ตะลอนเที่ยว : เที่ยวไทยให้ปลอดภัยจากโควิด-19 เที่ยวแบบ Green #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/552479

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวไทยให้ปลอดภัยจากโควิด-19 เที่ยวแบบ Green

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวไทยให้ปลอดภัยจากโควิด-19 เที่ยวแบบ Green

วันอาทิตย์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เนิ่นนานยาวเกินกว่าหนึ่งปีแล้วที่หลายคนไม่ได้ออกไปท่องเที่ยวด้วยความสุขใจ เพราะเกิดวิกฤติโควิด-19 แพร่ระบาดไปทั่วโลก แต่ถึงกระนั้นอารมณ์อยากท่องเที่ยวก็ยังคงคุกรุ่นอยู่ในใจของนักเดินทางท่องเที่ยวตลอดเวลา

มาจวบจนบัดนี้ แม้เชื้อโควิด-19 จะยังไม่หายไปจากสังคมโลก แต่มนุษย์ทุกคนก็พยายามปรับตัวเพื่อเอาชนะเชื้อร้ายตัวนี้ให้จงได้ การปรับตัวที่ดีที่สุดคือการรักษาความสะอาดของร่างกาย การสวมหน้ากากอนามัยให้ติดเป็นนิสัยประจำวัน และการล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้นเกิน 75 เปอร์เซ็นต์ทุกครั้งเมื่อสัมผัสสิ่งของต่างๆ ที่เราไม่มั่นใจว่าปราศจากเชื้อโรคหรือไม่ เมื่อเราทุกคนสามารถทำได้เช่นนี้แล้ว เราก็พบว่าสามารถออกท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆ ที่เรามั่นใจว่าไม่น่าจะเป็นแหล่งแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ได้อย่างสะดวกใจมากขึ้น

แหล่งท่องเที่ยวชนิดหนึ่งที่คนเรายังมั่นใจว่าน่าจะไม่ใช่เขตแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 คือแหล่งท่องเที่ยวสีเขียว หรือGreen Tourism เช่น เรือกสวนไร่นา และป่าเขาลำเนาไพร รวมถึงทะเล น้ำตก แม่น้ำ ลำคลองหนองบึงที่สะอาดสะอ้าน

แต่วันนี้ Mr.Flower จะชวนคุณๆ ไปเที่ยวแบบ Green โดยไม่ได้ไปไหนไกลจากกรุงเทพฯมากนัก เพราะสถานที่ที่เราจะไปเที่ยวกันในวันนี้คือตลาดสุขใจ สามพราน นครปฐม ไปเที่ยวด้วยการอุดหนุนผลิตภัณฑ์การเกษตรที่เกษตรกรผู้ผลิตยืนยันหนักแน่นว่าทุกอย่างปราศจากสารเคมี และปุ๋ยเคมีทุกชนิด เพราะเกษตรกรปลูกเอง ผลิตเอง แล้วนำมาจำหน่ายเอง ซึ่งนับว่าน่าสนใจมาก เพราะเป็นสถานที่เพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นที่ผู้บริโภค และผู้ซื้อสินค้า สามารถพบปะพูดคุยได้โดยตรงกับผู้ผลิตที่เป็นเกษตรกรตัวจริง

หลายคนถามว่ามั่นใจได้อย่างไรกับคำโฆษณาว่าสินค้าทุกชนิดที่ตลาดสุขใจปราศจากสารเคมีและปุ๋ยเคมี ก็ต้องตอบว่า เพราะได้รับคำยืนยันอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะจากผู้ผลิตซึ่งเป็นผู้จำหน่ายโดยตรง และจากเจ้าของตลาด ทั้งนี้ ผู้ผลิตบอกว่าทุกคนต่างตรวจสอบกันเองตลอดเวลาว่าสินค้าที่นำมาจำหน่ายนั้นเป็นสินค้าorganic แท้จริงหรือไม่ หากพบว่าผู้ค้ารายใดไม่ซื่อตรงกับเรื่องนี้ ก็จะมีมาตรการจัดการกับผู้ที่ไม่ซื่อตรงทันที โดยขอให้เลิกค้าขายในตลาดแห่งนี้ โดยให้เหตุผลว่าหากผู้ซื้อจับได้ว่าสินค้าในตลาดสุขใจไม่ใช่ organic แท้จริง จะทำให้ผู้ค้าทุกคนในตลาดเสียความน่าเชื่อถือแล้วผู้บริโภคจะไม่กลับไปซื้อสินค้าที่ตลาดแห่งนี้อีก ซึ่งก็ได้ผลดีมาก เพราะเมื่อผู้ค้าทุกคนต่างตรวจสอบกันเองเป็นประจำ ก็ทำให้ผู้ค้าทุกรายไม่กล้าทำผิดกฎของตลาด ผลปรากฏคือผู้ซื้อเชื่อมั่นศรัทธาในสินค้าของตลาดสุขใจ และที่มากกว่านั้นคือผู้ซื้อกับผู้ขายกลายเป็นเพื่อนสนิทกันในที่สุด ผู้ซื้อหลายรายสั่งซื้อสินค้าโดยตรงจากเกษตรกร แล้วนัดรับสินค้ากันที่ตลาดแห่งนี้ทุกวันเสาร์

ขอเรียนแจ้งว่าตลาดสุขใจเปิดให้บริการทุกวันเสาร์และอาทิตย์ ผู้ซื้อสินค้าที่เป็นขาประจำจะไปซื้อหาสินค้าในวันเสาร์มากกว่า เพราะหากไปซื้อในวันอาทิตย์จะไม่ได้สินค้าที่ต้องการ เนื่องจากสินค้ามีจำกัด จึงหมดภายในเวลาอันรวดเร็วเมื่อวางจำหน่าย

ช่วงนี้ ถึงแม้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ยังคงเกิดขึ้นในบางสถานที่ของประเทศไทย แต่คนไทยที่มีหัวใจชอบการท่องเที่ยวก็ยังคงต้องการออกไปสัมผัสโลกกว้างที่อยู่นอกบ้านของตนเอง ดังนั้นหลายคนจึงวางแผนท่องเที่ยวแบบปลอดภัยด้วยการเตรียมตัวให้พร้อม เตรียมสุขภาพให้แข็งแรง และเตรียมหน้ากากอนามัยที่ได้มาตรฐาน เตรียมเจลแอลกอฮอล์มาตรฐานสำหรับล้างมือในกรณีที่ไม่สามารถหาห้องน้ำสะอาดสำหรับล้างมือได้ และที่สำคัญคือไปท่องเที่ยวกันเพียงกลุ่มเล็กๆ ในสถานที่เปิดโล่ง ไม่มีผู้คนแออัดยัดทะนาน

Mr.Flower ตั้งใจว่าปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้สถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ในบ้านเราน่าจะเบาบางและสร่างซาลงไป จึงอยากเชิญชวนคุณๆ ไปเที่ยวสามพราน ไปล่องเรือในแม่น้ำท่าจีน แล้วไปเที่ยวตลาดสุขใจ ไปชมสวนผลไม้ด้วยกัน หากคุณสนใจร่วมเดินทางกลุ่มเล็กๆ กับเรา โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615 รับสมาชิก14 รายเท่านั้นครับ

ตะลอนเที่ยว : เมตตาธรรม คํ้าจุนโลกา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/550829

ตะลอนเที่ยว : เมตตาธรรม คํ้าจุนโลกา

ตะลอนเที่ยว : เมตตาธรรม คํ้าจุนโลกา

วันอาทิตย์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เป็นเวลาครบ 1 ปีเต็มแล้วที่คณะผู้อ่านแนวหน้า และผู้ฟังรายการ Good Time (วิทยุจุฬาฯ) ร่วมเดินทางไปมอบโค-กระบือ จำนวน 36 ชีวิต ให้กับนักเรียนโรงเรียนชาวนา จังหวัดเชียงราย (โรงเรียนชาวนาอยู่ในความดูแลของสำนักวิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน)  

นับจากช่วงปลายเดือนมกราคม 2563 ถึงบัดนี้ โค-กระบือที่คณะของเราส่งมอบให้นักเรียนโรงเรียนชาวนานำไปเลี้ยงดูได้ให้กำเนิดชีวิตสมาชิกใหม่มาแล้ว 10 ชีวิต (ลูกกระบือ 5 ชีวิตและลูกโค5 ชีวิต) แต่ก็มีโคตัวหนึ่งต้องตายลง เพราะป่วยหนัก ซึ่งก็นับเป็นเรื่องปกติของทุกชีวิตบนโลกใบนี้ที่มีเกิดมีดับเป็นวัฏฏะ 

ตลอดระยะเวลา 1 ปีเต็ม ผู้รับโค-กระบือไปดูแลได้ส่งข่าวรายงานความคืบหน้าความเป็นอยู่ของโค-กระบือถึงกลุ่มผู้ร่วมบริจาคให้รับทราบเป็นประจำโดยผ่านไลน์กลุ่ม ทุกครั้งเมื่อโค-กระบือตกลูกมีสมาชิกใหม่ก็จะส่งภาพสมาชิกใหม่มาให้ชมและร่วมกันยินดี และในยามที่โค-กระบือไม่สบาย ผู้รับเลี้ยงก็ส่งข่าวรายงานความคืบหน้าให้สมาชิกในกลุ่มรับทราบอย่างใกล้ชิดเช่นกัน  

ในยามที่สมาชิกบางรายที่รับโค-กระบือไปเลี้ยงดูแล้วประสบปัญหาต่างๆ เช่น สัตว์ไม่สบาย หรือไม่สามารถเลี้ยงดูสัตว์ได้ต่อไป ก็ส่งข่าวเล่าความในทุกคนทราบ แล้วทุกคนก็ช่วยกันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นให้ลุล่วงไปด้วยดี ซึ่งนับเป็นความสามัคคีกลมเกลียวระหว่างสมาชิกในกลุ่มที่น่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง 

ผู้อ่านแนวหน้า และผู้ฟังรายการวิทยุ Good Time จำนวนไม่น้อยยังคงติดต่อสอบถามว่าเมื่อไรจะไปไถ่ชีวิตโค-กระบือจากโรงฆ่าสัตว์อีก เพราะหลายคนต้องการร่วมไถ่ชีวิตโค-กระบือกับผู้ทำโครงการอย่างต่อเนื่อง ก็ต้องขออนุญาตเรียนแจ้งให้ทราบว่า โครงการนี้ยังคงดำเนินต่อไป แต่สาเหตุสำคัญที่ไม่ได้ออกไปไถ่ชีวิตโค-กระบือจากโรงฆ่าสัตว์อีกในระยะหลายเดือนที่ผ่านมานี้ เพราะว่าไม่มีผู้แสดงความประสงค์รับโค-กระบือไปเลี้ยงดูตามเงื่อนไขที่เรากำหนด (อันที่จริงมีบางรายต้องการขอรับโค-กระบือไปเลี้ยงดู แต่ไม่ยินดีลงนามในสัญญาว่าต้องไม่ฆ่า ไม่ขาย และไม่นำลูกโค-กระบือไปขายต่อหรือไปฆ่า เมื่อไม่ยอมทำสัญญาก็ไม่มีการมอบสัตว์ให้ไปเลี้ยงดู) 

คณะผู้จัดทำโครงการไถ่ชีวิตโค-กระบือจากโรงฆ่าสัตว์จะกระจายข่าวเรื่องการระดมทุนเพื่อการไถ่ชีวิตสัตว์ก็ต่อเมื่อสามารถหาผู้รับสัตว์ไปอุปการะได้อย่างเหมาะสมที่สุดแล้วเท่านั้น ซึ่งผู้รับสัตว์ต้องทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรพร้อมเอกสารประกอบทางกฎหมาย เพื่อยืนยันว่าไม่ฆ่าไม่ขายสัตว์ที่รับไปอุปการะอย่างเด็ดขาด และต้องมีสถานที่เลี้ยงดูสัตว์เหมาะสมกับการดำรงชีพของสัตว์ด้วย มีบางรายติดต่อขอรับสัตว์โดยบอกว่ามีที่ดินหลายร้อยไร่อยู่ในต่างจังหวัด และรับรองว่าสัตว์มีหญ้ากินตลอดปี แต่เมื่อถามว่าแล้วพื้นที่นั้นมีรั้วรอบขอบชิดมั่นคงหรือไม่ คำตอบคือไม่มีรั้ว แล้วยังตอบด้วยว่าจะนำสัตว์ไปปล่อยให้อยู่ตามธรรมชาติ แต่เมื่อเจอคำถามว่าแล้วถ้าสัตว์หายไป จะรับผิดชอบอย่างไร เขาผู้นั้นก็ตอบไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จึงไม่มีการมอบสัตว์ให้ และที่สำคัญตามเงื่อนไขคือ ผู้ทำโครงการไม่ประสงค์จะมอบสัตว์ให้กับผู้มีฐานะร่ำรวยมหาศาล มีที่ดินเป็นร้อยๆ พันๆ หมื่นๆ ไร่ แต่ต้องการมอบให้กับผู้ที่มีฐานะปานกลาง มีที่ดินเป็นของตนเองจำนวน 10-20 ไร่ มีผู้ดูแลสัตว์ประจำวัน และมีอาหารการกินที่เหมาะสมกับสัตว์ รวมถึงมีโรงเรือนและคอกให้สัตว์ได้พักอาศัย มิใช่การนำสัตว์ไปปล่อยโดยปราศจากการดูแลอย่างเหมาะสม 

สำหรับคุณผู้อ่านที่มีความประสงค์จะรับสัตว์ไปเลี้ยงดูโดยสามารถทำตามสัญญาได้อย่างเคร่งครัดกรุณาติดต่อได้ที่คอลัมน์ตะลอนเที่ยว หนังสือพิมพ์แนวหน้า หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615 ส่วนผู้ที่ประสงค์ร่วมบริจาคทรัพย์เพื่อไถ่ชีวิตโค-กระบือ ผู้ทำโครงการขออนุญาตยังไม่รับบริจาคในขณะนี้ แต่จะรับบริจาคหลังจากเลือกสรรผู้เหมาะสมกับการนำสัตว์ไปเลี้ยงดูแล้วเท่านั้น โดยจะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบในคอลัมน์นี้ 

สำหรับวันนี้ขออนุญาตนำภาพประทับใจของโค-กระบือที่พวกเราทุกคนมอบให้กับนักเรียนโรงเรียนชาวนานำไปเลี้ยงดู โดยเฉพาะภาพลูกโค-กระบือที่เป็นสมาชิกใหม่ และภาพความเป็นอยู่ของพวกเขาหลังพ้นจากโรงฆ่าสัตว์ และได้ชีวิตใหม่

ตะลอนเที่ยว : น้ำใจ น้ำที่ไม่มีวันแห้งเหือดไปจากคนไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/549195

ตะลอนเที่ยว : น้ำใจ น้ำที่ไม่มีวันแห้งเหือดไปจากคนไทย

ตะลอนเที่ยว : น้ำใจ น้ำที่ไม่มีวันแห้งเหือดไปจากคนไทย

วันอาทิตย์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

หลังจากที่คอลัมน์ตะลอนเที่ยว รวมถึงคอลัมน์อื่นๆ ในหนังสือพิมพ์แนวหน้า รวมถึงการประชาสัมพันธ์ในรายการ Good Time สถานีวิทยุจุฬาฯ (เวลา 20.35-22.00 น. วันจันทร์ถึงศุกร์) เชิญชวนให้คุณๆ ร่วมกันส่งเสื้อผ้า เครื่องกันหนาว ผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัว รองเท้าผ้าใบ ถุงเท้า ถุงมือ และอุปกรณ์การเรียน และอุปกรณ์การกีฬา ไปให้กับเด็กนักเรียนในเขตทุรกันดาร ห่างไกลความเจริญที่อยู่บนเทือกเขาสูงเขตจังหวัดเชียงราย รวมถึงผู้สูงอายุ และคนชรา โดยเฉพาะผู้ป่วยที่นอนติดเตียง ปรากฏว่ามีธารน้ำใจไหลหลั่งสู่เด็กและคนชราอย่างมากมาย จนทำให้ต้องขออนุญาตนำภาพแห่งความปลื้มปีติมาแบ่งปันกันในวันนี้

หลังจากประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้ทุกท่านร่วมบริจาคมาตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม 2563 จนถึงปัจจุบันนี้กลุ่มของเราได้ส่งข้าวของต่างๆ ไปยังจังหวัดเชียงรายรวม 10 ครั้ง โดยหลายครั้งส่งข้าวของไปเป็นจำนวน12 กล่องใหญ่ และอีกหลายครั้งก็ส่งไปจำนวน 5-6 กล่องโดยทั้งหมดนี้ได้รับความร่วมมือและความเมตตาจากบรรดาแฟนหนังสือพิมพ์แนวหน้า และแฟนรายการ Good Time นอกจากนี้แฟนคลับหลายท่านยังส่งข้าวของไปโดยตรงอีกด้วย

เด็กและผู้ชราที่ได้รับของบริจาคฝากกราบขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมบริจาคสิ่งของมากมาย และฝากบอกด้วยว่าสามารถสัมผัสรับรู้ความอบอุ่นของจิตใจที่เราทุกคนมอบให้กับคนผู้ทุกข์ยากขาดแคลนในเขตทุรกันดาร ผู้รับสิ่งของฝากบอกว่าของที่ทุกท่านบริจาคนั้นช่วยให้พวกเขาหายหนาวได้เป็นอย่างดี เพราะเสื้อผ้าเครื่องกันหนาวที่เราสรรหาไปมอบให้นั้นเป็นของดี แม้จะผ่านการใช้ไปบ้างแล้ว แต่ทุกสิ่งทุกอย่างยังอยู่ในสภาพดีเยี่ยมและสะอาดสะอ้านมาก รวมถึงหลายท่านยังมอบสิ่งของเสื้อผ้าที่เป็นของใหม่เอี่ยมให้อีกด้วย

ส่วนเด็กน้อยที่ไม่เคยมีรองเท้าผ้าใบและรองเท้าหนังดีๆ ใช้ ต่างก็ฝากกราบขอบคุณผู้มีจิตเมตตาที่กรุณาส่งรองเท้าดีๆ ไปให้พวกเขา เด็กๆ ฝากบอกว่าดีใจมากที่ได้สวมรองเท้าดีๆ และสวยงาม หลายคนบอกว่าเป็นการเติมความฝันของพวกเขาได้อย่างมหัศจรรย์ เพราะเขาสามารถสวมใส่เพื่อเดินทางไปโรงเรียนและยังสวมเพื่อเล่นกีฬาได้ด้วย หลายคนบอกว่าเดี๋ยวนี้เตะฟุตบอลได้แรงขึ้น เพราะมีรองเท้าสวมแล้ว (พูดกับรอยยิ้มที่สดใส)

อันที่จริงกลุ่มของเราจำนวน 10 กว่าคนตั้งใจจะขึ้นไปเชียงรายวันที่ 27-30 มกราคม 2564 แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19ยังไม่น่าไว้วางใจ คณะของเราจึงเลื่อนการเดินทางออกไปก่อน แล้วรอจนกว่าเหตุการณ์จะน่าไว้วางใจมากกว่านี้ จึงจะเดินทางขึ้นไปพบปะพูดคุยเลี้ยงอาหารและขนม พร้อมกับมอบของอื่นๆ ให้กับเด็กๆ และคนชราแต่สำหรับข้าวของเสื้อผ้าเครื่องใช้ และอุปกรณ์การเรียนการกีฬานั้น กลุ่มของเราตั้งใจตั้งแต่แรกแล้วว่าจะส่งขึ้นไปให้กับผู้รับก่อน โดยไม่ต้องรอวันที่คณะของเราขึ้นไปพบพวกเขา ประกอบกับเราพิจารณาแล้วเห็นว่าอากาศบนเทือกเขาสูงในเขตเชียงรายนั้นหนาวเย็นมาก จึงส่งเสื้อผ้าเครื่องกันหนาวไปมอบให้พวกเขาก่อน ซึ่งปรากฏว่าปีนี้อากาศก็หนาวเย็นมากกว่าปีก่อนๆ ดังนั้นเสื้อผ้าเครื่องกันหนาวจึงช่วยทำให้พวกเขาทุกคนอบอุ่นมากขึ้นทั้งกายและใจ

สำหรับคุณผู้อ่านที่มีความประสงค์จะบริจาคเสื้อผ้าและเครื่องกันหนาวให้กับเด็กและคนชราในเขตทุรกันดารในจังหวัดเชียงราย ยังสามารถบริจาคได้โดยนำส่งที่หนังสือพิมพ์แนวหน้า โปรดระบุบนกล่องหรือถุงบรรจุว่าบริจาคให้เชียงราย หรือสามารถส่งของบริจาคโดยตรงได้ที่ น.ท.(หญิง)ศิรินารถอิศรัตน์ บ้านคุณธรรมนำสุข เลขที่ 140 หมู่ 3บ้านดอน ที่ ต.ริมโขง อ.เชียงของ เชียงราย 57140ส่วนคุณๆ ที่ประสงค์จะเดินทางไปมอบของและร่วมท่องเที่ยวเชียงรายกับ Mr.Flower โปรดติดต่อสอบถามที่ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : วัดป่าภูริทัตตถิราวาส สกลนคร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/547530

ตะลอนเที่ยว : วัดป่าภูริทัตตถิราวาส สกลนคร

ตะลอนเที่ยว : วัดป่าภูริทัตตถิราวาส สกลนคร

วันอาทิตย์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2563 Mr.Flower เคยนำเสนอเรื่องราวของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตมหาเถระอริยสงฆ์รูปหนึ่งของไทยไปแล้ว และได้พาแฟนคอลัมน์ตะลอนเที่ยวกลุ่มเล็กๆ ไปกราบนมัสการรูปเหมือนและกุฏิของท่านที่วัดป่าภูริทัตตถิราวาส หรือวัดป่าบ้านหนองผือ ตำบลนาใน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร วัดนี้คือวัดสายวัดป่ากัมมัฏฐาน ที่สมัยแรกเริ่มนั้นเป็นสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ในป่าอันอุดมสมบูรณ์ และมีสิงสาราสัตว์อาศัยอยู่มากมาย และยังมีเชื้อโรคร้ายแรงสารพัดชนิด อาทิ ไข้ป่า มาลาเรีย

หลายคนอาจเข้าใจว่าวัดแห่งนี้เป็นวัดดั้งเดิมที่หลวงปู่มั่นได้มาก่อสร้างไว้ แต่ท่านผู้รู้เล่าให้ฟังว่าหลวงปู่มั่นไม่ได้เป็นผู้ก่อตั้งวัดนี้ แต่ท่านเคยจำพรรษาอยู่ ณ วัดแห่งนี้เป็นเวลา 5 ปี (พ.ศ. 2488-2492) โดยในยุคแรกเริ่มนั้นวัดแห่งนี้ชื่อว่าวัดสันติวนาราม ผู้ก่อตั้งวัดคือหลวงปู่หลุย จันทสาโร จนกระทั่งต่อมาเมื่อหลวงปู่มั่นมรณภาพเมื่อปี พ.ศ. 2492 พระธรรมเจดีย์ (จูม พันธุโร)แห่งวัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น และเป็นเจ้าคณะมณฑลสงฆ์ของเขตนี้ ได้เปลี่ยนชื่อวัดใหม่เป็นวัดภูริทัตตถิราวาส เพื่อถวายเป็นที่ระลึกถึงพระเมตตาคุณของหลวงปู่มั่น

ดังที่ได้กล่าวมาเบื้องต้นว่าแรกเริ่มนั้น หลวงปู่มั่นไม่ได้จำพรรษาที่วัดป่าบ้านหนองผือ เนื่องจากท่านนิยมธุดงค์จาริกแสวงธรรมไปยังสถานที่อันสงบวิเวกในเขตภาคเหนือ จนกระทั่งท่านได้รับคำนิมนต์จากลูกศิษย์ให้ไปโปรดญาติโยมในเขตภาคอีสาน แล้วได้รับคำนิมนต์จากลูกศิษย์ให้ไปจำพรรษาณ วัดป่าแห่งนี้ ซึ่งท่านได้เมตตารับคำนิมนต์ แล้วจำพรรษาจนถึงวันที่ท่านมรณภาพ เมื่อปี 2492

เมื่อไปถึงวัดแห่งนี้แล้ว ทุกคนจะต้องไปกราบนมัสการรูปเหมือนของหลวงปู่มั่น และไปกราบนมัสการกุฏิของหลวงปู่มั่น รวมถึงไปกราบนมัสการกุฏิของเกจิอาจารย์ท่านอื่นๆ ที่เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น เช่น หลวงปู่หลุย หลวงตามหาบัว เป็นต้น

ในทุกวันที่ 10 พฤศจิกายน วัดภูริทัตตถิราวาสจะจัดงานสำคัญเพื่อน้อมบูชาพระเมตตาคุณ และแสดงความกตัญญูกตเวทิตาคุณต่อหลวงปู่มั่น เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันมรณภาพของหลวงปู่มั่น บูรพาจารย์ของพระสงฆ์สายกัมมัฏฐานของไทย

ขอย้อนกลับไปพูดถึงช่วงก่อนที่ชาวบ้านจะสร้างกุฏิถวายหลวงปู่มั่น ท่านบอกว่าไม่ต้องสร้างให้ เพราะมีที่พักอาศัยแล้ว จนชาวบ้านต้องกราบขออนุญาตหลายครั้งโดยอ้างเหตุผลต่างๆ นานา จนในที่สุดหลวงปู่มั่นจึงอนุญาตให้สร้างได้ โดยไม้พื้น เสากุฏิ หลังคา ฝาผนังล้วนนำไม้มาจากบ้านเก่าที่ชาวบ้านนำมาถวายทั้งสิ้น และที่สำคัญที่สุดคือกุฏิหลังนี้เป็นสถานที่ซึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เคยเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรเมื่อ พ.ศ. 2521 ล่าสุดกุฏิหลังนี้ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมศิลปากร เป็นโบราณสถาน เมื่อปี พ.ศ.2522

นอกจากผู้ไปวัดแห่งนี้จะได้กราบนมัสการกุฏิหลวงปู่มั่นแล้ว ยังจะต้องไปกราบนมัสการอัฐิธาตุของท่านที่บรรจุไว้บนศาลาใหญ่ของวัด และไปกราบนมัสการพระมหาเจดีย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตตมหาเถระ ซึ่งมหาเจดีย์นี้ระเบียงรอบที่ประดิษฐานรูปปั้นเหมือนของหลวงปู่มั่นและบรรดาศิษยานุศิษย์สายตรงของหลวงปู่จำนวน 63 รูป พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดพระมหาเจดีย์องค์นี้ เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2560

ผู้อ่านคอลัมน์ตะลอนเที่ยวจำนวนหนึ่งถามว่าเมื่อไรจะพาคณะผู้อ่านแนวหน้าไปกราบนมัสการรูปปั้นเหมือนหลวงปู่มั่นที่วัดป่าภูริทัตตถิราวาสอีก คำตอบเบื้องต้นคือต้องรอให้การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 จางหายไปจากประเทศไทยเสียก่อน เพราะการเดินทางท่องเที่ยวในยามที่หลายคนยังวิตกกังวลกับเชื้อโควิด-19
ไม่เป็นเรื่องที่พึ่งกระทำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่ง Mr.Flower เชื่อว่าหากเราทุกคนช่วยกันระมัดระวังตัวเองให้ห่างไกลจากเชื้อโควิด-19 แล้ว อีกไม่นานจนเกินไป เราทุกคนจะสามารถเดินทางออกไปท่องเที่ยวได้อย่างแน่นอน สำหรับคุณๆ ที่มีความประสงค์จะร่วมเดินทางท่องเที่ยวแบบกลุ่มเล็กๆ ที่นำเที่ยวโดย Mr.Flower กรุณาสำรองที่นั่งได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : เมล็ดพันธุ์พืชพระราชทาน เพื่อความมั่นคงด้านอาหารของชุมชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/545853

ตะลอนเที่ยว : เมล็ดพันธุ์พืชพระราชทาน เพื่อความมั่นคงด้านอาหารของชุมชน

ตะลอนเที่ยว : เมล็ดพันธุ์พืชพระราชทาน เพื่อความมั่นคงด้านอาหารของชุมชน

วันอาทิตย์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ช่วงนี้เราทุกคนเดินทางไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะในหรือนอกประเทศได้ยากมาก เพราะสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย เนื่องมาจากการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโควิด-19 ที่กระจายไปทั่วประเทศไทย และในหลายประเทศบนโลกใบนี้ เพราะฉะนั้น คอลัมน์ตะลอนเที่ยวจึงขออนุญาตปรับเปลี่ยนการนำเสนอเรื่องราวจากการท่องเที่ยวมาเป็นการร่วมไม้ร่วมมือกันเพื่อช่วยทำให้สังคมไทยของเราทุกคนเป็นบ้านเมืองที่มีความน่าอยู่น่าอาศัยมากยิ่งขึ้น 

วันนี้ Mr.Flower ขอพาคุณไปติดตามงานอีกงานหนึ่งของมูลนิธิศิษย์นายร้อยตามรอยพระบาททูลกระหม่อมอาจารย์ ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็นงานสำคัญที่นอกเหนือจากงานหลัก คือการระดมทุนเพื่อส่งบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าไปศึกษาเพิ่มพูนความรู้ เพื่อนำความรู้ที่ทันสมัยกลับมาพัฒนาวงการสาธารณสุขในบ้านเมืองของเรา และเพื่อช่วยให้การรักษาพยาบาลประชาชนมีประสิทธิภาพมากยิ่งๆ ขึ้น  

โครงการที่จะพาคุณไปชมในวันนี้คือการสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้กับชุมชน ซึ่งเป็นแนวพระราชดำริที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานไว้ เพราะทรงต้องการให้ราษฎรไทยโดยเฉพาะผู้ที่อยู่อาศัยในท้องที่ห่างไกลจากความเจริญ มีความมั่นคงด้านอาหาร และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จึงทรงให้ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ ผลิตเมล็ดพันธุ์พืช แล้วนำไปแจกจ่ายให้กับชาวบ้าน เพื่อให้ชาวบ้านนำไปเพาะปลูกสำหรับบริโภค และเพื่อการขยายพันธุ์ต่อไปด้วยตนเอง 

มูลนิธิศิษย์นายร้อยตามรอยพระบาททูลกระหม่อมอาจารย์ฯตอบสนองแนวพระราชดำรินี้ เพราะประจักษ์ชัดว่าความมั่นคงด้านอาหารของประชาชนในเขตทุรกันดาร และในพื้นที่ตามแนวชาวแดนของประเทศนับเป็นเรื่องสำคัที่จำเป็นและเร่งด่วนที่ต้องให้การสนับสนุน ดังนั้นมูลนิธิศิษย์นายร้อยตามรอยพระบาททูลกระหม่อมอาจารย์ฯ จึงขอรับพระราชทานเมล็ดพันธุ์พืชเพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับราษฎรในเขตพื้นที่ชายแดนทั่วประเทศ เช่น ในเขตชายแดนภาคเหนือ ที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย รวม 208 ครัวเรือนในเขตชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี รวม 590 ครัวเรือนในเขตพื้นที่ภาคใต้ ที่จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา รวม321 ครัวเรือน คิดเป็นจำนวนครัวเรือนทั้งหมดที่ได้รับเมล็ดพันธุ์พืชพระราชทานในครั้งนี้คือ 1,119 ครัวเรือน 

โดยเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2564 มูลนิธิศิษย์นายร้อยตามรอยพระบาททูลกระหม่อมอาจารย์ฯ ได้จัดพิธีรับมอบเมล็ดพันธุ์พืชพระราชทาน ที่สำนักงานของมูลนิธิฯ ณ วังอัศวิน เพื่อมอบให้กรรมการมูลนิธิฯ นำเมล็ดพันธุ์พืชพระราชทานไปส่งมอบให้กับราษฎรในพื้นที่ชายแดนได้เพาะปลูกต่อขยายพันธุ์ ซึ่งในงานนี้พลเอกจรัล กุลละวณิชย์ ประธานมูลนิธิฯ เป็นประธานรับมอบเมล็ดพันธุ์พระราชทาน

สำหรับคุณๆ ที่ต้องการร่วมบริจาคสมทบทุน และติดตามความคืบหน้าของโครงการต่างๆ ของมูลนิธิศิษย์นายร้อยตามรอยพระบาททูลกระหม่อมอาจารย์ฯ กรุณาดูจาก http://www.sisnairoi.com/ และสามารถสอบถามรายละเอียดของโครงการต่างๆ ของมูลนิธิฯได้ที่โทรศัพท์หมายเลข02-3543488 ในวันเวลาราชการ

ตะลอนเที่ยว : สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร พระองค์แรกแห่งสยาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/544179

ตะลอนเที่ยว : สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ  สยามมกุฎราชกุมาร พระองค์แรกแห่งสยาม

ตะลอนเที่ยว : สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร พระองค์แรกแห่งสยาม

วันอาทิตย์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สยามประเทศมีสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชพระองค์แรก ทรงพระนามว่าสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ(แปลว่า มงกุฎเพชรใหญ่) พระราชสมภพเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2421 เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ.2437 พระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชสมภพแต่สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า หรือสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี) 

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์นี้ขึ้นเป็นมกุฎราชกุมาร ดำรงตำแหน่งองค์รัชทายาท โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีมหาพิไชยมงคลลงสรงสนานเฉลิมพระปรมาภิไธยว่าสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ขึ้นเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ.2429 ทรงมีพระนามตามจารึกสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ อดิศวรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยวรางกูรบรมมกุฎนเรนทรสูริย์ขัตติยสันตติวงษ อุกฤษฐพงษวโรภโตสุชาตธัญญลักษณวิลาศวิบุลยสวัสดิ์ ศิริวัฒนวิสุทธิ สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของสยามในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีการสถาปนาตำแหน่งนี้ ซึ่งเป็นการสถาปนาขึ้นแทนตำแหน่งพระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) หลังจากทรงรับการสถาปนาแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์เสด็จออกรับแขกเมือง และทรงออกรับฎีกาของราษฎรแทนพระองค์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จเป็นผู้แทนพระองค์ในงานต่างๆ อยู่เป็นนิจ 

พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถด้านพระราชนิพนธ์นิทานภาษาอังกฤษ โดยบทพระราชนิพนธ์ถูกเชิญไปตีพิมพ์ในหนังสือ Little Folks ที่เกาะสิงคโปร์ และทรงได้รับรางวัล 

ทุกปีในวันที่ 4 มกราคม คุณยศ เอื้อชูเกียรติ และดร.นฎาประไพ สุจริตกุล ได้ทำหน้าที่ประธานจัดการพิธีบำเพ็ญพระกุศล เพื่ออุทิศถวายแด่ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ณ ลานพระราชานุสาวรีย์ของพระองค์ท่าน ในเขตวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหารเพื่อน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อแผ่นดินไทย 

สำหรับคุณผู้อ่านที่มีความประสงค์จะเข้าไปกราบถวายราชสักการะพระราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร สามารถไปได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 07.00 ถึง 17.00 น. พระราชานุสาวรีย์ประดิษฐานอยู่ด้านหลังตึกหอสมุดพระวชิรญาณ (ตึกแดง) 

วันหน้าในอนาคตอันใกล้ เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ผ่านพ้นไปจากประเทศไทยแล้ว Mr.Flower จะนำคุณไปเที่ยวชมโบราณสถานสำคัญในเขตเกาะรัตนโกสินทร์ หากคุณสนใจร่วมทริปศึกษาประวัติศาสตร์ โปรดติดต่อที่หมายเลข 091-7233615   

ตะลอนเที่ยว : แพรพรรณแสนวิจิตรแห่งบ้านท่าสว่าง เมืองสุรินทร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/542510

ตะลอนเที่ยว : แพรพรรณแสนวิจิตรแห่งบ้านท่าสว่าง เมืองสุรินทร์

ตะลอนเที่ยว : แพรพรรณแสนวิจิตรแห่งบ้านท่าสว่าง เมืองสุรินทร์

วันอาทิตย์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ก่อนอื่น Mr. Flower ขอกล่าวคำว่า สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2564 กับคุณผู้อ่านทุกท่าน ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลพิภพโปรดอำนวยพรให้คุณผู้อ่านแนวหน้าทุกท่านประสบแต่ความสุข ความเจริญ ตลอดปี 2564 และตลอดไป 

เริ่มต้นปีใหม่เช่นนี้ Mr. Flower ขอพาคุณไปชมความงามของแพรพรรณที่แสนวิจิตรของไทย ดั่งที่คุณๆ ได้ทราบดีแล้วว่า ชุมชนไทยแต่ละแห่งมีฝีมือการทอผ้าที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ และเป็นมรดกตกทอดของตนเอง หนึ่งในแหล่งทอผ้าที่มีเอกลักษณ์ของเมืองไทย ก็คือจังหวัดสุรินทร์ 

วันนี้ Mr. Flower ขอพาคุณไปชมแหล่งทอผ้าไหมสุดวิจิตรแห่งหนึ่งของเมืองสุรินทร์ คือที่จันทร์โสมา บ้านท่าสว่าง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ขอเรียนว่าหมู่บ้านแห่งนี้คือแหล่งทอผ้าไหมที่ขึ้นชื่อของเมือง เพราะมีลวดลาย สีสันงดงาม 

สถานที่ที่เราจะไปเที่ยวชมและซื้อผ้าไหมสวยๆ กันวันนี้คือที่กลุ่มทอผ้ายกทองจันทร์โสภา แหล่งทอผ้าไหมยกทองแห่งสำคัญของไทย สถานที่แห่งนี้ได้รับการสนับสนุนจากสำนักพระราชวัง และมูลนิธิศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องจากได้รับการยอมรับและยกย่องว่าเป็นแหล่งที่อนุรักษ์ผ้าไหมที่ทอแบบยกทอง และที่สำคัญคือยังเป็นสถานที่ฝึกอาชีพการผลิตผ้าไหมตามแบบโบราณให้กับชาวบ้านในชุมชนด้วย 

เมื่อเราเข้าสู่เขตรั้วของจันทร์โสมา เราก็จะผ่านบ้านโบราณที่ตั้งอยู่ท่ามกลางแมกไม้ร่มครึ้มเขียวขจี แล้วจะผ่านโรงย้อมสี ซึ่งนำเส้นไหมที่ผ่านการสาวเรียบร้อยแล้วไปย้อมสีธรรมชาติ ซึ่งเราจะได้รับทราบและชมกระบวนการย้อมสีต่างๆที่ทำให้เส้นไหมมีสีสันงดงาม  

จากนั้นเราก็จะเข้าสู่โรงทอผ้า ซึ่งในสถานที่นี้จะมีกลุ่มผู้ทอผ้าร่วมกันทำงานกันอย่างตั้งอกตั้งใจ โดยเฉพาะการทอผ้าขนาดใหญ่พิเศษที่ต้องใช้เครื่องทอผ้าขนาดมหึมา ใช้แรงงานคนในแต่ละเครื่องทอจำนวน 4-5 คน ทุกคนต้องทำงานสอดประสานกันเป็นอย่างดี เพื่อให้ได้ผ้าไหมยกทองลายวิจิตร ขอบอกว่าแต่ละเซนติเมตรของผืนผ้าที่ผ่านการทอนั้นต้องใช้ฝีมือ และใช้ความตั้งใจมากเป็นพิเศษ ลวดลายที่ทอก็จะมีดังต่อไปนี้ คือลายเทพนม หิ่งห้อยชมสวน ก้านขดเต้นรำ และอื่นๆ ซึ่งลายเหล่านี้เป็นลายที่นิยมมาตั้งแต่สมัยโบราณ แล้วนำลวดลายเหล่านั้นมาผสมผสานกับลวดลายต่างๆ เช่น สาคู สมอ ระเบิก ซึ่งเป็นลายพื้นบ้านแท้ๆ และนำไปทอด้วยกรรมวิธีสอดเส้นไหมกะไหล่ทองกับเส้นไหมย้อมสีต่างๆ ซึ่งเมื่อทอสำเร็จแล้วก็จะกลายเป็นผ้าทอที่บ่งบอกเอกลักษณ์ของจันทร์โสมาอย่างชัดเจน 

ความน่าสนใจที่มากยิ่งกว่านั้นคือ ผ้าไหมยกทองของจันทร์โสมา ได้รับการยอมรับว่าเป็นผ้าชั้นสูงสำหรับราชสำนักไทยด้วย ดังนั้น ผ้าไหมยกทองของที่นี่จึงได้รับการคัดเลือกไปตัดเย็บเป็นเครื่องทรงของตัวแสดงโขนที่รับบทตัวพระ ตัวนาง รวมถึงยังถูกเลือกให้เป็นของที่ระลึกสำหรับผู้นำจากนานาชาติที่เข้าร่วมประชุมสุดยอด APEC ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม 

อย่างไรก็ตาม เมื่อไปถึงบ้านท่าสว่างแล้ว นอกจากได้เข้าไปชมและเลือกซื้อผ้าไหมสวยๆ จากจันทร์โสมาแล้วก็ขอเชิญชวนให้คุณๆ ได้เดินเที่ยวและเลือกซื้อหาผ้าไหม และผ้าทออีกสารพัดชนิดที่ล้วนแล้วแต่งดงามที่วางจำหน่ายในร้านของชาวบ้านในชุมนุมท่าสว่างด้วย เพราะมีให้เลือกทั้งผ้าทอเป็นผืนที่เหมาะสำหรับซื้อหาไปตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าตามแบบที่คุณต้องการ และยังมีเสื้อผ้าตัดสำเร็จรูปที่เลือกซื้อสำหรับสวมใส่เอง หรือซื้อหาไปเป็นของขวัญของฝากสำหรับคนที่คุณเคารพรักอีกด้วย 

ก่อนจากลากันวันนี้ Mr. Flower ขอเรียนให้ทราบว่า หากคุณผู้อ่านสนใจจะไปร่วมท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมแบบเจาะลึกกับตะลอนเที่ยว ในที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทยและต่างประเทศ โดยเราไปเที่ยวกันเพียงกลุ่มเล็กๆ (สมาชิก 8-14 ราย) เน้นการท่องเที่ยวแบบละมุนละไม เน้นการรับประทานอาหารอร่อยทุกมื้อ (ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ใหญ่ทุกชนิด) และเลือกนอนในสถานที่แสนสบายสะอาด และปลอดภัย โปรดติดต่อที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : พระราชวังกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร พระราชวังของพระมหาราชผู้ทรงกอบกู้เอกราชให้คนไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/541348

ตะลอนเที่ยว : พระราชวังกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร พระราชวังของพระมหาราชผู้ทรงกอบกู้เอกราชให้คนไทย

ตะลอนเที่ยว : พระราชวังกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร พระราชวังของพระมหาราชผู้ทรงกอบกู้เอกราชให้คนไทย

วันอาทิตย์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว คือ พระนามของพระมหากษัตริย์แห่งยุคกรุงธนบุรีเพียงพระองค์เดียวที่คนไทยส่วนใหญ่รู้จักในพระนามสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หรือสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี อย่างไรก็ดี ในภายหลังสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงวินิจฉัยตามหลักฐานที่ปรากฏ โดยทรงระบุว่า พระนามที่แท้จริงของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีควรจะเป็น สมเด็จพระเอกาทศรถ คือพระนามพระมหากษัตริย์ตั้งแต่สมัยพระเจ้าทรงธรรม ทรงใช้สืบต่อกันมา รวมถึงพระเจ้ากรุงธนบุรีด้วย ดังที่ปรากฏพระราชโองการตั้งเจ้านครศรีธรรมราช (อ้างอิงจาก https://www.silpa-mag.com/history/article_5171)  

วันที่ 28 ธันวาคม คือวันที่รัฐบาลไทยประกาศเป็นวันสำคัญแห่งชาติ เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันปราบดาภิเษกของพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว หรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม2310 และในปี 2563 ก็นับเป็นปีที่ 253 ปีแห่งการสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี และเป็นวันขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระมหาราชพระองค์นี้ 

Mr.Flower จึงขอเชิญชวนคุณผู้อ่านไปกราบถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ณ พระราชวังกรุงธนบุรี หรือที่คนทั่วไปเรียกกันสั้นๆ ว่าพระราชวังเดิม  

ตามปกติแล้วการจะเข้าไปในเขตพระราชวังกรุงธนบุรี จะต้องอนุญาตกองทัพเรือล่วงหน้าเป็นระยะเวลาอย่างน้อย1-2 สัปดาห์ เพราะเป็นสถานที่ราชการ และเป็นที่ทำงานของกองทัพเรือ แต่ในระยะหลังๆ มานี้ เมื่อถึงช่วงประมาณกลางเดือนธันวาคมของทุกปี กองทัพเรืออนุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้าไปกราบถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และเข้าชมเขตพระราชวังเดิมได้โดยไม่ต้องขออนุญาตเป็นรายคณะหรือรายบุคคล โดยปีนี้ได้เปิดให้ประชาชนเข้าในเขตพระราชวังกรุงธนบุรีได้โดยไม่ต้องขออนุญาต ตั้งแต่วันที่ 14 ถึง 28 ธันวาคม 2563 โดยผู้รับผิดชอบการเข้าชมคือมูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานภายใน และกองบัญชาการกองทัพเรือ ตั้งแต่เวลา 09.00-15.30 น.  

โบราณสถานสำคัญในเขตพระราชวังกรุงธนบุรีที่ยังปรากฏอยู่จนถึงปัจจุบันคือ ท้องพระโรง พระที่นั่งขวาง ภายในพระราชวังเดิมมีโบราณสถานที่สำคัญมากมาย ได้แก่ท้องพระโรง, พระที่นั่งขวาง, ตำหนักเก๋งคู่, พระตำหนักเก๋งของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว, ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช, อาคารเรือนเขียว, ศาลศีรษะปลาวาฬ และป้อมวิไชยประสิทธิ์ (สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เดิมป้อมนี้ชื่อว่าป้อมวิไชยเยนทร์) และซุ้มประตูทางเข้าเขตพระราชวังเดิม 

พระราชวังกรุงธนบุรีคือพระราชวังหลวงในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงบริเวณปากคลองบางกอกใหญ่ ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของไทยมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา นอกจากนี้พระราชวังเดิมยังเป็นสถานที่สำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์ด้วย เนื่องจากเป็นสถานที่พระราชสมภพของพระมหากษัตริย์ไทยในพระราชจักรีวงศ์หลายพระองค์ คือพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นที่ประสูติและที่ประทับของเจ้านายชั้นสูงอีกหลายพระองค์ 

พระราชวังเดิมแห่งนี้ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ใช้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนนายเรือแห่งแรกของสยามประเทศด้วย 

Mr.Flower ขอเชิญชวนคุณผู้อ่านไปกราบถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และเที่ยวชมภายในเขตพระราชวังเดิม แต่ถ้าหากคุณผู้อ่านยังไม่สามารถไปได้ภายในวันที่ 28 ธันวาคม 2563Mr.Flower ขอเรียนให้ทราบว่าช่วงเวลาประมาณกลางเดือนมกราคม 2564 คณะของเราจะจัดทริปท่องเที่ยววัดสำคัญ ณ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตกรุงเทพฯและวัดสำคัญในคลองบางกอกใหญ่ และจะพาคุณเข้าไปชมพระราชวังเดิมด้วย หากสนใจร่วมทริปกับเรา โปรดติดต่อ091-7233615

พระราชวังกรุงธนบุรีพระราชวังกรุงธนบุรี

ตะลอนเที่ยว : ม่วนซื่น นครพนม มุกดาหาร และสุรินทร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – ตะลอนเที่ยว : ม่วนซื่น นครพนม มุกดาหาร และสุรินทร์ (naewna.com)

ตะลอนเที่ยว : ม่วนซื่น นครพนม มุกดาหาร และสุรินทร์

ตะลอนเที่ยว : ม่วนซื่น นครพนม มุกดาหาร และสุรินทร์

วันอาทิตย์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้ Mr. Flower ยังคงพาคุณตระเวนเที่ยวอย่างสนุกสนานและได้ความรู้เชิงศิลปวัฒนธรรมในหลายจังหวัดของเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสานต่อจากสัปดาห์ก่อน โดยสัปดาห์นี้เราไปเที่ยวนครพนม มุกดาหาร และสุรินทร์  

เมื่อพูดถึงจังหวัดนครพนมแล้ว สิ่งสำคัญอันดับแรกของผู้นับถือพุทธศาสนาที่จะต้องกระทำเมื่อไปถึงนครพนมคือไปกราบนมัสการพระธาตุพนม ที่วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร พุทธสถานอันแสนศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งของภาคอีสาน พระบรมธาตุองค์นี้แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของพุทธศาสนามาตั้งแต่เมื่อครั้งโบราณ โดยมีคำจารึกว่าพระบรมธาตุนี้ก่อสร้างมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรศรีโคตรบูรเมื่อประมาณ พ.ศ. 8 และมีความเชื่อสืบต่อกันว่าพระธาตุพระพนมคือพระธาตุประจำปีนักษัตรคือปีวอก และประจำวันอาทิตย์ มีหลักฐานจารึกด้วยว่าพระบรมธาตุองค์นี้เป็นที่ประดิษฐานพระอุรังคธาตุ (พระบรมสารีริกธาตุส่วนหน้าอก) นอกจากพุทธศาสนิกชนชาวไทยจะให้ความเคารพสักการะพระบรมธาตุองค์นี้อย่างมากแล้ว พี่น้องชาวลาวที่นับถือพุทธศาสนาก็ยังให้ความเคารพสักการะพระธาตุพนมอย่างมากเช่นกัน ดังนั้นจึงมีพี่น้องชาวลาวเดินทางไปกราบสักการะพระธาตุพนมเป็นประจำตลอดเวลา (ยกเว้นในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่อาจจะทำให้พี่น้องชาวลาวเข้ามากราบสักการะพระบรมธาตุน้อยกว่าช่วงปกติ) 

และสถานที่ต่อไปที่จะนำคุณไปท่องเที่ยวและกราบนมัสการพระพุทธรูปสีขาวองค์ใหญ่มหึมาที่ประดิษฐานอยู่บนยอดเขาคือ วัดภูมโนรมย์ จังหวัดมุกดาหาร สิ่งสำคัญของวัดแห่งนี้คือรอยพระพุทธบาทจำลอง และพระพุทธรูปองค์สีขาวขนาดใหญ่มหึมา ชื่อพระเจ้าใหญ่แก้วมุกดาศรีไตรรัตน์ ประดิษฐานอยู่บนภูเขาริมแม่น้ำโขง และยังมีพญานาคขนาดใหญ่มหึมาชื่อพญาศรีมุกดามหามุนีนีลปาลนาคราช อยู่ที่เชิงเขาลดหลั่นจากองค์พระพุทธรูปลงมา ณ บนยอดเขาแห่งนี้จะมองเห็นตัวเมืองมุกดาหารได้ในมุมสูงและมุมกว้าง รวมถึงยังมองเห็นเมืองสะหวันนะเขต ของประเทศลาวด้วย  

และจังหวัดต่อไปที่คณะของเราแวะพักค้างคืนและแวะท่องเที่ยวคือจังหวัดสุรินทร์ (อันที่จริงมีบางจังหวัดที่คณะของเราแวะพักรถและแวะรับประทานขนมอร่อยๆ เป็นช่วงเวลาสั้นๆ คือยโสธร) แม้ในทริปนี้คณะของเราไม่ได้ไปแวะชมปราสาทหินต่างๆ ในเขตจังหวัดสุรินทร์ แต่ได้ไปกราบนมัสการศาลพระหลักเมือง ประจำจังหวัดสุรินทร์แล้วแวะไปชมหมู่บ้านทอผ้าไหมของสุรินทร์ โดยทุกคนต่างได้ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนด้วยการซื้อหาผ้าไหมที่แสนงดงามกลับไปเป็นของขวัญให้กับตนเอง และเป็นของขวัญของฝากให้กับคนที่รักใคร่นับถือด้วย 

วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร

แต่สำหรับรูปภาพที่นำมาประกอบคอลัมน์ในสัปดาห์นี้จะเน้นเพียงพระธาตุพนม วัดภูมโนรมย์ และศาลพระหลักเมืองสุรินทร์เท่านั้น ส่วนภาพความงดงามของการทอผ้าไหมที่จังหวัดสุรินทร์นั้น จะขอนำมาฝากคุณผู้อ่านในสัปดาห์หน้า เพราะต้องการนำเสนอความงามของผ้าไหมที่ผ่านการทอเป็นพิเศษ ให้คุณๆ ได้เห็นในเกือบทุกขั้นตอน จนออกมาเป็นผ้าไหมแสนวิจิตรของจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งได้รับการคัดเลือกผ้าไหมสุรินทร์ไปสำหรับใช้ตัดเย็บชุดสำหรับตัวละครตัวพระและตัวนางในการแสดงรามเกียรติ์ โขนของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เป็นประจำทุกปี   

สำหรับคุณๆ ที่ติดตามคอลัมน์ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower แล้วมีความต้องการจะร่วมท่องเที่ยวกับเรา โดยเน้นการท่องเที่ยวแบบละมุนละไม ไม่รีบไม่ร้อน ไปเที่ยวแบบเนิบนาบแช่มช้อย เน้นเจาะลึกด้านศิลปวัฒนธรรม เน้นการกินอาหารที่อร่อย สะอาดถูกสุขลักษณะ และเน้นการท่องเที่ยวแบบกลุ่มเล็กๆที่มีสมาชิกร่วมเดินทางแต่ละครั้งประมาณ 10-12 คน โปรดติดต่อสอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่ 091 7233615  

และขอเรียนให้ทราบว่าช่วงส่งท้ายปีเก่า พ.ศ. 2563 ต้อนรับปีใหม่ พ.ศ. 2564 เราจัดทริปล่องเรือท่องเจ้าพระยาไหว้พระตามวัดสำคัญและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ในเขตกรุงเทพมหานคร หากคุณสนใจร่วมทริป กรุณาติดต่อหมายเลขโทร.091 7233615

วัดภูมโนรมย์ มุกดาหารวัดภูมโนรมย์ มุกดาหาร

ศาลพระหลักเมือง จังหวัดสุรินทร์ศาลพระหลักเมือง จังหวัดสุรินทร์

ตะลอนเที่ยว : ม่วนซื่น ทริปอีสานสุขใจ ไหว้พระทำบุญ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – ตะลอนเที่ยว : ม่วนซื่น ทริปอีสานสุขใจ ไหว้พระทำบุญ (naewna.com)

ตะลอนเที่ยว : ม่วนซื่น ทริปอีสานสุขใจ ไหว้พระทำบุญ

ตะลอนเที่ยว : ม่วนซื่น ทริปอีสานสุขใจ ไหว้พระทำบุญ

วันอาทิตย์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

Mr. Flower เพิ่งพากลุ่มผู้อ่านแนวหน้า และผู้ฟังรายการ Good Time (สถานีวิทยุจุฬาฯ FM 101.5จันทร์ถึงศุกร์ เวลา 20.35-22.00 น.) ไปท่องเที่ยวใน 5-6 จังหวัดภาคอีสาน เมื่อต้นเดือนธันวาคมโดยไปที่ชัยภูมิ ขอนแก่น สกลนคร นครพนม มุกดาหารและสุรินทร์ (ทั้งนี้ไม่นับจังหวัดรายทางอีกหลายจังหวัดที่ขับรถยนต์ผ่าน แล้วได้แวะเที่ยว แวะซื้อของแวะรับประทานอาหารเป็นระยะเวลาไม่นานนัก) 

ขอบอกว่าช่วงที่ไปเที่ยวนั้น เป็นช่วงเวลาที่อากาศดีมาก เพราะมีลมหนาวพัดมาต้องผิวกายตลอดเวลาคนที่ชื่นชอบอากาศหนาวต่างมีความสุข และบอกตรงกันว่าอยากให้เมืองไทยมีอากาศเช่นนี้สัก 6 เดือนต่อปี (แล้วก็หัวเราะชอบใจ เพราะบอกว่าขอในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้) 

จุดแรกที่คณะของเราไปแวะทำบุญและกราบนมัสการพระคือ วัดป่าสุคะโต อำเภอแก้งคร้อจังหวัดชัยภูมิ วัดแห่งนี้เป็นวัดป่า ไม่เน้นการปลูกสร้างอาคารใหญ่โต แต่เน้นการอยู่กับต้นไม้ อยู่กับธรรมชาติ เน้นการวิปัสสนา เจริญสติ หลายคนคงรู้จักวัดนี้เพราะพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล เนื่องจากชื่นชอบการเทศนาธรรมด้วยภาษาที่เรียบง่ายเข้าใจง่ายของท่าน วัดป่าสุคะโตเป็นวัดที่ไม่เน้นการตั้งตู้รับบริจาคเงิน สมาชิกหลายรายต้องเดินไปถามคุณแม่ชีในวัดว่าจะสามารถบริจาคเงินได้ที่ไหนบ้าง เพราะหลายคนเดินหาตู้รับบริจาคไม่พบ 

เมื่อออกจากวัดป่าสุคะโต คณะก็มุ่งหน้าสู่จังหวัดขอนแก่น แล้วแวะกราบนมัสการ พระมหาธาตุแก่นนครหรือพระธาตุหนองแวง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งอยู่ใกล้กับบึงแก่นนคร แล้วไปกราบนมัสการศาลพระหลักเมือง ประจำจังหวัดขอนแก่น โดยคืนแรกคณะพักที่ขอนแก่น 

ศาลหลักเมืองขอนแก่น

วันรุ่งขึ้นคณะออกเดินทางไปจังหวัดสกลนครแวะกราบนมัสการรูปเหมือนหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่วัดป่าบ้านหนองผือ หรือวัดป่าภูริทัตตถิราวาส สมาชิกในคณะหลายคนทำบุญทำทานบริจาคเงิน และนั่งสมาธิเดินจงกรม เป็นระยะเวลา 10-15 นาที ทุกคนบอกตรงกันว่าเมื่อได้เห็นกุฏิที่พระอาจารย์มั่นเคยจำพรรษามาแล้ว บอกได้คำเดียวว่าความเรียบง่ายคือสิ่งที่ช่วยให้ชีวิตของมนุษย์หลุดพ้นจากความว้าวุ่นทั้งปวง การได้อยู่กับธรรมชาติ คือการทำให้ชีวิตมีความสงบสุข จากนั้นคณะเดินทางต่อไปเพื่อชมบริเวณรอบนอก พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ แล้วมุ่งหน้าไปวัด พระธาตุเชิงชุมวรวิหาร เพื่อกราบนมัสการพระธาตุคู่เมืองสกลนคร  

พระธาตุเชิงชุมวรวิหารแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าสี่พระองค์คือ พระกกุสันโธพระโกนาคม พระกัสสปะ และสมเด็จพระพุทธโคดม(พระพุทธเจ้าในยุคปัจจุบัน) 

อันที่จริงทริปม่วนซื่นอีสานยังไม่จบลง ณ จังหวัดสกลนคร เพราะคณะของเรายังไปท่องเที่ยว ไหว้พระทำบุญทำทานกันอีกหลายจังหวัด แต่พื้นที่สำหรับคุยกับคุณในสัปดาห์นี้หมดลงแล้ว จึงจะขอมาคุยกับคุณถึงความม่วนซื่นของทริปอีสานต่อในสัปดาห์หน้า 

แต่ถ้าหากคุณๆ มีความสนใจอยากไปร่วมทริปที่เน้นการท่องเที่ยวแบบละมุนละไม เน้นการท่องเที่ยวเชิงโบราณคดี ศิลปวัฒนธรรม ขนบประเพณีท้องถิ่นเน้นการไหว้พระทำบุญ และเน้นการท่องเที่ยวด้วยกันโดยมีสมาชิกเพียงกลุ่มเล็กๆ โปรดติดต่อ Mr. Flowerที่หมายเลข 091-7233615  

และช่วงปีใหม่นี้เรามีทริปไหว้พระวัดสำคัญในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และทริปล่องเรือไหว้พระวัดสำคัญริมแม่น้ำเจ้าพระยา และลำคลองบางกอกใหญ่ในกรุงเทพฯ ด้วย หากสนใจร่วมทริปด้วยกัน โปรดติดต่อ 091-7233615

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต สกลนครพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต สกลนคร

วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร สกลนครวัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร สกลนคร