‘ไมโครซอฟท์’เตือน!อัพเกรด Windows10 ฟรีถึง29ก.ค.เท่านั้น (มีคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤษภาคม 2559 เวลา 14:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/430582

'ไมโครซอฟท์'เตือน!อัพเกรด Windows10 ฟรีถึง29ก.ค.เท่านั้น (มีคลิป)

‘ไมโครซอฟร์’ออกคลิปเตือน อัพเกรด Windows10 ฟรีถึงแค่ 29 ก.ค.เท่านั้นนะจ๊ะ

หลังจากเปิดให้ผู้ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows7/8 อัพเกรดฟรีเป็น Windows 10 ตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งได้ประกาศแล้วว่าขณะนี้มีผู้ใช้งาน Windows 10 แล้วกว่า 300 ล้านเครื่อง ขณะนี้ทาง’ไมโครซอฟท์’ได้ออกคลิปวีดีโอมาย้ำว่า Windows 10 จะสิ้นสุดการให้อัพเกรดฟรีในวันที่ 29 ก.ค. 2016 นี้แล้วนะ โดยหากเสียสิทธิไปแล้ว ต้องซื้อ Windows 10 Home ตัวเต็มในราคาสูงถึง 119 ดอลลาร์หรือในราคาประมาณ 3,990 บาท

ที่มา https://blogs.windows.com/windowsexperience/2016/05/05/windows-10-now-on-300-million-active-devices-free-upgrade-offer-to-end-soon/

Apple Online Store เปิดขาย iPhone SE แล้ว! เริ่มต้น16,800บ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤษภาคม 2559 เวลา 14:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/430454

Apple Online Store เปิดขาย iPhone SE แล้ว! เริ่มต้น16,800บ.

Apple Online Store Thailand เริ่มวางจำหน่าย iPhone SE ราคาเริ่มต้นที่ 16,800 บาท-พร้อมจัดส่งภายใน2-4วันทำการ

หลังจากค่ายมือถือในไทยเริ่มเปิดให้สั่งจอง iPhone SE ไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ล่าสุด Apple Online Store Thailand ได้เปิดจำหน่ายแล้วในราคาเริ่มต้นที่ 16,800 บาท

สำหรับ iPhone SE รุ่น 16GB จะสนนราคา 16,800 บาท ส่วน iPhone SE รุ่น 64GB จะสนนราคา 20,800 บาท โดยจะมีให้เลือก 4 สี คือ เงิน เทา ทอง และทองชมพู ซึ่งทั้งหมดนี้จะพร้อมจัดส่งฟรีภายใน 2-4 วันทำการ

สนใจสั่งซื้อได้ที่ http://www.apple.com/th/shop/buy-iphone/iphone-se

 

เปิดจองแล้ว! ASUS ZenWatch 2 สมาร์ทวอทช์พรีเมียม ราคาเริ่มต้น4,990บ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤษภาคม 2559 เวลา 13:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/430248

เปิดจองแล้ว! ASUS ZenWatch 2 สมาร์ทวอทช์พรีเมียม ราคาเริ่มต้น4,990บ.

เปิดจองแล้ว! ASUS ZenWatch 2 สมาร์ทวอทช์พรีเมียม ราคา4,990-6,990บาท

ล่าสุดนาฬิกาสมาร์ทวอทช์เอซุสก็ได้เริ่มวางขายในช่องทางออนไลน์เป็นที่เรียบร้อยโดย ASUS ZenWatch 2 นี้ ออกแบบมาสำหรับผู้ที่ต้องการนาฬิกาที่เป็นมากกว่านาฬิกาทั่วไป เพราะมีฟังก์ชันอัจฉริยะน่าสนใจมากมาย ได้รับการการันตีด้วยรางวัลระดับสากล อย่าง Japan G mark good design และ German IF design award 2016

แม้แต่เว็บไซต์รีวิวชื่อดังของอังกฤษอย่างTrusted Reviewsยังกล่าวชื่นชมว่า “ด้วยความที่ ZenWatch 2 มีน้ำหนักเบาและออกแบบมาให้เพรียวบางทำให้สวมใส่ได้สบาย”นอกจากนั้น“คุณภาพที่ถูกออกแบบมาอย่างประณีตเป็นมากกว่าแค่ความงามภายนอกแต่ยังสามารถสวมใส่ใช้งานได้ดี”

ASUS ZenWatch 2 ได้รับการออกแบบและผลิตขึ้นมาอย่างประณีตในทุกรายละเอียด ด้วยตัวเรือนสแตนเลสสตีลคุณภาพสูงในดีไซน์ขอบโค้งมน อันเป็นการผสมผสานกันระหว่างปรัชญาการออกแบบในแบบของ Zen ร่วมกับความทันสมัยของเทคโนโลยีภายใน ด้านข้างตัวเรือนมาพร้อมปุ่มคราวน์อัจฉริยะ ที่นอกเหนือจากการสร้างความโดดเด่นและสวยงามแล้ว ยังเป็นปุ่มที่ใช้สั่งงานได้อีกด้วย อันเป็นหนึ่งในการออกแบบที่ทำให้ ZenWatch 2 ให้ความรู้สึกเป็นทั้งนาฬิกาข้อมือแบบคลาสสิก และเป็นสมาร์ทวอทช์ได้ในเวลาเดียวกัน

หน้าปัดแบบสัมผัสของ ASUS ZenWatch 2 มีให้เลือกด้วยกัน 2 ขนาด ทั้งขนาด 1.63 นิ้วที่เหมาะสำหรับผู้ชาย และขนาด 1.45 นิ้วที่เหมาะสำหรับผู้หญิง แต่สำหรับในส่วนของหน้าปัดบอกเวลานั้น ผู้ใช้งานสามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้หน้าปัดสำเร็จรูปที่มีให้ปรับเปลี่ยนได้จากในแอพพลิเคชันZenWatch Manager แล้ว ผู้ใช้งานยังสามารถสร้างสรรค์หน้าปัดบอกเวลาในแบบของตนเองผ่านแอพพลิเคชันFaceDesignerทั้งการปรับเปลี่ยนอินเตอร์เฟส รวมถึงปรับเปลี่ยนข้อมูลที่แสดงผลบนหน้าปัดได้ดังที่คุณต้องการ

ภายในของ ASUS ZenWatch 2 ได้บรรจุฮาร์ดแวร์และระบบการทำงานต่างๆ เพื่อให้คุณสามารถบันทึกและเก็บสถิติกิจกรรมที่ส่งผลต่อสุขภาพได้อย่างแม่นยำ ทั้งด้านของการนับก้าวเดิน การวัดคุณภาพการนอนหลับ ทั้งยังมีฟีเจอร์ของผู้ช่วยด้านสุขภาพ ที่จะให้คำแนะนำการออกกำลังกาย เพื่อให้คุณบรรลุเป้าหมายด้านการดูแลสุขภาพ นอกจากนี้ ZenWatch 2 ยังสามารถป้องกันน้ำได้ตามมาตรฐาน IP67 ซึ่งรองรับการใช้งานในน้ำลึกสุด 1 เมตรได้นาน 30 นาที ดังนั้นจึงมั่นใจได้เลยว่าคุณจะสามารถใช้งาน ZenWatch 2 ได้ตลอดวัน

ASUS ZenWatch 2 มาพร้อมฮาร์ดแวร์ประสิทธิภาพสูง ได้แก่ ชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 400 ร่วมกับแรมขนาด 512 MB พื้นที่ความจุ 4 GB เท่ากันในทั้งสองรุ่นขนาดหน้าปัด รองรับการเชื่อมต่อทั้ง Bluetooth 4.1 และ Wi-Fi เพื่อการรับส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว กระจกหน้าปัด Corning Gorilla Glass 3 แบบโค้ง2.5D

แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้นาน 2 วัน และสแตนด์บายได้ถึง 3 วัน แม้ว่าจะถูกตั้งค่าให้แสดงผลผ่านหน้าจอตลอดเวลาก็ตาม รองรับฟีเจอร์ HyperChargeที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ถึง 60% ภายในเวลาเพียงแค่ 15 นาที ด้วยขั้วชาร์จแบบแม่เหล็กรองรับการเปลี่ยนสาย ทำให้ ZenWatch 2 เป็นสมาร์ทวอทช์ที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปโฉมได้ตามความต้องการของผู้ใช้อย่างแท้จริง

ขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติการ Android Wear ทำให้ผู้ใช้งานสามารถติดตั้งแอพพลิเคชัน ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาสำหรับ Android Wear โดยเฉพาะเพิ่มเติมได้ เพื่อให้ ZenWatch 2 เป็นมากกว่านาฬิกาข้อมือทั่วไป และยิ่งพิเศษขึ้นไปอีกสำหรับผู้ใช้งานสมาร์ทโฟน ASUS Zenfone หรือสมาร์ทโฟน Android รุ่นอื่นๆ

เพราะคุณสามารถใช้ ZenWatch 2 ช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งานได้อีก ไม่ว่าจะใช้เป็นรีโมทและหน้าจอพรีวิวสำหรับสั่งถ่ายภาพ ใช้ปลดล็อกหน้าจอเครื่องแบบข้ามขั้นตอนการกรอกรหัสผ่าน เป็นต้น

ZenWatch 2 รุ่นขนาด 1.63 นิ้วจะสนนราคา 4,990 บาท ส่วนขนาด 1.45 นิ้วจะสนนราคา 6,990 บาท

ASUS ZenWatch 2 เปิดให้สั่งจองได้แล้ว ผ่านทางหน้าเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ชื่อดัง รวมถึงหน้าเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์อย่างเป็นทางการของเอซุสประเทศไทย ASUS Online Store (http://store.asus.com/th) รวมถึงเตรียมจำหน่ายทุกช่องทางทั่วประเทศกลางเดือนนี้

 

ปั้นทราเวลเลอร์ซิม ชิงลูกทัวร์ใช้พ็อกเกตไว-ไฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤษภาคม 2559 เวลา 20:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/429971

ปั้นทราเวลเลอร์ซิม ชิงลูกทัวร์ใช้พ็อกเกตไว-ไฟ

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

นอกจากการเดินทางไปต่างประเทศ และกังวลปัญหาเรื่องการใช้งานอินเทอร์เน็ตสำหรับคนไทยที่ติดแชต ส่งเมลและท่องโลกออนไลน์แล้ว นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มีกว่า 20-25 ล้านคน ที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยนั้น ย่อมต้องการใช้งานเครือข่ายไม่แพ้กัน แต่เลือกที่จะโรมมิ่งเครือข่ายมากกว่าเพราะใช้งานได้ต่อเนื่อง จึงเป็นโอกาสของเอไอเอสที่หวังกินรวบตลาดนี้

เบญจพร กำเพ็ชร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดกลุ่มลูกค้าทั่วไป บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส กล่าวว่า จำนวนลูกค้าต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทย และใช้บริการโรมมิ่งของทุกโอเปอเรเตอร์เพื่อเข้ามาใช้งานในประเทศไทยนั้น มีกว่า 20-25 ล้านคน แต่มีกว่า 20 ล้านคน ที่โรมมิ่งมาใช้เครือข่ายของเอไอเอส

“ลูกค้าชาวต่างชาติจะแบ่งเป็นลูกค้าที่ใช้งานสมาร์ทโฟนและเปิดบริการโรมมิ่งกับโอเปอเรเตอร์ในประเทศนั้นๆ เพื่อมาใช้งานเครือข่ายของเอไอเอสมีกว่า 80-90% ถือว่าเป็นกลุ่มคนที่มีกำลังจ่ายสูง ส่วนกลุ่มที่มีกำลังจ่ายรองลงมาจะเลือกซื้อทราเวลเลอร์ซิม (Traveler Sim) แบบเติมเงินเริ่มต้นที่ 199 บาท เล่นเน็ตได้ 500 MB หรือราคา 299 บาท เล่นเน็ตได้ 1.5 GB ใช้งานได้ 7 วันเท่ากัน” เบญจพร กล่าว

การใช้งานดาต้าของนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 7 วัน ทำให้ทราเวลเลอร์ซิม 299 บาท ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะใช้งานได้ค่อนข้างเยอะ หากใช้ไม่พอก็ยังเติมเงินเพิ่มได้ หากเทียบอัตราการใช้งานอินเทอร์เน็ตของลูกค้ารายเดือน เฉลี่ยอยู่ที่ 1 GB/เดือน ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานของชาวต่างชาติอยู่แล้ว หากไม่ได้ชมวิดีโอหรือดูทีวีออนไลน์ตลอดเวลา จำนวนที่ให้ใช้งานถือว่าเพียงพอต่อความต้องการแล้ว

“การแชร์เน็ตผ่านพ็อกเกตไว-ไฟหรือฮอตสปอตก็ยังคงมีอยู่แต่บางครั้งก็ไม่สะดวก เพราะจำกัดเส้นทางการใช้งานให้ต้องเกาะกลุ่มกันตลอดเวลา ดังนั้นลูกค้าต่างชาติที่ต้องการแยกกันเที่ยว แต่มาจำนวนไม่เกิน 3-5 คน เหมาะกับซิมที่เรียกว่า ทราเวลเลอร์ กรุ๊ปแชริ่งที่ให้ซิมเบอร์เดียวกัน 3 อัน เพื่อแบ่งกันใส่คนละเครื่องและใช้งานเน็ตได้สูงถึง 3GB ในระยะเวลา 7 วัน ราคา 459 บาท ถือว่าตอบโจทย์นักท่องเที่ยวอย่างมาก”

การโรมมิ่งนั้นจะได้รับความนิยมในหมู่ชาวต่างชาติมากกว่าคนไทยที่เดินทางออกนอกประเทศ อาจเพราะค่าบริการข้ามประเทศไม่สูงนัก อีกทั้งคนไทยยังมีความกังวลเรื่องค่าบริการในการเปิดโรมมิ่งจึงนิยมที่จะใช้พ็อกเกตไว-ไฟ หรือซื้อซิมท้องถิ่นมากกว่าเพราะควบคุมค่าใช้จ่ายได้

“ลูกค้าไทยอาจจะกังวลว่าถ้าโรมมิ่งแล้วเครือข่ายจากการเข้าใช้งานไม่ดี หรือโทรผ่านดาต้ามีข้อจำกัด จึงเลือกซื้อซิมใหม่ไปเลยเพื่อตัดปัญหา เพราะจุดด้อยของการเลือกพ็อกเกตไว-ไฟคือใช้โทรไม่ได้ หากมีเรื่องด่วนต้องการโทรถึงอย่างไรก็ต้องใช้ซิมเท่านั้น อีกทั้งแบตยังหมดไว ชาร์จเครื่องนาน หากจำเป็นต้องแชร์เน็ตกันหลายคน การแบ่งกันใช้งานไปเลยน่าจะเป็นพฤติกรรมเหมาะกับนักท่องเที่ยวมากกว่า”

เอไอเอสเพิ่งเปิดบริการใหม่ที่เรียกว่า ทราเวลเลอร์ซิมราคา 599 บาท ซึ่งเป็นซิมที่มี 3 ขนาดให้เลือกใช้งานได้พร้อมกัน โดยใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ 4 GB นาน 15 วัน แถมโบนัสสำหรับโทร 100 บาท อีก 1 เดือน หลังจากไม่ได้มีการทำตลาดกลุ่มนี้มานาน

“จากความนิยมของเดินทางที่มาเที่ยวเมืองไทย ที่ใช้งานซิมทราเวลเลอร์นั้น แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวจีน 70% ไต้หวันและฮ่องกง 20% และตะวันออกกลางอีก 10% นั้น เอไอเอสจึงได้จับมือกับคู่ค้าในจีนที่เป็นตัวกลางในการให้คำปรึกษาเรื่องการเดินทางมาเที่ยวเมืองไทย เพื่อให้บริการซิมและแพ็กเกจนี้แก่นักเดินทาง หากนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่นสนใจก็สามารถหาซื้อได้เช่นกันที่เอไอเอสช็อปทุกสาขา”

เอไอเอสเชื่อว่าการออกแพ็กเกจใหม่นี้จะกระตุ้นให้ลูกค้าสนใจมาใช้บริการซิมใหม่ มากกว่าการเช่าพ็อกเกตไว-ไฟที่ต้องเช่าหรือซื้อจากผู้ให้บริการรายอื่นที่ไม่ใช่ผู้ให้บริการเครือข่ายโดยตรง และส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มนี้ยังมีน้อย บริษัทจึงไม่เข้าไปทำตลาดนี้มากนัก

 

ชี้สตาร์ทอัพไทยพุ่ง10เท่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤษภาคม 2559 เวลา 13:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/429864

ชี้สตาร์ทอัพไทยพุ่ง10เท่า

เอกชนชี้สตาร์ทอัพไทยโต 10 เท่า คาดนักลงทุนลุยคราวด์ฟันดิ้งไทยเพิ่มถึง 2 ล้านคน ใน 3 ปี

นายโอฬาร วีระนนท์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Icrowd invest ผู้ประกอบธุรกิจคราวด์ฟันดิ้ง เปิดเผยว่า ภาพรวมคราวด์ฟันดิ้งในประเทศไทยปี 2559 มีแนวโน้มที่เติบโตสูงมาก เมื่อเทียบกับปี 2558 ที่ผ่านมา ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจสตาร์ทอัพไทยที่จะมีนักลงทุนเข้าไปลงทุนเพิ่มมากขึ้น และมีการขยายตัวมากกว่า 10 เท่า เป็นผลมาจากภาครัฐให้การส่งเสริมอย่างเต็มที่ รวมทั้งภาคเอกชนให้การส่งเสริมและประชาชนสนใจในธุรกิจสตาร์ทอัพ เชื่อว่าจะทำให้สตาร์ทอัพไทยสร้างสินค้าที่มีคุณภาพดีและส่งผลกระตุ้นต่อเศรษฐกิจของไทย

ขณะที่นักลงทุนที่จะไปลงทุนในคราวด์ฟันดิ้ง ประเมินว่า ภายใน 3 ปีข้างหน้าจะมีจำนวนสูงเกิน 2 ล้านคน ถือว่ามีจำนวนมากกว่านักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มีจำนวนประมาณ 1 ล้านคน ทำให้โครงสร้างของอุตสาหกรรมในประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไป รวมถึงภาคธุรกิจเอสเอ็มอีที่สนใจปรับนำรูปแบบ (โมเดล) ของสตาร์ทอัพไปใช้ในธุรกิจจะส่งผลให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างรวดเร็วมากในอนาคตและทำให้ไทยมีสตาร์ทอัพมากขึ้น

นายโอฬาร กล่าวต่อว่า แนวโน้มคราวด์ฟันดิ้งในตลาดโลกถือว่ามีการขยายตัวสูงมากเช่นกัน เห็นได้จากประเทศสหรัฐในเวลา 5-6 ปี คราวด์ฟันดิ้งมีขนาดใหญ่กว่าตลาดหุ้นตลาดหุ้นวอลสตรีท ส่วนบริษัทสตาร์ทอัพที่มีมูลค่าธุรกิจขนาดใหญ่เกิน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในทั่วโลก ช่วงปี 2558 มีจำนวน 138 บริษัท และในปี 2559 นี้มีจำนวนเกิน 174 บริษัทแล้ว

สำหรับบริษัทมีสตาร์ทอัพที่ดูแลอยู่จำนวน 50 บริษัท ที่บริษัทพร้อมสนับสนุนการสร้างธุรกิจและผลักดันให้ธุรกิจมีการเติบโต อีกทั้งพร้อมให้คำปรึกษาแก่นักลงทุนรายใหม่ที่สนใจเข้าไปลงในคราวด์ฟันดิ้งและบริษัทสตาร์ทอัพต่างๆ ด้วย

 

สุดยอด!เผยโฉม”กระจกอัจฉริยะ” ประดิษฐ์โดยชายคนเดียว (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤษภาคม 2559 เวลา 12:12 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/429664

สุดยอด!เผยโฉม"กระจกอัจฉริยะ" ประดิษฐ์โดยชายคนเดียว (ชมคลิป)

ชมคลิปตัวอย่าง”กระจกอัจฉริยะ”ผลงานประดิษฐ์โดยชายเพียงคนเดียว

ทุกๆ คนส่วนใหญ่ล้วนต้องส่องกระจกทุกเช้าก่อนออกจากบ้านอยู่เสมอ แต่จะมีสักกี่คนที่สามารถหยิบมันมาพัฒนาจนใช้งานได้มากกว่าเป็นเพียงแค่กระจกส่องหน้าธรรมดาๆ

‘ไรอัน เนลวัน’วิศวกรคอมพิวเตอร์จากแคลิฟอร์เนียได้คิดค้น”กระจกอัจฉริยะ”หน้าจอสัมผัสที่สามารถทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งได้ไม่ต่างจากสมาร์ทโฟนหรือแท็ปเล็ต ซึ่งขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติใหม่ซึ่งทั้งหมดเป็นผลงานของเขาคนเดียวทั้งสิ้น

ภายในคลิปวีดีโอจะเห็นได้ว่าบนหน้าจอจะแสดงวัน เวลา อุณหภูมิ สภาพการจราจรระหว่างที่ทำงาน และเครื่องมือเปิด-ปิดเพลง โดยสามารถใช้ 2 เลื่อนเพิ่ม-ลดเสียงได้และปรับ-ลดอุณหภูมิภายในห้องได้ รวมถึงยังรองรับการใช้งานแอพฯ ต่างๆ ได้เช่นเดียวกับ Android กับ iOS

ที่มา businessinsider

ล้ำได้อีก!’กูเกิล’ได้สิทธิบัตร”แก้วตาอัจฉริยะ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2559 เวลา 12:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/429471

ล้ำได้อีก!'กูเกิล'ได้สิทธิบัตร"แก้วตาอัจฉริยะ"

‘กูเกิล’ได้สิทธิบัตร”แก้วตาอัจฉริยะ”ฝังในดวงตา

แม้แว่นตาอัจฉริยะ Google Glass อาจจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จนักอย่างที่คิด แต่ดูเหมือนว่าทาง’กูเกิล’จะยังไม่ยอมแพ้ต่อการรังสรรค์เทคโนโลยีใหม่ๆ ล่าสุดเว็บไซต์ข่าว Engadget ได้รายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ทางกูเกิลได้รับสิทธิบัตรแก้วตาอัจฉริยะ (Smart Lenses) แล้ว

แก้วตาอัจฉริยะชิ้นนี้จะถูกแก้วตาเทียมฝันเข้าไปในลูกตาแทนแก้วตาธรรมชาติเพื่อหวังให้มีคุณสมบัติมากกว่าเพียงแค่แก้ปัญหาสายตา โดยอุปกรณ์เล็กพริกขี้หนูชิ้นนี้ยังแก้วตาไฟฟ้าที่มีพื้นที่ความจุ เซนเซอร์ต่างๆ แบตเตอร์รี่ และแผงนำสัญญาณเพื่อส่งรับข้อมูลได้ ทั้งนี้ภายในตัวอุปกรณ์ยังจะมีสายอากาศเล็กๆ เพื่อดูดพลังงานรอบตัวซึ่งยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด

กูเกิลดูเหมือนหันมาให้ความสนใจเทคโนโลยีเกี่ยวกับภายในดวงตาตั้งแต่เมื่อปี 2014 หลังได้จดสิทธิบัตรคอนแทคเลนส์อัจฉริยะซึ่งฟังสัญญาณ Wireless อยู่ภายในและสามารถฉายภาพได้ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นความจริงมากขึ้นเมื่อทางกูเกิลได้ประกาศร่วมจับมือกับบริษัทผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ Novartis

ที่มา engadget

 

ดีแทคจี้รัฐ เร่งสานต่อ ศก.ดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2559 เวลา 08:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/429438

ดีแทคจี้รัฐ เร่งสานต่อ ศก.ดิจิทัล

ดีแทคเผยไทยเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลช้ากว่ามาเลเซียและเวียดนาม

นายลาร์ส นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค เปิดเผยว่า ภาครัฐเคยประกาศไว้ว่าประเทศไทยจะเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจดิจิทัลภายในปี 2563 ซึ่งผ่านมาแล้ว 2 ปียังไม่คืบหน้าเท่าที่ควร

“ดีแทคพร้อมสนับสนุนภาครัฐในการผลักดันประเทศให้เป็นผู้นำด้านดิจิทัลและอยากเร่งให้ภาครัฐสานต่อนโยบายต่างๆ ที่ประกาศอย่างต่อเนื่อง เพราะตั้งแต่ประกาศ 5 ยุทธศาสตร์ดิจิทัลอีโคโนมีในปี 2557 จนถึงปัจจุบันยังไม่มีเรื่องใดที่ประสบความสำเร็จชัดเจน ทำให้การลงทุนที่คาดหวังว่าจะเกิดขึ้นจากต่างชาติก็ถูกย้ายไปยังตลาดเวียดนามและมาเลเซียแทน” ลาร์ส กล่าว

ทั้งนี้ ข้อเสนอที่อยากให้รัฐทำเร่งด่วนนั้น คือ 1.การจัดโรดแมปประมูลคลื่นที่ชัดเจนเพื่อให้เอกชนวางแผนในการทำงานได้ 2.สนับสนุนให้ภาคธุรกิจเข้าถึงดิจิทัลได้อย่างเต็มที่ 3.สร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตแก่คนในท้องถิ่น 4.เชื่อมระบบข้อมูลให้เป็นสาธารณะ 5.สร้างเสริมทักษะไอซีทีให้แก่คนท้องถิ่นด้วยบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและเหมาะสม 6.สนับสนุนให้รัฐออกกฎระเบียบ ข้อกำหนดและกฎหมายในการดูแลภาพรวมอุตสาหกรรมดิจิทัลเพื่อสร้างความโปร่งใสและเท่าเทียมกันในการแข่งขัน

ทั้งนี้ ดีแทคได้ยื่นเอกสารดังกล่าวแก่กระทรวงไอซีทีเรียบร้อยแล้วในงาน GSMA เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาและมีแผนยื่นเอกสารนี้ให้แก่ทาง กสทช.ต่อไป

 

ล้ำได้อีก!จ่อเปิดตัวแอพฯตรวจจับกลิ่นเต่าสำหรับท่านชาย Nivea Men NOSE (มีคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 เมษายน 2559 เวลา 12:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/429228

ล้ำได้อีก!จ่อเปิดตัวแอพฯตรวจจับกลิ่นเต่าสำหรับท่านชาย Nivea Men NOSE (มีคลิป)

เตรียมเปิดตัว Nivea Men NOSE แอพฯและเคสมือถือสำหรับตรวจจับกลิ่นเต่าสำหรับท่านชาย

ยิ่งนานวันเข้าก็ยิ่งมีเทคโนโลยีล้ำๆ (และแปลกๆ) ออกมาให้เห็นกันอยู่เสมอ ล่าสุดแบรนด์ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวชั้นนำจากประเทศเยอรมนีได้ประกาศเปิดตัวโปรเจ็ค Nivea Men NOSE แอพฯ และเคสมือถือที่มีคุณสมบัติสามารถตรวจจับกลิ่นกายไม่พึงประสงค์ของท่านชายได้

“จมูกมักจะคุ้นเคยกับกลิ่นตัวของเราเอง ฉะนั้นเราจึงมักไม่ได้กลิ่นตัวของเราเอง” Nivea ระบุ

สำหรับการใช้งานนั้นเพียงแค่สวมเคสของ Nivea Men NOSE และติดตั้งแอพฯ ลงในสมาร์ทโฟน จากนั้นก็นำไปจ่อไว้บริเวณรักแร้ เซนเซอร์ของเคสมือถือก็จะตรวจจับ วิเคราะห์ และประเมินอัตราความรุนแรงของกลิ่นเต่าโดยอาศัยฐานข้อมูลจากการทดสอบกลิ่นของผู้ชายกลุ่มตัวอย่างจำนวนกว่า 4,000 คน

Geoffrey Hantson ผู้อยู่เบื้องหลังโปรเจ็คดังกล่าวเผยว่า จะมีกำหนดการณ์ปล่อยแอพฯ ให้ดาวน์โหลดกันในระบบปฏิบัติการ Android และ iOS ภายในเดือนหน้านี้ อย่างไรก็ตามแอพฯ ดังกล่าวจะใช้งานไม่ได้หากสมาร์ทโฟนไม่ได้สวมเคส Nivea Men NOSE ทั้งนี้จะเป็นการตัดสินใจของทาง Nivea ว่าจะเลือกวางจำหน่ายเคสหรือเป็นของแถมสำหรับผลิตภัณฑ์บำรุงผิว

Hantson ยอมรับว่าใครหลายๆ คนอาจไม่คิดจะยอมควักเงินซื้อเคสที่มีคุณสมบัติตรวจจับกลิ่นกายหรอก เพียงแต่แค่อยากให้มนุษย์ได้เห็นอีกหนึ่งความก้าวหน้าของเทคโนโลยี

ที่มา huffingtonpost

ทีวีดิจิทัลรุกหนัก “มัลติสกรีน” ขยายฐานผู้ชมปูทางสร้างรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 เมษายน 2559 เวลา 14:06 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/429063

ทีวีดิจิทัลรุกหนัก "มัลติสกรีน" ขยายฐานผู้ชมปูทางสร้างรายได้

โดย…จะเรียม สำรวจ

จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาเสพติดเทคโนโลยีมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลต้องหันมาให้ความสำคัญกับการทำตลาดมัลติสกรีนควบคู่ไปกับหน้าจอหลัก เพื่อให้การทำตลาดครอบคลุมความต้องของผู้บริโภค เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคเริ่มหันมาดูรายการทีวีต่างๆ ผ่านหน้าจออื่นๆ (เซคกันสกรีน) มากขึ้น เพราะสามารถดูรายการต่างๆ ได้ทุกที่ทุกเวลา

แนวโน้มที่เกิดขึ้นส่งผลให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลต้องใช้งบลงทุนส่วนหนึ่งไปกับการพัฒนาเว็บไซต์ หรือแอพพลิเคชั่น เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภคที่ต้องการรับชมรายการทีวีผ่านหน้าจอมือถือ แท็บเล็ต หรือหน้าจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวนอกจากจะมีประสิทธิภาพในด้านของการขยายฐานผู้ชมได้แล้ว ในอนาคตยังถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการหารายได้เสริมหน้าจอทีวี

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ออนไลน์ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ผู้ประกอบการต้องเลือกที่จะนำมาทำการตลาด เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนโดยเฉพาะคนเมืองรุ่นใหม่ เพราะกลุ่มคนดังกล่าวจะไม่ดูรายการทีวีผ่านหน้าจอทีวีแล้ว ดังนั้นการทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลต้องไป จะเห็นได้ว่าตอนนี้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลเริ่มหันมาเปิดตัวแอพพลิเคชั่นและเว็บไซต์ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคในการรับชมรายการต่างๆ

ชลากรณ์ ปัญญาโฉม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานดิจิทัลทีวี บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ ผู้บริหารช่องเวิร์คพอยท์ กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการทำแผนเวิร์คพอยท์คอนเทนต์โพรไวเดอร์ เพื่อปรับให้คอนเทนต์ออนไลน์มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากตลาดออนไลน์กำลังเติบโต จึงถือเป็นโอกาสที่จะเข้ามาทำตลาดผ่านช่องทางดังกล่าว เพราะในอนาคตบริษัทอาจหารายได้จากช่องทางดังกล่าวได้

ด้านช่อง 8 ก็ออกมาประกาศกลยุทธ์การรับชมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ด้วยการออกมาชูจุดเด่นดูทีวีออนไลน์สะดวก รวดเร็ว และง่าย เพราะสามารถดูได้ทุกที่ทุกเวลา

พรพรรณ เตชรุ่งชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฎิบัติการ บริษัท อาร์เอส กล่าวว่า  อาร์เอสได้มีการพัฒนารูปแบบการรับชมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างเต็มสูบ เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายสามารถติดตามรับชมรายการต่างๆ ของช่อง 8 ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่พัฒนาขึ้นมาไม่ว่าจะเป็น www.thaich8.com, ยูทูบชื่อ thaich 8 หรือแอพพลิเคชั่น CH8 นอกจากนี้ผู้ชมยังสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของช่อง 8 ได้ทางเฟซบุ๊ก อินสตาแกรมหรือไอจี แอคเคาท์ thaich8

อีกหนึ่งช่องที่ให้ความสำคัญกับช่องทางออนไลน์เป็นอย่างมาก คือ ช่อง 7 หลังจากประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีกับการเปิดตัวเว็บไซต์ www.bugaboo.tv และแอพพลิเคชั่น DO 7 HD ไปเมื่อช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ล่าสุดได้ออกมาเปิดตัวแอพพลิเคชั่น DO 7 HD ซีซั่น 2 เพื่อตอกย้ำความสำเร็จ

พลากร สมสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบก ช่อง 7 กล่าวว่า ช่อง 7 ได้มีการรุกตลาดด้วยดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพื่อตอบรับเทรนด์ผู้บริโภคที่มีพฤติกรรมรับชมทีวีผ่านหน้าจออื่นๆ ด้วยการทำออนไลน์แคมเปญผ่านแอพพลิเคชั่น “DO 7 HD” ซีซั่น 2 ซึ่งเคยประสบความสำเร็จจากซีซั่น 1 มาแล้วด้วยยอดผู้ร่วมสนุกสูงกว่า 5 ล้านครั้งในเวลา 10 เดือน

จักรพันธ์ ลีละมาสวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีบีทีวี นิวมีเดีย บริษัทในเครือสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 กล่าวว่า แอพพลิเคชั่น “DO 7 HD” ซีซั่น 2 นี้ บริษัทได้พัฒนาฟีเจอร์ใหม่เพิ่มเติม เพื่อความสมบูรณ์ของการเป็นแอพพลิเคชั่นโซเชียลทีวีที่อินเทอร์แอ็กทีฟกับรายการทีวี ได้แก่ ฟีเจอร์เช็กอินที่เพิ่ม Voicesync เช็กอินอัตโนมัติ ฟีเจอร์ Notification ตั้งแจ้งเตือนรายการที่ชื่นชอบ ขณะเดียวกันยังได้ทำกิจกรรมการตลาดให้ผู้ชมได้สะสมคะแนนเพื่อแลกของรางวัลอีกด้วย

การแข่งขันที่รุนแรงของช่องทีวีดิจิทัล นอกจากจะต้องแข่งกันพัฒนาคอนเทนต์และช่องทางการรับชมให้ครอบคลุมกลุ่มผู้ชมเป้าหมายแล้ว การทำกิจกรรมการตลาดก็ถือเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญ ซึ่งในส่วนของปีนี้ก็ยังคงมีให้เห็นอยู่ในด้านของการดูรายการแล้วลุ้นรับของรางวัล

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดคือ ช่อง 7 และช่อง 3 ที่ออกมาร่วมวงใช้กลยุทธ์การตลาดในรูปแบบดังกล่าว โดยในส่วนของช่อง 7 ได้ใช้ตัวแอพพลิเคชั่น “DO 7 HD” ซีซั่น 2 เป็นตัวทำการตลาดเพียงกดเช็กอินรายการที่กำลังชม พร้อมตอบคำถามรายที่กำลังออกอากาศ เพื่อสะสมคะแนนก็มีสิทธิแลกรับของรางวัลต่างๆ เช่น แพ็กเกจทัวร์ฮ่องกง, ไอโฟน 6 พลัส, แอปเปิ้ลวอตช์ และแมคบุ๊ค เป็นต้น

ขณะที่ช่อง 3 เองก็ใช้กลยุทธ์ให้ผู้ชมที่ดูช่อง 3 เอชดี หมายเลข 33 ช่อง 3 เอสดี หมายเลข 28 หรือช่อง 3 แฟมิลี่หมายเลข 33 ส่งข้อความ“หมายเลขช่องตามด้วยชื่อรายการที่ถูกต้องมาหลังจากเห็นสัญลักษณ์กิจกรรม 3 ช่องต้องดู” ในวันนั้นๆ มาร่วมลุ้นฟรีรถยนต์ MG รุ่น MG3 1.5c จำนวน 46 คัน

ก่อนหน้าที่ 2 ช่องผู้นำจะออกมาทำกิจกรรมลุ้นโชค ช่องผู้ตามหลายช่องไม่ว่าจะเป็นช่องไทยรัฐทีวี ช่องโมโน 29 ช่องทรูโฟร์ยู ช่องเวิร์คพอยท์ หรือช่องจีเอ็มเอ็ม 25 ก็ล้วนแต่เคยทำกิจกรรมในรูปแบบดังกล่าวมาแล้ว

ส่วนทำแล้วแต่ละช่องจะได้ผลแค่ไหน คงต้องขึ้นอยู่กับฐานผู้ชม และคอนเทนต์ว่าจะน่าสนใจแค่ไหน