ซอกแซกอาเซียน : 1 สิงหาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/430062

566101

ซอกแซกอาเซียน : 1 สิงหาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผมขอสลับฉากด้วยการคุยกับท่านผู้อ่านในเรื่องของการประชุมระหว่างชาติต่างๆ อันเกี่ยวเนื่องกับแอปเตอร์ตามที่ได้ติดค้างไว้ กล่าวคือ ในการปฏิบัติงานของสำนักเลขานุการแอปเตอร์ แม้ว่าจะดำเนินการภายใต้ความตกลงเฉพาะที่ลงนามรับรองโดย 13 ประเทศสมาชิกอาเซียนบวกสาม แต่ก็จำเป็นจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับกิจการความร่วมมือทั้งหลายของอาเซียนด้วย รวมทั้งหากรวมประเทศบวกสาม คือ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ก็จะต้องอยู่ภายใต้แผนความร่วมมือครอบคลุมไปทั้งหมดอีกเช่นกัน นั่นหมายถึงอาเซียนหรืออาเซียนบวกสามจะกำหนดให้มีการประชุมระดับต่างๆ เป็นประจำทุกปี ทั้งนี้ เพื่อเป็นเวทีให้ฝ่ายปฏิบัติการได้รายงานผลการดำเนินงานและตอบข้อซักถามที่เกิดจากบรรดาสมาชิก ท่านผู้อ่านคงทราบมาอยู่แล้วบ้างนะครับว่า อาเซียนเราแบ่งออกเป็น 3 เสา (pillar) คือ (1) เสาการเมืองและความมั่นคง (2) เสาเศรษฐกิจ และ (3) เสาสังคมและวัฒนธรรมโดยการประชุมด้านการเกษตร ประมง และป่าไม้ ทั้งหลาย จะอยู่ภายใต้เสาเศรษฐกิจ

การประชุมที่ว่านี้ นอกเหนือจากการประชุมหารือในระดับปฏิบัติการสาขาต่างๆ แล้ว ที่เป็นทางการและมีการประชุมกันปีละครั้ง คือเริ่มตั้งแต่ การประชุมระดับล่างสุด ได้แก่ (1) การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโส หรือ Senior Officials Meeting เรียกย่อๆ ว่า SOM Meeting หรือบางกรณีอาจเรียกว่า SSOM หรือ Special Senior Officials Meeting ซึ่งในระดับนี้ ผู้เข้าร่วมคือเจ้าหน้าที่อาวุโสของกระทรวงเกษตรและป่าไม้โดยทั่วไป คือ ปลัดกระทรวง เพราะเป็นเจ้าหน้าที่ประจำลำดับรองลงมาจากรัฐมนตรี ซึ่งเป็นฝ่ายการเมือง การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสนี้ครั้งหลังสุดคือช่วงเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว หมุนเวียนมาจัดที่ประเทศไทยพอดี โดยไปจัดกันที่เมืองท่องเที่ยวพัทยา ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 39 ส่วนครั้งต่อไป คือ ครั้งที่ 40 จะไปจัดกันที่ประเทศเวียดนาม เพราะลำดับตามตัวอักษรรองจากไทย การประชุมระดับสูงขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง หรือ (2) คือการประชุมรัฐมนตรีด้านเกษตรและป่าไม้ หรือ AMAF Meeting โดยคำว่า AMAF คือ ASEAN Ministers on Agriculture and Forestry ซึ่งครั้งล่าสุดคือเดือนกันยายน ปีที่แล้วจัดประชุมที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม นับเป็นครั้งที่ 40 และปีนี้เจ้าภาพที่จะจัดก็กลับไปตั้งต้นใหม่ที่ประเทศบรูไน ดารุสซาลาม

อนึ่ง ในการจัดประชุมทั้ง SOM Meetingและ AMAF Meeting ทุกครั้งจะมีการจัดควบด้วยการจัดประชุมร่วมกับประเทศบวกสาม โดยกำหนดจัดคนละวันกัน เท่าที่ปฏิบัติวันแรกหรือวันที่ 1 หลังจากลงทะเบียนและพิธีเปิดประชุมแล้ว ก็จะเป็นการประชุมเฉพาะผู้แทนอาเซียนทั้ง 10 ประเทศก่อน ว่ากันตามระเบียบวาระที่กำหนด ซึ่งอาจกินเวลาเลยไปอีกวันหนึ่ง เป็น 2 วันก็ได้ ส่วนวันต่อไปก็จะเป็นการประชุมที่มีประเทศบวกสาม คือ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เข้าร่วมประชุมด้วย ซึ่งการประชุมบวกสามนี้ อาจกินเวลาไม่เกิน 1 วัน ทั้งนี้เพราะอาจมีระเบียบวาระที่เกี่ยวข้องกับสามประเทศน้อยลง

การประชุมระดับสูงสุด หรือระดับที่ (3) คือระดับผู้นำประเทศ เรียกว่า ASEAN SUMMIT ระดับนี้ผู้แทนประเทศคงไม่พ้นนายกรัฐมนตรี และประธานาธิบดี โดยระดับนี้เนื้อหาสาระในการประชุมก็จะน้อยลงไปจากสองระดับที่ผ่านมา เอาเฉพาะวาระที่สำคัญจริงๆ มาพูดกัน ซึ่งเป็นการตัดสินใจขั้นสูงสุด

ผมมาทำงานที่แอปเตอร์ต้องเตรียมผลการดำเนินงานต่างๆ ที่มีในแต่ละปีนำเสนอในระดับการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเป็นประจำทุกปี ส่วนการประชุมระดับรัฐมนตรีนั้นไม่ได้เป็นผู้นำเสนอเอง แต่จะสรุปให้ทาง ASEAN Secretariat หรือฝ่ายสำนักเลขาธิการอาเซียน ที่ตั้งอยู่กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย เป็นผู้นำเสนออีกที เพราะการประชุม SOM หรือ AMAF หรือ SUMMIT ทั้งหมดที่ผ่านมานั้น ฝ่ายสำนักเลขาธิการอาเซียนจะทำหน้าที่เป็นแม่งานในการจัดประชุมร่วมกับประเทศเจ้าภาพและการส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมประชุมของฝ่ายสำนักเลขาธิการอาเซียนโดยพิธีการก็จะจัดลำดับลดหลั่นกันไปตามความสำคัญ เช่น ถ้าระดับการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโส ฝ่ายสำนักเลขาธิการอาเซียนก็จะส่งเจ้าหน้าที่ระดับผู้อำนวยการมา ถ้าเป็นการประชุมระดับรัฐมนตรี ก็จะส่งรองเลขาธิการอาเซียน แต่ถ้าเป็นการประชุมสุดยอดอาเซียนตัวเลขาธิการอาเซียนจะต้องมาเข้าร่วมด้วยตนเองครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 25 กรกฎาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428505

566101

ซอกแซกอาเซียน : 25 กรกฎาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ที่เมืองอัตตะปือ เป็นเมืองเล็กๆ สงบเงียบแต่ก็ดูน่าอยู่ หากรักธรรมชาติ หลังจากเรากินข้าวเหนียวส้มตำลาวแล้วก็ต้องไปพบกับท่านเจ้าแขวงที่ศาลากลาง (ภาษาลาวเรียก ห้องการ) เพื่อพบปะสนทนา แต่ทว่า ครานี้ท่านเจ้าแขวงยุ่งมาก ต้องเป็นประธานการประชุมตลอด ก็เรื่องฟื้นฟูช่วยเหลือประชาชนผู้ต้องทิ้งเรือกสวนไร่นาจากเขื่อนแตกน้ำท่วมนี้แหละ นี่ก็ผ่านไปได้ 7-8 เดือนแล้ว แขวงนี้ก็ยังยุ่งอยู่กับกิจกรรมนี้ไม่เลิก ได้ข่าวว่าเมื่อเช้าท่านรองนายกรัฐมนตรีมาเป็นประธานการประชุมเองจากเวียงจันทน์ ตอนนี้กลับไปแล้ว ท่านเจ้าแขวงจึงต้องประชุมต่อ ตกลงจึงได้พบกับตัวแทนท่านเจ้าแขวง โดยคณะเราก็ได้เล่าที่มาวัตถุประสงค์ต่างๆ ซึ่งความจริงก็เป็นเพียงพิธีการเท่านั้น เพราะจริงแล้ว เห็นว่ามีหน่วยงานช่วยเหลือจากหลายแห่งหลายที่เข้ามาช่วยเหลือไม่ขาดสาย ผมว่าเจ้าแขวงคงจะต้อนรับเสียจนไม่มีเวลา หลังๆ เลยให้ตัวแทนมาจัดการแทน

คนที่เป็นแม่งานจริงๆ เกี่ยวกับการช่วยเหลือประชาชนครั้งนี้ก็คือ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ซึ่งระดับแขวงก็มีสำนักงานประจำอยู่ ซึ่งหัวหน้าสำนักงาน เป็นผู้หญิง ตำแหน่งเทียบเท่ารองอธิบดี ดังที่เคยอธิบายระบบของลาวไปแล้วในฉบับก่อนๆ ดังนั้นท่านรองเจ้ากรมที่นั่งรถไปกับผมจึงดูไม่ค่อยใหญ่โตนัก พวกเจ้าหน้าที่อยู่แขวงก็ดูไม่ค่อยให้ความสำคัญ หรืออาจเป็นเพราะเขาดูง่ายๆ ไม่ค่อยศักดินาเท่าไหร่ อันนี้ต่างจากเมียนมามาก เพราะรองอธิบดีที่นำผมไปตามภาค/รัฐต่างๆ ดูใหญ่มาก คล้ายๆ กับของไทยเรา ตอนเย็นทางสำนักงานแรงงานฯ โดยหัวหน้าผู้หญิงก็เป็นเจ้าภาพเลี้ยงข้าวเย็นคณะเรา ตกลงทริปนี้ กระทรวงกสิกรรมฯ ไม่ใช่เป็นพระเอก กลายเป็นผู้เข้าร่วม เพราะแม้แต่สำนักงานกสิกรรมจังหวัดก็ไม่ได้ไปเยี่ยมพบแต่ประการใด อีกทั้งถามตัวแทนที่เดินทางมาจากกระทรวง ก็ไม่ทราบว่าตั้งอยู่ที่ไหน การรับประทานอาหารเย็นในเมืองอัตตะปือมื้อนี้ ผมรู้สึกถูกปากมาก อาหารลาวน่าจะจัดว่าเป็นอาหารสุขภาพได้ระดับหนึ่ง เพราะหลักๆ ก็จะเป็นต้มไก่บ้าน (ที่ไม่ใช่ต้มยำ) ผักดิบผักต้มถาดใหญ่ จิ้มกับน้ำพริกแสนอร่อยที่เขาเรียกว่า ป่นปลา ผัดเห็ดและอีกสองสามอย่าง ที่ค่อนข้างจะมีไขมันน้อยมาก ผมว่าถ้ากินแบบนี้สุขภาพคงดีแน่ๆ เลย เรากินกันไม่ดึก เพราะหัวหน้าเป็นสุภาพสตรี ไม่ได้สั่งแอลกอฮอล์มาดื่มด้วย (แต่ก่อนที่หัวหน้าจะมา พวกเราไปถึงก่อน รองเจ้ากรมได้จัดการสั่งมาดื่มไปพลางแล้ว) กลับไปพักที่โรงแรมเล็กๆ ราคา 500 บาท ริมแม่น้ำชื่อ เซกอง เพื่อรอวันรุ่งขึ้นที่จะเดินทางไปแจกจ่ายข้าวที่ศูนย์อพยพ เมืองไชยะบุรี

แม้เวลาที่กำหนดพิธีการจะเป็นประมาณสิบโมงเช้า แต่คณะเราต้องออกเดินทางแต่เช้า หลังจากไปกินก๋วยเตี๋ยวคนญวนขายแล้ว ก็เดินทางไปทันที เหตุที่ต้องออกแต่เช้าทั้งที่มาทราบภายหลังว่าระยะทางเพียงประมาณ 50 กิโลเมตร ก็เพราะทางที่รถวิ่งไปนั้นไม่ได้ลาดยางครับ ผมนึกถึงสมัยผมเรียนมัธยมที่โรงเรียนประจำจังหวัด ปิดเทอมที่นั่งรถโดยสารสภาพถนนแบบเดียวกัน กว่าจะถึงบ้านหัวแดงเพราะฝุ่นทั้งไปและกลับ อันนี้ก็แบบเดียวกัน อาศัยว่าเป็นรถตู้ติดแอร์ปิดทึบ ฝุ่นเกือบเข้าไม่ได้ เลยหัวไม่แดงเหมือนตอนเด็กๆ

การส่งมอบข้าวก็เป็นพิธีคล้ายๆ กับที่เคยทำมา เจ้าหน้าที่จากสถานทูตเกาหลีใต้ก็บินจากเวียงจันทน์ มาร่วมด้วย เพราะข้าวบริจาคโดยเขา และประสานโดยแอปเตอร์ ศูนย์พักพิงชาวลาวนี่ค่อนข้างโชคดี เพราะทางบริษัทสร้างเขื่อนเกาหลีใต้มาสร้างสงเคราะห์ให้ ทำเป็นบ้านน็อกดาวน์มีสัดส่วนน่าอยู่ทีเดียว เห็นว่าผู้คนอพยพส่วนมากกลับไปอยู่บ้านเดิมไม่ได้ เพราะถูกโคลนตมทับถมเสียหายทำอะไรก็ไม่ได้แล้ว ทางการลาวกำลังเคลียร์พื้นที่อื่นที่เหมาะสมเพื่อสร้างชุมชนใหม่พร้อมที่ทำกินให้ ดูพวกเขาก็มีความสุขดีครับ เพราะเห็นว่ารัฐบาลลาวจ่ายเบี้ยยังชีพให้คนละ 1,000 บาท ต่อคนต่อเดือน ข้าวก็ได้ฟรี ผักหญ้าเห็นบางบ้านก็ปลูกกินกัน คนที่นั่นถามว่าวันๆ ทำอะไรกันบ้าง เขาตอบว่าบางคนก็ออกไปรับจ้างรายวัน ได้เงินมาพออยู่ได้ เสียดายที่บริเวณเขื่อนแตกและที่ประสบภัยน้ำท่วมจริงๆ เขาไม่พาไปดู เหมือนตอนที่พวกเราไปเมืองมาราวี ฟิลิปปินส์ เขาก็ไม่ให้ไปเข้าใกล้ เรื่องแบบนี้องค์กรนอกๆ เข้าไปคงยาก ที่รัฐยะไข่ เมียนมายิ่งห้ามเลย ใครฝ่าฝืนอาจติดคุกได้ด้วย ซึ่งพวกเราก็เข้าใจครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 18 กรกฎาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/427036

566101

ซอกแซกอาเซียน : 18 กรกฎาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คณะของเราประมาณ 10 คน เดินทางต่อจากเมืองปากซองสักพัก ถนนก็เริ่มจะเล็กลง ขณะที่ทัศนียภาพข้างทางก็เริ่มจะห่างหายบ้านเรือนไร่นา แต่กลายเป็นภูเขาและป่าไม้เสียเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะภูเขาที่มีมากและสูงตระหง่านกว่าที่เราเห็นกันอยู่ในประเทศไทย ผมจึงเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า เหตุที่ สปป.ลาวสามารถกำหนดวิสัยทัศน์ประเทศให้เป็นผู้ผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำเพื่อส่งขายต่างประเทศ หรือที่เรียกว่า แบตเตอรีแห่งเอเชีย ก็เพราะมีทรัพยากรที่เอื้ออำนวยนี่เอง การที่มีเทือกเขาสูงและป่าไม้ ทำให้เกิดแม่น้ำลำธาร อันเกิดจากฟ้าฝนที่ตกลงมามากมาย แม้จะเป็นดินแดนที่ไม่กว้างมากนัก คิดจากเขตชายแดนทิศตะวันออกไปยังชายแดนตะวันตก ระยะทางตรงๆ น่าจะราวๆ 200 กิโลเมตรเศษ แต่ด้วยความที่ตอนกลางของประเทศเป็นสภาพภูเขาดังได้กล่าวมาแล้ว จึงกลายเป็นแม่น้ำไหลลดเลี้ยวไปออกทางแม่น้ำโขง หรือลงแม่น้ำหลักสายอื่น ตั้งแต่ดินแดนตอนเหนือของประเทศ จรดยาวผ่ากลางลงไปถึงตอนใต้ติดประเทศกัมพูชา สภาพเช่นนี้ ทำให้ สปป.ลาว สามารถที่จะสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำลำธารที่มีตามธรรมชาติได้เป็นจำนวนนับไม่ถ้วน ทั้งนี้ สปป.ลาว มีเป้าหมายจะสร้างเขื่อนพลังน้ำรวมทั้งสิ้น 100 เขื่อน ปัจจุบันสร้างเสร็จแล้วเป็นจำนวน 53 เขื่อน ก็นับว่าเป็นความโชคดีของประเทศ สปป.ลาว ครับ ในความโชคร้ายที่เป็นประเทศค่อนข้างขาดแคลน แต่ก็มีความโชคดี ที่พระเจ้าก็ดลบันดาลให้สปป.ลาวมีทรัพยากรอย่างที่ว่า เหมือนที่พระเจ้าได้บันดาลให้ดินแดนแห้งแล้งทะเลทรายในตะวันออกกลางมีแหล่งน้ำมันที่มีมูลค่ามหาศาล สร้างความร่ำรวยให้แก่คนแถบนั้นอย่างไม่น่าเชื่อ

อย่างไรก็ดี พระเจ้าคงมองไม่ทะลุถึงว่าทรัพยากรที่กำหนดไว้ชดเชยสิ่งขาดเหล่านี้มนุษย์อาจมีการใช้ที่ไม่ระมัดระวัง หรือดัดแปลงเพื่อตักตวงประโยชน์มากเกินไป จนกระทั่งสุ่มเสี่ยงต่อการอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์ด้วยกันเอง หรือไม่พระเจ้าอาจมองเห็นแล้ว แต่อยากจะลงโทษมนุษย์ผู้โง่เขลาเบาปัญญาเหล่านั้นให้เข็ดหลาบ จึงดลบันดาลให้เกิดข้อผิดพลาดกับสิ่งก่อสร้างเหล่านั้น ในที่นี้ คือ เขื่อนพลังงานไฟฟ้าที่สร้างไว้นั้นแตกเสียหาย พังทลาย มวลน้ำขนาดมหึมาไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนไร่นาชาวบ้านแขวงอัตตะปือ ซึ่งเป็นที่มาทำให้ผมและคณะได้มีโอกาสเดินทางเข้ามาสัมผัสบรรยากาศอยู่ในขณะนี้

ระหว่างเส้นทางเข้าไปแขวงอัตตะปือ เราจะไม่เห็นร่องรอยความเสียหายน้ำท่วมเท่าใดนักเพราะสภาพป่าเขาที่ว่า เส้นทางเริ่มเล็กลงและลัดเลาะไปตามภูเขา ใช้เวลาราว 4 ชั่วโมง คณะเราก็ถึงเมืองอัตตะปือ ถึงตรงนี้ขอทำความเข้าใจกับผู้อ่านเล็กน้อยนะครับว่า ระบบการเรียกชื่อเมืองของลาวบางแห่งไม่เหมือนไทย คือของไทยเราชื่อจังหวัด กับชื่อเมืองหลักในจังหวัดนั้นจะเป็นชื่อเดียวกัน เช่น จังหวัดลพบุรี ที่มีอาณาเขตหลายๆ อำเภอ ก็มีเมืองหลัก (ที่ตั้งศาลากลาง) ชื่อลพบุรีเหมือนกัน แต่ของลาว ชื่อแขวงกับชื่อเมืองหลักจะไม่เหมือนกัน (ในยุโรป หรืออเมริกาส่วนมากก็จะเป็นแบบลาว) ตัวอย่าง เช่น แขวงจำปาสัก ชื่อเมืองหลัก คือปากเซ แขวงคำม่วน เมืองหลัก คือ ท่าแขก เป็นต้น แต่ก็มีบ้างที่ชื่อเหมือนกันกับไทย เช่น แขวงหลวงพระบาง แขวงสุวรรณเขต ที่ชื่อเดียวกัน ส่วนที่อัตตะปือ ชื่ออัตตะปือคือชื่อแขวง แต่เมืองหลักเขากลับชื่อสามัคคีชัยซึ่งจะว่าไปแล้วแทบไม่เคยได้ยิน แม้กระทั่งเพื่อนผมคนลาวแท้ๆ ยังไม่รู้ชื่อเมืองดังกล่าวด้วยซ้ำ แต่เอาสั้นๆ ง่ายๆ ผมก็จะเรียกว่าเมืองนี้ว่าอัตตะปือต่อไปก็แล้วกันนะครับ

กว่าจะถึงอัตตะปือ เกือบบ่ายสอง เมื่อเช้ากินอาหารบนเครื่องการบินไทยมีแค่สแน็คชิ้นเล็กๆ จากนั้นก็ไม่ได้กินอะไรอีกเลย เขาถามว่าหิวไหม ก็บอกว่าไม่หิวๆ จนผ่านปากซองมาแล้ว มารู้สึกหิวก็ตอนที่มีแต่ป่าเขา นึกถึงสมัยหนึ่งผมอยู่กรมการข้าวไปเป็นวิทยากรที่ประเทศแซมเบีย แอฟริกาโน่นวันหนึ่งเขาพาไปดูงานห่างจากเมืองหลวงที่ชื่อ ลูซากา ไปประมาณ 50 กิโลเมตร ออกจากเมืองหลวงไปสักสิบกิโลเท่านั้นหาร้านอาหารไม่มีเลย คนท้องถิ่นที่พาไปก็ไม่บอก จะได้เตรียมไปสำรอง จะมีเพียงเพิงข้างทางใช้ถังน้ำมัน 200 ลิตร ผ่าซีกเป็นเตาย่างแพะเป็นชิ้นเล็กๆ พวกคนท้องถิ่นซื้อกินกันอย่างเอร็ดอร่อย แต่ผมและคณะไม่คุ้นกับกลิ่นแพะ โชคดีมีกล้วยสุกขายด้วย เลยมือกลางวันนั้นกินได้แต่กล้วย หมดไปเกือบ 2 หวี

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 11 กรกฎาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425539

566101ซอกแซกอาเซียน : 11 กรกฎาคม 2562

ซอกแซกอาเซียน : 11 กรกฎาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคม ผมและคณะได้รับเชิญจากกระทรวงเกษตร สปป.ลาว ให้ไปร่วมส่งมอบข้าวสารให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เขื่อนแตกที่แขวงอัตตะปือ ตอนใต้ของประเทศ สมัยตอนเป็นเด็กๆ ไม่ทราบจะมีใครเหมือนรุ่นผมหรือไม่ เพื่อนๆ มักจะชอบเล่นทายชื่อเมืองในหน้ากระดาษแผนที่ โดยบอกชื่อแล้วให้คนอื่นๆ ค้นหา ใครค้นเจอก่อนก็จะเป็นผู้ชนะ พอเลือกใช้แผนที่ประเทศ สปป.ลาว มักจะถามให้ทายกันว่าแขวงอัตตะปืออยู่ตรงไหน อาจเป็นเพราะชื่อไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก และตั้งอยู่ใต้เกือบสุดของประเทศ หายากกว่าเมืองอื่น ผมจึงคุ้นหูกับชื่อแขวงอัตตะปือมาตั้งแต่เด็ก การเล่นเกมที่ว่านี้ ผมว่ามีประโยชน์มาก เพราะทำให้เก่งวิชาภูมิศาสตร์โดยไม่รู้ตัว ไม่ทราบเด็กปัจจุบันยังมีเล่นกันอยู่หรือเปล่า

เช่นเดียวกับการไป สปป.ลาว ครั้งก่อนที่แขวงคำม่วนที่ไปลงเครื่องที่นครพนม คราวนี้ผมและคณะใช้วิธีเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปทางจังหวัดอุบลราชธานี แล้วต่อไปเข้าลาวที่ด่านช่องเม็ก อำเภอสิรินธร เพื่อข้ามเข้าไปแขวงจำปาสัก แล้วจึงต่อไปแขวงอัตตะปือ จากสนามบินอุบลราชธานี ผมเช่ารถเหมาให้ไปส่งที่ด่านช่องเม็ก เพื่อผ่านแดนโดยได้นัดให้ทางการลาวมารับที่ด่านเมื่อข้ามไปแล้ว ใช้พาสปอร์ตแป๊บเดียวก็เสร็จ เดินลอดอุโมงค์ใต้เส้นพรมแดนเข้าฝั่งลาว มีรถตู้ของกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม นำโดยท่านรองเจ้ากรมสวัสดิการ มารับพร้อมตัวแทนจากกระทรวงเกษตรฯ ปัจจุบันเส้นทางจากอุบลราชธานีไปด่านช่องเม็ก สะดวกมาก เป็นทาง 4 เลน วิ่งรถได้โดยไม่เสียเวลาติดขัดใดๆ ขณะเดียวกันทางฝั่งลาวจากด่านไปยังเมืองปากเซ ซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำโขง ก็ได้มีการปรับปรุงถนนใหม่เช่นกัน วิ่ง 4 เลน สะดวกสบายแม้จะไม่ราบเรียบสวยงามเท่าของไทยก็ตาม ผมเคยไปปากเซครั้งหลังสุดสมัยยังอยู่ที่กรมการข้าว ประมาณ 4 ปีมานี้ ตอนนั้นถนนยังเล็กอยู่เลย แสดงว่าสปป.ลาวเองก็ได้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ โดยเฉพาะเส้นทางคมนาคมก้าวหน้ามากอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้เพราะเส้นทางนี้ ถือเป็นเส้นทางที่นำไปสู่จุดท่องเที่ยวที่สำคัญของเขา กล่าวคือ นอกจากเมืองปากเซ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองรองจากเวียงจันทน์แล้ว เลาะลงไปทางทิศใต้ติดทางชายแดนประเทศกัมพูชา ท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินชื่อแหล่งท่องเที่ยวดังของลาว คือ น้ำตกคอนพะเพ็งและน้ำตกหลี่ผี นะครับ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวไทยข้ามเข้าไปชมกันเป็นจำนวนมากทีเดียว สมัยผมไปรอบที่แล้วก็ได้ไปเยี่ยมชมมาแล้ว พิจารณาแล้ว ผมถึงทราบเหตุผลว่าทำไมฝรั่งเศสจึงบีบบังคับไทยให้ยินยอมยกดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงแถวๆ นี้ให้เป็นของลาว สมัยรัชกาลที่ 5 ก็เพราะจุดบริเวณนี้เป็นแหล่งธรรมชาติที่สวยงามมาก แม่น้ำโขงที่ไหลมาจากทางเหนือกำลังจะไหลลงสู่ที่ต่ำต่างระดับ เข้าสู่ดินแดนกัมพูชา ก่อให้เกิดน้ำตกและทัศนียภาพที่น่ายล เข้าไปลึกๆ ยังมีทางรถไฟเก่าๆ ขนาดเล็ก รวมทั้งหัวรถจักรเก่าที่พวกฝรั่งเศสสร้างทิ้งร้างไว้ให้เห็นอยู่ เป็นร่องรอยที่สามารถสืบสาวได้ว่าพวกชาวตะวันตกคงชื่นชอบที่จะมาตั้งแคมป์ชั่วคราวพักผ่อนหย่อนใจกันในบริเวณนี้ จนไม่อยากจะให้ตกเป็นของไทยเรา

รถยนต์คณะเราเป็นรถตู้ วิ่งผ่านเมืองปากเซ ไปโดยไม่ได้แวะเพราะยังไม่ถึงเวลากลางวัน เข้าสู่เส้นทางที่จะไปยังแขวงอัตตะปือ ซึ่งวิ่งไปทางทิศตะวันออก ไปทางประเทศเวียดนาม ห่างจากเมืองปากเซไปเกือบร้อยกิโลเมตร ก็ถึงเมืองปากซอง หลายคนคงรู้จักดี เป็นที่ราบสูงขึ้นไปมากจนทำให้มีอากาศเย็น จึงเป็นแหล่งสำคัญที่สุดของ สปป.ลาว ที่มีการผลิตกาแฟชื่อดังของเขา ใช่ครับ บริเวณสองฟากทางถนน 4 เลน ที่รถวิ่งผ่านไปที่ปากซอง จะพบไร่กาแฟเต็มไปหมด แถมยังมีร้านให้แวะชมไร่และพักดื่มกาแฟกันอีกเป็นระยะๆ นี่ก็เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนอกจากจะไปชมน้ำตกแล้ว ก็พากันมาแวะชมสัมผัสบรรยากาศหนาวเย็นในช่วงฤดูหนาวได้อีกแหล่งหนึ่ง กาแฟที่ปลูกกันอยู่นั้น ผมทราบมาก่อนแล้วว่าเป็นธุรกิจที่นักธุรกิจไทยเข้าไปมีหุ้นส่วนทำด้วย อีกทั้งยังมีนักวิชาการไทยที่เกษียณแล้ว เข้าไปช่วยทำอีก ซึ่งสมัยที่ผมไปครั้งที่แล้ว แม้ไม่เคยได้มาที่ปากซอง แต่ผมก็รู้จักอยู่หลายคน

ความสำราญเจริญหูเจริญตาในการเดินทางครั้งนี้ คงจะจบลงที่ปากซองนี่แหละครับ ฉบับหน้าก็จะเป็นการเล่าต่อถึงการเดินทางต่อไปยังแขวงอัตตะปือ ที่เคยคุ้นหูบนแผนที่ครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 4 กรกฎาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/423958

566101

ซอกแซกอาเซียน : 4 กรกฎาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การเขียนของผมจะเขียนไปเรื่อยๆ คิดอะไรได้ก็เขียนออกไป บางครั้งก็มีรายละเอียดขยายแต่กำลังเขียนเรื่องอื่นอยู่ก็เลยต้องติดค้างเรื่องนั้นไว้ ตอนนี้ก็จำไม่ได้ว่าติดค้างเรื่องอะไรอยู่บ้าง แต่นึกได้เรื่องหนึ่งว่าจะเล่าถึงระบบการปกครองของประเทศเมียนมาให้ฟัง พูดไว้นานแล้ว ก็จะถือโอกาสนี้มาเล่าเสียเลยนะครับ ก่อนที่จะไปพูดถึงการเดินทางไปตอนใต้ของ สปป. ลาวเมื่อต้นเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา

กล่าวในเบื้องต้นก่อนที่ผมอยากจะเขียนถึงระบบการปกครองของเมียนมา หาได้เป็นเพราะผมนิยมชมชอบอะไรกับการเมืองในประเทศนั้นนะครับ และก็ไม่เกี่ยวกันด้วย แต่ผมต้องการโยงให้เห็นถึงระบบการแบ่งส่วนราชการที่คล้ายคลึงกับระบบการแบ่งส่วนราชการไทยในระดับภูมิภาคของเขา เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดที่เหมาะสมและน่าจะนำมาประยุกต์ใช้ในยุทธศาสตร์การลดกำลังคนภาครัฐของเราครับ เรื่องของเรื่องก็คือว่า ในประเทศเมียนมาเขาแบ่งการปกครองส่วนภูมิภาคออกเป็นเพียง 7 รัฐ และ 7 ภาค คำว่ารัฐ หรือ state ของเขา คือ ดินแดนชนเผ่าอื่นๆ ที่ไม่ใช่คนพม่า แต่เคยทำสัญญาว่าจะมาอยู่ร่วมกันเป็นประเทศที่เรียกว่า สหภาพ หรือ union ส่วนคำว่าภาค หรือ region เดิมเรียก division คือ ดินแดนที่มีคนพม่าอาศัยอยู่ การแบ่งเช่นนี้ ก็แสดงว่าในเนื้อที่ของประเทศเมียนมาทั้งหมดนั้น มีคนเชื้อสายพม่าแท้ๆ เป็นส่วนใหญ่อาศัยอยู่ประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศ ในจำนวน 7 รัฐ ที่ว่า ได้แก่ คะฉิ่น คะยา กะเหรี่ยง ฉาน ชิน มอญ และยะไข่ ส่วนจำนวน 7 ภาคนั้นประกอบด้วย สะกาย พะโค ตะนาวศรี มะเกว มัณฑะเลย์ ย่างกุ้ง และอิระวดี อย่างไรก็ดีปัจจุบันมีการแยกเขตพิเศษเมืองหลวงเนปยีดอ ออกใหม่อีก 1 แห่ง

จากจำนวน 7 รัฐ 7 ภาค รวมเป็น 14 รัฐ/ภาคนี้ มีการกระจายอำนาจออกไปอย่างชัดเจน กล่าวคือ มีรัฐบาลท้องถิ่นปกครองตนเอง หมายถึง มีการเลือกตั้งสภาผู้แทนประชาชนระดับรัฐ/ภาค มีการตั้งมุขมนตรี ที่เรียกว่า Chief minister เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารและรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ขณะที่บรรดาข้าราชการระดับหัวหน้าส่วนก็จะถูกส่งไปจากส่วนกลาง (สหภาพ) จากกระทรวงหรือกรมที่เกี่ยวข้อง ตัวมุขมนตรี จะมีระดับเทียบเท่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงของรัฐบาลกลาง (อันนี้น่าจะตรงกับระดับของเจ้าแขวงของลาว) ส่วนรัฐมนตรีธรรมดาของรัฐ/ภาค จะเทียบเท่ารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงของรัฐบาลกลาง สำหรับระดับที่เล็กลงไปจากรัฐ/ภาค เรียกเป็นภาษาพม่าว่าอะไรไม่ทราบ แต่ใช้ภาษาอังกฤษว่า District และลงไปอีกระดับเรียก Township ส่วนเล็กสุด คือ Village

ที่น่าสนใจ คือ ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศไทยแล้ว คำว่ารัฐ หรือ ภาค ของเมียนมาแม้จะดูใหญ่เพราะมีระดับรัฐมนตรีบริหารงาน และมีสภาประชาชนก็ตาม แต่เมื่อดูหน่วยงานที่ตัวหัวหน้าส่วนถูกส่งไปประจำจากรัฐบาลกลางแล้ว ระดับรัฐหรือภาค ก็ไม่ต่างจาก “จังหวัด” ของไทยเรา (ระบบแขวงของ สปป.ลาวก็เหมือนกับจังหวัดเช่นเดียวกัน) ตัวอย่างเช่น กรมส่งเสริมการเกษตร ของประเทศเมียนมา มีหัวหน้าส่วนระดับรัฐ/ภาค เรียกว่า Director หรือ ผู้อำนวยการ ซึ่งเป็นตำแหน่งระดับเดียวกันกับ เกษตรจังหวัด สังกัดกรมส่งเสริมการเกษตร ของประเทศไทย เขาจึงมีเพียง 14 คน (ของไทยเรา 77 คน) ดูแลติดตามนิเทศงานส่งเสริมการเกษตรในรัฐ/ภาคต่างๆ ซึ่งมีผู้ปฏิบัติงานในระดับ District และ Township ที่มีครบถ้วนกระจายกันทั่วประเทศ

ผมมาคำนวณได้ว่า ถ้าทีมงานระดับรัฐ/ภาค แต่ละแห่ง มีจำนวนเท่าๆ กับ 1 จังหวัดประเทศไทย สมมุติว่า ประมาณ 500 คน ประเทศเมียนมาต้องใช้คนทั้งหมด คือ 500 คูณด้วย 14 เท่ากับ 7,000 คน แต่สำหรับประเทศไทยเราใช้ 500 คูณ 77 ย่อมเท่ากับ 38,500 คน จำนวนมากกว่าประเทศเมียนมา ถึง 31,500 คน หรือเกือบ 6 เท่าตัว ผมเห็นทาง ก.พ.คิดสูตรต่างๆ ที่จะลดกำลังคนภาครัฐลง คิดกันมานานยังลดไม่ได้ ในเมื่อคนระดับจังหวัดไม่ใช่ผู้ปฏิบัติโดยตรง ทำหน้าที่เพียงติดตามนิเทศการปฏิบัติงานในระดับเล็กลงไป ระดับชั้นยศก็สูงมากสามารถรับปริมาณงานที่มากขึ้นได้ อีกทั้งบางจังหวัดมีแค่ 3-4 อำเภอ อาณาเขตเล็กกว่าอำเภอของบางจังหวัดเสียอีก ถ้าใช้แนวคิดของเมียนมาที่ดูเหมือนจะล้าหลังกว่าบ้านเรา (สมัยรัชการที่ 5 ประเทศไทยเราก็มีการแบ่งการปกครองออกเป็นมณฑล มีอยู่ด้วยกัน 22 มณฑล) เพื่อมาใช้ลดกำลังคนภาครัฐ แม้จะดูว่ายากยิ่งและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงไม่หาญเอาไปทำแน่ แต่กระนั้น ถ้าทำได้ผมว่าน่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีผลสัมฤทธิ์ชัดเจน สมกับเป็นการปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริงและเข้าท่านะครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 27 มิถุนายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/422388

566101

ซอกแซกอาเซียน : 27 มิถุนายน 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

บ่นเรื่องภาษาอังกฤษกับคนไทยไปเมื่อคราวที่แล้ว ขอต่ออีกสักหน่อยนะครับ ใจจริงอย่าหาว่าผมค่อนแคะคนไทยด้วยกันเองเลย แต่ที่ต้องพูดเพราะเห็นว่ามันเป็นเรื่องจริงที่เราต้องยอมรับก่อน หาไม่แล้ว เราก็ยังคิดว่าเราเก่งแล้ว ดีแล้ว เลยไม่ต้องพัฒนาอะไรอีก ทั้งที่ในความเป็นจริง จากประสบการณ์ที่ผมได้เดินทางไปมาในประเทศต่างๆ ที่เป็นสมาชิกอาเซียน พบว่า เก่งสุดยอดอันดับหนึ่ง คือ ฟิลิปปินส์ ทั้งนี้ เพราะเขาใช้เป็นภาษาราชการ คนทุกคนสามารถใช้ได้ กล่าวคือ พูด ฟัง อ่าน และเขียนเหมือนคนอังกฤษหรืออเมริกันเลยทีเดียว รองลงมาน่าจะเป็นคนสิงคโปร์ พวกเขาแม้เกือบร้อยทั้งร้อยจะมีเชื้อสายจีน แต่สิงคโปร์ให้ความสำคัญกับภาษาอังกฤษอย่างมาก และได้สร้างระบบการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ สามารถพัฒนาคนเขาให้มีความรู้และใช้ภาษาอังกฤษได้ดีมาก และได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการด้วย อันดับรองลงมาน่าจะเป็นมาเลเซีย ซึ่งรวมถึงบรูไนดารุสซาลาม ดังได้กล่าวในฉบับก่อน ตามด้วยอินโดนีเซียครับ จะสังเกตว่ากลุ่มประเทศที่กล่าวมาจะอยู่เป็นเกาะทางใต้ของประเทศไทยเราทั้งหมด

กลุ่มประเทศอาเซียนที่อยู่ในแผ่นดินเหนือจากมาเลเซียขึ้นมา นอกจากไทยเรา ก็จะมีกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่ากลุ่มประเทศ CLMV คนในประเทศทั้ง 4 ที่กล่าวนี้ เมื่อวัดฝีมือด้านภาษาอังกฤษกับไทยแล้ว แบบปอนด์ต่อปอนด์ หมายถึงเอาเฉพาะผู้ที่จบปริญญาตรีเท่าๆ กันแล้ว ผมว่าเรายังเป็นรองนิดๆ เมื่อเทียบกับกัมพูชา และสปป.ลาว ขณะที่ทั้งเมียนมาและเวียดนามน่าจะใกล้เคียงกันกับไทยมาก (แต่ในการจัดอันดับโลกต่างจากที่ผมเสนอนี้เล็กน้อย) ดังนั้น จะเห็นได้ว่าไทยเราอยู่ในอันดับที่ไม่น่าภูมิใจเลย มิน่าเล่า เวลาประชุมระหว่างประเทศจึงต้องนั่งเงียบๆ ไม่หือไม่อือ ความจริงประเทศที่พื้นฐานดี แต่พัฒนาถอยหลัง คือ เมียนมา ครับ เดิมคนเมียนมาพูดและฟังภาษาอังกฤษเก่งมากครับ ทั้งนี้เพราะเคยถูกปกครองโดยอังกฤษ และคงมีครูคนอังกฤษแท้ๆ มาปูพื้นฐานความรู้ทั้งด้านการพูดและการฟังไว้ให้อย่างแน่น แต่หลังจากได้เอกราช คนอังกฤษกลับบ้านไป คนเมียนมา หรือทางการเมียนมากลับไม่รักษาความสามารถพิเศษด้านภาษาอังกฤษไว้ เลยจบเห่กัน ทุกวันนี้ก็เรียนรู้ภาษาอังกฤษในระบบที่ไม่ต่างจากไทยแลนด์เราเท่าไหร่นักหรอก เพราะบางครั้งในที่ประชุมระหว่างชาติก็จะเห็นคนอีกคนนั่งหลบมุมเงียบเชียบ ดูหน้าตาก็ยิ่งทำให้เดาได้ยากขึ้น ว่าใครคือคนไทยกันแน่

แต่ที่แปลกใจ คือ สปป.ลาว ครับ ทุกวันนี้กำลังตีจากภาษาอังกฤษ กลับไปใช้ภาษาอีกภาษาหนึ่ง นั่นคือ ภาษาฝรั่งเศส ทั้งนี้ เนื่องจากรัฐบาลสปป.ลาวคิดอย่างไรไม่ทราบ เอาภาษาเจ้าอาณานิคมเดิมกลับมาใช้ หลังจากเปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษมาพักหนึ่ง อาจเป็นเพราะคนลาวรุ่นเก่าเขาใช้ภาษาฝรั่งเศสจนคุ้นชิน ผมเคยมีเพื่อนรุ่นเก่ามากๆ เป็นคนลาว เขาใช้ภาษาฝรั่งเศสได้เก่งมากเลยครับ เลยคิดว่าเขาเห็นว่าถนัดมากกว่าเลยกลับไปใช้ภาษาฝรั่งเศสอีกครั้ง สังเกตเวลาเดินทางไป สปป.ลาวตอนนี้พวกป้ายสถานที่ราชการต่างๆ นอกจากจะมีภาษาลาวเป็นอักษรหลักแล้ว อีกบรรทัดก็จะมีชื่อที่เขียนโดยใช้ภาษาฝรั่งเศส ผมว่าคนที่รู้แต่ภาษาอังกฤษเวลาไป สปป.ลาวทุกวันนี้อาจต้องเจอกับปัญหาการสื่อสารเป็นแน่เลย โชคดีที่คนไทยเราสามารถฟังภาษาลาวได้เข้าใจ และเวลาพูดภาษาไทยไป เขาก็เข้าใจ เลยทำให้ปัญหาคลี่คลายไปได้ แต่ในอนาคตจะเป็นอย่างไรไม่ทราบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ประเทศไทย เพราะใช้ภาษารองคนละภาษาไปเสียแล้ว

สำหรับประเทศบวกสาม คือ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ต่างขะมักเขม้นฟื้นฟูความสามารถทางด้านภาษากันอย่างเต็มที่ เพราะเขาให้ความสำคัญ คือ คนทั่วไปก็อาจพอรู้พอสื่อสารได้ แต่ถ้าจะเป็นการเจรจาอะไรที่มีผลผูกมัดทางกฎหมาย เขาก็จะใช้มืออาชีพเข้ามาช่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศญี่ปุ่น เวลามีประชุมทางการ เขายอมลงทุนจ้างล่ามมืออาชีพไว้อย่างน้อย 1 คน โดยไม่ลังเล สังเกตคือ อะไรก็ตามที่มีผลกระทบต่อประเทศและประชาชนของเขา จะต้องได้รับการพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนในทุกเรื่อง โดยไม่คำนึงว่า เรื่องนั้นจะยิ่งใหญ่ หรือเล็กน้อยประการใด เพราะสำหรับพวกเขาแล้วผลประโยชน์ของชาตินั้นมีความสำคัญสูงสุด

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 20 มิถุนายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/420881

566101

ซอกแซกอาเซียน : 20 มิถุนายน 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์ที่มาเลเซีย หลังจากที่ได้มีการรับรองรายงานการประชุม ซึ่งได้ดำเนินการในวันที่ 2 ภาคเช้าแล้ว ก็จบลงที่การพาไปดูงาน 2-3 แห่งด้วยกัน แห่งแรกก็เป็นเรื่องของวัฒนธรรมต่างๆของชนชาติเขาที่ศูนย์แห่งหนึ่งในกรุงกัวลาลัมเปอร์ เสร็จแล้วก็ต่อไปใจกลางเมืองจุดที่ขาดไม่ได้ คือ เยี่ยมชมตึกแฝดที่สูงที่สุดในโลก พูดถึงตรงนี้ อยากกล่าวถึงการพัฒนาของประเทศมาเลเซียสักเล็กน้อย เพราะมีความน่าสนใจด้วยเพราะมีความเจริญก้าวหน้ามากกว่าประเทศไทยเราก็ต้องยอมรับนะครับว่าระบบโครงสร้างพื้นฐานของเขาไปไกลรุดหน้ากว่าเรามาก เกือบจะเทียบกับสิงคโปร์ได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบขนส่งมวลชน ถนนหนทาง รถไฟฟ้ามีมากมายครบถ้วนเดินทางสะดวกมาก รถราไม่ค่อยมากมายติดกันยาวเป็นแพเหมือนกรุงเทพฯ สมัยยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ผมเคยไปกัวลาลัมเปอร์ครั้งหนึ่ง สภาพโดยทั่วไปไม่ต่างจากกรุงเทพฯ บ้านเรามากนัก แต่ปัจจุบันเจริญแซงหน้าไปมากอย่างเห็นได้ชัด ส่วนหนึ่งคงเพราะอยู่ใกล้กับสิงคโปร์ที่เจริญมากกว่า จึงมีตัวเปรียบเทียบ กระตุ้นให้อยู่เฉยไม่ได้ ต้องเร่งพัฒนา อีกส่วนอาจเป็นเพราะการเมืองมีความมั่นคง รัฐบาลสามารถที่จะเร่งรัดพัฒนาประเทศได้อย่างไร้การสกัดขัดขวาง เหมือนบางประเทศ เลยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ไปในทางที่ดีขึ้น ก็น่าชื่นชมไปกับเขาด้วยครับ

แต่ที่ผมชื่นชมไปมากกว่านั้น เมื่อกล่าวถึงมาเลเซีย คือ การใช้ภาษาอังกฤษของเขาครับแม้จะทราบมานานแล้วว่าคนมาเลเซียพูดภาษาอังกฤษได้ดีมากๆ แต่ก็ขอนำมากล่าวอีกครั้ง เพื่อเป็นแรงบันดาลใจ หรือแรงอะไรก็ได้ ให้พวกเราคนไทยหันมาให้ความสำคัญและพยายามพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ข้อเท็จจริงที่ควรคิด คือ คนมาเลเซียพูดภาษาอังกฤษอย่างเป็นธรรมชาติ ขณะที่คนไทยเราพูดแบบต้องคิดแปลจากภาษาไทยไปก่อนนี่คือจุดต่างที่ไม่มีวันที่เราจะพูดได้ดีอย่างเขาได้เลย ผมขอชวนให้เรามาเข้าใจประเด็นพื้นฐานตรงนี้ก่อน เพื่อจะได้แก้ไขได้ถูกต้อง หากต้องการเห็นไทยแลนด์สมาร์ทในเวทีโลก หลายคนชอบพูดว่าคนไทยเราไม่ค่อยกล้าแสดงออกในที่ประชุมระดับอินเตอร์ ท่านอดีตเลขาธิการอาเซียน ดร.สุรินทร์พิศสุวรรณ ผู้ล่วงลับเคยกล่าวว่า ถ้าอยากจะทราบว่าในที่ประชุมสัมมนาที่มีคนหลายชาติเข้าร่วมว่าคนไหนคือคนไทย ท่านบอกว่า คือ ให้สังเกตคนที่นั่งเงียบที่สุด ผมเห็นจริงอย่างท่านว่าครับ แต่เหตุผลที่ผมทราบด้วยความที่เป็นคนไทยคนหนึ่งที่ทำให้ต้องนั่งเงียบ ไม่ใช่เพราะเราไม่รู้หรือเก่งน้อยกว่าเขาหรอก แต่เป็นเพราะเรา “พูดภาษาอังกฤษสู้เขาไม่ได้” พูดไปแล้วกลัวผิด อายที่จะพูด เลยทำให้นั่งเงียบเชียบปานว่าที่ตรงนั้นมีแต่เก้าอี้เปล่าๆ ดังนั้น มันควรจะต้องถึงเวลาแก้ไขกันอย่างจริงจังแล้ว ในอดีตที่ผ่านมาการสอนภาษาอังกฤษในระบบการศึกษาไทยตั้งแต่อนุบาลกระทั่งมหาวิทยาลัย นับเวลาราวสิบห้าปีสอนกันอย่างไรคงไม่ต้องไปวิจารณ์ ถ้าต้องการให้คนไทยเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ประเด็นหรือคอนเซ็ปต์พื้นฐานที่ต้องปรับและเริ่มต้นใหม่ คือต้องฝึกความเป็นธรรมชาติครับ ถามว่าแล้วจะทำอย่างไร ขอตอบว่า เอางี้ได้ไหม ในคาบวิชาภาษาอังกฤษทั้งชั่วโมง ครูและนักเรียนต้องพูดภาษาอังกฤษกันล้วนๆ ห้ามพูดภาษาไทย (ความจริงอยากเสนอให้ระดับมหาวิทยาลัยสอนเป็นภาษาอังกฤษในทุกๆ วิชาด้วยซ้ำ) ถามต่อไปว่าแล้วครูไทยที่สอนวิชาภาษาอังกฤษปัจจุบันจะสอนด้วยการพูดเป็นภาษาอังกฤษได้เหรอ อันนี้ขอตอบว่าต้องลงทุนครับ จ้างฝรั่งมาเลยหากครูไทยขาดแคลน ผมคิดว่าการยอมเสียเงินลงทุนเพื่อพัฒนาคนไทยรุ่นใหม่ให้สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ เพื่อเอาไว้สอนคนรุ่นต่อๆ ไป น่าจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าครับ ดีกว่าจะปล่อยให้สภาพเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ แล้วก็พากันนั่งซุ่มเงียบในที่ประชุมกันต่อไป มาเลเซียโชคดีตรงที่มีคนอังกฤษมาวางรากฐานไว้โดยไม่ต้องเสียเงินจ้างแต่แรก จนกระทั่งทุกวันนี้ เขาก็เอาคนเขาเองที่เก่งแล้ว ยกระดับมาตรฐานแล้วมาสอนลูกหลานเขาให้เก่งภาษาอังกฤษสืบต่อกันมาดังที่เป็นอยู่ไงครับ แล้วอีกอย่างที่อยากจะจับนักเรียนไทยมาตีก้นสักทีก็คือ มันแปลกประหลาดโลกที่สุดกับการที่ชอบหัวเราะเยาะกิ๊กกั๊กเมื่อได้ยินเพื่อนๆ พูดภาษาอังกฤษในห้องขณะเรียนภาษา หัวเราะทำไม มันขำนักหรือ น้องที่ทำงานผมเล่าให้ฟังว่า เธอเรียนพูดภาษาอังกฤษในห้องเรียนพยายามออกแอคเซนต์ให้เหมือนฝรั่งพูดกลับถูกเพื่อนๆ ล้อเสียอีกว่า ทำไมต้องถึงขนาดนั้น อ้าว ก็เขาพยายามฝึกพูดให้เหมือนฝรั่งจริงๆ แล้วตลกตรงไหน ผมเห็นคนไทยพูด Th เป็น ด เด็กธรรมดา หรือออกเสียงตัว V เป็น ว แหวน แถมยังพูดอังกฤษเหมือนแมวร้อง อย่างที่อาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมช เปรียบเปรยไว้แล้ว ยังน่าตลกโปกฮาสุดๆ มากกว่า

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 13 มิถุนายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/419468

566101

ซอกแซกอาเซียน : 13 มิถุนายน 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์ที่มาเลเซีย โรงแรมที่จัดแม้จะอยู่ที่เมืองใหม่ปุตราจายา ที่ค่อนข้างจะโล่งแจ้ง ไร้ร้านรวงตึกรามบ้านช่องหนาแน่น ให้เดินเล่นยลโฉมเมื่อยามว่าง แต่โรงแรมที่ว่าด้านหลังเดินถึงกันได้ปานว่าเป็นอาคารเดียวกัน กลับมีศูนย์การค้าขนาดใหญ่ 4-5 ชั้น ให้เดินเล่นได้ นับว่าสะดวกสบายมาก ตอนเย็น พวกเราก็ได้ร้านอาหารแถวนี้แหละเป็นแหล่งแวะเวียนมาแก้ความหิวได้ แต่ราคาอาหารเป็นจานก็แพงเอาการอยู่พอสมราคาที่อยู่ในศูนย์การค้าใหญ่ เทียบแล้วใกล้เคียงกับราคาในสิงคโปร์ แต่ยังมีสินค้ามากมายที่เทียบสนนราคาแล้วถูกกว่าประเทศไทยเรามากอยู่ โดยเฉพาะสินค้อิเล็กทรอนิกส์ พี่ที่เมืองไทยขอให้ผมไปดูสมาร์ทวอทช์ หรือนาฬิกาอัจฉริยะยี่ห้อหนึ่ง ราคาที่เมืองไทยประมาณ 13,000 บาท แต่ที่นั่นราคา 10,000 ต้นๆ เท่านั้น เลยถามว่าแกจะเอาไหม แต่พอทราบเงื่อนไขว่า ซื้อจากมาเลเซียไม่รับประกันในประเทศอื่น แกเลยตัดสินใจถอย ไม่เอาดีกว่า

เป็นประเพณีครับ ที่การจัดประชุมแบบนี้ หลังจากเสร็จวันแรก ซึ่งมักจะลุยกันจนถึงเย็นค่ำ เพื่อให้ได้ระเบียบวาระมากที่สุด หรือเอาให้จบไปเลย เพื่อวันรุ่งขึ้น
จะได้มาดูเฉพาะสรุปรายงานการประชุม หรือ summary report อีกสักครึ่งวัน จากนั้นช่วงบ่ายก็จะเป็นรายการพาไปดูงานที่เกี่ยวข้อง (และบางทีก็ไม่เกี่ยวข้อง) ในคืนวันแรกก็จะต้องมีงานจัดเลี้ยงกัน ที่มาเลเซียเขาก็จัดงานเลี้ยงค่ำ เอาห้องติดกันกับห้องประชุมนั่นแหละ แต่เริ่มดึกหน่อย คือประมาณ 2 ทุ่ม โดยในงานมีท่านปลัดกระทรวงเกษตรฯมาเป็นประธานในงาน ท่านมารออยู่ที่ห้องรับแขก ผมในฐานะฝ่ายเลขานุการก็ต้องเดินไปพบและรายงานตัวท่าน พร้อมเล่ารายละเอียดและความเป็นไปต่างๆ ของการประชุม สังเกตดูและเจ้าหน้าที่ฝ่ายมาเลเซียก็ดูไม่ค่อยจะเยอะแยะมากนัก นับได้หลักๆ มีประมาณ 3-4 คนเท่านั้น คือ ตั้งแต่การประชุมเมื่อเช้า ก็คนเหล่านี้แหละที่มาดูแลประสานงานกับพวกเรา ก็ประหยัดคนดีแท้ ทั้งนี้เพราะในสายแรงงาน ก็มีพนักงานจากโรงแรมซึ่งมีจำนวนมากอยู่คอยช่วยอยู่แล้ว เมื่อถึงเวลาผมและคณะประธานใหญ่ก็เดินมาห้องจัดงาน ตรงทางเข้าก็มีคนแต่งชุดพื้นเมืองที่เตรียมไว้เป็นชุดการแสดงระหว่างรับประทานอาหารมาต้อนรับที่หน้าห้อง มีการมอบหมวกและสไบเฉียงที่ทำจากใบไม้ คล้ายๆ ใบมะพร้าว มาให้ใส่กันเกือบทุกคน การจัดเลี้ยงที่มาเลเซียมีความเรียบง่ายมาก กินอาหารเป็นคอร์สเมนู ที่ละจาน โดยไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มายุ่งเกี่ยวเลยสักนิด พวกคอเหล้าคอเบียร์คงผิดหวังอยู่ในใจ ทั้งนี้เพราะวัฒนธรรมเขาไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กัน เรื่องไม่มีเหล้าดื่มนี้ ผมจำได้เมื่อมีการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโส และรัฐมนตรีด้านเกษตรที่สิงคโปร์ 2 ครั้ง ใน 2 ปี มีงานเลี้ยงที่เหมือนกันเป๊ะเลย ไม่มีแอลกอฮอล์เช่นเดียวกัน แต่งานก็สนุกครึกครื้นกันอยู่ เพราะมีการแสดงมาสร้างสีสันได้อยู่บ้าง แม้ผู้แทนประเทศสมาชิกบางคนไม่มีเครื่องย้อมใจ แต่เมื่อถูกคะยั้นคะยอให้ออกไปเต้นกับนักแสดง ก็ออกไปแบบสนุกกันเต็มที่ ไม่ทราบว่าเป็นการแกล้งเมาดิบ เพื่อสร้างบรรยากาศให้รื่นรมย์สมเป็นงานเลี้ยงที่สมบูรณ์ตามสูตรหรือเปล่า งานเลี้ยงใช้เวลาสักสองชั่วโมงก็จบสิ้น ท่านประธานขอตัวกลับบ้าน เป็นอันเสร็จพิธีงานเลี้ยงรับรองสมาชิกแอปเตอร์ที่เป็นทางการ

ผมว่ามีหลายคนที่คงแว่บไปศูนย์การค้าด้านหลัง เพื่อไปทำให้ตัวเองเกิดความมึนเมาจริงๆ ก็เป็นได้ ผมไม่ทราบหรอกครับ เพราะว่าในฐานะฝ่ายเลขานุการฯ เจ้าหน้าที่ทุกคนจะต้องไปทำงานต่อในห้องเล็กๆ ห้องหนึ่งที่ขอเขาไว้ เพื่อสรุปผลการประชุมทุกวาระที่ผ่านไปในวันแรก เพื่อเตรียมไว้สำหรับที่ประชุมตรวจสอบและรับรองในวันพรุ่งนี้ น้องๆ พวกเราขยันกันมาก ทุกครั้งที่มีการประชุมแบบนี้เขาจะระดมทำกันจนเสร็จ ซึ่งบางครั้งจนถึงตี 2 ตี 3 ขณะที่ผมเองไม่ได้อยู่ร่วมกับเขาจนเสร็จหรอกครับ เพราะความสดใหม่ไม่เท่าพวกเขา อย่างมากสัก 5 ทุ่ม เที่ยงคืนก็ต้องขอตัวไปพักผ่อนก่อน เพราะเช้าวันต่อไปก็จะต้องนั่งประกบกับท่านประธานการประชุมตลอดเวลาเหมือนวันที่ผ่านมา เกรงว่าจะไปนั่งหลับต่อหน้ามวลสมาชิกแล้วจะดูไม่งามครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 6 มิถุนายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/418068

566101

ซอกแซกอาเซียน : 6 มิถุนายน 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในการประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์ แต่ละครั้งนั้น สำนักเลขานุการแอปเตอร์จะเป็นผู้ที่ต้องเตรียมความพร้อมมากที่สุด เพราะเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานของแอปเตอร์ คือ ทั้ง 13 ประเทศ ลงขันออกเงินและจ้างให้มาทำงานตามความตกลงแอปเตอร์ นโยบาย มติที่ประชุม หรือที่ได้รับมอบหมายจากประเทศสมาชิกในภาพรวม ความจริงมีระเบียบว่าด้วยการบริหารงานของแอปเตอร์ที่ค่อนข้างหยุมหยิมมาก เริ่มตั้งแต่ ระเบียบว่าด้วยคณะมนตรีฯ ระเบียบว่าด้วยสำนักเลขานุการฯ ระเบียบว่าด้วยการบริหารงาน ระเบียบว่าด้วยการเงิน ระเบียบว่าด้วยการดำเนินงาน โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการดำรงสถานะของเจ้าหน้าที่ คือ เจ้าหน้าที่ทุกคน รวมทั้งผมด้วยจักต้องวางตัวเป็นกลางอย่างเคร่งครัด เป็นคนไทยก็จริง แต่ทำงานต้องไม่คิดว่าตัวเองเป็นคนไทยและจะโอนเอียงเข้าข้างประเทศไทย หรือประเทศใดประเทศหนึ่งไม่ได้เด็ดขาด ห้ามยุ่งกับกิจกรรมทางการเมือง ต้องทำงานในออฟฟิศของแอปเตอร์ตลอดเวลา โดยอิงเวลาราชการไทยร้อยเปอร์เซ็นต์

ดังนั้น การประชุมคณะมนตรีฯ กันปีละครั้งก็เท่ากับเป็นการตรวจสอบ ติดตาม ผลการดำเนินงานและการใช้จ่ายเงินของสำนักเลขานุการฯ รวมทั้งรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อวินิจฉัยและให้ความเห็นชอบในวิธีการแก้ไขต่างๆ ผมในฐานะผู้จัดการทั่วไป ภายใต้การสนับสนุนของน้องๆ เจ้าหน้าที่แอปเตอร์ ที่มีอยู่ด้วยกันประมาณ 10 คน จะต้องเป็นฝ่ายนำเสนอตามระเบียบวาระต่างๆ ต่อที่ประชุมตั้งแต่เช้ายันเย็น พร้อมทั้งตอบข้อซักถามต่างๆ ที่ประเทศสมาชิกสงสัย ระหว่างนั้นน้องๆ เจ้าหน้าที่ก็จะบันทึกผลการประชุมไว้ เพื่อเมื่อเสร็จสิ้นวาระสุดท้ายแล้วจะมีการนำมาฉายบนจอให้สมาชิกอ่าน ปรับปรุง แก้ไข จนถูกต้องและพอใจในทุกเรื่องพร้อมให้การรับรองในขั้นสุดท้าย จากนั้นก็จัดทำเป็นเอกสารสรุปการประชุม เพื่อเวียนไปยังประเทศสมาชิกสำหรับอ้างอิงในอนาคตต่อไป ก็เป็นงานที่หินที่ต้องเผชิญปีละ 1 ครั้ง แต่นอกจากนี้ ยังมีการประชุมที่ตามข้อกำหนดที่แอปเตอร์ โดยสำนักเลขานุการฯ ต้องนำผลการปฏิบัติงานไปนำเสนออีก 3 การประชุม คือ (1) การประชุมของ AFSRB หรือ ASEAN Food Security Reserve Board (2) การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสของกระทรวงเกษตร ประมงและป่าไม้ (ชื่อแบบรวมๆ กัน 10 ประเทศ) ทั้งที่เป็นสมาชิกอาเซียน และอาเซียนบวกสาม และ (3) การประชุมรัฐมนตรีกระทรวงเกษตร ประมงและป่าไม้ ทั้งสมาชิกอาเซียน และอาเซียนบวกสาม ซึ่งทั้ง 3 การประชุม จะได้นำรายละเอียดมาเล่าให้ผู้อ่านฟังในโอกาสต่อๆ ไปครับ

ที่มาเลเซีย ผู้ใหญ่ที่ให้เกียรติมาเป็นประธานการประชุม คือ รองปลัดกระทรวงเกษตรของมาเลเซีย ซึ่งเป็นสุภาพสตรี ขณะเดียวกันก็จะมีประธานร่วม (Co-chairs) คือ ผู้แทนมาจากประเทศญี่ปุ่น คำว่าประธานร่วมขออธิบายนิดครับ เผื่ออาจมาบางท่านสงสัย คือ ในบรรดาสมาชิกแอปเตอร์ทั้ง 13 ประเทศนี้ จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ 10 ประเทศอาเซียน และกลุ่มสอง คือ กลุ่มบวกสาม(จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้) ระเบียบบอกว่าต้องมีประธานการประชุม 2 คน มาจากกลุ่มละคน เรียงลำดับตามตัวอักษรหมุนเวียนกันไปในแต่ละปี ตัวอย่างเช่น ปีที่แล้วจัดประชุมคณะมนตรีฯที่ สปป. ลาว ประธานร่วม คือ สปป. ลาว กับจีน ดังนั้น ปีนี้จึงหมุนมาเป็นอย่างที่กล่าว ส่วนปีหน้าเจ้าภาพ คือ เมียนมา ประธานร่วมก็จะเป็น เมียนมาและเกาหลีใต้ สำหรับการทำหน้าที่ประธานทั้งสองคนก็จะตกลงกันเอง อาจภาคเช้าคนหนึ่งเป็น ส่วนภาคบ่ายอีกคนเป็น สลับกันไป อย่างนี้เป็นต้น

การประชุมคณะมนตรีฯแต่ละครั้งเท่าที่ผมสังเกต แม้มติที่ประชุมจะใช้ระบบฉันทามติอย่างที่อธิบายไปเมื่อก่อน แต่ในทางปฏิบัติทุกประเทศจะใช้หลักถ้อยทีถ้อยอาศัย อะลุ่มอล่วยและให้เกียรติซึ่งกันและกันมาก ผู้แทนทุกคนที่มาประชุมแม้จะไม่เคยเป็นนักการทูตมาก่อน อีกทั้งไม่น่าจะเคยทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศมาก่อน ต่างก็ล้วนแล้วแต่มีวิญญาณนักการทูตกันอยู่ทุกผู้ทุกนาม ผมและคณะฝ่ายเลขานุการเอง แม้เป็นเพียงลูกจ้างกินเงินเดือนจากเขา แต่ก็ได้รับการปฏิบัติที่ดีเยี่ยม ก็ต้องนำจุดดีเด่นนี้มาเล่าด้วยความประทับใจยิ่งครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ซอกแซกอาเซียน : 30 พฤษภาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/416587

566101

ซอกแซกอาเซียน : 30 พฤษภาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ระบบฉันทามติ มีความจำเป็นมาก เพราะเป็นระบบที่ถ้อยทีถ้อยอาศัย ไม่ทำร้ายจิตใจแก่ผู้ที่ไม่เห็นด้วย หรือไม่มีความสุขหรือไม่สบายใจกับสิ่งที่เสียงส่วนใหญ่เห็นชอบ แม้คนที่ไม่เห็นด้วยนั้นมีเพียงคนเดียวก็ตาม ทั้งนี้ เท่ากับเป็นการแสดงออกถึงความรู้สึกเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ไม่ใช่เอาตามที่หมู่มากลากไปโดยไม่คำนึงถึงคนส่วนน้อย เพราะถ้าเป็นดังนั้น หวั่นเกรงว่าการรวมกันจะอยู่ไม่ยืด อาจมีสมาชิกบางคนไม่พอใจแล้วลาออกไปง่ายๆ อันนี้ต่างจากระบบการลงมติขององค์การสหประชาชาติ ที่แม้จะใช้ระบบเสียงข้างมากตัดสิน แต่สมาชิกก็ยังเกาะติดอยู่ไม่แยกตัวออกไป เนื่องจากประโยชน์แห่งการเป็นสมาชิกสหประชาชาตินั้นมีมากในด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ ทว่าสำหรับแอปเตอร์เราได้ยึดถือระบบฉันทามตินี้มาตั้งแต่ต้น จึงทำให้สามารถรวมตัวกันเป็นองค์กรที่แนบแน่นมาจวบจนกระทั่งปัจจุบัน ซึ่งถ้าผมจำไม่ผิด อาเซียนเองก็ใช้ระบบนี้เช่นเดียวกัน

ระเบียบวาระพิเศษ ในการต่ออายุผู้จัดการทั่วไปของผมนี้ ความจริงก่อนที่จะนำเสนอที่ประชุมคณะมนตรีครั้งนี้ ก็ได้มีการจัดตั้งคณะทำงานประกอบด้วย มาเลเซีย ญี่ปุ่น และไทย เพื่อทำการประเมินความเหมาะสมในด้านต่างๆ ของผมมาก่อนแล้วในช่วงต้นปี ตอนนั้นคณะทำงานมาประเมินกันที่สำนักเลขานุการแอปเตอร์ในประเทศไทย ผมต้องนำเสนอผลงานที่ทำมาพร้อมตอบข้อซักถามต่างๆ จนกระทั่งคณะทำงานพอใจและให้คะแนนเห็นชอบ พร้อมทั้งนำมาเสนอที่ประชุมใหญ่ โดยระหว่างการพิจารณาในที่ประชุมใหญ่นั้น ผมต้องออกไปอยู่นอกห้องประชุม และผู้แทนคณะทำงานจะเป็นผู้นำเสนอ หลังจากนั้น ประธานในที่ประชุมจะใช้วิธีถามเป็นรายประเทศว่าจะรับรองยินยอมไหม จนเสร็จครบทุกประเทศที่มาประชุม ซึ่งต้องไม่มีค้านแม้แต่คนเดียว ปรากฏว่าผมได้รับความอนุเคราะห์จากสมาชิกทุกประเทศให้ดำรงตำแหน่งต่อไปอีก 1 สมัย 3 ปี ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

เล่าเสียยาวเลย เรื่องของผม แต่ก็ได้เน้นให้ท่านผู้อ่านได้ทราบระบบและเจตนารมณ์ของการลงมติแบบต่างๆ ซึ่งน่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ครับ การจัดประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์ ครั้งที่ 7 จัดขึ้นที่โรงแรมในเมืองปุตราจายา ซึ่งเป็นเมืองใหม่ของมาเลเซียและเป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการต่างๆ ของประเทศ หลายท่านคงได้มีโอกาสไปสัมผัสมาแล้ว แต่บางท่านอาจไม่เคยไป ก็อยากจะเล่าสักเล็กน้อยว่า มันเป็นวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศที่ต้องการแก้ปัญหาความแออัดของเมืองหลวงอย่างกัวลาลัมเปอร์ จึงย้ายสถานที่ราชการหน่วยงานต่างๆ ให้ไปอยู่อีกที่หนึ่ง ความจริงวิธีการแบบนี้ ไม่ใช่ของใหม่ หลายประเทศนิยมทำมาแล้ว ในสหรัฐอเมริกา เมืองที่เป็นศูนย์ราชการของประเทศ หรือของรัฐ หรืออาจเรียกว่าเมืองหลวงก็ได้ มักจะไม่ใช่เมืองใหญ่ที่เป็นแหล่งค้าขายท่องเที่ยวหรือเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจ ในฟิลิปปินส์เองก็มีการย้ายศูนย์ราชการออกไปจากกรุงมะนิลาไปอยู่เมืองเกซอน แต่เผอิญไปไม่ไกล ปัจจุบันจึงกลายเป็นเมืองติดกันกับกรุงมะนิลาที่แผ่ขยายออกไปแบบหนีไม่ออก แก้ความแออัดไม่ได้ ประเทศไทยเราก็คิดเรื่องนี้มามาก เริ่มตั้งแต่จะไปตั้งเมืองหลวงที่เพชรบูรณ์ สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม (แต่แพ้มติย้ายเมืองในสภาฯ) และก็มีพูดถึงย้ายไปฉะเชิงเทราบ้าง เขื่อนป่าสักบ้าง แต่ก็ไม่สำเร็จสักที ทั้งนี้ เพราะบ้านเรามีคนชอบค้านเยอะ คิดจะทำอะไรจึงสำเร็จยากมาก ดีไม่ดีอาจถูกกล่าวหาว่ามีผลประโยชน์ หรือเอื้อนายทุน เสียผู้เสียคนมาก็เยอะแล้ว บ้านเมืองเลยไปไม่ถึงไหน อ้าว พูดไปพูดมากลับบ่นถึงเรื่องสังคมไทยไปเสียนี่ คือกำลังจะชื่นชมกับประเทศมาเลเซียที่เขาคิดและทำได้ตามที่คิด การตั้งเมืองปุตราจายา ห่างจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ไกลพอสมควร นั่งรถก็คงเกือบชั่วโมง กว่าเมืองจะขยายมาติดกันคงนานทีเดียว การมาตั้งเมืองศูนย์ราชการใหม่ ทำให้กัวลาลัมเปอร์ หลวมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รถราไม่ติด หรือติดน้อยมาก การปรับผังเมืองเพื่อสร้างระบบขนส่งมวลชนมีประสิทธิภาพมาก จากที่เป็นเมืองธรรมดาไม่ต่างจากประเทศไทยมากนัก กลับกลายเป็นเมืองที่มีความเจริญและมีความสะดวกสบายเกือบเทียบเท่าสิงคโปร์ไปแล้ว การย้ายเมืองศูนย์ราชการอีกประเทศที่สุดโต่งไปอีกด้าน คือ กรุงเนปิดอว์ ของเมียนมา ที่นั่นย้ายไปไกลลิบแบบหนีเข้าป่าดงไปเลย ทั้งเมืองจึงมีแต่ตึกอาคารทำงานของราชการ อาจมีตลาดอยู่บ้างก็เป็นศูนย์การค้าใหญ่ไม่กี่แห่ง และก็มีโรงแรมใหญ่ๆ ที่ไม่ค่อยมีแขกพักมากนัก มาจบเรื่องเมืองหลวงที่เมียนมา แต่ยังมีเรื่องเล่าอื่นอีกเยอะ รออ่านครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org