ชายคาพระพิรุณ : 22 กรกฎาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/427833

586851

ชายคาพระพิรุณ : 22 กรกฎาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

และแล้วเราก็ได้เสนาบดีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ชุดใหม่ที่มาจากประชาธิปไตยเข้ามาแทนรัฐบาลทหารที่หมดวาระไป ครานี้คงเป็นความโชคดี ของเกษตรกรไทย ที่เราจะมีเสนาบดีถึง 4 คน ประกอบด้วย นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยรัฐมนตรีช่วยว่าการฯ อีก 3 ท่าน คือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า, นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ และนายประภัตร โพธสุธน ที่อาสาเข้ามาช่วยดูแลปัญหาปากท้อง และแก้ปัญหาสินค้าเกษตรที่คาราคาซังมาหลายปี ซึ่งทั้ง 4 ท่าน ได้ถือฤกษ์เดินทางเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 18 กรกฎาคม ที่ผ่านมา และประกาศพร้อมปฏิบัติงานทันที ซึ่ง ขุนเกษตรา ขอเป็นกำลังใจให้ทั้ง 4 ท่าน ทำงานอย่างราบรื่น เพื่อปลดเปลื้องความทุกข์ยากของพี่น้องเกษตรกร แม้แต่ละท่านจะมาจาก 4 พรรค แต่ก็เชื่อว่าจะบูรณาการทำงานร่วมกันได้โดยมีจุดหมายเดียวกันคือเพื่อเกษตรกรและภาคเกษตรของไทย หากจะมีนโยบายใหม่ๆ ที่ดี ประเทศและเกษตรกรได้ประโยชน์ก็สนับสนุน ส่งเสริมกันไป แต่นโยบายเก่าที่ทำได้ดีอยู่แล้วหรือยังบกพร่องส่วนไหนก็อยากให้พิจารณาหาแนวทางแก้ไขแล้วสานต่อ เพื่อจะได้ไม่เสียเวลาเริ่มต้นกันใหม่ เกษตรกรจะได้ไม่เสียโอกาสและไม่เสียเวลาเปล่าที่ข้าราชการผู้ปฏิบัติงานได้ที่ทุ่มเททำกันมาอย่างเต็มกำลัง เป็นโอกาสดีที่ท่านรัฐมนตรีจาก 4 พรรคร่วม จะได้พิสูจน์ฝีมือแล้วนะครับ อย่าปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป เพราะโอกาสแบบนี้ไม่ได้มีง่ายๆ และไม่รู้ว่าจะมีโอกาสนานแค่ไหน เป็นกำลังใจให้นะครับ…

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้นำคณะเกษตรกร ผู้ประกอบการ และเจ้าหน้าที่ ร่วมศึกษาดูงานการจัดงานแสดงพืชสวนระหว่างประเทศ “ปักกิ่ง เอ็กซ์โป 2019” ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 3 รุ่น
รุ่นละไม่เกิน 25 คน 3 ครั้ง ครั้งละ 5 วัน ระหว่างเดือนพฤษภาคม-เดือนกันยายน 2562 ชมเทคโนโลยี
การผลิตพืชที่ทันสมัย พร้อมศึกษาแนวโน้มความต้องการสินค้าของผู้บริโภค และเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการของจีนและประเทศอื่นๆ โดย นายสำราญสาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร บอกว่า สำหรับกิจกรรมศึกษาดูงาน Beijing EXPO 2019 มีหลักเกณฑ์การคัดเลือกเกษตรกรเข้าร่วมศึกษาดูงานจะต้องเป็นผู้ประกอบอาชีพเกษตรด้านพืชสวนเป็นหลัก มีประสบการณ์ไม่น้อยกว่า 3 ปี โดยเป็นเกษตรกรที่จดทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร และเข้าร่วมกิจกรรมของกรมอย่างต่อเนื่อง เป็น Smart Farmer ต้นแบบ/Young Smart Farmer ต้นแบบ/เกษตรกรแปลงใหญ่/ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หรือเกษตรกร/องค์กรเกษตรกรผู้ได้รับรางวัลระดับจังหวัด/เขต/ประเทศ เป็นต้น และหากได้รับรางวัลชนะเลิศจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ รวมทั้งไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรมในต่างประเทศของกรมมาก่อน ภายในระยะเวลา 2 ปี ซึ่งโปรแกรมที่กรมส่งเสริมการเกษตรนำคณะศึกษาดูงาน ในงาน Beijing EXPO 2019 ประกอบด้วย Thailand Pavilion (บ้านไทย) อาคารแสดงสินค้าและบริการข้อมูลประเทศไทย (บ้านไทย) สร้างขึ้นภายใต้แนวคิด The Green Way of Life, the Thai Way of Sufficiency พื้นที่ 1,600 ตารางเมตร แสดงให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับวิถีชีวิตของคนไทยและวัฒนธรรมไทย ผ่านบ้านไทยโบราณและสวนไทยด้วยแนวคิด “ซูเปอร์มาร์เก็ตรอบบ้าน” มีการเพาะปลูกพืชผัก ไม้ผล พืชสมุนไพร และไม้ดอกไม้ประดับที่หลากหลาย เพื่อการบริโภคในครัวเรือนและสร้างรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตสู่ตลาด โดยการจัดงาน Beijing EXPO 2019 มีจำนวนประเทศและองค์กรระหว่างประเทศเข้าร่วมงานทั้งสิ้น 110 ประเทศ/องค์กร ซึ่งจากการดำเนินงานที่ผ่านมาประเทศไทยได้รับความไว้วางใจและถูกนำเสนอให้ได้รับการคัดเลือกเป็น 1 ใน 4 ประเทศ สำหรับต้อนรับคณะผู้เยี่ยมชมระดับ VVIP หรือ Super VIP ประกอบด้วย เยอรมนี กาตาร์ ญี่ปุ่น และไทย มีผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมจากประเทศต่างๆ เช่น เอกอัครราชทูตประเทศอาเซอร์ไบจานประจำกรุงปักกิ่ง ผู้แทนจากประเทศเนเธอร์แลนด์ ผู้แทนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมทั้งได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนจากประเทศจีนอย่างต่อเนื่องจากสื่อต่างๆ เป็นต้น อธิบดีสำราญ ระบุว่า จากการประมาณการโดยใช้หลักสถิติ คาดว่าตลอดระยะเวลา 6 เดือน นับตั้งแต่จัดงาน จะมีผู้เข้าเยี่ยมชม Thailand Pavilion (บ้านไทย) ไม่ต่ำกว่า 800,000 คน ซึ่งการเข้าร่วมงาน Beijing EXPO 2019 ครั้งนี้จะเป็นการสร้างการรับรู้ให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาท่องเที่ยวในจีนอีก 16 ล้านคน ได้รู้จักสินค้าเกษตรไทยและแสดงศักยภาพสินค้าเกษตรของไทยที่มีคุณภาพ ที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติทั่วโลกมากขึ้น

เมื่อเร็วๆ นี้ นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มอบหมายให้สำนักมาตรฐานการบัญชีและการสอบบัญชี ร่วมเป็นวิทยากรในการอบรมให้ความรู้ ด้านการจัดทำบัญชีและงบการเงินแก่สหกรณ์ หลักสูตรการจัดทำบัญชีของสหกรณ์ขั้นพื้นฐาน เพื่อพัฒนาศักยภาพในการจัดทำบัญชีของสหกรณ์มุ่งสู่เป้าหมาย ตามโครงการสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์จัดทำบัญชีและงบการเงินได้ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง 7 หน่วยงาน ประกอบด้วย กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย จำกัด ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด ชุมนุมสหกรณ์บริการเดินรถแห่งประเทศไทย จำกัด และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์จัดทำบัญชีและงบการเงินได้ โดยมีสหกรณ์เข้ารับการอบรม จำนวน 80 สหกรณ์ มีผู้เข้ารับการอบรม 131 ราย ซึ่งนับเป็นกิจกรรมที่ช่วยสร้างความเข้มแข็งทางบัญชีให้กับสหกรณ์ที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์มีนโยบายดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 15 กรกฎาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/426387

586851

ชายคาพระพิรุณ : 15 กรกฎาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากปริมาณการนำเข้าสัตว์น้ำของประเทศไทยที่เพิ่มสูงขึ้นในรอบ 5 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากปริมาณความต้องการวัตถุดิบเพื่อนำไปผลิต
ส่งออก และความต้องการในการบริโภคในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นและยังมีการลักลอบนำเข้าสัตว์น้ำโดยไม่ถูกต้อง ทำให้เกิดกระแสการร้องเรียนจากสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย สมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาไทย ถึงความเดือดร้อนของผู้ประกอบการไทยที่มีต้นทุนในการผลิตที่สูงกว่าวัตถุดิบที่นำเข้า เนื่องจากประเทศไทยมีการควบคุมและรับรองมาตรฐานการเลี้ยง และการจับสัตว์น้ำที่มีคุณภาพปลอดจากการประมง IUU ทำให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมได้ ตลอดจนการร้องเรียนของผู้บริโภคถึงความปลอดภัยของสัตว์น้ำที่นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศว่ามีความปลอดภัยตามเกณฑ์มาตรการที่กำหนดหรือไม่

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง บอกว่า ภายใต้นโยบาย IUU Free THAILAND และ Food Safety ของประเทศไทยที่ได้มีการประกาศและแสดงเจตนารมณ์ไว้ เพื่อให้การประมงไทยทั้งจากการจับจากธรรมชาติและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมุ่งสู่ความยั่งยืนซึ่งเป็นที่ยอมรับของประชาคมโลกแล้ว หลักสำคัญอีกประการหนึ่งคือการสร้างความเป็นธรรมและโปร่งใสทางธุรกิจ ซึ่งจะคุ้มครองผู้ประกอบการในการแข่งขันทางธุรกิจ และผู้บริโภคที่มีสินค้าที่บริโภคได้อย่างปลอดภัยในราคาที่เป็นธรรม ช่วงที่ผ่านมากรมประมงได้เพิ่มประสิทธิภาพระบบการนำเข้าสัตว์น้ำของไทย โดยเริ่มจากสัตว์น้ำที่มีการนำเข้ามาในประเทศไทยทางเรือ โดยใช้ “เรือขนถ่ายสัตว์น้ำ” เนื่องจากสามารถบรรทุกได้ในปริมาณมากและมีค่าใช้จ่ายถูกกว่าการขนส่งประเภทอื่น ทำให้มีการขนถ่ายในช่องทางนี้เป็นจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ทูน่า” ซึ่งประเทศไทยเป็น “ตลาดนำเข้าทูน่า” ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ภายใต้มาตรการ PSMA กรมประมงได้มีการตรวจสอบสัตว์น้ำที่มากับเรือขนถ่ายทุกลำว่ามีการขนสัตว์น้ำจากเรือจับลำใด มีการทำประมงในช่วงไหน แหล่งใด ทำการประมงผิดกฎหมายหรือไม่ โดยมีการประสานงานกับรัฐเจ้าของธง รัฐชายฝั่ง หรือ RFMO อย่างใกล้ชิด เพื่อขอ “หลักฐาน” ที่จะสามารถยืนยันความถูกต้องของสัตว์น้ำเหล่านั้น อาทิ ข้อกฎหมาย พิกัดสัญญาณ VMS/AIS ใบอนุญาตการจับสัตว์น้ำ

ตลอดจนกรมประมงยังได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่จำเป็นกับองค์กรต่างๆ ที่เฝ้าจับตามการประมง IUU ในน่านน้ำต่างๆ เช่น FFA ที่ดำเนินการอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก หรือ Fish-I- Afarica ที่ดูแลในพื้นที่บริเวณชายฝั่งแอฟริกา เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสัตว์น้ำที่เข้าสู่ประเทศไทยเป็นสัตว์น้ำที่ปลอดจากการทำประมง IUU ผลการดำเนินงานประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมาได้มีการจับเรือประมงต่างชาติที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นเรือ IUU ถึง 5 ลำ และมีการปฏิเสธการนำเข้าสินค้าประมงที่ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนพอที่จะให้เชื่อมั่นได้ว่าไม่ได้มาจากการทำประมง IUU ไปแล้วประมาณ 400 ตัน สิ่งเหล่านี้ทำให้ได้รับการยอมรับว่าประเทศไทยมีการปฏิบัติตามพันธกรณี ภายใต้ PSMA ที่ได้มีการลงนามให้สัตยาบันไว้ และทำให้ประเทศไทยหลุดจากข้อกล่าวหาว่าเป็น“แหล่งฟอกปลา IUU ของโลก” ซึ่งส่งผลเสียหายต่อประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง และนอกจากนี้จากความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการที่ช่วยควบคุมเรือประมง หรือเรือขนถ่ายสัตว์น้ำ ทั้งประเทศมาเลเชีย เวียดนาม พม่า ที่จะเข้ามาเทียบท่าโดยไม่ได้รับอนุญาต ทำให้ประเทศไทยมีภาพลักษณ์ที่ดีทางการควบคุมการทำประมงและส่งผลต่อการเจรจาความร่วมมืออื่นๆ ต่อไปในอนาคต

อธิบดีกรมประมง ยังกล่าวอย่างมั่นใจว่าภายใต้มาตรการต่างๆ ที่ดำเนินการจะช่วยให้การประมงของไทยและของโลกมุ่งไปสู่ความยั่งยืนและเป็นธรรมกับทุกภาคส่วนที่ทำอย่างถูกต้อง เพราะเป็นที่ยอมรับทั่วโลกว่าการทำประมง IUU ก่อให้เกิดการล่มสลายของการประมง ตลอดจนสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคทั้งภายในและภายนอกประเทศถึงความปลอดภัยในการบริโภคที่ได้รับและการมีส่วนช่วยในการผลักดันให้การประมงของโลกมุ่งไปสู่ความยั่งยืนและเป็นสมบัติของลูกหลานในอนาคต และคงต้องเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องช่วยกันทำให้คนกลุ่มดังกล่าวไม่สามารถเอาเปรียบสังคมได้ เพราะสิ่งเหล่านั้นเองจะทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม เพราะฉะนั้นเราทุกคนคงต้องช่วยกันเพื่อให้สังคมของไทย และความยั่งยืนของทรัพยากรในอนาคต

กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกร! อย่าหลงเชื่อซื้อยาปลอมกำจัด “หนอนกระทู้” ช่วงนี้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดกำลังพบปัญหาการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพด กัดกินใบและยอดอ่อนข้าวโพด ทำให้ผลผลิตเสียหาย จึงเป็นเหตุให้กลุ่มมิจฉาชีพฉวยโอกาสทำผลิตภัณฑ์ยาปลอมขึ้นมา โดยอ้างสรรพคุณสามารถกำจัดหนอนกระทู้และมาหลอกขายให้เกษตรกร ซึ่งเป็นตัวยาที่ไม่ตรงกับที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำ ดังนั้น
จึงขอแจ้งเตือนเกษตรกร อย่าหลงเชื่อโฆษณาและซื้อยาดังกล่าวมาใช้ เพราะนอกจากเสียค่าใช้จ่ายในการซื้อสารเคมีมาใช้แล้วไม่ได้ผล รวมถึงใช้อย่างไม่ถูกวิธีอาจทำให้มีการระบาดเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย สำหรับวิธีการซื้อสารเคมีนั้น ควรสังเกตบนฉลากต้องระบุข้อมูลครบถ้วน เช่น ชื่อการค้า ชื่อสามัญ ทะเบียนวัตถุอันตราย ข้อบ่งใช้ บริษัทผู้ผลิต/นำเข้า เป็นต้น หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โทร. 0-2579-0151-8

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 8 กรกฎาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/424795

586851

ชายคาพระพิรุณ : 8 กรกฎาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่วงนี้ผลไม้หลายชนิดกำลังทยอยออกสู่ตลาด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ได้เปิดเผยถึงสถานการณ์ไม้ผลเศรษฐกิจของประเทศ ประจำปี 2562 ว่าไม้ผลภาคเหนือ ประกอบด้วย ลำไยใน 8 จังหวัดภาคเหนือ ปีนี้มีปริมาณผลผลิต จำนวน 624,321 ตัน แบ่งเป็น ลำไยในฤดู 341,028 ตัน ลำไยนอกฤดู 283,293 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา ปริมาณ 675,549 ตัน ลดลง 7.5% เนื่องจากสภาพภูมิอากาศเกิดฝนแล้ง ปริมาณน้ำฝนไม่เพียงพอ อากาศร้อน เกิดพายุร้อนและวาตภัย ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) จะอยู่ในเดือนสิงหาคม ส่วนลิ้นจี่ มีปริมาณผลผลิต จำนวน 26,278 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา ปริมาณ 41,220 ตัน ลดลง 36.25% สาเหตุเกิดจากภาวะฝนทิ้งช่วง อากาศร้อนจัด แห้งแล้ง เกษตรกรลดการดูแลรักษาเพราะราคาไม่จูงใจ ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) อยู่ในเดือนพฤษภาคม ผลผลิตไม่เพียงพอจำหน่าย

สำหรับสถานการณ์ไม้ผลภาคใต้ ประกอบด้วย ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ปี 2562 ทุเรียน มีปริมาณผลผลิต จำนวน 445,220 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา จำนวน 304,267 ตัน เพิ่มขึ้น 46.33% เนื่องจากเนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้น ราคาดี จูงใจให้เกษตรกรบำรุงรักษาดูแลผลผลิตดีขึ้น ทำให้ต้นมีความสมบูรณ์ ออกดอกและติดผลมากขึ้น ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) อยู่ในเดือนสิงหาคม มังคุด มีปริมาณผลผลิต จำนวน 156,118 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา จำนวน 110,364 ตัน เพิ่มขึ้น 41.46% เนื่องจากเนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้น ต้นมีความสมบูรณ์ออกดอกและติดผลมากขึ้น ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) เดือนกรกฎาคม – เดือนสิงหาคม เงาะ มีปริมาณผลผลิต จำนวน 69,371 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา จำนวน 71,884 ตัน ลดลง 3.5% สาเหตุจากอากาศร้อนจัดและน้ำไม่เพียงพอในช่วงเดือนเมษายนส่งผลให้ดอกร่วง ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) เดือนสิงหาคม – เดือนกันยายน และลองกอง มีปริมาณผลผลิต จำนวน 67,687 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา จำนวน 42,870 ตัน เพิ่มขึ้น 57.89% เนื่องจากมีช่วงแล้งเหมาะสมกับการออกดอก และต้นมีความสมบูรณ์ออกดอกเพิ่มขึ้น ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) เดือนกันยายน – เดือนตุลาคม โดยที่ประชุมคณะกรรมการฯ เห็นชอบแผนบริหารจัดการผลไม้ ปี 2562 เพื่อให้จังหวัดใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในการบริหารจัดการผลไม้ในฤดูกาลผลิต ปี 2562 แบบเบ็ดเสร็จด้วยตัวเอง โดยผ่านกลไกคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาอันเนื่องมาจากผลผลิตการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) ให้เป็นไปตามกลไกตลาดปกติ ในเชิงปริมาณเน้นการจัดสมดุลอุปสงค์และอุปทาน ในเชิงคุณภาพสอดคล้องตามยุทธศาสตร์พัฒนาผลไม้ไทย พ.ศ. 2558 – 2564 โดยผลไม้ภาคเหนือ ได้แก่ ลำไย เน้นบริหารจัดการลำไยในฤดู ปริมาณ 341,028 ตัน แผนบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้เน้นผลผลิตในฤดู รวม 580,401 ตัน แบ่งเป็น ทุเรียน จำนวน 366,938 ตัน มังคุด จำนวน 145,025 ตัน เงาะ จำนวน 68,438 ตัน โดยการบริหารจัดการเชิงปริมาณ ได้แก่ การกระจายผลผลิตในประเทศ ด้วยวิธีการกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตผ่านผู้ประกอบการ (ล้ง) วิสาหกิจชุมชน ศูนย์คัดแยกผลไม้ชุมชน สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร Modern Trade ไปรษณีย์/ตลาดออนไลน์ ตลาดค้าผลไม้ภายในจังหวัด การจำหน่ายตรงผู้บริโภค การจัดงานประชาสัมพันธ์ เป็นต้น การแปรรูป ด้วยวิธีการแช่แข็ง อบแห้ง กวน ทอด และการส่งออก (ผลสด)

การทำบัญชีครัวเรือน เป็นเครื่องมือนำทางให้ผู้ทำบัญชี รู้จักคิด รู้จักจ่าย รู้จักออมและเกิดแรงจูงใจที่จะปรับเปลี่ยนตนเองสู่ชีวิตที่ดียิ่งขึ้น และก่อเกิดแนวคิดพัฒนาอาชีพ ทำให้รู้รายได้ รู้รายจ่าย มีเงินออม ซึ่งเด็กและเยาวชนเป็นอีกกลุ่มเป้าหมายที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญ โดยมุ่งเน้นให้เยาวชนนักเรียนตระหนักและเห็นประโยชน์ของการบันทึกบัญชี และสามารถจัดทำบัญชีรับ-จ่ายของตนเอง รวมทั้ง ยังเป็นการสร้างและผลักดันให้เยาวชนนักเรียนเป็นกลไกในการขับเคลื่อนการจดบันทึกบัญชีและเป็นเครือข่ายในการถ่ายทอดความรู้ด้านการจดบันทึกบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือนให้กับบุคคลในครอบครัวและบุคคลผู้ใกล้ชิด ซึ่งเป็นการปลูกฝังการสร้างวินัยทางการเงินให้เยาวชนรู้จักการวางแผนการใช้จ่ายเงิน นำไปสู่การดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เมื่อเร็วๆนี้ นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จึงมีนโยบายให้ กองประสานงานโครงการพระราชดำริ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ นำโดยนางสาวปัทมนันท์ ผดุงชีวิต ผู้อำนวยการกลุ่มประสานงานและติดตามผล พร้อมด้วยบุคลากรในสังกัด เป็นวิทยากรบรรยายในโครงการ “ออมไม่อด จดไม่จน” ร่วมกับสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จัดอบรมสอนแนะการจัดทำบัญชีต้นกล้าเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 320 ราย เพื่อส่งเสริมให้เด็กมีความรู้ ความเข้าใจ การจดบันทึกบัญชีรายรับ–รายจ่ายที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ปลูกฝังให้เด็ก และเยาวชน รู้จักการออมเงิน รู้คุณค่าของเงิน และมีวินัยทางการเงินมากขึ้น และแจกสมุดบัญชีต้นกล้าเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่นักเรียนที่เข้ารับการอบรมพร้อมทั้งแนะนำการบันทึกบัญชีด้วยมือถือโปรแกรม “Smart Me” ซึ่งเป็นนวัตกรรมการบันทึกบัญชีของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ นอกจากนี้ยังมีการประกวดแต่งคำขวัญเกี่ยวกับการออม และมอบรางวัลให้แก่นักเรียนที่ชนะการประกวด ณ โรงเรียนเบญจมราชาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นับเป็นนโยบายที่ดี ที่จะช่วยปลูกฝังให้เยาวชนได้รู้จักการออมตั้งแต่วันนี้ เพื่อสบายในวันข้างหน้า…

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 1 กรกฎาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/423259

586851

ชายคาพระพิรุณ : 1 กรกฎาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ โดย อธิบดีโอภาส ทองยงค์ มุ่งมั่นพัฒนาสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรและเกษตรกร ให้มีระบบบริหารจัดการด้านการเงิน การบัญชีที่มีคุณภาพและเชื่อถือได้ ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยมุ่งให้นำ “องค์ความรู้ด้านบัญชี” ไปใช้แก้ไขจุดอ่อนและเสริมจุดแข็งเพื่อให้เอื้อต่อการพัฒนาภาคการเกษตรได้อย่างเหมาะสม สมดุล และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตามกรอบแนวคิด 3 พอ พลิกชีวิต : น้ำพอดี ดินพอเหมาะ คนพอเพียง โดยสามารถเชื่อมโยง “ข้อมูลทางบัญชี” ในมิติต่างๆ ไปสู่การบริหารจัดการดินและน้ำในระดับครัวเรือน เพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ด้วยการยึดแนวคิด ประหยัด เรียบง่ายและประโยชน์สูงสุด อธิบดีโอภาส เน้นย้ำว่า การดำเนินการตามกรอบแนวคิด 3 พอ พลิกชีวิต : น้ำพอดี ดินพอเหมาะ คนพอเพียง ให้บรรลุตามเป้าหมายสร้างวิถีสู่ความพอเพียงที่มุ่งหวังไว้ ล้วนมีปัจจัยความสำเร็จที่ได้จากการทำบัญชีและการบันทึกข้อมูลทั้งสิ้น หากทุกฝ่ายเข้าใจกรอบแนวคิด คุณลักษณะ คำนิยามของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแจ่มชัดแล้ว ก็จะง่ายขึ้นในการนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ และจะนำไปสู่ผลที่คาดว่าจะได้รับ คือ การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้และเทคโนโลยี

ปัจจุบันผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสนใจกับการบริโภคอาหารที่สด สะอาด ปลอดภัย ไร้สารตกค้างกันมากขึ้น ดังนั้น ประเทศไทย ประเทศผู้เป็นหนึ่งฐานการผลิตสินค้า วัตถุดิบสำหรับทำอาหาร ซึ่งเปรียบเสมือนครัวโลก จึงต้องหันมาใส่ใจและให้ความสำคัญกับเรื่องการผลิตอาหารปลอดภัยเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคด้วยเช่นกัน สำหรับในส่วนของกรมประมง นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง ได้ให้นโยบายและวางแนวทางปฏิบัติเพื่อติดอาวุธทางปัญญาเสริมความรู้ผลิตอาหารปลอดภัยใส่ใจสิ่งแวดล้อมให้เกษตรกรทั่วประเทศ เผยแพร่ความรู้แก่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและผู้ประกอบการตลอดสายการผลิต ให้ทราบถึงแนวทางวิธีการในการผลิตสัตว์น้ำให้ปลอดภัยต่อการบริโภค ซึ่งที่ผ่านมากรมประมง ได้มีการลงพื้นที่ทั่วประเทศ ให้ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์การเกิดโรคในสัตว์น้ำ เพื่อให้รู้ทัน รู้จักและเข้าใจโรคแต่ละชนิดมากขึ้น รวมถึงการประเมินการวิเคราะห์ความเสี่ยงของการเกิดโรค การเฝ้าระวังโรคในฟาร์ม การตรวจติดตามการเกิดโรค รวมทั้งหลักการจัดการความปลอดภัยทางชีวภาพลดปัญหาการเกิดโรคระบาด และการใช้ยาที่ไม่สมเหตุสมผล รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องของการใช้ประโยชน์ทรัพยากรน้ำร่วมกันอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเรื่องต่างๆ เหล่านี้ เป็นทิศทางและกระแสการผลิตสัตว์น้ำของโลกด้วย

นอกจากนี้ เมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคม – ต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ยังได้ร่วมกับเครือข่ายผู้เลี้ยงกุ้งไทย จัดงานสัมมนา “ชูกุ้งไทยสู่ความยั่งยืน ยกมาตรฐานกุ้งไทย สด สะอาด รสชาติดี ปลอดสารพิษ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” ในพื้นที่ทางภาคตะวันออกและภาคใต้ รวม 11 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ปัตตานี สตูล ตรัง กระบี่ พังงา และระนอง โดยมีเกษตรกรจากชมรมผู้เลี้ยงกุ้ง 16 ชมรม รวมแล้วกว่า 900 คน ให้ความสนใจเข้าร่วมฟังการสัมมนากันมาก ทั้งนี้ ภายในงานสัมมนามีการบรรยายและให้ความรู้เกี่ยวกับการสร้างความเข้าใจในการใช้ยาและเคมีภัณฑ์ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ รวมทั้ง เรื่องของกระบวนการจัดการน้ำที่ใช้เลี้ยงสัตว์น้ำก่อนที่จะทิ้ง เพื่อไม่ให้เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ในงานสัมมนาดังกล่าว ผู้เข้าร่วมงานยังได้แสดงเจตจำนงร่วมกันในเรื่องของความตั้งใจที่จะลดการใช้ยาต้านจุลชีพที่ไม่สมเหตุสมผลทำให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา สารตกค้างในกุ้ง และเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่ออุตสาหกรรมกุ้งไทยที่ทั้งระบบ

ดังนั้น การจัดงานดังกล่าว ถือเป็นการช่วยส่งเสริมให้อุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งไทยเกิดความยั่งยืน และยังเกิดภาพลักษณ์ที่ดีต่อประเทศไทยด้วย และจากการติดตามผลหลังจากที่เกษตรกรได้รับความรู้ไปนั้น พบว่าเกษตรกรมีความสนใจกระตือรือร้น ตอบรับนโยบายและมุ่งมั่นที่จะผลิตสัตว์น้ำให้มีความสด สะอาด ไร้สารตกค้าง เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคกันมากข้น จะเห็นว่าแนวทางการดำเนินการที่ผ่านมาถือเป็นการทำงานเชิงรุก เพราะเจ้าหน้าที่กรมได้ลงพื้นที่ชนิดที่เรียกว่าเคาะประตูกันถึงบ้านจัดการส่งเสริมความรู้กันถึงที่เลยทีเดียว ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้เป็นเกษตรกรอัจฉริยะ (Smart Farmer) ในการผลิตสินค้าสัตว์น้ำให้มีคุณภาพได้มาตรฐานสากลมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ถือเป็นการสร้างจุดแข็งของไทยในการช่วยเพิ่มขีดความแข่งขันในการส่งออกสินค้าสัตว์น้ำของประเทศไทยกับประเทศคู่ค้าได้อย่างมาก

กรมส่งเสริมการเกษตร เตรียมจัดประชุมวิชาการข้าวโพดและข้าวฟ่าง ครั้งที่ 39 ระหว่างวันที่ 27-29 สิงหาคม 2562 นี้ ขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมประชุมและส่งผลงานการศึกษาวิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่าง ภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่https://corn-sorghum39.doae.go.th สำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร 0-2940-6124 E-mail : cornandsorghum39@gmail.com

ชายคาพระพิรุณ : 24 มิถุนายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/421810

586851

ชายคาพระพิรุณ : 24 มิถุนายน 2562

วันจันทร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมประมง ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค เตรียมจัดงาน“วันประมงน้อมเกล้าฯ ครั้งที่ 31” วันที่ 28 มิถุนายน – 7 กรกฎาคม 2562 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น. เนรมิตพื้นที่กว่า 7,000 ตร.ม.ทั่วบริเวณชั้น จี ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์เป็นจักรวรรดิแห่งสัตว์น้ำที่ยิ่งใหญ่ “อะควาติกเอ็มไพร์” จัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำกว่า 100 สายพันธุ์ อลังการกับการประกวดปลาสวยงามมากถึง 8 ชนิด 67 ประเภท กว่า 2,000 ตู้ ชมสุดยอดราชา-ราชินีแห่งสายพันธุ์, มหัศจรรย์กับสัตว์น้ำสุดแปลกจากแดนใต้ “ปลากะแมะ” ปลาแปลกรูปร่างประหลาดแห่งป่าพรุโต๊ะแดง “กบใบไม้ฮาลาบาลา”นักพลางตัวชั้นยอดจากแดนใต้ และ “แม่หอบ” สัตว์โบราณดำรงเผ่าพันธุ์กว่า 16 ล้านปี เนื้อมีสรรพคุณทางยาสามารถรักษาหอบหืดได้,สุดทึ่งกับสัตว์น้ำต่างถิ่น “เต่ายักษ์อัลลิเกเตอร์”เต่าน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีแรงกัดมหาศาลเป็นอันดับ 3 ของโลก พร้อมภาคภูมิใจในความเป็นไทยกับ “ปลากัดไทย” สัตว์น้ำประจำชาติไทย และสนุกล้ำกับ MAGICFLOOR เทคโนโลยีสุดล้ำ Interactive Floor Projection ที่ทำให้คุณได้ใกล้ชิดกับฝูงปลาเสมือนเดินอยู่บนผืนน้ำ ตลอดจนนิทรรศการความรู้ทางการแพทย์“กระดูกและข้อ” จากคุณหมอโรงพยาบาลศิริราช

นอกจากนี้การประกวดปลาสวยงามชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ปีนี้จะมีการจัดประกวดมากถึง 8 ชนิด 67 ประเภท ได้แก่ ปลากัด ปลาหางนกยูง ปลาตะพัด (ปลาเอเชียอโรวาน่า) ปลาเงินปลาทอง ปลาหมอสี ปลาหมอสีครอสบรีด ปลาปอมปาดัวร์ ปลาตะพัด และปลากัดออนไลน์ โดยไฮไลท์ เป็นการประกวด“ปลากัดสีและลายธงชาติ”และ “ปลากัดไทยสัตว์น้ำประจำชาติ Bettasplendens” คู่ไปกับ การประกวดวาดภาพ “ปลากัดไทย (Siamese Fighting Fish) สัตว์น้ำประจำชาติของนักเรียนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น และเพื่อร่วมกันภาคภูมิใจในความเป็นไทย ตลอด 10 วัน ของการจัดงาน เชิญร่วมสัมผัสความยิ่งใหญ่ตระการตา พร้อมความแปลกมหัศจรรย์ของสิ่งมีชีวิตใต้ท้องน้ำหลากสีสันและสุดยอดปลาสวยงามจากการประกวด ตลอดจนความรู้และบริการเรื่องสุขภาพ ในงาน“วันประมงน้อมเกล้าฯ” ครั้งที่ 31 ได้ ตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน- 7 กรกฎาคม 2561 เวลา 10.00–20.00 น. ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค ค่าบัตรผ่านประตูเพียง 20 บาท รายได้ส่วนหนึ่งมอบให้มูลนิธิจุฬาภรณ์ โดยในปีนี้ คณะกรรมการจัดงานวันประมงน้อมเกล้าฯ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารีโปรดให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ เสด็จแทนพระองค์ เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันประมงน้อมเกล้าฯ ครั้งที่ 31 ในวันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม 2562 เวลา 17.00 น.

นายพรศักดิ์ นันตะรัตน์ เกษตรจังหวัดเชียงราย ชวนเที่ยวงานเทศกาลข้าวเชียงราย ประจำปี 2562 ระหว่างวันที่ 3-5 กรกฎาคม 2562 ณ บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เพื่อส่งเสริมศักยภาพเกษตรกรผู้ปลูกข้าว และสนับสนุนช่องทางการตลาดใหม่ เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเชียงรายและเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ข้าวคุณภาพของจังหวัดที่มีชื่อเสียง อาทิ ข้าว กข 15 ข้าวเหนียวเขี้ยวงู ข้าวไรซ์เบอร์รี่ เป็นต้น โดยกำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 3-5 กรกฎาคม 2562 ณ บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอแม่สาย ภายในงานพบกับการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ข้าวคุณภาพ ปลอดภัยหลากหลายชนิด และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวของจังหวัดเชียงราย การสาธิตการปรุงอาหารคาว-หวานแปรรูปจากข้าว อาทิ คุกกี้ข้าว น้ำชาข้าว การจัดทำข้าวหลามยักษ์ ภูมิปัญญาท้องถิ่นอำเภอพาน แจกให้รับประทานฟรีในวันเปิดงาน ชมนิทรรศการข้าว และครั้งแรกกับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ข้าวจากวิสาหกิจชุมชนพัฒนาข้าวหนองอ้อช่วยชีวิตหมูป่า ซึ่งเป็นข้าวจากกลุ่มชาวนาที่เสียสละพื้นที่นารับน้ำจากถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน ในกรณีการช่วยเหลือ 13 เยาวชนทีมหมูป่าอะคาเดมี่ติดถ้ำหลวง

เมื่อเร็วๆ นี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์จัดอบรมหลักสูตร ผู้สอบบัญชีสหกรณ์ระดับสูง รุ่นที่ 1 (ครั้งที่ 2) โดยมีนายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการอบรม เพื่อให้ผู้สอบบัญชีสหกรณ์ระดับสูง ได้รับความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการตรวจสอบสหกรณ์ที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการบันทึกบัญชี โดยใช้โปรแกรม ACL และ CATS ตรวจสอบการทุจริต รวมถึงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ในการปฏิบัติงานสอบบัญชีระหว่างผู้เข้ารับการอบรมด้วยกันเอง และวิทยากร โดยมีข้าราชการที่ปฏิบัติงานตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้สอบบัญชีสหกรณ์ระดับสูง รวมทั้งมีความสมัครใจและสามารถเข้ารับการอบรมได้ตลอดหลักสูตร จำนวน 80 คน ณ ศูนย์การเรียนรู้เพื่อการปฏิรูปที่ดิน อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 10 มิถุนายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/418830

586851

ชายคาพระพิรุณ : 10 มิถุนายน 2562

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากการที่องค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศให้วันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี เป็น “วันต่อต้านการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุมสากล : Combating IUU Day” เพื่อสร้างความตระหนักเกี่ยวกับภัยคุกคามของการทำประมง IUU ที่ส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนของทรัพยากรประมง รวมถึงผลกระทบที่มีต่อระบบเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนทั่วทุกภูมิภาคของโลกในระยะยาว ดังนั้น องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการดูแลรับผิดชอบแหล่งอาหารของโลกซึ่งได้มาอย่างถูกกฎหมาย จึงพิจารณาให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน Combating IUU Day ในปีนี้ ซึ่งถือว่าเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค เพราะเห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย IUU ได้อย่างมีประสิทธิจนสามารถปลดใบเหลืองได้ โดยงาน Combating IUU Day ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา ณ กรมประมง มี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดงาน ซึ่งรองนายกฯ ได้กล่าวกลับสื่อมวลชนภายหลังเปิดงานว่า ปัจจุบันไทยได้ผลักดันการแก้ไขปัญหา IUU ของประเทศจนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ อาทิ การผลักดันนโยบายประมงร่วมอาเซียน (ASEAN General Fisheries Policy) การเข้าร่วมเป็นภาคีความร่วมมือระหว่างประเทศ เช่น ข้อตกลงว่าด้วยการปฏิบัติตามบทบัญญัติของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเลเกี่ยวกับการอนุรักษ์และการบริหารจัดการมวลปลาที่ย้ายถิ่น (UNFSA) ข้อตกลงตามมาตรการของรัฐเจ้าท่า (PSM) ข้อตกลงว่าด้วยการทำประมงในมหาสมุทรอินเดียตอนใต้ (SIOFA) รวมถึงการลงนามความร่วมมือในการต่อต้านปัญหาการทำประมง IUU กับประเทศฟิลิปปินส์ และญี่ปุ่น การลงนามความร่วมมือทางด้านประมงกับประเทศเมียนมา เป็นต้น นอกจากนี้ ยังได้วางรากฐานการแก้ไขปัญหาการทำประมงของประเทศไปสู่การประมงอย่างยั่งยืน ทั้งด้านกฎหมาย การบริหารจัดการทรัพยากรประมงและกองเรือ การติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวัง (MCS) การตรวจสอบย้อนกลับ รวมถึงด้านแรงงาน เรียกได้ว่าไทยได้ปฏิรูปภาคการประมงทั้งระบบซึ่งเปลี่ยนแปลงจากอดีตไปอย่างสิ้นเชิง และพร้อมจับมือกับประชาคมโลกในการร่วมรักษาทรัพยากรทางทะเล และนำพาการประมงของประเทศและโลกไปสู่ความยั่งยืนเพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารให้แก่ประชากรของโลกต่อไป

และหลังจากการจัดงาน Combating IUU Day ในช่วงเช้า กรมประมงได้มีการจัดกิจกรรม DOF MEET THE PRESS : MOVING TOWARDS SUSTAINABLE FISHERIES ต่อในช่วงบ่าย โดยมี นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เป็นผู้ให้รายละเอียดว่า กรมประมงมุ่งหมายให้ทุกคนได้รับรู้และรับทราบถึงการก้าวผ่านการทำประมงของเรือประมงนอกน่านน้ำของประเทศไทย ซึ่งในอดีตยังไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามพันธกรณีของกฎหมายสากลและไม่มีการดำเนินการเพื่อป้องกันยับยั้งการทำประมง IUU ทั้งในเรื่องของกระบวนการทางกฎหมายที่ขาดความชัดเจนของกรอบกฎหมายในการกำหนดมาตรการติดตาม ควบคุมเฝ้าระวังการทำการประมง หรือจะเป็นเรื่องของการจัดการกองเรือที่ขาดการควบคุมไม่สามารถตรวจสอบใดๆ ได้ อีกทั้ง เรื่องของแรงงานบนเรือประมง ก็ไม่มีระบบตรวจสอบอย่างชัดเจน ซึ่งล้วนแล้วแต่นำไปสู่ความสูญเสียของทรัพยากรทางธรรมชาติและการคุกคามสิทธิ์เสรีภาพและการค้ามนุษย์และท้ายที่สุดได้รับใบเหลือง IUU เมื่อปี 2558

ตลอดระยะเวลา 4 ปี ที่ประเทศไทยได้ใช้ความพยายามแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายจนกระทั่งได้ใบเขียว ประเทศไทยได้มีการปฏิรูปภาคการประมงอย่างอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการออกพระราช
กำหนดการประมง ปี พ.ศ. 2558 และกระบวนการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายทั้งระบบ โดยในส่วนของการทำประมงนอกน่านน้ำ ได้มีการปรับปรุงกฎหมาย ออกกฎกระทรวง เรื่อง การขออนุญาตและการอนุญาตให้ทำการประมงนอกน่านน้ำ พ.ศ. 2562 และมีการออกประกาศกรมประมงที่เกี่ยวข้องกับเรือประมงนอกน่านน้ำ จำนวน 7 ฉบับ รวมถึงมีการบริหารจัดการกองเรือประมงนอกน่านน้ำที่จะทำการประมงในพื้นที่ SIOFA ให้สอดคล้องกับพื้นที่การทำประมงและสมดุลกับปริมาณทรัพยากรสัตว์น้ำ นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งเทคโนโลยีในการเฝ้าระวัง ได้แก่ ระบบติดตามเรือประมง (VMS) ระบบแสดงตนอัตโนมัติ (AIS) ระบบรายงานและระบบเฝ้าระวังอิเล็กทรอนิกส์ (ERS) (EM) ระบบการแจ้งเข้า – แจ้งออกเรือประมงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-PIPO) ผู้สังเกตการณ์บนเรือ Observer onboard และคู่มือขั้นตอนการปฏิบัติงานสำหรับเจ้าหน้าที่อย่างชัดเจน (SOP) รวมถึงการพัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้ในการตรวจสอบย้อนกลับบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ตลอดจนระบบตรวจสอบด้านแรงงานประมง ฯลฯ ซึ่งการดำเนินการดังที่กล่าวมานี้นำไปสู่การปฏิรูป ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำการประมงนอกน่านน้ำอย่างเป็นระบบและที่ชัดเจนที่สุด คือ ขณะนี้เรือประมงนอกน่านน้ำของประเทศไทยสามารถออกไปทำการประมงได้แล้ว หลังจากที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปทำประมงนานถึง 2 ปี โดยเรือประมงนอกน่านน้ำลำแรกที่ได้ออกไปทำประมง ณ มหาสมุทรอินเดีย ได้แก่ เรือมณีเงิน 5 ซึ่งเดินทางออกไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า ระบบการบริหารจัดการทำประมงนอกน่านน้ำของประเทศไทยมีมาตรฐานได้รับการยอมรับในระดับสากลและสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาประเทศได้…

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 3 มิถุนายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/417384

586851

ชายคาพระพิรุณ : 3 มิถุนายน 2562

วันจันทร์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สืบเนื่องจากที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งองค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศให้วันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี เป็น “วันต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุมสากล (IUU Day)” เพื่อสร้างความตระหนักถึงความพยายามในการต่อสู้กับการทำประมงผิดกฎหมายที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค และจะเป็นเวทีแสดงให้เห็นถึงผลสำเร็จของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ซึ่งจะนำไปสู่ความยั่งยืนของทรัพยากรประมง ดังนั้น ในวันที่ 5 มิถุนายน 2562 ที่จะถึงนี้ กรมประมง จึงร่วมกับองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)จัดงานวันต่อต้านการทำการประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุมสากล International Day for the Fight Against illegal, Unreported and Unregulated Fishing หรือ IUU Day ขึ้น โดยได้รับเกียรติจากพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มาเป็นประธานกล่าวคำแถลงการณ์ ณ กรมประมง นอกจากนี้ ยังจะจัดกิจกรรม DOF MEET THE PRESS “MOVING TOWARDS SUSTAINABLE FISHERIES” เชิญสื่อมวลชน รับฟังข้อมูลความก้าวหน้าการดำเนินงานของกรมประมง โดยมี ดร.อดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เป็นผู้ให้รายละเอียด พร้อมรับชมวีดิทัศน์เกี่ยวกับการตรวจสอบเรือที่ประสงค์จะทำประมงนอกน่านน้ำ และรับชมการถ่ายทอดสัญญาณการปฏิบัติงานของ Observer on Board บนเรือประมงนอกน่านน้ำ งานนี้ถือเป็นการตอกย้ำความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย เพื่อการทำประมงที่ถูกต้องและสร้างความยั่งยืนทางทรัพยากรประมงของไทย

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม-2 มิถุนายน ที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ จัด “งานมหกรรมปศุสัตว์แห่งชาติ ประจำปี พ.ศ.2562 (Livestock Expo 2019) “เปิดบ้านปศุสัตว์ คัดสรรสิ่งดี 77 ปี เพื่อคนไทย” ณ บริเวณ Land Mark หน้าตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพมหานคร โดยนำผลงานตามภารกิจตลอดระยะเวลา 77 ปี ของกรมปศุสัตว์ ได้แก่ ด้านการผลิตปศุสัตว์ ด้านมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ และด้านสุขภาพสัตว์ โดยมุ่งเน้นที่ผลผลิตปศุสัตว์ คือ เนื้อ นม ไข่ เพื่อเผยแพร่ผลงานนวัตกรรม-เทคโนโลยี และผลงานวิชาการด้านปศุสัตว์ของกรมปศุสัตว์ให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบ และเข้าใจบทบาทหน้าที่ของกรมปศุสัตว์มากยิ่งขึ้น ในงานประกอบไปด้วย กิจกรรมที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคได้ทราบว่า เนื้อโคของไทยนั้นไม่แพ้ชาติใดในโลก ประกอบกับวันเสาร์ที่ 1 มิถุนายน 2562 ตรงกับวันดื่มนมโลก หรือ World Milk Day กรมปศุสัตว์จึงจัดกิจกรรมเกี่ยวกับนมและผลิตภัณฑ์นม เพื่อเป็นการมุ่งเน้นรณรงค์ให้คนไทยดื่มนมกันมากขึ้น เพื่อให้มีสุขภาพที่แข็งแรง ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมซึ่งเป็นอาชีพพระราชทานจะได้มีความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนตลอดไป นอกจากนี้ ยังได้จัดกิจกรรมเกี่ยวไข่ และผลิตภัณฑ์จากไข่ ที่มุ่งเน้นรณรงค์ให้คนไทยบริโภคไข่เพิ่มขึ้นเป็น 300 ฟอง/คน/ปี มีการจัดแสดงนิทรรศการวิชาการ ทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิต การเสวนาและสัมมนาวิชาการ มีการประกวดคลิปวิดีทัศน์การสาธิตประกอบอาหาร และภาพถ่ายที่เจ้าของถ่ายร่วมกับสัตว์เลี้ยง การนำยาที่ไม่ใช้แล้วมาแลกไข่ การสาธิตประกอบอาหารหลากหลายเมนูจากวัตถุดิบ เนื้อ นม ไข่ และยังมีการให้บริการผ่าตัดทำหมันฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้แก่สุนัขและแมว พร้อมให้ปรึกษาปัญหาสุขภาพสัตว์ โดยไม่คิดมูลค่าอีกด้วย ถือเป็นงานใหญ่ของกรมปศุสัตว์ ที่จะโชว์ศักยภาพในภาคปศุสัตว์ของไทยตลอด 77 ปีที่ผ่านมา…

เมื่อวันก่อน กรมส่งเสริมการเกษตร โดยนายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และรับมอบ “สถานีวัดสภาพอากาศอัตโนมัติ” จำนวน 102 สถานี ตามโครงการบูรณาการข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินด้านการเกษตร ซึ่งจะติดตั้งในสำนักงานเกษตรจังหวัด เทศบาลตำบล องค์การบริหารส่วนตำบล ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เป็นต้น โดยสถานีวัดสภาพอากาศอัตโนมัติ เป็นอุปกรณ์วัดสภาพอากาศเพื่อเก็บข้อมูลการพยากรณ์อากาศ รวมทั้งศึกษาสภาพอากาศและภูมิอากาศ โดยไม่ต้องใช้คนดูแล สามารถเก็บข้อมูลในพื้นที่ห่างไกลได้ด้วยตนเอง สามารถบันทึกข้อมูลและแสดงผลแบบเรียลไทม์ ข้อมูลสภาพอากาศและการพยากรณ์อากาศที่ได้รับจากสถานีวัดสภาพอากาศอัตโนมัติ ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อการทำการเกษตรแม่นยำ (Precision Farming) เนื่องจากข้อมูลที่ได้จากสถานีวัดสภาพอากาศอัตโนมัติจะช่วยให้เกษตรกรตัดสินใจวางแผนการผลิตสินค้าเกษตรด้านการปลูกพืช การดูแลรักษา เช่น การให้น้ำ การใส่ปุ๋ย การป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช ให้มีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และสภาพอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งนับว่าเป็นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสนับสนุนในกระบวนการผลิตของเกษตรกรให้ก้าวสู่เกษตรอัจฉริยะ หรือ Smart Farm ต่อไป…

ชายคาพระพิรุณ : 27 พฤษภาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/415995

586851

ชายคาพระพิรุณ : 27 พฤษภาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

โรงเรียนเปิดเทอมแล้ว โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ประจำปีการศึกษา 2562 ก็ได้ฤกษ์ดำเนินการกันต่อ ซึ่ง นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวความคืบหน้าของการดำเนินโครงการดังกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการติดตามผลการดำเนินงานโครงการอาหารเสริม(นม) โรงเรียน ประจำปีการศึกษา 2562
ตามนโยบาย นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้เด็กนักเรียนได้ดื่มนมที่มีคุณภาพตั้งแต่วันแรกของการเปิดภาคเรียน ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2562 ที่มีมติให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2552 เรื่อง การทบทวนระบบริหารจัดการนมโรงเรียน ที่ได้พิจารณาทบทวนกลไกการบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนทั้งระบบ โดยกรมปศุสัตว์ได้มอบหมายให้สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดทั่วประเทศ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการติดตามผลการจัดส่งนมโรงเรียนของโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ประจำปีการศึกษา2562 พร้อมกันทั่วประเทศ ในวันอังคารที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 และจากการติดตามผลเมื่อวันอังคารที่ 21 พฤษภาคม 2562 ได้ผลสรุปว่าเด็กนักเรียนได้ดื่มนมครบทุกจังหวัด จำนวน 77 จังหวัด และผลการจัดส่งนมโรงเรียน ณ วันอังคารที่ 21 พฤษภาคม 2562 เวลา 09.00 น. จากจำนวนโรงเรียนทั่วประเทศ ทั้งหมด 46,648 แห่งได้จัดส่งนมโรงเรียนได้แล้ว ประมาณ 95% โดยมีปัญหาและอุปสรรคคือ โรงเรียนบางแห่งยังไม่เปิดภาคเรียน เทอม 1/2562 และหน่วยจัดซื้อกับผู้ประการผลิตภัณฑ์นม ไม่สามารถทำสัญญาซื้อขายนมโรงเรียนได้ทัน นอกจากนี้โรงเรียนเอกชนบางแห่งยังไม่ได้รับงบประมาณสำหรับจัดซื้อนมโรงเรียน แต่คาดว่าในเวลาไม่เกินสัปดาห์ ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมจะสามารถส่งนมโรงเรียนให้กับโรงเรียนทั่วประเทศได้ทั้งหมด…อย่างไรก็ดี สำหรับปีการศึกษา 2562 นี้ ครม.มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2562 ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทบทวนกลไกในการบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนทั้งระบบ เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างมีเอกภาพและมีประสิทธิภาพ โดยระบบและกลไกใหม่นี้ เน้นการกระจายอำนาจ
การจัดสรรโควตาลงกลุ่มพื้นที่เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและเกิดความเป็นธรรมในการบริหารจัดการนมโรงเรียน โดยบูรณาการทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และลดปัญหาการมีผลประโยชน์ทับซ้อน…

กรมการข้าวเตรียมจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวระดับประเทศเนื่องในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปี 2562 โดยนายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว บอกว่า ในปีนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าว กำหนดจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวระดับประเทศเนื่องในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ภายใต้โครงการระบบ
ส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ปี 2562 ขึ้น ระหว่างวันที่ 5–7 มิถุนายน 2562 ณ กรมการข้าว กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด “ชาวนายุคใหม่ พัฒนาข้าวไทย ก้าวไกลสู่สากล” โดยกรมการข้าว ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับเชิญเสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงาน ในวันพุธที่ 5 มิถุนายน 2562 ณ กรมการข้าว กรุงเทพมหานครโดยการจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทั้งเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณในด้านข้าวและชาวนาของไทย รวมไปถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี องค์ความรู้ด้านข้าวให้เกษตรกรที่เข้าร่วมงานได้รับทราบและนำไปประยุกต์ใช้ สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วยนิทรรศการเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10, จัดแสดงพันธุ์ข้าวเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 5 พันธุ์,จัดแสดงพันธุ์ข้าว กข 43, ข้าวทนแล้ง,ผลงานทางด้านนวัตกรรมข้าวต่างๆ, การเชื่อมโยงตลาดและการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้
ภายในงานยังมีกิจกรรมการแข่งขันชิมข้าว “แฟนพันธุ์แท้ข้าว”, การแข่งขันปิ้งข้าวเกรียบว่าวโบราณ, การแข่งขันตีปี๊บในแปลงนา และยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมด้านข้าวอีกด้วย

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 20 พฤษภาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/414573

586851

ชายคาพระพิรุณ : 20 พฤษภาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เรื่องของทุเรียนถือว่าเป็นผลไม้ที่มีความสำคัญของประเทศไทย รสชาติของทุเรียนไทยมีความโดดเด่นกว่าทุเรียนของชาติอื่นมาก ทุเรียนจึงเป็นผลไม้ส่งออกที่มีมูลค่ากว่า 35,333 ล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มขยายตัวได้อีกมาก แต่ปัจจุบันการปลูกทุเรียนยังมีกระจัดกระจายในหลายจังหวัดทั่วประเทศ การซื้อขายต่างๆ โดยเฉพาะการส่งออกก็ยังไม่มีองค์กรหรือมาตรการในการตรวจสอบและร่วมมือกันในการจัดการคุณภาพทุเรียนก่อนการส่งออก จึงมักจะได้ยินเรื่องปัญหาทุเรียนอ่อนอยู่เป็นระยะ ในขณะเดียวกันบ้านเราก็ยังมีเกษตรกรที่มีองค์ความรู้และสามารถเป็นต้นแบบที่ดีให้กับชาวสวนทุเรียนอื่นๆ ได้ ดังนั้น หากมีองค์กรที่เข้ามาช่วยบริหารจัดการด้านการผลิต ด้านคุณภาพและการตลาด โดยที่เป็นองค์กรของเกษตรกรชาวสวนทุเรียนเองก็จะช่วยให้การผลิตทุเรียนของไทยมีความสมดุลและเข้มแข็ง

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร จึงเชิญตัวแทนภาคเกษตรกรชาวสวนทุเรียนจากทุกภาคของประเทศไทยเข้าร่วมหารือ เพื่อหาแนวทางเตรียมการจัดตั้งสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรชาวสวนทุเรียน โดยมีเกษตรกรแปลงใหญ่ทุเรียนใน 22 จังหวัด เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร อ.ปลวกแดง จ.ระยองซึ่งอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรได้ชี้แจงทำความเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ แนวทางการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรชาวสวนทุเรียนไทย ที่ปัจจุบันประมาณ 80% ตลาดส่งออกไปยังจีนกำลังได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดและการกีดกันทางการค้า พร้อมรับฟังสถานการณ์การผลิตการตลาดและแปลงใหญ่ทุเรียนในภาพรวม พร้อมกันนี้ ได้เชิญนายมานพ แก้ววงษ์นุกูล และนายมนตรี ศรีนิล จากสมาคมชาวสวนมะม่วงไทย ซึ่งเป็นสมาคม ที่เน้นการรวมกลุ่มสร้างเครือข่ายและการผลิตมะม่วงให้มีคุณภาพมาตรฐานเดียวกัน มาร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เพื่อการสร้างความเข้มแข็งองค์กรเกษตรกรด้วย สำหรับแนวทางการสร้างความเข้มแข็งองค์กรเกษตรกรเพื่อการพัฒนาและบริหารจัดการทุเรียนระดับประเทศนั้น มีแนวทางที่เริ่มจากการจัดตั้งสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยโดยคัดเลือกจากตัวแทนแปลงใหญ่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับเขต ในการคัดเลือกคณะกรรมการระดับประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น วางแผนพัฒนาการผลิตการตลาดร่วมกัน และเมื่อมีความเข้มแข็งแล้วจึงค่อยยกระดับเป็นสมาคมชาวสวนทุเรียนไทยต่อไป ซึ่งในที่ประชุม ตัวแทนภาคเกษตรกรส่วนใหญ่ให้การตอบรับดี

กรมประมง..เปิดสนามประลองฝีมือเยาวชนไทย ประกวดวาดภาพ “ปลากัดไทย (Siamese Fighting Fish) สัตว์น้ำประจำชาติ โดยเชิญชวนเยาวชนไทยที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น ส่งผลงานภาพวาดเข้าประกวด ในหัวข้อ “ปลากัดไทย (Siamese Fighting Fish) สัตว์น้ำประจำชาติ” โดยแบ่งการประกวดออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1. นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้น 1–3, 2. นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย 4–6 และ 3. นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 1–3 โดยกรมประมงจะนำภาพที่ได้รางวัลนำไปจัดแสดงภายในงานวันประมงน้อมเกล้าฯ ครั้งที่ 31 ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน – 9 กรกฎาคม 2562 ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค จังหวัดปทุมธานี 5. ประกาศผลการตัดสินการประกวด วันที่ 26 มิถุนายน 2562 ทาง http://www.fisheries.go.th และ www.facebook.com/กลุ่มเทคโนโลยีโสตทัศนูปกรณ์และสื่อสิ่งพิมพ์

โดยผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศทุกประเภท จะได้เข้ารับถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ในงานวันประมงน้อมเกล้าฯ ครั้งที่ 31 พร้อมเงินรางวัล จำนวน 15,000 บาท / รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 จำนวน 5,000 บาท / รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 จำนวน 4,000 บาท และรางวัลชมเชย 2,000 บาท จำนวน 3 รางวัล ทั้งนี้ ผู้เข้าประกวดต้องกรอกรายละเอียดในใบสมัครให้ครบถ้วน โดยสามารถ Download ใบสมัครได้ที่ กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ http://www.fisheries.go.th หรือส่งผลงานได้ด้วยตนเอง หรือ ส่งทางไปรษณีย์ ได้ที่ กรมประมง สำนักงานเลขานุการกรม ชั้น 1 อาคารจุฬาภรณ์ (วงเล็บมุมซอง : กลุ่มเทคโนโลยีโสตทัศนูปกรณ์และสื่อสิ่งพิมพ์) โดยเปิดรับผลงานตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม – 15 มิถุนายน 2562 (ถือวันประทับตราไปรษณีย์เป็นสำคัญ) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2579-8975 ในวันและเวลาราชการ…น้องๆ ที่มีฝีมือด้านวาดภาพลองสมัครเข้าประชันฝีมือกันนะครับ…

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 13 พฤษภาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/413169

586851

ชายคาพระพิรุณ : 13 พฤษภาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผ่านไปแล้วสำหรับพิธีสำคัญ เพื่อบำรุงขวัญ และสร้างกำลังใจให้กับเกษตรกรในการเริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูก เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการเพาะปลูก นั่นคือ พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในเดือนหกของทุกปี อันถือเป็นเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มต้นฤดูกาลแห่งการทำนา การจัดพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปีนี้ ฤกษ์การไถหว่านอยู่ในระหว่างช่วงเวลา 08.29-08.49 น. ผู้ทำหน้าที่เป็นพระยาแรกนาคือนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เทพีคู่หาบทอง ได้แก่ นางสาวกันยารัตน์นาคกูล นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวดวงพร งามประดิษฐ์ นักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการ กรมวิชาการเกษตร เทพีคู่หาบเงิน ได้แก่ นางสาวณัฐชยา ศรีสุขสวัสดิ์ นักวิชาการปฏิรูปที่ดินชำนาญการ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม นางสาวอาทิตยา ทองแกมแก้ว นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร ส่วนพระโคแรกนาขวัญ ได้แก่ พระโคเพิ่ม และพระโคพูน สำหรับผลการพยากรณ์ถึงความสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารของประเทศในปี พ.ศ.2562 นี้ พระยาแรกนาได้เสี่ยงทายหยิบผ้านุ่งแต่งกาย หยิบได้ผ้า 5 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำในปีนี้จะมีปริมาณพอดี ข้าวกล้าในนาจะได้ผลบริบูรณ์ และผลาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี ขณะที่การเสี่ยงทายของกิน 7 สิ่งที่ตั้งเลี้ยงพระโค ผลเสี่ยงทาย พระโคกินข้าว น้ำ และหญ้า ได้ผลการเสี่ยงทายว่า ถ้าพระโคกินข้าว พยากรณ์ว่า ธัญญาหาร ผลาหาร จะบริบูรณ์ดี และถ้าพระโคกินน้ำหรือหญ้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี…แม้ว่าผลการเสี่ยงทายจะช่วยให้กำลังใจเกษตรกรว่าปีนี้มีน้ำท่าอุมดมสมบูรณ์ดี แต่หากจะพิจารณาจากน้ำต้นทุนในเขื่อนต่างๆ ที่มีอยู่ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมและสภาพอากาศที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ก็ไม่อยากให้ประมาทกันนะครับ…ช่วงนี้ เกษตรกรต้องพิจารณาเพาะปลูกให้เหมาะสมกับสภาพของพื้นที่ หากอยู่ในพื้นที่ทำนา แต่หากปริมาณน้ำน้อยก็ลดความเสี่ยงด้วยการปรับเปลี่ยนการทำการเกษตรอื่นๆ แทนการทำนาข้าว

การทำเกษตรหรือการประกอบอาชีพใดๆ ให้ประสบความสำเร็จ เรื่องของการบันทึกข้อมูลทางบัญชีเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วยให้นำข้อมูลต่างๆ ที่ได้ มาวิเคราะห์ เพื่อให้รู้ถึงต้นทุนที่แท้จริง รู้ความจำเป็นว่าสิ่งไหนต้องจ่าย สิ่งไหนต้องเลิก และด้วยความสำคัญดังกล่าว กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จึงได้จัดโครงการทำบัญชีส่งเสริมการออมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ขึ้น เพื่อปลุกประชาชนให้รู้จักใช้ชีวิตอย่างมีวินัยทางการเงิน และสร้างกลไกเข้มแข็งพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนด้วยศาสตร์พระราชา โดยได้จัดพิธีเปิดโครงการไปเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ได้รับเกียรติจาก นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการ ซึ่ง นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ บอกว่า โครงการทำบัญชีส่งเสริมการออมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนใช้ชีวิตอย่างมีวินัยทางการเงิน เกิดกลไกที่เข้มแข็งในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนด้วยศาสตร์พระราชา โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นสมาชิกสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร เยาวชนและประชาชนทั่วไป จำนวน 100,000 คน และกำหนดจัดกิจกรรมในช่วงพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และสิ้นสุดในช่วงวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมระยะเวลา 4 เดือน (เมษายน-กรกฎาคม 2562) แบ่งเป็น 2 กิจกรรม คือ 1.กิจกรรม “ทำบัญชีส่งเสริมการออม” เพื่อสนับสนุนให้กลุ่มเป้าหมาย จำนวนไม่น้อยกว่า 100,000 คน ได้เกิดแรงกระตุ้นในการสร้างวินัยทางการเงิน ลดรายจ่าย ลดหนี้สิน มีเงินออม และ 2.กิจกรรม “สร้างพลังการออม : ออมเงิน ออมความดี” เพื่อสนับสนุนให้กลุ่มเป้าหมายมีเงินออมเกิดขึ้น โดยตั้งเป้าหมายมีเงินออมรวมกัน จำนวน 10,000,000 บาทโดยกิจกรรมดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นให้ประชาชนรับรู้และเข้าใจประโยชน์ของการทำบัญชีและการมีเงินออม โดยข้อมูลทางบัญชีสามารถนำมาเป็นข้อมูลในการตัดสินใจและการพัฒนาในด้านต่างๆ ให้ผู้ทำบัญชีสามารถดำรงชีวิตได้อย่างประสบความสำเร็จ เกิดการต่อยอด สร้างเครือข่ายขยายผลในการน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปพัฒนาตนเองและชุมชนต่อไป

ขุนเกษตรา