ตะลอนเที่ยว : แม่เจ้าพระยาและลำคลอง เส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงสรรพชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/740975

ตะลอนเที่ยว : แม่เจ้าพระยาและลำคลอง เส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงสรรพชีวิต

ตะลอนเที่ยว : แม่เจ้าพระยาและลำคลอง เส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงสรรพชีวิต

วันอาทิตย์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 07.05 น.

สืบเนื่องมาจากการพาคุณผู้อ่านแนวหน้าไปล่องเจ้าพระยา และคลองบาง (ข้า) หลวงคลองบางกอกใหญ่ เมื่อประมาณ 10 วันที่ผ่านมาทำให้มีเสียงเรียกร้องจากคุณผู้อ่านแนวหน้าว่า เมื่อไรจะพาไปเที่ยวทำนองนี้อีก 

ก็ขออนุญาตตอบให้ทราบ ณ ตรงนี้ว่า เราจะไปเที่ยวกันอีกในเร็วๆ นี้ คาดว่าภายในเดือนกรกฎาคม ซึ่งก็น่าจะประมาณช่วงกลางเดือน อาจจะวันที่ 15 หรือ 16 กรกฎาคม โดยเน้นการเที่ยวชุมชนของชาวริมคลอง แล้วแวะไหว้พระในวัดสำคัญๆ บางแห่งที่อยู่ริมคลอง จริงๆ ต้องบอกว่าไหว้พระและไหว้เจ้า รวมถึงไหว้พระผู้เป็นเจ้าด้วย เพราะเส้นทางที่พาคุณๆ ไปเที่ยวนั้นมีทั้งวัดของศาสนาพุทธ ศาลเจ้าของจีน โบสถ์คริสต์ และมัสยิด แล้วยังพาคุณไปชมความวิจิตรตระการตาของเรือพระที่นั่งในพระราชพิธีพยุหยาตราชลมารค ซึ่งเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานเรือพระราชพิธี ปากคลองบางกอกน้อย

การท่องเที่ยวทางน้ำในเขตกรุงเทพฯโดยล่องเรือไปในลำน้ำแม่เจ้าพระยา แล้วลัดเลาะเข้าไปในคลองบางกอกใหญ่ คลองบาง (ข้า) หลวงและคลองบางกอกน้อย นับว่ามีมนต์เสน่ห์อย่างมาก เพราะทำให้ได้เห็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนคนริมคลอง และได้เห็นวัดวาอารามต่างๆ ได้เห็นว่าผู้คนในชุมชนนั้นประกอบด้วยพี่น้อง เครือญาติ ทั้งชาวไทยที่นับถือศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม และศาสนาคริสต์ ได้เห็นถึงเส้นทางการคมนาคมที่อาศัยสายน้ำในลำคลอง และแม่น้ำเป็นเส้นทางสัญจร ทั้งเพื่อการค้า การทำธุรกิจ และการติดต่อคมนาคม การขนส่งสินค้า การทำประมง และการใช้น้ำเพื่อการเกษตร 

กล่าวได้ว่าสายน้ำใหญ่น้อย ทั้งแม่เจ้าพระยาและลำคลองต่างๆ ในกรุงเทพฯ มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของสรรพชีวิต และของเมือง เป็นสิ่งที่ผูกพันรัดร้อยเกี่ยวกระหวัดให้ผู้คนมีความพันผูกกับสายนทีอย่างยากที่จะแยกขาดจากกันได้อย่างสิ้นเชิง นอกจากสายน้ำจะเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้คนที่อยู่ริมคลอง ริมแม่น้ำแล้ว สายน้ำยังเกี่ยวพันกับการก่อเกิดขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมของชุมชนอีกด้วย 

หากเราจะเอ่ยอ้างถึงประโยคโบร่ำโบราณที่ว่า เดือนสิบเอ็ดน้ำนอง เดือนสิบสองน้ำทรง เดือนอ้ายน้ำไหลรี่ เดือนยี่น้ำไหลลง นี่เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าชีวิตของมนุษย์ที่อยู่ริมลำน้ำนั้นมีความสัมพันธ์กับสายน้ำและธรรมชาติอย่างแนบแน่น หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นวิถีชีวิตของคนริมน้ำ หรือชาวบ้านที่อาศัยริมแม่น้ำลำคลอง คนโบราณสามารถอยู่กับธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน ไม่ต้องพยายามหาทางเอาชนะธรรมชาติ เพราะรู้ดีว่าไม่มีวันเอาชนะได้ ซึ่งผิดกับคนยุคปัจจุบันที่พยายามจะควบคุมธรรมชาติให้จงได้ แต่สุดท้ายก็ไม่ประสบความสำเร็จ มิหนำซ้ำยังถูกธรรมชาติลงโทษเป็นประจำ 

ทริปที่แล้วนั้น Mr.Flower พาสมาชิกไปเที่ยววัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร(วัดประจำรัชกาลที่ 3) วัดนางนอง (วัดที่รัชกาลที่ 3 ทรงสร้างเพื่ออุทิศถวายแด่พระมารดา เจ้าจอมมารดาเรียม)วัดอัปสรสวรรค์ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญวัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหารวัดกัลยาณมิตร วรมหาวิหาร แล้วไปเที่ยวโบสถ์คริสต์ซางตาครู้ส (โบสถ์แห่งนี้ก่อสร้างในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช) แล้วเดินลัดเลาะเที่ยวย่านกุฎีจีน หาซื้อขนมฝรั่งกุฎีจีนกินกันอย่างเอร็ดอร่อย แล้วก็แวะศาลเจ้าเกียนอันเกง (อันที่จริงมีศาลเจ้าตั้งอยู่ริมน้ำในลำคลองบางกอกใหญ่ และแม่เจ้าพระยามากมาย แต่ไม่ได้แวะทุกศาลเจ้าเนื่องจากเวลาไม่เอื้ออำนวย

เราเดินเที่ยววัดและชุมชนต่างๆ จนหนำใจ แต่แล้วก็ถึงช่วงเวลาน้ำลง ทำให้เรือไม่สามารถเข้าไปในคลองบางกอกน้อยได้ จึงทำให้ต้องตัดโปรแกรมพาเที่ยวพิพิธภัณฑ์เรือพระราชพิธีออกไป ทำให้หลายคนเสียดายมากที่ไม่ได้เข้าไปชมความงามของเรือพระที่นั่งต่างๆ ที่เก็บรักษาอยู่ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้แต่อย่างไรก็ตาม หลายคนบอกว่าจะต้องกลับไปชมความวิจิตรของเรือพระที่นั่งให้ได้ พร้อมกับขอให้ Mr.Flower พาไปเที่ยวชมบ้านเรือนในคลองบางกอกน้อย เพราะในคลองบางกอกน้อยก็มีวัดวาอารามสำคัญๆ อีกมากมาย อาทิวัดสุวรรณาราม ราชวรวิหาร วัดศรีสุดาราม (วัดชีปะขาว) วัดสุวรรณคีรี (วัดขี้เหล็ก)เป็นต้น 

สำหรับคุณๆ ที่สนใจร่วมทริปท่องเที่ยวชมวัด วัง บ้านเรือน ตลาด ชุมชนริมแม่น้ำและลำคลองกับ Mr.Flower โปรดติดต่อ 091-7233615 ขอเรียนว่าทริปของเรารับสมาชิกจำนวนจำกัด (30-35 คนเท่านั้น) เหตุผลที่รับสมาชิกไม่มากเป็นร้อยๆ คน เพราะต้องการให้สมาชิกได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกันอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างกลุ่มมิตรภาพกลุ่มใหม่ขึ้นมา

ตะลอนเที่ยว : หอประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/739446

ตะลอนเที่ยว : หอประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ตะลอนเที่ยว : หอประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันอาทิตย์ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ประวัติศาสตร์และความเป็นมา คือเครื่องช่วยบ่งบอกชี้ชัดว่าในปัจจุบันนี้เราเป็นใคร หากเราไม่มีราก ไม่มีเหง้า ไม่มีประวัติความเป็นมา เราก็เป็นสิ่งมีชีวิตจำพวกรากลอย
ไม่รู้จักความเป็นมาของตนเอง เมื่อเป็นเช่นนี้เราก็คงจะก้าวหน้าต่อไปในอนาคตได้อย่างมั่นคงได้ไม่ง่ายนัก

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในวันนี้มีอายุกว่า 1 ศตวรรษแล้ว แต่กว่าจะหยั่งรากลึกจนเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เช่นทุกวันนี้มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีประวัติศาสตร์และความเป็นมาที่น่าสนใจยิ่ง ขอเชิญคุณๆทำความรู้จักและเข้าใจจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยผ่านเรื่องราวและคำบอกเล่าต่างๆ จากหอประวัติจุฬาฯ 

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีดำริจัดตั้งหอประวัติจุฬาฯ เมื่อ พ.ศ. 2509 แต่ดำเนินการไปได้ไม่ลุล่วง จนกระทั่งเข้าสู่ปี 2530 หอประวัติจุฬาฯ จึงเกิดขึ้นอย่างเป็นหลักเป็นฐาน ซึ่งในวันที่26 มีนาคม 2531 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดหอประวัติจุฬาฯ ณ อาคารจักรพงษ์

หอประวัติจุฬาฯ เป็นแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์เกี่ยวเนื่องกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมากมาย 

ตึกจักรพงษ์แต่เดิมคือที่ทำการของสโมสรนิสิตจุฬาฯ (ปัจจุบันสโมสรนิสิตจุฬาฯ ย้ายที่ทำการไปอยู่บนตึกจุลจักรพงษ์ ซึ่งอยู่ใกล้กับศาลาพระเกี้ยว) ครั้นเมื่อใช้ตึกจักรพงษ์เป็นหอประวัติจุฬาฯ จึงจัดแบ่งพื้นที่สำหรับจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวเนื่องกับประวัติของจุฬาฯ เป็นสองส่วน ส่วนแรกอยู่ชั้นล่างของตึก เป็นห้องโถงใหญ่ ใช้สำหรับจัดแสดงนิทรรศการตามวาระสำคัญต่างๆ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วนชั้นสอง แบ่งพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการออกเป็นสี่ส่วนคือ ห้องโถงกลางหรือโถงเฉลิมพระเกียรติ ส่วนกึ่งกลางห้องโถงเป็นที่ประดิษฐานพระเกี้ยว องค์ที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระเกี้ยวองค์นี้จะถูกอัญเชิญไปในงานพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาตั้งแต่ปี 2533 และในห้องโถงนี้ยังมีพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ประดิษฐานอยู่ด้วย

และยังมีห้องจัดแสดงนิทรรศการอีกสามห้อง โดยสองห้องใช้จัดแสดงประวัติความเป็นมาก่อนจะสถาปนาเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในรัชสมัยของรัชกาลที่ 6 รวมถึงจัดแสดงประวัติการก่อตั้งคณะวิชาต่างๆ ในยุคแรกเริ่มของจุฬาฯ พร้อมทั้งประวัติการเสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์สร้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงประวัติการเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรกของสยามประเทศ ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ส่วนอีกห้องหนึ่งจัดแสดงเรื่องที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีสมเด็จเจ้าฟ้านิสิตพระองค์แรกทรงเข้าศึกษาในจุฬาฯ เมื่อปี 2516 โดยห้องจัดแสดงนิทรรศการนี้เป็นการทำงานร่วมกันของนิสิตเก่าจุฬาฯรุ่นที่เข้าศึกษาเมื่อปี 2513 โดยมีดำริร่วมกันจัดนิทรรศการเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์แรกของจุฬาฯ ในโอกาสที่รุ่นพี่รุ่นนี้ได้เข้าศึกษาในจุฬาฯ ครบ 50 ปี เมื่อปี 2563 การจัดทำนิทรรศการได้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2563 แต่ในยุคนั้นมีปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 หนักมาก การนำเสนอข่าวเรื่องนิทรรศการน้องใหม่จุฬาฯ ที่ทรงเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์แรกจึงไม่ได้เผยแพร่ต่อสาธารณะมากนัก

อย่างไรก็ตาม รุ่นพี่ที่เข้าศึกษาต่อเมื่อปี 2513 ได้กราบบังคมทูลทรงทราบ เพื่อทูลเชิญเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดนิทรรศการ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดนิทรรศการนี้ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2566 นับเป็นโอกาสอันดี เพราะเป็นวาระครบรอบ 50 ปี ที่จุฬาฯ มีน้องใหม่เป็นสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์แรกทรงเข้าศึกษาต่อในคณะอักษรศาสตร์

ภายในห้องจัดแสดงนิทรรศการน้องใหม่จุฬาฯ ที่ทรงเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์แรกมีความน่าสนใจมาก เพราะบอกเล่าเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นับตั้งแต่วันแรกที่ทรงเข้ารายงานพระองค์ที่คณะอักษรศาสตร์ การทรงร่วมกิจกรรมรับน้องใหม่ และกิจกรรมต่างๆ ของมหาวิทยาลัย และของคณะอักษรศาสตร์ และยังพระราชทานสิ่งของส่วนพระองค์เมื่อครั้งทรงมีพระราชสถานะเป็นนิสิตของจุฬาฯ อาทิ บัตรประจำตัวนิสิตของพระองค์ทั้งสี่ชั้นปีฉลองพระองค์ชุดนิสิต และฉลองพระองค์ครุย เป็นต้น

ขอเชิญชวนทุกท่านเข้าชมนิทรรศการ ณ หอประวัติจุฬาฯ ได้ทุกวันในเวลาราชการ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น 

หมายเหตุ ตึกจักรพงษ์อยู่ติดกับหอนาฬิกาจุฬาฯ อยู่ไม่ไกลจากหอประชุมจุฬาฯ โดยเมื่อหันหน้าเข้าหอประชุม ให้สังเกตด้านขวามือของตนเอง จะพบหอนาฬิกา และพบตึกจักรพงษ์

ตะลอนเที่ยว : วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/737927

ตะลอนเที่ยว : วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร

ตะลอนเที่ยว : วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร

วันอาทิตย์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หลายคนบ่นแบบคนจำพวกใกล้เกลือ กินด่างว่า กรุงเทพฯ น่าเบื่อมากเลย ไม่มีอะไรให้ดู ให้เที่ยว ให้ชม

ขอบอกว่าคนที่บ่นแบบนี้คือคนที่ไม่รู้จักกรุงเทพฯดี ต่อให้เกิด หรืออยู่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯก็ตามที เพราะข้อเท็จจริงนั้นกรุงเทพฯมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายมหาศาลสารพัดรูปแบบ ทั้งวัด วัง บ้านเรือน ตลาดบกตลาดน้ำ ทั้งแหล่งของกิน ของใช้ สารพัดสารพันเกินจะบรรยายได้หมดในเวลาอันสั้น

เอาแค่วัดเพียงอย่างเดียว ก็ต้องบอกว่ากรุงเทพฯมีวัดให้เที่ยวชม และเข้าไปกราบนมัสการพระพุทธรูป และชมโบราณสถาน โบราณวัตถุ ชนิดที่ว่าเที่ยวไปทั้งเดือนก็ยังเที่ยวชมวัดในกรุงเทพฯไม่หมดไม่สิ้น เพราะฉะนั้น ใครก็ตามที่บอกว่ากรุงเทพฯ ไม่มีอะไรให้เที่ยวให้ชม ขอให้คิดใหม่ แล้วขอให้เริ่มต้นเที่ยวกรุงเทพฯก่อน จะได้ยุติความคิดที่แสนประหลาดนั้นโดยพลัน

หลายคนไปบางลำภูหลายร้อยครั้ง แต่ไม่เคยเข้าไปกราบนมัสการพระประธานในพระอุโบสถ คือพระพุทธสุวรรณเขต (หลวงพ่อโต) องค์ที่อยู่ด้านหลัง อัญเชิญมาจากวัดสระตะพาน จังหวัดเพชรบุรี และพระพุทธชินสีห์ องค์ที่อยู่ด่านหน้า อัญเชิญมาจากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก ที่ฐานพระประธานเป็นที่ประดิษฐ์พระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 9

นอกจากหลายคนไม่เคยเข้าไปกราบนมัสการพระประธานในพระอุโบสถแล้ว ยังไม่เคยเข้าไปชมโบราณสถานต่างๆ ในวัดบวรฯอีกด้วย วัดบวรนิเวศฯ เป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมราชจักรีวงศ์หลายพระองค์ประทับจำพรรษาที่นี่ เช่น รัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 7 รวมถึงรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10

ภายในพระอุโบสถมีซุ้มสาหร่ายลวดลายงดงามประดับด้านหน้าองค์พระประธาน ด้านบนซุ้มเชิญตราพระมหามงกุฎ ตราประจำพระองค์รัชกาลที่ 4 ประดับไว้

เมื่อเข้าไปในเขตวัดบวรนิเวศฯ จะพบว่าสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทยผสมกับแบบจีน วัดแห่งนี้สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ ทรงเป็นแม่กองก่อสร้าง ดังนั้น พระอุโบสถวัดบวรฯ จึงสร้างตามแบบพระราชนิยมสมัยรัชกาลที่ 3 สิ่งสำคัญอีกสิ่งคือพระเจดีย์ทอง ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และที่ซุ้มเก๋งด้านทิศเหนือพระเจดีย์ทอง คือที่ประดิษฐานพระไพรีพินาศ ทำจากศิลา ขนาดหน้าตัก 33 เซนติเมตร ปางประทานพร ศิลปะสมัยศรีวิชัย

สิ่งที่น่าสนใจอีกสิ่งคือทวารบาลแบบจีน หรือเซี่ยวกาง ทำเป็นรูปเทพ ถืออาวุธ และมีพาหนะเป็นสัตว์ต่างๆ เช่น ถือทวน ทรงสิงโตจีน ถือดาบคู่ ทรงเสือ ถือตรีศูลและกริช ทรงจระเข้ ถือดาบ และโล่ ทรงมังกร

วัดบวรนิเวศฯ ตั้งอยู่ที่ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ

ขอบคุณภาพจากคุณอิสรา พงศ์นิธิ (นิสิตเก่าคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

ตะลอนเที่ยว : คลองบางหลวง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/736447

ตะลอนเที่ยว : คลองบางหลวง

ตะลอนเที่ยว : คลองบางหลวง

วันอาทิตย์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

กรุงเทพมหานครหรือบางกอกได้รับสมญานามว่าเวนิสตะวันออก เพราะในวันก่อนวันเก่านั้นเมืองบางกอกเต็มไปด้วยคลองต่างๆ นานาสารพัด คลองจึงเป็นเสมือนเส้นเลือดฝอยที่หล่อเลี้ยงสรรพชีวิตให้อุดมสมบูรณ์ โดยมีเส้นเลือดใหญ่คือแม่น้ำเจ้าพระยา

วันนี้จะชวนคุณๆ ไปเที่ยวคลองบางหลวง ชุมชน เก่าแก่ที่มีประวัติมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ปัจจุบันอยู่ในเขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ คำว่าคลองบางหลวงมาจากคำเต็มเดิมคือคลองบางข้าหลวง ปัจจุบันมีชื่อเรียกอีกชื่อว่าคลองบางกอกใหญ่ คลองนี้เดิมคือแม่น้ำเจ้าพระยาสายเดิมแต่เมื่อมีการขุดคลองลัดที่บริเวณหลังมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปัจจุบัน เมื่อครั้งแผ่นดินสมเด็จพระชัยราชาธิราช ทำให้สายน้ำเปลี่ยนทาง แม่น้ำสายเดิมก็เล็กลงแคบลง ส่วนคลองลัดที่ขุดใหม่ก็ขยายใหญ่ขึ้นมากขึ้น เพราะทางน้ำเปลี่ยน ส่งผลให้จากคลองก็กลายเป็นแม่น้ำ แล้วจากแม่น้ำก็เปลี่ยนเป็นคลองดังปรากฏเช่นทุกวันนี้ 

เริ่มต้นจากวัดกำแพงบางจาก วัดนี้มีประวัติว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยา สิ่งสำคัญของวัดคือหลวงพ่อบุษราคัม พระประธานในพระอุโบสถ โดยผนังทั้งสี่ของพระอุโบสถก็งดงามไปด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องราวเกี่ยวกับไตรภูมิและทศชาติชาดก จุดเด่นอีกอย่างของวัดคือเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง จำนวน 7 องค์ 

รอบๆ วัดคือ ชุมชนบางหลวง นับว่าเป็นชุมชนริมคลองที่มีเสน่ห์มากแห่งหนึ่ง เพราะมีตลาดชุมชน มีบ้านเรือนไม้ที่หน้าบ้านมีนอกชานให้เดินติดต่อกันได้ ที่น่ารักอีกอย่างหนึ่งคือหลังคาบ้านในย่านนี้หลายหลังยังมุงด้วยสังกะสี 

เมื่อไปเที่ยวคลองบางหลวงทั้งที ก็ต้องไปเที่ยววัดอื่นๆ ที่อยูู่ในลำคลองบางกอกใหญ่ด้วย เพราะเส้นทางน้ำสายนี้อุดมไปด้วยวัดวาอารามมากมาย เช่น วัดราชโอรสารามฯ วัดนางนอง วัดอัปสรสวรรค์ วัดปากน้ำภาษีเจริญ เป็นต้น 

แต่ทริปนี้ Mr.Flower จะพาคุณไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์เรือพระราชพิธีที่ปากคลองบางกอกน้อยด้วย เพราะเชื่อว่าเมื่อคุณได้ชมความงดงามวิจิตรบรรจงของเรือพระที่นั่งที่ใช้ในกระบวนเสด็จพยุหยาตราชลมารคอาทิ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9สุพรรณหงส์ อนันตนาคราช อเนกชาติภุชงค์ แล้วคุณจะตื่นตะลึงในความงาม และจะภาคภูมิใจในความสามารถเชิงช่างของบรรพบุรุษของเราจนเกินจะหาคำบรรยายใดๆ มาเอ่ยอ้างได้

ทริปล่องเรือชมความงามของโบราณสถาน วัดวาอาราม และชุมชนเก่าแก่ในคลองบางหลวงคลองบางกอกใหญ่ จะมีขึ้นในวันที่ 17 มิถุนายนนี้ รับสมาชิก35 คนเท่านั้น 

สนใจร่วมทริปล่องเรือ โปรดติดต่อที่หมายเลข 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : เพราะเธอไม่ใช่แค่สัตว์ แต่คือเพื่อนร่วมโลกของเรา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/735049

ตะลอนเที่ยว : เพราะเธอไม่ใช่แค่สัตว์ แต่คือเพื่อนร่วมโลกของเรา

ตะลอนเที่ยว : เพราะเธอไม่ใช่แค่สัตว์ แต่คือเพื่อนร่วมโลกของเรา

วันอาทิตย์ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

โครงการทำหมัน ตรวจสุขภาพสัตว์ และฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้บรรดาหมาแมวและสัตว์เลี้ยงทั้งที่มีเจ้าของและจรจัด ซึ่งทำโครงการโดยความร่วมมือระหว่างคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์แนวหน้า และชุมชนต่างๆ ที่ร่วมมือทำโครงการด้วยกัน เป็นหนึ่งในโครงการที่คณะผู้จัดทำขอเล่าความในใจให้คุณผู้อ่านทราบว่า ทำแล้วมีความสุขมากที่สุดโครงการหนึ่ง 

โครงการนี้เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อ 14 ปีที่แล้ว โดยออกทริปแรกไปให้บริการที่อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน หลังจากได้ประสานงานกันระหว่างชุมชนชาวปาย คณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ หนังสือพิมพ์แนวหน้าและผู้บริหารสายการบินนกแอร์ (ยุคนายพาทีสารสิน เป็นผู้บริหารสูงสุด) โดยได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ SCG (บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด)

ช่วงแรกๆ ของการทำโครงการจึงใช้ชื่อว่า สัตวแพทย์ จุฬาฯ ติดปีก by นกแอร์ในยุคที่นกแอร์ให้ความร่วมมือกับโครงการ ทำให้เราสามารถเดินทางไปให้บริการในพื้นที่ห่างไกลได้ค่อนข้างสะดวก เพราะในหนึ่งปีนั้น นกแอร์ให้ที่นั่งสำหรับคณะทำงาน 30-35 ที่ต่อการทำงานหนึ่งครั้ง ปีหนึ่งให้สี่ทริป เพราะฉะนั้นในช่วงระยะการทำงานปีที่หนึ่งถึงปีที่ 5 ของการทำงานจึงทำให้เดินทางไปให้บริการได้ถึงเชียงใหม่ อุดรธานี เป็นต้น 

แต่เมื่อเปลี่ยนคณะผู้บริหารสายการบินนกแอร์ การเดินทางไปให้บริการชุมชนที่อยู่ห่างไกลจากกรุงเทพฯก็จำเป็นต้องเปลี่ยนไปด้วย เพราะคณะทำงานมีเวลาในการออกไปให้บริการค่อนข้างจำกัด ตามปกติจะออกไปให้บริการ 3 วัน 2 คืน ดังนั้นหากต้องเดินทางด้วยรถยนต์จากกรุงเทพฯไปให้บริการที่เชียงใหม่ หรือแม่ฮ่องสอน ก็ไม่สามารถทำงานได้สำเร็จเสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 3 วัน เนื่องจากต้องใช้เวลาเดินทางไปกลับแล้ว 2 วัน เพราะฉะนั้น โครงการจึงให้บริการได้เฉพาะในจังหวัดที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯเกิน 200 กิโลเมตร 

นั่นคือประวัติความเป็นมาของโครงการบริการชุมชนโดยคณะทำงานของเรา แม้วันนี้เราก็ยังคงให้บริการชุมชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการทำหมันหมาแมวจรจัด รวมถึงมีเจ้าของ เพราะเรายังเชื่อมั่นว่า การลดจำนวนประชากรสัตว์จรจัดในกลุ่มหมาแมวที่ดีที่สุดคือการทำหมัน 

ล่าสุดคณะทำงานได้ไปให้บริการทำหมันหมาแมว และฉีควัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า พร้อมตรวจสุขภาพสัตว์ให้ชาวบ้านในเขตเทศบาลอ่างศิลา ชลบุรี โดยออกหน่วยเมื่อวันที่ 29-30 พฤษภาคม 2566 

การออกหน่วยให้บริการที่เขตเทศบาลอ่างศิลานั้นเป็นโครงการต่อเนื่อง ซึ่งเริ่มครั้งแรกเมื่อปี 2565 ในหนึ่งปีให้บริการสองครั้ง แต่ละครั้งจะมีหมาแมวและสัตว์เลี้ยงไปรับบริการจากคณะทำงานโดยเฉลี่ย 150 ตัว โดยเทศบาลอ่างศิลาประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านนำสัตว์เลี้ยง รวมถึงสัตว์จรจัดที่สามารถนำไปรับบริการได้ไปทำหมัน และฉีควัคซีน พร้อมตรวจสุขภาพ

ในแต่ละครั้งที่คณะทำงานออกให้บริการชุมชน ก็จะได้รับเสียงตอบรับอย่างดีจากคนในชุมชน หลายคนบอกว่าหากไม่มีบริการนี้ก็อาจจะไม่สามารถนำสัตว์เลี้ยงไปทำหมันได้เนื่องจากต้องจ่ายค่าทำหมันหมาแมวเองหลายคนบอกว่าไม่มีเงินมากพอที่จะนำสัตว์ไปรับบริการตามคลินิก แต่เมื่อมีโครงการนี้ก็ทำให้ไม่ต้องจ่ายเงินด้วยตัวเอง เพราะบางบ้านมีหมาแมวหลายตัว โดยสัตว์เหล่านั้นมาขออาศัยอยู่ในบริเวณบ้าน เมื่อเลี้ยงดูแล้วก็ผูกพัน แต่ก็ไม่มีเงินมากพอจะนำสัตว์ไปทำหมันได้ดังนั้นเมื่อมีโครงการนี้เกิดขึ้นจึงมีความยินดีที่จะนำสัตว์มารับการทำหมันและตรวจสุขภาพ

สิ่งหนึ่งที่คณะทำงานได้รับทราบจากชาวบ้านผู้มีใจรักสัตว์คือ สัตว์เหล่านี้มาขอพึ่ง ขอที่อยู่ ขออาหารกิน เมื่อเลี้ยงแล้วก็ผูกพัน ไม่สามารถทิ้งได้ เวลาเจ็บป่วยก็พยายามรักษาไปตามความสามารถ และบอกด้วยว่า สัตว์ทั้งหลายก็คือ เพื่อนร่วมโลกของเรา โลกใบนี้ไม่ได้เป็นของคนเท่านั้น เพราะยังมีสัตว์อื่นๆ ร่วมเป็นเจ้าของด้วย ดังนั้นหากใครก็ตามที่ไม่คิดจะเลี้ยงดูเขาแล้ว ก็ขออย่าได้ทำร้ายเขาเลยไม่รักเขา ก็อย่าทำร้ายเขา ไม่ให้เขากิน ก็ไม่ต้องเอาน้ำร้อนไปสาดไล่เขา เขาไม่มีที่พึ่งเขาจึงต้องมาพึ่งเรา ขอให้เมตตาเขาด้วยเถิด เพราะเขาคือเพื่อนร่วมโลกของเรา

สำหรับทริปหน้า คณะทำงานจะไปให้บริการทำหมัน ฉีดวัคซีน และตรวจสุขภาพสัตว์ที่เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง โดยจะออกทริปในเดือนกรกฎาคม สนใจร่วมสนับสนุนโครงการเพื่อสวัสดิภาพสัตว์ กรุณาติดต่อหนังสือพิมพ์แนวหน้า หมายเลข 091-7233615 

หมายเหตุ โครงการนี้ไม่ใช่การนำนิสิตไปฝึกงาน แต่คือการออกให้บริการสังคมโดยคณาจารย์ และสัตวแพทย์ จากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ตะลอนเที่ยว : สรชังหรือสีชัง แหล่งสถานแห่งความรักอันใหญ่ยิ่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/733519

ตะลอนเที่ยว : สรชังหรือสีชัง แหล่งสถานแห่งความรักอันใหญ่ยิ่ง

ตะลอนเที่ยว : สรชังหรือสีชัง แหล่งสถานแห่งความรักอันใหญ่ยิ่ง

วันอาทิตย์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2566 Mr.Flower เพิ่งพาสมาชิก 45 คน นั่งเรือจากปากน้ำสมุทรปราการไปเที่ยวเกาะสีชัง หลายคนเบิกบานชื่นมื่น แต่บางคนก็เมาเรือเมาคลื่นจนยืนแทบไม่อยู่

การนั่งเรือจากปากน้ำไปถึงเกาะสีชังเป็นเรื่องใหม่สุดวิเศษสำหรับคนที่นั่งเรือนานๆ แล้วไม่มีอาการเมาเรือ เพราะได้เห็นบ้านเมืองจากเขตปากน้ำ แล้วก็ได้เห็นสภาพของท้องทะเลในเขตอ่าวไทย ได้เห็นความอุดมสมบูรณ์ ได้เห็นเรือสินค้านานาชนิดทั้งใหญ่และน้อยลอยล่องในท้องนที หลายคนเพลิดเพลินกับการนั่งโต้ลมบนเรือที่โต้ไปบนคลื่นขนาดเล็กๆ 

เราใช้เวลาแล่นเรือประมาณ 3 ชั่วโมงกว่า(เกือบ 4 ชั่วโมง) ก็เดินทางถึงเกาะสีชัง ระหว่างอยู่บนเรือก็พูดคุยสรวลเสเฮฮาประสาทะกันสารพัดเรื่องราว ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ สังคม การบ้านการเมือง ศิลปวัฒนธรรม บทเพลงต่างๆ ทั้งไทยและเทศ รวมถึงพูดคุยถึงแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ แล้วนำเรื่องอาหารการกินสารพัดสารพันมาเล่าสู่กันฟัง 

ครั้งแรกตั้งใจไว้ว่าเมื่อเรือออกจากฝั่งได้สัก 1 ชั่วโมง หลังจากสมาชิกได้รับประทานอาหารเช้า ขนมนมเนย ของกินประดามีจนอิ่มหนำสำราญเบิกบานอุราแล้ว ก็จะชวนกันรำวง ฟ้อนรำ และเริงระบำบนเรือ แต่ปรากฏว่าเรือเกิดอาการโคลงเคลงพอประมาณ ยามต้องโต้ลมและคลื่น ก็เลยจำต้องงดการเริงระบำรำฟ้อน เพราะเกรงว่าหากมีผู้ใดพลาดพลั้งเสียหลัก หกคะเมนตีลังกาขึ้นมา จะเกิดความโกลาหลในบัดดล ก็เลยใช้การเปิดเพลง แล้วเล่าเรื่องต่างๆ ผสมผสานกันไป 

นั่งฟังเพลง ฟังเรื่องราวที่ชวนคุยสารพัดเรื่อง สมาชิกก็กินกันไปตลอดทาง จนเรือไปถึงเกาะสีชัง ก็พาไปกินข้าวเที่ยง (แต่มีบทเรียนเรื่องกินข้าวเที่ยงบนเกาะสีชัง เพราะแต่ละคนสั่งคนละแบบ เมื่อสั่งกันมากมายเช่นนี้ ก็ทำให้ต้องเสียเวลารออาหารจานเฉพาะของแต่ละคนเป็นเวลานานมาก แต่ก็ดีตรงที่ว่าได้กินของที่อยากกินจริงๆ แต่ปัญหาคือมันก็กินเวลาเที่ยวไปด้วย)  

กินเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ไปชมพระจุฑาธุชราชฐาน (พระราชวังเกาะสีชัง) ไปตำหนักหรือเรือนที่ยังหลงเหลืออยู่ เช่น เรือนวัฒนาเรือนเสาวภา เรือนอภิรมย์ แล้วก็ไปชมเรือนเขียวแล้วก็พาสมาชิกที่ยังมีแรงเดินไปชมวัดอัษฎางคนิมิตรวัดที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น วัดนี้มีความพิเศษคือมีพระอุโบสถเล็กกะทัดรัดพระอุโบสถมีหลังคาคือพระเจดีย์สีขาว เป็นวัดที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา

และเมื่อใครก็ตามที่ไปถึงพระจุฑาธุชราชฐาน ก็ต้องไปชักภาพกับสะพานอัษฎางค์ ด้วยกันทุกคน เพราะเป็นจุดที่เด่นที่สุดของพระราชฐาน เป็นสะพานทอดยาวลงไปในทะเล ศิลปะการก่อสร้างแบบหลังคาปั้นหยา มีแนวรั้วกันคนตกน้ำแบบโปร่งๆ ทั้งหมดทาด้วยสีขาว จึงตัดกับสีครามของน้ำทะเลได้อย่างงดงาม

หลายคนสงสัยว่าทำไมจึงพระราชทานนามว่า พระจุฑาธุชราชฐาน ตอบว่า เพราะเกาะสีชังคือสถานที่ประสูติของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราไชย 

กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราไชย เคยทรงรับราชการเป็นพระอาจารย์สอนหนังสือที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อยู่ระยะเวลาหนึ่ง

เกาะสีชังคือเกาะเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยที่มีพระที่นั่ง และพระตำหนักก่อสร้าง ด้วยเหตุที่เกาะอยู่ไม่ห่างไกลจากกรุงเทพฯ มากจนเกินไปนัก จึงทรงเลือกเกาะนี้
เป็นสถานที่ใช้สำหรับทรงพักฟื้นพระวรกายหลังจากทรงหายอาการพระประชวร 

(ขอบคุณภาพสวยๆ จากสมาชิกร่วมทริปสีชัง)

ตะลอนเที่ยว : จิตรกรรมฝาผนัง วัดพระแก้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/732006

ตะลอนเที่ยว : จิตรกรรมฝาผนัง วัดพระแก้ว

ตะลอนเที่ยว : จิตรกรรมฝาผนัง วัดพระแก้ว

วันอาทิตย์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ขอสารภาพตามตรงว่า ทุกครั้งเมื่อมีเวลาว่าง Mr.Flower จะไปวัดพระแก้ว(วัดพระศรีรัตนศาสดาราม) เพราะไปทุกครั้งก็ได้พบกับความชื่นบานสราญใจทุกครั้ง เนื่องจากอิ่มอกอิ่มใจมากมายจนเกินบรรยายกับความวิจิตรบรรจงของโบราณสถานและพุทธสถานแห่งนี้ เพราะไม่ว่าจะมองไปทางใด ก็จะพบกับความงดงาม ความอลังการ แล้วทำให้เกิดความภาคภูมิใจกับการที่ได้เกิดเป็นคนไทย ภาคภูมิใจกับการมีบรรพบุรุษที่สร้างสรรค์ของดีของงามให้กับบ้านเมืองของเรา

ทุกครั้งเมื่อไปวัดพระแก้ว สิ่งที่ต้องกระทำอันดับแรกคือ เข้าไปกราบนมัสการพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) แล้วสิ่งที่ต้องทำตามมาทุกครั้งคือ ไปชมจิตรกรรมฝาผนังที่พระระเบียงคด ทุกครั้งที่ได้ชมก็ตื่นเต้นกับเรื่องราวของมหากาพย์ รามเกียรติ์ ตื่นเต้นไปกับตัวละครต่างๆ โดยเฉพาะหนุมาน ทหารเอกของพระราม แล้วก็มีความสุขเมื่อได้เห็นภาพแห่งจินตนาการของจิตรกรผู้รังสรรค์ภาพอันแสนงดงาม บ่งบอกเอกลักษณ์ความเป็นไทยอย่างชัดเจน และแสนสมบูรณ์

คุณทราบแล้วใช่ไหมว่า ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่พระระเบียงคดนั้น เป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ยาวที่สุดในโลกของเรา ปฐมบทของภาพจิตรกรรมนี้เกิดขึ้นในครั้งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

เนื้อหาและภาพจิตรกรรมฝาผนังนำมาจากบทพระราชนิพนธ์ รามเกียรติ์ ในรัชกาลที่ 1 เป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีบางภาพที่เป็นบทพระราชนิพนธ์ ในรัชกาลที่ 2 บ้าง

ภาพจิตรกรรมฝาผนังมีทั้งหมด 178 ห้องภาพ โดยห้องภาพแรกอยู่ที่ด้านหน้าพระวิหารยอด แล้วห้องภาพต่อไปจะอยู่ด้านขวา เวียนไปตามทักษิณาวรรต

ห้องภาพแรกคือพระชนกฤๅษีทำพิธีบวงสรวงไถ แล้วได้นางสีดา ส่วนห้องภาพสุดท้ายคือเรื่องพระพรต พระสัตรุด พระมงกุฎ และพระลบ กลับมาเข้าเฝ้าพระรามที่กรุงศรีอยุธยา เพื่อเล่าเรื่องการทำศึก และเรื่องที่ท้าวไกยเกษผู้สูงวัยปรารภขอฝากผีฝากไข้ให้พระรามทราบ พระรามจึงสั่งให้พระพรต พระสัตรุดกลับไปครองกรุงไกยเกษ แล้วปูนบำเหน็จให้โดยทั่วหน้าส่วนพระรามก็ปกครองกรุงศรีอยุธยาให้ไพร่ฟ้าอยู่เย็นเป็นสุขสืบมา

อยากชวนคุณๆ ไปชมภาพจิตรกรรมฝาผนังด้วยกัน และหากเป็นไปได้แล้ว อยากให้คุณๆ ชวนลูกหลานที่ยังเป็นเด็กไปชมด้วย เพราะนอกจากจะปลูกฝังให้ลูกหลานของคุณได้ซึมซับกับความงดงามของจิตรกรรมฝาผนังแล้ว ยังทำให้ได้เรียนรู้เรื่องรามเกียรติ์ และได้ภาคภูมิใจกับการเกิดเป็นคนไทย

เริ่มพาลูกหลานของคุณไปชมจิตรกรรมฝาผนังวัดพระแก้ว แล้วเล่าเรื่องราวต่างๆ ของรามเกียรติ์ให้เขาฟัง พร้อมกับปลูกฝังให้เขารักการอ่านรามเกียรติ์ไปทีละน้อย รับรองว่าลูกหลานของคุณจะรักและหวงแหนสมบัติของชาติไทย และเขาจะภาคภูมิใจที่เขาเกิดเป็นคนไทย และรักประเทศไทย

ตะลอนเที่ยว : หนังใหญ่ วัดขนอน ราชบุรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/730570

ตะลอนเที่ยว : หนังใหญ่ วัดขนอน ราชบุรี

ตะลอนเที่ยว : หนังใหญ่ วัดขนอน ราชบุรี

วันอาทิตย์ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รากของต้นไม้ ทำให้ต้นไม้ยืนต้น ดำรงอยู่ได้ ฉันใด ก็ฉันนั้น รากเหง้าของสังคมช่วยให้สังคมดำรงอยู่ได้อย่างยืนนานและมั่นคง สังคมใดไร้ราก สังคมนั้นผุกร่อนพังทลายได้โดยง่าย

ยิ่งโลกเปลี่ยนแปลงง่ายและรวดเร็วมากขึ้นเท่าไร รากเหง้าของสังคมก็ยิ่งจำเป็นมากขึ้นเท่านั้น เพราะช่วยทำให้คนในสังคมนั้นๆ ดำรงและดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคง

รากเหง้าทางวัฒนธรรมด้านการแสดงอย่างหนึ่งของสังคมไทยคือหนังใหญ่วัดขนอน ราชบุรี ศิลปะแสดงแขนงนี้เกือบสูญสลายไปจากสังคมไทยแล้ว แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จึงทำให้หนังใหญ่ วัดขนอน กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

หนังใหญ่ วัดขนอน กลับมาโลดแล่นดำเนินไปอย่างมีสีสันและมีชีวิตชีวา เพราะว่าสังคมไทยยังตระหนักว่าสิ่งนี้มีคุณค่า และมีความสำคัญ ดังนั้น จึงมีผู้เข้าไปช่วยสนับสนุนให้หนังใหญ่ยังมีลมหายใจทางด้านศิลปะการแสดง แต่ที่น่าภาคภูมิใจเป็นที่สุดคือ มีเด็กน้อยอายุ 10 ขวบกลุ่มหนึ่งเข้าไปมีส่วนร่วมรักษามรดกชิ้นนี้ของชาติไทยไว้ เด็กกลุ่มนี้คือเด็กนักเรียนโรงเรียนวัดขนอน ที่ได้รับการสนับสนุนจากท่านเจ้าอาวาสวัดขนอน (พระครูพิทักษ์ศิลปาคม) ทำให้ทุกวันนี้เรายังสามารถไปชมการแสดงหนังใหญ่ วัดขนอนได้ทุกสัปดาห์ แม้บางสัปดาห์จะมีคนชมน้อยมากจนทำให้หวั่นใจว่า สุดท้ายแล้วหนังใหญ่ วัดขนอน จะยังมีลมหายใจไปได้อีกนานสักแค่ไหน แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เราก็ต้องช่วยกันเพื่อให้หนังใหญ่ดำเนินต่อไปให้จงได้

นอกจากการแสดงหนังใหญ่แล้ว ที่วัดขนอนยังมีพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่ให้ชมด้วย เรื่องนี้มีรากเหง้ามาจากหลวงปู่กล่อมอดีตเจ้าอาวาสวัดขนอน เมื่อกว่า 100 ปีมาแล้ว ปัจจุบันตัวหนังใหญ่โบราณหลายตัวถูกจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ของวัด(ตัวหนังใหญ่รุ่นโบราณมีทั้งหมด 330 ตัว แต่บางตัวอยู่ในสภาพที่ทรุดโทรมมาก)

ขอย้ำว่า หนังใหญ่คือการแสดงที่ถือได้ว่าเป็นศิลปะชั้นสูงชนิดหนึ่งของไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณกาล แต่ทว่าเมื่อกาลเวลาผ่านไป ศิลปะชั้นสูงนี้ก็ถูกทอดทิ้ง จนมาในยุคที่ ศ.พ.ต. (หญิง) ผะอบ โปษกฤษณะ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ได้เข้าไปทำวิจัยและพยายามฟื้นศิลปะนี้ไว้ แต่ทั้งหมดก็ไม่ประสบความสำเร็จ จนนำเรื่องกราบบังคมทูลให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงทราบเมื่อปี 2532 หนังใหญ่ วัดขนอน จึงได้รับการชุบชูชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง

หนังใหญ่มีความสำคัญตรงที่เป็นการรวมสรรพศาสตร์ไว้ด้วยกัน อาทิ หัตถศิลป์ ดุริยางคศิลป์ วรรณศิลป์ และยังผสมผสานความเชื่อด้านพิธีกรรมไว้ในการแสดงอีกด้วย เพราะมีการไหว้ครูก่อนแสดง

ในสมัยโบราณนั้น การแสดงหนังใหญ่ถือเป็นการแสดงชั้นสูง จะมีการแสดงในงานสำคัญที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น เนื่องจากเมื่อจัดแสดงทั่วไปแล้ว คนส่วนมากไม่ให้ความนิยม ดังนั้นจึงต้องได้รับการอุปถัมภ์จากราชสำนัก จึงพบการแสดงหนังใหญ่ในงานพระราชพิธี แต่สำหรับหนังใหญ่ วัดขนอนเป็นหนังใหญ่แบบราษฎรที่มีอยู่เพียงไม่กี่ที่ในสังคมไทย

Mr.Flower ขอเชิญชวนคุณๆ ร่วมกันสนับสนุนให้หนังใหญ่ วัดขนอน มีลมหายใจยาวนานต่อไป ด้วยการชวนคุณไปดูการแสดงหนังใหญ่ และร่วมบริจาคเพื่อรักษาศิลปะการแสดงแขนงนี้ไว้

เราจะจัดทริปชวนคุณๆ ไปชมหนังใหญ่ วัดขนอน วันที่ 28 พฤษภาคม 2566 และเที่ยวชมเมืองราชบุรี หากคุณสนใจร่วมทริปไปกับเรา กรุณาติดต่อที่ 091-7233615 งานนี้รับสมาชิก 45 รายเท่านั้น เพื่อให้เต็มจำนวนรถบัสปรับอากาศหนึ่งคัน

เชิญชวนคุณผู้รักและหวงแหนศิลปะการแสดงชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งของไทยร่วมทริปด้วยกันครับ เราทุกคนมีส่วนร่วมรักษาและสืบสานศิลปะสำคัญของชาติไทยไว้ เรารู้ว่าคุณรักและหวงแหนศิลปะของไทย เรามาร่วมรักษาด้วยกันนะครับ

(ขอบคุณภาพประกอบคอลัมน์จากผู้ร่วมทริปราชบุรีเมื่อเดือนเมษายน 2566)

ตะลอนเที่ยว : 1 ศตวรรษ วันสิ้นพระชนม์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/729008

ตะลอนเที่ยว : 1 ศตวรรษ วันสิ้นพระชนม์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

ตะลอนเที่ยว : 1 ศตวรรษ วันสิ้นพระชนม์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

วันอาทิตย์ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงมีพระนามเดิมว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ ทรงเป็นต้นราชสกุลอาภากร

ทรงเป็นพระราชโอรส องค์ที่ 28 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับเจ้าจอมมารดาโหมด

กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ทรงวางรากฐานการบริหารกิจการกองทัพเรือสมัยใหม่ โดยทรงนำเทคโนโลยีและวิทยาการต่างๆ มาจากประเทศตะวันตกโดยเสด็จไปทรงศึกษาวิชาการทหารเรือจากประเทศอังกฤษ แล้วเมื่อเสด็จกลับประเทศสยาม ทรงนำวิทยาการทหารเรือสมัยใหม่มาปรับใช้ให้เข้ากับกองทัพเรือสยาม หรือไทยในเวลาต่อมา ทรงได้รับการยกย่องเป็นพระบิดาแห่งกองทัพเรือไทย ต่อมาเปลี่ยนเป็นองค์บิดาแห่งทหารเรือไทย

ทรงเป็นพระอาจารย์สอนนักเรียนนายเรือ โดยทรงปรับปรุงวิชาต่างๆ ในโรงเรียนนายเรือ อาทิ ดาราศาสตร์ อุทกศาสตร์ พีชคณิต ตรีโกณมิติ และการเดินเรือ ทรงโปรดให้นักเรียนนายเรือ และทหารเรือขานพระนามพระองค์ว่า เสด็จเตี่ย เพื่อให้ทรงเห็นว่าทหารเรือกับพระองค์มีความใกล้ชิดกันดุจพ่อกับลูก

เมื่อพระองค์ทรงว่างเว้นจากพระภารกิจของกองทัพเรือก็ทรงศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณจากตำรับยาไทยสมัยโบราณ และทรงรักษาอาการป่วยให้ประชาชนทั่วไปโดยไม่คิดค่ารักษา จึงได้รับการขานพระนามว่า หมอพร

พระองค์ทรงมีพระราชสมภพเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2423 สิ้นพระชนม์วันที่ 19 พฤษภาคม 2466 วันสิ้นพระชนม์ของพระองค์ท่านถูกเรียกขานว่าวันอาภากร 

ในโอกาสครบรอบ 100 ปี แห่งวันสิ้นพระชนม์พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ มูลนิธิราชสกุลอาภากร ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้มูลนิธิฯ จัดสร้างเหรียญที่ระลึก วาระครบรอบ 100 ปีวันสิ้นพระชนม์ โดยเหรียญออกแบบและผลิตจากกองกษาปณ์ กรมธนารักษ์ โดยผลิตเหรียญทองคำเพื่อระลึกถึงงานพระราชทานเพลิง พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เมื่อ 100 ปีที่แล้ว ซึ่งจัดขึ้นเมื่อ 24 ธันวาคม 2466 โดยจัดสร้างเหรียญเนื้อโลหะ 4 ชนิด คือ

เนื้อทองคำ 96.5 เปอร์เซ็นต์ น้ำหนัก 19 กรัม จำนวน 100 เหรียญ (ปัจจุบันเหรียญชนิดนี้มีผู้จองเช่าบูชาไปทั้งหมดแล้ว)

เนื้อเงินรมดำพ่นทราย จำนวน 2566 เหรียญ เหรียญละ 3 พันบาท 

เนื้อทองแดงรมดำพ่นทราย เหรียญละ 500 บาท 

เนื้อทองแดง เหรียญละ 300 บาท

โดยเหรียญทั้งหมดจะถูกนำเข้าพิธีพุทธาภิเษก ณ วัดราชบพิตรฯ  ดังนั้น ขอเชิญชวนผู้ที่รัก เคารพ ศรัทธาในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ โปรดติดต่อขอเช่าบูชาได้โดยตรงที่มูลนิธิราชสกุลอาภากร โทรศัพท์ 02-4682696 และ 096-954895 และสามารถติดต่อสอบถามเพื่อข้อทราบรายละเอียดวัตถุมงคลต่างๆ ที่มูลนิธิฯสร้างขึ้นเพื่อระดมทุนสำหรับใช้ในกิจการสาธารณกุศลอื่นๆทั่วประเทศ ในนามของมูลนิธิราชสกุลอาภากร

ตะลอนเที่ยว : แม้ไม่ใช่ญาติ แต่คือเพื่อนร่วมโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/727597

ตะลอนเที่ยว : แม้ไม่ใช่ญาติ แต่คือเพื่อนร่วมโลก

ตะลอนเที่ยว : แม้ไม่ใช่ญาติ แต่คือเพื่อนร่วมโลก

วันอาทิตย์ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

การสงเคราะห์เพื่อนร่วมโลก เป็นกิจที่มนุษย์พึงกระทำ เมื่อสามารถทำได้ เพราะการสงเคราะห์กันและกัน ช่วยทำให้สังคมของเรามีความรัก สามัคคี และมีความสุขใจ 

ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก และผู้ให้ย่อมมีความสุขใจ ส่วนผู้รับก็จะมีความยินดี และตื้นตันใจที่รับรู้ว่าโลกนี้ยังมีความเอื้ออารี มีการแบ่งปันให้กันและกัน 

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2566 สมาชิกกลุ่มหนึ่งได้ไปร่วมกิจกรรมเลี้ยงอาหาร และมอบสิ่งของให้คนชรา สถานสงเคราะห์คนชราบ้านบางเขน (ถนนวิภาวดีรังสิต ซอยวิภาวดี 64) โดยสมาชิก ได้แก่ ผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้า และผู้ฟังรายการ Good Time (สถานีวิทยุจุฬาฯ FM 101.5และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM 95.5) 

กลุ่มของเราไปเลี้ยงอาหารและมอบสิ่งของให้คนชรา เด็กนักเรียนในท้องถิ่นทุรกันดาร รวมถึงถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์สามเณร และนำอาหารไปเลี้ยงสัตว์ในสถานสงเคราะห์สัตว์ต่างๆ เป็นประจำ โดยไปทำกิจกรรมดังกล่าวเกือบทุกเดือน และทุกครั้งที่เราร่วมทำกิจกรรมก็ได้รับการสนับสนุนอย่างดีเยี่ยมจากมวลหมู่สมาชิก ทั้งบริจาคเงินบริจาคสิ่งของ และที่สำคัญคือไปร่วมกิจกรรมกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา 

กิจกรรมล่าสุดเมื่อ 22 เมษายน คือการนำข้าวหมูแดงจากร้านดังร้านอร่อยไปเลี้ยงคนชรา ตามคำเรียกร้องของคนชราที่บอกเราว่าอยากกินข้าวหมูแดงอร่อยๆ นอกจากข้าวหมูแดงแล้ว คณะของเรายังผัดไทยกุ้งสด โดยผัดสดๆ ใหม่ๆ ร้อนๆ จากเตาให้รับประทานอีกด้วย แล้วก็ยังมีคนใจดีนำแฮมเบอร์เกอร์ แซนด์วิช ทำใหม่ๆ สดๆ พร้อมเครื่องดื่มสารพัดชนิด และบัวลอยงาดำน้ำขิง ไปเลี้ยงทั้งคนชราจำนวน 45 คนและเจ้าหน้าที่ของสถานสงเคราะห์ทุกคน 

นอกจากเลี้ยงอาหารอร่อยๆ แล้ว ยังมอบของใช้ ของกินอื่นๆ อาทิ หมูหยอง กะหรี่ปั๊บแป้งเย็นทาตัว ข้าวซ้อมมือจากสุรินทร์ กระดาษชำระ แปรงสีฟัน ยาอมแก้ไอ ยาแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ขนมปังกรอบ และคุกกี้ รวมถึงเงินขวัญถุงสำหรับคนชรา รายละ 400 บาท และยังมีผู้ใจกุศลไปวัดสายตา ตัดแว่นให้กับคนชราและเจ้าหน้าที่สถานสงเคราะห์ด้วย เท่านั้นยังไม่พอ ยังมอบรองเท้าแตะให้อีกคนละคู่

แต่ที่สุดแสนสนุกสนานคือ งานนี้มีดนตรีสดๆ บรรเลงโดยพิณอีสาน จากน้องใบพลู นักเรียนโรงเรียนราชินีบน ทำให้ลุงๆ ตาๆ และเจ้าหน้าที่สถานสงเคราะห์ครื้นเครง คึกคัก ออกมาฟ้อนมาเซิ้งกันแบบ Nonstop 

บรรยากาศของงานในวันนั้น เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และคำชื่นชมจากผู้เฒ่าผู้แก่ รวมถึงเจ้าหน้าที่ ทุกคนบอกตรงกันว่า ขอบคุณที่นำอาหาร และขนม เครื่องดื่ม รวมถึงของใช้อื่นๆ มาเลี้ยง และมามอบให้ เจ้าหน้าที่บอกว่า คณะของเราพิเศษมากตรงที่เลี้ยงดูเจ้าหน้าที่โดยไม่เลือกเลี้ยงดูเฉพาะคนชรา ทำให้เจ้าหน้าที่ได้อิ่มเอมกับอาหารของเรา ซึ่งเราก็ตอบไปว่า เราต้องดูแลเจ้าหน้าที่ด้วย เพราะเจ้าหน้าที่คือคนสำคัญที่ช่วยดูแลคนชราให้มีความสุข เราต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่เสียสละทำงานเพื่อคนชรา

ก่อนงานเลี้ยงจะเลิกรา คนชราบอกเราว่า มีความสุขมาก และอิ่มอร่อยกับอาหารแสนวิเศษในมื้อนี้ พร้อมบอกว่าครั้งหน้าขอรับประทานน้ำพริกกะปิ ผักลวกสารพัดชนิด พร้อมปลาทูทอด ไข่เจียวฟูๆ และแกงจืดเต้าหู้ขาวใส่ผักกาดขาวและหมูสับ

พวกเรารับปากคนชราโดยพลัน แล้วบอกว่าอีกสองเดือนข้างหน้าเรามาพบกันอีกขอให้ลุงๆ ทั้งหลายเตรียมท่าเต้นรำสนุกสนานรอพวกเราได้เลย

ส่วนเดือนพฤษภาคม (น่าจะสัปดาห์หลังเลือกตั้ง สส.) เราจะไปเลี้ยงอาหาร และมอบสิ่งของให้เด็กตาบอดและพิการซ้ำซ้อนที่สถานสงเคราะห์ซึ่งตั้งอยู่บนถนนนวลจันทร์ รามอินทรา 

คุณๆ ที่สนใจร่วมกิจกรรมกับพวกเรา ขอเรียนเชิญครับ คุณสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ Mr.Flower091-7233615 

เรามาร่วมทำกิจกรรมดีๆ เพื่อความผาสุกของสังคม และเพื่อความสุขใจของเราทุกคน เราคิดเสมอว่า การแบ่งปันเป็นเรื่องดีเราเอื้อเฟื้อทั้งมนุษย์ และสัตว์ต่างๆ เพราะเราตระหนักว่าเขาทั้งหลายคือเพื่อนร่วมโลกของเรา