ซอกแซกอาเซียน : 23 พฤษภาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/415151

566101

ซอกแซกอาเซียน : 23 พฤษภาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ฉบับนี้ผมขอสลับฉาก ด้วยการเล่าถึงการประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์ หรือ APTERR Council และคงจะสาธยายรายละเอียดของจัดประชุมครั้งล่าสุด ซึ่งนับเป็นการประชุมครั้งที่ 7 ที่เพิ่งจัดเสร็จไปไม่นานมานี้ คือ เมื่อวันที่ 20-21 กุมภาพันธ์ 2562ที่ประเทศมาเลเซีย ครับ

เคยเล่าแบบคร่าวๆ ไปแล้วว่า แอปเตอร์จะบริหารภายใต้การกำหนดนโยบาย ควบคุม กำกับ โดยประเทศสมาชิก 13 ประเทศ โดยมีคณะมนตรีซึ่งประกอบด้วยผู้แทนระดับสูงของแต่ละประเทศ ของไทยเราผู้แทนคือ ท่านเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ที่อนุเคราะห์ให้สำนักเลขานุการแอปเตอร์ตั้งอยู่นี่แหละครับ ดังนั้น จึงมีการกำหนดในระเบียบแอปเตอร์ว่าด้วยคณะมนตรีแอปเตอร์ คือ จะต้องมีการประชุมคณะมนตรีอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยหมุนเวียนเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพจัดตามลำดับตัวอักษร เอ ถึงแซด ครั้งที่เพิ่งจัดเสร็จไปข้างต้น มีมาเลเซียเป็นเจ้าภาพ ส่วนปีที่แล้วก่อนนี้ สปป.ลาว เป็นเจ้าภาพ การเป็นเจ้าภาพจัดประชุมกำหนดให้เจ้าภาพต้องออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการจัดงาน ยกเว้นค่าเดินทางของผู้แทนจากประเทศผู้เข้าร่วม และค่าโรงแรมที่พัก ส่วนสำนักเลขานุการแอปเตอร์ก็จะเป็นฝ่ายจัดเตรียมเอกสารการประชุม จัดระเบียบวาระการประชุม การดำเนินการประชุม การสรุปผลการประชุม เป็นต้น

ในการเตรียมการต่างๆ ฝ่ายเลขานุการฯ มีหน้าที่ประสานงานและให้คำแนะนำแก่ประเทศเจ้าภาพ และออกหนังสือเชิญสมาชิกไปเข้าร่วมประชุม ระเบียบวาระการประชุมโดยทั่วไปจึงคล้ายๆ กันในทุกครั้ง โดยสาระสำคัญ คือ การขออนุมัติแผนงานและงบประมาณประจำปี การรายงานความก้าวหน้าของการบริหารจัดการกองทุนแอปเตอร์ การรายงานผลการดำเนินการในรอบปี พร้อมตอบข้อสงสัยของสมาชิก และประเด็นที่สำคัญอื่นๆ ที่มีในแต่ละช่วงเวลา แล้วจบลงที่หาเจ้าภาพที่จะจัดครั้งต่อไป

การประชุมคณะมนตรีนี้ เป็นภารกิจสำคัญมากของสำนักเลขานุการแอปเตอร์ นอกเหนือจากการปฏิบัติหน้าที่หลักซึ่งก็คือการนำข้าวไปบริจาค ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพ ถือเป็นเกียรติอย่างสูง ดังนั้น จึงพยายามจัดอย่างดี ให้เป็นหน้าเป็นตา เป็นศรีสง่าของประเทศเจ้าภาพ สถานที่ในการประชุมมักเป็นสถานที่ที่มีความสะดวกสบายเพื่อให้การจัดประชุมดำเนินไปอย่างราบรื่นมีการจัดเลี้ยงรับรองดีและการแสดงซึ่งส่วนมาก จะเน้นศิลปวัฒนธรรมประจำชาติ การรับส่งสนามบินต้องไม่บกพร่อง ตลอดจนการพาไปดูงานที่น่าประทับใจ ภารกิจข้างต้นเป็นหน้าที่ของเจ้าภาพ จึงต้องจัดคณะเจ้าหน้าที่ ซึ่งทั้งหมดมาจากกระทรวงเกษตรฯ มาอำนวยความสะดวกร่วมกับคณะเจ้าหน้าที่ของฝ่ายเลขานุการฯ

การจัดประชุมที่มาเลเซียครั้งนี้ มีวาระพิเศษอยู่เรื่องหนึ่ง คือ การพิจารณาต่ออายุของผม ในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป ทั้งนี้เพราะระเบียบแอปเตอร์กำหนดให้ผู้จัดการทั่วไป ดำรงตำแหน่งได้คราวละ 3 ปี และสามารถต่อได้อีกเพียง 1 สมัย 3 ปี โดยการเห็นชอบของคณะมนตรี ถึงตรงนี้ขอเสริมในเรื่องระเบียบการลงมติของสภามนตรีสักนิดครับ คือ แอปเตอร์ใช้ระบบฉันทามติ หมายถึงการลงมติในเรื่องใดก็แล้วแต่ สมาชิกต้องเห็นด้วยทุกคนทั้ง 13 ประเทศ หรือที่มาประชุม หากค้านเพียงเสียงเดียว ก็ถือว่าเรื่องนั้นไม่ผ่าน ระบบการลงคะแนนเสียงแบบนี้ต่างจากระบบของสหประชาชาติ ซึ่งถือเอาเสียงข้างมากเป็นฝ่ายชนะ ตอนแรกผมก็งงๆ ถึงเจตนารมณ์ของระบบฉันทามติว่า ทำไมต้องเห็นชอบร่วมกันทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะคงต้องยุ่งยากมากแน่นอน ที่กว่าคนทั้งหมดจะเห็นตรงกันได้ และน่าจะทำให้งานต่างๆ เดินไปแบบไม่ราบรื่นเป็นแน่แท้ แต่จากที่ใคร่ครวญและสังเกตจากที่ประสบด้วยตนเอง จึงเข้าใจแล้วว่า เจ้าระบบฉันทามตินี้ มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการรวมกันเป็นองค์กรแบบสมัครใจ ฉะนั้น เอาไว้ฉบับหน้ามาว่าต่อครับ

ซอกแซกอาเซียน : 16 พฤษภาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/413806

566101

ซอกแซกอาเซียน : 16 พฤษภาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปลายปี 2560 ไต้ฝุ่นใหญ่ลูกหนึ่งพัดมาจากมหาสมุทรแปซิฟิก ชื่อ ไต้ฝุ่นดอมเรย ไต้ฝุ่นลูกนี้พัดผ่านตอนกลางของประเทศเวียดนามและต่อมายังประเทศไทย ทำความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของคนเวียดนามอย่างเหลือคณานับ การช่วยเหลือจากประเทศต่างๆ แก่เวียดนามในลักษณะรัฐต่อรัฐ หรือ ทวิภาคี (bilateral) ก็มีมากหลาย น่าจะรวมทั้งประเทศไทยด้วย แต่การช่วยเหลือจากแอปเตอร์ ซึ่งเป็นการช่วยเหลือแบบ พหุภาคี (multilateral) ยังไม่เกิดขึ้น จนเมื่อทางประเทศเกาหลีใต้ซึ่งเป็นสมาชิกแอปเตอร์ ได้ยื่นความจำนงขอส่งข้าวสารช่วยเหลือเวียดนาม ตามการร้องขอของรัฐบาลเวียดนามผ่านทางกลไกความช่วยเหลือของ
แอปเตอร์ ผมจึงได้มีโอกาสเดินทางไปเวียดนาม ในช่วงต้นปี 2561 เพื่อร่วมพิธีการส่งมองข้าวแก่เวียดนามครับ

การช่วยเหลือข้าวแก่เวียดนามเป็นลักษณะฉุกเฉิน โดยไม่มีข้าวแอปเตอร์เก็บสำรองไว้ล่วงหน้า จึงต้องเริ่มต้นนับหนึ่งที่ละขั้นตอน ในสมัยก่อนๆ นั้น นับจากการร้องขอข้าวสาร จนถึงขนข้าวมาจนถึงมือผู้ประสบภัย จะใช้เวลา 6-8 เดือน นับว่าล่าช้ามาก เพราะขั้นตอนมีเยอะ แม้ว่าจะใช้เวลาการเดินเรือขนส่งจริงประมาณไม่ถึง 7 วัน แต่กระบวนการอื่นๆ นั้น กินเวลามาก เช่น การแปรสภาพข้าวเป็นข้าวสาร การคัดแยก คัดเกรด การบรรจุถุง และที่ช้าคือขั้นตอนทางศุลกากร ทั้งประเทศผู้ส่งและผู้รับ ซึ่งสำนักเลขานุการแอปเตอร์จะต้องเป็นผู้ประสานทั้งสองฝ่ายให้ตกลงเห็นพ้องต้องกัน เช่น จะบรรจุข้าวแบบ bag หรือ bulk ใส่คอนเทนเนอร์ไหม จะให้ส่งที่ท่าเรือไหนบ้าง กี่จุด ปัจจุบันแอปเตอร์ได้พยายามแก้ปัญหาขั้นตอนอุปสรรคต่างๆ ที่ว่านั้นจนสามารถลดระยะเวลาข้างต้น อย่างที่ได้ดำเนินการจริงของเวียดนามคราวนี้ ใช้เวลาเพียง 3 เดือน นับว่าเป็นที่พอใจของสมาชิกอย่างมาก กรณีการส่งข้าวทางเรือแบบท่าเรือถึงท่าเรือใน 2 ประเทศแบบเกาหลีใต้มาเวียดนาม หรือญี่ปุ่นไปฟิลิปปินส์นี้ ยังถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่มีบางกรณีที่ส่งข้าวไปประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล (landlocked) อย่าง สปป.ลาว นี่สิ จะยุ่งยากมากขึ้น เพราะต้องเทียบเรือขนข้าว ที่ท่าเรือแหลมฉบังของไทยก่อน แล้วขนข้าวด้วยทางบกจากแหลมฉบังไปเวียงจันทน์อีก รวมทั้งต้องมีขั้นตอนทางศุลกากรเพิ่มมากขึ้นอีก ผมเคยไปดูการขนข้าวผ่านแดนที่ท่าเรือแหลมฉบังครั้งหนึ่ง พบว่าพิธีการและขั้นตอนต่างๆ ถือเป็นของใหม่สำหรับผมเป็นอย่างยิ่ง

ท่าเรือที่เวียดนามต้องการให้เกาหลีใต้เอาข้าวมาส่งหนึ่งในสองที่ คือ ท่าเรือดานัง ความจริงมีสายการบินแอร์เอเชีย จากดอนเมืองถึงดานังตรงได้อยู่แล้ว แต่เวลาไม่เหมาะกัน ผมและคณะจึงต้องนั่งอ้อมไปกรุงฮานอย ก่อน และต่อเครื่องลงใต้มาดานัง ความจริงเมืองดานังนี้ ผมเคยมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี 2553 สมัยอบรมนักบริหารระดับสูงของก.พ.แต่ตอนนั้นเชื่อไหมว่าผมไปคณะใหญ่ทางรถบัสจากเมืองไทย วิ่งผ่านลาวเข้าเมืองเว้ แล้วไปดานัง รวมทั้งฮอยอัน ฉันรักเธอ ปัจจุบันดานังเปลี่ยนไปมากทีเดียว มีสนามบินใหม่ใหญ่โตโอ่อ่า มีรถประจำทางวิ่งในเมืองสภาพดีกว่ารถประจำทางในกรุงเทพฯเราเสียอีก มีโรงแรมทันสมัย มีภัตตาคารอาหารเวียดนามแท้ๆ ที่น่านั่ง ยามกลางคืนสว่างไสว ไม่มืดทึมเหมือนสมัยก่อนโน้น ตอนเช้าก็ได้มีโอกาสพบกับผู้ร่วมงาน มีผู้แทนเวียดนามและเกาหลีใต้ซึ่งพากันมาคณะใหญ่พอสมควร เพราะเป็นครั้งแรกที่เกาหลีใต้เข้าร่วมพิธีบริจาคข้าวภายใต้แอปเตอร์ นำโดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรทั้งสองประเทศ เราเดินทางจากเมืองดานังออกไปจุดที่ทำพิธีประมาณเกือบ 1 ชั่วโมง สังเกตเส้นทางคมนาคมของเวียดนาม ยอมรับว่าแล้วดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนอย่างผิดหูผิดตาจริงๆ

กระบวนการทำพิธีส่งมอบข้าวของประเทศสมาชิกแอปเตอร์ ก็ทำกันในลักษณะคล้ายๆ กัน ทั้งนี้เนื่องจาก ประเทศผู้รับข้าว เวลาจัดงานก็จะหารือกับทางสำนักงานเลขานุการแอปเตอร์ก่อนทุกครั้ง เราก็แนะนำไปว่าจะต้องอย่างโน้นอย่างนี้ เขาก็รับไปทำตาม อาจมีการปรับแต่งนิดหน่อย สำหรับในเวียดนามคราวนี้ ทำแบบง่ายๆ กะทัดรัดมาก แถมทางการเกาหลีใต้เขากำชัยว่าไม่ต้องการรบกวนใดๆ กับประเทศผู้รับ แม้แต่จะเลี้ยงอาหารกลางวันยังไม่ต้อง เสร็จพิธีแล้วก็เดินทางแยกย้ายกลับกันทันที ส่วนคณะผมทางเจ้าหน้าที่เวียดนามก็พาไปส่งที่สนามบินดานังทันทีเหมือนกัน แม้ว่าจะต้องรอเครื่องอีกกว่าครึ่งวัน ก็ง่ายและเร็วดีมากครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 2 พฤษภาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/411168

566101

ซอกแซกอาเซียน : 2 พฤษภาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กิจกรรมแอปเตอร์ในกัมพูชา ช่วงหนึ่งผมมีโอกาสได้ร่วมกับคณะของท่านรัฐมนตรีเกษตร ป่าไม้และประมงของกัมพูชาไปแจกจ่ายข้าวแถวจังหวัดตโบงฆมุม ซึ่งเป็นจังหวัดใหม่แยกออกมาจากจังหวัดกำปงจาม รวมทั้งไปแจกที่จังหวัดเปริ๊ยะเวียง (คำว่าเปริ๊ยะ ภาษาเขมร หมายถึง พระ) ปรากฏว่าทริปนั้นทรหดมาก ผมนั่งเครื่องบินพร้อมคณะจากกรุงเทพฯเที่ยวเย็น เพื่อไปลงที่กรุงพนมเปญและค้างคืนก่อน เพราะกำหนดการท่านรัฐมนตรีจะออกเดินทางแต่เช้ามืด ประมาณตี 5 มีเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ มารับที่สนามบิน และไปพักที่โรงแรมในกรุงพนมเปญ โดยเหตุที่จังหวัดตโบงฆมุม อยู่ไกลมากอยู่ ทีมรัฐมนตรีจึงออกแต่เช้ามืด ผู้ที่รับผิดชอบงานแอปเตอร์ของกัมพูชา คือ รองอธิบดีกรมเกษตร ที่เรียกว่า General Directorate of Agriculture หรือ GDA ท่านเป็นผู้หญิง ตอนเช้าราวตีสี่เศษๆ ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่และรถยนต์อีกคันมารับคณะเราที่โรงแรม เพื่อเดินทางตามไป ระบบของกัมพูชาจะมีชื่อกระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมง เหมือนญี่ปุ่นเป๊ะ ภายใต้กระทรวงก็เป็นกรมที่ไม่ได้เรียกว่า department เหมือนไทยเรา แต่ใช้คำที่กล่าวมาข้างต้น คือ general directorate เหมือนๆ หน่วยงานทางทหาร ส่วนคำว่า department ของกัมพูชากลับไปใช้กับหน่วยงานระดับกองเท่านั้น เรื่องการใช้ชื่อภาษาอังกฤษนี้ต้องระมัดระวังนะครับ เพราะต่างกันมาก ที่ญี่ปุ่นระดับกรมใช้คำว่า bureau ส่วน department ของญี่ปุ่นกลับเป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้กรม แต่ใหญ่กว่ากองที่ใช้เหมือนไทย คือ division มันจะงงๆ หน่อยนะครับ ผมถึงได้บอกว่าต้องระมัดระวัง มีครั้งหนึ่งเพื่อนผมคนฟิลิปปินส์เคยเรียนปริญญาโทด้วยกันที่ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย หรือที่รู้กันในชื่อ เอไอที ทราบว่าผมเป็นผู้บริหารระดับ department ของไทย แกตกใจและยินดีมากๆ เพราะ department ของระบบอเมริกา หรือฟิลิปปินส์ หมายถึงกระทรวง ดังที่เคยกล่าวมาแล้ว จนผมต้องขออธิบายข้อเท็จจริงให้แกฟังว่า ไอไม่ใหญ่ขนาดนั้นหรอก และการที่ผมได้ไปที่กัมพูชาครั้งนี้ ทำให้ผมได้รู้ว่าประเทศไทย กัมพูชา รวมทั้ง สปป. ลาว เรียกคำว่า ministry ว่า “กระทรวง” เหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน แต่กัมพูชาออกเสียงคำว่า กระ มี ร เรือรัวชัดเจนกว่ามาก

รถยนต์ของคณะแอปเตอร์ นอกจากจะมีเจ้าหน้าที่กัมพูชานำทาง แล้วเขายังฝาก MC หรือพิธีกรในงาน ไปกับเราด้วย รถเราตามรถท่านรัฐมนตรีไปไม่ทัน เพราะเขาออกไปก่อน ทราบภายหลังว่าท่านรัฐมนตรีรีบไปเยี่ยมประชาชนในจุดอื่นๆ ก่อน เพราะจังหวัดตโบงฆมุม เป็นเขตเลือกตั้งของท่าน (เหมือนนักการเมืองบ้านเราเลย) เราจึงไปกันคันเดียวโดดๆ วิ่งรถออกไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ เพื่อไปยังจุดหมาย ส่วนอธิบดี รองอธิบดีเขาคงจะตามไปกับคณะของท่านรัฐมนตรีไปกันหมดแล้ว รถยนต์วิ่งข้ามแม่น้ำโขงไป ตอนช่วงแรกก็เป็นถนนลาดยางดีๆ อยู่ แต่เมื่อไกลออกไปสภาพทางก็เริ่มแย่ลง ขรุขระและวิ่งคดเคี้ยวไปมา สองฟากทางเป็นท้องทุ่งนา เวิ้งว้าง จนกระทั่งถึงพื้นที่หนึ่งมีการกั้นถนน ไปไม่ได้ ไม่ทราบเพราะเหตุใด รถเราจึงต้องเลี่ยงเส้นทางไปอีกเส้น เจ้าหน้าที่นำทางก็กังวลว่าจะไปไม่ทันพิธีแจกข้าว ซึ่งกำหนดไว้ประมาณเก้าโมงเช้า เส้นทางช่วงนี้เริ่มเป็นที่ดอน พ้นจากพื้นที่ปลูกข้าวมาแล้ว เมื่อเดินทางต่อไปอีกสักพัก ทำให้ผมได้ทราบว่าประเทศกัมพูชาก็มีการปลูกยางพารากันมาก เพราะระหว่างเส้นทางที่รถวิ่งไป เป็นสวนยางพาราตลอด ร่มครึ้มจนมองไม่เห็นทัศนียภาพไกลออกไป จนในที่สุดผู้นำทางของเรา ซึ่งวิ่งโดดๆ อยู่คันเดียวก็ดูท่าทางลุกลี้ลุกลน ผมถามว่าเป็นอะไร แกตอบว่า แกหลงทาง เอาละซี คนขับรถก็คงไม่ทราบเส้นทาง พึ่งใครไม่ได้เลยที่นี้ แวะถามคนข้างทางก็ได้ความไม่ชัดเจน ชี้ไปทางโน้นทางนี้ จนกระทั่งถนนกลายเป็นถนนดินตัดผ่านไร่นาและเต็มไปด้วยหลุมบ่อมีน้ำขังบนถนนเป็นระยะๆ พิธีกรที่นั่งอยู่หน้ารถ ถึงขนาดทนไม่ไหว ต้องจอดรถอาเจียนออกมา 2-3 ครั้ง แต่ในที่สุดเราก็ไปถึงจุดที่ท่านรัฐมนตรีแจกจ่ายข้าว ซึ่งพิธีการต่างๆ ได้ผ่านพ้นไปแล้ว สรุปคือ เราไปไม่ทัน พิธีกรที่อุตส่าห์เอาไปจากส่วนกลางก็ไม่ได้ทำหน้าที่ กระทั่งจบแล้วถึงได้ไปคารวะท่านประธานในพิธี ซึ่งท่านก็ได้สอบถามด้วยความห่วงใย เสร็จแล้วก็เชิญคณะเราไปรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน เพราะเป็นเวลาเที่ยงพอดี เรื่องราวสนุกๆ เกี่ยวกับการไปแจกข้าวที่กัมพูชายังไม่หมด ผมของยกไปเล่าต่อในสัปดาห์หน้านะครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 18 เมษายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/408447

566101

ซอกแซกอาเซียน : 18 เมษายน 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ฉบับนี้เราก็ยังอยู่ที่สปป.ลาว นะครับ หลังจากรับประทานอาหารเช้าด้วยเมนูไก่ย่างกันแล้ว คณะเราก็ออกเดินทางไปยังที่ว่าการเมือง ที่กำหนดเป็นจุดแจกจ่ายข้าวแก่ประชาชนผู้ประสบภัยและยากจน พิธีการก็คงจะเหมือนๆ กับที่จัดที่ผ่านมา โดยมีท่านรองเจ้าแขวงสะหวันนะเขตมาต้อนรับ และกล่าวขอบคุณผู้เอาข้าวมาแจก

ถึงตรงนี้ขอเล่าเพิ่มว่า ข้าวที่ทางรัฐบาลญี่ปุ่นบริจาคมานี้ เขาจะบริจาคเป็นข้าวเมล็ดสั้น คือ ข้าวญี่ปุ่น ในปริมาณครึ่งหนึ่ง หมายถึงข้าวที่เรามักจะกินในร้านอาหารญี่ปุ่นนั่นแหละ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งจะเป็นข้าวเมล็ดยาว หรือ ข้าวที่คนไทยเราปลูกและกินกันอยู่ทั่วไป ซึ่งได้ซื้อไปจากประเทศไทย แต่ในการจัดสรรว่าระหว่างข้าวเมล็ดสั้นกับข้าวเมล็ดยาวจะส่งไปที่ใดบ้าง เป็นเรื่องของประเทศผู้รับจะกำหนดเอง จึงมีความเป็นไปได้ว่า บางเมืองบางแขวง ประชาชนอาจต้องกินข้าวญี่ปุ่น ซึ่งอาจไม่คุ้นเคย ขณะที่บางเมืองอาจได้ข้าวไทยไปกิน ลักษณะเช่นนี้ก็เหมือนกับในประเทศอื่นๆ ที่ญี่ปุ่นบริจาคข้าวไปให้ เช่น ฟิลิปปินส์ เมียนมา และกัมพูชา

ยิ่งไปกว่านั้น ระยะหลังๆ เกาหลีใต้ได้เริ่มต้นเข้ามาเป็นผู้บริจาคด้วย แต่ข้าวของเกาหลีใต้ทั้งหมดเป็นข้าวเมล็ดสั้น ไม่มีข้าวเมล็ดยาวเลย ผมก็เลยมาคิดขำอยู่ในใจว่า พวกคนประสบภัยหรือคนยากจนในแถบดังกล่าว คงจะต้องฝึกหุงข้าวและกินข้าวกันใหม่ทั้งหมด จากเดิมที่กินข้าวเมล็ดยาว มาเป็นกินข้าวญี่ปุ่นเมล็ดสั้นป้อม ประหนึ่งว่าได้เข้าไปนั่งกินในร้านอาหารญี่ปุ่นหรูๆ อย่างฟูจิ หรือโออิชิ นั่นเชียว

เมื่อเสร็จพิธีการแจกข้าวในหอประชุมที่ว่าการเมืองของแขวงสะหวันนะเขต ก็ใกล้ๆ เวลาอาหารกลางวัน ทางเจ้าภาพ คือ หัวหน้าส่วนราชการกระทรวงกสิกรรมฯ และกระทรวงแรงงานและสวัสดิการฯ ประจำแขวงรวมทั้งท่านรองเจ้าแขวง ก็ได้พาคณะเราไปกินอาหารกลางวันที่ร้านธรรมดาๆ ข้างทางที่ผ่านมา แต่ไม่ใช่ร้านไก่ย่างอีกนะครับ เพราะถ้าเป็นร้านเดิมอีก สงสัยจะไม่ไหวเป็นแน่ เป็นร้านเล็กๆ เหมือนเพิงมากกว่า

ก็ไม่น่าเชื่อว่าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของลาวจะมีสไตล์ที่ต่างกันลิบลับกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของไทย เจ้าของร้าน คนทำครัว และเด็กเสิร์ฟ ก็ไม่ได้สนอกสนใจว่าลูกค้ากลุ่มนี้เป็นบุคคลสำคัญมาจากไหน อาหารที่สั่งก็เป็นเหมือนๆ อาหารอีสาน เช่น ลาบ ส้มตำ ต้ม อะไรทำนองนั้น และก็มีข้าวเหนียวเป็นกระติบ หรือข้าวเจ้าเป็นจานมาให้เลือกกินได้ แต่ที่พิเศษ (อีกแล้ว) คือ โหลยาดองครับ เป็นเหล้าขาวที่เขาบอกว่าแช่น้ำผึ้ง มีเศษรังผึ้งติดลอยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นท่านรัฐมนตรี รองเจ้าแขวง เกษตรจังหวัด แรงงานและสวัสดิการฯจังหวัด จีเอ็มแอปเตอร์ ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่น ก็ถูกเวียนด้วยจอกเดียว เหมือนๆ กับวงเมื่อวันวาน ต่างนิดหน่อยตรงที่ร้านนี้เวลาดื่มเหล้าอาจต้องพ่นทิ้งเศษรังผึ้งที่ลอยติดมาด้วยเป็นระยะๆ ร้อนคอร้อนท้องกันดีแท้ หน้าตากลายเป็นสีแดงเรื่อกันไปหมด

ความจริงคณะแอปเตอร์วันนี้ถือว่ายังโชคดี เพราะกำหนดการเดินทางสิ้นสุดเนื่องจากเสร็จภารกิจแจกข้าว ซึ่งหลังจากนี้เราจะต้องแยกตัวจากคณะลาวเพื่อเดินทางข้ามแม่น้ำโขงที่สะหวันนะเขตเพื่อเดินทางไปขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ ที่นครพนม เพราะถ้าไม่แยกกันวันนี้ (ดีกว่า) ท่านรัฐมนตรีต้องเดินทางขึ้นทางเหนือกลับเวียงจันทน์ แต่ท่านบอกเพิ่มเติมว่าไปจากจุดที่นั่งกินอาหารกลางวันนั้นก่อนถึงแขวงคำม่วน ท่านมีเพื่อนเก่านัดรออยู่เพื่อเลี้ยงอาหารท่านอีก ผมคำนวณเวลาเดินทางของท่านจากระยะทางที่เมื่อวานผ่านมาแล้ว ก็คงไม่เกิน 2 ชั่วโมง นั่นหมายถึงท่านรัฐมนตรีในอีกสักพัก ก็คงจะต้องไปนั่งร้านอาหารต่อ แล้วก็เวียนจอกศักดิ์สิทธิ์กันอีกเพลาหนึ่ง ทั้งๆ ที่ยังกลางวันแสกๆ 3-4 โมงเย็น ผมเดาเอาว่าท่านรัฐมนตรีวันนี้ไม่มีทางเดินทางถึงเวียงจันทน์แน่นอน และนี่คือเหตุผลที่บอกว่าผมยังโชคดีที่มีโอกาสหนีกลับก่อน

จะว่าเบื่อไก่ย่าง เพราะได้กิน 2 มื้อติดต่อกันก็คงไม่จริงนัก เพราะระหว่างที่รถยนต์ของทีมลาวพาพวกเรามาส่งที่ด่านข้ามมาไทยที่แขวงสะหวันนะเขต ก็ผ่านตลาดเซโนที่ขายไก่ย่างอีก เราเลยแวะซื้อไก่มาคนละตัวสองตัวกลับกรุงเทพฯ แต่ไม่ได้เอามากินเองหรอก เอามาฝากคนอื่น คณะเราผ่านด่านพรมแดนเพื่อข้ามมาทางมุกดาหาร มีเพื่อนของเจ้าหน้าที่แอปเตอร์ที่ร่วมไปในทริปนี้เอารถยนต์มารับเพื่อไปส่งที่สนามบินนครพนม แล้วนั่งเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ ยามค่ำ ก็เป็นอันจบสิ้นสำหรับทริปนี้ครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 28 มีนาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/404428

566101

ซอกแซกอาเซียน : 28 มีนาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ที่ผ่านมาติดต่อกันผมเล่ากิจกรรมแอปเตอร์ในประเทศเมียนมาและฟิลิปปินส์ ความจริงยังไม่จบนะครับ มีเรื่องเล่าอีกเยอะ แต่เพื่อสลับบ้างขอข้ามไปอีกประเทศหนึ่ง ซึ่งแอปเตอร์ก็ได้ไปทำพิธีส่งมอบข้าวและแจกจ่ายกับประชาชนผู้ประสบภัย คือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) หรือเรียกสั้นๆ ว่า ลาวครับ

ช่วงกลางปี 2018 ผมได้รับเชิญจากทางการลาว ให้ไปร่วมกิจกรรมแจกจ่ายข้าว ซึ่งจัดขึ้นที่หมู่บ้านในแขวงคำม่วน และแขวงสะหวันนะเขต เป็นข้าวของญี่ปุ่นที่นำไปเก็บไว้ล่วงหน้าเพื่อเตรียมความพร้อมเมื่อเกิดภัยพิบัติ หรือที่เรียกว่าแบบ prepositionedstockpiled rice system และเมื่อครบกำหนด 12 เดือน จึงขออนุมัติคณะมนตรีแอปเตอร์เพื่อนำไปช่วยเหลือประชาชนที่อดอยากขาดแคลน ผมเลยเชิญผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่น คือ คุณโทอิดะ ไปด้วย

ปกติเวลาคณะเราไปลาว ก็จะบินจากกรุงเทพฯไปเวียงจันทน์ แต่คราวนี้เห็นว่าถ้าไปเวียงจันทน์ แล้วต้องนั่งรถยนต์จากเวียงจันทน์ ลงมาทางใต้ คงใช้เวลาเกือบเต็มวัน เราเลยเปลี่ยนแผนเป็นนั่งเครื่องบินจากกรุงเทพฯ ไปลงนครพนม ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามฝั่งแม่น้ำโขงกับเมืองหลักของแขวงคำม่วน คือ เมืองท่าแขก แล้วนัดพบกับคณะของลาว ซึ่งจะเอารถมารับตรงจุดที่เราจะข้ามฟากโดยเรือไป เมื่อถึงสนามบินนครพนม มีเพื่อนผมซึ่งอดีตเป็นอาจารย์อยู่มหาวิทยาลัยนครพนมมารับที่สนามบิน แล้วพาไปกินอาหารกลางวันแถวริมโขง จากนั้นก็พาไปส่งที่ท่าเรือข้ามฟาก

คุณโทอิดะรู้สึกจะตื่นเต้นมากที่จะได้มีโอกาสนั่งเรือข้ามพรมแดนประเทศ เป็นครั้งแรกในชีวิต พูดถึงเรื่องนี้ แกในฐานะคนญี่ปุ่นเห็นว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาดมาก แค่ยืนริมแม่น้ำโขงมองข้ามไปเห็นอีกประเทศหนึ่งที่อยู่ตรงกันข้าม แกก็ว่าแปลกแล้ว เพราะแกบอกว่า ในชีวิตแกไม่เคยเห็นแบบนี้ ก็แน่ละ ประเทศญี่ปุ่นตั้งอยู่ในมหาสมุทรอยู่ประเทศเดียวมองไปทางไหนเห็นแต่ทะเล เลยเป็นประสบการณ์ที่ประหลาดสำหรับแกครับ

แต่โอกาสที่จะตื่นเต้นมากกว่านั้น โดยการข้ามเรือ กลับไม่เกิดขึ้น ทั้งนี้เพราะเมื่อเราไปยื่นพาสปอร์ตเพื่อข้ามแดน เจ้าหน้าที่ ตม.นครพนม ปฏิเสธครับ เขาชี้แจงระเบียบทางการว่า เฉพาะคนไทยกับคนลาวเท่านั้น ที่ได้รับอนุญาตให้ข้ามทางเรือได้ ส่วนคนญี่ปุ่น หรือ คนจากประเทศที่สาม เขาไม่อนุญาต อ้าว! ยุ่งละทีนี้ พวกเราไม่ทราบกันมาก่อนเลย คิดว่าใครก็ได้ แต่ก่อนผมก็เคยข้ามตรงนี้มาแล้ว 2-3 ครั้ง คิดว่าเสร็จละงานนี้ คงได้ปล่อยให้คุณโทอิดะบินกลับกรุงเทพฯคนเดียวแน่ๆ เพราะคณะแอปเตอร์คนไทยต้องเดินทางต่อด้วยมีนัดไว้แล้ว คนมารับก็กำลังคอยอยู่

ทว่า ก่อนจะโชคร้ายไปกว่านี้ เจ้าหน้าที่ ตม. แนะว่า ถ้าจะข้ามพรมแดนสำหรับคนประเทศที่สาม สามารถข้ามได้โดยให้เดินทางไปข้ามที่ด่านตรงสะพานมิตรภาพ ห่างออกไปประมาณ 5 กิโลเมตร โอ้ ช่างโชคดีจริง อันนี้ถือเป็นความรู้ใหม่นะครับท่านผู้อ่าน เผื่อท่านจะพาคนต่างชาติที่ไม่ใช่ไทย ลาวไปเที่ยว คณะเราจึงนั่งรถรับจ้างแท็กซี่เหมาจ่าย 300 บาท ไปยังด่านสะพานมิตรภาพนครพนม พร้อมแจ้งทางผู้มารับคนลาวให้เปลี่ยนจุดไปรับคณะเราที่นั่น ก็จบปัญหาไปและสามารถเดินทางไปเมืองท่าแขกได้ตามที่กำหนด แต่คุณโทอิดะคงผิดหวังนิดหน่อยที่ไม่ได้ซึมซับบรรยากาศการนั่งเรือข้ามโขง ตามที่ตัวเองปรารถนา ซึ่งคืนแรกนี้จะเข้าพักที่โรงแรมริมแม่น้ำโขง ตรงข้ามกับเมืองนครพนม เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปจุดแจกจ่ายข้าวในวันรุ่งขึ้น

การพักค้างคืนนั้น ทางเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงแรงงานและสวัสดิการฯ ของลาว ได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับแบบง่ายๆ ที่ห้องอาหารโรงแรม และท่านประธานที่มาร่วมงานนี้และจะเดินทางไปตลอดทริป คือ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการฯ สังเกตดูท่าน รมช.เป็นคนง่ายๆ ดูไม่ใหญ่โตและนั่งกินอาหารกับพวกเราแบบสบายๆ คุยกันแบบกันเอง การพูดคุยกับคณะลาว พวกเราก็สะดวกสุดๆ เพราะสามารถใช้ภาษาไทยได้เลย โรงแรมที่พักก็เป็นโรงแรมเก่าๆ ไม่หรูหราอะไร ทานอาหารกันสักพักก็เสร็จสิ้น ร่ำลากันไปพักผ่อนเพื่อตื่นเช้าไปทำงานในพื้นที่ซึ่งต้องเดินทางไกลอยู่ไม่น้อย เดี๋ยวสัปดาห์หน้าผมมาเล่าต่อถึงบรรยากาศและประสบการณ์สนุกๆ ในการไปแจกข้าวที่ลาวครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 21 มีนาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/402832

566101

ซอกแซกอาเซียน : 21 มีนาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การเดินทางไปแจกข้าวของแอปเตอร์ที่รัฐยะไข่นั้น ทางรัฐบาลเมียนมาได้มีการแจกจ่ายข้าวให้แก่ชาวเมียนมาและชาวเบงกาลี (ชื่อที่ชาวเมียนมาเรียกกลุ่มชาติพันธุ์โรฮีนจา) ซึ่งถือเป็นผู้ประสบภัยที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้ง ที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ตีความกันแล้วว่า ถือเป็นเหตุฉุกเฉินอย่างหนึ่ง คล้ายกับเหตุการณ์ขัดแย้งที่เมืองมาราวีของประเทศฟิลิปปินส์ ที่แอปเตอร์มีภารกิจครอบคลุมต้องเข้าไปช่วยเหลือ หากได้รับการร้องขอ

ข้าวสารที่นำไปแจกจ่ายที่เมืองบูทิดอง และเมืองมงดอนี้ได้รับการบริจาคจากรัฐบาลเกาหลีใต้ แต่การเข้าไปของคณะพวกเราคราวนี้
ไม่มีผู้แทนจากเกาหลีใต้ไปด้วย ทั้งนี้เพราะติดภารกิจสำคัญ แต่เผอิญคณะแอปเตอร์ที่ไปกันคราวนี้ มีผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่นไปด้วย ก็เป็นการพอเหมาะพอดี เนื่องจากเวลาไปถึงจุดรับแจก ชาวบ้านคงนึกว่าแกเป็นคนเกาหลีใต้ แม้ว่าจะไม่ได้ผ่านการศัลยกรรมหน้า ต่างพากันตะโกนทัก อันยอง ฮาเซโย กันอยู่เป็นช่วงๆ ซึ่งแกก็ได้แต่ยิ้มๆ พร้อมโบกไม้โบกมือ เพื่อไม่ให้คนทักเสียกำลังใจหรือผิดหวัง

ที่บูทิดอง คณะเรานั่งรถยนต์ไปบนถนนแคบๆ ลาดยางแบบขรุขระ 3-4 จุด ทุกจุดผมก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องกล่าวปราศรัยด้วย และก็มีคนแปลเป็นภาษาเมียนมาให้ชาวบ้านฟัง เสร็จแล้วก็มีตัวแทนชาวบ้านกล่าวขอบคุณ ได้ข้าวคนละกระสอบเล็กๆ ก็พากลับบ้าน เป็นอันเสร็จพิธี จากนั้นก็เดินทางต่อไปที่เมืองมงดอ ห่างไปสัก 30 กิโลเมตร แต่การเดินทางใช้เวลามาก เพราะเป็นภูเขา ถนนบางช่วงฝุ่นฟุ้งหนาแน่นมาก นึกถึงสมัยที่ผมเคยเรียนมัธยมในตัวจังหวัดเคยนั่งรถถนนฝุ่นเช่นเดียวกัน แต่สมัยก่อนผมสั้น ฝุ่นอาจจับได้ไม่ถนัดนัก แต่เวลานี้ผมยาว ฝุ่นชอบนัก จากที่เส้นผมนุ่มๆ เลยกลายเป็นผมแข็งกระด้าง หวีลำบากมาก ที่มงดอถือว่าเป็นเมืองชายแดนติดประเทศบังกลาเทศ เขตนี้จึงอ่อนไหวอย่างยิ่ง หน่วยรักษาความปลอดภัยของเมียนมาดูจะต้องปฏิบัติการคุ้มกันอย่างเข้มเป็นพิเศษ เหมือนสมัยที่ไปบริจาคข้าวที่เมืองมาราวี ฟิลิปปินส์ คราวนั้น เขาไม่กล้าจัดงานส่งมอบข้าวที่เมืองมาราวีโดยตรง แต่ไปจัดที่เมืองตั้งอยู่ใกล้ๆ พร้อมกับมีหน่วยรักษาความปลอดภัยครบ พวกเราเมื่อเสร็จพิธีมอบข้าวแล้ว จะขออนุญาตเลยไปดูสภาพเมืองมาราวีสักนิด แต่ฝ่ายความปลอดภัยไม่ยอม เราจึงอดเข้าไปดูเมืองเขา แต่ที่มงดอ ไม่เหมือนกัน เพราะแม้ชาวเบงกาลีบางส่วนได้อพยพลี้ภัยความขัดแย้งข้ามไปอยู่ที่บังกลาเทศ ทว่า ยังมีชาวเบงกาลีส่วนที่ยังอาศัยอยู่พื้นที่ความขัดแย้ง ดังนั้น ตอนที่ผมไปแจกข้าว เลยได้มีโอกาสได้เห็นความเป็นไปของเมือง พร้อมๆ กับการแจกข้าวให้กับประชาชนที่ยากจน ทั้งที่เป็นชาวเมียนมาและเบงกาลีที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้น ข่าวการนำข้าวไปแจกโดยแอปเตอร์ ในประเทศเมียนมา โดยเฉพาะที่รัฐยะไข่นี้ ถือเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญมาก สื่อวิทยุโทรทัศน์ต่างตามไปทำข่าวกันเพียบ มีการสัมภาษณ์ผู้ใหญ่หลายคน หลายประเด็น เริ่มตั้งแต่ท่านรัฐมนตรี รองอธิบดี (ซึ่งท่านนี้เป็นคณะมนตรี หรือ APTERR Council ด้วย) รวมไปจนถึงตัวผมเอง เมื่อเดินทางกลับมาถึงเมืองหลวงของรัฐ คือ ชิตตเวแล้ว เกษตรจังหวัดได้พารองอธิบดีและคณะแอปเตอร์ไปกินข้าวเย็นที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ช่วงนั้นเป็นเวลาข่าวโทรทัศน์อยู่พอดี ปรากฏว่าท่านเกษตรจังหวัดได้แจ้งว่าจะมีข่าวการแจกข้าวพวกเราในวันนี้ออกอากาศในระดับประเทศ ก็พากันจ้องไปที่โทรทัศน์ในร้านอาหารเป็นจุดเดียว ผมเองก็พลอยชื่นชมยินดีด้วยอย่างยิ่ง เพราะถือเป็นผลงานของรองอธิบดีเขา มีภาพการออกสัมภาษณ์หลายช่อง หลายเวลาอย่างชัดเจน คงเตะตารัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ หรือ ท่านออง ซาน ซู จี บ้างละ เลยอวยพรท่านว่า ได้ออกข่าวดังๆ แบบนี้ เดี๋ยวคงได้รับการโปรโมทให้เป็นอธิบดีแน่นอน แกก็กล่าวของคุณและยิ้มๆ แล้วก็ให้ข้อเท็จจริงว่า คงไม่เร็วหรอกที่จะได้เป็น เพราะอธิบดีคนปัจจุบันของแกเป็นรุ่นน้อง จากมหาวิทยาลัยเดียวกัน เพิ่งอายุประมาณ 50 เท่านั้น อ่อนกว่าแกตั้ง 6-7 ปี คงต้องร้องเพลงรออีกนานโขเลยทีเดียว

ซอกแซกอาเซียน : 14 มีนาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/401239

566101

ซอกแซกอาเซียน : 14 มีนาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

พูดถึงเรื่องแม่น้ำและต้นน้ำของเมียนมา มีครั้งหนึ่งผมไปทำงานแอปเตอร์ที่รัฐคะฉิ่น ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือสุดของประเทศ โชคดีสุดๆ ที่ได้มีโอกาสในชีวิตที่ได้เห็นต้นน้ำของแม่น้ำอิรวดี ที่กล่าวในตอนที่แล้วว่าแม่น้ำในเมียนมา อินเดีย ตลอดจนบังกลาเทศมีมวลน้ำละลายมาจากหิมะ ทว่าจุดกำเนิดของแม่น้ำอิรวดี กลับไม่ใช่ดินแดนที่มีหิมะตก หากแต่เป็นจุดบรรจบของแม่น้ำสองสายที่ไหลมาจากทิศเหนืออีกทีหนึ่ง ชื่อว่า แม่น้ำเมขะ กับแม่น้ำมะลิขะ จุดบริเวณต้นแม่น้ำอิรวดีนี้ รองอธิบดีเมียนมาเล่าให้ฟังว่า ประเทศจีนเคยยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลเมียนมา ขอทำเขื่อนขนาดใหญ่ผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ เพราะทำเลอยู่ในหุบเขา แต่ประชาชนเมียนมาไหวตัวทัน ไม่ยอมให้มีการสร้าง ผลก็คือ ต้นแม่น้ำอิรวดียังสภาพและระบบนิเวศที่เป็นธรรมชาติอันสวยงาม เหมาะสมเป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจของชาวเมืองมิตจีนา ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐ เนื่องจากการเดินทางไม่ไกลนัก และเส้นทางรถยนต์แม้จะผ่านหุบเขาและไม่ดีนัก แต่ปัจจุบันอยู่ระหว่างการปรับปรุง

แล้วผมจะกลับมาเล่าต่อสำหรับการทำงานที่รัฐคะฉิ่น แต่ตอนนี้ขอย้อนกลับไปคุยกิจกรรมแอปเตอร์ที่รัฐยะไข่ต่อจากฉบับที่แล้วครับ เมื่อเดินทางโดยเรือเร็วถึงเมืองบูทิดอง มีเจ้าหน้าที่มารับท่านรัฐมนตรี และพาคณะไปกินอาหารกลางวันที่โรงพยาบาลประจำเมือง ทั้งนี้เพราะท่านรัฐมนตรีที่ไปนั้น เป็นกระทรวงที่คุมด้านสาธารณสุขด้วย ลักษณะโรงพยาบาลก็เป็นอาคารเก่า อาณาบริเวณไม่ใหญ่โต และไม่หรูหราทันสมัย ก็ต้องเข้าใจครับว่าประเทศเมียนมาตกอยู่ในการปกครองในระบอบที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนามาตั้งแต่ปี 2505 เศรษฐกิจเป็นแบบระบบปิด จึงไม่เฟื่องฟูและสามารถที่จะมีงบประมาณมาพัฒนาประเทศได้อย่างประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ

ทว่า พวกเขาก็เป็นคนมีน้ำใจไม่ต่างจากคนไทยเรา ต้อนรับขับสู้ให้เกียรติพวกเราอย่างเต็มที่ ท่านรัฐมนตรีหลังจากรับฟังการบรรยายสั้นๆ จากเจ้าหน้าท้องถิ่นแล้ว ก็มีการรับประทานอาหารกลางวัน ซึ่งท่านได้เชิญผมร่วมโต๊ะกับท่าน โดยท่านนั่งหัวโต๊ะและเชิญผมนั่งข้างถัดมา วัฒนธรรมการรับประทานอาหารอย่างหนึ่งของเมียนมา (ซึ่งบ้านเราก็พอมี) คือ ผู้ใหญ่ ซึ่งกรณีนี้ คือ ท่านรัฐมนตรี จะตักกับข้าวใส่จานข้าวเราอยู่เป็นระยะๆ เดี๋ยวกับข้าวจานโน้น จานนี้ จนเราต้องขอบคุณท่านอยู่ตลอด

ครั้นจะตอบแทนท่านด้วยการตักกับข้าวใส่จานข้าวท่านบ้าง สังเกตมาหลายครั้งไม่เห็นมีใครทำกัน แต่ที่แปลกและพบประจำในที่อื่นๆ ด้วย คือ ระหว่างนั่งรับประทานอาหารอยู่นั้น จะต้องมีเจ้าหน้าที่เมียนมาระดับกลางๆ ไม่ใหญ่ไม่เด็กเกินไป
2-3 คน มายืนด้านหลังใกล้ผู้ใหญ่ ถ้าเป็นแบบไทย จะเรียกว่ายืนค้ำหัวก็ได้ หน้าที่ของเจ้าหน้าที่เหล่านี้ นอกจากจะต้องคอยตอบคำถามต่างๆ ที่ท่านผู้ใหญ่ถามระหว่างการกินแล้ว ที่สำคัญ คือ ถ้าห้องนั้นไม่ติดแอร์ คนหนึ่งจะมีพัดแบบมือถือ คอยพัดไล่ความร้อนให้กับผู้ใหญ่ ส่วนอีกคนหรือสองคน จะคอยตักกับข้าวใส่จานข้าวให้ท่านผู้ใหญ่จนกระทั่งกินอิ่ม (ผู้ใหญ่เลยมีเวลาตักกับข้าวให้เราหรือคนอื่น) นี่แสดงว่า จะต้องมีการเตรียมการอย่างดี คือ เจ้าหน้าที่เหล่านั้นคงต้องกินอาหารมาก่อนจนอิ่มแล้ว เพราะมิฉะนั้นคงจะหิวแย่ เนื่องจากการกินแต่ละครั้งของคณะใช้เวลานานพอสมควร ลักษณะการมายืนค้ำหัวนี้ ผมสังเกตเห็นเกือบทุกแห่ง นี่ถ้าบ้านเราเป็นแบบนี้ สำหรับตัวผมเอง คงจะกินข้าวไม่ค่อยลงเป็นแน่

และอีกอย่าง เวลากินข้าว ชาวเมียนมาน่าจะได้ชื่อว่ากินข้าวจริงๆ เพราะในจานข้าวจะตักข้าวเยอะมาก ผมว่าค่าเฉลี่ยบริโภคข้าวต่อหัวคนเมียนมาน่าจะมากกว่าคนไทยเยอะ ส่วนเรื่องกับข้าวเมียนมาจะเป็นอย่างไรบ้างนั้น คงมีเวลามาเล่าให้ฟังอีกครั้งนะครับ แต่สมัยหนึ่งที่ผมเคยไปนอนที่โรงแรมในกรุงเนปิดอว์ เพื่อเข้าร่วมประชุม ASEAN Food Security Reserve Board (AFSRB) ตอนเข้ามาทำงานแอปเตอร์ใหม่ๆ ได้พบกับผู้เข้าร่วมประชุมที่เป็นฝรั่งมาจากยุโรปแต่ทำงานในเมียนมาในลักษณะ เอ็นจีโอ ซึ่งเคยมาเที่ยวเมืองไทย เขาชื่นชมอาหารไทยเพราะว่ามีรสชาติและความหลากหลาย แต่เมื่อถามว่าเทียบกับอาหารเมียนมาเป็นอย่างไร เขาทำหน้าตาจริงจังตอบว่า ของไทยรสชาติจัดจ้าน ขณะที่ของเมียนมาเขาอธิบายซึ่งก็ตรงกับความรู้สึกของผมเป๊ะเลย คือ มันมีรสชาติที่ไม่ไปทางไหนสักกะทาง จะว่าเค็มก็ไม่เค็ม จะว่าเปรี้ยวก็ไม่มี จะว่าเผ็ดก็ไม่ได้ จะว่าหวานก็ไม่ใช่ หรืออีกทั้งจะว่าจืดก็ไม่เชิง เอ๊ะ ยังไง เอาเป็นว่าใครสงสัยว่าเป็นอย่างไรกันแน่ อาจต้องลองหาชิมเอาเองครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 7 มีนาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399712

566101

ซอกแซกอาเซียน : 7 มีนาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ความมหัศจรรย์ของแม่น้ำเมียนมา คือ แต่ละสายนั้นกว้างใหญ่มโหฬารครับ อย่างแม่น้ำสายหลักที่หลายท่านคงคุ้น เช่น แม่น้ำอิรวดี (คนเมียนมาเรียกว่า เอยาวดี) มีความยาวตั้งแต่ต้นน้ำในรัฐคะฉิ่น ตอนเหนือสุดไหลผ่ากลางประเทศลงมาทางใต้จนลงทะเลในมหาสมุทรอินเดีย นอกจากนี้ยังมีแม่น้ำสาละวิน แม่น้ำสะโตงที่ไหลลงใต้เช่นเดียวกัน แม่น้ำเหล่านี้จุดที่กว้างมากๆ เราจะมองดูแล้วไม่น่าเป็นแม่น้ำ แต่เป็นทะเลหรือทะเลสาบมากกว่า เพราะกว้างสุดลูกหูลูกตาจริงๆ ครับ ครั้งหนึ่งผมนั่งรถยนต์จากเขตพะโค ข้ามแดนไปรัฐกะเหรี่ยงและรัฐมอญซึ่งต้องเดินทางมาทิศตะวันออกใกล้ประเทศไทย ระหว่างทางต้องข้ามแม่สายหนึ่งที่คนไทยเรียกว่า แม่น้ำสะโตง ถ้าท่านผู้อ่านจำวิชาประวัติศาสตร์ที่เคยเรียนได้ คือแม่น้ำที่สมัยกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรได้ใช้พระแสงปืนยิ่งข้ามแม่น้ำถูกตัวแม่ทัพเมียนมาคนหนึ่งตายนั่นแหละ ผมวิเคราะห์กับทีมแอปเตอร์คนไทยที่เดินทางไปด้วยกันแล้ว คงเป็นประวัติศาสตร์ที่บันทึกคลาดเคลื่อนไปหรือเปล่า เพราะแม่น้ำสายนี้กว้างจริงๆ เฉพาะส่วนที่ผมกำลังข้ามบนสะพานก็ยาวน่าจะเกือบๆ ครึ่งกิโลเมตร

ความกว้างของแม่น้ำในเมียนมา บางสายใกล้ๆ เมืองย่างกุ้ง ขณะผมนั่งรถข้ามสะพานคำนวณดูแล้วกว้างกว่าแม่น้ำท่าจีนแถวตลาดนครชัยศรีสักสองเท่า ผมถามรองอธิบดีเกษตรฯของเมียนมาว่า ชื่อแม่น้ำอะไร แกบอกว่า นี่ไม่ใช่แม่น้ำ แต่เป็นเพียง creek ซึ่งแปลว่า ลำห้วย ทำเอาผมงงงวยไปเลย นอกจากจะมีความกว้างใหญ่มโหฬารแล้ว ริมตลิ่งแม่น้ำเท่าที่ผมนั่งเรือเร็วไปเมืองบูทิดองนั้น ตลอดสายส่วนมากดูราบเรียบไร้ต้นไม้กอไผ่ใดๆ ทั้งสิ้น ระดับน้ำสูงจนเกือบติดกับผิวดินริมตลิ่ง ซึ่งเวิ้งว้างราบเรียบยาวสุดลูกตาคือ แปลงนาสำหรับปลูกข้าว ชาวนาที่ปลูกข้าวสามารถที่จะใช้เครื่องสูบน้ำสูบจากแม่น้ำเข้าแปลงนาที่อยู่ติดกันได้เลย สะดวกอย่างยิ่ง คุณลักษณะพิเศษของประเทศเมียนมาแบบนี้ ผมเคยจำได้ว่านานมาแล้ว คุณวิชัย อดีตนายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เคยเล่าถึงศักยภาพในการพัฒนาของประเทศเมียนมาว่า มีมากกว่าประเทศอื่นๆ อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรดิน ทรัพยากรน้ำ ตลอดจนแรงงานคน ล้วนมีอยู่อย่างมากมายเหลือเฟือ

ระหว่างที่นั่งรถเดินทางผ่านแม่น้ำต่างๆ ที่กว้างใหญ่ที่กล่าว ผมก็นึกถึงสาเหตุว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ก็ได้ทดสอบพรรคพวกคนแอปเตอร์ที่เดินทางไปด้วยกัน เพื่อวิเคราะห์ จึงได้คำตอบว่า แม้เมียนมาจะเป็นดินแดนติดกับประเทศไทย แต่ต้นน้ำของเมียนมาไม่ได้เกิดจากน้ำฝนตกสะสมเหมือนเช่นแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน ของเรา แต่ต้นน้ำเมียนมาเกิดจากเทือกเขาหิมาลัย เหมือนๆ กับต้นน้ำในประเทศอินเดีย บังกลาเทศ แหล่งน้ำมาจากการละลายของหิมะ ไม่ได้เกิดจากฝน จึงทำให้เกิดมวลน้ำมหาศาลในแต่ละปีกัดเซาะพื้นดินจนเกิดเป็นแม่น้ำที่กว้างใหญ่มโหฬารดังที่เห็น นี่คือผลการวิเคราะห์ของเรา ผิดถูกอย่างไร ไม่มีเอกสารตำราใดยืนยัน ท่านผู้อ่านหากมีเหตุผลหรือทฤษฎีอื่นก็สามารถแสดงเสริมหรือหักล้างได้ครับ

คณะเราใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง บนเรือเร็ว ซึ่งบางช่วงก็จะมีเรือบรรทุกสินค้า เรือโดยสารวิ่งสวน รองอธิบดีเกษตรฯของเมียนมาเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนเคยทำหน้าที่เป็นเกษตรจังหวัดที่รัฐยะไข่เคยเดินทางโดยเรือโดยสารธรรมดาจากชิตตเวมาบูทิดองใช้เวลาเกือบวันเต็ม แต่คราวนี้เร็วมาก มีคณะเจ้าหน้าที่มารับที่ท่าเรือ ทั้งนี้เพราะมีท่านรัฐมนตรีของรัฐไปด้วย กลุ่มเรามีผมและคณะคนไทยรวม 3 คน และก็มีคนญี่ปุ่น 1 คน ซึ่งถูกส่งมาประจำที่สำนักงานแอปเตอร์ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ได้รับสิทธิพิเศษสุดๆ ที่ทางการเมียนมากรุณาอนุญาตให้มาที่เมืองบูทิดองและมงดอได้ ปกติหากเป็นต่างชาติ หรือหน่วยงานที่แม้จะมาจากสหประชาชาติ ก็มักได้รับการปฏิเสธที่จะให้เข้ามา ทั้งนี้ เพราะดินแดนแห่งนี้เป็นดินแดนที่มีความขัดแย้งระหว่างเมียนมาและโรฮีนจาซึ่งเป็นชาวมุสลิม (ที่คนหรือทางการเมียนมาปฏิเสธเรียกชื่อนี้ แต่เรียกว่า เบงกาลี) ฉะนั้นความในต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเมืองผมจึงขออนุญาตไม่พูดถึง แต่คงจะเล่าเกี่ยวกับงานแอปเตอร์และสภาพทั่วไปอื่นๆ ที่ไม่ใช่เรื่องอ่อนไหวครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 28 กุมภาพันธ์ 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/398204

566101

ซอกแซกอาเซียน : 28 กุมภาพันธ์ 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การที่ผมมักจะได้รับเชิญให้ไปร่วมพิธีการส่งมอบข้าว รวมทั้งแจกจ่ายข้าวไปให้กับชาวบ้านที่ขาดแคลน ในประเทศต่างๆ ของอาเซียน ก็มักจะได้พบเห็นสิ่งแปลกใหม่ รวมทั้งความเป็นไปต่างๆ ของประเทศเหล่านั้น เชื่อไหมว่า ผมเองสมัยที่ยังทำงานอยู่กระทรวงเกษตรฯ ตอนนั้นเชื่อว่าคนเกษตรรวมทั้งผมมักมีโอกาสน้อยมากที่จะได้ไปเยี่ยมเยียนประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง เวลาได้ทุนไปฝึกอบรมหรือไปดูงาน ก็มักจะเดินทางไปประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น แถวยุโรป ญี่ปุ่น อเมริกา ออสเตรเลีย อะไรทำนองนั้น แต่ประหลาดที่ตัวผมเองประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงในแถบอาเซียนกลับแทบไม่มีโอกาสจะได้ไปเลย ยังพูดกับเพื่อนๆ เสมอว่า พวกเราได้ไปดูประเทศอื่นๆ ไกลแสนไกลมาเยอะแยะ แต่ประเทศใกล้ชิดติดกันไม่มีโอกาสสัมผัส มาถึงช่วงเวลานี้ผมกลับเป็นตรงกันข้าม เพราะต้องบินไปมาระหว่างไทย เมียนมา กัมพูชา ลาว ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เป็นว่าเล่น สารภาพว่า ผมเพิ่งมีโอกาสได้ไปกัมพูชาครั้งแรก ก็เพียงเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา และได้ไปเมียนมาที่นั่งเครื่องบินระยะเวลา 1 ชั่วโมง พอๆ กับไปเชียงใหม่ ก็ตอนที่ได้มาทำงานกับแอปเตอร์นี่เองแหละครับ

ช่วงหนึ่ง ผมไปเข้าร่วมส่งมอบและแจกจ่ายข้าวแอปเตอร์ที่ประเทศเมียนมาและรัฐที่ไป คือ รัฐยะไข่ การเดินทางจากย่างกุ้ง โดยเครื่องบินภายในประเทศของเมียนมา ไปลงที่เมืองหลวงของรัฐ ชื่อเมือง ชิตตเว ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเหมือนกัน รัฐยะไข่ เป็นรัฐที่อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมียนมา การเดินทางโดยรถยนต์ไปได้เหมือนกัน แต่คงใช้เวลาประมาณ 2 วัน เพราะเส้นทางอ้อมมาก ต้องผ่านและหลบหลีกภูเขา อีกทั้งเป็นทางแคบๆ ลาดยางก็จริง แต่ขรุขระรถยนต์วิ่งทำเวลาไม่ค่อยได้

พูดถึงถนนในเมียนมา ผมขอเล่าคั่นนิดว่า แตกต่างจากบ้านเรามาก นัยว่า เรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดยังไปไม่ถึงไหน เหมือนดั่งที่ภาคเอกชนไทยเคยเล่าให้ฟังเมื่อคราวจะไปลงทุนในประเทศเมียนมา กล่าวคือ ทั่วประเทศมีถนนดีๆ น้อยมาก มีถนน 4 เลนสายแรกเพียงสายเดียว สร้างประมาณสิบปีมานี้ เชื่อมระหว่างเมืองมัณฑะเลย์ ผ่านกรุงเนปิดอว์ ถึงปลายทางที่ย่างกุ้ง นอกนั้นเป็นถนนวิ่งสวนและแคบมากๆ แต่ช่วงปัจจุบันเริ่มทำถนนดีขึ้น โดยเส้นหลักๆ ก็จะทำการขยายถนนกว้างขึ้น อันนี้ไม่ต้องพูดถึงถนนในชนบทเลยนะ เพราะยังแย่อยู่มากทีเดียว

ขณะเดินทางผ่านถนนเหล่านี้ บางครั้งก็จะพบคนงานเมียนมากำลังซ่อมปะถนน ก็เป็นวิธีการแบบเก่ามาก ทำให้ผมหวนรำลึกไปถึงสมัยที่ผมเป็นเด็กๆ ราวปี 2512 นั่งรถจากสุพรรณบุรี ไปกรุงเทพฯ ผ่านนครปฐมตามถนนมาลัยแมน เห็นวิธีซ่อมปะถนนลาดยางแบบเดียวกัน คือ คนงานจะใช้บุ้งกี๋ใส่หินคลุกมาโรยถนนเป็นชั้นล่างสุด และข้างๆ ทางจะมีถังยางมะตอยขนาด 200 ลิตรตั้งบนกองฟืนต้มเคี่ยวจนเป็นน้ำสีดำสนิท แล้วเทใส่บัวรดน้ำหิ้วเอามาราดรดลงไปบนหินคลุกที่เรียงไว้ จากนั้นก็ใช้บุ้งกี๋ใส่หินเกร็ดโรยทับลงไปอีกที บดด้วยรถบดถนนเป็นอันเสร็จ เดี๋ยวนี้วิธีการข้างต้นบ้านเราไม่มีใครเห็น แต่ที่เมียนมายังพบได้ทั่วไปครับ

คณะผมซึ่งผู้ใหญ่นอกจากประกอบด้วย รองอธิบดี และเกษตรรัฐ (น่าจะเทียบเกษตรจังหวัดบ้านเรา) รวมทั้งทีมผมแล้ว ยังมีผู้ใหญ่สุดซึ่งถือเป็นประธานในพิธี คือ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสวัสดิการของรัฐยะไข่ โดยจุดที่จะเดินทางไป คือ เมืองมองดอว์ และเมืองบูทิดอง ขึ้นต่อไปทางเหนือเมืองชิตตเวไปอีกเกือบติดชายแดนประเทศบังกลาเทศ แต่ไฮไลท์อยู่ที่การเดินทางครับ เช่นเดียวกับที่กล่าวมาแล้ว ถ้าจะไปเมืองที่ว่าทางถนน ก็มีเหมือนกัน หากคงต้องใช้เวลาวิ่งรถยนต์เป็นวันจากระยะทางน่าจะประมาณ 100 กิโลเมตร เพราะคดเคี้ยวเลี้ยวลดมาก ฝ่ายผู้จัดเมียนมาเลยพาพวกเราทั้งคณะไปทางเรือเร็ว หรือ speed boat ไปตามลำน้ำที่ไหลมาจากบูทิดอง (พูดถึงแม่น้ำในเมียนมา คงจะมีความมหัศจรรย์มาเล่าเพิ่มขึ้นอีกในตอนต่อๆ ไป ครับ)

การเดินทางไปโดยทางน้ำนับว่าเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก เพราะได้เห็นทัศนียภาพสองฝั่งแม่น้ำไปตลอดทาง ถ้าท่านผู้อ่านนึกถึงแม่น้ำบ้านเรา ตัวอย่างเช่น แม่น้ำเจ้าพระยา ถ้านั่งเรือขึ้นไปจากอยุธยาไปชัยนาทแล้วสภาพหรือบรรยากาศจะเหมือนกันกับที่ผมนั่งในเมียนมานั้น ก็ขอบอกว่าผิดถนัดครับ เพราะมันต่างกันมาก ฉบับหน้าจะมาเล่าต่อให้ฟังครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 21 กุมภาพันธ์ 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396705

566101

ซอกแซกอาเซียน : 21 กุมภาพันธ์ 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ที่ผ่านมา ผมจะเล่าเรื่องโดยเป็นลำดับเหตุการณ์ก่อนหลัง เช่น ช่วงแรก ผมเดินทางไปฟิลิปปินส์ ก็จะพูดถึงฟิลิปปินส์ยาวไป แต่มาคิดอีกที ผมขออนุญาตท่านผู้อ่านปรับใหม่ คือ แบบที่เล่าก่อนหน้านี้อาจไม่ตื่นเต้น เร้าใจ เพราะอีกนานกว่าจะถึงประเทศอื่นๆ ดังนั้น ผมจะพูดๆ สลับกันไปมา โดยข้ามไปพูดถึงประเทศอื่นๆ ของอาเซียนบวกสาม รวมทั้งอาจกลับมาที่ประเทศฟิลิปปินส์ด้วย เมื่อมีเหตุพาดพิงถึงครับ

ผมขออนุญาตต่อเรื่องราวของฟิลิปปินส์ให้จบช่วงแรก คือ ที่เมืองคาตามาน ซึ่งเป็นเมืองหลักของจังหวัดซามาร์เหนือ มีการจัดงานส่งมอบข้าว จัดงานที่ศาลาประชาคมของเมือง วิธีการก็จะเหมือนๆ กันทุกประเทศ คือ ผู้ใหญ่แต่ละหน่วยงานจะขึ้นกล่าว รวมทั้งผู้แทนประเทศผู้บริจาคข้าวและผู้จัดการทั่วไปของแอปเตอร์ ตบท้ายด้วยผู้แทนชาวบ้านขึ้นมากล่าวขอบคุณ การกล่าวเหล่านี้แม้จะเหมือนกันในเกือบทุกประเทศ ทว่าอาจมีความแตกต่างกันไปตามวัฒนธรรมประเพณีของท้องถิ่น เช่น ถ้าเป็นแบบฟิลิปปินส์ รูปแบบน่าจะคล้ายๆ กับสหรัฐอเมริกา หมายถึงพิธีรีตองน้อย กล่าวไม่นาน แต่มีคนขึ้นกล่าวเยอะหลายคนมาก เพราะต้องให้เกียรติทุกคนที่คิดว่าสำคัญ หากเป็นกัมพูชา จะมีคนกล่าวน้อยเหมือนไทยเรา คือมีคนกล่าวรายงาน กับผู้จัดการทั่วไปกล่าวที่มาที่ไป แล้วเชิญผู้ใหญ่สุด ได้แก่ รัฐมนตรี หรือผู้ช่วยรัฐมนตรี กล่าวเปิดและปราศรัย แต่ที่พิเศษ คือ ผู้ใหญ่ของกัมพูชาแต่ละครั้งที่ขึ้นกล่าว เท่าที่ผมสังเกตจะพูดยาวมาก ยาวจนผมไม่แน่ใจว่าชาวบ้านยังสนใจฟังอยู่หรือเปล่า ผมมาสังเกตแล้วได้คำตอบว่า ทำไมผู้ใหญ่กัมพูชาทุกคนจึงพูดกันยาว สาเหตุที่ผมว่าผมเดาไม่ผิดก็คือ ทุกคนยึดถือสไตล์ของท่านนายกฯ ฮุนเซ็น ที่ทุกครั้งเวลาปราศรัยกับชาวบ้าน ท่านร่ายยาวเสียบางทีเกือบครึ่งวันก็มี ผู้หลักผู้ใหญ่กัมพูชาก็เลยเอาตามอย่างกันสืบกันมา การขึ้นกล่าวกับประชาชนนี้สำหรับของเมียนมา หรือพม่าก็จะมีอยู่ 3-4 คนเช่นกัน ผู้ใหญ่เมียนมาก็จะกล่าวเป็นภาษาถิ่น ส่วนตัวผมต้องกล่าวเป็นภาษาอังกฤษอย่างเดียว จึงต้องมีเจ้าหน้าที่เมียนมาคอยแปลเป็นภาษาเมียนมาตาม เลยต้องใช้เวลามากกว่าคนอื่น แต่ที่เมียนมาจะต่างจากที่อื่น คือ มักจัดงานมอบข้าววันหนึ่งหลายจุด ขณะที่ฟิลิปปินส์จัดใหญ่เพียงครั้งเดียว ที่เมียนมาจึงต้องนั่งรถตระเวนไปและต้องขึ้นกล่าวซ้ำๆ กันจนคนแปลในครั้งหลังๆ ไม่ต้องดูโพยเหมือนครั้งแรกๆ อีกแล้ว สำหรับประเทศลาว หรือที่เรียกกึ่งเต็มๆ ว่า สปป. ลาว นับว่ามีความสะดวกอย่างยิ่ง คือ นอกจากรัฐมนตรีลาว ท่านทูตที่เกี่ยวข้องแล้ว ผมซึ่งต้องขึ้นกล่าวด้วย สามารถกล่าวเป็นภาษาไทยได้เลย เพราะคนลาวเข้าใจดี แต่เพื่อไม่ให้ผิดระเบียบพิธีการ ผมจะขึ้นต้นด้วยภาษาอังกฤษนิดหน่อย เมื่อกล่าวถึงชื่อแขกสำคัญ จากนั้นก็ขออนุญาตทุกคนที่จะใช้ภาษาไทยพูดต่อไปจนจบ

เมื่อพูดกันหมดแล้วก็เป็นพิธีการส่งมอบข้าว ซึ่งอาจทำเป็นมอบต่อๆ กันไป เช่น เริ่มจากประเทศผู้บริจาค ส่งมาแอปเตอร์ ส่งต่อไปยังประเทศผู้รับ และส่งต่อไปยังผู้แทนประชาชน ที่ฟิลิปปินส์มีครั้งหนึ่ง ผมไปร่วมพิธีที่ใกล้เมืองมาราวี บนเกาะมินดาเนา ถ้าท่านผู้อ่านจำได้ คือเมืองที่ถูกกองโจรยึดทั้งเมือง แล้วมีคนอพยพหนีมาอยู่ในแคมป์พักพิง เพราะบ้านเรือนถูกถล่มพังราบ และขาดแคลนอาหาร ต้องเข้าไปช่วย ถือเป็นเหตุฉุกเฉินอย่างหนึ่งแม้มิใช่เกิดจากธรรมชาติ (จากการหารือทุกฝ่าย รวมทั้งสำนักเลขาธิการอาเซียน) ครั้งนั้นชาวเมืองมาราวีซาบซึ้งหน่วยงานแอปเตอร์มาก พอหลายคนกล่าวเสร็จ ถึงคราวผม ผู้แทนประจำเมืองมาราวี ชอบใจผมมาก ถึงขนาดประกาศจะยกให้ผมเป็นพลเมืองกิตติมศักดิ์ของเมืองมาราวี เลยทีเดียว แหม ทำเอาผมกลุ้มใจมาก เพราะทั้งเมืองราพณาสูร แถมยังเป็นดินแดนตอนใต้ที่มีกองโจรสารพัด เช่น กบฏอาบูไซยาฟที่จับคนเรียกค่าไถ่ ที่ถึงแม้ว่าสมัยที่ผมทำงานอยู่กระทรวงเกษตรฯ เคยเป็นผู้ตรวจราชการเขตชายแดนใต้ 5 จังหวัด พอมีประสบการณ์เรื่องนี้มาอยู่บ้าง ก็ได้แต่ต้องปฏิเสธผู้แทนเมืองมาราวีอยู่ในใจ แม้ตอนตอบเขาที่ถามว่าจะเอาหรือไม่เอา ผมตอบดังๆ ว่า sure ด้วยความยินดีก็ตาม

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org