ตะลอนเที่ยว : วัดนิเวศธรรมประวัติ บางปะอิน วัดประจำพระราชวังบางปะอิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/560569

ตะลอนเที่ยว : วัดนิเวศธรรมประวัติ บางปะอิน วัดประจำพระราชวังบางปะอิน

ตะลอนเที่ยว : วัดนิเวศธรรมประวัติ บางปะอิน วัดประจำพระราชวังบางปะอิน

วันอาทิตย์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“…ข้าพเจ้าคิดจะใคร่สร้างเป็นพระอารามน้อยๆ สำหรับที่บำเพ็ญกุศลใกล้พระราชวัง ในเวลาเมื่อได้ขึ้นมาพักแรมอยู่ที่เกาะบางปะอินนี้ จึงได้คิดถมดินให้พ้นน้ำตามฤดูที่เคยประมาณว่าเป็นอย่างมากโดยปกติ แล้วให้เจ้าพนักงานจ้างเหมาช่างชาวตะวันตก กะวางแผนที่ทำตามแบบอย่างกับประเทศตะวันตกทุกสิ่ง ซึ่งได้ให้คิดสร้างโดยแบบอย่างเป็นของชาวต่างประเทศดังนี้ ด้วยมีความประสงค์จะบูชาพระพุทธศาสนาด้วยของแปลกประหลาด แลเพื่อให้อาณาประชาราษฎร์ทั้งปวงชมเล่นเป็่นของแปลก ยังไม่เคยมีในพระอารามอื่น แลเป็นของมั่นคงถาวรสมควรเป็นพระอารามหลวงในหัวเมือง ใช่จะนิยมยินดีเลื่อมใสในลัทธิศาสนาอื่น นอกจากพระพุทธศาสนานั้นหามิได้…”

ความตอนหนึ่งจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ปรากฏในจารึกประกาศพระราชทานที่วัดและเสนาสนะสำหรับสงฆ์ วัดนิเวศธรรมประวัติ

วัดนิเวศธรรมประวัติ ตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำเจ้าพระยาด้านทิศใต้ ตรงข้ามกับพระราชวังบางปะอิน สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2419 โดยล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ทรงใช้วัดนี้สำหรับบำเพ็ญพระราชกุศล ยามเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับ ณ พระราชวังบางปะอิน

พระอุโบสถของพระอารามหลวงแห่งนี้สร้างด้วยศิลปะแบบโกธิค ยอดของพระอุโบสถเป็นเสมือนหอคอยปลายแหลม นอกจากนั้นอาคารวิหารต่างๆ ภายในวัดยังสร้างด้วยศิลปะแบบโกธิคอีกด้วย

สิ่งสำคัญของพระอุโบสถคือ หน้าบันชั้นบนประดับด้วยพระเกี้ยว หน้าบันชั้นลดหลั่นลงมาประดับด้วยตราแผ่นดิน (ตราสัญลักษณ์ประจำรัชกาลที่ 5) และมีเทวรูปปัญจสิงขรถือพิณอยู่ด้านตะวันตก และเทวรูปพระอินทร์เป่าสังข์อยู่ด้านทิศตะวันออก อยู่ในซุ้มแบบโกธิคบนประตูทางเข้าพระอุโบสถ เทวรูปทั้งสององค์นี้รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ช่างปั้นขึ้นเพื่อเลียนแบบนักบุญในศาสนาคริสต์ ส่วนหน้าต่างทำด้วยกระจกสี (stained glass) นำเข้าจากประเทศอิตาลี โดยผนังด้านหน้าโบสถ์ หน้าองค์พระประธานทำเป็นพระบรมสาทิสลักษณ์รัชกาลที่ 5 และส่วนบนของกรอบหน้าต่างประดับด้วยกระจกสีเช่นกัน ส่วนองค์พระประธานมีพระนามว่า พระพุทธนฤมลธรรโมภาสปางสมาธิเพชร หล่อด้วยกะไหล่ทอง เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2420 หน้าตักกว้าง 22.5 นิ้วสูงถึงปลายรัศมี 36.5 นิ้ว ออกแบบโดยพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ ฐานชุกชีของพระประธานมีลักษณะคล้ายที่ตั้งไม้กางเขนของศาสนาคริสต์

รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯจ้างให้นายยูกิงแกรซี วางแบบแปลนการก่อสร้างวัดแห่งนี้ โดยออกแบบพระอุโบสถหมู่กุฏิ และอาคารทั้งหมดในวัด ใช้เวลาก่อสร้างวัดแห่งนี้รวมเวลา 2 ปี 22 วัน สร้างสำเร็จในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2421

เนื่องจากวัดนิเวศธรรมประวัติ ตั้งอยู่บนเกาะ การเดินทางไปยังวัดจึงต้องอาศัยเรือ และกระเช้าไฟฟ้าเป็นพาหนะข้ามจากฝั่งไปยังวัด แต่ทุกวันนี้พาหนะสำคัญของการเดินทางไปยังวัดคือกระเช้าไฟฟ้า ดังนั้นกระเช้าไฟฟ้าข้ามคลองจึงถือเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของการไปเที่ยวชมวัดนิเวศธรรมประวัติ

คุณผู้อ่านแนวหน้าที่สนใจไปท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่วัดนิเวศธรรมประวัติกับ Mr.Flower โปรดติดต่อสอบถามและสำรองที่ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615เราจัดบริการนำเที่ยวเขตโบราณสถานต่างๆในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นประจำทุกสัปดาห์

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวเมืองอุทัยฯ ไม่ต้องอุทธรณ์ ค่ำแล้วก็นอนที่เมืองอุทัยฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/557292

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวเมืองอุทัยฯ ไม่ต้องอุทธรณ์ ค่ำแล้วก็นอนที่เมืองอุทัยฯ

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวเมืองอุทัยฯ ไม่ต้องอุทธรณ์ ค่ำแล้วก็นอนที่เมืองอุทัยฯ

วันอาทิตย์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ขออนุญาตเรียนถามคุณๆ ว่า ทุกวันนี้ต่อมกระตุ้นความอยากเดินทางท่องเที่ยวของคุณๆ ทำงานหนักมากแค่ไหนขอรับ แต่สำหรับแฟนๆ คอลัมน์ตะลอนเที่ยว by Mr.Flower ซึ่งไปเที่ยวเตร่สรวลเสเฮฮา และร่วมทำบุญทำกุศลด้วยกันมาแล้วหลายสิบทริป ทั้งในและต่างประเทศ ทุกคนต่างบอกว่า ไม่ไหวแล้ว ไม่ไหวแล้ว อยากออกไปเที่ยวมากๆๆ

แฟนคลับนับร้อยรายที่เป็นสมาชิกของคอลัมน์ พูดคุยกันในไลน์กลุ่มว่า ไปเที่ยวกันเถอะ ไปไหนก็ได้ไปใกล้ๆ ก็ได้ ไม่ต้องค้างคืนก็ได้ หรือจะพักค้างอ้างแรมก็ไม่ขัดข้อง ขอให้ได้ออกไปเที่ยวเท่านั้นเป็นพอ ว่าแล้วก็มีสมาชิกกลุ่มหนึ่งเสนอว่า เราไปเที่ยวเมืองอุทัยธานี เมืองพระชนกจักรี ปลาแรดรสดี ประเพณีเทโว ส้มโอบ้านน้ำตก มรดกโลกห้วยขาแข้ง แหล่งต้นน้ำสะแกกรัง ตลาดนัดดังโค-กระบือ (คำขวัญของเมืองอุทัยฯ)

สาเหตุที่มีผู้ต้องการไปเที่ยวเมืองอุทัยฯ เพราะสาเหตุสำคัญข้อแรกคือ หลงใหลความน่ารัก น่าประทับใจของชาวเมืองอุทัยฯ ชื่นชอบความสงบเงียบความเรียบร้อยของเมือง และปลื้มในความงดงามของโบราณสถาน รวมถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ

หลายคนให้เหตุผลว่าไปเที่ยวอุทัยฯ แล้วสบายอกสบายใจ แถมยังมีอาหารอร่อยให้รับประทานอีกมากมายมีผ้าทอสวยๆ ให้เลือกซื้อ มีสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลาย และอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ (ข้อนี้คือเหตุผลของคนกรุงเทพฯ) และที่สำคัญอีกประการคือค่าครองชีพเมืองอุทัยฯ ไม่แพง

Mr.Flower กล้ารับรองว่าหากคุณได้ไปเยือนเมืองอุทัยฯ สักครั้ง คุณ (น่าจะ) ประทับใจในเสน่ห์ของเมืองน่ารักเมืองนี้

วันนี้จึงนำเสนอภาพสถานที่ท่องเที่ยว (เพียงบางแห่ง) ของเมืองอุทัยฯ ให้คุณได้ชมกัน นั่นคือวัดอุโปสถาราม หรือวัดโบสถ์มโนรมย์ เป็นวัดเก่าแก่ สันนิษฐานว่าสร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2324 อยู่บนเกาะเทโพ ริมลำน้ำสะแกกรัง โบสถ์และวิหารของวัดแห่งนี้มีขนาดเล็กกะทัดรัด แต่ภายในตัวอาคารมีความโดดเด่นหลายประการ อาทิ ภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถสันนิษฐานว่าเขียนโดยช่างหลวงในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ช่วงปลาย โดยเขียนเสร็จสมบูรณ์ในยุคต้นของรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โดยเขียนเล่าเรื่องพุทธประวัติ และช่วงบนของตัวผนังเป็นภาพเทพชุมนุมสลับกับลวดลายตาลปัตรพัดยศแบบต่างๆ ส่วนพระพุทธรูปประธานเป็นปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัย และแวดล้อมด้วยพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัยอีกสี่องค์ ส่วนจิตรกรรมฝาผนังในพระวิหารเป็นภาพพระพุทธเจ้าเสด็จโปรดเทพยดาบนสวรรค์ และพิธีอสุภกรรมฐาน ส่วนด้านบนของผนังเป็นภาพพระพุทธสาวกชุมนุม และมีภาพวิถีชีวิตชาวบ้านที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนา ส่วนพระประธานเป็นพระพุทธรูปยืนปางต่างๆ เช่น ปางประทานอภัยปางห้ามญาติ ศิลปะสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ และจุดเด่นอีกประการ คือ วัดนี้มีเจดีย์ที่สร้างด้วยศิลปะของสามยุคสมัย คือ สุโขทัย (ทรงล้อมฟาง) อยุธยา (ทรงหกเหลี่ยม) และกรุงรัตนโกสินทร์ (มีเจดีย์เล็กห้ายอดประกอบ) และมณฑปแปดเหลี่ยมศิลปะไทยผสมจีนที่ผสมผสานได้ลงตัวอย่างที่สุด และที่ชาวอุทัยฯ ทุกคนต่างปลื้มปีติมากคือ ในครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 วัดแห่งนี้เคยเป็นที่รับเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 5 มาแล้ว และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6ก็เสด็จพระราชดำเนิน ณ วัดแห่งนี้เช่นกัน

นอกจากนี้เมื่อไปเที่ยวเมืองอุทัยฯ แล้ว สิ่งที่ต้องไม่พลาดคือขึ้นไปไหว้พระบนเขาสะแกกรัง และกราบไหว้พระอนุสาวรีย์สมเด็จพระปฐมบรมชนกในรัชกาลที่ 1
และต้องไปตักบาตรยามเช้าที่ตลาดเก่าริมสะแกกรัง รวมถึงล่องลำน้ำสะแกกรังชมบ้านเรือนแพ (ในช่วงที่มีน้ำให้ล่องเรือได้) รวมถึงยังมีอีกสารพัดสถานที่ให้คุณได้ท่องเที่ยว และเอร็ดอร่อยกับอาหารเลิศรส หากคุณสนใจร่วมทริปสุดพิเศษกับ Mr.Flower โปรดติดต่อที่ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : ไหมยกทองเมืองสุรินทร์ ความงามที่มีประวัติศาสตร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/554129

ตะลอนเที่ยว : ไหมยกทองเมืองสุรินทร์ ความงามที่มีประวัติศาสตร์

ตะลอนเที่ยว : ไหมยกทองเมืองสุรินทร์ ความงามที่มีประวัติศาสตร์

วันอาทิตย์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ถึงแม้จะมีปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 แต่ก็ไม่สามารถลบล้างความต้องการออกเดินทางท่องเที่ยวไปตามสถานที่ที่น่าสนใจได้ เพราะแรงปรารถนาจะได้สัมผัสกับสิ่งงดงามที่มีอยู่มากมายในประเทศไทยมีพลังมากมายยิ่งนัก ดังนั้น หลายต่อหลายคนที่มีหัวใจชอบเดินทางท่องเที่ยวจึงบอกตรงกันว่า รอให้ปัญหาการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19ผ่านพ้นไปจากประเทศไทย และทุกประเทศทั่วโลกก่อนเถอะรับรองว่าจะออกไปตะลอนเที่ยวให้หายคิดถึง 

แต่อย่างไรก็ตาม Mr. Flower ก็ยังคงยืนยันเหมือนเดิมว่าในประเทศไทยของเรานั้น เราทุกคนที่มีสุขภาพแข็งแรง และมีความระมัดระวังป้องกันการได้รับเชื้อโควิด-19 ได้เป็นอย่างดีแล้ว เราทุกคนก็ยังสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ แม้จะไม่สามารถเที่ยวได้ตามปกติเหมือนช่วงไร้การแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่รับรองว่ายังสามารถท่องเที่ยวได้ เพราะหลายจังหวัด หลายพื้นที่ของไทยยังปลอดภัยจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสดังกล่าวขอแค่เพียงให้เราทุกคนเที่ยวด้วยความระมัดระวังให้เพียงพอเท่านั้น ทุกคนก็สามารถเดินทางท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่ภูมิภาคต่าง ๆ ได้อย่างมีความสุข 

วันนี้ขอพาคุณไปสัมผัสความงามของแพรพรรณผ้าไหมแสนสวยของเมืองสุรินทร์ ที่หมู่บ้านท่าสว่าง ตำบลท่าสว่าง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ขอเรียนว่าหมู่บ้านแห่งนี้คือหมู่บ้านแห่งการทอและการผลิตผ้าไหมที่แสนสวย สุดวิจิตรแห่งหนึ่งของประเทศไทย นอกจากชวนคุณไปเที่ยวชมและซื้อผ้าไหมงามๆ แล้ว จะขอพาคุณไปชมแหล่งผ้าทอยกทอง ณ บ้านจันทร์โสมา หมู่บ้านท่าสว่างด้วย 

ขอย้ำว่า เมืองสุรินทร์มิได้มีความโด่งดังเลื่องลือเพียงแค่ความเป็นเมืองช้าง และเมืองแห่งปราสาทหินที่งดงาม แต่ยังมีความวิจิตรของผ้าไหมทอยกทองด้วย ความงามของผ้าไหมทอยกทองอยู่ที่ลวดลวยที่สอดประสานอย่างกลมกลืนลงตัวระหว่างเส้นไหมกับดิ้นทองที่ทอด้วยลวดลายแห่งราชสำนักไทยโบราณที่ทั้งอ่อนช้อย วิจิตรงดงาม แต่ดูแล้วทรงไว้ด้วยพลัง ด้วยเหตุนี้ผ้าไหมทอยกทองบ้านท่าสว่างจึงเป็นสินค้าที่สร้างชื่อเสียงให้กับสุรินทร์มาช้านาน ผ้าไหมทอยกทองของที่นี่ต้องใช้กำลังคนในการผลิตเป็นจำนวนไม่น้อย เช่น เฉพาะการทอผ้าแต่ละผืนนั้นต้องใช้คนมากถึง 4-6 คน ใช้ตะกอสำหรับทอมากถึง 1,416 ตะกอ เพราะว่ามีลวดลายที่ละเอียดวิจิตรมากจึงทำให้ต้องใช้เวลาทอยาวนานมาก สำหรับลายที่ละเอียดและวิจิตรบรรจงมากๆ นั้น วันหนึ่งทอได้เพียง 4-5 เซนติเมตร เท่านั้น โดยกี่ทอผ้าก็มีขนาดใหญ่โตมโหฬารมาก มีความสูงเท่ากับเรือนสองชั้น 

ส่วนกระบวนการผลิตผ้าไหมทอยกทองนั้น เริ่มต้นจากการนำรังไหมไปผ่านกระบวนการต้มจนได้เส้นไหมออกมา แล้วผ่านการกรอและสาวไหม การเข้าฟันหวีหรือฟืม การเข้าหัวม้วน แล้วจึงเข้าสู่กระบวนการทอผ้า ซึ่งการทอผ้ามีหลายกรรมวิธี แต่สำหรับการทอผ้ายกนั้นคือการทอผ้าให้มีลวดลายด้วยการยกตะกอแยกด้ายเส้นยืน ซึ่งขอบอกตรงๆ ว่ามีกรรมวิธีที่ซับซ้อนมากมากเกินกว่าสติปัญญาของ Mr. Flower จะอธิบายให้คุณเข้าใจแบบเห็นภาพชัดๆ ดังนั้น จึงขออนุญาตชวนคุณไปเที่ยวชมของจริงด้วยกันที่บ้านจันทร์โสมา บ้านท่าสว่าง และมั่นใจว่าเมื่อคุณได้ไปชมขั้นตอนการผลิตด้วยตาของคุณเองแล้ว คุณจะตะลึงในภูมิปัญญาของบรรพบุรุษของเราที่ท่านได้ค้นคิดการผลิตผ้าไหมแสนงาม รวมถึงการผลิตผ้าไหมทอยกทอง แล้วที่สำคัญคือคุณจะไม่อยากต่อรองราคาซื้อขายกับผู้ผลิตที่เป็นผู้ทอผ้าโดยตรงเพราะนอกจากจะใช้ความอุตสาหะอย่างยิ่งยวดแล้ว ยังต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนานมากสำหรับการผลิตงานศิลป์ที่แสนสวยออกมาสำเร็จแต่ละผืน 

Mr. Flower ขอขอบพระคุณอาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย เจ้าของบ้านจันทร์โสมา และช่างทอ ช่างย้อมและคนงานทุกคนในบ้านจันทร์โสมา และขอบคุณพี่น้องทุกคนในหมู่บ้านท่าสว่างที่กรุณาสร้างงานศิลป์แสนวิจิตรไว้เพื่อเชิดหน้าชูตาประเทศไทย 

สำหรับคุณๆ ที่มีความต้องการจะไปเที่ยวชมและซื้อหาผ้าไหมต่างๆ นานา รวมถึงผ้าไหมยกทองจากสุรินทร์กับคณะเล็กๆ จำนวน 12-14 คน นำทัวร์
โดย Mr. Flower โปรดติดต่อ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวไทยให้ปลอดภัยจากโควิด-19 เที่ยวแบบ Green #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/552479

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวไทยให้ปลอดภัยจากโควิด-19 เที่ยวแบบ Green

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวไทยให้ปลอดภัยจากโควิด-19 เที่ยวแบบ Green

วันอาทิตย์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เนิ่นนานยาวเกินกว่าหนึ่งปีแล้วที่หลายคนไม่ได้ออกไปท่องเที่ยวด้วยความสุขใจ เพราะเกิดวิกฤติโควิด-19 แพร่ระบาดไปทั่วโลก แต่ถึงกระนั้นอารมณ์อยากท่องเที่ยวก็ยังคงคุกรุ่นอยู่ในใจของนักเดินทางท่องเที่ยวตลอดเวลา

มาจวบจนบัดนี้ แม้เชื้อโควิด-19 จะยังไม่หายไปจากสังคมโลก แต่มนุษย์ทุกคนก็พยายามปรับตัวเพื่อเอาชนะเชื้อร้ายตัวนี้ให้จงได้ การปรับตัวที่ดีที่สุดคือการรักษาความสะอาดของร่างกาย การสวมหน้ากากอนามัยให้ติดเป็นนิสัยประจำวัน และการล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้นเกิน 75 เปอร์เซ็นต์ทุกครั้งเมื่อสัมผัสสิ่งของต่างๆ ที่เราไม่มั่นใจว่าปราศจากเชื้อโรคหรือไม่ เมื่อเราทุกคนสามารถทำได้เช่นนี้แล้ว เราก็พบว่าสามารถออกท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆ ที่เรามั่นใจว่าไม่น่าจะเป็นแหล่งแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ได้อย่างสะดวกใจมากขึ้น

แหล่งท่องเที่ยวชนิดหนึ่งที่คนเรายังมั่นใจว่าน่าจะไม่ใช่เขตแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 คือแหล่งท่องเที่ยวสีเขียว หรือGreen Tourism เช่น เรือกสวนไร่นา และป่าเขาลำเนาไพร รวมถึงทะเล น้ำตก แม่น้ำ ลำคลองหนองบึงที่สะอาดสะอ้าน

แต่วันนี้ Mr.Flower จะชวนคุณๆ ไปเที่ยวแบบ Green โดยไม่ได้ไปไหนไกลจากกรุงเทพฯมากนัก เพราะสถานที่ที่เราจะไปเที่ยวกันในวันนี้คือตลาดสุขใจ สามพราน นครปฐม ไปเที่ยวด้วยการอุดหนุนผลิตภัณฑ์การเกษตรที่เกษตรกรผู้ผลิตยืนยันหนักแน่นว่าทุกอย่างปราศจากสารเคมี และปุ๋ยเคมีทุกชนิด เพราะเกษตรกรปลูกเอง ผลิตเอง แล้วนำมาจำหน่ายเอง ซึ่งนับว่าน่าสนใจมาก เพราะเป็นสถานที่เพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นที่ผู้บริโภค และผู้ซื้อสินค้า สามารถพบปะพูดคุยได้โดยตรงกับผู้ผลิตที่เป็นเกษตรกรตัวจริง

หลายคนถามว่ามั่นใจได้อย่างไรกับคำโฆษณาว่าสินค้าทุกชนิดที่ตลาดสุขใจปราศจากสารเคมีและปุ๋ยเคมี ก็ต้องตอบว่า เพราะได้รับคำยืนยันอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะจากผู้ผลิตซึ่งเป็นผู้จำหน่ายโดยตรง และจากเจ้าของตลาด ทั้งนี้ ผู้ผลิตบอกว่าทุกคนต่างตรวจสอบกันเองตลอดเวลาว่าสินค้าที่นำมาจำหน่ายนั้นเป็นสินค้าorganic แท้จริงหรือไม่ หากพบว่าผู้ค้ารายใดไม่ซื่อตรงกับเรื่องนี้ ก็จะมีมาตรการจัดการกับผู้ที่ไม่ซื่อตรงทันที โดยขอให้เลิกค้าขายในตลาดแห่งนี้ โดยให้เหตุผลว่าหากผู้ซื้อจับได้ว่าสินค้าในตลาดสุขใจไม่ใช่ organic แท้จริง จะทำให้ผู้ค้าทุกคนในตลาดเสียความน่าเชื่อถือแล้วผู้บริโภคจะไม่กลับไปซื้อสินค้าที่ตลาดแห่งนี้อีก ซึ่งก็ได้ผลดีมาก เพราะเมื่อผู้ค้าทุกคนต่างตรวจสอบกันเองเป็นประจำ ก็ทำให้ผู้ค้าทุกรายไม่กล้าทำผิดกฎของตลาด ผลปรากฏคือผู้ซื้อเชื่อมั่นศรัทธาในสินค้าของตลาดสุขใจ และที่มากกว่านั้นคือผู้ซื้อกับผู้ขายกลายเป็นเพื่อนสนิทกันในที่สุด ผู้ซื้อหลายรายสั่งซื้อสินค้าโดยตรงจากเกษตรกร แล้วนัดรับสินค้ากันที่ตลาดแห่งนี้ทุกวันเสาร์

ขอเรียนแจ้งว่าตลาดสุขใจเปิดให้บริการทุกวันเสาร์และอาทิตย์ ผู้ซื้อสินค้าที่เป็นขาประจำจะไปซื้อหาสินค้าในวันเสาร์มากกว่า เพราะหากไปซื้อในวันอาทิตย์จะไม่ได้สินค้าที่ต้องการ เนื่องจากสินค้ามีจำกัด จึงหมดภายในเวลาอันรวดเร็วเมื่อวางจำหน่าย

ช่วงนี้ ถึงแม้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ยังคงเกิดขึ้นในบางสถานที่ของประเทศไทย แต่คนไทยที่มีหัวใจชอบการท่องเที่ยวก็ยังคงต้องการออกไปสัมผัสโลกกว้างที่อยู่นอกบ้านของตนเอง ดังนั้นหลายคนจึงวางแผนท่องเที่ยวแบบปลอดภัยด้วยการเตรียมตัวให้พร้อม เตรียมสุขภาพให้แข็งแรง และเตรียมหน้ากากอนามัยที่ได้มาตรฐาน เตรียมเจลแอลกอฮอล์มาตรฐานสำหรับล้างมือในกรณีที่ไม่สามารถหาห้องน้ำสะอาดสำหรับล้างมือได้ และที่สำคัญคือไปท่องเที่ยวกันเพียงกลุ่มเล็กๆ ในสถานที่เปิดโล่ง ไม่มีผู้คนแออัดยัดทะนาน

Mr.Flower ตั้งใจว่าปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้สถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ในบ้านเราน่าจะเบาบางและสร่างซาลงไป จึงอยากเชิญชวนคุณๆ ไปเที่ยวสามพราน ไปล่องเรือในแม่น้ำท่าจีน แล้วไปเที่ยวตลาดสุขใจ ไปชมสวนผลไม้ด้วยกัน หากคุณสนใจร่วมเดินทางกลุ่มเล็กๆ กับเรา โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615 รับสมาชิก14 รายเท่านั้นครับ

ตะลอนเที่ยว : เมตตาธรรม คํ้าจุนโลกา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/550829

ตะลอนเที่ยว : เมตตาธรรม คํ้าจุนโลกา

ตะลอนเที่ยว : เมตตาธรรม คํ้าจุนโลกา

วันอาทิตย์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เป็นเวลาครบ 1 ปีเต็มแล้วที่คณะผู้อ่านแนวหน้า และผู้ฟังรายการ Good Time (วิทยุจุฬาฯ) ร่วมเดินทางไปมอบโค-กระบือ จำนวน 36 ชีวิต ให้กับนักเรียนโรงเรียนชาวนา จังหวัดเชียงราย (โรงเรียนชาวนาอยู่ในความดูแลของสำนักวิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน)  

นับจากช่วงปลายเดือนมกราคม 2563 ถึงบัดนี้ โค-กระบือที่คณะของเราส่งมอบให้นักเรียนโรงเรียนชาวนานำไปเลี้ยงดูได้ให้กำเนิดชีวิตสมาชิกใหม่มาแล้ว 10 ชีวิต (ลูกกระบือ 5 ชีวิตและลูกโค5 ชีวิต) แต่ก็มีโคตัวหนึ่งต้องตายลง เพราะป่วยหนัก ซึ่งก็นับเป็นเรื่องปกติของทุกชีวิตบนโลกใบนี้ที่มีเกิดมีดับเป็นวัฏฏะ 

ตลอดระยะเวลา 1 ปีเต็ม ผู้รับโค-กระบือไปดูแลได้ส่งข่าวรายงานความคืบหน้าความเป็นอยู่ของโค-กระบือถึงกลุ่มผู้ร่วมบริจาคให้รับทราบเป็นประจำโดยผ่านไลน์กลุ่ม ทุกครั้งเมื่อโค-กระบือตกลูกมีสมาชิกใหม่ก็จะส่งภาพสมาชิกใหม่มาให้ชมและร่วมกันยินดี และในยามที่โค-กระบือไม่สบาย ผู้รับเลี้ยงก็ส่งข่าวรายงานความคืบหน้าให้สมาชิกในกลุ่มรับทราบอย่างใกล้ชิดเช่นกัน  

ในยามที่สมาชิกบางรายที่รับโค-กระบือไปเลี้ยงดูแล้วประสบปัญหาต่างๆ เช่น สัตว์ไม่สบาย หรือไม่สามารถเลี้ยงดูสัตว์ได้ต่อไป ก็ส่งข่าวเล่าความในทุกคนทราบ แล้วทุกคนก็ช่วยกันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นให้ลุล่วงไปด้วยดี ซึ่งนับเป็นความสามัคคีกลมเกลียวระหว่างสมาชิกในกลุ่มที่น่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง 

ผู้อ่านแนวหน้า และผู้ฟังรายการวิทยุ Good Time จำนวนไม่น้อยยังคงติดต่อสอบถามว่าเมื่อไรจะไปไถ่ชีวิตโค-กระบือจากโรงฆ่าสัตว์อีก เพราะหลายคนต้องการร่วมไถ่ชีวิตโค-กระบือกับผู้ทำโครงการอย่างต่อเนื่อง ก็ต้องขออนุญาตเรียนแจ้งให้ทราบว่า โครงการนี้ยังคงดำเนินต่อไป แต่สาเหตุสำคัญที่ไม่ได้ออกไปไถ่ชีวิตโค-กระบือจากโรงฆ่าสัตว์อีกในระยะหลายเดือนที่ผ่านมานี้ เพราะว่าไม่มีผู้แสดงความประสงค์รับโค-กระบือไปเลี้ยงดูตามเงื่อนไขที่เรากำหนด (อันที่จริงมีบางรายต้องการขอรับโค-กระบือไปเลี้ยงดู แต่ไม่ยินดีลงนามในสัญญาว่าต้องไม่ฆ่า ไม่ขาย และไม่นำลูกโค-กระบือไปขายต่อหรือไปฆ่า เมื่อไม่ยอมทำสัญญาก็ไม่มีการมอบสัตว์ให้ไปเลี้ยงดู) 

คณะผู้จัดทำโครงการไถ่ชีวิตโค-กระบือจากโรงฆ่าสัตว์จะกระจายข่าวเรื่องการระดมทุนเพื่อการไถ่ชีวิตสัตว์ก็ต่อเมื่อสามารถหาผู้รับสัตว์ไปอุปการะได้อย่างเหมาะสมที่สุดแล้วเท่านั้น ซึ่งผู้รับสัตว์ต้องทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรพร้อมเอกสารประกอบทางกฎหมาย เพื่อยืนยันว่าไม่ฆ่าไม่ขายสัตว์ที่รับไปอุปการะอย่างเด็ดขาด และต้องมีสถานที่เลี้ยงดูสัตว์เหมาะสมกับการดำรงชีพของสัตว์ด้วย มีบางรายติดต่อขอรับสัตว์โดยบอกว่ามีที่ดินหลายร้อยไร่อยู่ในต่างจังหวัด และรับรองว่าสัตว์มีหญ้ากินตลอดปี แต่เมื่อถามว่าแล้วพื้นที่นั้นมีรั้วรอบขอบชิดมั่นคงหรือไม่ คำตอบคือไม่มีรั้ว แล้วยังตอบด้วยว่าจะนำสัตว์ไปปล่อยให้อยู่ตามธรรมชาติ แต่เมื่อเจอคำถามว่าแล้วถ้าสัตว์หายไป จะรับผิดชอบอย่างไร เขาผู้นั้นก็ตอบไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จึงไม่มีการมอบสัตว์ให้ และที่สำคัญตามเงื่อนไขคือ ผู้ทำโครงการไม่ประสงค์จะมอบสัตว์ให้กับผู้มีฐานะร่ำรวยมหาศาล มีที่ดินเป็นร้อยๆ พันๆ หมื่นๆ ไร่ แต่ต้องการมอบให้กับผู้ที่มีฐานะปานกลาง มีที่ดินเป็นของตนเองจำนวน 10-20 ไร่ มีผู้ดูแลสัตว์ประจำวัน และมีอาหารการกินที่เหมาะสมกับสัตว์ รวมถึงมีโรงเรือนและคอกให้สัตว์ได้พักอาศัย มิใช่การนำสัตว์ไปปล่อยโดยปราศจากการดูแลอย่างเหมาะสม 

สำหรับคุณผู้อ่านที่มีความประสงค์จะรับสัตว์ไปเลี้ยงดูโดยสามารถทำตามสัญญาได้อย่างเคร่งครัดกรุณาติดต่อได้ที่คอลัมน์ตะลอนเที่ยว หนังสือพิมพ์แนวหน้า หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615 ส่วนผู้ที่ประสงค์ร่วมบริจาคทรัพย์เพื่อไถ่ชีวิตโค-กระบือ ผู้ทำโครงการขออนุญาตยังไม่รับบริจาคในขณะนี้ แต่จะรับบริจาคหลังจากเลือกสรรผู้เหมาะสมกับการนำสัตว์ไปเลี้ยงดูแล้วเท่านั้น โดยจะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบในคอลัมน์นี้ 

สำหรับวันนี้ขออนุญาตนำภาพประทับใจของโค-กระบือที่พวกเราทุกคนมอบให้กับนักเรียนโรงเรียนชาวนานำไปเลี้ยงดู โดยเฉพาะภาพลูกโค-กระบือที่เป็นสมาชิกใหม่ และภาพความเป็นอยู่ของพวกเขาหลังพ้นจากโรงฆ่าสัตว์ และได้ชีวิตใหม่

ตะลอนเที่ยว : น้ำใจ น้ำที่ไม่มีวันแห้งเหือดไปจากคนไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/549195

ตะลอนเที่ยว : น้ำใจ น้ำที่ไม่มีวันแห้งเหือดไปจากคนไทย

ตะลอนเที่ยว : น้ำใจ น้ำที่ไม่มีวันแห้งเหือดไปจากคนไทย

วันอาทิตย์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หลังจากที่คอลัมน์ตะลอนเที่ยว รวมถึงคอลัมน์อื่นๆ ในหนังสือพิมพ์แนวหน้า รวมถึงการประชาสัมพันธ์ในรายการ Good Time สถานีวิทยุจุฬาฯ (เวลา 20.35-22.00 น. วันจันทร์ถึงศุกร์) เชิญชวนให้คุณๆ ร่วมกันส่งเสื้อผ้า เครื่องกันหนาว ผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัว รองเท้าผ้าใบ ถุงเท้า ถุงมือ และอุปกรณ์การเรียน และอุปกรณ์การกีฬา ไปให้กับเด็กนักเรียนในเขตทุรกันดาร ห่างไกลความเจริญที่อยู่บนเทือกเขาสูงเขตจังหวัดเชียงราย รวมถึงผู้สูงอายุ และคนชรา โดยเฉพาะผู้ป่วยที่นอนติดเตียง ปรากฏว่ามีธารน้ำใจไหลหลั่งสู่เด็กและคนชราอย่างมากมาย จนทำให้ต้องขออนุญาตนำภาพแห่งความปลื้มปีติมาแบ่งปันกันในวันนี้

หลังจากประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้ทุกท่านร่วมบริจาคมาตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม 2563 จนถึงปัจจุบันนี้กลุ่มของเราได้ส่งข้าวของต่างๆ ไปยังจังหวัดเชียงรายรวม 10 ครั้ง โดยหลายครั้งส่งข้าวของไปเป็นจำนวน12 กล่องใหญ่ และอีกหลายครั้งก็ส่งไปจำนวน 5-6 กล่องโดยทั้งหมดนี้ได้รับความร่วมมือและความเมตตาจากบรรดาแฟนหนังสือพิมพ์แนวหน้า และแฟนรายการ Good Time นอกจากนี้แฟนคลับหลายท่านยังส่งข้าวของไปโดยตรงอีกด้วย

เด็กและผู้ชราที่ได้รับของบริจาคฝากกราบขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมบริจาคสิ่งของมากมาย และฝากบอกด้วยว่าสามารถสัมผัสรับรู้ความอบอุ่นของจิตใจที่เราทุกคนมอบให้กับคนผู้ทุกข์ยากขาดแคลนในเขตทุรกันดาร ผู้รับสิ่งของฝากบอกว่าของที่ทุกท่านบริจาคนั้นช่วยให้พวกเขาหายหนาวได้เป็นอย่างดี เพราะเสื้อผ้าเครื่องกันหนาวที่เราสรรหาไปมอบให้นั้นเป็นของดี แม้จะผ่านการใช้ไปบ้างแล้ว แต่ทุกสิ่งทุกอย่างยังอยู่ในสภาพดีเยี่ยมและสะอาดสะอ้านมาก รวมถึงหลายท่านยังมอบสิ่งของเสื้อผ้าที่เป็นของใหม่เอี่ยมให้อีกด้วย

ส่วนเด็กน้อยที่ไม่เคยมีรองเท้าผ้าใบและรองเท้าหนังดีๆ ใช้ ต่างก็ฝากกราบขอบคุณผู้มีจิตเมตตาที่กรุณาส่งรองเท้าดีๆ ไปให้พวกเขา เด็กๆ ฝากบอกว่าดีใจมากที่ได้สวมรองเท้าดีๆ และสวยงาม หลายคนบอกว่าเป็นการเติมความฝันของพวกเขาได้อย่างมหัศจรรย์ เพราะเขาสามารถสวมใส่เพื่อเดินทางไปโรงเรียนและยังสวมเพื่อเล่นกีฬาได้ด้วย หลายคนบอกว่าเดี๋ยวนี้เตะฟุตบอลได้แรงขึ้น เพราะมีรองเท้าสวมแล้ว (พูดกับรอยยิ้มที่สดใส)

อันที่จริงกลุ่มของเราจำนวน 10 กว่าคนตั้งใจจะขึ้นไปเชียงรายวันที่ 27-30 มกราคม 2564 แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19ยังไม่น่าไว้วางใจ คณะของเราจึงเลื่อนการเดินทางออกไปก่อน แล้วรอจนกว่าเหตุการณ์จะน่าไว้วางใจมากกว่านี้ จึงจะเดินทางขึ้นไปพบปะพูดคุยเลี้ยงอาหารและขนม พร้อมกับมอบของอื่นๆ ให้กับเด็กๆ และคนชราแต่สำหรับข้าวของเสื้อผ้าเครื่องใช้ และอุปกรณ์การเรียนการกีฬานั้น กลุ่มของเราตั้งใจตั้งแต่แรกแล้วว่าจะส่งขึ้นไปให้กับผู้รับก่อน โดยไม่ต้องรอวันที่คณะของเราขึ้นไปพบพวกเขา ประกอบกับเราพิจารณาแล้วเห็นว่าอากาศบนเทือกเขาสูงในเขตเชียงรายนั้นหนาวเย็นมาก จึงส่งเสื้อผ้าเครื่องกันหนาวไปมอบให้พวกเขาก่อน ซึ่งปรากฏว่าปีนี้อากาศก็หนาวเย็นมากกว่าปีก่อนๆ ดังนั้นเสื้อผ้าเครื่องกันหนาวจึงช่วยทำให้พวกเขาทุกคนอบอุ่นมากขึ้นทั้งกายและใจ

สำหรับคุณผู้อ่านที่มีความประสงค์จะบริจาคเสื้อผ้าและเครื่องกันหนาวให้กับเด็กและคนชราในเขตทุรกันดารในจังหวัดเชียงราย ยังสามารถบริจาคได้โดยนำส่งที่หนังสือพิมพ์แนวหน้า โปรดระบุบนกล่องหรือถุงบรรจุว่าบริจาคให้เชียงราย หรือสามารถส่งของบริจาคโดยตรงได้ที่ น.ท.(หญิง)ศิรินารถอิศรัตน์ บ้านคุณธรรมนำสุข เลขที่ 140 หมู่ 3บ้านดอน ที่ ต.ริมโขง อ.เชียงของ เชียงราย 57140ส่วนคุณๆ ที่ประสงค์จะเดินทางไปมอบของและร่วมท่องเที่ยวเชียงรายกับ Mr.Flower โปรดติดต่อสอบถามที่ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : วัดป่าภูริทัตตถิราวาส สกลนคร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/547530

ตะลอนเที่ยว : วัดป่าภูริทัตตถิราวาส สกลนคร

ตะลอนเที่ยว : วัดป่าภูริทัตตถิราวาส สกลนคร

วันอาทิตย์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2563 Mr.Flower เคยนำเสนอเรื่องราวของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตมหาเถระอริยสงฆ์รูปหนึ่งของไทยไปแล้ว และได้พาแฟนคอลัมน์ตะลอนเที่ยวกลุ่มเล็กๆ ไปกราบนมัสการรูปเหมือนและกุฏิของท่านที่วัดป่าภูริทัตตถิราวาส หรือวัดป่าบ้านหนองผือ ตำบลนาใน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร วัดนี้คือวัดสายวัดป่ากัมมัฏฐาน ที่สมัยแรกเริ่มนั้นเป็นสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ในป่าอันอุดมสมบูรณ์ และมีสิงสาราสัตว์อาศัยอยู่มากมาย และยังมีเชื้อโรคร้ายแรงสารพัดชนิด อาทิ ไข้ป่า มาลาเรีย

หลายคนอาจเข้าใจว่าวัดแห่งนี้เป็นวัดดั้งเดิมที่หลวงปู่มั่นได้มาก่อสร้างไว้ แต่ท่านผู้รู้เล่าให้ฟังว่าหลวงปู่มั่นไม่ได้เป็นผู้ก่อตั้งวัดนี้ แต่ท่านเคยจำพรรษาอยู่ ณ วัดแห่งนี้เป็นเวลา 5 ปี (พ.ศ. 2488-2492) โดยในยุคแรกเริ่มนั้นวัดแห่งนี้ชื่อว่าวัดสันติวนาราม ผู้ก่อตั้งวัดคือหลวงปู่หลุย จันทสาโร จนกระทั่งต่อมาเมื่อหลวงปู่มั่นมรณภาพเมื่อปี พ.ศ. 2492 พระธรรมเจดีย์ (จูม พันธุโร)แห่งวัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น และเป็นเจ้าคณะมณฑลสงฆ์ของเขตนี้ ได้เปลี่ยนชื่อวัดใหม่เป็นวัดภูริทัตตถิราวาส เพื่อถวายเป็นที่ระลึกถึงพระเมตตาคุณของหลวงปู่มั่น

ดังที่ได้กล่าวมาเบื้องต้นว่าแรกเริ่มนั้น หลวงปู่มั่นไม่ได้จำพรรษาที่วัดป่าบ้านหนองผือ เนื่องจากท่านนิยมธุดงค์จาริกแสวงธรรมไปยังสถานที่อันสงบวิเวกในเขตภาคเหนือ จนกระทั่งท่านได้รับคำนิมนต์จากลูกศิษย์ให้ไปโปรดญาติโยมในเขตภาคอีสาน แล้วได้รับคำนิมนต์จากลูกศิษย์ให้ไปจำพรรษาณ วัดป่าแห่งนี้ ซึ่งท่านได้เมตตารับคำนิมนต์ แล้วจำพรรษาจนถึงวันที่ท่านมรณภาพ เมื่อปี 2492

เมื่อไปถึงวัดแห่งนี้แล้ว ทุกคนจะต้องไปกราบนมัสการรูปเหมือนของหลวงปู่มั่น และไปกราบนมัสการกุฏิของหลวงปู่มั่น รวมถึงไปกราบนมัสการกุฏิของเกจิอาจารย์ท่านอื่นๆ ที่เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น เช่น หลวงปู่หลุย หลวงตามหาบัว เป็นต้น

ในทุกวันที่ 10 พฤศจิกายน วัดภูริทัตตถิราวาสจะจัดงานสำคัญเพื่อน้อมบูชาพระเมตตาคุณ และแสดงความกตัญญูกตเวทิตาคุณต่อหลวงปู่มั่น เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันมรณภาพของหลวงปู่มั่น บูรพาจารย์ของพระสงฆ์สายกัมมัฏฐานของไทย

ขอย้อนกลับไปพูดถึงช่วงก่อนที่ชาวบ้านจะสร้างกุฏิถวายหลวงปู่มั่น ท่านบอกว่าไม่ต้องสร้างให้ เพราะมีที่พักอาศัยแล้ว จนชาวบ้านต้องกราบขออนุญาตหลายครั้งโดยอ้างเหตุผลต่างๆ นานา จนในที่สุดหลวงปู่มั่นจึงอนุญาตให้สร้างได้ โดยไม้พื้น เสากุฏิ หลังคา ฝาผนังล้วนนำไม้มาจากบ้านเก่าที่ชาวบ้านนำมาถวายทั้งสิ้น และที่สำคัญที่สุดคือกุฏิหลังนี้เป็นสถานที่ซึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เคยเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรเมื่อ พ.ศ. 2521 ล่าสุดกุฏิหลังนี้ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมศิลปากร เป็นโบราณสถาน เมื่อปี พ.ศ.2522

นอกจากผู้ไปวัดแห่งนี้จะได้กราบนมัสการกุฏิหลวงปู่มั่นแล้ว ยังจะต้องไปกราบนมัสการอัฐิธาตุของท่านที่บรรจุไว้บนศาลาใหญ่ของวัด และไปกราบนมัสการพระมหาเจดีย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตตมหาเถระ ซึ่งมหาเจดีย์นี้ระเบียงรอบที่ประดิษฐานรูปปั้นเหมือนของหลวงปู่มั่นและบรรดาศิษยานุศิษย์สายตรงของหลวงปู่จำนวน 63 รูป พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดพระมหาเจดีย์องค์นี้ เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2560

ผู้อ่านคอลัมน์ตะลอนเที่ยวจำนวนหนึ่งถามว่าเมื่อไรจะพาคณะผู้อ่านแนวหน้าไปกราบนมัสการรูปปั้นเหมือนหลวงปู่มั่นที่วัดป่าภูริทัตตถิราวาสอีก คำตอบเบื้องต้นคือต้องรอให้การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 จางหายไปจากประเทศไทยเสียก่อน เพราะการเดินทางท่องเที่ยวในยามที่หลายคนยังวิตกกังวลกับเชื้อโควิด-19
ไม่เป็นเรื่องที่พึ่งกระทำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่ง Mr.Flower เชื่อว่าหากเราทุกคนช่วยกันระมัดระวังตัวเองให้ห่างไกลจากเชื้อโควิด-19 แล้ว อีกไม่นานจนเกินไป เราทุกคนจะสามารถเดินทางออกไปท่องเที่ยวได้อย่างแน่นอน สำหรับคุณๆ ที่มีความประสงค์จะร่วมเดินทางท่องเที่ยวแบบกลุ่มเล็กๆ ที่นำเที่ยวโดย Mr.Flower กรุณาสำรองที่นั่งได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : เมล็ดพันธุ์พืชพระราชทาน เพื่อความมั่นคงด้านอาหารของชุมชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/545853

ตะลอนเที่ยว : เมล็ดพันธุ์พืชพระราชทาน เพื่อความมั่นคงด้านอาหารของชุมชน

ตะลอนเที่ยว : เมล็ดพันธุ์พืชพระราชทาน เพื่อความมั่นคงด้านอาหารของชุมชน

วันอาทิตย์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ช่วงนี้เราทุกคนเดินทางไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะในหรือนอกประเทศได้ยากมาก เพราะสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย เนื่องมาจากการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโควิด-19 ที่กระจายไปทั่วประเทศไทย และในหลายประเทศบนโลกใบนี้ เพราะฉะนั้น คอลัมน์ตะลอนเที่ยวจึงขออนุญาตปรับเปลี่ยนการนำเสนอเรื่องราวจากการท่องเที่ยวมาเป็นการร่วมไม้ร่วมมือกันเพื่อช่วยทำให้สังคมไทยของเราทุกคนเป็นบ้านเมืองที่มีความน่าอยู่น่าอาศัยมากยิ่งขึ้น 

วันนี้ Mr.Flower ขอพาคุณไปติดตามงานอีกงานหนึ่งของมูลนิธิศิษย์นายร้อยตามรอยพระบาททูลกระหม่อมอาจารย์ ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็นงานสำคัญที่นอกเหนือจากงานหลัก คือการระดมทุนเพื่อส่งบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าไปศึกษาเพิ่มพูนความรู้ เพื่อนำความรู้ที่ทันสมัยกลับมาพัฒนาวงการสาธารณสุขในบ้านเมืองของเรา และเพื่อช่วยให้การรักษาพยาบาลประชาชนมีประสิทธิภาพมากยิ่งๆ ขึ้น  

โครงการที่จะพาคุณไปชมในวันนี้คือการสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้กับชุมชน ซึ่งเป็นแนวพระราชดำริที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานไว้ เพราะทรงต้องการให้ราษฎรไทยโดยเฉพาะผู้ที่อยู่อาศัยในท้องที่ห่างไกลจากความเจริญ มีความมั่นคงด้านอาหาร และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จึงทรงให้ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ ผลิตเมล็ดพันธุ์พืช แล้วนำไปแจกจ่ายให้กับชาวบ้าน เพื่อให้ชาวบ้านนำไปเพาะปลูกสำหรับบริโภค และเพื่อการขยายพันธุ์ต่อไปด้วยตนเอง 

มูลนิธิศิษย์นายร้อยตามรอยพระบาททูลกระหม่อมอาจารย์ฯตอบสนองแนวพระราชดำรินี้ เพราะประจักษ์ชัดว่าความมั่นคงด้านอาหารของประชาชนในเขตทุรกันดาร และในพื้นที่ตามแนวชาวแดนของประเทศนับเป็นเรื่องสำคัที่จำเป็นและเร่งด่วนที่ต้องให้การสนับสนุน ดังนั้นมูลนิธิศิษย์นายร้อยตามรอยพระบาททูลกระหม่อมอาจารย์ฯ จึงขอรับพระราชทานเมล็ดพันธุ์พืชเพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับราษฎรในเขตพื้นที่ชายแดนทั่วประเทศ เช่น ในเขตชายแดนภาคเหนือ ที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย รวม 208 ครัวเรือนในเขตชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี รวม 590 ครัวเรือนในเขตพื้นที่ภาคใต้ ที่จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา รวม321 ครัวเรือน คิดเป็นจำนวนครัวเรือนทั้งหมดที่ได้รับเมล็ดพันธุ์พืชพระราชทานในครั้งนี้คือ 1,119 ครัวเรือน 

โดยเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2564 มูลนิธิศิษย์นายร้อยตามรอยพระบาททูลกระหม่อมอาจารย์ฯ ได้จัดพิธีรับมอบเมล็ดพันธุ์พืชพระราชทาน ที่สำนักงานของมูลนิธิฯ ณ วังอัศวิน เพื่อมอบให้กรรมการมูลนิธิฯ นำเมล็ดพันธุ์พืชพระราชทานไปส่งมอบให้กับราษฎรในพื้นที่ชายแดนได้เพาะปลูกต่อขยายพันธุ์ ซึ่งในงานนี้พลเอกจรัล กุลละวณิชย์ ประธานมูลนิธิฯ เป็นประธานรับมอบเมล็ดพันธุ์พระราชทาน

สำหรับคุณๆ ที่ต้องการร่วมบริจาคสมทบทุน และติดตามความคืบหน้าของโครงการต่างๆ ของมูลนิธิศิษย์นายร้อยตามรอยพระบาททูลกระหม่อมอาจารย์ฯ กรุณาดูจาก http://www.sisnairoi.com/ และสามารถสอบถามรายละเอียดของโครงการต่างๆ ของมูลนิธิฯได้ที่โทรศัพท์หมายเลข02-3543488 ในวันเวลาราชการ

ตะลอนเที่ยว : สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร พระองค์แรกแห่งสยาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/544179

ตะลอนเที่ยว : สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ  สยามมกุฎราชกุมาร พระองค์แรกแห่งสยาม

ตะลอนเที่ยว : สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร พระองค์แรกแห่งสยาม

วันอาทิตย์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สยามประเทศมีสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชพระองค์แรก ทรงพระนามว่าสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ(แปลว่า มงกุฎเพชรใหญ่) พระราชสมภพเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2421 เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ.2437 พระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชสมภพแต่สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า หรือสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี) 

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์นี้ขึ้นเป็นมกุฎราชกุมาร ดำรงตำแหน่งองค์รัชทายาท โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีมหาพิไชยมงคลลงสรงสนานเฉลิมพระปรมาภิไธยว่าสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ขึ้นเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ.2429 ทรงมีพระนามตามจารึกสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ อดิศวรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยวรางกูรบรมมกุฎนเรนทรสูริย์ขัตติยสันตติวงษ อุกฤษฐพงษวโรภโตสุชาตธัญญลักษณวิลาศวิบุลยสวัสดิ์ ศิริวัฒนวิสุทธิ สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของสยามในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีการสถาปนาตำแหน่งนี้ ซึ่งเป็นการสถาปนาขึ้นแทนตำแหน่งพระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) หลังจากทรงรับการสถาปนาแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์เสด็จออกรับแขกเมือง และทรงออกรับฎีกาของราษฎรแทนพระองค์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จเป็นผู้แทนพระองค์ในงานต่างๆ อยู่เป็นนิจ 

พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถด้านพระราชนิพนธ์นิทานภาษาอังกฤษ โดยบทพระราชนิพนธ์ถูกเชิญไปตีพิมพ์ในหนังสือ Little Folks ที่เกาะสิงคโปร์ และทรงได้รับรางวัล 

ทุกปีในวันที่ 4 มกราคม คุณยศ เอื้อชูเกียรติ และดร.นฎาประไพ สุจริตกุล ได้ทำหน้าที่ประธานจัดการพิธีบำเพ็ญพระกุศล เพื่ออุทิศถวายแด่ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ณ ลานพระราชานุสาวรีย์ของพระองค์ท่าน ในเขตวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหารเพื่อน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อแผ่นดินไทย 

สำหรับคุณผู้อ่านที่มีความประสงค์จะเข้าไปกราบถวายราชสักการะพระราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร สามารถไปได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 07.00 ถึง 17.00 น. พระราชานุสาวรีย์ประดิษฐานอยู่ด้านหลังตึกหอสมุดพระวชิรญาณ (ตึกแดง) 

วันหน้าในอนาคตอันใกล้ เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ผ่านพ้นไปจากประเทศไทยแล้ว Mr.Flower จะนำคุณไปเที่ยวชมโบราณสถานสำคัญในเขตเกาะรัตนโกสินทร์ หากคุณสนใจร่วมทริปศึกษาประวัติศาสตร์ โปรดติดต่อที่หมายเลข 091-7233615   

ตะลอนเที่ยว : แพรพรรณแสนวิจิตรแห่งบ้านท่าสว่าง เมืองสุรินทร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/542510

ตะลอนเที่ยว : แพรพรรณแสนวิจิตรแห่งบ้านท่าสว่าง เมืองสุรินทร์

ตะลอนเที่ยว : แพรพรรณแสนวิจิตรแห่งบ้านท่าสว่าง เมืองสุรินทร์

วันอาทิตย์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ก่อนอื่น Mr. Flower ขอกล่าวคำว่า สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2564 กับคุณผู้อ่านทุกท่าน ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลพิภพโปรดอำนวยพรให้คุณผู้อ่านแนวหน้าทุกท่านประสบแต่ความสุข ความเจริญ ตลอดปี 2564 และตลอดไป 

เริ่มต้นปีใหม่เช่นนี้ Mr. Flower ขอพาคุณไปชมความงามของแพรพรรณที่แสนวิจิตรของไทย ดั่งที่คุณๆ ได้ทราบดีแล้วว่า ชุมชนไทยแต่ละแห่งมีฝีมือการทอผ้าที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ และเป็นมรดกตกทอดของตนเอง หนึ่งในแหล่งทอผ้าที่มีเอกลักษณ์ของเมืองไทย ก็คือจังหวัดสุรินทร์ 

วันนี้ Mr. Flower ขอพาคุณไปชมแหล่งทอผ้าไหมสุดวิจิตรแห่งหนึ่งของเมืองสุรินทร์ คือที่จันทร์โสมา บ้านท่าสว่าง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ขอเรียนว่าหมู่บ้านแห่งนี้คือแหล่งทอผ้าไหมที่ขึ้นชื่อของเมือง เพราะมีลวดลาย สีสันงดงาม 

สถานที่ที่เราจะไปเที่ยวชมและซื้อผ้าไหมสวยๆ กันวันนี้คือที่กลุ่มทอผ้ายกทองจันทร์โสภา แหล่งทอผ้าไหมยกทองแห่งสำคัญของไทย สถานที่แห่งนี้ได้รับการสนับสนุนจากสำนักพระราชวัง และมูลนิธิศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องจากได้รับการยอมรับและยกย่องว่าเป็นแหล่งที่อนุรักษ์ผ้าไหมที่ทอแบบยกทอง และที่สำคัญคือยังเป็นสถานที่ฝึกอาชีพการผลิตผ้าไหมตามแบบโบราณให้กับชาวบ้านในชุมชนด้วย 

เมื่อเราเข้าสู่เขตรั้วของจันทร์โสมา เราก็จะผ่านบ้านโบราณที่ตั้งอยู่ท่ามกลางแมกไม้ร่มครึ้มเขียวขจี แล้วจะผ่านโรงย้อมสี ซึ่งนำเส้นไหมที่ผ่านการสาวเรียบร้อยแล้วไปย้อมสีธรรมชาติ ซึ่งเราจะได้รับทราบและชมกระบวนการย้อมสีต่างๆที่ทำให้เส้นไหมมีสีสันงดงาม  

จากนั้นเราก็จะเข้าสู่โรงทอผ้า ซึ่งในสถานที่นี้จะมีกลุ่มผู้ทอผ้าร่วมกันทำงานกันอย่างตั้งอกตั้งใจ โดยเฉพาะการทอผ้าขนาดใหญ่พิเศษที่ต้องใช้เครื่องทอผ้าขนาดมหึมา ใช้แรงงานคนในแต่ละเครื่องทอจำนวน 4-5 คน ทุกคนต้องทำงานสอดประสานกันเป็นอย่างดี เพื่อให้ได้ผ้าไหมยกทองลายวิจิตร ขอบอกว่าแต่ละเซนติเมตรของผืนผ้าที่ผ่านการทอนั้นต้องใช้ฝีมือ และใช้ความตั้งใจมากเป็นพิเศษ ลวดลายที่ทอก็จะมีดังต่อไปนี้ คือลายเทพนม หิ่งห้อยชมสวน ก้านขดเต้นรำ และอื่นๆ ซึ่งลายเหล่านี้เป็นลายที่นิยมมาตั้งแต่สมัยโบราณ แล้วนำลวดลายเหล่านั้นมาผสมผสานกับลวดลายต่างๆ เช่น สาคู สมอ ระเบิก ซึ่งเป็นลายพื้นบ้านแท้ๆ และนำไปทอด้วยกรรมวิธีสอดเส้นไหมกะไหล่ทองกับเส้นไหมย้อมสีต่างๆ ซึ่งเมื่อทอสำเร็จแล้วก็จะกลายเป็นผ้าทอที่บ่งบอกเอกลักษณ์ของจันทร์โสมาอย่างชัดเจน 

ความน่าสนใจที่มากยิ่งกว่านั้นคือ ผ้าไหมยกทองของจันทร์โสมา ได้รับการยอมรับว่าเป็นผ้าชั้นสูงสำหรับราชสำนักไทยด้วย ดังนั้น ผ้าไหมยกทองของที่นี่จึงได้รับการคัดเลือกไปตัดเย็บเป็นเครื่องทรงของตัวแสดงโขนที่รับบทตัวพระ ตัวนาง รวมถึงยังถูกเลือกให้เป็นของที่ระลึกสำหรับผู้นำจากนานาชาติที่เข้าร่วมประชุมสุดยอด APEC ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม 

อย่างไรก็ตาม เมื่อไปถึงบ้านท่าสว่างแล้ว นอกจากได้เข้าไปชมและเลือกซื้อผ้าไหมสวยๆ จากจันทร์โสมาแล้วก็ขอเชิญชวนให้คุณๆ ได้เดินเที่ยวและเลือกซื้อหาผ้าไหม และผ้าทออีกสารพัดชนิดที่ล้วนแล้วแต่งดงามที่วางจำหน่ายในร้านของชาวบ้านในชุมนุมท่าสว่างด้วย เพราะมีให้เลือกทั้งผ้าทอเป็นผืนที่เหมาะสำหรับซื้อหาไปตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าตามแบบที่คุณต้องการ และยังมีเสื้อผ้าตัดสำเร็จรูปที่เลือกซื้อสำหรับสวมใส่เอง หรือซื้อหาไปเป็นของขวัญของฝากสำหรับคนที่คุณเคารพรักอีกด้วย 

ก่อนจากลากันวันนี้ Mr. Flower ขอเรียนให้ทราบว่า หากคุณผู้อ่านสนใจจะไปร่วมท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมแบบเจาะลึกกับตะลอนเที่ยว ในที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทยและต่างประเทศ โดยเราไปเที่ยวกันเพียงกลุ่มเล็กๆ (สมาชิก 8-14 ราย) เน้นการท่องเที่ยวแบบละมุนละไม เน้นการรับประทานอาหารอร่อยทุกมื้อ (ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ใหญ่ทุกชนิด) และเลือกนอนในสถานที่แสนสบายสะอาด และปลอดภัย โปรดติดต่อที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615