ตะลอนเที่ยว : วัดพระแก้ว ในพระบรมมหาราชวัง งดงามวิจิตรอลังการ เมื่อได้ยลในยามคํ่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – ตะลอนเที่ยว : วัดพระแก้ว ในพระบรมมหาราชวัง งดงามวิจิตรอลังการ เมื่อได้ยลในยามคํ่า (naewna.com)

ตะลอนเที่ยว : วัดพระแก้ว ในพระบรมมหาราชวัง  งดงามวิจิตรอลังการ เมื่อได้ยลในยามคํ่า

ตะลอนเที่ยว : วัดพระแก้ว ในพระบรมมหาราชวัง งดงามวิจิตรอลังการ เมื่อได้ยลในยามคํ่า

วันอาทิตย์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ใกล้จะเข้าสู่ปีพุทธศักราชใหม่แล้ว คือ ปีพุทธศักราช2564 ในโอกาสสำคัญเช่นนี้ คนไทยโดยเฉพาะชาวพุทธ ก็มักนิยมไปทำบุญ ทำทาน และกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อเสริมสิริมงคลให้กับชีวิตของตนเอง ส่วนคนไทยที่นับถือศาสนาอื่นๆ ก็มักจะไปทำกิจพิธีทางศาสนาตามที่แต่ละคนนับถือ  

สถานที่สำคัญอันดับต้นๆ ของคนไทยผู้นับถือพุทธศาสนา และคนไทยที่นับถือศาสนาอื่น รวมถึงชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอยู่ในประเทศไทยคือ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ววัดประจำพระบรมมหาราชวัง หรือวังหลวงของกรุงรัตนโกสินทร์ 

ที่ผ่านมาทุกปี เราจะพบว่ามีคนไทยจำนวนมากมายไปกราบนมัสการพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกตในช่วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ เพื่อขอพรให้มีชีวิตรุ่งเรืองสดใส มีความเจริญก้าวหน้า โดยคนจำนวนมากจะไปกราบนมัสการในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนธันวาคม และจะมีคนจำนวนมากเช่นกันที่ไปกราบพระแก้วมรกตในวันสิ้นปีที่ต่อเนื่องกับวันเริ่มต้นปีใหม่ แต่จะต้องกราบนมัสการอยู่ภายนอกพระกำแพงวัด  

แต่สำหรับปีนี้ นับได้ว่าคนไทยมีความโชคดีมากเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้เปิดวัดพระแก้วในยามค่ำ ตั้งแต่วันที่ 1-6 ธันวาคม 2563 เวลา 16.30-21.30 น. เพื่อให้ชาวไทยและชาวต่างชาติสามารถเข้ากราบนมัสการพระแก้วมรกตได้ เนื่องในโอกาสวันพ่อแห่งชาติและวันชาติไทย วันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งในวันดังกล่าวนั้นยังเป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  

สำหรับประตูที่เปิดให้เข้ากราบนมัสการพระแก้วมรกต และชมความงดงามวิจิตรของวัดพระแก้วได้คือประตูสวัสดิโสภา ตรงข้ามกับกระทรวงกลาโหม 

นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการไตรโครงการ งานวันพ่อแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2563 เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นของล้นเกล้าล้นกระหม่อม รัชกาลที่ 9 นิทรรศการจัดที่บริเวณถนนสนามไชย สวนสราญรมย์ และมิวเซียมสยาม (ที่ตั้งกระทรวงพาณิชย์เดิม) 

ขอเชิญชวนคุณๆ ที่ยังไม่ได้เข้าชมความงดงามวิจิตรของวัดพระแก้วในยามค่ำคืน และยังไม่ได้เข้ากราบนมัสการขอพรพระแก้วมรกต โดยยังสามารถเข้าชมได้จนถึงเวลา 21.30 น. ของวันที่ 6 ธันวาคม 2563

ตะลอนเที่ยว : พระราชวังกรุงธนบุรี พระราชวังแห่งยุคกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – ตะลอนเที่ยว : พระราชวังกรุงธนบุรี พระราชวังแห่งยุคกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร (naewna.com)

ตะลอนเที่ยว : พระราชวังกรุงธนบุรี พระราชวังแห่งยุคกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร

ตะลอนเที่ยว : พระราชวังกรุงธนบุรี พระราชวังแห่งยุคกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร

วันอาทิตย์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร คือราชธานีแห่งกรุงธนบุรี ในครั้งรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงมีพระนามเต็มว่า พระศรีสรรเพชร สมเด็จบรมธรรมิกราชาธิราชรามาธิบดี บรมจักรพรรดิศรบวรราชาบดินทร์ หริหรินทร์ธาดาธิบดี ศรีสุวิบูลย์ คุณรุจิตร ฤทธิราเมศวร บรมธรรมิกราชเดโชชัย พรหมเทพาดิเทพ ตรีภูวนาธิเบศร์ โลกเชษฏวิสุทธิ์ มกุฏประเทศคตามหาพุทธังกูร บรมนาถบพิตร พระพุทธเจ้าอยู่หัวณ กรุงเทพมหานคร บวรทวาราวดีศรีอยุธยา มหาดิลกนพรัฐ ราชธานีบุรีรมย์อุดมพระราชนิเวศมหาสถาน หรือสมเด็จพระบรมราชาที่ 4 

พระบรมมหาราชวังในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช คือพระราชวังเดิม (ชื่อเรียกตามยุคปัจจุบัน) ซึ่งเป็นที่ทำการของกองทัพเรือ สำหรับเรื่องเกี่ยวกับกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงแสดงความคิดเห็นไว้ดังนี้ “…ที่เจ้าตากลงมาตั้งเมืองธนบุรีเป็นราชธานี ครั้งนั้นเหมาะแก่ประโยชน์ทุกอย่าง ถ้าหากว่าสมเด็จพระอดีตมหาราชได้มาขับไล่เจ้าตากมิให้ตั้งอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา ก็ขับไล่ด้วยไมตรีจิต ตักเตือนมิให้พลาดพลั้งไปด้วยเห็นแก่เกียรติยศ เพราะกรุงศรีอยุธยาถึงเป็นที่มีชัยภูมิด้วยลําน้ำล้อมรอบ และเป็นเมืองมีป้อมปราการมั่นคงก็จริง แต่รี้พลของเจ้าตากที่มีอยู่ไม่พอจะรักษากรุงศรีอยุธยาต่อสู้ข้าศึก และขณะนั้นศัตรูก็ยังมีมาก ทั้งพม่าและไทยก๊กอื่นอาจจะยกมาย่ำยีในเมื่อหนึ่งเมื่อใด กรุงศรีอยุธยาอยู่ในทางที่ข้าศึกจะมาถึงได้สะดวกทั้งทางบกและทางน้ำ ถ้ามีกําลังไม่พอรักษา ขืนตั้งอยู่ที่กรุงศรีอยุธยาก็คงเป็นอันตราย การที่ลงมาตั้งอยู่เมืองธนบุรีก็ไม่ห่างไกลกับกรุงศรีอยุธยา มีอํานาจอยู่ที่เมืองธนบุรีก็เหมือนมีอํานาจอยู่ในกรุงศรีอยุธยา แต่ได้เปรียบที่เมืองธนบุรีตั้งอยู่ที่ลําน้ำลึกใกล้ทะเล แม้ข้าศึกมาทางบกไม่มีทัพเรือเป็นกําลังด้วยแล้วก็ยากที่จะมาตีเมืองธนบุรี” 

กรุงธนบุรีถูกสถาปนาเป็นราชธานีแห่งใหม่ของสยาม เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงสร้างพระราชวังขึ้นทางด้านทิศใต้ของเมือง ซึ่งขนาบด้วยวัดแจ้ง (วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร) และวัดท้ายตลาด(วัดโมฬีโลกยารามราชวรวิหาร) เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2313 พระราชทานนามว่ากรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร 

ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้ชวนเชิญให้คุณไปเที่ยวชมโบราณสถานสำคัญแห่งนี้ด้วยกันในวันที่ 14-28 ธันวาคม 2563 เวลา 09.00-15.30 น. โดยการจัดงานและตามคำเชิญชวนของมูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิมและกองบัญชาการกองทัพเรือ การจัดงานในครั้งนี้อนุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมโบราณสถานในเขตพระราชวังเดิมได้โดยไม่ต้องขออนุญาตล่วงหน้า 

ภายในพระราชวังเดิมยังคงมีโบราณสถานสำคัญดำรงคงอยู่ เช่น ท้องพระโรง พระที่นั่ง พระตำหนักเก๋งคู่ พระตำหนักเก๋งพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช อาคารเรือนเขียว ศาลศีรษะวาฬ และป้อมวิไชยประสิทธิ์ ป้อมเก่าแก่ตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยา  

การเข้าชมในวันเวลาดังกล่าวนี้ อนุญาตให้คนไทยเข้าชมได้โดยไม่เสียค่าเข้าชม แต่ต้องแต่งกายให้เรียบร้อยเหมาะสมเพื่อแสดงความเคารพต่อสถานที่ ส่วนชาวต่างชาติที่จะเข้าชมต้องมีคนไทยเป็นผู้นำเข้าไป 

การเดินทางเข้าชม แนะนำให้เดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้าใต้ดิน ลงสถานีอิสรภาพ ออกทางช่องทางที่ระบุว่า ซอยอิสรภาพ 34 แล้วเดินไปบนเส้นทางถนนอิสรภาพ จะมีป้ายบอกทางไปพระราชวังเดิม หรือสามารถนั่งรถ ขสมก. สาย 57 ลงป้ายหน้ากองบัญชาการกองทัพเรือ และสามารถนั่งเรือโดยสารข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา จากท่าเตียน (วันโพธิ์) ไปลงที่ท่าวัดอรุณฯแล้วเดินผ่านวัดอรุณฯ ไปยังพระราชวังเดิม (จะมีป้ายแสดงทางติดประกาศไว้) หรือนั่งเรือด่วนเจ้าพระยา ขึ้นที่ท่าวัดอรุณฯ ก็สะดวกเช่นกัน 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่มูลนิธิอนุรักษโบราณสถานในพระราชวังเดิม เบอร์โทรศัพท์02-4754117 และ 02-4727291 หรือดูในเฟซบุ๊คมูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิมfacebook.com/pg/wangdermpalace

ตะลอนเที่ยว : อุทัยธานี เมืองแห่งพระปฐมบรมชนกนาถ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/531811

ตะลอนเที่ยว : อุทัยธานี เมืองแห่งพระปฐมบรมชนกนาถ

ตะลอนเที่ยว : อุทัยธานี เมืองแห่งพระปฐมบรมชนกนาถ

วันอาทิตย์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เล่าถึงความน่ารัก น่าหลงใหลของเมืองอุทัยธานีให้คุณๆ ได้อ่านในคอลัมน์นี้มาแล้วหลายครั้ง แล้วก็พาผู้อ่านแนวหน้า และผู้ฟังรายการ Good Time (สถานีวิทยุจุฬาฯ FM 101.5 วันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 20.35-22.00 น.) ไปเที่ยวเมืองอุทัยฯ แล้วทุกครั้งที่พูดถึงเสน่ห์ของเมืองอุทัยฯ ก็จะมีผู้สนใจอยากไปเที่ยวอุทัยฯ กับ Mr.Flower ทุกครั้ง  

มีผู้ถามว่าอุทัยฯ มีอะไรดี ทำไมต้องไปเที่ยวอุทัยฯ ก็ต้องตอบสั้นๆ ว่า อุทัยฯ เป็นเมืองที่แสนสงบผู้คนน่ารักมาก อากาศดี ธรรมชาติงดงาม ไม่มีความวุ่นวายสับสนเหมือนเมืองใหญ่ๆ มีแหล่งโบราณสถานให้เที่ยวชม และยังมีป่าเขาลำเนาไพรที่อุดมสมบูรณ์มีงานฝีมือประจำถิ่นที่งดงามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว(เช่น ผ้าทอมือบ้านไร่) และมีอาหารแสนอร่อยให้คุณรับประทาน ฯลฯ 

มีคำถามต่อไปว่า หากไปเที่ยวอุทัยฯ เพียงแค่สองวัน จะไปที่ไหนบ้าง ก็ต้องตอบว่า มีที่เที่ยวเยอะแยะมากมาย จนต้องเลือกเที่ยวเฉพาะบางแห่งบางที่เท่านั้น เพราะมีเวลาจำกัด ยกตัวอย่างที่ท่องเที่ยวที่คุณต้องไม่พลาดเมื่อไปเยือนอุทัยฯ คือ วัดสังกัสรัตนคีรี  วัดสำคัญบนยอดเขาสะแกกรัง และต้องไปกราบถวายสักการะ พระอนุสาวรีย์พระปฐมบรมชนก (พระบิดาของรัชกาลที่ 1) บนยอดเขาสะแกกรัง สาเหตุที่มี พระอนุสาวรีย์นี้ตั้งอยู่บนยอดเขาสะแกกรัง เพราะว่าท่านเป็นชาวอุทัยธานี แล้วสถานที่สำคัญที่ต้องไม่พลาดอีกแห่งคือ วัดหลวงท่าซุง (วัดจันทาราม) ที่หลายคนเรียกติดปากว่าวัดหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ วัดที่มีสิ่งปลูกสร้างสุดอลังการ เช่น วิหารเงิน วิหารทอง วิหารนาค เป็นต้น และยังมีวัดสำคัญของเมืองอุทัยฯ อีกวัดคือวัดโบสถ์ หรือวัดอุโปสถาราม วัดเก่าแก่ที่มีประวัติว่าในหลวงรัชกาลที่ 5 เคยเสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดนี้เมื่อครั้งเสด็จประพาสต้น วัดโบสถ์มีความงดงามด้วยศิลปะแบบอยุธยาตอนปลาย ส่วนในพระวิหารและพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ภาพในโบสถ์เป็นเรื่องพุทธประวัติ ส่วนในวิหารเป็นภาพพระพุทธเจ้าแสดงโปรดเหล่าเทวดาบนสรวงสวรรค์ เป็นต้น   

แต่สำหรับทริปที่ Mr.Flower พาคุณเที่ยวเมืองอุทัยฯ ทุกครั้ง เราจะไป ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ศูนย์ฝึกอาชีพที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี พระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อก่อสร้างศูนย์แห่งนี้ ความน่าสนใจของศูนย์วงเดือนคือ นอกจากเป็นที่ฝึกอาชีพต่างๆ เช่น อาหารและขนม โดยเฉพาะอาหารและขนมไทยที่หลายคนหลงลืมไปแล้ว แต่ทรงแนะนำให้อนุรักษ์ไว้ นอกจากอาหารและขนมแล้ว ยังมีงานฝีมืออีกสารพัดชนิด ทั้งงานช่าง งานทัก งานทอ งานปัก งานเหล็ก งานไม้ งานจักสาน งานดอกไม้สด ดนตรีไทย รำไทย ขอย้ำว่ามีสินค้าที่ชาวอุทัยฯ แสนภาคภูมิใจนำเสนอคือ ผ้าทอมือแสนวิจิตรจากอำเภอบ้านไร่ ผ้าทอมือบ้านไร่เป็นภูมิปัญญาดั่งเดิมของชาวบ้านไร่ ที่ได้รับการสืบทอดภูมิปัญญามาจนถึงปัจจุบัน โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์เดิมไว้อย่างเหนียวแน่น แต่มีการปรับประยุกต์ให้สามารถนำไปตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าสำหรับสวมใส่ในยุคปัจจุบันได้อย่างงดงาม และก็ต้องพาคุณไปเที่ยวชมตลาดเก่าเมืองอุทัยฯ แล้วพาคุณไปตักบาตรถวายอาหารแด่พระสงฆ์ด้วย 

และยังสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่ทริปนี้ต้องพาคุณไปเยี่ยมชมคือบริเวณหน้าบ้าน 905 หรือที่หลายคนเรียกกันติดปากว่า บ้านสมเด็จพระเทพรัตนฯ คนอุทัยฯ บอกตรงกันว่าบ้านหลังนี้คือขวัญและกำลังใจของชาวอุทัยฯ และชาวอุทัยฯ ก็รักบ้านหลังนี้มาก 

เราจะจัดทริปไปอุทัยฯ กัน (อีกครั้ง) ในวันที่ 28-29 พฤศจิกายนนี้ รับสมาชิกเพียง 14 ราย เดินทางด้วยรถตู้ปรับอากาศ รถออกจากสำนักงานหนังสือพิมพ์แนวหน้า เวลา 07.30 น. หากคุณสนใจร่วมทริปละมุนละไมไปกับเรา โปรดติดต่อ 091-7233615 (ขณะนี้มีที่เหลือเพียงจำนวนจำกัด)

วัดอุโปสถารามวัดอุโปสถาราม

ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์

บ้าน 905บ้าน 905ภาพตัวเมืองอุทัยธานีจากยอดเขาสะแกกรังภาพตัวเมืองอุทัยธานีจากยอดเขาสะแกกรังพระอนุสาวรีย์พระปฐมบรมชนกนาถ ณ ยอดเขาสะแกกรังพระอนุสาวรีย์พระปฐมบรมชนกนาถ ณ ยอดเขาสะแกกรัง

ตะลอนเที่ยว : เพราะหมาแมวคือเพื่อนร่วมโลกของเรา เราจึงไม่ทอดทิ้งเขา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/530353

ตะลอนเที่ยว : เพราะหมาแมวคือเพื่อนร่วมโลกของเรา เราจึงไม่ทอดทิ้งเขา

ตะลอนเที่ยว : เพราะหมาแมวคือเพื่อนร่วมโลกของเรา เราจึงไม่ทอดทิ้งเขา

วันอาทิตย์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ความรักของมนุษย์ที่มอบให้แก่กันและกัน และมอบให้สรรพสัตว์ รวมถึงสรรพสิ่งต่างๆ บนโลกใบนี้ ทำให้โลกของเรามีรอยยิ้ม มีเสียงหัวเราะ มีความร่มเย็นเป็นสุข  

ด้วยความเชื่อมั่นในแนวคิดข้างต้นจึงทำให้หนังสือพิมพ์แนวหน้า และคณาจารย์ สัตวแพทย์ และบุคลากรในคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลุ่มเสม็ดรีสอร์ท บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) รวมถึงอดีตผู้บริหารของสายการบินนกแอร์ (คุณพาที สารสิน) ห้างสรรพสินค้ายูดีทาวน์ อุดรธานี (ในกรณีที่ไปทำโครงการที่จังหวัดอุดรธานี) รวมถึงผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้า และผู้ฟังรายการ Good Time(สถานีวิทยุแห่งจุฬาฯ 101.5 FM วันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา20.35-22.00 น.) จึงร่วมกันทำโครงการสัตวแพทย์จุฬาฯ ติดปีก เพื่อให้บริการสังคมด้วยการออกตระเวนทำหมันสุนัขและแมวจรจัด และมีเจ้าของ โดยโครงการนี้เริ่มมาเมื่อประมาณ10 ปีที่แล้ว และยังคงดำเนินการต่อมาจวบจนปัจจุบัน 

ล่าสุดโครงการได้ไปให้บริการสังคมที่เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2563 โดยตระเวนฉีดวัคซีนป้องกันโรคกลัวน้ำให้สุนัขและแมวบนเกาะเสม็ด โดยปีนี้ไม่มีการทำหมันให้สุนัขและแมว เนื่องจากมีอุปสรรคจากปัญหาโควิด-19 แพร่ระบาด ดังนั้นจึงต้องเลื่อนการทำงานจากเดือนพฤษภาคม ไปเป็นเดือนพฤศจิกายน

ปีนี้โครงการ ให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคกลัวน้ำวัคซีนรวม และหยดยากำจัดเห็บหมัด รวมถึงตรวจรักษาโรคเบื้องต้นให้สุนัขและแมวรวมทั้งสิ้น 276 ตัว แบ่งเป็นสุนัข 126 ตัว แมว 150 ตัว และยังนำแมวที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านมกลับมารักษาด้วยการผ่าตัดที่โรงพยาบาลสัตว์เล็ก จุฬาฯ อีกหนึ่งตัวด้วย 

รายชื่อผู้ร่วมโครงการ จากคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯปีนี้คือ ศ.น.สพ.ดร.รุ่งโรจน์ ธนาวงษ์นุเวช คณบดี คณะสัตวแพทยศาสตร์ และ รศ.น.สพ.ดร.ปิยนันท์ ทวีถาวรสวัสดิ์, ผศ.น.สพ.ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร, ผศ.น.สพ.ดร.ศุภวิวัธน์ พงษ์เลาหพันธุ์, สพ.ญ.สุวรัตน์ วดีรัตน์, สพ.ญ.ดร.ฉัตรวลีบุญธรรม, สพ.ญ.พรรธิภา บริกัปปกุล และนายสุริยาเลิศศรี (เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ) และคุณภูริภัทร เขียวบริบูรณ์ (ผู้บันทึกสถิติสัตว์ที่เข้ารับบริการ) ขอบคุณบริษัท อินเตอร์เว็ท (ประเทศไทย) จำกัด อนุเคราะห์วัคซีน และยาหยดกำจัดเห็บหมัด 

ขอขอบคุณผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ทุกคนของกลุ่มเสม็ดรีสอร์ท ที่ให้ความอนุเคราะห์ที่พักแสนสบาย อาหารยอดอร่อย พาหนะบนเกาะเสม็ด และช่วยประชาสัมพันธ์โครงการให้ชาวเกาะเสม็ดรับทราบจนทำให้โครงการนี้เป็นที่กล่าวยกย่อง และเป็นที่รอคอยของชาวเกาะเสม็ดและชาวเพ มาเป็นเวลายาวนานเกือบ 10 ปี  

ขอบคุณบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) อนุเคราะห์พาหนะ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง และพนักงานขับรถยนต์ สำหรับเดินทางจากคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ ไปยังบ้านเพ ระยอง ขอบคุณนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะเสม็ดและเจ้าหน้าที่ อบต.เกาะเสม็ด ขอบคุณผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้า และผู้ฟังรายการวิทยุ Good Time ที่ให้กำลังใจมาโดยตลอด และขอบคุณทุกคนบนโลกใบนี้ที่มอบความรักและความเมตตาให้กับสรรพสัตว์ที่เป็นเพื่อนร่วมโลกของเรา หากคุณๆ สนใจโครงการนี้โปรดติดต่อสอบถามได้ที่โทรศัพท์หมายเลข 091-7233615หากคุณสนใจร่วมบริจาคสมทบโครงการ โปรดติดต่อที่โทรศัพท์หมายเลขเดียวกัน หรือติดต่อโดยตรงที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ  

เพราะโลกเรามีความรักให้กันและกัน โลกเราจึงน่าอยู่และร่มเย็นเป็นสุข

ตะลอนเที่ยว : ไปอุทัยฯ ไม่ต้องอุทธรณ์ คํ่าแล้วก็นอน ที่เมืองอุทัยฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/528818

ตะลอนเที่ยว : ไปอุทัยฯ ไม่ต้องอุทธรณ์ คํ่าแล้วก็นอน ที่เมืองอุทัยฯ

ตะลอนเที่ยว : ไปอุทัยฯ ไม่ต้องอุทธรณ์ คํ่าแล้วก็นอน ที่เมืองอุทัยฯ

วันอาทิตย์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เป็นอันยืนยันมั่นเหมาะชัดเจนแล้วว่า พวกเราจะไปเที่ยวเมืองอุทัยธานี เมืองแห่งสายน้ำสะแกกรัง เมืองของบ้าน 905 เมืองแห่งความสงบร่มรื่น และเมืองที่ยังคงมีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ มีสิงสาราสัตว์มากมายในป่าเขา และเมืองที่มีความสุขการจัดบรรยายได้หมดภายในเวลาอันรวดเร็ว

พวกเราตั้งใจจะไปเที่ยวอุทัยธานีเป็นครั้งที่ 6 ภายในเวลา 3 เดือน โดยคลิปล่าสุดที่พวกเรากำลังจะไปเยือนเมืองอุทัยธานี คือช่วงสัปดาห์ที่สามของเดือนพฤศจิกายน

ทริปล่าสุดนี้เราตั้งใจจะไปนอนนับดาว ฟังเสียงน้ำไหลเรื่อยในลำน้ำ โดยจะนอนพักบนแพในลำน้ำสะแกกรัง

แล้วพาสมาชิกกลุ่มเล็กๆ ไปไหว้พระ ทำบุญ และกระจายรายได้สู่ชุมชนโดยตรง เพื่อเป็นการแสดงน้ำใจและบอกกล่าวกับเพื่อนคนไทยด้วยกันว่าในยามที่บ้านเมืองของเรายังไม่สามารถต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ แต่เราคนไทยด้วยกันก็พร้อมให้ความช่วยเหลือกันและกัน ให้ทุกคนผ่านพ้นวิกฤติไปได้ด้วยกัน

สำหรับสถานที่ซึ่งจะพาคุณผู้ร่วมทริปไปท่องเที่ยว ได้แก่ วัดอุโบสถาราม วัดสังกัสรัตนคีรีพระอนุสาวรีย์สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 แห่งบรมราชจักรีวงศ์ซึ่งประดิษฐานอยู่บนเขาแก้ว หรือเขาสะแกกรังในปัจจุบัน แล้วพาคุณไปชมหมุดแผนที่โลกบนเขาสะแกกรัง (เป็นหมุดที่สองในทวีปเอเชีย) แล้วที่พลาดไม่ได้คือการได้ชมบ้าน 905 ซึ่งเป็นบ้านที่ชาวอุทัยธานีบอกตรงกันว่าเป็นเสมือนมิ่งขวัญอย่างหนึ่งของชาวอุทัยธานีในยุคปัจจุบัน แล้วที่พลาดไม่ได้อีกแห่งหนึ่งคือการได้ไปชมและซื้อหาสินค้าฝีมือดีจากศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ศูนย์ฝึกอาชีพสารพัดอาชีพซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อก่อตั้งศูนย์วงเดือนแห่งนี้ ขออนุญาตกระซิบว่าสินค้าที่จัดจำหน่ายอยู่ในศูนย์วงเดือนมาจากฝีมือของชาวอุทัยธานีทั้งสิ้น โดยเฉพาะผ้าทอฝีมือวิจิตรจากอำเภอบ้านไร่

ถ้าหากคุณสนใจร่วมทริป สุดพิเศษกับ Mr.Flower กรุณาติดต่อที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615 ขอเรียนย้ำว่ารับสมาชิกเพียง 14 รายเท่านั้น

ตะลอนเที่ยว : ชวนเที่ยว พาชมเมืองแห่งสายนํ้าและทะเล ในยามลมหนาวโชยมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/527248

ตะลอนเที่ยว : ชวนเที่ยว พาชมเมืองแห่งสายนํ้าและทะเล ในยามลมหนาวโชยมา

ตะลอนเที่ยว : ชวนเที่ยว พาชมเมืองแห่งสายนํ้าและทะเล ในยามลมหนาวโชยมา

วันอาทิตย์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ห่วงเวลาช่วงนี้ เป็นช่วงฝนกำลังจะสั่งฟ้า เพราะเข้าสู่ปลายฝนต้นหนาวแล้ว ดังนั้นหากคุณตื่นขึ้นมาในเวลาเช้าตรู่ แล้วเดินออกไปนอกบ้าน โดยเฉพาะในพื้นที่เปิดโล่ง คุณจะได้รับลมหนาวอ่อนๆ โชยมาสัมผัสผิวคุณโดยที่คุณสามารถรับรู้ได้เป็นอย่างดี นั่นก็หมายความว่าช่วงเวลาแห่งการท่องเที่ยวในประเทศไทยเริ่มขึ้นแล้ว
เพราะคนไทยจำนวนไม่น้อยนิยมท่องเที่ยวในช่วงหน้าหนาว เนื่องจากต้องการได้รับไอเย็นจากธรรมชาติ

วันนี้ Mr.Flower จะชวนคุณไปรับลมหนาวอ่อนๆ ในสถานที่ต่างๆ สามแห่งด้วยกันคือ ริมแม่น้ำสะแกกรัง อุทัยธานี ริมแม่น้ำท่าจีน นครปฐม และริมทะเลชะอำ เพชรบุรี 

หลายคนไม่ปฏิเสธว่า เวลาลมหนาวโชยมาอ่อนๆ ในยามที่เราอยู่ริมน้ำ เราจะรับรู้ถึงความอ่อนละมุนของธรรมชาติได้อย่างชัดเจน เราสามารถเห็นระลอกคลื่นพลิ้วไหวบนสายน้ำ และเห็นคลื่นทะเลระลอกแล้วระลอกเล่าพัดเข้าหาฝั่งตลอดเวลา นับเป็นความงามบนความสงบอันเกิดจากธรรมชาติโดยแท้ หลายคนบอกว่าชอบนั่งชายทะเลในยามมีลมหนาวอ่อนๆ พัดมาต้องผิวกาย เพราะได้รับไอเย็นผสมกับไอทะเล ส่วนคนที่นั่งริมชายฝั่งแม่น้ำก็บอกไม่ต่างกันว่า ลมหนาวที่พัดมาต้องผิวกายในยามนั่งมองสายน้ำไหลเอื่อยเรื่อยไหล เป็นบรรยากาศที่สุดแสนประทับใจ ยิ่งถ้าได้อยู่ในบรรยากาศนั้นกับคนรู้ใจด้วยแล้ว ก็สามารถนั่งอยู่ได้นานชั่ววันชั่วคืน

ถ้าเช่นนั้น สถานที่แห่งแรกที่เราจะไปเที่ยวด้วยกันคือเมืองแห่งสายน้ำสะแกกรัง อุทัยธานี เมื่อมาถึงเมืองนี้ ก็ต้องไปชมสายน้ำสะแกกรัง โดยผมจะชวนคุณไปพักผ่อนในเรือนแพบนสายน้ำนี้ ตื่นเช้าก็จะชวนคุณไปเดินตลาดริมน้ำ และตักบาตรพระที่ลอยเรือมารับบิณฑบาต ณ ท่าเรือของตลาดสะแกกรัง ในตัวเมืองอุทัยธานี โดยฝั่งตรงข้ามคือวัดอุโปสถาราม วัดสำคัญของเมืองอุทัยธานี ทริปนี้เราจะเน้นอาหารจำพวกปลาและกุ้งจากแม่น้ำสะแกกรัง โดยปลาที่ขึ้นชื่อของเมืองนี้คือปลาแรด ที่ทำอาหารได้สารพัดชนิด 

สถานที่ต่อไปที่ผมจะชวนคุณไปพักผ่อนหย่อนใจให้สบายอารมณ์ คือ สามพราน นครปฐม ไปนั่งสบายอุรา พักผ่อนเติมพลังให้เต็มที่ ณ ริมสายน้ำท่าจีน ทริปนี้เราจะเน้นอาหารจำพวกผักสด ผลไม้สด เราจะทำอาหารรับประทานกันเอง โดยให้ทุกคนได้แสดงฝีมือการทำครัวอย่างเต็มความสามารถ โดยมีวัตถุดิบในการทำอาหารทุกชนิดจากสวนผัก และสวนผลไม้ในเมืองนครปฐม

ส่วนสถานที่สุดท้ายที่จะชวนคุณไปสำราญอารมณ์ คือ ชายทะเลชะอำ เพชรบุรี ชวนคุณไปออกกำลังกายด้วยการเดิน วิ่ง เต้นแอโรบิก ยืดเส้นยืดสายณ ริมชายหาดชะอำ ที่ยาวไกลสุดลูกหูลูกตา และชวนคุณพักผ่อนในที่พักแสนสงบที่อยู่ไม่ไกลจากชายหาดชะอำ สำหรับอาหารการกินในทริปนี้ ก็ต้องเน้นอาหารทะเลสดๆแสนสะอาด รสชาติแสนอร่อย ซึ่งมีทั้งกุ้งหอยปูปลา และที่ขาดไม่ได้คือผักและผลไม้สด

หากคุณๆ สนใจร่วมทริปนุ่มละมุน เที่ยวละไมพักผ่อนแสนสบาย พร้อมอาหารการกินที่สุดแสนอุดมสมบูรณ์ โดยเน้นเที่ยวแบบเนิบนาบ เที่ยวแบบไม่รีบไม่ร้อน และมีเพื่อนร่วมทริปที่แสนน่ารัก จำนวนไม่เกินทริปละ 14 คน โปรดติดต่อ Mr.Flower ที่หมายเลข091-7233615  

ขอชวนคุณๆ ไปสัมผัสลมหนาว ณ ริมน้ำด้วยกันครับ รับรองคุณจะประทับใจไม่รู้ลืม

สายน้ำสะแกกรัง อุทัยธานี

สายน้ำท่าจีน นครปฐม

ทะเลชะอำ เพชรบุรี

ตะลอนเที่ยว : ไปอุทัยฯ กี่ที ก็มีแต่ความเปรมใจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/525706

ตะลอนเที่ยว : ไปอุทัยฯ กี่ที ก็มีแต่ความเปรมใจ

ตะลอนเที่ยว : ไปอุทัยฯ กี่ที ก็มีแต่ความเปรมใจ

วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ขอบอกตรงประเด็นว่า ทุกครั้งที่ได้ไปเที่ยวเมืองอุทัยธานี เมืองแห่งลำน้ำสะแกกรัง ไม่ว่าจะไปเที่ยวเพียงลำพัง หรือว่าพาสมาชิกทัวร์ผู้อ่านแนวหน้า และผู้ฟังรายการ Good Time (FM 101.5 วิทยุจุฬาฯ) ไป ก็จะได้รับคำตอบไม่ต่างกันคืออิ่มเอมเปรมใจมาก

ในระยะเวลาเพียงสองเดือนมานี้ Mr.Flower นำคณะสมาชิกไปเที่ยวอุทัยฯ มาแล้ว 3 ครั้ง วัตถุประสงค์ที่ไปอุทัยฯ ก็คือไปทำบุญ ทำทาน ไปกราบสักการะพระบรมราชาอนุสาวรีย์สมเด็จพระปฐมบรมชนกนาถบนยอดเขาสะแกกรัง ไปซื้อผ้าทอมือที่แสนงดงาม ไปกินของอร่อย และไปพักผ่อนนอนสบายที่ริมแม่น้ำสะแกกรัง

ล่าสุด คณะของเราไปอุทัยฯ เมื่อวันที่ 10-11 ตุลาคม 2563 ไปครั้งนี้พวกเราทุกคนปลาบปลื้มยิ่งนักเพราะได้เข้าเฝ้าฝ่าละอองพระบาท ทูลเกล้าฯถวายเงินเพื่อสมทบกองทุนการกุศลสมเด็จพระเทพฯ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชวโรกาสให้เข้าเฝ้าฯ ณ ศูนย์วงเดือนอาคมสุรทัณฑ์ นับเป็นมงคลอันสูงสุดของชีวิตของมวลสมาชิกทุกคน 

การไปอุทัยฯ ครั้งนี้ ก็ไม่ต่างไปจากทุกครั้งคือ ต้องไป ย้ำว่าต้องไปซื้อของสวยของดีที่ศูนย์วงเดือน โดยเฉพาะผ้าทอมือฝีมือชาวบ้านไร่ อุทัยธานี ผ้าทอมือทุกผืนที่นำมาจำหน่ายในศูนย์แห่งนี้ มาจากฝีมือของชาวบ้านโดยแท้ เป็นงานที่เกิดมาจากพระมหากรุณาธิคุณของกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงต้องการให้ชาวบ้านมีรายได้เสริม โดยการนำภูมิปัญญาดั่งเดิม และศิลปะของบรรพชนมารังสรรค์เป็นผ้าผืนสวย (ตามที่คุณได้ชมภาพตัวอย่างในคอลัมน์) ผ้าทอแต่ละผืนมีราคาค่างวดสูงมากน้อยต่างกันไป ตามแต่ความวิจิตรของงาน ขอเรียนกระซิบให้ทราบว่า ผ้าผืนสีเขียวที่นำมาให้คุณได้เห็นวันนี้ ผืนละ 2 ล้านบาท แต่สำหรับราคาผ้าทอผืนอื่นๆ ก็มีตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักแสน คุณอาจจะบอกว่าบ้าไปแล้วผ้าผืนละสองล้านบาท ใครจะซื้อ แต่รับรองว่ามีผู้ซื้อแน่นอน และเต็มใจซื้อด้วย เพราะเห็นคุณค่าของผลงานที่แสนวิจิตร ที่กว่าจะรังสรรค์ออกมาได้เช่นนี้ ต้องใช้ความสามารถ ความอุตสาหะ และเวลาอย่างมากมาย ผมมั่นใจว่าหากคุณไปชมของจริง คุณจะตะลึงในความวิจิตร

นอกจากซื้อของสวยงามแสนวิจิตรแล้ว ผมยังพาคุณไปชมวัดที่แสนงดงามด้วยพุทธศิลป์ คือวัดอุโปสถาราม หรือวัดโบสถ์ ชาวอุทัยฯ ภาคภูมิใจกับความวิจิตรของวัดแห่งนี้มาก แล้วยังภาคภูมิใจมากที่สุดเพราะวัดแห่งนี้เคยเป็นสถานที่ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยเสด็จประพาส วัดโบสถ์มีความสำคัญอีกประการตรงที่พระอุโบสถและพระวิหารมีจิตรกรรมฝาผนังที่งดงามทรงคุณค่ามากเกินบรรยาย ส่วนพระพุทธรูปก็มีความงามวิจิตรถูกต้องตามลักษณะพุทธศิลป์ทุกประการ 

และสิ่งสำคัญที่ต้องทำเมื่อไปอุทัยฯ ทุกคราก็คือ ต้องไปตักบาตรพระสงฆ์ที่ลอยเรือรับบิณฑบาต ณ ท่าฝั่งตรงข้ามวัดโบสถ์ ยิ่งได้พบได้เห็นกลุ่มชนไปเข้าแถวรอตักบาตรแล้ว บอกได้สั้นๆ ตรงประเด็นคือประทับใจมาก เพราะเป็นภาพที่งดงามเกินบรรยาย แถมยังได้เห็นผู้คนหลากหลายสวมผ้านุ่งลายงดงามฝีมือของคนเมืองอุทัยฯ ในยามไปรอตักบาตร ก็ยิ่งแสนสุขใจ แล้วเมื่อยิ่งรู้ว่าเมื่อพระท่านรับบิณฑบาตเสร็จเรียบร้อย ท่านนำอาหารคาวหวาน และผลหมากรากไม้ไปมอบให้กับคนยากคนจน และคนต่างๆ ในเมืองอุทัยฯ ก็ยิ่งปลื้มใจร่วมอนุโมทนาบุญด้วย

ผมขอยืนยันว่าหากคุณได้มีโอกาสไปเยือนเมืองอุทัยฯ แล้วคุณจะต้องบอกกับตัวเองว่า มาแล้วต้องมาอีก มากี่ทีก็ไม่มีวันเบื่อ เพราะเมืองนี้มีเสน่ห์มาก มีความน่ารักของผู้คน และความงดงามของโบราณสถานเป็นสิ่งกระตุ้นเตือนให้คุณต้องไปเยือนเมืองอุทัยฯ ซ้ำแล้วซ้ำอีก

สนใจไปเที่ยวชมความวิจิตรแบบเรียบง่ายของเมืองอุทัยฯ กับ Mr.Flowerโปรดติดต่อ 091-7233615 ขอย้ำว่าคณะของเราท่องเที่ยวกันแบบละเมียดละไม ละมุนละม่อม ไปกันกลุ่มเล็กๆแล้วค่อยๆ เสพ ค่อยๆ ซึมซับความงดงามของสถานที่ท่องเที่ยวทุกแห่งอย่างดูดดื่ม

ตะลอนเที่ยว : ชีวิตใหม่ ภายหลังจากการไถ่ชีวิตโค-กระบือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/524123

ตะลอนเที่ยว : ชีวิตใหม่ ภายหลังจากการไถ่ชีวิตโค-กระบือ

ตะลอนเที่ยว : ชีวิตใหม่ ภายหลังจากการไถ่ชีวิตโค-กระบือ

วันอาทิตย์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.10 น.

ทุกครั้งเมื่อสมาชิกผู้ร่วมโครงการไถ่ชีวิตโค-กระบือ กับหนังสือพิมพ์แนวหน้า และรายการ Good Time (ออกอากาศทางสถานีวิทยุจุฬาฯFM 101.5 วันจันทร์-ศุกร์ ดำเนินรายการโดยคุณเฉลิมชัย ยอดมาลัย บรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้า) ได้รับทราบข่าวว่ามีลูกโค-กระบือตกออกมาจากแม่โค-กระบือที่พวกเราร่วมกันบริจาคเพื่อไถ่ชีวิตมาจากโรงฆ่าสัตว์ สมาชิกทุกราย ร่วมถึงผู้อ่านและผู้ฟังที่ได้รับทราบข่าวดีนี้ ต่างก็ยิ้มแก้มปริด้วยความยินดี เพราะได้เห็นดอกผลจากการไถ่ชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม คือนอกจากจะช่วยรักษาชีวิตของโค-กระบือได้แล้ว ก็ยังสามารถช่วยแพร่ขยายพันธุ์ได้อีก

ล่าสุดเมื่อเดือนกันยายน พวกเราได้รับทราบว่าโคที่สมาชิกร่วมกันไถ่ชีวิต แล้วมอบให้นักเรียนโรงเรียนชาวนา จังหวัดเชียงราย เมื่อปลายเดือนมกราคม 2563 ตกลูกมาอีก 3 ตัวตัวแรก ตกมาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม แม่วัวชื่อมีโชค ตกลูกเพศผู้ ตั้งชื่อให้ว่ามีทรัพย์ และวันที่13 กันยายน แม่โคอีกตัวหนึ่งตกลูกออกมาเป็นเพศผู้เช่นกัน ตั้งชื่อให้ว่านับทอง แล้วในวันที่25 กันยายน ก็ได้ข่าวดีอีกคือ แม่วัวอีกตัวหนึ่งตกลูกออกมาเป็นเพศผู้ จุดเด่นของสมาชิกใหม่รายนี้คือที่หน้าผากมีรูปคล้ายใบโพธิ์สีขาวเด่นประทับอยู่ จึงให้ชื่อว่าโพธิ์ชัย (คอกของแม่วัวตัวนี้อยู่ใต้ต้นโพธิ์ด้วย) 

ข่าวดีเหล่านี้สร้างความปลื้มปีติอย่างมากให้กับผู้รับโค-กระบือไปเลี้ยงดู แล้วก็สร้างความยินดีอย่างยิ่งให้กับผู้ร่วมบริจาคสมทบทุนโครงการไถ่ชีวิตโค-กระบือ โครงการนี้ดำเนินการมาตั้งแต่กลางปี 2556 โดยความริเริ่มของหนังสือพิมพ์แนวหน้า แล้วนับจากวันแรกของการตั้งโครงการจวบจนบัดนี้ พวกเราสามารถไถ่ชีวิตโค-กระบือมาแล้วรวม 100 ตัว โดยครั้งแรกๆ ก็เริ่มไถ่ชีวิตพวกเขาจากโรงฆ่าสัตว์รอบๆ กรุงเทพฯ เช่นปทุมธานี ไถ่ชีวิตได้ครั้งละ 5 ตัว แล้วจากนั้นก็ค่อยๆ ไปไถ่ชีวิตโค-กระบือจากจังหวัดนครปฐม แล้วส่งมอบโค-กระบือให้กับผู้รับเลี้ยงดูต่อในจังหวัดต่างๆ เช่นชลบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี แล้วล่าสุดเมื่อปลายเดือนมกราคม 2563 พวกเราได้ไปที่จังหวัดเชียงรายแล้วไถ่ชีวิตโค-กระบือจากโรงฆ่าสัตว์ 33 ตัว แล้วรับซื้อโคต่อจากชาวบ้านในจังหวัดเชียงรายอีก 3 ตัว รวมทั้งหมด 36 ตัว แล้วมอบโค-กระบือทั้งหมดให้กับสมาชิกรายต่างๆ ของโรงเรียนชาวนา

คิดเฉพาะจากการมอบโค-กระบือให้นักเรียนโรงเรียนชาวนาตั้งแต่ต้นปี 2563 จนถึงวันนี้ ปรากฏว่าได้สมาชิกใหม่ทั้งโคและกระบือแล้วรวม 14 ตัว

สมาชิกของโครงการนี้ทุกคนเชื่อเหมือนกันว่าการให้ชีวิตคือการทำทานอันยิ่งใหญ่ ดังนั้นพวกเราจึงรวมตัวกันทำโครงการนี้ขึ้น แล้วพยายามกระจายข่าวไปยังคนรู้จักให้มากที่สุด เพื่อให้ร่วมโครงการ และพวกเรายังรณรงค์ให้ลดการบริโภคเนื้อสัตว์ใหญ่ทุกชนิด และพยายามลดการบริโภคเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ ด้วย

หากคุณๆ ได้อ่านข่าวดีนี้แล้ว มีความสนใจต้องการร่วมโครงการไถ่ชีวิตโค-กระบือกับหนังสือพิมพ์แนวหน้า และรายการ Good Timeคุณสามารถติดต่อสอบถามได้ที่โทรศัพท์หมายเลข091-7233615 และที่สำคัญคือโครงการนี้ยังต้องการผู้รับโค-กระบือไปเลี้ยงดูด้วย ดังนั้นหากคุณสามารถรับโค-กระบือไปเลี้ยงดูได้เป็นอย่างดี โปรดติดต่อที่โทรศัพท์หมายเลขข้างต้น 

พวกเราทุกคนเชื่อเหมือนกันว่าโลกใบนี้มีสันติและมีความสุขได้ก็เพราะทุกคน ทุกชีวิตไม่ทำลายล้างกัน ดังนั้นจึงขอเชิญชวนให้คุณๆ ลดการบริโภคเนื้อสัตว์ใหญ่ทุกชนิด และลดการบริโภคเนื้อสัตว์ต่างๆ ด้วย

ตะลอนเที่ยว : สุขใจ สุขกาย สุขภาพดี ที่ตลาดสุขใจ ริมนํ้าท่าจีน สามพราน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/522618

ตะลอนเที่ยว : สุขใจ สุขกาย สุขภาพดี ที่ตลาดสุขใจ ริมนํ้าท่าจีน สามพราน

ตะลอนเที่ยว : สุขใจ สุขกาย สุขภาพดี ที่ตลาดสุขใจ ริมนํ้าท่าจีน สามพราน

วันอาทิตย์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

มนุษย์เรานั้น ถ้าหากมีสุขภาพกายและสุขภาพใจดี ก็นับได้ว่ามีความสุขอย่างมากมายมหาศาลอย่างที่สุดแล้ว แต่มนุษย์บางจำพวกก็มักบ่นว่าความสุขหาได้ยากเย็นแสนเข็ญ ทั้งๆ ที่ความสุขมีอยู่รอบๆตัวเราทุกคน และมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง จนกล่าวได้ว่าทุกที่รอบตัวของเราล้วนมีความสุข แต่ปัญหาอยู่ที่ตัวของเราเองว่าสามารถมองเห็นความสุขทั้งหลายได้หรือไม่  

ความสุขแสนวิเศษอย่างหนึ่งของมนุษย์เราคือ การได้กินอาหารดี สะอาด มีประโยชน์ครบถ้วนต่อร่างกาย และปราศจากสารพิษทั้งปวง ดังนั้นอาหารการกินของมนุษย์จึงเป็นปัจจัยสำคัญของการมีสุขภาพดีมีอายุยืนยาว และมีร่างกายที่สมส่วนดูดี หลายคนปรารถนาจะได้กินของดี ปราศจากสารพิษตกค้าง แต่ก็ไม่สามารถหาของกินที่ปราศจากสารพิษได้สะดวกและง่ายดายมากนัก เพราะในบริเวณที่พักอาศัยนั้นไม่มีของกินปลอดสารพิษจำหน่าย หรือบางแห่งอาจจะพอมีจำหน่ายบ้าง แต่ก็มีราคาที่แพงแสนแพง แพงเสียจนคนหลายคนตัดใจยอมกินของกินที่รู้ดีว่ามีสารเคมีปนเปื้อน ด้วยข้ออ้างว่ามีเงินไม่เพียงพอกับการซื้อของปลอดสารพิษ แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องประสบปัญหาโรคภัยไข้เจ็บสารพัดที่ติดตามมา แล้วยังทำให้เสียเงินจำนวนมหาศาลเพื่อใช้รักษาร่างกายที่ถูกโรคต่างๆ รุมเร้า

วันนี้ Mr.Flower จะพาคุณไปหาของกินที่สะอาด ปราศจากสารเคมีและสารพิษ ที่ตลาดสุขใจ สวนสามพราน หลายคนอาจรู้จักสวนสามพรานมาบ้างแล้ว เพราะสมัยก่อน (อย่างน้อย30-40 ปี) สวนสามพรานคือสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของคนไทยและชาวต่างชาติ แต่วันนี้ สวนสามพรานมีจุดขายใหม่ที่น่าสนใจมากสำหรับคนรักสุขภาพ และยังเป็นแหล่งพบปะกันระหว่างเกษตรกรตัวจริงที่ไม่ใช้สารเคมีใดๆ กับผู้ซื้อสินค้าที่ไม่ต้องการสินค้าที่ปนเปื้อนสารเคมี ซึ่งนับว่าเป็นความน่ารักอย่างมากที่ผู้ซื้อกับผู้ผลิตสามารถมาพบปะกันได้โดยตรง เพราะตามธรรมดาแล้วในสังคมทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผู้ผลิตจะสามารถพบปะโดยตรงกับผู้ซื้อ เนื่องจากมีพ่อค้าคนกลางเข้ามาเป็นตัวแทรก แต่ไม่แค่เพียงเป็นตัวแทรกเท่านั้น แต่ยังทำให้ราคาสินค้าถูกกำหนดโดยพ่อค้าคนกลางอีกดังนั้นเกษตรกรตัวจริงจึงถูกกดราคาสินค้าอย่างน่าสมเพช ส่วนผู้ซื้อก็ถูกพ่อค้าคนกลางโก่งราคาเข้าไปจนทำให้ราคาสินค้าแพงจนน่ากลัวขนหัวลุก 

ตลาดสุขใจเป็นแหล่งรวมสินค้าปลอดสารเคมี โดยเฉพาะอาหารสด เช่น ผัก ผลไม้ ไข่ไก่ ไข่เป็ด เนื้อสัตว์ ข้าวสาร และยังมีอาหารสำเร็จรูป รวมถึงขนม และข้าวของใช้ในครัวเรือน และแชมพูสระผม ครีมนวดผม สบู่ และผลิตภัณฑ์บำรุงผิว แล้วยังมีเสื้อผ้าที่ทำจากฝ้ายธรรมชาติร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่นี่จึงเป็นแหล่งรวมของคนรักสุขภาพ ความน่ารักอีกประการหนึ่งของตลาดแห่งนี้คือไม่มีถุงพลาสติก ไม่มีขวดพลาสติก แต่อาจจะมีแก้วพลาสติกบ้าง เวลาซื้อของที่ตลาดแห่งนี้ก็ต้องใส่สินค้าในตะกร้าไม้ไผ่สาน เมื่อจับจ่ายเสร็จ จ่ายเงินเรียบร้อยแล้วก็นำข้าวของไปใส่ลัง ใส่หีบที่แต่ละคนเตรียมมา แล้วนำตะกร้าไปคืน ส่วนถุงใส่ของก็เป็นถุงกระดาษ และสินค้าทุกอย่างได้รับการยืนยันว่าเป็นอินทรีย์ทั้งสิ้น ผู้ค้าขายจะช่วยกันสอดส่องกันเองว่าผู้ค้ารายใดไม่ซื่อสัตย์ต่อการทำอาชีพหรือเปล่า แล้วถ้าหากจับได้ว่าผู้ค้ารายใดไม่ซื่อสัตย์ เช่น นำผักผลไม้ที่ใช้สารเคมีในการเพาะปลูกมาจำหน่าย พวกเขาจะจัดการกันเองโดยขอให้ถอนตัวออกจากตลาดแห่งนี้ไป

ตลาดสุขใจเปิดจำหน่ายสินค้าทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.00-16.00 น.แต่ส่วนใหญ่ของที่นำมาจำหน่ายจะหมดตั้งแต่วันเสาร์ เพราะฉะนั้นหากคุณต้องการได้สินค้าที่หมายปอง จะต้องไปจับจ่ายตั้งแต่วันเสาร์ มิฉะนั้นจะไม่ได้ของที่อยากได้  

ความน่ารักอีกอย่างของตลาดแห่งนี้คือพ่อค้าแม่ค้าสวมเสื้อม่อฮ่อมย้อมคราม พ่อค้าแม่ค้ามาจากหลากหลายจังหวัด เช่น นครปฐม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ราชบุรี สกลนคร มหาสารคาม สุรินทร์ ศรีสะเกษ แพร่ ลำปาง สุราษฎร์ธานี เรียกได้ว่ามาจากทั่วทุกสารทิศของไทย ดังนั้นเวลาได้พูดคุยสนทนากันกับผู้ขายแล้วจะได้รับรู้ถึงสำเนียงแต่ละท้องถิ่นได้อย่างชัดเจน นับว่ามีเสน่ห์มากจริงๆ   

ขอบอกอีกนิดหนึ่งว่าราคาสินค้าที่ตลาดสุขใจไม่แพงระยับเหมือนในตลาดบางแห่ง โดยเฉพาะตลาดที่อ้างว่าขายสินค้าเกษตรอินทรีย์ ขอย้ำว่าสาเหตุที่ราคาสินค้าที่นี่ไม่แพงมหาโหดก็เพราะว่าเกษตรกรตัวจริงนำสินค้ามาขายโดยตรง ดังนั้นผู้ซื้อจึงไม่ต้องจ่ายค่าส่วนต่างให้พ่อค้าคนกลางเหมือนในตลาดทั่วไป

หากคุณสนใจจะไปเที่ยวชม จับจ่ายซื้อหาสินค้าอินทรีย์เกษตรที่ตลาดสุขใจพร้อมกับไปเที่ยวสวนเกษตรที่มีสินค้าอื่นๆในจังหวัดนครปฐม พร้อมกับนอนพักสบายๆสักหนึ่งคืนที่ริมแม่น้ำท่าจีน รับประทานอาหารอร่อย สะอาด ปราศจากสารพิษสูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอด โปรดติดต่อMr.Flower ที่ 091-7233615 แล้วเราจะไปเที่ยวด้วยกันแบบละมุนละไมโดยมีสมาชิกเพียงกลุ่มเล็กๆ (ไม่เกิน 16 คน)  

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวเมืองไทย ช่วยเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/521153

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวเมืองไทย ช่วยเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัว

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวเมืองไทย ช่วยเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัว

วันอาทิตย์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.05 น.

การช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกันของคนไทยในยามนี้ไม่มีอะไรดีไปกว่าการแสดงความรักต่อกัน เห็นอกเห็นใจกันและกัน แล้วที่สำคัญอีกประการก็คือ การชวนกันออกไปท่องเที่ยวในที่ต่างๆ บนแผ่นดินไทยของเรา

กล่าวได้ว่าทุกพื้นที่ทุกดินแดนของไทยมีของดีของงามเป็นของประจำถิ่นทั้งสิ้น แต่ละแห่งล้วนมีรากเหง้าของศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีภูมิปัญญาชาวบ้าน และแหล่งโบราณคดี นอกจากนี้ แต่ละแหล่งท่องเที่ยวยังมีเสน่ห์ในเรื่องอาหารการกิน ลักษณะบ้านเรือน รูปแบบพาหนะประจำถิ่น รูปลักษณ์การแต่งกาย พืชพันธุ์ประจำถิ่น และสัตว์ประจำถิ่น ทั้งหมดนี้คือเอกลักษณ์ และอัตลักษณ์ที่เป็นมนต์เสน่ห์ของท้องถิ่นทั้งสิ้น 

วันนี้ Mr. Flower จะพาคุณไปสัมผัสเอกลักษณ์เฉพาะของจังหวัดกระบี่ ด้วยการพาคุณนั่งเรือหัวโทงลัดเลาะเที่ยวกระบี่ด้วยกัน ชีวิตชาวเล (ชาวทะเล) ในฝั่งอันดามันผูกพันกับเรือมานานแสนนาน คนรุ่นปู่ย่าตายายชาวกระบี่เล่าว่า บรรพบุรุษของคนย่านนี้ใช้ปัญญาเพื่อนำพาให้ตัวเองอยู่รอดปลอดภัย มีการดัดแปลงวัสดุธรรมชาติเพื่อใช้ในการดำรงชีวิต เรือหัวโทงก็คือหนึ่งในภูมิปัญญาชาวบ้านที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวกระบี่ เรือชนิดนี้เป็นพาหนะประจำถิ่นของชาวเลทุกคน แม้จะเป็นเรือขนาดเล็ก แต่มีเอกลักษณ์เฉพาะคือมีหัวเรือสูงเชิดแล้วมีทวนหัวที่ยื่นสูงขึ้นไปสูงประมาณ 80-100 เซนติเมตร ส่วนเรือจะมีความยาว 7-10 เมตรเศษๆ มีคำบอกเล่าว่าเรือชนิดนี้มีต้นกำเนิดที่บ้านหาดยาว ซึ่งอยู่ในพื้นที่หลายตำบล เช่น ตลิ่งชัน เหนือคลอง และเกาะกลาง ในพื้นที่จังหวัดกระบี่แต่ก็จะพบว่ามีเรือชนิดนี้อยู่ในพังงา ภูเก็ต ระนอง ตรัง สตูลอีกด้วย เรือนี้มีความปราดเปรียวในยามแล่นไปบนผิวน้ำ เพราะมีน้ำหนักเบา ทนทานต่อการใช้งาน และใช้งานได้สารพัดชนิด

มีคำถามว่าหัวโทงมาจากไหน มีคำบอกเล่าเช่นกันว่าน่าจะมาจากคำว่าหัวธง หรือหัวตรง โดยส่วนหัวที่เป็นทวนสูงขึ้นไปนั้น สามารถใช้เป็นจุดเล็งแนวการแล่นเรือได้อย่างแม่นยำ แต่สุดท้ายคำว่าหัวธง หรือหัวตรง ก็เพี้ยนเป็นหัวโทง ส่วนอีกความเห็นคือ น่าจะมาจากชื่อของปลาโทงหรือโทงเทง ปลาปากยาวที่มีความแหลมคม ว่ายน้ำโต้คลื่นทะเลได้เก่ง ซึ่งคล้ายกับเรือหัวโทงที่โต้คลื่นได้ดี

ทริปล่าสุดที่ Mr. Flower ลงไปสัมผัสกระบี่ ก็ได้ไปร่วมทาสีเรือหัวโทงให้มีสีสันสวยสุดสะดุดตา และสร้างเอกลักษณ์เฉพาะให้กับกระบี่ด้วย โดยรูปที่ใช้ตกแต่งเรือ
ก็คือพืชพันธุ์และดอกไม้ประจำถิ่นของกระบี่

ทริปล่าสุดนี้ นอกจากได้ช่วยกันทาสีวาดภาพตกแต่งเรือหัวโทงแล้ว ยังได้ทดลองระบายสีบนผ้าบาติกทำผ้ามัดย้อมจากสีธรรมชาติ รับประทานอาหารพื้นถิ่นรสชาติสุดแสนอร่อย แล้วยังได้ไปท่องเที่ยวดูชีวิตประจำวันของชาวชุมชนเกาะกลาง ซึ่งเป็นชุมชนที่แสนน่ารัก เพราะทุกคนในชุมชนอยู่กันด้วยความสมัครสมานสามัคคี ที่น่ารักมากมายอีกอย่างหนึ่งคือบนเกาะกลางนี้ไม่มีรถยนต์ มีเพียงจักรยานยนต์เท่านั้น ประชากรบนเกาะกลางมีผู้นับถือศาสนาอิสลามเป็นส่วนใหญ่ มีผู้นับถือศาสนาพุทธอยู่บ้างไม่มากนัก แต่ทุกคนรักใคร่สามัคคีกันเป็นอย่างดี 

นอกจากไปชมเกาะกลาง ด้วยการนั่งเรือหัวโทงแล้ว ยังได้ลิ้มรสชาติอาหารทะเลและอาหารประจำถิ่น เช่นแกงส้ม (แกงเหลือง) รสชาติจัดจ้านมากจนติดใจ แล้วยังได้ไปชมวัดพระมหาธาตุแหลมสัก ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ ณ บริเวณใกล้กับปลายแหลมสัก โดยวัดนี้เป็นศูนย์รวมใจของผู้นับถือพุทธศาสนา ในบริเวณแหลมสัก ส่วนในยามเช้าก็นั่งเรือหัวโทง ไปชมท้องทะเลแหลมสัก ชมตุกนทราย คือโขดหินและสันทรายกลางทะเล ที่สามารถชมวิวทะเลและหน้าผาพร้อมขุนเขาที่งดงาม แต่การไปชมตุกนทรายนั้นต้องไปเฉพาะช่วงข้างขึ้นและข้างแรม 3-6 ค่ำเท่านั้น วันอื่นตุกนทรายไม่โผล่พ้นผิวน้ำ นอกจากนี้ยังได้ชมภาพเขียนประวัติศาสตร์ยุค 3 พันปี ที่ถ้ำชาวเล และชมเขาเหล็กโคนเขาหินปูนกลางน้ำทะเล แล้วไปดูการเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นและกระชังปลาช่อนทะเล กะพง เก๋า และกุ้งมังกร ชมป่าโกงกางที่แสนอุดมสมบูรณ์ ชมนกชมไม้จนสำราญใจ แล้วช่วงเย็นก็กลับมาแต่งกายด้วยชุดบ๊ะบ๋ายะหยา ถ่ายภาพกับบ้านสวยสีฟ้าศิลปะชิโน-โปรตุกีส ณ แหลมสัก รับประทานอาหารค่ำริมทะเลพร้อมชมการแสดงพื้นเมืองโดยชาวชุมชน ผสมกับการแสดงของนักเรียนจากโรงเรียนในชุมชน

ส่วนวันรุ่งขึ้นมีการสัมมนาเรื่องส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน โดยผู้เข้าร่วมสัมมนามาจาก ททท. กฟผ. สภาวัฒนธรรมจังหวัดกระบี่ ตัวแทนภาควิชาการด้านศิลปะแขนงต่างๆ จากมหาวิทยาลัยหลายแห่ง และตัวแทนภาคเอกชนที่ทำธุรกิจด้านบริการท่องเที่ยวโรงแรมในกระบี่ และที่สำคัญคือมีตัวแทนชุมชนที่มีแหล่งท่องเที่ยวมาร่วมแสดงความคิดเห็นด้วย

ในยามนี้เราทุกคนสามารถช่วยเหลือกันและกัน เพื่อให้เศรษฐกิจของเราสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ด้วยการท่องเที่ยวและจับจ่ายใช้สอยภายในบ้านในเมืองของเราห้างร้านบริษัทเอกชนและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐต้องช่วยกันท่องเที่ยวในบ้านของเรา เพื่อให้คนในบ้านเรามีงานทำ ภาคธุรกิจการท่องเที่ยวและภาคบริการจะได้สามารถมีชีวิตยืนยาวต่อไปได้ และเศรษฐกิจของบ้านเราจะได้ไม่หยุดนิ่งชะงักงัน ซึ่งจะส่งผลดีให้กับภาพรวมของประเทศในที่สุด 

ห้างร้าน องค์กร หรือผู้ใดสนใจร่วมท่องเที่ยวทริปแสนสนุก เที่ยวแบบละมุนละไม เจาะลึกความเป็นอยู่ของชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศไทย โปรดติดต่อ Mr. Flower091-7233615