คุยกัน7วันหน : นักการเมืองอินเดีย ไม่สนใจวิกฤติมลพิษอากาศ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/452875

คุยกัน7วันหน : นักการเมืองอินเดีย ไม่สนใจวิกฤติมลพิษอากาศ

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ท้องฟ้าของกรุงนิวเดลี เมืองหลวงของอินเดีย ซึ่งมีประชากรมากกว่า 18 ล้านคนมืดมนเพราะถูกปกคลุมด้วยหมอกสีเหลือง มลพิษทางอากาศแตะระดับสูงเป็นประวัติการณ์จนทางการต้องสั่งปิดโรงเรียน เที่ยวบินต่างๆ ต้องเปลี่ยนเส้นทางขึ้น-ลง ในขณะที่ประชาชนต่างมีปัญหาสุขภาพทั้งไอจาม ปวดหัว และแสบตา ไม่เพียงแต่ในกรุงนิวเดลีเท่านั้น เมืองทางตอนเหนือของอินเดียทั้งหมดก็เผชิญวิกฤติมลพิษทางอากาศเช่นกัน และเกิดขึ้นเป็นประจำในทุกฤดูหนาวที่มลพิษทางอากาศติดอยู่ในชั้นบรรยากาศหลังสิ้นสุดฤดูกาลของลมมรสุม

ที่น่าเป็นห่วงคือ เมืองของอินเดีย 22 เมือง ยังติดอันดับอยู่ใน 30 เมืองของโลกที่มีมลพิษทางอากาศมากที่สุด จนประชาชนชาวอินเดียเริ่มทนไม่ไหว ออกมาประท้วงบริเวณอินเดีย เกต ใจกลางเมืองหลวงเป็นครั้งแรก แต่ก็มีผู้ประท้วงออกมากไม่กี่ร้อยคนเท่านั้น

ภารติ จตุรเวติ ผู้ก่อตั้งชินทาน ซึ่งเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อม ระบุกับซีเอ็นเอ็น ว่า ปัญหามลพิษทางอากาศยังไม่ได้กลายเป็นประเด็นทางการเมืองในอินเดีย และก็ยังไม่มีการประท้วงของคนหมู่มากเพื่อเรียกร้องการแก้ปัญหาจากผู้แทนของพวกเขาแต่หากจะมีปฏิกิริยาใดๆ ก็จะพบเพียงการโพสต์ข้อความไม่พอใจของเหล่าชนชั้นสูงของอินเดียในสื่อสังคมออนไลน์เพียงเท่านั้น

การที่คุณภาพอากาศของกรุงนิวเดลี นั้นย่ำแย่ตลอดทั้งปี ยกเว้นไม่กี่สัปดาห์ที่มีลมมรสุมพัดผ่านมลพิษทางอากาศออกไป จึงทำให้เรื่องนี้กลายเป็นปัญหาปกติของคนเมืองหลวงพวกเขาจะกังวลก็เพียงช่วงฤดูหนาวไม่กี่สัปดาห์เท่านั้นที่หมอกควันจะหนามากจนมองไม่เห็นอาคารแถวถัดไป พอถึงเดือนกุมภาพันธ์ เมืองท้องฟ้ากลับมาแจ่มใสอีกครั้ง ผู้คนก็จะลืมปัญหานี้

สาเหตุหลักของมลพิษทางอากาศในพื้นที่รอบกรุงนิวเดลีและเมืองใหญ่อื่นๆ มาจากการที่ประชาชนแผ้วถางพื้นที่เพื่อทำการเกษตรในรัฐใกล้เคียงเช่น ปัญจาบ และหรยาณา ทางการท้องถิ่นของแต่ละรัฐรวมถึงในกรุงนิวเดลี ซึ่งบริหารปกครองร่วมกันระหว่างรัฐบาลกลางของอินเดีย และรัฐบาลท้องถิ่นนิวเดลี มักล้มเหลวในการทำงานร่วมกันเพื่อลดมลพิษทางอากาศ จนกระทั่งล่าสุด ศาลสูงของอินเดียได้ออกมาตำหนิการแก้ปัญหามลพิษของทางการแล้ว

ขณะที่ นายกรัฐมนตรีนเรนทราโมดี ซึ่งชื่นชอบการกล่าวปราศรัยให้ประชาชนฟัง กลับยังเงียบเฉยต่อวิกฤติมลพิษทางอากาศในเมืองหลวงนอกจากนี้ แต่ละรัฐของอินเดียก็ปกครองโดยพรรคการเมืองที่แตกต่างกัน จึงทำให้ขาดการทำงานร่วมกันเพื่อแก้ปัญหา

กรุงนิวเดลีจะมีการเลือกตั้งท้องถิ่นในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า แต่ดูเหมือนว่า ปัญหามลพิษทางอากาศก็ไม่ได้เป็นประเด็นหาเสียงหลักและสามพรรคการเมืองหลักที่ลงชิงชัยสนามนี้ก็ไม่ได้ชูเรื่องนี้เป็นประเด็นเร่งด่วน ยิ่งไปกว่านั้น พรรคฝ่ายค้านในการเมืองอินเดียก็ยังไม่เข้มแข็ง และสื่อต่างๆ ก็ไม่ได้ตีแผ่ข่าวสารที่อาจจะนำไปสู่ความรับผิดชอบของรัฐบาลนายโมดีได้

นายจายะ ดาร์ คุปตา นักสิ่งแวดล้อมซึ่งไปออกรายการดีเบตเรื่องมลพิษทางอากาศทางโทรทัศน์กับบรรดานักการเมือง ถึงกับออกปากว่า แม้กระทั่งคณะกรรมการควบคุมมลพิษของรัฐบาลกลางก็ยังไม่เข้าใจว่า พวกเรากำลังพูดเรื่องอะไร นายคุปตาระบุว่า มุขมนตรีของกรุงนิวเดลี เสนอสี่แนวทางในการแก้ ซึ่งถือว่าเป็นความพยายามที่ดี แม้ว่ายังไม่เพียงพอ เช่น การกำหนดวันคู่-คี่ของการขับรถในเมือง เพราะอย่างน้อยยังพยายามหาทางแก้ ซึ่งแตกต่างจากพรรคภารติยะ ชนะตะ ของนายกรัฐมนตรีโมดีที่ยังไม่นึกถึงปัญหานี้เลยด้วยซ้ำไป

สะท้อนว่านักการเมืองแดนภารตะ ไม่สนใจปัญหามลพิษทางอากาศ ที่พวกเขาหายใจเข้า-ออกในทุกๆ วันแม้แต่น้อย

@koopnot01

คุยกัน7วันหน : เมื่อผู้คนแห่ประท้วง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/449870

คุยกัน7วันหน : เมื่อผู้คนแห่ประท้วง

วันอาทิตย์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ขณะนี้ มีอย่างน้อยสี่ประเทศ ที่เผชิญการประท้วงจนสถานการณ์บานปลายรุนแรง สาเหตุแรง มาจากความไม่พอใจทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลของชิลีและเอกวาดอร์ต้องรับมือกับอารมณ์โกรธเคืองของประชาชนที่ออกมาประท้วงตามท้องถนน สาเหตุมาจากการประกาศขึ้นค่าโดยสารและระงับการอุดหนุนเชื้อเพลง จนผู้นำชิลีต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในกรุงซานติอาโก และอีกหลายเมืองตามมา หลังเกิดความรุนแรงขึ้น ส่วนที่เอกวาดอร์ ประธานาธิบดีเลนิน โมเรโน รีบเข้าไปเจรจากับบรรดาชนเผ่าพื้นเมืองที่เป็นแกนนำการประท้วงทันที แต่ไม่ได้ผล แกนนำผู้ชุมนุมใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียสื่อสารกับผู้ชุมนุม และกล่าวหาว่าทางการพยายามปราบปรามผู้เห็นต่าง

ที่กรุงเบรุต ของประเทศเลบานอน ผู้ชุมนุมหลายหมื่นคน ทุกเพศและทุกวัยออกมาชุมนุมต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่สุดในรอบหลายทศวรรษ เพราะวิกฤติเศรษฐกิจและมองว่าคนในรัฐบาลนั้นทุจริต และก่อนหน้านี้ในช่วงต้นเดือนตุลาคม ก็มีการประท้วงใหญ่ทั่วอิรักเช่นกัน จนมีผู้เสียชีวิตมากกว่าหนึ่งร้อยคน เพราะคนหนุ่ม-สาวรู้ว่าพวกเขาไม่ได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจใดๆ การประท้วงบานปลายจนรัฐบาลอิรักต้องสั่งตัดสัญญาณอินเตอร์เนต เพื่อไม่ให้มีการเผยแพร่ข่าวสารในหมู่ผู้ประท้วง

นอกเหนือจากความลำบากทางเศรษฐกิจแล้ว หลายชาติยังมีการประท้วงเพราะต้องการเรียกร้องการปกครองตนเองมากขึ้นเช่น ฮ่องกง การประท้วงดำเนินมาถึงเดือนที่ห้าแล้ว และไม่มีทีท่าสิ้นสุด การประท้วงเริ่มจากการต่อต้านร่างกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ที่ชาวฮ่องกงมองว่า เป็นการเปิดโอกาสให้มีการส่งตัวผู้ร้ายจากฮ่องกงไปให้จีนแผ่นดินใหญ่ได้ แม้ทางการฮ่องกงได้ถอนร่างกฎหมายนี้ไปแล้ว แต่การประท้วงบานปลายกลายเป็นการเรียกร้องการปกครองตนเองของฮ่องกง และเกิดความรุนแรงขึ้นตามย่านการค้าและสถานีรถไฟใต้ดิน มีการพุ่งเป้าทำลายอาคารสถานที่ของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับจีนแผ่นดินใหญ่ด้วย

ในขณะที่ แคว้นกาตาลุนญ่า หรือกาตาโลเนียของสเปนก็เผชิญสถานการณ์คล้ายๆ กันในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ผู้คนไม่พอใจการตัดสินของศาลสูงสเปนที่สั่งจำคุกเก้าแกนนำประกาศเอกราชของแคว้น นำไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่ในบาร์เซโลน่า เมืองเอกของแคว้น และพยายามเรียกร้องสิทธิในการปกครองตนเองมากขึ้นจากสเปน กลุ่มผู้ประท้วงพุ่งเป้าไปยังสถานที่เชิงยุทธศาสตร์เพื่อสร้างผลกระทบให้มากที่สุด เช่น สนามบิน ทำให้ต้องมีการระงับเที่ยวบินมากกว่าร้อยเที่ยว จึงทำให้เกิดการเปรียบเทียบกับการประท้วงในฮ่องกง ว่ามีความพยายามใช้เทคนิคเดียวกันในการกดดันทางการ

นอกจากนี้ ยังมีการประท้วงอื่นๆ ด้วย ที่เกิดจากบุคคลไม่กี่คนที่เป็นแกนนำ และใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการจุดประกายเพื่อส่งสารไปยังสังคม เช่น ความเคลื่อนไหวของ เกรต้า ธันเบิร์ก สาวน้อยจากสวีเดน ที่ตอนนี้เป็นผู้จุดประกายให้ผู้คนหลายล้านชีวิตทั่วโลกออกมาเดินขบวนเรียกร้องให้นักการเมืองที่ปกครองประเทศของตน ลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงได้แล้วนั่นเอง

การประท้วงเป็นสิทธิการแสดงออกขั้นพื้นฐานของประชาชน ที่ไม่พอใจอะไรสักอย่าง และต้องการแสดงออกโดยอาศัยการรวมกลุ่ม เพื่อให้ผู้มีอำนาจเข้ามารับรู้ปัญหาและแก้ไข

การชุมนุมประท้วงอย่างสงบ สามารถเข้าใจและทำได้ แต่เมื่อใดที่การประท้วงลุกลามบานปลายเป็นเหตุจลาจล ทำลายข้าวของ จนถึงขั้นเกิดการปะทะมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต คงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

อย่าเปลี่ยน peaceful protestให้กลายเป็น riot กันเลย

@koopnot01

คุยกัน7วันหน : ภาพสะท้อนจากดวงตา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/446915

คุยกัน7วันหน : ภาพสะท้อนจากดวงตา

วันอาทิตย์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่วงเดือนที่ผ่านมา มีคดีหนึ่งที่น่าสนใจมากเกิดขึ้นในญี่ปุ่น ที่สามารถนำมาเป็นข้อคิดเตือนใจ ให้ระวังถึงอันตรายของการใช้สื่อออนไลน์ได้เป็นอย่างดี เมื่อตำรวจญี่ปุ่น สามารถจับกุมชายวัย 26 ปีผู้ต้องหาคดีติดตามรังควานทางเพศต่อนักร้องไอดอลสาว หลังจากผู้ต้องหารับสารภาพว่า สามารถสืบหาที่อยู่ของสาวได้จากภาพสะท้อนในแววตาดำในภาพถ่ายเซลฟี่ของเธอ

นายฮิบิกิ ซาโตะ วัย 26 ปี ผู้ต้องหาคดีติดตามรังควานทางเพศน.ส.อินะ มัตสึโอกะ วัย 21 ปี นักร้องไอดอลสาว และสมาชิกวงเจ-ป๊อปเทนชิ สึกิ นุเคนิ โยมิ เหตุเกิดตั้งแต่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา บริเวณอพาร์ทเมนท์ของเธอในกรุงโตเกียว กระทั่งนายซาโตะถูกตำรวจจับกุมตัวเมื่อ 17 ก.ย.

นายซาโตะรับสารภาพต่อตำรวจว่า ตนเองเป็นแฟนคลับ หรือโอตะ ตัวยงของสาวอินะ อยากที่จะได้ใกล้ชิดแบบตัวเป็นๆ กับสาวเจ้ามาก กระทั่งวันหนึ่ง ติดตามทราบ
ที่อยู่ของเธอได้จากภาพถ่ายเซลฟี่ของสาวอินะ ซึ่งเธอถ่ายภาพจากมือถือด้วยระดับความคมชัดสูง แล้วโพสต์ลงสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้เขาใช้วิธีซูมภาพเห็นสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบๆ ใกล้เคียงบริเวณนั้น ซึ่งรวมถึงป้ายรถประจำทางใกล้ที่พักได้จากในแววตาดำของเธอ (สุดๆ ไปเลย)

ไม่เพียงแค่ทราบตำแหน่งที่ตั้งอพาร์ทเมนท์เท่านั้น แต่ซาโตะยังทราบชั้นที่อยู่ในอพาร์ทเมนท์ของสาวอินะ จากตำแหน่งของผ้าม่านและแสงเงาที่ส่องผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง ที่เห็นจากคลิปที่นักร้องสาวโพสต์ลงสื่อออนไลน์ แล้วนำข้อมูลมาประมวลสืบหาที่อยู่บริเวณนั้นจากเว็บไซต์แผนที่กูเกิ้ลแม็ปจนสามารถติดตามดักรอเจอตัวสาวอินะได้ในที่สุด

ซาโตะบอกว่า เขาบุกเข้าประชิดตัวเธอและลากกดตัวเธอไปกอดรัดปลุกปล้ำที่มุมมืดในช่วงที่สาวอินะกำลังเปิดประตูเข้าอาคารที่พัก กอดรัดฟัดเหวี่ยงจนสาวอินะได้รับบาดเจ็บเลือดตกยางออก แต่สื่อญี่ปุ่นก็ยังมีมารยาท ไม่ได้รายงานว่าซาโตะล่วงละเมิดสาวอินะถึงขั้นไหน แต่ที่แน่ๆ เขาหลบหนีไปหลังก่อเหตุ ขณะที่นักร้องไอดอลสาวพาร่างสะบักสะบอมไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก่อนที่จะรวบรวมหลักฐานและสืบสาวราวเรื่อง จนจับกุมซาโตะได้ในที่สุด

เหตุร้ายที่เกิดทำให้เหล่าแฟนคลับเจ-ป๊อป ต่างพากันออกมาเรียกร้องให้มีการปกป้องเหล่าสาวๆ ไอดอลและเหล่าคนดังมากขึ้น เพราะเหตุลักษณะนี้เกิดขึ้นแล้วหลายครั้งตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา เช่นเมื่อปี 2559 นักร้องสาวมายุ โทมิตะถูกแฟนเพลงโรคจิตแทงเข้าที่ลำคอและหน้าอกหลายแผลจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ระหว่างที่เธอเตรียมขึ้นเวทีแสดงคอนเสิร์ตในกรุงโตเกียว เหตุเพราะแฟนเพลงหนุ่มรายนี้ไม่พอใจที่เธอไม่ยอมรับของขวัญที่เขามอบให้ และมีรายงานว่าเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาโทมิตะได้ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาล ที่ไม่ดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่เกิดขึ้นกับเธอ

ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทางการญี่ปุ่นก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ อยู่ระหว่างทบทวนกฎหมายต่อต้านการเฝ้าติดตามสะกดรอยผู้คน และการรบกวนรังควานผู้คนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ให้มีโทษรุนแรงยิ่งขึ้นขณะที่ศาสตราจารย์ซูชิฮิโร โฮชิ จากมหาวิทยาลัยโตเกียว เมโทรโพลิแทนซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความเสี่ยงจากสื่อออนไลน์ ย้ำเตือนถึงอันตรายของการพัฒนาระบบกล้องถ่ายรูปของโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ ที่มีความละเอียดคมชัดสูง แม้จะช่วยให้ถ่ายภาพได้สวยงาม ถูกใจชาวเนตที่ชอบถ่ายรูปแล้วโพสต์ลงสื่อออนไลน์ แต่มันเป็นดาบสองคม เพราะทำให้ข้อมูลส่วนตัวรั่วไหลสู่สาธารณะแบบไม่ตั้งใจได้อย่างง่ายดายและคาดไม่ถึง

สาวๆ ชาวเนตบ้านเรา คิดดีๆก่อนถ่ายรูปและโพสต์ลงสื่อสังคมออนไลน์ เพราะเราไม่รู้ว่า ใครสามารถเข้าถึงรูปภาพและข้อมูลเหล่านี้ได้บ้าง และทุกคน ใช่ว่าจะชื่นชอบรูปของเราอย่างเดียว แต่อาจต้องการอย่างอื่นมากกว่านั้น…

@koopnot01

คุยกัน7วันหน : ไอดอลเกาหลี กับความกดดันที่ ‘ต้อง’ เผชิญ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/457417

คุยกัน7วันหน : ไอดอลเกาหลี  กับความกดดันที่ ‘ต้อง’ เผชิญ

คุยกัน7วันหน : ไอดอลเกาหลี กับความกดดันที่ ‘ต้อง’ เผชิญ

วันอาทิตย์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การจากไปอย่างกะทันหันของคู ฮารา นักแสดงและอดีตสมาชิกวง KARA ไม่ได้สร้างความเสียใจต่อแฟนคลับทั้งในเกาหลีและในเอเชียเท่านั้น แต่ยังทำให้เกิดคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับวงการเคป๊อป ที่หลายคนมองว่า เป็นวงการที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ซึ่งเหล่าเคป๊อปไอดอล ต่างต้องเผชิญกับแรงกดดันต่างๆ และสิ่งที่มาพร้อมกับชื่อเสียงก็คือการถูกรังแก และเผชิญกับความคาดหวังจากสังคมว่าไอดอลจะต้องมีภาพลักษณ์ใสสะอาดอยู่ตลอดเวลา

“การใช้ชีวิตในฐานะบุคคลสาธารณะอย่างฉัน ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะฉันต้องระวังตัวทุกฝีก้าว และมันเป็นความทุกข์ที่ฉันไม่สามารถพูดออกมาได้ แม้กระทั่งกับครอบครัวหรือเพื่อนฝูง… พวกคุณมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่ก่อนที่จะเขียนด่าคนอื่น ช่วยย้อนดูตัวเองก่อนได้ไหม”

นี่คือคำพูดส่วนหนึ่งของคู ฮาราที่ต้องการสะท้อนถึงความเจ็บปวดในฐานะเคป๊อปไอดอล โดยเฉพาะการที่เธอตกเป็นเป้าโจมตีของนักเลงคีย์บอร์ดบนสื่อสังคมออนไลน์

เป็นที่ทราบกันว่าวงการเคป๊อป ขึ้นชื่อเรื่องการแข่งขันที่โหดร้าย ยิ่งไปกว่านั้น บุคคลที่มีชื่อเสียงจะขาดความเป็นส่วนตัว และยังไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง เพราะดาราในวงการเคป๊อปส่วนใหญ่จะถูกฝึกกับต้นสังกัดตั้งแต่เด็กและถูกควบคุมอย่างเข้มงวด โดยชีวิตประจำวันของพวกเขาทั้งหมด จะต้องทุ่มเทกับการซ้อมเต้นและร้องเพลงเท่านั้น

เมื่อพวกเขามีชื่อเสียงแล้ว พวกเขายังต้องเผชิญกับการถูกรังแกบนสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมแรงกดดันจากสังคมที่มีความคาดหวังสูงมากต่อไอดอลเหล่านี้ ด้วยความคิดที่ว่าคนที่เป็น “ไอดอล” จะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่รูปลักษณ์หน้าตา การวางตัว รวมถึงเรื่องส่วนตัว ซึ่งคำพูดของฮารานั้นสะท้อนได้เป็นอย่างดี ถึงด้านมืดของวงการเคป๊อป ที่เต็มไปด้วยแรงกดดันรอบตัว

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าเกาหลีใต้เป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการฆ่าตัวตายมากที่สุดในโลก และการฆ่าตัวตายเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของผู้เสียชีวิตที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี ซึ่งหากย้อนกลับไปเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา คู ฮารา เคยพยายามที่จะจบชีวิตตัวเองมาแล้ว เนื่องจากทนทุกข์ทรมานกับปัญหาชีวิตต่างๆ ที่รุมเร้า หนึ่งในนั้น คือ คดีฟ้องร้องกับอดีตแฟนหนุ่มชเว จองบอม ข้อหาทำร้ายร่างกาย และการแบล็กเมล์เธอ โดยเขาขู่ว่าจะทำลายอนาคตในวงการบันเทิงของเธอ ด้วยการปล่อยคลิปการมีเพศสัมพันธ์กับเธอออกสู่สาธารณะ

ดารานักแสดงหญิงในเกาหลีใต้ จะรู้สึกอับอายอย่างมากหากมีภาพของพวกเธออยู่ในคลิปเหล่านี้ แม้ว่าพวกเธอจะเป็นฝ่ายถูกกระทำก็ตาม ซึ่งหากคลิปถูกปล่อยออกมา พวกเธอจะต้องเผชิญกับการถูกโจมตีอย่างหนัก และกลายเป็นที่รังเกียจของสังคม โดยนับตั้งแต่มีข่าวฟ้องร้อง คู ฮารา ถูกกลุ่มนักเลงคีย์บอร์ดโพสต์ข้อความต่อว่าเธอผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากเรื่องคดีความกับอดีตแฟนหนุ่มแล้ว เธอยังถูกโจมตีเรื่องการทำศัลยกรรมใบหน้าอีกด้วย

การเสียชีวิตของคู ฮารา นับเป็นครั้งที่สองในช่วงเวลาเพียง 1 เดือนที่ไอดอลหญิงในวงการเคป๊อปตัดสินใจฆ่าตัวตาย หลังจากที่เมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซอลลี่ อดีตสมาชิกวง f(x) ซึ่งเป็นเพื่อนรักของเธอเอง ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองด้วยการแขวนคอตาย หลังจากถูกรังแกบนสื่อสังคมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง การเสียชีวิตของคู ฮารา เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ทำให้มีการล่ารายชื่อไปยังเว็บไซต์ของรัฐบาลเกาหลีใต้ เพื่อให้มีบทลงโทษที่รุนแรงยิ่งขึ้นต่อการรังแกและการโพสต์ข้อความด่าทอผู้อื่นบนสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งมีผู้ร่วมลงชื่อมากกว่า 20,000 รายชื่อภายในวันเดียว

ท่ามกลางความอาลัยต่อการจากไปอย่างกะทันหันของคู ฮาราบางรายยังโพสต์ข้อความว่า นอกจากคู ฮารา และซอลลี่แล้ว จะต้องมีคนฆ่าตัวตายอีกกี่คน กว่าที่ทุกคนจะเข้าใจว่าการโพสต์ข้อความด่าทอผู้อื่นนั้น สามารถทำร้ายจิตใจได้มากขนาดไหน

@koopnot01

คุยกัน7วันหน : สาวๆ ใจหาย Forever 21 ล้มละลาย!?!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/445358

คุยกัน7วันหน : สาวๆ ใจหาย  Forever 21 ล้มละลาย!?!

คุยกัน7วันหน : สาวๆ ใจหาย Forever 21 ล้มละลาย!?!

วันอาทิตย์ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

มีข่าวเรื่องธุรกิจล้มละลายมาเล่าสู่กันฟังต่ออีกสัปดาห์ แต่คราวนี้เป็นข่าวที่สาวๆ ได้ยินแล้วคงใจหายไม่น้อย เมื่อ ฟอร์เอเวอร์ ทเวนตี้วัน (Forever 21) ร้านขายเสื้อผ้าของสหรัฐที่ขึ้นชื่อเรื่องตามกระแสแฟชั่นและราคาไม่แพง ยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์ในฐานะล้มละลายตามมาตรา 11 แล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

Forever 21 แจ้งว่า จะยื่นขอปิดสาขามากถึง 178 สาขาจากที่มีอยู่ทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 800 สาขา ส่วนประกาศที่แจ้งให้ลูกค้าทราบระบุว่า ยังอยู่ระหว่างการตัดสินใจว่าจะปิดสาขาใดในสหรัฐบ้าง ขึ้นกัผลการเจรจากับผู้ให้เช่าที่ดิน แต่คาดว่าร้านจำนวนมากจะยังเปิดให้บริการได้ตามปกติต่อไป และไม่คิดว่าจะมีการถอนตัวออกจากตลาดใหญ่ๆ ในสหรัฐ รวมถึงในเม็กซิโกและละตินอเมริกา

ด้านรองประธานบริหารระบุในแถลงข่าวประชาสัมพันธ์ว่า การยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์เป็นก้าวที่สำคัญและจำเป็นในการปกป้องอนาคตของบริษัทเพื่อให้สามารถปรับโครงสร้างธุรกิจและสถานะของบริษัท ไม่ได้หมายความว่า Forever 21 จะโบกมืออำลาพับแบรนด์ ลาจากไปโลกแฟชั่นแต่อย่างใด แต่นี่คือการต่อลมหายใจของแบรนด์ โดยอาศัยเงินจากบริษัท เจพีมอร์แกนเชส บริษัทที่ให้บริการทางการเงินและการลงทุน เป็นมูลค่าถึง 275 ล้านดอลลาร์ (ราว 8,400 ล้านบาท) และจากบริษัท ทีพีจี ซิกส์ สตรีท พาร์ทเนอร์ บริษัทการเงินและการลงทุนระดับโลกอีกกว่า 75 ล้านดอลลาร์ (ราว 2,200 ล้านบาท) เพื่อช่วยให้บริษัทดำเนินกิจการไปอย่างเป็นปกติในขณะที่ทำการปรับโครงสร้างใหม่

บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจค้าปลีกชี้ว่า ร้านค้าปลีกที่พึ่งพาการกู้ยืมเพื่อขยายกิจการมักเสี่ยงต่อการชะลอตัว ด้านคอร์ไซต์รีเสิร์ช บริษัทข้อมูลด้านค้าปลีกและเทคโนโลยีเผยว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้ร้านค้าปลีกในสหรัฐประกาศปิดสาขารวมกันแล้วกว่า 8,200 สาขา มากกว่าปีที่แล้วทั้งปีที่ปิดไปทั้งหมด 5,589 สาขา คาดว่าจะแตะ 12,000 สาขาภายในสิ้นปีนี้

Forever 21 ตั้งขึ้นในปี 2527โดยชาง ดู วอน และ ชาง จิน ซุกสามีภรรยาผู้เข้าเมืองชาวเกาหลีใต้เริ่มจากร้านเล็กๆ ในนครลอสแองเจลิสก่อนขยายกิจการอย่างรวดเร็วไปตามห้างสรรพสินค้าชานเมือง เน้นกลุ่มลูกค้าสตรีทั้งสาวน้อยสาวใหญ่ จำหน่ายสินค้าตามกระแสแฟชั่นราคาไม่แพง นิตยสารฟอร์บส์เผยว่าสามีภรรยาคู่นี้มีทรัพย์สินสุทธิ 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว45,833 ล้านบาท) ขณะที่ตัวบริษัทเองมียอดจำหน่ายปีละ 3,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 103,899 ล้านบาท) และมีพนักงาน 30,000 คน

อย่างไรก็ดี ช่วงหลายปีที่ผ่านมาForever 21 เริ่มเผชิญกับปัญหาและความท้าทายหลายอย่าง เริ่มจากการต้องแข่งขันกับแบรนด์คู่แข่งอื่นๆ ที่มีตลาดและกลุ่มลูกค้าตรงกัน อย่าง Sara, H&M และพริมาร์ก ขณะที่ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง นอกจากลูกค้าส่วนใหญ่จะหันมานิยมสั่งซื้อเสื้อผ้าทางออนไลน์ ไม่ต้องไปถึงร้านสาขาอีกต่อไปแล้ว นิยามของการแต่งตัวสำหรับเด็ก Gen Z ซึ่งก้าวขึ้นมาเป็นกำลังซื้อสำคัญแทนคนรุ่นก่อนก็เปลี่ยนไปด้วย พวกเขาไม่ได้มองหาสินค้าฟาสต์แฟชั่นที่ฉาบฉวย แต่ต้องการเป็นตัวของตัวเอง ไม่ได้ต้องการแต่งตัวเหมือนใคร ทำให้จุดเด่นของ Forever 21 ที่เคยช่วยแจ้งเกิดให้กับแบรนด์ในช่วงก่อตั้ง กลายเป็นจุดด้อยของแบรนด์ไปในทันที

คงต้องมาติดตามกันต่อไปว่า หลังจากนี้ จะมีแบรนด์ไหนติดโผมาสะเทือนใจเหล่าแฟชั่นนิสต้าอีก ซึ่งคงต้องมีแน่ๆ เพราะขึ้นชื่อว่าธุรกิจแค่อยู่นิ่งๆ ก้าวในสปีดเท่าเดิม ก็ทำให้กลายเป็นผู้แพ้ได้เหมือนกัน

@koopnot01

คุยกัน7วันหน : โทมัส คุก ล้มละลาย หลังทำธุรกิจท่องเที่ยวมา 178 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/443794

คุยกัน7วันหน : โทมัส คุก ล้มละลาย  หลังทำธุรกิจท่องเที่ยวมา 178 ปี

คุยกัน7วันหน : โทมัส คุก ล้มละลาย หลังทำธุรกิจท่องเที่ยวมา 178 ปี

วันอาทิตย์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ข่าวใหญ่ด้านธุรกิจและการท่องเที่ยวของโลกในสัปดาห์ที่ผ่านมา หนีไม่พ้นเรื่องของโทมัส คุก กลุ่มธุรกิจด้านการท่องเที่ยวของอังกฤษประกาศ ที่ดำเนินธุรกิจมาเก่าแก่ยาวนานถึง 178 ปี ต้องล้มละลายเมื่อวันอาทิตย์ที่แล้วตามเวลาท้องถิ่น คณะกรรมการบริษัทออกแถลงการณ์ว่า หลังการประชุมแล้ว มีมติว่าไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเข้าสู่กระบวนการบังคับให้ชำระบัญชีโดยให้มีผลทันที และได้ยื่นเรื่องต่อศาลสูง ซึ่งศาลมีคำสั่งแต่งตั้งเจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์แล้ว ขณะที่นายปีเตอร์ แฟงเฮาเซอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือซีอีโอ กล่าวขอโทษผู้โดยสาร พนักงาน และหุ้นส่วนทุกฝ่าย บริษัทมีพนักงาน 22,000 คนทั่วโลก ในจำนวนนี้ 9,000 คน อยู่ในสหราชอาณาจักร แน่นอนว่าทั้งหมดหัวใจหล่นไปที่ตาตุ่ม เพราะไม่รู้ว่าหลังจากนี้ ตัวเองจะต้องตกงานเมื่อใด

การล้มละลายของบริษัทนำเที่ยวยักษ์ใหญ่ ยังทำเอาลูกค้ากว่า 6 แสนคนของโทมัส คุก ที่กำลังสนุกสนานกับการท่องเที่ยวในประเทศต่างๆ ทั่วโลกเคว้งทันที เพราะไม่รู้จะได้กลับบ้านหรือเปล่า ในจำนวนนี้เป็นนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษกว่า 150,000 คน งานหนักตกอยู่กับรัฐบาลและสำนักงานการบินพลเรือน (CAA) ต้องเช่าเครื่องบินเหมาลำหลายสิบลำไปรับชาวอังกฤษที่ตกค้างอยู่ในต่างประเทศกลับบ้านโดยไม่คิดค่าบริการตั้งแต่วันที่ 23 กันยายนถึง 6 ตุลาคม เป็นการพาพลเมืองกลับบ้านในช่วงไร้สงครามครั้งใหญ่ที่สุด และเกือบสองเท่าของเมื่อครั้งสายการบินโมนาชล้มละลายในปี 2560 คาดว่าต้องใช้งบประมาณในการนี้ราว 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 22,850ล้านบาท) โดยลูกค้าซึ่งจองตั๋วกลับสหราชอาณาจักรในช่วง 2 สัปดาห์ที่จะถึงนี้ จะได้กลับบ้านใกล้กับวันจองกลับมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ลูกค้าของโทมัส คุก จะได้กลับบ้านด้วยเที่ยวบินพิเศษ หรือเที่ยวบินใหม่กับสายการบินอื่นโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ลูกค้าบางคนอาจจะต้องจองตั๋วกลับบ้านเองแล้วค่อยมาเรียกเงินคืน

โทมัส คุก ตั้งขึ้นโดยนายคุกช่างทำตู้ในมณฑลเลสเตอร์เชอร์ ในปี 2384 เพื่อการเดินทางระยะสั้นในประเทศ เพื่อให้คนชนชั้นแรงงานได้พักผ่อนในรูปแบบที่เหมาะสม แทนการดื่มเหล้าซึ่งเขามองว่า เป็นรากเหง้าของปัญหาสังคมในยุควิกตอเรีย เขาได้ใช้ประโยชน์จากทางรถไฟสายใหม่ของสหราชอาณาจักร ด้วยการจัดการเดินทางระยะทาง 12 ไมล์ (ประมาณ 19.3 กม.)จากเลสเตอร์ (Leicester) ไปยังลัฟโบโรห์(Loughborough) ด้วยราคา 1 ชิลลิงต่อหัว (ประมาณ 3 ปอนด์ ในปัจจุบัน หรือราว 114 บาท) เป็นการเดินทางที่รณรงค์ห้ามการดื่มเหล้า การท่องเที่ยวเส้นทางนี้ประสบความสำเร็จมาก ทำให้ โทมัส คุก จัดการเดินทางอีกหลายครั้งในช่วงหน้าร้อนปีต่อๆ มา ในฐานะของโรงเรียนสอนศาสนาวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นการวางรากฐานทางธุรกิจของเขา

โทมัส คุก ถูกขายต่อให้หลายบริษัทจนกระทั่งมีการควบรวมกับบริษัทท่องเที่ยวกลายเป็นโทมัส คุก กรุ๊ป ในปี 2550 แต่วิกฤติเกิดขึ้นจนเป็นที่มาของการล้มละลาย เพราะบริษัทไม่สามารถหาเงิน 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7,615 ล้านบาท) ให้ได้ภายในสองสุดสัปดาห์ก่อน ตามที่รอยัลแบงก์ออฟสกอตแลนด์ และธนาคารเจ้าหนี้หลายแห่งยื่นคำขาด แม้ฝ่อซุน (Fosun) บริษัทยักษ์ใหญ่ของจีนด้านการลงทุนนานาชาติ และเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในโทมัส คุก ได้บรรลุข้อตกลงในการช่วยเหลือ โทมัส คุก มูลค่า 900 ล้านปอนด์ แต่ข้อเรียกร้องจากธนาคารเจ้าหน้าที่ที่ต้องการให้เพิ่มเงินทุนสำรองอีก 200 ล้านปอนด์ ทำให้ข้อตกลงนี้ประสบปัญหา บริษัทพยายามเจรจากับผู้ให้กู้ยืมเงินเพื่อให้ข้อตกลงช่วยเหลือบริษัทลุล่วงไปได้ รวมถึงการขอเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล ซึ่งเป็นทางออกที่พรรคแรงงานและกลุ่มสหภาพต่างๆสนับสนุน แต่ก็ไม่สำเร็จ นายโดมินิก ราบบ์รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ ยอมรับว่า รัฐบาลไม่ได้เข้าไปให้การช่วยเหลือบริษัทที่กำลังจะล้มละลายอย่างเป็นรูปธรรมนอกเสียจากว่าจะเป็นเรื่องที่เป็นผลประโยชน์ของประเทศในเชิงยุทธศาสตร์

โทมัส คุก บอกว่า การล้มละลายเกิดจากปัญหาหลายประการ รวมถึงปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศปลายทาง อาทิ ตุรกี, วิกฤติคลื่นความร้อนที่ดำเนินยาวนานเมื่อฤดูร้อนที่แล้วและลูกค้าที่เลื่อนการจองทริปไปเที่ยวออกไปเพราะเบร็กซิท นอกจากนี้ บริษัทยังต้องเผชิญการแข่งขันอย่างสูงจากบริษัทท่องเที่ยวออนไลน์รายอื่นๆ และสายการบินต้นทุนต่ำ ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ก็หันไปวางแผนท่องเที่ยวด้วยตัวเองกันหมดแล้ว ไม่ใช้บริการบริษัทนำเที่ยวอีกต่อไป

สะท้อนความไม่พร้อมของบริษัทในยุคศตวรรษที่ 21 ไม่ยอมปรับตัวให้เข้ากับผู้บริโภค ที่เป็นลูกค้าของตัวเอง

@koopnot01

คุยกัน7วันหน : กม.ห้ามมีเพศสัมพันธ์นอกสมรส แรงจนผู้นำอินโดนีเซียสั่งเบรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/442150

คุยกัน7วันหน : กม.ห้ามมีเพศสัมพันธ์นอกสมรส  แรงจนผู้นำอินโดนีเซียสั่งเบรก

คุยกัน7วันหน : กม.ห้ามมีเพศสัมพันธ์นอกสมรส แรงจนผู้นำอินโดนีเซียสั่งเบรก

วันอาทิตย์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สัปดาห์ที่แล้ว รัฐสภาอินโดนีเซียเพิ่งผ่านประมวลกฎหมายอาญาใหม่ฉบับหนึ่งซึ่งกำหนดให้การมีเพศสัมพันธ์นอกสมรสเป็นความผิดทางอาญาแม้สองฝ่ายจะยินยอมพร้อมใจ และมีแผนที่จะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่สัปดาห์หน้า แต่ประธานาธิบดี โจโก วิโดโด ของอินโดนีเซีย รีบออกมาแตะเบรก หลังจากประชาชนจำนวนไม่น้อยไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายดังกล่าว รวมถึงต่างชาติออกประกาศเตือนพลเมืองเดินทางมายังอินโดนีเซีย

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอินโดนีเซีย เผยว่า รัฐสภาและรัฐบาลเห็นพ้องกันในร่างสุดท้ายในวันพุธที่แล้ว เกี่ยวกับเนื้อหาในร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งจะถูกนำมาแทนที่กฎหมายทั้งหลายที่บังคับใช้มาตั้งแต่ยุคสมัยยังเป็นอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์ เป็นการแสดงออกถึงความเป็นเอกราชและความเลื่อมใสในศาสนาของอินโดนีเซียที่ล่วงเลยมาช้านาน โดยนาซีร์ ดาจามี นักการเมืองจากพรรคยุติธรรมรุ่งเรือง (Prosperous Justice Party) กล่าวว่า รัฐต้องปกป้องพลเมืองจากพฤติกรรมที่ขัดแย้งกับคำสอนสูงสุดของพระผู้เป็นเจ้า พร้อมเผยว่าผู้นำทุกศาสนาได้ปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ที่หล่อหลอมอุดมการณ์ของอินโดนีเซียบนพื้นฐานแห่งความศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า

ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ คู่รักซึ่งยังไม่ได้แต่งงานแต่อยู่กินฉันสามีภรรยา มีสิทธิ์ติดคุกนาน 6 เดือน หรือปรับเงินสูงสุด 10 ล้านรูเปียห์ (ราว 21,000 บาท)มากพอกับเงินเดือนจำนวน 3 เดือน ของชาวอินโดนีเซียส่วนใหญ่ การดำเนินคดีจะเดินหน้าได้ทันทีเมื่อผู้นำหมู่บ้านยื่นคำร้องกับตำรวจโดยที่ไม่มีการคัดค้านจากผู้ปกครองหรือลูกๆ ของผู้ถูกกล่าวหา ขณะที่ผู้ปกครอง, ลูกๆ และคู่สมรสก็สามารถเป็นฝ่ายเข้าแจ้งความกับตำรวจเองได้เช่นกัน

นอกจากนี้ กฎหมายดังกล่าวยังกำหนดบทลงโทษจำคุกสูงสุด 1 ปี สำหรับคนที่มีเพศสัมพันธ์กับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่สามีหรือภรรยาของตนเอง ซึ่งในกรณีนี้ เปิดทางให้ญาติใกล้ชิดยื่นร้องเรียนได้ อีกทั้งยังจะมีผลบังคับใช้กับชาวต่างชาติเช่นกัน ไม่เพียงแค่นั้น กฎหมายฉบับนี้ยังกำหนดโทษจำคุกสำหรับบุคคลที่ถูกพบว่ากระทำการหยาบโลนอันละเมิดบรรทัดฐานแห่งทำนองคลองธรรมและสุภาพชนผ่านกามตัณหา ไม่ว่าจะเป็นคนรักต่างเพศหรือเป็นพวกรักร่วมเพศ

สถาบันปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทางอาญา องค์กรไม่แสดงหาผลกำไร (อีจีโอ) ระบุว่าชาวอินโดนีเซียหลายล้านคนอาจติดกับกฎหมายใหม่นี้โดยชี้ถึงผลการศึกษาหนึ่งซึ่งพบว่า มีวัยรุ่นอินโดนีเซียราว 40% ที่มีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน รวมถึงผู้นิยมรักร่วมเพศและคู่รักต่างเพศ อาจจะถูกลงโทษจำคุกเนื่องจากมีความสัมพันธ์ทางเพศโดยที่ยังไม่ได้แต่งงานกัน

การผลักดันแก้ไขกฎหมายในปีนี้ซึ่งมีกลุ่มอิสลามอนุรักษ์นิยมหนุนหลัง เผชิญกระแสวิจารณ์อย่างรุนแรงจากกลุ่มสิทธิและประชาชนทั่วไป ที่โกรธแค้นกับการมายุ่งเรื่องบนเตียงของประชาชน การรณรงค์ล่าชื่อออนไลน์เพื่อให้ล้มเลิกกฎหมายนี้มีผู้สนับสนุนแล้ว 500,000 คน ขณะคนอีกนับแสนใช้โซเชียลมีเดียระบายความขุ่นเคือง

สถานการณ์ทำท่าจะส่อเค้าบานปลาย ในที่สุด ประธานาธิบดีโจโก วิโดโดของอินโดนีเซีย ต้องออกมาเรียกร้องให้ชะลอการผ่านร่างกฎหมายใหม่ เพื่อให้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบว่าจะมีผลกระทบในเชิงลบอย่างไรหรือไม่ พร้อมกันนั้น เขาก็ขอให้รัฐสภายกเลิกแผนการที่จะลงมติผ่านร่างกฎหมายฉบับแก้ไขนี้ก่อนที่สมัยประชุมรัฐสภาจะสิ้นสุดลงในสัปดาห์หน้า ไม่ควรจะมีการลงมติให้ความเห็นชอบในสมัยประชุมปัจจุบันที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้

เมื่อวันศุกร์ สถานทูตออสเตรเลียประจำกรุงจาการ์ตาได้ออกคำแนะนำด้านการเดินทางมาอินโดนีเซียฉบับใหม่เตือนว่ากฎหมายดังกล่าวอาจทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังไม่ได้แต่งงานถูกดำเนินคดี แม้นักการเมืองในอินโดนีเซียจะตอบข้อซักถาม ถึงเรื่องนักท่องเที่ยวในอินโดนีเซียมีสิทธิ์ติดคุกฐานมีเพศสัมพันธ์นอกสมรสหรือไม่ว่า ไม่น่าจะมีปัญหา ตราบใดที่ไม่มีใครรู้

อินโดนีเซียเคยโต้เถียงกันมานานหลายสิบปี เพื่อแก้ไขปรับปรุงประมวลกฎหมายอาญาที่ตกทอดมาตั้งแต่ยุคเป็นเมืองขึ้นของฮอลแลนด์ ความพยายามเกือบสัมฤทธิผลเมื่อปี 2561 แต่สุดท้ายก็ล้มเหลว ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญปฏิเสธคำร้องของกลุ่มนักวิชาการสายอนุรักษ์นิยม ที่หวังผลักดันกฎหมายที่จะส่งผลให้การมีเพศสัมพันธ์นอกสมรสทุกรูปแบบเป็นอาชญากรรม แต่ความพยายามเปลี่ยนแปลงแก้ไขกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการมีเพศสัมันธ์นอกสมรสยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง โดยมีการจัดทำประชาพิจารณ์หลายครั้ง เพื่อรวบรวมความคิดเห็นจากกลุ่มนักวิชาการ ศาสนา นักกฎหมาย และกลุ่มสิทธิมนุษยชน

ต้องติดตามความคืบหน้ากันต่อไป และขอเตือนไว้ ใครไปอินโดนีเซียต้องระวังอย่าออกนอกลู่นอกทางเด็ดขาด…เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน

@koopnot01

คุยกัน7วันหน : บังกลาเทศเลิกกฎหมาย ระบุ ‘ความบริสุทธิ์’ ในทะเบียนสมรส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/437248

คุยกัน7วันหน : บังกลาเทศเลิกกฎหมาย  ระบุ ‘ความบริสุทธิ์’ ในทะเบียนสมรส

คุยกัน7วันหน : บังกลาเทศเลิกกฎหมาย ระบุ ‘ความบริสุทธิ์’ ในทะเบียนสมรส

วันอาทิตย์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

หลังการต่อสู้อย่างยาวนานในศาล ในที่สุด สตรีมุสลิมในบังกลาเทศก็ได้รับสิทธิที่จะเลือกระบุคำว่า “ยังไม่ได้แต่งงาน” แทนที่คำว่า “บริสุทธิ์”

เมื่อศาลฎีกาในบังกลาเทศมีคำตัดสินว่าต่อไปนี้สตรีชาวบังกลาเทศจะไม่ต้องระบุข้อมูลในทะเบียนสมรสว่าตนเองเป็น “สาวบริสุทธิ์” (virgin) หรือไม่ จากเดิม แบบฟอร์มทะเบียนสมรสของบังกลาเทศ มีช่องให้ผู้หญิงเลือกกรอกสถานภาพสมรส 3 ตัวเลือก ได้แก่

1) “กุมารี” ซึ่งเป็นภาษาเบงกอลแปลว่า สาวบริสุทธิ์

2) หญิงม่าย (ที่สามีเสียชีวิต)

3) หย่าร้าง

แต่ล่าสุดศาลได้มีคำสั่งให้ถอดคำว่า “กุมารี” ออกจากแบบฟอร์มทะเบียนสมรส แล้วให้ใช้คำที่มีความหมายว่า “สตรีที่ไม่เคยแต่งงาน” (unmarried)แทน ส่วนช่องกรอกสถานภาพสมรสอื่น ได้แก่ “หญิงม่าย” และ “หย่าร้าง”ให้คงไว้ตามเดิม

นอกจากนี้ ศาลยังสั่งให้ฝ่ายชายต้องระบุสถานภาพสมรสของตนด้วย ว่าโสด หย่าร้าง หรือเป็นพ่อม่ายจากเดิมที่ไม่มีข้อกำหนดในเรื่องนี้

ขณะนี้ ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐบาลสะดวกแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงนี้ หรือบอกว่าจะมีผลบังคับใช้เมื่อใด แต่คาดว่าการเปลี่ยนแปลงในทะเบียนสมรสจะมีขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ภายหลังจากมีการเผยแพร่คำพิพากษาฉบับเต็มของศาลออกมาอย่างเป็นทางการ

คำตัดสินครั้งนี้มีขึ้นหลังจากทีมทนายความของกลุ่มเพื่อสิทธิสตรียื่นคำร้องต่อศาลเมื่อปี 2014 เรื่องให้เปลี่ยนแบบฟอร์มภายใต้กฎหมายแต่งงานและหย่าร้างแบบมุสลิมของบังกลาเทศ โดยชี้ว่า ทะเบียนสมรสของบังกลาเทศที่ใช้ในรูปแบบนี้มาตั้งแต่ปี 1961 ได้สร้างความอับอาย เหยียดหยาม และละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของสตรี

อินุน นาฮาร์ ซิดดิกัว หนึ่งในทนายสองคนในคดีนี้ระบุว่า พวกเขาเชื่อว่าสามารถต่อสู้และสร้างความเปลี่ยนแปลงสำหรับผู้หญิงมากกว่านี้ในอนาคต และคำพิพากษาครั้งประวัติศาสตร์นี้จะช่วยสร้างความก้าวหน้าให้แก่สิทธิสตรีในบังกลาเทศ เนื่องจากการถามใครสักคนว่ายังบริสุทธิ์หรือไม่นั้นเป็นการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของบุคคล อีกทั้งเป็นสิ่งที่น่าอับอายต่อผู้หญิง

กฎหมายว่าด้วยการสมรสของบังกลาเทศ ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมนั้น ถูกกลุ่มเพื่อสิทธิสตรีวิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นกฎหมายที่จำกัดสิทธิเสรีภาพและเลือกปฏิบัติ

นอกจากนี้ การที่ผู้หญิงถูกจับคลุมถุงชนแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อยนั้นก็เป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไปในประเทศนี้ จากมาตราหนึ่งของกฎหมายนี้ที่ระบุว่า เยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี สามารถสมรสได้ถ้าผู้ปกครองอนุญาต และเห็นว่าการแต่งงานนั้นเป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้สมรสเอง ซึ่งนักเคลื่อนไหวมองว่า กฎหมายดังกล่าวทำให้เกิดปัญหา “เจ้าสาววัยเยาว์” ซึ่งเยาวชนถูกบังคับให้แต่งงานทั้งที่ยังไม่พร้อม และหลายครั้งนำไปสู่ปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศอีกด้วย

อย่างไรก็ดี ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้ นับว่าเป็นอีกก้าวหนึ่งของความเท่าเทียมทางเพศในบังกลาเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศมุสลิมใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ประชากรของประเทศร้อยละ 90 จากจำนวน 168 ล้านคน นับถืออิสลาม ถือเป็นประเทศมุสลิมที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก อีกทั้งที่ผ่านมา อันดับความเสมอภาคทางเพศของบังกลาเทศดีขึ้นเป็นลำดับ โดยเริ่มขยับจากที่ 70 กว่าในปี 2016 ขึ้นมาเป็นอันดับที่ 48 ในปี 2018 จาก 149 ประเทศทั่วโลก ถือว่าเป็นประเทศที่มีความเสมอภาคทางเพศสูงที่สุดในเอเชียใต้

@koopnot01

คุยกัน7วันหน : ปางช้างที่เป็นมิตรกับช้าง และคำแนะนำสำหรับนักท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/435593

คุยกัน7วันหน : ปางช้างที่เป็นมิตรกับช้าง  และคำแนะนำสำหรับนักท่องเที่ยว

คุยกัน7วันหน : ปางช้างที่เป็นมิตรกับช้าง และคำแนะนำสำหรับนักท่องเที่ยว

วันอาทิตย์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับการเยี่ยมชมช้างคือในป่า แต่หากคุณอยากจะไปเยี่ยมชมช้างที่อยู่ในปางช้างตรวจสอบให้แน่ใจเสียก่อนว่าปางช้างที่คุณจะไปเยี่ยมชมนั้นได้มาตรฐาน ช้างอาศัยอยู่อย่างธรรมชาติ สามารถแสดงออกตามพฤติกรรมตามธรรมชาติได้ ให้ความเป็นมิตรกับช้างไม่ทำร้ายช้าง และให้ความรู้กับนักเที่ยวถึงความต้องการของช้างรวมถึงกำหนดกฎกติกาสำหรับการเยี่ยมชมอย่างเหมาะสมและเคร่งครัด

ชื่อปางช้างบ่งบอกอะไร?

ปางช้างอาจแทนตัวเองว่าเป็นสถานพักพิงหรือศูนย์บริบาลช้าง ที่ให้ความช่วยเหลือให้ที่พักพิงแก่ช้าง แต่อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจว่าช้างจะมีความเป็นอยู่มีสวัสดิภาพที่ดี หาข้อมูลเพิ่มเติมและอ่านคำแนะนำจากแหล่งข้อมูล ก่อนตัดสินใจเพื่อหลีกเลี่ยงการสนับสนุนสถานที่ที่ไม่ได้มาตรฐานและไม่ได้เป็นมิตรกับช้างอย่างแท้จริง

สามารถสัมผัสช้างได้หรือไม่?

เยี่ยมชมปางช้างที่อนุญาตให้คุณดูช้างแต่ไม่สามารถสัมผัสหรือถูกตัวช้างได้เท่านั้น ช้างคือสัตว์ป่าและสมควรที่จะอยู่ในป่า หากปางช้างอนุญาตให้คุณเข้าใกล้ช้างมากพอที่คุณจะสามารถ ขี่ อาบน้ำ และสัมผัสช้างได้ นั่นหมายถึงพวกมันได้รับการฝึกฝนอย่างทารุณโหดร้ายเพื่อทำลายสัญชาตญาณสัตว์ป่า

ช้างอยู่ตามธรรมชาติอย่างที่ควรจะเป็นหรือไม่?

หากช้างในปางช้างไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระและไม่สามารถแสดงออกทางพฤติกรรมตามธรรมชาติได้นั้น สถานที่แห่งนั้นไม่เหมาะสมต่อการเข้าเยี่ยมชม

ตามธรรมชาติของช้างป่า จะต้องเดินในพื้นที่กว้าง แทะเล็มหญ้า และมีสังคมกับช้างด้วยกัน แต่หากช้างในสถานที่แห่งนั้น ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระหรือแสดงออกทางพฤติกรรมตามธรรมชาติได้ สถานที่นั้นไม่เหมาะสำหรับคุณ

มีลูกช้างอยู่หรือไม่?

ลูกช้างอาจดูน่ารักและล่อตาล่อใจนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี แต่หากคุณสามารถเข้าใกล้และสัมผัสลูกช้างโดยที่แม่ของมันไม่อยู่ด้วยปางช้างแห่งนี้ไม่ได้เป็นมิตรกับช้างอย่างแท้จริง

ลูกช้างเล็กๆ นั้น ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี แต่สถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับช้างอย่างแท้จริงนั้น จะไม่มีการเพาะพันธุ์ ดังนั้นคุณไม่ควรเห็นลูกช้างในที่เหล่านี้ยกเว้นในกรณีที่มีลูกช้างกำพร้าถูกช่วยเหลือออกมาจากป่าเท่านั้น

สถานที่มีความปลอดภัยต่อช้างและผู้เข้าชมหรือไม่?

ช้างควรได้รับการดูแลด้วยความรัก ความเมตตา และให้ความเคารพแก่เขา ขอสับช้างไม่สมควรที่จะถูกนำมาใช้ หากไม่ใช่สถานการณ์ฉุกเฉินจริงๆ

ช้างคือสัตว์ป่าและมีสัญชาตญาณของสัตว์ป่าแม้จะถูกนำมาเลี้ยงให้มีความใกล้ชิดกับผู้คนและนักท่องเที่ยวแล้ว แต่ก็ยังสามารถที่จะทำอันตรายควาญช้างและนักท่องเที่ยวให้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้ ถึงแม้จะอยู่ในสถานที่ที่เป็นมิตรกับช้าง คุณอาจเห็นช้างและควาญช้างด้วยกันในระยะไกล นั่นก็เพื่อความปลอดภัยของคุณและนักท่องเที่ยวท่านอื่นๆ

ปางช้างหรือศูนย์บริบาลช้างที่เป็นมิตรกับช้างจริง

แม้จะมีข้อมูลที่แน่นพอ ก็ยังคงเป็นเรื่องยากที่จะหาสถานที่ที่เป็นมิตรกับช้าง เพื่อให้การวางแผนของคุณนั้นง่ายขึ้น เราได้รวบรวมรายชื่อปางช้างหรือศูนย์บริบาลช้างที่เป็นมิตรกับช้างไว้ด้านล่างแล้ว

ประเทศไทย:

ChangChill

Boon Lott’s Elephant Sanctuary

Burm and Emily’s Elephant Sanctuary

Elephant Valley Thailand

Global Vision International

Mahouts Elephant Foundation

เขมร:

Elephant Valley Project

เนปาล:

Tiger Tops Tharu lodge

ช้างนับพันตัวทั่วโลกกำลังได้รับความทุกข์ทรมานภายใต้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว พวกมันไม่สมควรตกอยู่ในสภาพเช่นนี้!

คุยกัน7วันหน : ‘เกรตา ธุนเบิร์ก’ ล่องเรือไปประชุมยูเอ็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/433967

คุยกัน7วันหน : ‘เกรตา ธุนเบิร์ก’  ล่องเรือไปประชุมยูเอ็น

คุยกัน7วันหน : ‘เกรตา ธุนเบิร์ก’ ล่องเรือไปประชุมยูเอ็น

วันอาทิตย์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เกรตา ธุนเบิร์ก สาวนักรณรงค์เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศชาวสวีเดน ซึ่งปลุกกระแสให้เด็กนักเรียนทั่วโลกร่วมรณรงค์ลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เริ่มล่องเรือใบออกจากเมืองพลีมัธของอังกฤษในสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อไปร่วมการประชุมสหประชาชาติ หรือยูเอ็น ที่นครนิวยอร์กของสหรัฐในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้

ธุนเบิร์ก วัย 16 ปี บอกก่อนหน้านี้ว่า เธอจะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดปฏิบัติการสภาพภูมิอากาศยูเอ็นที่นครนิวยอร์กของสหรัฐในเดือนกันยายน การประชุมภาคีกรอบอนุสัญญายูเอ็นว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กรุงซันติอาโกของชิลีในเดือนธันวาคม และการประชุมที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับบิดาและนักสร้างภาพยนตร์เพื่อถ่ายทำสารคดีการเดินทาง เพราะมีคนใจดีให้เธอล่องเรือใบมาลิเซีย ทู (Malizia II) ความยาว 60 ฟุต(ราว 18.28 เมตร) ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกจากอังกฤษไปนครนิวยอร์ก ถือเป็นทางเลือกที่ดีในการเดินทางไปประชุมที่สร้างมลพิษน้อยที่สุด เธอไม่ขอเดินทางไปประชุมด้วยเครื่องบินเพราะปล่อยก๊าซคาร์บอน วิทยาศาสตร์พิสูจน์ให้เห็นชัดเจนแล้ว ทุกคนต้องเริ่มดึงแนวโน้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ลดลงมาก ๆ ก่อนถึงปี 2563 จึงจะยังมีโอกาสที่จะรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสได้ จึงเลือกเดินทางด้วยเรือใบแทน

เรือใบมาลิเซีย ทู มีปิแอร์ แกซีรากีรองประธานสโมสรเรือใบโมนาโก ผู้ก่อตั้งทีมมาลิเซีย และหนึ่งในสมาชิกราชวงศ์แห่งราชรัฐโมนาโก และนายบอริส แฮร์มานน์นักล่องเรือใบรอบโลกชาวเยอรมันผลัดกันเป็นคนบังคับเรือ คาดใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 สัปดาห์ เรือใบลำนี้สามารถแล่นด้วยความเร็ว 35 นอต หรือราว 75 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่เมื่อแล่นจริงจะช้ากว่านี้เพื่อให้การเดินทางราบรื่นและปลอดภัยกว่า

ธุนเบิร์ก บอกว่า การเดินทาง 2 สัปดาห์อาจทำให้เธอเมาคลื่นบ้าง แต่ถือว่าธรรมดามาก เมื่อเทียบกับความทุกข์ยากของผู้คนหลายร้อยล้านคนทั่วโลกต้องเผชิญจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เธอหวังว่าภารกิจของเธอจะช่วยให้ผู้คนทั่วโลกหันมาใส่ใจปัญหานี้ มีหลายคนยังไม่เข้าใจและไม่ยอมรับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งเป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้นเธอก็จะทำในสิ่งที่ทำมาตลอด นั่นคือไม่ใส่ใจคนเหล่านี้แล้วพยายามอธิบายวิทยาศาสตร์ต่อไป ทำให้เกิดความคิดเห็นและความเคลื่อนไหวสากลเพื่อให้ผู้คนยืนหยัดกดดันผู้มีอำนาจให้ดำเนินการเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่นเดียวกับแกซิรากีที่บอกว่า เขามุ่งมั่นทำให้ผู้คนตื่นตัวเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษ การโน้มน้าวให้รัฐบาลและสถาบันระหว่างประเทศดำเนินการและบังคับใช้กฎหมาย เพื่อปกป้องมนุษยชาติและความหลากหลายทางชีวภาพคือสิ่งสำคัญที่สุดต่ออนาคตของชีวิตมนุษย์

ธุนเบิร์กสร้างชื่อเป็นที่รู้จัก และเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วโลก ด้วยการเริ่มประท้วงหน้าอาคารรัฐสภาสวีเดนร่วมกับเพื่อนนักเรียน เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ต่อมา เธอและเพื่อนนักเรียนได้ประท้วงด้วยการหยุดเรียนอย่างต่อเนื่องทุกวันศุกร์ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลหันมาสนใจกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกมากขึ้น ภายใต้การรณรงค์ที่เรียกว่า Fridays For The Future เกิดเป็นกระแส #FridaysForFuture ที่ถูกแชร์อย่างแพร่หลายทางอินเตอร์เนต ขณะที่การประท้วงหยุดเรียนในวันศุกร์ถูกนำไปใช้ในหลายโรงเรียนทั่วโลก รวมทั้งในเยอรมนี เบลเยียม อังกฤษ ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น

นั่นส่งผลให้ธุนเบิร์ก ผู้ป่วยโรคแอสเปอร์เกอร์ ซินโดรม ได้รับเสนอชื่อจากสมาชิกรัฐสภาของนอร์เวย์ 3 คนให้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี2019 ซึ่งหากเธอได้รับเลือกเป็นผู้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจริง เธอจะกลายเป็นผู้ได้รับรางวัลนี้ที่อายุน้อยที่สุดเท่าที่เคยมีมา นับตั้งแต่ มาลาลา ยูซาฟไซสตรีชาวปากีสถานที่เคยได้รับรางวัลนี้เมื่อเธออายุ 17 ปี

ที่ผ่านมา ธุนเบิร์กเคยได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย ทั้งเป็นหนึ่งในผู้ชนะการแข่งขันเขียนบทความของหนังสือพิมพ์ Svenska Dagbladet หนังสือพิมพ์รายวันของสวีเดน เกี่ยวกับสภาพอากาศสำหรับคนหนุ่มสาวเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว รวมทั้งยังได้รับทุนการศึกษาจาก Fryshuset ในฐานะต้นแบบเด็กรุ่นใหมแห่งปี 2018 นอกจากนี้ นิตยสารไทม์ยังคัดเลือกให้เธอเป็นหนึ่งใน 25 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดที่อายุต่ำกว่า 20 ปี ประจำปี 2018 และเนื่องในวันสตรีสากลของปีที่ผ่านมา เธอยังได้รับประกาศให้เป็นผู้หญิงที่สำคัญที่สุดแห่งปีในสวีเดนอีกด้วย

@koopnot01