คุยกัน 7 วันหน : ลูกโซ่รัฐประหารแอฟริกา ชาติใดรายต่อไป?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754060

คุยกัน 7 วันหน : ลูกโซ่รัฐประหารแอฟริกา ชาติใดรายต่อไป?

คุยกัน 7 วันหน : ลูกโซ่รัฐประหารแอฟริกา ชาติใดรายต่อไป?

วันอาทิตย์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.15 น.

กาบองเป็นประเทศล่าสุดในแอฟริกา ที่เกิดการยึดอำนาจทำรัฐประหารจากรัฐบาลพลเรือนโดยกลุ่มทหารในกองทัพ ที่เรียกตนเองว่า คณะกรรมการการเปลี่ยนถ่ายและ
ฟื้นฟูสถาบัน ประกาศถึงเหตุผลในการตัดสินใจปกป้องสันติภาพ ด้วยการยุติการปกครองของรัฐบาลชุดปัจจุบันด้วยการยกเลิกการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 26 สิงหาคมปีนี้ และผลการเลือกตั้ง พร้อมกับยุบสถาบันทุกอย่างของสาธารณรัฐกาบอง ทั้งรัฐบาล วุฒิสภา สมัชชาแห่งชาติ และศาลรัฐธรรมนูญ กาบองจะปิดพรมแดนทั้งหมดจนกว่าจะมีการประกาศเพิ่มเติม

แถลงการณ์ดังกล่าวซึ่งมีการประกาศผ่านการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ในประเทศ เกิดขึ้นไม่นานหลังจากศูนย์กลางการเลือกตั้งกาบองประกาศว่า ประธานาธิบดี อาลี บองโกออนดิมบา วัย 64 ปี ผู้ครองอำนาจมานาน 14 ปี ชนะเลือกตั้งโดยได้คะแนนร้อยละ 64.27 โดย อาลี บองโก เป็นบุตรชายของอดีตประธานาธิบดีโอมาร์ บองโก บิดาของเขาปกครองกาบองระหว่างปี 1967-2009 ส่วนอาลี บองโก ชนะการเลือกตั้งสมัยแรกในปี 2009 และเป็นผู้นำกาบองสืบเนื่องนับตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน ขณะที่ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลกาบอง ซึ่งเป็นประเทศในแอฟริกาตะวันตกได้ประกาศห้ามออกนอกเคหสถาน และปิดอินเตอร์เนตทั่วประเทศ โดยอ้างว่าเพื่อสกัดการเผยแพร่ข่าวเท็จและการเกิดเหตุรุนแรง

ด้านประธานาธิบดีบองโก ได้อัดคลิปวีดีโอ เรียกร้องให้พันธมิตรส่งเสียงต่อต้านรัฐประหารดังกล่าว ซึ่งก็ดูเหมือนจะสร้างความยินดีให้ประชาชนในประเทศอยู่ไม่น้อย หลังพบว่าชาวกาบองจำนวนมาก สนับสนุนการกระทำนี้ของกองทัพ

เหตุการณ์รัฐประหารดังกล่าว ทำให้กาบองเป็นประเทศที่สองในทวีปแอฟริกาที่เกิดรัฐประหารในปีนี้หลังจากเพิ่งเกิดรัฐประหารในประเทศไนเจอร์ เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ขณะที่นับตั้งแต่ปี 1950 เกิดรัฐประหารในแอฟริกามาแล้ว 214 ครั้ง ในจำนวนนี้ ประสบความสำเร็จมากถึง 106 ครั้ง และชาติแอฟริกาอย่างน้อย 45 จาก 54 ชาติ ผ่านความพยายามในการก่อรัฐประหารมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้ง โดยเฉพาะในช่วงสามปีที่ผ่านมา เกิดการก่อรัฐประหารบ่อยครั้งจนทำให้ทั่วโลกหันมาสนใจมากขึ้นว่าเกิดอะไรที่แอฟริกา – เดือนมกราคม 2022 กองทัพบูร์กินาฟาโซ ก่อรัฐประหารโค่นอำนาจประธานาธิบดีรอช คาบอร์โดยอ้างว่าเขาล้มเหลวในการปราบปรามกลุ่มติดอาวุธมุสลิมหัวรุนแรง และยังมีรัฐประหารครั้งที่สองในเดือนกันยายนปีเดียวกัน

– เดือนกันยายน 2021 เกิดรัฐประหารที่กินี โค่นประธานาธิบดีอัลฟา คอนเด หลังเขาแก้รัฐธรรมนูญเปิดทางให้สามารถดำรงตำแหน่งต่อในสมัยที่สามได้

– เดือนเมษายน 2021 กองทัพชาด เข้ายึดอำนาจหลังประธานาธิบดีอะดริส เดบีย์ ถูกสังหารในสนามรบ ขณะไปเยี่ยมทหารที่ต่อสู้กลุ่มกบฏทางตอนเหนือของประเทศ

– เดือนสิงหาคม 2020 คณะทหารของมาลี ก่อรัฐประการโค่นอำนาจประธานาธิบดีอิบราฮิม บูบาคาร์ไคตา หลังเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ต่อต้านรัฐบาล และเก้าเดือนต่อมา เกิดรัฐประหารซ้อนรัฐประหารอีก

– เดือนตุลาคม 2021 พลเอกอับเดล ฟัตตาห์ อัล-บูร์ฮาน นำกองทัพเข้ายึดกรุงคาร์ทูม และสั่งยุบสภาปกครองประเทศที่ประกอบด้วยทหารและพลเรือน ส่งผลให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยของซูดานชะงักงัน

เป็นที่สังเกตว่า รัฐประหารในระยะหลังเกิดขึ้นในแอฟริกากลางและตะวันตก โดยเฉพาะประเทศที่เคยเป็นอดีตอาณานิคมของฝรั่งเศส

นักวิเคราะห์ระบุว่า แต่ละชาติที่เกิดการยึดอำนาจนั้นล้วนมีปัจจัยร่วมกันคือ เกิดสถานการณ์ที่ทำให้มีช่องให้กองทัพสามารถเข้าแทรกแซงได้ด้วยการสนับสนุนอย่างมากจากประชากรกลุ่มคนในเมือง ตลอดจนคนรุ่นใหม่ที่ไม่พอใจวัฒนธรรมทางการเมืองแบบดั้งเดิม ประกอบกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ การจ้างงานไม่เพียงพอ และขาดโอกาสทางเศรษฐกิจ ตลอดจนเกิดปัญหาการทุจริตอย่างมากของเจ้าหน้าที่ และความไม่พอใจต่ออิทธิพลของฝรั่งเศส อดีตเจ้าอาณานิคมเดิม

นอกจากนี้ ความไม่พอใจยังเกิดจากการที่ผู้นำแอฟริกาหลายชาติ พยายามเปลี่ยนแปลงกระบวนการเลือกตั้ง หรือรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ตนเองสามารถอยู่ในอำนาจได้นานกว่าเดิม เช่น การยกเลิกการจำกัดวาระของประธานาธิบดี เป็นต้น

ปัญหาการใช้อำนาจที่มิชอบในชาติแอฟริกา ยังบั่นทอนสหภาพแอฟริกา หรือ AU ตลอดจนประชาคมเศรษฐกิจรัฐแอฟริกาตะวันตก หรือ ECOWAS ด้วย อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่า ประชาคมโลกจะตอบสนองต่อเหตุการณ์นี้อย่างไร สหภาพแอฟริกาและสหรัฐฯ ระบุว่ากำลังติดตามด้วยความกังวล ส่วนฝรั่งเศสประณามเหตุยึดอำนาจดังกล่าว แต่ยังไม่มีการเรียกร้องให้คืนอำนาจกลับสู่ประธานาธิบดีบองโก ซึ่งเป็นท่าทีที่แตกต่างจากการรัฐประหารที่ไนเจอร์ ซึ่งถูกนานาชาติ รวมถึง ECOWAS กดดันอย่างหนัก

นักวิเคราะห์มองว่า เป็นเพราะมีการทุจริตอย่างมากในรัฐบาลของบองโก ครอบครัวของเขาและพันธมิตรร่ำรวยอย่างมาก ในขณะที่ประชาชนยากจน ชาวกาบองยังคลางแคลงใจเรื่องที่ประธานาธิบดีบองโก ลงเลือกตั้งสมัยที่สามหลังอยู่ในอำนาจมา 14 ปีแล้ว ในขณะที่พ่อของเขาปกครองประเทศมาก่อนแล้วมากกว่า 40 ปี นอกจากนี้ ชาวกาบองยังตั้งคำถามถึงศักยภาพของเขาในการบริหารประเทศ เพราะเขาเคยเกิดเส้นเลือดในสมองแตกในปี 2018

แม้ปัจจัยของกาบอง มีความแตกต่างจากชาติอื่นๆ ซึ่งมีปัจจัยของกลุ่มติดอาวุธหัวรุนแรงเข้ามาทำให้ประเทศไร้เสถียรภาพ แต่การเกิดรัฐประหารอย่างเนื่องไล่ไปทีละชาตินั้น ทำให้นานาชาติเกิดความกังวลต่ออนาคตของประชาธิปไตยในแอฟริกาและหวั่นจะเกิดรัฐประหารอีก โดยเฉพาะในประเทศที่มีผู้ปกครองคนเดียวมายาวนาน เช่น คาเมอรูน ที่มีประธานาธิบดีพอล บิยา ปกครองมามากกว่า 40 ปี และที่สาธารณรัฐคองโก ซึ่งปกครองโดยประธานาธิบดีเดอนิส ซาสซู เกิสโซมากว่า 38 ปี

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : อนาคตกลุ่มนักรบแวกเนอร์ หลังไร้ ‘พริโกซิน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/752560

คุยกัน 7 วันหน : อนาคตกลุ่มนักรบแวกเนอร์ หลังไร้ ‘พริโกซิน’

คุยกัน 7 วันหน : อนาคตกลุ่มนักรบแวกเนอร์ หลังไร้ ‘พริโกซิน’

วันอาทิตย์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ภายหลัง เยฟเกนี พริโกซินหัวหน้ากลุ่มนักรบรับจ้าง “แวกเนอร์”ได้รับการยืนยันว่าอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิต 10 ราย จากเหตุเครื่องบินส่วนตัวแบบเอ็มบราเออร์ ประสบอุบัติเหตุตกใกล้หมู่บ้านคูเชนคิโน ในภูมิภาคตเวียร์ ทางตอนเหนือของกรุงมอสโก เมื่อวันพุธที่ผ่านมาระหว่างที่กำลังเดินทางจากกรุงมอสโก ไปยังนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กโดยนอกจากพริโกซินแล้ว ในบรรดาผู้เสียชีวิต ยังรวมถึง ดมิทรี อุตกิ้น หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บัญชาการระดับสูงของแวกเนอร์ด้วยนั้น

แน่นอนว่า หลายฝ่ายจับจ้องไปที่ประธานาธิบดี วลาดีมีร์ ปูตินผู้นำรัสเซีย ซึ่งเคยถูกพริโกซินออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเรื่องปฏิบัติการทางทหารในยูเครน ว่าจะมีปฏิกิริยาต่อเรื่องนี้อย่างไร แต่ล่าสุด ประธานาธิบดีปูตินให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์รัสเซีย แสดงความเสียใจอย่างจริงใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตทุกคน โดยเขาเรียกเหตุเครื่องบินตกครั้งนี้ว่าเป็นโศกนาฏกรรม ปูตินกล่าวด้วยว่า เขารู้จักกับพริโกซินมากว่า30 ปี เป็นบุคคลที่มีชะตากรรมซับซ้อน เคยกระทำความผิดร้ายแรงในอดีต แต่ก็ประสบความสำเร็จที่ถูกต้อง ปูติน เคยเรียกพริโกซินในช่วงเวลาที่พยายามจะก่อรัฐประหารว่าเป็นผู้ทรยศ แต่ล่าสุด เขาบอกว่าสมาชิกกลุ่มแวกเนอร์ ที่เสียชีวิตจากเครื่องบินตกครั้งนี้ มีส่วนช่วยที่เป็นแรงสำคัญให้กับรัสเซียในการรบในยูเครน ซึ่งเขาจะไม่มีวันลืม

ก่อนหน้านี้ กระทรวงสถานการณ์ฉุกเฉินรัสเซีย และสำนักงานการบินพลเรือนของรัสเซีย ต่างออกมาประกาศว่าได้เริ่มดำเนินการสืบสวนสอบสวน เพื่อหาสาเหตุเครื่องบินตกที่คร่าชีวิตพริโกซินแล้ว แต่ว่าก่อนหน้านี้ สื่อออนไลน์ที่เชื่อมโยงกับกลุ่มแวกเนอร์ ระบุว่าเครื่องบินถูกยิงโจมตีจากระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซีย สอดคล้องกับพยานที่เห็นเหตุการณ์ บอกว่าได้ยินเสียงระเบิดดัง 2 ครั้ง และเห็นเครื่องบินไฟไหม้พร้อมกลุ่มควันเป็นแนวยาวก่อนตกพื้น

ขณะที่หลายฝ่ายโดยเฉพาะชาติตะวันตกออกมาตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลรัสเซียอาจอยู่เบื้องหลังการเสียชีวิตของพริโกซินในครั้งนี้ล่าสุด แหล่งข่าวด้านความมั่นคงของรัฐบาลอังกฤษระบุว่า หน่วยงานความมั่นคงกลางรัสเซีย หรือ FSBหน่วยข่าวกรองหลักที่สืบทอดมาจาก KGB อาจอยู่เบื้องหลังปฏิบัติการสั่งเก็บพริโกซิน ที่พวกเขามองว่าเป็นภัยคุกคามต่อปูตินและรัฐบาลรัสเซีย และว่าการเสียชีวิตของพริโกซิน จะช่วยให้ทั้ง เซอร์เกชอยกู รัฐมนตรีกลาโหม และพลเอกวาเลอรี เกราซิมอฟ หัวหน้าคณะเสนาธิการทหาร กลับมามีอิทธิพลและอำนาจอีกครั้ง หลังจากที่ผ่านมาทั้งสองคนตกเป็นเป้าโจมตีและวิพากษ์วิจารณ์จากพริโกซินอย่างหนัก โดยเฉพาะเรื่องปฏิบัติการทางทหารในยูเครน

ทั้งนี้ พริโกซิน ปรากฏตัวต่อสาธารณะน้อยลงตั้งแต่เขาเป็นผู้นำในการก่อการกบฏต่อรัสเซียในช่วงสั้นๆ ไม่ถึง 24 ชั่วโมงเมื่อมิถุนายนที่ผ่านมา แต่ไม่นานมานี้ พริโกซินเพิ่งออกแถลงการณ์ สนับสนุนการรัฐประหารในไนเจอร์ ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า เป็นสิ่งย้ำเตือนว่าแวกเนอร์มีบทบาทสำคัญต่อทำเนียบเครมลินอย่างไรและในสัปดาห์นี้ เขาเพิ่งโพสต์วีดีโอมาจากแอฟริกา แต่งกายตามเครื่องแบบของเขา ซึ่งดูเหมือนว่าปูตินให้อภัยเขาแล้ว และพริโกซินได้รับหน้าที่ใหม่แล้ว

สำหรับกลุ่มนักรบรับจ้าง “แวกเนอร์” ก่อตั้งขึ้นในปี 2014 มีสมาชิกที่เป็นนักรบราว 25,000 คนเริ่มปฏิบัติภารกิจสนับสนุนกองกำลังแบ่งแยกดินแดนที่ฝักใฝ่รัสเซียทางตะวันออกของยูเครน และเชื่อกันว่ามีส่วนช่วยเรื่องการผนวกไครเมียเข้ากับรัสเซีย นอกจากนี้ กลุ่มแวกเนอร์ยังเข้าไปปฏิบัติการในแอฟริกาและตะวันออกกลางด้วย ได้ชื่อว่าเป็นกองกำลังที่เต็มไปด้วยความโหดเหี้ยม พวกเขาเป็นที่รู้จักมากขึ้นในการร่วมปฏิบัติภารกิจในสงครามยูเครน จนถึงเดือนมิถุนายนที่พวกเขาก่อกบฏ ทำให้หลังจากนั้น สมาชิกส่วนใหญ่ต้องย้ายไปอยู่ในเบลารุส

อย่างไรก็ดี ในเวลานี้ กำลังเกิดคำถามว่า กลุ่มแวกเนอร์จะเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่ ในวันที่ไม่มีพริโกซิน จากรายงานของสื่อหลายสำนักพบว่า นักรบแวกเนอร์หลายร้อยคนที่ย้ายไปที่ฐานที่มั่นในเบลารุส ทยอยเดินทางออกจากเบลารุสแล้วเช่นกัน หลายคนไม่พอใจที่ได้ค่าจ้างที่ต่ำในเบลารุส ขณะที่ส่วนหนึ่งย้ายไปปฏิบัติภารกิจในแอฟริกา

แม้มีการเอ่ยถึงหลายชื่อที่อาจจะมาแทนที่พริโกซิน แต่ก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากทำเนียบเครมลินด้วยเช่นกัน และดูเหมือนว่าจะยังไม่มีใครโดดเด่นที่จะมาแทนที่พริโกซินได้ เพราะที่ผ่านมาอาณาจักรแวกเนอร์ในทวีปแอฟริกานั้น ทำหน้าที่หลากหลาย ทั้งปฏิบัติการปล่อยข่าวเท็จ ทำธุรกิจสีเทา ตลอดจนภารกิจนักรบรับจ้าง แต่ทั้งหมดทั้งมวล ต่างพึ่งพาสายสัมพันธ์ส่วนตัวที่พริโกซินและพันธมิตรใกล้ชิด ก่อร่างสร้างตัวมาหลายปีเช่น แวกเนอร์ได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลทหารมาลี จนทำให้ฝรั่งเศสตัดสินใจยุติปฏิบัติการทางทหารในมาลีที่ยาวนานมานับทศวรรษไป

ขณะที่ทำเนียบเครมลินนั้น มักใช้วิธีการติดต่อสื่อสารโดยตรงกับผู้นำทหารในชาติของภูมิภาคซาเฮลเอง แต่สำหรับพริโกซิน เขาใช้วิธีพัฒนาความสัมพันธ์ส่วนตัวกับบรรดานักการเมือง นักธุรกิจ ผู้นำรัฐประหาร ผู้นำกองทัพ ในพื้นที่ดังกล่าวแทน

พลอากาศตรี ฌอน เบลล์ ซึ่งขณะนี้เป็นนักวิเคราะห์ด้านการทหาร บอกกับ The Guardian ว่า หากไม่มีพริโกซิน แวกเนอร์ก็ไม่มีอะไรเลย ถ้ากลุ่มแวกเนอร์คือเยฟเกนีพริโกซิน นั่นก็จะเป็นเรื่องยากที่จะเห็นแวกเนอร์รอดมาได้ และนี่ก็คือจุดจบ

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ถอดบทเรียน ‘ไฟป่าฮาวาย’ ไฟป่าครั้งร้ายแรงที่สุดของสหรัฐฯ ในรอบ 100 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/751113

คุยกัน 7 วันหน : ถอดบทเรียน ‘ไฟป่าฮาวาย’ ไฟป่าครั้งร้ายแรงที่สุดของสหรัฐฯ ในรอบ 100 ปี

คุยกัน 7 วันหน : ถอดบทเรียน ‘ไฟป่าฮาวาย’ ไฟป่าครั้งร้ายแรงที่สุดของสหรัฐฯ ในรอบ 100 ปี

วันอาทิตย์ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สภาพอากาศแห้งและร้อนจัดเป็นจุดร่วมสำคัญของไฟป่าแทบทุกครั้งแต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นตัวเร่งให้สถานการณ์เลวร้าย ที่ส่งผลให้ผู้เสียชีวิตจากไฟป่าครั้งใหญ่บนเกาะเมาวีในรัฐฮาวาย เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 110 ราย กลายเป็นไฟป่าครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบ 100 ปี ของประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงเดินหน้าค้นหาร่างผู้สูญหายใต้ซากความเสียหายเช่นเดียวกับเฮลิคอปเตอร์ของเนชันแนลการ์ด ในรัฐฮาวาย โปรยน้ำดับไฟป่าบนเกาะเมาวี หลังจากไฟป่าเผาผลาญพื้นที่อย่างน้อย 3 จุดบนเกาะ ตั้งแต่วันอังคารที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา รวมถึงเดินหน้าสำรวจรอบเมืองลาไฮนา เมืองประวัติศาสตร์ริมชายฝั่งบนเกาะเมาวี ท่ามกลางความไม่พอใจของประชาชนต่อการให้ความช่วยเหลือล่าช้า หลังจากปฏิบัติการค้นหาร่างผู้เสียชีวิตโดยสุนัขดมกลิ่นของทีมกู้ภัยเดินหน้าไปได้ไม่ถึง 1 ใน 4 ของพื้นที่ค้นหาทั้งหมด บนเกาะเมาวีเท่านั้น

แต่ล่าสุด เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเปิดเผยว่า สามารถเดินตรวจสอบพื้นที่ประสบภัยแล้วราวกว่าร้อยละ 40 และมีการเพิ่มจำนวนทีมที่มีการใช้สุนัขดมกลิ่นช่วยเป็นกว่า 40 ทีมแล้ว เนื่องจากสภาพพื้นที่และความร้อนทำให้สุนัขไม่สามารถทำงานติดต่อกันได้นาน

สำนักงานจัดการภาวะฉุกเฉินสหรัฐฯ ชี้ว่าการฟื้นฟูเมืองลาไฮนาอาจมีมูลค่าสูงถึง 5,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือกว่า 190,000 ล้านบาท เนื่องจากไฟป่าเผาผลาญพื้นที่กว่า 5,300 ไร่ส่งผลให้สิ่งปลูกสร้างกว่า 2,200 หลัง เสียหาย หรือถูกทำลาย จนราบเป็นหน้ากลอง ขณะที่ จอช กรีน ผู้ว่าการรัฐฮาวาย เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า ศพของประชาชนบางส่วนนั้น น่าสลดหดหู่เกินกว่าจะนำมาแสดงให้เห็น หรือแม้แต่มองดูได้ โดยยกตัวอย่างการพบศพของครอบครัวที่มีสมาชิก 4 คน ในรถในสภาพไหม้เกรียมและครอบครัวที่มีสมาชิก 7 คน ที่เสียชีวิตในบ้านที่ถูกเผาจนเป็นจุณ

ผู้ว่าการรัฐฮาวาย ยังสั่งเปิดการสอบสวนเกี่ยวกับระบบสัญญาณเตือนภัยหลังจากผู้ประสบภัยไม่ได้รับสัญญาณการแจ้งเตือนจากทางการ ซึ่งในประเด็นนี้อีกด้านหนึ่ง เฮอร์มาน อันดายาผู้อำนวยการหน่วยบริการงานฉุกเฉินเมาวี ออกมาโต้ตอบเสียงร้องเรียนว่า ทางหน่วยงานไม่ได้เปิดสัญญาณไซเรนเตือนเหตุไฟป่าให้กับประชาชน โดยให้เหตุผลว่า ที่ไม่ได้เปิดไซเรนนั้นเป็นเพราะความกังวลว่า ผู้คนจะตกใจและแห่กันหนีขึ้นเขาหรือเข้าไปในพื้นที่กลางเกาะ ซึ่งหมายถึงการมุ่งหน้าเข้าไปในกองไฟ แต่รายงานข่าวระบุว่า ในพื้นที่หุบเขาของเกาะเมาวีนั้นไม่ได้มีการติดตั้งระบบไซเรน ขณะที่ ไฟป่านั้นลุกลามแบบกระจายตัวลงมาตามไหล่เขา

ผอ.อันดายา ยังกล่าวด้วยว่าระบบที่ว่านั้นมีไว้สำหรับการเตือนภัยสึนามิไม่ใช่ไฟป่า แต่เว็บไซต์ของระบบนี้ระบุว่าไซเรนที่ว่าสามารถใช้งานสำหรับการเตือนภัยเหตุอัคคีภัยได้ โดยฮาวายได้ติดตั้งระบบที่มีการโฆษณาว่า เป็นระบบไซเรนเตือนภัยภายนอกอาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลก หลังเกิดเหตุคลื่นยักษ์สึนามิในปี 1946 ที่คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 150 ราย

แต่ในที่สุด อันดายา ก็ทนเสียงวิพากษ์วิจารณ์และกดดันไม่ไหว ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งไปเรียบร้อย

อย่างไรก็ดี เกาะเมาวีเริ่มส่งสัญญาณแรกของการฟื้นตัวจากไฟป่าครั้งใหญ่ หลังจากโรงเรียนบางแห่งบนเกาะเริ่มเตรียมเปิดชั้นเรียนเช่นเดียวกับการจราจรบนถนนสายหลักก็เริ่มกลับมาวิ่งแล่นอีกครั้ง นอกจากนั้นหน่วยงานด้านการศึกษายังได้เริ่มกระบวนการทำความสะอาดและเก็บกวาดเศษซากจากเหตุไฟป่าและการทดสอบคุณภาพอากาศและน้ำตามโรงเรียนต่างๆ พร้อมเปิดพื้นที่ให้นักเรียนนักศึกษาของสถาบันต่างๆ มารับอาหารและบริการคำปรึกษาต่างๆ ได้แล้วโดยเฉพาะในส่วนของการให้คำปรึกษาที่เปิดกว้างให้กับสมาชิกในครอบครัวของนักเรียนและเจ้าหน้าที่ของสถาบันการศึกษาทั้งหลายด้วย

ย้อนรอยไฟป่ารุนแรงในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

ข้อมูลจากเว็บไซต์สมาคมป้องกันอัคคีภัยแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NFPA ชี้ว่าไฟป่าในเมืองเพสติโก (Peshtigo) ในรัฐวิสคอนซินเมื่อปี 1871 สร้างความสูญเสียมากที่สุด กระแสลมตะวันตกเฉียงเหนือทำให้ไฟป่าเผาผลาญพื้นที่กว่า 3,000,000 ไร่ในขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติในครั้งนี้สูงถึง 1,152 ราย

หลักฐานทางประวัติศาสตร์จาก Peshtigo Historical Society ระบุว่า อิทธิพลหย่อมความกดอากาศต่ำทำให้ไฟป่ารุนแรงจนควบคุมไม่ได้ ที่ตั้งของเมืองเพสติโก อยู่กลางป่าสนและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดทำจากไม้ กลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีให้ไฟป่าครั้งนั้นลุกลามอย่างรวดเร็วมากขึ้น

ส่วนไฟป่าโคลเกต์ (Cloquet) เมื่อเดือนต.ค.1918 ในมินนิโซตาและวิสคอนซิส ทำให้มีผู้เสียชีวิต 453 ราย และได้รับบาดเจ็บกว่า 52,000 คน

ขณะที่ไฟป่าบนเกาะเมาวีในรัฐฮาวาย ทำสถิติรุนแรงเป็นอันดับที่ 5 โดยผู้เสียชีวิตพุ่งสูงที่สุดในรอบ 105 ปีหรือนับตั้งแต่ ปี 1918 เป็นต้นมา

ตลอด 5 ปีนี้ ไฟป่าในสหรัฐฯ สร้างความเสียหายให้สิ่งปลูกสร้างกว่า 60,000 แห่ง ในขณะที่อสังหาริมทรัพย์ 71.8 ล้านแห่ง ตกอยู่ในความเสี่ยงจากไฟป่า การรวบรวมข้อมูลจากสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ พบว่า ที่ดินราวร้อยละ 50 ในสหรัฐฯ มักเป็นป่า, ป่าละเมาะ และทุ่งหญ้าเป็นหลัก

แม้ว่าสาเหตุของไฟป่าบนเกาะเมาวีครั้งนี้ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัด แต่หลายสื่อท้องถิ่นชี้ว่า มาจากสภาพอากาศร้อนจัดและแห้ง แถมยังมีกระแสลมแรงจากอิทธิพลของพายุไซโคลนที่เคลื่อนตัวอยู่นอกชายฝั่ง ไม่ไกลจากเมืองลาไฮนา ช่วยโหมให้ลุกลามเร็วขึ้น ขณะที่ความแห้งแล้งส่งผลให้พืชพรรณกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี

อย่างไรก็ดี ข้อมูลจากกรมป่าไม้ชี้ว่า ร้อยละ 85 ของไฟป่า เกิดจากฝีมือมนุษย์

ขณะเดียวกัน แนวทางในการจัดการป่าและการจัดการแหล่งเชื้อเพลิง เป็นปัจจัยสำคัญต่อความรุนแรงและขนาดของไฟป่าในแต่ละครั้งเช่นกัน เช่น การเผาป่าแบบควบคุมเพื่อลดปริมาณเชื้อเพลิงและจำกัดขอบเขตไม่ให้ไฟป่าสร้างความเสียหายให้พื้นที่เป็นวงกว้างจนยากเกินควบคุม หลังอัตราการเกิดไฟป่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตลอด 40 ปี จาก 18,000 ครั้ง ในปี 1983 เป็น 66,000 ครั้ง ในปี 2022

เป็นอีกครั้งที่เราได้เรียนรู้เมื่อเกิดภัยพิบัติใหญ่ และไฟป่าบนเกาะเมาวีน่าจะทำให้ผู้คนหันมาตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และยังเป็นบทเรียนให้รัฐบาลท้องถิ่น เตรียมระบบเตือนภัยให้พร้อมอีกด้วย

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ‘แนวสันดอนโธมัสที่ 2’ ชนวนความขัดแย้งจีน-ฟิลิปปินส์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/749697

คุยกัน 7 วันหน : ‘แนวสันดอนโธมัสที่ 2’  ชนวนความขัดแย้งจีน-ฟิลิปปินส์

คุยกัน 7 วันหน : ‘แนวสันดอนโธมัสที่ 2’ ชนวนความขัดแย้งจีน-ฟิลิปปินส์

วันอาทิตย์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.15 น.

ความขัดแย้งระหว่างจีนกับฟิลิปปินส์ทวีความตึงเครียดอีกระลอก หลัง 2 ประเทศเผชิญหน้ากันในพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้ จุดศูนย์กลางความขัดแย้ง “สันดอนโธมัสที่ 2”(Second Thomas Shoal) ที่หมู่เกาะสแปรตลีย์ สันดอนนี้มีความยาวเหนือจรดใต้เพียง 20 กิโลเมตร แต่กำลังสร้างความขัดแย้งครั้งใหม่ให้กับจีนและฟิลิปปินส์

ล่าสุด เมื่อวันเสาร์ที่แล้วเรือหน่วยยามชายฝั่งจีนแล่นประกบและฉีดน้ำแรงดันสูงใส่เรือหน่วยยามชายฝั่งฟิลิปปินส์กลางทะเลจีนใต้เพื่อสกัดไม่ให้ลำเลียงอาหาร น้ำ และเชื้อเพลิง ไปยังฐานปฏิบัติการของฟิลิปปินส์บนแนวสันดอนโธมัสที่ 2 ทำให้กระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์เรียกทูตจีนประจำกรุงมะนิลาเข้าพบ เพื่อยื่นหนังสือประท้วงต่อการกระทำผิดกฎหมายและเสี่ยงอันตราย ขณะที่หน่วยยามชายฝั่งจีน เผยภาพมุมสูงให้เห็นระยะห่างของเรือ 2 ลำ เพื่อชี้ว่าจีนตอบโต้อย่างมืออาชีพและสมเหตุสมผลต่อสถานการณ์

ด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนร้องขอให้ฟิลิปปินส์หยุดการกระทำต่างๆ ที่ละเมิดในน่านน้ำเหริน อ้าย เจียว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเกาะหนานชาในทะเลจีนใต้ และตามกฎหมาย หน่วยยามฝั่งของจีนได้ใช้มาตรการตามลำดับ และขับไล่เรือเหล่านั้นออกไป หน่วยยามฝั่งจีนจะเดินหน้าการบังคับใช้กฎหมายต่อกิจกรรมในน่านน้ำของจีนต่อไป

กระทรวงการต่างประเทศจีนยังเรียกร้องฟิลิปปินส์ให้เร่งเคลื่อนย้ายฐานปฏิบัติการทางทหารผิดกฎหมายออกจากสันดอนโธมัสที่ 2 ซึ่งรวมถึงดำเนินการลากจูงเรือรบที่เกยตื้นอยู่บนแนวสันดอนโธมัสที่ 2 ออกไป จีนระบุว่า ฟิลิปปินส์เคยรับปากมาแล้วหลายครั้งว่าจะทำการเคลื่อนย้ายเรือรบลำดังกล่าว แต่ผ่านมาแล้วถึง 24 ปีก็ยังไม่ยอมดำเนินการ จีนระบุด้วยว่าการเกยตื้นของเรือรบฟิลิปปินส์เป็นเรื่องที่ผิดกกฎหมาย และเชื่อว่าเรือ บีอาร์พี เซียร์รา มาเดร (BRP Sierra Madre) ของฟิลิปปินส์ ถูกจงใจทำให้เกยตื้นในช่วงทศวรรษหลังปี 1990 และมีเจตนาที่จะใช้เรือรบลำนี้ในการติดตามความเคลื่อนไหวของจีน นอกจากจะไม่ยอมย้ายเรือออกไปแล้ว ฟิลิปปินส์ยังส่งวัสดุก่อสร้างไปยังจุดที่เรือเกยตื้นและส่งเสบียงไปให้ทหารที่ประจำการอยู่บนเรือมาโดยตลอด

ขณะที่สภาความมั่นคงแห่งชาติฟิลิปปินส์ไม่ยอมปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของจีน โดยอ้างว่าฐานปฏิบัติการทางทหารของตนบริเวณที่เรือเกยตื้นถูกต้องตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สันดอนโธมัสที่ 2 (Second Thomas Shoal) อยู่ที่ไหน?

สันดอนโธมัสที่ 2 อยู่ห่างจากเกาะปาลาวัน 105 ไมล์ทะเล หรือ 194 กิโลเมตร และห่างจากเกาะไห่หนานของจีนกว่า 1,000 กิโลเมตร เป็นส่วนหนึ่งภายในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของฟิลิปปินส์ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS

อนุสัญญา UNCLOS ฉบับนี้กำหนดให้รัฐชายฝั่งสามารถแสวงหาประโยชน์และจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติไม่เกิน 200 ไมล์ทะเล หรือ 370 กิโลเมตร จากชายฝั่ง ขณะที่จีนอ้างกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่ร้อยละ 90 ตามแนวเส้นประ 9 เส้น จนทับซ้อนกับพื้นที่ของ ฟิลิปปินส์ บรูไน มาเลเซีย รวมทั้งเวียดนาม

แม้ว่าทั้ง 4 ประเทศจะคัดค้านการอ้างกรรมสิทธิ์ของจีนมาโดยตลอดแต่จีนยังคงเดินหน้าสร้างเกาะเทียมฐานทัพ และแท่นขุดเจาะน้ำมัน ส่งผลให้ฟิลิปปินส์นำเรือรบสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มาวางบนสันดอนแห่งนี้จนกลายเป็นสัญลักษณ์การอ้างกรรมสิทธิ์เหนือน่านน้ำของฟิลิปปินส์ นั่นคือ บีอาร์พี เซียร์รา มาเดร เรือรบสัญชาติอเมริกันในสภาพเก่าทรุดโทรม ถูกนำมาประจำการบนสันดอนโธมัสที่ 2 นับตั้งแต่ ปี 1999 เป็นต้นมา เรือลำนี้ประจำการในกองทัพเรือสหรัฐฯ ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 และถูกส่งมอบให้กองทัพเรือฟิลิปปินส์ หลังจากสงครามเวียดนามยุติลง นาวิกโยธินฟิลิปปินส์จำนวนหนึ่งบนเรือลำนี้ ต้องพึ่งพาเรือขนส่งเสบียงขณะที่จีนมักจะส่งเรือลาดตระเวนเข้ามาเพื่อขัดขวางภารกิจส่งเสบียง

ความขัดแย้งเหนือสันดอนร้อนระอุมากขึ้นตลอด 3 ปีที่ผ่านมาหลังจากฟิลิปปินส์ยื่นประท้วงพฤติกรรมก้าวร้าวของจีนกว่า400 ครั้ง โดยเรือหน่วยยามชายฝั่งจีนมักพยายามขัดขวางและยิงเลเซอร์ทางทหารใส่เรือหน่วยยามชายฝั่งฟิลิปปินส์บริเวณแนวสันดอนโธมัสที่ 2 ถี่ขึ้น

ทะเลจีนใต้ถูกจัดให้เป็นจุดตึงเครียดจุดหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และเสี่ยงต่อการจุดชนวนความขัดแย้งของชาติมหาอำนาจอย่างมาก เนื่องจากสหรัฐฯ เข้ามา
มีบทบาทในข้อพิพาททะเลจีนใต้มากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าไม่ได้มีส่วนในการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือน่านน้ำในบริเวณนี้ก็ตาม ขณะที่จีนยังคงเดินหน้าขยายอิทธิพลในพื้นที่พิพาทต่อไป โดยเพิกเฉยต่อคำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเมื่อปี 2016 ที่วินิจฉัยว่า คำกล่าวอ้างของจีนเรื่องสิทธิครอบครองเกือบทั้งหมดในทะเลจีนใต้ที่อ้างมาตั้งแต่ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องไร้มูล

ความตึงเครียดครั้งใหม่อาจจุดชนวนให้สหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทมากขึ้น หลังจากรัฐบาลของเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส “บองบอง” เอนเอียงหาสหรัฐฯ มากขึ้น


โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : บราซิลส่งสัญญาณ ขวาง ‘บริกส์’ รับสมาชิกเพิ่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/748211

คุยกัน 7 วันหน : บราซิลส่งสัญญาณ  ขวาง ‘บริกส์’ รับสมาชิกเพิ่ม

คุยกัน 7 วันหน : บราซิลส่งสัญญาณ ขวาง ‘บริกส์’ รับสมาชิกเพิ่ม

วันอาทิตย์ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.45 น.

คงเป็นที่ทราบกันดีว่าที่ผ่านมา บริกส์ (BRICS) หรือกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ซึ่งประกอบไปด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ ได้รับการยกย่องว่าเป็นกลุ่มที่สามารถท้าทายและคานอำนาจกลุ่มการเมืองระหว่างประเทศที่ทรงอิทธิพลมาช้านาน อย่างกลุ่ม G7 นั่นทำให้ทางกลุ่มกำลังร่วมกันพิจารณาเพื่อตัดสินใจเพิ่มจำนวนสมาชิกใหม่เข้ามาเพิ่ม โดยเฉพาะจีนที่ต้องการขยายอิทธิพลบนเวทีโลกในช่วงที่กำลังเกิดความขัดแย้งกับสหรัฐฯ และรัสเซียที่ถูกกีดกันทางการทูตจากความขัดแย้งทางทหารในยูเครน ต่างเห็นด้วยกับการรับชาติสมาชิกเพิ่ม

ขณะที่แอฟริกาใต้ ในฐานะประธานหมุนเวียนของกลุ่มในปีนี้ก็รับลูก จัดการประชุมกลุ่ม “เพื่อนบริกส์” ไปเมื่อเดือนมิถุนายนเปิดโอกาสให้หลายประเทศที่สนใจเข้าร่วมเป็นสมาชิกเพิ่มมาพูดคุยหารือกัน ก่อนที่แอฟริกาใต้จะเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มบริกส์ ที่นครโยฮันเนสเบิร์กในเดือนนี้

บางแหล่งข่าวระบุด้วยว่า แม้แต่อินเดียที่ก่อนหน้านี้แสดงความกังวลเรื่องการรับสมาชิกใหม่ ก็พร้อมเปิดใจเห็นด้วยในหลักการรับประเทศสมาชิกเพิ่มเช่นกัน ท่ามกลางกระแสข่าวว่า มีถึง 30 ประเทศบอกว่าสนใจสมัครเข้าเป็นสมาชิก และในจำนวนนี้ มี 22 ประเทศส่งหนังสือขอเข้าเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการแล้ว รวมถึงอิหร่าน ซาอุดีอาระเบีย และแอลจีเรีย

อย่างไรก็ดี บราซิล อีกหนึ่งประเทศสมาชิกบริกส์ เริ่มออกมาแสดงความกังวลถึงการรับประเทศเข้ามาเป็นสมาชิกเพิ่ม เจ้าหน้าที่รัฐบาลบราซิลรายหนึ่งบอกว่า การขยายกลุ่มบริกส์ให้ใหญ่ด้วยการรับประเทศสมาชิกเพิ่ม จะส่งผลให้บริกส์ถูกด้อยค่าจากกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว กลายเป็นกลุ่มการเมืองดาดๆ แบบกลุ่มอื่นๆ บราซิลยังต้องการเห็นกลุ่มบริกส์มีความเหนียวแน่นและรักษาบรรยากาศของการหารือเป็นการเฉพาะสำหรับประเทศที่สำคัญจริงๆ เท่านั้น

เจ้าหน้าที่ทางการบราซิลย้ำด้วยว่า บราซิลไม่ได้สกัดกั้นหรือปิดช่องทางการรับสมาชิกเพิ่ม แต่กระบวนการรับสมาชิกใหม่ควรมีการกำหนดหลักเกณฑ์อย่างชัดเจนและค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้กลุ่มบริกส์แข็งแกร่งและเติบโตขยายตัวได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่หลับหูหลับตารับสมาชิกเพิ่ม เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ

เจ้าหน้าที่บราซิลบอกด้วยว่า การประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มบริกส์ในเดือนนี้ หากจะมีการพิจารณารับสมาชิกเพิ่ม บราซิลไม่ขัดข้อง แต่ประเทศเหล่านั้นควรได้รับสถานะเป็น “หุ้นส่วนของกลุ่มบริกส์” ไม่ใช่เป็นสมาชิกถาวรซึ่งก็เชื่อว่า ชาติสมาชิกบริกส์ที่เหลืออีก 4 ชาติน่าจะเห็นชอบด้วยในหลักการนี้ เพราะกลุ่มบริกส์จะดำเนินตามนโยบายต่างๆ จากความเห็นที่เป็นเอกฉันท์ของชาติสมาชิกทั้ง 5 ชาติ

ผู้สันทัดกรณีชี้ว่า ขยายจำนวนชาติสมาชิกของกลุ่มบริกส์จากเดิมที่มีอยู่ 5 ประเทศ น่าจะส่งผลดีต่อประเทศจีนซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก และกำลังพยายามสร้างสายสัมพันธ์ทางการทูตกับกลุ่มประเทศอื่นๆ เพื่อเผชิญหน้ากับอิทธิพลของสหรัฐฯ ที่ครอบงำองค์กรสำคัญระดับโลกอย่างสหประชาชาติ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ธนาคารโลก และสถาบันอื่นๆ

ส่วนบราซิล ก่อนหน้านี้ยังไม่แสดงออกชัดเจนเรื่องไม่เห็นด้วยกับการรับสมาชิกเพิ่ม เพราะให้อินเดียออกหน้าในเรื่องนี้ ด้วยความที่อินเดียไม่ต้องการให้จีนขยายอิทธิพลของตนเองมากเกินหน้าเกินตาไป แต่เมื่ออินเดียเริ่มเห็นดีเห็นงามด้วยกับเรื่องนี้ ทำให้บราซิลนิ่งเฉยต่อไปไม่ได้ ต้องออกมาแสดงจุดยืนคัดค้าน เนื่องจากไม่ต้องการให้อิทธิพลและอำนาจต่อรองของตนเองในกลุ่มบริกส์ลดลง หากมีประเทศอื่นๆ เข้ามาเป็นสมาชิกเพิ่ม โดยเฉพาะประเทศที่เป็นพันธมิตรแน่นแฟ้นของจีน

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ยังมองด้วยว่า เมื่อพิจารณาจากประเทศที่ต้องการเข้าเป็นสมาชิกบริกส์ อินโดนีเซียดูจะเหมาะสมเพราะเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีบทบาทบนเวทีโลกมากขึ้น และไม่ค่อยมีประเทศคู่อริขัดแย้งมากนัก พอจะช่วยให้บริกส์เติบโตต่อไปได้

แต่กับประเทศอย่าง อิหร่านเวเนซุเอลา หรือซาอุดีอาระเบีย ที่ต้องการเข้ามาเป็นสมาชิกเช่นกันนั้น นักวิเคราะห์มองว่าประเทศเหล่านี้เป็นตัว “เรียกแขก”ชั้นดี ที่จะน่าส่งผลเสียมากกว่าผลดีกับบริกส์ เพราะจะกระทบต่อเอกภาพและความเชื่อมั่นของกลุ่มบริกส์ในภาพรวม

อีกทั้งบราซิลยังเกรงว่า อิทธิพลและอำนาจต่อรองของตนเองในกลุ่มบริกส์จะลดลง หากประเทศเหล่านี้เข้ามาเป็นสมาชิกเพิ่มนั่นเอง

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : เจาะลึกที่มาที่ไป จีนเปลี่ยนตัว รมว.ต่างประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/746747

คุยกัน 7 วันหน : เจาะลึกที่มาที่ไป จีนเปลี่ยนตัว รมว.ต่างประเทศ

คุยกัน 7 วันหน : เจาะลึกที่มาที่ไป จีนเปลี่ยนตัว รมว.ต่างประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 07.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวที่สร้างความประหลาดใจให้กับหลายคนไม่น้อย กรณี ฉิน กัง รัฐมนตรีต่างประเทศของจีนถูกปลดออกจากตำแหน่ง แม้เพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้เพียง 7 เดือนเท่านั้น และทางการจีนได้แต่งตั้งให้ หวัง อี้ ผู้อำนวยการสำนักคณะกรรมาธิการกิจการต่างประเทศซึ่งถือเป็นตำแหน่งสูงสุดในทางการทูตของจีน กลับมาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศควบคู่อีกตำแหน่ง โดยไม่ได้มีการให้เหตุผลถึงการปลดดังกล่าว หลังจากช่วงที่ผ่านมา ฉิน กัง วัย 57 ปี ซึ่งดำรงตำแหน่งมนตรีแห่งรัฐของจีนควบคู่ไปด้วย ไม่ได้ปรากฏกายต่อที่สาธารณะมากว่า 4 สัปดาห์ท่ามกลางข่าวลือมากมายเกี่ยวกับตัวเขา และเจ้าหน้าที่เคยระบุว่า นายฉิน กัง มีปัญหาด้านสุขภาพ

หลังถูกปลดจากตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ ข้อมูลต่างๆ ที่มีการอ้างถึงนายฉิน ได้ถูกลบออกจากเว็บไซต์ของกระทรวงการต่างประเทศจีนแล้วทั้งหมด และผลการสืบค้นข้อมูลในชื่อของนายฉินก็จะปรากฏข้อความว่าไม่พบเนื้อหานี้หรือข้อมูลถูกลบไปแล้ว ขณะที่ทางกระทรวงต่างประเทศเองก็ปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลเพิ่มเติมใดๆ เกี่ยวกับตัวเขา

จนถึงขณะนี้ ทุกอย่างยังคงมืดดำเป็นปริศนาว่า ฉิน กัง ถูกสั่งปลดด้วยสาเหตุใด แม้แต่สื่อของทางการจีนก็ไม่ได้ให้เหตุผลในเรื่องนี้ ขณะที่บรรดาผู้สันทัดกรณีรวมถึงบรรดาชาวเนตในจีน ต่างคาดเดากันไปต่างๆ นานา ว่าการที่ ฉิน กัง ถูกปลด อาจเป็นเพราะไม่เป็นที่โปรดปรานอีกต่อไป นอกจากนี้ ยังมีกระแสข่าวลือในสื่อสังคมออนไลน์ว่า นายฉินแอบไปมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งทำให้ชื่อเสียงของเขาต้องมัวหมอง

ฉิน กัง เติบโตอย่างรวดเร็วในพรรคคอมมิวนิสต์จีนและถือเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง เขาจบการศึกษาด้านการเมืองระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในกรุงปักกิ่งและเข้าสู่แวดวงการทูต รวมถึงเคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตจีนประจำสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร รวมถึงโฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนและอธิบดีกรมพิธีการทูต ที่ดูเรื่องการปฏิสัมพันธ์กับผู้นำชาติต่างๆ ให้กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

ในสมัยที่เป็นโฆษกกระทรวงต่างประเทศ ฉิน กัง ขึ้นชื่อเรื่องการใช้วาทกรรมแข็งกร้าวในการปกป้องนโยบายต่างประเทศของจีน ที่เรียกว่า การทูตนักรบหมาป่า แต่เขาก็เผยว่าพร้อมที่จะทำงานร่วมกับสหรัฐฯ เมื่อตอนดำรงตำแหน่งทูตจีนที่นั่น

ในวัย 57 ปี ฉิน กัง กลายเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ที่อายุน้อยที่สุด ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศจีน หลังจากทำหน้าที่เป็นเอกอัครราชทูตจีนประจำสหรัฐฯมาเพียงสองปี และตอนนี้เขาได้กลายเป็นรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งดังกล่าวสั้นที่สุดด้วย

ฉิน กัง ปรากฏตัวครั้งสุดท้ายในวันที่ 25 มิถุนายน ในการหารือกับเจ้าหน้าที่จากรัสเซีย เวียดนามและศรีลังกา เขามีกำหนดหารือกับนายโจเซฟ บอร์เรลล์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่นโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรปในวันที่ 4 กรกฎาคม แต่การหารือได้ถูกยกเลิกโดยมีการแจ้งล่วงหน้าเพียงไม่กี่วันเท่านั้น และเขายังไม่ได้ปรากฏตัวในช่วงเวลาที่ เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ และ จอห์น แคร์รี่ ทูตพิเศษด้านสภาพภูมิอากาศของสหรัฐฯ เดินทางเยือนจีน นอกจากนี้ เขายังไม่ได้เข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่อินโดนีเซีย ช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา โดยทางการจีนแจ้งว่าเป็นเพราะปัญหาสุขภาพ และได้ส่ง หวัง อี้ มาประชุมแทน

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ อัล-จาซีรารายงานว่า เรื่องราวอันพิศวงเกี่ยวกับ ฉิน กัง นั้นสะท้อนถึงธรรมชาติของความลึกลับซับซ้อนของจีน ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ไม่ปกติ ที่บุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น ดารา และนักธุรกิจ จะหายตัวไปจากสาธารณชนเป็นการชั่วคราว แต่กรณีของฉิน กัง ซึ่งมีตำแหน่งระดับสูงในรัฐบาลนั้น ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นยาก

บรรดานักวิเคราะห์คาดว่า การเปลี่ยนตัวผู้นำของกระทรวงต่างประเทศจีนอย่างกะทันหันนั้น อาจจะทำให้เกิดความปั่นป่วนในลำดับชั้นทางการทูตของจีน เพราะรัฐมนตรีต่างประเทศคือหน้าตาของจีนต่อประชาคมโลก ดังนั้นจึงยากที่จะไม่เกิดผลลบต่อบรรดานักการทูตที่อยู่ทั่วโลก นอกจากนี้ ฉิน กังยังเป็นที่รู้กันดีว่าคือ หนึ่งในบุคคลที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ไว้ใจที่สุด และเป็นคนที่ผู้นำจีนเลือกมาเอง ซึ่งข้ามชั้นคู่แข่งอื่นๆ มาหลายคน

นักวิเคราะห์ระบุกับ อัล-จาซีรา ว่าประธานาธิบดีสีนั้นเป็นผู้กำหนดทิศทางนโยบายต่างประเทศของจีน โดยมีหวัง อี้ กำกับยุทธศาสตร์ในการทำงาน ส่วนฉิน กัง รัฐมนตรีต่างประเทศ ดูแลกลไกการทำงานประจำวัน และนี่คือเรื่องสำคัญสำหรับนักการทูตที่ทำงานบนพื้นฐานของความไว้วางใจกัน จากการรู้จักกันและความสามารถในการเข้าถึงกัน ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลที่จู่ๆ รัฐมนตรีต่างประเทศหายตัวไปนานนับเดือน โดยไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน

ด้านหนังสือพิมพ์เซาท์ไชน่ามอร์นิ่ง โพสต์ ระบุว่า สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ แทนที่จะมีการแต่งตั้งบุคคลใหม่มาแทนที่นายฉิน กัง แต่ปรากฏว่า ผู้นำจีนเลือกให้ หวัง อี้ ซึ่งมีตำแหน่งที่สูงกว่ากลับมารับตำแหน่งนี้ต่อ จึงทำให้นายหวังได้กลายเป็นหนึ่งในรัฐมนตรีต่างประเทศจีนที่ทรงอิทธิพลที่สุดในรอบหลายทศวรรษ และเป็นสมาชิกของโปลิตบูโรคนแรกที่ดำรงตำแหน่งนี้ควบคู่ในรอบหลายปี

ความเคลื่อนไหวนี้ สะท้อนว่า บรรดาผู้นำจีนเห็นถึงความเร่งด่วนที่จะต้องทำให้สถานการณ์เสถียร เพราะการปลดรัฐมนตรีต่างประเทศกะทันหันนั้นส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ด้านนโยบายต่างประเทศของจีนและสะท้อนถึงวิกฤตทางการเมืองในสมัยที่สามของผู้นำจีน ดังนั้น การแต่งตั้งนายหวังกลับมา จึงมีเป้าหมายเพื่อทำให้เกิดเสถียรภาพ และแสดงให้ประชาคมโลกเห็นว่านโยบายต่างประเทศของจีนนั้นจะมีความต่อเนื่องนั่นเอง

อย่างไรก็ดี เดเนียล รัสเซล จากสถาบัน Asia Society Policy ให้ความเห็นว่า การขึ้นสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศอย่างรวดเร็ว ก่อนถูกปลดหลังจากนั้นไม่นาน ท่ามกลางกระแสข่าวในแง่ลบ สะท้อนถึงการตัดสินใจที่ผิดพลาดของผู้นำรัฐบาลจีน ซึ่งหมายถึงตัวประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ในฐานะผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจเรื่องแต่งตั้งผู้ที่มาดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมือง

ขณะที่ เอียน จอห์นสัน นักวิเคราะห์ด้านจีนศึกษา จาก Council on ForeignRelations ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. บอกว่าเรื่องราวของ ฉิน กัง บ่งบอกว่าเป็นอีกครั้งที่ สี จิ้นผิง ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับประเด็นสาธารณะในแง่ลบที่เป็นที่สนใจของผู้คน และว่าหลังจากนี้ สี จิ้นผิงและบรรดาผู้มีส่วนตัดสินใจทางการเมืองของจีน จะต้องเพิ่มการพิจารณากลั่นกรองตัวบุคคลอย่างถี่ถ้วน ละเอียดรอบคอบในทุกมิติ ก่อนจะเลือกมาทำงานในตำแหน่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีแบบ ฉิน กัง อีกในอนาคต

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ‘เลือกตั้งกัมพูชา’ ไม่ต้องลุ้น เพราะ ‘ฮุนเซน’ แบเบอร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/745380

คุยกัน 7 วันหน : ‘เลือกตั้งกัมพูชา’  ไม่ต้องลุ้น เพราะ ‘ฮุนเซน’ แบเบอร์

คุยกัน 7 วันหน : ‘เลือกตั้งกัมพูชา’ ไม่ต้องลุ้น เพราะ ‘ฮุนเซน’ แบเบอร์

วันอาทิตย์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.18 น.

ในวันนี้ 23 ก.ค. 2566 ที่ชาวกัมพูชาจะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งทั่วไป ที่หลายฝ่ายเชื่อว่า นอกจากพรรคประชาชนกัมพูชา หรือ CPP ของนายกรัฐมนตรี ฮุนเซน จะชนะ
การเลือกตั้งแบบนอนมาไร้คู่แข่งแล้วเท่านั้น การเลือกตั้งครั้งนี้ยังถูกมองว่าเป็นการเปิดตัว ฮุน มาเนต บุตรชายคนโตของ ฮุนเซน อย่างเป็นทางการ ในฐานะผู้นำคนต่อไป

คงจะไม่ผิดนัก ถ้าจะพูดว่าฮุน มาเนต คือผู้นำคนต่อไปของกัมพูชาโดยเฉพาะหลังจากการหาเสียงเลือกตั้งของพรรคประชาชนกัมพูชา หรือ CPP เมื่อวันศุกร์ เพราะนับตั้งแต่วันหาเสียงวันแรกที่ ฮุน มาเนต รับธงต่อจากมือบิดา จนถึงวันสุดท้ายของการหาเสียง ซึ่งเขานำขบวนกลุ่มผู้สนับสนุนนับหมื่นคนในกรุงพนมเปญคือภาพที่ชัดเจนที่สุด และตอกย้ำถึงเจตนารมณ์ของ ฮุนเซน ที่ประกาศเอาไว้เมื่อปลายปี 2564 ว่าจะส่งต่ออำนาจให้กับลูกชายคนนี้ภายในปี 2573 ภายหลังนายพลสี่ดาววัย 45 ปี ผู้นี้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ท้าชิงนายกรัฐมนตรีในอนาคตของพรรค CPP แต่ทางพรรคไม่ได้ระบุชัดเจนว่า การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองจะเกิดขึ้นเมื่อใด

ฮุน มาเนต กล่าวต่อผู้สนับสนุนจำนวนมากที่มารวมตัวกันที่ย่านเกาะเพชร ในกรุงพนมเปญว่า ประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เห็นแล้ว ว่ามีเพียงพรรคประชาชนกัมพูชา หรือ CPP เท่านั้นที่สามารถนำความปลอดภัยและสันติภาพมาสู่กัมพูชาได้พร้อมกล่าวหาว่ากลุ่มหัวรุนแรงพยายามทำลายการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้น แต่ชาวกัมพูชามองทะลุอุบายสกปรกดังกล่าว สอดคล้องกับที่ฮุนเซน ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาราว 4 ทศวรรษ เรียกการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า เป็นการแข่งขันระหว่าง18 พรรคการเมืองที่เข้าร่วมกับกลุ่มหัวรุนแรงที่ต้องการทำลายการเลือกตั้ง พร้อมกล่าวหาว่า “พวกหัวรุนแรง” รณรงค์ขัดขวางประชาชนจากการลงคะแนนเสียงและทำลายบัตรลงคะแนน

อย่างไรก็ดี ทางการกัมพูชาถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าปราบปรามฝ่ายค้านทางการเมืองและผู้เห็นต่างในการเลือกตั้ง แม้ว่าจะมี 18 พรรคจะเข้าร่วมชิงชัยในศึกเลือกตั้งครั้งนี้แต่พรรคฝ่ายค้านที่แข็งแกร่งที่สุด อย่างพรรคแสงเทียนถูกตัดสิทธิ์เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติ หรือ NEC ระบุว่า เอกสารไม่ผ่านเกณฑ์ ส่วนพรรคการเมืองอื่นๆ ที่หลายพรรคก่อตั้งโดยคนรุ่นใหม่ ทำได้อย่างมากแค่เป็นทางเลือกให้ประชาชน แต่ไม่ใช่คู่แข่งของพรรครัฐบาล เพราะไม่มีฐานคะแนนเสียงในประเทศเหมือนกับพรรคฝ่ายค้านที่ถูกตัดสิทธิเลือกตั้ง

ฮิวแมน ไรท์ วอทช์ องค์กรพัฒนาเอกชน เรียกร้องให้ทางการกัมพูชายุติการคุกคามและดำเนินคดีกับสมาชิกและนักเคลื่อนไหวจากพรรคแสงเทียน ซึ่งบางคนขอให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทำลายบัตรลงคะแนน ฟิล โรเบิร์ตสัน รองผู้อำนวยการภาคพื้นเอเชียของ ฮิวแมน ไรท์ วอทช์ กล่าวว่า รัฐบาลกัมพูชาได้ลิดรอนสิทธิของชาวกัมพูชาจำนวนมากในการลงคะแนนเลือกพรรคที่พวกเขาเลือก และพวกเขาก็มีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ ส่วนเครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนในกรุงเทพฯ กล่าวว่า การเลือกตั้งกัมพูชาที่จะมาถึง จะขาดความเสรีและยุติธรรมต่อไป พร้อมกับเรียกการตัดสิทธิ์พรรคแสงเทียนว่า เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของพื้นที่ทางการเมืองที่ถูกจำกัดอย่างมาก และแสดงให้เห็นถึงข้อจำกัดรุนแรงที่บังคับใช้กับพรรคฝ่ายค้าน

แต่ในประเด็นนี้ โฆษกพรรค CPP ยืนยันว่า หน่วยงานจัดการเลือกตั้งได้ดำเนินการตามกฎ พร้อมแสดงความหวังว่าจะมีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งสูงกว่าร้อยละ 80 ที่ได้จากการเลือกตั้งระดับชุมชนเมื่อปี 2022 และเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้พรรค CPP จะกวาดที่นั่งในสภาแห่งชาติไปทั้งหมด 125 ที่นั่ง เช่นเดียวกับการเลือกตั้งทั่วไปครั้งก่อนในปี 2018

ขณะเดียวกัน เมื่อดูประวัติการศึกษาของ ฮุน มาเนต อาจพูดได้ว่า โดดเด่นมากที่สุดคนหนึ่งในหมู่ผู้นำรุ่นใหม่ของประเทศ เพราะนอกจากจะเรียนจบจากโรงเรียนนายร้อยทหารบกสหรัฐฯ ที่ เวสต์ พอยต์ โรงเรียนเตรียมทหารที่ดีที่สุดของสหรัฐฯ แล้ว ยังย้ายสายไปเจาะลึกในประเด็นด้านเศรษฐกิจด้วย หลังจากสามารถคว้าใบปริญญา ทั้งปริญญาโทและเอก ในคณะเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยชื่อดังในฝั่งตะวันตกบวกกับความมีเสถียรภาพของรัฐบาลกัมพูชาภายใต้การนำของ ฮุนเซนที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมานานกว่า 4 ทศวรรษ โดยเฉพาะการเลือกตั้งครั้งนี้ที่พรรค CPPคาดหวังจะได้ที่นั่ง สส.ทั้ง 125 ที่นั่งก็มีส่วนทำให้งานของ ฮุน มาเนต ง่ายขึ้นในการหาเสียงรอบนี้

อย่างไรก็ดี หลายฝ่ายยอมรับว่า การจะเปลี่ยนแปลงการเมืองในประเทศกัมพูชาคงต้องใช้เวลา เพราะ ฮุนเซน ได้วางรากฐานทางการเมือง ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ รวมถึงวางตัว ฮุน มาเนต เพื่อผู้สืบทอดตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนถัดไป นักวิเคราะห์การเมืองกัมพูชา เห็นว่า การที่ ฮุน มาเนต ได้รับอภิสิทธิ์มาตั้งแต่เกิด ถือเป็นปัญหาหนึ่งเหมือนกัน ซึ่งในท้ายที่สุด ฮุน มาเนต ก็ต้องก้าวออกมาจากใต้เงาของพ่อ เป็นตัวของตัวเอง และเป็นผู้นำในแบบของตัวเอง

เช่นเดียวกับที่นักวิชาการบางคน มองว่า ถึงแม้ ฮุน มาเนต จะก้าวขึ้นมานั่งเก้าอี้ผู้นำกัมพูชาได้จริง ก็มีความเป็นไปได้ที่ ฮุนเซน อาจจะยังไม่ถึงกับวางมือเสียทีเดียว เพื่อให้การบริหารพรรค CPP ยังคงเข้มแข็ง และครองอำนาจในกัมพูชาต่อไปอีกนานเท่านาน

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ‘ฮวาซอง-18’ ตัวพลิกสถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลี?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/743971

คุยกัน 7 วันหน : ‘ฮวาซอง-18’  ตัวพลิกสถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลี?

คุยกัน 7 วันหน : ‘ฮวาซอง-18’ ตัวพลิกสถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลี?

วันอาทิตย์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.45 น.

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เกาหลีเหนือประกาศความสำเร็จ การทดสอบยิง“ฮวาซอง-18” ขีปนาวุธแบบทิ้งตัวข้ามทวีป หรือ ICBM รุ่นใหม่ล่าสุดชนิดใช้เชื้อเพลิงแข็ง ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น 1 วัน และอ้างว่าเป็นการประสบความสำเร็จเป็นครั้งที่ 2 แล้ว โดยครั้งแรกเกิดขึ้นในเดือนเมษายนปีนี้ การยิงฮวาซอง-18 ชนิดเชื้อเพลิงแข็งล่าสุดนี้นับเป็นการปลดล็อกความก้าวหน้าครั้งสำคัญของโครงการอาวุธของเกาหลีเหนือที่ถูกคว่ำบาตร

แล้วขีปนาวุธชนิดเชื้อเพลิงแข็งคืออะไร เหตุใดจึงเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าปล่อยให้เกาหลีเหนือมีขีปนาวุธชนิดนี้

อังกิต พันดา ผู้เชี่ยวชาญนโยบายนิวเคลียร์ แห่ง Carnegie Endowment for International Peace ให้อรรถาธิบายเกี่ยวกับขีปนาวุธชนิดใช้เชื้อเพลิงแข็งว่าใช้เชื้อเพลิงที่เป็นแหล่งพลังงาน ที่ทำมาจากส่วนผสมทางเคมีชนิดแข็ง (solid chemical mixture) โดยเชื้อเพลิงชนิดแข็งที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนขีปนาวุธ นั้น จะถูกติดตั้งติดไปกับลำตัวขีปนาวุธตั้งแต่ต้นหรือตั้งแต่การสร้างขีปนาวุธ ทำให้ขีปนาวุธชนิดนี้ อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้ทันที แบบเดียวกับจรวดประทัดในทางตรงข้าม ขีปนาวุธชนิดเชื้อเพลิงเหลวจะต้องเติมเชื้อเพลิงเหลวและตัวเติมออกซิเจน หรือ oxidizer ลงในขีปนาวุธช่วงก่อนที่จะยิง ซึ่งเป็นกระบวนการที่ช้าและยุ่งยาก

ด้าน เชือง เซือง-จาง ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาเกาหลีเหนือ แห่งสถาบัน Sejong Institute ชี้ว่า ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้การเตรียมยิงขีปนาวุธเชื้อเพลิงเหลวต้องใช้เวลานาน เปรียบเหมือนกับการที่เราต้องเสียเวลาในการเติมน้ำมันใส่รถยนต์ และหลังจากเตรียมพร้อมขีปนาวุธเชื้อเพลิงเหลวแล้ว จะต้องยิงออกไปภายในระยะเวลาอันสั้นด้วย ส่วนขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็ง ต้องมีการเก็บและบำรุงรักษาที่ดี และต้องจัดการอย่างระมัดระวังซึ่งถ้าทำไม่ได้ คุณภาพของขีปนาวุธชนิดนี้จะเสื่อมสภาพลงตามกาลเวลา และจะส่งผลให้การยิงขีปนาวุธล้มเหลว

ฮิโรคาสึ มัตสึโนะ โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่น ให้ข้อมูลว่า ขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็งประจำการได้รวดเร็วกว่า ข้อดีที่สุดของมันคือ สามารถยิงได้ทันที เขายอมรับว่าฮวาซอง-18 ที่เกาหลีเหนือยิงเมื่อวันที่12 กรกฎาคมนั้น ดูเหมือนจะเป็นชนิดเดียวกับที่เกาหลีเหนือยิงทดสอบไปครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายนปีนี้ แถมยังคาดการณ์ว่า ขีปนาวุธร่อนอยู่ในอากาศได้นานถึง 74 นาที นานที่สุดเท่าที่เกาหลีเหนือเคยยิงมา ร่อนไกลได้เป็นระยะทาง 1,000 กิโลเมตร ที่ระดับความสูงสูงสุดเกินกว่า 6,000 กิโลเมตร และไม่มีรายงานความเสียหายจากการยิงขีปนาวุธลูกนี้ ซึ่งตกในทะเลญี่ปุ่น นอกเขตเศรษฐกิจจำเพาะของญี่ปุ่น

เว็บไซต์สำนักข่าวเกียวโดนิวส์ ของญี่ปุ่นระบุว่า ระยะเวลาร่อนของขีปนาวุธลูกล่าสุดลบสถิติเดิมที่เกาหลีเหนือเคยทำไว้ที่ 71 นาที เมื่อเดือนมีนาคม2565 คาดว่าเป็นการแสดงแสนยานุภาพของกองทัพเกาหลีเหนือ ก่อนถึงวันครบรอบ 70 ปีของการสงบศึกสงครามเกาหลี ในวันที่ 27 กรกฎาคม

คำถามต่อมาคือ ICBM ชนิดเชื้อเพลิงแข็งของเกาหลีเหนือ ใช้การได้จริงหรือไม่

เรื่องนี้ ฮาน ควอน-ฮี จาก Missile Strategy Forum วิเคราะห์จากลักษณะของควันที่เกิดขึ้นด้านท้ายขีปนาวุธที่เกาหลีเหนือยิงทั้ง 2 ครั้ง ในเดือนเมษายนและกรกฎาคมปีนี้ว่า สอดคล้องกับลักษณะของขีปนาวุธชนิดใช้เชื้อเพลิงแข็งที่จะปล่อยควันขาวสกปรกออกมากลุ่มใหญ่ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจน ภายในไม่กี่วินาทีหลังจรวดถูกยิงออกไป การยิงทั้ง 2 ครั้งมีความคล้ายคลึงกันทางด้านเทคนิค โดยการยิงครั้งที่ 2 ล่าสุดนี้มีจุดประสงค์เพื่อพิสูจน์และยืนยันประสิทธิภาพและความแม่นยำของฮวาซอง-18

ส่วน ICBM ชนิดเชื้อเพลิงเหลว ซึ่งยังเป็นอาวุธหลักของเกาหลีเหนือในปัจจุบัน มีการยิงทดสอบซ้ำๆ มาตลอดแต่เป็นการยิงวิถีโค้งเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่วิธีการยิงขีปนาวุธที่จะใช้ในสถานการณ์จริงก่อให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับประสิทธิภาพที่แท้จริงของขีปนาวุธเชื้อเพลิงเหลวของเกาหลีเหนือ

เป็นที่ทราบกันดีกว่า กองทัพทั่วโลกส่วนใหญ่จะเริ่มต้นด้วยเทคโนโลยีขีปนาวุธเชื้อเพลิงเหลว แต่ต่อมาจะพยายามมีขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็ง ซึ่งต้องการเทคโนโลยีขั้นก้าวหน้ากว่า แต่ก็ไม่ใช่ว่า กองทัพที่ก้าวหน้าทุกกองทัพจะมีขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็งประจำการผู้เชี่ยวชาญหลายคนให้ข้อมูลว่า กองทัพสหรัฐฯ มีขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็งประจำการทั้งแบบ ICBM และ SLBM แต่กองทัพรัสเซียกับจีนยังคงประจำการขีปนาวุธเชื้อเพลิงเหลวจำนวนมาก ส่วนกองทัพเกาหลีใต้ จากข้อมูลพบว่า มีขีดความสามารถทางเทคนิคสำหรับขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็ง และอาจมีขีปนาวุธชนิดนี้อยู่ในคลังแสงแล้วก็ได้ แต่ระยะการยิงยังครอบคลุมเพียงคาบสมุทรเกาหลีเท่านั้น

แล้วขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็งจะเป็นตัวพลิกสถานการณ์ได้หรือไม่?

คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือคุยว่า ฮวาซอง-18 ชนิดเชื้อเพลิงแข็งของตนนั้น จะเพิ่มขีดความสามารถในการโต้กลับด้วยนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนืออย่างล้ำลึก และผู้เชี่ยวชาญหลายคนก็กล่าวว่า ขีปนาวุธชนิดนี้อาจพลิกสถานการณ์ความมั่นคงบนคาบสมุทรเกาหลี

คิม จอง แต แห่งสถาบัน Yonsei ชี้ว่า หากเกาหลีเหนือประจำการ ICBM ชนิดเชื้อเพลิงแข็ง ขีปนาวุธชนิดนี้ อาจเป็นตัวพลิกสถานการณ์ ในการทำสงครามของเกาหลีเหนือ โดยชี้ว่า แผนปัจจุบันของเกาหลีใต้ ในกรณีเกิดสงครามกับเกาหลีเหนือ คือการชิงลงมือโจมตีก่อน หรือที่เรียกว่า Kill Chain ซึ่งจะทำให้เกาหลีใต้สามารถชิงลงมือโจมตีก่อน ถ้าหากเกาหลีเหนือมีท่าทีจะยิงขีปนาวุธ แต่แผนการโจมตีดังกล่าวของเกาหลีใต้ จะทำได้ก็ต่อเมื่อหลังจากมีสัญญาณยืนยันว่า เกาหลีเหนือเตรียมยิงขีปนาวุธ แต่จะไม่มีสัญญาณดังกล่าวเกิดขึ้น หากว่าเกาหลีเหนือเตรียมยิงขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็งที่เล็งเป้าหมายไปยังเกาหลีใต้ อีกทั้ง ฮวาซอง-18 นั้น ยากแก่การตรวจจับมากกว่า ซึ่งอาจส่งผลให้สูตรการชิงลงมือก่อนของเกาหลีใต้ใช้การไม่ได้ไปเลย

อย่างไรก็ตาม กระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ ไม่ให้ความสำคัญกับความหวาดหวั่นนี้ โดยระบุว่าเป็นเพียงความกังวลที่มากเกินไปเท่านั้น ขณะที่สหรัฐฯ จนถึงขณะนี้ยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นเรื่องพัฒนาการด้านขีปนาวุธล่าสุดของเกาหลีเหนือแต่อย่างใด

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : วิกฤตเด็กเกิดน้อย ทำเกาหลีใต้ขาดแคลนกุมารแพทย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/742371

คุยกัน 7 วันหน : วิกฤตเด็กเกิดน้อย  ทำเกาหลีใต้ขาดแคลนกุมารแพทย์

คุยกัน 7 วันหน : วิกฤตเด็กเกิดน้อย ทำเกาหลีใต้ขาดแคลนกุมารแพทย์

วันอาทิตย์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.20 น.

ไม่น่าแปลกใจ ที่ห้องผู้ป่วยเด็กรอพบแพทย์ในโรงพยาบาลเด็กแห่งหนึ่งชานกรุงโซล และอีกหลายแห่งทั่วเกาหลีใต้จะเต็มล้นไปด้วยเด็กๆ หลายสิบคน หลายคนต้องให้น้ำเกลือไปด้วย ในขณะที่กำลังรอพบกุมารแพทย์ หรือรอเตียงรักษานานหลายชั่วโมงที่โรงพยาบาล หรือรอคิวนานหลายสัปดาห์กว่าจะได้พบแพทย์

กุมารแพทย์ 7 คนในเกาหลีใต้ให้ข้อมูลแก่สำนักข่าวรอยเตอร์สว่า สาเหตุรากเหง้าของปัญหาขาดแคลนกุมารแพทย์ที่เกาหลีใต้กำลังเผชิญ คืออัตราการเกิดที่ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ อยู่ที่ 0.78 เท่านั้นในปี 2022 ส่วนในเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีเด็กเกิดใหม่เป็นเพียง 18,484 คนลดลงร้อยละ 12.7 จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ยอดทารกเกิดใหม่ดังกล่าวนับเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดของเดือนเมษายนนับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บสถิติรายเดือนมาตั้งแต่ปี 1981 จำนวนทารกเกิดใหม่ในเกาหลีใต้ลดลงเป็นเดือนที่ 89 ติดต่อกันแล้ว บวกกับความล้มเหลวในระบบประกันในการปรับตัวรับอัตราการเกิดต่ำปล่อยให้การแพทย์กุมารเวชศาสตร์ต้องขาดแคลนทรัพยากร และแพทย์ต่างหันหลังให้แก่วงการกุมารเวชศาสตร์เนื่องจากคิดว่าไร้อนาคต

ในเดือนพฤษภาคมปีนี้ เกิดกรณีเด็ก 5 ขวบเสียชีวิตในกรุงโซล ด้วยอาการกล่องเสียงอักเสบเฉียบพลัน เนื่องจากต้องกลับบ้าน เพราะหาเตียงรักษาในโรงพยาบาลไม่ได้เลย ทางสมาคมโรงพยาบาลเด็กเกาหลีใต้หวั่นว่า จะเกิดกรณีเด็กเสียชีวิตซ้ำอีก จากการที่ต้องวิ่งหาห้องฉุกเฉินเพื่อรักษา จนเด็กต้องมาเสียชีวิตทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นโรคร้ายแรง

วงการกุมารแพทย์โทษรัฐบาลเกาหลีใต้ โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิภาพ ขาดการออกมาตรการที่เหมาะสมในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานนี้ พร้อมกับเรียกร้องรัฐบาลเพิ่มงบประมาณพิเศษ เพื่อดึงดูดแพทย์มาเป็นกุมารแพทย์มากขึ้น ด้านกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิภาพเกาหลีใต้ยอมรับว่า มีข้อจำกัดในระบบ แต่ก็ได้ออกมาตรการหลายอย่างมาเพื่อรับมือแล้ว จนถึงขนาดขู่ว่า จะถอนสถานะโรงพยาบาลใหญ่ จากการเป็นศูนย์แพทย์ฉุกเฉินระดับภูมิภาค ถ้าหากพบว่า ผู้ป่วยเด็กไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

หากเทียบกับแพทย์สายอื่นๆ กุมารแพทย์เกาหลีใต้มีรายได้เพียงน้อยนิด หรือต่ำที่สุดในบรรดาแพทย์คลินิกเฉพาะทางต่างๆ 23 แผนก จากข้อมูลของบริการตรวจสอบและประเมินการประกันสุขภาพ

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อประท้วงกึ่งประชดรัฐบาลที่ไม่ใส่ใจ สมาคมกุมารแพทย์เกาหลีใต้ได้จัดสัมมนาที่มีชื่อว่า “เขตปลอดเด็ก” (No Kids Zone)เพื่อช่วยสมาชิกของสมาคมซึ่งเป็นกุมารแพทย์ ให้ทิ้งการเป็นกุมารแพทย์ แล้วไปเป็นแพทย์สายอื่นที่มีรายได้ดีกว่า ปรากฏว่า มีกุมารแพทย์ถึง 600 คน จากสมาชิกของสมาคมทั้งหมด 3,000 คนแห่ไปฟังเลคเชอร์สอนเรื่องการรักษาผิวพรรณความงาม เช่น การฉีดโบท็อกซ์รวมไปถึงการรักษาโรคเรื้อรังในผู้ใหญ่

ทางสมาคมยังให้ข้อมูลด้วยว่าร้อยละ 90 ของสมาชิกสมาคม ได้ปิดกิจการ หรือเลิกเป็นกุมารแพทย์ไปเลยเนื่องจากจำนวนผู้ป่วยเด็กลดลงอย่างมากจากอัตราการเกิดที่ต่ำสุดในประวัติศาสตร์ของเกาหลีใต้ ประธานสมาคมกุมารแพทย์เกาหลีใต้ชี้ด้วยว่า ในประเทศอื่นๆ รัฐบาลให้งบสนับสนุนมากพอแก่โรงพยาบาลเด็ก แม้จะมีผู้ป่วยเด็กเพียงแค่ 20 คนต่อวัน แต่ในเกาหลีใต้ มีงบหนุนการรักษาเด็ก 1 คน เพียง 10 ดอลลาร์ หรือ 350 บาทต่อคนเท่านั้น ซึ่งไม่พอที่จะทำให้โรงพยาบาลเด็กอยู่ได้ ดังนั้น จึงตกไปเป็นภาระหนักของคลินิกเด็ก ต้องรับผู้ป่วยเด็กมากถึง 80 คน

อัตราการรับสมัครกุมารแพทย์ ที่เคยสูงถึงร้อยละ 97.4 เมื่อปี 2013 หรือ 10 ปีก่อน ตกฮวบลงเหลือเพียงร้อยละ 16.3 เท่านั้นในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ จากการเปิดเผยของกระทรวงสาธารณสุขเกาหลีใต้ แพทย์ไม่อยากเป็นกุมารแพทย์ เพราะคิดว่าไร้อนาคต เนื่องจากคาดกันว่า ผู้ป่วยเด็กจะลดลงอย่างมาก

อี จู-ยอล ศาสตราจารย์ด้านการบริหารจัดการสาธารณสุข แห่งมหาวิทยาลัยนัมโซล แนะว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลทุ่มงบประมาณก้อนใหญ่ ไปกับการพยายามแก้ปัญหาอัตราการเกิดต่ำ ควรจะต้องโยกงบส่วนนี้ ไปใช้ในการรักษาผู้ป่วยเด็กมากกว่า เพื่อให้พ่อแม่รู้สึกว่า ไม่เป็นการยากเกินไปที่จะหาโรงพยาบาลรักษาลูก ถ้าหากว่ามีลูก

พ่อแม่ในเกาหลีใต้บอกว่า กุมารแพทย์ที่ลดลง ทำให้เวลาในการรอนัดแพทย์นานขึ้นสำหรับผู้ป่วยเด็กทารกในโรงพยาบาล ก่อให้เกิดวงจรอุบาทว์ ที่ยิ่งทำให้เกาหลีใต้เป็นประเทศที่ไม่ชวนให้มีลูก

คิม อึน-จี แม่ลูกอ่อนที่เพิ่งมีลูกชายอายุ 4 เดือน รู้สึกลังเลที่จะมีลูกคนที่ 2 เนื่องจากปัญหาที่กำลังเกิดกับระบบรักษาพยาบาลผู้ป่วยเด็กในปัจจุบัน

เธอกล่าวขณะอยู่กับลูกน้อยระหว่างรอพบแพทย์อยู่ที่โรงพยาบาลเด็กแห่งหนึ่งในกรุงโซลว่า “ถ้ามีลูกคนที่ 2 ก็จะยิ่งมีโรงพยาบาลเด็กน้อยลงกว่านี้ และหมอเด็กน้อยลงกว่าตอนนี้อีก และคงจะยากที่จะพาลูกไปรักษาที่โรงพยาบาล”

เกาหลีใต้กำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ที่มีนัยสำคัญในเรื่องอัตราการเกิดต่ำ คนวัยหนุ่มสาวเลื่อนระยะเวลาหรือละเว้นการเริ่มต้นการสร้างครอบครัว เนื่องจากราคาบ้านพักอาศัยที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ อัตราการเจริญพันธุ์ หรือความสามารถของสตรีที่สามารถมีบุตรเกิดรอดได้ของเกาหลีใต้อยู่ที่ 0.81ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ต่ำกว่าระดับ 2.1 ที่จะเป็นระดับที่ทำให้เกาหลีใต้มีพลเมืองคงที่อยู่ที่ 51 ล้านคน จำนวนผู้เสียชีวิตในเดือนเมษายน อยู่ที่ 27,581ราย ลดลงร้อยละ 24.8 จากปีก่อน ทิศทางที่การเสียชีวิตจะมากกว่าการเกิดเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 42 ติดต่อกัน

ดูช่างเป็นอนาคตที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วงไม่น้อยเลยทีเดียว

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : จลาจลฝรั่งเศส แค่เรียกตรวจค้นรถ ต้องเอาถึงตายเลยหรือ?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/740956

คุยกัน 7 วันหน : จลาจลฝรั่งเศส  แค่เรียกตรวจค้นรถ ต้องเอาถึงตายเลยหรือ?

คุยกัน 7 วันหน : จลาจลฝรั่งเศส แค่เรียกตรวจค้นรถ ต้องเอาถึงตายเลยหรือ?

วันอาทิตย์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.15 น.

กรณีตำรวจฝรั่งเศสยิง นาเอล เอ็ม วัยรุ่นอายุ 17 ปี เสียชีวิต จนทำให้เกิดการประท้วงใหญ่ในหลายพื้นที่ของประเทศในสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายฝ่ายกลับมาตั้งคำถาม และวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของตำรวจ ที่ดูเหมือนจะใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุต่อประชาชนมากยิ่งขึ้น เพราะจากข้อมูลพบว่า นี่คือเหตุการณ์ที่ตำรวจฝรั่งเศสยิงคนขับรถที่ไม่หยุดให้ตรวจ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นครั้งที่ 3 แล้วในปีนี้ ขณะที่ในปี 2022 มีรายงานว่า ประชาชน 13 คนถูกตำรวจยิงเสียชีวิตจากการที่ไม่ยอมหยุดรถให้ตำรวจ เหยื่อกระสุนส่วนใหญ่หนีไม่พ้นผู้ที่มีเชื้อสายอาหรับ ไม่ก็เป็นคนผิวดำ

บรรดาผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า การเพิ่มขึ้นของการเสียชีวิตจากการถูกยิงได้ แต่น่าจะเป็นปัจจัยมาจาก กฎหมายความมั่นคง ที่รัฐบาลฝรั่งเศสผ่านในปี 2017 กฎหมายดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อใช้ต่อต้านการก่อการร้ายหลังเหตุการณ์โจมตีปารีสครั้งใหญ่ในปี 2015 และมีการประกาศใช้มาตรการคุมเข้มและสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง

ในตอนนั้น บรรดานักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนวิจารณ์กฎหมายนี้ว่า เป็นกรอบกฎหมายที่กว้างเกินไปอย่างอันตรายว่าตำรวจสามารถใช้อาวุธปืนได้เมื่อใดบ้าง ขณะที่บรรดานักวิเคราะห์และผู้สันทัดกรณี ได้ศึกษาว่าทำไม ตำรวจฝรั่งเศสจึงยิงคนเสียชีวิตมากขึ้น หลังจากพบว่า คนที่อยู่ในรถยนต์ถูกตำรวจยิงมากขึ้นถึง 5 เท่า หลังมีการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงใหม่ซึ่งอนุญาตให้ตำรวจใช้ปืนได้หากคนขับรถดูเหมือนจะเป็นอันตรายต่อร่างกายและชีวิตของผู้อื่น ขณะที่ก่อนมีกฎหมายดังกล่าว ตำรวจในฝรั่งเศสต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยหลักการการป้องกันตนเอง และสามารถตอบโต้ได้ตามสัดส่วนที่เหมาะสมเท่านั้นในกรณีที่มีภัยหรือถูกโจมตีจริงๆ

ผู้เชี่ยวชาญยังมองด้วยว่า การขยายขอบเขตในการใช้อาวุธโดยให้รักษาสองเสาหลักคือ “ความจำเป็นอย่างยิ่ง” และ “ความพอสมควรแก่เหตุ”ของความชอบธรรมในการป้องกันตนเองนำไปสู่ความสับสนด้วยเช่นกัน และความกำกวมนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรู้สึกว่าได้รับอนุญาตให้ใช้อาวุธเพื่อแก้ไขสถานการณ์ ส่งผลให้บรรดานักเคลื่อนไหวเริ่มออกมาเรียกร้องให้แก้ปัญหาการใช้อำนาจในทางที่ผิดเชิงระบบ โดยเฉพาะในบางชุมชน เช่น ย่านนองแตร์ นอกกรุงปารีส ที่นาเอล เหยื่อกระสุนคนล่าสุดพำนักอยู่ ซึ่งเป็นย่านที่ผู้คนอาศัยนั้นเผชิญปัญหาความยากจนควบคู่ไปกับปัญหาสีผิวและการเหยียดอื่นๆ อยู่แล้ว

ขณะที่สหภาพตำรวจแห่งฝรั่งเศสแย้งว่า การเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นนั้นมาจากการที่ไม่ปฏิบัติตามกฎจราจรมากขึ้น นอกจากนี้ ยังพบว่า มีกรณีการละเมิดกฎเกิดขึ้นทุกๆ 20 นาทีในฝรั่งเศส และต้องไม่ลืมว่า ตำรวจเองก็ทำงานอยู่กับความเสี่ยงทุกวัน อีกทั้งฝรั่งเศสเอง ก็เกิดเหตุก่อการร้ายจากผู้ก่อเหตุลุยเดี่ยว (Lone Wolf) อยู่บ่อยครั้ง

ทั้งนี้ ประมวลกฎหมายว่าด้วยทางหลวงของฝรั่งเศส กำหนดว่าตำรวจสามารถเรียกให้คนขับหยุดรถเพื่อตรวจสอบเอกสารการขับขี่เมื่อใดก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีการละเมิดกฎหมาย นอกจากนี้ ยังพบว่า กรณีการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายนั้นเพิ่มขึ้นอย่างมาก นับตั้งแต่ฝรั่งเศสใช้ระบบคะแนนสำหรับใบขับขี่ในช่วงทศวรรษที่ 90

ผู้ขับขี่ในฝรั่งเศสจะมีคะแนน 12 คะแนน เมื่อใดที่ฝ่าฝืนจราจรก็จะถูกตัดคะแนน ทำให้สหภาพตำรวจแย้งว่า ระบบนี้ทำให้คนขับรถมักหนีตำรวจ เพราะไม่ต้องการโดนริบใบขับขี่และกลัวจะตกงาน เพราะมีหลายอาชีพจำเป็นต้องใช้ใบขับขี่ จากสถิติพบว่าในปี 1993 หรือ 1 ปีหลังมีการใช้ระบบคะแนนใบขับขี่มีผู้ฝ่าฝืนกฎ 1,099 ราย และ 30 ปีต่อมาตัวเลขเพิ่มขึ้น 25 เท่า ขณะที่นิยามของคำว่า “ล้มเหลวในการปฏิบัติตาม” นั้นครอบคลุมหลายสถานการณ์ เช่น การตรวจรถตามข้างทางธรรมดา ไปจนถึงการทำผิดกฎจราจร หรือนักซิ่งที่ทำทุกทางที่จะหลบหนีการจับกุม

นอกจากนี้ การเรียกรถเพื่อตรวจหายาเสพติดก็มีส่วนทำให้เกิดกรณีการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าหน้าที่ โดยในปี 2020 พบว่า มีการตรวจหายาเสพติดถึง 453,000 กรณี และท้ายสุดการที่รถไม่มีประกัน ก็ทำให้คนขับรถหลีกหนีการตรวจของเจ้าหน้าที่ด้วย โดยสถิติพบว่า ในปี 2019 มีผู้ได้รับอุบัติเหตุทางรถยนต์เกือบ 30,000 คน จากคนขับรถที่ไม่ได้ทำประกัน

ขณะที่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา อัยการของเขตนองแตร์ ประกาศว่า จะมีการจับกุมตำรวจที่ยิงนาเอล ด้วยข้อหาเจตนาฆ่าด้วยการใช้อาวุธปืนต่อเยาวชน โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

การเสียชีวิตของนาเอล ทำให้เกิดการจลาจลในกรุงปารีส ย่านชานเมือง และหลายเมืองทั่วประเทศมา 4 คืนติดต่อกันแล้ว นำไปสู่การปะทะกันระหว่างผู้ประท้วงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีผู้ถูกจับกุมทั่วประเทศเกือบ 700 คน ขณะที่เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทยฝรั่งเศสส่งกำลังตำรวจ 44,000 นายออกประจำการทั่วประเทศ หวังป้องกันไม่ให้เกิดจลาจลรุนแรงขึ้นมาอีก เนื่องจากด้านความมั่นคงของฝรั่งเศสเตือนว่าในอีกไม่กี่วันข้างหน้าการประท้วงจะทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเป้าหมายหลักที่คาดว่าจะตกเป็นเป้าโจมตีคือหน่วยงานและสิ่งที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของรัฐบาล

มีรายงานว่าการประท้วงในย่านนองแตร์เมื่อวันพฤหัสบดี แม่ของนาเอลมาร่วมชุมนุมด้วย โดยสวมเสื้อที่มีข้อความเรียกร้องความยุติธรรมให้กับลูกชายของเธอ และนั่งรถเคลื่อนขบวนไปรอบๆ เมือง เพื่อนบ้านที่รู้จักครอบครัวของผู้เสียชีวิต ยืนยันว่าวัยรุ่นชายที่ถูกตำรวจยิงเสียชีวิตเป็นคนที่จิตใจดีเหมือนกับแม่ของเขา การที่เขาขับรถหนีตำรวจเพราะไม่มีใบอนุญาตขับรถยนต์ ไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้เขาสมควรถูกยิง

ที่ผ่านมา ฝรั่งเศสเคยเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ ที่ถือเป็นรอยด่างของวงการตำรวจ ในปี 2547 เมื่อวัยรุ่นชาย 2 คน ที่มีเชื้อสายแอฟริกัน เสียชีวิตระหว่างที่ถูกตำรวจไล่ตาม เหตุการณ์ในครั้งนั้น นำไปสู่การประท้วงและเหตุจลาจล ที่มีผู้ประท้วงถูกจับกุมมากถึง 6,000 คน

หลายฝ่ายมองว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้มีปัจจัยหลายอย่างที่คล้ายกับเหตุการณ์เมื่อเกือบ 19 ปีก่อน จึงแนวโน้มว่าจะนำไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่

โดย ดาโน โทนาลี