คุยกัน 7 วันหน : อิสราเอลจะปกครอง ‘ฉนวนกาซา’ แบบใด?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/768614

คุยกัน 7 วันหน : อิสราเอลจะปกครอง ‘ฉนวนกาซา’ แบบใด?

คุยกัน 7 วันหน : อิสราเอลจะปกครอง ‘ฉนวนกาซา’ แบบใด?

วันอาทิตย์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.45 น.

ท่ามกลางสงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสในปาเลสไตน์ที่ส่อเค้ายืดเยื้อหลังผ่านพ้นเข้าสู่เดือนที่สองแล้วนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮูประกาศเมื่อวันก่อนว่า อิสราเอลจะเข้าควบคุมด้านความมั่นคงทั้งหมดในฉนวนกาซา หลังสิ้นสุดสงคราม และกองกำลังของอิสราเอลจะอยู่ในกาซาอย่างไม่มีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุด

แล้วแนวทางที่อิสราเองจะใช้ในการปกครองกาซา จะเป็นรูปแบบไหนได้บ้าง?มีการวิเคราะห์ของบรรดาผู้สันทัดกรณีหลายรูปแบบ สามารถนำมารวบรวมไว้ให้เห็นภาพกว้างๆ ได้ดังนี้

การยึดครองโดยตรง (outright occupation)

ย้อนกลับไปเมื่อสงครามตะวันออกกลางในปี 1967 อิสราเอลได้ยึดครองกาซา, เวสต์แบงก์ และเยรูซาเลมซึ่งเป็นดินแดนที่ชาวปาเลสไตน์ต้องการสร้างเป็นรัฐของพวกเขาในอนาคต ..อิสราเอลได้ผนวกเยรูซาเลมตะวันออกซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองเก่า และเป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญทางศาสนา 3 ศาสนาและพิจารณาจะให้ทั้งเมืองเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล (แต่ความเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่ได้รับการรับรองจากประชาคมระหว่างประเทศ)

ในช่วงเวลานั้น กองทัพอิสราเอลได้ปกครองเวสต์แบงก์ และฉนวนกาซานานหลายสิบปี และปฏิเสธที่จะให้สิทธิพื้นฐานต่อชาวปาเลสไตน์หลายล้านคนทหารได้ประจำการตามจุดตรวจ และจู่โจมเป้าหมายของกองกำลัง และชาวปาเลสไตน์ที่ต่อต้านกฎของอิสราเอล นอกจากนี้ อิสราเอลยังตั้งนิคมในทั้ง 3 พื้นที่ โดยที่ชาวปาเลสไตน์และประชาคมโลกส่วนใหญ่มองว่าการตั้งนิคมเหล่านี้เป็นเรื่องผิดกฎหมาย

หลังจากที่กองทัพอิสราเอลปกครองพื้นที่ทั้ง 3 โดยตรงยาวนานกว่า 2 ทศวรรษชาวปาเลสไตน์ก็ลุกฮือ หรือที่เรียกว่าอินทิฟาดา (intifada) ช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 อีกทั้งกลุ่มฮามาสก็เริ่มก่อตั้งขึ้นและเริ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง พร้อมกับปีกติดอาวุธ ที่กลายมาเป็นความท้าทายขององค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ หรือ PLO ในช่วงเวลานั้น

ใช้โมเดล ‘เวสต์แบงก์’

สนธิสัญญาออสโล (Oslo Accords) หรือข้อตกลงสันติภาพที่เกิดขึ้นในช่วงกลางทศวรรษที่ 1990 ที่ทำให้เกิดองค์การบริหารปาเลสไตน์ หรือ PAขึ้นมาเพื่อปกครองเขตเวสต์แบงก์ และกาซา ด้วยเป้าหมายเพื่อให้เป็นรัฐปาเลสไตน์ที่เป็นอิสระ เคียงข้างอิสราเอล

อย่างไรก็ตาม ความพยายามสร้างสันติภาพโดยอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯหลายคนประสบความล้มเหลว และ PA ก็สูญเสียอำนาจในการครอบครองกาซา ให้กับฮามาส ในปี 2007 ทำให้ PA เหลือพื้นที่ปกครองเพียงราว 40% ในเขตเวสต์แบงก์ (ซึ่งถูกแบ่งเป็น 3 พื้นที่ ตามสนธิสัญญาออสโล) ซึ่งมีอำนาจหลักในการบริหาร ที่แม้ว่าจะมีกองกำลังตำรวจของตัวเอง ..แต่โดยภาพรวมแล้ว อิสราเอลควบคุมด้านความมั่นคงของพื้นที่เวสต์แบงก์ทั้งหมด

ในขณะที่ประธานาธิบดีมาห์มุดอับบาส ของปาเลสไตน์ ก็ไม่ได้รับความนิยมเพียงพอ เนื่องจากกองกำลังของเขาได้ให้ความร่วมมือกับอิสราเอลในด้านความมั่นคง ทำให้ความหวังที่จะเป็นรัฐของชาวปาเลสไตน์แทบจะหมดสิ้นลงไป อีกทั้งมองว่า PA เป็นเหมือนผู้รับเหมาของอิสราเอล อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ปัจจุบัน อิสราเอลมีทหารหลายหมื่นนายประจำการทั่วเวสต์แบงก์ เพื่อความมั่นคงของผู้ตั้งนิคมชาวยิวกว่า 500,000 คน ในพื้นที่ และยังมีการจู่โจมและการจับกุมในช่วงกลางคืนอยู่บ่อยครั้ง จนเกิดการปะทะกับกองกำลังในเวสต์แบงก์ อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ แอนโทนี่ บลิงเคน เสนอแนะให้PA หวนคืนสู่กาซาหลังสิ้นสุดสงคราม แต่ก็จะยิ่งทำให้ความไม่นิยมในตัวอับบาสทวีความรุนแรงขึ้นในหมู่ชาวปาเลสไตน์ นอกจากจะมีแนวโน้มอย่างเป็นรูปธรรมในการทำให้เกิดรัฐปาเลสไตน์ขึ้น

ใช้โมเดล ‘ฉนวนกาซา’

โมเดลนี้ คือการให้ชาวปาเลสไตน์สายกลางขึ้นมาควบคุมด้านความมั่นคงภายในฉนวนกาซา โดยอิสราเอลเพียงเข้ามาแทรกแซงได้เมื่อเห็นว่าจำเป็นเท่านั้น แต่นั่นก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วเช่นกันเพราะย้อนไปเมื่อปี 2005 ซึ่งเป็นครั้งที่ 2 ที่เกิด “อินทิฟาดา” ที่รุนแรงกว่าครั้งแรก อิสราเอลได้ถอนกำลังทหารและผู้ตั้งนิคมกว่า 8,000 คน ออกไปจากกาซา และ PA เข้ามาบริหารพื้นที่แทน โดยที่อิสราเอลยังคงควบคุมน่านฟ้า ชายฝั่ง และทางข้ามแดนทั้งหมด เปิดไว้เพียง 1 จุดเท่านั้น ปีต่อมา ฮามาสได้ชนะการเลือกตั้ง และทำให้ PA สิ้นอำนาจในการบริหารฉนวนกาซา นำมาสู่การบอยคอตต์ และเกิดวิกฤตทางการเงินอย่างหนัก

หลังจากนั้น อิสราเอลและอียิปต์ได้ปิดล้อมฉนวนกาซา โดยจำกัดการค้าและการเดินทางอย่างหนัก ซึ่งเป็นสิ่งที่อิสราเอลย้ำว่าเป็นความพยายามควบคุมกลุ่มฮามาส แต่ชาวปาเลสไตน์และนักสิทธิมนุษยชนมองว่า เป็นการลงโทษแบบภาพรวม เนื่องจากกระทบอย่างหนักต่อประชาชนกว่า 2.3 ล้านคน ซึ่งกลุ่มฮามาส ไม่เคยยอมรับการมีอยู่ของอิสราเอลและมุ่งมั่นจะทำลายล้างด้วยการต่อสู้ด้วยอาวุธ

ตลอด 16 ปีมานี้ ทั้งอิสราเอลและฮามาสได้ปะทะกันอย่างหนักหลายครั้ง ซึ่งอิสราเอลได้ผ่อนคลายการควบคุม เพื่อแลกกับการที่ฮามาสหยุดการโจมตีด้วยจรวด และควบคุมกลุ่มติดอาวุธที่หัวรุนแรงมากขึ้น

ใช้โมเดล ‘เลบานอน’

อิสราเอลบุกทางตอนใต้ของเลบานอน ต่อสู้กับกลุ่มกองกำลังปาเลสไตน์ ในปี 1978 และอีกครั้งในปี 1982 นำไปสู่การยึดครองภาคใต้ของเลบานอนนาน 18 ปี และต่อมาสะสมกองกำลังในการสนับสนุน คือ กองทัพภาคใต้เลบานอน (South Lebanon Army – SLA) ซึ่งได้รับการฝึกและติดอาวุธจากอิสราเอล

หลังการบุกปี 1982 กลุ่มติดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนจึงก่อตั้งขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันกองกำลังอิสราเอลออกจากประเทศ โดยฮิซบอลเลาะห์ได้โจมตีทั้งกองทัพภาคใต้เลบานอน และกองกำลังอิสราเอล นำมาสู่การถอนกำลังอย่างเต็มรูปแบบในปี 2000 นั่นทำให้กองกำลังภาคใต้เลบานอนล่มสลายลง และกลุ่มฮิซบอลเลาะห์เรืองอำนาจขึ้นมาแทน ซึ่งปัจจุบันกลุ่มฮิซบอลเลาะห์เป็นกองกำลังที่ทรงพลังที่สุดในเลบานอนโดยมีจรวดและขีปนาวุธราว 150,000 ลูกถือเป็นภัยคุกคามอย่างยิ่งสำหรับอิสราเอล

หนทางอื่น?

อย่างไรก็ตาม บรรดาแกนนำอิสราเอลยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับแผนการในกาซาหลังสงคราม หลายคนบอกว่า ไม่ได้ต้องการกลับไปยึดครองกาซาอีกครั้ง เพียงแต่ต้องการให้กองกำลังมีเสรีภาพในการปฏิบัติการในกาซาเป็นระยะเวลายาวนานอยู่ช่วงหนึ่งหลังจากที่สิ้นสุดสงคราม โดยไม่มีกำหนดชัดเจนว่ายาวนานเพียงใด

เจ้าหน้าที่อิสราเอลบางคน ระบุว่า กำลังหารือเรื่องการตั้งบัฟเฟอร์โซน หรือเขตกันชน เพื่อให้ชาวปาเลสไตน์อยู่ห่างจากพรมแดน ขณะที่สหรัฐฯเรียกร้องให้ PA กลับมาบริหารกาซาอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม เบนนี แกนต์ซ สมาชิกครม.ชุดสงครามของอิสราเอล ระบุว่า การเตรียมการใดๆ ในอนาคตสำหรับฉนวนกาซา ต้องขึ้นอยู่กับความสงบในแนวรบด้านเหนือของอิสราเอล และเขตเวสต์แบงก์ด้วย

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ผลพวงคว่ำบาตร ทำเกาหลีเหนือปิดสถานทูตหลายประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/767235

คุยกัน 7 วันหน : ผลพวงคว่ำบาตร ทำเกาหลีเหนือปิดสถานทูตหลายประเทศ

คุยกัน 7 วันหน : ผลพวงคว่ำบาตร ทำเกาหลีเหนือปิดสถานทูตหลายประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 07.00 น.

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า เกาหลีเหนือพร้อมที่จะปิดสถานทูตและสถานกงสุลรวมกันนับสิบแห่งทั่วโลก ในจำนวนนี้รวมถึงในสเปน ฮ่องกงและอีกหลายประเทศในแอฟริกา ซึ่งจะส่งผลให้ภารกิจระหว่างประเทศของเกาหลีเหนือเกือบร้อยละ 25 ต้องยุติลงไปด้วย

บทวิเคราะห์ดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่เมื่อวันจันทร์ (30 ต.ค.) สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือเคซีเอ็นเอ ของเกาหลีเหนือ ได้กล่าวอำลาผู้นำของแองโกลาและยูกันดาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เอกอัครราชทูตของเกาหลีเหนือที่ประจำการในทวีปแอฟริกาหลายประเทศ ได้เข้าพบกับผู้นำของแต่ละประเทศเพื่อกล่าวลา ก่อนที่สถานเอกอัครราชทูตจะปิดตัว ในขณะที่สื่อท้องถิ่นของทั้งสองประเทศก็รายงานว่า เกาหลีเหนือตัดสินใจปิดสถานทูตทั้งในแองโกลา และยูกันดา โดยทั้งสองประเทศ ต่างก็เริ่มความสัมพันธ์ทางการทูตกับเกาหลีเหนือตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1970 และได้รักษาความร่วมมือทางทหาร และร่วมกันหาแหล่งสกุลเงินต่างประเทศที่หายากภายใต้โครงการสร้างรูปปั้นต่างๆ

สำนักข่าวยอนฮัปรายงานว่าเกาหลีเหนือยังเตรียมที่จะปิดสถานทูตในสเปน โดยจะมอบหมายให้คณะทูตประจำอิตาลีดูแลกิจการในแดนกระทิงดุด้วย หาใครหลายคนยังจำกันได้ สถานทูตเกาหลีเหนือประจำกรุงมาดริด ของสเปน ก็ถือเป็นสถานทูตอีกหนึ่งแห่งที่หลายคนจับตาเมื่อมีการประกาศเรื่องนี้ เนื่องจากเมื่อปี 2019 เคยมีเหตุการณ์ที่กลุ่มผู้ประท้วงที่ต้องการโค่นล้ม คิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือบุกเข้าไปในสถานทูตแล้วจับเจ้าหน้าที่มัดไว้ ก่อนจะขโมยคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่นๆ แล้วหลบหนีไป โดยทางเกาหลีเหนือออกมาประณามเหตุดังกล่าวว่าถือเป็นการละเมิดอธิปไตยร้ายแรง และถือเป็นเหตุก่อการร้าย รวมถึงกล่าวหาว่าสหรัฐฯ ไม่ยอมตรวจสอบเหตุดังกล่าวอย่างถี่ถ้วน รวมถึงปฏิเสธที่จะส่งผู้นำที่ก่อเหตุให้ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน

นอกจากนี้ เกาหลีเหนือยังมีแผนปิดสถานเอกอัครราชทูตอีกในหลายประเทศและดินแดน ได้แก่ สเปน ฮ่องกง และอีกหลายประเทศในทวีปแอฟริกา ส่วนหนังสือพิมพ์โยมิอุริชิมบุนของญี่ปุ่น รายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยอ้างแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อว่า เกาหลีเหนือกำลังวางแผนที่จะปิดสถานทูตอย่างน้อย 10 แห่งทั่วโลก รวมแล้วมีสัดส่วนมากถึงร้อยละ 25 ของสถานทูตและหน่วยงานด้านการทูตทั่วโลก รวมถึงสถานกงสุลในฮ่องกง จากปัญหาทางเศรษฐกิจ

โฆษกกระทรวงต่างประเทศเกาหลีเหนือกล่าวในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์ของกระทรวงว่า เกาหลีเหนือกำลังดำเนินการเกี่ยวกับการถอนตัวและเปิดใหม่ของสถานทูตเพื่อให้เป็นไปตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมของโลกและนโยบายการทูตระดับชาติ โฆษกไม่ได้ระบุว่า แผนดังกล่าวจะส่งผลกระทบกับสถานทูตกี่ประเทศ แต่กล่าวเพียงว่า ความเคลื่อนไหวนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมตามปกติของประเทศเอกราชในการเปลี่ยนแปลงใหม่ และจัดการกับประสิทธิภาพทางการทูตเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ

อย่างไรก็ดี องค์กรที่เกาะติดสถานการณ์ในเกาหลีเหนือ อย่างเว็บไซต์ NK Pro ระบุว่า การปิดสถานเอกอัครราชทูตของเกาหลีเหนือในครั้งนี้ ถือเป็นการปูทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศครั้งใหญ่ในรอบหลายสิบปี ซึ่งจะกระทบต่อความร่วมมือทางการทูตและงานด้านมนุษยธรรมในเกาหลีเหนือรวมถึงความสามารถในการหารายได้จากธุรกิจสีเทา ทำให้มีโอกาสที่เศรษฐกิจของเกาหลีเหนือจะอ่อนแอลงอีก

ด้านกระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้ ระบุว่า การเคลื่อนไหวของเกาหลีเหนือแสดงให้เห็นถึงสัญญาณว่าเกาหลีเหนือกำลังเผชิญกับปัญหาการหารายได้จากต่างประเทศ เนื่องจากผลกระทบของมาตรการคว่ำบาตรที่มีขึ้นเพื่อควบคุมเงินทุนสำหรับนำไปใช้ในโครงการทดลองนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ การที่เกาหลีเหนือมีปฏิสัมพันธ์กับนานาชาติน้อยลง ตลอดจนสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ลงด้วย ส่งผลให้การรักษาความสัมพันธ์ทางการทูตกับพันธมิตรดั้งเดิมเป็นเรื่องยาก

ทั้งนี้ เกาหลีเหนือสถาปนาความสัมพันธ์กับ 159 ประเทศทั่วโลกแต่จำนวนสถานทูตเกาหลีในต่างประเทศกลับลดจำนวนลงนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1990 ปัจจุบัน มีสถานเอกอัครราชทูตสถานกงสุล และสำนักงานตัวแทนเกาหลีเหนือ เพียง 53 แห่งเท่านั้น ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในนั้น โดยไทยและเกาหลีเหนือสถาปนาความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2501 จากการตรวจสอบในเว็บไซต์ของสถานเอกอัครราชทูตเกาหลีเหนือ ยังไม่พบความเคลื่อนไหวใดๆ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสถานะในประเทศไทย

ก่อนหน้านี้ เมื่อปี 2564 เกาหลีเหนือก็ได้ประกาศปิดสถานทูตประจำกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย และคณะเจ้าหน้าที่ทูตเกาหลีเหนือต้องเดินทางกลับประเทศหลังเกาหลีเหนือกับมาเลเซีย ประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตต่อกันเหตุเพราะเกาหลีเหนือไม่พอใจที่รัฐบาลมาเลเซียส่งตัวชายชาวเกาหลีเหนือให้แก่สหรัฐฯ ซึ่งถูกตั้งข้อหาฟอกเงินซึ่งก็ทำให้มาเลเซีย แสดงความเสียใจอย่างยิ่งที่เกาหลีเหนือตัดสัมพันธ์ทางการทูต และสั่งปิดสถานทูตมาเลเซียในกรุงเปียงยาง เพื่อตอบโต้รัฐบาลเกาหลีเหนือ และสั่งให้เจ้าหน้าที่การทูตของเกาหลีเหนือทั้งหมดรวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลเกาหลีเหนือที่อยู่ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ให้ออกไปจากมาเลเซียภายใน 48 ชั่วโมง

หันมองไปรอบตัว เกาหลีเหนือเหลือเพียงมิตรสหายที่เป็นพี่ใหญ่ อย่างจีนและรัสเซียเท่านั้น ที่ยังเป็นหลังให้พิงและคอยสนับสนุนให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ ในยามยาก

แต่หลังจากนี้ เกาหลีเหนือจะดำเนินนโยบายทางการทูตอย่างไร ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและสถานการณ์โลกที่กำลังบีบคั้น ถือว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : จับตาขัดแย้งอิสราเอล-ฮามาส กระทบส่งออก-เศรษฐกิจไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765704

คุยกัน 7 วันหน : จับตาขัดแย้งอิสราเอล-ฮามาส  กระทบส่งออก-เศรษฐกิจไทย

คุยกัน 7 วันหน : จับตาขัดแย้งอิสราเอล-ฮามาส กระทบส่งออก-เศรษฐกิจไทย

วันอาทิตย์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 07.45 น.

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล ได้รายงานสถานการณ์อิสราเอลกับกลุ่มฮามาส จากข้อมูลจากกระทรวงการคลังอิสราเอลประมาณการว่า เศรษฐกิจอิสราเอลได้รับผลกระทบอย่างร้ายแรงมูลค่าความเสียหายหลายพันล้านเชคเกล สะท้อนว่าเศรษฐกิจอิสราเอลถดถอยอย่างแน่นอนในระยะสั้นทั้งในช่วงและหลังสู้รบ แม้ว่ารัฐบาลอิสราเอลและประชาชนเชื่อมั่นว่าจะชนะได้ให้เร็วที่สุด แต่เมื่อมีการเปิดศึกการสู้รบทางตอนเหนือด้วย คงจะยืดเยื้อออกไปหลายเดือน ยิ่งเมื่อมีการระดมกำลังทหารกองหนุน 300,000 นาย การใช้จ่ายของรัฐบาลจะสูงขึ้นและภาคส่วนต่างๆ เช่น การท่องเที่ยวได้รับผลกระทบอย่างหนัก นักเศรษฐศาสตร์มองว่าไม่สามารถหลีกเลี่ยงการชะลอตัวได้สถานการณ์ของการสู้รบยังก่อให้เกิดความไม่แน่นอนอย่างมาก ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจของอิสราเอล

สิ่งที่จะเกิดขึ้นคืออัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ส่งผลต่อนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารแห่งอิสราเอลด้วย นอกจากนี้ยังทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ซึ่งการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันสำหรับอิสราเอลหมายถึงการเพิ่มขึ้นของราคาเชื้อเพลิงโดยตรง และการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้านำเข้าทางอ้อม การเพิ่มขึ้นของราคาเชื้อเพลิงยังส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นซึ่งต้องใช้การขนส่งจำนวนมากและยังเพิ่มภาระให้กับประชาชนในช่วงนี้อีกด้วย ซึ่งคาดว่าในระยะ3- 6 เดือน นับจากนี้ “ราคาสินค้าต้องเพิ่มขึ้นแน่นอน”

ประเมินส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจโดยคาดว่า ในปี 2567 อัตราการเติบโตจีดีพี ของประเทศอิสราเอลจะต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนเกิด คือลดลงจากร้อยละ 3 เป็น 2.2”

นอกจากนี้ยังมีความน่าสนใจในเรื่องอันดับเครดิต หนี้ระยะยาวของอิสราเอลเป็นลบ หมายความว่าบริษัทจัดอันดับเครดิตพร้อมที่จะลดอันดับความน่าเชื่อถือลง ตามความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการสู้รบ ซึ่ง ฟิทช์ เป็นสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือของอเมริกาและเป็นหนึ่งในสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือรายใหญ่ของโลก กังวลว่าการต่อสู้จะใช้เวลานาน ทำให้ต้องลดอันดับเครดิตอิสราเอลลง

การประเมินตรงนี้สอดคล้องกับการประเมินจากนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของอิสราเอล ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจของอิสราเอลจะเกิดภาวะถดถอยอย่างแน่นอน CNBC รายงานว่า โจเซฟ เซรา นักเศรษฐศาสตร์ผู้มีชื่อเสียง อดีตศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยฮิบรู ให้ความเห็นว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการสู้รบจะเกิดขึ้นทันที ทำให้เศรษฐกิจหดตัวรุนแรง เนื่องจากหลายพื้นที่ของอิสราเอลกำลังเผชิญกับผลผลิตที่ลดลง การท่องเที่ยวหยุดลง ตอนนี้ผู้คนในอิสราเอลไม่ออกไปกินข้าวหรือช้อปปิ้ง ยิ่งการสู้รบยืดเยื้อต่อเนื่องนานเท่าใด ความเสียหายต่อเศรษฐกิจก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ยังไม่รู้ว่ารัฐบาลจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร

กระทรวงเศรษฐกิจของอิสราเอลไม่สามารถประเมินได้ว่าภาคเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร เพราะเมื่อคนทำงานหนุ่มสาวไปเป็นทหารกองหนุน ผู้ที่เข้าร่วมการต่อสู้ส่วนใหญ่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี ประชากรอายุน้อยเหล่านี้มีบทบาทอย่างมากในระบบเศรษฐกิจและภาคบริการเทคโนโลยีของอิสราเอล ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณหนึ่งในสามของการส่งออกของอิสราเอล และหนึ่งในห้าของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศประจำปี

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเทลอาวีฟ กระทรวงพาณิชย์ ยังวิเคราะห์ถึงผลกระทบต่อการค้าในระยะยาวหากการสู้รบยืดเยื้อนานกว่าทุกครั้ง โดยขณะนี้ยังไม่มีใครบอกได้ว่าการสู้รบจะยุติเมื่อใด เพราะหากมีปัจจัยอื่นแทรกแซง เช่น การอุดหนุนกลุ่มฮามาสจากประเทศอาหรับ ซึ่งมีการตั้งสมมุติฐานว่าการสู้รบอาจจะใช้เวลานาน 1-2 เดือนกว่าจะยุติ แบ่งช่วงระยะเวลาที่มีผลต่อเศรษฐกิจเป็นดังนี้

1. ในระยะสั้น หากการสู้รบยืดเยื้อระหว่างเดือนต.ค. 2566 ถึง พ.ย. 2566 เศรษฐกิจอิสราเอลถดถอย การค้าระหว่างประเทศรวมทั้งไทยลดลงอย่างมาก

2.ในระยะกลาง ตั้งแต่เดือนธ.ค. 2566 ถึงก.พ. 2567 ในช่วง 3 เดือนแรก หลังการสู้รบยุติ เป็นช่วงฟื้นฟูประเทศและเศรษฐกิจ การค้ากับต่างประเทศน่าจะมีสัญญาณที่ดี เริ่มปรับเข้าสู่ภาวะปกติ

3. ในระยะยาว หลังการสู้รบ 3 เดือนแล้ว อิสราเอลเข้าสู่ภาวะปกติมูลค่าการค้ากับไทยน่าจะเพิ่มมากขึ้น

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเมินว่า อิสราเอลเป็นประเทศที่เศรษฐกิจเข้มแข็งยั่งยืนด้วยเทคโนโลยีก้าวหน้าทันสมัย ดังนั้นหากการสู้รบยุติได้เร็ว ก็คาดว่าอิสราเอลจะฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็วมาก

ในส่วนของการค้าไทยกับอิสราเอล ในปี 2566 (มกราคม-สิงหาคม) การค้าระหว่างไทย-อิสราเอล มีมูลค่า 856 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปอิสราเอล 545 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจากอิสราเอล 311 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญจากไทยไปอิสราเอล 5 อันดับแรก ได้แก่ รถยนต์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ และข้าว ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญจากอิสราเอล5 อันดับแรก ได้แก่ เครื่องเพชรพลอยและอัญมณี ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า และผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้

หากการสู้รบยืดเยื้อยาวนาน คาดว่า เศรษฐกิจของประเทศอิสราเอลถดถอยย่อมส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศของอิสราเอลกับประเทศต่างๆ รวมทั้งการค้ากับไทยแม้ไทยอาจจะส่งออกสินค้าอาหารได้เพิ่มขึ้น แต่การส่งออกสินค้าที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีพ ตลาดอิสราเอลอาจชะลอลงจากกำลังซื้อของผู้บริโภคชาวอิสราเอลลดลง นอกจากนี้ นักธุรกิจอิสราเอลอาจชะลอการเดินทางเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในประเทศไทย ในปี 2567

คงต้องติดตามสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด แม้ผลกระทบต่อการส่งออกไทยอาจไม่มาก แต่มีแรงงานไทยไปทำงานที่อิสราเอลจำนวนมาก และหลายรายยังถูกจับเป็นตัวประกัน

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : นายกฯ ไทยชี้ BRF ครั้งที่ 3 เน้นย้ำปณิธานประเทศหุ้นส่วนทำงานร่วมกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/764318

คุยกัน 7 วันหน : นายกฯ ไทยชี้ BRF ครั้งที่ 3 เน้นย้ำปณิธานประเทศหุ้นส่วนทำงานร่วมกัน

คุยกัน 7 วันหน : นายกฯ ไทยชี้ BRF ครั้งที่ 3 เน้นย้ำปณิธานประเทศหุ้นส่วนทำงานร่วมกัน

วันอาทิตย์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.15 น.

เมื่อวันพฤหัสบดี (19 ต.ค.) เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีไทย ซึ่งอยู่ระหว่างเยือนกรุงปักกิ่งเพื่อเข้าร่วมการประชุมหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศ (BRF) ครั้งที่ 3 และเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัวว่า การประชุมฯ ถือเป็นโอกาสที่ผู้นำนานาประเทศได้รวมตัว เพื่อแนะนำแผนการพัฒนาของตนเอง และแสดงความตั้งใจจะทำงานร่วมกันเพื่อต่อยอดแผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) ให้เป็นปึกแผ่นและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

เศรษฐากล่าวว่า แผนริเริ่มฯ ที่นำเสนอโดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิงเชื่อมโยงนานาประเทศ สร้างประโยชน์ต่อมนุษยชาติด้วยการสนับสนุนการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การค้าและการลงทุน การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและระหว่างประชาชน พร้อมเสริมว่าการกล่าวสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในพิธีเปิดการประชุมฯ ได้สื่อสารความมุ่งมั่นของจีนในการพัฒนาอย่างสันติและขยับขยายการเปิดกว้างยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ เศรษฐายังได้เจรจาพูดคุยกับบริษัทผู้ประกอบการของจีนหลายแห่งระหว่างอยู่ปักกิ่ง เพื่อดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ไทย โดยเศรษฐาเผยว่าการเดินทางมาครั้งนี้เพื่อส่งสารถึงบรรดาบริษัทผู้ประกอบการของจีนว่าไทยพร้อมต้อนรับกลุ่มนักลงทุนจากจีน

สำหรับแผนการส่งเสริมความร่วมมือไทย-จีน เศรษฐากล่าวว่าทั้งสองประเทศยังพัฒนาความร่วมมือในหลายด้าน ในด้านการพัฒนาพลังงานใหม่นั้น ปัจจุบันมีบริษัทยานยนต์พลังงานใหม่ของจีนหลายแห่งเข้ามาลงทุนและก่อสร้างโรงงานในไทย ซึ่งมีบทบาทสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์พลังงานใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน

ในความร่วมมือการเกษตรระหว่างสองประเทศ เศรษฐายกการส่งออกทุเรียนเป็นตัวอย่าง โดยกล่าวว่าชาวจีนนิยมรับประทานทุเรียนอย่างมาก และคาดหวังว่าไทยจะสามารถส่งออกทุเรียนที่มีคุณภาพสูงสู่จีนเพิ่มขึ้นในอนาคต

เศรษฐาเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทยเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาและจีนเป็นประเทศแรกนอกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(อาเซียน) ที่เศรษฐาเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการ เขากล่าวว่าความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างไทยและจีนนั้นมีประวัติศาสตร์ยาวนาน ประชาชนของสองประเทศได้ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันฉันญาติสนิทมิตรสหายขณะเดียวกันไทยมีสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ดี จึงหวังว่าจะเกิดความร่วมมือกับกลุ่มบริษัทผู้ประกอบการของจีนภายใต้แผนริเริ่มฯ เพิ่มขึ้น ส่งเสริมการค้าระหว่างสองประเทศและเดินหน้าการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคี

ก่อนหน้านั้น ปานปรีย์ พหิทธานุกรรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าวซินหัวว่าแผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) ถือเป็นวิสัยทัศน์ระดับโลกอันชาญฉลาดที่ส่งเสริมการเชื่อมต่อและโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงนำพาความเจริญมายังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

ปานปรีย์ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศ (BRF)ครั้งที่ 3 ว่า แผนริเริ่มฯ เป็นโครงการที่มีความชาญฉลาดมาก มีการมองไปทางนอกเพื่อการพัฒนาภูมิภาค และเพื่อให้โลกมีความเจริญรุ่งเรืองทางด้านเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น พัฒนาการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งทำให้ประเทศด้อยพัฒนาและกำลังพัฒนาจะได้ประโยชน์จากโครงการนี้สูงมาก

แผนริเริ่มฯ ได้ยกระดับการเชื่อมต่อระดับภูมิภาคผ่านโครงการต่างๆ อย่างทางรถไฟ ซึ่งเชื่อมต่อเมืองสำคัญอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้เกิดการขนส่งสินค้าอย่างราบรื่นตลอดแนวเส้นทาง โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ซึ่งรัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการสร้างทางรถไฟจีน-ไทย ซึ่งจะเชื่อมต่อกับทางรถไฟจีน-ลาว และจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งจีน ลาวและไทย

สำหรับการเติบโตของเศรษฐกิจจีน ปานปรีย์กล่าวว่า ประเทศจีนมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เวลานี้เศรษฐกิจจีนจะมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจโลกฟื้นกลับมาได้ในสภาพที่ปกติเพื่อนบ้านหรือภูมิภาคที่อยู่ใกล้จีนก็สามารถค้าขายกับจีนได้อย่างเป็นปกติเช่นเดียวกัน ซึ่งจะทำให้การค้าในภูมิภาคของเอเชียมีความแข็งแรงทั้งหมด“ในมุมมองผม ก็ยังมองเศรษฐกิจของจีนในด้านดีและด้านบวก”

ทั้งนี้ ความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยและจีนนั้นหยั่งรากลึก โดยนอกจากการค้าและการลงทุนแล้ว ความร่วมมือทวิภาคียังครอบคลุมด้านอื่นๆเช่น ความมั่นคง สังคม และวัฒนธรรมขณะการทำงานร่วมกันมุ่งเน้นเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว โดยเฉพาะการเกื้อหนุนห่วงโซ่อุปทานเพื่อความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน ข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศของจีนระบุว่าการค้าทวิภาคีระหว่างจีนและไทยในปี 2022อยู่ที่ 1.35 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ(ราว 4.9 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จากปีก่อนหน้า โดยจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทย

ปานปรีย์กล่าวว่าจีนเป็นหนึ่งในตลาดเป้าหมายสำคัญของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งเมื่อไม่นานนี้ไทยได้ดำเนินนโยบายฟรีวีซ่าแก่นักท่องเที่ยวชาวจีน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเยือนไทย และกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ส่วนการพัฒนาระดับภูมิภาค ปานปรีย์กล่าวว่าความสัมพันธ์จีน-อาเซียนที่แข็งแรงจะเพิ่มพูนความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาค รวมถึงไทยในหลากหลายด้าน เช่น การค้า การลงทุน และความมั่นคงของภูมิภาค พร้อมกับย้ำว่า ความสัมพันธ์นี้เป็นประโยชน์ต่อทั้งอาเซียนและจีน

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ศึก‘อิสราเอล-ฮามาส’ส่อขยายวง?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/762834

คุยกัน 7 วันหน : ศึก‘อิสราเอล-ฮามาส’ส่อขยายวง?

คุยกัน 7 วันหน : ศึก‘อิสราเอล-ฮามาส’ส่อขยายวง?

วันอาทิตย์ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.35 น.

แม้การสู้รบรุนแรงระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มนักรบฮามาสของปาเลสไตน์ จะเกิดขึ้นบริเวณพรมแดนอิสราเอลกับฉนวนกาซา โดยเฉพาะเขตกาซาเป็นหลัก แต่ความเคลื่อนไหวในพื้นที่ทางตอนเหนือของอิสราเอลขณะนี้น่ากังวลไม่น้อย ทำให้กองทัพอิสราเอลต้องเพิ่มกำลังทหารประจำการตามแนวพรมแดนที่อยู่ติดกับเลบานอนหลังจากอิสราเอลยิงโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนเมื่อไม่กี่วันก่อนเพื่อตอบโต้การโจมตีของกลุ่มเฮซบอลลาห์ซึ่งยิงขีปนาวุธต่อต้านรถถังอย่างน้อย2 ลูก พุ่งเป้าไปยังจุดประจำการทหารในพื้นที่ทางตอนเหนือของอิสราเอล ทำให้บ้านเรือนของชาวเลบานอนอย่างน้อย 10 หลัง และฐานยิงจรวดได้รับความเสียหาย โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 คน

ขณะที่เฮซบอลลาห์ ระบุว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นการตอบโต้อิสราเอลที่สังหารสมาชิกของกลุ่มในระหว่างการปะทะกันเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

บรรยากาศตึงเครียดในจุดนี้ทวีความรุนแรงมากขึ้น นับตั้งแต่ฮามาสบุกโจมตีอิสราเอล ท่ามกลางความกังวลว่า การสู้รบรุนแรงจะปะทุขึ้นในบริเวณนี้เพิ่มอีก 1 จุด ซึ่งเฮซบอลลาห์เป็นกลุ่มที่มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับฮามาส

พันธมิตรของฮามาสไม่ได้มีแค่กลุ่มติดอาวุธที่อยู่ในเลบานอนเท่านั้น แต่ยังมีกลุ่มสนับสนุนกระจายตัวอยู่ในหลายประเทศในตะวันออกกลาง ซึ่งกลุ่มเหล่านี้มีจุดร่วมเป็นความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิหร่าน เช่น ซีเรีย มีรายงานว่า อิสราเอลต้องยิงปืนใหญ่เพื่อตอบโต้การโจมตีที่มาจากฝั่งซีเรียในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ขณะที่ผู้นำกลุ่มฮูตีในเยเมน ล่าสุดออกมาประกาศความพร้อมที่จะร่วมมือกับกลุ่มอื่นๆ รวมทั้งขู่ว่าจะยิงขีปนาวุธ ใช้โดรนโจมตีและใช้ยุทธวิธีทางทหารต่างๆ เพื่อตอบโต้ หากสหรัฐฯ เข้าไปยุ่งกับความขัดแย้งในกาซาโดยตรง

ส่วนกลุ่มติดอาวุธในอิรักจำนวนหนึ่ง ออกมาแสดงจุดยืนไม่ต่างกับฮูตี คือ หากสหรัฐฯ เข้าไปแทรกแซงทางการทหารในกาซา ทางกลุ่มจะเปิดฉากโจมตีฐานทัพและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในดินแดนอิรักและตามจุดต่างๆ ในภูมิภาค

ความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯไม่ได้เรียกเสียงวิจารณ์จากฝั่งผู้สนับสนุนฮามาสหลักเท่านั้น แต่ตุรกีเองก็ออกมาแสดงจุดยืนคัดค้านด้วยเช่นกัน โดยประธานาธิบดีเรเซป ทายยิบ เออร์โดอันออกมาโจมตีกรณีสหรัฐฯ ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินเข้าใกล้อิสราเอล ว่า อาจจะนำไปสู่การสังหารหมู่ในกาซา

ขณะที่อดีตผู้นำฮามาส ที่ขณะนี้อยู่ในกาตาร์ ออกมาเชิญชวนให้โลกมุสลิมและอาหรับออกมารวมตัวประท้วงพร้อมกัน เพื่อแสดงพลังสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลและประชาชนในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งจอร์แดน ซีเรีย เลบานอน และอียิปต์ ออกมาทำหน้าที่ที่สำคัญที่สุดในการช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์

เช่นเดียวกับประธานาธิบดีอิบราฮิม ไรซี ของอิหร่าน เผยระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด ของซีเรีย เรียกร้องประเทศอาหรับและมุสลิมทั้งปวงรวมทั้งชาวโลกผู้เป็นอิสระทั้งหมดจะต้องร่วมใจและร่วมมือกันอย่างจริงจังในการหยุดยั้งการก่ออาชญากรรมของระบอบไซออนิสต์ที่กระทำต่อชาติปาเลสไตน์ที่ถูกกดขี่ ประธานาธิบดีไรซีย้ำว่า เพื่อหยุดยั้งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ของพวกไซออนิสต์ อิหร่านจะประสานกับประเทศมุสลิมโดยเร็วที่สุด และได้ตำหนิประเทศอาหรับที่สถาปนาความสัมพันธ์ระดับปกติกับอิสราเอลเมื่อไม่นานมานี้ หรืออยู่ระหว่างเจรจาเพื่อสถาปนาความสัมพันธ์ระดับปกติกับอิสราเอล

ข้อมูลจากสำนักสถิติกลางปาเลสไตน์ ชี้ว่า ปัจจุบันมีชาวปาเลสไตน์อยู่ในกาซาและเวสต์แบงก์ รวมกันมากกว่า 5,000,000 คน และอีกหลายล้านคนกระจัดกระจายอยู่ในหลายประเทศ แต่ทั้งสามประเทศนี้ เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่รับดูแลผู้อพยพชาวปาเลสไตน์เป็นจำนวนมาก โดยอยู่ในจอร์แดนมากที่สุด ประมาณ 2,300,000 คน ขณะที่ตัวเลขในซีเรียอาจจะมีน้อยกว่านี้ เพราะพบว่าผู้ลี้ภัยที่ลงทะเบียนในซีเรียจำนวนหนึ่งอพยพไปอาศัยในประเทศอื่นๆ แทน

สิ่งหนึ่งที่ต้องแยกออกจากกันให้ชัด คือ ชาวปาเลสไตน์ทั้งหมดไม่ใช่กลุ่มฮามาส ดังนั้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา แม้จะมีภาพความโหดร้ายของเหตุโจมตีในอิสราเอล แต่ในหลายเมืองทั่วโลกก็ยังคงเห็นภาพการชุมนุมสนับสนุนและเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับชาวปาเลสไตน์อย่างต่อเนื่อง

จุดนี้กลายมาเป็นปัญหาใหญ่ของอิสราเอล เพราะจะทำอย่างไรให้การโจมตีกลุ่มติดอาวุธกระทบกับพลเรือนน้อยที่สุด เพื่อไม่ให้สร้างเงื่อนไขที่จะยิ่งทำให้กลุ่มติดอาวุธ
หัวรุนแรงได้ประโยชน์

การโจมตีทางอากาศในแต่ละวันถ้าสถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงของสงครามที่ขยายวงกว้างมากยิ่งขึ้น ยิ่งล่าสุด กองทัพอิสราเอลว่า ประชากรทั้งหมดของกาซา ซึ่งอยู่ทางเหนือของวาดิกาซา ควรจะอพยพย้ายไปอยู่ทางภาคใต้ของกาซาภายใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า ซึ่งคำสั่งนี้เกี่ยวข้องกับประชาชนประมาณ 1.1 ล้านคน ก็ยิ่งทำให้หลายฝ่ายหวั่นเกรงว่า อิสราเอลพร้อมสั่งทหารนับแสนนายที่ประชิดพรมแดนกาซา ให้เตรียมบุกเข้าไปในฉนวนกาซา เพื่อเผชิญหน้ากับกลุ่มนักรบฮามาส และเพื่อช่วยเหลือตัวประกันกว่า 150 คน ที่ถูกกลุ่มฮามาสจับไปจากอิสราเอล นั่นก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ส่อเลวร้ายลงอีกมาก

เอลอยซ์ ฟาเยต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางจากสถาบันความสัมพันธ์ต่างประเทศแห่งฝรั่งเศสวิเคราะห์ว่า การลักพาตัวทหารและพลเรือน ทำให้การตอบโต้ของกองทัพอิสราเอลซับซ้อนยุ่งยากขึ้น เพราะอิสราเอลให้ความสำคัญกับตัวประกันอย่างมาก โดยในปี 2011 อิสราเอลเคยยอมแลกเปลี่ยนตัวประกันเพียงคนเดียว เป็นทหารชาวอิสราเอล-ฝรั่งเศสที่ชื่อ จิลาด์ ชาลิด กับนักโทษปาเลสไตน์มากกว่า 1,000 คนมาแล้ว

ต้องติดตามว่า อิสราเอลจะยอมสละชีวิตตัวประกันนับร้อยที่เป็นทั้งคนอิสราเอลและพลเมืองชาติอื่น โดยเดินหน้าปราบปรามกลุ่มฮามาสผ่านการโจมตีทางอากาศอย่างหนักหน่วงพร้อมไปกับการส่งทหารบุกเข้าฉนวนกาซาหรือไม่

ซึ่งแน่นอนว่า ความขัดแย้งจะยิ่งลุกลามบานปลายมากขึ้นไปอีก

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : สเปนยังไม่ได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/761510

คุยกัน 7 วันหน : สเปนยังไม่ได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่

คุยกัน 7 วันหน : สเปนยังไม่ได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.20 น.

อัลแบร์โต นูเญซ เฟฆู ผู้นำพรรคสังคมนิยมของสเปน ยังไม่สามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎร ได้มากพอเพื่อที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้สเปนยังคงไม่ได้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลชุดใหม่ หลังผ่านพ้นการเลือกตั้งทั่วไปตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ผลการลงมติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสเปนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาปรากฏว่า อัลแบร์โต นูเญซ เฟฆู ผู้นำพรรคประชาชน หรือพีพี ที่มีแนวนโยบายสังคมนิยม ซึ่งได้ที่นั่งมากที่สุดในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่ไม่มากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก ก็ยังคงไม่ประสบความสำเร็จในการขอเสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคอื่นๆ ให้สนับสนุนตัวเขาในการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้ หลังจากได้เสียงสนับสนุน 172 เสียง ขณะที่เสียงคัดค้านและไม่ลงคะแนนอยู่ที่ 178 เสียง

ทั้งนี้ พรรคประชาชนของเฟฆูชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียง 137 ที่นั่งเมื่อรวมกับพรรควอกซ์ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายขวา ซึ่งได้ 33 ที่นั่ง รวมถึงพรรคเล็กอีก 2 พรรค ก็ไม่เพียงพอที่จะเป็นเสียงข้างมากในสภา สำหรับการจัดตั้งรัฐบาลที่ต้องการเสียงมากกว่า 176 ที่นั่งจากที่นั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 350 ที่นั่ง ขณะที่พรรคแรงงานสังคมนิยมสเปนของนายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ได้มา 121 ที่นั่ง แม้จะไม่มีสิทธิจัดตั้งรัฐบาล แต่เขาก็ยังสามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาได้จนถึงตอนนี้ และอาจนั่งยาวไปจนถึงปลายเดือนตุลาคม จนกว่าจะมีการเปลี่ยนผ่านวาระการดำรงตำแหน่งประธานสหภาพยุโรป

นั่นทำให้สถานการณ์การเมืองในสเปน ยังคงเผชิญภาวะความไม่แน่นอนต่อไป เพราะแม้ซานเชซจะดูเหมือนอยู่ในสถานะดีกว่าที่จะอยู่ในตำแหน่งต่อไป แต่ก็ไม่แน่ว่าจะได้เสียงโหวตพอหรือไม่ เพราะเมื่อรวมเอาเสียงพันธมิตรฝ่ายซ้ายของเขาทั้งหมดก็ยังมีเพียง 171 เสียง จากสภา 350 เสียง เท่ากับว่าถ้าจะตั้งรัฐบาลเขาจำเป็นต้องดึงสส. จากพรรคฆุนต์ส(Junts) พรรคแบ่งแยกดินแดนกาตาลุญญ่ามาโหวตให้ แต่พรรคฆุนต์ส ที่คาร์เลส ปุยก์เดอมงต์ อดีตประธานาธิบดีของแคว้นกาตาลัญเป็นแกนนำ และตอนนี้ลี้ภัยอยู่ในเบลเยียม ตั้งเงื่อนไขว่าจะสนับสนุนซานเชซแลกกับการนิรโทษกรรมทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการลงประชามติให้เอกราชกาตาลุญญ่า และรัฐบาลมาดริดต้องยินยอมให้มีการลงประชามติตัดสินใจกำหนดชะตาชีวิตตนเองครั้งใหม่ของชาวกาตาลัญแต่พรรคสังคมนิยมกล่าวว่า ข้อเรียกร้องทั้งสองเป็นไปไม่ได้เพราะขัดรัฐธรรมนูญ

อกุสติน รูอิส โรเบลโด อาจารย์ด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ มหาวิทยาลัยเกรนาดา กล่าวว่า สถานการณ์นี้ผลักให้สมเด็จพระราชาธิบดี ฟิลิเปที่ 6 กษัตริย์แห่งสเปน ตกที่นั่งลำบาก เพราะในท้ายที่สุด พระองค์ต้องทำหน้าที่คนกลางผู้ชี้ขาดในประเทศที่แตกแยกทุกขณะ เขามองว่า หากพระองค์เลือกเฟฆูต่อไป ฝ่ายซ้ายจะกล่าวหาว่าพระองค์เห็นใจฝ่ายอนุรักษ์ และปล่อยให้สภาเสียเวลาเสนอชื่อคนที่ไม่มีวันชนะโหวต แต่ถ้าพระองค์หันมาเสนอชื่อซานเชซบ้าง ฝ่ายขวาจะกล่าวหาว่าพระองค์ไม่มีกระดูกสันหลัง เอนเอียงเข้าหาฝ่ายซ้ายและพวกแบ่งแยกดินแดนที่ต้องการทำลายประเทศ กลายเป็นว่า ไม่ว่าทำอะไรก็โดนวิพากษ์วิจารณ์ทั้งสิ้น

ขณะเดียวกัน ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สเปนเปลี่ยนผ่านจากระบบสองพรรค มาสู่ระบบรัฐสภาที่มีวุฒิภาวะมากขึ้นและเปราะบางมากขึ้นด้วย เห็นได้ชัดคือ กษัตริย์ ฆวน คาร์ลอสที่ 1 เคยได้รับการปรึกษาหารือเพื่อตั้งรัฐบาลแค่ 10 ครั้งตลอดรัชสมัย 38 ปีแต่กษัตริย์ฟิลิเปที่ 6 ทำมาแล้ว 9 ครั้งนับตั้งแต่ปี 2014 ครั้งหลังสุดในปี 2016 หลังพระองค์ขึ้นครองราชย์ได้เพียง 1 ปีครึ่ง สเปนมีการเลือกตั้งครั้งใหญ่และพรรคประชาชนได้รับเสียงข้างมาก แต่ มารีอาโน ราฮอย หัวหน้าพรรคในขณะนั้น เล่นเกมการเมืองด้วยการปฏิเสธที่จะเป็นแกนนำในการตั้งรัฐบาลเป็นพรรคแรก ทำให้พระองค์ต้องตัดสินพระทัยเสนอชื่อของ ซานเชซเลขาธิการพรรคแรงงานสังคมนิยมที่ได้คะแนนน้อยกว่าแทน ทั้งที่พระองค์และทุกคนรู้ว่าซานเชซไม่มีทางชนะโหวตในสภา แต่ก็แสดงให้เห็นว่า พระองค์ทรงพยายามปรับบทบาทสถาบันกษัตริย์ให้กลับคืนสู่การเป็นสถาบันภายใต้รัฐธรรมนูญให้มากที่สุด การปรึกษาผู้นำพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อให้ทรงทำหน้าที่จัดตั้งรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญให้มีประสิทธิภาพที่สุด เป็นรูปธรรมหนึ่งที่สะท้อนความพยายามปรับบทบาทสถาบันกษัตริย์ของพระองค์

บทบาทของกษัตริย์สเปนในการจัดตั้งรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญ อาจดูเหมือนง่าย เสนอชื่อบุคคลที่ได้รับคะแนนเสียงในการเลือกตั้งมากที่สุดก็จบ แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่เช่นนั้นตามรัฐธรรมนูญสเปนถือว่าเป็น “หน้าที่”ของกษัตริย์ ไม่ใช่ “อำนาจ” ในการจัดตั้งรัฐบาล หน้าที่คือต้องจัดตั้งรัฐบาลให้ได้โดยอำนาจในการจัดตั้งยังเป็นของรัฐสภาที่สมาชิกมาจากการเลือกตั้งของประชาชน เพราะฉะนั้น กษัตริย์จะต้องทรงใช้วิจารณญาณในการเลือกบุคคลให้รัฐสภาลงมติให้รอบคอบที่สุด เพื่อให้ตัวเลือกของพระองค์ได้รับการยอมรับจากรัฐสภา หากตัวเลือกที่พระองค์เสนอสู่รัฐสภาไม่ได้รับโหวตจากสภาให้เป็นนายกฯ พระองค์อาจถูกมองว่าล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่

ล่าสุด มีรายงาน (จากตอนที่กำลังปั่นต้นฉบับอยู่นี้) ว่า สมเด็จพระราชาธิบดีฟิลิเปที่ 6 ทรงขอร้องให้ซานเชซจัดตั้งรัฐบาลเป็นที่เรียบร้อย แม้บรรดาคนดังฝ่ายอนุรักษ์นิยม เช่น คาร์เมน โลมา นามักเขียนคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ฝ่ายขวาเรียกร้องให้กษัตริย์ไม่เอาซานเชซ และไม่เสนอให้เขาตั้งรัฐบาลเพราะต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจากนักโทษหนีคดีอย่างปุยก์เดอมงต์ ผู้ก่อการร้าย ETA และคนอื่นๆ ที่ดำรงอยู่ด้วยเหตุผลเดียวเท่านั้น คือการทำลายล้างประเทศและรัฐธรรมนูญสเปน

หลังจากนี้ ซานเชซคงต้องเป็นฝ่ายปวดหัวบ้าง เพราะจะต้องคิดหาทางว่าจะทำอย่างไร จึงจะดึงพรรคอื่นๆมาร่วมรัฐบาลได้ โดยเฉพาะพรรคฆุนต์สที่หวังเรียกร้องให้มีการจัดทำประชามติเพื่อรับรองการแบ่งแยกดินแดนในแบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในสกอตแลนด์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชานเชซเคยบอกว่าจะไม่ทำเด็ดขาด

หากเป็นเช่นนี้ต่อไป มีแนวโน้มว่าสถานการณ์การเมืองในสเปนที่เจอทางตันกำลังนำไปสู่การเลือกตั้งอีกครั้งในอนาคต เพราะซานเชซจะมีเวลาในการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลใหม่ จนถึงวันที่ 27 พฤศจิกายนนี้เท่านั้น

ถ้าซานเชซยังไม่สามารถรวบรวมเสียงข้างมากในสภาได้เหมือนที่เฟฆูประสบมาแล้ว สเปนก็จะต้องจัดการเลือกตั้งใหม่อีกหน ในวันที่ 14 มกราคมปีหน้า

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ‘ความเชื่อมั่น-ฟรีวีซ่า’ กระตุ้นชาวจีนเที่ยวไทยเพิ่มขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/759964

คุยกัน 7 วันหน : ‘ความเชื่อมั่น-ฟรีวีซ่า’ กระตุ้นชาวจีนเที่ยวไทยเพิ่มขึ้น

คุยกัน 7 วันหน : ‘ความเชื่อมั่น-ฟรีวีซ่า’ กระตุ้นชาวจีนเที่ยวไทยเพิ่มขึ้น

วันอาทิตย์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.40 น.

ช่วงหยุดยาวเนื่องในวันชาติจีน (1 ต.ค.) ที่ผสานรวมกับวันหยุดเนื่องในเทศกาลไหว้พระจันทร์(29 ก.ย.) กลายเป็น “สัปดาห์ทอง”ระยะ 8 วัน (29 ก.ย.-6 ต.ค.)ที่ประชาชนชาวจีนจำนวนไม่น้อยพากันจับจองการเดินทางท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ซีทริป (Ctrip) บริษัทผู้ให้บริการจองบัตรโดยสารชั้นนำเปิดเผยว่า ปริมาณการจองผลิตภัณฑ์การเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศช่วงไม่นานนี้เพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่าเมื่อเทียบปีต่อปี ขณะความต้องการเดินทางช่วงหยุดยาวเนื่องในเทศกาลไหว้พระจันทร์และวันชาติจีนยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นักท่องเที่ยวชาวจีนในฐานะแหล่งนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีความสำคัญของไทย ได้ครองส่วนแบ่งขนาดใหญ่ในตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยเมื่อปี 2019 มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเยือนไทยมากกว่า 10 ล้านคน ครองส่วนแบ่งหนึ่งในสี่ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดในไทย

ไทยกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวจีน หลังจากทางการจีนกลับมาอนุญาตการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ เนื่องจากใช้เวลาเดินทางไม่นาน ขอวีซ่าได้สะดวกรวดเร็ว และมีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย

จำนวนชาวจีนที่ยื่นขอวีซ่าเข้าไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีนี้ โดยเจ้าหน้าที่สถานกงสุลใหญ่ของไทย ณ นครหนานหนิง เผยว่าปริมาณการพิจารณาวีซ่าในเดือนมกราคมปีนี้เพิ่มขึ้น 10 เท่า เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน

ความนิยมท่องเที่ยวไทยยังคงต่อเนื่องจนถึงฤดูร้อนของจีน โดยข้อมูลจากยูมีทริป (Umetrip) ระบุว่ากรุงเทพฯ ครองอันดับ 3 ของจุดหมายท่องเที่ยวต่างประเทศยอดนิยม 10 อันดับแรกในฤดูร้อน (1 ก.ค.-22 ส.ค.)

ขณะที่เมื่อวันจันทร์ที่ 25 ก.ย.ที่ผ่านมา ทางการไทยเริ่มต้นนโยบายฟรีวีซ่า ระยะ 5 เดือน แก่นักท่องเที่ยวจากบางประเทศ รวมถึงจีน โดยนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสินของไทย ได้ร่วมต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิด้วย

กัวตง ชาวเมืองเป่ยไห่ เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน ผู้วางแผนท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตในช่วงหยุดยาวเนื่องในวันชาติจีนปีนี้ มองว่านโยบายวีซ่าเป็นเหมือน “บังเหียน” ควบคุมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวขาเข้าและขาออก เขายังกล่าวเสริมว่า นโยบายฟรีวีซ่าแก่นักท่องเที่ยวชาวจีนไม่เพียงเกื้อหนุนการเข้าประเทศของนักท่องเที่ยว แต่ยังประหยัดค่าใช้จ่ายบางส่วน ช่วยให้ชาวจีนอยากเดินทางไปเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นในช่วงหยุดยาวที่จะถึงนี้

ด้าน หวังเซิน ผู้ดูแลเที่ยวบินเช่าเหมาลำประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของบริษัทการท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง ตื่นเต้นกับนโยบายฟรีวีซ่านี้ และคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนเยือนไทยจะเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 30

ข้อมูลการจองแพ็กเกจการท่องเที่ยวในปัจจุบันบ่งชี้ว่าช่วงหยุดยาวเนื่องในเทศกาลไหว้พระจันทร์และวันชาติจีนปีนี้ นักท่องเที่ยวชาวจีนชื่นชอบแพ็กเกจเส้นทาง “กรุงเทพฯ+พัทยา+เกาะเสม็ด” เป็นจำนวนไม่น้อย

ไล่ จิ้นเผิง ผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวต่างประเทศในจีนและธุรกิจเอเจนซี่ท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ มาหลายปี เล่าย้อนว่า ยุคก่อนเกิดโรคระบาดใหญ่ บริษัทของเขารับรองนักท่องเที่ยวเกือบ 15,000คนต่อเดือน ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน ช่วงก่อนมีเที่ยวบินน้อยมาก ทำให้คนไม่ค่อยอยากมาเที่ยวไทย แต่นโยบายฟรีวีซ่าของรัฐบาลไทยจะช่วยขับเคลื่อนการฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะช่วงหยุดยาวที่ใกล้มาถึงนี้

ไล่เสริมว่า ผู้คนแวดวงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวต่างตื่นตัวหลังจากมีนโยบายฟรีวีซ่าเอเจนซี่ท่องเที่ยวและธุรกิจบริการเที่ยวบินเช่าเหมาลำในจีนบางส่วนเตรียมพร้อมสำหรับการกลับมาให้บริการเที่ยวบินเช่าเหมาลำอีกครั้ง

ข้อมูลจากยูมีทริประบุว่าสายการบินในจีนให้บริการเที่ยวบินระหว่างจีน-ไทยมากกว่า 6,400 เที่ยวในฤดูร้อน (1 ก.ค.-22 ส.ค.) ซึ่งฟื้นตัวอยู่ที่ราวร้อยละ 54 ของช่วงเดียวกันในปี 2019 โดยค่าบัตรโดยสารเที่ยวบินไป-กลับ เฉลี่ยอยู่ที่ราว 1,800 หยวน (ราว 8,963 บาท)

เหลี่ยว เย่จิ่ง ผู้จัดการฝ่ายการตลาดของสายการบินไชน่า เซาเทิร์น แอร์ไลน์ส สาขากว่างซีกล่าวว่า ช่วงนี้ความต้องการเที่ยวบินจากหนานหนิงไปยังกรุงเทพฯเพิ่มขึ้น ขณะปัจจุบันความจุของเที่ยวบินจากหนานหนิงสู่กรุงเทพฯ อยู่ที่ร้อยละ 80

ขณะที่ เหลย เสี่ยวหัว นักวิจัยประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา สังกัดสถาบันสังคมศาสตร์กว่างซี เชื่อว่า ความกระตือรือร้นและจำนวนชาวจีนเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นมากในช่วงหยุดยาวนี้

ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยชุดใหม่เร่งดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจหลากหลายรายการ ซึ่งรวมถึงนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวที่ดึงดูดความสนใจจากชาวจีน โดยไทยยังคงเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวชาวจีน ซึ่งมีนัยสำคัญต่อการเสริมสร้างความเข้าใจระหว่างสองประเทศและมิตรภาพ

หรือ “จีนไทยพี่น้องกัน” นั่นเอง

เรียบเรียงจากข้อมูล สำนักข่าวซินหัวไทย

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ‘ผลิตภัณฑ์ไทย’ เฉิดฉายใน ‘มหกรรมสินค้าจีน-อาเซียน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/758566

คุยกัน 7 วันหน : ‘ผลิตภัณฑ์ไทย’ เฉิดฉายใน ‘มหกรรมสินค้าจีน-อาเซียน’

คุยกัน 7 วันหน : ‘ผลิตภัณฑ์ไทย’ เฉิดฉายใน ‘มหกรรมสินค้าจีน-อาเซียน’

วันอาทิตย์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.40 น.

ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทย กล่าวในพิธีเปิดงานมหกรรมแสดงสินค้าจีน-อาเซียน (China-ASEAN Expo หรือ CAEXPO) ครั้งที่ 20 และการประชุมสุดยอดธุรกิจและการลงทุนจีน-อาเซียน ที่จัดขึ้นในนครหนานหนิง เมืองเอกของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน โดยระบุว่างานมหกรรมนี้ หรือ “ช่องทางหนานหนิง” (Nanning Channel) ได้กลายเป็นเวทีสำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนระดับภูมิภาค สร้างโอกาสใหม่ๆ แก่บริษัทส่งออกของไทย ทำให้ความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนระหว่างไทยกับจีนในด้านต่างๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

มหกรรมแสดงสินค้าจีน-อาเซียนปีนี้ มีบริษัทส่งออกจากไทยเข้าร่วม 76 แห่ง โดยพาวิลเลียนของไทยมุ่งจัดแสดงผลิตภัณฑ์พิเศษ 4 ประเภทได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม เสื้อผ้าและเครื่องประดับ สุขภาพและความงาม และเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน ทั้งนี้ ยังมีการนำเสนอจังหวัดจันทบุรี ในฐานะจังหวัดแห่งมนต์เสน่ห์ของไทย เพื่อแสดงภาพลักษณ์ของไทยให้โลกได้รับรู้ ณ งานมหกรรมนี้เป็นครั้งแรก

เมื่อเข้าชมพาวิลเลียนไทยจะพบพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการข้าวหอมมะลิของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ สังกัดกระทรวงพาณิชย์ของไทย ในกลางวันกลิ่นหอมของอาหารไทยเชื้อเชิญผู้เข้าชมงานให้มาลิ้มลอง หลังโซนจัดแสดงของพาวิลเลียนไทยได้แนะนำข้าวหอมมะลิคู่กับแกงสูตรพิเศษของไทย ด้านขวัญนภา ผิวนิล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ระบุว่าปีนี้เป็นครั้งแรกที่ตนได้มาร่วมงาน และได้สัมผัสถึงความนิยมชมชอบข้าวหอมมะลิไทยที่เพิ่มขึ้นในหมู่ชาวจีน

ขวัญนภาระบุว่า การค้าข้าวระหว่างจีน-ไทยมีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายปีที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ข้าวหอมมะลิไทย และส่งเสริมความนิยมของข้าวหอมมะลิไทยผ่านงานมหกรรมนี้ โดยระหว่างออกงาน มีบริษัทนำเข้าจากจีนจำนวนมากที่เข้ามาพูดคุยและหวังว่าจะได้ร่วมมือกัน ซึ่งการบริโภคของชาวจีนที่ยกระดับขึ้นนั้น จะทำให้สินค้าคุณภาพสูงของไทยมีตลาดกว้างขึ้นกว่าเดิม

การจัดมหกรรมแสดงสินค้าจีน-อาเซียนต่อเนื่องยาวนาน 20 ปีความร่วมมือในแผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) ที่พัฒนาต่อเนื่องและการบังคับใช้ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ทำให้หลายปีมานี้ การแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ การค้า และวัฒนธรรมระหว่างจีน-ไทย เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ คนจีนเริ่มสนใจอาหารไทยมากขึ้น ตั้งแต่เข้าร้านอาหารไทย ไปจนถึงซื้อวัตถุดิบและเครื่องปรุงมาทำเองที่บ้าน อาหารไทยเริ่มกลายเป็นเมนูประจำที่พบได้บ่อยครั้งบนโต๊ะอาหารชาวจีน

บูธขายเครื่องปรุงรสไทยในงานนี้ ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามเช่นกัน นันทวัฒน์ สมคม ผู้จำหน่ายเครื่องปรุงไทยระบุว่า เมื่อปี 2006 เขาได้เข้าร่วมงานมหกรรมฯ และนำเครื่องปรุงรสจากไทยมาจัดแสดงเพื่อหาโอกาสทางธุรกิจและได้คู่ค้าชาวจีนจากมณฑลจี๋หลินที่ต้องการสินค้าไปเพิ่มรสชาติความเป็นไทยให้กับร้านอาหารทะเลของตน ในงานปีนี้นันทวัฒน์ได้เพิ่มความหลากหลายของเครื่องปรุงอาหารไทย และหวังว่าสินค้าของเขาจะมอบรสชาติใหม่ๆ ให้กับเมนูอาหารของชาวจีนจำนวนมากขึ้น

ด้าน จาง หย่งเทา ตัวแทนจำหน่ายเครื่องปรุงรสโลโบของไทยในจีน ซึ่งมาร่วมงานนี้เกือบทุกปี กล่าวว่า เครื่องปรุงรสของไทยมีกระแสตอบรับดีมากโดยเครื่องปรุงรสต้มยำกุ้งจำหน่ายหมดตั้งแต่วันแรกที่จัดงาน และในเวลา 1 ปีเครื่องปรุงรสต้มยำกุ้งของโลโบผลิตขายในจีนไปแล้วกว่า 1,000 ตัน ซึ่งโอกาสเช่นนี้เกิดขึ้นได้เพราะความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างจีนกับไทย

ปิ่นนภา ช่อเขียว หนึ่งผู้จัดแสดงสินค้าซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายข้าวตังของไทย ระบุว่า จีนเปิดกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านการจัดงานมหกรรมแสดงสินค้านำเข้านานาชาติจีน งานแสดงสินค้าจีน-เอเชียใต้ และงานมหกรรมแสดงสินค้าจีน-อาเซียน สร้างโอกาสทางธุรกิจแก่ทั้งผู้แสดงสินค้า ผู้ซื้อ ตัวแทน หน่วยงานภาครัฐ และอื่นๆ

เธอกล่าวว่าข้าวตังของไทยมีความกรอบ แต่ไม่แข็ง มีกลิ่นหอมของข้าว อีกทั้งยังมีหลายรสชาติ อาทิ ต้มยำกุ้ง และบาร์บีคิว ทำให้หลายคนที่ได้ลิ้มลองก็ต่างติดใจและซื้อกลับไป ตัวแทนจำหน่ายรายอื่นๆ ก็มาติดต่ออยากร่วมมือด้วย ปิ่นนภาระบุว่าตลาดขนาดใหญ่ของขนมกรุบกรอบนั้นแข่งขันดุเดือด ผลิตภัณฑ์ที่ขายจึงต้องมีคุณภาพสูง และต้องมีวิธีส่งเสริมการขายที่ชาญฉลาด นอกจากขายตามหน้าร้านแล้ว ต้องมีการไลฟ์สดขายผ่านออนไลน์ ส่งให้คนดังในอินเตอร์เนตชิม และรวมถึงทำวีดีโอสั้นเพื่อโปรโมทด้วย

หวงอิง หนึ่งในผู้แสดงสินค้ากล่าวว่าผลไม้ เครื่องสำอาง อาหาร ยาและสินค้าอื่นๆ ของไทยมีคุณภาพดีและกลายเป็นของใช้ติดบ้านของชาวจีนมากขึ้นเรื่อยๆ อาทิ ในห้องครัวมีข้าวหอมมะลิและเครื่องแกงต้มยำกุ้ง ในห้องนอนมีหมอนยางพารา และผลิตภัณฑ์เสริมความงามและครีมกันแดดจากไทย ซึ่งสินค้าเหล่านี้เข้าสู่ตลาดจีนผ่านงานมหกรรมฯ ห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วจีน

ภรภัทร พันธุ์งอก ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการจีน สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สังกัดกระทรวงพาณิชย์ของไทยกล่าวว่างานมหกรรมนี้ทำให้ไทยมีโอกาสเข้าสู่ตลาดจีนมากขึ้นทำให้ผู้ส่งออกไทยเข้าใจอุปสงค์ของตลาดจีนมากขึ้น โดยหากนับตั้งแต่เริ่มจัดครั้งแรก มีบูธจัดแสดงสินค้าไทยเข้าร่วมงานมหกรรมนี้แล้ว 3,072 บูธ มีบริษัทเข้าร่วมงานทั้งสิ้น 2,121 ราย และมีปริมาณธุรกรรมรวม 2.5 พันล้านบาท

ขณะที่ เหลย เสี่ยวหัว นักวิจัยจากสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา สังกัดสถาบันสังคมศาสตร์กว่างสี เชื่อว่างานมหกรรมครั้งนี้ จะเป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมการค้า การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนจีนและอาเซียน และมีบทบาทสำคัญยิ่งยวดในความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างจีนและไทยในสาขาต่างๆ

ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักข่าวซินหัวไทย

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ไทยหวังรับ ‘นักท่องเที่ยวจีน’ เพิ่มขึ้นหลังไฟเขียวฟรีวีซ่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757023

คุยกัน 7 วันหน : ไทยหวังรับ ‘นักท่องเที่ยวจีน’ เพิ่มขึ้นหลังไฟเขียวฟรีวีซ่า

คุยกัน 7 วันหน : ไทยหวังรับ ‘นักท่องเที่ยวจีน’ เพิ่มขึ้นหลังไฟเขียวฟรีวีซ่า

วันอาทิตย์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.20 น.

สำนักข่าวซินหัว – นักท่องเที่ยวชาวจีนอย่าง “เฉาลี่” รีบกดจองเที่ยวบินและห้องพักโรงแรมในจังหวัดเชียงใหม่อย่างรวดเร็ว หลังจากเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีไทย ประกาศการดำเนินมาตรการฟรีวีซ่าแก่นักท่องเที่ยวชาวจีน ระยะ 5 เดือน (25 ก.ย. 2023-29 ก.พ. 2024) เมื่อวันพุธ (13 ก.ย.) ที่ผ่านมา

บรรดาคนแวดวงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวต่างประเทศของจีน คาดการณ์ว่าการดำเนินมาตรการฟรีวีซ่านี้มีเป้าหมายกระตุ้นการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเยือนไทยระหว่างช่วงหยุดยาววันชาติจีนในเดือนตุลาคมปีนี้ และช่วงหยุดยาวเทศกาลตรุษจีนในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า

เฉาลี่และสามีจากกรุงปักกิ่ง ซึ่งเพิ่งเดินทางมาเที่ยวกรุงเทพฯ นานสิบวัน จึงตั้งตารอการเดินทางท่องเที่ยวไทยครั้งใหม่ในช่วงปลายปีนี้โดยนอกจากจุดหมายชื่อดังอย่างกรุงเทพฯ และเชียงใหม่แล้ว เธอยังวางแผนจะใช้โอกาสจากมาตรการฟรีวีซ่าเดินทางไปท่องเที่ยวเมืองเล็กๆ ของไทยในอนาคตอีกด้วย

“ไทย” ครองแชมป์ตลาดการท่องเที่ยวต่างประเทศของจีน

ตลาดการท่องเที่ยวต่างประเทศของจีนนั้นฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องและคึกคักยิ่งขึ้นในช่วงฤดูร้อน หลังจากจีนกลับมาเปิดการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศเมื่อต้นปีนี้ โดยข้อมูลจากฟลิกกี (Fliggy) แพลตฟอร์มบริการการท่องเที่ยวของอาลีบาบา ระบุว่าปริมาณการใช้บริการด้านวีซ่าช่วงฤดูร้อนสูงเกินช่วงเดียวกันของปี 2019 แล้ว

ขณะ “ไทย” เป็นหนึ่งในประเทศและภูมิภาค ชุดที่ 1 ที่กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของจีนประกาศอนุญาตบริษัทนำเที่ยวภายในประเทศให้บริการการเดินทางท่องเที่ยวแบบหมู่คณะหรือกรุ๊ปทัวร์ รวมถึงบริการแพ็กเกจ “บัตรโดยสารเที่ยวบิน+ห้องพักโรงแรม”

ฟลิกกีเผยว่า กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ เป็นหนึ่งในสิบเมืองต่างแดนยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวชาวจีนจองห้องพัก โดยกรุงเทพฯ เป็นเมืองต่างแดนที่มีการจองห้องพักผ่านฟลิกกีสูงสุดในช่วงฤดูร้อนนี้ของจีน ด้านทางการไทยเผยว่าจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เยือนไทยในเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายนเกือบ1 แสนคน หรือร้อยละ 30

รายงานสถิติการท่องเที่ยวต่างประเทศ ระยะครึ่งแรกของปี 2023 จากสถาบันการท่องเที่ยวแห่งประเทศจีน ระบุว่านอกจากเขตบริการพิเศษฮ่องกง เขตบริหารพิเศษมาเก๊า และเกาะไต้หวันของจีนแล้ว ไทยเป็นตัวเลือกแรกของนักท่องเที่ยวชาวจีนในการท่องเที่ยวต่างประเทศช่วงครึ่งปีแรก รายงานข้างต้นระบุว่าฮ่องกง มาเก๊า และไต้หวัน รับรองนักท่องเที่ยวจากแผ่นดินใหญ่ในช่วงครึ่งปีแรกเกือบร้อยละ 80 เนื่องด้วยมีที่ตั้งใกล้เคียง เดินทางเข้าถึงง่าย และความสะดวกด้านวีซ่า ขณะส่วนที่เหลืออื่นๆ เดินทางไปยังไทย (ร้อยละ3.27) ญี่ปุ่น (ร้อยละ 2.42) และสิงคโปร์ (ร้อยละ 1.75)

ความต้องการท่องเที่ยวต่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป

ตลาดการท่องเที่ยวต่างประเทศของจีนในยุคหลังโรคระบาดใหญ่เกิดกระแสนักท่องเที่ยววัยรุ่น การท่องเที่ยวแบบจัดการเอง และกรุ๊ปทัวร์คุณภาพสูงโดยฟลิกกีเผยว่าหลังจากจองบัตรโดยสารเที่ยวบินและห้องพักโรงแรม นักท่องเที่ยววัยรุ่นมักเลือกสถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมวันเดย์ทริปตามเวลาและความสนใจของตัวเอง

ด้านการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดกิจกรรมส่งเสริม “ปีท่องเที่ยวไทย 2023” ซึ่งมุ่งเจาะตลาดจีนด้วยการมอบประสบการณ์การเดินทางท่องเที่ยวที่สร้างความสุข เติมเต็มชีวิตจิตใจ และใกล้ชิดธรรมชาติยิ่งขึ้นแก่เหล่านักท่องเที่ยวชาวจีน ผ่านการยกระดับทรัพยากร การบริการ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางท่องเที่ยว

ขณะเดียวกัน การเปิดบริการขนส่งผู้โดยสารข้ามพรมแดนของทางรถไฟจีน-ลาว เมื่อเดือนเมษายนปีนี้ช่วยเพิ่มตัวเลือกแก่นักท่องเที่ยวชาวจีน โดยซู่หง ผู้อำนวยการสำนักงานททท. ประจำนครคุนหมิง มณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ให้สัมภาษณ์ว่านักท่องเที่ยวจำนวนมากสนใจเดินทางเข้าไทยผ่านด่านบกและเดินทางต่อไปท่องเที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

ทั้งนี้ สำนักงานททท. ประจำนครคุนหมิง วางแผนจัดกิจกรรมครั้งยิ่งใหญ่ช่วงเทศกาลลอยกระทงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย เพื่อดึงดูดบรรดานักท่องเที่ยวตลอดแนวเส้นทางทางรถไฟจีน-ลาว เดินทางเยือนไทย

การท่องเที่ยวจีน-ไทย ฟื้นตัวมั่นคงต่อเนื่อง

ตลาดการท่องเที่ยวจีน-ไทย ได้ฟื้นตัวอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง ขณะจำนวนเที่ยวบินระหว่างประเทศ การเข้าพักโรงแรม และบุคลากรด้านการท่องเที่ยวทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยสำนักบริหารการบินพลเรือนแห่งประเทศจีน ระบุว่าจำนวนผู้โดยสารเที่ยวบินระหว่างประเทศของจีนในเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน8.24 แสนคน หรือร้อยละ 32.5

อย่างไรก็ดี จำนวนเที่ยวบินโดยสารระหว่างจีนและไทยในปัจจุบันยังคงน้อยอยู่อย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงมีความไม่แน่นอนและอาจถูกยกเลิกการเดินทางโดยง่าย ดังเช่นหญิงแซ่จูจากเมืองไท่หยวนของมณฑลซานซีที่เดินทางมาเที่ยวไทยถูกยกเลิกเที่ยวบินตรงกลับจีนสองครั้งและถูกเปลี่ยนเป็นเที่ยวบินแบบแวะเปลี่ยนเครื่อง

นอกจากปัญหาความไม่ราบรื่นของเที่ยวบินระหว่างประเทศแล้ว เรื่องค่าใช้จ่ายและความปลอดภัยถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งอิทธิพลต่อการเดินทางมาท่องเที่ยวไทยด้วย โดยจูหงอิง ประธานบริษัทนำเที่ยวอวิ๋นหนาน จิ่นอ้าย กรุ๊ป เผยว่าผู้คนลดการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวลงตามสภาพเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันค่าห้องพักโรงแรมและบัตรโดยสารเที่ยวบินสู่ไทยนั้นปรับขึ้น ส่วนรายงานข่าวที่เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยในไทยมีผลกระทบต่อความสนใจของนักท่องเที่ยววัยกลางและอายุสูง ซึ่งคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เลือกเดินทางแบบกรุ๊ปทัวร์

ด้านรัฐบาลไทยกำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับประกันความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวชาวจีน โดยมีการบูรณาการมาตรฐานการบริการ มาตรการความปลอดภัย และมาตรการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพรวมถึงพัฒนาแนวปฏิบัติและนโยบายการรับรองผู้มาเยือน เพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยวในการเดินทางมาท่องเที่ยวไทย

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : เตือนวิกฤตสุขภาพจิตครูเกาหลีใต้เสี่ยงทำระบบศึกษาล่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/755574

คุยกัน 7 วันหน : เตือนวิกฤตสุขภาพจิตครูเกาหลีใต้เสี่ยงทำระบบศึกษาล่ม

คุยกัน 7 วันหน : เตือนวิกฤตสุขภาพจิตครูเกาหลีใต้เสี่ยงทำระบบศึกษาล่ม

วันอาทิตย์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.20 น.

เช้าวันหนึ่งต้นปี 2023 คัง ฮยุน จู ครูโรงเรียนประถมในเกาหลีใต้ วัย 29 ปี ตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการอัมพาตไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้อีกเลย แพทย์สั่งให้เธอต้องลางานอย่างน้อย 6 เดือน โดยชี้ว่า เธอมีความเสี่ยงที่จะอาการทรุดหนัก หากไม่พักผ่อน

และนั่นก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “อาการทางจิต” ของครูคัง

ย้อนกลับไปในปี 2019 สองปีหลังจากที่เธอเริ่มอาชีพครู มีการสู้กันครั้งใหญ่ของเด็กๆในห้องที่เธอสอน และเหตุการณ์นั้นให้เธอเริ่มฝันร้าย ฝันว่าเธอออกมายืนที่สี่แยก และมีคนมาฟันแขนของเธอ

ครูคัง เป็นหนึ่งในครูชาวเกาหลีใต้ในจำนวนร้อยละ 26.6 จากกว่า 11,000 คน ที่ทำการสำรวจจากสหภาพครู เมื่อเดือนเมษายน ที่พบว่า ต้องเข้ารับการรักษาด้านสุขภาพจิต หรือเข้ารับคำปรึกษาทางจิต ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ตัวจุดชนวนให้ผู้คนหันมาสนใจเรื่องสุขภาพจิตของครูประถมชาวเกาหลีใต้ มีขึ้น หลังจากที่มีข่าวการฆ่าตัวตาย ของครูสาววัย 23 ปี จากโรงเรียนประถมศึกษา Seoi ในกังนัม เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมาหลังจากที่เธอต้องเผชิญกับความทุกข์และทรมาน จากการถูกกลั่นแกล้ง และถูกกดดันมานานหลายเดือน จากผู้ปกครองของเด็กนักเรียน

จากนั้นเพียงไม่กี่วัน มีเหตุการณ์ครูประถมฆ่าตัวตายอีก 2 เหตุการณ์ ซึ่งทั้งสองได้เขียนจดหมายเอาไว้ว่า พวกเขาไม่สามารถรับมือกับแรงกดดันจากเสียงบ่นของผู้ปกครองได้อีกต่อไป

ข้อมูลจากรัฐบาลเกาหลีใต้พบว่า ครูในโรงเรียนรัฐราว 100 คน ได้คร่าชีวิตตัวเองในระหว่างปี 2018-เดือนมิถุนายน2023 โดยมีมากถึง 11 คน ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้

จิตแพทย์คิม ฮยุน-ซู จากสมาคมจิตเวชแห่งเกาหลีใต้ กล่าวในระหว่างการประท้วงของครูชาวเกาหลีใต้เมื่อวันจันทร์ (4 กันยายน) ว่า “นี่เป็นสถานการณ์ที่วิกฤตอย่างมาก ที่โรงเรียนในเกาหลีใต้กำลังเผชิญ” และเขาเคยบอกเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า “มันเป็นเรื่องเร่งด่วน ที่จะต้องจัดตั้งกลไกในการสนับสนุนครู และปกป้องพวกเขาจากการถูกล่วงละเมิดและทารุณ” สมาคมจิตเวชเกาหลีใต้ เตือนว่าการเพิ่มขึ้นของความรุนแรงต่อทั้งร่างกายและจิตใจต่อครู จากบรรดาผู้ปกครองและเด็กนักเรียนในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้น “อาจทำให้ระบบการศึกษาของประเทศเสี่ยงที่จะล่มสลายลงหากเรายังคงตระหนักถึงเพียงแค่สิทธิของเด็ก โดยเพิกเฉยต่อสิทธิและภาระผูกพันของผู้เป็นครู”

ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของปัญหานี้คือ “กฎหมายว่าด้วยสวัสดิภาพเด็ก” ที่ประกาศใช้เมื่อปี 2014 ที่ระบุกว้างๆ ว่า “การทำร้ายสุขภาพ หรือสวัสดิภาพเด็ก หรือการกระทำความรุนแรงต่อร่างกาย จิตใจ หรือทางเพศ หรือการกระทำโดยโหดร้าย”ถือเป็นการล่วงละเมิดเด็ก ซึ่งครูที่ถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิดต่อเด็ก ไม่ว่าจะทางใด จะถูกพักการสอนในทันที และความผิดนั้นมีโทษตามกฎหมาย

จากกฎหมายนี้เอง ทำให้ครูไม่สามารถควบคุมเด็กนักเรียนได้เนื่องจากการลงโทษเข้าข่ายการทำร้ายร่างกายตามกฎหมายสวัสดิภาพเด็ก โดยกรณีร้ายแรงที่สุด คือ ครูถูกเด็กๆ ทำร้ายในห้องเรียนของพวกเขาเอง เพราะพวกครูไม่สามารถที่จะตอบโต้ หรือปกป้องตัวเองได้เลยและเมื่อครูแจ้งผู้ปกครอง ผู้ปกครองบางคนบอกว่า “ในเมื่อพวกคุณได้รับเงินจากการสอนเด็กๆ ก็จงสอนไป”

หนึ่งในเรื่องราวที่เลวร้าย ที่กลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ คือ มีผู้ปกครองรายหนึ่งที่เคยรับใช้ในกองทัพ ได้ปรากฏตัวในโรงเรียนพร้อมกับขวานในมือ พร้อมขู่ว่า “จะทำให้เลือดโชก” หลังจากที่ลูกชายชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถูกลงโทษ กรณีการข่มขู่เพื่อนร่วมชั้นด้วยมีดคัตเตอร์ ทำให้นักเรียนทั้งชั้นวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงด้วยความหวาดกลัว

ครูวอน จียัง ซึ่งมีประสบการณ์สอนหนังสือมา 26 ปี บอกว่า ผู้ปกครองที่ข่มเหงครู เป็นเรื่องเลวร้ายอย่างยิ่ง เพื่อนร่วมงานของเธอ ถูกผู้ปกครองกล่าวหาว่าล่วงละเมิดเด็ก ซึ่งผู้ปกครองเอาผิดครูด้วยการแอบอัดคลิป และตัดต่อคลิปเสียงเพื่อให้ครูเป็นฝ่ายผิด ซึ่งกว่าจะพ้นผิดต้องกินเวลานานกว่า 2 ปีครึ่ง ใช้เงินไปไม่น้อยกับการสู้ในชั้นศาล และนั่นส่งผลอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพจิตของคนที่เป็นครู

สัปดาห์ที่ผ่านมา จึงมีการประท้วงครั้งใหญ่ของบุคลากรครูทั่วเกาหลีใต้ เพื่อเรียกร้องสวัสดิภาพในการทำงานที่ดีขึ้น เพื่อให้ปลอดภัยกับทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต แต่ ลี จูโฮ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีศึกษาธิการเกาหลีใต้ กลับยิ่งกระพือความไม่พอใจของครูมากขึ้นไปอีก เมื่อเขากล่าวขู่ไว้ก่อนหน้านี้ว่า การนัดหยุดงานเพื่อประท้วง “ไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ”

อย่างไรก็ดี เสียงของครูหลายหมื่นคนที่ออกมาเมื่อวันจันทร์ที่แล้ว ทำให้รัฐมนตรีศึกษาธิการ ต้องยอมรับในเสียงเรียกร้องของครู และให้คำมั่นว่าจะฟื้นฟูอำนาจที่เสียไปของครู เพราะได้เรียนรู้แล้ว ว่าบาดแผลที่ใหญ่และลึกของครูที่ต้องทนทุกข์ทรมานนั้นรุนแรงเพียงใดและจะพิจารณาการปฏิรูประบบการศึกษาอย่างจริงจัง รวมถึงการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยสวัสดิภาพเด็กที่เป็นปัญหา ตลอดจนการจะพิจารณาเรื่องสิทธิของครูทุกๆ 5 ปีด้วย

เพราะเรื่องราวที่ครูชาวเกาหลีใต้ต้องเผชิญ อาจนำมาซึ่งการลาออกของครูที่มากขึ้น ที่จะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อวงการการศึกษาในประเทศที่มีการแข่งขันสูง และการบูลลี่สูงแห่งนี้

โดย ดาโน โทนาลี