ซอกแซกอาเซียน : 14 กุมภาพันธ์ 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/395252

566101

ซอกแซกอาเซียน : 14 กุมภาพันธ์ 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ระบบการแจกจ่ายข้าวแอปเตอร์ของฟิลิปปินส์ ฉบับที่แล้วกล่าวว่าหน่วยงาน National Food Authority หรือ เอ็นเอฟเอ จะเป็นฝ่ายที่ทำเรื่องขอรับบริจาคข้าวสารจากประเทศสมาชิก หากเกิดภัยพิบัติขึ้นภายในประเทศ ทั้งนี้ เพราะหน่วยงานนี้ก็เป็นผู้แทนรัฐบาลฟิลิปปินส์ที่ดำรงตำแหน่งเป็นคณะมนตรีแอปเตอร์ ซึ่ง เอ็นเอฟเอจะต้องเก็บรักษาไว้ในโกดังของตัว จนกว่าจะมีการแจกจ่ายออกไป แต่เมื่อมีการอนุมัติให้แจกจ่ายได้แล้ว (เมื่อเกิดภัยพิบัติหรือพ้นระยะเก็บรักษา 12 เดือน) หน่วยงานที่ทำหน้าที่แจกจ่ายของเขากลับเป็นอีกกระทรวงหนึ่ง ได้แก่กระทรวงการพัฒนาและสวัสดิการสังคม (Department of Social Welfare and Development) หรือ ดีเอสดับเบิลยูดี โดยกระทรวงนี้ร่วมกับหน่วยงานส่วนท้องถิ่นรับผิดชอบแจกจ่ายให้กับประชาชนเป้าหมาย

ก่อนที่จะแจกจ่ายแก่ประชาชน ประเพณีที่ต้องจัดขึ้น คือ พิธีการส่งมอบข้าว เริ่มตั้งแต่ กำหนดสถานที่จัดงานร่วมกัน 3 ฝ่าย คือ เอ็นเอฟเอ ดีเอสดับเบิลยูดี และหน่วยงานท้องถิ่น มีการเชื้อเชิญผู้แทนต่างๆ ตามที่เคยกล่าวไปแล้ว รวมทั้งแอปเตอร์ด้วยทุกครั้ง ตอนครั้งแรกที่ผมไปร่วมงานที่เกาะซามาร์ พิธีการจะเริ่มต้นในช่วงเช้า ผมและคณะพักค้างคืนที่กรุง
มะนิลา ต้องออกเดินทางโดยเครื่องบินสายการบินฟิลิปปินส์แอร์ไลน์ส เวลาตี 5 ตรง ฉะนั้นจึงต้องเดินทางออกจากโรงแรมที่พักประมาณตี 3 ครึ่ง โดยตื่นกันประมาณตี 2 ครึ่ง เพื่ออาบน้ำแต่งตัว ถ้าคิดเวลาไทยที่ช้ากว่าฟิลิปปินส์ 1 ชั่วโมง เท่ากับว่า คืนนั้นเราตื่นกันตี 1 ครึ่ง เจ้าหน้าที่แอปเตอร์คนหนึ่งที่ไปด้วยกันเลยตัดสินใจไม่นอนเลยคืนนั้น นั่งทำงานอ่านหนังสือจนถึงเวลาก็อาบน้ำเพื่อเดินทางไปขึ้นเครื่องบินกันเลย

นี่ยกตัวอย่างเล็กน้อยให้เห็นถึงการเตรียมพร้อมเพื่อเดินทางที่ต้องสมบุกสมบันกันพอสมควร ที่ต้องนั่งรถยนต์กันเป็นวันข้ามห้วยข้ามเขาก็มี นั่งเรือไปตามลำน้ำครึ่งวันก็มี ซึ่งจะได้เล่าให้ฟังภายหลังครับ ตอนไปซามาร์พวกเราก็เดินทางพร้อมกับเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นจากโตเกียว ส่วนผู้ใหญ่เอ็นเอฟเอและกระทรวงที่เกี่ยวข้องเดินทางล่วงหน้าไปก่อน เมื่อเดินทางถึงสนามบินปลายทาง คือ เมืองคาตามานมีผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้บริหารเอ็นเอฟเอ และท่านอื่นๆ มาต้อนรับ พิธีการรับแขกเมืองของฟิลิปปินส์ คือ จะต้องมีพวงมาลัยประดิษฐ์ ที่ไม่ใช่ดอกไม้สดมาคล้องคอแขกทุกคน คณะถูกพาขึ้นรถไปกินอาหารเช้าที่จวนผู้ว่าฯ มีการแนะนำตัว แจกนามบัตร และนั่งกันเป็นโต๊ะๆ 4-5 โต๊ะ ผู้ว่าฯของประเทศฟิลิปปินส์จะมาจากการเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง อยู่เป็นเทอมๆ พูดถึงเรื่องนี้ จะว่าไปผู้บริหารใหญ่ๆ ทุกตำแหน่งของประเทศนี้มาจากการเลือกตั้งเกือบทั้งหมด ทั้งนี้ น่าจะเป็นเพราะซึมซับระบอบประชาธิปไตยมาจากสหรัฐอเมริกา

ดังนั้น ผมสังเกตบุคลิกภาพของท่านผู้ว่าฯ ที่นั่งอยู่โต๊ะเดียวกัน เห็นแกเหมือนประชาชนทั่วไปมากกว่าเป็นข้าราชการ เมื่อเทียบกับผู้ว่าฯบ้านเรา แต่งตัวแบบง่ายๆ ไม่มีเครื่องแบบ ดูไม่ค่อยจะเป็นศักดินาเท่าไหร่ เครื่องดื่มบนโต๊ะอาหารนอกจากน้ำธรรมดาแล้ว ที่เห็นทุกที่ คือ น้ำมะม่วง มีรสออกหวานกลิ่นหอม นัยว่า ที่ประเทศฟิลิปปินส์ มีมะม่วงเป็นผลไม้หลักที่มีกินทุกบ้าน บ้างก็ทำเป็นตากแห้งขายกัน ทำเป็นสินค้าขายสำหรับนักท่องเที่ยวก็พบได้ตามสนามบินทุกแห่ง บางครั้งผมก็ซื้อติดมือมาฝากญาติมิตรเมืองไทยบ่อยอยู่ หลายคนท้วงว่า มะม่วงเมืองไทยก็มีเยอะแยะ กินกันจนเบื่อ จะซื้อมาทำไม ก็อธิบายว่า มันเป็นมะม่วงจากต่างประเทศน่ะ บ้านเราแบบนี้ไม่มีกินก็แล้วกัน

แต่เหตุผลอีกอย่างที่น่าจะตรงมากกว่า คือ ไม่รู้จะซื้ออะไร เพราะเท่าที่เห็น สินค้าฟิลิปปินส์ก็ไม่มีอะไรที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างจากสินค้าบ้านเรา เห็นมีอยู่อย่างที่แปลกพิเศษ ซึ่งพวกกระทรวงเกษตรฯ ไทยไปอบรมดูงานแถวลากูน่า ใกล้มหาวิทยาลัย ยู พี และสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ มักซื้อมาประจำ หรือบางทีก็ตะโกนฝากซื้อ เมื่อใครไปแถวนั้น คือ
“บูโก้ พาย” หรือเค้กมะพร้าว ขนมชนิดนี้บ้านเราไม่เห็นมี เลยเห่อซื้อกันมากิน ทั้งนี้ เพราะที่โน่นนอกจากมีมะม่วงมากแล้ว ยังมีมะพร้าวเยอะอีก เขาเลยทำเค้กมะพร้าว เป็นที่ติดอกติดใจของคนเกษตรไทย ใครที่อ่านแล้วอยากรู้ว่ารสชาติของ
บูโก้ พายเป็นอย่างไร อาจไปลองฝากให้ใครซื้อมากินนะครับ แล้วจะรู้ว่าอร่อยสมกับที่คนต้องแห่ชื้อมาเป็นของฝากจริงหรือเปล่า

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 7 กุมภาพันธ์ 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/393791

566101

ซอกแซกอาเซียน : 7 กุมภาพันธ์ 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เรื่องการไปทำพิธีส่งมอบข้าวสารของแอปเตอร์ให้ประเทศฟิลิปปินส์ ที่เมืองคาตามาน ที่เริ่มคุยไปในฉบับก่อน มีหลายคนอาจสงสัยว่า ระบบการแจกจ่ายต่อไปยังประชาชนเขาทำกันอย่างไร ก็ขอเล่าเพิ่มในฉบับนี้ครับ แต่เป็นเฉพาะเรื่องของประเทศฟิลิปปินส์ก่อนนะครับ

หน่วยงานที่ทำหน้าที่ประสานงานกับแอปเตอร์ของประเทศฟิลิปปินส์ คือ National Food Authority หรือ เอ็นเอฟเอ ซึ่งถือเป็นหน่วยงานตัวแทนประเทศฟิลิปปินส์ที่ผู้บริหารสูงสุดดำรงตำแหน่งสมาชิกของคณะมนตรีแอปเตอร์ด้วย ตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของ เอ็นเอฟเอ เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Administrator ความจริงเมื่อเทียบกันแล้ว ถือว่าใหญ่กว่าตำแหน่งอธิบดี และเป็นตำแหน่งที่ไม่ใช่ข้าราชการประจำ แต่งตั้งโดยประธานาธิบดี มีฐานะเทียบเท่ารัฐมนตรีช่วยว่าการ

เจ้าหน้าที่ที่เป็นข้าราชการประจำจริงๆ เริ่มตั้งแต่ รอง หรือ Deputy Administrator ซึ่งมีอยู่ 2 ตำแหน่งด้วยกัน ดูๆ ไปก็เหมือนกับรัฐวิสาหกิจของไทย เช่น องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร หรือ อ.ต.ก. ที่ผู้บริหารสูงสุดเป็นตำแหน่งไม่ถาวร เปลี่ยนไปตามการเมือง ส่วนตำแหน่งรอง กลับเป็นถาวร แต่กระนั้นตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจไทยไม่ได้เทียบถึงชั้นรัฐมนตรีช่วยว่าการ คงเป็นตำแหน่งที่เทียบเท่าหรือค่อนข้างต่ำกว่าอธิบดีเสียด้วยซ้ำ ซึ่งระบบเหล่านี้ก็ต่างกันไปในแต่ละประเทศ ผมคงจะได้กล่าวถึงในฉบับต่อๆ ไป ของประเทศอื่นๆ ในอาเซียนที่พบเห็นให้ท่านผู้อ่านได้ทราบไว้ด้วยครับ

หน่วยงาน เอ็นเอฟเอ ของฟิลิปปินส์ มีหน้าที่หลัก คือ ทำให้ประชาชนทั้งประเทศมีข้าวกินอย่างพอเพียง แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการปลูกข้าวนะครับ เพราะหน้าที่ส่งเสริมการปลูกข้าวเป็นของกระทรวงเกษตร ซึ่งใช้คำภาษาอังกฤษว่า Department of Agriculture ตามระบบของประเทศอเมริกา (ปกติระบบของไทยใช้คำว่า Ministry ตามอย่างประเทศอังกฤษ) แต่ เอ็นเอฟเอ ทำให้มีข้าวพอกินด้วยการเก็บสต็อกไว้ในโกดัง มีวิธีการ คือ (1) ซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาผู้ปลูกโดยตรง กับ (2) สั่งซื้อข้าวสารจากต่างประเทศ ถึงตรงนี้ขอพูดความประหลาดอย่างหนึ่งของอาเซียน คือ ทั้งสิบประเทศที่ประกอบเป็นอาเซียนนี้ เราเป็นทั้งประเทศผู้ผลิตและส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งได้แก่ ประเทศไทยและเวียดนาม แต่ขณะเดียวกัน เราก็เป็นประเทศผู้ขาดแคลนและนำเข้าข้าวรายใหญ่ของโลกในขณะเดียวกัน ได้แก่ ประเทศฟิลิปปินส์ กับอินโดนีเซีย แต่ที่เหมือนกันทั้ง 10 ประเทศ คือ เราเป็นประเทศผู้บริโภคข้าวเป็นอาหารหลักเหมือนกันทั้งหมด

ประเด็นนี้ จึงเป็นที่มาของคำถามอย่างหนึ่งที่ว่า แล้วพวกเราเป็นเพื่อนใกล้ชิดกัน อีกทั้งยังรวมกันเป็นหนึ่งเดียวมาตั้ง 50 ปี แล้ว เมื่อมีปัญหาที่สามารถช่วยกันได้ แล้วทำไมจึงไม่ช่วยกันก่อนที่จะไปช่วยคนอื่น ก็น่าคิดนะครับ เรื่องนี้ต่างคนต่างมุมมอง เพราะผลประโยชน์ของประเทศ อาจไม่ใช่ผลประโยชน์ของปัจเจกชน เนื่องจากบริษัท/โรงสีข้าวผู้ส่งออกก็อยากจะขายข้าวสร้างมรรคผลกำไรให้กับตนเอง ยิ่งต่างประเทศขาดแคลน ราคายิ่งดี ก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้น จึงกลายเป็นเรื่องที่ขัดแย้งหรือตรงข้ามกันกับการช่วยเหลือเชิงมนุษยธรรมที่อาเซียนระดับประเทศพึงมี ปัญหาของการอยู่ร่วมกันและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จึงสรุปโดยนักพัฒนาตรงกันที่คำว่า “ขาดความไว้เนื้อเชื่อใจ หรือ trust” เป็นประการสำคัญ

ว่าจะพูดถึงระบบแจกจ่ายข้าวของแอปเตอร์ของฟิลิปปินส์ กลับเถลไปไกล กลับมาต่อที่ว่า เอ็นเอฟเอ นอกจากจะทำให้ข้าวมีพอกินแล้ว ยังต้องทำหน้าที่ทำให้ข้าวมีราคาจำหน่ายที่คนสามารถหาซื้อได้ด้วย นั่นหมายถึง เอ็นเอฟเอ จะต้องทำหน้าที่จำหน่ายข้าวสารในราคาต่ำกว่าที่เอกชนจำหน่ายเพื่อถ่วงดุลหรือดึงราคาข้าวในท้องตลาดไม่ให้สูงเกินไป ระบบแบบ เอ็นเอฟเอ นี้ในประเทศอาเซียนที่ขาดแคลนข้าวจะมีคล้ายๆ กัน เช่นในประเทศอินโดนีเซียมีหน่วยงานชื่อว่า Indonesian Bureau of Logistics (BULOG) ส่วนในมาเลเซีย ชื่อว่า Padiberas Nasional Berhad หรือ BERNAS แต่สำหรับประเทศผู้ผลิตข้าวเหลือกินจะไม่มีหน่วยงานลักษณะนี้ ก็ถือเป็นโชคของประเทศไทยครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 31 มกราคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/392247

566101

ซอกแซกอาเซียน : 31 มกราคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อช่วงที่กระผมเข้าทำงานเป็นผู้จัดการทั่วไปของแอปเตอร์ใหม่ๆ กลางปี 2559 ได้มีโอกาสรับเชิญจากประเทศฟิลิปปินส์ให้ไปร่วมงานส่งมอบข้าว ซึ่งได้รับบริจาคมาจากประเทศญี่ปุ่น จำนวน 240 ตัน ที่เกาะซามาร์ ทางตอนกลางของประเทศ การเดินทางจากกรุงมะนิลา ไปยังเกาะดังกล่าว ต้องใช้เครื่องบิน ซึ่งใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมง จุดที่ตั้งสถานที่ทำพิธีส่งมอบ อยู่ที่เมืองคาตามาน เป็นเมืองหลวงของจังหวัดซามาร์เหนือ พูดถึงการแบ่งแยกเขตปกครองของประเทศฟิลิปปินส์ กระผมรู้สึกว่าจะมีความเป็นระบบมาก เพราะมีการแบ่งเขตออกเป็นภูมิภาค หรือ Region แต่ละภูมิภาคจะมีขนาดเท่าๆ กัน มีจำนวนจังหวัดเกือบเท่าๆ กัน และทุกกระทรวง ทบวง กรมก็ยึดถือระบบการแบ่งภูมิภาคเหมือนกัน

ประเด็นนี้ มีความแตกต่างจากประเทศไทยเรามากทีเดียว เพราะการแบ่งภูมิภาค หรือภาคบ้านเรา แต่ละกระทรวง หรือ กรม แบ่งไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น กรมส่งเสริมการเกษตร มีการแบ่งภูมิภาคที่เรียกว่า เขต ออกเป็น 6 เขต กล่าวง่ายๆ คือ เหนือ อีสาน กลาง ออก ตก ใต้ ขณะที่ของกรมอุตุนิยมวิทยา จะแบ่งไปอีกอย่างหนึ่งคือ มี 7 ภูมิภาค ได้แก่ เหนือ อีสาน กลาง ออก ใต้ฝั่งตะวันออก ใต้ฝั่งตะวันตก และกรุงเทพฯและปริมณฑล ส่วนของกระทรวงมหาดไทย ก็มีการแบ่งออกเป็น 4 ภูมิภาค คือ เหนือ อีสาน กลาง และใต้ อย่างนี้เป็นต้น

ในประเทศฟิลิปปินส์ แต่ละภูมิภาคก็จะแยกเป็นจังหวัดต่างๆ ชื่อจังหวัดถ้าเป็นบ้านเราก็จะมีชื่อต่างกันไปอย่างชัดเจน แต่ของเขาส่วนหนึ่งใช้วิธีง่ายๆ ชื่อเดียวแต่ต่อท้ายหรือขึ้นต้นด้วยทิศ เช่น ในภูมิภาคซามาร์ที่ไปกันนี้แบ่งออกเป็น 3 จังหวัด ประกอบด้วย ซามาร์เหนือ ซามาร์ตะวันออก และซามาร์ตะวันตก ถึงตรงนี้กระผมก็นึกถึงประเทศไทยตอนที่มีคนพูดว่า โคราช หรือจังหวัดนครราชสีมา มีอาณาบริเวณใหญ่มาก น่าจะแยกเป็นจังหวัดย่อยได้ ชาวโคราชบางส่วนคัดค้านไม่ให้แยก เหตุผลเพราะทุกคนที่อาศัยในโคราชต่างก็เป็นลูกหลานย่าโมกันทั้งนั้น หากแยกออกไป จะไม่ได้เป็นลูกหลานย่าโมอีก ปรากฏว่าหาวิธีแก้กันไม่ได้ จังหวัดนครราชสีมาก็แยกไม่ได้สักที ขณะที่จังหวัดอื่นๆ ที่ใหญ่ๆ แยกกันไปหมดแล้ว เช่น อุบลราชธานี แยกออกเป็นจังหวัดยโสธร กับจังหวัดอำนาจเจริญ ความจริงถ้าเอาแนวทางเหมือนฟิลิปปินส์ หรือแม้แต่ในประเทศอเมริกาก็ใช้กัน คือ แยกโคราชเป็นจังหวัดนครราชสีมาเหนือ กับจังหวัดนครราชสีมาใต้ หรือจะเพิ่ม ออก ตก อีกก็น่าจะพอรับได้ ดีไหมครับวิธีนี้ เพราะคนโคราชทุกคนยังสามารถเป็นลูกหลานย่าโมกันต่อไปได้เหมือนเดิม

การจัดงานส่งมอบข้าว กระทำขึ้นเป็นพิธีการหลังจากที่คณะมนตรีแอปเตอร์อนุมัติคำร้องขอของประเทศฟิลิปปินส์ในการระบายข้าวที่เก็บสำรองไว้ล่วงหน้าเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ เท่ากับว่าเป็นการโอนกรรมสิทธิ์ข้าวที่เดิมเป็นเจ้าของร่วมกันทั้ง 13 ประเทศ ให้ไปเป็นของประเทศผู้รับบริจาคข้าว ในที่นี้ หมายถึงประเทศฟิลิปปินส์ โดยในพิธีครั้งนี้ก็จะมีผู้แทนจากประเทศผู้บริจาค คือ ญี่ปุ่น ผู้แทนประเทศผู้รับ คือ ฟิลิปปินส์ และที่ขาดไม่ได้คือสำนักเลขานุการแอปเตอร์ ในฐานะผู้ประสานงานกลาง สำหรับประเทศญี่ปุ่น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องนี้คือ Crop Production Bureau ซึ่งเป็นกรมกรมหนึ่งภายใต้กระทรวงเกษตร ป่าไม้ และการประมง ส่วนประเทศผู้รับ คือ ฟิลิปปินส์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง ได้แก่ National Food Authority (NFA) อันโด่งดัง ปรากฏว่าผู้บริหารและเจ้าหน้าที่หน่วยงานเหล่านี้ ต่างก็มาเข้าร่วมงานอย่างครบครัน รวมทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด นายกเทศมนตรี เจ้าหน้าที่ระดับสูงของท้องถิ่น ทำให้พวกเราที่ทำงานในสำนักเลขานุการแอปเตอร์ต่างรู้จักคุ้นเคยเป็นอย่างดี ผมเพิ่งเข้ามาอยู่ในแวดวงระหว่างชาติแบบนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต แม้ว่าจะพอมีประสบการณ์มามากพอสมควรเกี่ยวกับการต่างประเทศ แต่ก็ถือเป็นความรู้สึกใหม่ ด้วยเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยพิธีการ หรือ Protocol อยู่บ้าง แม้ว่าจะไม่เต็มรูปแบบเหมือนทำงานในกระทรวงต่างประเทศ และที่รู้สึกประทับใจเป็นอย่างมากคือ ผู้บริหารระดับสูงของประเทศเหล่านี้ต่างให้เกียรติพวกเราเป็นอย่างมาก ต้อนรับขับสู้ที่แสนประทับใจ ซึ่งในตอนต่อๆ ไป คงมีรายละเอียดมาเล่าเพิ่มเติมครับ สวัสดีครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 24 มกราคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/390699

566101

ซอกแซกอาเซียน : 24 มกราคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การช่วยเหลือข้าวเพื่อบริโภคของแอปเตอร์ในรูปแบบที่ 3 คือ แจกฟรีนั้น เจตนารมณ์ คือ เพื่อสงเคราะห์คนยากจนด้านมนุษยธรรม ดังนั้น ประเทศผู้ได้รับประโยชน์ก็ชอบที่จะต้องออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นค่าขนข้าวขึ้นจากเรือ ค่าธรรมเนียมภาครัฐ การขนส่ง ค่าเก็บรักษา รวมทั้งค่าใช่จ่ายอื่นทุกชนิดที่เกิดขึ้นประเด็นก็มีว่า ถ้าประเทศผู้รับเป็นประเทศยากจน ไหนจะต้องโดนภัยพิบัติทำลาย ต้องขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศ ก็ย่อมจะเกิดปัญหาขาดแคลนค่าใช้จ่ายได้ ปัญหาเรื่องนี้ ความจริง เท่าที่ได้มีการดำเนินงานมาจนถึงปัจจุบันยังไม่เกิดขึ้น เพราะที่ผ่านมาเรามีประเทศผู้บริจาคข้าวที่ร่ำรวยและใจดี อย่างญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ คือ นอกจากจะบริจาคข้าวสารแล้ว เขายังบริจาคเงินค่าใช้จ่ายที่ว่านั้นให้เพิ่มอีก เลยทำให้ประเทศผู้รับบริจาคสามารถมีเงินค่าขนส่ง ค่าเก็บรักษา ค่าดูแลรักษาคุณภาพข้าวสาร ค่าแจกจ่ายข้าว รวมทั้งการใช้จ่ายของเจ้าหน้าที่ดำเนินงานอีก ก็หมดปัญหาไปได้

แต่อย่างไรก็ดี หากการบริจาคข้าวสาร ไม่มีการบริจาคเงินเพิ่มเติมดังกล่าว รวมทั้งไม่สามารถหาเงินช่วยเหลือจากแหล่งอื่นได้ ระเบียบแอปเตอร์ได้หาทางออกไว้ 2 ประการ คือ ประการที่ 1 ก็ให้สำนักเลขานุการแอปเตอร์ออกเงินให้แทน แต่ถ้าหากมาขอที่สำนักเลขานุการแอปเตอร์แล้วยังไม่มีอีก ก็ต้องใช้ประการที่ 2 คือ ให้แปลงข้าวที่บริจาคนั้นบางส่วนเป็นเงินค่าใช้จ่าย หรือพูดง่ายๆ คืออนุญาตให้นำข้าวบางส่วนออกขาย เพื่อนำเงินมาเป็นค่าใช้จ่าย ซึ่งอีกนั่นแหละ ปรากฏว่าทางออกทั้ง 2 ประการ ถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีการนำมาใช้เลย เนื่องจากมีผู้บริจาคใจดีดังได้กล่าวมาแล้ว อาจมีอยู่บ้างที่ประเทศผู้รับบริจาค สอบถามการสนับสนุนด้านการเงินจากสำนักเลขานุการแอปเตอร์ ทางแก้วิธีนี้ ขอบอกเลยว่าเป็นไปได้ยาก เพราะทุกวันนี้สำนักเลขานุการแอปเตอร์ก็มีเงินทุนค่อนข้างจำกัด แต่ละปีได้รับบริจาคมาเพื่อเฉพาะเป็นค่าใช้จ่ายในสำนักงานเท่านั้น คงไม่มีเหลือพอที่จะให้การสนับสนุนได้

ข้าวสารที่บริจาคล่วงหน้าและนำไปเก็บไว้ในประเทศหนึ่งๆ นั้น ก็มีระยะเวลาสิ้นสุดการเก็บรักษาเหมือนกัน ทั้งนี้ เพราะข้าวสารมีคุณสมบัติเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลาได้ ดังนั้น ขึ้นอยู่กับการตกลงกันระหว่างผู้ให้และผู้รับว่า ระหว่างที่เก็บรักษาไว้นั้น หากไม่มีภัยธรรมชาติเกิดขึ้นถึงขั้นที่จะต้องนำข้าวไปแจกจ่ายแล้ว ส่วนมากจะเก็บไว้ไม่เกิน 12 เดือน ถ้าหากเกิน 12 เดือน ประเทศผู้เก็บรักษาไว้ย่อมสามารถขออนุมัติจากคณะมนตรีแอปเตอร์ เพื่อนำข้าวไปแจกจ่ายช่วยเหลือผู้ยากจน แม้จะไม่เกิดภัยธรรมชาติเลย

ผลงานของแอปเตอร์ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2556 ที่แอปเตอร์เริ่มมีกิจกรรมดำเนินงาน มีการบริจาคข้าวสารช่วยเหลือตามรูปแบบที่ 3 นี้ ทั้งแบบช่วยเหลือหลังเกิดภัยพิบัติ และที่ขอไปเก็บสำรองไว้ล่วงหน้า ปริมาณรวมทั้งสิ้น 23,670 ตัน โดยมีประเทศผู้รับบริจาค ได้แก่ ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว กัมพูชา เมียนมา และเวียดนาม ของประเทศไทยเราก็เคยได้รับการบริจาคช่วงก่อนหน้านั้น สมัยน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 ซึ่งตอนนั้นแอปเตอร์กำลังเตรียมการแปลงร่างจาก East Asia Emergency Rice Reserve (EAERR) ที่ดำเนินการอยู่ก่อนแล้ว

ได้รู้จักหน้าตาของแอปเตอร์แบบคร่าวๆ แล้วนะครับ ในตอนต่อๆ ไป กระผมก็จะได้นำเอาเรื่องราว เหตุการณ์ที่ได้ไปพบปะมาด้วยตนเอง ขณะที่เดินทางไปปฏิบัติการตรวจสอบ ส่งมอบ และแจกจ่ายข้าวสารในประเทศต่างๆ มาเล่าให้ฟัง ซึ่งบางครั้งก็อาจจะเขียนเล่าสิ่งที่พบเห็นนอกเหนือไปจากภารกิจข้างต้น รวมทั้งอาจเสริมไปด้วยความคิดเห็นต่างๆ บ้าง เท่าที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศและสังคมไทยครับ สวัสดีครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : ซอกแซกอาเซียน(3)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/389326

566101

ซอกแซกอาเซียน : ซอกแซกอาเซียน(3)

วันพฤหัสบดี ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผมกำลังพูดถึงการช่วยเหลือขององค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม หรือ แอปเตอร์ ที่ว่ามีอยู่ 3 รูปแบบ คือ แบบที่ 1และ 2 เป็นการซื้อขายข้าวเพื่อการบริโภคช่วยเหลือประเทศขาดแคลน ซึ่งอธิบายไปแล้วคร่าวๆ ในฉบับก่อน คราวนี้จะมาพูดถึงรูปแบบที่ 3 ซึ่งเป็นการช่วยเหลือแบบแจกฟรี ว่าที่ผ่านมามีความเป็นไปอย่างไรบ้าง

อยากจะพูดเสียเลยครับว่า ตั้งแต่ตั้งแอปเตอร์มา 7 ปี กิจกรรมของแอปเตอร์เราก็เข้มข้นอยู่เฉพาะรูปแบบนี้แหละครับ และเกือบทั้งหมดอย่างต่อเนื่องสำหรับประเทศผู้บริจาคข้าว ก็คือ ประเทศญี่ปุ่น จะมีประเทศอื่นๆ ที่ร่วมบริจาคอยู่บ้างก็ตอนที่เกิดพายุใหญ่ไห่เยี่ยนที่พัดถล่มตอนกลางของประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อหกปีกว่า ซึ่งตอนนั้นประเทศไทยเราก็ได้ร่วมเป็นผู้บริจาคด้วย และก็กลายเป็นประเทศที่หมัดหนัก แม้นานๆต่อยที กล่าวคือ บริจาคคราวเดียวมากถึง 5,000 ตัน ขณะที่ประเทศอื่นๆ ก็มี เช่น จีนมาเลเซีย ส่วนในตอนหลังๆ ระยะปีสองปีมานี้เกาหลีใต้ ได้เริ่มเข้ามาร่วมเป็นผู้บริจาคด้วย

การบริจาคข้าวในรูปแบบที่ 3 นี้ ความจริงคนที่ออกแบบวิธีการเขาก็คงเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วน กรณีเมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้น เพราะในยามนั้นประชาชนต้องเผชิญกับความอดอยาก ขาดแคลนอาหาร (ข้าว) บริโภค การจะรอให้เกิดภัยก่อนแล้ว จึงเริ่มกระบวนการเสาะแสวงหาประเทศผู้บริจาค ในทางปฏิบัติ ต้องใช้เวลาพอสมควร เพราะกว่าแอปเตอร์จะส่งหนังสือเวียนไปขอความอนุเคราะห์ กว่าที่ประเทศต่างๆ จะพิจารณา รวมทั้งกระบวนภายในจัดหาเงิน หาข้าว รวมทั้งการจัดส่งข้าวไปยังประเทศประสบภัยที่ต้องใช้ทางเรือเดินสมุทรอย่างเดียว กินเวลานานมาก ทั้งยังต้องผ่านขั้นตอนด้านภาษีนำเข้าส่งออกทางศุลกากรอีก จากที่เคยประสบมาใช้เวลายาวนานถึง 6 เดือน สถานการณ์แบบนี้ พูดภาษาชาวบ้านคือ ไม่ทันกินแน่นอน จึงมีการคิดวิธีแก้ไข ซึ่งนอกเหนือจากการพยายามลดขั้นตอนต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว ก็มีการกำหนดวิธีพิเศษ คือ ให้บริจาคข้าวล่วงหน้าได้ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า pre-positioned stockpiled rice ซึ่งเป็นวิธีที่ดีกว่าแบบแรกมากทีเดียว เพราะเป็นการบริจาคและขนส่งข้าวไปเก็บไว้ในโกดังในประเทศที่คาดว่าจะเกิดภัยธรรมชาติล่วงหน้า ซึ่งย่อมจะสามารถนำเอาข้าวที่เก็บไว้นั้นออกมาแจกจ่ายได้ทันทีเมื่อประเทศนั้นประสบภัยพิบัติ ประเทศญี่ปุ่นได้ใช้วิธีบริจาคล่วงหน้านี้มาแต่ยุคเริ่มต้น ขณะที่เกาหลีใต้ได้เริ่มเข้ามาใช้วิธีเดียวกันในระยะสองสามปีมานี้ ทั้งนี้ ปริมาณการบริจาคข้าวล่วงหน้าก็อยู่ที่ ปีละ 500-1,000 ตัน

ถามว่า แล้วที่นำเอาข้าวบริจาคไปเก็บไว้ในโกดังของประเทศใดๆ จะถือว่าข้าวเป็นกรรมสิทธิ์ของประเทศนั้นเลยหรือไม่ เพราะหากประเทศข้างเคียงเกิดภัยพิบัติขึ้นมาก่อน จะขนเอาข้าวที่เก็บไว้นั้นไปช่วยเหลือได้หรือไม่ คำตอบ คือ ตามระเบียบแอปเตอร์ ปกติข้าวที่บริจาคนั้น ก่อนที่คณะมนตรีแอปเตอร์อนุมัติให้แจกจ่ายในประเทศใด ข้าวนั้นถือเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันของแอปเตอร์ ไม่ใช่เป็นของประเทศผู้เก็บรักษาในโกดัง ดังนั้น เมื่อเกิดกรณีข้างต้น ข้าวที่เก็บไว้ก็อาจถูกนำไปช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยในประเทศอื่นๆ ได้ คำถามมีตามมาอีก คือ แล้วค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาหรือขนส่งเพิ่มเติมใครจ่ายล่ะ เพราะผมเก็บข้าวไว้ แต่เวลาเกิดภัยกลับไม่ได้ใช้ประโยชน์เลย ตอบว่า ตามระเบียบ ประเทศผู้ได้ประโยชน์ หรือ ที่ประสบภัยและได้ข้าวไปแจกประชาชนนั่นเองที่จะต้องเป็นผู้จ่าย ก็นับว่าเป็นธรรมดีครับ สำหรับการกำหนดแบบนี้ แต่ก็ยังมีอีกครับ ที่มีกรณีปลีกย่อยเกิดขึ้นอีก เช่น ข้าวที่ส่งไปเก็บไว้นั้น ต้องเก็บไว้นานเท่าใด ยิ่งเก็บนานยิ่งเสียค่าใช้จ่ายมาก หรือ ข้าวเสื่อมสภาพลงไปจนบริโภคเป็นอาหารไม่ได้ หรือกรณีเก็บไว้ที่หนึ่งแต่เกิดภัยอีกที่หนึ่ง ขณะที่เงินค่าโลจิสติกส์ต่างๆ ก็ไม่มี จะมีทางออกอย่างไร ขอยกไปคุยในฉบับหน้าอีกสักฉบับก็แล้วกันครับ สวัสดีครับ

‘ชาญพิทยา ฉิมพาลี’

ซอกแซกอาเซียน : คอลัมน์ซอกแซกอาเซียน (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/387860

566101

ซอกแซกอาเซียน : คอลัมน์ซอกแซกอาเซียน (2)

วันพฤหัสบดี ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อฉบับที่แล้ว เล่าคร่าวๆ ว่าแอปเตอร์ หน้าตาเป็นอย่างไร ทำงานอย่างไร และทิ้งท้ายว่าผลการทำงานเป็นอย่างไรบ้างนั้น กระผมรับปากจะมาเล่าต่อกัน ฉบับนี้ จึงขออนุญาตต่ออีกสักเล็กน้อย ก่อนที่จะเข้าสู่ประเด็นที่น่าสนใจโดยทั่วไปของประเทศอาเซียน จีน เกาหลีใต้และญี่ปุ่นครับ

ความจริง การจะทำงานให้ถูกตาถูกใจของประเทศสมาชิกได้นั้น ก็คือถามว่า แอปเตอร์สามารถช่วยเหลือข้าวสารเพื่อบริโภคแก่ประชาชนผู้ประสบภัยได้มากน้อยแค่ไหน ว่ากันตามจริง ในแต่ละปีทุกวันนี้ ภัยธรรมชาติบนโลกเราเกิดขึ้นมากหรือถี่กว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็น พายุใหญ่ สึนามิ น้ำท่วม ฝนแล้ง แผ่นดินไหว ดินถล่ม ภูเขาไฟระเบิด รวมไปถึงโรคแมลงระบาดทำลายพืชผลทางการเกษตร ด้วยอิทธิพลของสาเหตุหลักที่นักวิชาการของโลกมักยกมากล่าวอ้างกัน คือ climate change หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะประเทศอาเซียนบวกสามของเรา ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เวียดนาม มักจะเจอบ่อยกว่าเพื่อน

เช่น เมื่อช่วงตั้งแอปเตอร์ใหม่ๆ ปี 2557 ก็เกิดพายุใหญ่ไห่เยี่ยนพัดทำลายตอนกลางของประเทศฟิลิปปินส์เสียหายหนักทั้งบ้านเรือนทรัพย์สิน รวมทั้งชีวิตประชาชนไปเป็นจำนวนมาก หรือก่อนนั้นช่วงปลายปี 2554 ไทยเราเองก็เจอภัยน้ำท่วมใหญ่จนทำให้ภาคกลางลงมาถึงกรุงเทพฯ ประชาชนต้องเผชิญกันถ้วนทั่ว โรงงานแถวพระนครศรีอยุธยาเสียหายกันเป็นจำนวนมาก

หรือล่าสุดปีที่แล้ว พายุดอมเรย ก็พัดเอาฟ้าฝนมาทำลายบ้านเรือนพืชผลทางตอนกลางของเวียดนามล่มจมไปไม่ใช่น้อย ความเสียหายโดยรวมจากภัยต่างๆ แต่ละครั้งนับเป็นจำนวนมหาศาล และคงจะต้องยอมรับว่าปริมาณการช่วยเหลืออันน้อยนิดจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งก็คงจะไม่เพียงพอทั่วถึง ในทางปฏิบัติเลยต้องอาศัยเอาความช่วยเหลือจากหลายๆ แหล่งมาผสมกัน เปรียบคล้ายกับการร่วมด้วยช่วยกัน ซึ่งทุกวันนี้ก็มีองค์กรจำพวกนี้อยู่เยอะ ในระดับโลกก็เช่น WFP หรือ World Food Programme ของสหประชาชาติ หรือในอาเซียนเราก็มี AHA Center ซึ่งมีที่ตั้งสำนักงาน ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย

แต่อย่างไรก็ดี องค์กรตัวอย่างข้างต้นส่วนมากมักจะช่วยเหลือผู้ประสบภัยกันด้วยปัจจัยทุกชนิดที่จำเป็น ได้แก่ อาหาร เต็นท์ ที่นอนหมอนมุ้ง เสื้อผ้า หยูกยา ไปจนถึงเงินสด แต่ทว่าแอปเตอร์เราไม่เป็นอย่างนั้น เราจำกัดเฉพาะ “ข้าวเพื่อบริโภค” ทั้งนี้ เพราะเราเห็นว่าประชากรในภูมิภาคนี้ กินข้าวเป็นอาหารหลัก ขณะเดียวกันพื้นที่บริเวณนี้ เราก็ปลูกข้าวเป็นพืชหลักส่วนใหญ่ ดังนั้น ความมั่นคงทางอาหารของพวกเราชาวอาเซียนบวกสาม ก็หมายถึงการมี “ข้าว” กินอย่างเพียงพอ เป็นประการสำคัญ

อย่างที่อธิบายคร่าวๆ ไปแล้วในฉบับแรก ว่าวิธีการช่วยเหลือ “ข้าว” ของแอปเตอร์ มี 3 รูปแบบ คือ รูปแบบ 1 และ 2 จะเป็นเรื่องของการซื้อขาย อาจมีผู้สงสัยว่า ถ้าซื้อขายกัน ทำไมต้องมาจับถือทำข้อตกลงกัน เพราะทุกวันนี้ก็มีการซื้อขายข้าวในตลาดทั่วไป ทั้งรัฐและเอกชนกันมากมายอยู่แล้ว ตรงนี้ กระผมขอตอบทำความเข้าใจเลยว่า ที่ต้องทำความตกลงกันนั้น เขาเน้นการบังคับว่าจะต้อง “ขาย”มากกว่าบังคับ “ซื้อ” ครับ

ที่เป็นดังนี้ เนื่องจากประสบการณ์เมื่อปี 2551 ราคาข้าวในตลาดโลกสูงปรี๊ดข้าวขาว 5% มีราคา สูงถึงตันละกว่า 1,000 เหรียญสหรัฐ ทั้งที่เดิมซื้อขายกันเพียง 250-300 เหรียญสหรัฐ แถมยังมีการกักตุนอีก สถานการณ์เช่นนี้ ก็แน่ละ ประเทศผู้ซื้อหรือผู้นำเข้าข้าวก็เดือดร้อนสิครับ ชาวบ้านปกติซื้อข้าวสารกินกิโลกรัมละ 3 บาท ราคาพุ่งพรวดไปเป็นกิโลกรัมละ 10 บาท ก็หายนะสิครับ ยิ่งอาเซียนเรามีหลายประเทศที่ผลิตข้าวไม่พอกิน เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ต้องนำเข้าข้าวเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และบางประเทศแทบไม่ผลิตเลย เช่น สิงคโปร์ บรูไน หากเราไม่ช่วยกันตรงนี้ แล้วจะอยู่เป็นเพื่อนกันทำไม

จึงเป็นที่มาของการมีรูปแบบที่ 1 และ 2 ว่า ถ้าหากประเทศหนึ่งประเทศใดของอาเซียนบวกสามเกิดภัยพิบัติ ไม่มีข้าวกิน ก็ใช้สิทธิความตกลงแอปเตอร์ขอซื้อจากประเทศสมาชิกได้ โดยประเทศผู้ถูกร้องขอไม่สามารถปฏิเสธได้ (ตามโควตาที่กำหนด) พิเคราะห์ดูแนวทางนี้ กระผมก็ยอมรับว่า เป็นความคิดที่ยอดเยี่ยม แยบยล ลึกล้ำพอประมาณทีเดียวครับ หมดหน้าพอดียังเล่าไม่หมด ขอมาต่อฉบับหน้าครับ สำหรับพระเอกรูปแบบที่ 3

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

ซอกแซกอาเซียน : 3 มกราคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/386436

566101

ซอกแซกอาเซียน : 3 มกราคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่เคารพยิ่ง คอลัมน์ “ซอกแซกอาเซียน” เป็นคอลัมน์ใหม่แกะกล่อง เริ่มออกเป็นฉบับแรกตรงกับช่วงปีใหม่ 2562 ซึ่งกระผมอาสาเข้ามานำเสนอนี้ จะเป็นเรื่องราว เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับสภาพความเป็นไปของบ้านเมือง ประชาชน สังคม วัฒนธรรมและอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านที่ตั้งอยู่ในแถบภูมิภาคอาเซียน 10 ประเทศ ซึ่งกระผมได้มีโอกาสเดินทางเข้าไปพบเห็นด้วยตัวเอง และสิ่งที่นำมาเล่านี้ เห็นว่าน่าจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่พวกเราคนไทยไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ทางด้านการศึกษาเรียนรู้เพื่อการพัฒนา การท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ ตลอดจนการบันเทิงอื่นๆ ก็หวังว่าท่านผู้อ่านที่เคารพรักจะได้ติดตามอย่างต่อเนื่องนะครับ

สาเหตุที่กระผมยกเอาเรื่องเกี่ยวกับอาเซียนมาเป็นหัวใจหลักในการนำเสนอ ก็ด้วยเพราะปัจจุบัน กระผมได้มีโอกาสทำหน้าที่เป็นผู้จัดการทั่วไป หรือ General manager ขององค์กรหนึ่งภายใต้ประชาคมความร่วมมืออาเซียน ชื่อว่า องค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม หรือ เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve เรียกสั้นๆ ว่า แอปเตอร์ หรือ APTERR คำว่าบวกสาม หลายท่านอาจจะงง เลยต้องเฉลยเพิ่มเติมว่า องค์กรข้างต้นนอกจากจะมีสมาชิก 10 ประเทศของอาเซียนที่เราทราบกันดีอยู่แล้ว ยังมีประเทศสนใจเข้าร่วมอีก 3 ประเทศ คือ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ดังนั้น ก่อนที่กระผมจะได้นำเอาเรื่องราวต่างๆ ที่พบเห็นมาเล่าให้ฟัง ขออนุญาตกล่าวถึงแอปเตอร์สักเล็กน้อย ปูพื้นไว้เป็นเบื้องต้นเพื่อท่านผู้อ่านจะได้ทำความรู้จักมักจี่กับเจ้าองค์กรที่ว่านี้ ว่ามีความเป็นมาอย่างไร รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ตลอดจนมีแนวทางหรือวิธีการทำงานอย่างไรกันบ้าง

แอปเตอร์ เกิดขึ้นภายใต้ความตกลงโดยฉันทามติของสมาชิกอาเซียนบวกสาม ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2553 ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย โดยมีจุดประสงค์ เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันในด้านการระดมข้าวสารเพื่อบริโภค เมื่อเกิดกรณีภัยพิบัติต่างๆ ตลอดจนเพื่อมนุษยธรรม ซึ่งเป็นการตอบสนองแนวคิดด้านความมั่นคงทางอาหาร และโดยที่เหล่ามวลสมาชิกเห็นความสำคัญในฐานะเป็นประเทศผู้ผลิตข้าวส่งออกรายใหญ่ของโลก จึงเห็นชอบให้จัดตั้งออฟฟิศดำเนินงาน หรือ สำนักเลขานุการแอปเตอร์ขึ้นในประเทศไทย โดยผู้แทนฝ่ายไทย คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ที่อยู่ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดสรรพื้นที่บริเวณชั้น 2 ให้เป็นที่ตั้งของสำนักเลขานุการแอปเตอร์ นอกจากนี้ เพื่อให้สำนักเลขานุการแอปเตอร์ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายและมีสถานะเป็นนิติบุคคล ประเทศไทยก็ได้ออกพระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานสำนักเลขานุการองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2559 ปัจจุบันสำนักเลขานุการแอปเตอร์ มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานอยู่ประมาณ 10 คน และมีผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นส่งมาปฏิบัติประจำอีก 1 คน

สำนักเลขานุการแอปเตอร์ บริหารงานภายใต้การควบคุมกำกับของคณะมนตรีแอปเตอร์ (APTERR Council) ประกอบด้วยผู้แทนส่วนราชการระดับไม่ต่ำกว่ารองอธิบดี ประเทศละ 1 คน และมีผู้ประสานงานอีกประเทศละ 1 คน ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทั้งปวง มาจากการลงขันออกเงินของสมาชิกทุกประเทศ สำหรับแนวทางการดำเนินงานช่วยเหลือด้านข้าวสารบริโภคจะมีอยู่ 3 รูปแบบ (Tier) อธิบายง่ายๆ คือ การสำรองเป็นตัวเลขปริมาณข้าวสารไว้เพื่อซื้อขายกันระหว่างสมาชิกเมื่อจำเป็น มีทั้งรูปแบบที่ 1 คือ การทำสัญญาล่วงหน้า หรือ รูปแบบที่ 2 ทำสัญญาระหว่างหรือภายหลังเกิดภัยพิบัติ การช่วยเหลือรูปแบบที่ 1 หรือ 2 นี้ กำหนดไว้ตายตัวเลยว่า ทั้ง 13 ประเทศต้องสำรองข้าวไว้ขาย รวมกันทั้งสิ้นปีละ 787,000 ตัน โดยในจำนวนนี้ ประเทศไทยถูกกำหนดให้สำรองไว้ 15,000 ตัน ส่วนประเทศอื่นๆ ก็มีการกำหนดไว้มากน้อยต่างกันไป การช่วยเหลือรูปแบบที่ 3 คือ การระดมข้าวสารหรือเงินสดไปช่วยประเทศประสบภัยหรือยากจนแบบให้เปล่า นอกเหนือจากปริมาณ 787,000 ตันข้างต้น

ถามว่า ที่ผ่านมา ผลการดำเนินงานของแอปเตอร์เป็นอย่างไร ก็คงต้องยกยอดไปเล่าต่อในสัปดาห์หน้าละครับ สำหรับฉบับแรกนี้ ขอยุติไว้เพียงนี้ก่อนครับ ภาพยนตร์ช่วงต้นๆ ทุกเรื่องอาจจะดูแล้ว น่าเบื่อนิดหน่อย แต่ส่วนมากยิ่งดูต่อๆ ไป ก็จะยิ่งสนุกครับ สวัสดีครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี