คุยกัน 7 วันหน : เอไอทำแรงงานเก้าอี้สั่น แถมนักศึกษาไอทีตกงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774224

คุยกัน 7 วันหน : เอไอทำแรงงานเก้าอี้สั่น  แถมนักศึกษาไอทีตกงาน

คุยกัน 7 วันหน : เอไอทำแรงงานเก้าอี้สั่น แถมนักศึกษาไอทีตกงาน

วันอาทิตย์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.30 น.

การมาของเอไอหรือปัญญาประดิษฐ์ ทำให้พนักงานในหลายประเทศหวั่นวิตกการเข้ามาแทนที่ตำแหน่งงานของตัวเอง หนึ่งในนั้นคือสหรัฐฯ เพราะผลสำรวจพนักงานชาวอเมริกันจาก Gallup ซึ่งทำการสำรวจแรงงานในสหรัฐฯ มาตั้งแต่ปี 2017 จนถึงปัจจุบัน พบมี 22% ของคนอเมริกันกลัวว่า “เทคโนโลยี” จะมาทำให้ตำแหน่งงานของตัวเองล้าสมัยและไม่จำเป็นต้องมีอีกต่อไป ตัวเลขนี้พุ่งขึ้นจากสัดส่วนเพียง 15% เมื่อปี 2021 และเป็นครั้งแรกที่เห็นการพุ่งขึ้นอย่างชัดเจนของความกังวลนี้

ความกังวลที่สูงขึ้นชัดเจนนี้เป็นผลมาจากกลุ่มพนักงานที่จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยขึ้นไป ซึ่งส่วนใหญ่จะทำงานนั่งโต๊ะเป็นมนุษย์ออฟฟิศ จากเดิมพนักงานกลุ่มนี้เคยกังวลเรื่องเทคโนโลยีเพียง 8% แต่ล่าสุดมีคนที่กังวลเพิ่มเป็น 20% แล้ว เทียบกับกลุ่มพนักงานที่จบต่ำกว่าระดับมหาวิทยาลัย มีกลุ่มที่กังวลเรื่อง “FOBO” (Fear of Better Option) หรือ “ความกลัวที่จะพลาดทางเลือกที่ดีกว่า” เป็นสัดส่วน24% เท่าเดิม สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มมนุษย์ออฟฟิศก็กังวลเรื่อง “การทดแทนตำแหน่งงานด้วยเทคโนโลยี” ไม่ต่างจากกลุ่มพนักงานโรงงานเท่าใดนัก

หากเปรียบเทียบในเชิงเจเนอเรชั่นจะเห็นว่ากลุ่มพนักงานยิ่งอายุน้อยก็จะยิ่งกังวลว่าตนอาจถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีมากขึ้น โดยพบว่าในกลุ่มพนักงานวัย 18-34 ปี มีถึง 28% ที่กังวล รองลงมาในกลุ่ม 35-54 ปีมีความกังวล 23% ปิดท้ายที่วัย 55 ปีขึ้นไปมีคนที่กังวลแค่ 13% เท่านั้น ส่วนเพศชาย-เพศหญิงไม่มีผลที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

อีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลชัดเจนคือระดับรายได้ โดยพบว่าในกลุ่มคนที่มีรายได้ครัวเรือนไม่เกิน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 3.5 ล้านบาท)มีความกังวลเรื่อง FOBO ถึง 27% ขณะที่กลุ่มรายได้ครัวเรือนตั้งแต่ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปีขึ้นไป กลับมีความกังวลเพียง 17% เท่านั้น ด้านผลของการถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี พบว่าพนักงานอเมริกันส่วนใหญ่ 31% กลัวว่าจะทำให้สวัสดิการของตนลดน้อยลง 24% เกรงว่าจะถูกลดเงินเดือน 20% กลัวถูกเลย์ออฟ 19% กลัวถูกลดชั่วโมงทำงาน และ 7% กลัวว่าบริษัทจะย้ายตำแหน่งงานไปในต่างประเทศแทน

ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งความกังวลที่มากขึ้นปีนี้ของชาวอเมริกันส่วนหนึ่งอาจมาจากการพัฒนาทักษะของคอมพิวเตอร์จนสามารถลอกเลียนแบบทักษะภาษาของมนุษย์ หรือการปรากฏตัวของ ChatGPT ที่มีการพูดถึงกันอย่างมากและสะท้อนว่าระบบที่พัฒนาบนฐานของ AI ทำให้คนทำงานเห็นความเปลี่ยนแปลงว่าสิ่งที่คอมพิวเตอร์ทำได้ไม่ใช่แค่ “หุ่นยนต์” ในโรงงานหรือคลังสินค้าอีกต่อไปแล้ว แต่ยังพัฒนาไปถึงขั้นมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ยกระดับความสามารถมากขึ้น ทำงานได้หลากหลายและยังทำงานที่เกี่ยวกับทักษะภาษาได้ ซึ่งจุดนี้เองที่จะกระทบกับงานนั่งโต๊ะออฟฟิศได้เช่นกัน

จากความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้พนักงานที่จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยเริ่มมีความกังวลว่า เทคโนโลยีเหล่านี้จะทำให้อาชีพการงานตัวเองเป็นไปอย่างไร แม้ว่าปัจจุบันก็ยังมีไม่ถึง 1 ใน 4 ของพนักงานที่คิดว่าสิ่งนี้จะเป็นภัยต่ออาชีพ ส่วนใหญ่ยังรู้สึกในเชิงบวกต่ออนาคตด้านการงานของตนเองอยู่ แต่ในระยะต่อไปตำแหน่งงานที่ทำอยู่อาจจะสั่นคลอนก็เป็นได้

ขณะที่ประเทศอินเดียกลับมีปรากฏการณ์ที่ดูย้อนแย้งกัน เมื่อแรงงานIT จบใหม่ในอินเดียเสี่ยงว่างงานหลายแสนคน ทั้งที่ประเทศมีบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติจำนวนมากเข้ามาตั้งฐานการผลิต โดยพบว่าอัตราการว่างงานโดยรวมของชาวอินเดียเพิ่มขึ้นมาที่ 10.05% ในเดือนต.ค. 2566 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบมากกว่า 2 ปี โดยพบว่าอัตราการว่างงานสำหรับคนอายุ20-24 ปี ในอินเดียอยู่ที่ 46.6% ส่วนการจ้างงานด้าน IT ในอินเดียลดลง 43% ในเดือนก.ย. และลดลง 14%ในเดือนต.ค. เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

เรื่องนี้อาจสวนทางกับที่หลายคนคิด เพราะอินเดีย ที่มีประชากรวัยหนุ่มสาวจำนวนมาก มีบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติแห่เข้ามาตั้งฐานการผลิต ไม่ว่าจะเป็น Apple, Amazon,Google, HP, IBM แต่แรงงานหนุ่มสาว IT ของอินเดียกลับเสี่ยงตกงานหลายแสนคน

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? คำตอบคือช่วงการระบาดโควิด-19 ที่ผ่านมา ผู้คนออกจากบ้านไม่ได้ตามมาตรการปิดเมืองเพื่อควบคุมการระบาด ธุรกิจเทคโนโลยีออนไลน์จึงเติบโตอย่างก้าวกระโดด เหล่าบริษัท IT ในอินเดียต่างพากันขยายกิจการ โดยบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของประเทศอย่าง Tata Consultancy Services และ Infosys ได้จ้างเด็กจบใหม่มากกว่า 284,000 คน ในช่วงโควิด-19

แต่ในปัจจุบัน สงครามรัสเซียบุกยูเครนได้จุดไฟเงินเฟ้อไปทั่วโลก ธนาคารกลางหลายประเทศพากันขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อปราบเงินเฟ้อนั่นหมายถึงต้นทุนดอกเบี้ยทางธุรกิจและการกู้ยืมสูงขึ้นด้วย บรรดาผู้ประกอบการจึงขึ้นราคาสินค้าและบริการตาม จนส่งผลให้ลูกค้าชะลอการบริโภค ซ้ำร้าย กระแสเทคโนโลยีเอไอ ที่สามารถเขียนโค้ดขั้นพื้นฐานตามคำสั่งมนุษย์ ได้เข้ามาแทนที่พนักงาน IT จบใหม่ ปัจจัยรุมเร้าเหล่านี้ ทำให้เหล่าบริษัท IT อย่าง Infosys และ Wipro ชะลอการจ้างเด็กจบใหม่ การจ้างงานด้าน IT ในอินเดียลดลง 43% ในเดือนก.ย. และลดลง 14% ในเดือน ต.ค. เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

แม้ที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยีที่มีฐานในอินเดีย อาทิ Google บริษัทเสิร์ชเอนจิ้นระดับโลก ได้ย้ายการผลิตมือถือ Google Pixel มาที่อินเดีย เช่นเดียวกับ Apple ที่พึ่งพาอินเดียเป็นฐานผลิตสินค้าอย่างมือถือ iPhone เพื่อกระจายความเสี่ยงจากจีน Microsoftบริษัทเจ้าของโปรแกรม Microsoft Office ลงทุนด้านศูนย์ข้อมูล, HP บริษัทผลิตฮาร์ดแวร์ไอที IBM ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ระดับโลก ให้บริการด้านระบบคอมพิวเตอร์ในอินเดีย และยังเป็นบริษัทที่วางระบบเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ให้กับทำเนียบประธานาธิบดีอินเดีย

แต่ถึงกระนั้น อัตราการว่างงานสำหรับคนอายุ 20-24 ปี ของอินเดียก็ยังขึ้นแตะที่ 46.6% ดังนั้น ภาวะว่างงานในวัยหนุ่มสาวของอินเดีย ได้กลายเป็นความท้าทายสำคัญ แม้กระทั่งแรงงานหนุ่มสาวด้าน IT ในอินเดียอาจต้องยกระดับฝีมือปัจจุบันให้สูงกว่าขั้นพื้นฐานเพราะในปัจจุบันความสามารถด้านพื้นฐานไม่เพียงพออีกแล้ว และกำลังถูกแย่งงานโดย AI เช่นกัน


โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ‘เฮนรี่ คิสซิงเจอร์’ ‘ซูเปอร์’ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/772903

คุยกัน 7 วันหน : ‘เฮนรี่ คิสซิงเจอร์’  ‘ซูเปอร์’ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ

คุยกัน 7 วันหน : ‘เฮนรี่ คิสซิงเจอร์’ ‘ซูเปอร์’ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ

วันอาทิตย์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.20 น.

“เฮนรี่ คิสซิงเจอร์” อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และผู้ได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพ ถึงแก่กรรมด้วยวัย 100 ปี .. เขาผู้ได้รับฉายาว่า “ซูเปอร์รัฐมนตรีต่างประเทศ” และให้คำปรึกษาแก่ผู้นำสหรัฐฯมากถึง 12 คนและเป็นผู้เปิดประตูสู่ประเทศจีนด้วย

เฮนรี่ คิสซิงเจอร์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และเจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพ ถึงแก่กรรมเมื่อวันพุธที่ 29 พฤศจิกายน ในวัยครบ 1 ศตวรรษ ที่บ้านพักของเขาในรัฐคอนเนตทิคัท

ที่ผ่านมา คิสซิงเจอร์ ยังคงกระฉับกระเฉงแม้ในวัย 90 กว่าปีเขาได้เข้าร่วมการประชุมที่ทำเนียบขาวหลายครั้ง ออกหนังสือใหม่เกี่ยวกับแบบฉบับความเป็นผู้นำ ขึ้นให้การต่อวุฒิสภาสหรัฐฯ เกี่ยวกับภัยคุกคามนิวเคลียร์จากเกาหลีเหนือ

คิสซิงเจอร์ ผู้อพยพชาวยิวที่เกิดในเยอรมนี นักวิชาการที่ผันตัวมาเป็นนักการทูตคนสำคัญของสหรัฐฯโดยในช่วงทศวรรษ 1970 คิสซิงเจอร์มีส่วนในเหตุการณ์สำคัญๆ ของโลก ในระดับพลิกเปลี่ยนยุคสมัยที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษดังกล่าว ในขณะที่เขาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ สมัยอดีตประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน และอดีตประธานาธิบดี เจอรัลด์ ฟอร์ด จากพรรครีพับลิกันอดีตประธานาธิบดีฟอร์ด เรียกคิสซิงเจอร์ ว่า “ซูเปอร์รัฐมนตรีต่างประเทศ”

ความพยายามของคิสซิงเจอร์นำไปสู่การที่จีนยอมเปิดรับทางการทูตกับประเทศตะวันตกในปี 1971 การเจรจาเพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างสหรัฐฯ กับสหภาพโซเวียต ในช่วงที่สงครามเย็นถึงจุดสูงสุด นำมาสู่การควบคุมอาวุธระหว่างสหรัฐฯ-อดีตโซเวียต การขยายความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลกับประเทศเพื่อนบ้านอาหรับ และที่สำคัญที่สุด กับการออกข้อตกลงสันติภาพปารีสกับเวียดนามเหนือ

การยุติสงครามเวียดนามนี้เองที่ทำให้ คิสซิงเจอร์ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 1973 ร่วมกับ เล ดึ๊กเถาะ (Le Duc To) นักการทูตของเวียดนามซึ่งเป็นชาวเอเชียคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ที่ปฏิเสธไม่รับรางวัลนี้แต่การได้รับรางวัลโนเบลของคิสซิงเจอร์กลับเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่สร้างความขัดแย้งมากที่สุด สมาชิกคณะกรรมการโนเบลลาออก 2 คน เพื่อประท้วงการเลือกคิสซิงเจอร์ให้รับรางวัลนี้ และเกิดการตั้งคำถามเกี่ยวกับการที่สหรัฐฯ ทิ้งระเบิดในกัมพูชาอย่างลับๆ

ความรุ่งโรจน์ของคิสซิงเจอร์ในฐานะ “สถาปนิกใหญ่” ของนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ได้เริ่มอับแสงลงหลังจากที่อดีตประธานาธิบดีนิกสันลาออก ในปี 1974 แต่เขาก็ยังคงเป็นกำลังสำคัญทางด้านการทูตของสหรัฐฯ ต่อไป ภายใต้อดีตประธานาธิบดีฟอร์ดคนต่อมา เมื่อฟอร์ดพ่ายแพ้ให้แก่ จิมมี่ คาร์เตอร์ ในปี 1976 วันเวลาของคิสซิงเจอร์ในศูนย์กลางอำนาจของรัฐบาลสหรัฐฯ จึงจบลง

อย่างไรก็ตาม แม้เส้นทางการเมืองจะยุติลง แต่คิสซิงเจอร์ยังคงเขียนหนังสือหลายเล่ม เป็นนักวิเคราะห์ให้ความเห็นด้านกิจการระหว่างประเทศออกสื่อ และเสนอความเห็นอันหลักแหลมมาตลอดชีวิต อีกทั้งพบว่าตลอดชีวิตเขาให้คำปรึกษาด้านนโยบายต่างประเทศให้กับผู้นำสหรัฐฯมากถึง 12 คน ตั้งแต่ จอห์น เอฟ. เคนเนดี จนถึงโจ ไบเดน

คิสซิงเจอร์เพิ่งพบกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีนล่าสุด เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ในกรุงปักกิ่ง และเมื่อเดือนมกราคม 2012 หรือ 11 ปีก่อน คิสซิงเจอร์ ได้พบกับประธานาธิบดีสี ที่ในตอนนั้นยังดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีจีน ในโอกาสครบรอบ 40 ปีการเยือนจีนครั้งแรกของอดีตประธานาธิบดีนิกสันของสหรัฐฯ

การจากไปของคิสซิงเจอร์ทำให้จีนเสียใจอย่างมาก เซี่ย เฟิง เอกอัครราชทูตจีนประจำสหรัฐฯโพสต์ผ่านเอ็กซ์ (X) ว่า การถึงแก่กรรมของคิสซิงเจอร์เป็นความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงทั้งต่อจีน สหรัฐฯ และโลก ประวัติศาสตร์จะจารึกสิ่งที่คิสซิงเจอร์ได้อุทิศตนให้แก่ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เขาจะยังคงมีชีวิตอยู่ตลอดกาลในหัวใจของประชาชนชาวจีนในฐานะเพื่อนเก่าที่ทรงคุณค่ามากที่สุด ขณะที่สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวี ประกาศข่าวมรณกรรมของคิสซิงเจอร์ด้วยการยกย่องการที่เขาอุทิศตนครั้งประวัติศาสตร์ให้แก่การเปิดประตูไปสู่ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เขาเป็นประจักษ์พยานคนสำคัญที่ได้เห็นการสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนกับสหรัฐฯ และพัฒนาการของความสัมพันธ์นี้ คิสซิงเจอร์มีความผูกพันกับจีนอย่างลึกซึ้ง

การถึงแก่กรรมของคิสซิงเจอร์เป็นกระแสยอดนิยมของโลกออนไลน์จีนอย่างเวยปั๋วและไป่ตู้ ผู้ใช้งานหลายคนระบุว่า คิสซิงเจอร์ยังคงพยายามอย่างเต็มที่ให้แก่ความสัมพันธ์ที่ยากลำบากของสหรัฐฯ-จีนในช่วงหลายปีก่อนที่จะเสียชีวิต เขาเป็นทั้งคู่แข่งและหุ้นส่วนที่ดีมาก การจากไปของเขาเป็นการสูญเสียอย่างคำนวณมิได้ทั้งต่อจีนและสหรัฐฯ

ไม่เคยมีการสูญเสียของนักการเมืองอเมริกันคนไหน ที่จะได้รับการกล่าวสรรเสริญเชิดชู ยกย่องจากชาวจีนมากมายขนาดนี้ โดยเฉพาะในยุคสมัยที่ความตึงเครียดระหว่างสองมหาอำนาจรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ผู้คนกลับโหยหา ความรู้สึกเก่าๆ สมัยที่ทั้งสองชาติยังหวานชื่น

คงเป็นเรื่องยากที่จะหาผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาทดแทนคิสซิงเจอร์ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ จีน-สหรัฐฯ

เพราะตอนนี้ กระดุมเม็ดแรก ที่สานสัมพันธ์ระหว่างจีน สหรัฐฯ ขาดสะบั้นลงอย่างถาวร

The person who started a period of history has finally become history.


โดย ดาโน โทนาลี
 

คุยกัน 7 วันหน : สงครามอิสราเอล-ฮามาส กระทบสัมพันธ์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับตะวันตก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/771457

คุยกัน 7 วันหน : สงครามอิสราเอล-ฮามาส  กระทบสัมพันธ์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับตะวันตก

คุยกัน 7 วันหน : สงครามอิสราเอล-ฮามาส กระทบสัมพันธ์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับตะวันตก

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.25 น.

ความขัดแย้งทางทหารรอบใหม่ระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส กำลังสร้างความแตกร้าวระหว่างชาติตะวันตก กับมาเลเซียและอินโดนีเซีย ที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม ตามรายงานของ ด็อยท์เชอ เว็ลเลอ(Deutsche Welle) สื่อของเยอรมนี ที่ชี้ว่า อินโดนีเซียและมาเลเซีย เป็นชาติในอาเซียน ที่อยู่ในกลุ่มประเทศ ที่ความขุ่นเคืองต่อการที่ตะวันตกสนับสนุนอิสราเอล

นายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย ปฏิเสธประณามกลุ่มติดอาวุธฮามาส ที่บุกโจมตีอิสราเอลในวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา ส่วนประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ของอินโดนีเซีย ระบุว่าการที่อิสราเอลยึดครองดินแดนของปาเลสไตน์ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน คือ รากเหง้าของความขัดแย้งวิโดโดยังเรียกร้องประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ระหว่างพบหน้ากันนอกรอบการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปกในเดือนนี้ ขอให้ไบเดนลงมือทำมากกว่านี้ เพื่อหยุดความโหดร้ายในฉนวนกาซา

ขณะที่ผ่านมา มีประชาชนหลายหมื่นคนเข้าร่วมการประท้วงสนับสนุนปาเลสไตน์ในทั้ง 2 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ดังกล่าว เพราะทั้งอินโดนีเซียและมาเลเซียไม่มีสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอล มาเลเซียยังมักจะต้อนรับเจ้าหน้าที่ฮามาสที่มาเยือน แม้สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป หรืออียู ต่างประณามฮามาสเป็นองค์กรก่อการร้าย

แต่นักวิเคราะห์ชี้ว่า หลายประเทศในโลกใต้ หรือ Global South ที่ใช้เรียกรวมกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาทั้งในเอเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา มองว่า ความลังเลของตะวันตกในการประณามการโจมตีกาซาของอิสราเอล เป็นความ “สองมาตรฐาน” ของตะวันตกเพราะในขณะที่ตะวันตกลังเลประณามอิสราเอล แต่ก่อนหน้านั้น สหรัฐฯ กลับพยายามกดดันให้ประเทศในโลกใต้ ประณามปฏิบัติการของรัสเซียในยูเครน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และประเทศโลกใต้มองว่า ก็ไม่ต่างกับที่อิสราเอลทำกับกาซา

ตนกู โมฮาร์ มอห์ตาร์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยมุสลิมแห่งมาเลเซีย ระบุว่า ก็เหมือนกับชาวมุสลิมในส่วนอื่นของโลก ชาวมุสลิมในมาเลเซียคิดว่า ตะวันตกสองมาตรฐาน เมื่อเกี่ยวข้องกับทางแก้ปัญหาความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์ อย่างไรก็ตาม มาเลเซียยังประณามปฏิบัติการรัสเซียในยูเครน ส่วนอินโดนีเซีย หนึ่งในประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในกลุ่มโลกใต้ ไม่สนใจการเรียกร้องของตะวันตกในเรื่องนี้

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีไบเดน พยายามระบุว่า 2 ความขัดแย้งนี้ยูเครน-รัสเซีย กับ อิสราเอล-ปาเลสไตน์ มีความคล้ายกัน คืออิสราเอลกับยูเครนต่างเป็นประเทศประชาธิปไตยที่สู้รบกับศัตรู ที่มุ่งมั่นจะทำลายล้างพวกเขาให้สิ้นซาก แต่ โจเซป บอร์เรล หัวหน้านโยบายต่างประเทศของอียู กลับเห็นว่าความขัดแย้งทั้งสองนี้ต่างกันอย่างสิ้นเชิง พร้อมเตือนว่า หลายประเทศในโลกใต้จะใช้ประโยชน์จากวิกฤตนี้ เน้นย้ำความย้อนแย้งในจุดยืนของชาติตะวันตก และความขัดแย้งกันเองในหมู่ประเทศยุโรป

บอร์เรลเตือนต่อไปว่า การสนับสนุนของนานาประเทศต่อยูเครนอาจลดน้อยถอยลง เป็นผลกระทบจากการที่ตะวันตกถูกมองว่า มีพฤติการณ์สองมาตรฐาน อีกทั้งยังถูกตำหนิว่า พยายามปิดปากผู้ประท้วงสนับสนุนปาเลสไตน์ และไม่ยอมจัดการปัญหาการเกลียดกลัวอิสลาม โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วทูตอินโดนีเซียประจำสหประชาชาติ เรียกร้องเยอรมนีให้ยึดมั่นในเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก หลีกเลี่ยงการเลือกปฏิบัติต่อนักเคลื่อนไหว โดยเฉพาะต่อผู้ประท้วงสนับสนุนปาเลสไตน์ที่ชุมนุมอย่างสันติ หลังจากเยอรมนีไม่ยอมอนุญาตให้หลายกลุ่มชุมนุมสนับสนุนปาเลสไตน์

ความขัดแย้งร้าวฉานระหว่างบางประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับตะวันตก ยังเกิดจากความรู้สึกต่อต้านตะวันตกโดยรวม เห็นได้จากผลสำรวจของ Pew Research Center ในปี 2002 ชาวอินโดนีเซียร้อยละ 61 ยังมีความเห็นเป็นบวกกับสหรัฐฯ แต่เพียงปีถัดมา ความชมชอบนี้กลับตกฮวบลงเหลือเพียงร้อยละ 16 หลังจากสงครามอิรักเริ่มขึ้น และต้องใช้เวลานานหลายปีหลังจากนั้น กว่าสัมพันธ์สองชาติจะฟื้นคืนมา ขณะที่ความนิยมต่ออียูในอินโดนีเซียและมาเลเซียตกต่ำอยู่แล้ว สาเหตุจากอียูมีกฎเกณฑ์เข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งส่งผลกระทบแรงต่อเศรษฐกิจของ 2 ประเทศนี้ ซึ่งกำลังพยายามชักชวนประเทศอื่นๆ เช่น ไทยเข้าร่วมในความพยายามต่อต้านนโยบายของอียูดังกล่าวด้วย

บริดเจ็ต เวลช์ นักวิจัยจาก สถาบันวิจัยเอเชียแห่งมหาวิทยาลัยนอตติงแฮมชี้ว่า เกิดความ “ร้าวลึก”ในการรับรู้ของบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีต่อตะวันตกโดยเฉพาะจากการที่ประเทศเหล่านั้นรู้สึกว่า ตะวันตกขาดการสนับสนุนด้านความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมและการหยุดยิงในกาซา

ยิ่งภาพที่ผู้นำสหรัฐฯ และอียู สนับสนุนนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล มีผลกระทบอย่างมาก และกำลังก่อรูปสร้างคนรุ่นใหม่ ในห้วงเวลาที่ความชอบธรรมทางด้านศีลธรรมของตะวันตก กำลังจางหายไป

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ‘สำหรับผม คุณคืออเมริกา’ ปฏิสัมพันธ์ของ ‘สี จิ้นผิง’ กับประชาชนชาวอเมริกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/770053

คุยกัน 7 วันหน : ‘สำหรับผม คุณคืออเมริกา’ ปฏิสัมพันธ์ของ ‘สี จิ้นผิง’ กับประชาชนชาวอเมริกัน

คุยกัน 7 วันหน : ‘สำหรับผม คุณคืออเมริกา’ ปฏิสัมพันธ์ของ ‘สี จิ้นผิง’ กับประชาชนชาวอเมริกัน

วันอาทิตย์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผู้นำจีน เดินทางสู่นครซานฟรานซิสโก ของสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดระดับสูงกับประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ นอกรอบการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มเอเปก อันจะนำไปสู่การแสวงหาวิถีทางเดินหน้าสายสัมพันธ์ระหว่างสองชาติเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

นครซานฟรานซิสโกเคยเป็นจุดหมายแรกในการเยือนสหรัฐฯ ครั้งแรกของ สี จิ้นผิง เมื่อหลายทศวรรษก่อน โดยช่วงฤดูใบไม้ผลิ ปี 1985 สี จิ้นผิงซึ่งเวลานั้นเป็นนายอำเภอเจิ้งติ้ง มณฑลเหอเป่ยทางตอนเหนือของจีน ได้เดินทางเยือนนครซานฟรานซิสโกและถ่ายรูปกับสะพานโกลเดนเกต การเดินทางเยือนครั้งนั้นช่วยให้ สี จิ้นผิง คนหนุ่มวัย 30 ปีต้นๆ ได้ทำความคุ้นเคยกับสหรัฐฯ และบ่มเพาะมิตรภาพกับประชาชนอเมริกันนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยสายใยมิตรภาพอันแข็งแกร่งและยืนยงดังกล่าวเป็นดังบ่อน้ำแห่งความมีชีวิตชีวาของสายสัมพันธ์ทวิภาคีทั้งในยามสุขสมและยามทุกข์ยาก

“สำหรับผม คุณคืออเมริกา”

“ประชาชนชาวจีนและชาวอเมริกันต่างยอดเยี่ยม มิตรภาพระหว่างประชาชนสองประเทศไม่เพียงเป็นทรัพย์สมบัติล้ำค่าแต่ยังเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคี” สี จิ้นผิง เขียนในจดหมายที่ส่งถึง ซาราห์ แลนเด ผู้เขียนหนังสือบันทึกความทรงจำ “เพื่อนเก่า :เรื่องราวของ สี จิ้นผิง-ไอโอวา” (‘Old Friends’ :The Xi Jinping-Iowa Story) ในปี 2022

แลนเด ชาวเมืองมัสคาทีนที่ทำงานอยู่องค์กร “รัฐพี่รัฐน้อง” ของรัฐไอโอวา ได้ช่วยประสานงานการเยือนสหรัฐฯ ของ สี จิ้นผิง ในปี 1985 โดย สี จิ้นผิงนำคณะผู้แทนทางการเกษตร จำนวน 5 คน เยี่ยมชมเทคโนโลยีการทำฟาร์มในเมืองมัสคาทีนของรัฐไอโอวา ซึ่งถือเป็นผู้นำการผลิตข้าวโพดและถั่วเหลืองของสหรัฐฯ

“เขายิ้มไม่หยุด ทั้งสงสัยใคร่รู้และตั้งคำถามเกี่ยวกับทุกสิ่ง” แลนเดเล่าย้อนความหลัง พร้อมเสริมว่ากำหนดการเดินทางในเมืองมัสคาทีนของ สี จิ้นผิงประกอบด้วยการเยี่ยมชมโรงงานแปรรูปข้าวโพด ฟาร์มสุกร และฟาร์มผักให้สัมภาษณ์สื่อท้องถิ่น และล่องเรือในแม่น้ำมิสซิสซิปปี นอกจากนั้นมีการพักอาศัยอยู่โฮมสเตย์เพื่อทำความเข้าใจวัฒนธรรมที่ต่างกันของอีกฝ่ายได้ดียิ่งขึ้น โดยโทมัสและเอเลนอร์ ดวอร์ชัก ได้เปิดบ้านรับรองสี จิ้นผิง ซึ่งเข้าพักผ่อนในห้องนอนของแกรี่ ลูกชายของครอบครัวดวอร์ชักผู้จากบ้านไปเรียนมหาวิทยาลัย

ริกกี การ์เรตต์ ประธานและซีอีโอของซิสเตอร์ ซิตีส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (Sister Cities International) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มีฐานอยู่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กล่าวว่ามีการแลกเปลี่ยนอันดีระหว่างสหรัฐฯ และจีน ที่นำพาประชาชนมาพบปะเจอกันในวิถีทางที่บางครั้งไม่เกิดขึ้นบนเวทีการเมือง

สี จิ้นผิง และเหล่าเพื่อนเก่าชาวอเมริกันได้กลับมาพบเจอกันอีกครั้งที่รัฐไอโอวาในปี 2012 หลังจากกาลเวลาผันผ่านนานถึง 27 ปี โดยครั้งนั้น สี จิ้นผิงเดินทางเยือนสหรัฐฯ ในฐานะรองประธานาธิบดีจีน และพบปะกับเหล่าเพื่อนเก่าที่บ้านของแลนเดในวันหิมะตกแม้ตารางการทำงานจะแน่นขนัด พวกเขารวมตัวกันที่ห้องนั่งเล่นในบ้านของแลนเด และชวนกันย้อนรำลึกความทรงจำอันเต็มเปี่ยมด้วยความปีติยินดี ซึ่งการพบปะพูดคุยนานหนึ่งชั่วโมงครั้งนั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ

แลนเดเล่าย้อนว่าตอนนั้นมีคนหนึ่งถามสี จิ้นผิง ว่า “ทำไมถึงมาไอโอวา?” ซึ่งสี จิ้นผิง ตอบว่า “พวกคุณเป็นชาวอเมริกันกลุ่มแรกที่ผมได้ติดต่อสื่อสาร สำหรับผม พวกคุณคืออเมริกา”

สี จิ้นผิง ไม่เคยลืมผองเพื่อนชาวอเมริกันและเชื่อว่าประชาชนคือกุญแจสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐชาติโดยช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม้ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ จะถอยหลังลงคลอง แต่สี จิ้นผิง ยังคงสนับสนุนการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนกับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง โดยเขียนจดหมายถึงชาวอเมริกันและร่วมงานต่างๆ เพื่อช่วยส่งเสริมมิตรภาพ

สายสัมพันธ์ระดับท้องถิ่นเป็นดั่งกาว

ย้อนกลับสู่ตอนที่จีนเริ่มต้นการปฏิรูปและเปิดประเทศ มีหลายเมือง มณฑล และรัฐของจีนและสหรัฐฯ เริ่มต้นสร้างสายสัมพันธ์ฉันมิตรช่วงราวปี 1979โดยมณฑลเหอเป่ยของจีนและรัฐไอโอวาของสหรัฐฯ ได้ลงนามข้อตกลงความสัมพันธ์รัฐพี่รัฐน้องในปี 1983 นำสู่การเยือนสหรัฐฯ ของสี จิ้นผิง ในปี 1985

หลายปีที่ผ่านมา สี จิ้นผิง ได้ส่งเสริมสายสัมพันธ์ทวิภาคีในระดับท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง โดย สี จิ้นผิงรำลึกถึงการเดินทางเยือนรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ เมื่อหลายทศวรรษก่อน ขณะพบปะหารือกับ เกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

เมื่อครั้งเดินทางเยือนสหรัฐฯ ในปี 2012 สี จิ้นผิง ยังพบปะกับ “เพื่อนใหม่” โดยเขาและไบเดน ซึ่งเวลานั้นเป็นรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้พบปะกับบรรดาผู้ว่าการมณฑลของจีนและรัฐของสหรัฐฯ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย

สายสัมพันธ์ระหว่างเมืองและมณฑลของจีนกับเมืองและรัฐของสหรัฐฯ ได้เติบโตตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา มีการจัดตั้งมณฑล/รัฐพี่น้อง และเมืองพี่เมืองน้อง ทั้งหมด 284 คู่ นับตั้งแต่การจัดตั้งคู่แรกในปี 1979 สี จิ้นผิง ชี้ว่าสายสัมพันธ์พิเศษเหล่านี้เป็น “เวทีสำคัญสำหรับส่งเสริมมิตรภาพให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นและบรรลุความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์”

เดนิส ไซมอน นักวิจัยประจำสถาบันจีน-อเมริกาศึกษา กล่าวว่าหากมองย้อนความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน ในช่วง40 กว่าปีที่ผ่านมา การเชื่อมโยงระหว่างมหาวิทยาลัย คลังสมอง องค์กรวัฒนธรรมศิลปะ กลายเป็นส่วนสำคัญของความสัมพันธ์นี้ กลายเป็นกาวยึดโยงสองประเทศเข้าด้วยกัน แม้เกิดสถานการณ์ความยุ่งยากทางการเมือง

ปี 2021 ขณะความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ อยู่ในช่วงตกต่ำ แพทริค เออร์วิน อาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนมัธยมลินคอล์น ซึ่งพา สี จิ้นผิง เยี่ยมชมโรงเรียนในปี 2015 ได้เขียนจดหมายถึงสี จิ้นผิง บอกเล่าเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนระหว่างโรงเรียนมัธยมลินคอล์นและจีนตลอดหลายปีที่ผ่านมา และความสำคัญของการเป็นหุ้นส่วนทางการศึกษาที่มีต่อนักเรียนโรงเรียนมัธยมลินคอล์น เออร์วินเผยว่ามันเป็นประสบการณ์ที่เปลี่ยนชีวิต ทั้งในแง่ของการเดินทาง รวมถึงการสัมผัสวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และประชาชนชาวจีน โดยนักเรียนของเขาพากันอยากกลับไปจีนและเรียนต่อที่จีน

หวังตง ผู้อำนวยการบริหารสถาบันความร่วมมือและความเข้าใจระดับโลก สังกัดมหาวิทยาลัยปักกิ่ง กล่าวว่าเยาวชนคนรุ่นใหม่เชื่อมั่นในอนาคต ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง แสดงวิสัยทัศน์อันยิ่งใหญ่เกี่ยวกับความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ และความคาดหวังต่อมิตรภาพระหว่างสองประเทศ

“มีความคาดหวังว่าการกลับไปเยือนนครซานฟรานซิสโกครั้งนี้ของสี จิ้นผิง จะเป็นก้าวย่างที่ผลักดันความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ให้เดินไปข้างหน้า” หวังกล่าวทิ้งท้าย

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : อิสราเอลจะปกครอง ‘ฉนวนกาซา’ แบบใด?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/768614

คุยกัน 7 วันหน : อิสราเอลจะปกครอง ‘ฉนวนกาซา’ แบบใด?

คุยกัน 7 วันหน : อิสราเอลจะปกครอง ‘ฉนวนกาซา’ แบบใด?

วันอาทิตย์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.45 น.

ท่ามกลางสงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสในปาเลสไตน์ที่ส่อเค้ายืดเยื้อหลังผ่านพ้นเข้าสู่เดือนที่สองแล้วนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮูประกาศเมื่อวันก่อนว่า อิสราเอลจะเข้าควบคุมด้านความมั่นคงทั้งหมดในฉนวนกาซา หลังสิ้นสุดสงคราม และกองกำลังของอิสราเอลจะอยู่ในกาซาอย่างไม่มีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุด

แล้วแนวทางที่อิสราเองจะใช้ในการปกครองกาซา จะเป็นรูปแบบไหนได้บ้าง?มีการวิเคราะห์ของบรรดาผู้สันทัดกรณีหลายรูปแบบ สามารถนำมารวบรวมไว้ให้เห็นภาพกว้างๆ ได้ดังนี้

การยึดครองโดยตรง (outright occupation)

ย้อนกลับไปเมื่อสงครามตะวันออกกลางในปี 1967 อิสราเอลได้ยึดครองกาซา, เวสต์แบงก์ และเยรูซาเลมซึ่งเป็นดินแดนที่ชาวปาเลสไตน์ต้องการสร้างเป็นรัฐของพวกเขาในอนาคต ..อิสราเอลได้ผนวกเยรูซาเลมตะวันออกซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองเก่า และเป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญทางศาสนา 3 ศาสนาและพิจารณาจะให้ทั้งเมืองเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล (แต่ความเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่ได้รับการรับรองจากประชาคมระหว่างประเทศ)

ในช่วงเวลานั้น กองทัพอิสราเอลได้ปกครองเวสต์แบงก์ และฉนวนกาซานานหลายสิบปี และปฏิเสธที่จะให้สิทธิพื้นฐานต่อชาวปาเลสไตน์หลายล้านคนทหารได้ประจำการตามจุดตรวจ และจู่โจมเป้าหมายของกองกำลัง และชาวปาเลสไตน์ที่ต่อต้านกฎของอิสราเอล นอกจากนี้ อิสราเอลยังตั้งนิคมในทั้ง 3 พื้นที่ โดยที่ชาวปาเลสไตน์และประชาคมโลกส่วนใหญ่มองว่าการตั้งนิคมเหล่านี้เป็นเรื่องผิดกฎหมาย

หลังจากที่กองทัพอิสราเอลปกครองพื้นที่ทั้ง 3 โดยตรงยาวนานกว่า 2 ทศวรรษชาวปาเลสไตน์ก็ลุกฮือ หรือที่เรียกว่าอินทิฟาดา (intifada) ช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 อีกทั้งกลุ่มฮามาสก็เริ่มก่อตั้งขึ้นและเริ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง พร้อมกับปีกติดอาวุธ ที่กลายมาเป็นความท้าทายขององค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ หรือ PLO ในช่วงเวลานั้น

ใช้โมเดล ‘เวสต์แบงก์’

สนธิสัญญาออสโล (Oslo Accords) หรือข้อตกลงสันติภาพที่เกิดขึ้นในช่วงกลางทศวรรษที่ 1990 ที่ทำให้เกิดองค์การบริหารปาเลสไตน์ หรือ PAขึ้นมาเพื่อปกครองเขตเวสต์แบงก์ และกาซา ด้วยเป้าหมายเพื่อให้เป็นรัฐปาเลสไตน์ที่เป็นอิสระ เคียงข้างอิสราเอล

อย่างไรก็ตาม ความพยายามสร้างสันติภาพโดยอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯหลายคนประสบความล้มเหลว และ PA ก็สูญเสียอำนาจในการครอบครองกาซา ให้กับฮามาส ในปี 2007 ทำให้ PA เหลือพื้นที่ปกครองเพียงราว 40% ในเขตเวสต์แบงก์ (ซึ่งถูกแบ่งเป็น 3 พื้นที่ ตามสนธิสัญญาออสโล) ซึ่งมีอำนาจหลักในการบริหาร ที่แม้ว่าจะมีกองกำลังตำรวจของตัวเอง ..แต่โดยภาพรวมแล้ว อิสราเอลควบคุมด้านความมั่นคงของพื้นที่เวสต์แบงก์ทั้งหมด

ในขณะที่ประธานาธิบดีมาห์มุดอับบาส ของปาเลสไตน์ ก็ไม่ได้รับความนิยมเพียงพอ เนื่องจากกองกำลังของเขาได้ให้ความร่วมมือกับอิสราเอลในด้านความมั่นคง ทำให้ความหวังที่จะเป็นรัฐของชาวปาเลสไตน์แทบจะหมดสิ้นลงไป อีกทั้งมองว่า PA เป็นเหมือนผู้รับเหมาของอิสราเอล อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ปัจจุบัน อิสราเอลมีทหารหลายหมื่นนายประจำการทั่วเวสต์แบงก์ เพื่อความมั่นคงของผู้ตั้งนิคมชาวยิวกว่า 500,000 คน ในพื้นที่ และยังมีการจู่โจมและการจับกุมในช่วงกลางคืนอยู่บ่อยครั้ง จนเกิดการปะทะกับกองกำลังในเวสต์แบงก์ อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ แอนโทนี่ บลิงเคน เสนอแนะให้PA หวนคืนสู่กาซาหลังสิ้นสุดสงคราม แต่ก็จะยิ่งทำให้ความไม่นิยมในตัวอับบาสทวีความรุนแรงขึ้นในหมู่ชาวปาเลสไตน์ นอกจากจะมีแนวโน้มอย่างเป็นรูปธรรมในการทำให้เกิดรัฐปาเลสไตน์ขึ้น

ใช้โมเดล ‘ฉนวนกาซา’

โมเดลนี้ คือการให้ชาวปาเลสไตน์สายกลางขึ้นมาควบคุมด้านความมั่นคงภายในฉนวนกาซา โดยอิสราเอลเพียงเข้ามาแทรกแซงได้เมื่อเห็นว่าจำเป็นเท่านั้น แต่นั่นก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วเช่นกันเพราะย้อนไปเมื่อปี 2005 ซึ่งเป็นครั้งที่ 2 ที่เกิด “อินทิฟาดา” ที่รุนแรงกว่าครั้งแรก อิสราเอลได้ถอนกำลังทหารและผู้ตั้งนิคมกว่า 8,000 คน ออกไปจากกาซา และ PA เข้ามาบริหารพื้นที่แทน โดยที่อิสราเอลยังคงควบคุมน่านฟ้า ชายฝั่ง และทางข้ามแดนทั้งหมด เปิดไว้เพียง 1 จุดเท่านั้น ปีต่อมา ฮามาสได้ชนะการเลือกตั้ง และทำให้ PA สิ้นอำนาจในการบริหารฉนวนกาซา นำมาสู่การบอยคอตต์ และเกิดวิกฤตทางการเงินอย่างหนัก

หลังจากนั้น อิสราเอลและอียิปต์ได้ปิดล้อมฉนวนกาซา โดยจำกัดการค้าและการเดินทางอย่างหนัก ซึ่งเป็นสิ่งที่อิสราเอลย้ำว่าเป็นความพยายามควบคุมกลุ่มฮามาส แต่ชาวปาเลสไตน์และนักสิทธิมนุษยชนมองว่า เป็นการลงโทษแบบภาพรวม เนื่องจากกระทบอย่างหนักต่อประชาชนกว่า 2.3 ล้านคน ซึ่งกลุ่มฮามาส ไม่เคยยอมรับการมีอยู่ของอิสราเอลและมุ่งมั่นจะทำลายล้างด้วยการต่อสู้ด้วยอาวุธ

ตลอด 16 ปีมานี้ ทั้งอิสราเอลและฮามาสได้ปะทะกันอย่างหนักหลายครั้ง ซึ่งอิสราเอลได้ผ่อนคลายการควบคุม เพื่อแลกกับการที่ฮามาสหยุดการโจมตีด้วยจรวด และควบคุมกลุ่มติดอาวุธที่หัวรุนแรงมากขึ้น

ใช้โมเดล ‘เลบานอน’

อิสราเอลบุกทางตอนใต้ของเลบานอน ต่อสู้กับกลุ่มกองกำลังปาเลสไตน์ ในปี 1978 และอีกครั้งในปี 1982 นำไปสู่การยึดครองภาคใต้ของเลบานอนนาน 18 ปี และต่อมาสะสมกองกำลังในการสนับสนุน คือ กองทัพภาคใต้เลบานอน (South Lebanon Army – SLA) ซึ่งได้รับการฝึกและติดอาวุธจากอิสราเอล

หลังการบุกปี 1982 กลุ่มติดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนจึงก่อตั้งขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันกองกำลังอิสราเอลออกจากประเทศ โดยฮิซบอลเลาะห์ได้โจมตีทั้งกองทัพภาคใต้เลบานอน และกองกำลังอิสราเอล นำมาสู่การถอนกำลังอย่างเต็มรูปแบบในปี 2000 นั่นทำให้กองกำลังภาคใต้เลบานอนล่มสลายลง และกลุ่มฮิซบอลเลาะห์เรืองอำนาจขึ้นมาแทน ซึ่งปัจจุบันกลุ่มฮิซบอลเลาะห์เป็นกองกำลังที่ทรงพลังที่สุดในเลบานอนโดยมีจรวดและขีปนาวุธราว 150,000 ลูกถือเป็นภัยคุกคามอย่างยิ่งสำหรับอิสราเอล

หนทางอื่น?

อย่างไรก็ตาม บรรดาแกนนำอิสราเอลยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับแผนการในกาซาหลังสงคราม หลายคนบอกว่า ไม่ได้ต้องการกลับไปยึดครองกาซาอีกครั้ง เพียงแต่ต้องการให้กองกำลังมีเสรีภาพในการปฏิบัติการในกาซาเป็นระยะเวลายาวนานอยู่ช่วงหนึ่งหลังจากที่สิ้นสุดสงคราม โดยไม่มีกำหนดชัดเจนว่ายาวนานเพียงใด

เจ้าหน้าที่อิสราเอลบางคน ระบุว่า กำลังหารือเรื่องการตั้งบัฟเฟอร์โซน หรือเขตกันชน เพื่อให้ชาวปาเลสไตน์อยู่ห่างจากพรมแดน ขณะที่สหรัฐฯเรียกร้องให้ PA กลับมาบริหารกาซาอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม เบนนี แกนต์ซ สมาชิกครม.ชุดสงครามของอิสราเอล ระบุว่า การเตรียมการใดๆ ในอนาคตสำหรับฉนวนกาซา ต้องขึ้นอยู่กับความสงบในแนวรบด้านเหนือของอิสราเอล และเขตเวสต์แบงก์ด้วย

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ผลพวงคว่ำบาตร ทำเกาหลีเหนือปิดสถานทูตหลายประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/767235

คุยกัน 7 วันหน : ผลพวงคว่ำบาตร ทำเกาหลีเหนือปิดสถานทูตหลายประเทศ

คุยกัน 7 วันหน : ผลพวงคว่ำบาตร ทำเกาหลีเหนือปิดสถานทูตหลายประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 07.00 น.

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า เกาหลีเหนือพร้อมที่จะปิดสถานทูตและสถานกงสุลรวมกันนับสิบแห่งทั่วโลก ในจำนวนนี้รวมถึงในสเปน ฮ่องกงและอีกหลายประเทศในแอฟริกา ซึ่งจะส่งผลให้ภารกิจระหว่างประเทศของเกาหลีเหนือเกือบร้อยละ 25 ต้องยุติลงไปด้วย

บทวิเคราะห์ดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่เมื่อวันจันทร์ (30 ต.ค.) สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือเคซีเอ็นเอ ของเกาหลีเหนือ ได้กล่าวอำลาผู้นำของแองโกลาและยูกันดาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เอกอัครราชทูตของเกาหลีเหนือที่ประจำการในทวีปแอฟริกาหลายประเทศ ได้เข้าพบกับผู้นำของแต่ละประเทศเพื่อกล่าวลา ก่อนที่สถานเอกอัครราชทูตจะปิดตัว ในขณะที่สื่อท้องถิ่นของทั้งสองประเทศก็รายงานว่า เกาหลีเหนือตัดสินใจปิดสถานทูตทั้งในแองโกลา และยูกันดา โดยทั้งสองประเทศ ต่างก็เริ่มความสัมพันธ์ทางการทูตกับเกาหลีเหนือตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1970 และได้รักษาความร่วมมือทางทหาร และร่วมกันหาแหล่งสกุลเงินต่างประเทศที่หายากภายใต้โครงการสร้างรูปปั้นต่างๆ

สำนักข่าวยอนฮัปรายงานว่าเกาหลีเหนือยังเตรียมที่จะปิดสถานทูตในสเปน โดยจะมอบหมายให้คณะทูตประจำอิตาลีดูแลกิจการในแดนกระทิงดุด้วย หาใครหลายคนยังจำกันได้ สถานทูตเกาหลีเหนือประจำกรุงมาดริด ของสเปน ก็ถือเป็นสถานทูตอีกหนึ่งแห่งที่หลายคนจับตาเมื่อมีการประกาศเรื่องนี้ เนื่องจากเมื่อปี 2019 เคยมีเหตุการณ์ที่กลุ่มผู้ประท้วงที่ต้องการโค่นล้ม คิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือบุกเข้าไปในสถานทูตแล้วจับเจ้าหน้าที่มัดไว้ ก่อนจะขโมยคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่นๆ แล้วหลบหนีไป โดยทางเกาหลีเหนือออกมาประณามเหตุดังกล่าวว่าถือเป็นการละเมิดอธิปไตยร้ายแรง และถือเป็นเหตุก่อการร้าย รวมถึงกล่าวหาว่าสหรัฐฯ ไม่ยอมตรวจสอบเหตุดังกล่าวอย่างถี่ถ้วน รวมถึงปฏิเสธที่จะส่งผู้นำที่ก่อเหตุให้ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน

นอกจากนี้ เกาหลีเหนือยังมีแผนปิดสถานเอกอัครราชทูตอีกในหลายประเทศและดินแดน ได้แก่ สเปน ฮ่องกง และอีกหลายประเทศในทวีปแอฟริกา ส่วนหนังสือพิมพ์โยมิอุริชิมบุนของญี่ปุ่น รายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยอ้างแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อว่า เกาหลีเหนือกำลังวางแผนที่จะปิดสถานทูตอย่างน้อย 10 แห่งทั่วโลก รวมแล้วมีสัดส่วนมากถึงร้อยละ 25 ของสถานทูตและหน่วยงานด้านการทูตทั่วโลก รวมถึงสถานกงสุลในฮ่องกง จากปัญหาทางเศรษฐกิจ

โฆษกกระทรวงต่างประเทศเกาหลีเหนือกล่าวในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์ของกระทรวงว่า เกาหลีเหนือกำลังดำเนินการเกี่ยวกับการถอนตัวและเปิดใหม่ของสถานทูตเพื่อให้เป็นไปตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมของโลกและนโยบายการทูตระดับชาติ โฆษกไม่ได้ระบุว่า แผนดังกล่าวจะส่งผลกระทบกับสถานทูตกี่ประเทศ แต่กล่าวเพียงว่า ความเคลื่อนไหวนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมตามปกติของประเทศเอกราชในการเปลี่ยนแปลงใหม่ และจัดการกับประสิทธิภาพทางการทูตเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ

อย่างไรก็ดี องค์กรที่เกาะติดสถานการณ์ในเกาหลีเหนือ อย่างเว็บไซต์ NK Pro ระบุว่า การปิดสถานเอกอัครราชทูตของเกาหลีเหนือในครั้งนี้ ถือเป็นการปูทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศครั้งใหญ่ในรอบหลายสิบปี ซึ่งจะกระทบต่อความร่วมมือทางการทูตและงานด้านมนุษยธรรมในเกาหลีเหนือรวมถึงความสามารถในการหารายได้จากธุรกิจสีเทา ทำให้มีโอกาสที่เศรษฐกิจของเกาหลีเหนือจะอ่อนแอลงอีก

ด้านกระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้ ระบุว่า การเคลื่อนไหวของเกาหลีเหนือแสดงให้เห็นถึงสัญญาณว่าเกาหลีเหนือกำลังเผชิญกับปัญหาการหารายได้จากต่างประเทศ เนื่องจากผลกระทบของมาตรการคว่ำบาตรที่มีขึ้นเพื่อควบคุมเงินทุนสำหรับนำไปใช้ในโครงการทดลองนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ การที่เกาหลีเหนือมีปฏิสัมพันธ์กับนานาชาติน้อยลง ตลอดจนสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ลงด้วย ส่งผลให้การรักษาความสัมพันธ์ทางการทูตกับพันธมิตรดั้งเดิมเป็นเรื่องยาก

ทั้งนี้ เกาหลีเหนือสถาปนาความสัมพันธ์กับ 159 ประเทศทั่วโลกแต่จำนวนสถานทูตเกาหลีในต่างประเทศกลับลดจำนวนลงนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1990 ปัจจุบัน มีสถานเอกอัครราชทูตสถานกงสุล และสำนักงานตัวแทนเกาหลีเหนือ เพียง 53 แห่งเท่านั้น ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในนั้น โดยไทยและเกาหลีเหนือสถาปนาความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2501 จากการตรวจสอบในเว็บไซต์ของสถานเอกอัครราชทูตเกาหลีเหนือ ยังไม่พบความเคลื่อนไหวใดๆ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสถานะในประเทศไทย

ก่อนหน้านี้ เมื่อปี 2564 เกาหลีเหนือก็ได้ประกาศปิดสถานทูตประจำกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย และคณะเจ้าหน้าที่ทูตเกาหลีเหนือต้องเดินทางกลับประเทศหลังเกาหลีเหนือกับมาเลเซีย ประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตต่อกันเหตุเพราะเกาหลีเหนือไม่พอใจที่รัฐบาลมาเลเซียส่งตัวชายชาวเกาหลีเหนือให้แก่สหรัฐฯ ซึ่งถูกตั้งข้อหาฟอกเงินซึ่งก็ทำให้มาเลเซีย แสดงความเสียใจอย่างยิ่งที่เกาหลีเหนือตัดสัมพันธ์ทางการทูต และสั่งปิดสถานทูตมาเลเซียในกรุงเปียงยาง เพื่อตอบโต้รัฐบาลเกาหลีเหนือ และสั่งให้เจ้าหน้าที่การทูตของเกาหลีเหนือทั้งหมดรวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลเกาหลีเหนือที่อยู่ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ให้ออกไปจากมาเลเซียภายใน 48 ชั่วโมง

หันมองไปรอบตัว เกาหลีเหนือเหลือเพียงมิตรสหายที่เป็นพี่ใหญ่ อย่างจีนและรัสเซียเท่านั้น ที่ยังเป็นหลังให้พิงและคอยสนับสนุนให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ ในยามยาก

แต่หลังจากนี้ เกาหลีเหนือจะดำเนินนโยบายทางการทูตอย่างไร ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและสถานการณ์โลกที่กำลังบีบคั้น ถือว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : จับตาขัดแย้งอิสราเอล-ฮามาส กระทบส่งออก-เศรษฐกิจไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765704

คุยกัน 7 วันหน : จับตาขัดแย้งอิสราเอล-ฮามาส  กระทบส่งออก-เศรษฐกิจไทย

คุยกัน 7 วันหน : จับตาขัดแย้งอิสราเอล-ฮามาส กระทบส่งออก-เศรษฐกิจไทย

วันอาทิตย์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 07.45 น.

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล ได้รายงานสถานการณ์อิสราเอลกับกลุ่มฮามาส จากข้อมูลจากกระทรวงการคลังอิสราเอลประมาณการว่า เศรษฐกิจอิสราเอลได้รับผลกระทบอย่างร้ายแรงมูลค่าความเสียหายหลายพันล้านเชคเกล สะท้อนว่าเศรษฐกิจอิสราเอลถดถอยอย่างแน่นอนในระยะสั้นทั้งในช่วงและหลังสู้รบ แม้ว่ารัฐบาลอิสราเอลและประชาชนเชื่อมั่นว่าจะชนะได้ให้เร็วที่สุด แต่เมื่อมีการเปิดศึกการสู้รบทางตอนเหนือด้วย คงจะยืดเยื้อออกไปหลายเดือน ยิ่งเมื่อมีการระดมกำลังทหารกองหนุน 300,000 นาย การใช้จ่ายของรัฐบาลจะสูงขึ้นและภาคส่วนต่างๆ เช่น การท่องเที่ยวได้รับผลกระทบอย่างหนัก นักเศรษฐศาสตร์มองว่าไม่สามารถหลีกเลี่ยงการชะลอตัวได้สถานการณ์ของการสู้รบยังก่อให้เกิดความไม่แน่นอนอย่างมาก ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจของอิสราเอล

สิ่งที่จะเกิดขึ้นคืออัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ส่งผลต่อนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารแห่งอิสราเอลด้วย นอกจากนี้ยังทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ซึ่งการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันสำหรับอิสราเอลหมายถึงการเพิ่มขึ้นของราคาเชื้อเพลิงโดยตรง และการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้านำเข้าทางอ้อม การเพิ่มขึ้นของราคาเชื้อเพลิงยังส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นซึ่งต้องใช้การขนส่งจำนวนมากและยังเพิ่มภาระให้กับประชาชนในช่วงนี้อีกด้วย ซึ่งคาดว่าในระยะ3- 6 เดือน นับจากนี้ “ราคาสินค้าต้องเพิ่มขึ้นแน่นอน”

ประเมินส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจโดยคาดว่า ในปี 2567 อัตราการเติบโตจีดีพี ของประเทศอิสราเอลจะต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนเกิด คือลดลงจากร้อยละ 3 เป็น 2.2”

นอกจากนี้ยังมีความน่าสนใจในเรื่องอันดับเครดิต หนี้ระยะยาวของอิสราเอลเป็นลบ หมายความว่าบริษัทจัดอันดับเครดิตพร้อมที่จะลดอันดับความน่าเชื่อถือลง ตามความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการสู้รบ ซึ่ง ฟิทช์ เป็นสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือของอเมริกาและเป็นหนึ่งในสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือรายใหญ่ของโลก กังวลว่าการต่อสู้จะใช้เวลานาน ทำให้ต้องลดอันดับเครดิตอิสราเอลลง

การประเมินตรงนี้สอดคล้องกับการประเมินจากนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของอิสราเอล ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจของอิสราเอลจะเกิดภาวะถดถอยอย่างแน่นอน CNBC รายงานว่า โจเซฟ เซรา นักเศรษฐศาสตร์ผู้มีชื่อเสียง อดีตศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยฮิบรู ให้ความเห็นว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการสู้รบจะเกิดขึ้นทันที ทำให้เศรษฐกิจหดตัวรุนแรง เนื่องจากหลายพื้นที่ของอิสราเอลกำลังเผชิญกับผลผลิตที่ลดลง การท่องเที่ยวหยุดลง ตอนนี้ผู้คนในอิสราเอลไม่ออกไปกินข้าวหรือช้อปปิ้ง ยิ่งการสู้รบยืดเยื้อต่อเนื่องนานเท่าใด ความเสียหายต่อเศรษฐกิจก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ยังไม่รู้ว่ารัฐบาลจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร

กระทรวงเศรษฐกิจของอิสราเอลไม่สามารถประเมินได้ว่าภาคเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร เพราะเมื่อคนทำงานหนุ่มสาวไปเป็นทหารกองหนุน ผู้ที่เข้าร่วมการต่อสู้ส่วนใหญ่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี ประชากรอายุน้อยเหล่านี้มีบทบาทอย่างมากในระบบเศรษฐกิจและภาคบริการเทคโนโลยีของอิสราเอล ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณหนึ่งในสามของการส่งออกของอิสราเอล และหนึ่งในห้าของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศประจำปี

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเทลอาวีฟ กระทรวงพาณิชย์ ยังวิเคราะห์ถึงผลกระทบต่อการค้าในระยะยาวหากการสู้รบยืดเยื้อนานกว่าทุกครั้ง โดยขณะนี้ยังไม่มีใครบอกได้ว่าการสู้รบจะยุติเมื่อใด เพราะหากมีปัจจัยอื่นแทรกแซง เช่น การอุดหนุนกลุ่มฮามาสจากประเทศอาหรับ ซึ่งมีการตั้งสมมุติฐานว่าการสู้รบอาจจะใช้เวลานาน 1-2 เดือนกว่าจะยุติ แบ่งช่วงระยะเวลาที่มีผลต่อเศรษฐกิจเป็นดังนี้

1. ในระยะสั้น หากการสู้รบยืดเยื้อระหว่างเดือนต.ค. 2566 ถึง พ.ย. 2566 เศรษฐกิจอิสราเอลถดถอย การค้าระหว่างประเทศรวมทั้งไทยลดลงอย่างมาก

2.ในระยะกลาง ตั้งแต่เดือนธ.ค. 2566 ถึงก.พ. 2567 ในช่วง 3 เดือนแรก หลังการสู้รบยุติ เป็นช่วงฟื้นฟูประเทศและเศรษฐกิจ การค้ากับต่างประเทศน่าจะมีสัญญาณที่ดี เริ่มปรับเข้าสู่ภาวะปกติ

3. ในระยะยาว หลังการสู้รบ 3 เดือนแล้ว อิสราเอลเข้าสู่ภาวะปกติมูลค่าการค้ากับไทยน่าจะเพิ่มมากขึ้น

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเมินว่า อิสราเอลเป็นประเทศที่เศรษฐกิจเข้มแข็งยั่งยืนด้วยเทคโนโลยีก้าวหน้าทันสมัย ดังนั้นหากการสู้รบยุติได้เร็ว ก็คาดว่าอิสราเอลจะฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็วมาก

ในส่วนของการค้าไทยกับอิสราเอล ในปี 2566 (มกราคม-สิงหาคม) การค้าระหว่างไทย-อิสราเอล มีมูลค่า 856 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปอิสราเอล 545 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจากอิสราเอล 311 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญจากไทยไปอิสราเอล 5 อันดับแรก ได้แก่ รถยนต์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ และข้าว ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญจากอิสราเอล5 อันดับแรก ได้แก่ เครื่องเพชรพลอยและอัญมณี ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า และผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้

หากการสู้รบยืดเยื้อยาวนาน คาดว่า เศรษฐกิจของประเทศอิสราเอลถดถอยย่อมส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศของอิสราเอลกับประเทศต่างๆ รวมทั้งการค้ากับไทยแม้ไทยอาจจะส่งออกสินค้าอาหารได้เพิ่มขึ้น แต่การส่งออกสินค้าที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีพ ตลาดอิสราเอลอาจชะลอลงจากกำลังซื้อของผู้บริโภคชาวอิสราเอลลดลง นอกจากนี้ นักธุรกิจอิสราเอลอาจชะลอการเดินทางเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในประเทศไทย ในปี 2567

คงต้องติดตามสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด แม้ผลกระทบต่อการส่งออกไทยอาจไม่มาก แต่มีแรงงานไทยไปทำงานที่อิสราเอลจำนวนมาก และหลายรายยังถูกจับเป็นตัวประกัน

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : นายกฯ ไทยชี้ BRF ครั้งที่ 3 เน้นย้ำปณิธานประเทศหุ้นส่วนทำงานร่วมกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/764318

คุยกัน 7 วันหน : นายกฯ ไทยชี้ BRF ครั้งที่ 3 เน้นย้ำปณิธานประเทศหุ้นส่วนทำงานร่วมกัน

คุยกัน 7 วันหน : นายกฯ ไทยชี้ BRF ครั้งที่ 3 เน้นย้ำปณิธานประเทศหุ้นส่วนทำงานร่วมกัน

วันอาทิตย์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.15 น.

เมื่อวันพฤหัสบดี (19 ต.ค.) เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีไทย ซึ่งอยู่ระหว่างเยือนกรุงปักกิ่งเพื่อเข้าร่วมการประชุมหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศ (BRF) ครั้งที่ 3 และเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัวว่า การประชุมฯ ถือเป็นโอกาสที่ผู้นำนานาประเทศได้รวมตัว เพื่อแนะนำแผนการพัฒนาของตนเอง และแสดงความตั้งใจจะทำงานร่วมกันเพื่อต่อยอดแผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) ให้เป็นปึกแผ่นและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

เศรษฐากล่าวว่า แผนริเริ่มฯ ที่นำเสนอโดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิงเชื่อมโยงนานาประเทศ สร้างประโยชน์ต่อมนุษยชาติด้วยการสนับสนุนการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การค้าและการลงทุน การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและระหว่างประชาชน พร้อมเสริมว่าการกล่าวสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในพิธีเปิดการประชุมฯ ได้สื่อสารความมุ่งมั่นของจีนในการพัฒนาอย่างสันติและขยับขยายการเปิดกว้างยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ เศรษฐายังได้เจรจาพูดคุยกับบริษัทผู้ประกอบการของจีนหลายแห่งระหว่างอยู่ปักกิ่ง เพื่อดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ไทย โดยเศรษฐาเผยว่าการเดินทางมาครั้งนี้เพื่อส่งสารถึงบรรดาบริษัทผู้ประกอบการของจีนว่าไทยพร้อมต้อนรับกลุ่มนักลงทุนจากจีน

สำหรับแผนการส่งเสริมความร่วมมือไทย-จีน เศรษฐากล่าวว่าทั้งสองประเทศยังพัฒนาความร่วมมือในหลายด้าน ในด้านการพัฒนาพลังงานใหม่นั้น ปัจจุบันมีบริษัทยานยนต์พลังงานใหม่ของจีนหลายแห่งเข้ามาลงทุนและก่อสร้างโรงงานในไทย ซึ่งมีบทบาทสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์พลังงานใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน

ในความร่วมมือการเกษตรระหว่างสองประเทศ เศรษฐายกการส่งออกทุเรียนเป็นตัวอย่าง โดยกล่าวว่าชาวจีนนิยมรับประทานทุเรียนอย่างมาก และคาดหวังว่าไทยจะสามารถส่งออกทุเรียนที่มีคุณภาพสูงสู่จีนเพิ่มขึ้นในอนาคต

เศรษฐาเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทยเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาและจีนเป็นประเทศแรกนอกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(อาเซียน) ที่เศรษฐาเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการ เขากล่าวว่าความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างไทยและจีนนั้นมีประวัติศาสตร์ยาวนาน ประชาชนของสองประเทศได้ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันฉันญาติสนิทมิตรสหายขณะเดียวกันไทยมีสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ดี จึงหวังว่าจะเกิดความร่วมมือกับกลุ่มบริษัทผู้ประกอบการของจีนภายใต้แผนริเริ่มฯ เพิ่มขึ้น ส่งเสริมการค้าระหว่างสองประเทศและเดินหน้าการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคี

ก่อนหน้านั้น ปานปรีย์ พหิทธานุกรรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าวซินหัวว่าแผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) ถือเป็นวิสัยทัศน์ระดับโลกอันชาญฉลาดที่ส่งเสริมการเชื่อมต่อและโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงนำพาความเจริญมายังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

ปานปรีย์ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศ (BRF)ครั้งที่ 3 ว่า แผนริเริ่มฯ เป็นโครงการที่มีความชาญฉลาดมาก มีการมองไปทางนอกเพื่อการพัฒนาภูมิภาค และเพื่อให้โลกมีความเจริญรุ่งเรืองทางด้านเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น พัฒนาการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งทำให้ประเทศด้อยพัฒนาและกำลังพัฒนาจะได้ประโยชน์จากโครงการนี้สูงมาก

แผนริเริ่มฯ ได้ยกระดับการเชื่อมต่อระดับภูมิภาคผ่านโครงการต่างๆ อย่างทางรถไฟ ซึ่งเชื่อมต่อเมืองสำคัญอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้เกิดการขนส่งสินค้าอย่างราบรื่นตลอดแนวเส้นทาง โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ซึ่งรัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการสร้างทางรถไฟจีน-ไทย ซึ่งจะเชื่อมต่อกับทางรถไฟจีน-ลาว และจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งจีน ลาวและไทย

สำหรับการเติบโตของเศรษฐกิจจีน ปานปรีย์กล่าวว่า ประเทศจีนมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เวลานี้เศรษฐกิจจีนจะมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจโลกฟื้นกลับมาได้ในสภาพที่ปกติเพื่อนบ้านหรือภูมิภาคที่อยู่ใกล้จีนก็สามารถค้าขายกับจีนได้อย่างเป็นปกติเช่นเดียวกัน ซึ่งจะทำให้การค้าในภูมิภาคของเอเชียมีความแข็งแรงทั้งหมด“ในมุมมองผม ก็ยังมองเศรษฐกิจของจีนในด้านดีและด้านบวก”

ทั้งนี้ ความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยและจีนนั้นหยั่งรากลึก โดยนอกจากการค้าและการลงทุนแล้ว ความร่วมมือทวิภาคียังครอบคลุมด้านอื่นๆเช่น ความมั่นคง สังคม และวัฒนธรรมขณะการทำงานร่วมกันมุ่งเน้นเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว โดยเฉพาะการเกื้อหนุนห่วงโซ่อุปทานเพื่อความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน ข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศของจีนระบุว่าการค้าทวิภาคีระหว่างจีนและไทยในปี 2022อยู่ที่ 1.35 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ(ราว 4.9 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จากปีก่อนหน้า โดยจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทย

ปานปรีย์กล่าวว่าจีนเป็นหนึ่งในตลาดเป้าหมายสำคัญของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งเมื่อไม่นานนี้ไทยได้ดำเนินนโยบายฟรีวีซ่าแก่นักท่องเที่ยวชาวจีน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเยือนไทย และกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ส่วนการพัฒนาระดับภูมิภาค ปานปรีย์กล่าวว่าความสัมพันธ์จีน-อาเซียนที่แข็งแรงจะเพิ่มพูนความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาค รวมถึงไทยในหลากหลายด้าน เช่น การค้า การลงทุน และความมั่นคงของภูมิภาค พร้อมกับย้ำว่า ความสัมพันธ์นี้เป็นประโยชน์ต่อทั้งอาเซียนและจีน

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ศึก‘อิสราเอล-ฮามาส’ส่อขยายวง?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/762834

คุยกัน 7 วันหน : ศึก‘อิสราเอล-ฮามาส’ส่อขยายวง?

คุยกัน 7 วันหน : ศึก‘อิสราเอล-ฮามาส’ส่อขยายวง?

วันอาทิตย์ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.35 น.

แม้การสู้รบรุนแรงระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มนักรบฮามาสของปาเลสไตน์ จะเกิดขึ้นบริเวณพรมแดนอิสราเอลกับฉนวนกาซา โดยเฉพาะเขตกาซาเป็นหลัก แต่ความเคลื่อนไหวในพื้นที่ทางตอนเหนือของอิสราเอลขณะนี้น่ากังวลไม่น้อย ทำให้กองทัพอิสราเอลต้องเพิ่มกำลังทหารประจำการตามแนวพรมแดนที่อยู่ติดกับเลบานอนหลังจากอิสราเอลยิงโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนเมื่อไม่กี่วันก่อนเพื่อตอบโต้การโจมตีของกลุ่มเฮซบอลลาห์ซึ่งยิงขีปนาวุธต่อต้านรถถังอย่างน้อย2 ลูก พุ่งเป้าไปยังจุดประจำการทหารในพื้นที่ทางตอนเหนือของอิสราเอล ทำให้บ้านเรือนของชาวเลบานอนอย่างน้อย 10 หลัง และฐานยิงจรวดได้รับความเสียหาย โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 คน

ขณะที่เฮซบอลลาห์ ระบุว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นการตอบโต้อิสราเอลที่สังหารสมาชิกของกลุ่มในระหว่างการปะทะกันเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

บรรยากาศตึงเครียดในจุดนี้ทวีความรุนแรงมากขึ้น นับตั้งแต่ฮามาสบุกโจมตีอิสราเอล ท่ามกลางความกังวลว่า การสู้รบรุนแรงจะปะทุขึ้นในบริเวณนี้เพิ่มอีก 1 จุด ซึ่งเฮซบอลลาห์เป็นกลุ่มที่มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับฮามาส

พันธมิตรของฮามาสไม่ได้มีแค่กลุ่มติดอาวุธที่อยู่ในเลบานอนเท่านั้น แต่ยังมีกลุ่มสนับสนุนกระจายตัวอยู่ในหลายประเทศในตะวันออกกลาง ซึ่งกลุ่มเหล่านี้มีจุดร่วมเป็นความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิหร่าน เช่น ซีเรีย มีรายงานว่า อิสราเอลต้องยิงปืนใหญ่เพื่อตอบโต้การโจมตีที่มาจากฝั่งซีเรียในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ขณะที่ผู้นำกลุ่มฮูตีในเยเมน ล่าสุดออกมาประกาศความพร้อมที่จะร่วมมือกับกลุ่มอื่นๆ รวมทั้งขู่ว่าจะยิงขีปนาวุธ ใช้โดรนโจมตีและใช้ยุทธวิธีทางทหารต่างๆ เพื่อตอบโต้ หากสหรัฐฯ เข้าไปยุ่งกับความขัดแย้งในกาซาโดยตรง

ส่วนกลุ่มติดอาวุธในอิรักจำนวนหนึ่ง ออกมาแสดงจุดยืนไม่ต่างกับฮูตี คือ หากสหรัฐฯ เข้าไปแทรกแซงทางการทหารในกาซา ทางกลุ่มจะเปิดฉากโจมตีฐานทัพและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในดินแดนอิรักและตามจุดต่างๆ ในภูมิภาค

ความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯไม่ได้เรียกเสียงวิจารณ์จากฝั่งผู้สนับสนุนฮามาสหลักเท่านั้น แต่ตุรกีเองก็ออกมาแสดงจุดยืนคัดค้านด้วยเช่นกัน โดยประธานาธิบดีเรเซป ทายยิบ เออร์โดอันออกมาโจมตีกรณีสหรัฐฯ ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินเข้าใกล้อิสราเอล ว่า อาจจะนำไปสู่การสังหารหมู่ในกาซา

ขณะที่อดีตผู้นำฮามาส ที่ขณะนี้อยู่ในกาตาร์ ออกมาเชิญชวนให้โลกมุสลิมและอาหรับออกมารวมตัวประท้วงพร้อมกัน เพื่อแสดงพลังสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลและประชาชนในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งจอร์แดน ซีเรีย เลบานอน และอียิปต์ ออกมาทำหน้าที่ที่สำคัญที่สุดในการช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์

เช่นเดียวกับประธานาธิบดีอิบราฮิม ไรซี ของอิหร่าน เผยระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด ของซีเรีย เรียกร้องประเทศอาหรับและมุสลิมทั้งปวงรวมทั้งชาวโลกผู้เป็นอิสระทั้งหมดจะต้องร่วมใจและร่วมมือกันอย่างจริงจังในการหยุดยั้งการก่ออาชญากรรมของระบอบไซออนิสต์ที่กระทำต่อชาติปาเลสไตน์ที่ถูกกดขี่ ประธานาธิบดีไรซีย้ำว่า เพื่อหยุดยั้งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ของพวกไซออนิสต์ อิหร่านจะประสานกับประเทศมุสลิมโดยเร็วที่สุด และได้ตำหนิประเทศอาหรับที่สถาปนาความสัมพันธ์ระดับปกติกับอิสราเอลเมื่อไม่นานมานี้ หรืออยู่ระหว่างเจรจาเพื่อสถาปนาความสัมพันธ์ระดับปกติกับอิสราเอล

ข้อมูลจากสำนักสถิติกลางปาเลสไตน์ ชี้ว่า ปัจจุบันมีชาวปาเลสไตน์อยู่ในกาซาและเวสต์แบงก์ รวมกันมากกว่า 5,000,000 คน และอีกหลายล้านคนกระจัดกระจายอยู่ในหลายประเทศ แต่ทั้งสามประเทศนี้ เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่รับดูแลผู้อพยพชาวปาเลสไตน์เป็นจำนวนมาก โดยอยู่ในจอร์แดนมากที่สุด ประมาณ 2,300,000 คน ขณะที่ตัวเลขในซีเรียอาจจะมีน้อยกว่านี้ เพราะพบว่าผู้ลี้ภัยที่ลงทะเบียนในซีเรียจำนวนหนึ่งอพยพไปอาศัยในประเทศอื่นๆ แทน

สิ่งหนึ่งที่ต้องแยกออกจากกันให้ชัด คือ ชาวปาเลสไตน์ทั้งหมดไม่ใช่กลุ่มฮามาส ดังนั้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา แม้จะมีภาพความโหดร้ายของเหตุโจมตีในอิสราเอล แต่ในหลายเมืองทั่วโลกก็ยังคงเห็นภาพการชุมนุมสนับสนุนและเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับชาวปาเลสไตน์อย่างต่อเนื่อง

จุดนี้กลายมาเป็นปัญหาใหญ่ของอิสราเอล เพราะจะทำอย่างไรให้การโจมตีกลุ่มติดอาวุธกระทบกับพลเรือนน้อยที่สุด เพื่อไม่ให้สร้างเงื่อนไขที่จะยิ่งทำให้กลุ่มติดอาวุธ
หัวรุนแรงได้ประโยชน์

การโจมตีทางอากาศในแต่ละวันถ้าสถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงของสงครามที่ขยายวงกว้างมากยิ่งขึ้น ยิ่งล่าสุด กองทัพอิสราเอลว่า ประชากรทั้งหมดของกาซา ซึ่งอยู่ทางเหนือของวาดิกาซา ควรจะอพยพย้ายไปอยู่ทางภาคใต้ของกาซาภายใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า ซึ่งคำสั่งนี้เกี่ยวข้องกับประชาชนประมาณ 1.1 ล้านคน ก็ยิ่งทำให้หลายฝ่ายหวั่นเกรงว่า อิสราเอลพร้อมสั่งทหารนับแสนนายที่ประชิดพรมแดนกาซา ให้เตรียมบุกเข้าไปในฉนวนกาซา เพื่อเผชิญหน้ากับกลุ่มนักรบฮามาส และเพื่อช่วยเหลือตัวประกันกว่า 150 คน ที่ถูกกลุ่มฮามาสจับไปจากอิสราเอล นั่นก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ส่อเลวร้ายลงอีกมาก

เอลอยซ์ ฟาเยต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางจากสถาบันความสัมพันธ์ต่างประเทศแห่งฝรั่งเศสวิเคราะห์ว่า การลักพาตัวทหารและพลเรือน ทำให้การตอบโต้ของกองทัพอิสราเอลซับซ้อนยุ่งยากขึ้น เพราะอิสราเอลให้ความสำคัญกับตัวประกันอย่างมาก โดยในปี 2011 อิสราเอลเคยยอมแลกเปลี่ยนตัวประกันเพียงคนเดียว เป็นทหารชาวอิสราเอล-ฝรั่งเศสที่ชื่อ จิลาด์ ชาลิด กับนักโทษปาเลสไตน์มากกว่า 1,000 คนมาแล้ว

ต้องติดตามว่า อิสราเอลจะยอมสละชีวิตตัวประกันนับร้อยที่เป็นทั้งคนอิสราเอลและพลเมืองชาติอื่น โดยเดินหน้าปราบปรามกลุ่มฮามาสผ่านการโจมตีทางอากาศอย่างหนักหน่วงพร้อมไปกับการส่งทหารบุกเข้าฉนวนกาซาหรือไม่

ซึ่งแน่นอนว่า ความขัดแย้งจะยิ่งลุกลามบานปลายมากขึ้นไปอีก

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : สเปนยังไม่ได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/761510

คุยกัน 7 วันหน : สเปนยังไม่ได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่

คุยกัน 7 วันหน : สเปนยังไม่ได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.20 น.

อัลแบร์โต นูเญซ เฟฆู ผู้นำพรรคสังคมนิยมของสเปน ยังไม่สามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎร ได้มากพอเพื่อที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้สเปนยังคงไม่ได้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลชุดใหม่ หลังผ่านพ้นการเลือกตั้งทั่วไปตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ผลการลงมติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสเปนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาปรากฏว่า อัลแบร์โต นูเญซ เฟฆู ผู้นำพรรคประชาชน หรือพีพี ที่มีแนวนโยบายสังคมนิยม ซึ่งได้ที่นั่งมากที่สุดในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่ไม่มากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก ก็ยังคงไม่ประสบความสำเร็จในการขอเสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคอื่นๆ ให้สนับสนุนตัวเขาในการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้ หลังจากได้เสียงสนับสนุน 172 เสียง ขณะที่เสียงคัดค้านและไม่ลงคะแนนอยู่ที่ 178 เสียง

ทั้งนี้ พรรคประชาชนของเฟฆูชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียง 137 ที่นั่งเมื่อรวมกับพรรควอกซ์ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายขวา ซึ่งได้ 33 ที่นั่ง รวมถึงพรรคเล็กอีก 2 พรรค ก็ไม่เพียงพอที่จะเป็นเสียงข้างมากในสภา สำหรับการจัดตั้งรัฐบาลที่ต้องการเสียงมากกว่า 176 ที่นั่งจากที่นั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 350 ที่นั่ง ขณะที่พรรคแรงงานสังคมนิยมสเปนของนายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ได้มา 121 ที่นั่ง แม้จะไม่มีสิทธิจัดตั้งรัฐบาล แต่เขาก็ยังสามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาได้จนถึงตอนนี้ และอาจนั่งยาวไปจนถึงปลายเดือนตุลาคม จนกว่าจะมีการเปลี่ยนผ่านวาระการดำรงตำแหน่งประธานสหภาพยุโรป

นั่นทำให้สถานการณ์การเมืองในสเปน ยังคงเผชิญภาวะความไม่แน่นอนต่อไป เพราะแม้ซานเชซจะดูเหมือนอยู่ในสถานะดีกว่าที่จะอยู่ในตำแหน่งต่อไป แต่ก็ไม่แน่ว่าจะได้เสียงโหวตพอหรือไม่ เพราะเมื่อรวมเอาเสียงพันธมิตรฝ่ายซ้ายของเขาทั้งหมดก็ยังมีเพียง 171 เสียง จากสภา 350 เสียง เท่ากับว่าถ้าจะตั้งรัฐบาลเขาจำเป็นต้องดึงสส. จากพรรคฆุนต์ส(Junts) พรรคแบ่งแยกดินแดนกาตาลุญญ่ามาโหวตให้ แต่พรรคฆุนต์ส ที่คาร์เลส ปุยก์เดอมงต์ อดีตประธานาธิบดีของแคว้นกาตาลัญเป็นแกนนำ และตอนนี้ลี้ภัยอยู่ในเบลเยียม ตั้งเงื่อนไขว่าจะสนับสนุนซานเชซแลกกับการนิรโทษกรรมทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการลงประชามติให้เอกราชกาตาลุญญ่า และรัฐบาลมาดริดต้องยินยอมให้มีการลงประชามติตัดสินใจกำหนดชะตาชีวิตตนเองครั้งใหม่ของชาวกาตาลัญแต่พรรคสังคมนิยมกล่าวว่า ข้อเรียกร้องทั้งสองเป็นไปไม่ได้เพราะขัดรัฐธรรมนูญ

อกุสติน รูอิส โรเบลโด อาจารย์ด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ มหาวิทยาลัยเกรนาดา กล่าวว่า สถานการณ์นี้ผลักให้สมเด็จพระราชาธิบดี ฟิลิเปที่ 6 กษัตริย์แห่งสเปน ตกที่นั่งลำบาก เพราะในท้ายที่สุด พระองค์ต้องทำหน้าที่คนกลางผู้ชี้ขาดในประเทศที่แตกแยกทุกขณะ เขามองว่า หากพระองค์เลือกเฟฆูต่อไป ฝ่ายซ้ายจะกล่าวหาว่าพระองค์เห็นใจฝ่ายอนุรักษ์ และปล่อยให้สภาเสียเวลาเสนอชื่อคนที่ไม่มีวันชนะโหวต แต่ถ้าพระองค์หันมาเสนอชื่อซานเชซบ้าง ฝ่ายขวาจะกล่าวหาว่าพระองค์ไม่มีกระดูกสันหลัง เอนเอียงเข้าหาฝ่ายซ้ายและพวกแบ่งแยกดินแดนที่ต้องการทำลายประเทศ กลายเป็นว่า ไม่ว่าทำอะไรก็โดนวิพากษ์วิจารณ์ทั้งสิ้น

ขณะเดียวกัน ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สเปนเปลี่ยนผ่านจากระบบสองพรรค มาสู่ระบบรัฐสภาที่มีวุฒิภาวะมากขึ้นและเปราะบางมากขึ้นด้วย เห็นได้ชัดคือ กษัตริย์ ฆวน คาร์ลอสที่ 1 เคยได้รับการปรึกษาหารือเพื่อตั้งรัฐบาลแค่ 10 ครั้งตลอดรัชสมัย 38 ปีแต่กษัตริย์ฟิลิเปที่ 6 ทำมาแล้ว 9 ครั้งนับตั้งแต่ปี 2014 ครั้งหลังสุดในปี 2016 หลังพระองค์ขึ้นครองราชย์ได้เพียง 1 ปีครึ่ง สเปนมีการเลือกตั้งครั้งใหญ่และพรรคประชาชนได้รับเสียงข้างมาก แต่ มารีอาโน ราฮอย หัวหน้าพรรคในขณะนั้น เล่นเกมการเมืองด้วยการปฏิเสธที่จะเป็นแกนนำในการตั้งรัฐบาลเป็นพรรคแรก ทำให้พระองค์ต้องตัดสินพระทัยเสนอชื่อของ ซานเชซเลขาธิการพรรคแรงงานสังคมนิยมที่ได้คะแนนน้อยกว่าแทน ทั้งที่พระองค์และทุกคนรู้ว่าซานเชซไม่มีทางชนะโหวตในสภา แต่ก็แสดงให้เห็นว่า พระองค์ทรงพยายามปรับบทบาทสถาบันกษัตริย์ให้กลับคืนสู่การเป็นสถาบันภายใต้รัฐธรรมนูญให้มากที่สุด การปรึกษาผู้นำพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อให้ทรงทำหน้าที่จัดตั้งรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญให้มีประสิทธิภาพที่สุด เป็นรูปธรรมหนึ่งที่สะท้อนความพยายามปรับบทบาทสถาบันกษัตริย์ของพระองค์

บทบาทของกษัตริย์สเปนในการจัดตั้งรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญ อาจดูเหมือนง่าย เสนอชื่อบุคคลที่ได้รับคะแนนเสียงในการเลือกตั้งมากที่สุดก็จบ แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่เช่นนั้นตามรัฐธรรมนูญสเปนถือว่าเป็น “หน้าที่”ของกษัตริย์ ไม่ใช่ “อำนาจ” ในการจัดตั้งรัฐบาล หน้าที่คือต้องจัดตั้งรัฐบาลให้ได้โดยอำนาจในการจัดตั้งยังเป็นของรัฐสภาที่สมาชิกมาจากการเลือกตั้งของประชาชน เพราะฉะนั้น กษัตริย์จะต้องทรงใช้วิจารณญาณในการเลือกบุคคลให้รัฐสภาลงมติให้รอบคอบที่สุด เพื่อให้ตัวเลือกของพระองค์ได้รับการยอมรับจากรัฐสภา หากตัวเลือกที่พระองค์เสนอสู่รัฐสภาไม่ได้รับโหวตจากสภาให้เป็นนายกฯ พระองค์อาจถูกมองว่าล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่

ล่าสุด มีรายงาน (จากตอนที่กำลังปั่นต้นฉบับอยู่นี้) ว่า สมเด็จพระราชาธิบดีฟิลิเปที่ 6 ทรงขอร้องให้ซานเชซจัดตั้งรัฐบาลเป็นที่เรียบร้อย แม้บรรดาคนดังฝ่ายอนุรักษ์นิยม เช่น คาร์เมน โลมา นามักเขียนคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ฝ่ายขวาเรียกร้องให้กษัตริย์ไม่เอาซานเชซ และไม่เสนอให้เขาตั้งรัฐบาลเพราะต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจากนักโทษหนีคดีอย่างปุยก์เดอมงต์ ผู้ก่อการร้าย ETA และคนอื่นๆ ที่ดำรงอยู่ด้วยเหตุผลเดียวเท่านั้น คือการทำลายล้างประเทศและรัฐธรรมนูญสเปน

หลังจากนี้ ซานเชซคงต้องเป็นฝ่ายปวดหัวบ้าง เพราะจะต้องคิดหาทางว่าจะทำอย่างไร จึงจะดึงพรรคอื่นๆมาร่วมรัฐบาลได้ โดยเฉพาะพรรคฆุนต์สที่หวังเรียกร้องให้มีการจัดทำประชามติเพื่อรับรองการแบ่งแยกดินแดนในแบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในสกอตแลนด์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชานเชซเคยบอกว่าจะไม่ทำเด็ดขาด

หากเป็นเช่นนี้ต่อไป มีแนวโน้มว่าสถานการณ์การเมืองในสเปนที่เจอทางตันกำลังนำไปสู่การเลือกตั้งอีกครั้งในอนาคต เพราะซานเชซจะมีเวลาในการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลใหม่ จนถึงวันที่ 27 พฤศจิกายนนี้เท่านั้น

ถ้าซานเชซยังไม่สามารถรวบรวมเสียงข้างมากในสภาได้เหมือนที่เฟฆูประสบมาแล้ว สเปนก็จะต้องจัดการเลือกตั้งใหม่อีกหน ในวันที่ 14 มกราคมปีหน้า

โดย ดาโน โทนาลี