ตะลอนเที่ยว : ล่องนาวาไปพระจุฑาธุชราชฐาน เกาะสีชัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/726028

ตะลอนเที่ยว : ล่องนาวาไปพระจุฑาธุชราชฐาน เกาะสีชัง

ตะลอนเที่ยว : ล่องนาวาไปพระจุฑาธุชราชฐาน เกาะสีชัง

วันอาทิตย์ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สีชัง ชังแต่ชื่อ เกาะนั้นหรือ จะชังใคร

ขอแต่แม่ดวงใจ อย่าชังชิง พี่จริงจัง

คุณเคยไปเกาะสีชังหรือไม่ครับ ถ้าเคยไป ไปครั้งสุดท้ายเมื่อกี่ปีมาแล้ว แต่หากยังไม่เคยไป ก็ขอเชิญชวนคุณไปเที่ยวเกาะสีชังด้วยกันครับ

20 พฤษภาคม 2566 เราจะไปเที่ยวเกาะสีชังด้วยกัน ทริปนี้เราจะล่องเรือจากปากน้ำ สมุทรปราการ แล้วแล่นเรือตรงดิ่งไปยังเกาะสีชัง 

จุดแรกเมื่อไปถึงเกาะสีชัง เราจะพาคุณไปชื่นชมความงดงามของพระจุฑาธุชราชฐาน พระราชวังฤดูร้อนที่ตั้งอยู่บนเกาะ ต้องบอกว่าเป็นพระราชวังแห่งเดียวที่ตั้งอยู่บนเกาะในอาณาบริเวณของประเทศไทย

พระจุฑาธุชราชฐาน คือพระราชฐานที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในอดีตนั้น เกาะสีชังเคยใช้เป็นที่ประทับเพื่อรักษาพระวรกายของพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ รวมถึงสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ

ครั้นต่อมา พ.ศ. 2435 รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชฐานบนเกาะสีชัง เนื่องจากพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีพระวรราชเทวี ทรงมีพระประสูติกาลพระราชโอรส พระนามว่าสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก จึงพระราชทานนามพระราชฐานว่า พระจุฑาธุชราชฐาน แต่เดิมนั้น พระราชฐานแห่งนี้มีพระที่นั่งต่างๆ ดังนี้ พระที่นั่งโกสีย์วสุภัณฑ์ มันธาตุรัตนโรจน์ โชติรสประภาต์ และเมขลามณี และพระตำหนักอีก 14 องค์  

แต่ในปี พ.ศ. 2436 ได้เกิดเหตุการณ์ ร.ศ. 112 ฝรั่งเศสส่งกองกำลังมาปิดล้อมปากอ่าวไทย และส่งกองทหารขึ้นไปบนเกาะสีชัง จึงทรงสั่งให้ยุติการก่อสร้างพระที่นั่ง และพระตำหนักต่างๆ ลงโดยพลัน เมื่อเหตุการณ์ ร.ศ. 112 ผ่านพ้นไป พระราชฐานแห่งนี้ก็มิได้ถูกใช้เป็นที่ประทับอีกต่อไป 

ปัจจุบัน ยังมีพระตำหนัก หรือเรือนหลงเหลืออยู่ เช่น เรือนวัฒนา เรือนผ่องศรี เรือนอภิรมย์ และเรือนเขียว พร้อมทั้งยังมีพระอุโบสถวัดอัษฎางค์นิมิตร และสะพานอัษฎางค์รวมถึงยังมีบ่อและสระน้ำต่างๆ กว่า 10 แห่ง ที่ทรงให้สร้างขึ้นเมื่อครั้งก่อสร้างพระราชฐาน

นอกจากเที่ยวชมพระจุฑาธุชราชฐานแล้ว ยังพาคุณไปศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ ชมชุมชนและบ้านเรือน ชมตลาดเกาะสีชัง และไปชมช่องเขาขาด พร้อมรับประทานอาหารกลางวันบนเกาะสีชัง

กำหนดการท่องเที่ยวคร่าวๆ มีดังนี้ เรือออกจากท่าปากน้ำ สมุทรปราการ 07.30 น. รับประทานอาหารเช้า ของว่าง น้ำชา กาแฟ เครื่องดื่ม ขนม นมเนย ผลไม้ต่างๆ บนเรือ ถึงเกาะสีชัง 10.00-10.30 น.แล้วพาคุณท่องเที่ยวบนเกาะสีชัง พร้อมรับประทานอาหารเที่ยง ส่วนขากลับ เรือจะแล่นออกจากเกาะสีชัง เวลา 16.30 น. รับประทานอาหารเย็นบนเรือ พร้อมชมพระอาทิตย์ลับตา โดยเรือจะถึงท่าปากน้ำ เวลาประมาณ 18.30 น. 

สนใจร่วมทริปนี้ โปรดติดต่อMr.Flower เบอร์โทร 091-7233615 รับสมาชิก 40 คน ล่าสุดยังรับได้อีก 9 ที่ 

แล้วพบกันในทริปแสนหรรษาล่องนาวาชมเกาะสีชัง 20 พฤษภาคม 2566

ตะลอนเที่ยว : แอ่วน่าน ม่วนใจ๋

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/724527

ตะลอนเที่ยว : แอ่วน่าน ม่วนใจ๋

ตะลอนเที่ยว : แอ่วน่าน ม่วนใจ๋

วันอาทิตย์ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เมืองน่าน ยังคงติดอันดับต้นๆ ของแหล่งท่องเที่ยวสำหรับผู้ที่ถวิลหาความสุขแบบเรียบง่าย ไม่ต้องมีแสงสีเสียงมากมายจนรกหูรกตา

น่านมีภาพในความทรงจำของผู้คนคือเป็นเรื่องเล็กๆ ที่อยู่ทางตอนเหนือของไทย เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยวัดวาอาราม เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์แบบล้านนาผสมล้านช้าง เป็นเมืองพี่เมืองน้องของหลวงพระบาง

แค่การได้ไปท่องเที่ยวในตัวเมืองน่าน ก็จะได้สัมผัสกับโบราณสถาน และพุทธสถานมากมาย อาทิ คุ้มเจ้าเมืองน่านซึ่งปัจจุบันคือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดน่าน วัดภูมินทร์วัดพระธาตุแช่แห้ง วัดพระธาตุเขาน้อย วัดพระธาตุช้างค้ำ วัดมิ่งเมือง วัดศรีพันต้น วัดสวนตาล และหากออกไปที่อำเภอท่าวังผา ก็ต้องไปที่วัดหนองบัว ชุมชนของชาวไทลื้อที่เลื่องลือผ้าทอลายน้ำไหลที่แสนงดงามยิ่ง

แล้วถ้าหากไปน่านเพื่อได้สัมผัสกับแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติก็มีมากมายสุดพรรณนา เช่น บ่อเกลือ น้ำตกสะปัน วังศิลาแลงอุทยานแห่งชาติดอยภูคา ดอยเสมอดาว และอีกสารพัดดอย

แต่วันนี้ Mr.Flower นำภาพสถานที่ท่องเที่ยวเฉพาะในตัวเมืองน่าน รวมถึงภาพของการแต่งกายของชาวพื้นเมืองน่านมานำเสนอ อันที่จริงในน่านมีชนชาติพันธ์ุต่างๆ มากมาย อาทิ ไทกาว ไทยวน ไทลื้อ ไทเขิน ไทพวน ไทใหญ่ ส่วนผู้ที่อยู่ในเขตที่สูงได้แก่ ลัวะ ก่อ ม้ง เมี่ยน ขมุ และมลาบรี

หลายคนอาจจะถามว่า แล้วไปเที่ยวน่านในช่วงนี้จะไม่เผชิญกับปัญหา PM2.5 ขั้นสาหัสหรือ ตอบว่า ต้องเผชิญปัญหานี้แน่นอน แต่เราจะยังไม่ไปเที่ยวช่วงนี้ เพราะจะไปช่วงต้นฤดูฝนเพราะจะได้ชื่นชมกับสภาพเริ่มเขียวขจีของบ้านเมืองและป่าดงพงไพร

Mr.Flower ตั้งใจจะชวนคุณๆ ไปแอ่วน่าน ในช่วงปลายฤดูร้อนปีนี้ พอเข้าสู่ต้นฤดูฝนเราไปเที่ยวน่านกันนะครับ

สนใจร่วมทริปที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และความเป็นกันเอง รวมถึงมิตรภาพที่แสนอบอุ่นในกลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มเล็กๆ จำนวน 14-16 คน โปรดติดต่อ Mr.Flower หนังสือพิมพ์แนวหน้า 091-7233615 ครับ

ตะลอนเที่ยว : อยุธยา ยังเปี่ยมด้วยมนต์ขลัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/723097

ตะลอนเที่ยว : อยุธยา ยังเปี่ยมด้วยมนต์ขลัง

ตะลอนเที่ยว : อยุธยา ยังเปี่ยมด้วยมนต์ขลัง

วันอาทิตย์ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มีคำถามว่า คุณไปเที่ยวอยุธยามาแล้วกี่ครั้ง แล้วแต่ละครั้งไปเที่ยวที่ไหนบ้าง

คุณเชื่อไหม ว่าหลายคนตอบว่าไปอยุธยามาแล้วจนนับครั้งไม่ถ้วน ไปไหว้พระมาแล้วหลายครั้ง ไปกินกุ้งเผาหมดไปแล้วรวมๆ หลายสิบกิโลกรัม ไปซื้อโรตีสายไหมมาแล้วจนนับครั้งไม่ถ้วน 

แต่เมื่อเจอคำถามว่า แล้วเคยไปไหว้พระวัดหน้าพระเมรุราชิการาม หรือวัดหน้าพระเมรุมาแล้วหรือยัง บางคนถามกลับว่า อยู่ตรงไหน ไม่รู้จัก อยู่ห่างจากอยุธยาไกลมากไหม 

เมื่อได้ทราบคำตอบว่า วัดหน้าพระเมรุอยู่ติดกับบริเวณท้ายวังเก่ากรุงศรีอยุธยา ห่างเพียงไม่กี่ร้อยเมตร มีแค่คลองสายหนึ่งกั้นระหว่างวัดกับกำแพงวังเท่านั้น เมื่อได้ทราบคำตอบแบบนี้ ทุกคนที่ไปอยุธยาบ่อยๆ แต่ไม่เคยไปวัดหน้าพระเมรุถึงกับเกาหัว แล้วถามว่าจริงหรือ แล้วถามต่อไปว่า วัดนี้มีอะไรดีหรือ ทำไมต้องไป

เมื่อได้รับคำตอบว่า วัดหน้าพระเมรุคือสถานที่ตั้งของทัพหลวงของพระเจ้ามังระแห่งพม่า เมื่อครั้งทรงยกทัพมารบกับกรุงศรีอยุธยา ครั้นเมื่อมีชัยเหนือกรุงศรีอยุธยาแล้ว ก็มิได้เผาทำลายวัดหน้าพระเมรุเนื่องจากทรงเห็นว่าเป็นสถานที่ตั้งทัพหลวง ดังนั้นวัดแห่งนี้จึงถือได้ว่ายังมีความสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่ง

ส่วนอีกสถานที่หนึ่งซึ่งมักจะได้รับคำตอบจากนักท่องเที่ยวว่า ไม่เคยไปดูเลยก็คือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยาคำตอบเพิ่มเติมที่มักจะได้รับก็คือ ไม่มีเวลาไป และไม่รู้ว่าภายในพิพิธภัณฑ์ฯ มีของสวยของงามที่ควรชม

ถ้าเช่นนั้น วันนี้ Mr.Flower ขอพาคุณไปเที่ยวชมวัดหน้าพระเมรุ และพิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา ด้วยกันครับ

วัดหน้าพระเมรุราชิการาม เป็นวัดที่ถูกสร้างขึ้นในยุคกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ตั้งอยู่ริมคลองสระบัว (แม่น้ำลพบุรีเดิม) วัดนี้ได้รับการยอมรับว่ามีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่งดงามมาก ส่วนหน้าบันไม้สักทำเป็นรูปพระนารายณ์ทรงสุบรรณอยู่เหนือนาค ส่วนเท้าของสุบรรณเหยียบบนหัวยักษ์ แล้วล้อมรอบด้วยเทพชุมนุม ส่วนพระประธานมีพระนามว่าพระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญบรมไตรโลกนาถ เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องแบบกษัตราธิราช ส่วนด้านข้าง (ขวามือ) พระอุโบสถมีวิหารน้อย เป็นที่ประดิษฐานพระคันธารราฐ พุทธศิลปะสมัยทวารวดี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดแล้วเชิญพระคันธารราฐจากวัดมหาธาตุไปไว้ที่วัดหน้าพระเมรุ พระคันธารราฐองค์นี้ทำจากหินสีเขียว ปางประทับนั่งห้อยพระบาท เป็นพระพุทธรูปปางประทับนั่ง จำนวน 1 ใน 5 องค์ที่ค้นพบในประเทศไทย

ส่วนอีกที่หนึ่งคือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ณ ที่แห่งนี้เป็นที่เก็บรักษาโบราณวัตถุล้ำค่ามากมาย แต่ที่ตั้งใจพาคุณๆ ไปชมคือเครื่องทองจากกรุวัดราชบูรณะโดยศิลปวัตถุที่นำมาจัดแสดงนี้ เป็นแค่เพียง 1 ส่วนใน 10 ส่วนที่เรียกคืนมาได้จากกลุ่มผู้โจรกรรมขุดกรุวัดราชบูรณะ เมื่อ 66 ปีก่อน 

ศิลปวัตถุทั้งหมดทำจากทองคำแล้วประดับตกแต่งด้วยอัญมณีต่างๆ แบ่งเป็นศิลปวัตถุจำพวกเครื่องราชกกุธภัณฑ์ เครื่องราชูปโภค และเครื่องยศต่างๆ พระแสงขรรค์
ชัยศรี และเครื่องต้นเครื่องทรงของพระมหากษัตริย์ และยังมีศิลปวัตถุที่ทำเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา 

ความน่าสนใจอีกประการของพิพิธภัณฑ์ฯแห่งนี้คือได้จำลองกรุของพระปรางค์วัดราชบูรณะมาจัดแสดง เพื่อให้ผู้เข้าชมเข้าใจว่ากรุพระปรางค์วัดราชบูรณะแบ่งเป็นสามส่วนชั้นที่ 1 บรรจุพระพุทธรูปและพระพิมพ์ต่างๆ ชั้นที่ 2 บรรจุเครื่องทอง (ชั้นนี้คือส่วนที่ถูกโจรกรรมเมื่อ 66 ปีก่อน) และชั้นที่ 3 ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ โดยพระบรมสารีริกธาตุถูกบรรจุไว้ในครอบที่ทำจากโลหะต่างๆ ถึงเจ็ดชั้น คือ เหล็ก ชิน สำริด (สัมฤทธิ์) เงิน ทองคำ แก้วผลึก และผอบทองคำ

เขียนมาถึงตรงนี้ Mr.Flower มั่นใจว่าคุณผู้อ่านคอลัมน์นี้คงสนใจไปชมความงามของวัดหน้าพระเมรุฯ และพิพิธภัณฑ์ฯเจ้าสามพระยา และคงต้องการไปเที่ยวชมดูความงามในมุมต่างๆ ของกรุงศรีอยุธยา อดีตราชธานีของไทย 

หากคุณสนใจร่วมทริปพิเศษไปกับ Mr.Flower เพื่อชมความงดงามวิจิตรตระการตาของพระนครศรีอยุธยาในมุมต่างๆ โปรดติดต่อ 091-7233615 เราท่องเที่ยวแบบเจาะลึกด้านประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรม โดยเน้นการเที่ยวแบบกลุ่มเล็กๆ รับสมาชิกไม่เกิน 20 คน

ตะลอนเที่ยว : ความสุขที่หัวลำโพง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/721425

ตะลอนเที่ยว : ความสุขที่หัวลำโพง

ตะลอนเที่ยว : ความสุขที่หัวลำโพง

วันอาทิตย์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หัวลำโพงคือสถานีรถไฟเก่าแก่ที่สุดของประเทศไทยที่ยังคงมีชีวิตชีวาแม้วันนี้หัวลำโพงจะไม่ได้ให้บริการผู้โดยสารรถไฟสายยาวๆ เหมือนเช่นในอดีต แต่หัวลำโพงยังคงมีประวัติศาสตร์ที่มีลมหายใจ

ใครที่ได้ไปร่วมสนุกสุขใจในงาน Unfolding Hua Lam Phong (คลี่ขยายหัวลำโพง) ซึ่งจัดเมื่อ 18-26 มีนาคม 2566 ต้องยอมรับตรงกันว่า หัวลำโพงมีเสน่ห์มากจริงๆ เพราะเมื่อคลี่ขยายหัวลำโพงให้เห็นในมุมต่างๆ แล้ว ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่า นอกจากจะเป็นโบราณสถานที่มีความงดงามตามแบบของตะวันตกที่มีอายุนับศตวรรษแล้ว สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบอิตาเลียนผสมเรอเนสซองส์  แล้วยังผสมผสานความงดงามแบบไทยไว้อย่างลงตัว โดยเฉพาะเรื่องราวอันเกี่ยวข้องกับการพัฒนาสยามประเทศในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า ด้วยการนำระบบขนส่งทางรางจากตะวันตกเข้ามาพัฒนาประเทศ

หัวลำโพงในอดีตนับได้ว่าเป็นย่านธุรกิจสำคัญแห่งหนึ่ง เพราะเป็นศูนย์กลางการคมนาคมที่สำคัญของประเทศ และเป็นสถานที่หรูหราอันดับต้นๆ ของสยาม เพราะมีโรงแรมสุดหรูของยุคสมัยนั้นตั้งอยู่ คือโรงแรมราชธานี เป็นสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิก ที่คาดว่าเป็นฝีมือการออกแบบของสถาปนิกชาวอิตาเลียน ชื่อ มาริโอตามัญโญ ผู้ออกแบบสถานีรถไฟกรุงเทพ

ในช่วงยามค่ำที่จัดงาน Unfolding Hua Lam Phong นั้น หัวลำโพงเจิดจรัสด้วยแสงสีที่สวยงามของไฟประดับ แถมยังมีดนตรีหลากหลายสไตล์ขับกล่อม แต่มีคืนหนึ่งที่หัวลำโพงคึกคักมากเป็นพิเศษ เพราะในคืนนั้นมีคนสูงอายุกลุ่มใหญ่รวมตัวกันไปลีลาศแบบ Ballrom Danceกับวงดนตรีสุนทราภรณ์ หลายคนที่ไปร่วมงานบอกว่าเมื่อมางานนี้แล้วทำให้คิดถึงหัวลำโพงมากขึ้น แล้วเรียกร้องให้จัดงานลีลาศในหัวลำโพงอีก 

อันที่จริงขอบอกว่า Mr.Flowerพาคุณผู้อ่านแนวหน้ากลุ่มเล็กๆ ไปเดินเที่ยวชมความงามของหัวลำโพงมาโดยตลอด พร้อมๆ กับพาเดินเที่ยวตรอกซอกซอยต่างๆ ของกรุงเทพฯในช่วงบ่ายถึงค่ำของวันเสาร์ หลายคนบอกว่า แม้จะเคยเข้าไปใช้บริการของหัวลำโพงเป็นประจำเมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา แต่ไม่เคยซึมซับความงามวิจิตรของหัวลำโพงเลย เนื่องจากเร่งรีบตลอดเวลาเมื่อไปใช้บริการ แต่เมื่อได้กลับมาชมความงดงามของหัวลำโพงแล้ว ทำให้ต้องบอกกับตัวเองว่าใกล้เกลือกินด่าง มาโดยตลอด 

วันหน้าเราจะไปเที่ยวชมความงามวิจิตรของหัวลำโพง และเดินเที่ยวชุมชมรอบๆ หัวลำโพง รวมถึงย่านตลาดน้อยด้วยกันครับ

สนในร่วมทริปเดินท่องกรุงเทพฯกับ Mr.Flower เพื่อสัมผัสความงามของพระนครที่ซ่อนอยู่ โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615 ขอบอกว่า หากคุณได้สัมผัสความงามของกรุงเทพฯแล้ว คุณจะรักกรุงเทพฯมากกว่าเดิม

ตะลอนเที่ยว : ย้อนอดีตอันรุ่งโรจน์ของกรุงศรีอยุธยา ณ พิพิธภัณฑสถานฯ เจ้าสามพระยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/712027

ตะลอนเที่ยว : ย้อนอดีตอันรุ่งโรจน์ของกรุงศรีอยุธยา ณ พิพิธภัณฑสถานฯ เจ้าสามพระยา

ตะลอนเที่ยว : ย้อนอดีตอันรุ่งโรจน์ของกรุงศรีอยุธยา ณ พิพิธภัณฑสถานฯ เจ้าสามพระยา

วันอาทิตย์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สถานที่แห่งหนึ่งที่เราจะได้ย้อนกลับไปศึกษารากเหง้าความเป็นมาของชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรมคือ พิพิธภัณฑสถานต่างๆโดยเฉพาะพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เพราะเป็นที่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุต่างๆ จากพื้นที่ไว้เพื่อประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ 

วันนี้ Mr.Flower ขอชวนคุณไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 

พิพิธภัณฑ์ แห่งนี้ก่อตั้งขึ้นหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรโบราณวัตถุที่ขุดค้นได้จากกรุใต้พระปรางค์ วัดราชบูรณะ ในเขตเมืองเก่าอยุธยา เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2500  

พิพิธภัณฑ์ แห่งนี้ใช้เวลาก่อสร้างนานประมาณ 4 ปี แล้วเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคาร เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2504 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญ
พระนามสมเด็จพระบรมราชาธิราช ที่สอง หรือเจ้าสามพระยา เพื่อเป็นชื่อพิพิธภัณฑ์ เนื่องจากเจ้าสามพระยาทรงโปรดให้สร้างพระปรางค์วัดราชบูรณะ

โบราณวัตถุและศิลปวัตถุสำคัญที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถาน เจ้าสามพระยาซึ่งได้จากกรุของพระปรางค์ วัดราชบูรณะคือ พระบรมสารีริกธาตุและพระสถูปจำลองเครื่องพุทธบูชาที่ทำจากทองคำ สำริด และแก้ว และยังมีเครื่องราชกกุธภัณฑ์ เครื่องราชูปโภค เครื่องประดับที่ทำจากทองคำและอัญมณีล้ำค่า และพระพุทธรูปและพระพิมพ์ต่างๆ

เมื่อพูดถึงกรุวัดราชบูรณะ ทำให้ต้องย้อนกลับไปเมื่อปี 2499 ที่มีข่าวค้นพบกรุมหาสมบัติแห่งนี้ แต่หลังจากนั้นในปี 2500 ก็มีคนกลุ่มหนึ่งเข้าไปโจรกรรมภายในกรุ แล้วลักเอาทรัพย์สมบัติออกไป แต่ตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายได้บางรายและสามารถนำโบราณวัตถุบางชิ้นกลับคืนมาได้ (ผู้เฒ่าผู้แก่ในตัวเมืองอยุธยาบอกว่าที่ยึดคืนมาได้นั้นเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น) 

กรุวัดราชบูรณะมีทั้งหมด 4 ห้อง กรุชั้นที่ 1 อยู่บนสุด เป็นที่บรรจุพระพุทธรูป และพระพิมพ์

กรุชั้นที่ 2 เป็นที่บรรจุภาชนะทองคำ และเครื่องทอง ผนังของกรุมีภาพอดีตพระพุทธเจ้า

กรุชั้นที่ 3 เป็นห้องบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ประดิษฐานในพระเจดีย์ทองคำและเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปอีกจำนวนมาก

หลังจากที่ตำรวจจับตัวคนร้ายที่เข้าไปโจรกรรมโบราณวัตถุจากกรุวัดราชบูรณะได้เมื่อปี 2500 ก็ได้พบว่าคนร้ายนำเอาเครื่องทอง และโบราณวัตถุจำนวนมากออกไปได้ แต่ยังคงมีโบราณวัตถุตกค้างอยู่ภายในกรุอีกจำนวนหนึ่ง เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรผู้เข้าไปสำรวจและขุดค้น หลังจากนั้นบอกว่ามีโบราณวัตถุต่างๆ กว่า 2 พันชิ้นภายในกรุ มีพระพิมพ์นับแสนองค์ และมีเครื่องทองที่ทำเป็นภาชนะต่างๆ และเครื่องประดับอีกมากมาย รวมน้ำหนักทองคำกว่า 100 กิโลกรัม 

ปัจจุบันเก็บรักษาโบราณวัตถุส่วนที่สามารถนำคืนมาจากกลุ่มคนร้ายได้ไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา

Mr.Flower จัดทริปพาคุณไปท่องเที่ยวเมืองอยุธยา และนำไปชมพิพิธภัณฑ์ แห่งนี้ในวันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2566 หากคุณสนใจร่วมทริปไปด้วยกัน กรุณาติดต่อโทรศัพท์ หมายเลข 091-7233615 รับสมาชิกจำนวน 30 รายเท่านั้นครับ

ตะลอนเที่ยว : โลหะปราสาท วัดราชนัดดาฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/710442

ตะลอนเที่ยว : โลหะปราสาท วัดราชนัดดาฯ

ตะลอนเที่ยว : โลหะปราสาท วัดราชนัดดาฯ

วันอาทิตย์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ก่อนอื่นขอบอกก่อนว่า บนโลกของเรานี้มีโลหะปราสาทอยู่ทั้งหมด 3 แห่ง แต่ทว่ามีเหลืออยู่แห่งเดียวที่ประเทศไทย อยู่ที่วัดราชนัดดารามวรวิหาร เมื่อคุณได้ทราบอย่างนี้แล้ว คุณตื่นเต้นและปลื้มใจหรือไม่

โลหะปราสาทสองแห่งของโลกเคยอยู่ในอินเดียและศรีลังกา แต่ปัจจุบันไม่มีอีกแล้ว ส่วนโลหะปราสาทที่เหลือเพียงแห่งเดียวในไทยมีความเป็นมาโดยสังเขป
คือ วัดราชนัดดาราม เป็นวัดที่สร้างเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดี พระราชนัดดา ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโลหะปราสาทแทนการสร้างเจดีย์

โลหะปราสาทสร้างเป็นอาคารเจ็ดชั้นแต่หากดูจากภายนอกจะเห็นเหมือนอาคาร 3 ชั้นเท่านั้น ตัวอาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสตามแบบโลหะปราสาทศรีลังกา แต่สถาปัตยกรรมเป็นแบบไทยแท้ โลหะปราสาทมียอดปราสาทรวม 37 ยอดอันหมายถึงโพธิปักขิยธรรม 37 ประการ (โพธิปักขิยธรรม คือธรรมที่นำไปสู่นิพพาน) ยอดบนสุดของโลหะปราสาทเป็นปราสาทจตุรมุข ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ

หลายคนผ่านไปผ่านมาแต่ไม่เคยเข้าไปในตัวโลหะปราสาทแม้แต่ครั้งเดียว แบบนี้เรียกว่าใกล้เกลือกินด่างโดยแท้ มีคำถามว่าทำไมจึงไม่เข้าไปชม บางคนตอบว่า
คิดว่าไม่เปิดให้เข้าไปชม ก็ต้องบอกว่า เปิดให้เข้าชมครับ และอยากเชิญชวนคุณๆ ไปชมด้วย

สิ่งหนึ่งที่คุณจะตื่นตะลึงคือ ช่องกลางของโลหะปราสาทนี้เป็นช่องที่ทำแบบกลวงแล้วมีซุงต้นมหึมาอยู่กึ่งกลางหรือแกนกลางโดยซุงนี้เป็นเสากลางของบันไดเวียน มีจำนวนขั้น 67 ขั้น เมื่อขึ้นไปบนชั้นสูงสุดแล้ว คุณจะได้ชมวิวของกรุงเทพฯ แบบ 360 องศา และดูประหนึ่งว่าเหมือนกับจะเอื้อมมือไปถึงยอดพระสุวรรณบรรพต (ภูเขาทอง) ได้โดยง่าย

Mr.Flower ขอเรียนตรงๆ ว่าเท่าที่เคยคุยกับคนกรุงเทพฯ (หมายถึงคนที่เกิดในกรุงเทพฯ) และคนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ (หมายถึงคนต่างจังหวัดที่มาทำมาหากิน
ในกรุงเทพฯ) จำนวนมาก โดยเฉพาะคนที่ใกล้ตัวจะได้รับคำตอบเหมือนกันคือ ยังไม่เคยเข้าไปในโลหะปราสาทเลย ทั้งๆ ที่ผ่านบ่อยมาก

ถ้าเช่นนั้น ก็ขอเชิญชวนคุณๆ ไปชื่นชมความวิจิตรอลังการของโลหะปราสาทที่เหลือเพียงแห่งเดียวบนโลกของเรา คุณสามารถไปชมความงามได้ด้วยตัวคุณเอง หรือหากคุณต้องการจะให้ Mr.Flowerนำคุณเที่ยวชมโบราณสถานสำคัญของเมืองกรุงเทพฯ อาทิ โลหะปราสาท ภูเขาทอง และชุมชนย่านประตูผี และบริเวณใกล้เคียงโดยใช้วิธีเดินทางเที่ยวชมกรุงเทพฯ ด้วยกัน ก็สามารถติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

Mr.Flower มีทริปเดินเท้าชมกรุงเทพฯ ให้เลือกมากมาย อาทิ เที่ยวย่านเยาวราช ย่านแพร่งต่างๆ เที่ยวชมสถาปัตยกรรมอิตาเลียนในกรุงเทพฯ และท่องเที่ยวทางเรือในคลองบางกอกใหญ่ เป็นต้น หากคุณสนใจร่วมทริป โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ที่ให้ไว้ในข้างต้น

ตะลอนเที่ยว : แต่งกายแบบไทย นั่งรถไฟญี่ปุ่น ไปเที่ยวงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/708847

ตะลอนเที่ยว : แต่งกายแบบไทย นั่งรถไฟญี่ปุ่น ไปเที่ยวงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ตะลอนเที่ยว : แต่งกายแบบไทย นั่งรถไฟญี่ปุ่น ไปเที่ยวงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

วันอาทิตย์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช หรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 3 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ยุคที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีของไทย ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 27
ของกรุงศรีอยุธยา แห่งพระบรมราชวงศ์ปราสาททอง

หลายคนอาจสงสัยว่า เหตุใดพระองค์จึงทรงให้สถาปนาเมืองละโว้ลพบุรีเป็นราชธานีอีกแห่งหนึ่ง ทั้งๆ ที่พระองค์ทรงปกครองกรุงศรีอยุธยา หากจะตอบแบบสั้นๆ และรวบรัดคือ ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยแล้ว ทรงเห็นว่าจำเป็นที่ต้องมีราชธานีแห่งที่สอง เพื่อความมั่นคงของพระราชอาณาจักร และเพื่อความปลอดภัยส่วนพระองค์ เนื่องจากในยุคที่พระองค์ทรงราชย์นั้น บ้านเมืองในยุคนั้นเจริญรุ่งเรืองมากก็จริง แต่ทว่าก็แฝงไปด้วยภยันตรายมากมาย ทั้งภัยในประเทศและภัยจากต่างประเทศ

ในรัชสมัยของพระองค์นั้น ทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับชาติต่างๆ มากมาย เช่น ฝรั่งเศส ฮอลันดา อังกฤษ โปรตุเกส อิหร่าน ญี่ปุ่น และจีน เป็นต้น ดังนั้นพระองค์จึงทรงได้รับการเทิดพระเกียรติอย่างยิ่งในด้านการเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ ทำให้ในรัชสมัยของพระองค์นั้น กรุงศรีอยุธยามีการติดต่อค้าขายกับต่างชาติอย่างมากมาย แต่ที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งคือการส่งราชทูตของกรุงศรีอยุธยาไปเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักฝรั่งเศส ในแผ่นดินของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14

ด้วยพระปรีชาสามารถด้านการต่างประเทศอย่างสูงยิ่งจึงทำให้กรุงศรีอยุธยาในยุคของพระองค์มีความเจริญก้าวหน้าหลายด้าน ทั้งด้านการค้าขายพาณิชยกรรม ด้านเทคโนโลยีทันสมัย ด้านศิลปวิทยาการ และด้านวรรณคดี จนเรียกขานว่าเป็นยุคทองยุคหนึ่งของกรุงศรีอยุธยา

ด้วยเหตุที่กรุงศรีอยุธยามีฝรั่งตะวันตกเข้ามาค้าขายและอยู่อาศัยเป็นจำนวนมิใช่น้อยพระองค์ทรงตระหนักดีว่า ฝ่ายตะวันตกนั้นอาจจะนำมาซึ่งภัยใหญ่หลวง โดยเฉพาะเรื่องที่ฝรั่งตะวันตกมีแสนยานุภาพด้านการทหาร และมีอาวุธที่ทันสมัย ประกอบกับตะวันตกต้องการเผยแผ่ศาสนาคริสต์อย่างแข็งขัน ดังนั้นพระองค์จึงทรงดำเนินพระราชวิเทโศบายทางการทูตอย่างแยบยลเพื่อรักษาไมตรีกับชาติตะวันตกไว้แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีเรื่องระหองระแหงกับฮอลันดาเป็นช่วงๆ ดังที่เคยปรากฏว่าฮอลันดาส่งเรือรบมาปิดปากแม่น้ำเจ้าพระยา ดังนั้นพระองค์จึงทรงสร้างดุลอำนาจทางการทูตโดยการเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักฝรั่งเศสเพื่อใช้เป็นตัวถ่วงดุลอำนาจกับฮอลันดา

ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมาโดยสังเขปข้างต้นนั้น ทำให้พระองค์ทรงหาทางหนีทีไล่ไว้เพื่อเป็นทางออกหากเกิดเหตุคับขันขึ้นมาโดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างราชธานีแห่งที่สองไว้ที่เมืองละโว้ลพบุรี

ขออนุญาตข้ามเรื่องประวัติศาสตร์มาถึงเรื่องการชวนคุณๆ ไปเที่ยวแผ่นดินพระนารายณ์มหาราช ณ เมืองละโว้ลพบุรีด้วยกัน โดยการท่องเที่ยวครั้งนี้ Mr.Flower จะพาคุณๆ นั่งรถไฟคิฮะ 183 จากกรุงเทพฯ (หัวลำโพง) ไปลพบุรี ไปชมงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช งานจัดตั้งแต่ 10-19 กุมภาพันธ์ 2566 และมีการจัดแสดงแสงสีเสียง (light and sound) ภายในเขตพระนารายณ์ราชนิเวศน์ ในงานนี้คุณจะได้ชมความงามที่ยังหลงเหลืออยู่ของพระราชนิเวศน์ ภายในเขตพระราชวังแบ่งพื้นที่เป็นสามส่วน คือ เขตพระราชฐานชั้นนอก ชั้นกลาง และชั้นใน โดยชั้นนอกได้แก่ อ่างเก็บน้ำซับเหล็ก ท้องพระคลัง 12 ห้อง ตึกพระเจ้าเหา หอรับรองราชทูต และโรงช้างหลวง 10 โรง

ส่วนชั้นกลาง ได้แก่ หมู่พระที่นั่งดังนี้ จันทรพิศาล ดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท พิมานมงกุฎ สุทธิวินิจฉัย ไชยศาสตรากร อักษรศาสตราคม และทิมดาบ (ที่พักของทหารถวายอารักขา) ส่วนชั้นในได้แก่ พระที่นั่งสุทธาสวรรย์ และหมู่ตึกพระประเทียบ

ขอเชิญชวนคุณๆ ไปเที่ยวงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชด้วยกัน โดยMr.Flower จะพาคุณนั่งรถไฟคิฮะจากหัวลำโพงไปลพบุรี วันที่ 12 และ 18 กุมภาพันธ์นี้ ขอเรียนให้ทราบว่าที่นั่งมีจำนวนจำกัดมาก เนื่องจากรถไฟคิฮะมีนั่งทั้งหมดในขบวนรถเพียงประมาณ 200 ที่เท่านั้น

สนใจร่วมเดินทางท่องเที่ยวกับ Mr.Flower หนังสือพิมพ์แนวหน้าโปรดติดต่อ 091-7233615ด่วนที่สุดครับ เพราะที่นั่งมีจำนวนจำกัดจริงๆ และขอเชิญชวนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าแบบไทยไปชมงานนี้ด้วยกัน

ตะลอนเที่ยว : ศาลเจ้านาจา อ่างศิลา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/707313

ตะลอนเที่ยว : ศาลเจ้านาจา อ่างศิลา

ตะลอนเที่ยว : ศาลเจ้านาจา อ่างศิลา

วันอาทิตย์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

การกราบไหว้เพื่อแสดงความเคารพต่อสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และกราบไหว้คารวะพระพุทธรูป รวมถึงรูปปั้นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย คือการแสดงความเคารพต่อสิ่งที่มนุษย์เชื่อว่าเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจ ทำให้ผู้กราบไหว้มีสติ และระลึกถึงคุณความดีต่างๆ ของรูปเคารพบูชา 

เราทุกคนคงเคยไปไหว้พระและไหว้เจ้ากันมาแล้วใช่ไหม บางคนไหว้เป็นประจำ บางคนไม่ค่อยได้ไหว้ แต่ไม่ว่าจะไหว้เป็นประจำหรือไม่ค่อยได้ไหว้ คุณๆ ก็คงรู้อยู่แก่ใจว่าสังคมไทยของเรานั้นมีความเชื่อถือเลื่อมใสศรัทธาในเรื่องของการกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงการกราบไหว้บรรพบุรุษผู้มีพระคุณ เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทิตา 

ดังนั้นสังคมของเราจึงมีประเพณีทั้งตรุษและสารทต่างๆ เพื่อแสดงถึงความกตัญญูกตเวทิตาของคนรุ่นหลังที่มีต่อบรรพชนและผู้มีพระคุณทั้งหลาย รวมถึงเพื่อกราบไหว้ขอพรจากเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวงในสากลโลก

เราเพิ่งจะผ่านพ้นเทศกาลตรุษจีนไปเมื่อไม่กี่วันมานี้ หลายคนทำพิธีไหว้วันตรุษจีนอย่างเคร่งครัด และทำตามขนบประเพณีทุกสิ่งอย่าง แต่บางคนก็ทำพิธีไหว้แบบย่นย่อพอสังเขป ตามความสะดวกและตามเศรษฐสถานะของแต่ละบุคคล แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ก็ยังพบว่าสังคมไทยนั้นยังมีการไหว้พระไหว้เจ้าเป็นประจำ 

วันนี้จะชวนคุณไปไหว้เจ้าที่ศาลเจ้านาจา หรือหน่าจาซาไทจื้อ ที่อ่างศิลา ชลบุรี 

เทพเจ้านาจาคือใคร ตามตำนานจีนกล่าวว่า นาจาคือเทพบนสวรรค์ที่จุติ แล้วไปเกิดในเมืองมนุษย์เพื่อปราบผีร้าย ในช่วงที่นาจาเป็นเด็กน้อย มีความซุกซนมาก แต่ก็มีฤทธิ์มากเช่นกัน ด้วยความซุกซนตามประสาเด็ก จึงทำให้นำไปสู่การกระทำอันไม่เป็นที่พอใจของเจ้าสมุทร จนในที่สุดนาจาก็ต้องแล่เนื้อตัวเองคืนให้มารดา แล้วคืนกระดูกให้กับบิดา (สรุปคือตายนั่นเอง) แต่เมื่อตายแล้วก็ได้รับการชุบชีวิตขึ้นใหม่ เพื่อให้กลับไปปราบผีร้ายบนโลกมนุษย์ ดังนั้นเราจึงพบว่ามีภาพเขียนและรูปปั้นเทพนาจาเป็นเด็กชาย เหยียบวงล้อไฟ มีหอกและห่วงเป็นอาวุธประจำกาย ภายหลังนาจาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพแห่งสวรรค์โดยเง็กเซียนฮ่องเต้

ในเมืองไทยมีศาลเจ้านาจาที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดแห่งหนึ่งอยู่ที่เมืองอ่างศิลา ชลบุรี ศาลเจ้าแห่งนี้สร้างเมื่อประมาณปี 2532 แต่ด้วยเหตุที่ได้รับความนิยมในเรื่องเมตตามหานิยมอย่างสูง จึงทำให้มีผู้เคารพเลื่อมใสศรัทธาเป็นจำนวนมาก จึงส่งผลให้สามารถขยายพื้นที่ศาลเจ้า จากศาลเล็กๆ พื้นที่ประมาณ 200 ตารางวา จนมีพื้นที่เพิ่มเป็นหลายสิบไร่ได้ในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี

ในศาลเจ้านาจามีเทพองค์ใดบ้าง ตอบได้ว่ามีเทพเจ้าต่างๆ มากมาย ประดิษฐานอยู่ในชั้นต่างๆ ของอาคารในศาลเจ้า ดังนี้ พระกษิติครรภโพธิสัตว์ ทำหน้าที่โปรดสัตว์ เทพนาจา เทพแห่งความสำเร็จสมปรารถนาเง็กเซียนฮ่องเต้ เป็นองค์กษัตริย์แห่งทวยเทพทั้งปวง และพระพุทธเจ้าศรีศากยมุนี 

นอกจากนี้ในอาคารด้านข้างยังมีเทพเจ้าสำคัญคือไท้ส่วยเอี๊ย 60 องค์ ซึ่งเป็นเทพเจ้าที่เชื่อกันว่าช่วยแก้ความเลวร้ายของคนที่มีปัญหาปีชงได้ โดยเทพไท้ส่วยเอี๊ยแต่ละองค์จะลงมาทำหน้าที่แก้ทุกข์ร้อนให้คนที่มีปัญหาปีชงในแต่ละปี แล้วเวียนกันไปจนครบจำนวน 

ส่วนอาคารเดียวกันแต่คนละปีกจะมีเจ้าแม่กวนอิมปางต่างๆ หลายร้อยปางประดิษฐาน อาทิ กวนอิมพันกร และกวนอิมปางเสวยสุข เป็นต้น 

การไหว้พระไหว้เจ้าคือการแสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อผู้มีพระคุณ เป็นการกระทำของผู้เจริญ ก่อให้เกิดสิริมงคล ความสุขความเจริญแก่ผู้ประพฤติ ทำให้จิตใจเบิกบานผ่องใส แต่บางคนเชื่อว่าไหว้แล้วโชคดี มีความร่ำรวยรุ่งเรือง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะเป็นความเชื่อส่วนบุคคล แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือการกราบไหว้เคารพในสิ่งที่ควรกราบไหว้เป็นเรื่องที่มนุษย์ผู้เจริญกระทำกันเป็นประจำ การกราบไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือการเตือนใจตัวเองให้ระลึกเสมอว่า เราต้องเคารพบูชาความดี และต้องมีสติในการดำรงชีวิตตลอดเวลา เพราะเทพเจ้าจะให้ความช่วยเหลือใครก็ตามที่ประพฤติดี ซื่อสัตย์ สุจริต และมีความกตัญญูกตเวทิตา 

หากคุณๆ สนใจจะไปเที่ยวเมืองอ่างศิลากับMr.Flower เพื่อสัมผัสเมืองเก่า ดูวิถีชุมชนดั้งเดิมของชาวอ่างศิลา ไปดูแหล่งหินสำหรับผลิตครกหินอ่างศิลา (ปัจจุบันอนุรักษ์ไว้ ห้ามขุดและตัดหิน) ไปไหว้พระไหว้เจ้าไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และรับประทานอาหารทะเลสดๆ คุณภาพดีราคามิตรภาพ และนอนพักสบายๆ สักหนึ่งคืน โปรดติดต่อ Mr.Flower หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : รถไฟคิฮะ สายกรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/705796

ตะลอนเที่ยว : รถไฟคิฮะ สายกรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา

ตะลอนเที่ยว : รถไฟคิฮะ สายกรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา

วันอาทิตย์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

การโดยสารรถไฟคือการเดินทางที่นับว่าสุดแสนคลาสสิกแบบหนึ่ง เพราะว่ารถไฟเป็นยานพาหนะที่นับได้ว่ามีประวัติความเป็นมาที่เก่าแก่นับร้อยปี และเป็นการขนส่งทั้งมวลชนและสินค้าที่ได้รับการยกย่องว่าสามารถขนของและขนคนได้เป็นจำนวนมากในหนึ่งขบวนรถ

สำหรับคนไทยนั้น รู้จักรถไฟมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากพระองค์ท่านทรงนำความเจริญนี้เข้ามาสู่พระราชอาณาจักรสยาม การเดินทางไกลในสมัย 60-70 ปีที่แล้ว จึงอาศัยรถไฟเป็นสำคัญ และรถไฟก็เป็นเครื่องนำความเจริญไปยังดินแดนหัวเมืองใหญ่ที่อยู่ในเขตภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคอีสาน

แม้วันนี้คนจำนวนหนึ่งอาจจะไม่ค่อยนิยมเดินทางด้วยรถไฟ เพราะเห็นข้อจำกัดต่างๆ ของการโดยสารรถไฟ แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงมีผู้คนอีกไม่น้อยที่ยังหลงใหลการเดินทางด้วยรถไฟ เพราะทำให้ย้อนระลึกถึงความหลังเมื่อวันวานได้อย่างชัดเจน

วันนี้จึงจะชวนคุณที่หลงใหลการเดินทางด้วยรถไฟไปนั่งรถไฟญี่ปุ่น ชื่อรถไฟคิฮะ 183 เป็นรถดีเซลราง ที่ประเทศญี่ปุ่นมอบให้ไทยโดยไม่คิดมูลค่า จำนวน 17 คัน สำหรับรถไฟคิฮะ 183 เป็นรถที่ใช้บริการในฮอกไกโด มาก่อน แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงดินแดนฮอกไกโด ก็จะทำให้คนที่พอจะรู้ถึงสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศของเมืองนี้ต่างเข้าใจโดยพลันว่า เป็นเมืองที่ค่อนข้างหนาวเย็นมาก ดังนั้นรถไฟคิฮะจึงถูกมองว่าเป็นรถไฟสำหรับประเทศหนาว แล้วเมื่อต้องถูกนำมาใช้ในเมืองร้อนจัดมาก อย่างเช่นเมืองไทย แล้วรถไฟจะสามารถใช้ได้ตามปกติหรือ 

ก็ต้องบอกว่า การรถไฟฯ ได้นำรถคิฮะมาดัดแปลงให้สามารถใช้ได้กับประเทศไทย รวมถึงต้องดัดแปลงความกว้างของล้อรถให้เข้ากับรางของประเทศไทยด้วย ความกว้างของทางรถไฟญี่ปุ่นกว้างกว่าของไทย คือของญี่ปุ่นกว้าง 1.067 เมตร ของไทยกว้าง 1.00 เมตร 

นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีว่าเราสามารถใช้รถไฟคิฮะได้ดีหลังการปรับปรุงแล้ว แต่ต้องใช้ให้เหมาะสมกับสภาพของรถด้วย เพราะรถคิฮะไม่สามารถให้บริการได้ในเส้นทางที่ยาวไกลมากๆ ดังนั้นเส้นทางที่ถูกนำมาให้คิฮะแล่นให้บริการจึงต้องเป็นระยะทางที่ไม่ไกลมากนัก เพราะฉะนั้น เส้นทางที่ค่อนข้างเหมาะสมคือกรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา หรือเมืองแปดริ้ว

บัดนี้ รถไฟคิฮะ 183 พร้อมให้บริการนำเที่ยวระหว่างกรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทราแล้ว หลังจากวิศวกรของการรถไฟแห่งประเทศไทยได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้คิฮะมีความพร้อมให้บริการ 

รูปทรงของรถไฟคิฮะ 183 มีความแปลกตามากกว่ารถไฟไทยที่เราคุ้นเคย บางคนเรียกคิฮะว่าหุ่นยนต์ เพราะมีความเป็นสี่เหลี่ยมเหมือนหุ่นยนต์ญี่ปุ่น วันแรกที่คิฮะเริ่มแล่นอวดโฉมบนรางรถไฟไทยแฟนรถไฟญี่ปุ่นพากันไปดูคิฮะอย่างล้นหลาม เพราะถือได้ว่าได้ชมโฉมรถไฟญี่ปุ่นตัวเป็นๆ บนรางรถไฟไทย

ในตัวรถไฟนั้นมีที่นั่งที่นับได้ว่าแสนสบายสไตล์ญี่ปุ่น เบาะเก้าอี้ใหญ่และกว้างพอประมาณ ตัวเก้าอี้บุด้วยสักหลาดโทนสีนวลสบายตา แต่บางตู้ก็จะเป็นผ้าสักหลาดโทนสีเข้มขรึม เก้าอี้เป็นแบบสองตัวคู่กัน มีสองข้าง ตรงกลางเว้นเป็นทางเดินไว้ มีห้องส้วมห้องสุขาสะอาดสะอ้านแบบญี่ปุ่น ทำให้หลายคนบอกว่า รถไฟไทยก็ทำห้องน้ำให้สะอาดสะอ้านได้ หากจะทำกันจริงๆ แต่ที่มันสกปรก เพราะไม่ตั้งใจทำให้มันสะอาด

สีของตัวรถไฟเป็นสีเดิมที่มาจากญี่ปุ่นคือสีขาวม่วง ซึ่งการรถไฟฯ ได้ตกแต่งให้สวยงามดังเดิม และคงเอกลักษณ์เดิมส่วนใหญ่ไว้ เพื่อให้ได้อารมณ์แบบรถไฟญี่ปุ่นแท้ๆ 

การให้บริการรอบแรกของรถไฟคิฮะเริ่มในวันที่ 24-25 มกราคมนี้ โดยรถออกจากสถานีหัวลำโพงเวลา 07.40 น. และกลับถึงหัวลำโพงเวลา 19.00 น. 

หากคุณสนใจนั่งรถไฟคิฮะไปเที่ยวเมืองแปดริ้ว กรุณาติดต่อ Mr.Flower หนังสือพิมพ์แนวหน้าโดยด่วนที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : เด็กเอ๋ย เด็กน้อย เธอคือทรัพยากรล้ำค่าของแผ่นดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/704246

ตะลอนเที่ยว : เด็กเอ๋ย เด็กน้อย เธอคือทรัพยากรล้ำค่าของแผ่นดิน

ตะลอนเที่ยว : เด็กเอ๋ย เด็กน้อย เธอคือทรัพยากรล้ำค่าของแผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ถ้าคนเราทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าเด็กๆ ทุกคนคือทรัพยากรล้ำค่าของโลกใบนี้เราจะไม่มีวันรังแก กดขี่ เอาเปรียบเด็ก เราจะรักและเมตตาเด็กทุกๆ คน ไม่ใช่แค่รักและเมตตาเฉพาะเด็กที่เป็นลูกหลานของเราเท่านั้น สังคมของเราจะปราศจากการกดขี่เอาเปรียบเด็กน้อยและเยาวชน ปราศจากการใช้แรงงานเด็กน้อย และปราศจาคการมีเพศสัมพันธ์กับเด็กและเยาวชนอย่างสิ้นเชิง

วันเด็กแห่งชาติเพิ่งผ่านพ้นไป แต่เราก็ต้องให้ความสำคัญ และช่วยกันดูแลเด็กๆ ทุกคนทุกๆ วัน ไม่ใช่ให้ความสำคัญและความเอาใจใส่กับเด็กแค่เพียงวันเดียวคือในวันเด็ก เพราะเด็กต้องการความรักทุกๆ วัน เพื่อให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีใจเมตตาต่อทุกสิ่งทุกที่อยู่รอบตัว

คณะของผู้อ่านแนวหน้ากลุ่มหนึ่ง รวมถึงคณะของผู้ฟังรายการ Good Time (สถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 101.5 MHz. ออกอาการวันจันทร์ถึงศุกร์ 21.00-22.00 น.) และกัลยาณมิตรทั้งหลายได้ร่วมกันไปทำอาหารกลางวันเลี้ยงเด็กนักเรียน และมอบสิ่งของต่างๆ อาทิ รองเท้านักเรียน สมุด ดินสอ เครื่องเขียน หนังสืออ่านประกอบเพิ่มทักษะการใช้ชีวิต เครื่องกีฬาเสื้อผ้า ของเล่น ขนม ไอศกรีม เครื่องดื่มและเสื้อผ้า รวมถึงเครื่องปรุงอาหาร ข้าวสารน้ำตาล น้ำมันพืช ให้โรงเรียน ตชด. บ้านถ้ำหินอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี เมื่อวันที่13 มกราคม 2566 (ซึ่งในการนี้ผู้อ่านแนวหน้ายังมีใจคิดถึงคุณครูและเจ้าหน้าที่โรงเรียน ตชด. บ้านถ้ำหินทุกคน จึงมอบผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่เนื้อดีให้คุณครูและเจ้าหน้าที่ด้วย)

กลุ่มคุณหมอและพยาบาล รวมถึงผู้ประกอบสัมมาชีพอื่นๆ ซึ่งเป็นกัลยาณมิตรของ Mr.Flower ได้ตั้งใจไปผัดข้าวผัด และทำก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ผัดซีอิ๊ว โดยผัดกันสดๆ ใหม่ๆ เพื่อให้นักเรียนและคุณครู ได้รับประทานอาหารใหม่สดถูกสุขลักษณะ และอุดมไปด้วยสารอาหารครบถ้วน พี่ๆ ผู้เป็นแม่ครัวอาสาสมัครตั้งใจสรรหาวัตถุดิบที่สด สะอาด ไปเพื่อการนี้โดยเฉพาะ แล้วยังมีความเป็นห่วงเด็กๆ ที่อาจจะแพ้อาหารทะเล เนื่องจากเป็นเด็กที่อยู่บนดอยบริเวณตะเข็บชายแดนไทย-เมียนมา ด้านจังหวัดราชบุรี จึงเตรียมยาสำหรับแก้อาการแพ้ไปด้วย แต่นับว่าเป็นเรื่องดีมาก ที่เด็กนักเรียนทุกคนรับประทานอาหารที่คณะของเราทำให้อย่างเอร็ดอร่อยมีความสุข โดยที่ทุกคนไม่มีปัญหาแพ้อาหารทะเล เพียงแค่นี้คณะของเราก็สบายใจแล้ว แล้วยิ่งได้เห็นรอยยิ้มเสียงหัวเราะอย่างเบิกบานของเด็กๆ ก็ยิ่งทำให้พวกเรามีความสุขมากยิ่งขึ้น

Mr.Flower ขออนุญาตเล่าให้ฟังคร่าวๆว่าโรงเรียนนี้มีนักเรียน 222 คน โดยทุกคนได้รับของแจกเหมือนกันทั้งหมด ส่วนรางวัลใหญ่ที่มีผู้มอบให้เป็นพิเศษคือ จักรยาน 7 คัน และพัดลมไฟฟ้า และมอบหนังสือแบบ pop upหนึ่งชุดมีสามเล่ม ซึ่งนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับโครงการในพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และหนังสืออื่นๆที่เกี่ยวข้องกับหลักการทรงงานของเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศของพระองค์ท่าน จำนวน 50 ชุด รวมถึงหนังสือบทพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี30 ชุด โดยมอบให้ห้องสมุดโรงเรียน และหารือกับครูว่าควรจะนำหนังสือที่นำเสนอโครงการพระราชดำริ ซึ่งเป็นหนังสือ pop up ไปใช้สอนด้วยการเล่มเกมกันนักเรียน เพื่อให้นักเรียนได้เกิดความเข้าใจในโครงการพระราชดำริมากยิ่งขึ้น และเพื่อปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน การค้นคว้าหาความรู้จากตำราด้วยการเข้าหอสมุดให้นักเรียน

สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ Mr.Flower ได้จากการไปพูดคุยกับเด็กนักเรียนในครั้งนี้คือ นักเรียนบอกว่ารู้สึกขอบคุณที่ลุงๆ ป้าๆทั้งหลายซึ่งอยู่ห่างไกลจากชุมชนของพวกเขายังมีใจนึกถึงพวกเขา และขอบคุณที่กรุณานำสิ่งของต่างๆ ทั้งของใช้ ของกิน มามอบให้ ซึ่ง Mr.Flower ก็ย้ำกับหนูๆ ไปว่า อย่าคิดว่านี้คือการได้รับของฟรี แต่ขอให้นึกว่านี้คือของแทนความเป็นห่วงจากเพื่อนร่วมแผ่นดิน แล้วก็บอกกับเด็กๆ ว่า วันนี้หนูๆ ยังเป็นเด็กน้อย ยังเป็นผู้รับ แต่วันหนึ่งเมื่อหนูๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ หนูก็จะต้องเป็นผู้ให้ผู้แบ่งปันให้กับผู้คนที่ด้อยกว่า เพื่อบอกให้เขาเหล่านั้นรู้ว่า การแบ่งปัน การเผื่อแผ่คือการแสดงน้ำใจของกันและกัน ผู้ที่มีมากกว่าต้องแบ่งปันให้ผู้ที่ขาดแคลน ส่วนผู้ขาดแคลนที่เป็นผู้รับก็ต้องไม่คิดว่านี่คือของฟรี แต่ต้องบอกกับตัวเองว่านี่คือน้ำใจและไมตรีจากเพื่อนร่วมแผ่นดินของเราเราสามารถแบ่งปันและช่วยเหลือกันได้ตลอดเวลา สังคมของเราจะมีความสุขเมื่อทุกคนแบ่งปันให้กันและกัน

ก่อนจะลาจากกันในวันนั้น เด็กๆ ให้คำสัญญาว่า จะตั้งใจเรียนหนังสือเพื่อสั่งสมความรู้ให้สามารถนำไปประกอบสัมมาชีพได้ในอนาคต จะตั้งใจประพฤติตนเป็นผู้ช่วยเหลือสังคม แต่ก่อนจะช่วยเหลือสังคมก็ต้องสามารถดูแลช่วยเหลือตนเองและคนในครอบครัวได้ก่อนเป็นอันดับแรก

แล้วเด็กๆ ก็กล่าวขอบคุณในความมีเมตตาและไมตรีจิตที่คณะของเรามอบให้กับเธอทั้งหลายผู้เป็นเสมือนทรัพยากรล้ำค่าของแผ่นดินของเรา

หากคุณๆ ผู้อ่านมีความประสงค์จะร่วมโครงการแบ่งปันเพื่อช่วยเหลือทั้งเพื่อนมนุษย์และสัตว์ร่วมโลกกับ Mr.Flower สามารถติดต่อสอบถามได้ที่หนังสือพิมพ์แนวหน้า หมายเลข 091-7233615 คณะของเราร่วมกันทำโครงการช่วยเหลือเด็กนักเรียน คนชรา คนพิการ คนยากไร้ด้อยโอกาส และสัตว์จรจัด สัตว์บาดเจ็บพิการ และสัตว์แก่อนาถา ในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ