ตะลอนเที่ยว : Bourton-on-the-Water เมืองชนบทที่สวยติดอันดับต้นๆ ในอังกฤษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/794930

ตะลอนเที่ยว : Bourton-on-the-Water เมืองชนบทที่สวยติดอันดับต้นๆ ในอังกฤษ

ตะลอนเที่ยว : Bourton-on-the-Water เมืองชนบทที่สวยติดอันดับต้นๆ ในอังกฤษ

วันอาทิตย์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ก่อน Mr. Flower พาคุณไปเที่ยวบ้านเกิดของ Willian Shakespere มหากวีเอกคนสำคัญของอังกฤษที่ในยุคศตวรรษที่ 16 ซึ่งบ้านเกิดของ Shakespere อยู่ที่ Stratford-upon-Avon แล้วสัญญาว่าจะพาคุณๆ ไปเที่ยวชมบ้านเกิดของ Shakespere และเที่ยวชมเมืองบ้านเกิดของเขา 

สัปดาห์นี้จะพาคุณไปชมหมู่บ้านสุดแสนโรแมนติก ชื่อ Cotswolds ในเมีอง Bourton-on-the-Water เมืองชนบทที่แสนน่ารัก และเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์แบบยุคต้นศตวรรษที่ 17 โดยเฉพาะตัวบ้านที่ยังใช้หินเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง และที่สำคัญมากที่สุดคือมีแม่น้ำเล็กๆ ที่ใสและสะอาดมากไหลผ่านหมู่บ้าน ชื่อแม่น้ำ Windrush ด้วยความที่เป็นลำน้ำสายเล็กที่ไม่กว้างมากนัก จึงทำให้การก่อสร้างสะพานในหมู่บ้านแห่งนี้ออกมาในรูปแบบสะพานหินที่ไม่ได้สูงใหญ่เหมือนสะพานในแม่น้ำที่กว้างใหญ่ แต่ด้วยเหตุที่มีแม่น้ำ Windrush ไหลผ่านหมู่บ้าน และในหลายจุดของหมู่บ้านก็อยู่ใกล้ชิดกับแม่น้ำที่แสนจะโรแมนติก จึงทำให้เมืองนี้ได้ชื่อว่า Venice of the Cotswolds ด้วยความน่ารักน่าหลงใหลของชุมชนแห่งนี้จึงทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้าไปเยือนในแต่ละปีประมาณ 3 แสนคน ในขณะหมู่บ้านนี้มีประชากรถาวรประมาณ 3,500 คนเท่านั้น 

แต่การที่มีนักท่องเที่ยวไปเยือนจำนวนมากก็ไม่ได้ทำให้เสียเอกลักษณ์ของความเป็นหมู่บ้านแสนสุข แสนสงบ เนื่องจากมีการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญคือหมู่บ้านแห่งนี้ไม่ได้มีโรงแรมไว้ให้บริการนักท่องเที่ยวแบบชนิดที่ว่าใครมาก็สามารถเข้าพักได้เพราะมีห้องพักจำกัด จึงทำให้นักท่องเที่ยวเน้นการเที่ยวแบบ day trip มากกว่าการนอนพักค้างคืนในหมู่บ้าน แต่หากตัดสินใจจะนอนพักกันจริงๆ ก็ต้องจองโรงแรมก่อน

หมู่บ้าน Cotswolds ยังมีประวัติยาวนานกว่านั้น เพราะมีการขุดสำรวจทางด้านโบราณคดีแล้วพบว่าเป็นชุมชนมาตั้งแต่ยุคหิน และยุคสำริด รวมถึงยุคเหล็กด้วย (Stone Age and Bronze Age and also Iron Age) แต่ปัจจุบันหมู่บ้านนี้คือแหล่งพักอาศัยที่แสนสงบ และเรียบง่าย แต่ทว่ามากล้นไปด้วยความโรแมนติกและมนต์เสน่ห์ที่มัดใจให้คนผู้ซึ่งเบื่อบรรยากาศในตัวเมืองใหญ่อย่างกรุงลอนดอนต่างถวิลหา อ้อ! เกือบลืมบอกเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งให้ทราบคือที่นี่มีแหล่งศึกษาเรียนรู้ซากไดโนเสาร์ด้วย

Bourton-on-the-Water ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของ Stratford-upon-Avon ระยะทางจากหมู่บ้านทั้งสองห่างกันแค่เพียงขับรถยนต์ส่วนตัวโดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที แต่อันที่จริงสามารถใช้รถสาธารณะได้อย่างสะดวกพอสมควร เพราะมีรถเมล์หลายสายแล่นให้บริการ แต่หากนั่งรถเมล์ก็จะใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง ซึ่งแล้วแต่ว่านั่งรถเมล์สายอะไร เพราะแต่ละสายจะแล่นในเส้นทางที่ต่างกัน

กล่าวได้ว่า Bourton-on-the-Water เป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนไปเยือนตลอดปี แต่ช่วงที่นับว่าเป็น high season ของหมู่บ้านแห่งนี้คือช่วงฤดูร้อน โดยเฉพาะช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมจะเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวไปเยือนมากที่สุด ดังนั้น หากคุณๆ ตัดสินใจจะไปเที่ยวกับ Mr.Flower ในช่วงหน้าร้อนนี้ ก็ต้องจองที่กันตั้งแต่บัดนี้ เพราะมิฉะนั้น คุณจะไม่มีโอกาสได้นอนพักในเมืองแสนน่ารักแห่งนี้อย่างแน่นอน ส่วนในหน้าหนาว โดยเฉพาะช่วง Christmas ก็จะเป็นอีกช่วงหนึ่งที่คุณจะได้เข้าพักในหมู่บ้านแห่งนี้ได้ยากเย็นแสนเข็ญ เพราะว่ามีผู้จองห้องพักในโรงแรมจนเต็มแบบข้ามปี 

เอาเป็นว่าหากคุณต้องการไปเที่ยว Bourton-on-the-Water กับ Mr.Flower ก็ขอให้คุณติดต่อที่หมายเลข 091-7233615 นะครับ ส่วนจะไปช่วง summer หรือช่วง Christmas ก็ต้องจองที่นั่งล่วงหน้านะครับ แล้วไปเที่ยวกันนะครับ เน้นการเที่ยวแบบกลุ่มเล็กๆ เท่านั้นครับ

ตะลอนเที่ยว : บ้านเกิด William Shakespeare at Stratford-upon-Avon

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/793508

ตะลอนเที่ยว : บ้านเกิด William Shakespeare at Stratford-upon-Avon

ตะลอนเที่ยว : บ้านเกิด William Shakespeare at Stratford-upon-Avon

วันอาทิตย์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เชื่อว่าเราๆ ท่านๆ ส่วนมากรู้จักชื่อ William Shakespeare นักประพันธ์นามอุโฆษ ชื่อเสียงก้องโลก แล้วก็เชื่อว่าหลายคนต้องเคยอ่านงานประพันธ์ของ Shakespeare มาแล้วแม้บางคนอาจไม่เคยอ่านงานจริงๆ ของ Shakespeare แต่ก็ต้องเคยอ่านงานแปล ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์แปลในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงแปลงานของShakespeare ไว้ อาทิ Romio and Juliet,The Merchant of Venice (เวนิสวานิช)As You Like It (ตามใจท่าน) และ Othello (พระยาราชวังสัน) หรือมิฉะนั้นก็ต้องเคยชมภาพยนตร์ฝรั่งที่นำบทละครของ Shakespare มาดัดแปลงเป็นเนื้อเรื่อง

William Shakespeare เกิดเมื่อ 26 เมษายน 1564 เสียชีวิต 23 เมษายน 1616 เขาเกิดและตายที่หมู่บ้าน Stratford-upon-Avon, Warwickshire

Shakespare ได้รับการยกย่องว่าเป็นกวีเอกของอังกฤษ (England’s National Poet) เขามีผลงานประพันธ์มากมาย เช่น บทละคร 39 เรื่อง โคลงต่างๆ รวม 154 ชิ้น บทกวีแบบพรรณนาขนาดยาวอีก 3 บท และบทโองการอีก 2-3 เรื่อง และงานประพันธ์อื่นๆ อีกมาก แต่ไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าอะไรบ้าง แต่กล่าวโดยรวมคือ Shakespear คือกวีชั้นนำคนหนึ่งของอังกฤษ และของโลกก็ว่าได้ เขาได้รับการยกย่องด้วยว่าเป็นผู้ประดิษฐ์ถ้อยคำภาษาอังกฤษมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 และถ้อยคำเหล่านั้นยังคงถูกใช้มาจนถึงยุคปัจจุบัน

วันนี้ Mr.Flower จะพาคุณไปเที่ยวชมบ้านเกิดของ Shakespear ซึ่งตั้งอยู่ที่ Stratford-upon-Avon, Warwickshire ประเทศสหราชอาณาจักร บ้านเกิดของ Shakespear อยู่ห่างจากกรุงลอนดอนไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ประมาณ 104 ไมล์ (160 กิโลเมตร)

อันที่จริงเมือง Stratford-upon-Avon มีความน่าสนใจมิใช่น้อย เพราะนอกจากเป็นที่ตั้งบ้านเกิดของ Shakespere แล้วยังมีสิ่งน่าสนใจอื่นๆ เช่น โบสถ์ Holy Trinity ที่ฝั่งศพของ Shakespere และยังมีกระท่อมของ Anne Hahtaway (Anne Hathaway คือภรรยาของ Shakespere) และโรงละคร Royal Shakespere เป็นต้น แต่วันนี้จะขออนุญาตพาคุณไปบ้านเกิดของ Shakespere ก่อนเท่านั้น เพราะพื้นที่ไม่พอเขียนถึงสถานที่อื่นๆ (แต่ต้องบอกว่าหมู่บ้านใกล้ๆ กับ Stratford-upon-Avon คือหมู่บ้านเก่าอายุกว่าร้อยปีทั้งนั้น บรรยากาศ romantic สุดๆ เอาไว้วันหน้าจะพาไปเที่ยวนะครับ)

บ้านเกิด Shakespere ยังคงได้รับการเก็บรักษาและอนุรักษ์ไว้อย่างดีมาก โดยก่อนจะเข้าไปยังบริเวณบ้านเกิดนั้น ก็ต้องผ่าน The Shakespere Centre ก่อน เพราะต้องซื้อบัตรที่ตรงนี้ แล้วเข้าไปชมประวัติ และผลงานการประพันธ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Shakespere จากนั้นจึงจะเดินต่อไปยังบ้านเกิดของ Shakespere ซึ่งบ้านไม้ผสมคอนกรีตสูงสองชั้น ภายในบ้านยังคงเก็บบรรยากาศเก่าๆ เพื่อให้ผู้ชมย้อนระลึกถึง Shakespere ได้เป็นอย่างดี เมื่อชมภายในบ้านเดิมของ Shakespere จบแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยการเข้าไปชมและซื้อของที่ระลึกที่เกี่ยวข้องกับ Shakespere รับรองว่าแฟนพันธ์ุแท้ของ Shakespere ต้องได้ซื้อหาหนังสือและข้าวของอื่นๆ ติดไม้ติดมือกลับบ้านไปอย่างแน่นอน

สำหรับคุณๆ ที่สนใจจะไปเที่ยวแหล่งประวัติศาสตร์ และแหล่งโบราณคดีในประเทศอังกฤษ โดยเน้นการเดินทางท่องเที่ยวแบบกลุ่มเล็กๆ (10-12 คน) และต้องการให้ Mr.Flower นำคุณไปเที่ยว โปรดติดต่อ 091-7233615 นะครับ

ตะลอนเที่ยว : สวยัมภูนาถ กรุงกาฐมาณฑุ เนปาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/792080

ตะลอนเที่ยว : สวยัมภูนาถ กรุงกาฐมาณฑุ เนปาล

ตะลอนเที่ยว : สวยัมภูนาถ กรุงกาฐมาณฑุ เนปาล

วันอาทิตย์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศาสนสถานสำคัญที่สุดในลำดับต้นๆของเนปาล คือ สวยัมภูนาถ (คนเนปาลบอกว่าสำคัญเป็นอันดับสองรองจากโพธนาถ) คำว่าสวยัมภูนาถ ในภาษาเนปาล แปลว่า พรั่งพรูและเพียบพร้อมด้วยตนเอง หรือแปลว่าตัวตนที่มีอยู่จริง 

สถานที่แห่งนี้อยู่บนยอดเขาของกรุงกาฐมาณฑุ ค่อนไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองหลวงของเนปาล สวยัมภูนาถ ถือเป็นศูนย์รวมของสิ่งสำคัญๆ มากมาย อาทิ ตามหลักศาสนาพุทธและฮินดู และยังเต็มไปด้วยเรื่องบอกเล่าในเชิงตำนาน แต่ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือในเขตศาสนสถานแห่งนี้จะมีผู้ไปบำเพ็ญเพียรเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงได้รับการกล่าวขานว่าเป็นศาสนสถานสำคัญที่สุด และศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงกาฐมาณฑุ ซึ่งอาจจะเป็นรองก็แค่มหาเจดีย์โพธนาถในกรุงกาฐมาณฑุเท่านั้น 

สวยัมภูนาถเป็นเสมือนสถานที่ซึ่งผู้คนจำนวนมากขึ้นไปกราบไหว้ บำเพ็ญเพียร ขอพร และชื่นชมกับสถาปัตยกรรมตามแบบฉบับของเนปาล แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยขึ้นไปชมทิวทัศน์มุมสูงของกรุงกาฐมาณฑุ โดยชาวพื้นเมืองเรียกว่าวัดลิงเพราะมีลิงอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ลิงที่นี่ไม่ดุร้าย ไม่วุ่นวายกับผู้คน สามารถอยู่ร่วมกันกับคนและสุนัขได้อย่างสงบสุขพอประมาณ กล่าวได้ว่าลิงที่นี่ไม่แย่งของนักท่องเที่ยว หรือผู้คนที่ทำมาค้าขายอยู่ในบริเวณดังกล่าว และยังสามารถอยู่ร่วมโดยปกติกับเหล่าสุนัขได้เป็นอย่างดี 

ในเขตสวยัมภูนาถจะเต็มไปด้วยเจดีย์หินองค์ย่อมๆ และองค์เล็กๆ ที่รายล้อมรอบองค์มหาเจดีย์สวยัมภูนาถ แล้วยังมีวิหาร ศาลศักดิ์สิทธิ์ และอารามต่างๆ อยู่ในเขตศาสนสถานสำคัญนี้ 

ตามประวัดิระบุว่าสวยัมภูนาถถูกสร้างโดยกษัตริย์มานาเดวะ และในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 ก็ได้กลายเป็นศูนย์กลางของศาสนาพุทธแบบมหายาน ในเขตศาสนสถานนี้มี
พระศากยมุนีองค์ใหญ่ที่สุดของเนปาลประดิษฐานอยู่ทางทิศตะวันตกของสวยัมภูนาถ และขณะเดียวกันในเขตศาสนสถานนี้ยังเป็นที่เคารพร่วมกันของผู้นับถือศาสนาพุทธและฮินดู ดังนั้น จึงมีสิ่งเคารพบูชาของทั้งสองศาสนาอยู่รวมกันอย่างกลมกลืน และยังมีล้ออธิษฐานล้อมรอบศาสนสถานสำคัญเกือบทุกแห่งในสวยัมภูนาถ

สำหรับดวงตาทั้งสี่ทิศที่ประดิษฐานอยู่บนฐานเขียงเหนือองค์สถูปสีขาวบริสุทธิ์ หมายถึงดวงตาแห่งพุทธิปัญญา ดวงตาแห่งธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เหตุที่มีดวงตาทั้งสี่ทิศก็เป็นการบ่งบอกว่าในสายพระเนตรของพระพุทธเจ้านั้นทรงมองเห็นทุกข์ สุข และการกระทำใดๆ ของมวลมนนุษย์และสรรพสัตว์เสมอ ส่วนอุณาโลมหมายถึงความเป็นหนึ่ง โดยพุทธศาสนาทำให้มนุษย์สามารถหลอมรวมดวงใจเป็นหนึ่งได้ ส่วนธงมนตราที่ติดอยู่ก็หมายถึงคำพรศักดิ์สิทธิ์ที่จารอยู่บนผืนผ้าของธงมนตราเมื่อธงถูกลมพัด สายลมจะพาเอามนตราศักดิ์สิทธิ์ให้ล่องลอยไปตามสายลม เมื่อไปสัมผัสกับสิ่งใด ก็จะทำให้สิ่งนั้นๆ ได้รับพรศักดิ์สิทธิ์ไปด้วย ซึ่งจะทำให้มีแต่สิริมงคลตลอดไป 

Mr.Flower จะพาคุณๆ ที่สนใจไปเที่ยวชมโบราณสถานสำคัญของเนปาลอีกครั้งในช่วงหลังสงกรานต์นี้ หากคุณสนใจร่วมทริปไปด้วยกัน โปรดติดต่อ091-7233615 รับสมาชิกจำกัดเพียง 20 คนเท่านั้นครับ

ตะลอนเที่ยว : งานนมัสการและสมโภชพระบรมสารีริกธาตุ ณ วัดไทยกุสินารา เฉลิมราชย์ อินเดีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/790689

ตะลอนเที่ยว : งานนมัสการและสมโภชพระบรมสารีริกธาตุ ณ วัดไทยกุสินารา เฉลิมราชย์ อินเดีย

ตะลอนเที่ยว : งานนมัสการและสมโภชพระบรมสารีริกธาตุ ณ วัดไทยกุสินารา เฉลิมราชย์ อินเดีย

วันอาทิตย์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ในระยะนี้ยังถือว่าอยู่ในช่วงวันสำคัญของพุทธศาสนิกชน คือวันมาฆบูชา วันที่พุทธศาสนิกชนทั่วโลกต่างร่วมกันทำบุญ ทำความดี ทำจิตใจให้ผ่องแผ้วขาวสะอาด เพื่อน้อมถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระโคตมสัมมาสัมพุทธเจ้า 

ดังนั้น สัปดาห์นี้ Mr.Flower จึงขอนำเสนอเรื่องราวจากการที่ได้นำคุณผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้ากลุ่มหนึ่งไปกราบนมัสการสังเวชนียสถาน (อีก) สองแห่ง คือสถานีเสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา รัฐอุตตรประเทศ อินเดีย และอีกแห่งหนึ่งคือ สถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะณ เมืองลุมพินีวัน เขตเชื่อมต่อระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์ กับกรุงเทวทหะ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศเนปาล 

ส่วนที่ต้องเขียนว่าไปกราบนมัสการสังเวชนียสถาน (อีก) สองแห่ง ก็เพราะว่าเมื่อปลายเดือนธันวาคม 2566 ได้นำสมาชิกไปกราบนมัสการสังเวชนียสถานมาแล้ว
สองแห่งคือ สถานที่ทรงแสดงปฐมเทศนาธัมเมกขสถูป ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวันเมืองสารนาถ นครพาราณสี รัฐอุตตรประเทศและสถานที่ทรงตรัสรู้ ณ โพธคยา เมืองกายาหรือที่คนไทยเรียกว่าพุทธคยา รัฐพิหาร  

วันนี้ขออนุญาตบอกเล่ารายละเอียดงานนมัสการ และสมโภชพระบรมสารีริกธาตุ ณ วัดไทยกุสินารา เฉลิมราชย์ ต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว โดยงานนี้จัดต่อเนื่องมาจนปัจจุบันเป็นปีที่ 15 โดยงานได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 21-24 กุมภาพันธ์ 2567 

สำหรับพิธีการสำคัญคือการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ จากพระมหาธาตุเฉลิมราชย์ศรัทธา ในวัดไทยกุสินารา เฉลิมราชย์ขึ้นราชรถบุษบก โดยในขบวนมีเครื่องราชสักการะที่ถวายเป็นพุทธบูชาจากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ โดยขบวนอัญเชิญเครื่องราชสักการะจัดเป็นขบวนที่งดงาม มีผู้คนเข้าร่วมในงานนี้ประมาณ 2 พันคน ซึ่งยังไม่นับผู้ชมอีกหลายพันคนที่เฝ้าชมอยู่ระหว่างทางจากวัดไทยกุสินารา เฉลิมราชย์ ไปยังสาลวโนทยาน สถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพาน ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ส่วนวันที่24 กุมภาพันธ์ ขบวนเครื่องราชสักการะเคลื่อนไปถวายนมัสการยังมกุฏพันธนเจดีย์สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมราชสรีรางคารของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งอยู่ห่างจากสาลวโนทยานประมาณ 1 กิโลเมตร 

ขอเล่าให้ฟังถึงความงดงามของขบวนอัญเชิญเครื่องราชสักการะว่าเริ่มต้นขบวนด้วยขบวนช้าง ตามด้วยขบวนนางรำ และตามด้วยขบวนราชรถบุษบก ตามด้วยขบวนเสลี่ยงของพระเถรานุเถระชั้นผู้ใหญ่ และตามด้วยขบวนเสลี่ยงของเหล่าผู้ร่วมอัญเชิญเครื่องราชสักการะอีกประมาณ 45 เสลี่ยง สองข้างฝั่งทางล้วนเต็มไปด้วยผู้คนทั้งชาวไทย และชาวอินเดีย และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีโอกาสได้ชมขบวนที่แสนงดงามนี้ 

ในการนี้ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (ปสฤทธ์ เขมังกโร) เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ทรงมอบหมายให้พระพรหมเสนาบดี เจ้าอาวาสวัดปทุมคงคา เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ส่วนแม่งานนี้คือพระวิเทศวชิรญาณ วิ.(สมพงษ์ ญาณธีโร) เจ้าอาวาสวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เป็นประธานจัดงานสายบรรพชิต ส่วนฝ่ายคฤหัสถ์มีประธานร่วมจัดงานคือ นายพงศ์ฤทธิ์ ศรีสมิท และนายทองเปลว ศิริพรพิทักษ์ 

พระวชิรญาณ วิ. บอกว่า การจัดงานนี้ก็เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสมณโคตม และเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงทุกพระองค์  

ปีนี้งานนมัสการและสมโภชพระบรมสารีริกธาตุ ณ วัดไทยกุสินารา เฉลิมราชย์ ผ่านพ้นไปอย่างสมพระเกียรติและสำเร็จเรียบร้อยทุกประการ ปีหน้าจะพาคุณๆ ไปร่วมงานบุญใหญ่นี้ด้วยกันอีก หากสนใจจะร่วมเดินทางกับ Mr.Flower โปรดติดต่อล่วงหน้าที่ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : งานสมโภชและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/789249

ตะลอนเที่ยว : งานสมโภชและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์

ตะลอนเที่ยว : งานสมโภชและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์

วันอาทิตย์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สัปดาห์นี้พาคุณไปที่ประเทศ สาธารณรัฐ อินเดีย เพื่อไปร่วมงานวันมาฆบูชา ที่วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ รัฐอุตตรประเทศ

งานจัดขึ้นในวันที่ 21-24 กุมภาพันธ์ 2567 โดยจัดพิธีเปิดไฟบูชาพระมหาเจดีย์ และตามด้วยพิธีสวดอิติปิโส 108 จบ และจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะ
หน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพิธีทักษิณานุประทานอุทิศถวายแด่สมเด็จพระบูรพกษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์

และจัดขบวนอัญเชิญเครื่องราชสักการะที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯพระบรมราชินี สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี และ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีกรมหมื่นสุทธนารีนาถ เพื่ออัญเชิญไปถวายเป็นพุทธบูชา ณ สถูปปรินิพพานสาลวโนทยาน รวมถึงมกุฏพันธนเจดีย์ สถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ

ในการนี้ทายาทของเจ้ามัลลกษัตริย์ได้เข้าร่วมงานนี้ ขณะเดียวกันก็มีผู้มีจิตกุศลจากประเทศไทยหลากหลายกลุ่มสาขาเข้าร่วมงานเช่นกัน

สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (ปสฤทธ์ เขมังกโร) เป็นประธาน พร้อมด้วยพระธรรมโพธิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย เนปาล และคณะพระธรรมทูต พร้อมด้วยพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและอินเดียร่วมในพิธีอย่างเนืองแน่นโดยในการนี้พระวิเทศวชิรญาณ วิ. (สมพงษ์ ญาณธีโร) เจ้าอาวาสวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์เป็นแม่งานจัดงานครั้งนี้

การจัดพิธีและขบวนแห่เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ได้จัดต่อเนื่องมาแล้ว 15 ปี ได้รับความสนใจจากชาวอินเดียเป็นอย่างมาก ขณะเดียวกันก็ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากพุทธศาสนิกชนจากประเทศไทย

ซึ่งการจัดงานนี้ถือเป็นการเผยแพร่ให้ชาวอินเดียและชาวต่างประเทศรับรู้ถึงความตั้งใจจริงของพุทธศาสนิกชนชาวไทยที่ร่วมกันส่งเสริมและจรรโลงพุทธศาสนา ให้เจริญงอกงามและยั่งยืนสืบต่อไป

ปีนี้กิจกรรมได้ผ่านพ้นและเสร็จสิ้นไปแล้วเราจะจัดในปีต่อๆ ไปอีก ดังนั้น หากคุณสนใจที่จะเข้าร่วมกิจกรรมนี้ โปรดติดต่อ 091-7233615เพื่อเข้าร่วมงานโดยพร้อมเพรียงกันในปีหน้า

ตะลอนเที่ยว : ไปวังนารายณ์ฯ ลพบุรี (อีกครั้ง)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/787753

ตะลอนเที่ยว : ไปวังนารายณ์ฯ ลพบุรี (อีกครั้ง)

ตะลอนเที่ยว : ไปวังนารายณ์ฯ ลพบุรี (อีกครั้ง)

วันอาทิตย์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เมื่อประมาณสองสัปดาห์ที่แล้วMr.Flower พาคุณไปเที่ยวชมพระราชวังที่สร้างในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช หรือที่หลายคนเรียกว่าพระนารายณ์ราชนิเวศน์ จังหวัดลพบุรีมาแล้ว ซึ่งมีหลายคนถามมาว่าเมื่อไรจะพาไปเที่ยวชมอีก เพราะไม่เคยทราบมาก่อนว่าที่ลพบุรีมีวังของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช 

ตอบคำถามสำหรับผู้ที่ประสงค์จะให้Mr.Flower จัดทริปพาคุณๆ ไปเที่ยวพระนารายณ์ราชนิเวศน์ว่า น่าจะนำคุณไปชมโบราณสถานแห่งนี้อีกครั้งในช่วงกลางเดือนมีนาคม 2567 ดังนั้นหากคุณสนใจกรุณาติดต่อจับจองที่นั่งได้ที่ 091-7233615 นะครับขอย้ำว่าเราจัดทริปแบบกะทัดรัด ไม่รับสมาชิกมากเกินไป เพราะเวลาไปกันมากๆ ก็จะเกิดอาการมากหมอ มากความ ทำให้เสียบรรยากาศการท่องเที่ยว เสียอรรถรสของการเสพความงามของโบราณสถาน

ขออนุญาตฉายหนังซ้ำประวัติของพระนารายณ์ราชนิเวศน์อีกครั้ง พระราชวังแห่งนี้ก่อสร้างในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อ พ.ศ. 2209 มีอาณาบริเวณรวมทั้งหมด 41 ไร่เท่านั้น ตามประวัติระบุว่าเพื่อทรงใช้สำหรับประทับเวลาเสด็จออกจากกรุงศรีอยุธยา เพื่อการสำราญพระอิริยาบถ เพื่อทรงใช้ประทับในการทรงล่าสัตว์ รวมถึงทรงใช้เพื่อพระราชทานเลี้ยงอาคันตุกะจากต่างประเทศที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรี และใช้เพื่อทรงว่าราชการ แต่บางกระแสก็บอกว่าทรงสร้างเพื่อเป็นราชธานีสำรอง หากเกิดเหตุการณ์คับขันขึ้นในกรุงศรีอยุธยา เพื่อจะได้ทรงมีสถานที่สำหรับจัดการกับสถานการณ์การเมืองที่คับขันได้อย่างเหมาะสม

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งสุทธาสวรรค์ ในพระราชวังแห่งนี้ เมื่อ 11 กรกฎาคม 2231 หลังจากพระองค์เสด็จสวรรคตแล้ว พระราชวังแห่งนี้ก็ถูกทิ้งร้างมานานกว่าร้อยปี จนมาถึงยุคพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์พระราชวังนี้ขึ้นและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงสร้างพระที่นั่งใหม่ขึ้นในปี 2399 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามว่าพระนารายณ์ราชนิเวศน์ 

พระราชฐานแห่งนี้แบ่งเป็นเขตพระราชฐานชั้นนอก ชั้นกลาง และชั้นใน มีซุ้มประตูทั้งหมด 11 แห่ง ประตูทางเข้าเป็นทรงจัตุรมุข ทำเป็นช่องโค้งทรงแหลม จั่วซุ้มประตูตกแต่งลายกระจังปูนปั้นได้แรงบันดาลใจมาจากรูปทรงของดอกบัว ซุ้มประตูและกำแพงพระราชฐานชั้นกลางและชั้นใน เจาะเป็นช่องเล็กๆ เป็นรูปโค้งแหลมคล้ายบัวเรียงเป็นแถวสำหรับวางตะเกียง ประมาณ 2,000 ช่อง 

พระที่นั่งองค์เดิมที่สร้างในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช คือ พระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท มีศิลปะแบบผสมผสานระหว่างไทยและตะวันตก เดิมเป็นท้องพระโรงมียอดทรงมณฑป ตรงกลางท้องพระโรงมีสีหบัญชร เป็นที่เสด็จออกเพื่อทรงมีพระราชปฏิสันถารกับผู้เข้าเฝ้า ประตูและหน้าต่างท้องพระโรงด้านหน้าทำเป็นโค้งแหลม ส่วนตัวมณฑปซึ่งอยู่ด้านหลังทำประตูหน้าต่างเป็นซุ้มแบบไทย คือ ซุ้มเรือนแก้วฐานสิงห์ ตามจดหมายเหตุของทูตฝรั่งเศส พรรณนาพระที่นั่งว่าผนังประดับด้วยกระจกเงา นำมาจากฝรั่งเศส เพดานแบ่งเป็นช่องสี่เหลี่ยมจัตุรัส4 ช่อง ประดับลายดอกไม้ทองคำ และแก้วผลึกที่ได้มาจากเมืองจีน ผนังด้านนอกพระที่นั่งตรงมณฑปชั้นล่างเจาะเป็นช่องโค้งแหลมสำหรับวางตะเกียง ซึ่งจะเห็นได้อีกเป็นจำนวนมาก ตามซุ้มประตูและกำแพงของพระราชวัง 

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเคยเสด็จออกต้อนรับคณะราชทูตฝรั่งเศส เชอวาลิเยร์ เดอมองต์ ณ พระที่นั่งองค์นี้ เมื่อ พ.ศ. 2228 และยังมีพระที่นั่งจันทรพิศาล สร้าง พ.ศ.2209 เป็นที่ประทับของสมเด็จพระนารายณ์ฯสร้างทับลงไปบนรากฐานเดิมของพระที่นั่งซึ่งพระราเมศวรพระราชโอรสองค์ใหญ่ของพระเจ้าอู่ทองทรงสร้างเมื่อครั้งทรงครองเมืองลพบุรี พระที่นั่งองค์นี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบไทยแท้ด้านหน้ามีมุขเด็จ ภายหลังเมื่อได้สร้างพระที่นั่งสุทธาสวรรค์ขึ้น สมเด็จพระนารายณ์ฯทรงย้ายไปประทับที่พระที่นั่งองค์ใหม่และพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้พระที่นั่งจันทรพิศาลเป็นที่ออกขุนนาง ซึ่งตรงกับบันทึกของชาวฝรั่งเศสว่าเป็นหอประชุมองคมนตรี

พระที่นั่งสุทธาสวรรค์ เป็นที่ประทับส่วนพระองค์ของสมเด็จพระนารายณ์ฯ ตั้งอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นใน บันทึกของชาวฝรั่งเศสกล่าวว่า พระที่นั่งองค์นี้อยู่ในพระราชอุทยานที่ร่มรื่น ด้วยพรรณไม้ต่างๆ หลังคาพระที่นั่งมุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีเหลือง ที่มุมทั้งสี่มีสระน้ำใหญ่สี่สระ เป็นที่สรงสนานของพระเจ้าแผ่นดิน สมเด็จพระนารายณ์ฯ สวรรคต ณ พระที่นั่งองค์นี้เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมพ.ศ. 2231 

อันที่จริงยังมีอาคารอื่นๆ อีกมาก แต่พื้นที่สำหรับเล่าเรื่องหมดสิ้นแล้ว เอาเป็นว่าหากคุณสนใจจะร่วมทริปไปกับ Mr.Flower โปรดติดต่อ 091-7233615 นะครับ

ตะลอนเที่ยว : วัดบรมนิวาสราชวรวิหาร วัดบรมสุข

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/786354

ตะลอนเที่ยว : วัดบรมนิวาสราชวรวิหาร วัดบรมสุข

ตะลอนเที่ยว : วัดบรมนิวาสราชวรวิหาร วัดบรมสุข

วันอาทิตย์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

วัดในกรุงเทพฯ มีมากมายหลายร้อยวัด หากอ้างตามข้อมูลของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ระบุว่ามีวัดที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานฯ รวมทั้งสิ้น 450 วัดแบ่งเป็นพระอารามหลวง หรือวัดหลวง คือวัดที่พระเจ้าแผ่นดินทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงสร้างขึ้น รวมถึงวัดที่พระบรมวงศานุวงศ์ทรงสร้าง ทรงบูรณะ และร่วมถึงวัดที่มีผู้สร้างแล้วน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นวัดหลวงรวมทั้งสิ้น 95 วัด ส่วนอีก 455 วัด คือวัดที่ประชาชนสร้างขึ้น หรือบูรณปฏิสังขรณ์

วันนี้จะชวนคุณไปกราบนมัสการพระประธานของวัดบรมนิวาสราชวรวิหารและเที่ยวชมความงามของวัดนี้ด้วยกันวัดบรมนิวาส เดิมชื่อวัดบรมสุข ตั้งอยู่บนถนนพระรามที่ 6 แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ เป็นพระอารามหลวงชั้นโทชนิดราชวรวิหาร ตามประวัติกล่าวว่าวัดนี้สร้างโดยพระอินทรเดชะ (อาด) แต่สร้างไม่สำเร็จจึงน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ได้ถวายเมื่อครั้งพระองค์ยังทรงผนวชเป็นสมเด็จพระวชิรญาณภิกขุ

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว วัดนี้ถูกเรียกว่าวัดนอก เพราะอยู่นอกกำแพงพระนคร เป็นวัดฝ่ายอรัญวาสี เน้นการปฏิบัติวิปัสสนา ส่วนวัดในคือวัดบวรนิเวศ เพราะตั้งอยู่ในเขตกำแพงเมือง เป็นวัดฝ่ายคามวาสี เน้นการศึกษาเล่าเรียนพระไตรปิฎก

วัดบรมสุขได้รับพระราชทานนามว่าวัดบรมนิวาสเมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นทรงราชย์ วัดแห่งนี้มีพระอุโบสถขนาดกะทัดรัดหน้าบันประดับตราพระมหามงกุฎล้อมด้วยลายพรรณพฤกษา การที่ทรงให้สร้างหน้าบันพระอุโบสถเป็นพระมหามงกุฎแทนรูปปั้นพระนารายณ์ทรงสุบรรณ แสดงให้เห็นว่ารัชกาลที่ 4 ทรงปรับเปลี่ยนแบบพระราชนิยมจากเดิมเป็นแบบตะวันตกมากขึ้น เพราะตะวันตกมักใช้ตราสัญลักษณ์ประจำพระองค์บนอาคารสถานที่และบนเครื่องใช้ส่วนในราชสำนัก ซึ่งเห็นได้ชัดในอังกฤษและฝรั่งเศสแต่ก็ยังทรงรักษาความเป็นศิลปะไทยไว้อย่างเคร่งครัดด้วยการทรงให้สร้างลายพรรณพฤกษาล้อมตราพระมหามงกุฎ ส่วนซุ้มประตูและลวดลายบนบานหน้าต่างบานประตูก็ยังทรงให้เป็นแบบไทยและแบบตะวันออก โดยทรงให้ทำลวดลายเป็นพรรณพฤกษาและมีเซี่ยวกางหรือทวารบาลแบบจีนประดับไว้ นี่คือการทรงผสมผสานศิลปะของโลกของตะวันออกกับโลกของตะวันตกอย่างลงตัว

พระประธานในพระอุโบสถมีนามว่าทศพลญาณ อัญเชิญมาจากเมืองพิษณุโลก ส่วนจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถเป็นฝีมือวาดของขรัวอินโข่ง โดยทรงออกแบบภาพปริศนาธรรมโดยสมเด็จพระวชิรญาณภิกขุ ภาพปริศนาธรรมแบบนี้จะพบเพียงสองแห่งคือในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร และวัดบรมนิเวศเท่านั้น โดยเรื่องราวยังคงเป็นเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา แต่ใช้กลวิธีการเล่าเรื่องผ่านภาพเขียนโดยผ่านปริศนาธรรมโดยภาพทั้งหมดมี 12 ภาพ แต่ภาพในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศมีทั้งหมด 21 ภาพ (เนื่องจากขนาดของพระอุโบสถต่างกัน) ย้ำว่าเมื่อเข้าไปในพระอุโบสถ ขอให้พินิจพิเคราะห์ภาพจิตรกรรมฝาผนังให้ดี แล้วจะเห็นว่ามีความล้ำสมัยมากในยุคกว่า 170 ปีมาแล้ว

และขอให้ชมความงามของบานประตูพระอุโบสถด้วย เพราะเป็นงานมุกฝีมือช่างหลวงที่วิจิตรมาก บานประตูนี้ถูกกล่าวขานนามว่าบานประตูพระมหากษัตริย์ (รัชกาลที่ 4) และบานประตูพระราชินี (สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี) ซึ่งจะคล้ายกับบานประตูวัดโสมนัสราชวรวิหาร

ส่วนพระระเบียงคดทำเป็นรูปพระอสีติสาวก (สาวก 80 รูป) ยืนพนมมืออยู่ใต้ฉัตร โดยทำเป็นแบบปูนปั้นนูนสูงประดับบนผนัง ด้านล่างมีป้ายชื่อพระสาวกสลักบนแผ่นหินอ่อน

คุณคงเห็นแล้วนะครับว่าวัดบรมนิวาสฯมีความน่าสนใจมากจริงๆ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏในวัด โดยเฉพาะในพระอุโบสถ และรอบๆ พระอุโบสถล้วนมีความนัยเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาและยังแสดงให้เห็นถึงพระราชดำริที่ก้าวหน้าของในหลวง รัชกาลที่ 4ที่พระราชทานไว้เป็นสมบัติของแผ่นดินไทย

สนใจร่วมทริปชมความงามวิจิตรของวัดต่างๆ ในเขตกรุงเทพกับ Mr.Flower โปรดติดต่อ 091-7233615 ครับ เราจัดทริปเล็กๆ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบศิลปวัฒนธรรม โบราณสถานที่ทรงคุณค่าของแผ่นดินไทย

(ขอบคุณภาพจากชาวคณะ Good Time)

ตะลอนเที่ยว : พระนารายณ์ราชนิเวศน์ ลพบุรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/784871

ตะลอนเที่ยว : พระนารายณ์ราชนิเวศน์ ลพบุรี

ตะลอนเที่ยว : พระนารายณ์ราชนิเวศน์ ลพบุรี

วันอาทิตย์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 07.35 น.

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2567 คณะผู้อ่านแนวหน้าที่เป็นแฟนคอลัมน์ตะลอนเที่ยวไปทำบุญ ทำทาน ด้วยกันที่วัดถ้ำตะโกอำเภอท่าวุ้ง ลพบุรี ด้วยการทำอาหารปรุงสดใหม่ถวายพระสงฆ์และสามเณร จำนวน 65 รูป (อันที่จริงสามเณรไม่ใช้สรรพนามว่ารูป) และทำอาหารเลี้ยงเด็กนักเรียนในอุปการะของวัดจำนวนประมาณ 250 คน แล้วก็มอบข้าวของเครื่องใช้ อาหารสด เครื่องปรุงอาหาร น้ำมันพืชนมสด นมถั่วเหลือง นมผงอย่างดีสำหรับชงให้เด็กอ่อนอายุ 1 ขวบ ขนม เครื่องเขียนแบบเรียน ของเล่น เสื้อผ้า และเครื่องกีฬาให้กับเด็กนักเรียน และครูของโรงเรียนสุวัฒนบดี ซึ่งเปิดสอนให้กับเด็กๆ ภายในวัด และเด็กๆ ก็ยังมีที่พักอยู่ภายในโรงเรียนด้วย ทั้งนี้พบว่าเด็กส่วนมากมาจากตะเข็บชายแดนไทย-เมียนมาด้านภาคเหนือของไทย

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจทำบุญทำทานในวันที่ 21 มกราคมแล้ว คณะของเราก็ไปเที่ยวพระนารายณ์ราชนิเวศน์ ซึ่งอยู่ในเขตตำบลท่าหินอำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี 

ตามประวัติระบุว่าสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังแห่งนี้เมื่อ พ.ศ. 2209เพื่อทรงใช้สำหรับประทับในยามทรงสำราญพระราชหฤทัย รวมถึงเพื่อใช้ออกว่าราชการในยามเสด็จพระราชดำเนินออกจากพระราชวังในกรุงศรีอยุธยา แต่หลังจากสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เสด็จสวรรคตแล้วพระราชวังนี้ถูกปล่อยทิ้งร้างไว้นานกว่าร้อยปีจนรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะในปี 2399 แล้วพระราชทานนามว่าพระนารายณ์ราชนิเวศน์ 

พระราชวังแห่งนี้แบ่งเป็นเขตพระราชฐานต่างๆ ดังนี้ 

เขตพระราชฐานชั้นใน มีพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ (ตามประวัติกล่าวว่าสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งองค์นี้) และยังมีหมู่ตึกพระประเทียบ สร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 

เขตพระราชฐานชั้นกลาง มีพระที่นั่งจันทรพิศาล และดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท หมู่พระที่นั่งพิมานมงกุฎ ประกอบด้วยพระที่นั่งพิมานมงกุฎ สุทธิวินิจฉัย ไชยศาสตรากรอักษรศาสตราคม และตึกทิมดาบ ปัจจุบันพระที่นั่งจันทรพิศาลและพิมานมงกุฎใช้เป็นอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ส่วนเขตพระราชฐานชั้นนอกประกอบด้วย โรงช้างหลวง 10 โรง ตึกพระเจ้าเหา(หอพระประจำพระราชวัง) ตึกเลี้ยงต้อนรับแขกเมือง (ทรงใช้สำหรับพระราชทานเลี้ยงคณะทูตจากฝรั่งเศส)  หมู่ตึกพระคลังศุภรัตน์ (หมู่ตึก 12 ท้องพระคลัง) อ่างเก็บน้ำซับเหล็ก (แหล่งน้ำสำหรับใช้ในเขตพระราชฐาน)

ปัจจุบันพระที่นั่งและอาคารต่างๆ ยังมีให้เห็น แม้บางอาคารจะทรุดโทรมไป แต่ก็ยังคงอยู่ให้เห็นเป็นประจักษ์ว่าในอดีตนั้นในเขตพระราชวังแห่งนี้มีความงดงามและภูมิฐานมาก 

ทั้งนี้ในช่วงวันที่ 9-18 กุมภาพันธ์ 2567 จะมีงานวันแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งนับเป็นงานประจำปีที่สำคัญของจังหวัดลพบุรี 

Mr.Flower จะพาคุณๆ แต่งกายด้วยชุดไทย หรือชุดแบบตะวันตกในยุคสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แล้วไปเที่ยวงานนี้ด้วยกัน โดยไปแบบไม่ค้างคืน ออกจากกรุงเทพสายๆ ประมาณ 10 โมง แล้วกลับถึงกรุงเทพฯประมาณ 4 ทุ่มครึ่ง หากคุณๆ สนใจร่วมทริปไปด้วยกัน โปรดติดต่อ091-7233615 รับจำนวนจำกัดครับ

ตะลอนเที่ยว : ทำบุญ ทำทาน เกื้อกูลกันและกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/783386

ตะลอนเที่ยว : ทำบุญ ทำทาน เกื้อกูลกันและกัน

ตะลอนเที่ยว : ทำบุญ ทำทาน เกื้อกูลกันและกัน

วันอาทิตย์ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เป็นประจำที่คอลัมน์ตะลอนเที่ยวจะจัดกิจกรรมชวนคุณผู้อ่านไปเที่ยวด้วยกันไปทำบุญ ทำทาน ช่วยเหลือทั้งคนและสัตว์ เพราะเราทุกคนที่ไปร่วมกิจกรรมมีความคิดเห็นสอดคล้องต้องกันว่า สังคมของเราจะดำเนินไปด้วยความสุขสงบร่มเย็นได้ ก็เพราะความรักที่แต่ละคนมอบให้กันและกัน ส่งมอบน้ำใจให้กันและกัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้ผู้ตกทุกข์ได้ยาก หรืออยู่ในสถานะที่ต้องได้รับความช่วยเหลือเจือจุน

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2567 คณะของเราได้ไปทำอาหารปรุงสดๆ สุกใหม่ๆ ถวายพระและเณร จำนวน 65 รูป (อันที่จริงเณรไม่ต้องใช้สรรพนามว่ารูป) และทำอาหารเลี้ยงเด็ก (หลายคนเรียกว่าเด็กกำพร้า แต่เมื่อเช็คจริงๆ ก็พบว่าไม่ใช่เด็กกำพร้า เพราะเขายังมีพ่อแม่ เพียงแต่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่เท่านั้น ส่วนพ่อแม่ของเขาอยู่อาศัยในเขตห่างไกลทุรกันดารตามตะเข็บชายแดนไทย-เมียนมา ดังนั้นเจ้าอาวาสวัดถ้ำตะโก อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี จึงนำเด็กๆ เหล่านี้มาอุปการะ ให้การเลี้ยงดู และให้การศึกษา เพื่อให้เด็กๆ ไม่ต้องตกไปอยู่ในวังวนของขบวนการทำเรื่องผิดกฎหมายต่างๆ นานาที่มีอยู่เต็มเมืองไทย

เด็กๆ ที่มาจากตะเข็บชายแดนที่เข้ามารับการอุปการะที่วัดถ้ำตะโกมีประมาณ 250 คนทั้งหญิงและชาย มีอายุตั้งแต่ก่อนวัยเรียน และเรียนชั้นมัธยมศึกษา แต่ก็มีเด็กอ่อนบางคน (อายุประมาณ 1 ปีเท่านั้น) ที่ถูกพ่อแม่ทิ้ง แล้วมีผู้นำมาให้พระเลี้ยงดู

ในวันที่คณะของเราไปเลี้ยงอาหารเด็กนั้นเราได้นำสิ่งของต่างๆ ไปมอบให้เด็กด้วย อาทิ นมผงคุณภาพดีสำหรับเด็กอ่อน (จำนวน3 กล่องใหญ่ กล่องละ 3.8 กิโลกรัม) และยังมีของกิน และของใช้อีกสารพัดอย่าง เช่น ยาสีฟัน แปรงสีฟัน แชมพูสำหรับอาบน้ำและสระผม ของเล่น และอุปกรณ์กีฬา รวมถึงเสื้อผ้าโดยของเหล่านั้นเราได้แจ้งกับครูว่า ครูสามารถนำไปใช้ได้ เพราะเรานำมาเผื่อแผ่ให้ครูด้วย นอกจากนั้น ผู้ร่วมคณะของเรายังได้มอบของสดสำหรับทำอาหารมื้อต่อๆ ไปสำหรับถวายพระและเณร รวมถึงเป็นอาหารสำหรับเด็กๆ อีกด้วย

ในการนี้ ผู้ร่วมคณะยังมอบเตาอบขนมปังเครื่องใหญ่ ซึ่งเป็นเครื่องที่ใช้สำหรับผลิตขนมปังขายให้กับวัดด้วย โดยได้สอนวิธีการใช้เตาอบให้กับเจ้าหน้าที่ของวัด เพื่อจะได้ใช้เครื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การไปทำบุญ ทำทานในครั้งนี้ ทำให้เราได้เห็นข้อบกพร่องบางประการในการบริหารจัดการของวัด เช่น วันเสาร์ อาทิตย์จะมีผู้ไปบริจาคของ และทำอาหารถวายพระ-เณร และเลี้ยงเด็กค่อนข้างมาก (วันที่เราไปนั้นมีผู้ไปทำอาหารมากถึง 7-8 ราย) ซึ่งทำให้เกิดปัญหาของเหลือทิ้ง สิ้นเปลืองทรัพยากรโลกโดยเปล่าประโยชน์

Mr.Flower จึงขออนุญาตแนะนำพระว่าควรจะแจ้งญาติโยมที่จะไปปรุงอาหารสดๆถวายพระและเลี้ยงเด็กให้ทราบว่าในแต่ละสัปดาห์มีเจ้าภาพกี่รายแล้ว และสามารถรับเจ้าภาพทำอาหารได้วันละกี่ราย เพื่อที่จะได้ไม่ต้องทำอาหารมากจนเกินกำลังจะรับประทานได้ และเพื่อรักษาทรัพยากรของโลกไปพร้อมๆ กันพระท่านบอกว่าบางทีญาติโยมไม่ได้แจ้งล่วงหน้าว่าจะไปทำอาหารสดที่โรงครัวของวัด แต่ไปรู้เอาก็ต่อเมื่อญาติโยมถึงวัดแล้ว 

อย่างไรก็ตาม พระท่านบอกว่าจะต้องจัดระบบการทำอาหารสดในแต่ละวันให้ดีกว่าเดิม เพื่อให้พระ เณร และเด็กๆ มีอาหารที่เพียงพอ โดยไม่ต้องเหลือทิ้งโดยเฉพาะในวันเสาร์และอาทิตย์ที่จะมีญาติโยมไปทำอาหารกันหลายราย แต่วันธรรมดามักไม่ค่อยมีผู้ไปทำอาหารเลี้ยง หรือแม้แต่วันเสาร์ อาทิตย์ก็จะมีผู้คนแห่กันไปทำอาหารเฉพาะมื้อเพล มื้อเที่ยงเป็นจำนวนมากแต่มื้อเย็นไม่มีใครทำอาหารเลี้ยงเด็กๆ 

Mr.Flower นำเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟัง เพื่อแจ้งคุณผู้อ่านคอลัมน์ให้เห็นถึงปัญหาการบริหารจัดการ เพื่อที่เราจะได้ช่วยกันแก้ปัญหาให้ตรงจุดตรงประเด็น เพื่อให้พระ เณร และเด็กๆ มีอาหารฉันและกินอย่างเพียงพอและพอดี โดยไม่ต้องทิ้งให้กลายเป็นขยะส่งผลให้เกิดปัญหาโลกร้อนตามมา

สำหรับเดือนกุมภาพันธ์ Mr.Flower ขอชวนเชิญคุณๆ ไปร่วมกันเลี้ยงอาหารคนชราที่บ้านพักคนชราบางเขน ถนนวิภาวดีรังสิตซอยวิภาวดี 64 ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ เราจะเริ่มทำอาหารสดๆ ปรุงสุกใหม่ๆ เลี้ยงคนชราเวลา 09.30 น. หากคุณๆ สนใจไปร่วมกิจกรรมกับเรา โปรดติดต่อ 091-7233615 

วันนี้เล่าเรื่องทำบุญ ทำทานจนหมดพื้นที่จึงไม่ได้เล่าให้ฟังว่าเมื่อเราทำกิจกรรมที่วัดถ้ำตะโกเรียบร้อยแล้ว คณะของเราไปเที่ยวชมพระนารายณ์ราชนิเวศน์ ลพบุรี วันหน้าจะมาเล่าเรื่องวังพระนารายณ์ที่ลพบุรีให้ฟังนะครับ

ตะลอนเที่ยว : หลากสี ต่างสรร สารพันอินเดีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/781992

ตะลอนเที่ยว : หลากสี ต่างสรร สารพันอินเดีย

ตะลอนเที่ยว : หลากสี ต่างสรร สารพันอินเดีย

วันอาทิตย์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สัปดาห์นี้ยังคงชวนคุณๆ ไปเที่ยวอินเดียด้วยกัน โดยเมื่อสัปดาห์ก่อนๆ นั้นได้นำคุณไปเที่ยวชมเมืองกายา สถานที่ตั้งพุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสมณโคดม และไปที่เมืองสารนาถ พาราณสี ไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวันเพื่อไปกราบนมัสการธัมเมกขสถูป สถานที่แสดงปฐมเทศนา แล้วก็ไปล่องพระแม่คงคายามค่ำ และยามเช้า 

หลายคนอาจจะรู้สึกกลัวๆ เมืองอินเดีย เพราะได้รับภาพหลอนในเชิงลบมาเยอะแยะ แต่จริงๆ แล้วต้องบอกว่าอินเดียมีมุมดีๆ มากมาย ส่วนภาพหลอนเก่าๆ นั้น หากคุณได้ไปเจอกับภาคจริงๆ ของอินเดียแล้ว รับรองว่าคุณจะบอกกับตัวเองว่า เรานั้นโง่มานานมาก ที่หลงกลัวเมืองอินเดีย เพราะอินเดียมีมนต์เสน่ห์มากมายหลากหลายมุม และเต็มไปด้วยสีสันที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์

วันนี้ Mr.Flower ขอบอกย้ำว่า 21-26 กุมภาพันธ์นี้ เราจะไปอินเดียและเนปาลกัน โดยจะไปสังเวชนียสถานสำคัญอีกสองแห่งคือที่สาลวโนทยาน เมืองกุสินาราสถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพานของพระพุทธองค์ แล้วไปยังเมืองอื่นๆ ในสมัยพุทธกาล เช่น สาวัตถี ไพสาลี เป็นต้น แล้วจากนั้นจะข้ามพรมแดนไปยังเนปาล ไปที่เมืองลุมพินีวัน สถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะกุมาร แล้วจากนั้นจะบินต่อไปยังกรุงกาฐมาณฑุ เพื่อไปเที่ยวชมเมืองโบราณมรดกโลก และไปชมวังของกุมารี เทวนารีผู้ยังอยู่บนโลกมนุษย์ แล้วจึงบินกลับกรุงเทพฯ

แต่สำหรับวันนี้ขออนุญาตนำภาพของอินเดียในแง่มุมต่างๆ มาฝากคุณอีกครั้งก่อนที่คณะของเราจะเดินทางไปสัมผัสของจริงอีกครั้งในเร็วๆ นี้ หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมมีภาพของทัชมาฮาลด้วย ก็ต้องบอกว่า เราตั้งใจจะพาคณะไปเที่ยวชมทัชมาลฮาลในอนาคตอันใกล้นี้ ก็จึงนำภาพของสิ่งมหัศจรรย์หนึ่งในเจ็ดแห่งของโลกมาฝากคุณก่อน

หลายคนอาจถามว่าทำไมทริปนี้จึงไม่พาไปทัชมาฮาลด้วย ตอบได้โดยทันทีว่าไปไม่ทันครับ เพราะการเดินทางในอินเดียนั้นต้องใช้เวลานานมาก เพราะรถรามากมาย เนื่องจากผู้คนมากมายมหาศาล แล้วหากเดินทางบนถนนระหว่างเมือง ที่ไม่มีถนน super highway แล้วก็ต้องใช้เวลานานมาก
เพราะถนนแคบ รถมากมาย และยังมีพาหนะอื่นๆ เช่น เกวียน รถไถนา จักรยานยนต์จักรยาน และผู้คนเดินกันขวักไขว่ เพราะฉะนั้นการเดินทางจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่ง ซึ่งมีระยะทางเพียง 250 กิโลเมตร แต่อาจต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 7 ชั่วโมง ซึ่งก็ต้องเข้าใจ และต้องทำใจให้ยอมรับกับความเป็นจริง 

อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำเหมือนเดิมว่าอินเดียมีสารพัดมนตราที่จะมัดใจคนที่ชื่นชอบอินเดียได้ จึงทำให้บางคนไปอินเดียได้บ่อยแสนบ่อย เพราะเมืองแต่ละเมืองในอินเดียนั้นมีเสน่ห์แตกต่างกันไป 

บางคนหลงใหลกับตลาดขายของในกรุงนิวเดลี บางคนหลงเสน่ห์ของเทศกาลโฮลีหรือการนำสีฝุ่นออกมาโปรยสาดใส่กันอย่างสนุกสนาน บางคนชอบเทศกาลส่งพระพิฆเนศ หรือเทศกาลคเณศจตุรถี บางคนชอบเมืองสีชมพู นครชัยปุระ (จัยปูร์) หรือบางคนชอบถ้ำอชันตา เอลโรลา บางคนชอบแคว้นกัสมีร์ หรือแคชเมียร์ และยังมีอีกสารพัดจะสรรหามากล่าวในที่นี้ 

บอกได้คำเดียวว่าอินเดียมีความน่าสนใจมากจริงๆ หากคุณเคยไปสัมผัสมาแล้ว แล้วคุณชื่นชอบ คุณจะกลับไปอีกเมื่อคุณต้องการกลับไป เพราะหลงใหลในมนต์เสน่ห์ของอินเดียจนถอนใจไม่ได้ 

อย่าลืมนะครับ 21-26 กุมภาฯนี้ เรามีนัดกันที่อินเดียและเนปาล โดยจะไปลงเมืองสาวัตถี ไพสาลี กุสินารา แล้วข้ามไปลุมพินีวัน แล้วไปจบทริปที่กรุงกาฐมาณฑุ

สนใจร่วมทริปกับ Mr.Flower โปรดติดต่อ 091-7233615 ด่วนครับ เพราะที่นั่งมีจำกัดมากครับ