ซอกแซกอาเซียน : 19 ธันวาคม 2562

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461082

566101

ซอกแซกอาเซียน : 19 ธันวาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อต้นเดือนที่แล้ว ผมได้รับเชิญจากกระทรวงกสิกรรมและป่าไม้ สปป.ลาว ให้ไปร่วมพิธีส่งมอบข้าวและแจกจ่ายแก่ประชาชนผู้ประสบภัยพายุไต้ฝุ่นโพดุล ในแถบตอนใต้ของประเทศสปป.ลาว ท่านผู้อ่านคงจำได้นะครับว่าพายุลูกนี้ เป็นลูกเดียวกันกับที่ถล่มประเทศไทยเราจนน้ำท่วมหนักในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดใกล้เคียง ที่มีคนบอกว่าในรอบห้าสิบปีเพิ่งเคยเจอ จนมีดาราดังออกมาระดมเงินบริจาคช่วยเหลือประชาชนนั่นแหละ ที่ สปป.ลาวก็ประสบกับปัญหาน้ำท่วมหนัก เนื่องจากเป็นเส้นทางพายุลูกเดียวกัน และแขวงที่ผมไปร่วมงานนั้นก็คือ แขวงสาละวัน ซึ่งตั้งอยู่ติดกับแขวงจำปาสัก และแขวงอัตตะปือ ดังนั้น การเดินทางไปร่วมงานของผมก็ใช้วิธีไปทางลัด กล่าวคือ แทนที่จะขึ้นไปเวียงจันทน์และลงมาใต้ ก็ใช้วิธีเหมือนที่เคยไปอัตตะปือครั้งก่อน คือ ขึ้นเครื่องบินไปลงอุบลราชธานี แล้วต่อรถแท็กซี่ไปด่านช่องเม็ก ชายแดนไทยลาว จากนั้น ทางกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมของ สปป.ลาวก็ส่งรถตู้มารับเดินทางต่อไปครับ

ตอนแรกผมเข้าใจว่าเราจะต้องเดินทางไปเมืองหลวงของแขวงสาละวัน ซึ่งดูในแผนที่แล้วระยะทางจากเมืองปากเซเดินทางเข้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือลึกเข้าไปไม่ต่างจากเมืองอัตตะปือที่เคยไป นั่นหมายถึงต้องใช้เวลาเดินทาง 3-4 ชั่วโมง เพราะเป็นทางวกวนไปตามภูเขา แต่เอาเข้าจริง เมืองที่เขาจัดพิธีการส่งมอบข้าว กลับเป็นเพียงอำเภอหนึ่งของแขวงสาละวัน ที่ภาษาลาวเรียกว่า “เมือง” คือ เมืองโขงเซโดน ซึ่งตั้งอยู่บนถนนหลักหมายเลข 13 ที่เป็นถนนเส้นเดียวเชื่อมนครหลวงเวียงจันทน์เลียบแม่น้ำโขงลงมาทางใต้ของประเทศ นั่นหมายถึงเขตพื้นที่แขวงสาละวันก็อยู่ติดชิดชายแดนไทยโดยมีแม่น้ำโขงเป็นเขตกั้น และถ้าเดินทางข้ามภูเขาจากเมืองโขงเซโดน มาทางทิศตะวันตกหรือชายแดนไทยจุดตรงข้ามเขตแดนแม่น้ำโขงก็คือแถวๆ ผาแต้ม อำเภอโขงเจียมนั่นเองครับ ตอนกินข้าวกลางวันหลังพิธีการเสร็จ ท่านนายอำเภอ (หรือเจ้าเมือง) ยังพูดให้ผมฟังว่าถ้ามีเวลาอยากจะพานั่งรถไปเที่ยวชายโขงฝั่งลาว ซึ่งสวยมาก แต่ก็ไม่ได้ไปจริง เพราะไม่มีเวลา

วันแรกหลังจากที่พวกเราขึ้นรถตู้จากช่องเม็ก เดินทางผ่านปากเซ เมืองใหญ่ ก็ต่อเลยไปยังเมืองโขงเซโดนทันที และใช้เวลาไม่นาน เพราะไม่ได้เดินทางลึกเข้าไปดังที่ได้กล่าวแล้ว เมืองโขงเซโดนเป็นอำเภอเล็กๆ มีบ้านสลับร้านค้าสองฟากถนนหลักแบบหลวมๆ ตึกแถวใหญ่ไม่มี พวกเรารวมทั้งเจ้าหน้าที่ลาว 6-7 คน ที่มารับก็พักกันที่โรงแรมเล็กๆ ระหว่างทาง ราคาระดับ 500-600 บาท ไม่มีอาหารเช้า ข้าราชการผู้ใหญ่ลาวก็คงพักกันในโรงแรมขนาดเดียวกันในที่อื่นกระจายกันไป ตกเย็นเขาก็นัดไปรับประทานอาหารเย็น ซึ่งตอนนี้ก็ได้พบกับท่านรองอธิบดีกรมแผนการและการเงิน ที่ผมคุ้นเคยมาร่วมรับประทานอาหารด้วย เจ้าภาพอาหารมื้อเย็นนี้ก็คือท่านหัวหน้าแผนกแรงงานและสวัสดิการสังคม ของแขวงสาละวัน ความจริงการไปงานลักษณะเช่นนี้ เวลารับประทานอาหาร ทุกครั้งผมเองก็เกรงใจเขาที่ต้องมารับรอง ก็พยายามถามไถ่ถามเขาว่าจะขอแชร์ด้วย แต่ส่วนมากเขาไม่ยอม แต่สำหรับอาหารเย็นวันนั้น ดูช่างกระจุ๋มกระจิ๋มและแสนง่าย จนต้องชมในความพอเพียงของเขาจริงๆ ครับ เพราะข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของเขาไปนั่งร้านขายไก่ย่างข้างทาง ซึ่งมีอยู่หลายร้าน แล้วก็สั่งไก่ย่างที่เสียบไม้เป็นตัวสับมาเป็นจานๆ หลายชุด และอีกอย่างคือตำถั่วฝักยาว (เหมือนส้มตำมะละกอ) กินกับข้าวเหนียวที่ใส่มาในกระติ๊บ เสริมด้วยปลาหลดย่างอีก 2-3 ไม้เท่านั้นแหละครับ ใช้มือแกะกินกันอย่างเอร็ดอร่อย จนอิ่มกันถ้วนทั่ว ใช้เวลาเพียงประมาณชั่วโมงเดียวก็แยกย้ายกันกลับโรงแรม ไม่มีเหล้า เบียร์ใดๆ มีแต่ขวดน้ำเปล่า พอถึงโรงแรมผมก็ขึ้นไปพักผ่อน จนกระทั่งเช้าจึงมารู้ว่าความจริงคือ การกินอาหารเย็นมื้อนั้น ถือเป็นการกินแบบออร์เดิร์ฟเป็นรอบลองไฟเท่านั้นรอบจริงของเขา ซึ่งเขาไม่เรียกผมไปด้วยทราบภายหลังว่าเขาเกรงใจ คือเขานัดแนะไปต่อกันแบบลูกทุ่งแท้ หมายถึงไปนั่งต่อกันร้านขายเหล้า เบียร์ในอำเภอนั้นแหละกินเบียร์ “เขยลาว” กัน แต่สำหรับกับแกล้มได้ยินว่าใครคนหนึ่งไปได้ปลาไหลมาจากไหนไม่ทราบ ต้มได้หม้อใหญ่ แล้วปรุงกันเองในครัวของร้านนั้นเอง เล่นเบียร์กันเสียดึกดื่นจนคนแอปเตอร์ของผมที่ไปด้วยกันและถูกเชิญไปต่อด้วย บอกต้องขอตัวหยุดพักกันเลยทีเดียว โฮ่!ข้าราชการลาวเขาใช้เวลาพักผ่อนกันได้ม่วนชื่นกันแบบนี้ละครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 12 ธันวาคม 2562

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459592

566101

ซอกแซกอาเซียน : 12 ธันวาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่วงปลายปีที่แล้ว ผมและคณะได้รับเชิญจาก เอ็นเอฟเอ หรือ National Food Authority ของฟิลิปปินส์ให้ไปร่วมประชุมเพื่อวางแผนการช่วยเหลือข้าวตามรูปแบบที่ 3โดยส่งข้าวไปจัดเก็บล่วงหน้า ซึ่งทางฟิลิปปินส์ เสนอตัวเข้าร่วมโครงการในฐานะประเทศผู้จัดเก็บ หรือ Host Country ซึ่งเขาได้จัดสถานที่ประชุมที่เมืองอิโลอิโล เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนเกาะทางตอนกลางของประเทศ ชื่อเกาะปาไนย์ ต้องบินจากกรุงมะนิลา ลงไปทางใต้ ใช้เวลาบินประมาณ 1 ชั่วโมง

เมืองอิโลอิโล เป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่งของประเทศฟิลิปปินส์ มีผู้คนพลเมืองพลุกพล่าน เหมือนเมืองใหญ่อื่นๆ ของเขา และเป็นที่ตั้งของสำนักงานเขตของ เอ็นเอฟเอ คุณจูดี้ ซึ่งเป็นรองผู้บริหารสูงสุดในขณะนั้น ก็บินมาจากสำนักงานใหญ่ในกรุงมะนิลา เพื่อมารับรองพวกเรา พร้อมเป็นหัวหน้าคณะเจรจาของฝ่ายฟิลิปปินส์ ส่วนคณะเราไปกันสามคน รวมทั้งท่านผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นด้วย เนื่องจากเป็นประเทศผู้บริจาคข้าว ถึงตรงนี้ขอเล่าเสริมนิด เผื่อท่านผู้อ่านบางท่านอาจสงสัย เกี่ยวกับงบประมาณค่าใช้จ่ายของพวกเราในการปฏิบัติงาน ขอเรียนให้ทราบว่า สำหรับเจ้าหน้าที่แอปเตอร์ เราใช้งบ OC หรือ Operational Cost ซึ่ง 13 ประเทศบริจาคให้เป็นรายปี และฝากธนาคารไว้ แต่ในส่วนของผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นนั้น ทางประเทศญี่ปุ่นซึ่งนอกจากจะบริจาค โอซี ตามข้อตกลงแอปเตอร์แล้ว เขายังจัดสรรงบพิเศษอีกก้อนหนึ่ง ที่เรียกว่า SPA หรือ
Special Project Account มาให้สำนักเลขานุการแอปเตอร์ฝากธนาคารไว้ทุกปีที่มีโครงการ ซึ่งค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงาน รวมถึงเงินเดือน หรือค่าอื่นๆ ที่ผู้เชี่ยวชาญมีสิทธิเบิกได้นั้น ให้ใช้จากงบ SPA นี้เท่านั้น สรุป คือ ใช้เงินคนละก้อนกันโดยมี จี เอ็ม เป็นผู้บริหารเงินทั้งหมด ทีนี้ หากมีประเทศอื่นมาร่วมดำเนินการบริจาคข้าวเพิ่มเติม โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญมาหรือไม่ ก็ต้องมีบัญชีเงิน SPA เพิ่มขึ้นอีก อย่างเช่นในปัจจุบันกรณีประเทศเกาหลีใต้ เป็นต้น

คณะเราบินไปถึงเมืองอิโลอิโลก็ช่วงเย็นแล้ว เพราะเครื่องบินภายในประเทศจากกรุงมะนิลาไปอิโลอิโล ออกช้ากว่ากำหนดมาก ตอนแรกจะออกบินประมาณบ่ายสอง แต่กว่าจะออกบินจริงประมาณบ่ายสี่โมงเย็น ทราบภายหลังสาเหตุที่เครื่องบินดีเลย์ไปถึงสองชั่วโมง ไม่ใช่เพราะเครื่องไม่พอหรือปัญหาการจราจรทางอากาศหรอก แต่เป็นเพราะที่สนามบินนานาชาตินินอย อาคิโน ของกรุงมะนิลานั้น แม้จะสร้างเทอร์มินอลเพิ่มถึง 4 เทอร์มินอล แต่รันเวย์ของสนามบินกลับมีเพียงรันเวย์เดียว ความแปลกที่ผมเพิ่งเคยพบ คือ อย่างที่ดอนเมือง หรือสุวรรณภูมิ เวลาเครื่องดีเลย์ เราจะต้องนั่งรอเบื่อกันที่ห้องผู้โดยสารขาออก แต่ที่ฟิลิปปินส์ไม่เป็นเช่นนั้น พวกเราถูกเรียกให้เข้าไปนั่งบนเครื่องกันแล้ว และเครื่องก็แท็กซี่ออกจากจุดจอดแล้ว แต่สักพักก็ต้องจอดรอคิวบินขึ้น เจ้าเครื่องบินที่พวกเราเตรียมบินไปอิโลอิโลนี้ จอดรอติดเครื่องนิ่งอยู่ พนักงานแอร์เดินแจกขนมปังอาหารว่าง กินกันจนหมด จนผมหลับไป ตื่นขึ้นมาก็ยังนิ่งอยู่อย่างนั้น ราวสองชั่วโมง อย่างที่บอกไปแล้วนั่นแหละ เครื่องบินจึงได้คิวทะยานวิ่งขึ้นฟ้า ความจริงสภาพการรอในเครื่องบินแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกครับสำหรับสนามบินนินอย อาคิโน หลายครั้งผมบินกลับเมืองไทยโดยสายการบินไทย ก็เคยเจอแบบนี้มาก่อน แต่ตอนนั้นก็ราวครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงที่ต้องนั่งรอในเครื่อง แต่คราวนี้ถือเป็นประสบการณ์พิเศษ ฟาดเข้าไปถึงสองชั่วโมง ขณะที่เวลาบินจริงจากต้นถึงปลายทางใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง เลยต้องขออนุญาตนำมาเล่าแบบไม่เกรงใจครับ

เมื่อถึงสนามบินอิโลอิโล เวลาเกือบใกล้พลบค่ำ เจ้าภาพ เอ็นเอฟเอ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ที่พวกเราคุ้นเคยดีมารับที่สนามบิน แล้วก็นั่งรถยนต์พาไปโรงแรมที่พัก ซึ่งเดินทางจากสนามบินประมาณครึ่งชั่วโมง บรรยากาศของเมืองคึกคักมาก รถโดยสารจี๊บนี่ สัญลักษณ์ของฟิลิปปินส์ วิ่งเกลื่อนกราด เห็นแล้วเหมือนๆ กันทุกเมืองอย่างที่ผมเคยเล่าไปแล้ว ว่าในประเทศฟิลิปปินส์ การกระจายความเจริญดีมาก ไม่กระจุกตัวเฉพาะในเมืองหลวง ห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ มีพบเห็นทั่วไป เมื่อถึงโรงแรมที่เขาจองไว้ให้ ก็เพียงเอากระเป๋าขึ้นไปโยนโครมเก็บไว้ก่อนในห้อง เพราะเขาจะพาไปรับประทานอาหารเย็นค่ำที่ร้านอาหารชายทะเล โดยมีรองผู้อำนวยการสำนักงานเขต เอ็นเอฟเอพร้อมกับคณะอีก 4-5 คน มาต้อนรับและร่วมรับประทานอาหารก่อนที่จะมีการประชุมในวันถัดไป

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 5 ธันวาคม 2562

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458160

566101

ซอกแซกอาเซียน : 5 ธันวาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

อย่างที่ผมเคยเล่าไปแล้วว่าการประชุมที่แอปเตอร์ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยมีอยู่ 3-4 รายการ ปรากฏว่าในช่วงที่ผมเข้ามาทำหน้าที่ เป็น จีเอ็ม หรือ ผู้จัดการทั่วไปนี้ ประเทศที่ถึงจังหวะเป็นเจ้าภาพและผมต้องไปเข้าร่วมทุกปี คือ สิงคโปร์ครับ ประเทศสิงคโปร์ แม้จะเป็นประเทศเล็ก แต่ก็ไม่ยำเกรงต่อกลุ่มประเทศยักษ์ใหญ่หรือมหาอำนาจต่างๆ ทั้งนี้เป็นเพราะอะไรคงเดาได้ไม่ยาก ส่วนหนึ่งก็เพราะเป็นประเทศที่ร่ำรวยและมีศักยภาพในการแข่งขันด้านเศรษฐกิจอันดับต้นๆของโลก เวลาออกเสียงหรือแสดงความคิดเห็นอะไร สิงคโปร์จะพูดมาตรงๆ ค้านได้ทันที และหลายกรณีที่ทำให้ประเทศยักษ์ใหญ่เหล่านี้ต้องยอมอาเซียนก็มี

การเป็นเจ้าภาพของสิงคโปร์ เป็นที่ถูกใจของเหล่าบรรดาสมาชิกอาเซียน เพราะเมืองมีความศิวิไลซ์ น่าเดินน่าเที่ยว น่าช็อปปิ้งแม้ว่าค่าครองชีพจะแพงไปหน่อย ค่าโรงแรมก็หนักเอาการ แต่ซื้อข้าวซื้อของกลับราคาถูก แปลกดีนะ และนอกจากจะเดินตามห้างเพื่อจ่ายสตางค์อย่างเพลิดเพลินแล้ว สิงคโปร์ยังเป็นเมืองที่สร้างความแปลกใหม่อยู่ตลอดเวลา ทำให้น่าเดินน่าชมเพิ่มขึ้นไปอีก ก็แน่ละครับ ประเทศเขาเป็นเกาะเล็กนิดเดียว หากไม่สร้างอะไรเพิ่ม จุดขายก็คงไม่มี การท่องเที่ยวในสิงคโปร์ แม้ว่าจะไม่ใช่องค์ประกอบหลักของผลิตภันฑ์มวลรวมประชาชาติ แต่เขาก็ต้องเน้นเพราะการที่มีคนไปท่องเที่ยวมากก็ยิ่งทำให้ประเทศมีความคึกคัก กระตุ้นการไหลเวียนของเงินตรา ซึ่งเอื้ออำนวยให้ประเทศมีระบบเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น สิ่งก่อสร้างอันเป็นแหล่งท่องเที่ยวเยี่ยมชม จึงเกิดใหม่มิได้ขาดและก็รวดเร็วมาก เมื่อยี่สิบสามสิบปีก่อนสิงคโปร์กับกรุงเทพฯแทบจะไม่มีอะไรต่างกัน

แต่ปัจจุบัน สิงคโปร์เจริญก้าวหน้าขึ้นไปเทียบชั้นเท่าๆ โตเกียวของญี่ปุ่นเลยทีเดียว รถไฟใต้ดิน บนดิน รถเมล์ที่ทันสมัย มีบริการนักเดินทางและนักธุรกิจอย่างพร้อมมูล สะดวกมากกว่ากรุงเทพฯเราเป็นสิบๆ เท่า การที่มีระบบขนส่งสาธารณะที่สะดวกสบายนำมาซึ่งถนนหนทางในเมืองที่โล่ง รถราวิ่งกันได้โดยไม่มีติดขัด สภาพอากาศในเมืองความจริงสิงคโปร์ตั้งอยู่เกือบจะอยู่บนเส้นศูนย์สูตร ซี่งอากาศควรจะร้อนมากกว่าไทยเรา แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ เนื่องจากตึกรามบ้านช่องเขามีเขตพื้นที่เว้นว่างเปล่าไม่ได้ติดชิดถนนทั้งสองฟาก แถมยังมีต้นไม้ใหญ่น้อยร่มครึ้มเต็มไปหมด ดอกไม้หลากสีสันเหมือนจัดสวนหย่อมไว้ข้างถนนเกือบจะทุกสาย น่าเดินมากๆ ผมเคยเดินไปนึกไปว่าทำไมประเทศเขาทำสิ่งเหล่านี้ได้ ขณะที่บ้านเรากลับทำไม่ได้ทั้งที่ก็ไม่น่าจะต้องใช้เงินงบประมาณมากมายอะไรนัก ก็คิดไปเล่นๆ อย่างนั้นแหละครับ อันที่จริงก็ทราบดีอยู่แล้วว่าที่ไทยเราทำไม่ได้เพราะอะไร แต่ขอไม่พูดดีกว่าครับ เดี๋ยวคนไม่เห็นด้วยจะไล่ผมไปอยู่ประเทศอื่นเอาน่ะ กลัวจริงๆ ครับ

ระบบการบริหารรัฐกิจของสิงคโปร์ ดูเหมือนจะก้าวหน้ามากจนเป็นระดับโลกไปแล้ว เพราะหลายเรื่องที่รัฐไม่ได้ทำเอง แต่ใช้บริการรัฐวิสาหกิจหรือภาคเอกชนเขามาช่วย เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ลักษณะเช่นนี้อีกประเทศสมาชิกแอปเตอร์ที่เหมือนกันคือ เกาหลีใต้ครับที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐบาลแต่เป็นบริษัทของรัฐที่ทำหน้าที่เข้าร่วมการประชุมและหรือประสานงานต่างๆ เกี่ยวกับกิจการแอปเตอร์ เขาก็ทำได้ดีมากๆ เสมือนหนึ่งเป็นตัวแทนประเทศที่เป็นข้าราชการเลยทีเดียว

สำหรับการประชุมที่จัดที่สิงคโปร์นั้น พิธีเปิดการประชุมจัดแบบธรรมดามาก ไม่มีรำอวยพรใดๆ งานเลี้ยงของเขาจัดพองาม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์แทบจะไม่มี สองทุ่มเลิก ใครอยากจะไปต่อที่ไหนไปกันเอง มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เขาไปจัดเลี้ยงที่เกาะเซนโตซ่าอันลือชื่อ กินข้าวกินปลาเสร็จ ก็พาไปชมการแสดงโชว์แสงสีน้ำเต้นระบำที่อยู่ติดกัน คือเจ้าภาพลงทุนซื้อตั๋วให้แขกเข้าไปดูประมาณ 1 ชั่วโมงก็จบ พาขึ้นรถบัสกลับโรงแรม เป็นอันเสร็จพิธี ง่ายดีมากแต่ก็สร้างความประทับใจให้กับผู้เข้าร่วมได้ครับ ปัจจุบันแม้ว่าสิงคโปร์จะไม่ค่อยมีกิจกรรมในส่วนการระบายข้าวกับแอปเตอร์เท่าใดนัก แต่ในเรื่องเอาใจใส่ความเป็นไปของการดำเนินงานแอปเตอร์ เขาไม่ปล่อยไปง่ายๆ นะครับ ทุกเรื่องเขาจะมีคอมเม้นท์ หรือคำถามอยู่ตลอดเวลาครับ ซึ่งก็ช่วยในการพัฒนาระบบการบริหารจัดการของแอปเตอร์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 28 พฤศจิกายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456758

566101

ซอกแซกอาเซียน : 28 พฤศจิกายน 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ที่เมียนมาอีกสักตอนเพราะมีเรื่องน่าสนใจ กล่าวคือ ครั้งหนึ่งท่านรองอธิบดีกรมเกษตร พาผมไปชมโรงเรียนฝึกอาชีพเกษตรกรรมในเขตตะนาวศรีที่รับเด็กนักเรียนจากทั่วประเทศมาเรียนฟรี พักฟรีกินฟรี และเมื่อจบก็จะสามารถมีสิทธิ์ไปสอบเข้าทำงานที่กระทรวงเกษตรฯ ปศุสัตว์ และชลประทาน ของเขาได้ ความจริงโรงเรียนแบบนี้ ท่านรองอธิบดีของเมียนมาเคยพาผมไปเยี่ยมชมมาครั้งหนึ่งตั้งอยู่ที่รัฐยะไข่ ลักษณะก็คล้ายๆ กับโรงเรียนเกษตรกรรมที่ประเทศไทยเคยมีนั่นแหละครับ ในสมัยก่อนประเทศไทยเคยมีโรงเรียนเกษตรกรรม สังกัดกรมอาชีวศึกษามากมาย และต่อมาส่วนหนึ่งก็ยกระดับเป็นวิทยาลัยเกษตรฯ และก็ยกกันต่อไปเป็นสุดท้าย คือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ไม่เหลือกลิ่นเชื้อเกษตรเก่าอยู่เลย ส่วนบางแห่งยกไปไม่ถึง ก็เปลี่ยนเป็นวิทยาลัยเกษตรและอาชีวศึกษาอะไรทำนองนี้ งงกันไปหมด

โรงเรียนเกษตรประเภทนี้ของเมียนมา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการหากแต่ขึ้นอยู่กับกระทรวงเกษตรฯ สังกัดกรมเกษตรของท่านรองอธิบดี ที่เป็นเพื่อนสนิทของผมนี่แหละครับ จะว่าไปการมีสถาบันการศึกษาขึ้นตรงกับกรมในกระทรวงเกษตรฯนี้ หลายคนอาจไม่ทราบว่า บ้านเราเมืองไทยสมัยก่อนก็เคยมีเคยทำครับ เราเคยมีโรงเรียนข้าว สังกัดกรมการข้าวมีโรงเรียนการสัตว์ สังกัดกรมปศุสัตว์ โรงเรียนการชลประทาน สังกัดกรมชลประทาน แต่ตอนหลังเขาปรับโครงสร้างเอาไปยำรวมกันและเข้าไปสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ครับ ในเมียนมาที่ผมไปแวะดู พวกครูใหญ่ หรือครูผู้สอน ล้วนแล้วแต่สังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทั้งสิ้นเด็กนักเรียนก็มาจากรัฐหรือเขตต่างๆ โดยผ่านวิธีคัดเลือกกันมาทั้งผู้หญิงและผู้ชาย นักเรียนพวกนี้จะมีหอพักอยู่กันแบบห่างไกลความเจริญมาก เรียกว่าอยู่ในป่าก็ว่าได้เพราะสถานที่ตั้งโรงเรียนแบบนี้ต้องเดินทางเข้าไปในป่าลึกมาก ถามว่าวันๆ ทำอะไร นอกจากเรียนแล้วก็กิจกรรมการฝึกปฏิบัติ แปลงพืช เลี้ยงสัตว์ ซึ่งส่วนหนึ่งก็นำมาเป็นอาหารกินอยู่กันในโรงอาหาร แต่ที่ผมต้องการเล่าให้ฟัง คือ การมุ่งเน้นเรียนภาษาอังกฤษของเขาครับ เพราะหลังจากที่เมียนมากลับเข้าสู่ระบบประชาธิปไตย ทางการได้ฟื้นฟูเรื่องภาษาอังกฤษขนานใหญ่ หลังจากที่คนเมียนมาเคยใช้ภาษาอังกฤษได้เก่งแต่ดาวน์ลงไป หลังจากได้เอกราชจากประเทศอังกฤษ คือหลังจากได้รับอิสรภาพ ก็ชาตินิยม ไม่เอาภาษาอื่น ที่ผมทราบเพราะเมื่อเขาไปในห้องนักเรียนเพื่อชมการเรียนการสอน ปรากฏว่าตำราที่นักเรียนเรียนอยู่นั้น เป็นตำราภาษาอังกฤษครับ ไม่มีภาษาเมียนมาเลย อันนี้น่าทึ่งมาก เพราะนี่เป็นกลยุทธ์หรือวิธีที่จะทำให้คนเก่งภาษาอังกฤษได้โดยธรรมชาติ แม้จะไม่พูดสอนเป็นภาษาอังกฤษตลอดเวลา เพราะผมเห็นเขาสอนเป็นภาษาเมียนมา แต่เด็กนักเรียนก็น่าจะคุ้นชินกับภาษาอังกฤษมากกว่าอย่างอื่น เพราะใช้ตำราตลอดเวลา อันนี้น่าสนใจครับ

เด็กนักเรียนพวกนี้เมื่อจบไปคงจะเป็นระดับอนุปริญญา ถ้ารับราชการในด้านการเกษตรก็จะคงบรรจุในตำแหน่งที่บ้านเราก็มี คือ เกษตรตำบล เห็นว่าในเมียนมาก็ต้องการเจ้าหน้าที่ประเภทนี้จำนวนมากอยู่ เพราะเป็นสังคมเกษตรกรรมเหมือนเมืองไทยแต่สำหรับพวกนักวิชาการเกษตรที่สูงขึ้นไปในระดับปริญญาตรีนั้น ในเมียนมามีมหาวิทยาลัยทางด้านเกษตรอยู่ 1 แห่ง ตั้งอยู่ใกล้กรุงเนปิดอว์ ที่ว่าตั้งอยู่ใกล้เมืองหลวงนี้คงไม่ใช่เพิ่งตั้งหรอกครับ มหาวิทยาลัยนี้น่าจะตั้งสมัยปี 1973 ชื่อว่า มหาวิทยาลัยเกษตรเยซินจึงมีมาก่อนตั้งกรุงเนปิดอว์นานอยู่ มหาวิทยาลัยนี้จะคล้ายๆ กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ของไทยสมัยก่อน คือ เรียนเฉพาะสาขาวิชาทางด้านเกษตร เจ้าหน้าที่ที่ทำงานในกระทรวงเกษตรฯ เมียนมา ทั้งนักวิชาการและผู้บริหารต่างๆ ล้วนแล้วแต่เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องที่จบมาจากมหาวิทยาลัยเยซินนี้ทั้งสิ้น เพราะไม่มีที่อื่น เว้นแต่บางคนที่ไปเล่าเรียนมาจากต่างประเทศท่านรองอธิบดีกรมเกษตรเพื่อนผมก็จบจากที่นี่ ตัวอธิบดีเจ้านายกรมแกก็เคยเป็นรุ่นน้องของแกหลายปีจนเกือบจะเรียนไม่ทันกัน ผู้บริหารกระทรวงเกษตรไทยเราที่ผ่านมา ก็มักเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องเรียนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน มาด้วยกัน มีบ่อยที่บางกรมก็ได้รุ่นน้องมาเป็นเจ้านาย เป็นอธิบดี ด้วยสปิริตและประเพณีอันดีงามส่อแสดงถึงการเคารพรักในรุ่นพี่ คนเข้าเรียนทีหลังต้องเรียกผู้เข้าเรียนก่อนว่า “พี่” ทุกครั้งไปแต่ก็มีบางครั้งที่ผมเห็นรุ่นน้องที่เป็นอธิบดีขู่ตะคอกดุด่ารุ่นพี่ที่เผอิญมาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาเสียงดังเสียจนเดาไม่ออกว่า จริงๆ แล้วยังเคารพรักกันอยู่หรือเปล่า

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 21 พฤศจิกายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/455222

566101

ซอกแซกอาเซียน : 21 พฤศจิกายน 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ที่เมียนมาอีกครั้งที่เราได้มีโอกาสเดินทางไปทางทิศใต้ คราวนี้ไปในภาค (region) ที่คนไทยเรารู้จักดีและเรียกติดปากว่า “ตะนาวศรี”ท่านผู้อ่านยังจำได้อยู่นะครับว่าเมียนมาแบ่งการปกครองเป็นรัฐ (state) กับภาค ต่างกันอย่างไรผมขออนุญาตไม่อธิบายซ้ำครับ ผมมานั่งนึกในใจว่าคำว่าตะนาวศรีที่คนไทยเรียกมาจากไหนหนอ ยังค้นไม่เจอ ทั้งนี้เพราะเมียนมา เขาไม่เรียกอย่างนี้ ภาษาอังกฤษสะกดว่า Tanintharyi โอ้ย อ่านยากอีกแล้ว ผมเงี่ยหูฟังคนเมียนมาเรียกชื่อ ฟังได้ว่า “ทะนินทะยี” ซึ่งฟังกี่ครั้งๆ ก็ไม่เป็นตะนาวศรีเลย อีกทั้งบางทีผมลืมไปเรียกชื่อเมืองตะนาวศรี เขาก็งงไม่เข้าใจครับ เหมือนกับมหาราชองค์หนึ่งของเมียนมาที่คนไทยเรารู้จักดีในวิชาประวัติศาสตร์ เรียกพระเจ้าบุเรงนอง ยุคหลังๆ เข้าใจว่าคนสร้างภาพยนตร์เรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช คงไปศึกษาประวัติศาสตร์ที่เมียนมาเพื่อให้ได้ความชัดกว่าเดิม จึงไปได้ชื่อใหม่ของท่านและเรียกในภาพยนตร์ดังกล่าวว่า “บะเยงนอง”

เมืองหลวงหรือเมืองหลักของภาคตะนาวศรี คือ ทวาย ครับ สมัยก่อนผมเคยไปเที่ยวชายแดนกาญจนบุรี บ้านพุน้ำร้อน เคยฝันว่าอยากนั่งรถยนต์ข้ามประเทศไปเที่ยวเมืองทวาย แต่มาทราบว่าเส้นทางยังไม่พัฒนา ทั้งๆ ที่ช่วงหนึ่งมีการประโคมข่าวว่าจะมีการสร้างท่าเรือที่ทวายแล้วขนส่งสินค้า เป็นแลนด์บริดจ์เข้ามาไทยตามเส้นทางนี้ ช่วงนั้นฟู่ฟ่ามาก ใครๆ ก็พูดถึงทวายๆ แต่ระยะนี้เห็นเงียบๆ ไป ไม่รู้ไปถึงไหนแล้ว คณะเราเดินทางไปเมืองทวายโดยเครื่องบินจากย่างกุ้งใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง เป็นเครื่องบินขนาดเล็กซึ่งหลังจากส่งแวะผู้โดยสารที่ทวายแล้วจะบินต่อไปยังเมืองมะริด ซึ่งอยู่ต่อไปทางใต้อีก เมืองทวายใหญ่พอสมควร อากาศค่อนข้างชื้น เพราะติดทะเลอันดามัน ท่านเกษตรภาค (จังหวัด) พาคณะเราไปรับประทานอาหารกลางวัน คอยเวลาพิธีการส่งมอบข้าวในช่วงบ่าย เป็นห้องอาหารไพรเวท ติดแอร์แถมยังเอาเบียร์มาเลี้ยงอีก เป็นที่ถูกใจของผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นที่ไปกับคณะด้วย แต่ผมขอไม่ดื่ม เพราะเดี๋ยวจะมึนไปเข้าพิธีไม่สวย ผมเสนอเล่นๆว่าขอให้ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นนั่งกินเบียร์ต่อรอที่นี่ก็แล้วกัน ผมไปคนเดียวกับคณะได้ แล้วเสร็จจะกลับมารับ ท่านรองอธิบดีกรมเกษตรก็เห็นด้วย บอกรอที่นี่แหละไม่ต้องไป แต่แกหัวเราะและปฏิเสธ

มุขมนตรี หรือ chief minister ที่นี่เป็นสุภาพสตรี ยิ้มแย้มแจ่มใส อารมณ์ดี ทำพิธีส่งมอบข้าวจนเสร็จ เกือบเย็น ท่านรองอธิบดี ก็พาเราไปเยี่ยมสำนักงานเกษตรประจำเมือง ในเมียนมาสำนักงานเกษตรไม่เป็นแบบแปลนเดียวกันหมดเหมือนสำนักงานเกษตรจังหวัดของไทยนะครับ แต่ละแห่งรูปทรงต่างกัน เหมือนบ้านก็มี เวลาผู้ใหญ่ไปเยี่ยมก็จะมีอาหารว่างมาเลี้ยงดู ที่มากกว่ากาแฟของเรา เรียกว่ากินอิ่มได้เลย ถั่วทอด เม็ดมะม่วงหิมพานต์ หมูฝอย ปลาแห้งทอด ไปจนถึงคล้ายๆ เมี่ยง และผลไม้ หัวหน้าสำนักงานที่ใช้คำว่า director จะนำข้าราชการลูกจ้างมาบริการผู้ใหญ่อย่างดี ท่านรองฯท่านนี้ขยันมาก บางทีหลายๆ ครั้งที่ไปส่งเราที่โรงแรมแล้ว แกยังขอตัวไปประชุมเจ้าหน้าที่ต่ออีก ตกลงค่ำนั้น ตอนแรกผมก็สงสัยว่าแกจะพาพวกเราไปพักที่โรงแรมไหนนะในเมืองทวาย แต่เห็นแกหันรถออกนอกเมือง เดินทางต่อไปยิ่งไกลเรื่อยๆ เพิ่มความสงสัยแก่ผมมาก จนในที่สุดก็ไปถึงชายริมทะเลอันดามัน เป็นโรงแรมคล้ายๆ รีสอร์ท แต่ก็มีสภาพค่อนข้างเก่าอยู่ เพราะขาดการบำรุงรักษาที่ดี มีหาดทรายทิวสนเดินเล่นได้ ลมพัดเย็น แหม! ท่านรองฯ คงต้องการบริการคณะเราอย่างเต็มที่ จนบางครั้งเรารู้สึกเกรงใจ ตกลงคืนนั้นเราพักที่รีสอร์ทติดทะเลอันดามัน ซึ่งก็ตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย เพราะไม่คิดไม่ฝันว่า วันหนึ่งเราจะได้มีโอกาสมาสัมผัสบรรยากาศที่นี่ อาหารเย็นก็รับประทานในห้องอาหารของรีสอร์ต หลังจากเบียร์หมดไปหลายขวด ท่านเกษตรภาคเลยแลกเปลี่ยนกับผมในเรื่องนโยบายเกษตรหลายเรื่อง อาศัยว่าผมพอมีประสบการณ์มาบ้าง ก็ได้ช่วยเหลือเขาได้คุ้มค่าอาหารพอสมควร หลังจากทานอาหารเสร็จแล้ว เขายังเชิญชวนให้พวกเราไปนวดแผนโบราณอีก ซึ่งที่รีสอร์ทมีบริการ ปกติผมคนหนึ่งละที่ชอบนวดแก้เมื่อยแบบนี้ แต่คืนนั้นผมรู้สึกอิ่มและอยากพัก เลยปล่อยให้ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นไปนวดกับเขา เช้าขึ้นมาเห็นแกมาบ่นว่า นวดได้ครึ่งเดียวเพราะทนเจ็บไม่ไหว หมอนวดหนักมาก ดีนะที่ผมตัดสินใจถูกไม่งั้นอาจโดนหมอนวดเมียนมาทำเดี้ยงเดินไม่ไหวละแย่เลย

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 14 พฤศจิกายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453729

566101

ซอกแซกอาเซียน : 14 พฤศจิกายน 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมืองมะละแหม่ง ที่ผมว่ามีหลายชื่อ เพราะเราฟังภาษามอญ หรือภาษาเมียนมาได้ไม่ชัดผมก็พยายามเงี่ยหูฟังท่านรองอธิบดีกรมเกษตรพูดชื่อเมืองนี้หลายๆ ครั้งแล้ว มันเป็นไปได้ทั้งหมด ไทยเราจึงเรียกตามหูที่ได้ยินของแต่ละคนว่า เมาะลำเลิง บ้าง เมาะลำใย บ้าง บางคนฟังเป็นเมาะตะมะไปก็มียิ่งไปอ่านจากการสะกดเป็นภาษาอังกฤษที่เขาเขียนชื่อเมือง ก็ยิ่งอ่านไม่ได้เลย คือ Mawlamyine เรื่องของเรื่องก็คือ ระบบการสะกดภาษาอังกฤษของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน สำหรับตัวผมหลังจากที่ได้ไปๆมาๆ หลายประเทศทำให้ผมพอเดาจากการสะกดชื่อเป็นภาษาอังกฤษได้ว่าเป็นสไตล์ของประเทศใด เช่น สปป.ลาว จะสะกดคล้ายๆ จีน มีการเอาตัวอักษร X มาใช้เยอะ อย่างประตูชัย ก็เขียนว่า Patuxai เป็นต้น ถ้าเป็นอินเดีย ท ทหาร จะใช้ D แล้วตามด้วย H ตลอด เช่น ทิพยะ สะกดว่า Dhipaya ส่วนของไทยเราก็นิยมใช้ตัว H มากจนน่าเบื่อโดยเฉพาะอย่างยิ่งตัว พ พาน ต้องเขียนด้วย Ph ทุกครั้งจนฝรั่งมันอ่านเป็น ฟ ฟัน ทุกที แม้แต่นามสกุลผมเอง ในส่วนของเมียนมาเขามักจะมีตัว Y เข้าไปประกอบเกือบทุกคำเริ่มแต่ชื่อประเทศ Myanmar ในรัฐคะฉิ่นที่ผมเคยไปเมืองหลวงถ่ายรูปแล้วส่งไลน์ไปให้เพื่อนคนฟิลิปปินส์ดู บอกว่าอยู่ที่เมืองMyitkyina ปรากฏว่าเพื่อนอ่านไม่ออก (คงเหมือนมะละแหม่งนั่นแหละ)ต้องไปศึกษาถามผู้รู้อยู่นาน สักพักจึงแจ้งกลับมาบอกผมว่า ทำไมไม่เขียนว่า Mitchina (วะ) อีกเมืองในรัฐยะไข่ ที่มีพระพุทธรูปมหามุนีอันโด่งดังประดิษฐานอยู่ สะกดชื่อเมืองว่า Kyauktaw อ่านยังไงๆก็ไม่เป็น “เจ้าจ่อ” เหมือนที่รองอธิบดี เขาออกเสียงเลย

ไปเสียไกลเลยนะเรื่องภาษา กลับมาพูดเรื่องมอญครับ รัฐมอญคนมอญ คืออันเดียวกับมอญแถวพระประแดง หรือที่สามโก้ ปทุมธานีนั่นแหละ คนมอญมาอยู่ในเมืองไทยจนกลายเป็นคนสัญชาติไทยไปแล้วมีเป็นจำนวนมาก แต่ที่เมียนมาเขาเป็นรัฐรัฐหนึ่งที่ปกครองตัวเองแต่ในสัญชาติเมียนมา เมืองมะละแหม่งเป็นศูนย์กลางการบริหาร มีทำเนียบรัฐบาลมอญตั้งอยู่ เป็นเมืองใหญ่มากติดทะเลอันดามัน เห็นใครเล่าว่าเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของเมียนมารองจากย่างกุ้ง และเป็นจุดที่แม่น้ำสาละวินไหลผ่านลงสู่ทะเล และก็เมืองมะละแหม่งที่ออกเสียงยากนี้แหละ ที่เป็นต้นทางฝั่งตะวันตกของ East West Economic Corridor ของอาเซียนซึ่งได้ตัดเป็นถนนเรียกว่าเส้น R9 เชื่อมฝั่งทะเลอันดามัน ไปเข้าประเทศไทยที่แม่สอด วิ่งผ่านจังหวัดตาก ไปพิษณุโลก เข้าเพชรบูรณ์ ผ่านชุมแพ ขอนแก่น ยางตลาดของกาฬสินธุ์ ไปออกมุกดาหาร ข้ามแม่น้ำโขง เข้าสุวรรณเขต สปป.ลาวไปเมืองเซโนที่ขายไก่ย่างชื่อดัง ออกเวียดนามที่ด่านลาวบาว เข้าไปเมืองเว้ และสิ้นสุดที่เมืองดานังที่ตั้งอยู่ติดทะเลจีนใต้ (อธิบายแบบเห็นภาพเลยครับ) จะว่าไปเส้นทาง R9 นี้ ผมเคยนั่งรถผ่านทะลุทะลวงมาแล้วเมื่อประมาณปี 2553 สมัยอบรมผู้บริหารของก.พ. ยกเว้นช่วงเดียวที่ยังไม่เคยผ่าน คือจากมะละแหม่งไป แม่สอดนี่แหละ คิดว่าวันหนึ่งต้องเอาให้จบให้ได้ครับ

มุขมนตรีของรัฐมอญเป็นผู้ชาย รูปร่างสูงใหญ่ ทำพิธีส่งมอบข้าวในห้องประชุมทำเนียบรัฐบาล ซึ่งลำดับพิธีการก็ไม่ต่างจากที่ผ่านๆ มา เพราะฝ่ายเจ้าหน้าที่ของท่านรองอธิบดี เขาเป็นผู้ดำเนินการเราก็เพียงไปกล่าวปราศรัย และยื่นป้ายใหญ่ๆ เขียนว่าเป็นข้าวบริจาคตามโครงการอะไร ท่านมุขมนตรีก็เป็นฝ่ายรับและส่งต่อให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องรับไปกระจายสู่ประชาชนผู้ประสบภัยธรรมชาติ ถ่ายรูปกันพองามแล้วก็เสร็จสิ้นกระบวนความ

ทริปนี้คณะเราต้องรีบเดินทางกลับทางเครื่องบินประมาณสองทุ่มซึ่งเป็นเที่ยวสุดท้าย จึงต้องเร่งบึ่งจากเมืองมะละแหม่ง ตีรถขึ้นเหนือมาย่างกุ้งอย่างเร็ว เพราะระยะทางไม่ใช่ใกล้ อีกทั้งยังเป็นทางสองเลน วิ่งทำเวลาไม่ค่อยได้ จนเจียนจะตกเครื่องบินเสียให้ได้ อาศัยท่านรองอธิบดี เขาส่งลูกน้องไปขอให้เคาเตอร์เช็คอินรอก่อนสักแป๊บ อย่าเพิ่งปิด ประกอบกับโชคดีที่เครื่องบินการบินไทยคืนนั้นดีเลย์ เราก็เลยสามารถเดินทางมาทันเครื่องบิน แต่ก็ด้วยความหวังที่ทำใจไว้แล้วว่า คงต้องอยู่ค้างย่างกุ้งรบกวนท่านรองอธิบดี อีกหนึ่งคืนเป็นแน่ เนื่องจากช่วงเวลานั้นเส้นทางไปสนามบินย่างกุ้งรถติดหนึบไม่แพ้กรุงเทพฯ เลยครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 7 พฤศจิกายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/452236

566101

ซอกแซกอาเซียน : 7 พฤศจิกายน 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปกติเวลาเดินทางไปที่ไหนๆ ท่านรองอธิบดีกรมเกษตรของเมียนมาก็จะพาพวกเราไปไหว้พระ แกคงทราบว่าคนไทยเวลาไปเมียนมา วัตถุประสงค์หลักคือการไหว้พระทำบุญ ความจริงคราวนี้ที่ไปรัฐกะเหรี่ยง แกก็ได้วางแผนว่า ระหว่างทางที่เราไปทำงานจะพาพวกเราแวะไปไหว้พระสำคัญที่คนไทยรู้จักดีและนิยมไปกันมาก คือ พระธาตุอินแขวน อยู่ไม่ไกลจากเส้นทางไปเมืองพะอัน ผมและคณะเคยเฉียดไปแถวนั้นถึง 2 ครั้ง แต่ยังมีบุญวาสนาไม่ถึง ไม่มีเวลาแวะไปไหว้เลยครับ ทราบว่าทางเมียนมาได้สร้างกระเช้าลอยฟ้าเข้าไป เป็นที่ตื่นตาและสะดวกต่อนักท่องเที่ยวอย่างมากในปัจจุบัน

ผมพักอยู่ที่โรงแรมชานเมืองพะอันเป็นโรงแรมใหญ่พอสมควร ห้องพักก็ใหญ่โต ถึงจะไม่ดูหรูหราเหมือนโรงแรมในเมืองใหญ่ รองอธิบดีจัดอาหารเย็นที่โรงแรมเลย ไม่ต้องไปกินข้างนอก มีท่านเกษตรจังหวัด เอ้ย เกษตรรัฐมาเป็นเจ้าบ้านคอยบริการดูแลเจ้านายจากกรมส่วนกลาง เรื่องหัวหน้าหน่วยงานระดับรัฐหรือเขตนี้ ขออนุญาตเล่าขั้นจังหวะนิดครับ เพราะว่าธรรมเนียมปฏิบัติแตกต่างจากของไทยเรา คือ เวลาเจ้านายผู้ใหญ่ส่วนกลางเช่นอธิบดี หรือรองอธิบดีเดินทางไปเยี่ยม ตัวหัวหน้าประจำรัฐหรือเขตจะต้องเดินทางมารับที่เขตแดนเลยนะครับ ไม่ใช่รอรับที่สำนักงานในเมือง อีกทั้งจะต้องตามประกบไปตลอดจนเสร็จภารกิจและหลังจากนั้นก็จะต้องเดินทางไปส่งเจ้านายที่เขตแดนของตัวเพื่อส่งต่อเจ้านายให้กับหัวหน้าประจำรัฐในอีกรัฐหนึ่งที่ติดต่อกันซึ่งต้องมารอรับเหมือนกัน เท่าที่ผมเดินทางโดยรถยนต์ ผมเห็นเป็นอย่างนี้ตลอด ของไทยจะเอาอย่างแบบนี้บ้างก็คงไม่มีใครว่านะ

ในการช่วยเหลือข้าวอุทกภัยครั้งนี้เป็นข้าวของญี่ปุ่น ดังนั้น นอกจากจะมีผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นที่ประจำแอปเตอร์ไปด้วยแล้ว ทางสถานทูตญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ในเมืองย่างกุ้งก็ยังได้ส่งเลขานุการทูตซึ่งเป็นสุภาพสตรีมาร่วมอีกคน เป็นสาวญี่ปุ่นที่เล่าว่าเคยมาอยู่จังหวัดเชียงราย เลยพูดภาษาไทยได้ ตอนเช้าหลังจากรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมแล้ว คณะก็ออกเดินทางเข้าเมืองพะอันไปยังห้องประชุมทำเนียบรัฐบาลรัฐกระเหรี่ยงซึ่งเป็นสถานที่จัดพิธีการส่งมอบข้าวช่วยเหลือโดยพวกเราไม่ลืมที่จะใส่เสื้อประจำชาติกระเหรี่ยงที่เขาให้มาเมื่อวานไปด้วย ถึงที่ประชุมขณะที่คนยังมาไม่มากนัก เพราะเรามากันก่อนเวลา ก็เป็นการดีที่เราได้มีโอกาสซักซ้อมทำความเข้าใจกับขั้นตอนพิธีการต่างๆ และได้มีโอกาสทักทายโอภาปราศรัยกับผู้หลักผู้ใหญ่หลายคน เริ่มตั้งแต่ท่านรัฐมนตรีจากรัฐบาลกลาง ท่านอธิบดีกรมเกษตร ท่านรัฐมนตรีเกษตรของรัฐ ท่านรัฐมนตรีสวัสดิการของรัฐ และก็ใครๆ อีกหลายคนจำไม่ได้ แต่ท่านมุขมนตรี ซึ่งเป็นประธานในพิธีตอนนี้ยังไม่มา

พูดถึงคณะบริหารรัฐหรือเขตต่างๆ ของเมียนมา เท่าที่ได้พบมาหลายแห่ง พวกนี้ส่วนมากสังกัดพรรคเดียวกับ ออง ซาน ซู จี เกือบทั้งนั้น ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนเป็นรัฐบาลระดับรัฐ แสดงให้เห็นถึงความนิยมในตัวผู้นำของคนเมียนมา แม้จะต้องแข่งขันกับพรรคทหารหรือพรรคที่หนุนโดยฝ่ายทหาร แต่พรรคของออง ซาน ซู จี กลับชนะได้รับการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น ทั้งระดับรัฐบาลกลางและระดับรัฐ ผมไปมาหลายรัฐมาก ล้วนแล้วเป็นคนของออง ซาน ซู จี ครับ

หลังจากที่มีการกล่าวปราศรัยโดยหลายคน รวมทั้งผมในฐานะผู้แทนของแอปเตอร์ และผู้แทนสถานทูตญี่ปุ่นซึ่งเธอได้กล่าวปราศรัยเป็นภาษาเมียนมา ก็มาถึงช่วงสำคัญ คือ การกล่าวของท่านมุขมนตรีรัฐกะเหรี่ยง ท่านได้เล่าสถานการณ์อุทกภัยและความเสียหายต่างๆ และได้ขอบคุณทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแอปเตอร์ที่กรุณาประสานความช่วยเหลืออุทัยภัยที่เกิดขึ้นในรัฐกะเหรี่ยงครั้งนี้ อีกทั้งได้หารือกับกระทรวงเกษตรฯ ของรัฐบาลกลางว่าจะทำอย่างไรที่จะทำเขื่อนกั้นน้ำในแม่น้ำสาละวิน เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมให้เป็นการถาวร

หลังจากเสร็จพิธีซึ่งต้องเร่งรีบพอสมควร เพราะช่วงบ่ายจะต้องไปทำพิธีส่งมอบข้าวในอีกรัฐหนึ่ง คือ มอญ ต้องเดินทางตามถนนที่ไม่ค่อยดีนัก ตัดมาทางทิศตะวันตกไปยังชายทะเลอันดามัน ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงของรัฐมอญ ได้แก่เมืองที่มีชื่อหลายชื่อ แต่ในที่นี้ขอเรียกว่า เมือง “มะละแหม่ง” ก็แล้วกันครับ ใช้เวลาเดินทางประมาณเกือบๆ ชั่วโมง ส่วนประสบการณ์สนุกที่เกิดขึ้นในเมืองมะละแหม่งจะเป็นยังไงบ้าง ต้องอดใจรอนิดหนึ่ง ผมขออนุญาตยกไปเล่าต่อในคราวหน้าครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 31 ตุลาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450711

566101

ซอกแซกอาเซียน : 31 ตุลาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การเดินทางซอกแซกของผมในหมู่ประเทศอาเซียนคงไม่มีสิ้นสุดครับ เพราะเป็นภารกิจหลักของแอปเตอร์ โดยเฉลี่ยแล้วหากรวมทั้งการเข้าร่วมการประชุมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว เดินทางตกเดือนละ 1 ครั้ง เรียกว่าพาสปอร์ตผมมีการประทับตราของ ตม.ไทยและต่างประเทศเต็มไปหมดครับ

ตอนนี้อยากจะเล่าเรื่องของเมียนมาเพิ่มเติมจากที่เคยเล่ามาแล้วครับ เพราะมักจะไปบ่อย เนื่องจากมีกิจกรรมการช่วยเหลือด้านข้าวค่อนข้างมาก ทั้งนี้ เพราะท่านรองอธิบดีกรมเกษตรของเขา ซึ่งเป็นคณะมนตรีของแอปเตอร์ด้วย แกให้ความสนใจกิจกรรมของแอปเตอร์มาก เวลาไปประเทศเมียนมาแต่ละครั้ง แกจะดูแลต้อนรับขับสู้อย่างดี ปานว่าเป็นญาติสนิท ประการแรกคือ แกต้องมารับที่สนามบินด้วยตัวเองทุกครั้ง ช่วงต้นๆ แกจะรออยู่ข้างนอกเขตตรวจคนเข้าเมือง รอให้พวกเราเดินผ่าน ตม.แล้วก็เจอแก แต่ตอนหลังๆ เข้าใจว่าแกคงมีประสบการณ์และรู้ช่องทางมากขึ้นแกเลยประสานทาง ตม.มารับข้างในหรือให้คณะเราผ่านช่องทางพิเศษอันรวดเร็วได้เลย

สนามบินที่ย่างกุ้งปัจจุบันมีการสร้างอาคารผู้โดยสารขยายใหญ่ขึ้น และมีหลายอาคาร ต้องใช้รถเวียนระหว่างการเดินทางในและต่างประเทศ สายการบินของเมียนมามีประมาณ 2-3 สาย เป็นของรัฐ 1 สาย ส่วนมากบริการภายในประเทศเป็นส่วนใหญ่ และมีเครื่องบินขนาดเล็กและขนาดกลางเท่านั้น ไม่มีขนาดใหญ่ระหว่างประเทศ แต่ธุรกิจการบินของเขาดูเหมือนจะไม่มีปัญหาด้านการขาดทุน อาจเป็นเพราะเขาไม่ต้องไปแข่งขันกับสายการบินต่างชาติ เอาแค่ว่าดำเนินกิจการภายในเฉพาะเพื่อบริการคนเมียนมาเองก็เพียงพอแล้ว ซึ่งเท่าที่ผมสังเกต ทุกเที่ยวบินที่บินไปในเมืองสำคัญๆ ของเขา จะมีผู้โดยสารเต็มลำตลอด การบริการดีได้มาตรฐาน อันนี้ผิดจากที่ผมคิดไว้แต่แรกที่เดาว่าการบินเมียนมาคงยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร การที่มีคนโดยสารเครื่องบินเยอะเพราะว่าการเดินทางในเมียนมาโดยทางรถยนต์ไม่สะดวกอย่างยิ่ง ส่วนรถไฟก็เช่นกัน ฉะนั้น คนมีเงินจึงไม่นิยมใช้และหันมาใช้เครื่องบินแทน

คราวก่อนๆ ผมนั่งเครื่องบินไปปฏิบัติงานทางภาคเหนือของประเทศเมียนมา เช่น เมืองชิตตเว ของรัฐยะไข่ หรือเมืองมิตจีนา ของรัฐคะฉิ่น แต่คราวนี้ผมจะนำท่านผู้อ่านนั่งรถยนต์ไปแถวรัฐกะเหรี่ยงและรัฐมอญครับ ซึ่งรัฐกะเหรี่ยงนี้อยู่ทางทิศตะวันออกของเมียนมา มีเขตแดนติดเชื่อมต่ออำเภอแม่สอด จังหวัดตากของไทย ส่วนรัฐมอญก็อยู่ใกล้เคียงกันลงมาทางใต้ติดทะเลอันดามันครับ การเดินทางจากย่างกุ้งจะต้องใช้เส้นทางหมายเลข 1 ขึ้นไปทางเหนือผ่านเขตพะโคก่อน และจึงเลี้ยวย้อนลงมาทางทิศใต้ เนื่องจากไม่มีถนนตัดตรง นับว่าอ้อมพอสมควรทีเดียว และเส้นทางนี้จะเป็นเส้นเดียวกันกับที่มุ่งสู่ภาคใต้สุดของเมียนมาที่ติดกับชายแดนจังหวัดระนองของไทย การเดินทางไปรัฐกะเหรี่ยงจะต้องแยกจากเส้นทางหลักไปทางทิศตะวันออก เป็นเส้นทางเดียวกับถนนที่จะมาเชื่อมกับอำเภอแม่สอด

พูดถึงกะเหรี่ยง หรือ Karen พวกเราคนไทยส่วนมากคงคุ้นเคยได้ยินคำว่ากะเหรี่ยงกันมาแต่เกิดใช่ไหมครับ ทั้งนี้ เพราะในประเทศไทยเรามีชนกลุ่มน้อยอาศัยตามเทือกเขาภาคเหนือและภาคตะวันตกที่เรียกว่าชนเผ่ากะเหรี่ยงอาศัยอยู่กระจายทั่วไป จากการที่ได้ไปแจกข้าวสารช่วยเหลือน้ำท่วมที่รัฐกะเหรี่ยงทำให้ผมทราบว่า คนกะเหรี่ยงที่อยู่ในไทยเราก็เป็นชนกลุ่มเดียวกันกับที่มีแผ่นดินในเมียนมาครับ ทั้งนี้ สังเกตจากเสื้อชุดประจำชาติสีขาวลายทางยาวสีแดงที่เขาใส่และยังนำมามอบให้ผมใส่ในพิธีส่งมอบข้าวที่จัดขึ้นในเมืองหลวงของรัฐ คือ เมืองพะอัน นั้นเหมือนกับที่ชนเผ่ากะเหรี่ยงในไทยใส่เปี๊ยบเลย

เมืองพะอัน ตั้งอยู่ติดแม่น้ำชื่อดัง “สาละวิน” วันนั้นมุขมนตรีของรัฐ หรือ Chief Minister ซึ่งเป็นสุภาพสตรี กรุณาให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธี จัดขึ้นในห้องประชุมของรัฐใกล้ทำเนียบรัฐบาลกะเหรี่ยง ส่วนผู้แทนรัฐบาลกลางเมียนมา คือ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร ปศุสัตว์และชลประทาน แต่ก่อนวันพิธีการ ท่านรองอธิบดีพาพวกเราไปดูชาวบ้านที่ประสบภัยน้ำท่วม จนต้องอพยพไปอาศัยอยู่ที่วัดหนึ่ง ช่วงนั้นเป็นฤดูฝน มีฝนตกหนัก แม่น้ำสาละวินที่ไหลผ่านเมืองมีระดับน้ำสูงมาก ผู้คนอพยพจะอยู่อาศัยบนศาลาวัด ลูกเล็กเด็กแดงอยู่กันเต็ม พื้นที่ครอบครัวละประมาณ 2 ตารางเมตรหุงข้าวกินกันเป็นวงๆ เห็นพวกเราไปเยี่ยมยังมีน้ำใจเรียกกินข้าวด้วยกันอีก

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 24 ตุลาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449231

566101

ซอกแซกอาเซียน : 24 ตุลาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การเจรจาซื้อขายข้าวรูปแบบที่ 1 ระหว่างญี่ปุ่นกับฟิลิปปินส์ เสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์ที่กรุงเทพฯ เหลือขั้นตอนสุดท้าย คือ การลงนามในสัญญาระหว่าง 2 ฝ่าย ซึ่งสำนักเลขานุการแอปเตอร์รับผิดชอบเป็นผู้ร่างสัญญา มีการหารือกันทางอีเมลไปมาจนในที่สุดเห็นพ้องต้องกันทุกฝ่าย ก็ได้ทำการแจ้งต่อคณะมนตรีแอปเตอร์ เพื่อให้ความเห็นชอบด้วย นับเป็นความพยายามของฝ่ายสำนักเลขานุการแอปเตอร์ที่ผลักดันเรื่องนี้จนเกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ เรากำหนดไว้ว่าจะมีการลงนามสัญญาระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ในคราวประชุมรัฐมนตรีเกษตรและป่าไม้ของอาเซียนบวกสาม ปี 2561 จัดขึ้นที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ซึ่งก็เป็นคราวเดียวกับที่
ที่ประชุมรัฐมนตรีเกษตรฯกำหนดที่จะมีการลงนามในพิธีสารเพื่อแก้ไขความตกลงแอปเตอร์ที่เกี่ยวกับการขยายการบริจาคเงินโดยสมาชิกแอปเตอร์ต่อไปอีก 5 ปี พอดี เรียกได้ว่าการประชุมครั้งนี้เรื่องของแอปเตอร์จัดเป็นระดับพระเอกของการประชุมเลยทีเดียว

การจัดประชุมรัฐมนตรีเกษตรฯอาเซียนบวกสามครั้งนี้ ต่อจากที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดที่เชียงใหม่ เมื่อปี 2560 ที่ผมเคยเล่าว่าพิธีเปิดทำอย่างอลังการมาก แม้แต่ญี่ปุ่นยังชม แต่มาปีที่เวียดนามจัด สังเกตดูเขาไม่มีอะไรที่หรูหราเลย ทำแบบธรรมดามากๆ เข้าใจว่าเขาคงจะไม่อยากจะแข่งกับไทย เลยทำแบบเรียบง่ายไปเสียเลย กรุงฮานอยทุกวันนี้ต่างจากอดีตที่ผมเคยไปประมาณ 10 ปีมาแล้วมากโขครับ เริ่มตั้งแต่อาคารสนามบินใหม่ที่ปรับปรุงใหม่ใหญ่โตโอ่อ่ามากกว่าเดิม แม้จะเป็นจุดที่ตั้งเก่าก็ตาม คณะผู้จัดประชุมเตรียมรถพาหนะมารับแขกเมืองกันอย่างดี ผ่านช่องทาง ตม.พิเศษแล้วเดินทางเข้าเมืองไป โรงแรมที่จัดก็ใหญ่พอสมควร ตั้งอยู่ราวใจกลางเมือง มีสถานที่น่าสนใจไม่ไกลนัก สามารถเดินไปถึงได้ เช่น ทะเลสาบใหญ่ สุสานโฮจิมินห์ ที่ทำการรัฐบาล สถานีรถไฟ แต่ตัวตลาดฮานอยยังไม่ค่อยพัฒนานัก เป็นแบบเก่าๆ ถนนไม่กว้างขวาง มีรถยนต์วิ่งไม่มากนัก แต่ที่มากสุดๆ คือ “มอเตอร์ไซค์” ครับ

คนเวียดนามนิยมใช้มอเตอร์ไซค์มาก เกือบทุกเมืองมีมากวิ่งกันขวักไขว่แทบจะชนกัน (แต่มีชนกันจริงๆ น้อยมาก) ฮานอยไม่ใช่เมืองหลวงทางเศรษฐกิจของเวียดนาม เพราะอดีตเป็นเมืองหลวงของประเทศเวียดนามเหนือ แต่เมืองเศรษฐกิจ คือ ไซ่ง่อน (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองโฮจิมินห์) ซึ่งอดีตเคยเป็นเมืองหลวงของประเทศเวียดนามใต้ พอรวมกันหลังจากฝ่ายใต้ยอมแพ้ เพราะอเมริกาผู้หนุนหลังถอนตัวไป เวียดนามเลยเอาฮานอยเป็นเมืองหลวงของประเทศ นับว่าเป็นนโยบายที่ถูกต้อง เนื่องจากไซ่ง่อนเป็นเมืองธุรกิจ มีผู้คนหนาแน่นจอแจมาก

พิธีลงนามที่สำคัญและกระทำในห้องประชุมใหญ่ คือ การลงนามของรัฐมนตรีเกษตรฯ ของอาเซียนบวกสาม ในพิธีสารเพื่อแก้ไขความตกลงแอปเตอร์ที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ดำเนินการจัดและประสานงานโดยสำนักเลขาธิการอาเซียน ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ส่วนการลงนามสัญญาซื้อขายข้าวรูปแบบที่ 1 นั้น ฝ่ายสำนักเลขานุการแอปเตอร์เป็นผู้ดำเนินการ โดยใช้ห้องประชุมย่อยของโรงแรม แต่ก็ได้มีการแจ้งให้ที่ประชุมใหญ่ทราบด้วย ผู้แทนประเทศญี่ปุ่นที่ลงนามนั้น คือ อธิบดีกรม ภายใต้กระทรวงเกษตรป่าไม้และประมง ซึ่งตอนนี้เปลี่ยนเป็นท่านคนใหม่ ส่วนของทางฟิลิปปินส์ได้แก่ รองปลัดกระทรวงเกษตร ทั้งนี้ เราได้เชิญผู้แทนสำนักเลขาธิการอาเซียนมาเป็นสักขีพยานด้วย

เสร็จสิ้นทั้งภารกิจการผลักดันการซื้อขายข้าวในรูปแบบที่ 1 ของแอปเตอร์ รวมทั้งการลงนามในสัญญาเรียบร้อย เราในฐานะฝ่ายสำนักเลขานุการแอปเตอร์ก็เลยเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำแก่ทั้งฝ่ายญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ที่ภัตตาคารไม่ไกลจากโรงแรมประชุมมากนัก เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จ อย่างไรก็ดีผมขออนุญาตเรียนไว้ตรงนี้ว่า ความสำเร็จครั้งนี้ คงไม่ใช่เกิดจากสำนักเลขานุการแอปเตอร์ฝ่ายเดียว แต่เกิดจากประเทศญี่ปุ่นเป็นหลักครับ เพราะความตั้งใจเอาจริงเอาจังของคณะเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องของทางกระทรวงเกษตรฯ ญี่ปุ่น รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นที่ประจำแอปเตอร์ กรุงเทพฯ พวกเขามีความแอ็คทีฟมากจริงๆ จนทางฟิลิปปินส์ใจอ่อนตอบตกลง เชื่อว่าถ้าลำพังฝ่ายเลขานุการแอปเตอร์เจรจาเอง โดยไม่มีทางญี่ปุ่นมาช่วยด้วย ผมคิดว่าไม่มีทางสำเร็จได้เลย ก็ต้องขอขอบคุณทางญี่ปุ่นมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 17 ตุลาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447631

566101

ซอกแซกอาเซียน : 17 ตุลาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

อีกสองเดือนต่อมา ราวสิงหาคม 2561 สำนักเลขานุการแอปเตอร์ที่กรุงเทพฯ ก็ได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพจัดเจรจาการซื้อขายข้าวรูปแบบที่ 1ต่อจากครั้งที่แล้วที่จัดโดยญี่ปุ่น หลังจากที่ได้ประสานกันไปมาทั้งสามฝ่ายถึงวันที่ลงตัว โดยใช้สำนักเลขานุการแอปเตอร์เรานี่แหละเป็นสถานจัดเจรจา เพราะเรามีห้องประชุมขนาดกะทัดรัดพอนั่งได้สัก 20 คน ก็ทำให้ใกล้ชิดกันดีมากยิ่งขึ้น คณะเจรจาทั้งหมดเกือบแทบจะเป็นชุดเดิมเหมือนเมื่อครั้งที่แล้ว ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก ยกเว้นตัวผู้อำนวยการกองญี่ปุ่นมีการเปลี่ยนคนใหม่ ทำให้พวกเราคุ้นเคยกันดีมาก สำนักเลขานุการแอปเตอร์ ในฐานะฝ่ายเลขานุการ ได้จัดเตรียมเอกสารไว้เรียบร้อย ว่ามีประเด็นอะไรบ้างที่ยังไม่บรรลุข้อตกลง ซึ่งเท่าที่ดูก็เหลือเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

การประชุมเริ่มช่วงเช้า ไปจนกระทั่งถึงเกือบเที่ยง ทุกอย่างก็จบลงด้วยความสุข เพราะคราวนี้ ดูเหมือนว่าทางฟิลิปปินส์แทบจะไม่มีเงื่อนไขต่อรองใดๆ เลย โอเคๆ ไปหมดจนเราก็รู้สึกแปลกใจ คิดย้อนถึงปีที่แล้วสมัยเริ่มต้น ช่างต่างกันราวฟ้ากับดิน เพราะตอนแรกๆ ดูเหมือนว่าการเจรจาจะไม่มีทางประสบความสำเร็จได้เลย ก็อย่างที่ผมบอกไปแล้วนั่นแหละ ทุกวันนี้ปริมาณผลผลิตข้าวมีมาก จะซื้อที่ไหน เมื่อไรก็ได้ แต่ถ้าย้อนคิดกลับไปจนถึงปี 2551 ที่ราคาข้าวสารพุ่งปรี๊ดในทุกตลาดโลก ซึ่งช่วงนั้นทำให้ราคาข้าวเปลือกของชาวนาสูงขึ้นด้วยเป็นหมื่นๆ บาทต่อตัน เป็นต้นมา ช่วงนั้นนั่นแหละที่ประเทศที่ขาดแคลนข้าว หรือผลิตข้าวไม่พอกินพากันเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า เงินก็มีน้อย ขณะที่ราคาข้าวสารกลับสูงมาก ยิ่งมีพ่อค้าหัวใส คิดเก็งกำไร กักตุนข้าวไม่ขาย ราคาข้าวก็ยิ่งสูงขึ้นไปอีก ด้วยเหตุนี้ระบบซื้อขายข้าวของแอปเตอร์ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด ประเทศผลิตข้าวไม่พอกินทั้งหลาย จึงพากันเร่งรัดผลักดันให้สร้างระบบความมั่นคงทางอาหารขึ้นอย่างถาวร

เมื่อการเจรจาเสร็จสิ้น ทางสำนักเลขานุการแอปเตอร์ ในฐานะเจ้าภาพก็จัดเลี้ยงอาหารกลางวัน โดยเลียนแบบญี่ปุ่น คือ ซื้อข้าวมากินต่อในห้องประชุมนั้นเอง ลิ้มรสอาหารไทยแบบจานเดียวบะหมี่เป็ดย่างเอ็มเคกันอย่างอร่อย เหลือเวลาภาคบ่าย เราจึงจัดให้คณะทั้งหมดไปเที่ยวชมดูงาน 2 จุด ด้วยกัน จุดแรก คือ ตลาดไทแถวมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เน้นตลาดผลไม้ กับจุดที่ 2 คือ อุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา ความจริงเราก็วางแผนไว้แล้วว่า คงไม่ใช่สถานที่ไกลเกินไป เพราะมีบางท่านต้องเดินทางกลับคืนนี้เลย อีกทั้งสถานที่นั้นก็ต้องน่าสนใจพอสมควร

สำหรับตลาดผลไม้ที่ตลาดไท ผมว่าคิดถูกแล้วที่พาเขามาชม เพราะยิ่งใหญ่เหลือเกิน มีผลหมากรากไม้นานาชนิด ที่เมืองหนาวอย่างประเทศญี่ปุ่นไม่มี ฟิลิปปินส์ถึงจะมีบางชนิดแต่ก็ไม่หลากหลายเท่าที่ไทยมี พอดีเป็นช่วงทุเรียนออก มีทั้งมังคุดด้วย ทั้ง คิงและควีนออฟฟรุ๊ต มาโชว์เป็นที่น่าสนใจแด่บรรดาแขกต่างประเทศมากทีเดียว เสียอยู่อย่างเดียว เราไม่สามารถแบ่งซื้อเพื่อนำมาชิมได้ เพราะเขาจำหน่ายเป็นเข่งๆ ลังๆ มันมากเกินไปครับ

ส่วนจุดที่ 2 คือเมืองเก่าอยุธยา เราก็ว่าคงน่าตื่นตาตื่นใจ แต่ก็เฉพาะคนญี่ปุ่น เพราะทีมฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะท่านรองผู้บริหารหัวหน้าคณะของเขา ซึ่งเป็นสุภาพสตรีบอกว่า แกเคยไปมาแล้วถึง 2 ครั้ง แต่ก็ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรแกก็ชอบไปชมอีก แล้วยังย้อนถามน้องๆ ที่อยู่แอปเตอร์อีกว่า อยู่ประเทศไทยมาเที่ยวบ่อยไหมเจอคนตอบแจ็คพอตพอดีว่า “ไม่เคยเลย” อ้าว เป็นงั้นไป โถ ก็อย่างนี้แหละ คนอยู่ใกล้มักจะเห็นเป็นเรื่องธรรมดาๆ ไม่คิดจะไปเยี่ยมชม แต่คนต่างประเทศ ได้ยินการโฆษณาจากสื่อต่างๆ ก็อยากจะมาชมเสียให้ได้

คงเหมือนกับผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นที่มาประจำอยู่แอปเตอร์นั่นแหละ แกมาอยู่ประจำประมาณ 2 ปีเศษ เที่ยวเมืองไทยเสียจนปรุ เสาร์ อาทิตย์ถ้าไม่ได้ตีกอล์ฟ แกก็จะเดินทางไปสถานที่ดังๆ ในต่างจังหวัด ไปกับเพื่อนเขาบ้าง ไปคนเดียวบ้าง ส่วนมากนั่งรถไฟไป ผมก็มานั่งนึก แหมญี่ปุ่นมีรถไฟชิงคันเซนอันแสนสะดวกและรวดเร็ว
แต่กลับต้องมานั่งรถไฟบูโรทั่งของไทย ฉึกฉักๆ ถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง เขาคงจะได้อารมณ์ไปอีกแบบ นั่งไปพิษณุโลก เที่ยวสุโขทัยแล้วกลับกรุงเทพฯ ไปหาดใหญ่ ปาดังเบซาร์ ไปได้หมด ถือเป็นกำไรของชีวิตจริงๆ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

hanpithya@apterr.org