมให้ดูสบาย เข้าถึงง่าย และมีแต่รอยยิ้มของผู้นำเกาหลีเหนือที่มีต่อประชาชน ประชาชนชาวเกาหลีเหนือใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เข้าถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งอาจจะดูย้อนแย้งกับมุมมองที่โลกมีต่อเกาหลีเหนือ มิวสิกวีดีโอเพลงนี้สื่อให้เห็นว่าเกาหลีเหนือก็เป็นเหมือนประเทศอื่นๆ ทั่วไป และคนในประเทศไม่ได้ถูกกดขี่ และสะท้อนภาพของคิม จอง-อึน ว่าไม่ได้เป็นเสมือนตัวแทนของพ่อและปู่ของเขา แต่เขาคือผู้นำเผด็จการที่อบอุ่นของทุกคน

เพลงโฆษณาชวนเชื่อล่าสุดเพลงนี้ ยังเป็นเพลงเร็ว มีจังหวะที่สดใส ฟังแล้วติดหูอย่างมาก มีกลิ่นอายของยุคโซเวียต ผู้ใช้งานติ๊กต็อก เจน Z บัญชีหนึ่งบอกว่า มันคือแนวเพลงแบบ ABBA วงดนตรีระดับตำนานของสวีเดน เสียงร้องอยู่ในระดับที่คนทั่วไปสามารถร้องได้ไม่เน้นคีย์สูงต่ำแบบนักร้องมืออาชีพ

อีกประการหนึ่ง นักวิเคราะห์เกาหลีเหนือพบว่า มีคำศัพท์หลายคำในเพลงนี้ที่ระบุชัดว่า คิม จอง-อึน ต้องการยืนยันภาพลักษณ์ของเขาในฐานะผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ นอกจากนั้น เขายังเปลี่ยนเนื้อเพลงในเพลงโฆษณาชวนเชื่ออีกเพลงหนึ่ง โดยเปลี่ยนท่อนที่เคยร้องว่า “บิดาของเรา คิม อิล-ซุง” เป็น “บิดาของเราคิม จอง-อึน” อีกด้วย ถือเป็นสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางใหม่ของ คิม จอง-อึน ในฐานะผู้นำที่มีโวหารก้าวร้าวและเป็นปรปักษ์มากขึ้นเรื่อยๆ จากการให้คำมั่นว่าจะสร้างประเทศด้วยคลังแสงทางการทหาร

ขณะที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สถาบันพัฒนาฝ่ายเหนือและใต้ (South and North Development (SAND) Institute) ซึ่งเป็นสำนักวิจัยของเกาหลีใต้ในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ออกมาเปิดเผยหลักฐานที่ว่า รัฐบาลเกาหลีเหนือออกมาประกาศเป็นครั้งแรก ให้ประชาชนชาวเกาหลีเหนือพร้อมใจกันปฏิญาณตน ว่าจะจงรักภักดีต่อ คิม จอง-อึน เนื่องในวันคล้ายวันเกิดของผู้นำประเทศ เมื่อวันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งเชื่อว่าเป็นวันครบรอบวันคล้ายวันเกิด 40 ปีของ คิม จอง-อึน ถือเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลเกาหลีเหนือออกคำสั่งดังกล่าว นับตั้งแต่ คิม จอง-อึน ขึ้นสู่อำนาจในปี 2011

ที่ผ่านมา รัฐบาลเกาหลีเหนือไม่เคยเปิดเผยว่า คิม จอง-อึน เกิดเมื่อใด แต่การขอความร่วมมือให้ประชาชนปฏิญาณตนว่าจะจงรักภักดีต่อผู้นำคิม ทำให้ประธานสถาบันพัฒนาฝ่ายเหนือและใต้ มองว่านี่เป็นความพยายามยกสถานะของคิม จอง-อึน ให้เป็นผู้นำสูงสุด อีกทั้งยังเชื่อว่า อาจเป็นความพยายามของ คิม จอง-อึน ที่ให้ดำเนินการดังกล่าวด้วยตนเอง

ประธานสถาบันพัฒนาฝ่ายเหนือและใต้ยังเชื่อว่า เกาหลีเหนืออาจเตรียมประกาศให้วันเกิดของ คิม จอง-อึน เป็นวันหยุดสำคัญของประเทศ อย่างเร็วที่สุดในปีหน้า
เนื่องจากในปีนี้ เป็นปีแรกที่วันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา อันเป็นวันคล้ายวันเกิดของ คิม อิล-ซุง ผู้ก่อตั้งประเทศเกาหลีเหนือ และเป็นปู่ของ คิม จอง-อึนไม่ได้ถูกเรียกว่าวันแห่งสุริยะ อันเป็นการยกย่องผู้ก่อตั้งประเทศ โดยเรียกแบบกลางๆ ว่า “วันหยุดเมษายน”

กระทรวงรวมชาติเกาหลีใต้ให้ความเห็นปิดท้ายว่า การเปิดตัวเพลงยกย่อง คิม จอง-อึน เป็น “บิดาผู้เป็นมิตร” อีกทั้งการขอความร่วมมือประชาชนให้ปฏิญาณตนว่าจะจงรักภักดีต่อ คิม จอง-อึน และการส่งสัญญาณลดบทบาทเชิงสัญลักษณ์ของอดีตผู้นำ อาจเป็นความพยายามที่ทำให้เห็นว่า ผู้นำคนปัจจุบันแข็งแกร่งด้วยตัวเองโดยไม่ต้องอาศัยใบบุญของผู้นำรุ่นบรรพบุรุษ

ตอกย้ำสถานะผู้นำสูงสุด“คิม จอง-อึน” สามารถยืนหยัดเป็นผู้นำประเทศที่แข็งแกร่งได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องพึ่งวิญญาณ บิดาและปู่อีกต่อไป

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : หลายชาติมุ่งส่งออก ‘ทุเรียน’ ตีตลาดจีน ทุเรียนไทยเสี่ยงไม่ได้ ‘ยืนหนึ่ง’ อีกต่อไป

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/802777

คุยกัน 7 วันหน : หลายชาติมุ่งส่งออก ‘ทุเรียน’ ตีตลาดจีน  ทุเรียนไทยเสี่ยงไม่ได้ ‘ยืนหนึ่ง’ อีกต่อไป

คุยกัน 7 วันหน : หลายชาติมุ่งส่งออก ‘ทุเรียน’ ตีตลาดจีน ทุเรียนไทยเสี่ยงไม่ได้ ‘ยืนหนึ่ง’ อีกต่อไป

วันอาทิตย์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.45 น.

ด่านโหย่วอี้กวนหรือด่านมิตรภาพบนพรมแดนจีน-เวียดนาม ณ เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของจีน ได้รับรองการนำเข้าทุเรียนสดในไตรมาสแรก (มกราคม-มีนาคม) ของปีนี้รวม 48,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 1.85 พันล้านหยวน (ราว 9.25 พันล้านบาท)

ปริมาณการนำเข้าทุเรียนสดข้างต้นแบ่งเป็นนำเข้าจากเวียดนาม 35,000 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 48.1 เมื่อเทียบปีต่อปี คิดเป็นมูลค่า 1.28 พันล้านหยวน (ราว 6.4 พันล้านบาท)และนำเข้าจากไทย 13,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 570 ล้านหยวน (ราว 2.85 พันล้านบาท) ซึ่งลดลงร้อยละ 59.5 และร้อยละ 63.5 เมื่อเทียบปีต่อปี โดยด่านโหย่วอี้กวนของกว่างซี จัดเป็นด่านบกขนาดใหญ่ที่สุดในการนำเข้าทุเรียนและจุดสังเกตกระแสการบริโภคทุเรียนของตลาดจีน โดยศุลกากรนครหนานหนิงระบุว่ามูลค่าการนำเข้าทุเรียนสดผ่านด่านแห่งนี้ในปี 2023 รวมอยู่ที่ 2.25 หมื่นล้านหยวน(ราว 1.12 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 353 เมื่อเทียบปีต่อปี

ด้านสำนักงานศุลกากรทั่วไปของจีนระบุว่า จีนนำเข้าทุเรียนสดในปี 2023 ราว 1.42 ล้านตันคิดเป็นมูลค่า 6.71 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.47 แสนล้านบาท) โดยปริมาณทุเรียนที่นำเข้าผ่านด่านโหย่วอี้กวนคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของปริมาณทุเรียนนำเข้าทั้งหมดของจีน

บรรดาคนวงในอุตสาหกรรมมองว่า ปริมาณทุเรียนสดนำเข้าจากไทยผ่านด่านโหย่วอี้กวนที่ลดลงในไตรมาสแรกของปีนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลจากทุเรียนไทยเข้าสู่ตลาดจีนล่าช้ากว่าปกติ ประกอบกับสภาพภูมิอากาศในท้องถิ่นไทยส่งผลกระทบต่อผลผลิตทุเรียน

ทั้งนี้ ข้อมูลการบริโภคทุเรียนของตลาดจีนชี้ว่าสถานะ “ผู้นำ” ของทุเรียนไทยในตลาดจีนกำลังสั่นคลอน เนื่องด้วยผลกระทบจากการส่งออกทุเรียนสู่จีนของแหล่งผลิตทุเรียนที่พัฒนามาทีหลังอย่างเวียดนามและฟิลิปปินส์ ทำให้ทุเรียนไทยในตลาดจีนต้องเผชิญกับการแข่งขันอันดุเดือดยิ่งขึ้น

ช่ายเจิ้นอวี่ ผู้จัดการของบริษัทกว่างซี โอวเหิง อินเตอร์เนชั่นแนล โลจิสติกส์ จำกัด เผยว่า ช่วงก่อนปี 2023 บริษัทฯ นำเข้าทุเรียนจากไทยเท่านั้น แต่พอปี 2023 ทุเรียนที่นำเข้ามากกว่า 2,000 ตู้คอนเทนเนอร์แบ่งเป็นทุเรียนไทยและทุเรียนเวียดนามอย่างละครึ่ง โดยบริษัทฯ เลือกแหล่งผลิตตามความต้องการของผู้บริโภคทั่วจีน

ช่ายกล่าวว่า การปลูกทุเรียนในไทยมักปลูกโดยครัวเรือนทั่วไปหรือกลุ่มหมู่บ้าน แต่การปลูกทุเรียนของเวียดนามมุ่งเน้นการเพาะปลูกขนานใหญ่รวมถึงใช้ข้อได้เปรียบจากระยะทางขนส่งสั้น ความเป็นอุตสาหกรรมระดับสูง และต้นทุนต่ำกว่า ทำให้ทุเรียนเวียดนามมีโอกาสรุกเข้าท้าชิงส่วนแบ่งตลาดจีน

คนวงในอุตสาหกรรมเผยว่า ช่วงไม่กี่ปีมานี้ หลายประเทศอาเซียนได้รับอนุญาตส่งออกทุเรียนสดสู่จีน ทำให้โครงสร้างตลาดทุเรียนของจีนเปลี่ยนแปลงไป โดยก่อนหน้านี้ทุเรียนไทยครองส่วนแบ่งตลาดจีนมากที่สุดเสมอจนกระทั่งเวียดนามสามารถส่งออกทุเรียนสดสู่จีนในเดือนกันยายน 2022 ทำให้ทุเรียนไทยครองส่วนแบ่งตลาดจีนลดลง

สำนักงานศุลกากรทั่วไปของจีนระบุว่า ปี 2022 จีนนำเข้าทุเรียน 825,000 ตัน ซึ่งเป็นทุเรียนไทยมากกว่า 780,000 ตัน หรือคิดเป็นเกือบร้อยละ 95 ต่อมาปี 2023 จีนนำเข้าทุเรียน 1.42 ล้านตัน ซึ่งเป็นทุเรียนไทย 929,000 ตัน และทุเรียนเวียดนาม 493,000 ตัน ทำให้ทุเรียนเวียดนามครองส่วนแบ่งตลาดจีนเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 30 ภายในหนึ่งปีและยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน แม้ปริมาณทุเรียนสดส่งออกจากฟิลิปปินส์สู่จีนไม่ได้สูงมากแต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยศุลกากรนครหนานหนิงระบุว่าปริมาณการขนส่งทุเรียนด่วนผ่านท่าอากาศยานนานาชาติหนานหนิง อู๋ซวีในไตรมาสแรกของปีนี้รวมอยู่ที่ 1,201 ตัน ซึ่งมาจากไทย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม โดยการนำเข้าทุเรียนฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบปีต่อปี

สวี่เฉียง รองผู้จัดการบริษัทที่ให้บริการขนส่งทุเรียนทางอากาศ เผยว่า มีการนำเข้าทุเรียนจากฟิลิปปินส์ทางอากาศทุกวัน คิดเฉลี่ยราว 4 ตันต่อเที่ยวบิน โดยต้นทุนการขนส่งไม่สูงเพราะเป็นเที่ยวบินขากลับ และการขนส่งทางอากาศช่วยการันตีรสชาติสดใหม่ด้วย

นอกจากเวียดนามและฟิลิปปินส์แล้ว ทุเรียนมาเลเซียกำลังบุกตลาดจีนเช่นกัน โดยมาเลเซียส่งออกผลิตภัณฑ์ทุเรียนแช่แข็งสู่จีนตั้งแต่ปี 2011 และส่งออกทุเรียนแช่แข็งทั้งลูกสู่จีนในปี 2019

ข้อมูลจากหอการค้าแห่งประเทศจีนเพื่อการนำเข้าและส่งออกอาหาร ผลผลิตพื้นเมือง ผลผลิตพลอยได้จากสัตว์ ระบุว่า ปริมาณการส่งออกทุเรียนมาเลเซียแช่แข็งสู่จีนในปี 2023 อยู่ที่ 25,000 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 47 เมื่อเทียบปีต่อปี คิดเป็นมูลค่า 270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.96 พันล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 34 เมื่อเทียบปีต่อปี

ฟาทิล อิสมาอิล กงสุลใหญ่มาเลเซียประจำนครหนานหนิง กล่าวว่าจีนกลายเป็นตลาดแห่งสำคัญของทุเรียนมาเลเซียหลังจากพัฒนามานานหลายปี โดยปัจจุบันมาเลเซียและจีนกำลังทำงานร่วมกันเพื่อการส่งออกทุเรียนสดจากมาเลเซียสู่จีน

คนวงในอุตสาหกรรมทิ้งท้ายว่าตลาดผู้บริโภคทุเรียนของจีนมีขนาดใหญ่และความต้องการทุเรียนไทยจะยังคงเพิ่มขึ้น แต่ทุเรียนไทยกำลังเผชิญการแข่งขันกับอีกหลายประเทศ ทำให้ไทยต้องเร่งรักษาข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยนอกจากควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด ต้องเพิ่มประสิทธิภาพของระบบขนส่งและโลจิสติกส์ ทุกภาคส่วนต้องทำงานร่วมกันเพื่อลดผลกระทบต่อสถานะ “ผู้นำ” ในตลาดจีน

ขอบคุณเนื้อหา จากสำนักข่าวซินหัว

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : โลกร้อน-อากาศเปลี่ยน ทำนครดูไบในยูเออีจมน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/800156

คุยกัน 7 วันหน : โลกร้อน-อากาศเปลี่ยน  ทำนครดูไบในยูเออีจมน้ำ

คุยกัน 7 วันหน : โลกร้อน-อากาศเปลี่ยน ทำนครดูไบในยูเออีจมน้ำ

วันอาทิตย์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.59 น.

ปัญหาฝนตกหนักจนทำให้น้ำท่วมเป็นเรื่องปกติในบ้านเรา แต่สำหรับตะวันออกกลางที่ขึ้นชื่อเรื่องทะเลทรายและอากาศร้อนแล้ง ปัญหานี้พบเห็นได้น้อยครั้ง ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่เลวร้ายที่สุดในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือยูเออี ในรอบ 75 ปี

แม้จะผ่านมาแล้วหลายวัน แต่ถนนหนทางในนครดูไบ หนึ่งในเมืองสำคัญของยูเออี ยังคงจมอยู่ใต้น้ำการสัญจรเต็มไปด้วยความยากลำบาก ยวดยานต้องวิ่งฝ่าน้ำท่วมสูงถึงครึ่งค่อนคัน บางคันไปต่อไม่ได้เพราะเครื่องยนต์ดับ ขณะที่ถนนบางสายถูกปิด ประชาชนในชุมชนแห่งหนึ่งของเมืองยังคงพยายามที่จะรักษาบ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วม ผู้คนเดินลุยน้ำ และใช้เรือเป่าลมและแพดเดิ้ลบอร์ด หรือเรือยืนพาย ในการเดินทาง หลายคนรายงานว่าน้ำทะลักเข้าบ้าน ขณะที่มีภาพที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย แสดงให้เห็นห้างสรรพสินค้าเต็มไปด้วยน้ำที่ไหลลงมาจากหลังคา

ด้านสำนักงานป้องกันภัยฉุกเฉิน กำลังทำงานหนักเพื่อเคลียร์ถนนที่มีน้ำท่วมขัง โดยใช้รถดับเพลิงสูบน้ำออกทั่วเมือง ซึ่งเกือบจะหยุดนิ่ง ขณะที่บางคนประเมินความเสียหายต่อบ้านเรือนและธุรกิจของตน หลังจากพายุฝนถล่มอย่างหนักจนเกิดน้ำท่วมฉับพลันในยูเออี เป็นเหตุการณ์ที่ร้อยวันพันปีจะเกิดขึ้นสักครั้ง

เช่นเดียวกับที่บรรยากาศภายในท่าอากาศยานระหว่างประเทศดูไบ ที่ยังคงปั่นป่วน เที่ยวบินหลายร้อยเที่ยวต้องยกเลิกหรือเลื่อนการเดินทาง กระทบต่อผู้โดยสารหลายพันที่ยังคงปักหลักอยู่ที่อาคารผู้โดยสาร และไม่รู้ชะตากรรมว่าพวกเขาจะได้ขึ้นเครื่องเมื่อใด แต่ที่แน่ๆ ภาพของเครื่องบินที่ต้องแล่นลุยน้ำท่วมสูงบนรันเวย์ ขณะแท็กซี่เพื่อทะยานขึ้นจากสนามบิน คงเป็นที่กล่าวถึงของผู้คนที่ได้พบเห็นไปอีกนาน

ฝนตกหนักเกิดขึ้นไม่บ่อยนักในยูเออี และที่อื่นๆ ในคาบสมุทรอาระเบีย ซึ่งโดยทั่วไปขึ้นชื่อในเรื่องสภาพอากาศแบบทะเลทรายที่แห้งแล้ง อุณหภูมิอากาศในฤดูร้อนอาจสูงถึง 50 องศาเซลเซียส ประเทศในแถบนี้ ทั้งยูเออี โอมาน กาตาร์ และบาห์เรน มีทะเลทรายกินพื้นที่เกือบทั้งประเทศ ยกเว้นก็แต่จุดที่อยู่ติดกับทะเล ข้อมูลจากธนาคารโลก ประเมินปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาเฉลี่ยในแต่ละปี พบว่ายูเออี มีประมาณ 140-200 มิลลิเมตรเท่านั้น

ขณะที่พื้นที่ตอนเหนือของโอมานจะมีฝนตกลงมาเยอะกว่าตอนใต้สูงสุด 300 มิลลิเมตรต่อปี ส่วนบาห์เรนและกาตาร์ ฝนตกเฉลี่ยปีละไม่ถึง 100 มิลลิเมตร เทียบไม่ได้กับบ้านเราที่ปกติจะมีฝนตกเฉลี่ยปีละ 1,200-4,500 มิลลิเมตร หรือมากกว่าในตะวันออกกลางกว่า 20 เท่า

ดังนั้น นอกจากการสร้างเขื่อนเก็บน้ำฝนและการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลแล้ว ยูเออียังหันมาให้ความสำคัญกับโครงการทำฝนเทียมด้วย ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1990 ก่อนที่จะหันไปร่วมมือกับหลายประเทศ เช่น สหรัฐฯ และแอฟริกาใต้ทำโครงการนี้ โดยยูเออีมีสถานีตรวจวัดสภาพอากาศมากกว่า 60 แห่งและมีเครื่องบินทำฝนเทียมอย่างน้อย 6 ลำ

ขณะที่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมายูเออีทำฝนเทียมหวังแก้ปัญหาฝนแล้งบ่อยครั้งและอัดฉีดงบประมาณพัฒนาโครงการ 1,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ แนวคิดที่แพร่หลายนี้ทำให้บางคนออกมาเชื่อมโยงเหตุน้ำท่วมครั้งใหญ่กับการทำฝนเทียม

มีการหยิบยกคำถามเกี่ยวกับว่าการทำฝนเทียม ที่หรือเรียกคำอย่างเป็นทางการว่า “การเพาะเมฆ” (cloud seeding) อาจเป็นสาเหตุให้เกิดฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วมรอบนี้หรือไม่ โดยการเพาะเมฆ ถือเป็นกระบวนการ ซึ่งฉีดสารเคมีเข้าไปในก้อนเมฆเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำฝนในสภาพแวดล้อมที่มีปัญหาการขาดแคลนน้ำ แต่หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาของยูเออี บอกกับรอยเตอร์สว่า ไม่มีการปฏิบัติการดังกล่าวก่อนเกิดฝนตกหนักช่วงสัปดาห์ที่แล้ว

ข้อมูลที่รวบรวมจากสื่อหลายสำนัก ชี้ว่าในช่วง 24 ชั่วโมง ระหว่างที่ฝนพัดถล่มดูไบในวันจันทร์จนถึงวันอังคารที่แล้ว สามารถวัดปริมาณน้ำฝนในเมืองนี้ได้มากกว่า 140 มิลลิเมตร หรือในเมืองอัล ไอน์ ที่ติดกับพรมแดนโอมาน ปริมาณน้ำฝนในช่วง 24 ชั่วโมง ทะลุ 250 มิลลิเมตรสูงกว่าปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยทั้งปีของยูเออีทั้งประเทศเสียอีก ขณะที่ปริมาณน้ำฝนที่ตกในโอมานระหว่างวันอาทิตย์ถึงวันพุธที่แล้ว วัดได้กว่า 230 มิลลิเมตร มากเทียบเท่าปริมาณน้ำฝนทั้งปี หรือบาห์เรนกับกาตาร์ก็มีสถานการณ์ไม่ต่างกัน ฝนตกเพียงแค่ 2 วัน ก็มีปริมาณน้ำฝนพอๆ กับทั้งปี

ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมามากขนาดนี้ ประกอบกับการยืนยันจากทางการว่าไม่ได้มีการทำฝนเทียมในช่วงที่ผ่านมา ทำให้สามารถฟันธงได้ว่าการทำฝนเทียมไม่ได้เป็นสาเหตุของภัยธรรมชาติในครั้งนี้

ผู้เชี่ยวชาญ กล่าวว่า ฝนตกหนักครั้งนี้น่าจะเกิดจากระบบสภาพอากาศปกติที่เลวร้ายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย เอสรา อัล นักบีนักพยากรณ์อาวุโสประจำศูนย์อุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของรัฐบาลยูเออี กล่าวว่าระบบความกดอากาศต่ำในชั้นบรรยากาศชั้นบน ควบคู่ไปกับความกดอากาศต่ำที่พื้นผิวโลก ทำหน้าที่เหมือนแรง “บีบ”ในอากาศ การบีบตัวดังกล่าวรุนแรงขึ้นจากความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิที่อุ่นขึ้นที่ระดับพื้นดินกับอุณหภูมิที่เย็นกว่าที่สูงขึ้นไป ทำให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรง และว่า “ปรากฏการณ์ผิดปกติ” ไม่ใช่เรื่องที่ไม่คาดคิดในเดือนเมษายน เนื่องจากเมื่อฤดูกาลเปลี่ยนแปลงความกดอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมเสริมว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็มีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดพายุด้วย

ทั้งนี้ อุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ ทำให้เกิดเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงมากขึ้นทั่วโลก ซึ่งรวมทั้งฝนตกหนักขึ้น เห็นได้ชัดว่า วิกฤตโลกร้อนกำลังทำให้โลกต้องเผชิญกับสภาพอากาศสุดขั้ว และสถานการณ์นี้เลวร้ายลงทุกปี

สำหรับปัญหานี้ คนทั้งโลกต้องช่วยกันก่อนที่จะสายเกินแก้

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : แนวรบ ‘เมียวดี’ แตก สั่นคลอนรัฐบาลทหารเมียนมา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/799008

คุยกัน 7 วันหน : แนวรบ ‘เมียวดี’ แตก  สั่นคลอนรัฐบาลทหารเมียนมา

คุยกัน 7 วันหน : แนวรบ ‘เมียวดี’ แตก สั่นคลอนรัฐบาลทหารเมียนมา

วันอาทิตย์ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ของทหารเมียนมาในเมียวดีและใกล้เคียงในรัฐกะเหรี่ยง แนวรบด้านตะวันออกติดกับประเทศไทยในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นเสถียรภาพของรัฐบาลทหารเมียนมากำลังสั่นคลอน จนถึงขั้นที่รัฐบาลทหารเมียนมา ต้องเกณฑ์ชาวโรฮีนจาไปฝึกทหาร เพื่อให้ช่วยรบกับกลุ่มติดอาวุธ ตามรายงานของเว็บไซต์ข่าว BBC ที่เผยแพร่บทความเกี่ยวกับการเกณฑ์ชาวโรฮีนจาเข้ารับราชการทหาร ซึ่งจากบทสัมภาษณ์ชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่ BBC รายงานว่า มีชาวโรฮีนจามากกว่า 100 คนถูกเกณฑ์ให้ไปฝึกทหาร ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนก.พ.ที่ผ่านมา และขู่คุกคามครอบครัวหากไม่ยอมทำตาม ซึ่งเจ้าหน้าที่ทหารคัดชาวโรฮีนจาอายุน้อยเพื่อภารกิจนี้ โดยได้เข้ารับการฝึกใช้ปืน ใช้อาวุธ เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ก่อนส่งกลับที่พัก และจากนั้นไม่กี่วันถูกส่งตัวไปรบกับกองกำลังอาระกันที่เมืองระตีด่อง ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของสิตตเว เมืองเอกรัฐยะไข่

การเผยแพร่บทความนี้เกิดขึ้นราว 1 สัปดาห์ หลังจากสถานีโทรทัศน์ MRTV ของกองทัพเมียนมาเผยแพร่ภาพโดรนที่ถูกระบบป้องกันภัยทางอากาศของกองทัพเมียนมายิงตกจากน่านฟ้าเหนือกรุงเนปิดอว์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งในจำนวนนี้ 4 ลำ ติดตั้งวัตถุระเบิด โดยสื่อเมียนมาระบุว่า กลุ่มก่อการร้ายต้องการทำลายจุดยุทธศาสตร์สำคัญในเมืองหลวง

ขณะที่กลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมา ระบุว่า ส่งโดรน 28 ลำ พุ่งเป้าโจมตีบ้านพักของพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหาร รวมทั้งฐานทัพสำคัญ โดยแม้จะไม่มีรายงานความเสียหายจากการโจมตี แต่ความเคลื่อนไหวนี้ส่งสัญญาณชัดเจนถึงการรุกคืบของกลุ่มต่อต้านรัฐประหารที่เข้าใกล้ศูนย์กลางของประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ

จนเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว สื่อในเมียนมารายงานว่า สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือ KNU ระบุว่าควบคุมฐานที่มั่นทางทหารในเมียวดีได้แล้ว หลังทหารกองทัพเมียนมายอมจำนนกว่า 500 นาย พร้อมเผยภาพอาวุธที่ตรวจยึดได้ ประกอบด้วยอาวุธหนักกว่า 100 ชิ้น พร้อมยานพาหนะทหาร

อีกทั้งล่าสุด กองกำลังกะเหรี่ยง KNLA สหภาพกะเหรี่ยงKNU และกองกำลัง PDF ยังสามารถยึดค่ายผาซอง กองพันทหารราบที่ 275 ของกองทัพเมียนมาได้แล้วเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (10 เม.ย.) หลังจาก KNU และกองกำลังพันธมิตร เข้าโจมตีฐานตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันก่อนหน้านั้น

เว็บไซต์ข่าว Fox News ของสหรัฐฯ รายงานสถานการณ์ที่กลุ่มติดอาวุธในรัฐกะเหรี่ยงของเมียนมา ควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ในเมืองชายแดนสำคัญที่ติดกับไทยพร้อมระบุว่า ทหารและข้าราชการฝ่ายรัฐบาลทหารเมียนมากำลังละทิ้งฐานที่มั่น และพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หลาย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ยอมรับว่ากองทัพกำลังเผชิญแรงกดดัน

สถานการณ์การสู้รบที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่ามีประชาชนชาวเมียนมาจำนวนมากในฝั่งเมืองเมียวดี เข้าแถวยาวเหยียดหวังเดินทางเข้าไทย ผ่านด่านแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อหนีการสู้รบระหว่างทหารกองทัพเมียนมากับกองกำลังฝ่ายต่อต้าน ขณะที่ฝั่งไทยมีทหารเฝ้าตรึงพื้นที่อย่างเข้มงวด และคอยตรวจสัมภาระผู้เดินทางเข้ามา

มีรายงานว่าจำนวนชาวเมียนมาที่ขอข้ามแดนชั่วคราวผ่านด่านพรมแดนแม่สอด เมื่อวันพุธ (10 เม.ย.) อยู่ที่กว่า 4,000 คน เพิ่มจากช่วงเวลาปกติที่มีวันละ 1,000-2,000 คน จนทางการในพื้นที่เตรียมเสริมเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง เพื่อรับมือกับความเป็นไปได้ที่จะมีคนเข้าเมืองเพิ่มมากขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า นอกจากนี้กองทัพไทยยังได้เพิ่มการรักษาความปลอดภัยตามแนวพรมแดนด้วย

ด้านเครือข่ายสนับสนุนสันติภาพกะเหรี่ยงที่เป็นกลุ่มภาคประชาสังคม เผยว่า การสู้รบรอบล่าสุดระหว่างกองกำลังฝ่ายต่อต้านกับกองทัพเมียนมา ทำให้มีคนพลัดถิ่นแล้วไม่ต่ำกว่า 2,000 คน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ Nikkei Asia เป็นสื่อหนึ่งที่ตีพิมพ์บทวิเคราะห์ ประเมินว่ากองทัพเมียนมากำลังเผชิญสถานการณ์น่าอับอาย สืบเนื่องจากกรณีดังกล่าวรวมถึงการขอนำเครื่องบินมาลงที่ฝั่งแม่สอด โดยบทความของ NikkeiAsia เผยข้อมูลการสัมภาษณ์แหล่งข่าวภายใน KNU ซึ่งระบุว่าวิตกเกี่ยวกับการค้าชายแดนกับไทยและหวังว่าจะสร้างเสถียรภาพให้เกิดขึ้นได้โดยเร็ว เพื่อให้การค้าดำเนินต่อไปได้ ซึ่งนี่เป็นแผนการส่วนหนึ่งของการยึดคืนดินแดนที่รัฐบาลทหารเมียนมาปกครอง เพื่อคืนประเทศให้ประชาชน

ท่ามกลางปัญหาในรัฐกะเหรี่ยง ความไม่มั่นคงและการเพลี่ยงพล้ำให้กลุ่มกบฏต่างๆ หลายพื้นที่ในเมียนมาตลอดระยะเวลาหลายเดือนมานี้ นำมาซึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจโดยกองทัพเมียนมา


โดย ดาโน โทนาลี
 

คุยกัน 7 วันหน : โอลิมปิก ปารีส 2024 มหกรรมกีฬาแห่ง ‘การปฏิวัติ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/796291

คุยกัน 7 วันหน : โอลิมปิก ปารีส 2024  มหกรรมกีฬาแห่ง ‘การปฏิวัติ’

คุยกัน 7 วันหน : โอลิมปิก ปารีส 2024 มหกรรมกีฬาแห่ง ‘การปฏิวัติ’

วันอาทิตย์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.48 น.

“ฝรั่งเศสมีความพยายามอย่างหนักในการที่จะทำให้โอลิมปิกที่เราเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้เป็นเวทีแห่งการปฏิวัติอย่างแท้จริง”

นี่คำคุยโวของ ฟิลิป แบร์ตู เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศเกาหลีใต้ ไว้ในบทสัมภาษณ์กับ The Korea Times ที่เน้นย้ำความสำคัญในการเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬาโอลิมปิกในปี 2024 นี้ว่าไม่เหมือนทั่วไป ที่เน้นที่การแข่งขันล้วนๆ หากแต่ดินแดนน้ำหอมยังต้องการที่จะกระทำการ “บางอย่าง”เพื่อให้โอลิมปิกหนนี้ “ฉีก” ออกไปจากโอลิมปิกเดิมๆ ที่เคยจัดมา

ในบทสัมภาษณ์ดังกล่าว เป็นเรื่องที่พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ฝรั่งเศส-เกาหลีใต้ เสียเป็นส่วนใหญ่ แต่คำถามที่อาจจะสามารถขยายความต่อไปได้ นั่นคือ การปฏิวัติที่ฝรั่งเศสอยากให้เกิดขึ้นนั้น ต้องการปฏิวัติอะไร? จะเป็นจริงได้หรือไม่?

อย่างแรก .. ปฏิวัติงบประมาณ

แบร์ตูได้มีการออกมาอ้างแบบออกนอกหน้าว่า โอลิมปิกครั้งนี้ฝรั่งเศสไม่ได้สร้างอะไรใหม่ ทั้งสนามที่ใช้ในการแข่งขัน หรือโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับนักท่องเที่ยว รวมไปถึง ที่สำคัญอย่างมาก นั่นคือ การที่พิธีเปิด จะไม่จัดในสนามกีฬาแบบที่เคยเป็นมา แต่จะทำการจัดแบบ Outdoor ในบริเวณใกล้กับแม่น้ำแซน โดยท่านทูตให้เหตุผลว่าเป็นการโชว์แลนด์มาร์คสำคัญของปารีส ผู้คนหลายหมื่จะได้มีส่วนร่วมและสนุกสนานไปด้วยกันสิ่งนี้ จะช่วยยกระดับการมีส่วนร่วมทั้งในทางตรงและทางอ้อม ทั้งสองอย่างนี้ คาดว่าจะช่วยลดงบประมาณของการจัดการแข่งขันลงไปได้มากเพราะไม่ต้องสร้างสนามใหม่ และไม่ต้องจ่ายค่า แสง สี เสียง ตระการตาในสนาม

แต่หากว่ากันตามหลักการแล้ว ฝรั่งเศสถือได้ว่ามีต้นทุน “ที่สูงอย่างมาก ในการที่จะเป็นสารตั้งต้น”ในการจัดมหกรรมกีฬา เพราะอย่าลืมว่า ฝรั่งเศสถือเป็นชาติมหาอำนาจทางกีฬาระดับต้นๆ ของโลก โดยเฉพาะฟุตบอล ที่สามารถคว้าแชมป์โลกมาแล้ว 2 สมัย และมีลีกอาชีฟระดับติด Top 5 ของโลกแม้รัฐไม่ต้องสร้างเอง แต่ภาคเอกชนก็ได้ทำการสร้างสนามไว้อยู่ก่อนหน้าอาทิ สนามสตาด เวโลโดรม ของสโมสรฟุตบอล โอลิมปิก มาร์กเซย์ ที่มีความจุมากกว่า 60,000 ที่นั่ง หรือปาร์ค เดส์แปร็งซ์ ของสโมสรฟุตบอล ปารีส แซงต์ แฌร์กแม็ง ก็มีความจุกว่า 50,000 ที่นั่ง รอให้รัฐเข้ามาเช่ายืมเพื่อจัดการแข่งขัน อีกทั้ง ยังเป็นการจ่ายทีเดียวจบ เพราะค่าบำรุงรักษา หรือรีโนเวท เป็นเรื่องของสโมสรที่ต้องกระทำการทั้งสิ้น ถือว่าเป็นข้อได้เปรียบกว่าบรรดาเจ้าภาพอื่นๆ ที่อาจจะไม่ได้มีต้นทุนตรงนี้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด นั่นคือ จีน สมัยโอลิมปิก 2008 ที่ต้องทุ่มเม็ดเงินมหาศาล ในการสร้างสนามกีฬารังนก ทั้งยังต้องบำรุงรักษาด้วยตนเองเป็น Fixed Costs ในระยะยาว เพราะภาคเอกชนในประเทศไม่ได้ลงทุน
ในกีฬามากมาย

อย่างที่สอง .. ปฏิวัติสิ่งแวดล้อม

อีกประเด็นที่แบร์ตูชี้ชัด นั่นคือโอลิมปิกในครั้งนี้ “เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งตรงนี้ ถือเป็นแคมเปญของปารีตั้งแต่ชนะ Bidding การเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก ว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่ต้องตระหนักอย่างมาก แน่นอน ตรงนี้ถือว่าเป็นที่เข้าใจได้ เนื่องจากการไม่ได้สร้างสนามแข่งขันใหม่เพิ่มขึ้น ด้วยการกินบุญเก่า ย่อมหมายความว่า การก่อสร้าง ที่จะนำไปสู่การสร้างฝุ่นละออง หรือการปล่อยคาร์บอน ย่อมไม่อาจเพิ่มขึ้นได้

แต่สิ่งที่จำเป็นต้องสร้าง อาทิ หมู่บ้านนักกีฬา ทางปารีสได้ปรับแก้สเปกของโครงสร้าง ด้วยการนำวัสดุประเภทไม้เข้ามาประกอบ เพื่อจะได้ไม่ต้องใช้คอนกรีต ไม่เปลืองเครื่องปรับอากาศ จากการที่ไม้จะสามารถดูดซับความเย็นได้มากกว่าคอนกรีตเป็นไหนๆ และที่สำคัญ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพราะเป็นวัสดุธรรมชาติ

เหนือสิ่งอื่นใด ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่า ในเรื่องของการจัดการนั้นเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมขนาดไหน แต่อยู่ที่ว่าระหว่างการแข่งขันนั้น มีการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมขนาดไหนเป็นสำคัญ เพราะอย่าลืมว่า การรับชมการแข่งขันนั้น ต้องมีเรื่องของการคมนาคมไปรับชมการบริโภคสินค้าและบริการ และอื่นๆ ที่คาดไม่ถึงตามมาอีกมาก อย่างโอลิมปิกที่จีนปี 2008 มีสถิติชัดเจนว่า ภายหลังจากการแข่งขันจบลง มลพิษทางอากาศของปักกิ่ง “ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ”

อย่างที่สาม … ปฏิวัติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เมื่อมาถึงตรงนี้ ย่อมต้องชื่นชมความพยายามของฝรั่งเศส ในการที่จะสร้างจุดขายเรื่องสิ่งแวดล้อมมาเป็นที่หนึ่ง สิ่งที่สำคัญคือ ฝรั่งเศสมีข้อได้เปรียบอยู่ก่อนหน้านั้นที่ มีแนวโน้มจะกระทำได้ ด้วยการกินบุญเก่าของสนามภาคเอกชน แต่อย่าลืมว่า การจะบรรลุผลลัพธ์ได้นั้น เป็นเรื่องในระหว่างและหลังการแข่งขัน ซึ่งยังไม่เกิดขึ้น

อีกมีความน่าสนใจไม่แพ้กันนั่นคือ การปฏิวัติที่ว่านั้น อาจเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอีกด้วย ดังที่เห็นได้จาก ขนาดว่า ประธานาธิบดี วลาดีมีร์ปูติน ผู้นำรัสเซีย ยังต้องยอมสยบ รับหลักการหยุดยิงกับยูเครนในระหว่างแข่งขันโอลิมปิก 2024ซึ่งเป็นที่น่าสงสัยมาก ว่ามหาอำนาจอย่างรัสเซีย ยอมได้อย่างไร?

ถึงตรงนี้ ไม่แน่ว่า การจัดกีฬาโอลิมปิก 2024 อาจมีความสำคัญที่มากกว่าความพยายามขององค์การระหว่างประเทศต่างๆที่ไม่สามารถเปลี่ยนใจรัสเซียได้เลยในตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ทีมนักวิจัยไทยเร่งฟื้นฟูปะการังที่ล้มตาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/794946

คุยกัน 7 วันหน : ทีมนักวิจัยไทยเร่งฟื้นฟูปะการังที่ล้มตาย

คุยกัน 7 วันหน : ทีมนักวิจัยไทยเร่งฟื้นฟูปะการังที่ล้มตาย

วันอาทิตย์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2567, 08.15 น.

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีความพยายามของนักวิทยาศาสตร์ไทย เพื่อหวังฟื้นฟูแนวปะการังชายฝั่งที่กำลังล้มตายจากภาวะอุณหภูมิน้ำทะเลอุ่นขึ้นจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงหรือภาวะโลกร้อน

ความพยายามฟื้นฟูดำเนินการโดยนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2016 เพื่อพยายามหยุดยั้งการล้มตายและความเสียหายของแนวปะการัง ส่งเสริมความเข้าใจกระบวนการแพร่ขยายพันธุ์ของปะการังเพื่อทดแทนปะการังที่กำลังตายลง โดยเลือกพื้นที่ดำเนินการโครงการที่ชายฝั่งโดยรอบเกาะมันใน จังหวัดระยอง เพราะเป็นหนึ่งในพื้นที่มีความหลากหลายของปะการังชายฝั่งมากที่สุดในประเทศไทย มีปะการังมากกว่า 98 สายพันธุ์ และอุดมไปด้วยสัตว์น้ำทะเลจำนวนมาก

สำหรับขั้นตอนการอนุรักษ์ฟื้นฟูแนวปะการัง ทีมนักวิจัยและนักชีววิทยาของ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จะต้องดำน้ำลงไปเก็บไข่และสเปิร์มของปะการัง
ในช่วงที่เกิดปรากฏการณ์ปะการังออกไข่ ที่เกิดขึ้นตามวัฏจักรของดวงจันทร์ บวกกับอุณหภูมิน้ำทะเล และปรากฏการณ์น้ำขึ้น-น้ำลงของกระแสคลื่นทะเล โดยจะเกิดขึ้นเพียงปีละครั้งเท่านั้น ที่ก้นทะเล เพื่อนำขึ้นมาอนุบาลและเพาะเลี้ยงตัวอ่อน รอนำกลับลงทะเลอีกครั้ง

โดยเมื่อนำไข่และสเปิร์มขึ้นมาจากก้นทะเลต้องนำเอาผสมกันโดยทันทีเพื่อป้องกันการผสมพันธุ์เลือดชิด หรือ ปะการังสายพันธุ์เดียวกัน กระบวนการผสมพันธุ์ต้องทำภายใต้แสงไฟสีแดงเพื่อเลียนหรือทดแทนแสงของดวงจันทร์ถ้ากระบวนการนี้ทำช้าไปจะเป็นการลดอัตราการผสมเชื้อติด และจะทำให้ได้ตัวอ่อนปะการังน้อยลง การผสมไข่และสเปิร์มที่ทำอย่างรวดเร็วภายใต้แสงสีแดง

หลังจากผ่านไป 72 ชั่วโมงจะมีการนำไข่ที่มีการผสมสำเร็จลงไปใส่กระเบื้องดินในบ่ออนุบาลเพื่อเพาะเลี้ยงจนโตเป็นปะการังอ่อนที่อายุเหมาะนำกลับไปในทะเล โดยขั้นตอนนี้จะใช้เวลา 3-5 ปี และแม้จะนำลงไปให้เติบโตต่อในทะเล อัตราการเจริญเติบโตยังถือว่าช้ามาก เฉลี่ยเพียง1 เซนติเมตรต่อปี แต่ข้อมูลของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ พบว่า อัตราการอยู่รอดจนเติบโตเป็นปะการังเต็มวัยในทะเลของปะการังอ่อนที่เกิดจากการบ่ออนุบาลถือว่าสูงมาก หรือประมาณร้อยละ 90

หลังจากดำเนินการมานาน 8 ปี โครงการดังกล่าวยังถือว่าอยู่ในขั้นทดลอง ทีมนักวิจัยของไทยเลือกวัดความสำเร็จโครงการ โดยการอ้างอิงกับโครงการทดลองทำนองเดียวกันที่ดำเนินการในประเทศอื่นๆ เช่น ในออสเตรเลียและแถบมหาสมุทรแคริบเบียนและยังต้องการให้โครงการที่เกาะมันใน เป็นมาตรฐานที่สามารถขยายไปดำเนินการในส่วนอื่นๆ ของไทยต่อไป

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง คาดการว่า มีแนวปะการังของไทยมากถึงร้อยละ 90 ที่ได้รับผลกระทบจากการฟอกขาวหมู่ที่เริ่มตั้งแต่ปี 2010 อันเป็นผลกระทบจากอุณหภูมิน้ำทะเลเพิ่มสูง โดยนับแต่เริ่มโครงการเพาะเลี้ยงและฟื้นฟู มีปะการังได้รับการฟื้นฟูโดยรอบเกาะมันใน มากกว่า 4,000 กลุ่มก้อน หรือที่เรียกว่า โคโลนี (Colony) โดยปะการังหลายโคโลนีเมื่ออยู่รวมกันจะกลายเป็นแนวปะการัง แต่เมื่อเทียบกับพื้นที่แนวปะการังที่ได้รับความเสียหายโดยรอบเกาะมันใน ยังถือว่าช่วยฟื้นฟูปะการังที่กำลังล้มตายและลดจำนวน ได้น้อยมาก

สำนักงานมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ เอ็นโอเอเอ ระบุว่า โลกกำลังอยู่ในช่วงการเกิดปะการังฟอกขาวหมู่ รอบที่ 4ซึ่งทำให้แนวปะการังล้มตายเป็นบริเวณกว้าง แนวปะการังมีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมประมง เพราะราวร้อยละ 25 ของสัตว์ทะเลรวมทั้งปลาต่างพึ่งพิงแนวปะการังในบางช่วงของวัฏจักรชีวิต

ขณะที่การสูญเสียแนวปะการังของทะเลไทยจากการฟอกขาวและอื่นๆ ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลของชายฝั่งทะเลไทยเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศด้วย เนื่องจากท้องทะเลอันสวยงามของไทย เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและต่างชาติ อีกทั้งยังส่งผลเสียต่ออุตสาหกรรมประมง ที่ต้องพึ่งพาอาศัยแนวปะการัง ที่เป็นทั้งบ้านและแหล่งเพาะพันธุ์ของปลาจำนวนมากด้วยนั่นเอง


โดย ดาโน โทนาลี
 

คุยกัน 7 วันหน : ปิดตำนาน ‘พอล ปอดเหล็ก’ ผู้ใช้ชีวิตในเครื่องช่วยหายใจนานที่สุดในโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/793530

คุยกัน 7 วันหน : ปิดตำนาน ‘พอล ปอดเหล็ก’  ผู้ใช้ชีวิตในเครื่องช่วยหายใจนานที่สุดในโลก

คุยกัน 7 วันหน : ปิดตำนาน ‘พอล ปอดเหล็ก’ ผู้ใช้ชีวิตในเครื่องช่วยหายใจนานที่สุดในโลก

วันอาทิตย์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2567, 07.00 น.

เว็บไซต์ Gofundme ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ระดมทุนหาเงินค่าใช้จ่ายและรักษา พอล อเล็กซานเดอร์ ผู้ป่วยโปลิโอและต้องใช้ชีวิตในเครื่อง “ปอดเหล็ก”ซึ่งเป็นกระบอกโลหะขนาดใหญ่ที่เปลี่ยนความกดอากาศเพื่อกระตุ้นการหายใจแถลงว่า พอล อันเป็นที่รัก ได้จากไปแล้วเมื่อวันจันทร์ที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา ขณะมีอายุ 78 ปี ในข้อความไม่ได้กล่าวถึงสิ่งที่ได้พรากชีวิตชายปอดเหล็กคนนี้เอาไว้ แต่เมื่อ 3 สัปดาห์ที่ผ่านมาพอล ติดเชื้อโควิด-19 และเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เข้าใช้เวลาในการรักษา 2 สัปดาห์ เมื่อแพทย์พบว่าไม่มีเชื้อไวรัสในร่างกายเขา พอลก็ได้กลับบ้าน แต่ 1 สัปดาห์ต่อมา โลกก็สูญเสียชายผู้ไม่ย่อท้อต่อความพิการจากเชื้อโปลิโอ และใช้ชีวิตในเครื่องสร้างความดันให้ปอดมาเกือบตลอดชีวิต จนได้รับการบันทึกจาก กินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดส์ ว่าเป็นบุคคลที่ใช้ชีวิตอยู่ในปอดเหล็กเป็นเวลานานที่สุดในโลก

พอล อเล็กซานเดอร์ เป็นชายคนสุดท้ายที่มีชีวิตอยู่ในปอดเหล็ก เขาติดเชื้อโปลิโอตอน ปี 1952 ขณะอายุได้ 6 ขวบ ซึ่งเป็นช่วงเกิดการระบาดของโรคโปลิโอครั้งใหญ่ในสหรัฐฯเด็กหลายร้อยคนทั่วดัลลัส รัฐเท็กซัส รวมถึงพอล ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ที่นั่นเด็กๆ ได้รับการรักษาในแผนกปอดเหล็ก พอลก็เป็น 1 ในนั้น เขาต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลา18 เดือนก่อนจะกลับบ้าน เขาเป็นอัมพาตตั้งแต่คอลงมา พ่อแม่ของเขาเช่าเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบพกพาและรถบรรทุกเพื่อพาเขาและปอดเหล็กกลับบ้าน

แต่พอลไม่ย่อท้อต่อข้อจำกัดที่เกิดขึ้นกับชีวิต เขาเป็น 1 ในนักเรียนโฮมสกูล เรียนรู้ทุกอย่างด้วยการจดจำแทนที่จะจดบันทึก เขาได้รับปริญญาตรีในปี 1981 สาขานิติศาสตร์และพอลสามารถทำงานเป็นทนายความ ในห้องพิจารณาคดีเป็นเวลา 30 ปี นอกจากนี้ เขายังตีพิมพ์อัตชีวประวัติของตัวเองชื่อ Three Minutes for a Dog : My Life in an Iron Lung พอลบอกกับ CNN ในปี 2022 ว่า เขากำลังทำหนังสือเล่มที่ 2 อยู่ โดยสาธิตกระบวนการเขียนโดยใช้ปากกาผูกติดกับแท่งพลาสติกและคาบไว้ในปาก เพื่อแตะแป้นพิมพ์คีย์บอร์ด

ไม่กี่เดือนมานี้ก่อนที่พอลจะเสียชีวิต เขาได้เริ่มสนทนาติดต่อกับแฟนคลับที่มีผู้ติดตามถึง 300,000 คนและตอบคำถามเกี่ยวกับการต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใน “เครื่องปอดเหล็ก” ขณะที่ก่อนหน้านั้นในปี 2020 ช่วงการระบาดรุนแรงของโควิด-19 พอลเคยให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียนของอังกฤษ เปรียบเทียบวิกฤตการระบาดโรคโปลิโอของสหรัฐฯในยุค 50 และการระบาดวิกฤตโควิด-19ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ว่ามันเหมือนกันทุกอย่าง จนทำให้เขากลับและเกือบเป็นบ้า

อะไรคือ “เครื่องปอดเหล็ก”

“เครื่องปอดเหล็ก” (Iron Lung / Drinker Respirator) ถูกคิดค้นขึ้นโดย ฟิลลิป ดริงเกอร์ (Phillip Drinker) และ หลุยส์ อกาสสิซ ชอว์ (Louis Agassiz Shaw) แห่งโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ด เป็นเครื่องช่วยหายใจชนิดใช้แรงขับดันลบ (Negative pressure ventilation) นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในช่วงกลางของศตวรรษที่ 19 เมื่อโรคโปลิโอระบาดในสหรัฐฯ ผู้ติดเชื้อรายที่เชื้อเข้าสู่ไขสันหลัง จะมีอาการกล้ามเนื้อแขนหรือขาอ่อนแรง และอาการอันตรายที่สุด คือ อาการอัมพาตของกล้ามเนื้อที่ช่วยในการหายใจ ได้แก่ กล้ามเนื้อกระบังลม และกล้ามเนื้อระหว่างช่องซี่โครง ผู้ป่วยจึงไม่สามารถหายใจด้วยตัวเองได้ ดังนั้นการรักษาชีวิตของผู้ป่วยโรคโปลิโอขั้นร้ายแรง จึงจำเป็นต้องใช้ “ปอดเหล็ก”ทำหน้าที่ช่วยหายใจ

จากข้อมูลพบว่า สหรัฐฯ เผชิญการระบาดโรคโปลิโอหนักสุดในปี 1952 สร้างความแตกตื่นให้บรรดาพ่อแม่ชาวอเมริกัน โดยในปีนั้นมีรายงานเคสป่วย 57,628 รายในจำนวนนี้เสียชีวิต 3,145 ราย และอีก 21,269 ราย ต้องป่วยตั้งแต่อาการขั้นต้นไปจนถึงขั้นอัมพาตถาวร เครื่องมือ “ปอดเหล็ก” จึงกลายเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้โรคโปลิโอในยุค 50ของสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี หลังมีการพัฒนาวัคซีนในช่วงปลายทศวรรษ 1950 อุปกรณ์ปอดเหล็กส่วนใหญ่ได้ถูกเลิกใช้ และมีการพัฒนาอุปกรณ์ช่วยหายใจอื่นๆ ที่สามารถสอดเข้าไปในลำคอผู้ป่วยโดยตรง

รู้จักโรคโปลิโอ

ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคเปิดเผยว่า โรคโปลิโอ (Poliomyelitis)เกิดจากเชื้อไวรัสโปลิโอ มี 3 สายพันธุ์ได้แก่ สายพันธุ์ 1, 2 และ 3 ก่อให้เกิดอาการอักเสบของไขสันหลัง ส่งผลให้กล้ามเนื้อแขนและขาเป็นอัมพาต เป็นโรคติดต่อที่สร้างความทุกข์ทรมานแก่เด็กเป็นจำนวนมาก ผู้ป่วยบางส่วนมีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ส่วนรายที่รอดชีวิตต้องประสบกับความพิการช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เชื้อไวรัสโปลิโอนี้จะพบในคนเท่านั้น เชื้อสามารถแบ่งตัวเพิ่มจำนวนได้ในลำไส้ของคนที่ไม่มีภูมิต้านทานและอยู่ภายในลำไส้ 1-2 เดือน เมื่อเชื้อไวรัสถูกขับถ่ายออกมาภายนอกร่างกายจะไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้ แต่เชื้อจะอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้เป็นสัปดาห์หรือเดือน

โรคโปลิโอมีระยะเวลาฟักตัวตั้งแต่ระยะสั้น 3-4 วัน หรืออาจนานเป็นเดือน เมื่อฟักตัวเสร็จสามารถแพร่เชื้อได้ 7 วันก่อนมีอาการ โดยเชื้อจะอยู่ในคอหอยประมาณ 1 สัปดาห์ และอยู่ในอุจจาระได้นานประมาณ 1-2 เดือน หรือนานเป็นปีในรายที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคโปลิโอ สามารถติดต่อจากคนสู่คน (person-to-person)โดยการรับเชื้อได้จากหลายทางส่วนใหญ่ผ่านทางการดูดกลืนหรือสูดเชื้อทางจมูกหรือผ่านทางสารคัดหลั่ง

โปลิโอ ป้องกันได้ด้วยวัคซีนมีให้เลือกทั้งวัคซีนโปลิโอชนิดรับประทาน (Oral polio vaccine :OPV, Sabin) และวัคซีนโปลิโอชนิดฉีด (Inactivated poliovaccine : IPV, Salk) โดยปัจจุบัน วัคซีนโปลิโอชนิดรับประทาน ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการกวาดล้างโรคโปลิโออย่างยิ่ง เพราะสามารถป้องกันและกำจัดเชื้อโปลิโอสายพันธุ์ก่อโรคได้เป็นอย่างดี มีราคาถูกและมีวิธีการให้วัคซีนง่าย แต่มีข้อเสีย คืออาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงคล้ายโรคโปลิโอ แต่โอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ปริศนา 10 ปี เที่ยวบิน MH370 หายไร้ร่องรอย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/792091

คุยกัน 7 วันหน : ปริศนา 10 ปี  เที่ยวบิน MH370 หายไร้ร่องรอย

คุยกัน 7 วันหน : ปริศนา 10 ปี เที่ยวบิน MH370 หายไร้ร่องรอย

วันอาทิตย์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (8 มี.ค.) เป็นวันครบรอบ 10 ปี เหตุการณ์เครื่องบินของสายการบิน มาเลเซีย แอร์ไลน์เที่ยวบิน MH370 หายไปอย่างไร้ร่องรอยโดยมีการจัดงานรำลึกในกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย ตั้งแต่วันที่ 3 มี.ค.ที่ผ่านมาซึ่งครอบครัวและเพื่อนของผู้สูญหายที่อยู่บนเที่ยวบินดังกล่าวต่างคาดหวังให้รัฐบาลเริ่มปฏิบัติการค้นหาเครื่องบินอีกครั้ง

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2014 เครื่องบินโบอิ้ง 777 เที่ยวบิน MH370 พร้อมผู้โดยสารและลูกเรือรวม 239 คน ออกเดินทางจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ มุ่งหน้าสู่กรุงปักกิ่งของจีนแต่ปรากฏว่าหลังจากเครื่องบินออกเดินทางได้ไม่นาน นักบินได้เปลี่ยนเส้นทางบินไปทางตอนใต้ของมหาสมุทรอินเดีย ก่อนจะหายจากจอเรดาร์ และเชื่อว่าเครื่องบินตกลงในจุดดังกล่าว ซึ่งการหายไปของเที่ยวบิน MH370 ถือเป็นหนึ่งในปริศนาที่ลึกลับที่สุดของประวัติศาสตร์การบินโลก

ทันที่ที่ทราบข่าวว่าเครื่องบินหายไป รัฐบาลของ 3 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย จีน และมาเลเซีย ได้ร่วมกันออกค้นหาเครื่องบินทันที การค้นหารอบแรกใช้เวลานานเกือบ 3 ปี ครอบคลุมพื้นที่รวมประมาณ 120,000 ตารางกิโลเมตร ถือเป็นภารกิจค้นหาครั้งใหญ่และแพงที่สุดเท่าที่เคยมีมาก่อนจะยุติการค้นหาลงเนื่องจากไม่มีความคืบหน้า

อีก 1 ปีต่อจากนั้น โอเชียน อินฟินิตีบริษัทเอกชนของสหรัฐฯ ซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องการสำรวจใต้ทะเล ได้ใช้เวลาประมาณ 4 เดือนค้นหาทางตอนใต้ของมหาสมุทรอินเดีย แต่ไม่มีความคืบหน้าใดๆ เพิ่มเติมแต่หลังจากนั้นอีกไม่กี่ปี มีการพบชิ้นส่วนของเครื่องบินกระจายอยู่บริเวณชายฝั่งทวีปแอฟริกาและเกาะในมหาสมุทรอินเดียแต่ชิ้นส่วนที่พบก็ยังไม่สามารถไขปริศนาได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเที่ยวบินนี้และซากเครื่องบินอยู่ที่ไหน

หลากหลายทฤษฎีคาดเดา MH370หายไป

การหายไปอย่างลึกลับของเครื่องบินทั้งลำและคนบนเครื่องทั้ง 239 คน นำไปสู่การคาดเดาโดยมีหลากหลายทฤษฎี ซึ่งหนึ่งในทฤษฎีที่มีการพูดถึงกันมากที่สุด คือ นักบินจงใจทำให้เครื่องบินตก

ซาฮารี อาหมัด ชาห์ กัปตันวัย 53 ปี กลายเป็นผู้ต้องสงสัยคนสำคัญในเรื่องนี้ เนื่องจากการสอบสวนพบว่า เขามีปัญหากับภรรยาที่ต้องการเลิกรากับเขา จึงมีการคาดเดาว่า ซาฮารีอาจต้องการหนีปัญหาด้วยการฆ่าตัวตาย โดยขังตัวเองไว้ในห้องนักบิน ปิดระบบการสื่อสารทั้งหมด และปล่อยให้เครื่องบินบินด้วยระบบอัตโนมัติ จนน้ำมันหมดและตกลงในทะเล แต่ครอบครัวและคนที่รู้จักกับซาฮารีไม่เชื่อ เนื่องจากเขาเป็นคนที่อุทิศตัวเพื่อครอบครัวและรักอาชีพนักบิน

อีกหนึ่งทฤษฎีที่พูดถึงกันมากคือ สหรัฐฯ ยิงเครื่องบินตก บางทฤษฎีบอกว่าสาเหตุที่สหรัฐฯ ยิงเครื่องบินลำนี้ เนื่องจากเครื่องบินถูกจี้และมีเป้าหมายที่จะใช้เครื่องบินเพื่อโจมตีฐานทัพของสหรัฐฯ ที่อยู่ในมหาสมุทรอินเดีย

บางทฤษฎีก็เชื่อว่า บนเที่ยวบิน MH370 มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของสหรัฐฯ ที่กำลังจะถูกส่งไปให้รัฐบาลจีนซึ่งสหรัฐฯ ไม่ต้องการให้อุปกรณ์ชิ้นนั้นตกไปอยู่ในมือของจีน จึงยิงทำลายเครื่องบินทั้งลำ

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายทฤษฎีที่ฟังดูเหลือเชื่อ เช่น ความเชื่อที่ว่า วลาดิมีร์ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย สั่งให้จี้เครื่องบินและลงจอดที่คาซัคสถาน โดยแฮกข้อมูลการบินเพื่อลวงให้เข้าใจว่าเครื่องบินเลี้ยวไปทางมหาสมุทรอินเดีย บางทฤษฎีบอกว่า เรือดำน้ำของจีนยิงขีปนาวุธใส่เครื่องบิน เพื่อสังหารเป้าหมายซึ่งอยู่บนเที่ยวบินดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นเพียงสมมุติฐานและการคาดเดาที่ไม่มีพยานหลักฐานใดๆ ที่เชื่อถือได้มายืนยัน แต่หากพบซากเครื่องบินแล้วก็อาจมีหลักฐานหลงเหลือที่น่าจะบอกได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเที่ยวบิน MH370

ลุ้นรัฐบาลมาเลเซียเริ่มการค้นหารอบใหม่

ล่าสุด รัฐบาลมาเลเซียเตรียมหารือกับตัวแทนของบริษัท โอเชียน อินฟินิตี บริษัทเอกชนในสหรัฐฯ ที่เคยค้นหาเที่ยวบินดังกล่าวมาแล้ว ซึ่งบริษัทเสนอทำข้อตกลงกับรัฐบาลมาเลเซียเพื่อทำการค้นหารอบใหม่อีกครั้ง ภายใต้เงื่อนไขว่า หากค้นหาไม่เจอ รัฐบาลไม่ต้องจ่ายเงิน

นอกจากนี้ บริษัทยังเชื่อมั่นว่า การค้นหาในครั้งนี้มีโอกาสสูงที่จะพบซากเครื่องบิน เนื่องจากมีเทคโนโลยีการค้นหาใต้น้ำที่ทันสมัยมากขึ้น รวมถึงการใช้หุ่นยนต์สำรวจใต้น้ำ โดยครั้งนี้ พื้นที่ค้นหาอยู่ทางตอนใต้ของมหาสมุทรอินเดียครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 15,000 ตารางกิโลเมตร นอกชายฝั่งประเทศออสเตรเลีย

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลมาเลเซียระบุว่าจะไม่เปิดการค้นหารอบใหม่ หากไม่มีข้อมูลใหม่หรือหลักฐานที่เชื่อถือได้ที่จะนำไปสู่การระบุพิกัดของเครื่องบิน ขณะที่ทางบริษัทพูดเป็นนัยว่า มีหลักฐานที่มีน้ำหนักมากเพียงพอที่จะโน้มน้าวให้รัฐบาลมาเลเซียยอมให้เริ่มการค้นหาครั้งใหม่ แต่ยังไม่มีการเปิดเผยว่าหลักฐานดังกล่าวคืออะไรและจะต้องลุ้นว่ารัฐบาลมาเลเซียจะมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้

แอนโทนี โลค รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมมาเลเซียคนปัจจุบัน เข้าร่วมพิธีรำลึกครบรอบ 10 ปี ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ด้วย โดยให้สัญญาว่า เขาจะพยายามค้นหาเครื่องบินที่หายไป พร้อมประกาศว่า กำลังหารือกับ โอเชียน อินฟินิตี ถึงความเป็นไปได้ในการเริ่มการค้นหาใหม่อีกครั้งในปีนี้ ทำให้ครอบครัวของผู้โดยสารและนักบิน MH370 รู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังไม่ปักใจเชื่อนัก เพราะความหวังถูกทำลายมาแล้วหลายครั้ง

ในขณะที่บรรดาญาติพี่น้องของผู้คนบนเที่ยวบินปริศนา พวกเขาไม่ต้องการสิ่งใด ขอเพียงแค่อยากให้พบเครื่องบิน เพื่อที่พวกเขาหลายคนจะได้ตายตาหลับ

เพราะ 10 ปีที่ผ่านมา มันสุดแสนทรมานมากเหลือเกิน


โดย ดาโน โทนาลี
 

คุยกัน 7 วันหน : จับตาชาติเอเชียรับมือ ‘วิกฤตประชากรลด’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/790655

คุยกัน 7 วันหน : จับตาชาติเอเชียรับมือ ‘วิกฤตประชากรลด’

คุยกัน 7 วันหน : จับตาชาติเอเชียรับมือ ‘วิกฤตประชากรลด’

วันอาทิตย์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.30 น.

ปัญหาจำนวนประชากรลด เป็นโจทย์ใหญ่และยากของรัฐบาลหลายชาติในเอเชียที่แก้ไม่ได้สักที โดยเฉพาะในจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รวมถึงสิงคโปร์ ที่มีอัตราการเกิดต่ำ
ติดอันดับโลก สาเหตุหนีไม่พ้นเรื่องค่าใช้จ่ายเลี้ยงดูเด็ก แม้รัฐจะออกนโยบายสนับสนุนให้คนมีบุตรและอัดฉีดเงิน แต่ก็ไม่ได้ผล

แม้ว่าภาพรวมทั้งเอเชียจะไม่ได้มีปัญหาเรื่องจำนวนประชากรสักเท่าไหร่ แต่ถ้ามองลึกลงไป จะพบว่าสถานการณ์ในหลายประเทศกำลังน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะ 3 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

เกาหลีใต้ครองสถิติประเทศที่มีอัตราเจริญพันธุ์ต่ำที่สุดในโลกมาตั้งแต่ปี 2013 และปัญหานี้ก็เลวร้ายลงเรื่อยๆ ซึ่งรวมถึงจำนวนเด็กเกิดใหม่ ที่ลดลงจาก 400,000 คนเศษๆ เหลือเพียง 230,000 คน ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา

แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามอัดฉีดงบประมาณมากกว่า 360 ล้านล้านวอนหรือมากกว่า 9 ล้านล้านบาท เพื่อกระตุ้นการมีบุตรและสนับสนุนการเลี้ยงดูเด็กนับตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา แต่ก็ไม่สามารถพลิกสถานการณ์นี้ได้ ข้อมูลจากสำนักงานบริการข้อมูลสถิติเกาหลี ชี้ว่า อัตราเจริญพันธุ์ในเกาหลีใต้ลดลงติดต่อกันเป็นปีที่ 8 แล้ว จาก 1.239 ในปี 2015 เหลือเพียง 0.72 ในปี 2023

นั่นหมายความว่า ผู้หญิงเกาหลีใต้ 1 คน มีลูกไม่ถึง 1 คนทั้งๆ ที่ตัวเลขอัตราเจริญพันธุ์เพื่อรักษาจำนวนประชากรอยู่ที่ 2.1 นั่นคือผู้หญิง 1 คน ต้องมีลูก 2 คนขึ้นไปขณะที่มีการคาดการณ์ว่า อัตราเจริญพันธุ์ของเกาหลีใต้ในปีนี้น่าจะลดต่ำลงอีก เหลือเพียง 0.68 หรือน้อยกว่าตัวเลขที่ควรจะเป็นเกือบ 3 เท่า

กรุงโซล ปูซาน อินชอน และ แทกู คือ 4 เมืองที่มีอัตราเจริญพันธุ์ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศ ซึ่งทั้ง 4 เมืองนี้มีจุดร่วมเดียวกัน นั่นคือเป็นเมืองใหญ่และมีค่าครองชีพสูงติดอันดับต้นๆ ของประเทศ อย่างเมื่อปีที่แล้วกรุงโซลแซงหน้ากรุงโตเกียวของญี่ปุ่น คว้าตำแหน่งเมืองที่มีค่าครองชีพสูงเป็นอันดับ 9ของโลก

ขณะที่ธนาคารโลกอ้างอิงข้อมูลเมื่อปี 2021 ชี้ว่าเกาหลีใต้มีอัตราเจริญพันธุ์ต่ำที่สุดในเอเชีย ตามมาด้วยสิงคโปร์ จีน ญี่ปุ่น และ ไทย จุดที่น่าสนใจ คือ ล่าสุดทางการสิงคโปร์ออกมาประกาศตัวเลขอัตราเจริญพันธุ์เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งลดลงเหลือเพียง 0.97 เท่านั้น นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สิงคโปร์ที่ตัวเลขนี้ลดลงต่ำกว่า 1 ซึ่งรัฐบาลสิงคโปร์ ระบุว่าส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากการที่คู่รักต้องเลื่อนแผนการแต่งงานในช่วงวิกฤตโควิด-19 ทำให้กระทบกับการวางแผนการมีบุตรตามมาด้วย

ส่วนในญี่ปุ่น ประเทศที่มีประชากรสูงอายุมากเป็นอันดับ 2 ของโลก กำลังเผชิญกับสถานการณ์เลวร้ายไม่ต่างกัน โดยเมื่อวันพุธที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยตัวเลขเด็กเกิดใหม่เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 เหลือไม่ถึง 760,000 คน แต่กลับมีตัวเลขผู้เสียชีวิตใกล้แตะ 1,600,000 คน ทำให้ประชากรทั้งประเทศลดลงมากกว่า 830,000 คน

นอกจากนี้ ยังมีคู่รักจดทะเบียนสมรสในญี่ปุ่นไม่ถึง 500,000 คู่ เป็นครั้งแรกในรอบ 90 ปี ซึ่งด้วยวัฒนธรรมของเอเชียตะวันออก การไม่ได้แต่งงานก็มักตามมาด้วยการไม่มีบุตร โดย สส.ของพรรครัฐบาลญี่ปุ่น ระบุว่าปัญหาอัตราการเกิดต่ำเรียกได้ว่าเป็นภัยคุกคามของชาติเพราะกระทบไปถึงเศรษฐกิจและความมั่นคงทางสังคม

ข้อมูลจากสถาบันวิจัยในจีน ชี้ว่าอัตราค่าเลี้ยงดูเด็กตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ 18 ปี ในเอเชียกับชาติตะวันตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดโดยเฉพาะเกาหลีใต้และจีน ซึ่งถือเป็น2 ประเทศ ที่ถ้าต้องการจะเลี้ยงเด็กสักคนต้องใช้เงินมากที่สุดในโลกอย่างในเกาหลีใต้ ต้องถือเงินมากกว่า7 เท่าของรายได้ต่อปี ขณะที่จีนต้องมีมากกว่า 6 เท่า

ส่วนญี่ปุ่นดีขึ้นมาหน่อย อยู่ที่ 4.26 สูงกว่าสหรัฐฯ เล็กน้อย ขณะที่พ่อแม่ชาวฝรั่งเศสและออสเตรเลียสบายขึ้นมาหน่อย เพราะอัตราค่าเลี้ยงดูเด็ก 1 คน นาน 18 ปี อยู่ที่ราวๆ 2 เท่าของรายได้ทั้งปี ซึ่งตัวเลขนี้เป็นเพียงค่าเฉลี่ยที่เปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัว หรือ GDP ต่อหัวของแต่ละประเทศเท่านั้น

เรื่องเงินเป็นปัญหาใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นค่าเลี้ยงดูเด็ก ค่าครองชีพของพ่อแม่ รวมไปถึงต้นทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือค่าบ้านที่พุ่งสูงขึ้นในหลายประเทศ แต่เงินไม่ใช่ปัญหาเดียว โดยปัจจุบันผู้หญิงหลายคนเลือกไม่มีลูก เนื่องจากไม่ต้องการเสียสละชีวิตและโอกาสของตัวเอง โดยเฉพาะในเรื่องอาชีพการงาน จึงทำให้หลายบ้านผลักแผนมีลูกออกไปก่อน

อย่างเกาหลีใต้เอง ช่วงอายุของผู้หญิงที่มีลูกคนแรก ส่วนใหญ่อยู่ในวัย 30-34 ปี ตามมาด้วยช่วงอายุ 35-39 ปี ซึ่งช่วงวัยที่เลยเลข 3แบบนี้ สะท้อนว่าผู้หญิงอาจจะแต่งงานช้าลง หรืออาจจะเลือกความมั่นคงในอาชีพก่อนมีลูกก็เป็นได้

ส่วนที่จีน เจ้าหน้าที่ของนครซีอานถึงกับใช้งบประมาณ 700,000 หยวน(ประมาณ 3.5 ล้านบาท) ในการจัดซื้อลอตเตอรี่ หรือสลากกินแบ่งเพื่อแจกเป็นรางวัลให้กับคู่สมรสใหม่ ที่นำทะเบียนสมรสมาแสดงกับเจ้าหน้าที่ เป็นความพยายามในการส่งเสริมการแต่งงานในช่วงเวลาที่จีนมีอัตราการเกิดของทารกลดลง

จำนวนประชากรของจีนลดลงเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันในปี 2023 โดยจำนวนทารกเกิดใหม่ลดลงเหลือครึ่งหนึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2016ในขณะที่การแต่งงานก็ลดลงต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2022 และเนื่องจากการแต่งงานมีความเกี่ยวข้องกับอัตราการเกิดของทารก

จีนเป็นประเทศที่มีค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ทำให้สตรีที่เลือกที่จะมีลูกลดลงเรื่อยๆ โดยมีเหตุผลมาจากค่าใช้จ่ายที่สูงในการดูแลลูกและความไม่ต้องการที่จะแต่งงาน หรือการที่จะต้องหยุดพักการงานหรืออาชีพที่ทำอยู่ ในขณะที่ความไม่เท่าเทียมทางเพศยังมีอยู่

อัตราการเกิดต่ำถือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ยกเว้นในแอฟริกา แต่สถานการณ์นี้จะรุนแรงแตกต่างกันออกไปในแต่ละประเทศ ซึ่งเอเชียถือเป็นภูมิภาคหนึ่งที่น่าวิตกไม่น้อย ปัญหานี้ต้องเร่งแก้ไขเพราะถ้าเข้าสู่ช่วงที่ประชากรวัยเจริญพันธุ์ลดจำนวนลงแล้ว การเพิ่มจำนวนเด็กเกิดใหม่ก็จะยิ่งยากขึ้นไปอีก

โดย ดาโน โทนาลี