ตะลอนเที่ยว : เสน่ห์ความเป็นไทย ผูกใจนักท่องเที่ยวนานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/768618

ตะลอนเที่ยว : เสน่ห์ความเป็นไทย ผูกใจนักท่องเที่ยวนานาชาติ

ตะลอนเที่ยว : เสน่ห์ความเป็นไทย ผูกใจนักท่องเที่ยวนานาชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เมื่อได้พูดคุยกับนักท่องเที่ยวนานาชาติ ทั้งกลุ่มที่เคยมาเที่ยวไทยแล้ว และกลุ่มที่ไม่เคยมาเที่ยวไทย แต่ตั้งใจจะมาเที่ยวในอนาคต จะได้รับคำตอบเหมือนๆ กัน เมื่อถามว่า ทำไมต้องการไปเที่ยวเมืองไทย คำตอบที่ได้รับคือ เพราะความประทับใจในรอยยิ้มสยาม และชื่นชอบในอัธยาศัยไมตรี รวมความมีน้ำใจเอื้ออารีของคนไทย

สิ่งเหล่านี้ นับเป็นเสน่ห์สำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติซาบซึ้งและตราตรึงประทับใจในความเป็นไทย แล้วเป็นเครื่องดึงดูดให้นักท่องเที่ยว
จากทั่วโลกต้องการมาสัมผัสรอยยิ้มสยามและความมีน้ำใจของคนไทย

ในงาน World Travel Mart (WTM) 2023 ณ กรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร ซึ่งจัดที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมนานาชาติ Excel วันที่ 6-8 พฤศจิกายน 2566 ทั้งนี้ ในวันที่6 พฤศจิกายน 2566 ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดีเสด็จร่วมงานนี้ ณ คูหาประเทศไทย ในพระฐานะทูตการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และพระราชทานสัมภาษณ์สื่อมวลชนไทยถึงประเด็นความมีมิตรไมตรีของคนไทย และรอยยิ้มสยามว่ามีเสน่ห์ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวนานาชาติหลงใหลประเทศไทย และพระราชทานสัมภาษณ์แนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมในการนี้ ทรงประดิษฐ์กระเป๋าถือทำจากวัสดุที่นำกลับมาใช้ใหม่ (re-cycle) เพื่อทรงเน้นย้ำให้เห็นว่าเราทุกคนต้องช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม และเน้นการท่องเที่ยวที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยกันรักษาโลกของเราให้มีสภาวะแวดล้อมที่ดี ไม่เป็นอันตรายต่อทั้งคนและสัตว์

ในการนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล และผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ได้เข้าเฝ้าและรับพระราชทานกระเป๋าทรงประดิษฐ์จากพระหัตถ์ 

งาน World Travel Mark 2023 ณ กรุงลอนดอน เป็นนิทรรศการส่งเสริมการท่องเที่ยวนานาชาติที่สำคัญ และเก่าแก่มากที่สุดของกรุงลอนดอน เป็นงานจัดแสดงความก้าวหน้า และนำเสนอสินค้าและบริการด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวนานาชาติ โดยมีประเทศต่างๆ ทั่วโลกเข้าร่วมงานนี้

สำหรับปีนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจัดคูหาประเทศไทยโดยเน้นแนวคิดด้านท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และท่องเที่ยวด้วยความรับผิดชอบต่อธรรมชาติ นอกจากนี้ภายในงานยังมีผู้ประกอบการการท่องเที่ยวภาคเอกชนจำนวนกว่า 40 ราย นำผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวของตนเองไปนำเสนอต่อตัวแทนผู้ประกอบการการท่องเที่ยวจากนานาชาติที่ไปร่วมงานนี้ 

ส่วนความเห็นจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ และผู้ประกอบการการท่องเที่ยวต่างประเทศบอกกับ Mr.Flower ว่า ประเทศไทยยังเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวยุโรป เพราะไทยมีจุดเด่นด้านการท่องเที่ยวมากมาย ทั้งด้านอาหารการกิน แหล่งท่องเที่ยวหลากหลายทั้งแบบธรรมชาติ และโบราณสถาน รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวเชิงกีฬา ศิลปวัฒนธรรม ขนบประเพณี และในระยะหลังยังมีการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการท่องเที่ยวที่เน้นให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปสัมผัสกับวิถีชีวิตที่แท้จริงของคนในชุมชน เพื่อเพิ่มประสบการณ์ตรงในการเรียนรู้แบบเจาะลึก เช่น การเข้าไปเรียนรู้เรื่องชีวิตของช้าง และชีวิตของคนในชุมชนประมงชายฝั่ง

ประโยคสำคัญที่นักท่องเที่ยวต่างชาติบอกกับ Mr.Flower คือ คิดถึงเมืองไทยเสมอ และการได้ไปเที่ยวเมืองไทยคือการได้ไปอยู่ในดินแดนแห่งมิตรไมตรี คนไทยมีความน่ารัก และมีความโอบอ้อมอารี ขอให้เก็บรักษาสิ่งนี้ไว้ให้ดี เพราะเป็นเสน่ห์มัดใจนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

ตะลอนเที่ยว : ยังคิดถึง นครพนม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/767225

ตะลอนเที่ยว : ยังคิดถึง นครพนม

ตะลอนเที่ยว : ยังคิดถึง นครพนม

วันอาทิตย์ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 07.45 น.

เคยมีความรู้สึกแบบนี้หรือไม่ เพิ่งไปเที่ยวเมืองนั้นมาหยกๆ แต่ยังคิดถึงเมืองนั้นทุกเวลา อยากกลับไปเที่ยวอีก หากคุณมีความรู้สึกแบบนี้ นั่นแสดงว่าคุณหลงรักเมืองนั้นเข้าแล้ว

ไม่ใช่ความผิดที่จะหลงรักเมืองไหนๆ ที่คุณไปเยือน แล้วเกิดอาการถวิลหา เพราะตราตรึงและประทับใจในเมืองนั้นๆ เพราะหลายคนก็เกิดความรู้สึกประทับใจ ตราตรึงใจกับเมืองบางเมืองที่ได้ไปเยือน ซึ่งอาจประทับใจในอัธยาศัยไมตรีของผู้คนในเมืองนั้นๆ ประทับใจในความงามของธรรมชาติของเมือง ประทับใจในขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมของชุมชน หรือประทับใจในรสชาติอาหาร ประทับใจในสถานที่ต่างๆ ที่ได้ไปเยี่ยมชมเมื่อเกิดความประทับใจแล้ว ก็ย่อมมีเสียงเรียกร้องจากใจของผู้นั้นว่าต้องกลับไปเยือนอีก 

เมืองนครพนมนับเป็นเมืองหนึ่งที่สร้างความประทับใจให้กับผู้ได้ไปเยือน แล้วทำให้ต้องหวนกลับไปเยือนอีกเมื่อมีโอกาส หลายคนบอกว่าอยากไปไหว้พระธาตุพนมทุกปี หลายคนบอกว่าชอบบรรยากาศริมโขงในเขตเมืองนครพนม เพราะมีความเป็นเมืองผสมกับความเป็นธรรมชาติอย่างลงตัว บางคนชอบอาคารบ้านเรือนเก่าในยุคโคโลเนียลที่ยังหลงเหลืออยู่ โดยยังปรากฏความงามของสถาปัตยกรรมในยุคอดีตได้อย่างน่าหลงใหล

คณะของเราเพิ่งไปเที่ยวนครพนมและบึงกาฬ เมื่อ 24-25 ตุลาคม 2566 แม้จะกลับมาได้ประมาณหนึ่งสัปดาห์แล้ว แต่ยังมีเสียงเรียกร้องว่า อยากไปเที่ยวนครพนมอีก แต่ไปคราวหน้าจะต้องขอนอนอย่างน้อย 2 คืน เพราะยังมีอีกหลายสถานที่ที่ยังไม่ได้ไปเยือน และบางคนก็บอกว่า อยากจะใช้เวลายามเย็นที่พระธาตุพนม อยากจะเห็นพระธาตุพนมในคืนเดือนเพ็ญ 

แน่นอนครับ เราจะกลับไปเยือนเมืองนครพนมอีกในเร็วๆ นี้ (คาดว่าน่าจะช่วงต้นปี 2567โดยขอให้ผ่านพ้นเทศกาลปีใหม่ไปก่อนครับ) ไปครั้งหน้าตั้งใจจะนอนที่นครพนม 2-3 คืน เพราะยังมีสถานที่เที่ยวต่างๆ รอให้ไปเยี่ยมเยือนอยากใช้ชีวิตแบบ slow life ที่ริมน้ำโขง อยากไปนั่งเรือล่องแม่น้ำโขง อยากไปไหว้พระธาตุอื่นๆเช่น พระธาตุเรณู พระธาตุท่าอุเทน เป็นต้น

เมื่อมีเสียงเรียกร้องมาเช่นนี้ ก็ต้องบอกกันตรงๆ เลยว่า ได้เลยครับ ยินดีครับวันหน้าเราไปเที่ยวนครพนมกันอีก เตรียมตัวไว้ก็แล้วกันครับ หลังปีใหม่ 2567 ภายในเดือนมกราคม เราจะไปเที่ยวนครพนมกันอีกครับ

วันนี้ขอนำภาพสวยๆ จากมุมต่างๆ ของเมืองนครพนมมาฝาก เช่น ภาพพระธาตุพนม โบสถ์คริสต์นักบุญอันนา พญาศรีสัตตนาคราชศาลากลางนครพนมหลังเดิม (ปัจจุบันคือหอสมุดแห่งชาติ จังหวัดนครพนม) โดยภายในอาคารมีหนังสือดีๆ ที่น่าอ่านไว้ให้บริการฟรี และยังมีห้องเก็บรักษาคัมภีร์ใบลาน และสมุดข่อยด้วย และที่พลาดไม่ได้คือการไปชมสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ณ เมืองนครพนม แล้วก็ปิดท้ายที่บ้านลุงโฮ หรือประธานโฮจิมินห์ผู้กอบกู้เอกราชให้เวียดนามในยุคใหม่ 

สนใจร่วมทริปประทับใจไปนครพนมด้วยกันในช่วงต้นปีหน้า กรุณาติดต่อสำรองที่ได้ที่โทรศัพท์ 091-7233615 รับสมาชิก 20 รายเท่านั้นครับ

ตะลอนเที่ยว : เมืองพุทธที่เกี่ยวข้องกับพญานาค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/765745

ตะลอนเที่ยว : เมืองพุทธที่เกี่ยวข้องกับพญานาค

ตะลอนเที่ยว : เมืองพุทธที่เกี่ยวข้องกับพญานาค

วันอาทิตย์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.15 น.

สุดสัปดาห์นี้ ประเทศไทยอยู่ในช่วงเทศกาลออกพรรษา หลายจังหวัดจัดงานวันออกพรรษาอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อสืบสานวัฒนธรรมและประเพณีสำคัญไว้

แต่วันนี้จะชวนคุณไปเที่ยวเมืองริมโขงสักสองเมือง คือนครพนม และบึงกาฬ(อันที่จริงเราเพิ่งไปเที่ยวกันมาเมื่อวันที่ 24-25ตุลาคม) เหตุที่ชวนไปเที่ยวบึงกาฬ และนครพนมก็เพราะจะชวนคุณไปเที่ยวถ้ำนาคา บึงโขงหลง บึงกาฬ และไปไหว้พระธาตุพนม ที่นครพนม

เมื่อพูดถึงเมืองริมโขงในประเทศไทยแล้ว ต้องยอมรับว่าชาวพื้นเมืองมีความเชื่อและศรัทธาในพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก ดังจะพบว่าหลายจังหวัดที่อยู่ริมโขงนั้นมีพระเกจิอาจารย์มากมาย แต่ละองค์ล้วนได้รับความศรัทธาจากผู้ใฝ่ในธรรมอย่างสูงส่ง เนื่องจากพระอริยสงฆ์เหล่านั้นล้วนปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทั้งสิ้น แล้วนอกจากความเลื่อมใสศรัทธาในพระอริยสงฆ์แล้ว คนจำนวนมากยังเชื่อเรื่องพญานาคกับพุทธศาสนาอีกด้วย

ดังนั้น เมื่อเราไปวัดวาอารามต่างๆ ในจังหวัดริมโขง เราจึงพบเรื่องราวของพญานาคเป็นประจำ แต่ที่มากกว่านั้นคือสภาพภูมิประเทศของจังหวัดชายแดนโขง ก็มีส่วนทำให้เราคล้อยตามกับเรื่องเล่าของพญานาคเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นสายน้ำโขงเกาะแก่ง โขดเขา เนินผา รวมถึงหินที่มีลักษณะละม้ายคล้ายพญานาค เช่น เกล็ดพญานาค เศียรพญานาค ลำตัวพญานาค เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม อันที่จริงต้องบอกว่าเกือบทุกวัดในประเทศไทยล้วนมีความเชื่อมโยงกับพญานาค ในแง่มุมต่างๆ มากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป เพราะคนไทยเชื่อว่านาคมีความเลื่อมใสในพุทธศาสนา

ย้อนไปที่การเที่ยวถ้ำนาคา บึงกาฬในวันที่คณะของเราไปถึงนั้น นายจุมภฏ วรรณฉัตรสิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬรักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัด ได้ให้เกียรติกับคณะของเรา โดยไปสนทนาพูดคุยกับสมาชิกร่วมคณะ ซึ่งเป็นโอกาสที่รองผู้ว่าราชการจังหวัดได้ไปตรวจงานที่บริเวณถ้ำนาคาด้วย รองผู้ว่าฯ บอกว่าตั้งใจจะพัฒนาให้สถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติในจังหวัดบึงกาฬได้มาตรฐานด้านศิลปวัฒนธรรม ด้านความปลอดภัย และด้านการรักษาสภาพแวดล้อม เพราะเป็นการส่งเสริมให้ชาวบ้านในพื้นที่มีรายได้ และเป็นการสร้างงานในพื้นที่

พูดถึงถ้ำนาคาแล้ว หลายคนอยากไปมาก แต่หลายคนก็ไม่สามารถบุกฝ่าเข้าไปถึงบริเวณถ้ำได้ เนื่องจากการเดินทางเข้าไปในเขตถ้ำนั้น ต้องใช้ความพยายามในระดับหนึ่งแม้ทางจังหวัดจะพยายามสร้างทางเดิน และบันไดเพื่ออำนวยความสะดวกให้แล้ว แต่เนื่องจากไม่ต้องการทำลายธรรมชาติมากจนเกินไป ก็จึงต้องเน้นการรักษาธรรมชาติไว้มากกว่าจะเน้นการเอาใจนักท่องเที่ยว แต่ก็ต้องย้ำเหมือนเดิมว่าผู้จะเข้าไปเที่ยวในเขตถ้ำนาคานั้น ต้องประเมินศักยภาพด้านพละกำลังของตนเองให้ดี เพราะบันไดบางช่วงสูงและชันมาก แต่หากสุขภาพเอื้ออำนวยแล้ว บวกกับความตั้งใจจริงก็รับรองไปถึงถ้ำนาคาได้แน่นอน

ส่วนแหล่งโบราณสถานและพุทธสถานสำคัญในนครพนมก็คือวัดพระธาตุพนม วรมหาวิหาร สถานที่สำคัญและศักดิ์สิทธิ์ และเป็นแหล่งศูนย์รวมจิตใจของพี่น้องไทย-ลาวมายาวนานหลายศตวรรษ นอกจากวัดพระธาตุพนมแล้ว ก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจในนครพนมอีกหลายแห่ง เช่น บ้านเก่าของโฮจิมินห์ผู้กอบกู้เอกราชให้เวียดนาม อาคารศาลากลางหลังเก่าของนครพนม โบสถ์นักบุญอันนา และหอนาฬิกาที่ชาวเวียดนามที่เคยอพยพเข้ามาพำนักในนครพนมร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึก และแสดงความขอบคุณประเทศไทยที่ให้ที่พักพิงแสนอบอุ่นในวันที่พวกเขาประสบความยากลำบากของชะตากรรม

และที่สำคัญคือบรรยากาศริมโขงในยามเช้าที่ชวนให้หลายคนยอมตื่นเช้าไปเดินสูดอากาศบริสุทธิ์ และตักบาตรพระสงฆ์ที่ริมโขง

เราไปเที่ยวกันสองวันหนึ่งคืน หลายคนบ่นว่าทริปนี้มีเวลาสั้นไป เราก็เลยมีข้อสรุปร่วมกันว่า วันหน้าเราจะไปเที่ยวเมืองริมโขงกันอีก ไปเที่ยวครั้งหน้า 4 วัน 3 คืน จะได้ไปเที่ยวจังหวัดริมโขงในภาคอีสานได้มากขึ้น

สนใจร่วมทริปเที่ยวริมโขงภาคอีสาน หรือทริปอื่นๆ กับ Mr.Flower โปรดติดต่อ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : ประทับใจทริปเพชรบูรณ์ ศรีเทพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/764336

ตะลอนเที่ยว : ประทับใจทริปเพชรบูรณ์ ศรีเทพ

ตะลอนเที่ยว : ประทับใจทริปเพชรบูรณ์ ศรีเทพ

วันอาทิตย์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 07.15 น.

หลังจากจบทริปแสนวิเศษ เพชรบูรณ์ ศรีเทพ เมื่อต้นเดือนตุลาคมปีนี้ หลายคนก็ยังคงถามไถ่กันบ่อยๆ ว่า เมื่อไรจะจัดไปอีก อยากไปอีก บางรายก็บอกว่า คราวที่แล้วติดงาน จึงไม่ได้ไปด้วย แต่คราวนี้รับรองไม่พลาดแน่นอน จัดอีกเถอะนะ อยากไป อยากไป อยากไปจริงๆ 

ก็ต้องขอเรียนแจ้ง ณ ตรงนี้ว่า ทริปต่อไปอาจจะเกิดขึ้นในช่วงกลางเดือนธันวาคม 2566 ซึ่งก็คงจะเป็นไปตามเดิมคือ 2 วัน 1 คืน ส่วนสถานที่พักก็ยังต้องเป็นที่เดิมคือ The Blue Sky Resort @ เขาค้อ แล้วโบราณสถานที่ต้องไปเยี่ยมชมแน่นอนคือ เมืองโบราณศรีเทพ 

สำหรับสมาชิกที่จะรับก็คงไม่มากไม่น้อยไปกว่าเดิมคือ 50 คน เพราะสามารถใช้รถบัสขนาดใหญ่คันเดียวได้ ทั้งนี้ขอเรียนตรงๆ ว่า ไม่ชอบนำผู้คนไปเที่ยวเป็นจำนวนมากๆเพราะเมื่อเวลาคนไปกันมากๆ ก็จะมีปัญหาจุกๆ จิกๆ ตามมา เข้าตำรามากหมอ มากความแต่ต้องยืนยันหนักแน่นว่าทริปที่ผ่านมานั้น สมาชิกของเราน่ารักมาก ไม่ได้สร้างปัญหาอะไรให้กันและกันเลยแม้แต่น้อย ทุกคนน่ารัก เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันดีมาก ทำให้หลายคนได้เพื่อนใหม่สืบต่อมาจนถึงบัดนี้

การท่องเที่ยวสไตล์ Mr.Flower นั้น เน้นการเที่ยวแบบเนิบๆ ช้าๆ ละมุนละไมไม่เร่งไม่รีบ ไม่ร้อนรน แต่ทุกอย่างต้องดี คือกินดี นอนดี และสมาชิกดี

ส่วนปัญหาในทริปที่ผ่านมาก็มีบ้าง เช่น สภาพของรถบัสที่ไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์แม้โดยภาพรวมจะดูดี แต่ก็ยังมีจุดอ่อน ข้อบกพร่องบางประการ เช่น ระบบเสียง เป็นต้น ก็ต้องขอน้อมรับข้อผิดพลาดไว้ แล้วจะพยายามแก้ไขปัญหาข้อบกพร่องให้หมดสิ้นไปในทริปต่อๆ ไป

สำหรับเรื่องที่พักนั้น ก็ต้องขอขอบคุณเจ้าของโครงการเป็นอย่างสูงที่ช่วยให้ราคาที่พักแบบพิเศษสุดๆ กับทริปนี้ ขอบอกเลยว่าไม่มีทริปไหนจัดได้ราคาถูกพิเศษแบบที่ Mr.Flower จัดอย่างแน่นอน สาเหตุที่คณะของเราได้ราคาพิเศษ ก็เพราะเป็นผลบุญจากการที่พวกเราส่วนมากร่วมกันทำบุญทำทาน ทำกุศล ช่วยเหลือคนด้อยโอกาส สัตว์จรจัดและทำบุญกับพระศาสนาเป็นประจำ 

ประกอบกับผู้จัดก็ไม่ได้เน้นกำไรเป็นที่ตั้ง แต่เราเน้นการเที่ยวด้วยกันแบบเพื่อนๆ ไปเที่ยวด้วยกัน อะไรที่แชร์ค่าใช้จ่ายกันได้ก็แชร์กัน แต่สิ่งที่ไม่สามารถประนีประนอมได้คือคุณภาพการเที่ยว คุณภาพการกิน และคุณภาพสถานที่นอน 

แม้จะจบทริปไปเกือบเดือนแล้ว สมาชิกหลายคนก็ยังถาม Mr.Flower ว่าจะเก็บเงินส่วนเพิ่มเมื่อไร หลายคนบอกว่าเงินที่จ่ายไปนั้นไม่น่าจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดของทริปนี้ได้ก็ต้องเรียนตรงๆ ว่ายังไม่ได้เคลียร์บัญชีค่าใช้จ่ายครับ หลายคนอาจจะงงว่า จัดทริปอย่างไร มีด้วยหรือเที่ยวก่อนแล้วจ่ายเงินภายหลัง เพราะมีแต่เก็บเงินก่อน แล้วจึงเดินทางท่องเที่ยว ก็ต้องบอกอีกว่า มีครับ ทริปที่ Mr.Flower จัดมักจะเป็นแบบนี้ครับ เที่ยวก่อน จ่ายภายหลัง แต่ก็เน้นว่าทำแบบนี้เฉพาะกับคนที่สนิทชิดเชื้อเท่านั้นครับ ไม่ได้ทำเป็นการทั่วไป เพราะมิฉะนั้น มีหวังขายรถ ขายบ้านใช้หนี้แน่นอน

วันนี้ขออนุญาตนำภาพสวยๆ จากทริปเพชรบูรณ์ ศรีเทพ มาฝากคุณๆ อีกครั้ง เพื่อจะบอกว่า ในช่วงกลางเดือนธันวาคม ปีนี้เราจะไปเที่ยวกันอีกครับ ขอขอบคุณภาพสวยๆ จากสมาชิกร่วมทริป ที่กรุณาแบ่งปันภาพงามๆ มาให้เราได้ชมกัน

ส่วน 24-25 ตุลาคมนี้ Mr.Flower นำคณะสมาชิกกลุ่มเล็กๆ 10 กว่าคนไปเที่ยวนครพนม บึงกาฬ ไปชมเทศกาลไหลเรือไฟ และชมถ้ำนาคา ไปไหว้พระธาตุพนม พระธาตุเรณู และชมบ้านเมือง โบราณสถานสำคัญของเมืองนครพนม สัปดาห์หน้าจะนำภาพสวยๆ จากทริปนครพนม บึงกาฬ มาฝากครับ 

ส่วนทริปเกาะกูดก็จะตามมาเร็วๆ นี้ครับและทริปบรมพุทโธ อินโดนีเซีย น่าจะไปกันในช่วงต้นปี  2567 แล้วจะตามมาด้วยทริปภูฏาน และทิเบต หากคุณๆ สนใจทริปไหน กรุณาติดต่อสอบถาม 091-7233615 

ตะลอนเที่ยว : เกาะกูด เกาะสุดท้ายแห่งน่านน้ำตะวันออกของไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/762827

ตะลอนเที่ยว : เกาะกูด เกาะสุดท้ายแห่งน่านน้ำตะวันออกของไทย

ตะลอนเที่ยว : เกาะกูด เกาะสุดท้ายแห่งน่านน้ำตะวันออกของไทย

วันอาทิตย์ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เข้าช่วงปลายฝนต้นหนาวกันแล้ว เพราะนี่ก็ปาเข้าไปกลางเดือนตุลาคมแล้ว บางวัน โดยเฉพาะในช่วงเช้าตรู่มากๆก็เริ่มมีลมหนาวโชยมาอ่อนๆ ให้ได้กลิ่นของลมหนาวจากลมตะวันออกเฉียงเหนือเมื่อลมหนาวเริ่มมา ก็หมายความว่าจังหวัดชายทะเลภาคตะวันออกของไทยก็จะเข้าสู่ช่วงแห่งการท่องเที่ยวอีกรอบหนึ่งของปี แต่หากจะว่าไปแล้ว นักท่องเที่ยวสามารถไปเที่ยวเกาะกูดได้ตลอดทั้งปี ไม่เว้นแม้กระทั่งฤดูฝน เพราะหน้าฝนก็ทำให้เย็นชุ่มฉ่ำดี นอนดูเม็ดฝนที่หล่นลงมาจากท้องฟ้า เมื่อฝนหยุดก็ออกไปเดินเที่ยวเล่นได้ อากาศใสสะอาดมาก หายใจชุ่มปอดดีด้วย เพียงแต่หน้าฝนทำให้นักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำทะเลได้ไม่สะดวกเท่านั้น 

เกาะกูดใหญ่เป็นอันดับสองของจังหวัดตราด รองจากเกาะช้าง และใหญ่เป็นอันดับ 6 ของประเทศ รองจากเกาะภูเก็ต สมุย ช้าง ตะรุเตา และพะงัน 

เกาะกูดคือเกาะสุดท้ายของพระราชอาณาจักรไทยที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก อยู่ในเขตน่านน้ำจังหวัดตราดความงดงามของเกาะแห่งนี้อยู่ที่น้ำทะเลสีสวยมาก เป็นสีเทอร์ควอยซ์ ใสแจ๋ว ส่วนวิถีชีวิตของผู้คนชาวเกาะก็ยังไม่แตกต่างไปจากเดิมมากนัก แม้จะมีรีสอร์ทเกิดขึ้นมากกว่าเดิมก็ตาม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปมากๆ คือ ราคาที่ดินบนเกาะแพงกว่าเดิมมากหลายเท่า แต่เราไปเที่ยวก็คงไม่ได้เดือดร้อนกับราคาที่ดินแพง ใช่ไหม เพราะเราคงไม่ได้ไปกว้านซื้อที่ดิน 

ชาวเกาะกูดจำนวนไม่น้อยยังคงทำอาชีพประมงพื้นบ้าน และมีวิถีชีวิตเรียบง่ายดังนั้น เมื่อไปเที่ยวเกาะกูดทั้งที ก็ควรจะต้องไปแวะชม และแวะซื้ออาหารทะเลทั้งสดและแห้งจากชาวประมงพื้นบ้านด้วย เพื่อกระจายรายได้

แน่นอนว่าเมื่อไปเที่ยวเกาะ ก็ต้องเล่นน้ำทะเล แต่สำหรับเกาะกูดแล้ว ยังมีน้ำตกให้เล่นอีกด้วย บนเกาะแห่งนี้มีน้ำตกสำคัญคือน้ำตกคลองเจ้า มีน้ำไหลตลอดทั้งปี น้ำตกแห่งนี้เป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ เพราะว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงเคยเสด็จประพาส แล้วพระราชทานชื่อว่าน้ำตกอนัมก๊ก เพราะเป็นที่ระลึกถึงองเชียงสือที่เคยเข้ามาขอพระราชทานพึ่งพระบรมโพธิสมภารบนแผ่นดินสยาม เมื่อครั้งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 

สำหรับผู้ที่ตั้งอกตั้งใจไปเล่นน้ำทะเลแสนสวยสีใสก็ต้องไปที่หาดและอ่าวต่างๆ อาทิ อ่าวตาตื้น หาดคลองยายกี๋ หาดคลองเจ้า หาดง่ามโซ่ หาดอ่าวพร้าว อ่าวสับปะรด อ่าวยายเกิด อ่าวสลัด และอ่าวจาก นอกจากนั้นยังมีแหลมต่างๆ ที่งดงามสามารถลงเล่นน้ำตามชายหาดได้อีกมาก เช่น แหลมหินดำ แหลมบังเบ้า แหลมเทียน แหลมศาลา เป็นต้น

ชาวเกาะกูดนั้น นอกจากทำอาชีพประมงพื้นบ้านแล้ว ยังทำอาชีพเกษตร เช่น สวนมะพร้าว สวนผลไม้ และสวนยางพารา 

สำหรับที่พักบนเกาะนั้น มีให้เลือกมากมาย แต่หากคุณตัดสินใจไปเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวๆ ต่อเนื่องกันหลายวันคุณต้องจองที่พักไปก่อนจะดีที่สุด เพื่อป้องกันการไม่มีที่พักให้ เพราะคนไปเที่ยวเยอะ ที่พักก็ถูกจับจองไปจนหมด หรือหากไม่หมด ก็จะต้องจ่ายราคาแพงกว่าช่วงปกติดังนั้นแนะนำให้จองไปก่อน

ส่วนการเดินทางข้ามไปเกาะกูด ก็ต้องไปขึ้นเรือที่แหลมศอก โดยมีเรือให้บริการประจำวัน แต่ก็ขึ้นอยู่กับช่วงฤดูด้วย เช่น ช่วงที่มีนักท่องเที่ยวมากๆ เรือก็จะออกค่อนข้างถี่ แต่หากมีนักท่องเที่ยวน้อย เรือก็จะปรับตารางการเดินเรือตามความเหมาะสม ใช้เวลานั่งเรือจากฝั่งไปถึงเกาะประมาณ 2 ชั่วโมง แต่หากจะเน้นความรวดเร็วก็สามารถเช่าเรือเร็ว (speed boat) ได้

แต่หากคุณๆ สนใจจะไปเที่ยวกับหนังสือพิมพ์แนวหน้า นำทัวร์โดย Mr. Flower โปรดติต่อที่ 091-7233615 เรามีบริการนำเที่ยวแบบเสร็จสรรพครบครันทั้งอาหารการกิน การเดินทางจากกรุงเทพฯและที่พักบนเกาะ โดยเรามีเรือคาตามารันให้บริการ

ปลายฝนต้นหนาวนี้ไปเที่ยวเกาะกูด และเกาะต่างๆ ในเขตจังหวัดตราดด้วยกันนะครับ รับรองจะประทับใจในการเดินทาง และประทับใจกับสมาชิกร่วมทริปที่แสนเป็นกันเอง

ตะลอนเที่ยว : เรียนรู้เรื่องโขน ก่อนชมโขนตอนกุมภกรรณทดน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/761500

ตะลอนเที่ยว : เรียนรู้เรื่องโขน ก่อนชมโขนตอนกุมภกรรณทดน้ำ

ตะลอนเที่ยว : เรียนรู้เรื่องโขน ก่อนชมโขนตอนกุมภกรรณทดน้ำ

วันอาทิตย์ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 08.45 น.

การแสดงโขนรามเกียรติ์ ตอนกุมภกรรณทดน้ำ โดยการจัดของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงในปีนี้จะเริ่มวันที่ 5 พฤศจิกายนถึง 5 ธันวาคม2566 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

สำหรับความเป็นมาของโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ หรือในระยะแรกนั้น คนทั่วไปเรียกว่าโขนพระราชทาน เริ่มแสดงครั้งแรกเมื่อปี 2550 เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเจริญพระชนมพรรษา 75 พรรษา โดยจัดการแสดงโขนรามเกียรติ์ตอนศึกพรหมาศ ในโอกาสนั้น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตร การแสดงรอบปฐมทัศน์ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม2550

แล้วในปีต่อๆ มาก็มีการจัดแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ มาโดยตลอด (แต่มีการเว้นการแสดงในบางปี เช่น ปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคตและในช่วงเกิดโรคโควิด-19 แพร่ระบาด)

ครั้นมาปีนี้ จัดการแสดงตอนกุมภกรรณทดน้ำ โดยเชิญบทพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช มาเป็นแนวทางในการจัดทำบทละครในการแสดง โดยจับตอนตั้งแต่ช่วงหลังจากกุมภกรรณทำศึกหอกโมกขศักดิ์โดยพุ่งหอกไปต้ององค์พระลักษมณ์ แต่ไม่สามารถปลงพระชนม์พระลักษมณ์ได้ จึงได้รับคำบัญชาจากทศกัณฐ์ ให้หากลวิธีทำศึกเพื่อให้มีชัยชนะเหนือกองทัพของพระราม กุมภกรรณจึงเนรมิตกายให้ใหญ่เสมือนภูเขาแล้วนอนขวางแม่น้ำ เพื่อป้องกันมิให้น้ำไหลไปถึงบริเวณที่ตั้งทัพของพระราม

ขออนุญาตเล่าเรื่องย่อๆ ของตอนกุมภกรรณทดน้ำให้ทราบเพียงเท่านี้ เพราะต้องการเชิญชวนให้คุณๆ ไปชมการแสดงโขนด้วยตาของคุณเอง เพื่อจะได้สัมผัสความงดงาม ยิ่งใหญ่ อลังการด้วยตัวของคุณเอง

แต่ที่มากกว่านั้นคือ ขอชวนเชิญคุณๆ ไปเที่ยวชมหาความรู้เรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับโขนในทุกแง่มุม ณ อาคารเรียนรู้เรื่องโขน ศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด ตำบลเกาะเกิด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดย Mr.Flower จะจัดทริปพิเศษนำคุณๆ ไปชม และเรียนรู้เรื่องโขนด้วยกัน ในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้

รับรองว่าเมื่อคุณได้เข้าไปชม และได้ศึกษาเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับโขนแล้ว คุณจะมีความรู้ ความเข้าใจ และประทับใจในการแสดงชั้นสูงมากยิ่งขึ้น แล้วที่มากกว่านั้นคือ คุณจะภาคภูมิใจในบรรพบุรุษของเราที่ท่านได้สรรค์สร้างความวิจิตรบรรจงผ่านการแสดงโขน นาฏศิลป์ชั้นสูงแล้วจะสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงอนุรักษ์การแสดงชั้นสูงนี้ไว้ เพราะโขนคือศิลปะการแสดงที่ผสมผสานทั้งศาสตร์และศิลป์ ขนบธรรมเนียม ประเพณีต่างๆ ทั้งด้านการร่ายรำ ดนตรี การขับร้อง การพากษ์ เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ ฉาก แสงและสี เข้าด้วยกันอย่างลงตัว

เราจะสามารถสัมผัสได้ทันทีว่า การแสดงโขนคือการแสดงที่มีมนต์เสน่ห์ ทรงพลังและมีการสื่อสะท้อนถึงรากเหง้า ขนบธรรมเนียมประเพณี และความเป็นมาของความเป็นไทยได้อย่างลึกซึ้ง

สนใจร่วมทริปไปชมและศึกษาโขนด้วยกัน ณ อาคารเรียนรู้เรื่องโขน และนำเที่ยวชมโบราณสถานสำคัญของพระนครศรีอยุธยาด้วย โปรดติดต่อ 091-7233615 รับสมาชิกจำนวนจำกัดเท่านั้น เดินทางวันที่ 28 ตุลาคม 2566

ตะลอนเที่ยว : ตำหนักวังบางขุนพรหม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/759982

ตะลอนเที่ยว : ตำหนักวังบางขุนพรหม

ตะลอนเที่ยว : ตำหนักวังบางขุนพรหม

วันอาทิตย์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

วังบางขุนพรหม คือที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต (ต้นราชสกุลบริพัตร) พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 กับ สมเด็จพระปิตุฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี 

วังแห่งนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในวังของเจ้านายชั้นสูงที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา วังแห่งนี้ประกอบด้วยตำหนักสำคัญสององค์คือตำหนักใหญ่ และตำหนักสมเด็จ (หมายถึงสมเด็จพระปิตุฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี) 

วังบางขุนพรหมมีอาณาเขตเชื่อมต่อกับวังเทวะเวสม์ ที่ประทับของสมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ สำหรับตำหนักใหญ่ วังบางขุนพรหม ในปัจจุบันใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย

วังแห่งนี้มีรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกที่ผสมผสานระหว่างเรเนอซองส์ บาโร้ค ร้อคโคโค และอาร์ตนูโว สถาปนิกผู้ออกแบบคือ นายคาร์ล ดอห์ริง ชาวเยอรมัน และในกาลต่อมาก็ได้มีสถาปนิกชาวตะวันตกเข้ามาออกแบบก่อสร้างพระตำหนักเพิ่มเติม คือ มาริโอ ตามัญโญ ชาวอิตาเลียน

ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยามประเทศวังแห่งนี้ยึดโดยผู้มีอำนาจรัฐในยุคสมัยนั้น แล้วใช้เป็นสถานที่ราชการ จนกระทั่งในปี 2488 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ย้ายเข้าไปใช้พื้นที่วังบางขุนพรหมเป็นที่ทำการ จนกระทั่งในปี 2525 ได้ปรับเปลี่ยนตำหนักบางขุนพรหมเป็นพิพิธภัณฑ์ สำหรับจัดแสดงเงินตราไทย ในยุคสมัยต่างๆ จนถึงยุคปัจจุบัน โดยผู้ให้แนวคิดก่อตั้งพิพิธภัณฑ์คือ นายป๋วย อึ๊งภากรณ์ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ยุค 2502-2514 เดิมนั้นพิพิธภัณฑ์เงินตราของไทยแห่งแรกอยู่ที่สำนักงานสุรวงศ์ แต่ปิดตัวลงเมื่อปี 2512 แล้วจึงมาเปิดพิพิธภัณฑ์เงินตราของไทย และเงินตราของอาณาจักรต่างๆ ก่อนจะพัฒนามาเป็นราชอาณาจักรไทย ณ ตำหนักใหญ่วังบางขุนพรหมในกาลต่อมา โดยกราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถพบิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2536

จุดเด่นที่น่าสนใจของตำหนักใหญ่ วังบางขุนพรหมคือ การออกแบบตำหนักในแนวขนานไปกับแม่น้ำเจ้าพระยาตัวตำหนักใหญ่ตกแต่งด้วยลวดลายไม้และปูนปั้นสุดวิจิตร กรอบหน้าต่างมีความงดงามมาก ออกแบบเป็นแบบ palladian คือหน้าต่างที่แบ่งเป็นสามส่วน โดยส่วนกลางจะมีขนาดใหญ่กว่าสองส่วนด้านข้าง และทำเป็นรูปโค้ง ประดับด้วยเสาปูนแบบคลาสสิก โถงกลางตำหนักใหญ่มีบันไดหินอ่อนทอดขึ้นไปสู่ชั้นสอง แล้วแบ่งเป็นสองทางคือซ้ายและขวา เป็นศิลปะแบบ ceremonial stair โดยฐานล่างมีความกว้างกว่าส่วนชั้นบน มีลักษณะสอบเข้าหากัน มีลักษณะแบบเดียวกับบันไดในโรง 0pera Garnier ในฝรั่งเศส 

เวลาเมื่อได้ไปชมตำหนักใหญ่ ขอให้ชมความวิจิตรของลวดลายปูนปั้นที่ประดับเหนือ และใต้กรอบหน้าต่างจะพบว่ามีองค์ประกอบมากมาย เช่น มีผลไม้ชนิดต่างๆ พรรณพฤกษานานาชนิด และมีตัวอักษร PN ซึ่งถูกตีความว่ามาจากคำว่า Prince of Nakorn Sawan

ส่วนตำหนักเล็กหรือตำหนักสมเด็จฯ ถูกก่อสร้างขึ้นในเวลาต่อมา ซึ่งมีสถาปัตยกรรมที่แตกต่างไปจากตำหนักใหญ่ โดยเน้นศิลปะแบบอาร์ตนูโว ที่มีลักษณะเด่นคือภาพวาดปูนเปียก (freshcho) ผลงานของคาร์โล ริโกลิศิลปินชาวอิตาเลียน ผู้ที่วาดภาพจิตรกรรมฝาผนังแบบปูนเปียกในพระที่นั่งอนันตสมาคม สถาปัตยกรรมที่ใช้ก่อสร้างตำหนักสมเด็จฯ มีความละม้ายกับพระราชวังบ้านปืน จังหวัดเพชรบุรี เป็นอย่างมาก 

จุดเด่นอีกอย่างของวังบางขุนพรหมคือ อาคารขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ด้านหน้าวัง บริเวณที่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา เรียกว่ากระโจมแตร หรือศาลาแตร ใช้เป็นที่ซ้อมวงโยธวาทิตของทหารเรือ ทหารบก ใช้เป็นที่บรรเลงเพลงโดยเครื่องดนตรีแบบตะวันตก เมื่อมีงานเลี้ยงในวัง

สำหรับสาธารณชนสามารถจองเข้าชมวังบางขุนพรหมได้โดยผ่านระบบจองออนไลน์ ที่ website://services.botlc.or.th/PhysicalDistancing โดยเมื่อจองผ่านแล้วจะรับสมาชิกในแต่ละรอบเพียง 40 คน โดยเข้าชมได้ในวันเสาร์และอาทิตย์ แบ่งเป็นสามรอบในเวลา 11.00-12.00 น. 13.30-14.30 น. และ 15.00-16.00 น. หรือโทรศัพท์จองได้ที่ หมายเลข02-3567766 แล้วกด 2 

ขอบคุณเจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์วังบางขุนพรหม และคุณสุมัยวดี เมฆสุต ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่กรุณาพา Mr.Flower ชมความงามของตำหนักใหญ่และตำหนักสมเด็จฯ และให้ข้อมูลที่น่าสนใจ  

หมายเหตุ สำหรับสมาชิกหนังสือพิมพ์แนวหน้าแฟนคอลัมน์ตะลอนเที่ยว ที่สนใจเข้าชมวังบางขุนพรหมเป็นหมู่คณะ โปรดติดต่อ 091-7233615 เพื่อที่หนังสือพิมพ์แนวหน้าจะได้ทำเรื่องขอพาสมาชิกเข้าชมวัง ตามแต่ที่ผู้บริหารพิพิธภัณฑ์วังบางขุนพรหมจะเห็นสมควรอนุมัติ

ตะลอนเที่ยว : เราทั้งผองล้วนเป็นเพื่อนร่วมโลกด้วยกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/758559

ตะลอนเที่ยว : เราทั้งผองล้วนเป็นเพื่อนร่วมโลกด้วยกัน

ตะลอนเที่ยว : เราทั้งผองล้วนเป็นเพื่อนร่วมโลกด้วยกัน

วันอาทิตย์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งของมนุษยโลกคือช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน นอกจากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันแล้ว ยังต้องช่วยเหลือสัตว์ต่างๆ ที่เป็นเพื่อนร่วมโลก เพราะโลกนี้ไม่ใช่เป็นสมบัติส่วนตัวของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังมีสรรพสัตว์ทั้งหลายร่วมเป็นเจ้าของโลกด้วย

สังคมใดก็ตามที่เพื่อนร่วมสังคมมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ อารีอารอบ เห็นอกเห็นใจ ช่วยเหลือแบ่งทุกข์ เฉลี่ยสุขกันและกันสังคมนั้นจะมีความสุข สงบ ร่มเย็น ไร้ความขัดแย้ง แบ่งแยก แตกเป็นฝักเป็นฝ่าย สังคมนั้นจะมีแต่เสียงหัวเราะ และรอยยิ้ม แม้จะมีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นในสังคม ปัญหาต่างๆ ก็จะถูกขจัดไปโดยเร็ว ด้วยความร่วมมือร่วมใจของสมาชิกทุกคนในสังคม

เพราะฉะนั้น จึงถือได้ว่าพันธกิจหลักอย่างหนึ่งของเพื่อนมนุษย์คือช่วยเหลือกันและกันแบ่งปันให้กัน ใครที่มีมากกว่าก็แบ่งปันให้ผู้ที่ขาดแคลน ส่วนผู้ที่ด้อยกว่าก็ไม่ควรจะอยู่ในสภาพผู้รอรับความช่วยเหลือไปตลอดกาล แต่ต้องพยายามพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น และต้องไม่คิดว่าการที่ตนเองดำรงชีวิตอยู่ได้ โดยต้องรอความช่วยเหลือเท่านั้น ต้องพยายามดิ้นรนขวนขวายช่วยเหลือตนเองด้วย เมื่อดิ้นรนจนถึงที่สุดแล้ว แต่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ก็ย่อมจะมีเพื่อนร่วมสังคมยื่นมือส่งความช่วยเหลือให้เมื่อถึงยามจำเป็น

ด้วยความที่พวกเราทุกคน (โดยเฉพาะผู้อ่านแนวหน้า ผู้ฟังรายการวิทยุ Good Time สถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)มีความเชื่อตรงกันว่า หน้าที่ของมนุษย์คือช่วยเหลือกัน แบ่งปันกันและกัน เราทุกคนจึงรวมตัวกันเป็นระยะๆ แล้วไปแบ่งปันความสุขให้กับเพื่อนร่วมสังคมที่อยู่ในสภาพที่ขาดแคลน และต้องการความช่วยเหลือ (นอกจากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์แล้ว พวกเรายังช่วยเหลือสัตว์ต่าง ๆ ด้วย)

ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2566 คณะของเราไปเลี้ยงอาหารคนชรา สถานสงเคราะห์คนชรา บ้านบางเขน ซอยวิภาวดี 64 ถนนวิภาวดีรังสิต ซึ่งตามปกติ คณะของเราไปเลี้ยงอาหารคนชราที่นี่เป็นประจำทุกๆ3-4 เดือน

ก่อนการไปพบปะและเลี้ยงอาหารคนชราครั้งนี้ เราก็ถามความประสงค์ของบรรดาลุงๆ ว่าต้องการรับประทานอะไรเป็นพิเศษ ก็ได้รับคำตอบว่า อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ก๋วยเตี๋ยวน้ำ

อ้าว! เอาละสิ เมื่อลุงๆ บอกมาแบบนี้พวกเราก็ต้องระดมสมองว่าจะทำอาหารอะไรเลี้ยง ก็ได้ข้อสรุปว่า อาหารมื้อเที่ยงคือผัดข้าวผัดทะเล และต้มยำน้ำใสกระดูกหมู พร้อมไข่ดาว โดยอาหารทั้งหมดนั้นปรุงใหม่ๆ สดๆ เพื่อป้องกันปัญหาอาหารบูดเน่าเพราะเกรงว่าจะทำให้เกิดปัญหาอาหารเป็นพิษกินเข้าไปแล้วกลายเป็นปัญหาใหญ่ตามมา

ทุกครั้งเมื่อคณะของเราไปเลี้ยงอาหาร ไม่ว่าจะเลี้ยงคนชรา คนพิการ เด็กนักเรียน ก็จะไปปรุงอาหารสดๆ ใหม่ๆ ทุกครั้ง เพราะเรามีคณะแม่ครัวฝีมือดีเป็นสมาชิกของกลุ่ม โดยแม่ครัวก็จะประกอบไปด้วย คุณหมอ คุณพยาบาลผู้บริหารองค์กรต่างๆ และผู้มีฝีมือปรุงอาหารเป็นเลิศ พิถีพิถันในเรื่องคุณภาพวัตถุดิบในการทำอาหาร (ดูจากภาพก็ได้คำตอบแล้วว่าแม่ครัวของเรามีความพร้อมมากเพียงใด)

นอกจากเลี้ยงอาหารกลางวันแล้ว เรายังมีขนมจีน แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากราย ปีกไก่ทอด มอบไว้ให้คนชรา และเจ้าหน้าที่สถานสงเคราะห์ พร้อมกับสลิ่ม มะพร้าวอ่อน น้ำกะทิ รสชาติอร่อย ทำใหม่สดๆ จากร้านคำหวาน ปานเอ่ย พร้อมแซนด์วิชหมูและไข่ดาว รวมถึงน้ำหวานน้ำผลไม้ ข้าวต้มมัด ขนมปังทาเนยแล้วย่าง และขนมอื่นๆ ที่สามารถเก็บไว้รับประทานในยามบ่ายได้

และที่สำคัญคือในงานนี้มีดนตรีสดบรรเลงด้วยพิณอีสาน โดยผู้บรรเลงคือลูกสาวของสมาชิกร่วมคณะ การมีเสียงเพลงในงานทำให้บรรยากาศคึกคัก และทำให้ผู้เฒ่าทั้งหลายได้ออกกำลังกายด้วยการรำวงกับสมาชิกผู้ร่วมบริจาค

ก่อนจะลาจากกันในวันนั้น คณะของเราได้มอบเงินขวัญถุงจำนวน 340 บาท ให้คนชราทั้งหมด 40 คน เพื่อให้มีเงินสดติดตัวไว้สำหรับใช้จ่ายในยามที่ต้องการสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น อาจจะเอาไว้ซื้อโอเลี้ยง กาแฟ กินในยามที่ไม่มีใครนำอาหารและขนมไปเลี้ยงเป็นพิเศษ และมีของขวัญเล็กๆ น้อยๆ มอบให้ลุงๆ ด้วย

ภาพบรรยากาศในวันเลี้ยงอาหารคนชราคงทำให้คุณๆ ยิ้มแย้มได้ เพราะได้เห็นรอยยิ้มจากคนชรา และเจ้าหน้าที่ของสถานสงเคราะห์ บวกกับรอยยิ้มของผู้ร่วมบริจาค ภาพเหล่านี้ยืนยันได้ว่า มนุษย์เรามีพันธกิจสำคัญอย่างหนึ่งคือเผื่อแผ่และแบ่งปันกัน

หากสนใจร่วมกิจกรรมเพื่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์บนโลกใบนี้ โปรดติดตามรายการอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้จากหนังสือพิมพ์แนวหน้า หรือสอบถามได้ที่ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : ไหว้พระ ไหว้เจ้า ที่เมืองแปดริ้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757015

ตะลอนเที่ยว : ไหว้พระ ไหว้เจ้า ที่เมืองแปดริ้ว

ตะลอนเที่ยว : ไหว้พระ ไหว้เจ้า ที่เมืองแปดริ้ว

วันอาทิตย์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผมเชื่อว่าคุณเคยไปเมืองแปดริ้ว หรือฉะเชิงเทรา มาแล้วหลายสิบ หรืออาจจะมากกว่าร้อยครั้ง เชื่อว่าคุณต้องเคยไปไหว้หลวงพ่อพระพุทธโสธร ที่วัดโสธรวรวิหาร
มาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ครั้ง แต่ผมจะบอกว่าคนที่เคยไปเมืองแปดริ้ว ไม่เคยไปวัดที่ผมจะพาคุณไปเที่ยว ไปไหว้พระ ไหว้เจ้า ในวันนี้อย่างแน่นอน 

วันนี้ ผมจะพาคุณไปไหว้พระ ไหว้เจ้าที่วัดอุภัยภาติการาม หรือวัดซำปอกง และวัดจีนประชาสโมสร 

วัดอุภัยภาติการาม (ตามบ่าวก๋องเผ็กตื่อ) มีพระพุทธไตรรัตนนายก หรือหลวงพ่อโต (ซำปอกง) เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญของวัด เมื่อได้ยินชื่อซำปอกง ก็ต้องนึกถึงพระพุทธรูปองค์โตๆ ขึ้นมาโดยพลัน ใช่แล้วครับวัดอุภัยภาติการามมีพระพุทธรูปประธานองค์มหึมาอยู่ในโบสถ์ หรือวิหาร 

ประวัติของวัดนี้มีมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยคหบดีชาวไทยเชื้อสายจีนสองคน คือหลงจู๊ฮี้ ผู้พ่อ และหลงจู๊แดง ลูกชาย เคยเดินทางไปไหว้ซำปอกงที่วัดพนัญเชิง แล้วจึงเกิดความศรัทธา ถวายทรัพย์เพื่อให้สร้างซำปอกงที่แปดริ้ว เมื่อปี 2449 เพื่อให้คนในแปดริ้วไม่ต้องเดินทางไปไหว้ซำปอกงที่อยุธยา ต่อมาหลงจู๊แดงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นขุนพิพิธพานิชกรรม ครั้นต่อมาปี 2450 รัชกาลที่ 5 เสด็จตรวจหัวเมืองมณฑลปราจีนบุรี เพื่อทรงเปิดเส้นทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา ทรงแวะที่วัดแห่งนี้ ซึ่งกำลังก่อสร้าง และพระราชทานเงิน 200 บาท แล้วพระราชทานนามวัดว่าอุภัยภาติการาม และพระราชทานนามพระประธานว่าพระพุทธไตรรัตนนายก นามเดียวกับซำปอกง วัดพนัญเชิง 

แต่เดิมนั้นวัดแห่งนี้เป็นวัดจีน แต่ได้เปลี่ยนไปเป็นวัดญวนอนัมนิกาย ตามศาสนาพุทธลัทธิมหายาน เมื่อพูดถึงหลวงพ่อโต หรือซำปอกงหลายคนที่พอจะทราบเรื่องอยู่บ้างก็จะนึกถึงหลวงพ่อโตที่วัดพนัญเชิง พระนครศรีอยุธยา และหลวงพ่อโต วัดกัลยาณมิตร ฝั่งธนบุรี ขึ้นมาทั้งที ต้องขอเรียนให้ทราบว่าเมืองไทยมีซำปอกงอยู่สามแห่งด้วยกันคือที่วัดอุภัยภาติการามวัดกัลยาณมิตร และวัดพนัญเชิง เชื่อว่าคุณๆ น่าจะเคยไปไหว้ซำปอกงที่วัดพนัญเชิง และวัดกัลยาณมิตร มาแล้ว แต่หลายคนไม่เคยไปที่วัดอุภัยภาติการาม เมืองแปดริ้ว ทั้งๆ ที่วัดแห่งนี้ตั้งอยู่ในตัวเมืองแปดริ้ว 

ส่วนอีกวัดหนึ่งคือ วัดจีนประชาสโมสร (เล่งฮกยี่) วัดนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นวัดสาขาของวัดเล่งเน่ยยี่ (วัดมังกรกมลาวาส กรุงเทพฯ) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว พระราชทานนามว่าวัดจีนประชาสโมสรเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินยังวัดแห่งนี้เมื่อปี 2449 

วัดเล่งฮกยี่ได้รับการยกย่องว่าเป็นท้องของมังกร โดยส่วนหัวของมังกรอยู่ที่วัดเล่งเน่ยยี่และส่วนหางมังกรอยู่ที่วัดเล่งฮัวยี่ จันทบุรี สำหรับวัดเล่งฮกยี่ หรือวัดจีนประชาสโมสรมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญคือพระยูไล้ พระโอนิโทฮุด พระเอี้ยซือฮุด พระทั้งสามองค์นี้ทำจากกระดาษแล้วปิดทองคำเปลวทับลงไป ประวัติบอกว่านำมาจากเมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน นอกจากนี้ภายในวิหารวัดเล่งฮกยี่ ยังมีพระพุทธรูปต่างๆ และรูปบูชาของเทพเจ้าอีกมากมาย แต่ที่สำคัญคือมีพระบรมรูปของรัชกาลที่ 5 ประดิษฐานอยู่ด้วย

เห็นแล้วใช่ไหมครับว่าแปดริ้วมีสถานที่สำคัญและศักดิ์สิทธิ์ นอกเหนือจากหลวงพ่อพระพุทธโสธร และพระพิฆเนศองค์มหึมาที่วัดสมานฯ 

ผมขอเชิญชวนคุณไปเที่ยวด้วยกันกับ Mr.Flower โดยไปเที่ยวแบบกลุ่มเล็กๆ สมาชิกทุกคนเป็นกันเอง ยิ้มแย้มแจ่มใส เที่ยวแบบละมุนละไม ไม่เร่งไม่รีบร้อน เที่ยวแบบเจาะลึกทั้งเชิงศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียบประเพณีท้องถิ่น สนใจร่วมทริปละมุนละไมไปที่ต่างๆ ทั่วไทยและต่างประเทศกับ Mr.Flower โปรดติดต่อ 091-7233615 ครับ

ตะลอนเที่ยว : ล่องนาวา ชมชุมชนริมฝั่งนทีเมืองบางกอก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/755553

ตะลอนเที่ยว : ล่องนาวา ชมชุมชนริมฝั่งนทีเมืองบางกอก

ตะลอนเที่ยว : ล่องนาวา ชมชุมชนริมฝั่งนทีเมืองบางกอก

วันอาทิตย์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เพราะว่าเมืองบางกอก หรือกรุงเทพฯ คือชุมชนของชาวน้ำ ดังนั้น ตลาดและย่านการค้าขายสำคัญ  บ้านเรือน วัดวาอาราม และปราสาทราชวัง ก็จึงล้วนอยู่ไม่ห่างไกลจากแม่น้ำ ลำคลอง โดยหลายแห่งอยู่ชิดติดริมลำน้ำด้วย เพราะเหตุที่ว่าแม่น้ำลำคลองเปรียบเสมือนเส้นเลือดน้อยใหญ่ที่หล่อเลี้ยงสรรพชีวิตในเมืองบางกอกให้มีความสุข ร่มเย็นเรื่อยมา 

เมื่อพูดถึงเส้นเลือดสำคัญของเมืองบางกอกก็ต้องยกให้แม่น้ำเจ้าพระยา เพราะเป็นแม่น้ำสายหลักสายสำคัญของมหานครแห่งนี้ โดยแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านพื้นที่ของกรุงเทพฯดังนี้ พระนคร ดุสิต สัมพันธวงศ์ บางกอกน้อย คลองสาน ยานนาวา และบางคอแหลม 

นอกจากนั้น ในชุมชนต่างๆ ของเมืองบางกอกยังมีลำคลองสำคัญไหลผ่าน เช่น คลองบางกอกใหญ่ หรือคลองบาง (ข้า) หลวง คลองบางกอกน้อย และคลอง
แสนแสบ เป็นต้น 

ดังนั้น เมื่อพูดถึงบางกอกในสมัยโบราณ ก็จะได้ยินคำเปรียบเทียบว่าบางกอกก็คือนครเวนิสของโลกตะวันออก เพราะมีแม่น้ำ ลำคลองเป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญ

วันนี้ก็เลยขอพาคุณไปนั่งเรือเที่ยวชุมชนริมน้ำในเมืองบางกอกด้วยกัน (อีกสักครั้ง) เพราะหลงเสน่ห์ของชุมชนริมคลอง และริมแม่น้ำเจ้าพระยา ต้องยอมรับว่าหลงใหลอย่างมากมาย มากเสียจนไม่สามารถอดใจได้ จึงต้องไปเที่ยวซ้ำแล้วซ้ำอีกเมื่อมีเวลาว่างพอ เพราะว่าชุมชนริมน้ำในบางกอกยังมีที่ให้ท่องเที่ยวอีกมากมายหลากหลายที่จนกล่าวได้ว่าท่องเที่ยวอย่างไรก็ไม่มีวันเบื่อ

แน่นอนว่าจุดแรกที่ต้องไม่พลาดคือ นั่งเรือชมพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร แล้วก็มองด้านฝั่งซ้ายมือของวัดอรุณฯ เมื่อเราหันหน้าเข้าหาพระปรางค์ ก็จะพบกับป้อมวิไชยประสิทธิ์ ที่ตั้งอยู่หน้าพระราชวังกรุงธนบุรี ครั้นเมื่อมองไปฝั่งตรงข้ามกับวัดอรุณฯ ก็จะเห็นหลังคาพระวิหารวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร โดยเมื่อมองไปด้านขวามือก็จะพบตึกสุนันทาลัย โรงเรียนราชินี แล้วที่พลาดไม่ได้อีกจุดหนึ่งเมื่อมีโอกาสล่องเจ้าพระยาในบริเวณที่กล่าวถึง ก็คือการนั่งเรือชมพระบรมมหาราชวัง จากท่าราชวรดิฐจะเห็นยอดปราสาทราชวัง และส่วนยอดของหมู่พระมหามณเฑียรอย่างถนัดชัดเจน จนทำให้สามารถจินตนาการได้ว่าได้เห็นวิมานบนสวรรค์ชั้นฟ้า

เมื่อล่องนาวาในแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว ก็จะพาคุณๆ เข้าไปเที่ยวคลองบาง (ข้า) หลวง หรือคลองบางกอกใหญ่ เพื่อชมบ้านเรือนและวัดวาอารามที่ตั้งอยู่สองฟากฝั่งคลอง ต้องยอมรับสารภาพอีกว่า บ้านเรือนยุคเก่าหลายสิบหลัง โดยเฉพาะที่มีอายุเกือบร้อยปียังคงมีหลงเหลืออยู่ในเขตคลองบางหลวง บ้านบางหลังคือคฤหาสน์ของขุนน้ำขุนนางในยุครัตนโกสินทร์ตอนกลาง บางหลังได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ทำให้มีสภาพดีมาก และยังมีผู้อยู่อาศัยมาจนถึงทุกวันนี้ แต่บางหลังก็ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา เพราะไม่มีผู้เข้าไปดูแลบำรุงรักษา

ทุกครั้งเมื่อไปนั่งเรือชมชุมชนในคลองบางหลวง และคลองบางกอกใหญ่ ก็จะต้องแวะไหว้พระที่วัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร และวัดนางนอง วรวิหาร รวมถึงวัดต่างๆ ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งคลอง เช่น วัดอัปสรสวรรค์ วัดปากน้ำภาษีเจริญ วัดกำแพงบางจาก เป็นต้น แล้วหากมีเวลาก็จะแวะปากคลองบางกอกใหญ่ เพื่อไปเที่ยวชมชุมชนกุฎีจีน ย่านเจริญพาสน์ ชมชุมชนโบราณที่มีชาวไทยผู้นับถือศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลามอยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน

ขอบอกตรงๆ ว่า ทุกครั้งที่ได้ไปนั่งเรือชมอาคารสถานที่ต่างๆ ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วได้เข้าไปเที่ยวในชุมชนคลองบางกอกใหญ่ บางกอกน้อย แล้วทำให้มี
ความสุขมาก ทำให้หวนระลึกว่า กรุงเทพฯของเรายังมีแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ให้เราทุกคนไปเที่ยวไปชมได้ตลอดเวลาขอเพียงให้เราจัดสรรเวลาเพื่อพาตัวเองไปพบความสุขให้ได้เท่านั้น แล้วจะรู้ว่าความสุขไม่ได้อยู่ห่างไกลจากชีวิตของเราเลย

หากคุณๆ สนใจไปร่วมทริปที่มีผู้ร่วมเดินทางแบบกลุ่มเล็กๆ เที่ยวแบบละมุนละไม ไม่เร่งไม่ร้อนกับ Mr.Flower โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์091-7233615 

หมายเหตุ ทริปชมเมืองศรีเทพ เพชรบูรณ์ เดินทาง30 กันยายนถึง 1 ตุลาคม 2566 รับสมาชิก 30 รายเท่านั้นครับ