ชายคาพระพิรุณ : 2 มีนาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/476411

ชายคาพระพิรุณ : 2 มีนาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนา (COVID-19) ได้ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรไม่น้อยเลยทีเดียว ทั้งภาคประมง ที่ได้รับผลกระทบด้านการส่งออกสินค้าสัตว์น้ำไปยังประเทศจีน ซึ่งถือเป็นตลาดหลัก รองจากสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น จากปัญหาการระบาดของไวรัสดังกล่าว ส่งผลให้เกิดการชะลอตัว มีความยุ่งยากในการขนส่ง โดยเฉพาะสินค้ากุ้งทั้งแบบมีชีวิตและกุ้งสดแช่เย็นที่ต้องการความรวดเร็วในการขนส่ง และต้องใช้บริการการขนส่งทางอากาศเท่านั้น ซึ่งผลจากการประกาศยกเลิก หรือ ปรับลดเที่ยวบินได้ส่งผลกระทบทำให้สินค้ากุ้งที่เคยส่งออกมีปริมาณลดน้อยลงกว่าในช่วงสภาวะปกติอย่างมาก นี่ยังไม่รวมสัตว์น้ำอื่นๆ และยังจะมีผลกระทบจากการที่จำนวนที่ลดลงของนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ โดยกรมประมงประเมินค่าความเสียหายของธุรกิจประมงไทยร่วมพันล้านบาท โดยในเบื้องต้น ทางกรมประมงแจ้งว่าได้เตรียมมาตรการกระตุ้นการบริโภคสัตว์น้ำของกลุ่มลูกค้าภายในประเทศ จัดกิจกรรมให้ประชาชนได้เข้าถึงแหล่งจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำที่มีคุณภาพง่ายขึ้น เช่น เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรกลุ่มคลัสเตอร์กุ้งกุลาดำภาคใต้ ด้วยการเปิดให้มีการสั่งจองสินค้ากุ้งกุลาดำสด ไร้สารตกค้าง เกรดส่งออกประเทศจีนโดยตรงจากเกษตรกร ผ่านทางระบบสั่งจองสินค้าสัตว์น้ำออนไลน์ในราคาย่อมเยา ซึ่งเป็นรูปแบบที่กรมประมงจัดกิจกรรมอย่างนี้จะมาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกเดือนอยู่แล้ว

นอกจากสินค้าประมงแล้ว สินค้าเกษตรอีกด้านที่น่าเป็นห่วงคือ ผลไม้ที่กำลังจะออกสู่ตลาดในเร็วๆ นี้ เช่น มังคุด เงาะ ทุเรียน ลองกองของภาคตะวันออก ที่มีผลผลิตออกระหว่างเดือนเมษายน – มิถุนายน และมีปริมาณมากในช่วงเดือนมิถุนายน ส่วนผลผลิตลำไยและลิ้นจี่ของภาคเหนือนั้น จะออกระหว่างเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน และลำไยจะออกระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ขณะที่ทางภาคใต้ จะมีผลผลิตมังคุด เงาะ ทุเรียน และลองกองออกระหว่างเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม และจะมีปริมาณสูงสุดในช่วงปลายเดือนสิงหาคม เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรียกประชุม คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ หรือ Fruit Board ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบแนวทางบริหารจัดการผลไม้ ปี 2563 ที่มุ่งเน้นว่าจะต้องมีข้อมูลการผลิตที่ชัดเจน เพื่อเชื่อมโยงกับตลาดผู้ซื้อได้อย่างเหมาะสม โดยเตรียมแผนเชิงรุก ระดมกำลังตั้งป้อมช่วยเกษตรกรชาวสวน ทั้งจากช่วงฤดูผลไม้ออกตามฤดู ปี’63 และที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตไวรัสโควิด-19 ตลาดจีนซื้อผลไม้ลดลง โดยจะใช้กลไกของสหกรณ์เข้ามาบริหารจัดการ ด้วยการประสานกับสหกรณ์ทั่วประเทศ ให้เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงและกระจายสินค้าให้กับผู้ประกอบการจำหน่ายผลไม้ในท้องถิ่น ซึ่งแผนการบริหารจัดการผลไม้ของสถาบันเกษตรกร ปี 2563 มีสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรในภาคตะวันออก ภาคเหนือ และภาคใต้ ที่ดำเนินการรวบรวมและจำหน่ายผลไม้ จำนวน 104 แห่ง ใน 31 จังหวัด และมีแผนในการรวบรวมผลไม้จากสมาชิก จำนวน 40,000 ตัน เพื่อกระจายผลผลิตไปยังตลาด Mode Tade, เครือข่ายสหกรณ์, ผู้ส่งออกผลไม้ และผู้ประกอบการค้าทั่วไป โดยจะทำคู่ขนานไปกับการเพิ่มปริมาณการบริโภคทั้งจากคนไทยทั่วประเทศและนักท่องเที่ยวต่างชาติผ่านระบบตลาดทั้งในรูปแบบของออนไลน์ และออฟไลน์ รวมถึงกระบวนการของ logistic เพื่อเพิ่มความต้องการบริโภคผลไม้ในประเทศให้มากขึ้น

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯได้ประมาณการมูลค่าการส่งออก ผัก ผลไม้สด ในช่วง 3 เดือน (มกราคม-มีนาคม 2563) ว่าจะลดลงร้อยละ 0.33 เมื่อเทียบกับมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมดไปจีนในปี 2562 หรือคิดเป็นมูลค่า 940 ล้านบาท แต่หากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อไปอีก 6 เดือน (มกราคม-มิถุนายน 2563) จะส่งผลกระทบต่อการส่งออก ผักผลไม้ลดลง เป็นร้อยละ2 เมื่อเทียบกับมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมดไปจีนในปี 2562 หรือคิดเป็นมูลค่า 5,278 ล้านบาท เนื่องจากเป็นช่วงให้ผลของทุเรียน และมังคุด ซึ่งกว่าร้อยละ 50ผลผลิตทุเรียนส่งออกไปยังตลาดจีนโดยเฉพาะทุเรียนสด…ก็คงต้องช่วยกันและเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีนะครับ

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 17 กุมภาพันธ์ 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473375

586851

ชายคาพระพิรุณ : 17 กุมภาพันธ์ 2563

วันจันทร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ปัจจุบันสถานการณ์ภัยแล้งยังส่งผลกระทบต่อพื้นที่ทำการเกษตรในวงกว้าง ซึ่งจากการสำรวจของกรมส่งเสริมการเกษตรพบว่า ฤดูแล้งปีการผลิต 2562/63 เป็นปีที่มีน้ำน้อย แผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งตามศักยภาพน้ำ จำนวน 7.21 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 52 ของปีที่ผ่านมา (จำนวน 13.95 ล้านไร่)ส่งผลให้หลายพื้นที่ไม่ได้เพาะปลูกพืช และทำให้เกษตรกรขาดรายได้ในช่วงฤดูแล้ง ประกอบกับบางพื้นที่มีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำ รวมถึงการเกิดน้ำเค็มรุกพื้นที่พืชสวน ซึ่งอาจส่งผลกระทบสร้างความเสียหายให้แก่พืชได้ นายอาชว์ชัยชาญเลี้ยงประยูร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร จึงออกมาแจ้งเตือนให้เกษตรกรปรับตัวรับมืออย่างต่อเนื่อง และได้สั่งการให้สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอเร่งดำเนินการสร้างการรับรู้ข้อมูลข่าวสารในทุกด้าน โดยกำหนด 8 มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในสถานการณ์ฤดูแล้ง ปี 2562/63 ประกอบด้วย

1. การเฝ้าระวังน้ำเค็มรุกพื้นที่พืชสวน 9 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม สมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม ราชบุรี และฉะเชิงเทรา ดำเนินการช่วงเดือน ม.ค.-พ.ค. 2563 โดยสำรวจพื้นที่เสี่ยง แจ้งเตือนข่าวสาร สถานการณ์แล้ง การขาดแคลนน้ำเยี่ยมเยียน ติดตามให้คำแนะนำทางวิชาการในการดูแลรักษาสวน การให้น้ำ ลดการใช้ปุ๋ย เพื่อป้องกันความเค็มสร้างความเสียหายแก่พืช แนะนำให้เกษตรกรรักษาความชื้นในแปลง เช่น ลอกดินเลนในร่องสวนมาปิดบนแปลงหรือโคนต้น การใช้วัสดุคลุมดินช่วยให้ประหยัดน้ำ และการตัดแต่งกิ่ง เป็นต้น 2. การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ “เกษตรร่วมใจรับมือภัยแล้ง ปี 2563” ดำเนินการช่วงเดือน ม.ค.-พ.ค. 2563 ใน 77 จังหวัด เพื่อประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ในทุกด้านเพื่อรับมือภัยแล้ง

3.โครงการบูรณาการกิจกรรมและความร่วมมือในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำนอกเขตชลประทานเพื่อส่งเสริมการสร้างรายได้แก่เกษตรกร ดำเนินการช่วงเดือน ม.ค.-พ.ค. 2563 ใน 77 จังหวัด เป็นการบูรณาการโครงการ/กิจกรรม ปี 2563 ในรูปแบบการพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ โดยสนับสนุนให้เกษตรกรมีอาชีพเสริมเพื่อให้มีรายได้ในช่วงฤดูแล้ง เช่น หัตถกรรม การแปรรูปผลผลิตเกษตรหรือวิสาหกิจชุมชน การอบรมให้ความรู้การปรับตัวในภาวะแล้ง และพิจารณาต่อยอดโครงการตามความต้องการของชุมชนเดิม เป็นต้น ซึ่งจะดำเนินการในพื้นที่พืชฤดูแล้งที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำนอกเขตชลประทาน 20 จังหวัด พื้นที่ไม้ผลนอกเขตชลประทานที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร 30 จังหวัด และพื้นที่อื่นๆ นอกจากนี้ จะมีการแจ้งเตือนเกษตรกรให้ทราบสถานการณ์ การติดตามเยี่ยมเยียน และแนะนำข้อควรปฏิบัติให้แก่เกษตรกร ได้แก่การไม่ปลูกพืชฤดูแล้งเกินแผน การใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่าคำแนะนำการดูแลรักษาสวนไม้ผล เช่น การใช้วิธีเขตกรรม รวมทั้งประสานการช่วยเหลือจากหน่วยงานที่จะให้การสนับสนุนแหล่งน้ำ

4. โครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลายฤดูนาปรังปี 2563 ดำเนินการช่วงเดือน พ.ย. 2562-พ.ค. 2563 ใน 24 จังหวัด โดยส่งเสริมและขยายผลพื้นที่การปลูกพืชหลากหลายและใช้น้ำน้อยในช่วงฤดูแล้งทดแทนการทำนาปรัง และเชื่อมโยงกับระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ สนับสนุนการเชื่อมโยงตลาด จัดทำแปลงเรียนรู้ พัฒนาความรู้เจ้าหน้าที่และเกษตรกร 5.โครงการส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยเพื่อสร้างรายได้แก่เกษตรกร (ตามแผนปฏิบัติการฟื้นฟูเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัย ปี 2562) ดำเนินการใน 39 จังหวัด เพื่อส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยสร้างรายได้แก่เกษตรกรผู้ประสบภัยและดำเนินการในช่วงฤดูแล้งปี 2562/63 โดยสนับสนุนเป็นเงินเพื่อซื้อเมล็ดพันธุ์ ซึ่ง ธ.ก.ส. จะโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรสำหรับการปลูกพืช ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เกษตรกร 100,000 ครัวเรือน พื้นที่ 1 ล้านไร่ อัตราไร่ละ 245 บาทและถั่วเขียว เกษตรกร 50,000 ครัวเรือน พื้นที่ 0.4 ล้านไร่ อัตราไร่ละ 200 บาท

6. โครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา ปี 2562/63 ดำเนินการช่วงเดือน ธ.ค. 2562-พ.ค. 2563 ใน 27 จังหวัด โดยส่งเสริมความรู้การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนาอย่างถูกต้องให้กับเกษตรกรในช่วงฤดูแล้ง ปี 2562/63 เชื่อมโยงการตลาดเครือข่ายผู้รับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา ให้เกิดการกระจายการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในช่วงฤดูแล้งเพื่อนำมาผลิตเป็นอาหารสัตว์เพิ่มมากขึ้นทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ 7.การถ่ายทอดความรู้และการจัดวันสาธิตในพื้นที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร
(ศพก.) ดำเนินการช่วงเดือน ม.ค.-ก.ค. 2563 ใน 77 จังหวัด เป็นการจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field Day) เริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ให้กับเกษตรกรในพื้นที่แล้งทั่วประเทศครอบคลุม 882 ศพก.โดยปรับหลักสูตร ปรับรูปแบบกิจกรรม เพิ่มองค์ความรู้และเนื้อหาจากเดิมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ภัยแล้ง เช่น การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าการดูแลรักษาพืชด้วยวิธีเขตกรรม การประกอบอาชีพเสริมเพื่อสร้างรายได้ในช่วงฤดูแล้ง (แปรรูป, หัตถกรรม) เป็นต้น

8. โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ดำเนินการช่วงเดือน ม.ค.-มี.ค. 2563 ใน 77 จังหวัด โดยบูรณาการหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าไปให้บริการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ณ จุดที่มีปัญหาและจำเป็นต้องได้รับการแก้ไข ซึ่งจะจัดเจ้าหน้าที่ องค์ความรู้ เครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์เข้าไปในพื้นที่และประชาสัมพันธ์นัดหมายเกษตรกรมารับบริการ โดยปรับรูปแบบการให้บริการเข้าไปแก้ปัญหาเน้นหนักการรับมือกับสถานการณ์แล้ง และวิธีการปรับตัว รวมทั้งความช่วยเหลือต่างๆ เช่น เทคนิคการใช้น้ำอย่างประหยัด ช่องทางการขอรับความช่วยเหลือเรื่องแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร การรักษาความชื้นในแปลง การป้องกันกำจัดศัตรูพืชในช่วงฤดูแล้ง หน่วยงานภาครัฐออกมาแจ้งเตือนและวางแนวทางรับมือไว้แล้ว หากเกษตรกรประสบปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลหรือแจ้งขอรับการช่วยเหลือได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านได้เลยครับ

ชายคาพระพิรุณ : 10 กุมภาพันธ์ 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/471888586851

ชายคาพระพิรุณ : 10 กุมภาพันธ์ 2563

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในเมืองอู่ฮั่น อาจจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรไปจีนในเร็ววันนี้ โดยสินค้าที่จีนหยุดนำเข้าในทันทีจากการปิดเมืองต่างๆ ที่นำร่องไปแล้วคือ กล้วยหอม และหากอีก 3 เดือนจากนี้ สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น อาจจะส่งผลกระทบต่อสินค้าผลไม้ที่มีความอ่อนไหวอื่นๆ ได้อีกอย่างแน่นอน โดยเฉพาะ ทุเรียน มังคุดลำไย ลิ้นจี่ เพราะจะเป็นช่วงที่มีผลไม้ชนิดนี้ออกสู่ตลาดมาก การส่งออกที่ลดลง ย่อมทำให้ล้งผู้ส่งออกรับซื้อผลผลิตลดลงตามไปด้วย และผลกระทบที่ตามมาคือราคาผลผลิตที่เกษตรกรจะขายได้จะตกต่ำในที่สุดนั่นเอง นี่ยังไม่รวมสินค้าเกษตรอื่นๆ เช่น ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง ยางพารา ข้าว และผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลัง ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 9 แสนล้านบาท รัฐบาลจำเป็นต้องเตรียมรับมือกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นเหล่านี้ให้ดี ขุนเกษตรา เป็นห่วง

อาชีพการเลี้ยงโคนม ถือเป็นอาชีพพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานให้เกษตรกรไทยถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นมายาวนานถึง 58 ปี ปัจจุบันเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมส่วนใหญ่ซึ่งเป็นคนรุ่นเก่ามีความต้องการอยากให้ลูกหลานกลับมาสืบทอดอาชีพการเลี้ยงโคนม ขณะเดียวกันในส่วนของสหกรณ์โคนมหลายแก่งก็ยังขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มาส่งเสริมให้กับฟาร์มโคนมของสมาชิก นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ตระหนักถึงความสำคัญนี้ จึงได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาของบุตร-หลานสมาชิกสหกรณ์โคนม กับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (กำแพงแสน) เพื่อร่วมมือทางการศึกษา โดยกรม จะสนับสนุนทุนการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาให้กับบุตร – หลานสมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนม ได้เข้าเรียนในสาขาวิชาด้านปศุสัตว์ หรือสาขาที่เกี่ยวข้องกับอาชีพเลี้ยงโคนมตลอดหลักสูตร เพื่อจะได้นำความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรมมาพัฒนาฟาร์มและการบริหารจัดการธุรกิจสหกรณ์โคนม สานต่ออาชีพของครอบครัว หรือกลับไปทำงานให้กับสหกรณ์โคนมที่ให้ทุนการศึกษา เพื่อจะได้ช่วยพัฒนาอาชีพการเลี้ยงโคนมและธุรกิจของสหกรณ์โคนมให้มีความเข้มแข็ง สำหรับคุณสมบัติของผู้ขอรับทุนจะต้องเป็นบุตร-หลานของสมาชิกสหกรณ์โคนมหรือบุตร-หลานสมาชิกสหกรณ์การเกษตรที่สมาชิกมีอาชีพเลี้ยงโคนม ซึ่งสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 สายสามัญ มีผลการเรียนเฉลี่ยสะสม 5 ภาคเรียน ไม่ต่ำกว่า 3.00 มีความประพฤติดี มีความตั้งใจศึกษาเล่าเรียน สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มพัฒนาบุคลากรสหกรณ์ สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ โทรศัพท์ 0-2669-4577 หรือศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 1-20 และสำนักงานสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ ทั้งนี้ เมื่อผู้รับทุนจบการศึกษาแล้ว จะต้องกลับไปทำงานในสหกรณ์โคนมที่ให้ทุนดังกล่าว ไม่น้อยกว่า 5 ปี เพื่อจะได้นำความรู้และเทคโนโลยีกลับไปพัฒนาฟาร์มและสหกรณ์โคนมให้มีมาตรฐาน สามารถผลิตน้ำนมให้มีคุณภาพ ปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค รวมถึงมีส่วนช่วยพัฒนาธุรกิจสหกรณ์โคนมและสร้างความมั่นคงในอาชีพการเลี้ยงโคนมให้อยู่คู่กับคนไทยต่อไป…นับว่าเป็นโครงการที่ดีสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการนำความรู้มาพัฒนาต่อยอดอาชีพของครอบครัวให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

ปัจจุบันประเทศไทยมีเนื้อที่ถือครองทางการเกษตรกว่า 150 ล้านไร่ ในจำนวนนี้เป็นพื้นที่สำหรับการผลิตพืชมากกว่าร้อยละ 90 ของพื้นที่ถือครองทางการเกษตรทั้งหมด แต่ขณะเดียวกันปัญหาเกี่ยวกับการเข้าทำลายของศัตรูพืชได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้พืชอ่อนแอ ผลผลิตการเกษตรเกิดความเสียหายและได้ผลผลิตลดลง จึงจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพในการจัดการศัตรูพืช โดยการวินิจฉัยศัตรูพืชและการจัดการศัตรูพืชนั้น มีความสำคัญต่อการส่งเสริมการเกษตรอย่างมาก เพื่อให้ได้ผลผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด และยกระดับมาตรฐานการผลิตของเกษตรกร ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้มีหน่วยงานที่รับผิดชอบงานด้านอารักขาพืชที่ชัดเจน คือกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ยเป็นศูนย์กลาง มีศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช 9 ศูนย์ กระจายอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ตลอดจนมีเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านอารักขาพืชอยู่ในทุกอำเภอและจังหวัด ล่าสุด นายเข้มแข็งยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เตรียมปั้นหมอพืชขึ้นมาเพื่อลุยงานคลินิกพืช 37 จังหวัด โดยวางเป้าหมายว่าจะต้องเปิดครบทุกจังหวัดภายในปี 2564 ต้องเปิดครบทุกจังหวัด และที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเกษตรได้เปิดอบรมหมอพืชและเปิดให้บริการคลินิกพืชมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 ใน 19 จังหวัด 230 อำเภอ รวม 258 คลินิก ซึ่งตั้งอยู่ภายในศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช (ศทอ.) สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ ที่มีเจ้าหน้าที่ผ่านการอบรมแล้ว และในปีนี้ได้เปิดอบรมเชิงปฏิบัติการเจ้าหน้าที่อารักขาพืช หลักสูตร การสร้างหมอพืชและการดำเนินงานคลิกนิกพืช รุ่นที่ 2เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 ณ จ.ขอนแก่นโดยมี นายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานเปิดการอบรมซึ่งเป็นการอบรมเชิงปฏิบัติการสำหรับเจ้าหน้าที่ ที่รับผิดชอบงานอารักขาพืชโดยเฉพาะ เพื่อพัฒนาทักษะให้มีความเชี่ยวชาญมากขึ้น โดยเน้นหลักสูตรให้มีความเข้มข้น เช่น การวินิจฉัยสาเหตุอาการผิดปกติของพืช การจัดการศัตรูพืช การป้องกันกำจัดศัตรูพืชโดยไม่ใช้สารเคมี รวมถึงลักษณะอาการผิดปกติที่พบได้ทั่วไปในพืช เป็นต้น ทั้งนี้ จากผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา พบว่าได้รับการตอบรับจากเกษตรกรเป็นอย่างดี และในปี 2563 กรมส่งเสริมการเกษตรได้วางเป้าหมายการอบรมเจ้าหน้าที่อารักชาพืชเพิ่มอีก 18 จังหวัด 226 อำเภอ โดยแบ่งเป็น 4 รุ่น และหลังจากการอบรมเสร็จสิ้น จะเปิดให้บริการอีก 224 คลินิก และครบ 882 อำเภอทั่วประเทศ ในปี 2564 ที่จะถึงนี้

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 3 กุมภาพันธ์ 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/470325

586851

ชายคาพระพิรุณ : 3 กุมภาพันธ์ 2563

วันจันทร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมเกษตรอย่างกว้างขวางเรื่องการตัดงบกรมวิชาการเกษตรถึง 40% ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ได้ส่งผลทันทีต่อความเดือดร้อนของลูกจ้างที่ต้องตกงานและถูกลดค่าจ้างดังปรากฏในข่าวต่างๆ ให้เป็นที่สะเทือนใจของสังคมและยังจะมีความเสียหายของภาคเกษตรที่จะตามมาอีกในไม่ช้านี้จากการที่ขุนเกษตรา พูดคุยกับแหล่งข่าวในกรมวิชาการเกษตรที่ทำงานด้านวิจัย

พอสรุปได้ ดังนี้คือ

1.งานพัฒนาสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพได้มาตรฐานหรือการรับรองมาตรฐานสินค้าพืช (GAP และ organic) เป็นงานที่ต้องทำเพื่อให้สินค้าเกษตรไทยส่งออกไปต่างประเทศได้และเป็นการเพิ่มความปลอดภัยทางอาหารแก่ผู้บริโภคในประเทศรายการที่ถูกตัดลด ได้แก่ ค่าเดินทางไปตรวจแปลงถูกตัด 74% วัสดุวิทยาศาสตร์ในการวิเคราะห์สารพิษตกค้างถูกตัด 69% ค่าจ้างเหมาพนักงานช่วยดำเนินการถูกตัด 100% เป็นต้น การตัดงบดังกล่าวทำให้เกือบจะไม่สามารถทำงานนี้ได้เลย เนื่องจากงานรับรองมาตรฐาน

เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจรับรองต้องออกไปตรวจแปลงในพื้นที่เกษตรกรและต้องวิเคราะห์สารพิษตกค้างตามระบบมาตรฐานสากล งานนี้จะไม่มีหน่วยงานไหนทำแทนได้ เพราะกฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่กรมวิชาการเกษตรเท่านั้น

เรื่องความปลอดภัยด้านอาหารเป็นนโยบายรัฐบาลในปีงบประมาณ 2562 ได้ทำการตรวจรับรองแหล่งผลิตพืชในระบบ GAP ผ่านมาตรฐาน 108,647 แปลง พื้นที่ 539,800 ไร่ และตรวจรับรองโรงคัดบรรจุโรงงานแปรรูป โรงรมตามมาตรฐาน GMP HACCP และ GFP ผ่านมาตรฐาน 885 โรงงาน รวมถึงพัฒนาห้องปฏิบัติการตรวจสอบสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์เป้าหมาย 32 แห่ง ลองประเมินดูว่าถ้างบทำงานหายไป 70% เกษตรกร 70,000 แปลง จะได้รับความเสียหายมหาศาลแค่ไหน ลำพังแค่ส่งไปประเทศจีนถ้าไม่มี GAP ก็จะเสียหายประมาณ 1 หมื่นล้านบาท การตัดงบการพัฒนามาตรฐานสินค้านี้ นอกจากส่งผลเสียต่อการส่งออกไม่ได้ทำให้สินค้าในประเทศล้นตลาด ราคาผลผลิตตกต่ำยังเป็นการเดินสวนทางทำให้นโยบายรัฐบาลด้านอาหารปลอดภัยขับเคลื่อนไม่สำเร็จ สร้างความเสียหายในด้านเศรษฐกิจประเทศ และรายได้เกษตรกร

2.โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริปรับลด 49% ในค่าใช้จ่ายในการออกไปทำงานในพื้นที่เกษตรกรและในพื้นที่โครงการพระราชดำริต่างๆ ส่งผลต่อการสนองพระราชดำริต่างๆของรัฐบาลในความรับผิดชอบกรมวิชาการเกษตรรวมทั้งสิ้น 252 โครงการ 3.โครงการเร่งด่วนของรัฐบาล เช่น ส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ โครงการ zoning by agri-map โครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนถูกตัดไป 50% โครงการส่วนนี้ทำกันแบบบูรณาการหลายกรมกระทบต่อการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ไปขับเคลื่อนให้นโยบายรัฐบาลประสบความสำเร็จ การตัดงบต้องลดปริมาณพื้นที่ และจำนวนเกษตรกรที่จะได้ประโยชน์ลง 50% 4.งานวิจัยพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เกษตรกรปรับลด 40% เรื่องนี้จะกระทบและสร้างความเสียหายต่อความก้าวหน้าเทคโนโลยีและส่งผลต่อการแก้ปัญหาของเกษตรกรจนถึงการแก้ปัญหาการนำเข้าส่งออก

ทั้งนี้ งานวิจัยกรมวิชาการเกษตรที่เห็นประโยชน์ชัดเจนคือ การแก้ปัญหาเกษตรกรเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นประโยชน์กับเกษตรกรหลายล้านครอบครัวสร้างเงินในกระเป๋าเกษตรกรหลายหมื่นล้านบาทต่อปีการตัดงบส่วนนี้จะสร้างความเสียหายต่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการผลิตพืชของเกษตรกรที่อาจจะต้องหยุดชะงัก เช่น การปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่การผลิตเมล็ดพันธุ์ดี การคิดค้นความรู้ที่นำมาใช้ทำการผลิต ปลูก ใส่ปุ๋ย ให้น้ำตัดแต่งเก็บเกี่ยว แปรรูป ชีวภัณฑ์ วิธีแก้ปัญหาศัตรูพืชระบาด เครื่องจักรกลเกษตร เครื่องมือแปรรูป ผลกระทบนี้มากมายที่อาจไม่เห็นทันทีแต่เพราะมีผลงานวิจัย เกษตรกรไทยจึงผลิตพืชได้ดีไทยจึงเป็นผู้นำหลายประเทศด้านเกษตรอยู่ในขณะนี้

5.การส่งออกนำเข้าสินค้าเกษตรเนื่องจากกรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานที่ออกใบกำกับใบรับรองให้มีการส่งออก ตรวจการนำเข้าและคอยแก้ปัญหาการค้าระหว่างประเทศในเวลาที่ต่างประเทศกีดกันหรือแบนสินค้าไทยจะใช้วิธีกีดกันทางทางค้าโดยอ้างว่าสินค้าเกษตรไทยมีสารพิษตกค้างไม่ได้มาตรฐานห้ามมิให้ส่งออกและก็เป็นหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตรในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้สำเร็จซึ่งที่ผ่านมามีตัวอย่างการแก้ไขปัญหาการค้ากับยุโรป จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และอื่นๆ ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย การตัดลดงบประมาณไปย่อมส่งผลกระทบสร้างความเสียหายเป็นหลักแสนล้านบาท 6.การดูแลคุ้มครองเกษตรกรตาม พ.ร.บ.พันธุ์พืช พ.ร.บ.ปุ๋ย พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ร.บ.กักพืช พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชการตัดงบส่วนนี้จะทำให้การควบคุมกำกับดูแลของสารวัตรเกษตรทำได้ไม่เต็มที่ จะทำให้มีผู้ฉกฉวยโอกาสทำผิดกฎหมาย เช่น ขายปุ๋ยปลอม สารเคมีปลอมพันธุ์พืชด้อยคุณภาพ จะระบาดทั่วเมือง ส่งผลเสียตกที่เกษตรกรซื้อมาแล้วใช้ไม่ได้ผล เสียหายหลายหมื่นล้านบาท

7.ลูกจ้างตกงานจะกระทบสร้างความเดือดร้อนให้กับคนทำงานที่ไม่ใช่ข้าราชการที่ต้องตกงานว่างงาน เดือดร้อนนับพันคน ซึ่งการจ้างงานของกรมวิชาการเกษตรไม่เหมือนการจ้างแบบกรรมกรทั่วไป

แต่จะจ้างคนที่มีความรู้ประสบการณ์ในการทำงานวิชาการทั้งที่เป็นบุตรหลานของลูกจ้างเดิมที่เพิ่งเรียนจบมาใหม่ จนถึงคนงานที่มีทักษะการวิจัยบุคคลเหล่านี้จะทำงานในศูนย์วิจัยตั้งแต่วัยหนุ่มจนถึงวัยเกษียณ มีความชำนาญ จึงรับจ้างงานเป็นลูกจ้าง ทำเป็นอาชีพเลี้ยงครอบครัวไม่มีอัตราว่างให้เขาได้สอบเป็นพนักงานราชการ หรือหมดวัยที่จะมาสอบแข่งขันกับเด็กรุ่นใหม่ เมื่อถูกเลิกจ้างก็เท่ากับถูกลอยแพไม่มีหนทางที่จะไปทำอย่างอื่น ซึ่งมีลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด 1,253 คนวงเงิน 153 ล้านบาท ที่ต้องออกจากงานทันทีและลูกจ้างอีกส่วนหนึ่งต้องลดค่าจ้าง 50% เพื่อช่วยรักษางานไว้เป็นเรื่องที่น่าสงสารเป็นอย่างยิ่งกรณีโรงงานปิดตัวลูกจ้างเอกชนยังได้รับค่าชดเชย แต่ลูกจ้างกรมวิชาการเกษตรไม่ได้รับสวัสดิการใดเลย..

บทสรุปสุดท้ายประเทศไทยตั้งเป้าหมายว่าต้องก้าวหน้าด้วยนวัตกรรมต้องสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรเพื่อลดความเหลื่อมล้ำซึ่งกรมวิชาการเกษตรถือเป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนงานวิชาการเกษตรหลักของประเทศให้ก้าวหน้ามาอย่างยาวนาน ดังนั้น รัฐบาลจึงควรจัดงบให้เขากลับไปดูแลงานของประเทศ ไปดูแลเกษตรกรรัฐบาลและพรรคการเมืองควรลงไปร่วมสนับสนุนเขา และขอให้เร่งเยียวยาคนตกงานพันกว่าชีวิตที่ได้รับความเดือดร้อนอยู่ในเวลานี้ด้วย

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 27 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468744

586851

ชายคาพระพิรุณ : 27 มกราคม 2563

วันจันทร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ว่าด้วยเรื่องงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ถูกคณะกรรมาธิการตัดงบและมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อการขับเคลื่อนของหลายๆ หน่วยงาน โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่าน สว.สมชาย ชาญณรงค์กุล อดีตผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ที่ผ่านการเป็นอธิบดีมาหลายกรมได้อภิปรายงบประมาณในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ ไว้น่าสนใจ ซึ่ง คุณธัชธาวินท์ สะรุโน ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการผลิตพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง สวพ.8 สงขลา ได้สรุปประเด็นสำคัญอธิบายไว้ในเฟสบุ๊คส่วนตัวไว้อย่างน่าสนใจ ขุนเกษตรา จึงขออนุญาตหยิบยกมาเล่าสู่กันฟังใจความดังนี้ ปัจจุบันประเทศไทยตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาเกษตรให้ก้าวหน้าด้วยนวัตกรรม จึงควรมีการปรับการทำงานและงบประมาณให้สนับสนุนเป้าหมายดังกล่าว ควรให้การสนับสนุนงบวิจัยให้มากขึ้นเพราะงานวิจัยช่วยสร้างมูลค่าเศรษฐกิจของประเทศ เช่น พันธุ์ข้าวคุณภาพดี 1 พันธุ์ ต้องลงทุนวิจัย 10 ล้าน แต่สามารถสร้างมูลค่ากลับคืนมาเป็นหมื่นล้านบาท จึงควรมีการวางแผนอัตรากำลังบุคลากรของกระทรวงเกษตร และการพัฒนาความสามารถบุคลากร ให้เหมาะสมกับแนวทางการพัฒนาที่กำลังก้าวไปข้างหน้าควรปรับการทำงานในกระทรวงและแต่ละกรม ให้มีการทำงานให้มีเป้าหมายไปในทิศทางเดียวกัน ในการทำงานแต่ละงานโครงการ และมีเป้าหมายชัดเจน เช่น แปลงใหญ่, smart farmer และ วิสาหกิจชุมชน เป็นต้น ควรปรับปรุงระบบการจัดการส่งเสริมพันธุ์พืชให้เหมาะสม ทั้งในเชิงปริมาณพันธุ์ดีที่ราชการผลิตให้เพียงพอ ตลอดจนจัดองค์กรและบทบาทหน้าที่ให้รองรับตั้งแต่ผลิตพันธุ์หลักจากศูนย์วิจัยไปจนถึงพันธุ์ขยายที่จะให้เกษตรกรได้ใช้อย่างทั่วถึง ดังคำที่ว่า “การเกษตรที่ดี เริ่มด้วยการใช้พันธุ์ที่ดี ก็สำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง” กรมส่งเสริมสหกรณ์ ควรมีการสนับสนุนให้สามารถดูแลสหกรณ์ให้ใกล้ชิดมากขึ้น เช่น ในด้านอุปกรณ์ต่างๆ ที่ลงทุนไปแล้ว ให้สามารถทำงานได้เกิดประโยชน์ให้เต็มที่ และการดูแล เรื่องการสนับสนุนแหล่งเงินทุนในการดำเนินงานให้แก่สหกรณ์ขนาดเล็กด้วย กรมส่งเสริมการเกษตร ควรมีการสนับสนุนให้มีการพัฒนากำลังพลและพัฒนาวิธีการทำงานของกรมให้เหมาะสมกับสถานการณ์ข้อจำกัดของกรมโดยเฉพาะด้านบุคลากรที่น้อยลง กรมการข้าว ควรมีการสนับสนุนในเรื่องการวิจัยพันธุ์ข้าวที่จะดูว่ามีวิธีใดที่จะใช้เวลาในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้สั้นลงด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย กรมวิชาการเกษตร ควรสนับสนุนให้สามารถทำงานที่รับผิดชอบได้ครบถ้วนและเต็มที่เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่ต้องดูแลคุ้มครองเกษตรกร เช่น ตาม พ.ร.บ. พันธุ์พืชให้มีพืชพันธุ์ดี พ.ร.บ. ปุ๋ย ให้ได้ใช้ปุ๋ยเต็มสูตร พ.ร.บ. วัตถุอันตราย ไม่ให้มีสารเคมีปลอม พ.ร.บ. กักพืช ดูแลการส่งออกนำเข้า การระบาดของศัตรูพืชจากต่างประเทศ พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช ที่ต้องคุ้มครองพืชไว้ให้ลูกหลาน

การที่กรมวิชาการเกษตร ถูกตัดงบดำเนินงานไปกว่าครึ่ง ทำให้มีปัญหาในการทำงาน เช่น การตรวจวิเคราะห์สารตกค้างในผลผลิต แต่งบประมาณในการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ แต่งบค่าวิเคราะห์ถูกตัดไป ด้านเครื่องมือวิทยาศาสตร์ เช่น เครื่องโครมาโตกราฟี่ ที่มีการกล่าวถึงนั้น แต่ละรุ่นจะมีสมรรถนะแตกต่างกันไปและราคาก็ต่างกันตามความสามารถในการวิเคราะห์ ซึ่งไทยมีความจำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่มีความสามารถในการวิเคราะห์รับรองเพื่อให้ต่างประเทศเชื่อถือประเทศไทย ด้านงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร เป็นหน่วยที่ต้องทำวิจัยของประเทศ เป็นงานที่ต้องเตรียมการล่วงหน้า ทำวันนี้ ผลจะออกอีก 3-5 ปี ข้างหน้า ต้องทำต่อเนื่อง หากหน่วยงานนี้ถูกตัดงบไปกว่าครึ่ง จะเกิดผลกระทบกับเกษตรกรมากมาย เช่น มีผลต่อการไปรับรอง GAP โดยเฉพาะในช่วงที่ผลไม้กำลังออกสู่ตลาดและต้องส่งออก มีผลต่อพนักงานที่ถูกเลิกจ้างทันทีพันกว่าคน มีผลต่อโครงการเร่งด่วนตามนโยบายต่างๆ และงานวิจัยที่ถูกตัดไปกว่า 50% ขณะที่งบเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่บอกว่ามีปัญหากลับไม่ถูกตัด แต่กลับไปตัดงบที่ใช้ทำงาน ท่าน สว.สมชาย ยังอภิปรายอีกว่า มีเหตุผล 4 ประการ ที่รัฐบาลควรพิจารณาให้การดูแลและหาทางแก้ไขงบกรมวิชาการเกษตรเพื่อให้สามารถดำเนินการต่อไปได้ คือ 1. กรมวิชาการเกษตร ต้องทำงานในการสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างการส่งออกสินค้าค้าเกษตร 2. กรมวิชาการเกษตร ต้องทำงานวิจัยเพื่อขับเคลื่อน รองรับยุทธศาสตร์ชาติในการสร้างนวัตกรรม 3. กรมวิชาการเกษตร ต้องทำงานเพื่อสร้างความมั่นใจในสินค้าเกษตรไทยที่จะเข้าสู่ตลาดโลก และ 4.การเกษตรไทยกำลังก้าวเข้าสู่เกษตรแบบแม่นยำ ต้องอาศัยข้อมูลจากการวิจัยของกรมวิชาการเกษตร

นอกจากนั้นมีประเด็นการอภิปรายของ สว. หลายท่าน ที่เกี่ยวกับงานวิจัย พอจับใจความได้ดังนี้ 1. ในประเทศพัฒนาแล้วทุกประเทศ จะให้งบประมาณเพื่อการวิจัยค่อนข้างสูง แต่ไทยยังให้งบด้านการวิจัยน้อยมาก จึงน่าเป็นห่วงว่าไทยจะตามไม่ทันและไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่วางไว้ได้ 2. การวิจัย จำเป็นต้องมีการลงทุนสูง จะมาคิดถึงกำไรขาดทุน หรือมาคิดว่าแพงไม่แพงไม่ได้ในเวลานั้นๆ เพราะเป็นสิ่งที่รัฐต้องลงทุนระยะยาว และอย่างต่อเนื่อง ความคุ้มค่าการลงทุนวิจัยต้องดูประประโยชน์จากการนำผลงานวิจัยไปใช้ ถ้าคุ้มค่าถือว่าถูก ถ้าไม่คุ้มค่าก็ถือว่าแพง 3. การวิจัยต้องสนับสนุนทั้งการวิจัยพื้นฐาน แม้ยังไม่เห็นประโยชน์เฉพาะหน้าก็ตาม แต่จะเป็นฐานความรู้ไปสู่การต่อยอดให้เกิดการประยุกต์ และพัฒนา ต่อไป 4. การวิจัยต้องทำอย่างต่อเนื่อง และใช้เวลา เช่น การปรับปรุงพันธุ์พืช 1 พันธุ์ อาจใช้เวลา 10 กว่าปี จึงต้องให้การสนับสนุน แต่อย่างไรก็ตามต้องหาวิธีที่จะทำให้พัฒนาได้รวดเร็วขึ้น 5. ไทยตั้งเป้าจะพัฒนาประเทศด้วยนวัตกรรม งานวิจัยจึงสำคัญยิ่งที่จะทำให้ไทยสามารถพัฒนาได้บรรลุเป้าหมาย การวิจัยได้ถูกตัดงบมากเกินไป แล้วความก้าวหน้าทางการเกษตรของไทยจะเดินไปข้างหน้าได้อย่างไร…ทั้งหมดนี้ เป็นเสียงสะท้อนจากคนที่ทำงานภาคเกษตรมาค่อนชีวิต จึงอยากให้ผู้มีอำนาจช่วยพิจารณา เพราะนอกจากกระทบต่อการขับเคลื่อนงานแล้ว ยังส่งผลต่อบุคลากรที่เป็นลูกจ้างชั่วคราวซึ่งมีหลายตำแหน่งตั้งแต่นักวิจัย ธุรการ ขับรถคนงาน คนเหล่านี้ไม่ได้รับบรรจุ ไม่มีสวัสดิการใดๆ จากรัฐ ประกันสังคมก็ต้องทำประกันตนเอง หลายคนที่เป็นตำแหน่งคนงานในแปลงทดลอง ทำมาตั้งแต่หนุ่มจนแก่ เลี้ยงครอบครัวก็ด้วยเงินเดือนจ้างชั่วคราว มาตกงานตอนแก่แล้วจะเอาอะไรกิน…

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 20 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467268

586851

ชายคาพระพิรุณ : 20 มกราคม 2563

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ใต้ร่มชายคาพระพิรุณ ยุครัฐบาลประชาธิปไตย นักการเมืองเป็นใหญ่ สามารถกำหนดชี้เป็น ชี้ตายได้ทุกเรื่อง จนบางกรณีไม่ได้คำนึงถึงความเหมาะสมและหลักเกณฑ์ที่ควรจะเป็น ช่างแตกต่างจากยุครัฐบาลทหารที่ใครๆ เขาก็ว่าเป็นเผด็จการ แต่ก็เห็นหลายกรณีมีการอะลุ่มอล่วยเปิดใจรับฟังเหตุผล ยึดผลประโยชน์ของภาพรวมเป็นที่ตั้ง แต่ขณะนี้ดูเหมือนหลายๆ เรื่องผิดรูปผิดแบบที่ควรจะเป็น ไม่ว่าจะเรื่องของงบประมาณที่บางหน่วยงานโดนตัดไปอย่างไม่เป็นธรรม ทั้งที่เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจจำเป็นและสำคัญต่อการขับเคลื่อนภาคเกษตรโดยรวมของประเทศ เมื่อถูกตัดงบประมาณก็คงส่งผลให้งานขับเคลื่อนต่อไปได้ยากและส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรไทยไม่น้อย โดยเฉพาะการตรวจรับรองมาตรฐานต่างๆ ให้เกษตรกร สวนทางกับนโยบายยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรเสียเหลือเกิน ยิ่งไปกว่านั้นยังส่งผลกระทบต่อลูกจ้างเหมาซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการปฏิบัติงานภาคสนามหลายๆ ภารกิจ ที่ต้องตกงานอีกหลายร้อยชีวิต บางครอบครัวต้องตกงานทั้งผัวทั้งเมีย
สร้างเวรสร้างกรรมแท้ๆ อยากรู้เหตุผลที่แท้จริงของการตัดงบประมาณเหมือนกันว่าเพราะอะไร…นี่ยังไม่รวมถึงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ ผอ.ระดับรองอธิบดี ที่ได้ข่าวแว่วๆ มาว่าดูเหมือนจะกลับไปสู่รูปแบบเดิมๆ เหมือนในอดีตอีกแล้ว ที่ใครอยากได้ตำแหน่งก็ต้องวิ่งหานักการเมือง ใช้ระบบเอาคนของตัวเองหรือพวกพ้อง หรือข้าราชการที่อยู่ในเครือข่ายฝ่ายการเมืองเข้ามา ทั้งที่สิ่งที่ควรจะเป็นคืออำนาจการคัดกรองควรอยู่ในระดับกรมคัดเลือกคนที่เหมาะสมทั้งความรู้ความสามารถและประสบการณ์ ก่อนจะส่งพิจารณาในขั้นตอนตามลำดับ แต่ปัจจุบันบางกรม คนวิ่งตำแหน่งแทบจะไม่เห็นหัวอธิบดีแล้ว ดิ่งตรงเข้าหารัฐมนตรีให้มันรู้เรื่องไปเลย ไม่ต้องอ้อมให้เสียเวลา ยิ่งกระทรวงเกษตรฯ มีรัฐมนตรี 4 คน
จาก 4 พรรคการเมือง ฝุ่นก็คงตลบอบอวลยิ่งกว่าฝุ่น PM2.5 เสียอีกกระมัง เผลอๆวิ่งชนขัดขากันเองทั้งข้าราชการทั้งรัฐมนตรีเพราะต้องการดันพวกตัวเองขึ้นนั่นเอง…

จากกรณีปัญหาการบริหารงานของสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด ส่งผลให้สหกรณ์มีหนี้สินจำนวนมาก ขาดสภาพคล่องสืบเนื่องมาตั้งแต่ ปี 2559 นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ แจ้งว่า นับตั้งแต่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ตรวจพบความผิดปกติของงบการเงินของสหกรณ์ ส่งผลให้สหกรณ์ขาดสภาพคล่องทางการเงินและส่งผลกระทบต่อสมาชิกและสหกรณ์ที่ทำธุรกรรมทางการเงินกับสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด นั้น กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ดำเนินการติดตามแก้ไขปัญหาของสหกรณ์ตามอำนาจหน้าที่มาอย่างต่อเนื่อง โดยรายงานข้อสังเกตให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบและแต่งตั้งผู้สอบบัญชีสหกรณ์จากส่วนกลางเข้าตรวจสอบบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานการสอบบัญชีและประเมินผลการควบคุมภายใน เพื่อให้สหกรณ์ฯ มีสภาพคล่องได้ตามปกติ ซึ่งขณะนี้สหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด ยังมีสภาพคล่องที่จะให้สมาชิกกู้หรือถอนเงินฝากได้ตามปกติและกำลังอยู่ระหว่างขั้นตอนดำเนินคดีกับอดีตกรรมการและผู้จัดการสหกรณ์ จำนวน 6 ราย ที่กู้เงินสหกรณ์โดยผิดระเบียบ โดยเบื้องต้นสหกรณ์ได้มีการชำระหนี้ให้กับสหกรณ์ที่นำเงินมาฝากแล้วประมาณ 100 ล้านบาท ซึ่งจะได้มีการสอบทานว่ามีการชำระจริงเพื่อพิสูจน์ความมีอยู่ของเจ้าหนี้ ในส่วนของสหกรณ์เจ้าหนี้ที่สหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด ยังไม่ได้ชำระหนี้เงินกู้ให้นั้น อยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้องเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ซึ่ง นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับให้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบ เข้าดูแลและติดตามการแก้ไขปัญหาของสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด และได้หารือในเบื้องต้นในเรื่องการปรับระเบียบและกฎหมาย ให้มีความรัดกุมและครอบคลุมการดำเนินงานของสหกรณ์มากขึ้น ทั้งนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ยืนยันว่า ปฏิบัติตามภารกิจหน้าที่ในการสอบบัญชีอย่างเคร่งครัด เพื่อให้สหกรณ์มีระบบการเงินการบัญชีและมีการควบคุมภายในที่ดี สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างโปร่งใส ซึ่งถือเป็นการช่วยดูแลรักษาผลประโยชน์ให้กับสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศ แต่เหตุทุจริตที่เกิดขึ้นในสหกรณ์บางแห่ง หลายกรณีส่วนใหญ่เกิดจากระบบการควบคุมภายในของสหกรณ์หรือมีการไม่ปฏิบัติตามระบบการควบคุมภายในที่กำหนด หรือการทุจริตที่เกิดจากตัวบุคคล รวมไปถึงการที่สมาชิกไม่ได้ติดตามการดำเนินการตามระเบียบข้อบังคับโดยสม่ำเสมอ จนไม่ทราบข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น ดังนั้น จึงต้องมีการตรวจสอบซึ่งกันและกัน สมาชิกจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ ตลอดจนหลักการและวิธีการสหกรณ์และการตรวจสอบการเงินการบัญชีและการดำเนินการของสหกรณ์ รับรู้ข้อมูลทางบัญชีสหกรณ์ทั้งภาพรวมและของตนเอง เพื่อสิทธิประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์เอง อีกทั้ง สหกรณ์แต่ละแห่งอาจมีการเพิ่มช่องทางการติดต่อส่งข้อมูลข่าวสารระหว่างสหกรณ์กับสมาชิก เพื่อสร้างความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิก ซึ่งสหกรณ์อาจนำไปพิจารณาตามความเหมาะสมกับสภาพของสหกรณ์ต่อไป โดยนายโอภาสยังย้ำอีกว่า ที่ผ่านมากรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้พัฒนางานระบบบัญชีและสนับสนุนการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการงานสหกรณ์ให้มีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือเสริมสร้างความ
เข้มแข็งทางการเงินของสหกรณ์ อาทิ โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร หรือแอพพลิเคชั่น Smart 4M ซึ่งมีให้บริการให้คำแนะนำและติดตั้งให้ฟรีแก่ทุกสหกรณ์ที่มีความพร้อมใช้งาน เพื่อพัฒนาบุคลากรสหกรณ์ทั้งกรรมการดำเนินการ ฝ่ายจัดการ ผู้ตรวจสอบกิจการ ให้มีศักยภาพในการใช้ข้อมูลทางการเงินบริหารจัดการสหกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และช่วยลดความเสี่ยงของการทุจริตในสหกรณ์ได้อีกด้วย

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 6 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464287

586851

ชายคาพระพิรุณ : 6 มกราคม 2563

วันจันทร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ช่วงวันหยุดที่ผ่านมา หลายหน่วยงานที่สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เปิดสถานที่ให้ประชาชนทั่วไปเข้าไปเที่ยวชม เรียนรู้กิจกรรมด้านการเกษตร ตามโครงการส่งความสุขปีใหม่ มอบให้เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2563 ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน) มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการสร้างความสุขให้กับคนในชาติด้วยการดำเนินกิจกรรมเพื่อเป็นการสร้างความสุข กระตุ้นการใช้จ่ายเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกร เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากและชุมชน ซึ่งทราบว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากพี่น้องประชาชนเหมือนอย่างเช่นทุกปีที่ผ่าน

โดยก่อนวันหยุดยาวปีใหม่ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เจ้ากระทรวงพญานาค ตั้งโต๊ะแถลงแนวทางในการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในปี 2563 พอสรุปคร่าวๆ ได้ว่า ในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำจะเพิ่มแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก โดยได้มีการสำรวจพื้นที่ที่คาดว่าจะสามารถสร้างเป็นแหล่งกักเก็บน้ำได้ เน้นในส่วนของแก้มลิงในบริเวณลุ่มน้ำต่างๆ ที่ได้มีการทำแผนที่สำรวจเอาไว้แล้ว นอกจากนี้ จะส่งเสริมสินค้าเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ ให้มีการนำศาสตร์พระราชาและเกษตรทฤษฎีใหม่เข้ามาเป็นนโยบายที่จะขับเคลื่อนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และมีมาตรการในการ “ลด ละ เลิก” การใช้สารเคมี พร้อมกับนำระบบการตลาดนำการผลิตมาใช้แก้ไขปัญหาสินค้าล้นตลาดและราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ หาตลาดใหม่ทั้งในและต่างประเทศเพื่อเพิ่มช่องทางในการขายให้กับผู้ผลิตสินค้าเกษตร ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของสหกรณ์ เกษตรแปลงใหญ่ วิสาหกิจชุมชน และกลุ่มเกษตร Young Smart Farmer ที่ต้องการจะสร้างความเข้มแข็ง เพื่อนำร่องในการปฏิรูปภาคการเกษตร หาแนวทางลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มคุณภาพการผลิตพร้อมทั้งพัฒนาการจัดส่งสินค้า (ระบบโลจิสติกส์) เพื่อลดการใช้จ่ายในการลดค่าขนส่งทุกประเภท สำหรับด้านการประมง จะบริหารจัดการประมงอย่างยั่งยืน ทั้งประมงพาณิชย์และประมงพื้นบ้าน โดยประมงพื้นบ้านได้มีการขึ้นทะเบียน ซึ่งขณะนี้มีการขึ้นทะเบียนแล้วประมาณ 50,000 กว่าลำ ส่วนประมงพาณิชย์จะเร่งส่งเสริมให้รักษาสมดุลของทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล เพื่อให้สามารถทำประมงได้ตลอดทั้งปี นอกจากนี้ยังจะเตรียมพร้อมในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้เกษตรกร โดยวางมาตรการที่จะส่งเสริมรายได้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องเกษตรกร ทั้งการจ้างงานของกรมชลประทาน ซึ่งขณะนี้ได้มีการตั้งงบประมาณไว้เรียบร้อยแล้วเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ในขณะที่ไม่สามารถทำการเกษตรตามปกติได้ อีกทั้งจะมีการเพิ่มพันธุ์สัตว์น้ำทั่วประเทศ โดยเตรียมพันธุ์ปลา พันธ์กุ้งไว้ประมาณ 550 ล้านตัว และจะใช้เวลา 4 – 6 เดือน ทำให้พี่น้องเกษตรกรสามารถจับไปบริโภค หรือจับไปขาย เป็นการเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการเลี้ยงปศุสัตว์ที่มีความต้องการของตลาด ได้แก่ โค กระบือ แพะ และการแจกที่ดินทำกิน (ส.ป.ก.) ให้แก่เกษตรกรด้วย อีกทั้งจะตั้งศูนย์เทคโนโลยีทางการเกษตร (Agri-technology and innovation center: AIC) โดยจะมีการตั้งศูนย์ AIC ทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ และการจัดทำข้อมูลสารสนเทศด้านการเกษตร (Big data) เป็นการเชื่อมโยงกับ 10 หน่วยงานหลัก ซึ่งจะทำให้พี่น้องเกษตรกรสามารถเข้าถึงข้อมูลและสามารถเข้ามาตรวจสอบข้อมูลที่เป็นประโยชน์…

เปิดทำงานปีใหม่วันแรก นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ แจ้งข่าวโครงการดีๆ สำหรับลูกหลานชาวสหกรณ์และผู้สนใจทั่วไป ด้วยการจัดทำ “โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร” โดยเปิดรับบุตรหลานสมาชิกสหกรณ์ และบุคคลทั่วไป ที่ต้องการกลับคืนสู่ถิ่นฐานบ้านเกิด เพื่อสานต่ออาชีพการเกษตรจากรุ่นพ่อแม่ ได้มีเวลาอยู่ใกล้ชิดกับครอบครัวมากยิ่งขึ้น และต้องการสร้างคนรุ่นใหม่ให้หันมาประกอบอาชีพการเกษตร โดยมีสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการส่งเสริมอาชีพการเกษตรที่มั่นคงให้กับคนรุ่นใหม่ โดยกรมจะดำเนินโครงการ 3 ปี ระหว่างปี 2563-2565 ในการพัฒนาและบ่มเพาะอาชีพการเกษตรเพื่อให้เป็นเกษตรกรมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง…

ผู้สมัครเข้าร่วมโครงการต้องเป็นผู้ที่มีความตั้งใจที่จะหันมาประกอบอาชีพทำการเกษตรที่มีอายุไม่เกิน 50 ปี ต้องมีที่ดินเป็นของตัวเองหรือสามารถเช่าที่ดินเพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้ โดยกรมฯจะประสานหน่วยงานต่างๆ เข้ามาให้การสนับสนุนในด้านองค์ความรู้ในการทำการเกษตร ปลูกพืชผัก เลี้ยงปลา ปศุสัตว์ ในรูปแบบเกษตรผสมผสาน หรือใช้หลักทฤษฎีใหม่ รวมถึงการใช้รูปแบบการทำเกษตรสมัยใหม่หรือเกษตรแม่นยำ และเน้นการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ ตามความประสงค์ที่แจ้งไว้ในใบสมัคร รวมถึงการพัฒนาการใช้เทคโนโลยี เครื่องมือ อุปกรณ์การผลิต แปรรูป ตลอดจนประสานภาคเอกชนในการจัดหาตลาดมารองรับผลผลิต พร้อมช่วยวางแผนการผลิตสินค้าให้ได้คุณภาพและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดและผู้บริโภค…

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกใบสมัครผ่าน QR Code ทางเว็บไซต์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ http://www.cpd.go.th หรือทาง Line และ Facebook : กรมส่งเสริมสหกรณ์ – CPD สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ และสหกรณ์การเกษตรที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ หรือโทร.02281 3292 โดยเปิดรับตั้งแต่วันที่ 1 – 31 มกราคม 2563 นี้ และจะประกาศผลผู้ที่ได้รับการคัดเลือกในการเข้าร่วมโครงการในวันที่ 2 มีนาคม 2563

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 30 ธันวาคม 2562 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463299

586851

ชายคาพระพิรุณ : 30 ธันวาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผ่านไปไม่เท่าไหร่ ก็เข้าจะสู่ปีใหม่กันอีกคราแล้ว วันนี้ ขุนเกษตรา ขออนุญาตเติมความสุขส่งท้ายปีหมูต้อนรับปีหนูด้วยคำอวยพรให้ทุกท่านมีความสุขกาย สบายใจ ปราศจากทุกข์โศก โรคภัยทั้งหลายทั้งปวง ทำการเกษตรประสบผลสำเร็จ ราคาผลผลิตดีขึ้นๆไปนะครับ แล้วเราค่อยมาดูกันว่า หลังจากปีใหม่แล้ว กระทรวงเกษตรฯ จะมีแคมเปญอะไรออกมาส่งเสริมและสนับสนุนพี่น้องเกษตรกรกันบ้าง…แต่สิ่งที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนคือการวางแผนบริหารจัดการน้ำและการแก้ปัญหาภัยแล้งที่กำลังมาถึงด้วยนะครับ สำหรับในส่วนของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ก็ได้ถือโอกาสส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ เชิญชวนประชาชนให้มาทำบัญชี 3 มิติ สร้างความสำเร็จในชีวิตรับปีใหม่ โดย นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ บอกว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้เป็นโอกาสอันดีที่จะก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น จึงขอเชิญชวนพี่น้องเกษตรกรและประชาชนทุกคน เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงโดยนำหลักการทำบัญชี 3 มิติ มาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต ได้แก่ รู้ตนเอง รู้สภาพแวดล้อมและรู้อนาคต ยึดตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คือ การพึ่งตนเอง รู้จักความพอประมาณ และไม่ประมาท สามารถคิด วางแผน ลงมือทำ ทบทวน นำไปพัฒนาอาชีพของตนเอง โดยมีบัญชีเป็นภูมิคุ้มกันและคู่มือชีวิต ซึ่งเหมาะกับสถานการณ์เศรษฐกิจในยุคปัจจุบันที่จำเป็นต้องใช้จ่ายอย่างมีสติ ไม่ประมาท พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยบัญชี 3 มิติ เริ่มจาก มิติแรก “รู้ตนเอง” รู้ถึงการใช้จ่ายเงินในแต่ละวัน รู้รายได้ รู้รายจ่าย รู้หนี้สิน เปรียบเทียบรายได้ รายจ่าย ฝึกนิสัยการใช้เงิน เริ่มต้นจากลงมือทำบัญชีประจำวัน โดยคิดวิเคราะห์ถึงรายรับ รายจ่าย สิ่งที่ไม่จำเป็นก็ตัดออกไป ซึ่งไม่เพียงทำให้ทราบรายรับ – รายจ่าย และข้อมูลทางการเงินเท่านั้น แต่ยังสามารถนำมาเป็นข้อมูลในการตัดสินใจและการพัฒนาในด้านต่างๆ ให้ผู้ทำบัญชีสามารถดำรงชีวิตได้อย่างประสบความสำเร็จ มีภูมิคุ้มกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงในการดำรงชีวิต ช่วยให้เกิดการจัดระเบียบวินัยในการใช้จ่ายและมองเห็นช่องทางในการออมและเพิ่มรายได้ มิติที่สอง คือ “รู้สภาพแวดล้อม” คิดและวิเคราะห์ข้อมูลทางบัญชีอย่างเป็นระบบ รู้การตลาด รู้สังคม รู้สิ่งแวดล้อม รู้ภูมิอากาศ ภูมิปัญญาพื้นถิ่น สร้างเครือข่ายและการมีส่วนร่วมในชุมชน มีการจัดสรรด้านรายจ่าย ลงทุนและเงินออมอย่างเหมาะสม สร้างนิสัยรักการออม และนำไปสู่ความพอเพียง มิติสุดท้าย คือ “รู้อนาคต”นำข้อมูลทางบัญชีและหลักวิชาการมาใช้วางแผนการประกอบอาชีพ ทำให้รู้ทิศทางการตลาด รู้การวางแผนจัดการอาชีพล่วงหน้า สร้างการเปลี่ยนแปลงสู่การเป็นเกษตรกรสมัยใหม่ที่คิด-วางแผน-ลงมือทำ-ทบทวน ทำให้สามารถกำหนดแผนการประกอบอาชีพและแผนในการดำเนินชีวิตได้ นำไปสู่ความยั่งยืน…อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ย้ำอีกว่า การมีวินัยทางการเงินเป็นสิ่งสำคัญและมีความจำเป็นในการวางแผนการดำเนินชีวิต ซึ่งหากนำหลักบัญชี 3 มิตินี้ ไปวางแผนปรับใช้ให้เหมาะสม ทำบัญชีได้ ใช้ข้อมูลเป็น สามารถนำข้อมูลที่ได้รับไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองและคนในครอบครัว มองเห็นช่องทางในการออมและเพิ่มรายได้ สามารถวางแผนการลงทุนและการผลิตได้ดียิ่งขึ้น ก็จะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันและเกิดความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ อีกทั้งเป็นโอกาสในการต่อยอดสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน นำมาสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

หลังจากเที่ยวปีใหม่กันแล้ว กรมปศุสัตว์เชิญเที่ยวงานแพะแห่งชาติ ครั้งที่ 17 ประจำปี 2563 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17 – 19 มกราคม 2563 ณ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง (ไร่เขาบัวทอง) อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้เกษตรกรเลี้ยงแพะมีการตื่นตัวในการดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาการเลี้ยง การจัดการฟาร์ม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ระหว่างเกษตรกร นักวิชาการและผู้เกี่ยวข้องในการพัฒนาอาชีพการเลี้ยงแพะ เพื่อร่วมกันหาแนวทางในการพัฒนาการแปรรูป และการตลาดให้เป็นไปในแนวทางที่เหมาะสม เพื่อส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ตลาดแพะ ให้กว้างขวางทั้งตลาดในพื้นที่และตลาดประเทศเพื่อนบ้าน และเพื่อส่งเสริมการตลาด ให้แก่เกษตรกรเลี้ยงแพะทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยกรมปศุสัตว์ได้จัดติดต่อกันมาแล้ว 16 ครั้ง และในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 17…ทั้งนี้ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้ให้ข้อมูลว่า กรมปศุสัตว์ได้ให้ความสำคัญกับการเลี้ยงแพะ จึงได้มีการส่งเสริมและสนับสนุนการเลี้ยงแพะมาอย่างต่อเนื่อง จากสถิติในปี 2550 มีแพะที่เลี้ยงรวม 444,774 ตัว เกษตรกร 38,653 ครัวเรือน และจนถึงปัจจุบัน กรมปศุสัตว์ได้มีการสำรวจพบว่า มีแพะรวม 832,533 ตัว เกษตรกร 65,850 ครัวเรือนจะเห็นว่าในระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา มีแพะเพิ่มขึ้น 387,759 ตัว เกษตรกรเพิ่มขึ้น 27,197 ราย ซึ่งกรมปศุสัตว์มีแผนงานโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงแพะ โดยการขับเคลื่อนเครือข่ายเกษตรกรเลี้ยงแพะ ตั้งแต่ปี 2552 ปัจจุบัน มีกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงแพะจำนวน 501 กลุ่ม ชมรมแพะระดับจังหวัด 64 ชมรมจังหวัด เครือข่ายระดับเขต 9 เขต และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ งบประมาณจากจังหวัด งบประมาณจากกลุ่มจังหวัด และงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นนอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ ได้มีแนวทางปรับเปลี่ยนอาชีพการเกษตรที่ผลผลิตมีปัญหาด้านการตลาด ได้แก่การทำนา การทำสวน ให้ปรับเปลี่ยนเป็นเลี้ยงแพะเป็นอาชีพมากขึ้น จากการประมาณการพบว่าจำนวนแพะที่ใช้บริโภคในประเทศ ประมาณปีละ 377,000 ตัว โดยมีการส่งออกแพะไปยังตลาดมาเลเซีย ประมาณ 100,000 ตัว/ปี ตลาดลาว และเวียดนาม ประมาณ 40,000 ตัว/ปี นอกจากนั้น มีการนำเข้าแพะจากประเทศเมียนมา จำนวน 39,231 ตัว/ปี จะเห็นว่า โดยสรุปภาพรวมการผลิตแพะในประเทศยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดเลย…นับว่าเป็นอีกอาชีพที่น่าส่งเสริม

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 23 ธันวาคม 2562 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461807

586851

ชายคาพระพิรุณ : 23 ธันวาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปัจจุบัน ภาคการเกษตรของไทยมีแนวโน้มในการใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อเพิ่มประสิทธิการผลิตพืชสูงขึ้น โดยสังเกตได้จากปริมาณและมูลค่าการนำเข้าปุ๋ยเคมีสูตรสำคัญเพิ่มขึ้นจำนวนมากทุกปี ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายต้องช่วยหันหาช่วยเหลือเกษตรกรในการลดต้นทุนการผลิตลง ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้มอบหมายให้หน่วยที่เกี่ยวข้องร่วมกันดำเนินการและเร่งขับเคลื่อน “โครงการสนับสนุนการผลิตหรือจัดหาปุ๋ยสั่งตัดผ่านสถาบันเกษตรกร” ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2561 เป็นหนึ่งกลไกที่จะช่วยปฏิรูปการใช้ปุ๋ยของเกษตรกร โดยให้ความสำคัญกับการใช้ปุ๋ยสูตรที่มีธาตุอาหารพืชเหมาะสม ตามค่าการวิเคราะห์ดินในแต่ละพื้นที่ ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยที่ส่งผลต่อคุณภาพและปริมาณของผลผลิตที่จะได้รับแล้ว ที่สำคัญยังสามารถลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรได้ค่อนข้างมาก และส่งผลต่อการช่วยเพิ่มรายได้ของเกษตรกรในที่สุด โดย นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บอกว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร บูรณาการร่วมกับสถาบันเกษตรกร ทั้งสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร รวมถึงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ร่วมกันดำเนินโครงการสนับสนุนการผลิตหรือจัดหาปุ๋ยสั่งตัดผ่านสถาบันเกษตรกร” ระยะเวลา 2 ปี (2561-2563) โดยกรมพัฒนาที่ดินจะให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ยอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพและวิธีการผสมปุ๋ยใช้เองให้เหมาะกับสภาพดินและพืชที่จะเพาะปลูกในแต่ละพื้นที่ กรมวิชาการเกษตรจะเข้ามาดูแลเรื่องการผลิตคุณภาพปุ๋ย แนะนำวิธีการผสมปุ๋ยและการเก็บรักษาเพื่อให้ใช้ได้นาน พร้อมทั้งออกใบรับรองปุ๋ยที่ผลิตโดยสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตรจะแนะนำเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ยสำหรับช่วงฤดูทำนาหรือทำไร่ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจะสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้นำไปสั่งซื้อแม่ปุ๋ยจากบริษัทเอกชน เพื่อมาผสมและจำหน่ายให้กับเกษตรกร ซึ่งทุกหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมลงไปให้คำแนะนำเรื่องการใช้ปุ๋ยแก่เกษตรกรทุกพื้นที่

สำหรับโครงการ ดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา ปัจจุบันมีสถาบันเกษตรกรแจ้งความจำนงและสนใจที่จะเข้าโครงการฯ แล้วกว่า 202 แห่ง จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ จำนวน 500 แห่ง ในจำนวนนี้มีสถาบันเกษตรกรที่สามารถผลิตหรือผสมปุ๋ยเองเพื่อให้บริการจำหน่ายแก่สมาชิกและเกษตรกรทั่วไปแล้วประมาณ 100 แห่ง กำลังการผลิตกว่า 20,000 ตันต่อปี ซึ่งมีทั้งที่เป็นปุ๋ยสูตรทั่วไปและปุ๋ยสั่งตัด ขณะนี้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้เร่งขับเคลื่อนและขยายผลโครงการฯ อย่างเต็มที่และมีการจัดกิจกรรมต่างๆ ต่อเนื่อง อาทิ อบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการวิเคราะห์ดินและปุ๋ยแก่เกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรเข้าใจว่าการผสมปุ๋ยใช้เองมีวิธีการอย่างไร ปุ๋ยสูตรไหนจะเหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง และเทคนิคการใช้ปุ๋ยให้เกิดประสิทธิภาพในการปลูกพืชแต่ละชนิดต้องใช้อย่างไร รวมถึงปรับเปลี่ยนแนวคิดจากเดิมที่นิยมซื้อปุ๋ยสูตรสำเร็จที่ขายตามท้องตลาดซึ่งมีต้นทุนสูง หันมาใช้ปุ๋ยผสมเองที่มีคุณภาพไม่แตกต่างจากปุ๋ยสูตรสำเร็จ

นอกจากนี้ยังมีการเก็บตัวอย่างดินเพื่อส่งตรวจหาธาตุอาหารในดิน การอบรมวิธีการใช้ชุดวิเคราะห์ดินอย่างง่าย (Test Kit) และการส่งโมบายยูนิต (Mobile unit) ลงพื้นที่เพื่อวางแผนการผลิตพืช และสนับสนุนสินเชื่อแก่สถาบันเกษตรกร สำหรับนำไปผลิตปุ๋ยสั่งตัดเพื่อมาให้บริการแก่เกษตรกร ซึ่งการใช้กลไกสถาบันเกษตรกรเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว นับว่ารัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก เนื่องจากต้องการผลักดันให้สหกรณ์ได้มีการปรับตัว ทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตปุ๋ย ตลอดจนให้บริการผสมปุ๋ยสั่งตัดแก่สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรทั่วไป ซึ่งจะช่วยขยายธุรกิจของสหกรณ์ให้ช่วยตอบสนองกับความต้องการของเกษตรกรได้อย่างครบถ้วนและส่งผลต่อการสร้างความเข้มแข็งและมั่นคงให้กับสถาบันเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน ซึ่งโครงการจัดหาปุ๋ยสั่งตัดมุ่งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ปุ๋ยของเกษตรกรให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และพืชแต่ละชนิด เน้นให้เกษตรกรหันมาใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินหรือชุดดิน และตรงตามความต้องการของพืช สามารถช่วยแต่งเติมการใช้ปุ๋ยได้ถูกต้องตามหลักวิชาการ ทั้งยังได้ปุ๋ยสูตรที่มีอาหารพืชเหมาะสมตามค่าวิเคราะห์ธาตุอาหารพืชที่เป็นปัจจุบัน ช่วยลดต้นทุนการผลิต ทำให้เกษตรกรมีรายได้เหลือจากการจำหน่ายผลผลิตเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย…

จากนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการปรับปรุงประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการเพื่อให้ส่วนราชการมีประสิทธิภาพสูงในการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ซึ่งหนึ่งในแนวทางการปฏิบัติ คือ การออกเอกสารหลักฐานของทางราชการผ่านระบบดิจิทัล เพื่อให้บริการประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลของภาคราชการ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ประหยัด เพื่อความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดความสิ้นเปลืองลดขยะ และรักษาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย สำหรับในส่วนของกรมประมง นายมีศักดิ์
ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหนึ่งในหน่วยงานนำร่องในการพัฒนาการออกเอกสารหลักฐานทางราชการผ่านระบบดิจิทัล ทำให้การออกใบอนุญาตของกรมประมงเป็นไปตามมาตรฐานงานบริการภาครัฐ สามารถลดขั้นตอนและลดระยะเวลาในการพิจารณาอนุญาต ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ.2558 โดยกรมประมงมีการนำระบบดิจิทัลมาพัฒนาใช้ในการออกใบอนุญาตหลายกระบวนงาน อาทิ การออกหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำนำเข้า / ใบอนุญาตให้นำเข้าสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ /ใบอนุญาตให้นำเข้าให้ส่งออกหรือให้นำผ่าน ตามมาตรา 23 หรือ มาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 / ใบแจ้งข้อเท็จจริงของผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออกซึ่งวัตถุอันตราย ซึ่งทั้งหมดที่ยกตัวอย่างมานี้ ปัจจุบันกรมประมงได้พัฒนาเป็นระบบดิจิทัลครบถ้วนสมบูรณ์ สามารถดำเนินการได้เป็นไปตามมาตรฐานที่รัฐบาลกำหนดทั้งสิ้นแล้ว ซึ่งการออกเอกสารหลักฐานของทางราชการผ่านระบบดิจิทัล จะเป็นกลไกสำคัญในการช่วยผลักดันการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมของประเทศไทยได้…

ขุนเกษตรา

ชายคาพระพิรุณ : 16 ธันวาคม 2562

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460357

586851

ชายคาพระพิรุณ : 16 ธันวาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สืบเนื่องจากเมื่อเดือนกันยายน – เดือนตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา ได้เกิดอุทกภัยอย่างรุนแรงในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดใกล้เคียง น้ำท่วมและมีระดับน้ำสูง ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบไม่สามารถขนย้ายสิ่งของเครื่องใช้ไปเก็บในสถานที่ปลอดภัยได้ทัน บ้านเรือนได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก รวมทั้งส่งผลกระทบในภาคการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องยนต์เกษตรที่เกษตรกรใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพได้รับความเสียหายจากอุทกภัยดังกล่าว กรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้เตรียมความพร้อมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรทีได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าวก่อนเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ที่เกษตรกรจำเป็นจะต้องซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตรให้สามารถนำกลับมาใช้งานได้อีกภายหลังจากน้ำลด ดังนั้น เพื่อให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูแก่เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้กำหนดจัดงานบริการซ่อมเครื่องยนต์เกษตรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ครั้งที่ 1 ประจำปี 2563 ขึ้น ในวันที่ 18 ธันวาคม 2562 ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรดอนมดแดง (ศพก.) บ้านท่าเมือง ตำบลท่าเมือง อำเภอดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี นอกจากนี้ยังได้จัดกิจกรรมอื่นๆ ภายในงานประกอบด้วย การให้บริการซ่อมเครื่องยนต์เกษตรแก่เกษตรกร โดยช่างเกษตรท้องถิ่น ระดับ 3 นิทรรศการถ่ายทอดความรู้ และให้คำปรึกษาเรื่องการใช้และบำรุงรักษาเครื่องยนต์เกษตร การตอบปัญหาชิงรางวัลด้านเครื่องยนต์เกษตร/เครื่องจักรกลการเกษตร นิทรรศการถ่ายทอดความรู้จากศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดขอนแก่น นิทรรศการถ่ายทอดความรู้จากศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 5 จังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมแจกจ่ายพันธุ์พืชแก่เกษตรกร ซึ่งเกษตรกรผู้สนใจสามารถลงทะเบียนขอรับบริการได้ฟรี ณ ศพก.ดอนมดแดง หรือสำนักงานเกษตรอำเภอดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี

สำหรับโครงการดังกล่าวนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้เริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 เป็นต้นมา โดย กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการสร้างช่างเกษตรท้องถิ่น โดยการฝึกอบรมเกษตรกรผู้ใช้เครื่องยนต์เกษตร พัฒนาทักษะให้เป็นช่างเกษตรท้องถิ่น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกษตรกรลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาและซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตร สามารถถ่ายทอดความรู้ด้านการใช้และบำรุงรักษาแก่เกษตรกรในชุมชน ตลอดจนพัฒนาเป็นช่างซ่อมเครื่องยนต์เกษตรที่ใช้ประกอบอาชีพได้อีกด้วย ปัจจุบันกรมส่งเสริมการเกษตรได้สร้างช่างเกษตรท้องถิ่นทั้ง 3 ระดับแล้ว จำนวน 12,010 คน โดยช่างเกษตรระดับที่ 1 สามารถนำความรู้เรื่องการใช้และการบำรุงรักษาเครื่องยนต์เกษตรไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้องทำให้เกษตรกรลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมได้เฉลี่ย 756.09 บาทต่อเครื่องต่อปี ช่างเกษตรระดับที่ 2 และช่างเกษตรระดับที่ 3 สามารถลดค่าใช้จ่ายในการนำเครื่องยนต์ไปซ่อมแซมนอกพื้นที่ได้เฉลี่ย 1,476.75 บาทต่อรายต่อปี โดยช่างเกษตรระดับที่ 3 สามารถถ่ายทอดความรู้และให้บริการซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตรแก่เกษตรกรในท้องถิ่น…นับว่าเป็นโครงการดีๆ ที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดทำขึ้นเป็นการติดอาวุธทางปัญาและสร้างอาชีพต่อเนื่องให้เกษตรกรได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

วันก่อน นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการเดิน ย่ำ ปั่น เก็บ ขยะรอบสวนสาธารณะในชุมชน ภายใต้โครงการสหกรณ์รวมใจภักดิ์ พัฒนารักษาสิ่งแวดล้อม น้อมนำพระราชปณิธานความดี เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคล พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งจัดขึ้น ณ สวนศรีนครเขื่อนขันธ์ พื้นที่ในตำบลบางกระเจ้า และตำบลบางกอบัว อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการสำหรับการจัดโครงการเดิน ย่ำ ปั่น เก็บ ขยะรอบสวนสาธารณะในชุมชนภายใต้โครงการ สหกรณ์รวมใจภักดิ์ พัฒนารักษาสิ่งแวดล้อม น้อมนำพระราชปณิธานความดี เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และเพื่อเป็นการรณรงค์ให้บุคลากรของกรมส่งเสริมสหกรณ์ สมาชิกสหกรณ์ และขบวนการสหกรณ์ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อขบวนการสหกรณ์ รวมทั้งเป็นการปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เห็นคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และยังเป็นการแสดงพลังความรับผิดชอบต่อสังคมโดยน้อมนำจิตอาสาในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มาขยายผลต่อยอด สร้างจิตสำนึกสาธารณะให้กับทุกภาคส่วน และเป็นการสืบสานพระราชปณิธานบำเพ็ญตนเป็นผู้ให้ ภายใต้โครงการจิตอาสา“เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” ในการนี้ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมด้วยผู้เข้าร่วมโครงการทำกิจกรรมเดิน และปั่นจักรยาน เพื่อเก็บและคัดแยกขยะรอบสวนศรีนครเขื่อนขันธ์ บริเวณวัดกอบัว ตำบลบางกอบัว และในชุมชนตำบลบางกะเจ้า จากนั้นร่วมกันทำกิจกรรมการเรียนรู้การปั้นลูกบอลจุลินทรีย์ หรือ EM Ball รวมทั้งโยนลูกบอลจุลินทรีย์ หรือ EM Ball ลงในบึงน้ำสวนศรีนครเขื่อนขันธ์ ตำบลบางกะเจ้า เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม บำบัดน้ำเน่าเสีย ช่วยปรับสภาพความสมดุลของสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งช่วยลดการแพร่ระบาดของเชื้อโรคได้ด้วย

กรมประมง แจ้งข่าวให้พี่น้องชาวประมงที่ประสงค์ขอใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ ในรอบปีประมง พ.ศ. 2563-2564 นำเรือประมงพาณิชย์เข้ารับการตรวจประเมินมาตรฐานด้านสุขอนามัยในเรือประมงเพื่อออกหนังสือรับรอง (สร.3) โดยเจ้าของเรือที่มีความประสงค์จะขอหนังสือรับรองมาตรฐาน สามารถยื่นแบบคำขอหนังสือรับรองมาตรฐาน ด้านสุขอนามัยในเรือประมง (สร.1) ได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงฯ สถานีวิจัยประมงทะเล สำนักงานประมงจังหวัด หรือสำนักงานประมงอำเภอในท้องที่ที่มีเรือประมงเทียบท่าขอความกรุณาให้ชาวประมงเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2562 นี้นะครับ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กลุ่มตรวจสอบและรับรองแหล่งประมง กองวิจัยและพัฒนาประมงทะเล โทร. 0-2562-0533

ขุนเกษตรา