ชายคาพระพิรุณ : 6 พฤษภาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/411867

586851

ชายคาพระพิรุณ : 6 พฤษภาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

อีก 2 วัน จะเป็นวันสำคัญ เป็นวันสิริมงคลและบำรุงขวัญแก่เกษตรกรไทย ถือเป็นวันต้นฤดูกาลของการทำเกษตรกรรม นั่นคืองานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปีพุทธศักราช 2562 ซึ่งในปีนี้กำหนดจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม 2562 สำหรับพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ถือเป็นพระราชพิธีซึ่งกระทำขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคลและส่งเสริมบำรุงขวัญเกษตรกรไทยเพื่อให้เกิดความมั่นใจในการเพาะปลูก โดยกำหนดจัดขึ้นในราวเดือนหกของทุกปีอันถือเป็นเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มต้นฤดูกาลแห่งการทำนา โดยในปีพุทธศักราช 2562 นี้ ผู้ทำหน้าที่พระยาแรกนาคือ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่พระยาแรกนา เทพีคู่หาบทอง ได้แก่ นางสาวกันยารัตน์ นาคกูลนักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นางสาวดวงพร งามประดิษฐ์ นักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการกรมวิชาการเกษตรเทพีคู่หาบเงิน ได้แก่นางสาวณัฐชยา ศรีสุขสวัสดิ์นักวิชาการปฏิรูปที่ดินชำนาญการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม นางสาวอาทิตยา ทองแกมแก้ว นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตรคู่เคียง มีจำนวน 16 ราย และผู้อัญเชิญเครื่องอิสริยยศ จำนวน 4 ราย พระโคแรกนาได้แก่ พระโคเพิ่ม และพระโคพูลพระโคสำรองได้แก่ พระโคพอ พระโคเพียง โดยในปีนี้กรมการข้าวซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดำเนินการปลูกข้าว ณ แปลงนาทดลองในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาฤดูนาปี 2561 ได้ขอพระราชทานพันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทานทั้งหมด 4 พันธุ์ เพื่อใช้ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2562 ประกอบด้วย พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 573 กิโลกรัม, ปทุมธานี1 จำนวน 290 กิโลกรัม, กข43 จำนวน 297 กิโลกรัม และ กข6 จำนวน 46 กิโลกรัม รวมน้ำหนักเมล็ดพันธุ์ข้าวทั้งสิ้น 1,206 กิโลกรัม และจัดเป็น “พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน” และบรรจุในซองพลาสติกแจกจ่ายเพื่อเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลในการประกอบอาชีพการเกษตรตามประเพณีนิยม เพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์สืบไป

และในวันสำคัญดังกล่าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีนโยบายให้ส่วนราชการในสังกัดดำเนินการคัดเลือกเกษตรกร สถาบันเกษตรกรและสหกรณ์ที่มีผลงานดีเด่น เข้ารับพระราชทานโล่รางวัล ในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เพื่อยกย่องประกาศเกียรติคุณและเผยแพร่ผลงานดีเด่นให้สาธารณชนทั่วไปได้รู้จัก ยึดถือเป็นแบบอย่างในแนวทางการปฏิบัติงานด้านการเกษตร ซึ่งในปีนี้ประกอบด้วย เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 16 สาขาอาชีพ สถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 12 กลุ่ม สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 7 สหกรณ์ และปราชญ์เกษตรแห่งแผ่นดิน จำนวน 3 สาขา อนึ่ง ในวันพระราชพิธีพืชมงคลนี้ นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2509 เป็นต้นมา คณะรัฐมนตรีได้ลงมติให้เป็น “วันเกษตรกร” ประจำปีด้วย เพื่อให้ผู้มีอาชีพทางการเกษตรได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเกษตร และร่วมกันตั้งจิตอธิษฐานในการประกอบพระราชพิธีมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เพื่อความเป็นสิริมงคลและความเจริญรุ่งเรืองแก่อาชีพของตน โดยในปีนี้ตรงกับวันพุธที่ 8 พฤษภาคม 2562

ด้าน กรมส่งเสริมการเกษตร ก็ได้จัดงานเริ่มต้นฤดูการผลิตใหม่ หรือ Field Day เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมา ที่ ศพก. อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง เพื่อเพิ่มพูนความรู้แบบเห็นของจริงให้เกษตรกรชาวสวนยาง หวังลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิต ควบคู่กับแนะทางสร้างรายได้เสริม โดยมี นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานเปิดงาน ซึ่งการจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูการผลิตใหม่ เป็นกิจกรรมหนึ่งที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดให้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรทั่วประเทศ ซึ่งมีศูนย์หลักทั้งหมด จำนวน 882 ศูนย์ ดำเนินการจัดขึ้นเพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรเริ่มต้นการผลิตในปีการเพาะปลูกใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ เป็นการ “ถ่ายทอดความรู้แบบเห็นของจริง” ซึ่งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดให้บริการด้านการเกษตรตามภารกิจของแต่ละหน่วยงาน เพื่อสนับสนุนเกษตรกร และทำให้เกษตรกรได้รู้จักและใช้ประโยชน์จากศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร และศูนย์เครือข่ายที่มีอยู่ในพื้นที่ของตนเอง

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 29 เมษายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/410618

586851

ชายคาพระพิรุณ : 29 เมษายน 2562

วันจันทร์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่วงนี้อากาศร้อนมาก ลำบากทั้งคน ทั้งสัตว์และพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะภาคปศุสัตว์ อากาศร้อนมากแบบนี้ส่งผลกระทบต่อการผลิตอย่างแน่นอน กรมปศุสัตว์มีความห่วงใยเกษตรกรจึงเตือนภัยเกษตรกรช่วงหน้าแล้ง และสภาพอากาศที่ร้อนจัด แนะนำเกษตรกรดูแลสุขภาพสัตว์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งจัดเตรียมน้ำ อาหารสัตว์ ยา และเวชภัณฑ์ให้พร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่ร้อนจัด โดยนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ แจ้งว่า เนื่องจากประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงฤดูแล้ง โดยมีแนวโน้มที่สภาพอากาศจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกอุณหภูมิอาจสูงถึง 43 องศาเซลเซียส และมีลมกระโชกแรงในบางพื้นที่ อีกทั้งในช่วงหน้าแล้ง และอากาศร้อนจัดอาจเกิดการขาดแคลนพืชอาหารสัตว์ หรืออาหารสัตว์มีคุณภาพต่ำ ปริมาณไม่เพียงพอสำหรับการบริโภค ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสัตว์เลี้ยงทำให้สัตว์ซูบผอมจากการขาดแคลนอาหาร เกิดสภาวะความเครียดจากความร้อนในสิ่งแวดล้อม (Heat Stress) อาจจะเกิดภาวะเป็นลมแดด (Heat Stroke) สุขภาพสัตว์อ่อนแอ ภูมิคุ้มกันโรคลดต่ำลง ทำให้สัตว์ป่วย และติดเชื้อโรคได้ง่าย การดูแลสุขภาพสัตว์ในสภาวะอากาศร้อนจัดจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเน้นที่การจัดการโรงเรือน จัดหาคอกสัตว์ที่บังแดดได้ในเวลากลางวัน หรือเลี้ยงสัตว์ใกล้ต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา หลีกเลี่ยงการเลี้ยงสัตว์กลางแจ้ง เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์ได้รับความร้อนจากแสงแดดโดยตรง นอกจากนี้สามารถลดความเครียดจากความร้อนในสิ่งแวดล้อม (heat stress) โดยใช้ความเย็นจากละอองน้ำในช่วงกลางวัน หรือติดตั้งพัดลมในโรงเรือน เพื่อให้อากาศหมุนเวียน ถ่ายเทได้สะดวก และควรมีน้ำให้สัตว์กินอย่างเพียงพอตลอดทั้งวัน และไม่ควรตั้งน้ำไว้ในที่แสงแดดส่องถึง เนื่องจากจะทำให้น้ำมีอุณหภูมิสูงขึ้น รวมถึงเสริมวิตามินให้สัตว์เลี้ยงเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรง และป้องกันการขาดสารอาหาร

ส่วนของการสร้างภูมิคุ้มกันให้สัตว์ สัตว์ต้องได้รับการสร้างภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ ด้วยการให้วัคซีนตามโปรแกรมที่กำหนด เช่น โรคปากและเท้าเปื่อย โรคเฮโมรายิกเซพติกซีเมีย หรือโรคคอบวม โรคนิวคลาสเซิลและหลอดลมอักเสบติดเชื้อในสัตว์ปีก เป็นต้น ซึ่งเป็นโรคระบาดที่สำคัญในปศุสัตว์ของประเทศไทย พร้อมทั้งให้สัตว์ได้รับการกำจัดพยาธิทั้งภายในและภายนอก และขอความร่วมมือเกษตรกรให้ความสำคัญกับการดูแลปศุสัตว์ของตนให้มีสุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรง มีการจัดเตรียมน้ำ อาหาร ยา และเวชภัณฑ์ให้พร้อม เพื่อเสริมสร้างสุขภาพสัตว์ให้แข็งแรง และที่สำคัญต้องพ่นยาฆ่าเชื้อทุกครั้งก่อนเข้าและออกจากบริเวณฟาร์ม และโรงเรือน เลือกซื้อสัตว์ที่มาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และกักสัตว์ก่อนนำเข้ารวมฝูง หมั่นสังเกตอาการสัตว์เลี้ยงของตน หรือใกล้เคียง หากพบเห็นสัตว์ป่วยหรือตายโดยไม่ทราบสาเหตุ ต้องรีบแจ้งปศุสัตว์อำเภอ อาสาปศุสัตว์ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที เพื่อให้การช่วยเหลือ และตรวจสอบโดยเร็ว และลดความเสียหายจากโรคระบาด หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อหน่วยงานดังกล่าว หรือสอบถามข้อมูลได้ที่สำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ (สคบ.) กรมปศุสัตว์ หรือ call center 06-3225-6888 หรือแจ้งผ่านแอพพลิเคชั่น DLD 4.0 ได้ตลอดเวลา

อธิบดีกรมปศุสัตว์ยังฝากเชิญเที่ยวงาน มหกรรมปศุสัตว์แห่งชาติ 2562 ThailandLivestockExpo2019 ระหว่างวันที่ 31 พ.ค. – 2 มิ.ย. 2562 ณ กรมปศุสัตว์ พญาไท งานนี้จะพบกับกิจกรรมต่างๆมากมาย อาทิ นิทรรศการ สัมมนาวิชาการ จับคู่ธุรกิจ พันธุ์สัตว์ พันธุ์พืช ฟาร์มจำลอง ปศุสัตว์อินทรีย์ สุนัขแสนรู้ ศิลปินชื่อดัง วีดิทัศน์ผลงาน เทคโนโลยีและนวัตกรรมเด่น ชิมเนื้อชั้นดี นมอินทรีย์ นมแพะ นมควายคุณภาพดี สเต๊กเกรดพรีเมี่ยมจาก 5 แห่ง ช็อปสินค้าปศุสัตว์และผลิตภัณฑ์จากเนื้อ นม ไข่ สินค้าคาวบอย แชะกับสัตว์เลี้ยงน่ารัก Landmark จุดCheck in สไตล์ Cowboy รับปรึกษาการเลี้ยงสัตว์ ดูแลสุขภาพสัตว์ ป้องกันโรค แนะนำอาชีพ/งานปศุสัตว์ พร้อมกับร่วมบุญบริจาคไถ่ชีวิตโค-กระบือ เสื้อผ้าและยาเก่าแลกนม-ไข่ ถอดบทเรียน/สัมผัสเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติปี 2561-62 และรับรางวัลจากเกม ของแจกของที่ระลึกอีกมากมาย พิเศษทำหมัน ฉีดวัคซีนและตรวจสุขภาพ สุนัขและแมวฟรี!!!! ลงทะเบียนได้ที่ https://forms.gle/SS3UtScihKM12uES7

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 22 เมษายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/409224

586851

ชายคาพระพิรุณ : 22 เมษายน 2562

วันจันทร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากสถานการณ์การระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรมีการแพร่ระบาดขยายเป็นวงกว้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในหลายภูมิภาคทั่วโลกนั้น สำหรับในประเทศไทย ได้รับการยืนยันจาก นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ว่า กรมปศุสัตว์ได้เข้มงวดจับกุมการลักลอบเคลื่อนย้ายสุกร ซากสุกร และผลิตภัณฑ์สุกรที่นักท่องเที่ยวนำมาบริโภคอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่มีการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ส่วนความคืบหน้าการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever : ASF) นั้น ประเทศไทยไม่มีการแพร่ระบาดของโรคนี้ และย้ำว่า ASF เป็นโรคที่เกิดเฉพาะในสุกรเท่านั้น ไม่ติดต่อหรือเป็นอันตรายต่อคนหรือสัตว์อื่น ผู้บริโภคสามารถรับประทานหมูได้อย่างปลอดภัย 100% ขณะเดียวกัน ทุกภาคส่วนยังคงเดินหน้าคุมเข้มเรื่องการป้องกันโรคอย่าง เต็มกำลัง ล่าสุด ได้ประชุมหารือร่วมกับองค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และผู้บริหารระดับสูงของกรมปศุสัตว์จาก 5 ประเทศ ทั้งกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม (CLMV) และไทย เพื่อยกระดับแนวทางมาตรการเฝ้าระวัง ควบคุม ป้องกัน และกำจัดโรค ASF ระหว่างประเทศ รวมทั้ง ไม่ให้โรค ASF สร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรในภูมิภาคนี้ และเศรษฐกิจของทุกประเทศ ซึ่งถือเป็นความร่วมมือด้านการปศุสัตว์ระหว่างประเทศครั้งสำคัญ และฝากขอความร่วมมือจากผู้บริโภค เกษตรกร นักท่องเที่ยว และประชาชน ช่วยกันสนับสนุนมาตรการป้องกันโรค ASF เพื่อให้ไทยเป็นประเทศที่หลุดพ้นจากวิกฤตการณ์ของโรคนี้ ดังเช่นหลายประเทศที่สามารถป้องกันตัวเองได้ด้วยระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ หรือ Biosecurity ในระดับสูง ตลอดจน ขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนในการเลือกใช้ภาพสำหรับการสื่อสารที่เหมาะสม และที่สำคัญ ขอให้ประชาชนอย่าส่งต่อภาพหรือข้อมูลเท็จเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้บริโภคสังคมวงกว้าง ซึ่งอธิบดีกรมปศุสัตว์ยังขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและพี่น้องประชาชนตามแนวชายแดนร่วมกันป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรไม่ให้เข้ามาระบาดในประเทศโดยช่วยเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นผู้ที่ลักลอบนำสุกร ซากสุกรตลอดจนผลิตภัณฑ์จากสุกรเข้าประเทศไทยขอให้แจ้งสายด่วน 06-3225-6888 หรือ ที่แอพพลิเคชั่น DLD 4.0 “แจ้งเบาะแสการกระทำผิดกฎหมาย” เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป

ด้าน กรมประมง ชูความสำเร็จของโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ดัน “กะพงขาว” ป้อนออเดอร์สู่ครัวการบินไทยได้อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงเพื่อการซื้อขายปลากะพงขาว ระหว่าง บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) สมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาทะเลไทย และบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่ง นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า “ปลากะพงขาว” เป็นหนึ่งในชนิดสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่กรมประมงส่งเสริมให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงได้รวมกลุ่มกันและเข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งในการประกอบอาชีพ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยกระดับสินค้าเกษตรให้มีมาตรฐาน รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดระดับพรีเมียม ซึ่งปัจจุบันกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลากะพงขาว จังหวัดฉะเชิงเทรา ภายใต้สมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาทะเลไทย ถือเป็นต้นแบบของการรวมกลุ่มตามโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ที่ประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดี โดยสามารถเปิดช่องทางการตลาดเป็นสินค้าสัตว์น้ำชนิดแรกเพื่อกระจายผลผลิตไปยังฝ่ายครัวการบิน ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน มีออเดอร์เนื้อปลากะพงขาวแช่แข็งเพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารให้แก่ผู้โดยสารการบินไทยกว่า 523 ตัน ซึ่งถือเป็นการใช้แนวทางการตลาดนำการผลิตได้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยผลผลิตที่มีคุณภาพ สด สะอาด ปลอดภัย ได้รับการรับรองมาตรฐานการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี (GAP) มีการปฏิบัติตามแนวทางการใช้แรงงานที่ดี (GLP) รวมทั้งอาหารที่ใช้ในการเลี้ยงมาจากวัตถุดิบที่ทำประมงอย่างถูกกฎหมายมีกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดสายการผลิต (Traceability) ทำให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจ ล่าสุด สมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาทะเลไทย และ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จึงได้จัดทำบันทึกข้อตกลงเพื่อการซื้อขายปลากะพงขาวขึ้น เพื่อทำการป้อนผลผลิตเข้าสู่ครัวการบินไทยรองรับความต้องการของผู้บริโภคบนสายการบินอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ สมาคมยังได้จับมือทำบันทึกข้อตกลงเพื่อการผลิตและแปรรูปปลากะพงขาว กับบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เพื่อให้กระบวนการแปรรูปและแช่แข็งวัตถุดิบยังคงคุณภาพที่ดีก่อนนำไปประกอบเป็นเมนูอาหารต่างๆ สำหรับเสิร์ฟผู้โดยสารบนสายการบิน โดยกรมประมงพร้อมที่จะให้การสนับสนุนแก่เกษตรกรในพื้นที่อื่นๆ ได้มีการพัฒนาศักยภาพเพื่อขยายฐานการผลิตปลากะพงขาวตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งจะทำการผลักดันสินค้าสัตว์น้ำเศรษฐกิจชนิดอื่นๆ เพื่อเชื่อมโยงการตลาดกับบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ต่อไปในอนาคต…

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 15 เมษายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/407961

586851

ชายคาพระพิรุณ : 15 เมษายน 2562

วันจันทร์ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำลังเดินหน้าขับเคลื่อนบิ๊กโปรเจกท์ “Mega Farm Enterprise” เพื่อยกระดับระบบเกษตรกรรมไทย โดยเริ่มตั้งแต่การผลิตและจำหน่ายออกสู่ตลาดให้มีศักยภาพ สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ตามนโยบาย “การตลาดนำการผลิต” ภายใต้แนวทาง “การจัดทำแผนการผลิตภาคการเกษตร” (Agricultural Production Plan) และ “โครงการเกษตรแปลงใหญ่” (Mega Farm Project) ซึ่งมีเกษตรกรและภาครัฐรวมทั้งภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการเกษตรแปลงใหญ่ วัตถุประสงค์ เพื่อสนับสนุนให้มีการพัฒนาระบบเกษตรกรรมของไทย สามารถลดต้นทุนการผลิตและมีผลผลิตต่อหน่วยเพิ่มขึ้น และมีคุณภาพได้มาตรฐาน ภายใต้การบูรณาการของภาครัฐและเอกชนที่เข้ามามีส่วนร่วมกับกลุ่มเกษตรกรในการบริหารจัดการแปลงใหญ่อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายแปลงใหญ่ไม่น้อยกว่า 1 แปลงใหญ่ ต่อ 1 ภูมิภาค รวมทั้งสิ้น 6 แปลง พื้นที่ไม่จำเป็นต้องติดกัน รวมกันตั้งแต่ 1,000 ไร่ ขึ้นไป สำหรับ พืชผัก สมุนไพร ไม้ดอกไม้ประดับ พื้นที่รวมกันไม่น้อยกว่า 300 ไร่ เพื่อก่อให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) จากการผลิต ทำให้ต้นทุนการทำเกษตรกรรมลดลงโดยคัดเลือกจากพื้นที่ อาทิ พื้นที่ ส.ป.ก.ที่มอบให้เกษตรกร พื้นที่ตามโครงการจัดทำที่ดินทำกินแห่งชาติ (คทช.) พื้นที่ซึ่งเกษตรกรได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์การเกษตร หรือวิสาหกิจชุมชน พื้นที่ที่ทำการเกษตรแปลงใหญ่อยู่แล้วรวมกันอยู่หลายๆ แปลงในพื้นที่อำเภอเดียวกัน…ต้องติดตามกันต่อไปครับ

เนื่องในโอกาสอันเป็นมหามงคลของปวงชนชาวไทยและด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างต่อเนื่อง กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จึงหนุนประชาชนทำบัญชี สร้างพลังการออม เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดย นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการส่งเสริมการทำ “บัญชี” ให้แก่สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มอาชีพ วิสาหกิจชุมชนและกลุ่มเป้าหมายตามโครงการพระราชดำริ เกษตรกร และประชาชนทั่วไปมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นเครื่องมือนำทางให้ผู้ทำบัญชี “ทำบัญชีได้ ใช้บัญชีเป็น เห็นเงินออม”เกิดแรงจูงใจที่จะปรับเปลี่ยนตนเองสู่ชีวิตที่ดียิ่งขึ้น โดยน้อมนำศาสตร์พระราชา ในการสร้างทัศนคติที่ถูกต้องด้านการเกษตร สร้างฐานชีวิตให้มั่นคง เข้มแข็ง ส่งเสริมอาชีพและการมีงานทำ พร้อมทั้งเป็นพลเมืองดี ใช้บัญชีเป็นเครื่องมือในการดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพ โดยน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ก้าวสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งในระดับครัวเรือนและชุมชน และเนื่องในโอกาสอันเป็นมหามงคลของปวงชนชาวไทยและด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างต่อเนื่อง และเป็นโอกาสอันดีในการสร้างแรงบันดาลใจให้พสกนิกรไทยได้น้อมนำมาปฏิบัติอย่างเป็นระบบ สมดั่งพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา และต่อยอดศาสตร์พระราชาในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งที่ร่วมสนองงานตามพระราชดำริมาโดยตลอด และเป็นองค์กรที่มีบทบาทในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่กลุ่มเป้าหมาย โดยให้ความรู้ด้านการจัดทำบัญชีรายบุคคล จึงได้จัดทำ“โครงการทำบัญชีส่งเสริม การออม เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก” ขึ้น เพื่อร่วมกันแสดงออกถึงความจงรักภักดี และเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ด้วยการสร้างพลังการออม : ออมเงิน ออมความดี เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายใช้บัญชีเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการออม ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สร้างวิถีการออมด้วยบัญชี อันจะนำไปสู่วิถีการใช้ชีวิตอย่างมีวินัยทางการเงิน เกิดกลไกที่เข้มแข็งในการพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืนด้วยศาสตร์พระราชา โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นสมาชิกสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร เยาวชน และประชาชนทั่วไป จำนวน 100,000 คน และกำหนดจัดกิจกรรมในช่วงพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และสิ้นสุดในช่วงวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รวมระยะเวลา 4 เดือน (เมษายน-กรกฎาคม 2562) แบ่งเป็น 2 กิจกรรม ดังนี้ 1. กิจกรรม “ทำบัญชีส่งเสริมการออม” เพื่อสนับสนุนให้กลุ่มเป้าหมาย จำนวนไม่น้อยกว่า 100,000 คน ได้เกิดแรงกระตุ้นในการสร้างวินัยทางการเงิน ลดรายจ่าย ลดหนี้สิน มีเงินออม 2. กิจกรรม “สร้างพลังการออม : ออมเงิน ออมความดี”เพื่อสนับสนุนให้กลุ่มเป้าหมายมีเงินออมเกิดขึ้น โดยตั้งเป้าหมายมีเงินออมรวมกัน จำนวน 10,000,000 บาท ซึ่งท่านอธิบดีโอภาส บอกว่า โครงการฯนี้ จะช่วยกระตุ้นให้ประชาชนรู้และเข้าใจประโยชน์ของการทำบัญชีและการมีเงินออม ซึ่งข้อมูลทางบัญชีสามารถนำมาเป็นข้อมูลในการตัดสินใจและการพัฒนาในด้านต่างๆ ให้ผู้ทำบัญชีสามารถดำรงชีวิตได้อย่างประสบความสำเร็จ เกิดการต่อยอด สร้างเครือข่ายขยายผลในการน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปพัฒนาตนเองและชุมชนได้ต่อไป

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 8 เมษายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/406659

586851

ชายคาพระพิรุณ : 8 เมษายน 2562

วันจันทร์ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เลือกตั้งผ่านมาแล้วจะร่วม 3 สัปดาห์ แต่ยังได้จำนวน สส.ไม่ชัดเจน ยังไม่รู้เลยว่าฝ่ายไหน พรรคอะไรจะได้จัดตั้งรัฐบาล ช่างดูสับสนวุ่นวายกันไปหมด แถมยังมีสาดโคลน สุมไฟความขัดแย้งกันไปมาอย่างต่อเนื่องทุกวัน แล้วเมื่อไหร่บ้านเมืองเราจะสงบสุขกันเสียที…เรื่องการเมืองน่าเบื่อ เรามาคุยกันเรื่องดีๆ ด้านอาชีพเกษตรกรรมกันดีกว่า โดยเฉพาะเรื่องที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นนโยบายที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้จริง นั่นคือโครงการปลูกข้าวโพดหลังทำนา ท่านกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านยืนยันว่าอย่างนั้น หลังจากไปเป็นประธานพิธีเปิดงานวันเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา และงานคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ปี 2562 ณ อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก ซึ่งเป็นพื้นที่ ที่มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก จากเป้าหมายเดิม 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองตาก อำเภอบ้านตาก อำเภอสามเงา และอำเภอวังเจ้า พื้นที่เป้าหมาย 6,163.38 ไร่ แต่จากผลการดำเนินงาน กลับพบว่ามีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมโครงการ 2,882 ราย พื้นที่ 25,070.75 ไร่ ในพื้นที่ทั้ง 8 อำเภอ (ยกเว้นอำเภออุ้มผาง) โดยคาดว่าผลผลิตทั้งหมดที่จะเก็บเกี่ยวได้ในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคมนี้ มีปริมาณ 25,543 ตัน สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในโครงการฯ และนำรายได้เข้าสู่จังหวัดตากไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท…ท่านว่าการกระทรวงเกษตรฯ ยังบอกอีกว่า ความสำเร็จของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ ในอำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากโรคระบาดในระหว่างที่ปลูกข้าวโพด แต่เมื่อเกษตรกรเก็บเกี่ยวและขายข้าวโพดแล้วยังได้กำไรไร่ละ 2,300-2,500 บาท ส่วนในอำเภออื่นๆ ก็ได้กำไรไร่ละ 3,000 – 3,500 บาท เช่นกัน นอกจากนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการในจังหวัดใกล้เคียง เช่น จังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดพิษณุโลก ก็มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนามากกว่าการปลูกข้าวเหมือนที่เคยทำมา โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าไปดูแลตั้งแต่เริ่มปลูกจนกระทั่งขายผลผลิตอย่างครบวงจรซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปภาคการเกษตรของนายกรัฐมนตรี ที่เน้นส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชตามความต้องการของท้องตลาดและต้องมีตลาดรองรับ ซึ่งถ้าเป็นอย่างที่ท่านรัฐมนตรีว่าไว้ก็จะดีไม่น้อย เกษตรกรจะได้ลดความเสี่ยงจากการทำนามาปลูกพืชระยะสั้นอื่นๆ ที่ตลาดต้องการกันบ้าง…

ช่วงนี้เข้าสู่หน้าร้อน เตือนระวังเพลี้ยไฟพริก ทำลายมะม่วงช่วงติดผล โดย นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ฝากเตือนเกษตรกรชาวสวนมะม่วงว่า ในช่วงนี้เป็นฤดูกาลของมะม่วง ซึ่งขณะนี้หลายแห่งอยู่ในระยะติดผลมะม่วง ผลผลิตกำลังเจริญเติบโต และเริ่มทยอยเก็บเกี่ยวได้ในระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม สำหรับแหล่งปลูกมะม่วงในบางพื้นที่ที่อยู่ในระยะออกดอกหรือติดผลอ่อน กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำให้เกษตรกรเฝ้าระวังการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟพริก ซึ่งศัตรูพืชชนิดนี้นอกจากจะสร้างความเสียหายให้แก่ผลผลิตพริกแล้ว ยังสร้างความเสียหายต่อผลผลิตมะม่วงด้วย โดยเพลี้ยไฟพริกจะดูดกินน้ำเลี้ยง ทำให้ยอดอ่อนแห้ง ใบแตกใหม่แคระแกรนและร่วง ช่อดอกหงิกงอ ดอกร่วงไม่ติดผล หรือติดผลน้อย ดังนั้น หากพบการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟพริก กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำให้เกษตรกรตัดหรือเก็บส่วนที่พบเพลี้ยไฟไปทำลายนอกแปลง กรณีระบาดรุนแรง ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลง แลมป์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเฟนโพรพาทริน 10% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยควรพ่นในระยะที่มะม่วงติดดอกอย่างน้อย 2 ครั้ง คือ ระยะเริ่มแทงช่อดอก และระยะเริ่มติดผลขนาดมะเขือพวง (ประมาณ 0.5- 1 ซม.) หากปีใดระบาดรุนแรงให้พ่นซ้ำก่อนระยะดอกบาน หลีกเลี่ยงการพ่นสารฆ่าแมลงในระยะดอกบาน เพราะอาจเป็นอันตรายต่อแมลงผสมเกสร…ก็ฝากเตือนพี่น้องชาวสวนมะม่วงกันนะครับ หากพบปัญหาก็ปรึกษาสำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านท่านนะครับ

วันก่อน นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เข้ารับโล่รางวัลพร้อมประกาศเกียรติคุณ องค์กรที่มีความเป็นเลิศ การบริหารจัดการการเงินการคลัง ด้านปลอดความรับผิดทางละเมิด หน่วยงานที่มีผลงานดีเยี่ยม จาก พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งได้เดินทางมาเป็นประธานในพิธีมอบรางวัล “องค์กรที่มีความเป็นเลิศในการบริหารจัดการ ด้านการเงินการคลัง” ครั้งที่ 5 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2561 ณ หอประชุมสโมสรกองทัพบก กรุงเทพฯ ขุนเกษตรา ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ…

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 1 เมษายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/405170

586851

ชายคาพระพิรุณ : 1 เมษายน 2562

วันจันทร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ขณะนี้เริ่มเข้าสู่หน้าแล้งแล้ว หลายหน่วยงานเตรียมความพร้อมรับมือเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยกรมส่งเสริมการเกษตร มั่นใจลดผลกระทบต่อเกษตรกรจากการขาดแคลนน้ำในช่วงแล้งสำเร็จ เผยปรับพื้นที่ปลูกพืชหลากหลายแทนนาปรังแล้ว ซึ่ง นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร บอกว่า จากการที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำมี 11 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ กำแพงเพชร สุโขทัย อุทัยธานี อุตรดิตถ์ สุพรรณบุรี ขอนแก่น ชัยภูมิ ศรีสะเกษ หนองบัวลำภู และมหาสารคาม หากวางแผนปลูกข้าวรอบสอง (นาปรัง) รวมพื้นที่จำนวน 151,552 ไร่ กรมส่งเสริมการเกษตร จึงสร้างการรับรู้และส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชหลากหลายหรือทำกิจกรรมอื่นทดแทนการปลูกข้าว ซึ่งล่าสุดจากการลงสำรวจพื้นที่ดังกล่าว (13 มี.ค.2562) พบว่า เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปทำกิจกรรมอื่นแทนการปลูกข้าวแล้ว ประมาณ 62,177 ไร่ คิดเป็น 41% ของพื้นที่ ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 45,174 ไร่ ถั่วเขียว 12,740 ไร่ พืชผัก 2,925 ไร่ แตงโม 445 ไร่ ข้าวโพดฝักสด 420 ไร่ หญ้าเลี้ยงสัตว์ 203 ไร่ และงา 35 ไร่ และอีก 59% ของพื้นที่ เกษตรกรได้รับทราบข้อมูลสถานการณ์จากเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ จึงปรับเปลี่ยนไปทำปศุสัตว์ ค้าขายหรือทำอาชีพอื่น และปล่อยพื้นที่ว่างบางส่วนเพื่อเตรียมเข้าฤดูกาลผลิตใหม่

นอกจากนั้น ผลการติดตามสถานการณ์การเพาะปลูกพืชฤดูแล้งล่าสุด พบว่า ปัจจุบันเกษตรกรปลูกข้าวรอบสองแล้ว 11.02 ล้านไร่ (98% ของแผนควบคุม) มีพื้นที่ปลูกข้าวเกินแผนควบคุม รวม 1.32 ล้านไร่ ใน 36 จังหวัด ซึ่งเป็นพื้นที่ในเขตชลประทาน 29 จังหวัด เป็นพื้นที่อยู่ทั้งในและนอกเขตชลประทาน 4 จังหวัด และพื้นที่นอกเขตชลประทานอีก 3 จังหวัด โดยในภาพรวมพื้นที่ปลูกข้าวรอบสองทั้งประเทศยังไม่เกินแผนควบคุม 11.21 ล้านไร่ ที่กำหนดไว้ แม้ว่าเกษตรกรจะปลูกข้าวรอบสอง เกินแผนควบคุมใน 36 จังหวัดดังกล่าว แต่ในจังหวัดอื่นของประเทศปลูกข้าวไม่เกินแผนที่กำหนด ประกอบกับในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ 11 จังหวัด เกษตรกรได้ปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชใช้น้ำน้อยและทำอาชีพอื่นแล้ว

นางดาเรศร์ยังย้ำอีกว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ยังคงเดินหน้าสร้างการรับรู้และส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยที่ได้ผลตอบแทนสูงทดแทนนาปรังอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรเกิดความเข้าใจและก้าวผ่านความเสี่ยงในการปลูกข้าวรอบสองได้สำเร็จ ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจปลูกพืชใช้น้ำน้อยอื่นๆ ทดแทนการปลูกข้าวรอบสอง สามารถขอคำแนะนำและความรู้เพิ่มเกี่ยวกับพืชนั้นๆ ได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน หรือโทรศัพท์ 0-2940-6059 หรือเฟซบุ๊ค ประชาสัมพันธ์ กรมส่งเสริมการเกษตร

สัปดาห์ที่ผ่านมา นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้แถลงข่าว ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาส 1 ปี 2562 พบว่า ขยายตัวเพียงร้อยละ 0.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 โดยภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาส 1
ขยายตัวได้ในระดับต่ำหรือค่อนข้างทรงตัว เป็นผลมาจากอัตราการขยายตัวของสาขาพืชที่ชะลอลงเป็นหลัก (มูลค่าการผลิตของสาขาพืชมีสัดส่วนสูงสุดในภาคเกษตร) อย่างไรก็ตาม การผลิตพืชเศรษฐกิจหลายชนิดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งข้าวนาปี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และลำไย ยกเว้นอ้อยโรงงาน ซึ่งมีมูลค่าการผลิตสูงสุดในสาขาพืชในไตรมาสแรก กลับมีผลผลิตลดลงค่อนข้างมาก
ด้านการผลิตสินค้าปศุสัตว์โดยรวมเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการขยายการผลิตเพื่อรองรับความต้องการของตลาด รวมทั้งมีการจัดการฟาร์มที่ได้คุณภาพมาตรฐาน ส่วนการผลิตสินค้าประมง ผลผลิตกุ้งทะเลเพาะเลี้ยงเริ่มปรับตัวดีขึ้น และการทำประมงทะเลและการเลี้ยงสัตว์น้ำจืดมีทิศทางเพิ่มขึ้น ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรในปี 2562 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 2.5 – 3.5 โดยทุกสาขาการผลิต ได้แก่ สาขาพืช สาขาปศุสัตว์ สาขาประมง สาขาบริการทางการเกษตร และสาขาป่าไม้ ขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุน คือ การดำเนินนโยบายด้านการเกษตรต่างๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นเร็วกว่าปีที่ผ่านมา รวมทั้งสภาพอากาศที่ร้อนจัด ส่งผลให้ปริมาณน้ำต้นทุนสะสมและแหล่งน้ำธรรมชาติในบางพื้นที่มีไม่เพียงพอต่อการผลิตทางการเกษตร และอาจส่งกระทบต่อการผลิตทางการเกษตรในระยะถัดไป แต่เลขาฯ สศก. บอกว่า เกษตรกรไม่ต้องกังวล เพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีติดตามสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมรับมือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว…

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 25 มีนาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/403684

586851

ชายคาพระพิรุณ : 25 มีนาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้มีการเร่งจ่ายเงินค่าครองชีพไร่ละ 600 บาท พร้อมกำชับให้ดูแลและติดตามเกษตรกรอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการคาดการณ์สถานการณ์ผลกระทบจากภัยแล้ง อาจยาวนานต่อเนื่องนั้น นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร บอกว่า ในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตร จะช่วยเหลือให้เป็นปัจจัยการผลิตกับเกษตรกร ในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา 13 ทุ่ง และพื้นที่งดทำนาปรัง มาปลูกพืชผัก พืชไร่ ใช้น้ำน้อยช่วงฤดูแล้งนี้ โดยเกษตรกรต้องไม่เคยเข้าร่วมโครงการที่ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลทุกโครงการในฤดูกาลที่ผ่านมา จะจ่ายให้กับเกษตรกร ครัวเรือนละ 1 สิทธิ์ ที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร ตามพื้นที่ปลูกจริงในอัตราไร่ละ 600 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ เป็นเงินประมาณ 9,000 บาท ในพื้นที่เป้าหมาย 4.87 ล้านไร่ เกษตรกร 330,000 ครัวเรือน ภายใต้กรอบวงเงิน2,932 ล้านบาท เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ และเป็นการลดภาระค่าครองชีพควบคู่ไปกับการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรสามารถรักษาศักยภาพการผลิต ส่งผลให้คุณภาพชีวิตมีความมั่นคงเข้มแข็งในการประกอบอาชีพ

อย่างไรก็ดี จากการคาดการณ์ของกรมอุตนิยมวิทยาที่แจ้งไว้ว่า ฤดูฝนมาช้า และอาจยาวนานถึงปลายเดือน พ.ค.ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรในช่วงฤดูแล้ง ที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายการลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง และส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยและลดความเสี่ยงในการเพาะปลูกที่ปริมาณน้ำมีไม่เพียงพอซึ่งการปลูกพืชหลังนา เกษตรกรจะมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น เช่น ค่าสูบน้ำ ค่าจัดการศัตรูพืชที่สูงกว่าฤดูกาลปกติ ทำให้จะมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ สำหรับโครงการ เกษตรกรต้องสมัครเข้าร่วมโดยมีเงื่อนไขสำคัญ 3 ข้อ ดังนี้ 1.เป็นเกษตรกรที่เพาะปลูกพืชหลังนาปี 2561/62 ในพื้นที่ลุ่มต่ำ 13 ทุ่ง ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2561 – 31 มี.ค 2562 และขึ้นทะเบียนเกษตรกรภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2562, 2.เป็นเกษตรกรที่ทำการเพาะปลูกพืชหลังนา ปี 2561/2562 ยกเว้นภาคใต้ และพื้นที่ลุ่มต่ำ 13 ทุ่ง ตั้งแต่ วันที่ 1 พ.ย. 2561 – 30 เม.ย 2562 และขึ้นทะเบียนเกษตรกรภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2562, 3.เป็นเกษตรกรที่เพาะปลูกพืชหลังนา ปี 2561/62 ในพื้นที่ภาคใต้ ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 2562 – 15 มิ.ย. 2562 และขึ้นทะเบียนเกษตรกรภายในวันที่ 15 สิงหาคม 2562 นอกจากนี้ ต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2559-2561) ปีใดปีหนึ่ง และเป็นพื้นที่เฉพาะที่นา ตั้งแต่ 1 งานขึ้นไปแต่ไม่เกิน 15 ไร่ โดยช่วยเหลือเกษตรกรที่ปลูกพืชอื่นๆ ในนา เช่น พืชไร่ พืชผัก พืชใช้น้ำน้อย พืชอาหารสัตว์ พืชปรับปรุงบำรุงดิน ฯลฯ ยกเว้น อ้อยและสับปะรด กรณีเกษตรกรปลูกพืชหลังนามากกว่า 1 ชนิด สามารถเลือกชนิดพืชในการขอรับการช่วยเหลือแต่พื้นที่รวมกันได้ แต่ต้องไม่เกิน 15 ไร่ ต่อครัวเรือน และหากเกษตรกรปลูกพืชอายุสั้นที่มีการเพาะปลูกหลายรอบการผลิตในพื้นที่เดียวกัน เช่น พืชผัก สามารถเข้าร่วมโครงการขอรับการช่วยเหลือได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น โดยเกษตรกรต้องแจ้งข้อมูลที่เป็นจริง เพราะจะมีคณะทํางานตรวจสอบสิทธิ์ระดับตําบล เป็นผู้ตรวจสอบสิทธิ์ และเกษตรกรสามารถแจ้งขอรับสิทธิ์ได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอที่ตั้งแปลงปลูกตามเวลาที่กำหนด นายสำราญ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับเงินช่วยเหลือชาวสวนปาล์ม ไร่ละ 1,500 อีกประมาณ 90,000 ครัวเรือน ที่กำลังรออยู่ในขณะนี้ ได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติเรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะสามารถจ่ายเงินให้กับเกษตรกรได้ตั้งแต่ประมาณสัปดาห์หน้า หรือก่อนสงกรานต์ แน่นอน…

ส่วนกรณีที่เกษตรกรหลายท่าน ยังคงสับสนว่าวิสาหกิจชุมชนสามารถปลูกกัญชาได้นั้น นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวชี้แจงในประเด็นนี้ว่า กัญชา ยังเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 ยังปลูกและขายไม่ได้ แต่สามารถทำได้ในกรณีจำเป็น เพื่อประโยชน์ของทางราชการ การแพทย์ การรักษาผู้ป่วยหรือการศึกษาวิจัยและพัฒนา รวมถึงการเกษตร พาณิชยกรรม วิทยาศาสตร์ หรืออุตสาหกรรม เพื่อประโยชน์ ทางการแพทย์ด้วย และต้องได้รับ อนุญาตจากเลขาธิการ อย. โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ แต่สำหรับวิสาหกิจชุมชนที่จะได้รับอนุญาตให้ปลูกกัญชาได้ จะต้องมีสัญญากับหน่วยงานของรัฐ หรือ สถาบันอุดมศึกษา ที่มีหน้าที่ศึกษาวิจัย หรือจัดการเรียนการสอนเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ หรือเภสัชศาสตร์ และหน่วยงานนั้น ได้รับใบอนุญาตจาก อย. นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ที่มีหน้าที่ในการรับจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน และจะไม่รับจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนที่ต้องการปลูกกัญชาโดยเฉพาะ เนื่องจากขัดต่อประกาศของคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ.2560 และหากต้องดำเนินการควบคู่ จะต้องนำสำเนาสัญญากับหน่วยงานของรัฐ หรือ สถาบันอุดมศึกษา ยื่นขอเพิ่มกิจการวิสาหกิจชุมชน ณ สำนักงานเกษตรอำเภอ ที่วิสาหกิจชุมชนจดทะเบียน…โดยส่วนตัวของขุนเกษตรา มองว่า เราเริ่มต้นจากการควบคุมเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เพราะกัญชา สำหรับสังคมไทย ยังไม่เหมาะที่จะปล่อยให้ปลูกได้อย่างอิสระ เนื่องจากคนจำนวนหนึ่งยังใช้เพื่อเสพ ดังนั้น ค่อยๆ ปลอดล็อค ไปทีละขั้น ทีละตอน ก็สมควรดีแล้ว…

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 18 มีนาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/402145

586851

ชายคาพระพิรุณ : 18 มีนาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ตามที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดนโยบาย “การตลาดนำการผลิต” เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้แน่นอนและมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยให้หน่วยงานในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคดำเนินการร่วมกันอย่างบูรณาการ แสวงหาความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะจากภาคเอกชนในการประสานข้อมูลความต้องการด้านการตลาด จับคู่กับภาคการผลิตของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร เพื่อให้สามารถวางแผนการผลิตทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพได้มาตรฐานตรงตามความต้องการของตลาด ลดปัญหาทั้งกรณีสินค้าเกษตรล้นตลาดและไม่เพียงพอ ซึ่งในส่วนของกรมหม่อนไหม ได้มอบหมายให้หน่วยงานในระดับพื้นที่ขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว เป็นตัวกลางในการประสานจับคู่ด้านการตลาดระหว่างกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตและผู้ประกอบการด้านหม่อนไหม พร้อมทั้ง ยังได้ดำเนินการสร้างการรับรู้ในเรื่องพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการ และบุคลากรของกรมหม่อนไหม เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีในการดำเนินการตกลงซื้อ-ขายผลผลิตตามพระราชบัญญัติ ส่งผลให้เกิดประโยชน์แก่งานด้านหม่อนไหมร่วมกันในทุกฝ่าย

และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กรมหม่อนไหมได้จัดงานแถลงข่าว “การตลาดนำการผลิตสินค้าหม่อนไหมแบบครบวงจร ประจำปีงบประมาณ 2562” เพื่อสร้างความเข้าใจในนโยบายการตลาดนำการผลิตและระบบเกษตรพันธสัญญาส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรเกี่ยวกับการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้เกิดรายได้ที่แน่นอนและมั่นคง โดยนางสาวศิริพร บุญชู อธิบดีกรมหม่อนไหม บอกว่า กรมหม่อนไหมได้ดำเนินการนำร่องในพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชัยภูมิ น่าน พะเยา เชียงราย เชียงใหม่ นครราชสีมา และจังหวัดอุทัยธานี ซึ่งมีผู้ประกอบการขานรับนำร่องนโยบายการตลาดนำการผลิตดังกล่าว จำนวน 5 บริษัท ใน 4 ชนิดสินค้า ประกอบด้วย (1) สินค้ารังไหม ได้แก่ บริษัท จุลไหมไทย จำกัด และบริษัท ขอนแก่นสาวไหม จำกัด (2) สินค้าหนอนไหม ได้แก่ บริษัท เอ็นทีจีเอส คอร์เปอร์เรชั่น จำกัด (3) สินค้าเส้นไหม ได้แก่ ร้านฅญาบาติก และ (4) สินค้าแผ่นใยไหม ได้แก่ บริษัท ไทยซิลค์ โปรดักส์ จำกัด โดยผู้ประกอบการทั้งหมดดำเนินการทำสัญญาซื้อ-ขายผลผลิตล่วงหน้าในแต่ละชนิดสินค้าอย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่าย มีเกษตรกรที่ได้รับประโยชน์ในการนำร่องขับเคลื่อนนโยบายการตลาดนำการผลิตสินค้าหม่อนไหมในพื้นที่ 7 จังหวัดในครั้งนี้จำนวน 800 ราย ผลผลิตรวมของทุกชนิดสินค้าหม่อนไหม จำนวน 200 ตัน มูลค่าผลผลิตรวมที่เกิดขึ้นเป็นรายได้ให้กับเกษตรกรไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดและของประเทศในภาพรวม รวมทั้งเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจตามเป้าหมายของรัฐบาลด้วย…ถือเป็นเรื่องดีที่ภาครัฐได้เข้ามาผลักดันช่วยเหลือเกษตรกรตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ จะได้ไม่เกิดปัญหาในภายหลัง เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า เกษตรกรไทยเก่งผลิตแต่ไม่เชี่ยวชาญเรื่องตลาด

กรมส่งเสริมการเกษตร ชวนเที่ยวชมฤดูกล้วยไม้ป่าบาน ณ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรัง พบกับดอกกล้วยไม้ป่านานาพันธุ์ มากกว่า 70 ชนิด ภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช พร้อมขยายพันธุ์กล้วยไม้ป่ากระจายสู่ชุมชน

นอกจากภารกิจในด้านการให้บริการแก่เกษตรกรในเรื่องของการขยายพันธุ์พืชเพื่อกระจายสู่ชุมชนของศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรังแล้ว ทางศูนย์ฯ ยังมีโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ซึ่งมีภารกิจในการอนุรักษ์พันธุ์พืชท้องถิ่นหายาก และนำมาขยายพันธุ์ด้วยวิธีการต่างๆ โดยเน้นหนักไปที่ กล้วยไม้ป่า ซึ่งได้รวบรวมพันธุ์กล้วยไม้ป่ามากกว่า 70 ชนิด และได้เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชม อาทิ ไอยเรศ และรองเท้านารีเหลืองตรัง ซึ่งจะออกดอกช่วงเดือนพฤษภาคม และสำหรับ ว่านเพชรหึง ที่ถือเป็นราชินีกล้วยไม้ป่าที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นไฮไลท์ของศูนย์ฯ ซึ่งจะออกดอกเพียง 1 ครั้งต่อปี ในช่วงเดือน กรกฎาคม – สิงหาคม โดยทางศูนย์ฯ จะเปิดบริการให้นักท่องเที่ยวและประชาชนที่สนใจเข้าชมฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ภายในวันเวลาราชการ ตั้งแต่วันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. อย่าลืมไปเที่ยวกันนะครับ

ชายคาพระพิรุณ : 11 มีนาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/400509

586851

ชายคาพระพิรุณ : 11 มีนาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นวันครบรอบ 44 ปี ของการจัดตั้งสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ส.ป.ก.ได้ยึดมั่นพระบรมราโชบายของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นหลักแนวทางดำเนินงาน โดยการผสมผสานแนวคิดของการจัดที่ดิน พัฒนาที่ดิน พัฒนาอาชีพ และสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรในรูปแบบสหกรณ์ เพื่อสร้างความกินดีอยู่ดีและสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร รวมถึงการคุ้มครองที่ดินเกษตรกรรมให้เป็นของเกษตรกรตลอดไป และในโอกาสที่ ส.ป.ก. ก้าวสู่ปีที่ 44ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. บอกว่า ต่อจากนี้ไป ส.ป.ก.จะต้องปรับเปลี่ยนบทบาทของตัวเองจากนักจัดที่ดินมาเป็นนักพัฒนาในเชิงพื้นที่ให้มากขึ้น และจะต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพื้นที่ ส.ป.ก. ให้สูงขึ้นกว่าที่ผ่านมา จึงได้สั่งการให้ปฏิรูปที่ดินจังหวัดทุกจังหวัด แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ท่านใดท่านหนึ่งเป็น ผู้จัดการพื้นที่เพื่อดูแลพื้นที่ ส.ป.ก. แต่ละพื้นที่หรือแปลง ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของพื้นที่ ซึ่งผู้จัดการพื้นที่จะต้องรู้ทุกอย่างทุกมิติที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่และเกษตรกร เช่น สภาพพื้นที่ การใช้ประโยชน์ในพื้นที่ โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในพื้นที่ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกร และแนวทางการบูรณาการเพื่อการพัฒนาในองค์รวม รวมถึงรูปแบบและแนวทางการพัฒนาพื้นที่เกษตรกรรมในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ของในหลวงรัชกาลที่ 9 แนวทางเกษตรวิชญาของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร การทำเกษตรแบบปลอดภัย (GAP) เกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสานวนเกษตร การส่งเสริมการแปรรูป การวางแผนการผลิตและการตลาดมาใช้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้ง การทำงานของ ส.ป.ก. ต่อจากนี้จะเปรียบเสมือนเป็นหน่วย social enterprise มี ปทจ. เป็นผู้จัดการพื้นที่ และมีผู้บริหาร ส.ป.ก. ทั้ง 4 ท่านเป็น supervisor และมีหน่วยงานส่วนกลางเป็น backbones ที่จะสนับสนุนการทำงานให้เป็นทีมเดียวกัน และมีทิศทางที่จะขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายเดียวกัน คือ “การที่เกษตรกรในพื้นที่ ส.ป.ก. อยู่ได้ อยู่ดี อยู่อย่างยั่งยืน” มีรายได้ที่เพียงพอและมีความสุขในครอบครัว การทำงานของ ส.ป.ก. ต่อจากนี้ไป จะถูกขับเคลื่อนด้วยค่านิยม “ALRO ALERT” ที่จะปลุกให้คน ส.ป.ก. ได้ตื่นตัว ตื่นรู้ ตื่นรุก และมุ่งตอบสนองการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้อง และรวดเร็ว เพื่อให้ที่ดิน ส.ป.ก. เป็นพื้นที่เกษตรกรรมผืนสุดท้ายของประเทศ ที่จะสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้กับคนไทย ตลอดไป…

ผลไม้ภาคตะวันออกกำลังทยอยออกสู่ตลาด กรมส่งเสริมการเกษตร ได้เตรียมรับมือวางแผนบริหารจัดการผลไม้แบบเบ็ดเสร็จ โดยเฉพาะทุเรียนเน้นรณรงค์พิเศษสั่งจับตาเพื่อควบคุมและป้องกันทุเรียนอ่อนไม่ให้ออกนอกแหล่งผลิต ซึ่งจากการคาดการณ์ปริมาณผลผลิตผลไม้ในภาคตะวันออกปี 2562 จะมีผลผลิตรวม ทั้ง 4 ชนิด ประกอบด้วย ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ประมาณ 911,434 ต้นโดยผลผลิตจะออกมากช่วงกลางเดือนเมษายน ต่อเนื่องถึงกลางเดือนพฤษภาคม 2562 ซึ่งผลผลิตภาพรวมของทั้ง 4 ชนิดจะเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาทุกชนิด คือ ทุเรียน จำนวน 511,872 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มีจำนวน 403,906 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.73 เงาะ จำนวน 194,513 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มีจำนวน 173,224 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.29 มังคุด จำนวน 181,390 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มีจำนวน 73,576 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 146.53 และลองกอง จำนวน 23,659 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 จำนวน 16,319 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 44.98 โดยประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ได้เห็นชอบแผนบริหารจัดการผลไม้ภาคตะวันออก (ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง) ให้เป็นไปตามกลไกของตลาดปกติ เน้นการบริหารจัดการเชิงคุณภาพ 3 ระยะ ตั้งแต่ระยะก่อนเก็บเกี่ยว โดยส่งเสริมการผลิตให้ได้คุณภาพตามมาตรฐาน GAP รวมกลุ่มแปลงใหญ่ และเชื่อมโยงตลาดล่วงหน้า ระยะเก็บเกี่ยว แนะนำเก็บเกี่ยวระยะเหมาะสม ป้องปรามผลผลิตด้อยคุณภาพออกสู่ตลาด ส่งเสริมการจำหน่ายผลไม้คุณภาพ ระยะหลังเก็บเกี่ยว ให้คำแนะนำการเตรียมความพร้อมของต้นสำหรับฤดูต่อไป ส่วนการจัดการเชิงปริมาณ ก่อนเก็บเกี่ยว ให้สำรวจและจัดทำข้อมูลประมาณการผลผลิต ระยะเก็บเกี่ยว ส่งเสริมการประชาสัมพันธ์และบริโภคผลไม้ตามฤดูกาล หลังเก็บเกี่ยว ส่งเสริมการแปรรูปเพิ่มมูลค่าผลไม้ พร้อมติดตามสถานการณ์ ประเมินผล เพื่อปรับปรุงแนวทางการบริหารจัดการผลไม้ปีต่อไป โดยในช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) เกษตรกรต้องสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาไม่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต และราคาเฉลี่ยของผลผลิตตลอดฤดูกาลมีราคาสูงกว่าต้นทุนการผลิตไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30

สำหรับทุเรียนซึ่งเป็นผลไม้ยอดนิยมของตลาดและผู้บริโภคได้กำหนดมาตรการระยะสั้นเพื่อควบคุมและป้องกันทุเรียนอ่อนไม่ให้ออกนอกแหล่งผลิต ด้วยการจัดตั้งชุดเฉพาะกิจเพื่อช่วยกันสกัดกั้นทุเรียนอ่อนในจังหวัดที่เป็นแหล่งผลิตที่สำคัญ โดยใช้บทลงโทษทางกฎหมาย พร้อมทั้งรณรงค์แก้ไขปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพ ด้วยการส่งเสริมให้เกษตรกรทำผลผลิตให้ได้มาตรฐาน GAP ส่งเสริมการบริโภคผลไม้โดยตรงกับผู้บริโภค การใช้สติ๊กเกอร์ติดขั้วทุเรียนเพื่อรับรองคุณภาพสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้…

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 4 มีนาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399024

586851

ชายคาพระพิรุณ : 4 มีนาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากกรณีที่หลายฝ่ายออกมาคัดค้าน ร่าง พ.ร.บ.ข้าว เพราะมองว่าจะสร้างปัญหาให้กับชาวนา และอยากให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ชะลอการพิจารณากฎหมายฉบับนี้ออกไปก่อนนั้น ในที่สุดเพื่อความสบายใจของสังคม ที่ประชุม สนช.เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาก็ได้ยุติการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ข้าว และปล่อยเรื่องไว้ในสภาฯ ให้เป็นเรื่องของรัฐบาลใหม่เป็นผู้พิจารณา โดยนายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกสนช. ในฐานะผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ข้าว พ.ศ… เปิดเผยว่า ได้หารือกับทีมงานแล้ว เห็นว่าเมื่อสังคมยังไม่สบายใจ ไม่เข้าใจในตัวร่างพ.ร.บ.ข้าว อาจเกิดเหตุเข้าใจผิด จึงขอเลื่อนการพิจารณาออกไปอย่างไม่มีกำหนด…ก็ถือว่าเหมาะสมครับ หากมีประเด็นที่สังคมเคลือบแคลงใจ และข้อกฎหมายไม่ชัดเจน กำกวม ก็ควรถอย ค่อยๆ พิจารณากันใหม่ เรื่องของชาวนา เรื่องของข้าว เป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนไทย ผิดพลาดไป ได้ไม่คุ้มเสีย ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ เองก็มีความเป็นห่วงในเรื่องดังกล่าว ถ้าวัตถุประสงค์ของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มันดีจริง เป็นประโยชน์ต่อชาวนา ต่ออุตสาหกรรมข้าวไทยจริงๆ ก็ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบจากผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง และเห็นว่าสมควรแล้วที่รอให้รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้พิจารณาอีกที…

กระทรวงเกษตรฯ ผุดไอเดีย Thai Soil Partnership สนับสนุนการดำเนินงาน ความเป็นเลิศด้านการวิจัยดินแห่งเอเชีย (CESRA) เพื่อขับเคลื่อนงานอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว มีนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมเดินทางไปเป็นประธานการประชุม สมัชชาดินโลก แห่งภูมิภาคเอเซีย ( ASIA Soil Partnership Assembly Meeting ) ครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 26 ก.พ. – 1 มี.ค. 2562 ณ National Agriculture Science Center Complex กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย พร้อมด้วย นายพิทยากร ลิ่มทอง ที่ปรึกษากรมพัฒนาที่ดิน และคณะผู้แทนกรมพัฒนาที่ดิน โดยที่ประชุมได้แสดงความชื่นชมและกล่าวขอบคุณประเทศไทย และองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ที่ได้จัดตั้งและมอบรางวัล King Bhumibol World Soil Day Award ทุกวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี ณ ประเทศไทย ซึ่งนับเป็นรางวัลที่สำคัญของโลก ในการสนับสนุนและส่งเสริมการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของดินเพื่อความมั่นคงอาหารและการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก นอกจากนี้ที่ประชุมเห็นชอบโครงสร้าง วัตถุประสงค์ อำนาจหน้าที่ และพันธกิจของศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยดินแห่งเอเชีย (CESRA) ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ โดยให้ CESRA เป็นศูนย์กลางข้อมูลดิน การวิจัยที่เป็นเลิศ และแหล่งเรียนรู้ด้านดินของเอเชีย เพื่อสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของประเทศสมาชิกและสนับสนุนภารกิจของ ASP (ASIA SOIL PARTNERSHIP) ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้นำเสนอแนวคิดการจัดตั้ง Thai Soil Partnership เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของ CESRA พร้อมทั้งเชิญชวนประเทศสมาชิกจัดตั้ง National Soil Partnership ในประเทศของตน โดยมีประเทศที่แสดงความสนใจ เช่น อินเดีย ลาว ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เป็นต้น ซึ่งประธาน ASP ได้เสนอให้นำแนวทางการจัดตั้ง National Soil Partnership บรรจุไว้ในโครงสร้างและแผนดำเนินงานของ CESRA เพื่อการขับเคลื่อนงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว ตลอดทั้ง ฝ่ายไทยยังได้นำเสนอตัวอย่างแนวคิดของประเทศไทยในการจัดกิจกรรม เพื่อแสวงหาเงินทุนสนับสนุนการดำเนินงานของ CESRA ได้แก่ การจัดแข่งขันวิ่งการกุศล CESRA Country Road Run : Run for Healthy and Healthy Life และการจัดตั้งสมาคมวันดินโลก ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าเป็นกิจกรรมที่ดี ที่หลากหลาย นับเป็นแนวทางกิจกรรมใหม่ๆ ที่สามารถเชื่อมโยงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การผลิตสินค้าเกษตรและการบริโภคอาหารปลอดภัย นำไปสู่สุขภาพที่แข็งแรง และการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเห็นควรส่งเสริมแนวทางดังกล่าวเป็นต้นแบบขยายผลไปยังประเทศสมาชิกอื่นๆ ต่อไป

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ฝากแจ้งข่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร จะจัดงานบริการซ่อมเครื่องยนต์เกษตรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ครั้งที่ 1 ประจำปี 2562 ในวันที่ 7 มีนาคม 2562 ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ต.ภูผาม่าน อ.ภูผาม่าน จ.ขอนแก่น โดยจะนำช่างเกษตรท้องถิ่น ระดับ 3 ที่ผ่านการอบรมจากกรมมาให้บริการซ่อมเครื่องยนต์เกษตรแก่เกษตรกรโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงรักษาเครื่องจักรเกษตรของเกษตรกร นอกจากนี้ภายในงานยังมีบริการให้คำปรึกษาเรื่องการใช้และบำรุงรักษาเครื่องยนต์เกษตร/เครื่องจักรกลการเกษตร นิทรรศการถ่ายทอดความรู้ ตลอดจนการแข่งขันซ่อมเครื่องยนต์เกษตร และตอบปัญหาชิงรางวัลด้านเครื่องยนต์เกษตร/เครื่องจักรกลการเกษตรด้วย จึงขอเชิญชวนเกษตรกรผู้สนใจรับบริการซ่อมเครื่องยนต์เกษตร เข้าร่วมงานบริการซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตรฯ ในครั้งนี้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ในวันที่ 7 มีนาคม 2562 ณ ศพก. ต.ภูผาม่าน อ.ภูผาม่าน จ.ขอนแก่น สอบถามรายละเอียดการจัดงานเพิ่มเติมได้ที่กองส่งเสริมโครงการพระราชดำริ การจัดการพื้นที่และวิศวกรรมเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร โทรศัพท์ 0-2579-0163

ขุนเกษตรา