ตะลอนเที่ยว : ศรีเทพ อู่อารยธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/754064

ตะลอนเที่ยว : ศรีเทพ อู่อารยธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย

ตะลอนเที่ยว : ศรีเทพ อู่อารยธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย

วันอาทิตย์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เมืองไทยมีสถานที่สำคัญเชิงโบราณคดีมากมายกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ทั่วทุกภาคของประเทศ และหนึ่งในนั้นคือเมืองศรีเทพ ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ 

ความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ ศรีเทพแห่งนี้คือศูนย์กลางการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้า และเป็นแหล่งอารยธรรมวัฒนธรรมที่เป็นจุดเชื่อมเขตภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือมาตั้งแต่อดีต มีหลักฐานทางโบราณคดีระบุว่าเมืองศรีเทพ เป็นเมืองที่เกิดมาก่อนอารยธรรมทวารวดี และขอมโบราณ โดยมีอายุตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ 6-12

ศรีเทพแบ่งเป็นสองเขต คือเขตในเมือง (เมืองใน) และนอกเมือง (เมืองนอก)โดยเขตเมืองในมีลักษณะของเมืองค่อนข้างกลม มีพื้นที่ประมาณ 1,300 ไร่ ปัจจุบันมีโบราณสถานหลงเหลืออยู่ 48 แห่ง โดยเป็นโบราณสถานที่เกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนาและศาสนาฮินดู ศิลปกรรมที่หลงเหลือให้เห็นมีลักษณะเกี่ยวเนื่องกับทวารวดี สมัยพุทธศตวรรษ 12-16 และวัฒนธรรมแบบขอมโบราณ สมัยพุทธศตวรรษที่ 16-18 

โบราณสถานที่สำคัญที่ยังปรากฏคือ เขาคลังใน และปรางค์ต่างๆ เช่น ปรางค์ศรีเทพปรางค์สองพี่น้อง และที่สำคัญคือมีสระน้ำขนาดต่างๆ อยู่ในเมืองอีกประมาณ 70 สระ

โบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่หลงเหลือในเขตเมืองใน คือ ทับหลังที่ปรางค์สองพี่น้อง และลวดลายปูนปั้นรูปคนแคระแบกที่ฐานเขาคลังใน โดยคนแคระนั้นมีทั้งหน้าเป็นคน และสัตว์ต่างๆ เช่น วัว สิงห์ ลิง เป็นต้น และมีลายพรรณพฤกษา และลวดลายเรขาคณิต ประดับที่ฐาน 

เขาคลังในเป็นโบราณสถานของพุทธศาสนาในยุคนั้น ส่วนปรางค์สองพี่น้อง น่าจะเคยเป็นเทวาลัย ตามความเชื่อของศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย แล้วต่อมาถูกปรับเปลี่ยนเป็นพุทธสถาน

ส่วนเมืองนอก ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกของเมืองใน มีพื้นที่ประมาณ 1,600 ไร่ผังของเมืองนอกเป็นแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้ามุมมนมีโบราณสถานหลงเหลืออยู่ 64 แห่ง และมีสระน้ำขนาดต่างๆ อีกเป็นจำนวนมาก และนอกคูเมืองกำแพงของเมือง นอกนั้นยังมีโบราณสถานอีกกว่า 50 แห่ง โบราณสถานที่สำคัญคือ เขาคลังนอก ปรางค์ฤๅษี และกลุ่มเขาคลังสระแก้ว 

และที่สำคัญคือ เขาถมอรัตน์ ที่อยู่ทางทิศตะวันตกนอกเขตเมืองโบราณ ห่างออกไป15 กิโลเมตร สันนิษฐานว่า เขาถมอรัตน์ คือพื้นที่สำคัญในการประกอบพิธีกรรมของศรีเทพ โดยในสมัยทวารวดี ใช้เขาถมอรัตน์เป็นเขตพุทธสถานแบบมหายาน

ถมอรัตน์เป็นเขาหินปูนขนาดใหญ่บริเวณเชิงเขาขุดค้นพบกำไลหิน และเครื่องมือต่างๆ ของมนุษย์ในยุคนัั้น

เมืองศรีเทพมีความเจริญรุ่งเรืองอยู่ประมาณ 700 ปี แล้วก็เสื่อมสลายลงจนลดความสำคัญไปในที่สุดในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 ซึ่งเป็นช่วงเวลาไล่เลี่ยกับการเสื่อมสลายของอาณาจักรขอมโบราณ แล้วจึงเกิดเมืองใหม่ที่เจริญขึ้นมาทดแทน เช่น อาณาจักรสุโขทัย รวมถึงอาณาจักรอยุธยา ในเวลาต่อมา 

ปัจจุบัน ศรีเทพ ได้รับการยกขึ้นเป็นมรดกโลกแล้ว โดยเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ถึง 3 กันยายน 2566 ได้จัดงานแสงสีเสียงศรีเทพสู่มรดกโลก

หนังสือพิมพ์แนวหน้า โดยMr.Flower วางกำหนดจัดทริปพาคุณๆ ไปเที่ยวชมความวิจิตรของเมืองศรีเทพในช่วงปลายเดือนกันยายน 2566 หากคุณสนใจร่วมทริปด้วยกัน โปรดติดต่อ 091-7233615 รับสมาชิกจำนวนจำกัด 30 คนเท่านั้นครับ

ตะลอนเที่ยว : เขาก็คน เราก็คน เราช่วยเหลือกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/752540

ตะลอนเที่ยว : เขาก็คน เราก็คน เราช่วยเหลือกัน

ตะลอนเที่ยว : เขาก็คน เราก็คน เราช่วยเหลือกัน

วันอาทิตย์ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ช่วงนี้มีฝนตกลงมาบ่อย ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวไม่ค่อยสะดวก โดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่ต้องเดินชมสถานที่ เช่น โบราณสถาน รวมถึงการนั่งเรือท่องเที่ยวด้วย  หลายคนบอกว่าเมื่อเที่ยวแล้วเจอฝน ทำให้เสียบรรยากาศ เนื่องจากเดินเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ได้ไม่สะดวกเหมือนยามไม่มีฝนแต่ก็ไม่ได้หมายความว่ารังเกียจเดียดฉันท์ฝนนะครับ คืออยากให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล แล้วเมื่อวันที่ฝนไม่ตกลงมา ก็ไปท่องไปเที่ยวด้วยกัน

แต่สำหรับกลุ่มผู้อ่านแนวหน้า และผู้ฟังรายการวิทยุ Good Time ทางสถานีวิทยุจุฬาฯ ที่เป็นเกลอกันอย่างเหนียวแน่นก็มีความเห็นร่วมกันว่า แม้ไม่ได้ไปเที่ยวในหน้าฝน แต่ก็ยังต้องการรวมกลุ่มกันเพื่อทำความดี ดังนั้น จึงชักชวนกันไปบริจาคสิ่งของต่างๆ ให้เด็กตาบอดและพิการซ้ำซ้อน รามอินทรา 

ต้องบอกตรงๆ ว่า เมื่อเราบอกกล่าวถึงกันว่าเราจะไปทำบุญทำทาน ก็มีสมาชิกจำนวนมากให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี สำหรับสมาชิกที่ว่างและสะดวกก็ไปร่วมกัน แต่สำหรับสมาชิกที่ติดภารกิจอื่นๆ หรือไม่สะดวกไปร่วมงาน ก็ฝากเงินร่วมสมทบทุนกันมากมาย

ดังนั้นเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2566กลุ่มของเราก็จึงนำข้าวของต่างๆ นานาไปบริจาคให้น้องๆ ที่เป็นผู้พิการทางตาและมีความพิการด้านอื่นๆ ซ้ำซ้อน โดยก่อนจะไปบริจาค Mr.Flower ได้โทรศัพท์ไปสอบถามเจ้าหน้าที่ของบ้านเด็กตาบอดฯว่าต้องการหรือขาดแคลนสิ่งใดเป็นพิเศษหรือไม่ จะได้จัดหาไปให้ตรงตามความต้องการ

ก็ได้รับคำตอบว่า ต้องการเครื่องปรุงรสอาหาร เช่น น้ำปลา ซีอิ๊วรสชาติต่างๆ น้ำส้มสายชู  น้ำตาล น้ำมันหอย น้ำมันพืช ผ้าอ้อมสำเร็จรูปสำหรับเด็กโต อุปกรณ์และน้ำยาทำความสะอาดห้องน้ำและพื้น ส่วนเรื่องอาหารการกิน ขนมนมเนยนั้นก็แล้วแต่ผู้บริจาคจะเห็นสมควร 

เมื่อได้คำตอบมาเช่นนั้น กลุ่มของเราก็จึงนำข้าวของที่ทางบ้านเด็กตาบอดฯ ต้องการไปมอบให้ รวมทั้งได้นำขนมต่างๆ รวมถึงเสื้อผ้า ของเล่น รองเท้านักเรียน และรองเท้าสวมใส่ลำลอง และเงินสด 3 พันบาท ไปมอบให้เด็กๆ และในงานนี้ก็ได้รับเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพทำจากลำไยของไทย ชื่อ ลองก้า จากมูลนิธิประยุทธ์ สุวิมล มหากิจศิริ โดยการประสานงานของ สรกฤช วรรณลักษณ์ และชัยณรงค์ ตรงนามสุขกิจ ผู้บริหารบริษัท พีเอ็ม 80 จำกัด ไปมอบให้เด็กและเจ้าหน้าที่ของบ้านเด็กตาบอดด้วย นอกจากนี้ ร้านคำหวาน ปานเอ่ย ได้นำสลิ่ม ทับทิมกรอบ มะพร้าวกะทิ ไปเลี้ยงน้องๆ รวมถึงเจ้าหน้าที่ และยังเอื้อเฟื้อไปถึงผู้ไปร่วมบริจาคสิ่งของรายอื่นๆ ที่ไปบริจาคสิ่งของในวันดังกล่าว 

วันนี้ขอนำภาพบรรยากาศแห่งความอิ่มใจ ณ บ้านเด็กตาบอดฯ มาแบ่งปันให้คุณๆได้ร่วมกันอิ่มเอมใจไปด้วยกัน และขอบคุณผู้มีส่วนร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ทุกคน ไม่ว่าจะไปร่วมงานด้วยตัวเอง หรือร่วมสมทบทุนและร่วมส่งใจไปร่วมกิจกรรมด้วยกัน 

เราเชื่อว่าการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้กันและกัน คือการสร้างความสุข ความสันติให้กับสังคมของเรา เพราะเราก็คือคน เขาก็คือคน เพราะฉะนั้น เราจึงแบ่งปันและเอื้อเฟื้อกันและกันตลอดเวลา 

วันหน้าเราจะไปเลี้ยงอาหารกลางวันคนชราที่บ้านบางเขน (คาดว่ากลางเดือนกันยายน) หากคุณๆ สนใจร่วมกิจกรรมกับเรา และหนังสือพิมพ์แนวหน้า รายการ Good Time โปรดติดต่อ 091-7233615 

ขอเชิญพวกเราไปร่วมทำกิจกรรมดีๆ เพื่อสังคมของเราด้วยกันครับ

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวไปด้วย ทำบุญทำทานไปด้วย แสนสุขใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/751094

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวไปด้วย ทำบุญทำทานไปด้วย แสนสุขใจ

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวไปด้วย ทำบุญทำทานไปด้วย แสนสุขใจ

วันอาทิตย์ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มนุษย์เรานั้นสามารถช่วยให้โลกของเราน่าอยู่มากขึ้นได้ด้วยการแบ่งปัน การแบ่งปันทำให้เราลดความเห็นแก่ตัวลงได้อย่างน่าอัศจรรย์ คนที่แบ่งปันให้คนอื่นตลอดเวลาคือคนที่มีความสุข และมีความอิ่มเอมใจตลอดเวลา ไม่ว่ายามหลับหรือยามตื่นก็จะมีแต่ความสุขใจ ถึงแม้บางครั้งอาจจะลำบากกายบ้าง แต่ขอยืนยันว่ามีความสุขใจมากจริงๆ

แฟนคอลัมน์ตะลอนเที่ยว หนังสือพิมพ์แนวหน้า และแฟนรายการ Good Time (สถานีวิทยุจุฬาฯ 101.5 FM และสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ 95.5 FM) เป็นกลุ่มคนที่ได้รับการยอมรับว่ามีความสุขใจมากกับการเป็นผู้ให้เพราะพวกเราจะรวมตัวกันเป็นระยะๆ เพื่อไปมอบสิ่งของ และเลี้ยงอาหารให้กับคนกลุ่มต่างๆ อาทิ คนชราในสถานสงเคราะห์ เด็กด้อยโอกาส สัตว์จรจัด และสัตว์บาดเจ็บ เจ็บป่วย รวมถึงการทำบุญร่วมกันเป็นประจำทุกครั้งเมื่อโอกาสเอื้ออำนวย แต่แม้ไม่ได้ทำบุญ ทำทานร่วมกันแต่ทุกคนก็ยังเสียสละ และบริจาคทรัพย์เพื่อทำบุญทำทานเป็นประจำ

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม วันแม่แห่งชาติ คณะของเราได้ไปมอบสิ่งของต่างๆ เช่น รองเท้านักเรียน รองเท้าสวมในโอกาสอื่นๆ สมุด ดินสอ ปากกา อุปกรณ์การเรียนต่างๆ เครื่องกีฬา ขนมสารพัดชนิดกระเป๋าหนังสือ เสื้อผ้า (ทั้งใช้แล้วแต่สภาพดีมาก และเสื้อผ้ามือหนึ่ง) และทุนการศึกษาคนละ 1,000 บาทให้นักเรียนโรงเรียนบันไดช้าง อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และนักเรียนก่อนปฐมวัย

นักเรียนทุกคนฝากบอกว่าขอบคุณในน้ำใจที่กลุ่มของเรานำไปมอบให้ และดีใจมากที่ได้รองเท้าใหม่ กระเป๋าใหม่ และได้เครื่องกีฬาหลากหลาย และยังได้มีขนมอร่อยๆ รับประทาน มีเสื้อผ้าใหม่ไว้สวมใส่ นักเรียนหลายคนบอกว่าจะนำของกินที่ได้ไปฝากน้องที่บ้านบางคนบอกว่า หนูมีน้องอีกสองคน หนูขอขนมไปฝากน้องด้วยนะคะ ซึ่งทางเราก็จัดให้ด้วยความยินดี

เมื่อได้พบปะกับน้องๆ เรียบร้อยแล้ว คณะของเราก็ไปเที่ยวชมโบราณสถานสำคัญของเมืองอยุธยา และกราบนมัสการพระเกจิอาจารย์ของเมืองเสนา นั่นคือหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค

จากนั้นก็พาสมาชิกไปชมความงามของเจดีย์วัดญาณเสน สมาชิกทุกคนที่ไปด้วยกันในวันนั้นบอกตรงกันว่าไม่เคยมาวัดนี้มาก่อน ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนอีกด้วย แต่เมื่อมาได้ชมความงามของเจดีย์แล้ว บอกได้คำเดียวว่า งามเหลือเกิน นอกจากนั้นยังได้นั่่งรถชมโบราณสถานบนเกาะเมืองอยุธยาอีกด้วย 

ส่วนอีกวัดเก่าที่พาไปชมอีกวัดหนึ่งคือวัดบรมพุทธาราม ปัจจุบันอยู่ในเขตรั้วของมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา แม้วัดนี้เกือบจะเหลือเพียงซากของวัด แต่ก็ยังมีความงดงามหลงเหลือให้ชมอย่างน่าอัศจรรย์ใจ โดยเฉพาะลวดลายปูนปั้นที่งดงามมากที่ยังหลงเหลืออยู่ที่เหนือกรอบประตูอุโบสถ 

และที่หนึ่ง ที่พาสมาชิกไปชมคือ อนุสรณ์สถานของเจ้าพระยาบวรราชนายก (เฉกอะหมัด) ปฐมจุฬาราชมนตรี ตั้งแต่สมัยแผ่นดินอยุธยา ในรัชสมัยพระเจ้าปราสาททอง

เฉกอะหมัดคือต้นตระกูลของสายสกุลบุนนาค และต้นสกุลของพี่น้องไทยมุสลิมอีกหลายนามสกุล เดิมเป็นชาวอิหร่าน (เปอร์เซีย) เข้ามาทำมาค้าขายในสมัยกรุงศรีอยุธยา แล้วทำความดีความชอบสนองพระเดชพระคุณจนได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าพระยาบวรราชนายก จางวางกรมมหาดไทย

การท่องเที่ยวและทำบุญทำทานไปในทริปเดียวกันสามารถบอกได้สั้นๆ แต่ตรงประเด็นว่า ทำให้เกิดความสุขใจมากจริงๆ เพราะได้ทั้งเที่ยว และได้ทั้งแบ่งปันให้กับผู้คนที่เป็นเพื่อนร่วมแผ่นดินของเรา

หากคุณสนใจทริปแบบนี้ นำโดย Mr.Flower แนวหน้า โปรดติดต่อหมายเลข 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : สรชัง (สีชัง) เกาะที่อวลอบไปด้วยความรัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/749683

ตะลอนเที่ยว : สรชัง (สีชัง) เกาะที่อวลอบไปด้วยความรัก

ตะลอนเที่ยว : สรชัง (สีชัง) เกาะที่อวลอบไปด้วยความรัก

วันอาทิตย์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ไปๆ มาๆ ก็ต้องพาคุณๆ กลับไปเที่ยวเกาะสีชังกันอีก แม้จะไปมาแล้วจนนับครั้งอาจจะไม่ถ้วนแล้วก็ตาม แต่เมื่อคิดถึงเกาะสีชัง ก็ต้องพาคุณๆ กลับไปเยือนเกาะแห่งความรักอีกเหมือนเดิม

สีชัง กร่อนคำมาจากคำว่า สรชัง ซึ่งแปลว่าเกาะที่ปราศจากความเกลียดชัง หรือหากแปลให้ตรงตัวก็คือ เกาะแห่งความรัก

ดังนั้น ใครก็ตามที่เข้าใจผิด เพราะเห็นว่ามีคำว่าชังอยู่ด้วย จึงพานไปเข้าใจผิดแล้วคิดว่าเป็นเกาะที่มีแต่ความชัง ก็จึงนับเป็นเรื่องเข้าใจผิดอย่างมหันต์

หลายคนถามซ้ำๆ ว่า ทำไมจึงไปเที่ยวเกาะสีชังบ่อย (จังเลย) ก็ขอตอบแบบสั้นๆ ตรงประเด็นว่า เพราะสีชังมีความน่าสนใจมากจนต้องไปเยือนบ่อยๆ เช่น มีเขตพระราชฐานบนเกาะ คือพระจุฑาธุชราชฐาน ต้องบอกว่าเป็นเกาะแห่งเดียวในพระราชอาณาจักรไทยที่มีพระราชวังตั้งอยู่บนเกาะ พระราชฐานแห่งนี้ก่อสร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปัจจุบันยังมีเรือนในยุคนั้นหลงเหลือให้เห็นเป็นประจักษ์อยู่

ส่วนเหตุผลอื่นๆ คือ สีชังอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ทำให้ผู้ที่อาศัยในกรุงเทพฯ สามารถไปเยี่ยมไปเยือนได้สะดวกดาย อีกทั้งเกาะก็ยังตั้งอยู่ไม่ห่างจากฝั่ง คือเขตอำเภอศรีราชา จึงนั่งเรือไปเที่ยวไปชมได้แสนสะดวก

ส่วนบนเกาะก็มีความร่มรื่น รื่นรมย์ มีโบราณสถาน มีพุทธสถาน มีบ้านเรือนชุมชน มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เช่นหาดทราย (เพียงแห่งเดียว) มีน้ำทะเลที่นับว่ายังใสสะอาดให้ชื่นชม และหลายต่อหลายคนก็ยังชื่นชอบการไปชมพระอาทิตย์อัสดงที่ช่องเขาขาด และที่สำคัญไม่น้อยก็คือมีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ด้วย

ด้วยเหตุผลข้างต้นจึงทำให้ Mr.Flower ชอบชักชวนและนำพาคุณๆ ไปเที่ยวเกาะสีชัง หากคุณสนใจไปเที่ยวสีชัง และนอนค้างเพื่อซึมซับบรรยากาศบนเกาะสักคืน ก็ขอให้บอกนะครับ จะพาคุณๆ ไปเที่ยวด้วยความสุขกายสบายใจ หากสนใจร่วมทริปเล็กๆ เป็นกันเอง กินอาหารอร่อย เที่ยวแบบละมุนละไม โปรดติดต่อ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : นั่งรถไฟไปไหนไปกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/748203

ตะลอนเที่ยว : นั่งรถไฟไปไหนไปกัน

ตะลอนเที่ยว : นั่งรถไฟไปไหนไปกัน

วันอาทิตย์ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

วันนี้ Mr.Flower มาชวนคุณๆ ไปนั่งรถไฟเที่ยวเมืองที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ แต่ทว่ามีเสน่ห์มากมายจนเกินบรรยายให้หมดให้สิ้นภายในเวลาสั้นๆ นั่นคือเมืองสมุทรสาคร และสมุทรสงคราม

หลายคนไม่เคยนั่งรถไฟไปเที่ยวเมืองสมุทรฯ ทั้งสอง ทั้งๆ ที่อาจเคยไปเยือนเมืองที่ว่านั้นมาแล้วจนนับครั้งไม่ถ้วน แต่บางคนก็สารภาพตรงๆ ว่าไม่เคยไปเที่ยวเมืองสมุทรสาครเลย แต่อาจจะเคยไปเที่ยวอัมพวามาแล้วบ้าง แต่ก็ไม่เคยนั่งรถไฟไปเที่ยวอัมพวาอยู่ดี 

เราเริ่มเที่ยวกันที่จุดแรกหลังจากขึ้นรถไฟจากวงเวียนใหญ่ กรุงเทพฯ แล้วไปลงจุดแรกที่มหาชัย สมุทรสาคร เมื่อมามหาชัยก็ต้องข้ามไปเที่ยวท่าฉลอมด้วย เพราะเรายังจำเพลงท่าฉลอมได้จนขึ้นใจ โดยเฉพาะท่อนที่ร้องว่า ท่าฉลอมกับมหาชัย จะคิดทำไมว่าไกล เชื่อมความรักไว้ดีกว่า 

เมื่อนั่งเรือข้ามฝากจากมหาชัยไปถึงท่าฉลอม ก็ต้องนั่งสามล้อถีบเที่ยวท่าฉลอม เพราะเป็นทั้งการกระจายรายได้ให้กับพี่ๆ คนถีบสามล้อ และได้นั่งกินลมชมเมืองไปพร้อมๆ กัน 

อันที่จริงที่เที่ยวบนฝั่งมหาชัยก็มีมากมายพอประมาณ เช่น วัดช่องลม วัดแห่งนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเคยเสด็จพระราชดำเนินณ วัดแห่งนี้ อีกทั้งพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงเคยเสด็จฯยังวัดนี้เมื่อครั้งตามเสด็จทั้งสองพระองค์เมื่อสมัยยังทรงพระเยาว์ 

อันที่จริง เมื่อมาเมืองมหาชัย ก็ต้องไปศาลพันท้ายนรสิงห์ด้วย แต่ทริปนี้ไม่ได้พาคุณไปเพราะตั้งใจพาคุณไปเที่ยวต่อที่เมืองอัมพวา สมุทรสงคราม 

เราต่อรถไฟจากสถานีรถไฟบ้านแหลมไปสถานีแม่กลอง รถไฟสายนี้มีความน่าสนใจมากตรงที่ระหว่างทางจะพบกับวิวทิวทัศน์ต่างๆ นานา อาทิ นาเกลือ นากุ้ง และตลาดชุมชน โดยเฉพาะตลาดแม่กลอง หรือตลาดร่มหุบ ที่ต้องบอกสั้นๆ แบบตรงๆ ว่ามีเสน่ห์สุดๆ เพราะเมื่อรถไฟแล่นผ่านตลาดนี้แม่ค้าพ่อค้าก็จะพากับหุบร่มเพื่อให้รถไฟแล่นผ่านไปได้แบบชิลๆ แล้วเมื่อรถไฟผ่านไปแล้ว ร่มก็ถูกกางออกอีก ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น นี่คือความอัศจรรย์ของรถไฟไทยที่ทำให้ร่มหุบลงได้ในพริบตา ไม่ใช่แค่หุบร่มเมื่อรถไฟแล่นผ่านเท่านั้น แต่บรรดาแผงขายสินค้าก็ถูกลากออกจากบริเวณใกล้รางรถไฟอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน เห็นแล้วบอกได้คำเดียวว่ามหัศจรรย์มาก เพราะทุกอย่างดูเสมือนเป็นเรื่องอัตโนมัติ เมื่อบรรยากาศสนุกแบบนี้ ก็ทำให้ต้องลงเดินเที่ยวตลาดแม่กลอง แล้วก็ได้เห็นภาพตลาดแม่กลองที่น่ารักมาก บ้านเรือนแบบห้องแถวยุค 50-60 ปีก่อน ดูแล้วมีเสน่ห์มาก 

เมื่อเที่ยวตลาดแม่กลองเสร็จสรรพก็ต้องไปต่อที่อัมพวา ชุมชนชาวน้ำที่ใครๆ ก็หลงรัก วันที่ไปเที่ยวนั้นแม้ฟ้าจะค่อนข้างครึ้ม แต่ก็หาได้ทำให้เรายุติการเดินทางไม่ เพราะเราไม่กลัวฝน เนื่องจากเราอยู่ใต้ฟ้า แต่ไม่ชอบอย่างเดียวคือฝนตกแล้วเปียกปอน แต่ถึงจะเปียกก็ช่าง เพราะเราตั้งใจมาเที่ยว การเดินทางจากตลาดแม่กลองไปอัมพวามีหลายอย่าง เช่น รถสองแถว หรือไม่ก็จักรยานยนต์รับจ้าง แต่เราเลือกนั่งรถสองแถว เพราะต้องการสัมผัสผู้คนบนรถคันเดียวกัน ไม่นานนักก็ถึงอัมพวา 

เวลากล่าวถึงอัมพวาก็ไม่ต้องยกแม่น้ำทั้งห้ามาบอกเล่า เพราะหลายคนรู้จักดีมากอยู่แล้ว เนื่องจากหลายคนไปบ่อยมาก อัมพวายังคงมีเสน่ห์ไม่สร่างซาไม่ว่าจะวันวานหรือวันนี้ เพราะมีทั้งของกิน ของใช้ มีขนมนมเนยของคาวของหวานให้เลือกกินตามอัธยาศัย สนนราคาก็แสนประหยัด

การไปเที่ยวทริปนี้ หากจะกลับด้วยรถไฟ ก็ต้องรีบเที่ยวพอประมาณ เพราะเย็นย่ำเกินไปรถไฟก็จะหมด แต่ก็ไม่ต้องกลัว ไม่กลับก็ค้างคืนได้ แต่หากจะกลับค่ำสักนิด ก็ไม่มีปัญหาเพราะมีรถโดยสารประจำทางสารพัดชนิดให้เลือกโดยไปขึ้นรถประจำทางกลับกรุงเทพฯได้ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารสมุทรสงคราม ถนนราชญาติรักษาโดยรถจะไปส่งที่สถานีหมอชิต กรุงเทพฯ

หากคุณสนใจจะไปเที่ยวแบบชิลๆ แต่แสนสนุกกับ Mr.Flower โปรดติดต่อ 091-7233615 

ขอบคุณภาพสวยๆ จากคุณ Isra Pongnithi

ตะลอนเที่ยว : อู่ทอง เมืองหลวงดินแดนทวารวดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/746725

ตะลอนเที่ยว : อู่ทอง เมืองหลวงดินแดนทวารวดี

ตะลอนเที่ยว : อู่ทอง เมืองหลวงดินแดนทวารวดี

วันอาทิตย์ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ทวารวดี มีความหมายหลายนัย เช่น อาณาจักรหนึ่ง หรือยุคสมัยหนึ่ง โดยทวารวดีในความเชื่อและความคิดตามหลักฐานโบราณคดีที่ค้นพบ ทำให้คนไทยเชื่อว่าทวารวดีคือแหล่งประวัติศาสตร์สำคัญของดินแดนส่วนหนึ่งที่ปัจจุบันคือประเทศไทย อันมีความเป็นมาก่อนยุคสุโขทัย โดยน่าจะมีอายุในช่วงราวพุทธศตวรรษที่ 12-18 

ดินแดนทวารวดีกินอาณาบริเวณกว้างขวางมาก เพราะมีหลักฐานปรากฏอยู่ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย แต่ก็เชื่อกันว่าเมืองสุพรรณบุรีในปัจจุบัน โดยเฉพาะที่อู่ทองน่าจะเป็นเมืองหลวง หรือเมืองสำคัญของอาณาจักรทวารวดี 

ตามหลักฐานโบราณคดีทำให้เชื่อว่าเมืองสุพรรณบุรีในปัจจุบันนั้นมีอายุที่สืบค้นย้อนหลังไปได้ไม่น้อยกว่า 3,500-3,800 ปีเพราะมีโบราณวัตถุที่ค้นพบช่วยบ่งบอกถึงอายุของเมืองย้อนไปตั้งแต่ยุคหินใหม่ ยุคสำริด และยุคเหล็ก และยังเชื่อกันว่าอาณาจักรทวารวดีนั้นอยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิ ที่ครอบคลุมดินแดนของประเทศไทยในปัจจุบันด้วย

มีหลักฐานปรากฏในบันทึกของพระเหี้ยนจั้ง หรือเสวียนจั้ง (ซึ่งก็คือพระถังซัมจั๋ง) ว่ามีดินแดนโตโลโปตี ซึ่งก็คือทวารวดี และยังมีจารึกภาษาสันสกฤตในเหรียญเงินโบราณว่า ศรีทวารวดี ศวรปุณยะแปลว่า บุญของพระผู้เป็นเจ้าแห่งทวารวดี โดยเหรียญเงินเหล่านี้ถูกค้นพบในแดนแดนของจังหวัดนครปฐม สุพรรณบุรี และลพบุรี ทำให้เชื่อมากยิ่งขึ้นว่าดินแดนทวารวดีน่าจะอยู่ในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทยยุคปัจจุบัน และสันนิษฐานว่าเมืองหลวงของทวารวดีน่าจะอยู่ที่อู่ทอง สุพรรณบุรี

นอกจากนั้น ยังมีหลักฐานทำให้เชื่อด้วยว่าทวารวดีเป็นดินแดนที่เป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนา นิกายเถรวาท โดยมีการเผยแพร่พระธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาจากดินแดนชมพูทวีป หรืออินเดีย แต่ปรากฏว่าใช้ภาษามอญเป็นภาษาสำคัญในศิลาจารึกหลายหลัก ส่วนหลักฐานที่พบในศิลปวัตถุก็เป็นแบบคุปตะ ซึ่งพบว่ามีศิลปะนี้อยู่ในดินแดนทั่วสุวรรณภูมิ โดยค้นพบเศียรพระพุทธรูปทองคำ และเจดีย์ รวมถึงธรรมจักร แต่ขณะเดียวกันก็พบโบราณวัตถุอันเกี่ยวเนื่องกับศาสนาพราหมณ์ เช่น ฐานโยนี และศิวลึงค์ เป็นต้น และยังพบรูปปั้นและรูปหล่อบุคคล และรูปสัตว์ต่างๆ

Mr.Flower นำผู้อ่านแนวหน้ากลุ่มเล็กๆ (14 คน) ไปเที่ยวเมืองอู่ทอง และเมืองสุพรรณบุรีเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยพาไปชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง เป็นที่แรกก่อนจะไปเที่ยวแหล่งโบราณคดีอื่นๆในเมืองอู่ทอง การไปชมพิพิธภัณฑ์ฯ อู่ทอง ทำให้หลายคนบอกว่า ไม่เคยรู้มาก่อนว่าเมืองอู่ทองมีความสำคัญ และเป็นแหล่งโบราณคดีที่น่าสนใจมาก เมื่อได้ฟังคำบรรยายทำให้ทราบว่าเมืองอู่ทองในอดีตนั้นเป็นพื้นที่ที่มีการติดต่อค้าขายกับคนจากชุมชนภายนอกอย่างคึกคัก โดยเฉพาะพ่อค้าวาณิชจากอินเดีย และชนชาติอื่นๆ ที่มาจากดินแดนเปอร์เซีย ยุโรป และจีน ทำให้อู่ทองมีการพัฒนาอย่างมาก มีการใช้ตัวอักษรมีภาษา และมีระบบเงินตราที่ใช้สำหรับแลกเปลี่ยนสินค้า แล้วยังมีระบบการปกครองของตนเอง แต่ที่สุดน่าทึ่งคือมีเทคโนโลยีทันสมัยในดินแดนแห่งนี้

นอกจากเที่ยวเมืองโบราณอู่ทองแล้ว ยังพาคณะไปเที่ยวชมวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมืองสุพรรณบุรีด้วย สันนิษฐานว่าวัดนี้สร้างในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง อายุประมาณ 600 ปีเศษ โบราณสถานสำคัญที่ยังหลงเหลือให้เห็นเป็นประจักษ์ก็คือพระมหาเจดีย์ทรงปรางค์เป็นเจดีย์ที่ก่ออิฐไม่ถือปูน (คือไม่ฉาบปูนทับลงไป)ซึ่งเป็นศิลปะการก่อสร้างสมัยอยุธยาตอนต้น 

ส่วนผู้ที่นิยมพระเครื่องเบญจภาคีชื่อดัง ก็จะรู้จักวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมืองสุพรรณฯ ในเรื่องของพระพิมพ์ผงเมืองสุพรรณฯ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในห้าพระเครื่องชื่อดังของไทย (พระเบญจภาคี ประกอบด้วยพระสมเด็จนางพญา พิษณุโลก พระผงเมืองสุพรรณฯ พระสมเด็จนางพญา สมเด็จโต(สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดระฆังฯ พระทุ่งเศรษฐีกำแพงเพชร และพระรอด เมืองลำพูน 

สำหรับผู้ที่สนใจท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ โบราณคดี แบบเจาะลึก โดยไปเที่ยวกันแบบกลุ่มเล็กๆ โปรดติดต่อMr.Flower หมายเลข 091-7233615 

ขอบคุณภาพประกอบจากคุณ Suphatchara Pat Rodtim และคุณหมอศิริวัฒน์ มโนธรรม

ตะลอนเที่ยว : เที่ยววัดย่านโลหะปราสาท ยามหน้าฝน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/745377

ตะลอนเที่ยว : เที่ยววัดย่านโลหะปราสาท ยามหน้าฝน

ตะลอนเที่ยว : เที่ยววัดย่านโลหะปราสาท ยามหน้าฝน

วันอาทิตย์ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หน้าฝนเป็นหน้าหนึ่งที่คนไม่ชอบฝน (จริงๆ ต้องบอกว่าไม่ชอบความเฉอะแฉะน้ำท่วมขังมากกว่า เพราะหลายคนไม่ได้รังเกียจฝนหากฝนตกแล้วตนเองไม่เดือดร้อน) มักบอกว่าไม่ออกไปเที่ยวไหนต่อไหน เพราะฝนตกแล้วเที่ยวยาก 

อันที่จริงจะบอกว่า ฝนตกก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเที่ยวในบางสถานที่ เพราะเมื่อฝนตกเราก็หลบฝนอยู่ในตัวอาคารสถานที่ได้ ดีเสียอีกที่ไม่เปียกฝน แม้ฟ้าจะหม่นหมองไปสักนิด แต่ก็ทำให้เราไม่ร้อนจนเหงื่อไหลไคลย้อย ตัวชุ่มไปด้วยเหงื่อ คิดแบบนี้แล้ว ก็สามารถเที่ยวต่อไปได้ ยกเว้นการเที่ยวป่า เที่ยวเขาลำเนาไพรเท่านั้นที่อาจจะเที่ยวในหน้าฝนแล้วไม่สะดวก แต่คนที่ชอบเที่ยวป่ายามหน้าฝนก็มีเยอะแยะไปนะครับ ลางเนื้อชอบลางยา ว่ากันไปตามแต่ละคนชอบก็แล้วกัน 

วันนี้มาชวนคุณเดินเที่ยวแถวๆ โลหะปราสาท วัดราชนัดดารามวรวิหาร เพราะเป็นที่เที่ยวที่น่าสนใจมาก เนื่องจากมีวัดที่งดงามอยู่ใกล้ๆ กันไม่ต้องเดินไกล แล้วก็ยังได้ขึ้นไปชมโลหะปราสาทอีกด้วย อันที่จริงบริเวณรอบๆโลหะปราสาทในรัศมีไม่ไกลมากนักมีร้านอาหารอร่อยๆ ให้กินมากมาย เลือกกินไม่หวาดไม่ไหวแต่วันนี้ขอพาเที่ยววัด เที่ยวโลหะปราสาทก่อนนะครับ วันหน้าจะพาไปตระเวนกินของอร่อยรอบๆ บริเวณนี้

หากพูดถึงโลหะปราสาทแล้ว ก็ขออนุญาตพูดแบบรวบรัด เพราะเคยพาคุณไปเจาะลึกเฉพาะตัวโลหะปราสาทมาแล้วเมื่อสองเดือนก่อน แต่จะพาคุณไปเที่ยววัดราชนัดดารามวรวิหาร วัดนี้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2386 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าหญิงโสมนัสวัฒนาวดี ในกาลต่อมาทรงได้รับตำแหน่งพระอัครมเหสี ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพระนามว่า สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดีบรมราชเทวี 

หลายคนไปโลหะปราสาท แต่ไม่เคยแวะไปวัดราชนัดดารามวรวิหาร เลยแม้แต่ครั้งเดียวนับว่าน่าเสียดายมาก วันนี้จึงพาคุณไปเที่ยววัดแห่งนี้ รับรองว่าเมื่อคุณเข้าไปชมวัด ชมพระอุโบสถวัดราชนัดดารามวรวิหาร แล้วคุณจะบอกว่างดงามยิ่งนัก แล้วจะเสียดายที่ไม่ได้ไปชมตั้งแต่ครั้งก่อนๆ ที่ไปโลหะปราสาท

อีกวัดหนึ่งที่อยู่ใกล้กันคือวัดเทพธิดารามวรวิหาร วัดแห่งนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เช่นกัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2379 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระราชทานแด่พระราชธิดาของพระองค์ท่าน คือพระองค์เจ้าหญิงวิลาศ ภายหลังได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ สถาปนาทรงกรมเป็นกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ด้วยเหตุนี้ จึงพระราชทานนามวัดนี้ว่า วัดเทพธิดารามวรวิหาร วัดนี้ สุนทรภู่ เคยอุปสมบทและจำพรรษา เมื่อ พ.ศ. 2382-2385

วันนี้ขออนุญาตนำภาพสวยๆ มาจากบริเวณโลหะปราสาท วัดราชนัดดารามวรวิหาร และวัดเทพธิดารามวรวิหาร มาฝากก่อนครับ วันหน้าจะพาคุณไปเที่ยวชมด้วยตัวเองนะครับ สนใจไปร่วมทริปเดินทอดน่อง ท่องเมืองกรุงเทพฯด้วยกันโปรดติดต่อ 091-7233615 ครับ เราเน้นการเที่ยวเมืองกรุง ด้วยการเดินเที่ยวแล้วซึมซับความงามในแง่มุมต่างๆ ของเมืองด้วยกัน 

ขอบคุณภาพจาก Isra Pongnithi

ตะลอนเที่ยว : หลงเสน่ห์วาฬบรูด้า แห่งอ่าวไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/743988

ตะลอนเที่ยว : หลงเสน่ห์วาฬบรูด้า แห่งอ่าวไทย

ตะลอนเที่ยว : หลงเสน่ห์วาฬบรูด้า แห่งอ่าวไทย

วันอาทิตย์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หลายคนอาจไม่ทราบว่าในท้องทะเลไทยในเขตอ่าวไทยของเรา โดยเฉพาะอ่าวไทยตอนบนหรืออ่าวตัวกอ (ก. ไก่) นั้นมีวาฬบรูด้าอาศัยอยู่ซึ่งอันที่จริงนั้นวาฬบรูด้าอาศัยอยู่ทั้งในเขตอ่าวไทยและทะเลอันดามัน

จากข้อมูลของกรมทรัพยากรทางทะเลระบุว่าในเขตทะเลไทยมีวาฬชนิดนี้ประมาณ 60 ตัว วาฬบรูด้าจะหากินห่างจากชายฝั่งตั้งแต่ 4-30 กิโลเมตร โดยสามารถพบได้ตลอดปี แต่ช่วงเวลาที่พบได้บ่อยมากที่สุดคือตั้งแต่เมษายนถึงกันยายนของทุกๆ ปีเพราะเป็นช่วงที่อาหารของวาฬบรูด้าคือปลากะตักและกุ้งเคยอุดมสมบูรณ์มากที่สุด ดังนั้นวาฬบรูด้าจึงออกมาปรากฏตัวบ่อยในช่วงดังกล่าวเพราะมีอาหารที่สมบูรณ์มาก

ปกตินั้น วาฬชนิดนี้จะออกหากินเพียงลำพัง ยกเว้นหากมีลูกน้อยติด ก็จะออกหากินพร้อมกับลูกด้วย แต่บางครั้งก็อาจจะพบเจอวาฬในบริเวณใกล้ๆ กันสองตัว วาฬบรูด้า
ในเขตอ่าวไทยมีชื่อทุกตัว ซึ่งตั้งโดยนักวิจัยที่ติดตามดูพฤติกรรมการหากินของวาฬอย่างใกล้ชิด จึงสามารถจดจำลักษณะและตำหนิต่างๆของวาฬได้แม่นยำ จนสามารถตั้งชื่อให้ได้

วาฬบรูด้าที่ตัวใหญ่สุดจะมีน้ำหนัก 40 ตันตัวโตเต็มวัยจะยาว 16-17 เมตร อายุมากสุดคือ 50 ปี ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ในทุกๆ 2 ปี

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมนี้ Mr.Flower นำสมาชิกไปชมวาฬบรูด้า โดยนั่งรถบัสออกจากกรุงเทพฯไปลงเรือที่มหาชัย สมุทรสาครวันนั้นเราทุกคนตื่นเต้นมากที่ได้พบวาฬบรูด้า2-3 ตัว แล้วต้องบอกว่าโชคดีมากจริงๆที่แล่นเรือออกจากฝั่งประมาณ 1 ชั่วโมง20 นาที ก็ได้พบวาฬบรูด้าขึ้นมาหาอาหารกินหลายคนบอกว่าได้เห็นวาฬบรูด้ายิ้มแล้วชื่นใจมาก แล้วที่สำคัญคือได้ชมลีลาน่ารักต่างๆ นานาของวาฬบรูด้า เช่น พ่นน้ำอ้าปากกว้างกินอาหาร และว่ายน้ำโชว์

เราทุกคนได้เห็นวาฬบรูด้าแล้วก็มีความสุขใจ และภาคภูมิใจมากที่ท้องทะเลไทยของเรามีสัตว์หายากอยู่อาศัย ทำให้เราดีใจว่าท้องทะเลไทยยังอุดมสมบูรณ์ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่เราทุกคนต้องช่วยกันดูแลรักษาไว้ให้ดี เพราะหากท้องทะเลของเราสูญเสียสมดุลแล้ว สัตว์ทะเลน้อยใหญ่ทั้งหลายก็จะไม่อยู่อาศัยในเขตนี้อีกต่อไป

วันนั้นเราเฝ้าดูวาฬบรูด้าจนอิ่มใจ แล้วก็ร่ำลาโบกมือบ๊ายบายสัตว์น้ำตัวมหึมาแห่งท้องทะเลไทย แล้วกลับขึ้นฝั่ง ระหว่างทางก็แสนจะโชคดีที่เราได้เห็นโลมาอิรวดีขึ้นมาโชว์ตัวบนผิวน้ำอีก หลายคนตื่นเต้น ดีใจมากบอกว่าโชคดีมากๆ ที่ได้เห็นทั้งวาฬบรูด้า และโลมาอิรวดี ทำให้ยิ่งหลงรักท้องทะเลไทยมากขึ้นอีกหลายเท่า

วันนี้ Mr.Flower นำภาพสวยๆ ของวาฬบรูด้ามาฝาก หลายคนบอกว่าวาฬบรูด้ายิ้มหวานมาก ต้องกลับไปหาอีกในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน วันที่เราเดินทางด้วยเรือนั้น ทุกคนบอกเหมือนๆ กันว่า มีความสุขมาก ได้เห็นความงามของท้องทะเลไทย ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ และได้รับประทานอาหารที่ปรุงใหม่ๆ สดๆ รสชาติแสนอร่อย พร้อมทั้งได้รับริการที่แสนประทับใจจากเจ้าหน้าที่ของเรือ มีขนมต่างๆ พร้อมเครื่องดื่มให้บริการอย่างจุใจตลอดการเดินทางทำให้ทุกคนบอกว่าวันหน้าจะจัดไปเที่ยวที่ไหนอีกขอให้บอกด้วย เพราะจะตามไปทุกทริป เพราะประทับใจการให้บริการที่แสนอบอุ่นและน่ารักมาก

สำหรับคุณๆ ที่ต้องการไปชมวาฬบรูด้ากับ Mr.Flower โปรดติดต่อสอบถามได้ที่หมายเลข 091-7233615 เรามีทริปพาคุณไปชมวาฬบรูด้าทุกวันเสาร์ตลอดเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม

ขอบคุณภาพสวยๆ จากคุณเอก-ณัฐทัตต์ วงศ์ทองเหลือ และน้องช่างภาพประจำเรือไปกันคาตามารันส์

ตะลอนเที่ยว : อันความกรุณาปรานี จะมีใครบังคับก็หาไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/742347

ตะลอนเที่ยว : อันความกรุณาปรานี จะมีใครบังคับก็หาไม่

ตะลอนเที่ยว : อันความกรุณาปรานี จะมีใครบังคับก็หาไม่

วันอาทิตย์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ความเมตตากรุณาปรานีคือสิ่งสำคัญที่ช่วยให้โลกมนุษย์ดำเนินต่อไปได้อย่างเป็นปกติสุข เมื่อเรามีจิตเมตตาแล้ว เราก็จะพยายามช่วยเหลือสรรพสัตว์ สรรพสิ่งให้ดำรงความเป็นอยู่ในสภาวะที่เขาเหล่านั้นไม่ต้องประสบกับความทุกข์ยากจนเกินไป แล้วที่สำคัญยิ่งกว่าคือ เราจะพบว่าเมื่อเรามีเมตตากรุณาต่อสรรพสิ่งแล้ว ชีวิตเราจะร่มเย็นมีความสุขตามอัตภาพ และจะพยายามช่วยเหลือสรรพสัตว์ สรรพสิ่งต่อไปเรื่อยๆ ตามความสามารถของเรา

โครงการทำหมันหมาแมวจรจัด และตรวจสุขภาพสัตว์ (ทั้งจรจัดและมีเจ้าของ) เป็นโครงการที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมมือทำโครงการนี้กับหนังสือพิมพ์แนวหน้า มาเป็นระยะเวลานานกว่า 14 ปีแล้ว วัตถุประสงค์สำคัญก็เพื่อลดจำนวนประชากรสัตว์จรจัด โดยเฉพาะหมาและแมว อีกทั้งยังต้องการเห็นสัตว์เหล่านั้นมีสุขภาพที่ดี ปราศจากโรคภัย โดยเฉพาะโรคพิษสุนัขบ้า เพราะหากสัตว์ป่วยด้วยโรคนี้แล้ว ก็จะทำให้ประชาชนในสังคมนั้นๆ ประสบความเดือดร้อนไปโดยปริยาย เนื่องจากโรคพิษสุนัขบ้าทำให้สัตว์และคนที่ป่วยเป็นโรคนี้ต้องเสียชีวิตทุกราย

ล่าสุดเมื่อวันที่ 3-5 กรกฎาคม 2566 โครงการนี้ได้สัญจรไปให้บริการทำหมัน ตรวจสุขภาพ ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และวัคซีนรวมให้กับสัตว์เลี้ยงประจำบ้าน คือ หมาและแมว ในเขตอำเภอเพ และไปให้บริการบนเกาะเสม็ด จังหวัดระยอง

สำหรับผู้ที่ติดตามอ่านแนวหน้ามาโดยตลอดจะทราบดีว่าโครงการนี้เป็นโครงการหนึ่งที่ช่วยสร้างให้สังคมทั้งของคนและสัตว์เลี้ยงมีสวัสดิภาพที่ดี โดยโครงการนี้
ไม่คิดค่าบริการใดๆ จากผู้รับบริการ 

ดังนั้นจึงมีคำถามว่า แล้วค่าใช้จ่ายต่างๆ ของโครงการในแต่ละครั้ง ซึ่งหากคิดเป็นเงินตราก็ต้องบอกว่าหลายแสนบาทใครเป็นผู้รับผิดชอบ ตอบสั้นๆ โดยสรุปคือ เป็นความร่วมมือกันจากหลายฝ่าย เช่น คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ คณาจารย์และนิสิตคณะสัตวแพทย์ฯ เจ้าของพื้นที่ที่ต้องการได้รับบริการ และหนังสือพิมพ์แนวหน้า โดยดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย บรรณาธิการข่าวและคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์แนวหน้า เป็นผู้ริเริ่มโครงการ และเป็นผู้ประสานงานโครงการ

ตัวอย่างล่าสุดของทริปเพ เกาะเสม็ด ระยอง นอกจากได้รับการสนับสนุนจากคณะสัตวแพทย์ฯ แล้ว ยังได้รับการร่วมมืออย่างดียิ่งจากคณาจารย์ของคณะ รวมถึงสัตวแพทย์ที่จบจากจุฬาฯ โดยบางคนร่วมโครงการนี้มาตลอดตั้งแต่เพิ่งจบการศึกษา จนปัจจุบันหลายรายได้เป็นอาจารย์ในคณะฯ และบางรายก็ได้รับตำแหน่งคณบดี นอกนั้นยังมีอาจารย์อาวุโสหลายรายเข้าร่วมโครงการด้วย คุณหมอหลายคนต้องปิดคลินิกส่วนตัว เพื่อไปให้บริการในโครงการนี้ อาจารย์ที่เป็นผู้บริหารคณะฯ บางรายต้องขับรถยนต์ไปเอง เพราะไม่สามารถอยู่ร่วมโครงการได้ตลอด จึงต้องกลับก่อนสิ่งเหล่านี้คือความประทับใจที่ Mr.Flower ในฐานะผู้ร่วมประสานงานประทับใจมาก 

เมื่อคุณหมอทั้งหลายทุ่มเทการทำงานมากมายแล้ว เราก็ต้องจัดหาและอำนวยความสะดวกให้คุณหมอให้มากที่สุด เพื่อให้ทำงานได้ประสบความสำเร็จดีที่สุด โดยจัดหาที่พัก อาหารการกิน และการขนส่งให้คณะทำงาน โดยที่พักและอาหารได้รับความอนุเคราะห์ด้วยดีเสมอมาเมื่อเราไปให้บริการที่ระยอง โดยกลุ่มเสม็ดรีสอร์ทเป็นผู้ดูแลทั้งหมด ส่วนการเดินทางในครั้งนี้ ได้รับการอนุเคราะห์จาก บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ส่วนสถานที่ให้บริการตรวจรักษาและทำหมันสัตว์ ได้รับความอนุเคราะห์จากองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นของทั้งเพ และเสม็ด 

จากภาพจะเห็นว่า การทำงานนอกโรงพยาบาลสัตว์ที่ได้มาตรฐานนั้น จำเป็นที่คุณหมอทั้งหลายต้องปรับตัว ปรับสภาพการทำงาน เพื่อให้งานออกมาดีที่สุด เช่น ต้องจัดเตรียมโต๊ะผ่าตัดกันเอง โดยดัดแปลงจากโต๊ะที่มีในชุมชนต่างๆ ต้องจัดหาและเตรียมแสงสว่างเพื่อให้การผ่าตัดดำเนินไปได้ดีที่สุด ต้องนำเครื่องไม้เครื่องมืออุปกรณ์และเวชภัณฑ์ไปให้บริการกับชุมชนโดยเน้นมาตรฐานเดียวกับการให้บริการในโรงพยาบาลสัตว์ที่ได้มาตรฐานระดับสากล 

สิ่งที่พวกเราทุกคนภูมิใจและดีใจคือเมื่อเห็นจำนวนสัตว์จรจัดในชุมชนต่างๆ ที่เราไปให้บริการเป็นประจำลดจำนวนลงทุกปีและได้เห็นว่าชุมชนมีสวัสดิภาพที่ดี ไม่มีปัญหาเรื่องพิษสุนัขบ้าแพร่ระบาด และได้เห็นชาวบ้านให้ความรักความเมตตาต่อสัตว์ เพียงเท่านี้เราก็ยิ้มได้เต็มหน้า และนอนหลับด้วยความสบายใจ และภูมิใจที่มีส่วนช่วยให้สังคมมีความปกติสุขตามอัตภาพ

ตะลอนเที่ยว : แม่เจ้าพระยาและลำคลอง เส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงสรรพชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/740975

ตะลอนเที่ยว : แม่เจ้าพระยาและลำคลอง เส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงสรรพชีวิต

ตะลอนเที่ยว : แม่เจ้าพระยาและลำคลอง เส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงสรรพชีวิต

วันอาทิตย์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 07.05 น.

สืบเนื่องมาจากการพาคุณผู้อ่านแนวหน้าไปล่องเจ้าพระยา และคลองบาง (ข้า) หลวงคลองบางกอกใหญ่ เมื่อประมาณ 10 วันที่ผ่านมาทำให้มีเสียงเรียกร้องจากคุณผู้อ่านแนวหน้าว่า เมื่อไรจะพาไปเที่ยวทำนองนี้อีก 

ก็ขออนุญาตตอบให้ทราบ ณ ตรงนี้ว่า เราจะไปเที่ยวกันอีกในเร็วๆ นี้ คาดว่าภายในเดือนกรกฎาคม ซึ่งก็น่าจะประมาณช่วงกลางเดือน อาจจะวันที่ 15 หรือ 16 กรกฎาคม โดยเน้นการเที่ยวชุมชนของชาวริมคลอง แล้วแวะไหว้พระในวัดสำคัญๆ บางแห่งที่อยู่ริมคลอง จริงๆ ต้องบอกว่าไหว้พระและไหว้เจ้า รวมถึงไหว้พระผู้เป็นเจ้าด้วย เพราะเส้นทางที่พาคุณๆ ไปเที่ยวนั้นมีทั้งวัดของศาสนาพุทธ ศาลเจ้าของจีน โบสถ์คริสต์ และมัสยิด แล้วยังพาคุณไปชมความวิจิตรตระการตาของเรือพระที่นั่งในพระราชพิธีพยุหยาตราชลมารค ซึ่งเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานเรือพระราชพิธี ปากคลองบางกอกน้อย

การท่องเที่ยวทางน้ำในเขตกรุงเทพฯโดยล่องเรือไปในลำน้ำแม่เจ้าพระยา แล้วลัดเลาะเข้าไปในคลองบางกอกใหญ่ คลองบาง (ข้า) หลวงและคลองบางกอกน้อย นับว่ามีมนต์เสน่ห์อย่างมาก เพราะทำให้ได้เห็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนคนริมคลอง และได้เห็นวัดวาอารามต่างๆ ได้เห็นว่าผู้คนในชุมชนนั้นประกอบด้วยพี่น้อง เครือญาติ ทั้งชาวไทยที่นับถือศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม และศาสนาคริสต์ ได้เห็นถึงเส้นทางการคมนาคมที่อาศัยสายน้ำในลำคลอง และแม่น้ำเป็นเส้นทางสัญจร ทั้งเพื่อการค้า การทำธุรกิจ และการติดต่อคมนาคม การขนส่งสินค้า การทำประมง และการใช้น้ำเพื่อการเกษตร 

กล่าวได้ว่าสายน้ำใหญ่น้อย ทั้งแม่เจ้าพระยาและลำคลองต่างๆ ในกรุงเทพฯ มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของสรรพชีวิต และของเมือง เป็นสิ่งที่ผูกพันรัดร้อยเกี่ยวกระหวัดให้ผู้คนมีความพันผูกกับสายนทีอย่างยากที่จะแยกขาดจากกันได้อย่างสิ้นเชิง นอกจากสายน้ำจะเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้คนที่อยู่ริมคลอง ริมแม่น้ำแล้ว สายน้ำยังเกี่ยวพันกับการก่อเกิดขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมของชุมชนอีกด้วย 

หากเราจะเอ่ยอ้างถึงประโยคโบร่ำโบราณที่ว่า เดือนสิบเอ็ดน้ำนอง เดือนสิบสองน้ำทรง เดือนอ้ายน้ำไหลรี่ เดือนยี่น้ำไหลลง นี่เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าชีวิตของมนุษย์ที่อยู่ริมลำน้ำนั้นมีความสัมพันธ์กับสายน้ำและธรรมชาติอย่างแนบแน่น หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นวิถีชีวิตของคนริมน้ำ หรือชาวบ้านที่อาศัยริมแม่น้ำลำคลอง คนโบราณสามารถอยู่กับธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน ไม่ต้องพยายามหาทางเอาชนะธรรมชาติ เพราะรู้ดีว่าไม่มีวันเอาชนะได้ ซึ่งผิดกับคนยุคปัจจุบันที่พยายามจะควบคุมธรรมชาติให้จงได้ แต่สุดท้ายก็ไม่ประสบความสำเร็จ มิหนำซ้ำยังถูกธรรมชาติลงโทษเป็นประจำ 

ทริปที่แล้วนั้น Mr.Flower พาสมาชิกไปเที่ยววัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร(วัดประจำรัชกาลที่ 3) วัดนางนอง (วัดที่รัชกาลที่ 3 ทรงสร้างเพื่ออุทิศถวายแด่พระมารดา เจ้าจอมมารดาเรียม)วัดอัปสรสวรรค์ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญวัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหารวัดกัลยาณมิตร วรมหาวิหาร แล้วไปเที่ยวโบสถ์คริสต์ซางตาครู้ส (โบสถ์แห่งนี้ก่อสร้างในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช) แล้วเดินลัดเลาะเที่ยวย่านกุฎีจีน หาซื้อขนมฝรั่งกุฎีจีนกินกันอย่างเอร็ดอร่อย แล้วก็แวะศาลเจ้าเกียนอันเกง (อันที่จริงมีศาลเจ้าตั้งอยู่ริมน้ำในลำคลองบางกอกใหญ่ และแม่เจ้าพระยามากมาย แต่ไม่ได้แวะทุกศาลเจ้าเนื่องจากเวลาไม่เอื้ออำนวย

เราเดินเที่ยววัดและชุมชนต่างๆ จนหนำใจ แต่แล้วก็ถึงช่วงเวลาน้ำลง ทำให้เรือไม่สามารถเข้าไปในคลองบางกอกน้อยได้ จึงทำให้ต้องตัดโปรแกรมพาเที่ยวพิพิธภัณฑ์เรือพระราชพิธีออกไป ทำให้หลายคนเสียดายมากที่ไม่ได้เข้าไปชมความงามของเรือพระที่นั่งต่างๆ ที่เก็บรักษาอยู่ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้แต่อย่างไรก็ตาม หลายคนบอกว่าจะต้องกลับไปชมความวิจิตรของเรือพระที่นั่งให้ได้ พร้อมกับขอให้ Mr.Flower พาไปเที่ยวชมบ้านเรือนในคลองบางกอกน้อย เพราะในคลองบางกอกน้อยก็มีวัดวาอารามสำคัญๆ อีกมากมาย อาทิวัดสุวรรณาราม ราชวรวิหาร วัดศรีสุดาราม (วัดชีปะขาว) วัดสุวรรณคีรี (วัดขี้เหล็ก)เป็นต้น 

สำหรับคุณๆ ที่สนใจร่วมทริปท่องเที่ยวชมวัด วัง บ้านเรือน ตลาด ชุมชนริมแม่น้ำและลำคลองกับ Mr.Flower โปรดติดต่อ 091-7233615 ขอเรียนว่าทริปของเรารับสมาชิกจำนวนจำกัด (30-35 คนเท่านั้น) เหตุผลที่รับสมาชิกไม่มากเป็นร้อยๆ คน เพราะต้องการให้สมาชิกได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกันอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างกลุ่มมิตรภาพกลุ่มใหม่ขึ้นมา