คุยกัน 7 วันหน : ‘ท่องเที่ยวเอ็กซ์ตรีม’ เติมฝันมหาเศรษฐี แต่อาจสวนทางกับความปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/739453

คุยกัน 7 วันหน : ‘ท่องเที่ยวเอ็กซ์ตรีม’ เติมฝันมหาเศรษฐี แต่อาจสวนทางกับความปลอดภัย

คุยกัน 7 วันหน : ‘ท่องเที่ยวเอ็กซ์ตรีม’ เติมฝันมหาเศรษฐี แต่อาจสวนทางกับความปลอดภัย

วันอาทิตย์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.15 น.

มีคนเพียงแค่หยิบมือบนโลกเท่านั้น ที่ได้รับโอกาสไปชมซากเรือไททานิคด้วยตาของตัวเอง เนื่องจากมีปัจจัยสำคัญบางอย่าง ได้แก่ เรื่องค่าใช้จ่ายที่สูง และการยอมรับความเสี่ยง ซึ่งสำหรับผู้ที่เต็มใจเผชิญกับความท้าทาย และยอมจ่ายเงิน 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 8.7 ล้านบาท เพื่อไปสัมผัสกับประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต

การท่องเที่ยวแบบ “เอ็กซ์ตรีม”หรือเที่ยวแบบท้าทาย กลายเป็นหนึ่งในกระแสนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการหาอะไรแปลกใหม่และตื่นเต้นให้กับชีวิต ทำให้บริษัททัวร์ที่เคยจัดทริปท่องเที่ยวแบบเน้นความปลอดภัย ตัดสินใจก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ และหันมาตอบรับลูกค้ากลุ่มดังกล่าวกันมากขึ้น และหนึ่งในนั้น คือบริษัท โอเชียนเกต เอ็กซ์เพดิชันส์ ที่ให้บริการกลุ่มลูกค้าที่ต้องการลงไปสำรวจใต้ทะเลลึก ซึ่งรวมถึงในความลึกที่แทบจะไม่มีใครสามารถเข้าถึงได้ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านประชาสัมพันธ์และกิจกรรมพิเศษ ระบุว่า สำหรับบรรดามหาเศรษฐีแล้ว เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา หากว่าแลกมาด้วยประสบการณ์อันมีค่า ที่ทำให้พวกเขาลืมไม่ลง

บริษัททัวร์ใหญ่ๆ หลายแห่งหันมาให้ความสำคัญกับทริปสำหรับเหล่ามหาเศรษฐีกัน ที่ชื่นชอบการผจญภัยและการท่องเที่ยวแบบสุดขั้วมากขึ้น เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้มักจะไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจต่างๆ ที่เกิดขึ้นทำให้ไม่ต้องกังวลว่าปัญหาเศรษฐกิจจะมากระทบกับธุรกิจนี้ ส่งผลให้การท่องเที่ยวเปิดประสบการณ์พิเศษแบบครั้งหนึ่งในชีวิตอย่างการดำน้ำชมซากเรือใต้ทะเลหรือมหาสมุทร หรือทริปทัวร์อวกาศของบริษัท เวอร์จิน กาแลกติก ที่มีราคาตั๋วแพงหูฉี่ เฉลี่ยตกอยู่ที่ใบละ450,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 15.7 ล้านบาท ซึ่งทางบริษัทก็ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า ขายตั๋วได้แล้วประมาณ 800 ใบ ถือว่าได้รับผลตอบรับที่ค่อนข้างดีเลยทีเดียว

ส่วนการทัวร์สถานีอวกาศนานาชาติ หรือ ISS เป็นอีกหนึ่งโปรแกรมทัวร์ที่อภิมหาเศรษฐียอมควักกระเป๋าจ่ายมูลค่าหลายสิบล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อแลกกับการได้ใช้ชีวิตอยู่นอกโลกนานหลายวัน โดยหนึ่งในคนที่สร้างเสียงฮือฮาได้มากที่สุด คือ ยูซากุ มาเอซาวะซึ่งมีทรัพย์สินมากกว่า 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกลายเป็นพลเรือนญี่ปุ่นคนแรกที่ได้ไป ISSนอกจากนี้ เขายังเหมาทัวร์ดวงจันทร์กับบริษัท สเปซเอกซ์ ด้วย โดยนำตั๋วไปแจกให้กับผู้โชคดีอีก 8 คน

จึงไม่น่าแปลกใจ ที่บริษัทสตาร์ตอัป โอไรออน สแปน ตัดสินใจวางแผนที่จะเปิดโรงแรมหรูในอวกาศแห่งแรก กำหนดราคาค่าเข้าพักไว้คร่าวๆ ที่ประมาณ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 350 ล้านบาทต่อคน โดยจะสามารถใช้เวลาพักอยู่ในโรงแรมได้ 2 สัปดาห์

สำหรับเหตุผลที่ทริปท่องเที่ยวในลักษณะท่องอวกาศหรือดำลงใต้น้ำลึกมีราคาสูงนั้นเนื่องจากมันมีความเสี่ยงสูง ทำให้ทางผู้ให้บริการต้องใช้ความระมัดระวังในการเตรียมการขั้นตอนต่างๆ ที่ละเอียดกว่าปกติ นอกจากนี้อุปกรณ์หรือยานพาหนะบางอย่างสำหรับใช้ในการท่องเที่ยวลักษณะนี้อาทิ ยานดำน้ำไททัน ที่สูญหายระหว่างลงไปชมซากเรือไททานิคก่อนประสบเหตุระเบิดในเวลาต่อมาก็ถูกตั้งคำถามถึงเรื่องมาตรฐานด้านความปลอดภัย เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีใหม่ และยังไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียด

ขณะที่การทัวร์ในน่านน้ำสากลเช่นนี้ ทำให้ไม่มีรัฐไหนมีอำนาจพิเศษเข้ามาควบคุมดูแลสิ่งที่เรียกว่า “ความปลอดภัย” จึงเป็นเพียงคำมั่นของบริษัทผู้ให้บริการและความเชื่อใจของลูกค้าที่มีต่อบริษัทนั้นๆ รวมทั้งตัวเงินที่จ่ายไปเพื่อแลกกับการบริการ

อย่างไรก็ตาม แซล เมอร์โก ลิอาโน ศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยแคมป์เบล ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์การเดินเรือให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ธุรกิจลักษณะนี้ดำเนินอยู่บนขอบข่ายของธุรกิจสีเทา ที่ยังไม่มีข้อกำหนดที่ชัดเจน และยานดำน้ำไททันไม่จำเป็นต้องทำตามกฎระเบียบด้านความปลอดภัย ตราบใดที่ยังอยู่ในน่านน้ำสากล

แม้ว่าการทัวร์รูปแบบนี้จะทั้งแพงและมีความเสี่ยงสูง แต่สตอคตัน รัช ซีอีโอของโอเชียนเกต1 ใน 5 สมาชิกบนยานดำน้ำไททัน เคยให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ซีบีเอส เมื่อปลายปี 2022 ว่าในแง่หนึ่ง ความปลอดภัยเป็นเพียงสิ่งไร้ประโยชน์ โดยเขาระบุว่า หากคุณต้องการความปลอดภัยก็ให้อยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร เพราะไม่ว่าอย่างไร การใช้ชีวิตทุกวันนี้ก็มีความเสี่ยงอยู่แล้ว

การทัวร์อวกาศ หรือทัวร์ใต้ทะเลลึก ที่กำลังตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสังคม เพราะเผชิญกับคำถามเรื่องของความปลอดภัยไม่ต่างกัน อีกทั้งยังไม่มีระเบียบหรือข้อกฎหมายใดๆ มาดูแลอย่างชัดเจนทำให้ต้องยอมรับว่า แม้ช่องว่างด้านระเบียบความปลอดภัยของเทคโนโลยีใหม่ๆ จะเปิดโอกาสให้กับการพัฒนา

แต่ก็เป็นเรื่องที่ตัดสินใจไม่ง่าย หากต้องเลือกระหว่างความก้าวหน้ากับความปลอดภัย เพราะเมื่อชีวิตต้องสูญไป ก็ไม่อาจเรียกกลับคืนมาได้อีก

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : จับตากระแส MeToo กดดันญี่ปุ่นยกเครื่องกฎหมายอาชญากรรมทางเพศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/737929

คุยกัน 7 วันหน : จับตากระแส MeToo  กดดันญี่ปุ่นยกเครื่องกฎหมายอาชญากรรมทางเพศ

คุยกัน 7 วันหน : จับตากระแส MeToo กดดันญี่ปุ่นยกเครื่องกฎหมายอาชญากรรมทางเพศ

วันอาทิตย์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.13 น.

สภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นผ่านร่างกฎหมายฉบับใหม่เมื่อวันศุกร์ที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยเพิ่มอายุความยินยอม (Age of Consent) หรืออายุที่ยอมให้ร่วมประเวณีได้
จากเดิม 13 ปี เป็น 16 ปี ถือเป็นการปฏิรูปกฎหมายอาชญากรรมทางเพศครั้งสำคัญของประเทศนี่เป็นครั้งแรกที่ญี่ปุ่นเปลี่ยนอายุความยินยอม นับตั้งแต่มีการประกาศใช้ในปี 1907 หลังจากก่อนหน้านี้ ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่มีอายุความยินยอมน้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม บุคคลที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้เยาว์ที่มีอายุระหว่าง 13 ถึง15 ปี จะถูกลงโทษก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นมีอายุมากกว่าผู้เยาว์ตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปเท่านั้น

นอกจากนี้ กฎหมายฉบับแก้ไขใหม่ ยังยืดระยะเวลาอายุความ หรือขยายกรอบเวลาทางกฎหมาย ในการแจ้งความว่าถูกข่มขืนจากเดิม 10 ปี เป็น 15 ปี เพื่อให้ผู้เสียหายมีเวลาดำเนินการมากขึ้น โดยคดีข่มขืนที่สามารถฟ้องร้องได้ รวมถึงคดีที่เหยื่อถูกข่มขืนเพราะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของแอลกอฮอล์ ยาเสพติด หรือถูกทำให้หวาดกลัว หรือคดีที่ผู้ก่อเหตุข่มขืนฉวยโอกาสจากสถานะทางสังคม

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ยังรวมถึงการห้ามการแอบถ่าย (photo voyeurism) เช่น การถ่ายใต้กระโปรง และการแอบถ่ายกิจกรรมทางเพศ

ญี่ปุ่นแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับความผิดทางเพศครั้งล่าสุดในปี 2017 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งแรกในรอบกว่าศตวรรษ แต่นักเคลื่อนไหวกล่าวว่า
การปฏิรูปดังกล่าวยังไม่เพียงพออีกทั้งในปี 2019 ยังมีการตัดสินคดีข่มขืนหลายครั้งที่ผู้ก่อเหตุพ้นผิด สร้างความไม่พอใจเป็นวงกว้าง ทำให้เกิดการรณรงค์ต่อต้านทั่วประเทศที่เรียกว่า Flower Demo ในวันที่ 11 ของทุกเดือน ตั้งแต่เดือนเมษายน 2019 เป็นต้นมา โดยนักเคลื่อนไหวได้รวมตัวกันทั่วประเทศเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมและแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับผู้รอดจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ เรียกว่าเป็นการเลี้ยงกระแส #Metoo ในแบบญี่ปุ่นจนประสบความสำเร็จเลยก็ว่าได้

ที่ผ่านมา การดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุข่มขืนภายใต้กฎหมายฉบับเก่าของญี่ป่นมีความยากลำบาก เนื่องจากต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเหยื่อนั้นไร้ความสามารถขัดขืนจริง ซึ่งข้อกำหนดนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นการกล่าวโทษผู้ที่ตกเป็นเหยื่อเพราะไม่ต่อต้านเพียงพอ

อย่างไรก็ตาม นักเคลื่อนไหวบางคนมองว่า การปฏิรูปกฎหมายครั้งนี้ เป็นการแก้ปัญหาเพียงส่วนเดียว คาซูโกะ อิโตะ รองประธาน Human Rights Now ซึ่งมีสำนักงานในกรุงโตเกียวกล่าวว่า “ความคิดที่ผิดเพี้ยน” เกี่ยวกับเรื่องเพศและความยินยอมที่แพร่หลายมาหลายชั่วอายุคนต้องได้รับการแก้ไข แม้ว่าการปฏิรูปจะมีผลบังคับใช้ แต่ผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์เลวร้ายนี้ ควรต้องรู้สึกว่าได้รับอำนาจในแจ้งความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพวกเขา

สื่อในญี่ปุ่นรายงานว่า ผู้ที่รอดจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศที่เป็นข่าวเผยแพร่สู่สาธารณะในญี่ปุ่น มักได้รับคำขู่และได้รับความคิดเห็นที่น่ารังเกียจทางสื่อสังคมออนไลน์ ส่งผลให้ผู้เคยผ่านประสบการณ์จากความรุนแรงทางเพศ มักลังเลที่จะออกมาเผชิญหน้าเพราะความอัปยศและความอับอาย ผลสำรวจของรัฐบาลในปี 2021 พบว่ามีผู้หญิงและผู้ชายเพียงร้อยละ 6 เท่านั้นที่รายงานว่าถูกล่วงละเมิดทางเพศ ครึ่งหนึ่งของผู้หญิงที่ตอบแบบสำรวจรู้สึกว่าพวกเธอไม่สามารถทำเช่นนั้นได้เนื่องจาก “ความอับอาย”

ขณะที่ ซากุระ คามิทานิ ทนายความและผู้สนับสนุนด้านสิทธิ ระบุว่าญี่ปุ่นควรให้ความช่วยเหลือทางการเงินและจิตใจมากขึ้น สำหรับผู้ที่รอดจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ และแม้แต่ผู้ก่อเหตุก็ควรได้รับการดูแล เพื่อป้องกันไม่ให้กระทำผิดซ้ำอีก

ทั้งนี้ จากข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติญี่ปุ่น ระบุว่า จำนวนคดีการกระทำความผิดทางเพศร้ายแรงในญี่ปุ่นในปี 2022 เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2021 โดยคดีที่เกี่ยวกับการข่มขืนเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.3 เป็น 1,656 คดี เช่นเดียวกับคดีกระทำรุนแรงทางเพศที่เกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงและการข่มขู่เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.9 เป็น 4,708 คดี ส่วนคดีข่มขืนและทำร้ายร่างกายที่เกี่ยวกับการกระทำทางเพศเพิ่มขึ้นเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน

เจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวว่า จำนวนคดีที่เพิ่มมากขึ้นเป็นผลมาจากที่ประชาชนได้รับทราบและมีความเข้าใจมากขึ้นว่าการกระทำแบบใดถือเป็นอาชญากรรมทางเพศ และความก้าวหน้าของระบบทันสมัยที่ใช้รับรายงานและให้คำปรึกษาในดดีประเภทนี้

ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นได้จัดตั้งศูนย์สนับสนุนขึ้นในทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้คำปรึกษาแก่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมและความรุนแรงทางเพศเพื่อให้ความช่วยเหลือ เช่นช่วยในการเข้ารับการตรวจและปรึกษากับสูตินรีแพทย์ และแพทย์ผู้ชำนาญโรคสตรี หรือ นรีเวชศาสตร์ และการแจ้งความกับตำรวจและหารือทนายความ

ซึ่งเมื่อมีการยกเครื่องกฎหมายอาชญากรรมทางเพศครั้งใหม่นี้ ก็น่าจะช่วยคลี่คลายปัญหาเกี่ยวกับคดีความรุนแรงทางเพศในประเทศลงได้ไม่มากก็น้อย

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : สำรวจความปลอดภัย ‘ระบบรางในอินเดีย’ หลังอุบัติเหตุครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 20 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/736458

คุยกัน 7 วันหน : สำรวจความปลอดภัย ‘ระบบรางในอินเดีย’  หลังอุบัติเหตุครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 20 ปี

คุยกัน 7 วันหน : สำรวจความปลอดภัย ‘ระบบรางในอินเดีย’ หลังอุบัติเหตุครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 20 ปี

วันอาทิตย์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.15 น.

รถไฟในเมืองบาลาซอร์ รัฐโอริสสา ทางตะวันออกของอินเดีย กลับมาวิ่งให้บริการอีกครั้งเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่ต้องหยุดวิ่งชั่วคราวเนื่องจากอุบัติเหตุรถไฟชนกันครั้งใหญ่เมื่อวันศุกร์ที่ 2 มิ.ย.ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 275 ศพและมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกเกือบ 1,200 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายฟื้นฟูสภาพก็เร่งจัดการกับซากปรักหักพังบริเวณจุดเกิดเหตุ รวมถึงซ่อมแซมรางรถไฟจนทำให้ทั้งหมดเกือบจะกลับสู่ภาวะปกติแล้ว

ในส่วนของการสืบสวนหาสาเหตุ เบื้องต้นมีการคาดการณ์ว่าอาจจะเกิดจากความผิดพลาดในระบบส่งสัญญาณการสับเปลี่ยนรางโดยช่วงค่ำวันที่ 2 มิ.ย. ขณะที่รถไฟสายด่วน โคโรแมนเดล เอ็กซ์เพรสกำลังมุ่งหน้าไปทางใต้ ปลายทางเชนไนตรงข้ามรถไฟสายด่วน ฮาวราห์ซูเปอร์ฟาสต์ มุ่งหน้าไปทางเหนือมีผู้โดยสารรวมมากกว่า 2,000 คน ขณะที่รถขนส่งสินค้าจอดอยู่ที่ทางรถไฟ Loop line แต่ความผิดพลาดจากสัญญาณสับราง ทำให้รถไฟโคโรแมนเดล เอ็กซ์เพรส พุ่งชนรถไฟขนส่งสินค้าที่จอดอยู่บน Loop line ตกราง และชนกับ ฮาวราห์ ซูเปอร์ฟาสต์ ที่มุ่งหน้าทิศตรงกันข้าม นำไปสู่เหตุโศกนาฏกรรมรถไฟชนกันที่ก่อให้เกิดความเสียหายครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 20 ปี ขณะที่รัฐมนตรีการรถไฟอินเดีย ระบุว่า สามารถระบุสาเหตุและบุคคลที่เกี่ยวข้องได้แล้วแต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดจนกว่าการสอบสวนจะสิ้นสุด

อุบัติเหตุทางรางของอินเดียครั้งล่าสุดนี้มีขึ้น ในขณะที่รัฐบาลพยายามโปรโมทให้การเดินทางด้วยรถไฟ เป็นประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจและเป็นไปอย่างปลอดภัย แต่อุบัติเหตุทางรางของอินเดีย ก็นับเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง โดยเมื่อปี 1999 เกิดเหตุรถไฟสองขบวนชนกันในเบลกอลตะวันตก มีผู้เสียชีวิต285 ศพ และในปี 2010 ในรัฐเดียวกัน ก็เกิดเหตุรถไฟโดยสารตกราง และชนเข้ากับรถไฟบรรทุกสินค้า คร่า 145 ชีวิต ถัดมาในปี 2016 รถไฟโดยสารที่วิ่งจากเมืองอินดอร์ ไปยังเมืองปัตนาตกราง ทำให้มีผู้เสียชีวิต 160 ศพ

เฉพาะระหว่างปี 2017-2021 มีการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุทางรถไฟไม่ต่ำกว่า 100,0000 ศพ โดยตั้งแต่อดีต มีรัฐมนตรีการรถไฟอินเดียเพียง 2 คน
เท่านั้นที่ออกมาประกาศลาออก เพื่อแสดงความรับผิดชอบหลังเกิดเหตุรถไฟชนกัน

หลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี พยายามที่จะกระตุ้นให้ปรับปรุง และยกระดับระบบราง ด้วยการผลักดันรถไฟอัตโนมัติความเร็วสูง (high-speed) ในเครือข่ายทางรางที่ใหญ่และพลุกพล่านที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งแผนการดังกล่าวรวมถึงการจะใช้พลังงานไฟฟ้าสำหรับระบบรางทั้ง 100% ภายในปี 2024และทำให้เครือข่ายระบบรางเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2030

ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซีเมนส์ บริษัทวิศวกรรมรายใหญ่ของเยอรมนีได้รับคำสั่งซื้อครั้งใหญ่ กับการสร้างรถไฟไฟฟ้า 1,200 ตู้ พร้อมด้วยการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นให้ช่วยวางระบบเทคโนโลยี และระบบการเงิน ในการสร้างรถไฟหัวกระสุนขบวนแรก ด้วยความยาว 508 กิโลเมตร เชื่อมระหว่างมุมไบ-อาห์เมดาบัด

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญกล่าวโทษว่า โครงสร้างพื้นฐานของการรถไฟ ทำให้เกิดอุบัติเหตุทางรถไฟอยู่บ่อยครั้งในอินเดีย ท่ามกลางคำถามว่า งบประมาณในการปรับปรุงและทำนุบำรุงระบบรางไปอยู่ที่ไหนหมด?

โครงข่ายรถไฟอินเดีย ถือเป็นหนึ่งในโครงข่ายที่ใหญ่ที่สุดในโลก สร้างขึ้นมากว่า 160 ปี ตั้งแต่อินเดียตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ปัจจุบันมีขบวนรถไฟวิ่งราว 11,000 ขบวน มีพนักงานราว 1.3-1.4 ล้านคนแต่ละวันต้องรองรับผู้โดยสารราว 23 ล้านคน และขนส่งสินค้าราว3 ล้านตัน โดยมีรถไฟกว่า 21,000 ขบวน วิ่งอยู่บนเครือข่ายทั่วประเทศ คิดเป็นระยะทางราว 68,000 กิโลเมตร

จากการเก็บสถิติที่ผ่านมาพบว่า อุบัติเหตุทางรางราว 75% เกิดจากรถไฟตกราง ที่นำมาสู่การเกิดอุบัติเหตุใหญ่ตามมา โดยมีสาเหตุจากอุปกรณ์ส่งสัญญาณรุ่นเก่า ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ได้รับการดูแลที่ดี รางรถไฟเก่าเสียหาย และความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่

ขณะเดียวกัน รถไฟในอินเดียส่วนใหญ่ ยังไม่มีระบบป้องกันการชนแม้ในปัจจุบัน อินเดียมีระบบป้องกันการชน หรือ anti-train collision system ที่ชื่อว่า Kavach ที่จะทำให้รถไฟเบรกได้โดยอัตโนมัติ แต่ตอนนี้มีใช้เพียง 2% ในระบบรางทั่วประเทศ ระบบ Kavach ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ควบคุมรถไฟ สามารถหลีกเลี่ยงการให้สัญญาณผ่านทาง และการใช้ความเร็วสูงเกินกำหนด อีกทั้งยังช่วยระหว่างสภาพอากาศย่ำแย่ เช่น หมอกลงหนาจัด ด้วยการทำให้รถไฟเบรกได้โดยอัตโนมัติหากจำเป็น ซึ่งจะช่วยให้ควบคุมความเร็วของรถไฟได้ดีขึ้น

แต่ด้วยมูลค่ามหาศาลของระบบ Kavach ที่จะมีมูลค่าสูงกว่า1 ล้านล้านรูปี หรือกว่า 4.2 แสนล้านบาทหากติดตั้งทั่วทั้งประเทศ จึงทำให้ระบบดังกล่าว ยังคงถูกใช้งานเป็นวงแคบเท่านั้น นี่จึงนับเป็นงานหิน ในการยกระดับระบบรางกว่า 65,000 กิโลเมตรทั่วประเทศอินเดีย

แต่หลายฝ่ายยังเชื่อว่าอุบัติเหตุร้ายแรงที่รัฐโอริสสาครั้งนี้ จะจุดประกายให้รัฐบาลสามารถเดินหน้าเพื่อขับเคลื่อนและยกระดับการเดินทางทางรถไฟ ที่เป็นเสมือนหัวใจของชาวอินเดียได้โดยเร็ว

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : แอร์โดอันชนะการเลือกตั้งตุรกีอีกสมัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/735057

คุยกัน 7 วันหน : แอร์โดอันชนะการเลือกตั้งตุรกีอีกสมัย

คุยกัน 7 วันหน : แอร์โดอันชนะการเลือกตั้งตุรกีอีกสมัย

วันอาทิตย์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ประธานาธิบดี เรเจป เทย์ยิบแอร์โดอัน ของตุรกี ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุด หลังจากที่ผลการเลือกตั้งรอบ 2 อย่างเป็นทางการถูกประกาศออกมาแล้วว่าแอร์โดอันคว้าชัยชนะไปด้วยคะแนนเสียง 52.1% เอาชนะคู่แข่งอย่าง เคมาล คิลิกดารอกลู ตัวแทนจากพันธมิตรฝ่ายค้านที่ได้คะแนนเสียง 47.9% ชัยชนะของแอร์โดอันในครั้งนี้ทำให้เขาได้เป็นผู้นำประเทศต่อไปอีก 5 ปี ไปจนถึงปี 2028 หลังจากครองอำนาจมาแล้ว 2 ทศวรรษ

แอร์โดอันได้แถลงประกาศชัยชนะต่อหน้าผู้สนับสนุนกว่า 320,000 คน ที่นครอีสตันบูล ว่า ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบที่ประเทศชาติมอบให้เราจะไม่โกรธ ไม่แค้น หรือโกรธใครถึงเวลาแล้วที่จะต้องยุติการโต้เถียงและความขัดแย้งทั้งหมดของเลือกตั้ง และรวมใจกันเพื่อเป้าหมายและความฝันของชาติ ซึ่งไม่สำคัญว่าใครชนะ แต่มันคือชัยชนะของชาวตุรกี โดยการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นหนึ่งในครั้งที่สำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์ พร้อมประกาศจะเดินหน้านโยบายตามที่ได้หาเสียงไว้ รวมถึงในประเด็นผู้อพยพที่จะเปิดให้สมัครใจเดินทางกลับภูมิลำเนาได้ โดยมีผู้อพยพชาวซีเรียสมัครใจเดินทางกลับประเทศไปแล้วกว่า 600,000 คน นอกจากนี้ ยังจะเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ข้าวยากหมากแพง และเงินเฟ้อเป็นปัญหาแรกๆ

ก่อนหน้าประกาศชัยชนะ แอร์โดอันและภริยา ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งที่นครอิสตันบูล ท่ามกลางความสนใจของประชาชนและสื่อมวลชนจำนวนมาก โดยผู้นำตุรกีหยิบธนบัตรออกจากกระเป๋าระหว่างทักทายผู้สนับสนุนและยื่นให้ทีละคน หลังจากเขาลงคะแนนเลือกตั้งเสร็จสิ้น โดยธนบัตรที่เขามอบให้ประชาชนเป็นชนิดใบละ 200 ลีรา หรือประมาณ 350 บาทซึ่งการมอบเงินหรือสิ่งของให้ผู้สนับสนุนเป็นวิสัยของผู้นำตุรกี ที่มักมอบของเล่นให้เด็กๆ ตามงานต่างๆ ที่มีการพบปะ และบางครั้งก็มอบเงินให้ โดยเฉพาะในเทศกาลต่างๆ ของชาวมุสลิม

ส่วนคิลิกดารอกลู ยังไม่ได้ออกมายอมรับความพ่ายแพ้อย่างเต็มตัว แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธผลการเลือกตั้ง โดยระบุเพียงว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการเลือกตั้งที่ไม่ยุติธรรมที่สุดในรอบหลายปีมานี้ เนื่องจากเขาเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีโอกาสจะล้มแอร์โดอันได้ ส่วนหนึ่งเพราะประชาชนออกมาใช้สิทธิการเลือกตั้งอย่างล้นหลาม และอีกส่วนหนึ่งคือคะแนนนิยมของแอร์โดอันลดต่ำลงมากจากความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้มีรายงานว่าจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ์บางตากว่าการเลือกตั้งรอบแรกซึ่งจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ์สูงถึง89% ท่ามกลางการเลือกตั้งที่ได้ชื่อว่ามีโอกาสสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมากที่สุดครั้งหนึ่ง

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตุรกีเพิ่งผ่านเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรง เมื่อช่วงเดือนก.พ. ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตร่วม 50,000 ศพ และทรัพย์สินเสียหายจำนวนมากจนหลายฝ่ายคาดว่าจะกระทบกับคะแนนนิยมของแอร์โดอัน ประกอบกับปัญหาเศรษฐกิจที่เรื้อรังหลายปีแต่เขาสามารถสวนกระแสผลสำรวจช่วงก่อนหน้านี้ และเอาชนะคู่แข่งฝ่ายค้านมาได้ ซึ่งในการเลือกตั้งรอบแรกเมื่อวันที่ 14 พ.ค. แม้ยังมีคะแนนไม่ถึง 50% ตามเกณฑ์ ทำให้ต้องจัดการเลือกตั้งรอบสอง

ผลการเลือกตั้งรอบนี้ไม่ได้ผิดไปจากความคาดหมายที่หลายฝ่ายมองว่า หากต้องเลือกตั้งรอบตัดเชือกจะส่งผลดีกับแอร์โดอัน ซึ่งเขามีคะแนนนำตั้งแต่รอบแรก แต่หากคิลิกดารอกลูต้องการจะชนะ เขาจะต้องกวาดคะแนนให้ได้เกิน 2,500,000 เสียงที่แอร์โดอันนำอยู่ในการเลือกตั้งรอบแรก หรือต้องเปลี่ยนใจคนกว่า 2,000,000 คน ภายใน 2 สัปดาห์ ซึ่งนักวิเคราะห์หลายคนระบุว่า หากฝ่ายค้านทำได้จริงคงเป็นปาฏิหาริย์ แต่ก็ไม่มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น

ชัยชนะครั้งนี้ตอกย้ำภาพความเป็นผู้นำที่ครองอำนาจเบ็ดเสร็จมากยิ่งขึ้น ท่ามกลางนโยบายการต่างประเทศซึ่งแอร์โดอันผลักให้ตุรกียกระดับบทบาทในภูมิภาค และสานสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัสเซีย ทำให้ตุรกีมีบทบาทสำคัญในการเจรจาต่างๆ ท่ามกลางสงครามรัสเซียยูเครนที่ยืดเยื้อมากว่า 15 เดือน ยังไม่นับอิทธิพลในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีผลทางภูมิรัฐศาสตร์

ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์ยังมองว่า ความสัมพันธ์ระหว่างตุรกีกับสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป หรืออียู จะยังคงมีต่อกันต่อไป แต่ก็เต็มไปด้วยความตึงเครียด แม้ไม่อาจโน้มน้าวให้ตุรกีคว่ำบาตรรัสเซีย แต่ก็จะพยายามยับยั้งธนาคารและบริษัทของตุรกีไม่ให้ทำข้อตกลงการค้าที่สำคัญกับมอสโก อีกทั้งมีแนวโน้มว่า ตุรกีอาจรับรองให้สวีเดนเข้าเป็นสมาชิกนาโตในปีนี้ เพื่อแลกกับการซื้อเครื่องบิน เอฟ-16 จากสหรัฐฯ หลังจากที่ผ่านข้อตกลงเรื่องนี้ถูกต่อต้านจากเหล่าสมาชิกสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ไม่น้อย เนื่องจากตุรกียังคงไม่ได้มีทีท่าที่เป็นมิตรกับสหรัฐฯ และยังเป็นจระเข้ขวางคลองในหลายประเด็นของนาโตด้วยอีกทั้งการมีสัมพันธ์ที่ดีกับรัสเซียอีกด้วย ด้วยการซื้อ ระบบต่อต้านอากาศยาน เอส-400 จากรัสเซีย

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : รอน ดิแซนทิส ผู้ว่าฟลอริดา ประกาศชิงตัวแทนรีพับลิกันในศึกเลือกตั้ง ปธน. 2024

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/733552

คุยกัน 7 วันหน : รอน ดิแซนทิส ผู้ว่าฟลอริดา  ประกาศชิงตัวแทนรีพับลิกันในศึกเลือกตั้ง ปธน. 2024

คุยกัน 7 วันหน : รอน ดิแซนทิส ผู้ว่าฟลอริดา ประกาศชิงตัวแทนรีพับลิกันในศึกเลือกตั้ง ปธน. 2024

วันอาทิตย์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.15 น.

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา รอน ดิแซนทิส ผู้ว่าการรัฐฟลอริดา ประกาศลงชิงตัวแทนพรรครีพับลิกัน เพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในการเลือกตั้งใหญ่ของสหรัฐฯ ในปีหน้า ผ่านทางแพลตฟอร์ม Twitter Spaces ที่เขาจัดร่วมกับ อิลอน มัสก์ มหาเศรษฐีเจ้าของทวิตเตอร์ ถือเป็นครั้งแรกที่มีการประกาศลงชิงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ แม้ในช่วงแรก ความตั้งใจประกาศตัวอย่างเป็นทางการแบบเท่ ๆ จะเริ่มต้นขึ้นอย่างไม่สวยงามนัก เมื่อการออกอากาศสดผ่านทวิตเตอร์เกิดขัดข้อง ทำให้เสียงหายเป็นช่วง ๆ และผู้ใช้บางคนไม่สามารถเข้าร่วมการพูดคุยได้หรือหลุดไปจากการเชื่อมต่อก็ตาม การประกาศตัวของผู้ว่าการรัฐฟลอริดาครั้งนี้ ทำให้เขาจะต้องประลองกำลังกับ โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดี ที่เคยเป็นมิตรกัน และสร้างแรงสั่นสะเทือนในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีระดับภายในพรรครีพับลิกัน

ที่ผ่านมา ดิแซนทิสถูกมองทันทีว่า เป็นคู่แข่งตัวฉกาจที่สุดของทรัมป์ ด้วยวัยเพียง 44 ปี เป็นดาวรุ่งในพรรครีพับลิกัน เป็นผู้นำของกลุ่มแกนนำคนรุ่นใหม่ของพรรค และคาดกันว่าเขามีเงินทุนหนาสนับสนุนด้วย

คาดว่าจุดแข็งที่ดิแซนทิสจะชูขึ้นมาว่าเหนือทรัมป์คือ เขาเป็นผู้เสนอตัวเป็นตัวแทนรีพับลิกันชิงประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพียงคนเดียว ที่สามารถจะล้มประธานาธิบดี โจ ไบเดน ได้ ในการให้สัมภาษณ์สดที่ส่งมาแต่เสียงกับ อีลอน มัสก์ผ่านทวิตเตอร์ ดิแซนทิสประกาศว่า พรรครีพับลิกันจะต้องหยุดวัฒนธรรมแห่งการพ่ายแพ้ จากนั้น เขาได้ให้สัมภาษณ์ฟ็อกซ์นิวส์ในวันเดียวกัน ระบุว่า หากเขาชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เขาจะสั่งธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ให้สนใจแต่การรักษาค่าเงินดอลลาร์ให้มีเสถียรภาพเท่านั้น อย่าทำตัวเป็นผู้วางแผนเศรษฐกิจของประเทศ และจะปลดผู้อำนวยการสำนักสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือเอฟบีไอ ด้วย

หลังการประกาศตัวของดิแซนทิสแล้ว บรรดาผู้สนับสนุนเขาและผู้บริจาคเงินทุนสนับสนุนทางการเมืองแก่เขา คาดหวังว่า จะได้เห็นดิแซนทิสเริ่มต่อสู้กับทรัมป์อย่างจริงจัง หลังจากที่ปล่อยให้ทรัมป์กล่าวโจมตีกระแนะกระแหนเขามานานอย่างไม่หยุดหย่อน โดยที่ดิแซนทิสแทบไม่ตอบโต้ สร้างความผิดหวังให้แก่พันธมิตรของดิแซนทิส ที่ต้องการให้เขาตอบโต้ทรัมป์อย่างดุเดือดกว่านี้

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจความนิยมของประชาชนที่นิยมพรรครีพับลิกัน ยังคงพบว่าทรัมป์นำหน้าดิแซนทิสถึง 2 ต่อ 1 และการที่ทรัมป์ประกาศตัวไปก่อนนานแล้วตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ทำให้ทรัมป์นำไปก่อนในการเริ่มเดินสายหาเสียงในรัฐสำคัญ ๆ ต่าง ๆ ขณะที่ ทรัมป์ ระบุผ่าน แพลตฟอร์ม ทรูธ โซเชียล กลังดิแซนทิสประกาศตัวว่า ตัวเขา แข็งแกร่งกว่า ดีกว่า และทำงานจริง  ส่วนโดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ ลูกชายคนโตของทรัมป์ ทวีตแฮชแท็ก #Desaster หมายถึง ‘หายนะ’ ล้อเลียนนามสกุลของดิแซนทิสด้วย

ด้านดิแซนทิสยังมิได้ออกมาตอบโต้ทรัมป์มากนัก โดยเขามักอวดผลงานของตนเองในการบริหารรัฐฟลอริดา รวมถึงการต่อสู้กับนโยบายของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ว่าด้วยการควบคุมการระบาดของโควิด-19

แต่บรรดาผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันยังต้องจับตามองว่า ดิแซนทิสจะสามารถกู้ภาพลักษณ์ของตนในด้านนโยบายต่างประเทศได้อย่างไร โดยเฉพาะการที่เขาลังเลที่จะสนับสนุนความช่วยเหลือด้านการทหารของสหรัฐฯ ให้แก่ยูเครนเพื่อทำสงครามกับรัสเซีย นอกจากนี้ เขายังถูกมองว่ามีแนวคิดอนุรักษ์นิยมสุดโต่ง จากการสนับสนุนมาตรการจำกัดการทำแท้งในรัฐฟลอริดา การอนุญาตให้พลเมืองรัฐนี้พกปืนอย่างเปิดเผยได้ง่ายขึ้น และยกเลิกเงินทุนสำหรับโครงการเพื่อความหลากหลายด้านเชื้อชาติในมหาวิทยาลัยของรัฐ เป็นต้น

ตอนนี้ มาว่ากันถึงเรื่อง Twitter Spaces กันบ้าง ว่ามันคืออะไร?

Twitter Space เป็นฟีเจอร์หนึ่งในทวิตเตอร์ที่ผู้ใช้งานสามารถร่วมสนทนาสดผ่านเสียงได้ ผ่านการเข้าร่วม ฟัง และพูดในห้องสนทนาที่เรียกว่า Space ผู้ใช้งานทวิตเตอร์ที่มีผู้ติดตามตั้งแต่ 600 คนขึ้นไป สามารถเปิดห้อง Space ได้ โดยผู้ใช้งานสามารถพูดคุยใน Space ได้มากที่สุดครั้งละไม่เกิน 13 คนพร้อมกัน รวมถึงผู้จัดห้อง Space หนึ่งคนและผู้ร่วมจัดอีกสองคน พื้นที่ Space ถือเป็นพื้นที่สาธารณะที่เปิดให้ทุกคนสามารถเข้าฟังได้

ก่อนหน้านี้ มัสก์เคยใช้งาน Space เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับผลงานของทวิตเตอร์ แผนของเทสลา บริษัทผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของเขา ไปจนถึงประเด็นเศรษฐกิจโลก และที่ผ่านมา มัสก์ ผู้เรียกตนเองว่าเป็น ‘ผู้เชื่อในเสรีภาพในการพูดอย่างที่สุด’ เคยกล่าวเมื่อเดือนพฤศจิกายนว่า เขาจะสนับสนุนดิแซนทิสในการเลือกตั้งใหญ่ปีหน้า หากดิแซนทิสลงชิงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ

มัสก์เคยกล่าวว่า เขาเคยสนับสนุนพรรคเดโมแครตและลงคะแนนให้ประธานนาธิบดี โจ ไบเดน อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนพฤศจิกายน มัสก์เชิญชวนให้ผู้ติดตามทวิตเตอร์ลงคะแนนให้พรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอม

ทั้งนี้ มัสก์มักวิจารณ์รัฐบาลไบเดนเกี่ยวกับนโยบายเก็บภาษีเศรษฐี และการให้สิทธิพิเศษทางภาษีกับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่เข้าร่วมกับสหภาพแรงงาน ขณะที่หลังจากมัสก์เข้าซื้อทวิตเตอร์เมื่อปีที่แล้ว ทวิตเตอร์ได้กู้บัญชีของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน โดยก่อนหน้านี้ บัญชีของทรัมป์เคยถูกแบนด้วยเหตุผลว่า เขายั่วยุปลุกปั่นความรุนแรงจากเหตุบุกอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อปี 2021

เชื่อว่าหลังจากนี้ ทวิตเตอร์จะได้ประโยชน์จาก Space เป็นเหมือนพื้นที่เปิดกลางเมือง โดยทวิตเตอร์เล็งหารายได้จากโฆษณาการเมือง หลังบริษัทหลายเจ้าเลิกลงโฆษณากับทวิตเตอร์นับตั้งแต่มัสก์เข้าซื้อกิจการเมื่อเดือนตุลาคม

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ‘ฮุนเซน’กำจัดศัตรูการเมือง หวังเลือกตั้งไร้คู่แข่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/732034

คุยกัน 7 วันหน : ‘ฮุนเซน’กำจัดศัตรูการเมือง หวังเลือกตั้งไร้คู่แข่ง

คุยกัน 7 วันหน : ‘ฮุนเซน’กำจัดศัตรูการเมือง หวังเลือกตั้งไร้คู่แข่ง

วันอาทิตย์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.25 น.

การเมืองกัมพูชามีความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ หลังจากพรรคฝ่ายค้านถูกตัดสิทธิลงรับสมัครเลือกตั้ง หากการยื่นอุทธรณ์ของพรรคฝ่ายค้านต่อศาลรัฐธรรมนูญไม่สำเร็จ จะเหลือพรรครัฐบาลพรรคเดียวในการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนก.ค.นี้

โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวในแถลงการณ์ว่า พรรคแสงเทียน (Candlelight Party) ไม่ได้ยื่นเอกสารให้ครบถ้วนสำหรับการขึ้นทะเบียน ดังนั้น พรรคแสงเทียนจึงไม่ได้รับอนุญาตให้ส่งผู้สมัครใดๆในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่23 กรกฎาคมนี้ ด้านโฆษกของพรรคแสงเทียน กล่าวว่า การห้ามพรรคลงเลือกตั้งเป็นเรื่องไม่มีเหตุผล เพราะพรรคมีผู้สนับสนุนในระดับรากหญ้าอยู่แล้ว ทางพรรคกล่าวว่าจะยื่นอุทธรณ์เรื่องนี้เพื่อรื้อฟื้นหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย เพราะเมื่อปี 2022 พรรคสามารถลงรับสมัครในศึกเลือกตั้งท้องถิ่นโดยไม่มีปัญหาใดๆ โฆษกพรรคแสงเทียนย้ำว่า จะเป็นเรื่องยากสำหรับกัมพูชาในการเดินไปในเส้นทางที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพราะพรรคไม่ได้ลงแข่งขันในการเลือกตั้งด้วย หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจเรื่องนี้ จะเป็นการเปิดทางให้พรรคประชาชนกัมพูชา หรือ CCP ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเพียงพรรคเดียวในการเลือกตั้งครั้งนี้

สำหรับนายกรัฐมนตรี ฮุนเซนของกัมพูชา เป็นผู้นำที่ครองตำแหน่งยาวนานมากที่สุดในโลกคนหนึ่ง ทั้งกลุ่มวิเคราะห์การเมืองและกลุ่มสิทธิต่างๆ กล่าวหาเขาว่าใช้ระบบกฎหมายในการกวาดล้างฝ่ายค้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการเลือกตั้งใกล้เข้ามา เนื่องจากพรรคแสงเทียนดูเหมือนจะเป็นผู้ท้าชิงเพียงพรรคเดียวที่จะแข่งขันกับพรรค CCP ของนายฮุนเซน

พรรคแสงเทียน เกิดจากอดีตพรรคฝ่ายค้านเก่าแก่ และเริ่มมีบทบาททางการเมืองตั้งแต่เดือน พ.ย.1995 พรรคได้คะแนน 22% ในการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อเดือน มิ.ย.2022 และกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของพรรค CPP ในการเลือกตั้งระดับชาติ ผลงานในการเลือกตั้งท้องถิ่นทำให้รัฐบาลต้องเร่งเครื่องกระชับอำนาจ เพื่อไม่ให้พรรคฝ่ายค้านเติบโตในการเลือกตั้งจนประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เนื่องจาก ฮุนเซน หมายมั่นปั้นมือในการกุมอำนาจทางการเมืองต่อไป และปูทางให้ ฮุน มาเนต บุตรชาย สืบทอดเก้าอี้ผู้นำกัมพูชาในวันข้างหน้า

สมาชิกระดับอาวุโสของพรรคแสงเทียน เคยให้สัมภาษณ์ BBC ว่า เผชิญกับความพยายามขัดขวางไม่ให้ลงทะเบียนในการเลือกตั้งทั่วไป แกนนำพรรคจำนวนไม่น้อยถูกตัดสิทธิและเผชิญกับคดีอาญา ขณะที่สมาชิกบางส่วนแปรพักตร์ไปจับมือกับรัฐบาลฮุนเซนเพื่อเอาตัวรอด นอกจากนี้ ผู้นำกัมพูชายังเคยขู่ว่า แกนนำพรรคแสงเทียนอาจถูกจำคุก หากปลุกปั่นให้ผู้สนับสนุนเดินขบวนต่อต้านคำสั่งตัดสิทธิลงเลือกตั้ง

รายงานของ Human Rights Watch เมื่อเดือนเม.ย. ปีนี้ พบว่าสมาชิกของพรรคแสงเทียนหลายคนถูกคุกคามและทำร้ายร่างกาย ขณะที่การดำเนินคดีอาญากลุ่มต่อต้านมีตั้งแต่ความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารลงทะเบียน ไปจนถึงความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

การปราบปรามศัตรูทางการเมืองของ ฮุนเซน ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในหน้าประวัติศาสตร์กัมพูชาสมัยใหม่ นับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2013 อาจเป็นกรณีศึกษาได้อย่างชัดเจน เมื่อพรรคกู้ชาติกัมพูชาหรือ CNRP คว้าที่นั่งในสภาได้ 55 ที่นั่ง จากทั้งหมด 123 ที่นั่ง จากนั้นปี 2017 ศาลสูงสั่งยุบพรรค CNRP ดำเนินคดีสมาชิกพรรคนับร้อย และ กึม ซกคา หัวหน้าพรรค ถูกจับกุมในข้อหาล้มล้างรัฐบาลกัมพูชา การกวาดล้างพรรคการเมืองขั้วตรงข้ามอย่างเบ็ดเสร็จของฮุนเซน เปิดทางให้พรรค CPP สามารถกวาดที่นั่งทั้งหมดในการเลือกตั้งปี 2018

เมื่อเดือนมี.ค. 2023 ผู้พิพากษาศาลในกรุงพนมเปญ มีคำพิพากษาตัดสินให้กึม ต้องรับโทษกักบริเวณในบ้านพัก 27 ปี และถูกตัดสิทธิทางการเมือง ทั้งการลงสมัครรับเลือกตั้งและการใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างไม่มีกำหนด ในความผิดฐานก่อกบฏและสมรู้ร่วมคิดกับต่างชาติ

แม้ว่าพรรคแสงเทียนจะไม่ได้มีฐานเสียงมากเท่ากับพรรค CNRP แต่การดำรงอยู่ของพรรคอาจเป็นอุปสรรคต่อการส่งไม้ต่อให้ฮุน มาเนต บุตรชาย ได้สืบทอดอำนาจต่อจากเขาในอนาคต หลังจากฮุนเซน วัย 70 ปี กุมอำนาจมานานถึง 38 ปี นับตั้งแต่ปี 1985 ท่ามกลางรายงานเกี่ยวกับการปราบปรามผู้เห็นต่างอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การตัดสิทธิพรรคแสงเทียนในการลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้ยังดับฝันสมาชิกพรรคในการยกระดับการเลือกตั้งให้โปร่งใสมากขึ้น

หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนเรียกร้องให้ผู้สนับสนุนทางการเงินกัมพูชา จับตามองการปราบปรามกลุ่มผู้เห็นต่างทางการเมืองอย่างใกล้ชิด หลังจากความเคลื่อนไหวของรัฐบาลกัมพูชาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ฟันธงได้ทันทีว่าฮุนเซน ชนะเลือกตั้งแบบลอยลำมาแต่ไกล จากที่เขาเคยทำลายสถิติเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีอายุน้อยที่สุดในโลกเมื่อ 38 ปีก่อน และขณะนี้ได้ทำลายสถิติเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในโลก

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ซีเรียกลับคืนสู่สันนิบาตอาหรับ พร้อมฟื้นสัมพันธ์ซาอุดีอาระเบีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/730585

คุยกัน 7 วันหน : ซีเรียกลับคืนสู่สันนิบาตอาหรับ  พร้อมฟื้นสัมพันธ์ซาอุดีอาระเบีย

คุยกัน 7 วันหน : ซีเรียกลับคืนสู่สันนิบาตอาหรับ พร้อมฟื้นสัมพันธ์ซาอุดีอาระเบีย

วันอาทิตย์ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.10 น.

รัฐมนตรีต่างประเทศของกลุ่มประเทศสันนิบาตอาหรับ หรือ อาหรับ ลีก ที่ประชุมสมัยพิเศษที่กรุงไคโรของอียิปต์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เห็นพ้องในการคืนสมาชิกภาพให้กับซีเรีย อันเป็นการต้อนรับซีเรียกลับเข้าสู่กลุ่มสันนิบาตอาหรับ เป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี หรือนับแต่เกิดสงครามกลางเมืองในซีเรียจากกระแสของการปฏิวัติดอกมะลิหรือ อาหรับ สปริง เมื่อปี 2011 เพื่อโค่นล้มระบอบของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด การตัดสินใจดังกล่าวมีขี้นก่อนที่จะมีการประชุมสุดยอดสันนิบาตอาหรับ ที่ซาอุดีอาระเบียในวันที่19 พฤษภาคมนี้ ขณะที่หลายชาติในกลุ่มอาหรับได้ทยอยกลับมาฟื้นฟูความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับซีเรียแล้วในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

นักการทูตของจอร์แดน กล่าวกับสำนักข่าวซีเรียว่า ชาติอาหรับกลับมาสานสัมพันธ์ปกติกับซีเรีย เนื่องจากประธานาธิบดีอัสซาด สามารถควบคุมแผ่นดินซีเรียได้แล้ว และกำลังมุ่งสู่เส้นทางทางการเมืองที่นำโดยกลุ่มชาติอาหรับ ในการแก้วิกฤตดังกล่าว

แถลงการณ์ร่วมในที่ประชุมสันนิบาตอาหรับ ได้ประกาศร่วมกันรอบใหม่เพื่อเพิ่มความพยายามในการช่วยซีเรียก้าวพ้นจากวิกฤต ด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งที่ประกอบด้วย จอร์แดน ซาอุดีอาระเบีย อิรัก เลบานอน อียิปต์ และ เลขาธิการของสันนิบาตอาหรับ เพื่อผลักดันการเจรจาโดยตรงกับรัฐบาลซีเรียในความพยายามหาทางออกที่ครอบคลุมจากวิกฤตการเมืองและวิกฤตอื่นๆ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากสงครามกลางเมืองของซีเรีย

ด้านอาห์เหม็ด อาบูล เกอิทเลขาธิการสันนิบาตอาหรับ กล่าวว่า ประธานาธิบดีอัสซาด สามารถมาเข้าร่วมประชุมสุดยอดสันนิบาตอาหรับในเดือนนี้ได้ หากเขาต้องการมา เพราะหลังจากนี้ ถือว่าซีเรียคือสมาชิกสันนิบาตอาหรับ เต็มรูปแบบแล้ว และตั้งแต่เช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา ซีเรียมีสิทธิที่จะมานั่งที่ใดก็ได้ ขณะที่กระทรวงต่างประเทศซีเรีย ออกแถลงการณ์เรียกร้องกลุ่มชาติอาหรับเดินหน้าด้วยแนวทางที่อยู่บนพื้นฐานของเคารพซึ่งกันและกัน และเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องทำงานและเจรจาร่วมกัน เพื่อรับมือกับความท้าทายที่ชาติอาหรับกำลังจะเผชิญ

ทั้งนี้ การฟื้นฟูความสัมพันธ์กับซีเรียนั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในตุรกีและซีเรีย เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ตามมาด้วย การกลับมาฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างซาอุดีอาระเบียและอิหร่าน ด้วยการเจรจาของจีนในเดือนมีนาคม โดยที่ผ่านมา อิหร่านคือผู้สนับสนุนซีเรีย

แน่นอนว่า มีผู้คัดค้านการกลับมาฟื้นฟูความสัมพันธ์กับซีเรียเช่นกัน แต่กลุ่มสันนิบาตอาหรับ ยืนยันว่าจะเดินหน้าแนวทางนี้ต่อไป โดยผู้ช่วยเลขาธิการสันนิบาตอาหรับ ระบุว่า เคารพทุกความเห็นและเข้าใจว่าฝั่งที่ต่อต้านพูดว่าอะไรแต่ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะเมื่อเกิดหายนะภัยจากแผ่นดินไหว ก็เกิดความเข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า ไม่มีความสนใจจากนานาชาติที่ชัดเจนที่จะนำไปสู่ทางออกในวิกฤตซีเรียเลย ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบในทางลบอย่างมากต่อบรรดาประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น ประเทศเพื่อนบ้านและชาติอาหรับ รู้สึกได้ว่าต้องมีการแก้ปัญหา จึงนำไปสู่จุดนี้

ขณะที่ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเคยต่อต้านการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับซีเรียมานาน ได้นำร่องกลับมาสานสัมพันธ์ไปก่อนแล้ว โดยเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เจ้าชายไฟซาล บิน ฟาร์ฮาน อัล ซาอุด รัฐมนตรีต่างประเทศซาอุฯ ได้เดินทางเยือนซีเรียเป็นครั้งแรกในรอบมากกว่าหนึ่งทศวรรษ ตามด้วยสำนักข่าวซาอุดีของทางการซาอุดีอาระเบีย รายงานอ้างแถลงการณ์ของกระทรวงต่างประเทศซาอุดีอาระเบียว่าซาอุดีอาระเบียตัดสินใจส่งคณะผู้แทนทางการทูตกลับไปยังซีเรียอีกครั้ง และจะหาทางพัฒนาการปฏิบัติการร่วมอาหรับ เช่นเดียวกับสำนักข่าวซานาของทางการซีเรีย รายงานอ้างแหล่งข่าวในกระทรวงต่างประเทศซีเรียว่า ซีเรียตัดสินใจส่งคณะผู้แทนทางการทูตกลับไปยังซาอุดีอาระเบียอีกครั้ง

ด้านประธานาธิบดีอิบราฮิมไรซี ของอิหร่าน ได้เดินทางเยือนกรุงดามัสกัส เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และมีการลงนามข้อตกลงหลายฉบับกับซีเรียในด้านการค้าและน้ำมัน

อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายประเทศสงวนท่าที โดย จอร์แดน คูเวต และกาตาร์ คัดค้านการร่วมประชุมสันนิบาตอาหรับ ของประธานาธิบดีอัลอัสซาด โดยระบุว่า การเชิญให้มาร่วมประชุมนั้นยังเร็วเกินไป เพราะรัฐบาลซีเรียยังไม่ได้ตกลงที่จะเจรจาแผนสันติภาพ ส่วนสหรัฐฯ ยืนยันว่า จะยังไม่เปลี่ยนแปลงนโยบายเกี่ยวกับซีเรีย ที่สหรัฐฯ ถือว่าเป็นรัฐอันธพาล และสหรัฐฯเรียกร้องชาติอาหรับว่าต้องได้อะไรแลกเปลี่ยนคืนมาด้วย จากการกลับไปสานสัมพันธ์กับซีเรีย ขณะที่พันธมิตรแห่งชาติซีเรีย ซึ่งเป็นฝ่ายต่อต้านหลักของรัฐบาลซีเรีย ตำหนิว่า สันนิบาตอาหรับกำลังทอดทิ้งชาวซีเรีย

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : ‘เฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์’ ล้ม ซ้ำเติมวิกฤตธนาคารโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/729022

คุยกัน 7 วันหน : ‘เฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์’ ล้ม ซ้ำเติมวิกฤตธนาคารโลก

คุยกัน 7 วันหน : ‘เฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์’ ล้ม ซ้ำเติมวิกฤตธนาคารโลก

วันอาทิตย์ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.20 น.

เฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์ (First Republic Bank) หนึ่งในธนาคารระดับกลางชั้นนำของสหรัฐฯ เผชิญปัญหาสภาพคล่องอย่างรุนแรงเนื่องจากลูกค้าแห่ถอนเงินฝากต่อเนื่อง ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ ต้องเข้ามาดูแลก่อนปัญหาจะบานปลาย โดยสำนักงานคุ้มครองการเงินและนวัตกรรมแห่งแคลิฟอร์เนียได้เข้าควบคุม เฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์ และมอบหมายให้สถาบันคุ้มครองเงินฝากแห่งสหรัฐฯ (FDIC) เข้าพิทักษ์ทรัพย์ ก่อนจะยอมรับข้อเสนอซื้อสินทรัพย์ของ เจพี มอร์แกน เชส สถาบันการเงินรายใหญ่สุดของสหรัฐฯ ได้ครอบครองสินทรัพย์ของ เฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์ ที่ประกอบด้วยเงินกู้ 173,000 ล้านดอลลาร์ หลักทรัพย์ 30,000 ล้านดอลลาร์ รวมถึงเงินฝาก 92,400 ล้านดอลลาร์ ช่วยให้สำนักงานและสาขาของ เฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์84 แห่ง ใน 8 รัฐ ยังสามารถเปิดทำการได้ตามปกติ และจะปรับเป็นสาขาย่อยของ เจพี มอร์แกน เชส ต่อไป

สถานการณ์ของ เฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์ เป็นที่จับตามองหลังการล้มของ ซิลิคอน วัลเลย์ แบงก์ หรือ SVB เนื่องจากเป็นจุดเปราะบางสุดในระบบธนาคารของสหรัฐฯ โดย เฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์ เน้นให้บริการบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีเช่นเดียวกับ SVB นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจส่วนใหญ่อยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งมุ่งเน้นให้บริการชาวอเมริกันที่ร่ำรวย รวมถึงการปล่อยกู้จดจำนองดอกเบี้ยต่ำเพื่อแลกกับการฝากเงินสดไว้กับธนาคาร โดยเฉพาะเงินฝากที่มียอดเกิน 250,000 ดอลลาร์ ซึ่งไม่ได้รับการคุ้มครองจาก FDIC มีสัดส่วนมากถึง 2 ใน 3 แม้ว่าจะเป็นอัตราส่วนที่ต่ำกว่า SVB แต่ก็สูงกว่าธนาคารท้องถิ่นรายอื่นๆ

หากเป็นสถานการณ์ปกติ เฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์ อาจจะไม่เผชิญปัญหาสภาพคล่องอย่างรุนแรง เพราะที่ผ่านมาธนาคารมีสถานะที่แข็งแกร่ง แต่เพราะอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ทำให้การปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำกลายเป็นภาระ เมื่อบวกกับความกังวลของลูกค้าเกี่ยวกับเงินออมที่ฝากกับธนาคาร ทำให้เกิดการแห่ถอนเงินไปลงทุนในสินทรัพย์อื่น ส่งผลให้ เฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์ ต้องกู้ยืมเงินจำนวนมากจากธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ที่มีดอกเบี้ยสูง เพื่อให้ดำเนินงานต่อไปได้

ข้อมูลจากสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ระบุว่า การล้มของ เฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์ ขึ้นแท่นเป็นเหตุการณ์แบงก์ล้มครั้งใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของสหรัฐฯ เมื่อวัดในแง่มูลค่าสินทรัพย์ที่ล้มละลาย แซงหน้า SVB ที่ถูกเบียดลงไปอยู่ในอันดับ 3 โดยนับถึงวันที่ 13 เมษายน สินทรัพย์ทั้งหมดของ เฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์ อยู่ที่ 229,000 ล้านดอลลาร์ รองจากธนาคาร วอชิงตัน มิวชวล (Washinton Mutual) ที่ล้มในช่วงวิกฤตการเงินเมื่อปี 2551 ซึ่งมีสินทรัพย์อยู่ที่ 307,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ SVB มีสินทรัพย์อยู่ที่ 167,000 ล้านดอลลาร์ ตามด้วย ซิกเนเจอร์ แบงก์ ที่เพิ่งล้มตาม SVB ไม่นาน มีสินทรัพย์อยู่ที่ 110,000 ล้านดอลลาร์

หลังจาก เจพี มอร์แกน เชส เข้าซื้อเฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์ มีคำถามตามมาว่าวิกฤตในภาคธนาคารของสหรัฐฯ จบลงแล้วหรือยัง และเหตุการณ์นี้ จะส่งสัญญาณความเสี่ยงเชิงระบบที่กระทบในวงกว้างหรือไม่ เพราะแม้จะดูเหมือนไม่น่าจะเกิดวิกฤตภาคธนาคารในระดับเดียวกับเมื่อปี 2551 แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดปัญหากับธนาคารขนาดกลางที่มีช่องโหว่คล้ายๆ กัน หากเกิดการแห่ถอนเงินขึ้นอีก

อิตามาร์ เดรสเลอร์ ศาสตราจารย์ด้านการเงินจาก วาร์ตัน สกูล มองว่ามีธนาคารจำนวนมากที่เผชิญกับความเปราะบางในลักษณะเดียวกันนี้ และอาจจะมีสถาบันการเงินล้มเพิ่มเติมอีก แม้ขณะนี้สถานการณ์จะสงบลงชั่วขณะ ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกว่าอาจจะไม่มีความเสี่ยงเชิงระบบที่สร้างความเสียหายในวงกว้าง แต่ไม่ได้หมายความว่าพ้นจากอันตรายแล้ว อย่างไรก็ตาม เจมี ไดมอน CEO ของเจพี มอร์แกน เชส เชื่อว่าวิกฤตในส่วนของ เฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์ จบลงแล้วและยังมองว่าระบบการเงินของสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง แต่ก็เป็นไปได้ที่ธนาคารขนาดเล็กบางแห่งอาจต้องปิดตัว

ปัญหาปั่นป่วนในภาคธนาคารกลายเป็นปัจจัยที่สร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่กำลังชะลอตัว และเผชิญปัญหาเงินเฟ้อในระดับสูง ซึ่งกดดันต่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ประชุมกันในวันที่ 2-3 พฤษภาคมที่ผ่านมา ก่อนตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกร้อยละ 0.25 ตามคาด เป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่ 10 ในรอบ 14 เดือน ทำให้อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ขยับสู่ร้อยละ 5.0-5.25 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 แต่คาดว่าหลังจากนี้จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับสูง เพื่อฉุดเงินเฟ้อลงกลับสู่เป้าหมายระยะยาวที่ร้อยละ 2.0 โดยไม่กระตุ้นให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่รุนแรงและสร้างความเจ็บปวดมากขึ้น

คุยกัน 7 วันหน : แพนด้าจีนในต่างประเทศ ความประทับใจที่ทั่วโลกไม่มีวันลืม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/727624

คุยกัน 7 วันหน : แพนด้าจีนในต่างประเทศ  ความประทับใจที่ทั่วโลกไม่มีวันลืม

คุยกัน 7 วันหน : แพนด้าจีนในต่างประเทศ ความประทับใจที่ทั่วโลกไม่มีวันลืม

วันอาทิตย์ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.37 น.

เป็นที่รู้กันดีว่า แพนด้าถือเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของจีน ที่ถูกใช้เป็นสื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในฐานะเป็นทูตสันถวไมตรี ส่งผลให้แพนด้าได้ไปเหยียบแผ่นดินของประเทศต่างๆ ทั่วโลกมาตั้งแต่สมัยจักรพรรดินีบูเช็กเทียน ที่จีนส่งแพนด้าคู่หนึ่งไปที่ญี่ปุ่น จนถึง ค.ศ.685 ราชวงศ์ถังมอบแพนด้าให้แก่ต่างประเทศครั้งแรก ตามด้วย ค.ศ.1936-1945 รัฐบาลก๊กมิ่นตั๋งมอบแพนด้าให้แก่ประเทศตะวันตก 14 ตัวพอถึงทศวรรษ 1950 จีนมอบแพนด้าให้แก่รัสเซีย และเกาหลีเหนือ ทศวรรษ1970 จีนมอบให้แก่สหรัฐอเมริกาญี่ปุ่น ฝรั่งเศส แต่พอถึงทศวรรษ 1980จำนวนแพนด้าในจีนลดลงอย่างรวดเร็วจีนจึงหยุดมอบให้กับต่างประเทศ เปลี่ยนเป็นระบบเช่าช่วงแพนด้าไปจัดแสดง เปลี่ยนเป็นรูปแบบร่วมกันวิจัยระยะยาว

วันที่ 12 ตุลาคม 2003 แพนด้าคู่แรกจากจีนเดินทางถึงประเทศไทยสวนสัตว์เชียงใหม่ ตัวผู้ชื่อ ช่วงช่วง ตัวเมียชื่อ หลินฮุ่ย แพนด้าคู่นี้ได้รับความนิยมจากชาวไทยอย่างมาก ถึงขั้น“ทรูวิชั่นส์” เปิดช่องถ่ายทอดความเคลื่อนไหวของแพนด้าแบบ 24 ชั่วโมงต่อมา ไทยเป็นเจ้าภาพโลกจัดประชุมหมีแพนด้าโลกนอกประเทศจีนเป็นครั้งแรกที่ จ.เชียงใหม่

หลินฮุ่ยให้กำเนิดลูกแพนด้าเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 และเปิดให้เสนอชื่อลูกแพนด้ากันเข้ามาจนสุดท้ายได้ชื่อเรียกว่า “หลินปิง”การออกอากาศดำเนินไปเป็นเวลา 3 ปีและสิ้นสุดลงในปี 2555

ปัจจุบัน มีแพนด้า 43 ตัว อาศัยอยู่ในสวนสัตว์ 17 แห่ง ใน 12 ประเทศทั่วโลกนอกจากจีน การเซ็นสัญญาเกี่ยวกับการร่วมกันวิจัยแพนด้าระหว่างจีนกับต่างประเทศส่วนใหญ่จะมีผลใช้บังคับเป็นเวลา 10 ปี ค่าเช่ายืมปีละ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และต้องซื้อประกันภัยไว้ด้วย หากแพนด้าตายระหว่างอยู่ต่างประเทศ ต้องจ่ายเงินชดเชยให้กับจีนเงินจะเข้ากองทุนอนุรักษ์แพนด้าในประเทศจีน

สิ่งสำคัญคือ สัญญาระบุไว้ว่าจีนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ของแพนด้าที่ไปอยู่ต่างประเทศ รวมทั้งสิ่งของต่างๆ บนตัวแพนด้า เช่น ขนทุกเส้น และตัวอย่างเลือดทุกหยดที่เก็บมาเพื่อดำเนินการวิจัย ล้วนเป็นของจีน ส่วนลูกแพนด้าที่เกิดในต่างประเทศก็เป็นของจีน กำหนดว่าต้องส่งกลับประเทศจีนก่อนอายุ 2 ขวบ ปัจจุบันอนุญาตให้อยู่ในต่างประเทศไม่เกิน 4 ปี

ฝ่ายจีนต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายอย่างในการส่งแพนด้าไปต่างประเทศ เช่น สภาพอากาศสิ่งแวดล้อม อุปกรณ์ เทคโนโลยี ต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าจะเตรียมความพร้อมทุกอย่าง สถานที่เลี้ยงแพนด้าในต่างประเทศต้องผ่านการตรวจสอบและรับรองจากฝ่ายจีนตั้งแต่ก่อนลงมือก่อสร้าง จน เมื่อใกล้จะเสร็จจะเชิญผู้เชี่ยวชาญจากจีนไปตรวจสอบเพื่อยืนยันว่า ถูกต้องตามมาตรฐานหรือไม่ ต้องมีพื้นที่กว้างกลางแจ้งไม่น้อยกว่า 500 ตารางเมตร ในร่มไม่น้อยกว่า 40 ตารางเมตร และต้องติดเครื่องปรับอากาศควบคุมความชื้นอุณหภูมิภายในห้องต้องควบคุมไม่ให้เกิน 25 องศา

เพื่อต้อนรับหมีแพนด้าจากจีนแต่ละประเทศลงทุนมหาศาลเพื่อสร้างที่อยู่ให้แพนด้า เช่น สวนสัตว์เบลเยียมลงทุน 8 ล้านยูโร สร้างเป็นสถาปัตยกรรมแบบจีน อีกทั้งปลูกสวนไผ่ไว้ 4 เฮกตาร์ส่วนสวนสัตว์ที่เอดินเบอระในสกอตแลนด์ถึงกับติดตั้งกระจกกันกระสุนด้วย

ในส่วนของพี่เลี้ยง ต้องไปอบรมที่จีนมาแล้วหลายครั้ง อย่างน้อยประมาณ 1-2 เดือน เพื่อสร้างความสนิทกัน ต้องคุยกับหมีแพนด้าตลอด แต่ไม่ต้องเรียนภาษาจีน คุยด้วยภาษาต่างประเทศก็ได้ เพราะสำหรับแพนด้าแล้ว การคุ้นกับน้ำเสียงและสัญญาณที่ผู้เลี้ยงส่งให้สำคัญที่สุด ฝึกนานๆก็จะฟังเข้าใจ

ส่วนการเพาะพันธุ์ ทางการจีนจะคัดเลือกแพนด้าออกนอกประเทศกันเป็นคู่ เนื่องจากมียีนพันธุกรรมเหมาะจะผสมพันธ์ุกันจะได้ไม่เสียเวลาในการหาคู่ ใช้วิธีดั้งเดิมแบบคลุมถุงชนแต่เนื่องด้วยการขยายพันธุ์ทำได้ยาก แพนด้าจะทำอะไรกันก็ทำไม่เป็น ยิ่งแพนด้าตัวผู้ส่วนมากไม่สามารถทำได้ จึงต้องอาศัยการผสมเทียม โดยอาศัยความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญจีนซึ่งเทคโนโลยีของจีนอยู่ระดับชั้นนำของโลก แพนด้าตัวเมียปีหนึ่งมีช่วงตกไข่เพียงครั้งเดียว และติดสัดเพียงปีละ 2 วันเท่านั้น พลาดไปแล้วก็ต้องรออีกหนึ่งปี ก่อนเข้าสู่ช่วงตกไข่ของแพนด้า สวนสัตว์ต่างประเทศมักจะเชิญผู้เชี่ยวชาญจีนไปช่วย

เมื่อคิดบัญชีในทางตรง แพนด้าช่วยเพิ่มรายได้ให้กับสวนสัตว์ แบบมหาศาล แม้จะมีต้นทุนคือค่าเช่า1 ล้านดอลลาร์ แถมมีค่าอาหาร ที่อยู่ แต่แพนด้าก็ได้สร้างรายได้ให้กับสวนสัตว์ทั่วโลกรวมทั้งเชียงใหม่ มหาศาลทั้งค่าบัตรเข้าชมและของที่ระลึกต่างๆ เช่น ตุ๊กตาหมีแพนด้า เสื้อยืด แม่เหล็กติดตู้เย็น เป็นต้น โดยเฉพาะตุ๊กตาขายดีที่สุด อาทิตย์หนึ่งขายได้หลายพันตัว แพนด้าคู่หนึ่งย้ายไปอยู่ในสวนสัตว์เอดินเบอระ ตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 51% รายได้ของสวนสัตว์เพิ่มจาก5 ล้านปอนด์เป็น 15 ล้านปอนด์ พลิกจากขาดทุนเป็นกำไรได้ในชั่วข้ามปี

ส่วนสวนสัตว์เชียงใหม่ จากที่เงียบเหงา กลายเป็นคึกคักโด่งดังระดับโลก ยิ่งตอนที่ตั้งท้องและคลอดแพนด้าน้อยหลินปิง เติบโตเป็นกระแสฟีเวอร์ ถ่ายทอดสด 24 ชั่วโมง มีรถโมโนเรลไฟฟ้าวิ่งรอบสวนสัตว์ ช่วงฮิตๆ ปีแรก รายได้จากแพนด้าทะลุ 60 ล้านบาทต่อปี ยังไม่นับว่าการท่องเที่ยวเชียงใหม่ได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวทางอ้อมอีกไม่รู้เท่าไหร่

เป็นเวลา 20 ปี ที่คนไทยได้เห็น หลินฮุ่ย แพนด้าน้อย จนกลายเป็นสาว เป็นแม่ เติบโต แก่ชรา และจากไป สร้างความสุขให้ชาวไทยมากมายได้เติบโตมาพร้อมกับ ช่วงช่วง และหลินฮุ่ย เป็นประสบการณ์ที่ดีและปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หลินฮุ่ย เป็นแม่แพนด้าที่ทำหน้าที่เลี้ยงลูกได้สมบูรณ์มาก เพียงลูกออกมาไม่กี่นาทีก็จับลูกอุ้มมากินนม สอนและเลี้ยงลูกถึง 4 ปี ในขณะที่เมืองจีนให้ลูกหย่านมเพียงอายุแค่6 เดือน ทำให้หลินปิง กลับไป เป็นแม่แพนด้าที่ดี เป็นแพนด้าสัญชาติไทยที่กลับไปมีลูกแฝดสืบตระกูลอีกถึง3 คู่

นั่นทำให้ ช่วง ช่วง และ หลินฮุ่ยจะอยู่ในใจคนไทยไปอีกนานแสนนาน

โดย ดาโน โทนาลี

คุยกัน 7 วันหน : อินเดียร้อนไม่ใช่เล่นๆ เสี่ยงกระทบการพัฒนาเศรษฐกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/726051

คุยกัน 7 วันหน : อินเดียร้อนไม่ใช่เล่นๆ  เสี่ยงกระทบการพัฒนาเศรษฐกิจ

คุยกัน 7 วันหน : อินเดียร้อนไม่ใช่เล่นๆ เสี่ยงกระทบการพัฒนาเศรษฐกิจ

วันอาทิตย์ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.17 น.

ขณะนี้ อินเดีย เผชิญกับการปะทะกันของภัยจากสภาพอากาศที่สะสมทวีคูณ โดยสภาพอากาศสุดขั้วเกิดขึ้นเกือบทุกวัน ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงตุลาคมปีที่แล้ว ผลการศึกษาระบุว่า อุณหภูมิที่ร้อนจัดทำให้ประชากรร้อยละ 80 ของอินเดีย หรือจำนวน 1,400 ล้านคน ตกอยู่ในอันตราย

ผลการศึกษาจากทีมนักวิชาการ ที่นำโดย รามิต เทพนาฏ แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ระบุว่าอากาศที่ร้อนจัดทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 24,000 คน ตั้งแต่ปี 1992 รวมทั้งทำให้เกิดมลพิษทางอากาศและเร่งการละลายของน้ำแข็งในภาคเหนือของอินเดีย

ความเสียหายทั้งหมดจากอากาศที่ร้อนจัดของอินเดีย เป็นสาเหตุของการเสียชีวิต ความเจ็บป่วย โรงเรียนต้องปิดการเรียนการสอน และการเพาะปลูกพืชผลล้มเหลว ตลอดจนการชะลอตัวของการพัฒนาประเทศ ขณะที่สมาชิกสภานิติบัญญัติและเจ้าหน้าที่รัฐบาลประเมินผลกระทบจากเรื่องนี้ต่ำเกินไป

เทพนาฏระบุว่า รัฐบาลอินเดียประเมินผลกระทบจากคลื่นความร้อนที่เกิดนานขึ้น เร็วขึ้น และบ่อยขึ้นต่ำเกินไป พร้อมเตือนว่าร้อยละ 90 ของพื้นที่ทั้งหมดของอินเดียตอนนี้อยู่ในเขตอันตรายจากความร้อนสูง และประเทศไม่ได้เตรียมพร้อมรับอย่างเต็มที่ และจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพของแผนเหล่ามือที่เตรียมไว้บ้างแล้ว

นักวิจัยยังเตือนด้วยว่า คลื่นความร้อนกำลังบั่นทอนความพยายามของอินเดียในการบรรลุ “เป้าหมายการพัฒนาสังคม” ซึ่งเป็นเป้าหมาย 17 ประการของสหประชาชาติในการลดความยากจน ความหิวโหย ความไม่เท่าเทียมกัน และโรคภัยไข้เจ็บ

อากาศที่ร้อนจัด อาจนำไปสู่ความสามารถในการทำงานกลางแจ้งลดลงร้อยละ 15 ลดคุณภาพชีวิตของผู้คนมากถึง 480 ล้านคน และทำให้ต้นทุนของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพี ลดลงร้อยละ 2.8 ภายในปี 2050

รายงาน Climate Transparency ที่เผยแพร่โดยกลุ่มสิ่งแวดล้อมเมื่อปีที่แล้วระบุว่า ผลผลิตที่ลดลงเนื่องจากอุณหภูมิที่สูงมาก อาจทำให้อินเดียมีต้นทุนถึงร้อยละ 5.4 ของ GDP

ทั้งนี้ อินเดียกำลังประสบกับอุณหภูมิที่ร้อนจัดในปีนี้ โดยบางรัฐอยู่ท่ามกลางคลื่นความร้อนระลอกใหม่ เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 13 คน และอีกหลายคนล้มป่วยขณะเข้าร่วมงานกลางแจ้งที่จัดโดยรัฐบาลของรัฐมหาราษฎร์ ที่ชานเมืองนครมุมไบ สื่อท้องถิ่นรายงานว่า อุณหภูมิในวันนั้นแตะเกือบ 38 องศาเซลเซียส และมีความชื้นสูงส่วนในรัฐเบงกอลตะวันตก ปิดโรงเรียนและวิทยาลัยทั้งหมดในสัปดาห์นี้เนื่องจากอากาศร้อนจัด อุณหภูมิเพิ่มสูงกว่าปกติประมาณ 3-4 องศาเซลเซียสเลยทีเดียวทำให้บางครอบครัวตัดสินใจไม่ส่งลูกไปโรงเรียน เพื่อป้องกันไว้ก่อน ขณะที่แรงงานรับจ้างบางคน ระบุว่า พวกเขาไม่เคยเจอกับสภาพอากาศแบบนี่มาก่อน อากาศร้อนอบอ้าวอย่างมาก จนทำให้เกิดความยากลำบากในการเดินทางหรือขนส่งสินค้า ขณะที่เดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ได้รับการบันทึกว่าเป็นเดือนที่อุณหภูมิสูงที่สุดในอินเดียในรอบ 122 ปี

อาทิตยา วาลิอาธาน พิไล จากศูนย์วิจัยนโยบายในนิวเดลี ที่เพิ่งศึกษาความพร้อมของอินเดียในการตอบสนองต่อสภาพอากาศที่ร้อนจัด เน้นย้ำว่า ความเสี่ยงจากความร้อนเป็นความเสี่ยงเพิ่มเติมที่เกิดขึ้นค่อนข้างเร็ว

งานวิจัยชิ้นใหม่นี้ เชื่อมโยงสิ่งที่เป็นประโยชน์ระหว่างความร้อนที่เพิ่มขึ้นกับผลที่ตามมาต่อการพัฒนาของอินเดีย แต่ชุดข้อมูลของการศึกษา ซึ่งดูเฉพาะอุณหภูมิในเดือนเมษายนปีที่แล้วยังมีข้อจำกัด

อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องน่ายินดีที่จะมีการเผยแพร่งานวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบของความร้อนต่อประชากรอินเดีย เนื่องจากขณะนี้ หลายรัฐกำลังลุกเป็นไฟภายใต้อุณหภูมิที่ร้อนจัด และบริเวณที่มีความเครียดจากความร้อนอยู่แล้วก็กำลังประสบกับอุณหภูมิสูงที่เกือบเอาชีวิตไม่รอดในจำนวนวันที่เพิ่มขึ้น

พิไลระบุว่า สำหรับอินเดียโดยรวมแล้ว เกณฑ์สำหรับการปรับตัวต่อความร้อนและผลกระทบด้านสภาพอากาศอื่นๆ จะมาถึงในอีกไม่กี่ทศวรรษนับจากนี้ แต่สำหรับบางคน โดยเฉพาะคนที่มีฐานะยากจน พวกเขามาถึงขีดจำกัดเหล่านี้แล้ว

ฟาฮัด ซาอีด นักวิทยาศาสตร์ หัวหน้าระดับภูมิภาคของสถาบันวิเคราะห์สภาพอากาศ ชี้แจงว่า ภาวะโลกร้อน กำลังเป็นตัวเร่งทำให้สภาพอากาศเลวร้ายเร็วขึ้น โดยรายงานล่าสุดจากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ เตือนว่า การเพิ่มขึ้นของภาวะโลกร้อนทุกๆ ครั้งจะทวีความรุนแรงและทำให้เกิดอันตรายหลายๆ อย่างพร้อมๆ กัน และว่าในปีนี้ สภาพอากาศร้อนรุนแรงเป็นประวัติการณ์ในประเทศไทยจีน และเอเชียใต้ เป็นแนวโน้มสภาพอากาศที่ชัดเจน และจะก่อให้เกิดความท้าทายต่างๆ ด้านสาธารณสุขในอีกหลายปีข้างหน้า

แน่นอนว่า สภาพอากาศร้อนสุดขั้ว ที่เราต่างได้ประสบพบเห็นได้ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา จะส่งผลกระทบต่อคนยากจนหนักหน่วงรุนแรงที่สุด มันอาจเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตสำหรับคนที่ไม่สามารถเข้าถึงความเย็น หรือมีที่พักอาศัยที่ดีพอในการป้องกันอากาศร้อน

โดย ดาโน โทนาลี