ตะลอนเที่ยว : พระจักรีอวตารทรงปราบมารให้มลาย

https://www.naewna.com/lady/840415

ตะลอนเที่ยว : พระจักรีอวตารทรงปราบมารให้มลาย

ตะลอนเที่ยว : พระจักรีอวตารทรงปราบมารให้มลาย

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 07.15 น.

พระจักราวตาร คือโขนรามเกียรติ์ ตอนล่าสุดที่กำลังแสดง ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยในขณะนี้โดยเปิดการแสดงรอบประชาชนมาตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน และจะแสดงไปจนถึงวันที่ 8 ธันวาคม 2567 แต่ขอย้ำว่าไม่ได้เปิดการแสดงทุกวัน เนื่องจากต้องให้นักแสดง นักดนตรี นักร้องได้หยุดพักผ่อนบ้าง เนื่องจากแสดงทุกวันไม่ไหวอย่างแน่นอนเพราะต้องใช้พลกำลังอย่างมากมายมหาศาลในการแสดงแต่ละรอบ และที่มากกว่านั้นคือจำเป็นต้องหยุดเพื่อซ่อมแซมฉาก และเครื่องประกอบการแสดงที่มีมากมายสุดจะพรรณนาให้หมดให้สิ้นได้ในเวลาอันสั้นๆ

ดังนั้น หากคุณต้องการไปชมโขนรามเกียรติ์ตอนพระจักราวตาร จึงจำเป็นต้องตรวจสอบรอบที่จะไปชมการแสดงให้ดี ว่ามีวันไหนบ้าง มีรอบใดบ้าง และรอบใดที่บัตรจำหน่ายหมดสิ้นไปแล้ว (สามารถดูรายละเอียดของบัตรแต่ละรอบได้จากเว็บไซต์ของ thaiticketmajor.com)

ขออนุญาตเรียนย้ำว่าบัตรชมการแสดงของหลายรอบหมดไปแล้ว ยังเหลือเพียงบางรอบเท่านั้น และก็ต้องย้ำว่าที่นั่งชมการแสดงที่อยู่ในตำแหน่งดีๆ มองเห็น
การแสดงแบบตรงๆ ไม่ได้นั่งเอียงหรือเบี่ยงไปทางซีกใดซีกหนึ่งของหอประชุมก็เกือบหมดแล้วเช่นกัน เพราะฉะนั้น ใครก็ตามที่ยังชะล่าใจ และยังนอนใจ ไม่ยอมรีบจองบัตร ก็จะต้องประสบกับความผิดหวังอย่างแน่นอน และขอย้ำว่าการแสดงจะเปิดไปจนถึง 8 ธันวาคม 2567 เท่านั้น ไม่สามารถขยายหรือเพิ่มรอบการแสดงได้

วันนี้ Mr.Flower ขออนุญาตไม่เล่าเรื่องย่อของพระจักราวตาร เพราะเคยเล่าให้ฟังไปแล้วในสัปดาห์ก่อนหน้านี้ แต่ขอนำภาพการที่สวยสดงดงามสุดแสนอลังการมาฝาก ซึ่งก็ต้องบอกว่าเลือกมาเฉพาะบางฉากบางตอนเท่านั้น แต่ในการแสดงจริงนั้นยังมีอีกสารพัดฉากที่สุดแสนมโหฬารอลังการ อีกทั้งยังไม่รวมถึงกระบวนท่าฟ้อนรำที่แสนจะงดงามอ่อนช้อย รวมถึงฉากยิ่งใหญ่ คือฉากยกรบของพลพรรควานรกับทัพของยักษา ที่ในฉากนี้ใช้นักแสดงมากนับร้อยคน 

โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จัดการแสดงมาแล้วร่วม2 ทศวรรษ แต่ละตอนของการแสดงมาจากการคัดเลือกบทพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ โดยผ่านการกำกับของครูโขนที่มีฝีมือระดับเยี่ยมยอดของประเทศไทย แต่ละฉากเน้นความงดงามของท่าร่ายรำ กระบวนรบ และทุกฉากมีแสงสีเสียงประกอบอย่างแสนวิเศษ 

งานศิลป์ชั้นสูงอันเป็นมรดกไทยชิ้นนี้ยังคงดำรงอยู่ได้ก็ด้วยพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และด้วยพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้นี้จึงทำให้การแสดงโขนยังคงโลดแล่นอยู่ได้อย่างงดงามอลังการ และสร้างความภาคภูมิใจให้คนไทยผู้รักมรดกไทยมาจวบจนทุกวันนี้  

ขอย้ำอีกครั้งว่า กรุณารีบจองบัตรชมโขนพระจักราวตารโดยด่วน จองบัตรได้ที่thaiticketmajor.com

ตะลอนเที่ยว : งดงามไร้กาลเวลา ทรงคุณค่าราชประเพณีไทย

https://www.naewna.com/lady/839037

ตะลอนเที่ยว : งดงามไร้กาลเวลา ทรงคุณค่าราชประเพณีไทย

ตะลอนเที่ยว : งดงามไร้กาลเวลา ทรงคุณค่าราชประเพณีไทย

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 07.15 น.

พระเสด็จโดยแดนชล ทรงเรือต้นงามเฉิดฉาย 

กิ่งแก้วแพร้วพรรณราย พายอ่อนหยับจับงามงอน

นาวาแน่นเป็นขนัด ล้วนรูปสัตว์แสนยากร

เรือริ้วทิวธงสลอน สาครลั่นครั้นครื้นฟอง

เรือครุฑยุดนาคหิ้ว ลิ่วลอยมาพาผันผยอง

พลพายกรายพายทอง ร้องโห่เห่โอ้เห่มา

สรมุขมุขสี่ด้าน เพียงพิมานผ่านเมฆา

ม่านกรองทองรจนา หลังคาแดงแย่งมังกร

สมรรถไชยไกรกาบแก้ว แสงแวววับจับสาคร

เรียบเรียงเคียงคู่จร ดังร่อนฟ้ามาแดนดิน

สุวรรณหงส์ทรงพู่ห้อย งามชดช้อยลอยหลังสินธุ์

เพียงหงส์ทรงพรหมินทร์ ลินลาศเลือนเตือนตาชม   

เรือไชยไวว่องวิ่ง รวดเร็วจริงยิ่งอย่างลม

เสียงเส้าเร้าระดม ห่มท้ายเยิ่น เดินคู่กันฯ  

(กาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร)

วันที่ 27 ตุลาคม 2567 เวลา 15.11 นาฬิกาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง จากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิตไปยังท่าวาสุกรี เพื่อประทับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยกระบวนพยุหยาตราชลมารค ณ วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมารโดยเสด็จในการนี้ด้วย

ในวันดังกล่าว นับเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ไทย เพราะนับเป็นครั้งแรกในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 แห่งบรมราชจักรีวงศ์ ที่เสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพยุหยาตราชลมารค ไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวรารามฯ 

นับแต่ช่วงเช้าตรู่วันที่ 27 ตุลาคม ปรากฏว่ามีประชาชนจำนวนมากมายไปจับจองพื้นที่ริมสองฟากฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะในบริเวณที่กระบวนเรือพระที่นั่งจะผ่าน ซึ่งเริ่มตั้งแต่บริเวณท่าวาสุกรีไปจนถึงปากคลองตลาด ทำให้บริเวณสองฝั่งเจ้าพระยาในช่วงดังกล่าวนั้นเต็มไปด้วยประชาชนที่พร้อมใจกันสวมเสื้อสีเหลืองเพื่อเฝ้าฯรับเสด็จ และเมื่อเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์เคลื่อนผ่านหน้าประชาชนที่เฝ้าฯรับเสด็จก็จะได้ยินเสียงแซ่ซ้องด้วยคำว่า ทรงพระเจริญ ดังกึกก้องไปทั่วทั้งโค้งและคุ้งของแม่เจ้าพระยา (ระยะทางจากท่าวาสุกรีถึงท่าเรือวัดอรุณราชวรารามฯ รวม 4,200 เมตร)

ผู้ที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จในบริเวณสองริมฝั่งแม่เจ้าพระยา มีความสุขและปลื้มปีติจนสุดจะบรรยาย เพราะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของไทย และบังเกิดความรักและหวงแหนในพระราชประเพณีเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน โดยกระบวนพยุหยาตราชลมารค เพราะว่าไทยเป็นประเทศเดียวในโลกใบนี้ที่ยังคงเก็บรักษาพระราชประเพณีนี้ไว้ได้อย่างครบถ้วนและสมบูรณ์แบบที่สุด

กระบวนพยุหยาตราชลมารคในครั้งนี้มีเรือต่างๆ และเรือพระที่นั่งรวมทั้งสิ้น 52 ลำจัดกระบวนเป็น 5 ริ้ว 3 สาย กระบวนมีความยาว 1,200 เมตร กว้าง 900 เมตร ใช้กำลังพลรวมทั้งหมด 2,200 นาย กระบวนพยุหยาตราชลมารคครั้งนี้มีเรือต่างๆ ดังนี้ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ (เรือพระที่นั่งทรง) เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช(เรืออัญเชิญผ้าไตรพระราชทาน) เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ และเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 และเรือในกระบวนพยุหยาตราชลมารคเป็นเรือรูปสัตว์ เรือดั้ง เรือแซง

สำหรับริ้วกระบวนเรือในสายกลาง เป็นเรือสำคัญเช่น เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราชเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ และเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 และมีเรืออีเหลือง (เรือกลอง) เรือแตงโม (เรือของผู้บัญชาการขบวนเรือ เป็นเรือกลองใน) เรือตำรวจนอก และเรือตำรวจใน

ริ้วกระบวนเรือสายใน ที่แล่นขนาบข้างเรือพระที่นั่ง มีเรือทองขวานฟ้า ทองบ้าบิน เป็นเรือประตูหน้าเรือเสือทยานชล เสือคำรณสินธุ์ เป็นเรือพิฆาต และเรือรูปสัตว์ 8 ลำ คือ เรืออสุรวายุภักษ์ เรืออสุรปักษี เรือกระบี่ปราบเมืองมาร เรือกระบี่ราญรอนราพณ์ เรือครุฑเหินเห็จ เรือครุฑเตร็จไตรจักร เรือพาลีรั้งทวีป และเรือสุครีพครองเมือง ปิดท้ายด้วยเรือเอกไชยเหินหาว และเอกไชยหลาวทอง เป็นเรือคู่ชัก

ส่วนเรือในริ้วสายนอก ประกอบด้วยเรือดั้งเรือแซง สายละ 14 รวม 

กระบวนพยุหยาตราชลมารคคือความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ และเป็นเครื่องยืนยันถึงรากเหง้าด้านขนบธรรมเนียมประเพณีสำคัญของไทย และบ่งบอกว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยกับพสกนิกรไทยยังมีสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นลึกซึ้งต่อกันอย่างไม่มีวันเสื่อมสูญ

ขอบคุณภาพจาก Atipoj Srisukhon (โกจู๊ดกระบี่)

ตะลอนเที่ยว : พระจักราวตาร

https://www.naewna.com/lady/837670

ตะลอนเที่ยว : พระจักราวตาร

ตะลอนเที่ยว : พระจักราวตาร

วันอาทิตย์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 07.35 น.

เป็นประจำทุกช่วงปลายปี ที่คนไทยโดยเฉพาะผู้ที่ติดตามเฝ้ารอเฝ้าคอยชมการแสดงโขนของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ต่างเตรียมตัวจะได้ชมการแสดงโขนที่ยิ่งใหญ่ อลังการสมกับเป็นศิลปะชั้นสูงของชนชาติไทย และยังเป็นการแสดงที่แสนงดงามวิจิตรจนยากจะกล่าวคำบรรยายได้ในเวลาเพียงช่วงสั้นๆ 

ปีนี้นับเป็นปีมหามงคลยิ่ง เพราะมีโอกาสสำคัญ 2 โอกาสคือ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 92 พรรษา เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2567 และพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 72 พรรษา เมื่อ 28 กรกฎาคม 2567

ด้วยโอกาสสำคัญทั้งสองมาบังเกิดขึ้นในปีเดียวกัน ปวงชนชาวไทยทุกคนจึงมีความยินดีและปลื้มปีติเป็นล้นพ้นหาที่สุดมิได้ และในโอกาสนี้ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จึงนำเสนอการแสดงโขนจากรามเกียรติ์ ตอนพระจักราวตาร เพื่อถวายความจงรักภักดี และเพื่อเทิดพระเกียรติของทั้งสองพระองค์ โดยการแสดงจะจัดที่หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน ถึง วันที่ 8 ธันวาคม 2567

โขนรามเกียรติ์ ตอนจักราวตาร คือตอนที่แสดงให้เห็นชัดถึงพระราชกฤษดาภินิหารของพระจักรา ซึ่งก็คือพระนารายณ์ ที่อวตารลงมาเป็นพระราม แห่งกรุงอโยธยา เพื่อจะทรงปราบอธรรมให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดิน และยังให้บังเกิดความผาสุก เจริญรุ่งเรืองแก่เหล่าพสกนิกรทุกคนทั่วทั้งแผ่นดิน

เนื้อเรื่องโดยย่อของตอนพระจักราวตารจับความตั้งแต่พระอินทร์ พร้อมเหล่าทวยเทพ ต่างพากันไปอัญเชิญพระนารายณ์ ขณะกำลังประทับเหนือบัลลังก์อนันตนาคราช พร้อมพระลักษมีพระชายา โดยขอให้เสด็จลงมาปราบยุคเข็ญ ดังนั้น พระนารายณ์จึงจุติเป็นพระราม ส่วนพระลักษมี จุติเป็นนางสีดาเนื้อเรื่องเล่าถึงปฐมเหตุแห่งการปราบอธรรมคือทศกัณฐ์และบรรดาพระญาติวงศ์เผ่าอสูรโดยมีช่วงสำคัญคือทศกัณฐ์สั่งให้มารีศแปลงกายเป็นกวางทองไปลวงพระรามให้ออกตามกวาง แล้วจึงลักพานางสีดาขึ้นราชรถ แล้วเหาะไปยังกรุงลงกา อันเป็นปฐมเหตุให้เกิดสงครามระหว่างกองทัพพระรามกับทศกัณฐ์ แล้วเรื่องก็ดำเนินไปจนถึงช่วงการปราบเหล่าอธรรมจนสิ้นสูญ 

ก่อนที่ทุกคนจะได้ชมการแสดงจริงในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน วันนี้ Mr.Flower ขอนำคุณไปชมพิธีคำนับครู ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2567 ที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ (ศาลายา) โดยพิธีนี้เป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ของวงการนาฏศิลป์และดุริยางคศิลป์ โดยนักแสดงทุกคนและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการแสดงจะต้องเข้าร่วมพิธีนี้ โดยมีครูสมบัติ แก้วสุจริต ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปการแสดง ปี 2566 (นาฏศิลป์ไทย-โขนละคร) เป็นผู้กระทำพิธี ส่วนพลอากาศเอกสถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รองประธานกรรมการ และเลขานุการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ในฐานะประธานกรรมการอำนวยการโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เป็นประธานพิธีคำนับครู 

วันนี้จึงขอนำภาพจากพิธีคำนับครูมาฝากคุณผู้อ่าน และนำภาพการฝึกซ้อมการแสดงโขนในบางฉากบางตอนมาให้ชม ก่อนที่จะได้ไปร่วมกันชมการแสดงจริง ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนจนถึงต้นเดือนธันวาคมนี้

ขอย้ำว่าการแสดงโขนคือการแสดงศิลปะชั้นสูงชนิดหนึ่งของไทย เป็นการผสมผสานท่าร่ายรำที่วิจิตรบรรจง เข้ากับการบรรเลงดนตรีไทย และการขับร้อง การพากย์ แล้วยังต้องรวมไปถึงเรื่องการแต่งองค์ทรงเครื่อง การแต่งหน้า การทำฉาก การใช้ไฟแสงสีประกอบฉาก แล้วที่จะมองข้ามไม่ได้คือการส่งเสริมศิลปะการทอผ้าเพื่อใช้สำหรับทำเครื่องทรงตัวละครหลักๆ เช่น พระราม นางสีดาพระลักษมณ์ ทศกัณฐ์ และเหล่าทวยเทพชั้นสูงบนสวรรค์ชั้นฟ้า

ขอบอกว่าแค่การได้ชมความงามของเครื่องทรงของตัวละครตัวหลักในโขนตอนพระจักราวตาร ก็เกินคุ้มแล้ว และต้องย้ำว่าโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เกิดขึ้นมาจากพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง แห่งรัชกาลที่ 10 ที่ทรงตั้งพระทัยอนุรักษ์ศิลปะการแสดงโขนไว้ให้อยู่คู่กับสังคมไทยตลอดไป 

คุณผู้อ่านที่สนใจชมโขนตอนพระจักราวตารจองบัตรได้ที่ www.thaiticketmajor.com หรือโทรศัพท์ 02-2623456 บัตรราคา 2,000 บาท 1,800 บาท 1,000 บาท800 บาท และ 600 บาท ส่วนบัตรนักเรียน นิสิต นักศึกษา ราคา 180 บาท (ค่าบัตรที่ระบุนี้ยังไม่รวมค่าบริการจองบัตรผ่านระบบของผู้รับจองบัตร)

ตะลอนเที่ยว : ศรีลังกา เมืองแห่งมนตรา

https://www.naewna.com/lady/836369

ตะลอนเที่ยว : ศรีลังกา เมืองแห่งมนตรา

ตะลอนเที่ยว : ศรีลังกา เมืองแห่งมนตรา

วันอาทิตย์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สัปดาห์นี้ยังคงพาคุณๆ เที่ยวประเทศศรีลังกาต่อจากสัปดาห์ก่อน โดยสัปดาห์นี้จะพาคุณไปยังสถานที่อื่นๆ นอกเหนือจากวัดพระเขี้ยวแก้ว (วัดศรีทัลฒามัลลิกาวิหาร) เมืองแคนดี 

วันนี้จะชวนคุณไปเที่ยววัดในกรุงโคลอมโบ แล้วพาคุณไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกรุงโคลอมโบ โดยเราจะไปวัดคงคาราม เป็นวัดที่ถูกจารึกว่าเป็นวัดของพุทธศาสนานิกายสยามวงศ์ ปัจจุบันวัดนี้เป็นสถานศึกษาพุทธศาสนาในวันอาทิตย์ และนอกเหนือจากนั้นคือวัดคงคารามมีความใกล้ชิดกับพระสงฆ์ของประเทศไทยอย่างมาก เพราะมีการส่งพระสงฆ์ศรีลังกาไปสานสัมพันธ์ทางศาสนากับประเทศไทย รวมถึงส่งกุลบุตรชาวศรีลังกาไปบรรพชาอุปสมบทในประเทศไทย และมีพระสงฆ์ไทยไปจำพรรษาที่วัดคงคารามเป็นระยะๆ 

พระผู้ใหญ่ในวัดคงคารามบอกกับ Mr.Flower ว่าวัดนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยพระราชทานบาตรจำนวนนับพันใบให้กับวัด เพื่อให้พระสงฆ์ศรีลังกาได้ใช้สำหรับออกบิณฑบาต และพระท่านยังกล่าวชื่นชมไทยว่าเป็นประเทศที่ธำรงรักษาพุทธศาสนาไว้ได้อย่างดี นับเป็นต้นแบบของประเทศที่นับถือศาสนาพุทธในโลกของเรา

อันที่จริงยังมีวัดต่างๆ นานาอีกมากมายในกรุงโคลอมโบ แต่เราได้แค่เพียงแวะชมในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น เพราะคณะของเราต้องเดินทางไปเมืองแคนดี เพื่อไปกราบนมัสการพระเขี้ยวแก้ว แต่ตั้งใจว่าวันหน้าจะไปเที่ยวและพักในกรุงโคลอมโบให้นานกว่าทริปที่ผ่านมา เพื่อจะได้มีเวลาสัมผัสความงดงามในแง่มุมต่างๆ ของเมืองหลวงแห่งศรีลังกาได้มากขึ้น 

และก่อนที่คณะของเราจะออกเดินทางไปเมืองแคนดี เราก็ได้แวะชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกรุงโคลอมโบ ต้องขอบอกว่าอาคารของพิพิธภัณฑ์ สวยงามแบบสไตล์โคโลเนียลเป็นอาคารสองชั้นทาด้วยสีขาวสะดุดตา และต้องขอชื่นชมว่าภายในมีสิ่งของจัดแสดงแบ่งตามยุคคือก่อนประวัติศาสตร์ (ยุคหินไปจนถึงยุคโลหะ)ไล่เรื่อยไปจนถึงยุคประวัติศาสตร์ สิ่งของที่จัดแสดงทำให้ผู้ที่รักในศิลปวัตถุและโบราณวัตถุุต้องใช้เวลาชมอยู่นานแสนนาน ราวกับต้องมนตราของอดีตกาล ของที่จัดแสดงมีทั้งเทวรูปต่างๆ ทั้งที่ทำด้วยหิน โลหะ และยังมีภาพวาดตั้งแต่สมัยโบราณกาล ทำให้ผู้ที่ศึกษาประวัติศาสตร์ศิลป์อย่างลึกซึ้งยากจะตัดใจเดินออกจากพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้โดยง่าย เพราะไม่ว่าจะมองไปทางใดก็ล้วนแล้วแต่มีสิ่งที่น่าสนใจทุกชิ้น แต่ด้วยที่ว่าคณะของเรามีเวลาจำกัดมาก จึงให้เวลาชมพิพิธภัณฑ์แค่เพียง 2 ชั่วโมง ทั้งนี้ตั้งใจว่าในทริปหน้าจะอยู่พักในกรุงโคลอมโบให้นานมากขึ้น เพราะจะได้ซึมซับความงามของโบราณวัตถุได้อย่างน้อยๆ สักครึ่งวัน 

สำหรับทริปศรีลังกาครั้งหน้า เราตั้งใจว่าจะพักในกรุงโคลอมโบสักสองคืนเป็นอย่างน้อย แล้วไปพักที่เมืองแคนดีอีกสักสองคืน เพื่อจะได้เที่ยวชมและกราบไหว้สถานที่สำคัญและศักดิ์สิทธิ์ได้โดยไม่ต้องเร่งรีบจนเกินไป 

หากคุณสนใจจะร่วมทริปไปเที่ยวศรีลังกากับ Mr.Flower โปรดติดต่อที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615 ตั้งใจว่าทริปหน้าจะเดินทางช่วงกลางเดือนธันวาคม 2567 รับสมาชิก 30 คนเท่านั้นครับ

ตะลอนเที่ยว : ลดสัตว์จรจัด เพื่อสวัสดิภาพคนและสัตว์ในสังคม

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/812039

ตะลอนเที่ยว : ลดสัตว์จรจัด เพื่อสวัสดิภาพคนและสัตว์ในสังคม

ตะลอนเที่ยว : ลดสัตว์จรจัด เพื่อสวัสดิภาพคนและสัตว์ในสังคม

วันอาทิตย์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

หมาและแมวจรจัดนับเป็นปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งในสังคมไทย และเป็นปัญหาสำคัญที่หน่วยราชการไทยโดยเฉพาะหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบปัญหานี้ไม่สามารถแก้ให้หมดสิ้นไปได้ 

ทุกวันนี้ คนไทยไม่สามารถตอบได้ชัดเจนว่าในประเทศไทยมีหมาและแมวจรจัดกี่ล้านตัว แต่ที่แน่ๆ คือเราทุกคนยังคงพบหมาและแมวจรจัดเต็มเมือง 

ถามต่อไปว่า หน่วยงานราชการใดบ้างที่มีหน้าที่ต้องแก้ปัญหาสัตว์จรจัด ตอบว่ามีหลายหน่วยงาน อาทิ กระทรวงมหาดไทยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรุงเทพมหานครและหน่วยงานการปกครองส่วนท้องถิ่นแต่หากเป็นสัตว์จรจัดอื่นๆ ที่ไม่ใช่หมาและแมว ก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่วนคนไทยทุกคนก็มีหน้าที่ช่วยกันดูแลและลดจำนวนหมาแมวจรจัดไปพร้อมๆ กัน โดยวิธีการที่ดีที่สุดคือทำหมันให้หมาและแมว ในกรณีที่ไม่สามารถเลี้ยงดูให้เขามีสภาพชีวิตที่ดีได้โดยแท้จริง 

เมื่อในบ้านเมืองของเรามีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลแก้ปัญหาสัตว์จรจัดหลายหน่วยงาน แล้วทำไมปัญหาสัตว์จรจัดจึงไม่หมดไม่สิ้นไปจากสังคมไทย นี่คือคำถามที่คนไทยทั้งประเทศถามมาโดยตลอด

ในเมื่อสังคมไทยยังมีปัญหาสัตว์จรจัด พวกเราในฐานะสมาชิกของสังคมก็ไม่สามารถนิ่งดูดายได้ เพราะหากนิ่งดูดายต่อไป ก็จะต้องเผชิญกับปัญหาที่มีต้นเหตุมาจากสัตว์จรจัด โดยเฉพาะปัญหาจากหมาและแมวจรจัด นั่นคือโรคพิษสุนัขบ้า และปัญหาสัตว์จรจัดเต็มเมือง แล้วยังมีปัญหาการแพร่ระบาดโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน
อีกด้วย 

เป็นระยะเวลาประมาณกว่า 10 ปีมาแล้ว ที่หนังสือพิมพ์แนวหน้าร่วมมือกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำโครงการทำหมันให้หมาและแมวจรจัด รวมถึงหมาและแมวมีเจ้าของ โดยในครั้งแรกนั้นได้รับการสนับสนุนการเดินทางจากสายการบินนกแอร์ ในยุคที่นายพาที สารสิน เป็นผู้บริหารสูงสุดของสายการบิน แต่เมื่อนกแอร์เปลี่ยนผู้บริหาร การร่วมมือเพื่อทำโครงการนี้ก็หยุดลง แต่ถึงกระนั้น คณะทำงานก็ยังคงทำงานนี้ต่อไปแม้จะไม่สามารถเดินทางไปให้บริการในจังหวัดไกลๆ ได้ เนื่องจากมีข้อจำกัดในการเดินทางเพราะหากต้องใช้เวลาเดินทางนานเป็นวันๆ ก็จะส่งผลให้คณะทำงาน โดยเฉพาะสัตวแพทย์ไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพเพราะการทำงานนอกสถานที่ต้องใช้ความพยายามมากกว่าการทำงานในห้องผ่าตัดของโรงพยาบาลสัตว์ หรือในห้องผ่าตัดของคณะสัตวแพทย์ แต่ถึงกระนั้น คณะทำงานก็ยังคงให้บริการในเขตจังหวัดที่อยู่ไม่ห่างไกลจากกรุงเทพมากเกิน 250 กิโลเมตร เช่นจังหวัดระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา พระนครศรีอยุธยาเป็นต้น

สถานที่แห่งหนึ่งที่คณะทำงานยังคงให้บริการทำหมันหมาแมว ตรวจสุขภาพสัตว์ พร้อมทั้งฉีดวัคซีนป้องกันโรคกลัวน้ำ และวัคซีนรวม มาโดยตลอดเป็นระยะเวลาประมาณ 10 ปี ก็คือ บ้านเพ และเกาะเสม็ด จังหวัดระยอง โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 17-19 มิถุนายน 2567 คณะทำงานจำนวน 35 คนลงพื้นที่ให้บริการสังคมที่บ้านเพ และเกาะเสม็ดโดยปีนี้ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีเช่นเคยในเรื่องที่พัก และอาหารทุกมื้อจากโรงแรมทรายแก้ว บีช รีสอร์ท ของกลุ่มเสม็ดรีสอร์ท และได้รับการสนับสนุนด้านการเดินทางจากบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) โดยสนับสนุนรถตู้จำนวนสี่คัน พร้อมน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าผ่านทางพิเศษทุกด่านจากกรุงเทพฯ-ระยอง-กรุงเทพฯ และในปีนี้ต้องขอบคุณองค์การบริหารส่วนตำบลเพ และสาขาขององค์การบริหารส่วนตำบลเพบนเกาะเสม็ด ที่ร่วมทำกิจกรรมนี้ โดยให้ใช้พื้นที่สำหรับตั้งคลินิกทำหมันและตรวจสุขภาพสัตว์ และได้รับความร่วมมือจากปศุสัตว์จังหวัดระยอง ในการช่วยจับสัตว์จรจัดเข้าโครงการทำหมัน 

นอกจากนี้ ต้องขอบคุณบริษัท MSD, Boehringer Ingelhelm, Zoetis และ Intervettaที่สนับสนุนยาและเวชภัณฑ์สำหรับการให้บริการชุมชนในครั้งนี้ และที่ต้องขอบคุณมากๆ คือผู้ร่วมงานจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ 

ส่วนหนังสือพิมพ์แนวหน้าก็ยังคงทำหน้าที่ประสานงานเพื่อให้โครงการนี้ดำเนินต่อไป โดยทำหน้าที่ประสานกับผู้ให้การสนับสนุนทุกฝ่ายทั้งกลุ่มเสม็ดรีสอร์ต บริษัท ปูนซิเมนต์ไทยส่วนทีมสัตวแพทย์ จุฬาฯ นั้น นอกจากจะลงแรงอย่างแข็งขันแล้ว ยังต้องประสานกับบริษัทยาและเวชภัณฑ์สำหรับสัตว์ด้วย และที่ต้องขอบคุณอีกรายคือคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เห็นถึงความสำคัญของกิจกรรมเพื่อสังคมนี้ และให้ความร่วมมือด้วยตีตออดมา แม้บางครั้งและบางปีอาจจะมีอุปสรรคในการทำงานบ้าน แต่ก็ช่วยกันขจัดปัญหาให้ลุล่วงไปด้วยดี จนทำให้โครงการประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ และได้รับเสียงเรียกร้องจากชุมชนต่างๆ จำนวนมากให้ไปช่วยแก้ปัญหาหมาแมวจรจัดของชุมชน 

รายละเอียดการให้บริการทำหมัน ฉีดวัคซีน และตรวจสุขภาพสัตว์ในครั้งนี้ มีดังนี้

วันที่ 17 มิถุนายน 2567 ให้บริการที่ อบต.เพ โดยทำหมันสุนัขเพศผู้ 7 ตัว เพศเมีย 3 ตัว แมวเพศผู้ 22 ตัว เพศเมีย 14 ตัว ฉีดวัคซีนสุนัข 10 ตัว แมว 39 ตัว และตรวจแมวตั้งท้อง 1 ตัว 

วันที่ 18 มิถุนายน 2567 ให้บริการบนเกาะเสม็ด ทำหมันสุนัขเพศผู้ 11 ตัว เพศเมีย 9 ตัว แมวเพศผู้ 12 ตัว เพศเมีย 14 ตัว ฉีดวัคซีนสุนัข 36 ตัว แมว 49 ตัว

สำหรับชุมชนใดที่ต้องการได้รับบริการจากคณะทำงานของเรา ขอให้ติดต่อสอบถาม และทำข้อตกลงเบื้องต้นได้ที่โทรศัพท์หมายเลข 091-7233615 

ขอย้ำว่าบริการที่คณะของเราจัดให้นั้นไม่คิดค่าบริการใดๆ จากผู้นำสัตว์ไปรับบริการในทุกกรณี ส่วนการให้บริการนั้นเป็นไปตามหลักวิชาการสัตวแพทยศาสตร์สากลอย่างเคร่งครัด

ตะลอนเที่ยว : ไหว้พระ (เจ้า) ในโบสถ์คริสต์แสนวิจิตร

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/810663

ตะลอนเที่ยว : ไหว้พระ (เจ้า) ในโบสถ์คริสต์แสนวิจิตร

ตะลอนเที่ยว : ไหว้พระ (เจ้า) ในโบสถ์คริสต์แสนวิจิตร

วันอาทิตย์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ช่วงฤดูร้อนในยุโรป เป็นช่วงที่ชาวเมืองและผู้ไปเยือนแสนจะสุขสันต์ สุดหฤหรรษ์ เพราะอากาศดี ไม่ร้อนจัด (แต่หากไปในบางประเทศ เช่น สเปน อิตาลี รับรองว่าจะเจออากาศร้อนไม่แพ้ประเทศไทย) ท้องฟ้าโปร่งเป็นส่วนใหญ่ แถมยังมีดอกไม้สวยๆ สีสันสดใสบานสะพรั่งทั่วทั้งเมือง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการท่องเที่ยวเพื่อ charge
พลังงานของชีวิตเพื่อเก็บสะสมไว้ใช้ในช่วงหน้าหนาวที่แสนหนาวเหน็บ 

วันนี้ Mr.Flower ชวนคุณไปเที่ยว Waldsassen Basilica ในแคว้นบาวาเรีย ทางตอนใต้ของเยอรมนี ตามประวัติระบุว่าอาสนวิหารนี้ก่อสร้างในช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 17 อาสนวิหารนี้เป็นของคาทอลิก สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบบาโรกตามแบบฉบับของบาวาเรีย ซึ่งในภาษาอังกฤษเรียกว่า Bohemian high Baroque with Italian flavour 

อาสนวิหารแห่งนี้เป็นผลงานสร้างสรรค์ของศิลปินและสถาปนิกหลายรายร่วมกัน เช่น Georg Dientzenhofer และ Abraham Leuthner โดยการตกแต่งภายในเป็นฝีมือของศิลปินจากหลายพื้นที่จากยุโรป เช่น Giovanni Battista Carlone ผู้สร้างงานปูนปั้นสุดวิจิตร (stucco) และยังมีฝีมือของ Jakob Steinfels จาก Prague ผู้เป็นเจ้าของภาพวาดแบบ frescos บนเพดานของอาสนวิหาร

เวลาเข้าไปในอาสนวิหารของคริสต์ศาสนาเราจะพบกับเครื่องดนตรีสำคัญที่ใช้ประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ ได้แก่ organ ซึ่งในอาสนวิหารแห่งนี้มีmain organ ที่ถูกสร้างในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18แล้วก็มีการสร้าง organ เพิ่มเติมในภายหลังในศตวรรษที่ 20 ช่วงปลาย 

มีข้อแนะนำสำหรับผู้ที่เข้าไปในอาสนวิหารขอให้สำรวจกิริยา และขอให้แต่งกายให้เรียบร้อยเพื่อแสดงความเคารพต่อสถานที่ และต่อพระผู้เป็นเจ้า และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในอาสนวิหาร และหากบริเวณใดที่ห้ามถ่ายภาพ หรือบันทึกวีดีโอ ก็ต้องไม่ละเมิดคำห้าม แม้จะไม่มีใครคอยเฝ้าก็ตาม ก็ต้องเคารพคำห้ามที่เขียนไว้ ส่วนการเข้าไปแล้วจะบริจาคเงินเพื่อบำรุงสถานที่หรือไม่ ก็เป็นเรื่องของความสมัครใจ ในกรณีที่เปิดให้เข้าชมโดยไม่เก็บค่าเข้าชม แต่หากจะจุดเทียนบูชาพระเจ้า ก็ต้องชำระเงินด้วย แม้ไม่มีใครคอยยืนเก็บเงินค่าเทียน ก็ต้องชำระเงินในกล่องใส่เงิน ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นการแสดงความซื่อสัตย์ต่อตัวเอง แล้วที่สำคัญคือ หากในช่วงที่กำลังมีพิธีกรรมใดๆ ในอาสนวิหาร เขาอาจจะไม่อนุญาตให้คนภายนอกเข้าไปในอาสนวิหาร หรือหากเขาอนุญาตให้เข้าไปได้ ก็ต้องเข้าไปด้วยอาการสำรวม ไม่ส่งเสียงดัง ไม่ถ่ายภาพการทำพิธี (ในกรณีที่เขาไม่อนุญาต) แล้วเวลาอยู่หน้ารูปปั้นรูปเคารพทั้งหลาย ก็ต้องสำรวจกิริยาด้วยเช่นกัน การถ่ายภาพตัวเองหน้าแท่นบูชา หรือหน้ารูปเคารพ ต้องอยู่ในอาการสำรวม และต้องแสดงความเคารพต่อรูปบูชา 

วันนี้ขอพาคุณเข้าไปไหว้พระ (เจ้า) ในโบสถ์หรืออาสนวิหารแห่ง Waldsassenในแคว้นบาวาเรีย ทางตอนใต้ของเยอรมนี หวังว่าคุณคงจะหลงใหลในความงดงามของอาสนวิหารแห่งนี้ ถ้าหากคุณๆ สนใจจะไปเที่ยวและสัมผัสของจริงในสถานที่จริง โดยเดินทางกันแบบกลุ่มเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม มิตรภาพ ความประทับใจ และได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ ขนบประเพณีและวัฒนธรรม รวมถึงศิลปกรรม สถาปัตยกรรม และความเป็นอยู่ของท้องถิ่นต่างๆ บนโลกใบนี้ โปรดติดต่อ Mr.Flower ได้ที่091-7233615 เราจะไปสัมผัสสถานที่จริงเพื่อการเรียนรู้เพิ่มประสบการณ์แสนประทับใจให้ตัวของคุณเอง  

ขอบคุณภาพจาก Marinsa Chulasevok

ตะลอนเที่ยว : Summer Time in Germany : เยอรมนีสดใสในฤดูร้อน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/809369

ตะลอนเที่ยว : Summer Time in Germany : เยอรมนีสดใสในฤดูร้อน

ตะลอนเที่ยว : Summer Time in Germany : เยอรมนีสดใสในฤดูร้อน

วันเสาร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 14.49 น.

สำหรับคนที่อาศัยอยู่ในประเทศแถบเขตอบอุ่น (temperate climates) คือกลุ่มประเทศที่ตั้งอยู่ในละติจูด 25-65 องศาเหนือและละติจูด25-65 องศาใต้ ประเทศที่อยู่ในเส้นละติจูดนี้จะมีความเด่นชัดคือช่วงฤดูร้อนกับฤดูหนาวจะมีอุณหภูมิแตกต่างกันอย่างชัดเจนมาก เพราะฉะนั้น เวลาเข้าสู่ช่วงฤดูร้อนก็จะมีแสงแดดที่เจิดจ้า ให้ความอบอุ่น ส่งผลให้ดอกไม้ ต้นไม้เริงร่า ออกดอกกันบานสะพรั่งงดงามอร่ามตา แต่เมื่อเข้าหน้าหนาวก็จะหนาวจับจิต ต้นไม้ต้นไร่ก็จะทิ้งใบเหลือไว้เพียงกิ่งก้านสาขา ยกเว้นต้น evergreen tree เท่านั้นที่ยังคงเขียวตลอดปีตลอดชาติ

เวลาคนไทย และคนเอเชีย โดยเฉพาะในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นึกถึงหน้าร้อนของประเทศในเขตอบอุ่นก็มักจะนึกถึงความสวยงามของดอกไม้ และสวนที่งดงามในประเทศแถบยุโรป รวมถึงประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วก็มักจะใฝ่ฝันว่าจะได้ไปสัมผัสความงดงามของยุโรป และสหรัฐอเมริกาในช่วงหน้าร้อนสักครั้ง

สำหรับวันนี้ Mr.Flower ขอนำคุณไปเที่ยวประเทศเยอรมนีตอนใต้ ในช่วง summer time โดยเน้นไปที่นครมิวนิคเป็นหลัก แต่ก็มีภาพสวยๆ จากเมืองอื่นๆ ที่อยู่ในเยอรมนีมาฝากคุณด้วย 

เมื่อพูดถึงนครมิวนิคแล้ว หลายคนก็มักจะคิดถึงเทศกาล Oktoberfest แต่งานนี้เกิดในช่วงฤดูหนาวของนครมิวนิค (เอาไว้วันหน้าจะชวนคุณไปเที่ยวเทศกาลแห่งการดื่มเบียร์ด้วยกัน) แต่ช่วงนี้เป็นหน้าร้อน เวลาพูดถึงนครมิวนิค แห่งแคว้นบาวาเรีย ก็จะต้องนึกถึงทุ่งหญ้าเขียวขจีสุดลูกหูลูกตา นึกถึงสวนสวยๆ ที่มีทั้งต้นไม้เขียวๆ ดอกไม้สีสันสดสวยบานสะพรั่ง และนึกถึงน้ำพุ แล้วก็นึกถึงสระน้ำหรือแหล่งน้ำในสวน ในป่าที่แสนจะสวยและสงบ แล้วที่สำคัญคือในหน้าร้อนนั้นจะมีฝูงสัตว์ เช่น หงส์ นก และเป็ดลงไปเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน 

ขณะเดียวกัน หากไปเที่ยวปราสาทราชวัง (schloss) ต่างๆ ในมิวนิคก็จะพบว่าจะมีแต่ความงดงาม เพราะในปราสาทราชวังต่างๆ จะมีสวนสวยๆ ทั้งสวนไม้ดอก และสวนป่าที่เต็มไปด้วยไม้ใหญ่ โดยเฉพาะNymphenburg Palace (พระราชวังนิมเฟนเบิร์กพระราชวังฤดูร้อน) แห่งแคว้นบาวาเรียพระราชอุทยานของวังแห่งนี้ชื่อ Grand Parterre ที่ได้รับการยกย่องว่าสวยงามแบบคลาสสิกมาก 

เวลาเราได้เข้าไปสัมผัสความเขียวขจีสดใส และได้รับอากาศบริสุทธิ์ในสวน ในป่า เราจะสามารถหายใจได้เต็มปอด สูดหายใจได้ลึกสุดๆ แล้วก็รู้สึกสบายตา แล้วก็พาสบายใจ เพราะมีความสุขที่เต็มเปี่ยม แล้วยิ่งเมื่อได้เห็นดอกไม้สวยๆ ที่บานเต็มท้องทุ่ง ก็ยิ่งเบิกบานใจมากจนเกินบรรยาย 

ดูภาพสวยๆ เหล่านี้แล้ว คุณๆ อยากไปสัมผัสบรรยากาศแสนน่าอภิรมย์แบบนี้บ้างไหมครับ หากสนใจต้องการไปเที่ยวด้วยกัน โดยไปกันแบบกลุ่มเล็กๆ ไปเที่ยวเพื่อซึมซับบรรยากาศดีๆ และได้เรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ของเมือง และได้พบได้เห็นศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของเมืองที่เราไปเยี่ยมไปชม Mr.Flower ยินดีพาคุณๆ ไปสัมผัสความงามของเมืองต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศครับ สนใจไปเที่ยวด้วยกัน โปรดติดต่อ 091-7233615 

ขอบคุณภาพจากคุณ Marinsa Chylasevok

ตะลอนเที่ยว : บรมพุทโธ : บูโรบูดูร์ พุทธสถานในแดนชนมุสลิมใหญ่ที่สุดของโลก

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/808045

ตะลอนเที่ยว : บรมพุทโธ : บูโรบูดูร์ พุทธสถานในแดนชนมุสลิมใหญ่ที่สุดของโลก

ตะลอนเที่ยว : บรมพุทโธ : บูโรบูดูร์ พุทธสถานในแดนชนมุสลิมใหญ่ที่สุดของโลก

วันอาทิตย์ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

แฟนคอลัมน์ตะลอนเที่ยวถามมาบ่อยๆ ถามแล้วถามอีกว่า เมื่อไรจะพาสมาชิกไปกราบนมัสการและเที่ยวชมบูโรบูดูร์ หรือชื่อตามภาษาอินโดนีเซียว่าจันดีบูโรบูดูร์ เพราะบอกว่าจะพาไปเที่ยวมาแล้วหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ยังไม่พาไป และถามอีกว่าตกลงว่าปีนี้จะได้ไปบูโรบูดูร์ หรือไม่

เมื่อถามไถ่กันมามากมายเช่นนี้ก็ต้องขอตอบตรงๆ ว่าเราจะไปบูโรบูดูร์กันในเดือนมิถุนายน 2567 แน่นอน ไปกันในช่วงปลายเดือนนะครับ ใช้เวลาไปด้วยกันสำหรับทริปนี้ 3 คืน 4 วัน น่าจะเพียงพอครับ หากสนใจร่วมทริปนี้ โปรดติดต่อสำรองที่นั่งด่วนที่ 091-7233615 ครับผม

พุทธสถานบรมพุทโธ หรือบูโรบูดูร์เป็นพุทธสถานของศาสนาพุทธ ลัทธิมหายานปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอมาเกอลัง จังหวัดชวากลาง อินโดนีเซีย ก่อสร้างในราวคริสต์ศตวรรษที่ 7-9 ได้รับการยอมรับว่าเป็นพุทธสถานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่ยังหลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน กว้าง 121 เมตร สูง 123 เมตร 

รูปแบบสถาปัตยกรรมที่ใช้ก่อสร้างทำเป็นชั้นต่างๆ 9 ชั้น โดยแบ่งเป็นผังสี่เหลี่ยม 6 ชั้น และวงกลม 3 ชั้น ส่วนยอดบนสูงสุดตรงกลางเป็นมหาเจดีย์ และในแต่ละชั้น
จะมีการแกะสลักบนหินภูเขาไฟเป็นภาพต่างๆ แบบนูนต่ำ รวม 2,672 ภาพ และมีพุทธรูปทำจากหินภูเขาไฟรวมทั้งหมด 504 องค์ และยังมีพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ในเจดีย์ขนาดย่อมที่เจาะรูที่ผนังขององค์เจดีย์อีก 72 องค์ 

รูปแบบการก่อสร้างยึดหลักตามจักรวาลวิทยาแบบศาสนาพุทธ คือมีทั้งหมดสามชั้น ได้แก่ ชั้นกามธาตุ ชั้นรูปธาตุ และอรูปธาตุ เป็นศิลปะแบบชวาผสมกับคุปตะ

มีการตีความว่าการสร้างบูโรบูดูร์นั้น เป็นการบ่งบอกถึงการหลุดพ้น หรือนิพพาน เมื่อมองดูบูโรบูดูร์จากมุมมองระยะไกลจะพบว่ามีลักษณะคล้ายกับดอกบัวตูมที่ผุดขึ้นกลางพื้นที่อันแสนกว้างใหญ่ ท่ามกลางหุบเขาที่องค์มหาเจดีย์บนยอดของบูโรบูดูร์ไม่มีการแกะสลักเป็นรูปใดๆ ทั้งสิ้น แต่ปล่อยให้เป็นผิวพระเจดีย์แบบว่างๆ ซึ่งมีนัยบ่งบอกถึงความว่างเปล่า และการหลุดพ้นจากพันธะใดๆซึ่งหมายถึงพระนิพพาน อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของพุทธศาสนา

หากคุณๆ ตั้งใจจะร่วมเดินทางไปบูโรบูดูร์ กับ Mr.Flower และกลุ่มเล็กๆ 12-14 คน โปรดติดต่อ 091-7233615 เราจะไปกันในช่วงปลายเดือนมิถุนายนนี้ครับ  

ขอบคุณภาพจากคุณ Terb Lee สมาชิกกลุ่ม Good Time

ตะลอนเที่ยว : สีสันของโลกใต้นํ้า

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/806694

ตะลอนเที่ยว : สีสันของโลกใต้นํ้า

ตะลอนเที่ยว : สีสันของโลกใต้นํ้า

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 08.37 น.

โลกใต้น้ำมีความงดงามไม่น้อยไปกว่าโลกเหนือผิวน้ำ เพราะมีสิ่งมีชีวิตมากมายอยู่ใต้ผิวน้ำในท้องทะเล ท้องมหาสมุทร เราจะได้พบปลาสารพัดชนิดสีสันงดงามราวภาพวาดที่แต่งแต้มด้วยสีสุดสวย ปะการังนานาชนิด ดอกไม้ทะเล กัลปังหา หอย กระเบน และหมึก แต่เราจะได้พบความงดงามที่สมบูรณ์เหล่านี้ได้ในโลกใต้ทะเลที่อุดมสมบูรณ์เท่านั้น หากทะเลไม่สมบูรณ์แล้ว เราจะไม่เห็นสิ่งที่กล่าวมาแม้แต่น้อย 

หลายคนอาจกลัว (จม) น้ำ เพราะว่ายน้ำไม่เป็น บางคนอาจจะกลัวว่าจะเจอฉลามเมื่อลงน้ำทะเล บางคนกลัวสารพัดจะกลัว แต่สำหรับคนที่ไม่กลัวทะเล จะมีความสุขมากเวลาได้ดำดิ่งลงไปดูโลกใต้ทะเล เพราะเป็นโลกที่สงบ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเคลื่อนไหวของสรรพสิ่งต่างๆ อยู่ตลอดเวลา และยังมีสีสันของโลกใต้ทะเลเป็นของขวัญที่ล้ำค่ามากที่สุด

เราทุกคนรู้มานานแล้วว่าโลกของเรามีพื้นน้ำมากกว่าแผ่นดิน (หมายถึงแผ่นดินที่อยู่เหนือผิวน้ำ) โดยมีแผ่นน้ำมากกว่าแผ่นดินคือมีแผ่นน้ำสามส่วน แผ่นดินหนึ่งส่วน และสิ่งมีชีวิตที่สำคัญอย่างหนึ่งของโลกใต้ท้องทะเลคือปะการัง รวมถึงแพลงก์ตอน โดยเฉพาะแพลงก์ตอนเป็นตัวหลักที่ช่วยผลิตออกซิเจนให้กับโลกของเรา นอกจากนั้นยังมีปลาสารพัดสารพันชนิด ทั้งปลาสีสันสวยงาม ปลารูปร่างประหลาดมหัศจรรย์ และยังมีสัตว์อื่นๆ ที่เรารู้จักดี เช่น แมงกะพรุน หมึก หอย กุ้ง กระเบนปลาไหลทะเล หอยเม่น ดอกไม้ทะเล และกัลปังหาซึ่งอยู่ในตระกูลเดียวกับปะการัง (ไฟลัมไนดาเรีย)

แน่นอนว่าโลกใต้ทะเลมีความงดงาม แต่ก็มีอันตรายแฝงอยู่ด้วย เพราะฉะนั้น เวลาจะลงไปชมโลกใต้ทะเลจึงต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของตัวคุณเองเป็นอันดับแรก แล้วก็ต้องไม่ลงไปสร้างอันตราย หรือมลภาวะให้กับสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลด้วย ส่วนคนที่บอกว่ากลัวฉลามกัดหรือกินนั้น ต้องบอกเลยว่าในเขตท้องทะเลไทย และประเทศเมียนมานั้น ไม่ค่อยจะพบเจอฉลามนักล่าที่กินคนเป็นอาหารมากนัก เพราะฉลามคงกลัวการพบเจอคนมากกว่า เพราะฉลามรู้ดีว่าเวลาพบเจอคน ตัวของฉลามจะมีอันตรายมากกว่า 

ตามปกติ เวลาพวกเรา โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้เรียนการดำน้ำลึก (scuba diving) ก็จะไม่ดำน้ำลงไปในระดับที่ลึกเกิน 15-20 เมตร เพราะไม่น่าจะมีความสามารถลงไปได้ลึกถึงเพียงนั้น ดังนั้น พวกเราก็จึงใช้การดำน้ำแบบผิวๆ คือ snorkeling แค่เพียงสวมแว่นตากันน้ำแล้วใช้ท่อช่วยหายใจทางปาก แล้วก็ก้มหน้าลงไปใต้ผิวน้ำ เพียงเท่านี้ก็จะได้พบโลกแสนสวยใต้ท้องทะเลสีครามแล้ว 

ภาพที่นำมาฝากคุณในวันนี้ มาจากการชวนผู้อ่านแนวหน้ากลุ่มหนึ่งไปเที่ยวเกาะนาวโอพี (Nyaung Oo Phee) ในเขตประเทศเมียนมา โดยเราไปเที่ยวกันมาเมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคมปีนี้ และขอบอกว่าหลายคนว่ายน้ำไม่เป็น แต่เนื่องจากเขาไม่กลัวการลงน้ำ (ที่มีการเข้มงวดเรื่องความปลอดภัย) เขาเหล่านั้นจึงได้พบกับโลกใต้น้ำแสนสวย ได้พบปะการังสารพัดชนิด เช่นเขากวาง จาน ดอกกะหล่ำสมอง เป็นต้น และได้พบกับกัลปังหาสีสวยสด แล้วก็ได้พบกับกระเบน หมึก เต่า และปลาไหลทะเลอีกด้วย และที่ตรงไหนซึ่งมีดอกไม้ทะเลก็จะมีปลาการ์ตูนสีสวยสดไปอาศัยหลบภัยอยู่อย่างแน่นอน เพราะดอกไม้ทะเลคือบ้านที่แสนปลอดภัยของปลาการ์ตูน   

ช่วงนี้ทะเลฝั่งอันดามันมีคลื่นลมแรงไม่เหมาะกับการออกไปท่องเที่ยวและสำรวจท้องทะเล ต้องรอให้หมดฤดูมรสุมก่อน ซึ่งก็ประมาณช่วงเดือนตุลาคมเป็นต้นไป ดังนั้น เราจึงไม่ไปเที่ยวทะเลอันดามันในช่วงนี้ แต่เราสามารถเที่ยวทะเลฝั่งอ่าวไทยได้ แม้ปะการังจะไม่สมบูรณ์เท่าทะเลอันดามัน แต่ก็ต้องยอมรับว่ายังมีโลกใต้ทะเลที่สวยงามในทะเลอ่าวไทยรอให้คุณไปสัมผัสความงามได้ 

สนใจท่องเที่ยวกับ Mr.Flower โปรดติดต่อ 091-7233615 เราเน้นการเที่ยวแบบกลุ่มเล็กๆ เที่ยวแบบเจาะลึก และเน้นด้านศิลปวัฒนธรรม และธรรมชาติ

ตะลอนเที่ยว : สวยๆ งามๆ ท่ามกลางสวน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/805468

ตะลอนเที่ยว : สวยๆ งามๆ ท่ามกลางสวน

ตะลอนเที่ยว : สวยๆ งามๆ ท่ามกลางสวน

วันอาทิตย์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

วันนี้จะชวนคุณไปชมของสวยๆ งามๆ ไปชิมไปกินข้าวและกับข้าวอร่อยๆ ไปช้อปของสวยๆที่ทำจากฝีมือชาวบ้าน แล้วไปหายใจให้เต็มปอดสูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอด ณ สวนต้นไม้แห่งหนึ่งในอำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง ซึ่งมีชื่อว่า บ้านไร่ ไออรุณ

คนที่ชอบต้นไม้ ชอบธรรมชาติ ชอบเสียงไก่ขัน ชอบเสียงนกร้อง ชอบสายลมธรรมชาติในบรรยากาศสวนร่มรื่น จะต้องชอบที่นี่แน่ๆ เพราะที่นี่คือสวนเก่าดั่งเดิมของครอบครัว แต่ได้รับการแต่งเติมเสริมความน่ารักด้วยที่พักแบบเน้นความเป็นธรรมชาติ ท่ามกลางสวน และแปลงผักออร์แกนิก และผลยังมีผลไม้ออร์แกนิกอีกด้วย  

ภาพทั้งหมดทุกภาพที่นำมาฝากคุณในวันนี้บ่งบอกได้ชัดเจนว่าที่นี่เน้นการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสุดๆ กินกับธรรมชาติ และอยู่กับธรรมชาติจริงๆ 

เริ่มจากอาหารการกิน และเครื่องดื่มทุกชนิดล้วนมีผัก มีดอกไม้ และผลไม้สดๆ เข้าไปเป็นองค์ประกอบสำคัญในอาหารทุกจาน และเครื่องดื่มทุกแก้ว หลายคนอาจจะถามว่าดอกไม้สีสันสวยงามที่วางบนข้าวสวยร้อนๆ หอมกรุ่นด้วยกลิ่นข้าว แล้วเราจะกินดอกไม้นั้นได้หรือ ตอบว่ากินได้แน่นอน กินได้ทุกดอก และเช่นเดียวกัน ดอกไม้ที่วางอยู่ในกับข้าวต่างๆ ก็กินได้ด้วย เพราะผู้ปรุงอาหารได้เลือกสรรเอาดอกไม้กินได้ไปประกอบอาหาร เพราะช่วยให้เกิดความงามของอาหาร และขณะเดียวกันก็ยังใช้รับประทานได้ด้วย

ส่วนข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่จำหน่ายในไร่แห่งนี้ ล้วนทำจากฝีมือของคนในพื้นที่ทั้งสิ้น โดยข้าวของต่างๆ ผ่านการเลือกสรร และผ่านการออกแบบเป็นอย่างดีจาก Merchandiser เพราะฉะนั้น จึงทำให้ได้เห็นเสื้อผ้าที่ดูแล้วเหมือนธรรมดาๆ แต่ทว่าการออกแบบแสนเท่ เก๋ไก๋ สีสันไม่ฉูดฉาดบาดตา แถมยังดูแล้วมีรสนิยมวิไล สนนราคาก็ไม่น่ากลัว เพราะจับต้องได้ ส่วนของใช้อื่นๆ เช่น ของใช้ในบ้าน ของใช้สำนักงาน ของตกแต่งบ้านก็เช่นกัน ทุกชิ้นทำจากชาวบ้านในย่านนั้น หรือชาวบ้านในจังหวัดระนอง และใกล้เคียง ใช้วัสดุจากธรรมชาติร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ผ่านกระบวนการ design ผ่านการเลือกใช้สี และผ่านการผลิตที่ประณีต เพราะฉะนั้น จึงบอกได้ว่า การซื้อของที่นี่จึงเท่ากับช่วยกระจายรายได้ให้กับชาวบ้านในพื้นที่โดยตรง และยังสนับสนุนให้ชาวบ้านเกิดการเรียนรู้ และพัฒนาการผลิตสินค้าได้อย่างเป็นรูปธรรม

การท่องเที่ยวชุมชน จึงไม่ใช่การเที่ยวแบบดาษๆ และไม่ใช่การจำกัดอยู่แค่ว่าต้องไปซื้อของแบบพื้นๆ จากชาวบ้านเท่านั้น แต่การท่องเที่ยวชุมชนในยุคพัฒนาแล้ว คือการเข้าไปช่วยสนับสนุนให้ชาวบ้านผลิตสินค้าที่สามารถดัดแปลงวัสดุจากธรรมชาติให้กลายเป็นสินค้าคุณภาพดี มีการออกแบบผลิตภัณฑ์อย่างน่าสนใจ และชวนให้ซื้อหา 

การได้อยู่กับธรรมชาติ ทำให้ได้สัมผ้สไอดินกลิ่นหญ้า กลิ่นดอกไม้ และกลิ่นของธรรมชาติโดยตรงได้ซึมซับกับธรรมชาติอย่างแท้จริง ได้ยินเสียงน้ำไหลในลำธารข้างๆ ที่พักนอนแบบไหลเอื่อยๆ เรื่อยๆ แค่นี้ก็ทำให้มีความสุขล้นเหลือ และได้รับการเติมพลังบริสุทธิ์จากธรรมชาติ ทำให้ชีวิตมีพลังงานบวกเพิ่มขึ้น และสามารถเก็บพลังบวกนั้นกลับเข้าไปในเวลาทำงานในเมืองใหญ่ที่ว้าวุ่น วุ่นวายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ถามจริงๆ ครับ อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว และได้ชมภาพสวยๆ ในคอลัมน์แล้ว คุณอยากจะไป recharge พลังให้กับชีวิตของตัวคุณเองแล้วใช่ไหม หากคุณต้องการเที่ยวแบบใสๆ เที่ยวแบบละมุนละไม เที่ยวแบบไม่เร่งรัดร้อนรน และเที่ยวให้ได้ความรู้เชิงประวัติศาสตร์ เชิงวัฒนธรรม และเชิงวิถีชุมชนแท้ๆ ติดต่อ Mr.Flower ได้ที่หมายเลข 091-7233615 ครับ แล้วเราไปเที่ยวเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตทั้งของคนเที่ยวและคนที่เราไปเยือนด้วยกันครับ