ตะลอนเที่ยว : หิน จปร. เมืองกระบุรี

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/804057

ตะลอนเที่ยว : หิน จปร. เมืองกระบุรี

ตะลอนเที่ยว : หิน จปร. เมืองกระบุรี

วันอาทิตย์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์หรือสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่คนไทยระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอยู่เสมอไม่เสื่อมคลายเพราะว่าทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ต่อแผ่นดินสยาม หรือแผ่นดินไทยในปัจจุบัน

ใครก็ตามที่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ไทยในรัชสมัย รัชกาลที่ 5 จะต้องสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในพระองค์ท่านอย่างมิต้องสงสัย เพราะทรงปกปักรักษาบ้านเมืองให้รอดพ้นจากภัยของลัทธิล่าอาณานิคมโดยมหาอำนาจตะวันตกในยุคประมาณเกือบ 200 ปีมาแล้ว โดยมหาอำนาจในยุคนั้นที่เข้ามาล่าอาณานิคมในแถบเอเชีย และเอเชียอาคเนย์ ได้แก่ อังกฤษและฝรั่งเศส

แต่ด้วยพระปรีชาสามารถในทุกๆ ด้าน พระองค์ท่านจึงทรงปัดเป่าให้ภัยจากการล่าอาณานิคมจางไปจากแผ่นดินสยามได้ แม้จะต้องเสียพื้นที่บางเขตไป แต่ก็ยังคงทรงรักษาเอกราชของสยามประเทศไว้ได้ ในขณะที่ประเทศรอบๆ สยามในยามนั้นล้วนต้องตกเป็นเมืองขึ้นของมหาอำนาจทั้งสิ้น  

วันนี้ Mr.Flower ขอพาคุณไปยังแหล่งประวัติศาสตร์ที่เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างจังหวัดชุมพรกับระนอง ที่หลักกิโลเมตร 86 บนถนนเพชรเกษม เพื่อไปกราบถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า และกราบถวายบังคมพระปรมาภิไธยย่อ จปร. รวมถึงพระปรมาภิไธยย่อ ภปร. ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระนามาภิไธยย่อ สก ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระนามาภิไธยย่อ สธในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยทั้งพระปรมาภิไธยย่อ จปร. และภปร. รวมถึงพระนามาภิไธย สก และ สธต่างประดิษฐานอยู่ ณ สถานที่แห่งเดียวกัน เพียงแต่จารึกอยู่บนหินแต่ละก้อน

ตามประวัติระบุว่า สมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า เสด็จพระราชดำเนิน ณ สถานที่แห่งนี้เมื่อ 21 เมษายน พ.ศ.2433 ตรงกับ ร.ศ. (รัตนโกสินทร์ศก) 109เมื่อครั้งเสด็จประพาสทรงงานในเขตมณฑลทางใต้ของสยาม โดยเสด็จด้วยขบวนช้างและม้าจากจังหวัดชุมพร แล้วทรงประทับแรม ณ พลับพลาดอนวังทู้ หมู่ 1 ตำบลปากจั่น แล้วทรงจารึกพระปรมาภิไธย จปร. ย่อมาจาก มหาจุฬาลงกรณ์ปรมราชาธิราช มูลเหตุที่ทรงจารึกพระปรมาภิไธยย่อ ก็เพื่อทรงต้องการให้รู้ว่าพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินถึงสถานที่นั้นๆ และใต้พระปรมาภิไธยย่อ จปร. ก็ทรงระบุรัตนโกสินทร์ศก 109 ไว้ด้วย เพื่อให้รู้ว่าเสด็จพระราชดำเนินในปีใด โดยมีการจดบันทึกไว้ด้วยว่า “ในกลางที่แจ้งนี้เป็น “ตร่อน้ำแบ่ง” มีศิลาก้อนใหญ่จมดินครึ่งหนึ่งมีก้อนเล็กซ้อน ซึ่งเห็นจะเป็น หินลอยทั้งสองก้อน ให้เขามาหาไว้จะจารึกเห็นก้อนใหญ่จะศูนย์ยากกว่า จึงให้กลิ้งก้อนเล็กลงเสีย ให้กรมสรรพสิทธิ์เขียน จปร. อย่างอัฐ กับกรมสมมตเขียน 109 มอบเครื่องมือให้ผู้ช่วยเมืองไชยาอยู่เราะให้ แล้วรอเขียนอยู่ 7 มินิต”

อักษรพระปรมาภิไธยย่อจึงเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และมรดกสำคัญของประเทศ ที่แสดงให้เห็นชัดว่าพระเจ้าแผ่นดินไทยเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมเยียนพสกนิกร และทรงตรวจราชการแผ่นดินด้วยพระองค์เอง จึงกล่าวได้ว่าบนผืนแผ่นดินสยามหรือไทยนั้น ไม่มีพื้นที่แห่งใดที่ไม่อยู่ในพระเนตรพระกรรณของพระเจ้าแผ่นดิน 

ส่วนพระปรมาภิไธยย่อ ภปร. ย่อมาจากภูมิพลปรมราชาธิราช พระนามาภิไธยย่อ สกย่อมาจาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระนามาภิไธยย่อ สธย่อมาจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 

โดยพระปรมาภิไธยย่อ ภปร. ทรงจารึกไว้เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินประพาส ทรงเยี่ยมเยียนประชาชน เมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2502 

ส่วนพระนามาภิไธย สธ นั้น กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงจารึกไว้เมื่อ พ.ศ. 2533 เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎร ณ บริเวณนั้น

นับได้ว่าพระปรมาภิไธยย่อทั้งหมดและพระนามาภิไธยย่อทั้งหมดนี้ เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของประเทศไทยและเป็นโบราณวัตถุที่สำคัญของชาติไทยด้วย 

หากคุณมีโอกาสผ่านไป ณ หลักกิโลเมตร 86 ถนนเพชรเกษม ขอให้แวะกราบถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า และตราพระปรมาภิโธย และตราพระนามาภิไธย เพื่อความเป็นสิริมงคลของคุณ

และหากคุณต้องการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ และโบราณคดีของประเทศไทยกับ Mr.Flowerโปรดติดต่อหมายเลข 091-7233615 

ตะลอนเที่ยว : โลกหรรษาใต้ทะเล (เมียนมา)

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/802765

ตะลอนเที่ยว : โลกหรรษาใต้ทะเล (เมียนมา)

ตะลอนเที่ยว : โลกหรรษาใต้ทะเล (เมียนมา)

วันอาทิตย์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ช่วงนี้ Mister Flower ชวนคุณลงใต้ไปเที่ยวทะเลต่อเนื่องมารายสัปดาห์ และสัปดาห์นี้ก็ยังจะชวนคุณลงทะเลในเขตภาคใต้ของไทย แต่จะข้ามเข้าไปเที่ยวในเขตของประเทศเมียนมาด้วย

หลายคนอาจถามว่า ทำไมต้องไปเที่ยวทะเลของประเทศเมียนมา ทั้งๆ ที่ทะเลไทยก็มีมากมาย ไปเที่ยวทะเลเมียนมา แล้วดีกว่าเที่ยวทะเลไทยตรงไหน

ขออนุญาตตอบแบบภาพรวมคือ ทะเลไทยก็ยังมีความสวยงาม ขอเน้นว่า ยังสวยงาม แต่ทว่าสวยงามในบางแห่งเท่านั้น แต่บางแห่งเสื่อมโทรมและเสียหายไปเยอะมาก เพราะว่าผู้คนที่เข้าไปเที่ยวแล้วไปทำลายความงามของธรรมชาติมากกว่าเข้าไปชื่นชมธรรมชาติ และขณะเดียวกันผู้บริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวของไทยบางหน่วยงานก็ปล่อยปละละเลย ไม่ดูแลความสะอาดไม่ดูแลรักษาธรรมชาติ จึงทำให้แหล่งท่องเที่ยวของไทยโดยเฉพาะทะเลไทยเศร้าหมองไปอย่างน่าเสียดาย

สำหรับทะเลในเขตเมียนมานัั้น ยังคงมีความบริสุทธิ์และอุดมสมบูรณ์มากกว่าทะเลไทย เพราะว่าการท่องเที่ยวในประเทศเมียนมา ยังไม่บูมเท่ากับประเทศไทย และที่สำคัญคือยังมีนักท่องเที่ยวเข้าไปเป็นจำนวนน้อย เมื่อนักท่องเที่ยวเข้าไปจำนวนน้อยเขาจึงสามารถรักษาธรรมชาติไว้ได้ค่อนข้างดี ประกอบกับผู้ดูแลสถานที่ท่องเที่ยวทางทะเลในเมียนมาตั้งอกตั้งใจรักษาความสะอาดและความเรียบร้อยของแหล่งท่องเที่ยวว่าอย่างดี จึงทำให้แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลของเมียนมายังคงมนต์เสน่ห์ได้อย่างประหลาด จนทำให้ผู้ที่ไปเยี่ยมเยือนและสัมผัสต่างหลงใหล และบอกว่าอยากให้แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลของประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์และงดงามเหมือนของเมียนมา

สำหรับภาพที่นำมาฝากคุณในวันนี้คือภาพที่ Mr.Flower พาสมาชิกกลุ่มเล็กๆ ไปดำน้ำ และพักที่เกาะนาวโอพี ในเขตเมียนมา ภาพที่เลือกมาให้คุณชื่นชมในวันนี้เป็นเพียง 1 ในหลายพันของภาพความประทับใจ

เราอยากจะบอกคุณว่าต้องขอบคุณนักท่องเที่ยวและผู้ดูแลเกาะนาวโอพีที่ช่วยกันรักษาความงดงามใต้ท้องทะเลไว้

ในภาพชุดนี้คุณจะเห็นทั้งดอกไม้ทะเล กัลปังหาปลาดาว หอยเม่น หอยมือเสือ และปลาไหลเมอเร กระเบน ปะการังสารพัดชนิด

อ้อ! ลืมบอกไปว่า ปลาไหลเมอเร ตัวที่ชื่อทองสุข ซึ่งอยู่หน้าหาด ของเกาะนาวโอพีได้หายไปจากบริเวณนี้หลายเดือนแล้ว หลายคนที่รู้จักทองสุขบ่นคิดถึงทองสุขมาก แต่จากการสอบถามครูสอนดำน้ำ ชื่อว่าครูตึก ได้คำตอบว่าทองสุขน่าจะถูกจับไปแล้ว ครั้นถามต่อไปว่าใครจับทองสุขไป ก็ไม่มีคำตอบแต่เพียงมีคำบอกเล่าว่า ทองสุขเคยถูกเบ็ดเกี่ยวปาก นั่นแสดงว่าต้องมีคนพยายามจับทองสุขไป เพราะมีอยู่ช่วงหนึ่งกลุ่มครูสอนดำน้ำต้องลงไปช่วยถอดตัวเบ็ดออกจากปากของทองสุข แต่บัดนี้ไม่มีทองสุขที่นี่อีกแล้ว

นับเป็นเรื่องเศร้าที่นักท่องเที่ยวหรือใครก็ตาม ที่ทำร้ายสัตว์โลกใต้ทะเลที่แสนน่ารักของเรา

ก็ขอฝากไว้ว่าถ้าเราคิดจะช่วยกันรักษาความสวยงามของโลกใต้ทะเลเอาไว้ ขอให้เราเที่ยวด้วยความรับผิดชอบ ไม่สร้างมลภาวะใดๆ ให้ท้องทะเลไม่รบกวนสัตว์และสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลทั้งปวง ถ้าเพียงเท่านี้เราจะมีภาพความงามของโลกใต้ทะเลเก็บรักษาไว้ให้พวกเราเองและคนรุ่นหลังได้ชื่นชมตลอดไป

หากคุณสนใจอยากจะไปเที่ยวชื่นชมธรรมชาติกับ Mr.Flower โปรดติดต่อที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615 เราเน้นเที่ยวแบบอนุรักษ์ธรรมชาติ และเจาะลึกสถานที่สำคัญ ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์และความรื่นรมย์

ตะลอนเที่ยว : ตะวันลับฟ้า ณ เกาะพยาม Sunset at Phayam Island

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/801508

ตะลอนเที่ยว : ตะวันลับฟ้า ณ เกาะพยาม Sunset at Phayam Island

ตะลอนเที่ยว : ตะวันลับฟ้า ณ เกาะพยาม Sunset at Phayam Island

วันอาทิตย์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2567, 07.34 น.

ระยะนี้ขอพาคุณๆ หลบลี้หนีหายไปจากกรุงเทพฯ แล้วไปอยู่จังหวัดระนองสักระยะหนึ่งนะครับ เพราะกรุงเทพฯยามนี้ร้อนมาก (อันที่จริงก็ร้อนทั้งประเทศ ร้อนทุกจังหวัดในประเทศไทย) สาเหตุที่ชวนคุณหนีกรุงเทพฯไปเที่ยวระนอง เพราะว่าระนองยามนี้เป็นช่วงปลายฤดู High season ของหน้าท่องเที่ยวเมืองระนอง และเมืองอื่นๆ ที่อยู่ชายทะเลฝั่งอันดามัน แต่ที่เลือกระนอง เพราะว่าระนองไม่พลุกพล่าน ไม่มีนักท่องเที่ยวเต็มเมือง เหมือนภูเก็ต แถมค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยในระนองยังนับว่าถูกกว่าภูเก็ตพอประมาณ แต่ทว่าสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีงาม เพราะค่าโรงแรมดีๆ และค่าอาหารดีๆ มีราคาถูกกว่าภูเก็ตอย่างมาก

วันนี้จะพาคุณๆ ไปชมตะวันตกน้ำบนเกาะพยาม สาเหตุที่พาคุณไปชมตะวันตกน้ำที่เกาะพยาม เพราะว่ามีผู้กล่าวขานกันมากมายว่า เวลาได้ชมตะวันตกน้ำบนเกาะพยามโดยเฉพาะที่อ่าวใหญ่ แล้วมีความสุขมาก เพราะมีหาดยาวมาก แม้ว่าทรายที่อ่าวใหญ่ไม่ขาวเหมือนแป้งก็ตาม แต่เม็ดทรายก็นับว่าละเอียดดี เพียงแต่มีตะกอนดินโคลนถูกพัดเข้าชายฝั่งด้วยคลื่นทะเล จึงทำให้ทรายบนหาดอ่าวใหญ่มีสีขาวผสมกับสีดำของดินโคลนบ้าง แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตอะไร เพราะเมื่อมีหาดทรายยาวๆ เป็นต้นทุน ก็ทำให้สามารถเล่นน้ำทะเลได้อย่างมีความสุข

ถามว่าทำไมต้องไปชมพระอาทิตย์ตกน้ำที่อ่าวใหญ่ เกาะพยาม ตอบว่า เพราะแสนจะโรแมนติก ยิ่งเวลาใกล้ๆ พระอาทิตย์จะจมน้ำ จะยิ่งงดงาม เพราะดวงไฟลูกกลมๆใบมหึมาค่อยๆ อ่อนแสงลง จากแสงจ้าลดแสงลงเหลือเพียงสีแดงเรื่อๆ แดงอมชมพูเข้ม แล้วค่อยๆ ลดตัวลงทีละน้อย ทีละน้อยลงสู่น้ำทะเล แล้วก็ลับไปในโค้งฟ้าขอบทะเล 

ช่วงเวลาที่ดวงตะวันจะลับขอบฟ้าแล้วเสมือนว่าจมตัวลงในน้ำทะเล จะส่งประกายแสงให้กระทบผิวน้ำที่พลิ้วเป็นระลอกคลื่น ทำให้น้ำทะเลมีสีเสมือนสีส้มอมแดง ซึ่งงดงามยิ่งกว่าภาพวาดโดยจิตรกรฝีมือชั้นครูของโลก 

แล้วเมื่อยามที่ดวงตะวันจมลงในน้ำทะเลแล้ว สักพักหนึ่งเมื่อเราเปลี่ยนฝั่งไปอยู่ที่ด้านทิศตะวันออก ก็จะพบกับดวงจันทร์ขึ้นเหนือผิวน้ำทะเล ทอแสงนวลเย็นตาเปล่งประกายลงบนผิวน้ำทะเล ทำให้กลายเป็นสีเงินยวง เมื่อมีลมทะเลพัดมาต้องผิวกายก็ยิ่งทำให้มีความสุขจนเกินจะบรรยาย เพราะทำให้ความร้อนลดลงไป ในขณะที่มีภาพวาดจากธรรมชาติคือดวงจันทร์กลมโต (เพราะเป็นคืนวันเพ็ญ) ลอยเด่นกลางหาว แล้วส่องแสงประกายลงบนผิวน้ำทะเล

Mr.Flower ไปไหว้พระที่วัดเกาะพยามแล้วเลยไปนั่งเล่นที่หาดหินทะลุในช่วงยามเย็นจึงเก็บภาพความงามของหินทะลุยามก่อนพระอาทิตย์ตกมาฝาก แล้วเมื่อใกล้จะ Sunsetก็จึงย้ายไปนั่งรอชมตะวันตกน้ำที่อ่าวใหญ่ แล้วก็ได้ชมความงามก่อนอาทิตย์อัสดงมาฝาก ส่วนภาพดวงจันทร์ทอแสงประกายเหนือผิวน้ำ ถ่ายภาพจากอ่าวแม่หม้าย ซึ่งอยู่ด้านทิศตะวันออกของเกาะพยาม ด้านเดียวกับวัดเกาะพยาม ซึ่งอยู่ด้านเดียวกับท่าเทียบเรือโดยสารของเกาะ

ส่วนภาพน้องแมวสุดสวยที่แสนจะขี้เล่นเป็นมิตรมาก ก็เป็นอีกภาพหนึ่งที่ตั้งใจนำมาฝากคุณๆ พร้อมๆ กับภาพน้องหมาที่ไปเล่นน้ำทะเลเพื่อดับร้อน ต้องบอกว่าหมาส่วนใหญ่บนเกาะพยามเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวมาก ส่วนแมวตัวที่ถ่ายภาพมาฝากก็แสนจะเป็นมิตร และชอบให้ถ่ายภาพมากที่สุด เมื่อเขาเห็นกล้องถ่ายรูป หรือกล้องจากโทรศัพท์มือถือ น้องแมวจะโพสท่าต่างๆ ราวกับว่าอยู่บน catwalk ส่วนน้องหมาส่วนมากก็จะเข้าไปเล่นกับนักท่องเที่ยว ซึ่งสามารถทำหน้าที่เป็นพนักงานต้อนรับที่แสนน่ารักของเกาะพยาม

หากคุณสนใจไปเที่ยวเกาะพยามแบบ exclusive กับ Mr.Flower และ สมาชิกกลุ่มเล็กๆ (6-8 คน) โปรดติดต่อ 091- 7233615 นะครับ

ตะลอนเที่ยว : โลกสวยใต้ท้องทะเล (เมียนมา)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/800143

ตะลอนเที่ยว : โลกสวยใต้ท้องทะเล (เมียนมา)

ตะลอนเที่ยว : โลกสวยใต้ท้องทะเล (เมียนมา)

วันอาทิตย์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2567, 15.48 น.

โลกใต้ท้องทะเลมีความมหัศจรรย์มากมีความงดงามจนเกินบรรยาย ใครก็ตามที่เคยได้สัมผัสความงดงามของโลกใต้ท้องทะเลมาแล้ว ย่อมไม่ปฏิเสธว่าสิ่งที่กล่าวในข้างต้นเป็นความจริงแท้

ใต้ท้องทะเลไทยมีโลกใต้ทะเลที่งดงามอยู่หลายแห่ง โดยเฉพาะในเขตทะเลด้านฝั่งอันดามัน โดยเฉพาะที่พังงา กระบี่ ระนอง ตรัง ภูเก็ต และสตูล นักดำน้ำชมโลกใต้ทะเลต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าใต้ท้องทะเลในจังหวัดต่างๆ ที่กล่าวมานั้นมีความงดงามไม่แพ้โลกใต้ทะเลในทวีปอื่นๆ

แต่วันนี้ Mr.Flower จะขอพาคุณไปเที่ยวระนอง (อีกครั้ง) แต่จะพาคุณออกไปชมทะเลทางภาคใต้ของเมียนมา ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับจังหวัดระนอง และต้องบอกว่าท้องทะเลในเขตเมียนมาตอนใต้นั้น มีความสมบูรณ์ งดงามมากจนเกินบรรยายจริงๆ สาเหตุที่ท้องทะเลในเขตเมียนมาตอนใต้ยังสมบูรณ์มาก เป็นเพราะว่ายังมีนักท่องเที่ยวเข้าไปรุกรานและทำลายธรรมชาติน้อย เนื่องจากเข้าไปได้ยากพอประมาณ และต้องเสียค่าใช้จ่ายค่อนข้างแพง แต่ที่สำคัญคือเกาะต่างๆ หลายเกาะในทะเลเมียนมาเป็นเกาะส่วนบุคคล ดังนั้นจึงไม่อนุญาตให้ใครต่อใครเข้าไปบนเกาะโดยไม่ได้รับอนุญาต และที่สำคัญคือบางเกาะจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวในแต่ละวันด้วย เช่น อนุญาตให้นักท่องเที่ยวขึ้นบนเกาะได้วันละไม่เกิน 80 คน และไม่มีห้องพักบนเกาะ แต่มีห้องน้ำและอนุญาตให้รับประทานอาหารบนเกาะได้เท่านั้น แล้วต้องกำจัดขยะที่นำไปบนเกาะให้หมด

สำหรับภาพสวยๆ ที่คุณเห็นความงามของโลกใต้น้ำในวันนี้คือภาพจากเกาะซาลิ เกาะส่วนตัวของคนเมียนมาที่ทำธุรกิจท่องเที่ยวกับผู้ประกอบการการท่องเที่ยวชาวไทยในจังหวัดระนอง

เมื่อคุณได้เห็นภาพสวยๆ ของโลกใต้ทะเลได้เห็นปะการังสารพัดชนิดที่งดงามและแสนสมบูรณ์ ได้เห็นปลาการ์ตูน ที่หลายๆ คนเรียกว่านีโม ได้เห็นดอกไม้ทะเล ได้เห็นน้ำทะเลใสแจ๋วได้เห็นหาดทรายขาวๆ ที่ค่อนข้างจะไร้ขยะ เพียงแค่นี้คุณก็คงบอกตัวเองได้ว่าที่นี่สวย และค่อนข้างไร้มลภาวะ

ถามว่าเราจะช่วยกันทำให้โลกใต้ทะเลของไทยสวยงาม และสมบูรณ์ได้แบบนี้หรือไม่ ตอบได้เลยว่า เราช่วยกันทำได้ หากเราตั้งใจจะทำ แต่ปัญหาอยู่ตรงที่เราไม่ช่วยกันจริงๆ ผู้ประกอบการท่องเที่ยวของไทยจำนวนหนึ่งดีแต่ปาก ปากบอกว่ารักษาธรรมชาติ แต่พฤติกรรมกลับตรงกับข้ามกับปาก ส่วนนักท่องเที่ยวไทยบางจำพวก (และต่างชาติด้วย) ก็เช่นกัน ปากบอกว่ารักธรรมชาติ แต่พฤติกรรมกลับทำลายล้างธรรมชาติ ทิ้งขยะโดยปราศจากจิตสำนึกรักธรรมชาติ ใช้สารเคมีสารพัดชนิดทาลงบนผิวกายของตนเอง แล้วลงไปในน้ำทะเล โดยไม่คิดว่าสารเคมีที่ทำให้ตัวเองไม่ดำเพราะแสงแดดคือ ตัวทำลายปะการัง

เราเห็นความงามของโลกใต้ทะเลของเมียนมาแล้ว เราก็คงอยากให้โลกใต้ทะเลของประเทศไทยงดงามแบบนี้บ้าง เราไม่ปฏิเสธการท่องเที่ยว เพราะมันทำให้ประเทศได้เงินตรา แต่เราก็ต้องมีสำนึกรักธรรมชาติให้จริงๆ จังๆ ไม่ใช่ปากพูดไปเรื่อยๆ แต่พฤติกรรมกลับทำลายล้างทุกวัน

เห็นทะเลของเมียนมาสวยงามแล้ว เรามาช่วยกันทำให้ทะเลไทยงดงามกันนะครับ

หากอยากไปเที่ยวทะเลเมียนมา ติดต่อที่หมายเลข 091-7233615 ครับ

ตะลอนเที่ยว : ไปทะเล (ระนอง) กันดีกว่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/798991

ตะลอนเที่ยว : ไปทะเล (ระนอง) กันดีกว่า

ตะลอนเที่ยว : ไปทะเล (ระนอง) กันดีกว่า

วันอาทิตย์ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เกาะพยาม

ช่วงสงกรานต์ปีนี้ ขอชวนคุณไปเที่ยวทะเล จังหวัดระนองกันครับ เหตุที่เลือกทะเลเมืองระนอง เพราะว่าทะเลสวย หาดทรายก็สวย และที่สำคัญคือไม่มีผู้คนไปแออัด
ยัดทะนาน เวลาลงเล่นน้ำทะเล แล้วรู้สึกว่าไม่เห็นมลภาวะจากผู้คน ซึ่งผิดกับท้องทะเลบางแห่งที่มีผู้คนมากมายเกินประมาณ เวลาลงไปเล่นน้ำ หรือดำน้ำตื้น (snorkelling) แล้วไม่เจอแต่เท้าของผู้คน จนบางคนเรียกแบบเย้ยหยันว่า เต็มไปด้วยปลาตีน (ของคน)

อันที่จริง เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ก่อน เคยชวนคุณไปเที่ยวเมืองระนอง ไปกินอาหารอร่อยๆ ไปชมบ้านชมเมืองในตลาดเก่า ชมเหมืองแร่ดีบุก (ปัจจุบันปิดตัวไปแล้ว) และไหว้พระ รวมถึงแช่น้ำแร่คุณภาพดีระดับโลกกันมาแล้ว

มาสัปดาห์นี้จึงขอชวนคุณๆ ไปเที่ยวทะเลระนอง และขอข้ามไปเที่ยวทะเล และเกาะแสนสวยทางภาคใต้ของประเทศเมียนมาโดยเฉพาะเกาะซาลิ ที่บอกได้คำเดียวสั้นๆ ว่าสวยขาดใจเลยครับ

เริ่มเที่ยวกันที่เกาะพยามก่อนนะครับวันนี้จะพาไปนอนค้างคืนบนเกาะพยามด้วยกัน ไปชมวิถีชีวิตชาวเกาะที่ยังพอจะหลงเหลือให้ชมอยู่บ้าง ไปชมหาดต่างๆบนเกาะพยาม

เกาะพยามมีหาดและอ่าว ดังนี้ อ่าวแม่หม้าย อ่าวเขาควาย อ่าวใหญ่ อ่าวกวางปีปโดยเฉพาะอ่าวใหญ่ มีหาดทรายยาวเป็นกิโลเมตรเลย แต่บางหน้า บางฤดูหาดทรายก็ไม่ค่อยขาวสะอาดมากนัก เพราะน้ำทะเลพัดเอาโคลนตะกอนเข้ามาที่ชายฝั่ง จึงทำให้หาดทรายมีสีขาวของทรายผสมกับสีดำของโคลน ก็สวยไปอีกแบบหนึ่งตามธรรมชาติ ส่วนน้ำทะเลก็ใสสะอาดดีเลย แต่ที่สำคัญคือช่วงเย็น เป็นช่วงที่แสนจะโรแมนติก เพราะเป็นช่วงที่นั่งชมพระอาทิตย์ตกน้ำได้สวยและโรแมนติกมากๆ แล้วหากเป็นคืนจันทร์เพ็ญก็ได้ชมพระจันทร์ทอแสงนวลกลางท้องฟ้าสะท้อนผิวน้ำทะเลได้อย่างงดงาม

บางคนเปรียบว่าเกาะพยามคือเกาะมัลดีฟส์เมืองไทย แต่ผมไม่คิดว่าเป็นเช่นนั้นเพราะเกาะพยามมีเสน่ห์แบบตัวเอง ซึ่งไม่เหมือนกับมัลดีฟส์ แต่ก็ไม่ผิดหากใครจะเปรียบเทียบว่าเกาะพยามคือมัลดีฟส์ของไทย แต่รับรองได้ว่าหากคุณมีโอกาสไปนอนและซึมซับบรรยากาศดีๆ บนเกาะพยามแล้ว คุณจะอารมณ์ดี ยิ้มหวาน หัวเราะร่าเริงแจ่มใส สุขภาพจิตดี

ส่วนอีกเกาะหนึ่งที่ผมจะพาคุณๆ ไปเที่ยว เกาะนี้ชื่อว่าเกาะซาลิ ตั้งอยู่ในเขตเมียนมา เป็นเกาะส่วนตัวของเศรษฐีเมียนมาแต่เขาทำธุรกิจท่องเที่ยวกับบริษัททัวร์ของไทย บนเกาะซาลิไม่มีที่พัก แต่มีห้องน้ำ และการเตรียมอาหารไว้สำหรับผู้ที่เป็นลูกทัวร์เท่านั้น เกาะนี้ไม่อนุญาตให้คนทั่วไปที่ไม่ได้ซื้อทัวร์ของบริษัทที่ได้รับสัมปทานขึ้นไปบนเกาะ และจำกัดนักท่องเที่ยวแค่วันละ 80 คนเท่านั้น

ขอกระซิบว่าค่าไปเที่ยวเกาะส่วนตัวในเขตเมียนมาแพงทุกเกาะ (โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเกาะในเมืองไทย) แต่ก็ต้องยอมรับว่าเขาสามารถดูแลและรักษาสภาพแวดล้อมของเกาะได้ดีเยี่ยมมาก น้ำทะเลใสแจ๋ว หาดทรายสะอาด แต่ก็ยังมีขยะที่ลอยมาติดหาด เนื่องจากน้ำทะเลพัดพามากับเกลียวคลื่น

ใครที่ชอบดำน้ำตื้นๆ (snorkelling) ชมโลกใต้น้ำ คุณจะตื่นตะลึงมากเมื่อพบความวิจิตรของโลกใต้น้ำที่แสนสมบูรณ์ในบริเวณรอบๆ เกาะซาลี และเกาะอื่นๆ เช่น เกาะมังกร บอกได้เพียงคำเดียวว่า โลกใต้น้ำงามเหลือเกิน มีปะการังสารพัดชนิดที่แสนสมบูรณ์ มีปลาการ์ตูน หรือน้องนีโมมากมายอยู่กับดอกไม้ทะเล มีปลาสารพัดชนิด มีหมึก มีหอยมือเสือ มีหอยเม่น และวันดีคืนดีก็จะเห็นเต่าทะเลมาอวดโฉมด้วย ส่วนบางคนอาจเจอกระเบนมาโชว์โฉมอีก

เล่าเรื่องทะเลระนอง และทะเลเมียนมามานานแล้ว ก็จะชวนคุณๆ ไปเที่ยวทะเลระนองกัน ครั้งนี้เราจะไปวันที่ 30 เมษายน ถึง 7 พฤษภาคม 2567 บางคนตกใจ ถามว่าทำไมไปหลายวันจังเลย ตอบว่า เรานอนค้างที่ระนอง รวมถึงบนเกาะด้วยรวม 5 คืน ส่วนคืนวันที่ 30 เมษาฯ เรานอนบนรถตู้วีไอพี (รถตู้หนึ่งคันนั่งกันเพียง 6 คนเท่านั้น) แล้วบ่ายๆ วันที่ 6 พฤษภาฯ กลับจากระนอง แวะหาดทรายรี ชุมพร กราบพระอนุสาวรีย์เสด็จเตี่ย กินข้าวเย็นแถวๆ หาดทรายรี แล้วนั่งรถกลับกรุงเทพฯ หลับบ้าง คุยกันบ้าง เพียงไม่นานก็ถึงกรุงเทพฯแล้ว รถตู้จะกลับถึงกรุงเทพฯตีสี่ วันที่ 7 พฤษภาฯ ครับ

สนใจไปร่วมทริปแสนพิเศษกับMr.Flower ไหมครับ หากสนใจกรุณารีบติดต่อ 091-7233615 ครับ รับสมาชิกได้อีก 3-4 คน จำกัดสมาชิก 20 คนเท่านั้นครับ แต่ครั้งนี้เราจะไปนอนที่เกาะนาวโอพี (สำหรับผู้ต้องการไปนอนทะเลเมียนมา) ส่วนผู้ที่ต้องการนอนเกาะพยาม ก็จะแยกไปนอนเกาะพยาม สนใจทริปและต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ 091-7233615 นะครับ

เกาะซาลิ

เกาะซาลิ

ตะลอนเที่ยว : ระนอง เมืองแร่นอง ฝนแปด แดดสี่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/797765

ตะลอนเที่ยว : ระนอง เมืองแร่นอง ฝนแปด แดดสี่

ตะลอนเที่ยว : ระนอง เมืองแร่นอง ฝนแปด แดดสี่

วันอาทิตย์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2567, 07.35 น.

ระนอง จังหวัดเล็กๆ แห่งหนึ่งในภาคใต้ของไทย ระนองในอดีตนั้นคือเมืองเศรษฐกิจสำคัญของไทยในเขตปักษ์ใต้ เพราะมีแร่ดีบุกมากมาย แต่เมื่อหมดยุคทำเหมือนแร่ดีบุกแล้ว ระนองก็ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่แสนสงบ แต่มีอาหารการกินที่แสนอุดมสมบูรณ์ มีแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลงดงาม มีหาดทรายขาวสะอาด มีน้ำทะเลใส และมีน้ำแร่ร้อนที่มีคุณภาพดีเยี่ยมระดับต้นๆของโลก แต่ทว่าหลายคนกลับไม่เคยไปเที่ยวระนองอย่างจริงๆ จังๆ บางคนผ่านระนองหลายสิบครั้ง แต่ไม่เคยแวะนอนที่ระนอง 

วันนี้ Mr.Flower จะชักชวนคุณๆ ไปเที่ยวระนองด้วยกันครับ รับรองว่าเมื่อคุณไปสัมผัสระนองแบบเจาะลึกแล้ว คุณจะหลงรักเมืองระนอง จนจะต้องกลับไปเที่ยวระนองทุกครั้ง เมื่อคุณต้องการพักผ่อนหย่อนใจ

ช่วง 1-6 พฤษภาคมนี้ ขอชวนคุณๆ ไปเที่ยวระนองด้วยกันครับ ไปกินอาหารอร่อยๆ ไปแช่น้ำแร่ร้อน ไปเที่ยวเกาะพยาม ไปเล่นน้ำที่หาดทรายขาวๆ ที่แหลมสน แล้วไปเที่ยวชมเหมืองแร่ดีบุกเก่าด้วยกัน 

หลายคนอาจถามว่าทำไมไปเที่ยวระนองเดือนพฤษภาคม ไม่กลัวเจอฝนหรืออย่างไร ตอบว่าอันที่จริงก็อาจจะเจอฝนบ้างในบางวัน เพราะเริ่มเข้าฤดูมรสุมของฝั่งทะเลอันดามันแล้ว แต่เนื่องจากเป็นช่วงเพิ่งเริ่มฤดูมรสุม จึงทำให้พอจะเบาใจได้ว่าจะไม่เจอฝนหนักๆ แต่ถึงแม้บางวันอาจจะเจอฝนบ้าง เราก็มีที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ให้เที่ยวโดยไม่ต้องวิตกทุกข์ร้อนกับเรื่องฝนฟ้าอากาศ เพราะเราจะเที่ยวแบบกินๆ ดื่มๆ (กาแฟ ชา น้ำผลไม้) แล้วพาไปแช่น้ำแร่ร้อน ทำสปา ตรวจสุขภาพ และเที่ยวในแหล่งโบราณสถาน รวมถึงวัดวาอาราม และพระราชวังจำลอง คือรัตนรังสรรค์ 

พระราชวังรัตนรังสรรค์ เคยเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แห่งราชวงศ์จักรี ถึงสามพระองค์คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ใกล้ๆ กับพระราชวังรัตนรังสรรค์ มีหอพระเก้าเกจิ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานรูปปั่นเหมือนของเกจิอาจารย์สำคัญของเมืองระนอง ได้แก่ หลวงพ่อจันทร์ หลวงพ่อนุ้ย หลวงปู่ทวด หลวงพ่อติ๋ว หลวงพ่อลอย หลวงพ่อเบี้ยว หลวงพ่อบรรณ และหลวงพ่อน้อย สำหรับหอเก้าเกจินี้ เป็นสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งที่ชาวจังหวัดระนอง และผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาในเกจิอาจารย์ทั้งเก้าท่าน จะต้องไปกราบไหว้นมัสการเป็นประจำ ส่วนโบราณสถานที่ไม่ควรพลาดไปชมอีกแห่งคือ บ้านเจ้าเมืองระนองคนแรก คือ คอซู้เจียง ต้นตระกูล ณ ระนอง 

ส่วนเรื่องอาหารการกินในจังหวัดระนองนั้น ขอบอกคำเดียวสั้นๆ ว่า แสนจะบริบูรณ์ ทั้งอาหารทะเลสดๆ และพืชผักผลไม้สดๆ และยังมีขนมพื้นเมือง เช่น ขนมหน้าแตก(เป็นคุกกี้ชนิดหนึ่ง) และยังมีกาหยู (เม็ดมะม่วงหิมพานต์) ที่นำไปประยุกต์ดัดแปลงให้เป็นขนมต่างๆ ที่มีรสชาติแสนอร่อย

ส่วนเกาะที่มีชื่อเสียงโด่งดังของระนอง ได้แก่ เกาะพยาม เกาะที่ยังคงความเป็นธรรมชาติไว้ได้อย่างน่าพอใจ แม้จะมีโรงแรมที่พักจำพวกรีสอร์ท บังกะโล เกิดขึ้นมากมายแล้วก็ตาม แต่ก็ต้องชมเชยว่าไม่ทำลายธรรมชาติของเกาะพยามให้เสียไปมากนัก เพราะผู้ประกอบการการท่องเที่ยวก็พยายามรักษาสิ่งแวดล้อมไว้ให้ดีที่สุด

ส่วนกิจกรรมสำคัญต่อสุขภาพที่ต้องพาคุณๆ ไปสัมผัสให้ได้เวลาไปเมืองระนองคือ แช่น้ำแร่ร้อน และตรวจสุขภาพ ขอบอกว่าน้ำแร่ร้อนเมืองระนองมีคุณภาพดีติดอันดับต้นๆ ของแหล่งน่ำแร่บนโลกใบนี้ หลายคนบอกตรงกันว่าน้ำแร่ร้อนเมืองระนองไม่มีกลิ่นฉุนของกำมะถัน ดังนั้น เวลาแช่น้ำแร่ที่ระนองแล้วจึงไม่รู้สึกแสบจมูก ไม่มีกลิ่นของกำมะถัน หรือกลิ่นก๊าซไข่เน่า (Hydrogen Sulfide) รบกวน

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว คงจะอยากไปเที่ยวระนองแล้วใช่ไหมครับ หากสนใจร่วมทริประนองกับ Mr.Flower กรุณาติดต่อ 091-7233615 นะครับ

ตะลอนเที่ยว : 107 ปี แห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/796299

ตะลอนเที่ยว : 107 ปี แห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ตะลอนเที่ยว : 107 ปี แห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันอาทิตย์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2567, 07.28 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีรากเหง้าต้นกำเนิดมาจากโรงเรียนสำหรับฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือน ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า เมื่อ พ.ศ. 2442 แล้วได้พัฒนาสืบต่อมาจนกระทั่งในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงประดิษฐานจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขึ้น เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2459จึงนับเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย โดยในช่วงแรกจัดแบ่งการศึกษาเป็น 4 คณะ คือรัฐประศาสนศาสตร์ แพทยศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ 

ในปีนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีอายุ 107 ปีและในโอกาสนี้ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2567 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินยังจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อทรงบาตร และทรงเป็นประธานการแสดงดนตรีไทยปีพาทย์ดึกดำบรรพ์ และทรงดนตรีพระราชทาน โดยในการนี้มีการจัดแสดงนาฏยศิลป์ และการจับระบำอู่ทอง โดยนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วย 

การแสดงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ในปีนี้ มีการแสดงต่างๆ ดังต่อไปนี้ คือ เริ่มรายการด้วยการบรรเลงและขับร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี แล้วบรรเลงเพลงโหมโรงมหาจุฬาลงกรณ์ การอ่านบทกลอนด้วยทำนองเสนาะ 107 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยนิสิตคณะอักษรศาสตร์ และขับลำเดี่ยวสารถี ออกลูกบทจับระบำอู่ทอง และตามด้วยการขับร้องและบรรเลงดนตรีไทยชุด เวียดนามเย็นใจ บทเพลงพระราชนิพนธ์และการแสดงพระราชทานในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยวงสายใยจามจุรี ร่วมกับวงดนตรีสากลสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และวงดนตรีเวียดนาม 

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชนิพนธ์คำอธิบาย การแสดงชุดเวียดนามเย็นใจ ไว้ว่า ที่ผ่านมาได้เขียนเพลงที่ใช้สำเนียงภาษาต่างๆ มามากแล้ว ครั้งนี้จึงตั้งใจเขียนสำเนียงเวียดนาม…….ได้ดูการแสดงหลายอย่าง มีการต่อตัวเคยมีคนเล่าว่าในไทยแสดงในงานพระราชทานเพลิงศพ(ไม่ทราบว่าเป็นการแสดงที่ไทยเรียกว่าญวนหกหรือไม่ และได้ยินว่าต้องใช้ทหารเรือแสดง ถูกผิดอย่างไรไม่ทราบ เพราะฟังมาเมื่อยังเด็กมาก) เรารู้จักการแสดงลาวกระทบไม้ ญวนกระทบไม้ก็มี……. ในปีนี้จะต้องไปเวียดนามอีก เพื่อไปทำงานด้านโรงเรียนในโครงการ กพด. อาจจะได้สิ่งของมาแสดงได้อีก แต่จะให้แต่งใหม่ น่าจะไม่ไหว 

(หมายเหตุ กพด. คือกองทุนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร)

อย่างไรก็ตาม ขออนุญาตอธิบายว่าปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์คืออะไรโดยสังเขป เพื่อให้คุณผู้อ่านเข้าใจมากขึ้น ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์มีลักษณะสำคัญคือการใช้วงปี่พาทย์ที่มีเสียงอ่อนโยนนุ่มนวลรื่นหู โดยใช้วงปี่พาทย์ไม้นวม แล้วใช้เครื่องดนตรีที่ให้เสียงทุ้มต่ำกังวาน เช่น ระนาดเอก ระนาดทุ้มไม้ ระนาดทุ้มเหล็ก ฆ้องวงใหญ่(เครื่องดนตรีเหล่านี้ใช้ไม้นวมตีทั้งสิ้น) และมีขลุ่ยกลองตะโพน 2 ลูก ฆ้องหุ่ย 8 ลูก แขวนเป็นราวเรียงกันตามลำดับ) ตะโพน กลองแขก ฉิ่ง และซออู้ 

ตามประวัติกล่าวว่าวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ได้ชื่อมาจากเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (ม.ร.ว.หลาน กุญชร) โดยใช้สำหรับบรรเลงในการแสดงละครดึกดำบรรพ์ ดังนั้น วงดนตรีที่ใช้บรรเลงก็จึงได้ชื่อว่า วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ไปด้วย  

(ขอขอบคุณภาพประกอบจากศูนย์สื่อสารองค์กร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

ตะลอนเที่ยว : Bourton-on-the-Water เมืองชนบทที่สวยติดอันดับต้นๆ ในอังกฤษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/794930

ตะลอนเที่ยว : Bourton-on-the-Water เมืองชนบทที่สวยติดอันดับต้นๆ ในอังกฤษ

ตะลอนเที่ยว : Bourton-on-the-Water เมืองชนบทที่สวยติดอันดับต้นๆ ในอังกฤษ

วันอาทิตย์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ก่อน Mr. Flower พาคุณไปเที่ยวบ้านเกิดของ Willian Shakespere มหากวีเอกคนสำคัญของอังกฤษที่ในยุคศตวรรษที่ 16 ซึ่งบ้านเกิดของ Shakespere อยู่ที่ Stratford-upon-Avon แล้วสัญญาว่าจะพาคุณๆ ไปเที่ยวชมบ้านเกิดของ Shakespere และเที่ยวชมเมืองบ้านเกิดของเขา 

สัปดาห์นี้จะพาคุณไปชมหมู่บ้านสุดแสนโรแมนติก ชื่อ Cotswolds ในเมีอง Bourton-on-the-Water เมืองชนบทที่แสนน่ารัก และเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์แบบยุคต้นศตวรรษที่ 17 โดยเฉพาะตัวบ้านที่ยังใช้หินเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง และที่สำคัญมากที่สุดคือมีแม่น้ำเล็กๆ ที่ใสและสะอาดมากไหลผ่านหมู่บ้าน ชื่อแม่น้ำ Windrush ด้วยความที่เป็นลำน้ำสายเล็กที่ไม่กว้างมากนัก จึงทำให้การก่อสร้างสะพานในหมู่บ้านแห่งนี้ออกมาในรูปแบบสะพานหินที่ไม่ได้สูงใหญ่เหมือนสะพานในแม่น้ำที่กว้างใหญ่ แต่ด้วยเหตุที่มีแม่น้ำ Windrush ไหลผ่านหมู่บ้าน และในหลายจุดของหมู่บ้านก็อยู่ใกล้ชิดกับแม่น้ำที่แสนจะโรแมนติก จึงทำให้เมืองนี้ได้ชื่อว่า Venice of the Cotswolds ด้วยความน่ารักน่าหลงใหลของชุมชนแห่งนี้จึงทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้าไปเยือนในแต่ละปีประมาณ 3 แสนคน ในขณะหมู่บ้านนี้มีประชากรถาวรประมาณ 3,500 คนเท่านั้น 

แต่การที่มีนักท่องเที่ยวไปเยือนจำนวนมากก็ไม่ได้ทำให้เสียเอกลักษณ์ของความเป็นหมู่บ้านแสนสุข แสนสงบ เนื่องจากมีการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญคือหมู่บ้านแห่งนี้ไม่ได้มีโรงแรมไว้ให้บริการนักท่องเที่ยวแบบชนิดที่ว่าใครมาก็สามารถเข้าพักได้เพราะมีห้องพักจำกัด จึงทำให้นักท่องเที่ยวเน้นการเที่ยวแบบ day trip มากกว่าการนอนพักค้างคืนในหมู่บ้าน แต่หากตัดสินใจจะนอนพักกันจริงๆ ก็ต้องจองโรงแรมก่อน

หมู่บ้าน Cotswolds ยังมีประวัติยาวนานกว่านั้น เพราะมีการขุดสำรวจทางด้านโบราณคดีแล้วพบว่าเป็นชุมชนมาตั้งแต่ยุคหิน และยุคสำริด รวมถึงยุคเหล็กด้วย (Stone Age and Bronze Age and also Iron Age) แต่ปัจจุบันหมู่บ้านนี้คือแหล่งพักอาศัยที่แสนสงบ และเรียบง่าย แต่ทว่ามากล้นไปด้วยความโรแมนติกและมนต์เสน่ห์ที่มัดใจให้คนผู้ซึ่งเบื่อบรรยากาศในตัวเมืองใหญ่อย่างกรุงลอนดอนต่างถวิลหา อ้อ! เกือบลืมบอกเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งให้ทราบคือที่นี่มีแหล่งศึกษาเรียนรู้ซากไดโนเสาร์ด้วย

Bourton-on-the-Water ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของ Stratford-upon-Avon ระยะทางจากหมู่บ้านทั้งสองห่างกันแค่เพียงขับรถยนต์ส่วนตัวโดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที แต่อันที่จริงสามารถใช้รถสาธารณะได้อย่างสะดวกพอสมควร เพราะมีรถเมล์หลายสายแล่นให้บริการ แต่หากนั่งรถเมล์ก็จะใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง ซึ่งแล้วแต่ว่านั่งรถเมล์สายอะไร เพราะแต่ละสายจะแล่นในเส้นทางที่ต่างกัน

กล่าวได้ว่า Bourton-on-the-Water เป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนไปเยือนตลอดปี แต่ช่วงที่นับว่าเป็น high season ของหมู่บ้านแห่งนี้คือช่วงฤดูร้อน โดยเฉพาะช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมจะเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวไปเยือนมากที่สุด ดังนั้น หากคุณๆ ตัดสินใจจะไปเที่ยวกับ Mr.Flower ในช่วงหน้าร้อนนี้ ก็ต้องจองที่กันตั้งแต่บัดนี้ เพราะมิฉะนั้น คุณจะไม่มีโอกาสได้นอนพักในเมืองแสนน่ารักแห่งนี้อย่างแน่นอน ส่วนในหน้าหนาว โดยเฉพาะช่วง Christmas ก็จะเป็นอีกช่วงหนึ่งที่คุณจะได้เข้าพักในหมู่บ้านแห่งนี้ได้ยากเย็นแสนเข็ญ เพราะว่ามีผู้จองห้องพักในโรงแรมจนเต็มแบบข้ามปี 

เอาเป็นว่าหากคุณต้องการไปเที่ยว Bourton-on-the-Water กับ Mr.Flower ก็ขอให้คุณติดต่อที่หมายเลข 091-7233615 นะครับ ส่วนจะไปช่วง summer หรือช่วง Christmas ก็ต้องจองที่นั่งล่วงหน้านะครับ แล้วไปเที่ยวกันนะครับ เน้นการเที่ยวแบบกลุ่มเล็กๆ เท่านั้นครับ

ตะลอนเที่ยว : บ้านเกิด William Shakespeare at Stratford-upon-Avon

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/793508

ตะลอนเที่ยว : บ้านเกิด William Shakespeare at Stratford-upon-Avon

ตะลอนเที่ยว : บ้านเกิด William Shakespeare at Stratford-upon-Avon

วันอาทิตย์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เชื่อว่าเราๆ ท่านๆ ส่วนมากรู้จักชื่อ William Shakespeare นักประพันธ์นามอุโฆษ ชื่อเสียงก้องโลก แล้วก็เชื่อว่าหลายคนต้องเคยอ่านงานประพันธ์ของ Shakespeare มาแล้วแม้บางคนอาจไม่เคยอ่านงานจริงๆ ของ Shakespeare แต่ก็ต้องเคยอ่านงานแปล ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์แปลในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงแปลงานของShakespeare ไว้ อาทิ Romio and Juliet,The Merchant of Venice (เวนิสวานิช)As You Like It (ตามใจท่าน) และ Othello (พระยาราชวังสัน) หรือมิฉะนั้นก็ต้องเคยชมภาพยนตร์ฝรั่งที่นำบทละครของ Shakespare มาดัดแปลงเป็นเนื้อเรื่อง

William Shakespeare เกิดเมื่อ 26 เมษายน 1564 เสียชีวิต 23 เมษายน 1616 เขาเกิดและตายที่หมู่บ้าน Stratford-upon-Avon, Warwickshire

Shakespare ได้รับการยกย่องว่าเป็นกวีเอกของอังกฤษ (England’s National Poet) เขามีผลงานประพันธ์มากมาย เช่น บทละคร 39 เรื่อง โคลงต่างๆ รวม 154 ชิ้น บทกวีแบบพรรณนาขนาดยาวอีก 3 บท และบทโองการอีก 2-3 เรื่อง และงานประพันธ์อื่นๆ อีกมาก แต่ไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าอะไรบ้าง แต่กล่าวโดยรวมคือ Shakespear คือกวีชั้นนำคนหนึ่งของอังกฤษ และของโลกก็ว่าได้ เขาได้รับการยกย่องด้วยว่าเป็นผู้ประดิษฐ์ถ้อยคำภาษาอังกฤษมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 และถ้อยคำเหล่านั้นยังคงถูกใช้มาจนถึงยุคปัจจุบัน

วันนี้ Mr.Flower จะพาคุณไปเที่ยวชมบ้านเกิดของ Shakespear ซึ่งตั้งอยู่ที่ Stratford-upon-Avon, Warwickshire ประเทศสหราชอาณาจักร บ้านเกิดของ Shakespear อยู่ห่างจากกรุงลอนดอนไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ประมาณ 104 ไมล์ (160 กิโลเมตร)

อันที่จริงเมือง Stratford-upon-Avon มีความน่าสนใจมิใช่น้อย เพราะนอกจากเป็นที่ตั้งบ้านเกิดของ Shakespere แล้วยังมีสิ่งน่าสนใจอื่นๆ เช่น โบสถ์ Holy Trinity ที่ฝั่งศพของ Shakespere และยังมีกระท่อมของ Anne Hahtaway (Anne Hathaway คือภรรยาของ Shakespere) และโรงละคร Royal Shakespere เป็นต้น แต่วันนี้จะขออนุญาตพาคุณไปบ้านเกิดของ Shakespere ก่อนเท่านั้น เพราะพื้นที่ไม่พอเขียนถึงสถานที่อื่นๆ (แต่ต้องบอกว่าหมู่บ้านใกล้ๆ กับ Stratford-upon-Avon คือหมู่บ้านเก่าอายุกว่าร้อยปีทั้งนั้น บรรยากาศ romantic สุดๆ เอาไว้วันหน้าจะพาไปเที่ยวนะครับ)

บ้านเกิด Shakespere ยังคงได้รับการเก็บรักษาและอนุรักษ์ไว้อย่างดีมาก โดยก่อนจะเข้าไปยังบริเวณบ้านเกิดนั้น ก็ต้องผ่าน The Shakespere Centre ก่อน เพราะต้องซื้อบัตรที่ตรงนี้ แล้วเข้าไปชมประวัติ และผลงานการประพันธ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Shakespere จากนั้นจึงจะเดินต่อไปยังบ้านเกิดของ Shakespere ซึ่งบ้านไม้ผสมคอนกรีตสูงสองชั้น ภายในบ้านยังคงเก็บบรรยากาศเก่าๆ เพื่อให้ผู้ชมย้อนระลึกถึง Shakespere ได้เป็นอย่างดี เมื่อชมภายในบ้านเดิมของ Shakespere จบแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยการเข้าไปชมและซื้อของที่ระลึกที่เกี่ยวข้องกับ Shakespere รับรองว่าแฟนพันธ์ุแท้ของ Shakespere ต้องได้ซื้อหาหนังสือและข้าวของอื่นๆ ติดไม้ติดมือกลับบ้านไปอย่างแน่นอน

สำหรับคุณๆ ที่สนใจจะไปเที่ยวแหล่งประวัติศาสตร์ และแหล่งโบราณคดีในประเทศอังกฤษ โดยเน้นการเดินทางท่องเที่ยวแบบกลุ่มเล็กๆ (10-12 คน) และต้องการให้ Mr.Flower นำคุณไปเที่ยว โปรดติดต่อ 091-7233615 นะครับ

ตะลอนเที่ยว : สวยัมภูนาถ กรุงกาฐมาณฑุ เนปาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/792080

ตะลอนเที่ยว : สวยัมภูนาถ กรุงกาฐมาณฑุ เนปาล

ตะลอนเที่ยว : สวยัมภูนาถ กรุงกาฐมาณฑุ เนปาล

วันอาทิตย์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศาสนสถานสำคัญที่สุดในลำดับต้นๆของเนปาล คือ สวยัมภูนาถ (คนเนปาลบอกว่าสำคัญเป็นอันดับสองรองจากโพธนาถ) คำว่าสวยัมภูนาถ ในภาษาเนปาล แปลว่า พรั่งพรูและเพียบพร้อมด้วยตนเอง หรือแปลว่าตัวตนที่มีอยู่จริง 

สถานที่แห่งนี้อยู่บนยอดเขาของกรุงกาฐมาณฑุ ค่อนไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองหลวงของเนปาล สวยัมภูนาถ ถือเป็นศูนย์รวมของสิ่งสำคัญๆ มากมาย อาทิ ตามหลักศาสนาพุทธและฮินดู และยังเต็มไปด้วยเรื่องบอกเล่าในเชิงตำนาน แต่ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือในเขตศาสนสถานแห่งนี้จะมีผู้ไปบำเพ็ญเพียรเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงได้รับการกล่าวขานว่าเป็นศาสนสถานสำคัญที่สุด และศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงกาฐมาณฑุ ซึ่งอาจจะเป็นรองก็แค่มหาเจดีย์โพธนาถในกรุงกาฐมาณฑุเท่านั้น 

สวยัมภูนาถเป็นเสมือนสถานที่ซึ่งผู้คนจำนวนมากขึ้นไปกราบไหว้ บำเพ็ญเพียร ขอพร และชื่นชมกับสถาปัตยกรรมตามแบบฉบับของเนปาล แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยขึ้นไปชมทิวทัศน์มุมสูงของกรุงกาฐมาณฑุ โดยชาวพื้นเมืองเรียกว่าวัดลิงเพราะมีลิงอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ลิงที่นี่ไม่ดุร้าย ไม่วุ่นวายกับผู้คน สามารถอยู่ร่วมกันกับคนและสุนัขได้อย่างสงบสุขพอประมาณ กล่าวได้ว่าลิงที่นี่ไม่แย่งของนักท่องเที่ยว หรือผู้คนที่ทำมาค้าขายอยู่ในบริเวณดังกล่าว และยังสามารถอยู่ร่วมโดยปกติกับเหล่าสุนัขได้เป็นอย่างดี 

ในเขตสวยัมภูนาถจะเต็มไปด้วยเจดีย์หินองค์ย่อมๆ และองค์เล็กๆ ที่รายล้อมรอบองค์มหาเจดีย์สวยัมภูนาถ แล้วยังมีวิหาร ศาลศักดิ์สิทธิ์ และอารามต่างๆ อยู่ในเขตศาสนสถานสำคัญนี้ 

ตามประวัดิระบุว่าสวยัมภูนาถถูกสร้างโดยกษัตริย์มานาเดวะ และในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 ก็ได้กลายเป็นศูนย์กลางของศาสนาพุทธแบบมหายาน ในเขตศาสนสถานนี้มี
พระศากยมุนีองค์ใหญ่ที่สุดของเนปาลประดิษฐานอยู่ทางทิศตะวันตกของสวยัมภูนาถ และขณะเดียวกันในเขตศาสนสถานนี้ยังเป็นที่เคารพร่วมกันของผู้นับถือศาสนาพุทธและฮินดู ดังนั้น จึงมีสิ่งเคารพบูชาของทั้งสองศาสนาอยู่รวมกันอย่างกลมกลืน และยังมีล้ออธิษฐานล้อมรอบศาสนสถานสำคัญเกือบทุกแห่งในสวยัมภูนาถ

สำหรับดวงตาทั้งสี่ทิศที่ประดิษฐานอยู่บนฐานเขียงเหนือองค์สถูปสีขาวบริสุทธิ์ หมายถึงดวงตาแห่งพุทธิปัญญา ดวงตาแห่งธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เหตุที่มีดวงตาทั้งสี่ทิศก็เป็นการบ่งบอกว่าในสายพระเนตรของพระพุทธเจ้านั้นทรงมองเห็นทุกข์ สุข และการกระทำใดๆ ของมวลมนนุษย์และสรรพสัตว์เสมอ ส่วนอุณาโลมหมายถึงความเป็นหนึ่ง โดยพุทธศาสนาทำให้มนุษย์สามารถหลอมรวมดวงใจเป็นหนึ่งได้ ส่วนธงมนตราที่ติดอยู่ก็หมายถึงคำพรศักดิ์สิทธิ์ที่จารอยู่บนผืนผ้าของธงมนตราเมื่อธงถูกลมพัด สายลมจะพาเอามนตราศักดิ์สิทธิ์ให้ล่องลอยไปตามสายลม เมื่อไปสัมผัสกับสิ่งใด ก็จะทำให้สิ่งนั้นๆ ได้รับพรศักดิ์สิทธิ์ไปด้วย ซึ่งจะทำให้มีแต่สิริมงคลตลอดไป 

Mr.Flower จะพาคุณๆ ที่สนใจไปเที่ยวชมโบราณสถานสำคัญของเนปาลอีกครั้งในช่วงหลังสงกรานต์นี้ หากคุณสนใจร่วมทริปไปด้วยกัน โปรดติดต่อ091-7233615 รับสมาชิกจำกัดเพียง 20 คนเท่านั้นครับ