คุยกัน 7 วันหน : จับตาขัดแย้งอิสราเอล-ฮามาส กระทบส่งออก-เศรษฐกิจไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765704

คุยกัน 7 วันหน : จับตาขัดแย้งอิสราเอล-ฮามาส  กระทบส่งออก-เศรษฐกิจไทย

คุยกัน 7 วันหน : จับตาขัดแย้งอิสราเอล-ฮามาส กระทบส่งออก-เศรษฐกิจไทย

วันอาทิตย์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 07.45 น.

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล ได้รายงานสถานการณ์อิสราเอลกับกลุ่มฮามาส จากข้อมูลจากกระทรวงการคลังอิสราเอลประมาณการว่า เศรษฐกิจอิสราเอลได้รับผลกระทบอย่างร้ายแรงมูลค่าความเสียหายหลายพันล้านเชคเกล สะท้อนว่าเศรษฐกิจอิสราเอลถดถอยอย่างแน่นอนในระยะสั้นทั้งในช่วงและหลังสู้รบ แม้ว่ารัฐบาลอิสราเอลและประชาชนเชื่อมั่นว่าจะชนะได้ให้เร็วที่สุด แต่เมื่อมีการเปิดศึกการสู้รบทางตอนเหนือด้วย คงจะยืดเยื้อออกไปหลายเดือน ยิ่งเมื่อมีการระดมกำลังทหารกองหนุน 300,000 นาย การใช้จ่ายของรัฐบาลจะสูงขึ้นและภาคส่วนต่างๆ เช่น การท่องเที่ยวได้รับผลกระทบอย่างหนัก นักเศรษฐศาสตร์มองว่าไม่สามารถหลีกเลี่ยงการชะลอตัวได้สถานการณ์ของการสู้รบยังก่อให้เกิดความไม่แน่นอนอย่างมาก ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจของอิสราเอล

สิ่งที่จะเกิดขึ้นคืออัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ส่งผลต่อนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารแห่งอิสราเอลด้วย นอกจากนี้ยังทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ซึ่งการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันสำหรับอิสราเอลหมายถึงการเพิ่มขึ้นของราคาเชื้อเพลิงโดยตรง และการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้านำเข้าทางอ้อม การเพิ่มขึ้นของราคาเชื้อเพลิงยังส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นซึ่งต้องใช้การขนส่งจำนวนมากและยังเพิ่มภาระให้กับประชาชนในช่วงนี้อีกด้วย ซึ่งคาดว่าในระยะ3- 6 เดือน นับจากนี้ “ราคาสินค้าต้องเพิ่มขึ้นแน่นอน”

ประเมินส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจโดยคาดว่า ในปี 2567 อัตราการเติบโตจีดีพี ของประเทศอิสราเอลจะต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนเกิด คือลดลงจากร้อยละ 3 เป็น 2.2”

นอกจากนี้ยังมีความน่าสนใจในเรื่องอันดับเครดิต หนี้ระยะยาวของอิสราเอลเป็นลบ หมายความว่าบริษัทจัดอันดับเครดิตพร้อมที่จะลดอันดับความน่าเชื่อถือลง ตามความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการสู้รบ ซึ่ง ฟิทช์ เป็นสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือของอเมริกาและเป็นหนึ่งในสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือรายใหญ่ของโลก กังวลว่าการต่อสู้จะใช้เวลานาน ทำให้ต้องลดอันดับเครดิตอิสราเอลลง

การประเมินตรงนี้สอดคล้องกับการประเมินจากนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของอิสราเอล ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจของอิสราเอลจะเกิดภาวะถดถอยอย่างแน่นอน CNBC รายงานว่า โจเซฟ เซรา นักเศรษฐศาสตร์ผู้มีชื่อเสียง อดีตศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยฮิบรู ให้ความเห็นว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการสู้รบจะเกิดขึ้นทันที ทำให้เศรษฐกิจหดตัวรุนแรง เนื่องจากหลายพื้นที่ของอิสราเอลกำลังเผชิญกับผลผลิตที่ลดลง การท่องเที่ยวหยุดลง ตอนนี้ผู้คนในอิสราเอลไม่ออกไปกินข้าวหรือช้อปปิ้ง ยิ่งการสู้รบยืดเยื้อต่อเนื่องนานเท่าใด ความเสียหายต่อเศรษฐกิจก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ยังไม่รู้ว่ารัฐบาลจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร

กระทรวงเศรษฐกิจของอิสราเอลไม่สามารถประเมินได้ว่าภาคเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร เพราะเมื่อคนทำงานหนุ่มสาวไปเป็นทหารกองหนุน ผู้ที่เข้าร่วมการต่อสู้ส่วนใหญ่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี ประชากรอายุน้อยเหล่านี้มีบทบาทอย่างมากในระบบเศรษฐกิจและภาคบริการเทคโนโลยีของอิสราเอล ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณหนึ่งในสามของการส่งออกของอิสราเอล และหนึ่งในห้าของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศประจำปี

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเทลอาวีฟ กระทรวงพาณิชย์ ยังวิเคราะห์ถึงผลกระทบต่อการค้าในระยะยาวหากการสู้รบยืดเยื้อนานกว่าทุกครั้ง โดยขณะนี้ยังไม่มีใครบอกได้ว่าการสู้รบจะยุติเมื่อใด เพราะหากมีปัจจัยอื่นแทรกแซง เช่น การอุดหนุนกลุ่มฮามาสจากประเทศอาหรับ ซึ่งมีการตั้งสมมุติฐานว่าการสู้รบอาจจะใช้เวลานาน 1-2 เดือนกว่าจะยุติ แบ่งช่วงระยะเวลาที่มีผลต่อเศรษฐกิจเป็นดังนี้

1. ในระยะสั้น หากการสู้รบยืดเยื้อระหว่างเดือนต.ค. 2566 ถึง พ.ย. 2566 เศรษฐกิจอิสราเอลถดถอย การค้าระหว่างประเทศรวมทั้งไทยลดลงอย่างมาก

2.ในระยะกลาง ตั้งแต่เดือนธ.ค. 2566 ถึงก.พ. 2567 ในช่วง 3 เดือนแรก หลังการสู้รบยุติ เป็นช่วงฟื้นฟูประเทศและเศรษฐกิจ การค้ากับต่างประเทศน่าจะมีสัญญาณที่ดี เริ่มปรับเข้าสู่ภาวะปกติ

3. ในระยะยาว หลังการสู้รบ 3 เดือนแล้ว อิสราเอลเข้าสู่ภาวะปกติมูลค่าการค้ากับไทยน่าจะเพิ่มมากขึ้น

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเมินว่า อิสราเอลเป็นประเทศที่เศรษฐกิจเข้มแข็งยั่งยืนด้วยเทคโนโลยีก้าวหน้าทันสมัย ดังนั้นหากการสู้รบยุติได้เร็ว ก็คาดว่าอิสราเอลจะฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็วมาก

ในส่วนของการค้าไทยกับอิสราเอล ในปี 2566 (มกราคม-สิงหาคม) การค้าระหว่างไทย-อิสราเอล มีมูลค่า 856 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปอิสราเอล 545 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจากอิสราเอล 311 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญจากไทยไปอิสราเอล 5 อันดับแรก ได้แก่ รถยนต์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ และข้าว ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญจากอิสราเอล5 อันดับแรก ได้แก่ เครื่องเพชรพลอยและอัญมณี ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า และผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้

หากการสู้รบยืดเยื้อยาวนาน คาดว่า เศรษฐกิจของประเทศอิสราเอลถดถอยย่อมส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศของอิสราเอลกับประเทศต่างๆ รวมทั้งการค้ากับไทยแม้ไทยอาจจะส่งออกสินค้าอาหารได้เพิ่มขึ้น แต่การส่งออกสินค้าที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีพ ตลาดอิสราเอลอาจชะลอลงจากกำลังซื้อของผู้บริโภคชาวอิสราเอลลดลง นอกจากนี้ นักธุรกิจอิสราเอลอาจชะลอการเดินทางเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในประเทศไทย ในปี 2567

คงต้องติดตามสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด แม้ผลกระทบต่อการส่งออกไทยอาจไม่มาก แต่มีแรงงานไทยไปทำงานที่อิสราเอลจำนวนมาก และหลายรายยังถูกจับเป็นตัวประกัน

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : นายกฯ ไทยชี้ BRF ครั้งที่ 3 เน้นย้ำปณิธานประเทศหุ้นส่วนทำงานร่วมกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/764318

คุยกัน 7 วันหน : นายกฯ ไทยชี้ BRF ครั้งที่ 3 เน้นย้ำปณิธานประเทศหุ้นส่วนทำงานร่วมกัน

คุยกัน 7 วันหน : นายกฯ ไทยชี้ BRF ครั้งที่ 3 เน้นย้ำปณิธานประเทศหุ้นส่วนทำงานร่วมกัน

วันอาทิตย์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.15 น.

เมื่อวันพฤหัสบดี (19 ต.ค.) เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีไทย ซึ่งอยู่ระหว่างเยือนกรุงปักกิ่งเพื่อเข้าร่วมการประชุมหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศ (BRF) ครั้งที่ 3 และเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัวว่า การประชุมฯ ถือเป็นโอกาสที่ผู้นำนานาประเทศได้รวมตัว เพื่อแนะนำแผนการพัฒนาของตนเอง และแสดงความตั้งใจจะทำงานร่วมกันเพื่อต่อยอดแผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) ให้เป็นปึกแผ่นและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

เศรษฐากล่าวว่า แผนริเริ่มฯ ที่นำเสนอโดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิงเชื่อมโยงนานาประเทศ สร้างประโยชน์ต่อมนุษยชาติด้วยการสนับสนุนการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การค้าและการลงทุน การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและระหว่างประชาชน พร้อมเสริมว่าการกล่าวสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในพิธีเปิดการประชุมฯ ได้สื่อสารความมุ่งมั่นของจีนในการพัฒนาอย่างสันติและขยับขยายการเปิดกว้างยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ เศรษฐายังได้เจรจาพูดคุยกับบริษัทผู้ประกอบการของจีนหลายแห่งระหว่างอยู่ปักกิ่ง เพื่อดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ไทย โดยเศรษฐาเผยว่าการเดินทางมาครั้งนี้เพื่อส่งสารถึงบรรดาบริษัทผู้ประกอบการของจีนว่าไทยพร้อมต้อนรับกลุ่มนักลงทุนจากจีน

สำหรับแผนการส่งเสริมความร่วมมือไทย-จีน เศรษฐากล่าวว่าทั้งสองประเทศยังพัฒนาความร่วมมือในหลายด้าน ในด้านการพัฒนาพลังงานใหม่นั้น ปัจจุบันมีบริษัทยานยนต์พลังงานใหม่ของจีนหลายแห่งเข้ามาลงทุนและก่อสร้างโรงงานในไทย ซึ่งมีบทบาทสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์พลังงานใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน

ในความร่วมมือการเกษตรระหว่างสองประเทศ เศรษฐายกการส่งออกทุเรียนเป็นตัวอย่าง โดยกล่าวว่าชาวจีนนิยมรับประทานทุเรียนอย่างมาก และคาดหวังว่าไทยจะสามารถส่งออกทุเรียนที่มีคุณภาพสูงสู่จีนเพิ่มขึ้นในอนาคต

เศรษฐาเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทยเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาและจีนเป็นประเทศแรกนอกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(อาเซียน) ที่เศรษฐาเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการ เขากล่าวว่าความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างไทยและจีนนั้นมีประวัติศาสตร์ยาวนาน ประชาชนของสองประเทศได้ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันฉันญาติสนิทมิตรสหายขณะเดียวกันไทยมีสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ดี จึงหวังว่าจะเกิดความร่วมมือกับกลุ่มบริษัทผู้ประกอบการของจีนภายใต้แผนริเริ่มฯ เพิ่มขึ้น ส่งเสริมการค้าระหว่างสองประเทศและเดินหน้าการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคี

ก่อนหน้านั้น ปานปรีย์ พหิทธานุกรรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าวซินหัวว่าแผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) ถือเป็นวิสัยทัศน์ระดับโลกอันชาญฉลาดที่ส่งเสริมการเชื่อมต่อและโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงนำพาความเจริญมายังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

ปานปรีย์ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศ (BRF)ครั้งที่ 3 ว่า แผนริเริ่มฯ เป็นโครงการที่มีความชาญฉลาดมาก มีการมองไปทางนอกเพื่อการพัฒนาภูมิภาค และเพื่อให้โลกมีความเจริญรุ่งเรืองทางด้านเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น พัฒนาการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งทำให้ประเทศด้อยพัฒนาและกำลังพัฒนาจะได้ประโยชน์จากโครงการนี้สูงมาก

แผนริเริ่มฯ ได้ยกระดับการเชื่อมต่อระดับภูมิภาคผ่านโครงการต่างๆ อย่างทางรถไฟ ซึ่งเชื่อมต่อเมืองสำคัญอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้เกิดการขนส่งสินค้าอย่างราบรื่นตลอดแนวเส้นทาง โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ซึ่งรัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการสร้างทางรถไฟจีน-ไทย ซึ่งจะเชื่อมต่อกับทางรถไฟจีน-ลาว และจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งจีน ลาวและไทย

สำหรับการเติบโตของเศรษฐกิจจีน ปานปรีย์กล่าวว่า ประเทศจีนมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เวลานี้เศรษฐกิจจีนจะมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจโลกฟื้นกลับมาได้ในสภาพที่ปกติเพื่อนบ้านหรือภูมิภาคที่อยู่ใกล้จีนก็สามารถค้าขายกับจีนได้อย่างเป็นปกติเช่นเดียวกัน ซึ่งจะทำให้การค้าในภูมิภาคของเอเชียมีความแข็งแรงทั้งหมด“ในมุมมองผม ก็ยังมองเศรษฐกิจของจีนในด้านดีและด้านบวก”

ทั้งนี้ ความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยและจีนนั้นหยั่งรากลึก โดยนอกจากการค้าและการลงทุนแล้ว ความร่วมมือทวิภาคียังครอบคลุมด้านอื่นๆเช่น ความมั่นคง สังคม และวัฒนธรรมขณะการทำงานร่วมกันมุ่งเน้นเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว โดยเฉพาะการเกื้อหนุนห่วงโซ่อุปทานเพื่อความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน ข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศของจีนระบุว่าการค้าทวิภาคีระหว่างจีนและไทยในปี 2022อยู่ที่ 1.35 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ(ราว 4.9 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จากปีก่อนหน้า โดยจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทย

ปานปรีย์กล่าวว่าจีนเป็นหนึ่งในตลาดเป้าหมายสำคัญของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งเมื่อไม่นานนี้ไทยได้ดำเนินนโยบายฟรีวีซ่าแก่นักท่องเที่ยวชาวจีน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเยือนไทย และกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ส่วนการพัฒนาระดับภูมิภาค ปานปรีย์กล่าวว่าความสัมพันธ์จีน-อาเซียนที่แข็งแรงจะเพิ่มพูนความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาค รวมถึงไทยในหลากหลายด้าน เช่น การค้า การลงทุน และความมั่นคงของภูมิภาค พร้อมกับย้ำว่า ความสัมพันธ์นี้เป็นประโยชน์ต่อทั้งอาเซียนและจีน

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ศึก‘อิสราเอล-ฮามาส’ส่อขยายวง?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/762834

คุยกัน 7 วันหน : ศึก‘อิสราเอล-ฮามาส’ส่อขยายวง?

คุยกัน 7 วันหน : ศึก‘อิสราเอล-ฮามาส’ส่อขยายวง?

วันอาทิตย์ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.35 น.

แม้การสู้รบรุนแรงระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มนักรบฮามาสของปาเลสไตน์ จะเกิดขึ้นบริเวณพรมแดนอิสราเอลกับฉนวนกาซา โดยเฉพาะเขตกาซาเป็นหลัก แต่ความเคลื่อนไหวในพื้นที่ทางตอนเหนือของอิสราเอลขณะนี้น่ากังวลไม่น้อย ทำให้กองทัพอิสราเอลต้องเพิ่มกำลังทหารประจำการตามแนวพรมแดนที่อยู่ติดกับเลบานอนหลังจากอิสราเอลยิงโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนเมื่อไม่กี่วันก่อนเพื่อตอบโต้การโจมตีของกลุ่มเฮซบอลลาห์ซึ่งยิงขีปนาวุธต่อต้านรถถังอย่างน้อย2 ลูก พุ่งเป้าไปยังจุดประจำการทหารในพื้นที่ทางตอนเหนือของอิสราเอล ทำให้บ้านเรือนของชาวเลบานอนอย่างน้อย 10 หลัง และฐานยิงจรวดได้รับความเสียหาย โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 คน

ขณะที่เฮซบอลลาห์ ระบุว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นการตอบโต้อิสราเอลที่สังหารสมาชิกของกลุ่มในระหว่างการปะทะกันเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

บรรยากาศตึงเครียดในจุดนี้ทวีความรุนแรงมากขึ้น นับตั้งแต่ฮามาสบุกโจมตีอิสราเอล ท่ามกลางความกังวลว่า การสู้รบรุนแรงจะปะทุขึ้นในบริเวณนี้เพิ่มอีก 1 จุด ซึ่งเฮซบอลลาห์เป็นกลุ่มที่มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับฮามาส

พันธมิตรของฮามาสไม่ได้มีแค่กลุ่มติดอาวุธที่อยู่ในเลบานอนเท่านั้น แต่ยังมีกลุ่มสนับสนุนกระจายตัวอยู่ในหลายประเทศในตะวันออกกลาง ซึ่งกลุ่มเหล่านี้มีจุดร่วมเป็นความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิหร่าน เช่น ซีเรีย มีรายงานว่า อิสราเอลต้องยิงปืนใหญ่เพื่อตอบโต้การโจมตีที่มาจากฝั่งซีเรียในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ขณะที่ผู้นำกลุ่มฮูตีในเยเมน ล่าสุดออกมาประกาศความพร้อมที่จะร่วมมือกับกลุ่มอื่นๆ รวมทั้งขู่ว่าจะยิงขีปนาวุธ ใช้โดรนโจมตีและใช้ยุทธวิธีทางทหารต่างๆ เพื่อตอบโต้ หากสหรัฐฯ เข้าไปยุ่งกับความขัดแย้งในกาซาโดยตรง

ส่วนกลุ่มติดอาวุธในอิรักจำนวนหนึ่ง ออกมาแสดงจุดยืนไม่ต่างกับฮูตี คือ หากสหรัฐฯ เข้าไปแทรกแซงทางการทหารในกาซา ทางกลุ่มจะเปิดฉากโจมตีฐานทัพและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในดินแดนอิรักและตามจุดต่างๆ ในภูมิภาค

ความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯไม่ได้เรียกเสียงวิจารณ์จากฝั่งผู้สนับสนุนฮามาสหลักเท่านั้น แต่ตุรกีเองก็ออกมาแสดงจุดยืนคัดค้านด้วยเช่นกัน โดยประธานาธิบดีเรเซป ทายยิบ เออร์โดอันออกมาโจมตีกรณีสหรัฐฯ ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินเข้าใกล้อิสราเอล ว่า อาจจะนำไปสู่การสังหารหมู่ในกาซา

ขณะที่อดีตผู้นำฮามาส ที่ขณะนี้อยู่ในกาตาร์ ออกมาเชิญชวนให้โลกมุสลิมและอาหรับออกมารวมตัวประท้วงพร้อมกัน เพื่อแสดงพลังสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลและประชาชนในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งจอร์แดน ซีเรีย เลบานอน และอียิปต์ ออกมาทำหน้าที่ที่สำคัญที่สุดในการช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์

เช่นเดียวกับประธานาธิบดีอิบราฮิม ไรซี ของอิหร่าน เผยระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด ของซีเรีย เรียกร้องประเทศอาหรับและมุสลิมทั้งปวงรวมทั้งชาวโลกผู้เป็นอิสระทั้งหมดจะต้องร่วมใจและร่วมมือกันอย่างจริงจังในการหยุดยั้งการก่ออาชญากรรมของระบอบไซออนิสต์ที่กระทำต่อชาติปาเลสไตน์ที่ถูกกดขี่ ประธานาธิบดีไรซีย้ำว่า เพื่อหยุดยั้งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ของพวกไซออนิสต์ อิหร่านจะประสานกับประเทศมุสลิมโดยเร็วที่สุด และได้ตำหนิประเทศอาหรับที่สถาปนาความสัมพันธ์ระดับปกติกับอิสราเอลเมื่อไม่นานมานี้ หรืออยู่ระหว่างเจรจาเพื่อสถาปนาความสัมพันธ์ระดับปกติกับอิสราเอล

ข้อมูลจากสำนักสถิติกลางปาเลสไตน์ ชี้ว่า ปัจจุบันมีชาวปาเลสไตน์อยู่ในกาซาและเวสต์แบงก์ รวมกันมากกว่า 5,000,000 คน และอีกหลายล้านคนกระจัดกระจายอยู่ในหลายประเทศ แต่ทั้งสามประเทศนี้ เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่รับดูแลผู้อพยพชาวปาเลสไตน์เป็นจำนวนมาก โดยอยู่ในจอร์แดนมากที่สุด ประมาณ 2,300,000 คน ขณะที่ตัวเลขในซีเรียอาจจะมีน้อยกว่านี้ เพราะพบว่าผู้ลี้ภัยที่ลงทะเบียนในซีเรียจำนวนหนึ่งอพยพไปอาศัยในประเทศอื่นๆ แทน

สิ่งหนึ่งที่ต้องแยกออกจากกันให้ชัด คือ ชาวปาเลสไตน์ทั้งหมดไม่ใช่กลุ่มฮามาส ดังนั้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา แม้จะมีภาพความโหดร้ายของเหตุโจมตีในอิสราเอล แต่ในหลายเมืองทั่วโลกก็ยังคงเห็นภาพการชุมนุมสนับสนุนและเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับชาวปาเลสไตน์อย่างต่อเนื่อง

จุดนี้กลายมาเป็นปัญหาใหญ่ของอิสราเอล เพราะจะทำอย่างไรให้การโจมตีกลุ่มติดอาวุธกระทบกับพลเรือนน้อยที่สุด เพื่อไม่ให้สร้างเงื่อนไขที่จะยิ่งทำให้กลุ่มติดอาวุธ
หัวรุนแรงได้ประโยชน์

การโจมตีทางอากาศในแต่ละวันถ้าสถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงของสงครามที่ขยายวงกว้างมากยิ่งขึ้น ยิ่งล่าสุด กองทัพอิสราเอลว่า ประชากรทั้งหมดของกาซา ซึ่งอยู่ทางเหนือของวาดิกาซา ควรจะอพยพย้ายไปอยู่ทางภาคใต้ของกาซาภายใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า ซึ่งคำสั่งนี้เกี่ยวข้องกับประชาชนประมาณ 1.1 ล้านคน ก็ยิ่งทำให้หลายฝ่ายหวั่นเกรงว่า อิสราเอลพร้อมสั่งทหารนับแสนนายที่ประชิดพรมแดนกาซา ให้เตรียมบุกเข้าไปในฉนวนกาซา เพื่อเผชิญหน้ากับกลุ่มนักรบฮามาส และเพื่อช่วยเหลือตัวประกันกว่า 150 คน ที่ถูกกลุ่มฮามาสจับไปจากอิสราเอล นั่นก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ส่อเลวร้ายลงอีกมาก

เอลอยซ์ ฟาเยต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางจากสถาบันความสัมพันธ์ต่างประเทศแห่งฝรั่งเศสวิเคราะห์ว่า การลักพาตัวทหารและพลเรือน ทำให้การตอบโต้ของกองทัพอิสราเอลซับซ้อนยุ่งยากขึ้น เพราะอิสราเอลให้ความสำคัญกับตัวประกันอย่างมาก โดยในปี 2011 อิสราเอลเคยยอมแลกเปลี่ยนตัวประกันเพียงคนเดียว เป็นทหารชาวอิสราเอล-ฝรั่งเศสที่ชื่อ จิลาด์ ชาลิด กับนักโทษปาเลสไตน์มากกว่า 1,000 คนมาแล้ว

ต้องติดตามว่า อิสราเอลจะยอมสละชีวิตตัวประกันนับร้อยที่เป็นทั้งคนอิสราเอลและพลเมืองชาติอื่น โดยเดินหน้าปราบปรามกลุ่มฮามาสผ่านการโจมตีทางอากาศอย่างหนักหน่วงพร้อมไปกับการส่งทหารบุกเข้าฉนวนกาซาหรือไม่

ซึ่งแน่นอนว่า ความขัดแย้งจะยิ่งลุกลามบานปลายมากขึ้นไปอีก

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : สเปนยังไม่ได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/761510

คุยกัน 7 วันหน : สเปนยังไม่ได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่

คุยกัน 7 วันหน : สเปนยังไม่ได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.20 น.

อัลแบร์โต นูเญซ เฟฆู ผู้นำพรรคสังคมนิยมของสเปน ยังไม่สามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎร ได้มากพอเพื่อที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้สเปนยังคงไม่ได้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลชุดใหม่ หลังผ่านพ้นการเลือกตั้งทั่วไปตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ผลการลงมติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสเปนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาปรากฏว่า อัลแบร์โต นูเญซ เฟฆู ผู้นำพรรคประชาชน หรือพีพี ที่มีแนวนโยบายสังคมนิยม ซึ่งได้ที่นั่งมากที่สุดในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่ไม่มากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก ก็ยังคงไม่ประสบความสำเร็จในการขอเสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคอื่นๆ ให้สนับสนุนตัวเขาในการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้ หลังจากได้เสียงสนับสนุน 172 เสียง ขณะที่เสียงคัดค้านและไม่ลงคะแนนอยู่ที่ 178 เสียง

ทั้งนี้ พรรคประชาชนของเฟฆูชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียง 137 ที่นั่งเมื่อรวมกับพรรควอกซ์ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายขวา ซึ่งได้ 33 ที่นั่ง รวมถึงพรรคเล็กอีก 2 พรรค ก็ไม่เพียงพอที่จะเป็นเสียงข้างมากในสภา สำหรับการจัดตั้งรัฐบาลที่ต้องการเสียงมากกว่า 176 ที่นั่งจากที่นั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 350 ที่นั่ง ขณะที่พรรคแรงงานสังคมนิยมสเปนของนายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ได้มา 121 ที่นั่ง แม้จะไม่มีสิทธิจัดตั้งรัฐบาล แต่เขาก็ยังสามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาได้จนถึงตอนนี้ และอาจนั่งยาวไปจนถึงปลายเดือนตุลาคม จนกว่าจะมีการเปลี่ยนผ่านวาระการดำรงตำแหน่งประธานสหภาพยุโรป

นั่นทำให้สถานการณ์การเมืองในสเปน ยังคงเผชิญภาวะความไม่แน่นอนต่อไป เพราะแม้ซานเชซจะดูเหมือนอยู่ในสถานะดีกว่าที่จะอยู่ในตำแหน่งต่อไป แต่ก็ไม่แน่ว่าจะได้เสียงโหวตพอหรือไม่ เพราะเมื่อรวมเอาเสียงพันธมิตรฝ่ายซ้ายของเขาทั้งหมดก็ยังมีเพียง 171 เสียง จากสภา 350 เสียง เท่ากับว่าถ้าจะตั้งรัฐบาลเขาจำเป็นต้องดึงสส. จากพรรคฆุนต์ส(Junts) พรรคแบ่งแยกดินแดนกาตาลุญญ่ามาโหวตให้ แต่พรรคฆุนต์ส ที่คาร์เลส ปุยก์เดอมงต์ อดีตประธานาธิบดีของแคว้นกาตาลัญเป็นแกนนำ และตอนนี้ลี้ภัยอยู่ในเบลเยียม ตั้งเงื่อนไขว่าจะสนับสนุนซานเชซแลกกับการนิรโทษกรรมทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการลงประชามติให้เอกราชกาตาลุญญ่า และรัฐบาลมาดริดต้องยินยอมให้มีการลงประชามติตัดสินใจกำหนดชะตาชีวิตตนเองครั้งใหม่ของชาวกาตาลัญแต่พรรคสังคมนิยมกล่าวว่า ข้อเรียกร้องทั้งสองเป็นไปไม่ได้เพราะขัดรัฐธรรมนูญ

อกุสติน รูอิส โรเบลโด อาจารย์ด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ มหาวิทยาลัยเกรนาดา กล่าวว่า สถานการณ์นี้ผลักให้สมเด็จพระราชาธิบดี ฟิลิเปที่ 6 กษัตริย์แห่งสเปน ตกที่นั่งลำบาก เพราะในท้ายที่สุด พระองค์ต้องทำหน้าที่คนกลางผู้ชี้ขาดในประเทศที่แตกแยกทุกขณะ เขามองว่า หากพระองค์เลือกเฟฆูต่อไป ฝ่ายซ้ายจะกล่าวหาว่าพระองค์เห็นใจฝ่ายอนุรักษ์ และปล่อยให้สภาเสียเวลาเสนอชื่อคนที่ไม่มีวันชนะโหวต แต่ถ้าพระองค์หันมาเสนอชื่อซานเชซบ้าง ฝ่ายขวาจะกล่าวหาว่าพระองค์ไม่มีกระดูกสันหลัง เอนเอียงเข้าหาฝ่ายซ้ายและพวกแบ่งแยกดินแดนที่ต้องการทำลายประเทศ กลายเป็นว่า ไม่ว่าทำอะไรก็โดนวิพากษ์วิจารณ์ทั้งสิ้น

ขณะเดียวกัน ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สเปนเปลี่ยนผ่านจากระบบสองพรรค มาสู่ระบบรัฐสภาที่มีวุฒิภาวะมากขึ้นและเปราะบางมากขึ้นด้วย เห็นได้ชัดคือ กษัตริย์ ฆวน คาร์ลอสที่ 1 เคยได้รับการปรึกษาหารือเพื่อตั้งรัฐบาลแค่ 10 ครั้งตลอดรัชสมัย 38 ปีแต่กษัตริย์ฟิลิเปที่ 6 ทำมาแล้ว 9 ครั้งนับตั้งแต่ปี 2014 ครั้งหลังสุดในปี 2016 หลังพระองค์ขึ้นครองราชย์ได้เพียง 1 ปีครึ่ง สเปนมีการเลือกตั้งครั้งใหญ่และพรรคประชาชนได้รับเสียงข้างมาก แต่ มารีอาโน ราฮอย หัวหน้าพรรคในขณะนั้น เล่นเกมการเมืองด้วยการปฏิเสธที่จะเป็นแกนนำในการตั้งรัฐบาลเป็นพรรคแรก ทำให้พระองค์ต้องตัดสินพระทัยเสนอชื่อของ ซานเชซเลขาธิการพรรคแรงงานสังคมนิยมที่ได้คะแนนน้อยกว่าแทน ทั้งที่พระองค์และทุกคนรู้ว่าซานเชซไม่มีทางชนะโหวตในสภา แต่ก็แสดงให้เห็นว่า พระองค์ทรงพยายามปรับบทบาทสถาบันกษัตริย์ให้กลับคืนสู่การเป็นสถาบันภายใต้รัฐธรรมนูญให้มากที่สุด การปรึกษาผู้นำพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อให้ทรงทำหน้าที่จัดตั้งรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญให้มีประสิทธิภาพที่สุด เป็นรูปธรรมหนึ่งที่สะท้อนความพยายามปรับบทบาทสถาบันกษัตริย์ของพระองค์

บทบาทของกษัตริย์สเปนในการจัดตั้งรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญ อาจดูเหมือนง่าย เสนอชื่อบุคคลที่ได้รับคะแนนเสียงในการเลือกตั้งมากที่สุดก็จบ แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่เช่นนั้นตามรัฐธรรมนูญสเปนถือว่าเป็น “หน้าที่”ของกษัตริย์ ไม่ใช่ “อำนาจ” ในการจัดตั้งรัฐบาล หน้าที่คือต้องจัดตั้งรัฐบาลให้ได้โดยอำนาจในการจัดตั้งยังเป็นของรัฐสภาที่สมาชิกมาจากการเลือกตั้งของประชาชน เพราะฉะนั้น กษัตริย์จะต้องทรงใช้วิจารณญาณในการเลือกบุคคลให้รัฐสภาลงมติให้รอบคอบที่สุด เพื่อให้ตัวเลือกของพระองค์ได้รับการยอมรับจากรัฐสภา หากตัวเลือกที่พระองค์เสนอสู่รัฐสภาไม่ได้รับโหวตจากสภาให้เป็นนายกฯ พระองค์อาจถูกมองว่าล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่

ล่าสุด มีรายงาน (จากตอนที่กำลังปั่นต้นฉบับอยู่นี้) ว่า สมเด็จพระราชาธิบดีฟิลิเปที่ 6 ทรงขอร้องให้ซานเชซจัดตั้งรัฐบาลเป็นที่เรียบร้อย แม้บรรดาคนดังฝ่ายอนุรักษ์นิยม เช่น คาร์เมน โลมา นามักเขียนคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ฝ่ายขวาเรียกร้องให้กษัตริย์ไม่เอาซานเชซ และไม่เสนอให้เขาตั้งรัฐบาลเพราะต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจากนักโทษหนีคดีอย่างปุยก์เดอมงต์ ผู้ก่อการร้าย ETA และคนอื่นๆ ที่ดำรงอยู่ด้วยเหตุผลเดียวเท่านั้น คือการทำลายล้างประเทศและรัฐธรรมนูญสเปน

หลังจากนี้ ซานเชซคงต้องเป็นฝ่ายปวดหัวบ้าง เพราะจะต้องคิดหาทางว่าจะทำอย่างไร จึงจะดึงพรรคอื่นๆมาร่วมรัฐบาลได้ โดยเฉพาะพรรคฆุนต์สที่หวังเรียกร้องให้มีการจัดทำประชามติเพื่อรับรองการแบ่งแยกดินแดนในแบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในสกอตแลนด์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชานเชซเคยบอกว่าจะไม่ทำเด็ดขาด

หากเป็นเช่นนี้ต่อไป มีแนวโน้มว่าสถานการณ์การเมืองในสเปนที่เจอทางตันกำลังนำไปสู่การเลือกตั้งอีกครั้งในอนาคต เพราะซานเชซจะมีเวลาในการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลใหม่ จนถึงวันที่ 27 พฤศจิกายนนี้เท่านั้น

ถ้าซานเชซยังไม่สามารถรวบรวมเสียงข้างมากในสภาได้เหมือนที่เฟฆูประสบมาแล้ว สเปนก็จะต้องจัดการเลือกตั้งใหม่อีกหน ในวันที่ 14 มกราคมปีหน้า

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ‘ความเชื่อมั่น-ฟรีวีซ่า’ กระตุ้นชาวจีนเที่ยวไทยเพิ่มขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/759964

คุยกัน 7 วันหน : ‘ความเชื่อมั่น-ฟรีวีซ่า’ กระตุ้นชาวจีนเที่ยวไทยเพิ่มขึ้น

คุยกัน 7 วันหน : ‘ความเชื่อมั่น-ฟรีวีซ่า’ กระตุ้นชาวจีนเที่ยวไทยเพิ่มขึ้น

วันอาทิตย์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.40 น.

ช่วงหยุดยาวเนื่องในวันชาติจีน (1 ต.ค.) ที่ผสานรวมกับวันหยุดเนื่องในเทศกาลไหว้พระจันทร์(29 ก.ย.) กลายเป็น “สัปดาห์ทอง”ระยะ 8 วัน (29 ก.ย.-6 ต.ค.)ที่ประชาชนชาวจีนจำนวนไม่น้อยพากันจับจองการเดินทางท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ซีทริป (Ctrip) บริษัทผู้ให้บริการจองบัตรโดยสารชั้นนำเปิดเผยว่า ปริมาณการจองผลิตภัณฑ์การเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศช่วงไม่นานนี้เพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่าเมื่อเทียบปีต่อปี ขณะความต้องการเดินทางช่วงหยุดยาวเนื่องในเทศกาลไหว้พระจันทร์และวันชาติจีนยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นักท่องเที่ยวชาวจีนในฐานะแหล่งนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีความสำคัญของไทย ได้ครองส่วนแบ่งขนาดใหญ่ในตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยเมื่อปี 2019 มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเยือนไทยมากกว่า 10 ล้านคน ครองส่วนแบ่งหนึ่งในสี่ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดในไทย

ไทยกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวจีน หลังจากทางการจีนกลับมาอนุญาตการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ เนื่องจากใช้เวลาเดินทางไม่นาน ขอวีซ่าได้สะดวกรวดเร็ว และมีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย

จำนวนชาวจีนที่ยื่นขอวีซ่าเข้าไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีนี้ โดยเจ้าหน้าที่สถานกงสุลใหญ่ของไทย ณ นครหนานหนิง เผยว่าปริมาณการพิจารณาวีซ่าในเดือนมกราคมปีนี้เพิ่มขึ้น 10 เท่า เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน

ความนิยมท่องเที่ยวไทยยังคงต่อเนื่องจนถึงฤดูร้อนของจีน โดยข้อมูลจากยูมีทริป (Umetrip) ระบุว่ากรุงเทพฯ ครองอันดับ 3 ของจุดหมายท่องเที่ยวต่างประเทศยอดนิยม 10 อันดับแรกในฤดูร้อน (1 ก.ค.-22 ส.ค.)

ขณะที่เมื่อวันจันทร์ที่ 25 ก.ย.ที่ผ่านมา ทางการไทยเริ่มต้นนโยบายฟรีวีซ่า ระยะ 5 เดือน แก่นักท่องเที่ยวจากบางประเทศ รวมถึงจีน โดยนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสินของไทย ได้ร่วมต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิด้วย

กัวตง ชาวเมืองเป่ยไห่ เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน ผู้วางแผนท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตในช่วงหยุดยาวเนื่องในวันชาติจีนปีนี้ มองว่านโยบายวีซ่าเป็นเหมือน “บังเหียน” ควบคุมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวขาเข้าและขาออก เขายังกล่าวเสริมว่า นโยบายฟรีวีซ่าแก่นักท่องเที่ยวชาวจีนไม่เพียงเกื้อหนุนการเข้าประเทศของนักท่องเที่ยว แต่ยังประหยัดค่าใช้จ่ายบางส่วน ช่วยให้ชาวจีนอยากเดินทางไปเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นในช่วงหยุดยาวที่จะถึงนี้

ด้าน หวังเซิน ผู้ดูแลเที่ยวบินเช่าเหมาลำประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของบริษัทการท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง ตื่นเต้นกับนโยบายฟรีวีซ่านี้ และคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนเยือนไทยจะเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 30

ข้อมูลการจองแพ็กเกจการท่องเที่ยวในปัจจุบันบ่งชี้ว่าช่วงหยุดยาวเนื่องในเทศกาลไหว้พระจันทร์และวันชาติจีนปีนี้ นักท่องเที่ยวชาวจีนชื่นชอบแพ็กเกจเส้นทาง “กรุงเทพฯ+พัทยา+เกาะเสม็ด” เป็นจำนวนไม่น้อย

ไล่ จิ้นเผิง ผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวต่างประเทศในจีนและธุรกิจเอเจนซี่ท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ มาหลายปี เล่าย้อนว่า ยุคก่อนเกิดโรคระบาดใหญ่ บริษัทของเขารับรองนักท่องเที่ยวเกือบ 15,000คนต่อเดือน ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน ช่วงก่อนมีเที่ยวบินน้อยมาก ทำให้คนไม่ค่อยอยากมาเที่ยวไทย แต่นโยบายฟรีวีซ่าของรัฐบาลไทยจะช่วยขับเคลื่อนการฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะช่วงหยุดยาวที่ใกล้มาถึงนี้

ไล่เสริมว่า ผู้คนแวดวงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวต่างตื่นตัวหลังจากมีนโยบายฟรีวีซ่าเอเจนซี่ท่องเที่ยวและธุรกิจบริการเที่ยวบินเช่าเหมาลำในจีนบางส่วนเตรียมพร้อมสำหรับการกลับมาให้บริการเที่ยวบินเช่าเหมาลำอีกครั้ง

ข้อมูลจากยูมีทริประบุว่าสายการบินในจีนให้บริการเที่ยวบินระหว่างจีน-ไทยมากกว่า 6,400 เที่ยวในฤดูร้อน (1 ก.ค.-22 ส.ค.) ซึ่งฟื้นตัวอยู่ที่ราวร้อยละ 54 ของช่วงเดียวกันในปี 2019 โดยค่าบัตรโดยสารเที่ยวบินไป-กลับ เฉลี่ยอยู่ที่ราว 1,800 หยวน (ราว 8,963 บาท)

เหลี่ยว เย่จิ่ง ผู้จัดการฝ่ายการตลาดของสายการบินไชน่า เซาเทิร์น แอร์ไลน์ส สาขากว่างซีกล่าวว่า ช่วงนี้ความต้องการเที่ยวบินจากหนานหนิงไปยังกรุงเทพฯเพิ่มขึ้น ขณะปัจจุบันความจุของเที่ยวบินจากหนานหนิงสู่กรุงเทพฯ อยู่ที่ร้อยละ 80

ขณะที่ เหลย เสี่ยวหัว นักวิจัยประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา สังกัดสถาบันสังคมศาสตร์กว่างซี เชื่อว่า ความกระตือรือร้นและจำนวนชาวจีนเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นมากในช่วงหยุดยาวนี้

ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยชุดใหม่เร่งดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจหลากหลายรายการ ซึ่งรวมถึงนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวที่ดึงดูดความสนใจจากชาวจีน โดยไทยยังคงเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวชาวจีน ซึ่งมีนัยสำคัญต่อการเสริมสร้างความเข้าใจระหว่างสองประเทศและมิตรภาพ

หรือ “จีนไทยพี่น้องกัน” นั่นเอง

เรียบเรียงจากข้อมูล สำนักข่าวซินหัวไทย

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ‘ผลิตภัณฑ์ไทย’ เฉิดฉายใน ‘มหกรรมสินค้าจีน-อาเซียน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/758566

คุยกัน 7 วันหน : ‘ผลิตภัณฑ์ไทย’ เฉิดฉายใน ‘มหกรรมสินค้าจีน-อาเซียน’

คุยกัน 7 วันหน : ‘ผลิตภัณฑ์ไทย’ เฉิดฉายใน ‘มหกรรมสินค้าจีน-อาเซียน’

วันอาทิตย์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.40 น.

ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทย กล่าวในพิธีเปิดงานมหกรรมแสดงสินค้าจีน-อาเซียน (China-ASEAN Expo หรือ CAEXPO) ครั้งที่ 20 และการประชุมสุดยอดธุรกิจและการลงทุนจีน-อาเซียน ที่จัดขึ้นในนครหนานหนิง เมืองเอกของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน โดยระบุว่างานมหกรรมนี้ หรือ “ช่องทางหนานหนิง” (Nanning Channel) ได้กลายเป็นเวทีสำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนระดับภูมิภาค สร้างโอกาสใหม่ๆ แก่บริษัทส่งออกของไทย ทำให้ความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนระหว่างไทยกับจีนในด้านต่างๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

มหกรรมแสดงสินค้าจีน-อาเซียนปีนี้ มีบริษัทส่งออกจากไทยเข้าร่วม 76 แห่ง โดยพาวิลเลียนของไทยมุ่งจัดแสดงผลิตภัณฑ์พิเศษ 4 ประเภทได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม เสื้อผ้าและเครื่องประดับ สุขภาพและความงาม และเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน ทั้งนี้ ยังมีการนำเสนอจังหวัดจันทบุรี ในฐานะจังหวัดแห่งมนต์เสน่ห์ของไทย เพื่อแสดงภาพลักษณ์ของไทยให้โลกได้รับรู้ ณ งานมหกรรมนี้เป็นครั้งแรก

เมื่อเข้าชมพาวิลเลียนไทยจะพบพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการข้าวหอมมะลิของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ สังกัดกระทรวงพาณิชย์ของไทย ในกลางวันกลิ่นหอมของอาหารไทยเชื้อเชิญผู้เข้าชมงานให้มาลิ้มลอง หลังโซนจัดแสดงของพาวิลเลียนไทยได้แนะนำข้าวหอมมะลิคู่กับแกงสูตรพิเศษของไทย ด้านขวัญนภา ผิวนิล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ระบุว่าปีนี้เป็นครั้งแรกที่ตนได้มาร่วมงาน และได้สัมผัสถึงความนิยมชมชอบข้าวหอมมะลิไทยที่เพิ่มขึ้นในหมู่ชาวจีน

ขวัญนภาระบุว่า การค้าข้าวระหว่างจีน-ไทยมีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายปีที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ข้าวหอมมะลิไทย และส่งเสริมความนิยมของข้าวหอมมะลิไทยผ่านงานมหกรรมนี้ โดยระหว่างออกงาน มีบริษัทนำเข้าจากจีนจำนวนมากที่เข้ามาพูดคุยและหวังว่าจะได้ร่วมมือกัน ซึ่งการบริโภคของชาวจีนที่ยกระดับขึ้นนั้น จะทำให้สินค้าคุณภาพสูงของไทยมีตลาดกว้างขึ้นกว่าเดิม

การจัดมหกรรมแสดงสินค้าจีน-อาเซียนต่อเนื่องยาวนาน 20 ปีความร่วมมือในแผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) ที่พัฒนาต่อเนื่องและการบังคับใช้ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ทำให้หลายปีมานี้ การแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ การค้า และวัฒนธรรมระหว่างจีน-ไทย เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ คนจีนเริ่มสนใจอาหารไทยมากขึ้น ตั้งแต่เข้าร้านอาหารไทย ไปจนถึงซื้อวัตถุดิบและเครื่องปรุงมาทำเองที่บ้าน อาหารไทยเริ่มกลายเป็นเมนูประจำที่พบได้บ่อยครั้งบนโต๊ะอาหารชาวจีน

บูธขายเครื่องปรุงรสไทยในงานนี้ ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามเช่นกัน นันทวัฒน์ สมคม ผู้จำหน่ายเครื่องปรุงไทยระบุว่า เมื่อปี 2006 เขาได้เข้าร่วมงานมหกรรมฯ และนำเครื่องปรุงรสจากไทยมาจัดแสดงเพื่อหาโอกาสทางธุรกิจและได้คู่ค้าชาวจีนจากมณฑลจี๋หลินที่ต้องการสินค้าไปเพิ่มรสชาติความเป็นไทยให้กับร้านอาหารทะเลของตน ในงานปีนี้นันทวัฒน์ได้เพิ่มความหลากหลายของเครื่องปรุงอาหารไทย และหวังว่าสินค้าของเขาจะมอบรสชาติใหม่ๆ ให้กับเมนูอาหารของชาวจีนจำนวนมากขึ้น

ด้าน จาง หย่งเทา ตัวแทนจำหน่ายเครื่องปรุงรสโลโบของไทยในจีน ซึ่งมาร่วมงานนี้เกือบทุกปี กล่าวว่า เครื่องปรุงรสของไทยมีกระแสตอบรับดีมากโดยเครื่องปรุงรสต้มยำกุ้งจำหน่ายหมดตั้งแต่วันแรกที่จัดงาน และในเวลา 1 ปีเครื่องปรุงรสต้มยำกุ้งของโลโบผลิตขายในจีนไปแล้วกว่า 1,000 ตัน ซึ่งโอกาสเช่นนี้เกิดขึ้นได้เพราะความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างจีนกับไทย

ปิ่นนภา ช่อเขียว หนึ่งผู้จัดแสดงสินค้าซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายข้าวตังของไทย ระบุว่า จีนเปิดกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านการจัดงานมหกรรมแสดงสินค้านำเข้านานาชาติจีน งานแสดงสินค้าจีน-เอเชียใต้ และงานมหกรรมแสดงสินค้าจีน-อาเซียน สร้างโอกาสทางธุรกิจแก่ทั้งผู้แสดงสินค้า ผู้ซื้อ ตัวแทน หน่วยงานภาครัฐ และอื่นๆ

เธอกล่าวว่าข้าวตังของไทยมีความกรอบ แต่ไม่แข็ง มีกลิ่นหอมของข้าว อีกทั้งยังมีหลายรสชาติ อาทิ ต้มยำกุ้ง และบาร์บีคิว ทำให้หลายคนที่ได้ลิ้มลองก็ต่างติดใจและซื้อกลับไป ตัวแทนจำหน่ายรายอื่นๆ ก็มาติดต่ออยากร่วมมือด้วย ปิ่นนภาระบุว่าตลาดขนาดใหญ่ของขนมกรุบกรอบนั้นแข่งขันดุเดือด ผลิตภัณฑ์ที่ขายจึงต้องมีคุณภาพสูง และต้องมีวิธีส่งเสริมการขายที่ชาญฉลาด นอกจากขายตามหน้าร้านแล้ว ต้องมีการไลฟ์สดขายผ่านออนไลน์ ส่งให้คนดังในอินเตอร์เนตชิม และรวมถึงทำวีดีโอสั้นเพื่อโปรโมทด้วย

หวงอิง หนึ่งในผู้แสดงสินค้ากล่าวว่าผลไม้ เครื่องสำอาง อาหาร ยาและสินค้าอื่นๆ ของไทยมีคุณภาพดีและกลายเป็นของใช้ติดบ้านของชาวจีนมากขึ้นเรื่อยๆ อาทิ ในห้องครัวมีข้าวหอมมะลิและเครื่องแกงต้มยำกุ้ง ในห้องนอนมีหมอนยางพารา และผลิตภัณฑ์เสริมความงามและครีมกันแดดจากไทย ซึ่งสินค้าเหล่านี้เข้าสู่ตลาดจีนผ่านงานมหกรรมฯ ห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วจีน

ภรภัทร พันธุ์งอก ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการจีน สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สังกัดกระทรวงพาณิชย์ของไทยกล่าวว่างานมหกรรมนี้ทำให้ไทยมีโอกาสเข้าสู่ตลาดจีนมากขึ้นทำให้ผู้ส่งออกไทยเข้าใจอุปสงค์ของตลาดจีนมากขึ้น โดยหากนับตั้งแต่เริ่มจัดครั้งแรก มีบูธจัดแสดงสินค้าไทยเข้าร่วมงานมหกรรมนี้แล้ว 3,072 บูธ มีบริษัทเข้าร่วมงานทั้งสิ้น 2,121 ราย และมีปริมาณธุรกรรมรวม 2.5 พันล้านบาท

ขณะที่ เหลย เสี่ยวหัว นักวิจัยจากสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา สังกัดสถาบันสังคมศาสตร์กว่างสี เชื่อว่างานมหกรรมครั้งนี้ จะเป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมการค้า การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนจีนและอาเซียน และมีบทบาทสำคัญยิ่งยวดในความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างจีนและไทยในสาขาต่างๆ

ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักข่าวซินหัวไทย

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ไทยหวังรับ ‘นักท่องเที่ยวจีน’ เพิ่มขึ้นหลังไฟเขียวฟรีวีซ่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757023

คุยกัน 7 วันหน : ไทยหวังรับ ‘นักท่องเที่ยวจีน’ เพิ่มขึ้นหลังไฟเขียวฟรีวีซ่า

คุยกัน 7 วันหน : ไทยหวังรับ ‘นักท่องเที่ยวจีน’ เพิ่มขึ้นหลังไฟเขียวฟรีวีซ่า

วันอาทิตย์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.20 น.

สำนักข่าวซินหัว – นักท่องเที่ยวชาวจีนอย่าง “เฉาลี่” รีบกดจองเที่ยวบินและห้องพักโรงแรมในจังหวัดเชียงใหม่อย่างรวดเร็ว หลังจากเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีไทย ประกาศการดำเนินมาตรการฟรีวีซ่าแก่นักท่องเที่ยวชาวจีน ระยะ 5 เดือน (25 ก.ย. 2023-29 ก.พ. 2024) เมื่อวันพุธ (13 ก.ย.) ที่ผ่านมา

บรรดาคนแวดวงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวต่างประเทศของจีน คาดการณ์ว่าการดำเนินมาตรการฟรีวีซ่านี้มีเป้าหมายกระตุ้นการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเยือนไทยระหว่างช่วงหยุดยาววันชาติจีนในเดือนตุลาคมปีนี้ และช่วงหยุดยาวเทศกาลตรุษจีนในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า

เฉาลี่และสามีจากกรุงปักกิ่ง ซึ่งเพิ่งเดินทางมาเที่ยวกรุงเทพฯ นานสิบวัน จึงตั้งตารอการเดินทางท่องเที่ยวไทยครั้งใหม่ในช่วงปลายปีนี้โดยนอกจากจุดหมายชื่อดังอย่างกรุงเทพฯ และเชียงใหม่แล้ว เธอยังวางแผนจะใช้โอกาสจากมาตรการฟรีวีซ่าเดินทางไปท่องเที่ยวเมืองเล็กๆ ของไทยในอนาคตอีกด้วย

“ไทย” ครองแชมป์ตลาดการท่องเที่ยวต่างประเทศของจีน

ตลาดการท่องเที่ยวต่างประเทศของจีนนั้นฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องและคึกคักยิ่งขึ้นในช่วงฤดูร้อน หลังจากจีนกลับมาเปิดการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศเมื่อต้นปีนี้ โดยข้อมูลจากฟลิกกี (Fliggy) แพลตฟอร์มบริการการท่องเที่ยวของอาลีบาบา ระบุว่าปริมาณการใช้บริการด้านวีซ่าช่วงฤดูร้อนสูงเกินช่วงเดียวกันของปี 2019 แล้ว

ขณะ “ไทย” เป็นหนึ่งในประเทศและภูมิภาค ชุดที่ 1 ที่กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของจีนประกาศอนุญาตบริษัทนำเที่ยวภายในประเทศให้บริการการเดินทางท่องเที่ยวแบบหมู่คณะหรือกรุ๊ปทัวร์ รวมถึงบริการแพ็กเกจ “บัตรโดยสารเที่ยวบิน+ห้องพักโรงแรม”

ฟลิกกีเผยว่า กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ เป็นหนึ่งในสิบเมืองต่างแดนยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวชาวจีนจองห้องพัก โดยกรุงเทพฯ เป็นเมืองต่างแดนที่มีการจองห้องพักผ่านฟลิกกีสูงสุดในช่วงฤดูร้อนนี้ของจีน ด้านทางการไทยเผยว่าจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เยือนไทยในเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายนเกือบ1 แสนคน หรือร้อยละ 30

รายงานสถิติการท่องเที่ยวต่างประเทศ ระยะครึ่งแรกของปี 2023 จากสถาบันการท่องเที่ยวแห่งประเทศจีน ระบุว่านอกจากเขตบริการพิเศษฮ่องกง เขตบริหารพิเศษมาเก๊า และเกาะไต้หวันของจีนแล้ว ไทยเป็นตัวเลือกแรกของนักท่องเที่ยวชาวจีนในการท่องเที่ยวต่างประเทศช่วงครึ่งปีแรก รายงานข้างต้นระบุว่าฮ่องกง มาเก๊า และไต้หวัน รับรองนักท่องเที่ยวจากแผ่นดินใหญ่ในช่วงครึ่งปีแรกเกือบร้อยละ 80 เนื่องด้วยมีที่ตั้งใกล้เคียง เดินทางเข้าถึงง่าย และความสะดวกด้านวีซ่า ขณะส่วนที่เหลืออื่นๆ เดินทางไปยังไทย (ร้อยละ3.27) ญี่ปุ่น (ร้อยละ 2.42) และสิงคโปร์ (ร้อยละ 1.75)

ความต้องการท่องเที่ยวต่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป

ตลาดการท่องเที่ยวต่างประเทศของจีนในยุคหลังโรคระบาดใหญ่เกิดกระแสนักท่องเที่ยววัยรุ่น การท่องเที่ยวแบบจัดการเอง และกรุ๊ปทัวร์คุณภาพสูงโดยฟลิกกีเผยว่าหลังจากจองบัตรโดยสารเที่ยวบินและห้องพักโรงแรม นักท่องเที่ยววัยรุ่นมักเลือกสถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมวันเดย์ทริปตามเวลาและความสนใจของตัวเอง

ด้านการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดกิจกรรมส่งเสริม “ปีท่องเที่ยวไทย 2023” ซึ่งมุ่งเจาะตลาดจีนด้วยการมอบประสบการณ์การเดินทางท่องเที่ยวที่สร้างความสุข เติมเต็มชีวิตจิตใจ และใกล้ชิดธรรมชาติยิ่งขึ้นแก่เหล่านักท่องเที่ยวชาวจีน ผ่านการยกระดับทรัพยากร การบริการ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางท่องเที่ยว

ขณะเดียวกัน การเปิดบริการขนส่งผู้โดยสารข้ามพรมแดนของทางรถไฟจีน-ลาว เมื่อเดือนเมษายนปีนี้ช่วยเพิ่มตัวเลือกแก่นักท่องเที่ยวชาวจีน โดยซู่หง ผู้อำนวยการสำนักงานททท. ประจำนครคุนหมิง มณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ให้สัมภาษณ์ว่านักท่องเที่ยวจำนวนมากสนใจเดินทางเข้าไทยผ่านด่านบกและเดินทางต่อไปท่องเที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

ทั้งนี้ สำนักงานททท. ประจำนครคุนหมิง วางแผนจัดกิจกรรมครั้งยิ่งใหญ่ช่วงเทศกาลลอยกระทงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย เพื่อดึงดูดบรรดานักท่องเที่ยวตลอดแนวเส้นทางทางรถไฟจีน-ลาว เดินทางเยือนไทย

การท่องเที่ยวจีน-ไทย ฟื้นตัวมั่นคงต่อเนื่อง

ตลาดการท่องเที่ยวจีน-ไทย ได้ฟื้นตัวอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง ขณะจำนวนเที่ยวบินระหว่างประเทศ การเข้าพักโรงแรม และบุคลากรด้านการท่องเที่ยวทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยสำนักบริหารการบินพลเรือนแห่งประเทศจีน ระบุว่าจำนวนผู้โดยสารเที่ยวบินระหว่างประเทศของจีนในเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน8.24 แสนคน หรือร้อยละ 32.5

อย่างไรก็ดี จำนวนเที่ยวบินโดยสารระหว่างจีนและไทยในปัจจุบันยังคงน้อยอยู่อย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงมีความไม่แน่นอนและอาจถูกยกเลิกการเดินทางโดยง่าย ดังเช่นหญิงแซ่จูจากเมืองไท่หยวนของมณฑลซานซีที่เดินทางมาเที่ยวไทยถูกยกเลิกเที่ยวบินตรงกลับจีนสองครั้งและถูกเปลี่ยนเป็นเที่ยวบินแบบแวะเปลี่ยนเครื่อง

นอกจากปัญหาความไม่ราบรื่นของเที่ยวบินระหว่างประเทศแล้ว เรื่องค่าใช้จ่ายและความปลอดภัยถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งอิทธิพลต่อการเดินทางมาท่องเที่ยวไทยด้วย โดยจูหงอิง ประธานบริษัทนำเที่ยวอวิ๋นหนาน จิ่นอ้าย กรุ๊ป เผยว่าผู้คนลดการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวลงตามสภาพเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันค่าห้องพักโรงแรมและบัตรโดยสารเที่ยวบินสู่ไทยนั้นปรับขึ้น ส่วนรายงานข่าวที่เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยในไทยมีผลกระทบต่อความสนใจของนักท่องเที่ยววัยกลางและอายุสูง ซึ่งคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เลือกเดินทางแบบกรุ๊ปทัวร์

ด้านรัฐบาลไทยกำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับประกันความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวชาวจีน โดยมีการบูรณาการมาตรฐานการบริการ มาตรการความปลอดภัย และมาตรการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพรวมถึงพัฒนาแนวปฏิบัติและนโยบายการรับรองผู้มาเยือน เพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยวในการเดินทางมาท่องเที่ยวไทย

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : เตือนวิกฤตสุขภาพจิตครูเกาหลีใต้เสี่ยงทำระบบศึกษาล่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/755574

คุยกัน 7 วันหน : เตือนวิกฤตสุขภาพจิตครูเกาหลีใต้เสี่ยงทำระบบศึกษาล่ม

คุยกัน 7 วันหน : เตือนวิกฤตสุขภาพจิตครูเกาหลีใต้เสี่ยงทำระบบศึกษาล่ม

วันอาทิตย์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.20 น.

เช้าวันหนึ่งต้นปี 2023 คัง ฮยุน จู ครูโรงเรียนประถมในเกาหลีใต้ วัย 29 ปี ตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการอัมพาตไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้อีกเลย แพทย์สั่งให้เธอต้องลางานอย่างน้อย 6 เดือน โดยชี้ว่า เธอมีความเสี่ยงที่จะอาการทรุดหนัก หากไม่พักผ่อน

และนั่นก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “อาการทางจิต” ของครูคัง

ย้อนกลับไปในปี 2019 สองปีหลังจากที่เธอเริ่มอาชีพครู มีการสู้กันครั้งใหญ่ของเด็กๆในห้องที่เธอสอน และเหตุการณ์นั้นให้เธอเริ่มฝันร้าย ฝันว่าเธอออกมายืนที่สี่แยก และมีคนมาฟันแขนของเธอ

ครูคัง เป็นหนึ่งในครูชาวเกาหลีใต้ในจำนวนร้อยละ 26.6 จากกว่า 11,000 คน ที่ทำการสำรวจจากสหภาพครู เมื่อเดือนเมษายน ที่พบว่า ต้องเข้ารับการรักษาด้านสุขภาพจิต หรือเข้ารับคำปรึกษาทางจิต ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ตัวจุดชนวนให้ผู้คนหันมาสนใจเรื่องสุขภาพจิตของครูประถมชาวเกาหลีใต้ มีขึ้น หลังจากที่มีข่าวการฆ่าตัวตาย ของครูสาววัย 23 ปี จากโรงเรียนประถมศึกษา Seoi ในกังนัม เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมาหลังจากที่เธอต้องเผชิญกับความทุกข์และทรมาน จากการถูกกลั่นแกล้ง และถูกกดดันมานานหลายเดือน จากผู้ปกครองของเด็กนักเรียน

จากนั้นเพียงไม่กี่วัน มีเหตุการณ์ครูประถมฆ่าตัวตายอีก 2 เหตุการณ์ ซึ่งทั้งสองได้เขียนจดหมายเอาไว้ว่า พวกเขาไม่สามารถรับมือกับแรงกดดันจากเสียงบ่นของผู้ปกครองได้อีกต่อไป

ข้อมูลจากรัฐบาลเกาหลีใต้พบว่า ครูในโรงเรียนรัฐราว 100 คน ได้คร่าชีวิตตัวเองในระหว่างปี 2018-เดือนมิถุนายน2023 โดยมีมากถึง 11 คน ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้

จิตแพทย์คิม ฮยุน-ซู จากสมาคมจิตเวชแห่งเกาหลีใต้ กล่าวในระหว่างการประท้วงของครูชาวเกาหลีใต้เมื่อวันจันทร์ (4 กันยายน) ว่า “นี่เป็นสถานการณ์ที่วิกฤตอย่างมาก ที่โรงเรียนในเกาหลีใต้กำลังเผชิญ” และเขาเคยบอกเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า “มันเป็นเรื่องเร่งด่วน ที่จะต้องจัดตั้งกลไกในการสนับสนุนครู และปกป้องพวกเขาจากการถูกล่วงละเมิดและทารุณ” สมาคมจิตเวชเกาหลีใต้ เตือนว่าการเพิ่มขึ้นของความรุนแรงต่อทั้งร่างกายและจิตใจต่อครู จากบรรดาผู้ปกครองและเด็กนักเรียนในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้น “อาจทำให้ระบบการศึกษาของประเทศเสี่ยงที่จะล่มสลายลงหากเรายังคงตระหนักถึงเพียงแค่สิทธิของเด็ก โดยเพิกเฉยต่อสิทธิและภาระผูกพันของผู้เป็นครู”

ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของปัญหานี้คือ “กฎหมายว่าด้วยสวัสดิภาพเด็ก” ที่ประกาศใช้เมื่อปี 2014 ที่ระบุกว้างๆ ว่า “การทำร้ายสุขภาพ หรือสวัสดิภาพเด็ก หรือการกระทำความรุนแรงต่อร่างกาย จิตใจ หรือทางเพศ หรือการกระทำโดยโหดร้าย”ถือเป็นการล่วงละเมิดเด็ก ซึ่งครูที่ถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิดต่อเด็ก ไม่ว่าจะทางใด จะถูกพักการสอนในทันที และความผิดนั้นมีโทษตามกฎหมาย

จากกฎหมายนี้เอง ทำให้ครูไม่สามารถควบคุมเด็กนักเรียนได้เนื่องจากการลงโทษเข้าข่ายการทำร้ายร่างกายตามกฎหมายสวัสดิภาพเด็ก โดยกรณีร้ายแรงที่สุด คือ ครูถูกเด็กๆ ทำร้ายในห้องเรียนของพวกเขาเอง เพราะพวกครูไม่สามารถที่จะตอบโต้ หรือปกป้องตัวเองได้เลยและเมื่อครูแจ้งผู้ปกครอง ผู้ปกครองบางคนบอกว่า “ในเมื่อพวกคุณได้รับเงินจากการสอนเด็กๆ ก็จงสอนไป”

หนึ่งในเรื่องราวที่เลวร้าย ที่กลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ คือ มีผู้ปกครองรายหนึ่งที่เคยรับใช้ในกองทัพ ได้ปรากฏตัวในโรงเรียนพร้อมกับขวานในมือ พร้อมขู่ว่า “จะทำให้เลือดโชก” หลังจากที่ลูกชายชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถูกลงโทษ กรณีการข่มขู่เพื่อนร่วมชั้นด้วยมีดคัตเตอร์ ทำให้นักเรียนทั้งชั้นวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงด้วยความหวาดกลัว

ครูวอน จียัง ซึ่งมีประสบการณ์สอนหนังสือมา 26 ปี บอกว่า ผู้ปกครองที่ข่มเหงครู เป็นเรื่องเลวร้ายอย่างยิ่ง เพื่อนร่วมงานของเธอ ถูกผู้ปกครองกล่าวหาว่าล่วงละเมิดเด็ก ซึ่งผู้ปกครองเอาผิดครูด้วยการแอบอัดคลิป และตัดต่อคลิปเสียงเพื่อให้ครูเป็นฝ่ายผิด ซึ่งกว่าจะพ้นผิดต้องกินเวลานานกว่า 2 ปีครึ่ง ใช้เงินไปไม่น้อยกับการสู้ในชั้นศาล และนั่นส่งผลอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพจิตของคนที่เป็นครู

สัปดาห์ที่ผ่านมา จึงมีการประท้วงครั้งใหญ่ของบุคลากรครูทั่วเกาหลีใต้ เพื่อเรียกร้องสวัสดิภาพในการทำงานที่ดีขึ้น เพื่อให้ปลอดภัยกับทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต แต่ ลี จูโฮ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีศึกษาธิการเกาหลีใต้ กลับยิ่งกระพือความไม่พอใจของครูมากขึ้นไปอีก เมื่อเขากล่าวขู่ไว้ก่อนหน้านี้ว่า การนัดหยุดงานเพื่อประท้วง “ไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ”

อย่างไรก็ดี เสียงของครูหลายหมื่นคนที่ออกมาเมื่อวันจันทร์ที่แล้ว ทำให้รัฐมนตรีศึกษาธิการ ต้องยอมรับในเสียงเรียกร้องของครู และให้คำมั่นว่าจะฟื้นฟูอำนาจที่เสียไปของครู เพราะได้เรียนรู้แล้ว ว่าบาดแผลที่ใหญ่และลึกของครูที่ต้องทนทุกข์ทรมานนั้นรุนแรงเพียงใดและจะพิจารณาการปฏิรูประบบการศึกษาอย่างจริงจัง รวมถึงการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยสวัสดิภาพเด็กที่เป็นปัญหา ตลอดจนการจะพิจารณาเรื่องสิทธิของครูทุกๆ 5 ปีด้วย

เพราะเรื่องราวที่ครูชาวเกาหลีใต้ต้องเผชิญ อาจนำมาซึ่งการลาออกของครูที่มากขึ้น ที่จะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อวงการการศึกษาในประเทศที่มีการแข่งขันสูง และการบูลลี่สูงแห่งนี้

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ลูกโซ่รัฐประหารแอฟริกา ชาติใดรายต่อไป?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754060

คุยกัน 7 วันหน : ลูกโซ่รัฐประหารแอฟริกา ชาติใดรายต่อไป?

คุยกัน 7 วันหน : ลูกโซ่รัฐประหารแอฟริกา ชาติใดรายต่อไป?

วันอาทิตย์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.15 น.

กาบองเป็นประเทศล่าสุดในแอฟริกา ที่เกิดการยึดอำนาจทำรัฐประหารจากรัฐบาลพลเรือนโดยกลุ่มทหารในกองทัพ ที่เรียกตนเองว่า คณะกรรมการการเปลี่ยนถ่ายและ
ฟื้นฟูสถาบัน ประกาศถึงเหตุผลในการตัดสินใจปกป้องสันติภาพ ด้วยการยุติการปกครองของรัฐบาลชุดปัจจุบันด้วยการยกเลิกการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 26 สิงหาคมปีนี้ และผลการเลือกตั้ง พร้อมกับยุบสถาบันทุกอย่างของสาธารณรัฐกาบอง ทั้งรัฐบาล วุฒิสภา สมัชชาแห่งชาติ และศาลรัฐธรรมนูญ กาบองจะปิดพรมแดนทั้งหมดจนกว่าจะมีการประกาศเพิ่มเติม

แถลงการณ์ดังกล่าวซึ่งมีการประกาศผ่านการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ในประเทศ เกิดขึ้นไม่นานหลังจากศูนย์กลางการเลือกตั้งกาบองประกาศว่า ประธานาธิบดี อาลี บองโกออนดิมบา วัย 64 ปี ผู้ครองอำนาจมานาน 14 ปี ชนะเลือกตั้งโดยได้คะแนนร้อยละ 64.27 โดย อาลี บองโก เป็นบุตรชายของอดีตประธานาธิบดีโอมาร์ บองโก บิดาของเขาปกครองกาบองระหว่างปี 1967-2009 ส่วนอาลี บองโก ชนะการเลือกตั้งสมัยแรกในปี 2009 และเป็นผู้นำกาบองสืบเนื่องนับตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน ขณะที่ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลกาบอง ซึ่งเป็นประเทศในแอฟริกาตะวันตกได้ประกาศห้ามออกนอกเคหสถาน และปิดอินเตอร์เนตทั่วประเทศ โดยอ้างว่าเพื่อสกัดการเผยแพร่ข่าวเท็จและการเกิดเหตุรุนแรง

ด้านประธานาธิบดีบองโก ได้อัดคลิปวีดีโอ เรียกร้องให้พันธมิตรส่งเสียงต่อต้านรัฐประหารดังกล่าว ซึ่งก็ดูเหมือนจะสร้างความยินดีให้ประชาชนในประเทศอยู่ไม่น้อย หลังพบว่าชาวกาบองจำนวนมาก สนับสนุนการกระทำนี้ของกองทัพ

เหตุการณ์รัฐประหารดังกล่าว ทำให้กาบองเป็นประเทศที่สองในทวีปแอฟริกาที่เกิดรัฐประหารในปีนี้หลังจากเพิ่งเกิดรัฐประหารในประเทศไนเจอร์ เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ขณะที่นับตั้งแต่ปี 1950 เกิดรัฐประหารในแอฟริกามาแล้ว 214 ครั้ง ในจำนวนนี้ ประสบความสำเร็จมากถึง 106 ครั้ง และชาติแอฟริกาอย่างน้อย 45 จาก 54 ชาติ ผ่านความพยายามในการก่อรัฐประหารมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้ง โดยเฉพาะในช่วงสามปีที่ผ่านมา เกิดการก่อรัฐประหารบ่อยครั้งจนทำให้ทั่วโลกหันมาสนใจมากขึ้นว่าเกิดอะไรที่แอฟริกา – เดือนมกราคม 2022 กองทัพบูร์กินาฟาโซ ก่อรัฐประหารโค่นอำนาจประธานาธิบดีรอช คาบอร์โดยอ้างว่าเขาล้มเหลวในการปราบปรามกลุ่มติดอาวุธมุสลิมหัวรุนแรง และยังมีรัฐประหารครั้งที่สองในเดือนกันยายนปีเดียวกัน

– เดือนกันยายน 2021 เกิดรัฐประหารที่กินี โค่นประธานาธิบดีอัลฟา คอนเด หลังเขาแก้รัฐธรรมนูญเปิดทางให้สามารถดำรงตำแหน่งต่อในสมัยที่สามได้

– เดือนเมษายน 2021 กองทัพชาด เข้ายึดอำนาจหลังประธานาธิบดีอะดริส เดบีย์ ถูกสังหารในสนามรบ ขณะไปเยี่ยมทหารที่ต่อสู้กลุ่มกบฏทางตอนเหนือของประเทศ

– เดือนสิงหาคม 2020 คณะทหารของมาลี ก่อรัฐประการโค่นอำนาจประธานาธิบดีอิบราฮิม บูบาคาร์ไคตา หลังเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ต่อต้านรัฐบาล และเก้าเดือนต่อมา เกิดรัฐประหารซ้อนรัฐประหารอีก

– เดือนตุลาคม 2021 พลเอกอับเดล ฟัตตาห์ อัล-บูร์ฮาน นำกองทัพเข้ายึดกรุงคาร์ทูม และสั่งยุบสภาปกครองประเทศที่ประกอบด้วยทหารและพลเรือน ส่งผลให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยของซูดานชะงักงัน

เป็นที่สังเกตว่า รัฐประหารในระยะหลังเกิดขึ้นในแอฟริกากลางและตะวันตก โดยเฉพาะประเทศที่เคยเป็นอดีตอาณานิคมของฝรั่งเศส

นักวิเคราะห์ระบุว่า แต่ละชาติที่เกิดการยึดอำนาจนั้นล้วนมีปัจจัยร่วมกันคือ เกิดสถานการณ์ที่ทำให้มีช่องให้กองทัพสามารถเข้าแทรกแซงได้ด้วยการสนับสนุนอย่างมากจากประชากรกลุ่มคนในเมือง ตลอดจนคนรุ่นใหม่ที่ไม่พอใจวัฒนธรรมทางการเมืองแบบดั้งเดิม ประกอบกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ การจ้างงานไม่เพียงพอ และขาดโอกาสทางเศรษฐกิจ ตลอดจนเกิดปัญหาการทุจริตอย่างมากของเจ้าหน้าที่ และความไม่พอใจต่ออิทธิพลของฝรั่งเศส อดีตเจ้าอาณานิคมเดิม

นอกจากนี้ ความไม่พอใจยังเกิดจากการที่ผู้นำแอฟริกาหลายชาติ พยายามเปลี่ยนแปลงกระบวนการเลือกตั้ง หรือรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ตนเองสามารถอยู่ในอำนาจได้นานกว่าเดิม เช่น การยกเลิกการจำกัดวาระของประธานาธิบดี เป็นต้น

ปัญหาการใช้อำนาจที่มิชอบในชาติแอฟริกา ยังบั่นทอนสหภาพแอฟริกา หรือ AU ตลอดจนประชาคมเศรษฐกิจรัฐแอฟริกาตะวันตก หรือ ECOWAS ด้วย อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่า ประชาคมโลกจะตอบสนองต่อเหตุการณ์นี้อย่างไร สหภาพแอฟริกาและสหรัฐฯ ระบุว่ากำลังติดตามด้วยความกังวล ส่วนฝรั่งเศสประณามเหตุยึดอำนาจดังกล่าว แต่ยังไม่มีการเรียกร้องให้คืนอำนาจกลับสู่ประธานาธิบดีบองโก ซึ่งเป็นท่าทีที่แตกต่างจากการรัฐประหารที่ไนเจอร์ ซึ่งถูกนานาชาติ รวมถึง ECOWAS กดดันอย่างหนัก

นักวิเคราะห์มองว่า เป็นเพราะมีการทุจริตอย่างมากในรัฐบาลของบองโก ครอบครัวของเขาและพันธมิตรร่ำรวยอย่างมาก ในขณะที่ประชาชนยากจน ชาวกาบองยังคลางแคลงใจเรื่องที่ประธานาธิบดีบองโก ลงเลือกตั้งสมัยที่สามหลังอยู่ในอำนาจมา 14 ปีแล้ว ในขณะที่พ่อของเขาปกครองประเทศมาก่อนแล้วมากกว่า 40 ปี นอกจากนี้ ชาวกาบองยังตั้งคำถามถึงศักยภาพของเขาในการบริหารประเทศ เพราะเขาเคยเกิดเส้นเลือดในสมองแตกในปี 2018

แม้ปัจจัยของกาบอง มีความแตกต่างจากชาติอื่นๆ ซึ่งมีปัจจัยของกลุ่มติดอาวุธหัวรุนแรงเข้ามาทำให้ประเทศไร้เสถียรภาพ แต่การเกิดรัฐประหารอย่างเนื่องไล่ไปทีละชาตินั้น ทำให้นานาชาติเกิดความกังวลต่ออนาคตของประชาธิปไตยในแอฟริกาและหวั่นจะเกิดรัฐประหารอีก โดยเฉพาะในประเทศที่มีผู้ปกครองคนเดียวมายาวนาน เช่น คาเมอรูน ที่มีประธานาธิบดีพอล บิยา ปกครองมามากกว่า 40 ปี และที่สาธารณรัฐคองโก ซึ่งปกครองโดยประธานาธิบดีเดอนิส ซาสซู เกิสโซมากว่า 38 ปี

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : อนาคตกลุ่มนักรบแวกเนอร์ หลังไร้ ‘พริโกซิน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/752560

คุยกัน 7 วันหน : อนาคตกลุ่มนักรบแวกเนอร์ หลังไร้ ‘พริโกซิน’

คุยกัน 7 วันหน : อนาคตกลุ่มนักรบแวกเนอร์ หลังไร้ ‘พริโกซิน’

วันอาทิตย์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ภายหลัง เยฟเกนี พริโกซินหัวหน้ากลุ่มนักรบรับจ้าง “แวกเนอร์”ได้รับการยืนยันว่าอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิต 10 ราย จากเหตุเครื่องบินส่วนตัวแบบเอ็มบราเออร์ ประสบอุบัติเหตุตกใกล้หมู่บ้านคูเชนคิโน ในภูมิภาคตเวียร์ ทางตอนเหนือของกรุงมอสโก เมื่อวันพุธที่ผ่านมาระหว่างที่กำลังเดินทางจากกรุงมอสโก ไปยังนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กโดยนอกจากพริโกซินแล้ว ในบรรดาผู้เสียชีวิต ยังรวมถึง ดมิทรี อุตกิ้น หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บัญชาการระดับสูงของแวกเนอร์ด้วยนั้น

แน่นอนว่า หลายฝ่ายจับจ้องไปที่ประธานาธิบดี วลาดีมีร์ ปูตินผู้นำรัสเซีย ซึ่งเคยถูกพริโกซินออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเรื่องปฏิบัติการทางทหารในยูเครน ว่าจะมีปฏิกิริยาต่อเรื่องนี้อย่างไร แต่ล่าสุด ประธานาธิบดีปูตินให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์รัสเซีย แสดงความเสียใจอย่างจริงใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตทุกคน โดยเขาเรียกเหตุเครื่องบินตกครั้งนี้ว่าเป็นโศกนาฏกรรม ปูตินกล่าวด้วยว่า เขารู้จักกับพริโกซินมากว่า30 ปี เป็นบุคคลที่มีชะตากรรมซับซ้อน เคยกระทำความผิดร้ายแรงในอดีต แต่ก็ประสบความสำเร็จที่ถูกต้อง ปูติน เคยเรียกพริโกซินในช่วงเวลาที่พยายามจะก่อรัฐประหารว่าเป็นผู้ทรยศ แต่ล่าสุด เขาบอกว่าสมาชิกกลุ่มแวกเนอร์ ที่เสียชีวิตจากเครื่องบินตกครั้งนี้ มีส่วนช่วยที่เป็นแรงสำคัญให้กับรัสเซียในการรบในยูเครน ซึ่งเขาจะไม่มีวันลืม

ก่อนหน้านี้ กระทรวงสถานการณ์ฉุกเฉินรัสเซีย และสำนักงานการบินพลเรือนของรัสเซีย ต่างออกมาประกาศว่าได้เริ่มดำเนินการสืบสวนสอบสวน เพื่อหาสาเหตุเครื่องบินตกที่คร่าชีวิตพริโกซินแล้ว แต่ว่าก่อนหน้านี้ สื่อออนไลน์ที่เชื่อมโยงกับกลุ่มแวกเนอร์ ระบุว่าเครื่องบินถูกยิงโจมตีจากระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซีย สอดคล้องกับพยานที่เห็นเหตุการณ์ บอกว่าได้ยินเสียงระเบิดดัง 2 ครั้ง และเห็นเครื่องบินไฟไหม้พร้อมกลุ่มควันเป็นแนวยาวก่อนตกพื้น

ขณะที่หลายฝ่ายโดยเฉพาะชาติตะวันตกออกมาตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลรัสเซียอาจอยู่เบื้องหลังการเสียชีวิตของพริโกซินในครั้งนี้ล่าสุด แหล่งข่าวด้านความมั่นคงของรัฐบาลอังกฤษระบุว่า หน่วยงานความมั่นคงกลางรัสเซีย หรือ FSBหน่วยข่าวกรองหลักที่สืบทอดมาจาก KGB อาจอยู่เบื้องหลังปฏิบัติการสั่งเก็บพริโกซิน ที่พวกเขามองว่าเป็นภัยคุกคามต่อปูตินและรัฐบาลรัสเซีย และว่าการเสียชีวิตของพริโกซิน จะช่วยให้ทั้ง เซอร์เกชอยกู รัฐมนตรีกลาโหม และพลเอกวาเลอรี เกราซิมอฟ หัวหน้าคณะเสนาธิการทหาร กลับมามีอิทธิพลและอำนาจอีกครั้ง หลังจากที่ผ่านมาทั้งสองคนตกเป็นเป้าโจมตีและวิพากษ์วิจารณ์จากพริโกซินอย่างหนัก โดยเฉพาะเรื่องปฏิบัติการทางทหารในยูเครน

ทั้งนี้ พริโกซิน ปรากฏตัวต่อสาธารณะน้อยลงตั้งแต่เขาเป็นผู้นำในการก่อการกบฏต่อรัสเซียในช่วงสั้นๆ ไม่ถึง 24 ชั่วโมงเมื่อมิถุนายนที่ผ่านมา แต่ไม่นานมานี้ พริโกซินเพิ่งออกแถลงการณ์ สนับสนุนการรัฐประหารในไนเจอร์ ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า เป็นสิ่งย้ำเตือนว่าแวกเนอร์มีบทบาทสำคัญต่อทำเนียบเครมลินอย่างไรและในสัปดาห์นี้ เขาเพิ่งโพสต์วีดีโอมาจากแอฟริกา แต่งกายตามเครื่องแบบของเขา ซึ่งดูเหมือนว่าปูตินให้อภัยเขาแล้ว และพริโกซินได้รับหน้าที่ใหม่แล้ว

สำหรับกลุ่มนักรบรับจ้าง “แวกเนอร์” ก่อตั้งขึ้นในปี 2014 มีสมาชิกที่เป็นนักรบราว 25,000 คนเริ่มปฏิบัติภารกิจสนับสนุนกองกำลังแบ่งแยกดินแดนที่ฝักใฝ่รัสเซียทางตะวันออกของยูเครน และเชื่อกันว่ามีส่วนช่วยเรื่องการผนวกไครเมียเข้ากับรัสเซีย นอกจากนี้ กลุ่มแวกเนอร์ยังเข้าไปปฏิบัติการในแอฟริกาและตะวันออกกลางด้วย ได้ชื่อว่าเป็นกองกำลังที่เต็มไปด้วยความโหดเหี้ยม พวกเขาเป็นที่รู้จักมากขึ้นในการร่วมปฏิบัติภารกิจในสงครามยูเครน จนถึงเดือนมิถุนายนที่พวกเขาก่อกบฏ ทำให้หลังจากนั้น สมาชิกส่วนใหญ่ต้องย้ายไปอยู่ในเบลารุส

อย่างไรก็ดี ในเวลานี้ กำลังเกิดคำถามว่า กลุ่มแวกเนอร์จะเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่ ในวันที่ไม่มีพริโกซิน จากรายงานของสื่อหลายสำนักพบว่า นักรบแวกเนอร์หลายร้อยคนที่ย้ายไปที่ฐานที่มั่นในเบลารุส ทยอยเดินทางออกจากเบลารุสแล้วเช่นกัน หลายคนไม่พอใจที่ได้ค่าจ้างที่ต่ำในเบลารุส ขณะที่ส่วนหนึ่งย้ายไปปฏิบัติภารกิจในแอฟริกา

แม้มีการเอ่ยถึงหลายชื่อที่อาจจะมาแทนที่พริโกซิน แต่ก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากทำเนียบเครมลินด้วยเช่นกัน และดูเหมือนว่าจะยังไม่มีใครโดดเด่นที่จะมาแทนที่พริโกซินได้ เพราะที่ผ่านมาอาณาจักรแวกเนอร์ในทวีปแอฟริกานั้น ทำหน้าที่หลากหลาย ทั้งปฏิบัติการปล่อยข่าวเท็จ ทำธุรกิจสีเทา ตลอดจนภารกิจนักรบรับจ้าง แต่ทั้งหมดทั้งมวล ต่างพึ่งพาสายสัมพันธ์ส่วนตัวที่พริโกซินและพันธมิตรใกล้ชิด ก่อร่างสร้างตัวมาหลายปีเช่น แวกเนอร์ได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลทหารมาลี จนทำให้ฝรั่งเศสตัดสินใจยุติปฏิบัติการทางทหารในมาลีที่ยาวนานมานับทศวรรษไป

ขณะที่ทำเนียบเครมลินนั้น มักใช้วิธีการติดต่อสื่อสารโดยตรงกับผู้นำทหารในชาติของภูมิภาคซาเฮลเอง แต่สำหรับพริโกซิน เขาใช้วิธีพัฒนาความสัมพันธ์ส่วนตัวกับบรรดานักการเมือง นักธุรกิจ ผู้นำรัฐประหาร ผู้นำกองทัพ ในพื้นที่ดังกล่าวแทน

พลอากาศตรี ฌอน เบลล์ ซึ่งขณะนี้เป็นนักวิเคราะห์ด้านการทหาร บอกกับ The Guardian ว่า หากไม่มีพริโกซิน แวกเนอร์ก็ไม่มีอะไรเลย ถ้ากลุ่มแวกเนอร์คือเยฟเกนีพริโกซิน นั่นก็จะเป็นเรื่องยากที่จะเห็นแวกเนอร์รอดมาได้ และนี่ก็คือจุดจบ

โดย ดาโน โทนาลี