ซอกแซกอาเซียน : 10 ตุลาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/446220

566101

ซอกแซกอาเซียน : 10 ตุลาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อการประชุมเจรจาที่กระทรวงเกษตรป่าไม้และประมงของญี่ปุ่นเสร็จ ตอนบ่ายแก่ๆ เขาก็พาไปชมโรงงานแปรรูปข้าว หรือโรงสีนั่นแหละ ตั้งอยู่ในจังหวัดชิบะ ไม่ไกลจากโตเกียวมากนัก เพราะโรงงานแห่งนี้แหละที่ทางการญี่ปุ่นจ้างให้สีข้าวและบรรจุกระสอบ เพื่อจัดส่งไปช่วยเหลือต่างประเทศ

การเดินทางของคณะเราซึ่งรวมถึงผู้แทนฟิลิปปินส์ ทางญี่ปุ่นจัดรถตู้ให้นั่งรวมกันไป มีคนขับพร้อม เข้าใจว่าเป็นรถราชการ พูดถึงคนขับรถยนต์ หรือที่เรามักเรียกติดปากกันว่า พขร. ผมชอบระบบของญี่ปุ่นเขามาก อันที่จริงแล้ว เราคงพอทราบกันล่ะว่าของเขาควรจะเป็นอย่างไร แต่ผมอยากนำมาเสนอไว้อีกครั้ง เผื่อว่าท่านผู้บริหารราชการเมืองไทยจะเห็นงามและคิดเอาไปใช้บ้าง นั่นคือ พขร. หน่วยราชการญี่ปุ่นนี้ เขาจะแต่งตัวสุภาพมาก ใส่เสื้อขาวแขนสั้นทับในกางเกงขายาวสีดำ รองเท้าหนังสีดำ และใส่ถุงมือสีขาว ทุกครั้งที่นำรถมาจอดเทียบเพื่อให้แขกผู้โดยสารขึ้นลงรถตู้ เขาจะวิ่งมายืนที่ประตูผู้โดยสารคอยเปิดและปิดประตู พร้อมโค้งคำนับ ยิ้มแย้มแจ่มใส จนเราก็ต้องขอบคุณและคำนับตอบด้วยความเกรงใจ ดูแล้วช่างน่าประทับใจดีแท้ครับ ที่เขาทำได้เช่นนี้ ส่วนหนึ่งเท่าที่ผมพอรู้มาอยู่บ้างสำหรับในประเทศที่เจริญแล้ว ไม่ว่าสิ่งที่ทำนั้นจะเป็นอาชีพที่ดูต่ำต้อย อย่างเช่น คนกวาดถนนก็ตาม เป็นเพราะมีความภาคภูมิใจในอาชีพที่ทำและการได้รับเกียรติจากสังคมโดยเท่าเทียมกัน กล่าวง่ายๆ คือ ในสังคมที่ยึดถือค่านิยมตามระบบคุณธรรม แทบจะไม่มีใครดูถูกใคร ไม่ว่าใครจะประกอบอาชีพอะไร หากเขาคนนั้นประกอบอาชีพด้วยความซื่อสัตย์ สุจริตและเคารพในสิทธิและเกียรติของคนอื่นครับ

ตกตอนเย็นหลังจากไปดูงานการสีข้าวของญี่ปุ่น ซึ่งโดยสรุป ผมว่าคงจะไม่มีใครทำได้เทียบเท่า หรือใกล้เคียงกับระบบของเขาเป็นแน่ คณะก็เดินทางกลับมาโตเกียว และในตอนค่ำ ก็จะเป็นการเลี้ยงรับรองของเจ้าภาพตามประเพณี แต่การเลี้ยงรับรองของญี่ปุ่นแตกต่างอย่างมากกับที่ฟิลิปปินส์ เพราะสถานที่จัดเลี้ยงไม่ได้ใช้ห้องประชุมใหญ่ของกรมหรือสำนักงานพร้อมมีดนตรีเต้นรำกันอย่างครื้นเครงสุดเหวี่ยง แต่ของญี่ปุ่นไปจองร้านอาหารข้างนอก และจัดแบบพิธีการเป๊ะเลยซึ่งความจริงทางสำนักเลขานุการแอปเตอร์ของพวกเราเองก็เคยจัดเลี้ยงแบบนี้มาหลายครั้งแล้วเมื่อมีการประชุมกันในวาระต่างๆ ที่กรุงเทพฯ

สถานที่จัดเลี้ยงเป็นห้องอาหารตั้งอยู่บนอาคารสูง ไม่ไกลจากย่านอาซะกุสะซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวที่สำคัญของโตเกียวเท่าใดนักห้องอาหารคงราวๆ ชั้นที่ 20 เห็นจะได้ สามารถมองออกผ่านกระจกเห็นวิวเมืองโตเกียวด้านหนึ่งสวยงามมาก มีคนร่วมงานเลี้ยงประมาณเกือบ 20 คน เจ้าภาพญี่ปุ่นมีท่านอธิบดีมาเอง นั่งกลางโต๊ะยาวหันหลังให้กระจก ส่วนแขกทั้งหมดนั่งหันหน้าออกกระจกเห็นวิวได้ และนี่คือวิธีการจัดโต๊ะที่นั่งตามโปรโตคอลที่ถูกต้องแบบหนึ่ง บนโต๊ะหน้าเก้าอี้นั่งจะเขียนชื่อและตำแหน่งผู้นั่งไว้ทุกคน และมีกระดาษเขียนเมนูอาหารไว้ด้วยทุกที่นั่ง เรียกว่าเต็มรูปแบบพิธีการทูตเลย

แต่บรรยากาศงานเลี้ยงที่ญี่ปุ่นคืนนั้น กลับไม่ดูเงียบเกร็งไปตามระบบระเบียบพิธีการทูตเท่าใดนัก เพราะต้องขอบคุณท่านอธิบดีญี่ปุ่นที่กรุณาพูดคุย และสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเองให้กับพวกเราทุกคนขึ้นชื่อว่าคนญี่ปุ่นแล้ว เกือบทุกคนดื่มจัดมากกินเหล้าเบียร์เหมือนกินน้ำ พอได้ที่ก็จะเริ่มพูดจาเสียงดังฟังชัด พร้อมกับพูด “คัมปาย” คล้ายๆ กับ“กัมเปย”ในภาษาจีน ชนแก้วกันถี่ๆขณะที่อาหารก็มาตามคอร์ส แต่ก็ไม่ดึกอะไรนัก สักสามทุ่มก็เลิก เพราะเห็นเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ ญี่ปุ่นบอกว่า เจ้านายแกคงพอ เพราะก่อนจะมาพบกินกับพวกเรา แกไปงานเลี้ยงอื่นมาก่อน นี่ก็เป็นภารกิจของผู้ใหญ่นะ กลางคืนยันดึกดื่นต้องเข้าสังคมไม่ต่างกันเลยเกือบทั่วโลก

เวลาสามทุ่มของญี่ปุ่น สำหรับคอดื่มถือว่ายังเยาว์วัยมาก พวกเจ้าหน้าที่ก็เลยนัดแนะพวกเราไปกินกันต่ออีกร้าน ซึ่งเหมือนกับผมเมื่อสมัยยังหนุ่มๆ อยู่ที่มักจะร่วมกับเพื่อนคอเดียวกัน ชวนกันไปต่อ “ข้าวต้มสัก 1 แบน” หมายถึงจะไปกินข้าวต้มก่อนกลับบ้าน แต่เมื่อไปถึง กลับไปสั่งเหล้าที่ร้านข้าวต้มกินต่ออีก คนญี่ปุ่นก็เช่นกัน ที่โดยทั่วไปจะกินจนกระทั่งประมาณเที่ยงคืนหรือตีหนึ่ง ซึ่งเป็นเวลารถไฟใต้ดินเที่ยวสุดท้าย จึงได้เวลาแยกย้ายกลับบ้าน

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 3 ตุลาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444745

566101

ซอกแซกอาเซียน : 3 ตุลาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การเจรจาอันยาวนานในการผลักดันการซื้อขายในรูปแบบที่ 1 (Tier 1) ระหว่างญี่ปุ่นกับฟิลิปปินส์ โดยมีฝ่ายสำนักเลขานุการแอปเตอร์เป็นตัวกลาง หรือฝ่ายอำนวยความสะดวก ตามที่ได้เล่ามาในฉบับก่อน ผมขอเล่าเพิ่มอีกนะครับจนกว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนความเพราะมีอะไรหลายอย่างน่าสนใจ เนื่องจากเป็นสิ่งใหม่ที่พวกเราเกือบทั้งหมดไม่เคยทำมาก่อน

การเจรจาครั้งที่ 3 กระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมงของญี่ปุ่น ขอเป็นเจ้าภาพ โดยคราวนี้ นอกจากผู้แทนฟิลิปปินส์แล้ว ยังได้เชิญฝ่ายสำนักเลขานุการแอปเตอร์ไปร่วมด้วย (ครั้งแรกที่จัดขึ้นที่กรุงโตเกียวมีเฉพาะญี่ปุ่นกับฟิลิปปินส์คุยกันเอง) ซึ่งในการเดินทางไปกรุงโตเกียวครั้งนี้ราวๆ กลางปี 2561 ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นประจำแอปเตอร์ก็ร่วมไป เพราะจะได้เป็นไกด์คณะพวกเราด้วยอีกทั้งเขาทำงานอยู่ที่กระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานตัวแทนฝ่ายญี่ปุ่นพร้อมทั้งเป็นสถานที่สำหรับจัดพบปะพูดคุย ส่วนฝ่ายฟิลิปปินส์นำโดยรองผู้บริหารสูงสุด เป็นสุภาพสตรี (สมกับที่จะรับบทเจ้าสาวเลย)

การได้เข้าไปอาคารกระทรวงเกษตรฯ ของญี่ปุ่นครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่ 2 ต่อจากที่ผมเคยเข้าไปครั้งแรกเมื่อสมัย 23 ปีที่แล้ว สมัยนั้นผมยังเป็นนักวิชาการเกษตร อยู่ที่กรมส่งเสริมการเกษตร ได้รับทุนไจกา ไปฝึกอบรมด้านวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวข้าว ที่ศูนย์ไจกาแห่งหนึ่งในกรุงโตเกียวใกล้ๆ ย่านการค้าชินจูกุอันโด่งดัง ทางผู้จัดฝึกอบรมได้พาพวกผมไปเยี่ยมกระทรวงเกษตรฯ ญี่ปุ่น ซึ่งตั้งอยู่ย่านคาซูมิกาเซกิ ไม่ไกลจากพระราชวังอิมพีเรียลมากนัก เพื่อฟังบรรยายสรุป สังเกตแล้วทั้งสถานที่ สภาพตึกอาคาร เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนเป็นอย่างไร ปัจจุบันก็เป็นอย่างนั้น คือสะอาดสดใส ไม่มีความเก่าหมองเข้ามาเยือนเลยสักนิด

ปัจจุบันการเข้าไปในตัวอาคารกระทรวงเขาไม่ได้ง่ายเหมือนเข้ากระทรวงเกษตรฯ บ้านเราที่ใครๆ ก็เดินเข้าไปได้เลยนะครับ ก็ทั้งๆ ที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเกาะ มีแต่น้ำล้อมรอบ คนลักลอบเข้าเมืองยากที่สุดอยู่แล้ว แต่ระบบการรักษาความปลอดภัยของเขาถือว่าเยี่ยมมาก วิธีการคือ ทุกคนต้องกรอกข้อมูลในแบบฟอร์มและมีคนญี่ปุ่นในกระทรวงรับรองว่าเข้าไปทำภารกิจอะไร จากนั้นเจ้าหน้าที่จะให้บัตรห้อยคอคนละ 1 ใบ เมื่อจะเข้าต้องแตะบัตรอิเล็กทรอนิกส์ให้ประตูอัตโนมัติเปิดให้เดินเข้าไป พวกเราพร้อมทั้งผู้แทนฟิลิปปินส์ เมื่อพร้อมกันแล้วก็ขึ้นลิฟต์ไปพบกับท่านผู้อำนวยการกอง ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายญี่ปุ่น พบทักทายเบื้องต้น แล้วแกก็พาพวกเราทั้งหมดไปพบกับท่านอธิบดีเพื่อเยี่ยมคำนับก่อน

ท่านอธิบดีญี่ปุ่นคนนี้ผมรู้จักดี เพราะเคยเจอแกที่เสียมเรียบ กัมพูชา ในคราวประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์เมื่อสองปีก่อน และก็เจอแกอีกครั้งหลังจากนั้น เมื่อแกเดินทางมาเมืองไทยและแวะเยี่ยมสำนักเลขานุการแอปเตอร์ เมื่อไปพบแกก็ดีใจและพูดคุยกันอย่างกันเอง สังเกตดูสภาพห้องอธิบดีญี่ปุ่นแล้ว ผมว่าสู้ห้องอธิบดีของไทยไม่ได้ครับไม่ว่าจะในด้านความใหญ่โตรโหฐาน ความโอ่อ่า ประดับประดา หรือแม้แต่คณะหน้าห้องต่างๆ มิน่าเล่าญี่ปุ่นเขาถึงเจริญกว่าเรา (เกี่ยวไม่เนี่ยะ) เมื่อเสร็จสิ้นการพูดคุยและถ่ายรูปกันพอหอมปากหอมคอ ผู้อำนวยการ
กองก็พาคณะเจรจาไปที่ห้องประชุมเพื่อเริ่มต้นพูดคุยเรื่องการซื้อขายข้าวในรูปแบบที่ 1 ทันที ก็เป็นห้องประชุมเล็กๆ นั่งหันหน้าเข้าหากัน โดยมีหัวหน้าคณะเจรจาทั้งคู่นั่งกลาง ขณะที่ทางญี่ปุ่น แม้ผู้อำนวยการกอง หัวหน้าคณะจะเก่งภาษาอังกฤษมาก เพราะเคยทำงานอยู่ในยุโรปมาก่อน แต่เขาก็ยังมีล่ามมืออาชีพนั่งอยู่ด้วย เรียกว่าทุกประเด็นไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ อ่อนไหวหรือละเอียดอ่อนหรือไม่ เขาจะเก็บไว้ทุกเม็ด ไม่ให้หลุดเลย นี่แหละ คือ ความพิเศษของญี่ปุ่นเขาละ จนถึงเวลาพักเที่ยงทางเจ้าภาพญี่ปุ่นก็เลี้ยงอาหารกลางวัน ก็เป็นข้าวกล่องญี่ปุ่น ที่เรียกว่า เบนโตะ ซึ่งซื้อจากห้องอาหารใกล้ๆ แล้วนำขึ้นมากินรวมกันในห้องประชุมนั้นเอง กระทั่งอิ่มหนำสำราญ บ่ายเศษๆ เราจึงได้พูดคุยประชุมกันต่อ

การเจรจาที่ญี่ปุ่นนับว่าคืบหน้าไปกว่าที่เจรจาที่ฟิลิปปินส์มากทีเดียวเพราะบางประเด็น เช่น ราคาข้าว ชนิดและลายละเอียดข้าว วิธีการตรวจสอบ วิธีการขนส่ง กรรมสิทธิ์ในตัวข้าว และอื่นๆ ทางญี่ปุ่นผ่อนปรนให้ทางฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้น ยังเหลือเพียงบางประเด็นที่ทางผู้ซื้อขอรับไปหารือฝ่ายนโยบายของตัวเองก่อน และจะให้คำตอบภายหลัง สรุปการเจรจาครั้งนี้มองเห็นหนทางแจ่มใสที่ทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลง ก็เลยคาดว่าทั้งหมดนี้จะใช้เวลาการประชุมเพิ่มอีกเพียง 1 ครั้ง โดยครั้งที่เพิ่มนี้เห็นตรงกันว่าจะมาพูดคุยกันที่กรุงเทพฯ อันเป็นที่ตั้งของสำนักเลขานุการแอปเตอร์ในอีกประมาณ 2 เดือนข้างหน้า

ซอกแซกอาเซียน : 26 กันยายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/443042

566101

ซอกแซกอาเซียน : 26 กันยายน 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การประชุมที่ฟิลิปปินส์ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่คณะเราไปร่วมทั้งการประชุมเพื่อผลักดันการทำสัญญาซื้อขายข้าวในรูปแบบที่ 1 ระหว่างฟิลิปปินส์ กับญี่ปุ่น พร้อมกับไปตรวจสต๊อกข้าวที่ส่งไปเก็บไว้ที่โกดังในกรุงมะนิลาด้วย ความจริงสต๊อกข้าวในรูปแบบซื้อขาย (ที่ไม่ใช่แบบให้เปล่าตามรูปแบบที่ 3) ผมเคยกล่าวไปแล้วว่า ทั้งประเทศอาเซียนบวกจีนญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เรามีอยู่รวมทั้งสิ้น 787,000 ตัน แต่ในการดำเนินงานของแอปเตอร์ที่ผ่านมา โอกาสที่จะนำสต็อกข้าวชนิดนี้มาใช้ประโยชน์ช่วยเหลือกรณีเกิดภัยพิบัติมีน้อยมาก หรือแทบไม่มีเลย ซึ่งเป็นการขัดหรือแย้งกับความเป็นจริงที่ทุกวันนี้ ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้หรือภูมิภาคอื่น มักเกิดหรือประสบกับภัยธรรมชาติและประชาชนขาดแคลนอาหารการกินอยู่เสมอๆ

ผมเองในฐานะเป็นผู้จัดการทั่วไปก็เคยรับปากกับคณะมนตรีแอปเตอร์ว่าจะผลักดันให้มีการนำเอาสต๊อกส่วนนี้มาใช้ แต่ก็อีกนั่นแหละ หากไม่ได้รับความร่วมมือจากประเทศสมาชิก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่มีประเทศผู้ซื้อ ก็คงไม่สามารถจะทำการซื้อขายข้าวในรูปแบบที่ 1 ให้เกิดขึ้นได้ หลายคนสงสัยว่าทำไมจึงไม่เกิดกิจกรรมนี้ ผมก็เข้าใจว่า ทุกวันนี้มันมีข้าวซื้อขายในตลาดโลกมากถึง 40-50 ล้านตันต่อปี ขณะเดียวกัน ก็มีข้าวที่ผลิตและยังเหลือขายอยู่อีกส่วนหนึ่งในประเทศผู้ผลิตสำคัญๆ เช่น ไทย เวียดนาม อินเดีย ดังนั้น ในเมื่อข้าวสารในตลาดไม่ขาดแคลน โอกาสที่จะมีการสั่งซื้อตามช่องทางแอปเตอร์จึงอาจไม่จำเป็น

ประกอบกับราคาที่กำหนดให้ซื้อขายระหว่างกันภายใต้ระบบแอปเตอร์ ก็บังคับไว้เป็นเกณฑ์เลยว่า ต้องเป็นราคาตลาดโลก หรือราคาที่ซื้อขายกันจริงๆ ในท้องตลาด ห้ามใช้ราคาพิเศษ หรือลดราคาต่ำลงกว่านั้น มันก็เลยต้องใช้ความพยายามมากขึ้นเพื่อปล้ำผีลุกปลุกผีนั่ง เกี้ยวพาราสีให้มีคนที่จะซื้อตามระบบแอปเตอร์ให้ได้ เพราะเท่าที่ออกหนังสือเวียนไปสอบถามประเทศสมาชิก ปรากฏว่า มีแต่ประเทศเสนอความจำนงที่จะเป็นผู้ขาย เช่น ญี่ปุ่น ไทย เมียนมา เวียดนาม แต่ตรงกันข้ามกลับหาอาสาสมัครประเทศผู้ซื้อไม่ได้ เปรียบเสมือนว่ามีแต่เจ้าบ่าว แต่หาเจ้าสาวไม่ได้ ก็เลยตัดสินใจว่าต้องใช้วิธีคลุมถุงชน หรือแบบเจาะจงตัวเลยดีกว่า ทั้งนี้โดยเลือกเอาประเทศที่น่ามีความเป็นไปได้ คือ นางสาวฟิลิปปินส์ โดยขั้นตอนแรกใช้วิธีเข้าไปหาบ่อยๆ หรือเมื่อเจอหน้าที่ไหนก็เพียรสะกิดถาม แต่กระนั้น ฝ่ายเจ้าสาวฟิลิปปินส์ก็กลับม้วนอายบ่ายเบี่ยงอ้ำอึ้งไม่เผยวาจาใดๆ จนในที่สุด เลยต้องใช้กลยุทธ์หมัดเด็ด คือการบุกเข้าหาที่บ้านเลย โดยเอาเจ้าบ่าว เอ้ย ผู้ขายไปด้วย

ในครั้งแรกญาติผู้ใหญ่ทางฟิลิปปินส์ก็ใจดีมีน้ำใจจัดการพบปะเจรจาให้อย่างดี ก็จัดเวทีเจรจาที่โรงแรมในกรุงมะนิลากันเลย หลังจากที่ไปตรวจสต็อกข้าวรูปแบบที่ 3 ในโกดังของรัฐเสร็จแล้ว พวกเราคณะฝ่ายสำนักเลขานุการแอปเตอร์พยายามสาธยายถึงประโยชน์ที่ผู้ซื้อหรือเจ้าสาวจะได้รับ และย้ำว่าการทำสัญญาระหว่างกันนั้น ผู้ซื้อน่าจะเกิดประโยชน์กว่าด้วยซ้ำ เพราะเป็นสิทธิของผู้ซื้อว่าเมื่อเกิดภัยพิบัติแล้ว จะสั่งซื้อจริงหรือไม่ก็ไม่ก็ได้ เป็นการการันตีว่า อย่างไรเสียผู้ซื้อก็จะมีข้าวมาช่วยเหลือประชาชนผู้ขาดแคลนได้อย่างแน่นอน เจ้าหน้าที่ผู้ใหญ่ เอ็นเอฟเอ หรือ National Food Authority วันนั้นแม้ว่าจะดูแลต้อนรับขับสู้ เลี้ยงข้าวเย็นอย่างดี แต่ทว่ายังสงวนท่าทีไม่ตอบรับอยู่ดีไม่จะเอาไม่เอา

ธรรมเนียมของฟิลิปปินส์นั้นคือ ขอให้เอาสนุกไว้ก่อนอย่างอื่นเอาไว้ทีหลัง มีอีกครั้งที่หลังจากที่ฝ่ายผู้ขายอุตส่าห์เชิญผู้แทนฟิลิปปินส์ไปคุยกันถึงกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นโน่น กำหนดรายละเอียดข้อเจรจากันได้ก้าวหน้าพอสมควร และคิดว่าจะมาคุยต่ออีกครั้งที่กรุงมะนิลาก็จะลงเอย ซึ่งครั้งนี้ฝ่ายสำนักเลขานุการก็ไปด้วย หวังจะได้ข่าวดีมีความคืบหน้า แต่เอาเข้าจริงทางฝ่ายญี่ปุ่นกลับต้องนั่งกุมขมับ เพราะเจอระเบียบปฏิบัติการจัดซื้อจัดจ้างที่ทางฟิลิปปินส์อ้างตามกฎหมาย จนทำให้การเจรจาต้องหยุดกลางครัน

สุดท้ายท่านผู้บริหารสูงสุดของเอ็นเอฟเอ ก็ตัดบทและพาพวกเราทั้งหมดไปห้องรับรองจัดเลี้ยงของเอ็นเอ็ฟเอ เพื่อเลี้ยงอาหารค่ำแบบจัดเต็ม แถมมีดนตรีนักเต้นมืออาชีพเกรดเอ ร้องรำทำเพลงกันสนุกสุดเหวี่ยง ปานว่าคืนนั้นเป็นคืนเฉลิมฉลองความสำเร็จในการเจรจาซื้อขายข้าว ทั้งที่ความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 19 กันยายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/441473

566101

ซอกแซกอาเซียน : 19 กันยายน 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เวลาที่ผมไปเข้าร่วมประชุมเพื่อชี้แจงการดำเนินงานของแอปเตอร์ การเข้าพักโรงแรม จะดีหรือไม่ดี ก็แล้วแต่สถานที่จัดประชุมครับ ถ้าเป็นประเทศที่เจริญแล้ว อย่างเช่น สิงคโปร์ ราคาโรงแรมก็จะค่อนข้างแพง แต่ถ้าเป็นประเทศไม่ค่อยเจริญราคาก็จะย่อมเยาว์ลงมา อาหารเช้าที่โรงแรมกรณีพักหรู ก็จะมีอาหารเช้าแบบบุฟเฟต์จัดเต็ม กินกันจนคอเลสเตอรอลขึ้นสูงปรี๊ดเลย ถ้าเป็นเมืองเล็กๆ อาหารเช้าบางทีก็มี บางทีก็ไม่มี ที่มีก็จะมีแบบพอกินอิ่ม หารสชาติพิเศษคงยาก แต่กระนั้นก็ตาม บางครั้งถ้าสะดวก และเพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณของแอปเตอร์กรณีไปประชุมในเมืองใหญ่สถานจัดประชุมเป็นโรงแรมหรู ราคาแพง ผมและทีมงานก็จะเลือกไปพักโรงแรมอื่นที่อยู่ไม่ไกลและราคาย่อมเยากว่า ตอนที่ไปประชุมที่เกาะปาลาวันครั้งนี้ ผมก็เลือกจองเป็นโรงแรมเล็กๆพออยู่อาศัยได้ มีอาหารเช้าแบบง่ายๆ พอกินอิ่มและก็เป็นคนละที่กับโรงแรมที่จัดประชุม ทางเจ้าภาพฟิลิปปินส์จะมีรถบริการรับส่งเช้าเย็น นั่งคันไหนต้องคันนั้นตลอด ต้องจำไว้ให้ดีครับ

เคยเล่าบรรยากาศในที่ประชุมไปแล้วบ้างว่า โดยส่วนใหญ่จะถ้อยทีถ้อยอาศัยให้เกียรติซึ่งกันและกัน แต่ตอนนี้จะขอเล่าถึงคนๆหนึ่งที่มีความพิเศษที่ควรเล่า แต่คงไม่ได้หมายความว่าไปนินทาแกนะครับ เป็นการเล่าสนุกๆ เท่านั้น แกคนนี้เป็นตัวแทนจากประเทศหนึ่ง ซึ่งเป็นที่รู้จักกล่าวขานกันทุกคนว่า แกค่อนข้างโหดและเรื่องมาก เอ่ยชื่อแก เป็นที่รู้จักหมด ตั้งแต่สมัยเป็นสิบปีมาแล้ว และอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ ทั้งนี้ เพราะแกคือคนเดียวที่อยู่ยงคงกระพัน ยืนหยัดเข้าประชุมในระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสของอาเซียน

ขนาดไม่รวมอดีตที่ผมยังไม่มาอยู่ในแวดวงนี้ เอาแค่ช่วง 3 ปีที่ผมเข้ามาทำงานกับแอปเตอร์ ผมเจอคุณคนนี้ตลอดทุกครั้งในการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียน หรืออาเซียนบวกสาม ไม่มีครั้งใดที่ผมไม่เคยเจอ อันนี้ต่างจากผู้แทนประเทศอื่นๆ ที่มักจะสับเปลี่ยนเวียนหน้าใหม่ๆ มาเสมอๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้แทนของประเทศไทยเราเอง การที่ส่งเขามาประชุมคนเดียวอย่างต่อเนื่องนี้ ถือเป็นเรื่องที่ดีมากและน่าชื่นชมเอาเป็นแบบอย่าง เพราะเกิดผลดี ทำให้ทราบสถานการณ์ความเป็นไปทุกอย่างทั้งเรื่องเดิม เรื่องปัจจุบัน และเรื่องที่จะต้องตัดสินใจต่อไปในอนาคต ลักษณะเช่นนี้เป็นเงื่อนไขที่สำคัญและควรส่งเสริมให้เกิดขึ้น แต่ทั้งๆ ที่ทราบ ในทางเป็นจริงกลับทำกันไม่ค่อยจะได้ ผมจำได้ว่าสมัยเคยเป็นคณะกรรมการด้านข้าว มีการประชุมที่กระทรวงพาณิชย์เกือบทุกสัปดาห์ มีท่านผู้แทนจากกระทรวงมหาดไทยก็ปฏิบัติเช่นนี้เหมือนกัน เป็นท่านเดียวตลอดที่มาเข้าประชุม ผมยังชื่นชมระบบของกระทรวงมหาดไทยในตอนนั้น

คนที่ผมกล่าวถึงนี้เป็นที่รู้จักของทุกคนที่เข้าประชุม เนื่องจากแกรู้เยอะ แน่ละแกจับเรื่องเดียวกันนี้มาเป็นสิบๆ ปี ขณะที่คนอื่นเพิ่งจะมาจับก็มี เลยไม่ค่อยรู้อะไร แกเลยไล่เลียงได้ทุกประเด็น ประเภทที่ว่า แม้แต่ฝ่ายเลขานุการบางครั้งยังรู้และเข้าใจน้อยกว่าแกด้วยซ้ำ และแกก็ไม่เคยปล่อยให้แต่ละหัวข้อหรือประเด็นผ่านไปง่ายๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องโปรโตคอลต่างๆ โถ ก็แกคร่ำหวอดมานานขนาดนั้น ใครก็สู้แกไม่ได้ ชนิดที่ว่าเมื่อใครถึงวาระจะเสนออะไร ทุกคนก็จะต้องหวั่นใจกับแก พูดถึงออกตัวก่อนเสมอว่า อีตา…จะว่ายังไงวะเนี่ย ผมเองก็ทุกครั้งที่นำเสนอ แกต้องมีคำถาม ไม่นิดก็หน่อย มีเรื่องที่ต้องตอบแกไม่ขาด

แต่บางที ความเห็นของแกคนนี้ ก็อาจมีคนไม่เห็นด้วย อาจด้วยความเป็นชาตินิยม หรือด้วยความหมั่นไส้ที่แกพูดเยอะและก็มีความเห็นไปทุกเรื่อง บางทีพอออกมานอกห้องประชุมก็จะมีผู้แทนบางประเทศ เข้ามาแสดงความเห็นใจเราที่ถูกต่อว่า หรือเอาเราเป็นพรรคพวกด้วยการมาพูดตำหนิคืนเขาคนนั้นก็มี หรือมาพูดว่า มันพูดมากเกินไปก็มี กลุ่มคนพวกที่มักวิจารณ์บลัฟกันนี้ก็ไม่ใช่คนอื่นไกล เป็นคนวนเวียนกันใหมู่ประเทศอาเซียนที่อยู่ในแผ่นดินใกล้ๆ กับประเทศไทยเราเองนี่แหละครับ

แต่ในที่ประชุมตรงๆ ก็มีอยู่ครั้งหนึ่งในการประชุมที่สิงคโปร์ ที่มีผู้แทนกระทรวงเกษตรฯของไทยโต้กับแกคนนี้อย่างไม่ไว้หน้า และนี่ก็คือการเมืองระดับระหว่างประเทศครับ โต้กันแรงๆ แต่เอาเข้าจริงก็ไม่มีอะไรกัน ยังวนเวียนเจอะกันในเวทีต่างๆ บางครั้งก็เจอกันระหว่างเดินทางแถวสนามบินก็มี ถือเป็นเรื่องปกติครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 12 กันยายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/439772

566101

ซอกแซกอาเซียน : 12 กันยายน 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเกษตรและป่าไม้ที่ไม่เล่าถึงไม่ได้อีกครั้งหนึ่ง จัดขึ้นที่เมืองปวยร์โต-ปรินเซซา (Puerto-Princesa) เกาะปาลาวัน ซึ่งเจ้าภาพฟิลิปปินส์ได้เลือกสถานที่ประชุมเป็นโรงแรมริมทะเลที่สวยงาม ในพิธีเปิดก็มีท่านประธาน เป็นรัฐมนตรีเกษตรของฟิลิปปินส์ แต่ก่อนพิธีเปิด ทุกครั้งการจัดงานเกี่ยวกับประชาคมอาเซียนนั้น สิ่งหนึ่งที่ฟิลิปปินส์ให้ความสำคัญและต้องมี คือ การออกมาร้องเพลงประสานเสียงเพลง ASEAN Way ผมไปเข้าร่วมประชุมที่ประเทศอื่นๆ แบบเดียวกัน บางทีก็ไม่มีเพลงนี้ หรือมีก็เป็นการเปิดเทป ต่างจากฟิลิปปินส์ที่มักใช้วิธีร้องสดๆซึ่งทุกครั้งที่ได้ยินผมจะรู้สึกขนลุกและชื่นชมมากครับ เพราะเขาร้องประสานเสียงได้ดีมากๆ ก็เรื่องร้องรำทำเพลงนี้ต้องยกให้เขาล่ะสำหรับคนฟิลิปปินส์ ผมรู้จักดี สมัยเรียนปริญญาโทที่สถาบันเอไอที มีนักศึกษาจากฟิลิปปินส์มาเรียนเยอะ เนื่องจากเป็นสถาบันดังและเป็นที่ใฝ่ฝันของคนฟิลิปปินส์ที่จะต้องสอบชิงทุนมาเรียนให้ได้ เวลาจัดงาน cultural show นักศึกษาฟิลิปปินส์มักจะกวาดรางวัลไปเรียบ เพราะร้องเก่งเต้นเก่ง ไม่มีเหนียมอาย ไม่มีชาติไหนในทวีปเอเชียเทียบได้ ท่านผู้อ่านคนไทยหากไม่เคยฟังเพลง ASEAN Way ก็ลองไปหาเปิดฟังดูนะครับ บอกเพิ่มเติมด้วยความภูมิใจอีกนิดคือเป็นเพลงที่แต่งโดยคนไทย ชนะการประกวดเพลงประจำอาเซียน จากที่ประเทศอาเซียนหลายๆประเทศส่งเข้าประกวดกันครับ

อย่างที่เคยเล่ามาก่อนหน้านี้เวลาผู้แทนประเทศประชุมกันทุกครั้ง ผมในฐานะผู้จัดการทั่วไป หรือจีเอ็มของแอปเตอร์ไม่ได้อยู่ในห้องเข้าประชุมร่วมกับเขา ยกเว้นในช่วงเวลาพิธีเปิดที่อยู่ได้ ทั้งนี้ เพราะผมเป็นเพียงลูกจ้าง และก็ไม่ได้เป็นผู้จัดการประชุมเหมือนฝ่ายสำนักเลขาธิการอาเซียน ผมและคนอื่นที่เป็นเหมือนผมจะต้องนั่งรออยู่ข้างนอกถ้าผู้จัดใจดี เขาอาจจัดห้องพิเศษให้นั่งข้างๆ ห้องประชุมใหญ่ แต่ถ้าเขาใจร้าย พวกผมถ้าไม่มีโซฟาหน้าห้องประชุมให้นั่งรอ ก็จะต้องยืนเดินเกะกะๆ ไปมาแถวๆ หน้าห้องนั่นแหละครับจะไปไหนไกลก็ไม่ได้ เพราะต้องสแตนด์บายรอเขาเรียกเข้าไปนำเสนอผลงาน แต่ก็พอทราบคร่าวๆ ครับ เพราะวาระการประชุม หรืออะเจนดะ เขากำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วว่าประมาณช่วงไหน สภาพเช่นนี้ ก็เหมือนกับตอนทำงานราชการ ช่วงที่ต้องไปชี้แจงงบประมาณที่อาคารรัฐสภา ที่ต้องรอแล้วรอเล่าจนบางคนถึงกับนั่งหลับ บางทีต้องรอจนถึงสามทุ่ม เขาส่งเจ้าหน้าที่ออกมาบอกว่า วันนี้ไม่เข้า (หมายถึงวาระยังไม่ถึง) ให้กลับบ้านไปก่อนก็มี

การที่ผมนั่งรอนำเสนออยู่นี้ บางครั้งก็ได้เจอะเจอกับคนที่ไม่คิดว่าจะเจอ อย่างเช่นที่ปาละวัน คนหนึ่งที่ผมเผอิญเจอ คือ รองผู้อำนวยการใหญ่สถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ หรือ IRRI ที่ตั้งอยู่ที่ประเทศฟิลิปปินส์นั่นเอง ได้แก่ คุณโทเลนตีโน ที่มีชื่อเล่นว่าโทนี่ แกกับผมรู้จักกันนานแล้ว ตั้งแต่ผมอยู่กรมการข้าว เคยไปเยี่ยมแกที่ IRRI และแกก็เดินทางมาเมืองไทยหลายครั้ง เมื่อเจอโดยบังเอิญ ผมถามแกว่า มางานนี้ด้วยเรื่องอันใดรึ แกบอกว่าแกมานำเสนอโปรเจกท์สำคัญอันหนึ่ง เพื่อให้รัฐบาลอาเซียนรับรู้รับทราบ และหากเห็นด้วย หรือสนใจจะได้ช่วยสนับสนุนให้ดำเนินการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนด้านการเงิน (อันหลังผมเดาเอานะ เพราะแกไม่ได้พูด) สภาพที่บิ๊กแมนองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ มาเดินหรือนั่งหน้าห้องแบบกระยาจกเช่นนี้ ต่อๆ มาผมก็เห็นตลอด ที่สิงคโปร์ คุณมอเรล นายใหญ่คนใหม่ล่าสุดของ IRRI ก็มานำเสนอด้วยตัวเองในที่ประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียน

คิดไปคิดมา ก็นับเป็นความโชคดีขององค์กรแอปเตอร์ที่ผมอยู่นี่นะครับ ที่เรามีความตกลงที่ผูกมัดให้ประเทศสมาชิกต้องจ่ายเงินสนับสนุนในอัตราตายตัวทุกปี เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่าย ไม่ต้องไปเที่ยวเสนอโปรเจกท์เพื่อขอรับการสนับสนุนจากใครๆ แต่เดิมผมคิดว่าเข้ามาเป็น จีเอ็ม ที่นี่อาจจำเป็นต้องดิ้นรนเพื่อหาเงินมาเพิ่ม เพราะตอนสอบสัมภาษณ์ ก็มีท่านกรรมการท่านหนึ่งถามผมถึงวิธีการบริหารเพื่อนำมาซึ่งรายได้ ดังนั้นพอเข้ามาเป็น จีเอ็ม ก็ได้พยายามติดต่อธนาคารเพื่อร่วมทำ ซีเอสอาร์ โดยขออัตราเงินฝากพิเศษ เพื่อหวังว่าจะนำดอกเบี้ยสูงๆมาเป็นทุน ไปคุยกับผู้จัดการแบงก์บางแห่ง รวมทั้ง ธ.ก.ส.ด้วย แต่ก็ไม่สำเร็จ ได้คุยกับอดีตนายกสมาคมโรงสีข้าวเพื่อทำโปรเจกท์หาเงินเข้าองค์กร แต่พอนำเรื่องนี้ไปคุยนอกรอบกับคณะมนตรีแอปเตอร์บางคน กลับเห็นต่าง โดยเขาเตือนว่า ถ้าเราไปเอาเงินเขามา เท่ากับว่าเราก็จะถูกผูกมัดด้วยลูกเกรงใจ ความเป็นกลางซึ่งถือเป็นค่านิยมหลักของแอปเตอร์ก็จะหมดไป คิดถึงมุมนี้แล้ว ผมก็ได้ช่องและเลิกความคิดที่จะหาเงินเข้าแอปเตอร์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้น

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 5 กันยายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/438178

566101

ซอกแซกอาเซียน : 5 กันยายน 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การประชุมระดับอาเซียนที่เพิ่งจบไปสดๆ ร้อนๆ ตามที่ได้เคยบอกไปแล้ว คือ การประชุมคณะกรรมการสำรองอาหารเพื่อความมั่นคงแห่งภูมิภาคอาเซียน หรือ ASEAN Food Security Reserve Board เรียกย่อๆ ว่าAFSRB ซึ่งมีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ของประเทศไทย เป็นฝ่ายเลขานุการ รายการนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15-16 สิงหาคม ที่ผ่านมาที่โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน แถวถนนเจริญกรุง ติดแม่น้ำเจ้าพระยา ครับ ก็มีเจ้าหน้าที่รัฐบาลระดับสูงของประเทศอาเซียนเข้ามาร่วมการประชุม ยกเว้น 2 ประเทศ ที่ไม่สามารถเข้ามาร่วมประชุมครั้งนี้ได้ คือ สปป. ลาว และอินโดนีเซีย แล้วก็มีแอปเตอร์ คือหน่วยงานที่ผมทำอยู่ กับแอฟซิส หรือ ASEAN Food Security Information System (AFSIS)ซึ่งก็เป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นพิเศษอีกแห่งของอาเซียน ทำหน้าที่ด้านรวมรวมข้อมูลสมาชิกแต่ละประเทศในด้านการผลิตพืชอาหาร มีสำนักงานอยู่ที่สำนักงานเศรษฐกิจ เหมือนกันกับแอปเตอร์ ก็ได้เข้าไปร่วมประชุมด้วย

ท่านอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ท่านได้ให้ความสำคัญต่อการเป็นเจ้าภาพของประเทศไทยอย่างมาก โดยนอกจากท่านจะให้เกียรติมาเป็นประธานกล่าวเปิดประชุมแล้ว ท่านยังนั่งเป็นประธานในที่ประชุมด้วยตนเองตลอดระยะเวลาการประชุมทั้ง 2 วัน อีกทั้งในช่วงเย็นวันแรกที่มีการจัดงานเลี้ยงรับรอง ท่านยังอยู่ร่วมงานเพื่อสร้างสัมพันธไมตรีกับสมาชิกและพวกเราโดยตลอด สำหรับเนื้อหาการประชุมครั้งนี้ ซึ่งก็เป็นรูปแบบเดียวกันกับทุกครั้ง คือ การรายงานของแต่ละประเทศถึงสถานการณ์การผลิตและการตลาด ตลอดจนการบริโภคของพืชอาหารสำคัญ 4 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด น้ำตาล และถั่วเหลือง พร้อมทั้งการซักถามทำความเข้าใจ ทั้งนี้ เพื่อจะได้รวบรวม วิเคราะห์ถึงความพอเพียงต่อการบริโภคหรือขาดแคลน อันถือว่าเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของความมั่นคงทางอาหาร แต่ในส่วนของแอปเตอร์และแอฟซิส ซึ่งเป็นหน่วยงานภาคปฏิบัติ ก็จะรายงานผลการดำเนินงานต่างๆ เพื่อให้ประเทศสมาชิกทราบ

ผมขอเรียนเพิ่มเติมว่า การรายงานของเราทั้งสองนั้น ความจริง ในที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียน หรือ SSOM ก็ได้มีการรายงานไปเช่นเดียวกัน แต่ดูเหมือนสถานะองค์กรและความเข้มข้นจะค่อนข้างต่างกัน เพราะในเวที SOM หรือ AMAF นั้น เราจะต้องรายงานเพื่อพิจารณาด้วย และบางเรื่องต้องขอความเห็นชอบ ซึ่งโดยทั่วไป อาจถูกซักไซ้ไล่เลียงหนักกว่าการรายงานที่ประชุมวันนี้มาก อีกทั้งในที่ประชุม SOM ทั้งแอปเตอร์และแอฟซิสไม่ถือว่าว่าเป็นองค์ประชุม ดังนั้น จะเข้าไปในที่ประชุมได้ก็เฉพาะตอนที่มีวาระให้รายงานได้เท่านั้น การประชุม AFSRB จึงเป็นไปในลักษณะผ่อนคลายมากกว่า ผู้แทนประเทศก็ไม่จำเป็นต้องอาวุโสอะไรมากมายครับ

ไฮไลท์ของรายการนี้ เนื่องจากคอลัมน์ซอกแซกอาเซียนของผม ไม่ได้เน้นเกี่ยวกับเนื้อหาการประชุมโดยตรง ผมจึงจะขอเล่าเกี่ยวกับงานจัดเลี้ยงภาคค่ำของวันแรก เพราะเป็นรายการพิเศษสุดที่แขกเหรื่อต่างพากันประทับใจ นั่นก็คือ การรับประทานอาหารค่ำในเรือล่องแม่น้ำเจ้าพระยาอันสวยงามตระการตา พารื่นรมย์ ซึ่งความจริงผมนั่งใกล้ๆ เพื่อนอาเซียนได้ยินประกาศตั้งแต่ตอนเช้าว่าจะมีรายการนี้ ก็ฮือฮามาครั้งหนึ่งแล้ว เพราะย่านอาเซียน ผมไปมาหลายประเทศไม่มีแม่น้ำสวยงามประดับด้วยแสงไฟ มีปราสาทราชวัง วัดวาอารามสองฝั่งที่อะร้าอร่ามแบบนี้เลย เมื่อกินข้าวในชั้นสองของเรือเสร็จ ทุกคนก็จะขึ้นไปชั้นสามที่เป็นดาดฟ้า ยืนชื่นชมกับความงดงามที่ผมกล่าวมาบ้างก็เดินไปทางหน้าลำเรือที่สามารถมองทัศนียภาพได้ไกลออกไป สลับกับการพูดคุยกันอย่างชื่นมื่น

แม้เรือใหญ่ที่เราใช้บริการจะมีแขกกลุ่มอื่นขึ้นมาด้วยก็ตาม ท่านประธานคือท่านอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ท่านอยู่ร่วมกับพวกเรา พูดคุยกับทุกคนอย่างเป็นกันเอง ชนแก้วกับทุกคน จนเกือบจะไปชนกับนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นที่อยู่ใกล้ๆ แต่ไหวทันที่สังเกตเห็นหน้าตาตี๋ๆ
แสดงความเป็นจีนแท้ที่ไม่น่าจะเป็นพวกเราแน่ เลยถอยออกมาก่อนได้ทัน เรือใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง เสร็จแล้วมาจอดเทียบท่าโรงแรม รอส่งคนขึ้น ท่านอธิบดีและพวกเรายังจับกลุ่มถ่ายรูปกันส่งท้ายอีก เสร็จคืนนั้น ทราบว่ามีผู้แทนจากประเทศหนึ่งรีบแจ้งญาติทางบ้านให้บินมากรุงเทพฯ ด่วน พร้อมหาข้อมูลจองนั่งเรือลำเดียวกันในคืนวันต่อไป นี่แหละเสน่ห์อันหาได้ยากของกรุงเทพฯ ของเราละ
ก็ต้องขอบคุณท่านอธิบดีและทีมงานกรมการค้าต่างประเทศกระทรวงพาณิชย์ ไว้ ณ ที่นี้เป็นอย่างสูงครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 29 สิงหาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/436499

566101

ซอกแซกอาเซียน : 29 สิงหาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ไปประชุมที่เมืองเว้ทั้งที ได้เล่าเรื่องที่เป็นงานเป็นการเกี่ยวกับการประชุมไปแล้ว ถ้าไม่พูดเรื่องอื่นๆ เสียเลยก็จะดูกระไรอยู่ เพราะเว้ เป็นเมืองที่สวยงาม สมเป็นเมืองหลวงเก่า และมีพระราชวังเป็นมรดกโลก และถ้าจะเทียบกับฮานอยที่เป็นเมืองหลวงปัจจุบันแล้ว เว้ดูสะอาด เป็นสัดเป็นส่วน มีฟุตบาทเรียบสวย ร้านรวงข้างทางสดใสสว่างไสว น่าเดินกว่ามากทีเดียว แต่ที่เว้และฮานอย รวมถึงเมืองอื่นๆ ในเวียดนามเหมือนกันแน่นอน คือ เดินบนฟุตบาท หรือถนนหนทาง สนามหญ้า สามารถเดินเชิดหน้าชูตาได้เต็มที่ ไม่ต้องก้มดูทางเดินด้วยกังวลว่าจะเหยียบก้อนอึหมา เซฟสุดๆ ครับ ที่นั่น เพราะระหว่างที่เดินไปไหนๆ ก็แล้วแต่ ไม่เห็นหมาจรจัดเดินเตร็ดเตร่แม้แต่ตัวเดียว

ช่วงบ่ายของการประชุมวันที่ 2 ซึ่งการประชุมเฉพาะประเทศอาเซียนเสร็จแล้ว ทางผู้จัดก็ได้จัดรถยนต์เป็นรถตู้ พร้อมเจ้าหน้าที่ Liaison หรือผู้ประสานงานที่คอยให้ความช่วยเหลือผู้มาร่วมประชุมไว้ให้คันละ 1 คน สำหรับบริการอำนวยความสะดวกดูแลผู้มาประชุมเพื่อเดินทางไปชมพระราชวังเมืองเว้ มีรถยนต์อยู่ด้วยกันเกือบสิบคัน ซึ่งทีมงานแอปเตอร์รวมทั้งผมก็ได้เดินทางไปชมด้วย โดยนั่งรถตู้คันเดียวกับทีมจากประเทศเมียนมามีเจ้าหน้าที่ Liaison สาววัยรุ่น 1 คน นั่งไปด้วย ความจริงเมืองเว้และพระราชวังจักรพรรดิเวียดนามนี้ ผมเคยไปมาแล้ว เมื่อครั้งอบรม ก.พ. เมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว สมัยนั้นด้วยความที่รัฐบาลมีเงินจำกัด ก.พ. เลยจัดให้ไปแบบประหยัดมากๆ คือ ไปทางบก โดยนั่งรถยนต์จากมุกดาหาร ผ่านประเทศสปป.ลาว เข้าเวียดนามเพื่อมาที่เมืองเว้ ต่อไปดานังและฮอยอันฉันรักเธอ ตอนที่ไปตอนนั้นแม้จะนั่งรถใช้เวลาเป็นวันๆ แต่ก็สนุกมาก เพราะไปกันเป็นกลุ่มใหญ่เป็นร้อยๆ คน อีกทั้งสังขารก็ยังไม่แก่โรยร่วงเหมือนตอนนี้ครับ การไปชมพระราชวังเมืองเว้ครั้งนี้มีไกด์ชาวเวียดนามบรรยายด้วย เป็นสตรีวัยกลางคนแต่งชุดเอ๋าหญ่ายซึ่งเป็นชุดประจำชาติ พูดอังกฤษได้ค่อนข้างคล่องเชียว เธอบรรยายเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และชีวิตความเป็นอยู่จักรพรรดิองค์ต่างๆ จนกระทั่งองค์สุดท้ายของเวียดนาม หรือจักรพรรดิเบ๋าได๋ ฟังแล้วก็คล้ายๆ กับจักรพรรดิปูยีจักรพรรดิองค์สุดท้ายของจีน มีอำนาจล้นพ้นสั่งอะไรได้หมด แต่ขณะเดียวกันชีวิตก็ถูกจำกัดด้วยขนบธรรมเนียมประเพณี ไม่สามารถจะเลือกทำอะไรได้เช่นเสรีชนโดยทั่วไป แม้แต่การจะออกจากพระราชวังไปยลโฉมโลกภายนอกก็ยังทำไม่ได้เช่นในกรณีของจักพรรดิปูยี ซึ่งแทบไม่ต่างจากการถูกจองจำในที่คุมขัง ไกด์สาธยายต่อไปว่า จักรพรรดิเวียดนามบางองค์มีนางสนมถึง 500 คน วันๆ ต้องนอนกับสนมถึง 6 คน ถามว่า แล้วอย่างนี้จะเอาเวลาหรือพละกำลังที่ไหน ไปบริหารราชการแผ่นดิน จึงต้องเสาะแสวงหายาดีบำรุงกำลังจากทั่วสารทิศเพื่อทำให้ร่างกายกำยำแข็งแรง ผมไม่รู้ว่าสุขหรือทุกข์กันแน่ แต่เท่าที่ฟังจากไกด์สาวเล่ามา จักรพรรดิ์พวกที่มีสนมเป็นร้อยมักอยู่ปกครองบ้านเมืองได้นานสงบสุขดี แต่จักรพรรดิเบ๋าได๋เป็นคนรุ่นใหม่ เรียนจบฝรั่งเศส เลยทำตัวทันสมัย มีมเหสีเพียงคนเดียว แต่กลับครองเมืองอยู่ได้แป๊บเดียว ถูกล้มราชบัลลังก์ไปในที่สุด ไกด์เลยแนะเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ไปชมปัจจุบันว่า ควรจะเอาทางเลือกไหนเป็นแบบอย่าง

การไปชมพระราชวังเมืองเว้อันกว้างใหญ่และสวยงาม จบลงที่คณะเราทั้งหมดพากันมาขึ้นรถตู้คันเดิมที่เจ้าภาพเวียดนามจัดให้ ปรากฏว่ารถยนต์คันที่พวกเรานั่ง ผู้โดยสารทุกคนนั่งกันในรถพร้อมแล้ว แต่กลับไม่เห็นเจ้าหน้าที่ Liaison สาวคนนั้น รออยู่สักพักก็มีโทรศัพท์โทร.มาถามโชเฟอร์ ว่าในรถเรามีคนโดยสารอยู่บ้างไหม เพราะเจ้าหน้าที่ Liaison ประจำรถยนต์ตามหาตัวอยู่ พวกเราเลยตอบไปว่า ผู้โดยสารทุกคนรออยู่ในรถพร้อมแล้ว ขาดแต่เรซองคนเดียวเท่านั้น รถยนต์เลยยังออกเดินทางไม่ได้สักที รถคันอื่นเขาออกเดินทางกลับโรงแรมกันไปหมดแล้วจ้า

วันสุดท้ายของการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสการเกษตรฯ ทางเวียดนามจัดให้มีการศึกษาดูงาน แต่คณะแอปเตอร์เราไม่อยู่ดู เช้าวันนั้นก็ขออนุญาตเดินทางกลับก่อน คณะเราเดินทางย้อนศรกลับเส้นทางเดิม แต่ต้องมารอเครื่องกลับกรุงเทพฯ ที่สนามบินโฮจิมินห์ อยู่หลายชั่วโมง หาร้านอาหารกินมื้อกลางวันแก่ๆ เป็นร้านขายอาหารหลักของเขา คือ “เฝ๋อ” ภาษาอังกฤษเขียนว่า PHO กินกันคนละชามส่งท้าย เพื่อจะได้จดจำรำลึกไว้ตราบนานเท่านาน ว่าอยู่ที่เวียดนามนั้น ทุกเช้าสายบ่ายเย็นมีเฝ๋อให้กินอยู่ตลอดในทุกที่และทุกเวลาครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 22 สิงหาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434833

566101

ซอกแซกอาเซียน : 22 สิงหาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

มาลุ้นกันต่อกับทริปการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านเกษตร ประมงและป่าไม้ หรือ SSOM AMAF Meeting ซึ่งปีนี้จัดขึ้นที่เมืองเว้  ประเทศเวียดนาม ของผมและคณะแอปเตอร์ ที่เล่าค้างไว้เมื่อสัปดาห์ที่ก่อนกันครับ หลังจากที่เครื่องบินการบินไทย เดินทางไปถึงสนามบินโฮจิมินห์เป็นเวลาก่อนที่เครื่องบินเวียดนามแอร์ไลน์ส จะออกเพียงประมาณ 40 นาทีเท่านั้น แน่นอนว่าเมื่อเครื่องเข้าหลุมจอด พวกเราต่างทำใจแล้ว ว่าตกเครื่องแน่นอน และถ้าตกจริง เวลาที่จะออกเที่ยวต่อไปต้องรอจนเย็นโน่น และก็ไม่แน่ใจอีกว่า จะมีที่นั่งเหลือหรือเปล่า แต่ถึงกระนั้น พวกเราก็ต้องเสี่ยง เพราะต้องต่อสู้ต่อไปจนกว่าจะรู้แพ้รู้ชนะ

พวกเรารอเข้าคิวตรวจคนเข้าเมือง และก็วิ่งแข่งกันไปรอรับกระเป๋า จนได้ครบเหลือเวลาออกบินเที่ยวต่ออีกเพียงสิบนาที ใช้เวลาลากกระเป๋าวิ่งฝ่าฝูงชนที่ขวักไขว่ราวกับหนอน จากเทอร์มินัลระหว่างประเทศไปยังเทอร์มินอลในประเทศอีกประมาณ 5 นาที (ตรงเป๊ะอย่างที่ศึกษามาแล้ว) วิ่งเข้าไปที่เคาน์เตอร์ ปรากฏว่าผู้โดยสารทุกคนไปขึ้นเครื่องหมดแล้ว เหลือเจ้าหน้าที่สายการบินเวียดนาม 2-3 คน ยืนทำหน้ายักษ์ ถือบอร์ดดิ้งพาส หรือบัตรขึ้นเครื่องบินของพวกเราปึกหนึ่ง (เพราะคนไทยมีราวยี่สิบคน) รีบดูพาสปอร์ตที่ละคนแล้วไล่ให้พวกเราลากกระเป๋าขึ้นไปชั้น 2 เพื่อลากไปโหลดที่เครื่องบินด้วยตัวเอง คือ สรุปแล้วทันครับ แต่ทันด้วยความทุลักทุเลและเหนื่อยสุดๆ เข้าใจว่าทางสายการบินเวียดนามก็คงทราบว่าเครื่องต้นทางดีเลย์ เลยรอ และอีกอย่างเพราะพวกเรามีมาก เป็นคนกลุ่มใหญ่ เขาจึงรอ ทุกคนโล่งอก ไม่ต้องยุ่งยากหาเครื่องใหม่ บางคนตัดพ้อสายการบินแห่งชาติเดียวกันเองว่า ที่บอกว่า รักคุณเท่าฟ้าน่ะ รักจริงหรือเพียงพูดไปงั้นๆ เท่านั้น

ผมเล่าเหตุการณ์ข้างต้น เป็นสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ไม่ได้มีเจตนาจะวิจารณ์ว่าถูกไม่ถูกหรือตำหนิติเตียนใครแต่ประการใด เพราะเชื่อว่ามันต้องมีสาเหตุจำเป็นอะไรสักอย่าง คงไม่มีใครอยากจะผิดนัดหรอก และเท่าที่นั่งเครื่องบินทุกวันนี้ การดีเลย์หรือขึ้นบินช้ากว่าเวลากำหนดนั้น ก็เป็นสิ่งที่เห็นอยู่เป็นประจำ จนแทบจะไม่ค่อยเห็นเครื่องบินที่ขึ้นตรงต่อเวลาเลย ที่เมียนมามีครั้งหนึ่งที่ผมและคณะเดินทางมาถึงสนามบินย่างกุ้งช้ากว่ากำหนด เนื่องจากการจราจรคับคั่งมาก คำนวณการเดินทางผิด คิดว่าอย่างไรเสียก็คงต้องนอนค้างอีกคืนแน่ๆ แต่ปรากฏว่าเครื่องการบินไทยดีเลย์ไปเป็นชั่วโมง และทางผู้ใหญ่เมียนมาได้ส่งคนไปคุยกับเคาน์เตอร์เช็คอินก่อน เราเลยได้กลับกรุงเทพฯคืนนั้น กลับกลายเป็นว่า เครื่องดีเลย์แล้วเป็นผลดีซะอีก ขอบคุณครับ

ที่การประชุม SSOM AMAF Meeting นี้ ผมต้องนำเสนอผลการดำเนินงานของแอปเตอร์ต่อที่ประชุมตามระเบียบวาระที่ฝ่ายเลขานุการการประชุม หรือสำนักเลขาธิการอาเซียนจัดให้ ซึ่งก็เหมือนกันกับการประชุมทุกครั้ง มีสาระของผลการดำเนินงานของแอปเตอร์สำหรับคราวนี้ ได้แก่ ความสำเร็จในการเริ่มต้นทำ Tier 1 ระหว่างญี่ปุ่น ในฐานะประเทศผู้ขาย กับฟิลิปปินส์ ในฐานะของประเทศผู้ซื้อ จำนวนข้าวสาร 10,000 ตัน การได้รับบริจาคข้าวเพื่อช่วยเหลือประเทศผู้ประสบภัยตาม Tier 3 รวมกันจำนวน 4,000 ตันเศษ จากประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ การเผยแพร่ข้อมูลสถานการณ์ด้านความมั่นคงอาหารในภูมิภาค การประชาสัมพันธ์ การขยายเวลาบริจาคเงินทุนสนับสนุนการดำเนินงานของแอปเตอร์ในเฟส 2 ระหว่างปี 2518-2522 และการแก้ไขเอกสารแนบของความตกลงแอปเตอร์ ซึ่งประเทศสมาชิกต้องเร่งรัดให้สัตยาบัน เป็นต้น

การนำเสนอของผมนั้นต้องเสนอ 2 ครั้ง คือ ครั้งแรก ในที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเฉพาะของอาเซียน 10 ประเทศก่อน และอีกครั้ง คือเสนอในที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสของอาเซียน+3 ซึ่งรวมจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ จากนั้นหากมีผู้สนใจจะสอบถามก็ต้องตอบไป โชคดีที่การประชุมครั้งนี้ไม่มีท่านใดสงสัยประเด็นใด มีแต่ชื่นชมและขอบคุณแอปเตอร์ที่กรุณาประสานงานนำข้าวไปช่วยเหลือประชาชนผู้ทุกข์ยาก รวมทั้งขอบคุณประเทศผู้บริจาคข้าว จึงจบเสร็จสิ้นในส่วนการนำเสนอของแอปเตอร์ไปด้วยความเรียบร้อยและงดงามเหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมาครับ

การประชุมกันในหัวข้อหรือระเบียบวาระอื่นๆ ผลเป็นอย่างไรผมและทีมงานแอปเตอร์ไม่อาจล่วงรู้ได้ เพราะเขาไม่อนุญาตให้เข้าไปร่วมประชุม หรือเข้าไปฟัง เนื่องจากไม่เกี่ยวข้อง พวกเราเลยต้องนั่งพักกันในห้องพิเศษที่เจ้าภาพจัดให้ รอกันอยู่อย่างนั้นแหละทั้งวัน ไม่ต่างจากตอนที่เมื่อครั้งหนึ่งต้องไปสแตนด์บายรอคอยเพื่อชี้แจงงบประมาณแผ่นดินที่รัฐสภาสมัยที่ทำงานที่กรมการข้าวเลยครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 15 สิงหาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/433284

566101

ซอกแซกอาเซียน : 15 สิงหาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ สมัยพิเศษ หรือ SSOM AMAF Meeting ที่เพิ่งจบลงไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันที่ 5-8 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมานี้เอง เป็นการประชุมครั้งที่ 40 โดยมีประเทศเวียดนามเป็นเจ้าภาพ โดยไปจัดกันที่เมืองเว้ ตอนกลางของประเทศ ตั้งอยู่เหนือเมืองดานัง ห่างกันประมาณ 100 กิโลเมตร ครับ

การจัดประชุมของเวียดนามครั้งนี้ ที่เลือกเอาเมืองเว้ ก็น่าเป็นเพราะว่า เมืองนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ในอดีตเคยเป็นเมืองหลวงของเวียดนามกว่าร้อยปี ตั้งแต่ ค.ศ.1805 และเป็นที่ตั้งพระราชวังของจักรพรรดิผู้ปกครองประเทศเวียดนาม ราชวงศ์เหงียน ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง มาเป็นแบบสาธารณรัฐในภายหลัง นอกจากนี้ เนื่องจากเป็นพระราชวังที่สวยงามและมีประวัตฺศาสตร์ที่สำคัญ ยูเนสโกยังได้ประกาศให้พระราชวังแห่งนี้ เป็นมรดกโลกด้วย เมืองเว้ตั้งอยู่บนฝั่งของแม่น้ำหอม (Perfume river) เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า Hue ยังสงสัยว่าทำไมอ่านว่า เว้ ผมลองเอาชื่อเมืองภาษาอังกฤษให้เพื่อนคนอีสานลองอ่าน ปรากฏว่าเขาอ่านว่า “ห้วย” ฟังแล้ว คนที่ไม่รู้จักมาก่อน คงเดินทางไปหาเมืองนี้ไม่ถูกแน่นอน แต่ถึงจะเป็นถึงอดีตเมืองหลวงของเวียดนาม แต่ความเจริญต่างๆ กลับไปอยู่ที่เมืองดานังที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก อาจเป็นพราะเมืองดานังเป็นเมืองขนส่งสินค้าทางทะเลที่สำคัญมากสำหรับเวียดนามตอนกลาง สนามบินเมืองเว้ จึงไม่ใหญ่เท่าสนามบินเมืองดานัง ถ้าโดยสารเครื่องบินไปจากไทยจะไม่มีไฟลท์ตรงเหมือนดานัง

เพราะฉะนั้นผู้อาวุโสต่างๆ ของอาเซียนที่มาประชุมจึงต้องต่อเครื่องบินอย่างน้อยก็ 2-3 ต่อด้วยกัน คือ บ้างก็บินลงที่กรุงฮานอย ทางทิศเหนือแล้วต่อมาเมืองเว้หรือบ้างก็บินไปลงที่เมืองโฮจิมินห์ หรือเดิมชื่อไซ่ง่อน ทางทิศใต้ ก่อนที่จะบินต่อไปเมืองเว้คณะทีมงานแอปเตอร์ของผม ตอนแรกก็ตั้งใจจะโดยสารเครื่องบินเพื่อไปลงดานัง เพราะมีสายการบินตรงจากกรุงเทพฯ แต่ลำบากตรงที่ทางการเวียดนามเขาไม่มารับที่สนามบินดานังทั้งนี้อาจเพราะไกลกันเป็นร้อยกิโลเมตร เขามีรถยนต์มารับเฉพาะที่สนามบินเมืองเว้เท่านั้น ตกลงพวกเราเลยต้องบินไปลงที่โฮจิมินห์และจึงต่อเครื่องภายในประเทศจากโฮจิมินห์ไปเว้อีกที ซึ่งก็เป็นเส้นทางเดียวกับคณะผู้อาวุโสจากกระทรวงเกษตรฯไทยบินไปเช่นเดียวกัน เลยกลายเป็นคณะใหญ่เกือบยี่สิบคนได้ รวมทั้งท่านรองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะของฝ่ายไทย

เรื่องที่น่าตื่นเต้นที่กระผมอยากจะเล่าก่อนที่จะเข้าสู่การประชุมจริงๆ ก็เกิดขึ้นตอนช่วงการเดินทางนี้แหละ เรื่องของเรื่อง คือ ทั้งหมดพวกเราเดินทางโดยสายการบินไทย รักคุณเท่าฟ้า จากกรุงเทพฯถึงโฮจิมินห์และไปต่อด้วยสายการบินเวียดนามเพื่อต่อไปยังเมืองเว้ ดังที่บอกไปแล้ว เรามีเวลาต่อเครื่องประมาณ 2 ชั่วโมง คิดคำนวณแล้วน่าจะทัน เพราะได้ศึกษาคร่าวๆ โดยน้องเจ้าหน้าที่ว่า อาคารผู้โดยสารต่างประเทศกับภายในประเทศของโฮจิมินห์ห่างกันไม่มาก ใช้เวลาเดินทางประมาณ5 นาที เท่านั้น ระยะเวลา 2 ชั่วโมง ที่ว่า โดยหลักของการเดินทางต่อเครื่องบินแล้วถือว่าฉิวเฉียดมาก แต่เราก็เชื่อมั่นว่าจะต่อเครื่องได้ทัน ยิ่งมาเจอคนไทยกลุ่มใหญ่ที่เดินทางไปเที่ยวบินเดียวกันแล้ว เราก็ยิ่งอุ่นใจ

แต่ทว่า ความมั่นใจและอุ่นใจของพวกเรากลับค่อยๆ ลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ เมื่อคณะทั้งหมดถูกเรียกขึ้นไปนั่งบนเครื่องบินการบินไทย รักคุณเท่าฟ้า ที่สนามบินสุวรรณภูมิครับ ตอนเรียกขึ้นเครื่องเวลาออกก็ตรงดีอยู่หรอก คือ ประมาณ 07.35 น. แต่พวกเราใช้เวลานั่งรอในเครื่องนานขึ้นๆ จนผ่านไปประมาณเกือบครึ่งชั่วโมง เจ้าหน้าที่สายการบินจึงประกาศแจ้งว่า เครื่องจะต้องรอคิวบินขึ้น ใช้เวลาประมาณ 40 นาที ถึงตอนนี้ทุกคนก็เริ่มประหวั่นพรั่นพึงแล้วว่า แล้วจะทันเครื่องบินไฟลท์ต่อไปไหม สักพักการประกาศที่กระผมเพิ่งเคยพบหลังจากที่เคยมีประสบการณ์นั่งเครื่องบินมานาน คือ เครื่องบินจำเป็นที่จะต้องจอดรอต่อไป เพราะว่าจะมีการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงอีก ผมและเพื่อนๆ ที่นั่งด้วยกันงงมากๆ ครับ เพราะอย่างที่บอก เพิ่งเคยพบเห็นว่าจะต้องมีการเติมน้ำมันในระหว่างนี้ ถึงตอนนี้เวลาล่วงเลยเวลาออกเดิมมา 1 ชั่วโมงเต็ม เท่ากับว่าพวกเรามีเวลาเปลี่ยนเครื่อง ซึ่งรวมทั้งการเข้าคิวตรวจพาสปอร์ตคนเข้าเมือง ไปรอรับกระเป๋า แล้วพากระเป๋าไปเช็คอินที่สายการบินภายในเวียดนามสนุกครับ มันส์มากๆ สำหรับการเดินทาง ทริปนี้ ทันหรือไม่ทันไฟลท์ต่อไป เดี๋ยวมาเล่าต่อครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 11 กรกฎาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431686

566101

ซอกแซกอาเซียน : 11 กรกฎาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การประชุมระดับอาเซียนอีกหนึ่งรายการที่แอปเตอร์ต้องเข้าไปร่วมรายงานผลการดำเนินงานด้วย คือ การประชุม ASEAN Food Security Reserve Board หรือที่เรียกตัวย่อว่า AFSRB ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่ประชาคมอาเซียนจัดตั้งขึ้นเพื่อดูแลแผนความมั่นคงทางอาหารภายใต้กรอบนโยบายบูรณาการความมั่นคงด้านอาหารของอาเซียน หรือ ASEAN Integrated Food Security: AFIS Framework และแผนกลยุทธ์ด้านความมั่นคงด้านอาหารของอาเซียน หรือ Strategic Plan of Action-Food Security: SPA-FS ที่มีกระทรวงพาณิชย์ของประเทศไทย ได้รับมอบหมายให้เป็นฝ่ายเลขานุการ การประชุมรายการนี้ไม่มีประเทศบวกสามมาเข้าร่วม เป็นการว่ากันเฉพาะสมาชิกประเทศอาเซียนล้วนๆ ก็ผลัดกันเป็นเจ้าภาพตามลำดับตัวอักษรเช่นเดียวกัน ปีที่แล้วสิงคโปร์เป็นเจ้าภาพ ปีนี้หมุนมาจัดที่ประเทศไทยเราเอง ตอนนี้เข้าใจว่าฝ่ายเลขานุการ ทางกระทรวงพาณิชย์คงจะเตรียมดำเนินการอย่างขะมักเขม้น เพราะการประชุมกำลังจะมีขึ้นที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 15-16 สิงหาคมนี้ ณ โรงแรมรอยัล ออร์คิด เชอราตัน

พูดถึงเรื่องเป็นเจ้าภาพจัดประชุม บางทีก็ถือเป็นหน้าเป็นตาของประเทศผู้จัดด้วย และก็ต้องฟังเสียงเรียกร้องจากประเทศสมาชิกด้วยเช่นกัน เพราะในความเป็นจริงก็ไม่ได้ยุ่งยากสิ้นเปลืองสร้างปัญหาแก่เจ้าภาพเท่าใดนัก เนื่องจากตามประเพณี เจ้าภาพจะรับผิดชอบเฉพาะค่าจัด เช่น ค่าห้องประชุม ค่าอาหารกลางวัน ค่าจัดเลี้ยงรับรอง(ถ้ามี) ค่าพิธีเปิด ค่าดูงาน การรับส่งสนามบินกับที่พัก ส่วนที่สิ้นเปลืองมากๆ เช่น ค่าเครื่องบินกับค่าที่พักโรงแรม แต่ละประเทศที่มาประชุมจะต้องออกกันเอง เว้นแต่หากเจ้าภาพอยากโชว์หน้าโชว์ตา จัดให้เป็นที่ประทับใจแขก ก็อาจทุ่มเงินด้านพิธีการอันยิ่งใหญ่ หรือจัดเลี้ยงประเภทหรูหรา ก็ไม่มีใครว่าแต่ประการใด ส่วนใหญ่เบื้องแรกเจ้าภาพก็มักจะเอาใจแขก โดยหาสถานที่จัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ เช่น ครั้งหนึ่งประเทศฟิลิปปินส์เป็นเจ้าภาพจัดประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสของอาเซียน ก็ได้เลือกเอาเกาะปาละวัน เป็นสถานที่จัด นับว่าโชคดีสำหรับผมครับที่หากไม่ได้ทำงานที่แอปเตอร์ ชาตินี้คงไม่มีโอกาสไปเยี่ยมชมที่นั่นเป็นแน่แท้ อินโดนีเซียตอนเป็นเจ้าภาพจัดประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์ ก็ไม่พ้นที่จะเลือกเอาเมืองบาหลี อันโด่งดังเป็นสถานที่จัด หรือตอนกัมพูชาเป็นเจ้าภาพก็เลือกเอาเมืองเสียมราฐ หรือเสียมเรียบ ที่มีปราสาทหินนครวัดตั้งอยู่เป็นสถานที่จัดประชุม

อย่างไรก็ดี บางประเทศหาตัวเลือกยาก เช่น สิงคโปร์ เพราะมีอยู่เมืองเดียว จัดทีไรก็เกาะเดียวกัน แต่กระนั้นผู้คนก็อยากไปกันไม่เบื่อ เพราะสิงคโปร์มีอะไรๆ หลายอย่างที่คนอยากไป ต่างจากที่เมียนมา เพราะนโยบายรัฐเขาอยากให้ช่วยกันโปรโมทเมืองหลวงใหม่เนปิดอว์ ความจริงเมียนมาก็เป็นประเทศใหญ่ มีแหล่งท่องเที่ยวสวยงาม เช่น เมืองย่างกุ้ง เมืองมัณฑะเลย์ เมืองพุกาม แต่พวกเราต้องจำกัดอยู่กันเพียงที่กรุงเนปิดอว์ เมืองที่มีแต่โรงแรม และสถานที่ราชการ ล้อมรอบด้วยถนนและท้องทุ่ง (อย่างเดียว) ก็เลยสนิทชิดเชื้อกับผู้เข้าประชุม เพราะวันๆ ก็จะเจอกันเห็นหน้ากันเฉพาะที่โรงแรมเท่านั้น ไปไหนไม่ได้

ประเทศไทยเราเมื่อสองปีก่อน ได้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับรัฐมนตรีเกษตรและป่าไม้อาเซียน ต่อจากประเทศสิงคโปร์ ได้เลือกเอาจังหวัดเชียงใหม่ เป็นสถานที่จัดประชุม นับว่าถูกใจบรรดาสมาชิกอาเซียนกันอย่างมาก รวมทั้งประเทศบวกสามด้วย เพราะเพียงเสนอชื่อเมืองจัดงานในวาระท้ายๆ ในที่ประชุมที่สิงคโปร์ สมาชิกก็ปรบมือถูกใจกันอื้ออึง ก็แน่ละ ขึ้นชื่อว่าเชียงใหม่ ไทยแลนด์ ใครๆ ทั่วโลกก็อยากจะมาเที่ยวเยี่ยมชม

ช่วงจัดประชุมที่เชียงใหม่นั้นตรงกับการจัดงานนิทรรศการเกี่ยวกับพืชสวนไม้ดอกไม้ประดับ หรืออะไรสักอย่างที่เชิงดอยแม่เหียะที่เดิมกับที่เคยจัดงานพืชสวนโลก ยิ่งช่วยสร้างสีสันบรรยากาศให้ชาวอาเซียนบวกสามมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดพิธีเปิดงานการประชุมที่ยิ่งใหญ่ น่าประทับใจ อีกทั้งมีการจัดนิทรรศการของหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯกันอย่างเลิศหรู มีโมเดลของจริงมาตั้งแสดง ก็เลยเป็นที่ประทับใจแขกเหรื่อกันมากโข คุณโทอิดะผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นประจำแอปเตอร์ซึ่งไปเข้าประชุมด้วย เพราะมีผู้ใหญ่จากประเทศญี่ปุ่น มายังออกปากชมความยิ่งใหญ่ในพิธีเปิด พร้อมทั้งยกหัวแม่มือซูฮกบอกกับผมว่า ถ้าเป็นญี่ปุ่นละก็ ทำแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด ยอมพี่ไทยเราครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org