ตะลอนเที่ยว : เที่ยวละไม เดินละมุน กรุ่นไอดิน ในชุมชนชาวบ้านเชียงราย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/513433

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวละไม เดินละมุน กรุ่นไอดิน ในชุมชนชาวบ้านเชียงราย

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวละไม เดินละมุน กรุ่นไอดิน ในชุมชนชาวบ้านเชียงราย

วันอาทิตย์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สัปดาห์ก่อนผมเชิญชวนคุณผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้าไปเที่ยวแบบละมุนละไมด้วยกันที่จังหวัดเชียงราย โดยการท่องเที่ยวทริปนี้คณะของเราไม่ได้ขึ้นดอย แต่จะเน้นการท่องเที่ยวในชุมชนต่างๆ ซึ่งมีอัตลักษณ์ และมีเอกลักษณ์ประจำของชุมชนเช่น ชุมชนท่าขันทอง ชุมชนแม่กรณ์ ชุมชนแม่รวง เป็นต้น

ขอเรียนย้ำให้ทราบว่าชีวิตของชาวชุมชนต่างๆ ที่ผมจะนำคุณๆ ไปสัมผัสนั้น เต็มไปด้วยความน่าสนใจ ชนิดที่เรียกได้ว่ามีมนต์เสน่ห์มากมาย ตัวอย่างของมนต์เสน่ห์คือ ความเป็นธรรมชาติ ขนบประเพณีวัฒนธรรม อาหารการกินการแต่งกาย สถาปัตยกรรมการปลูกสร้างบ้านเรือน ความเอื้ออาทร ความมีน้ำใจการแบ่งปันกันและกัน รวมถึงการรักษาความสะอาดความเป็นระเบียบ 

เมื่อคุณสังเกตจากภาพประกอบที่ผมนำมาแสดงในสัปดาห์นี้จะพบว่า เรื่องอาหารการกินของทุกชุมชนที่ผมนำคุณไปเยี่ยมชมและสัมผัสนั้นมีสีสันที่แสนสวยงามตามสีสันธรรมชาติโดยแท้ เพราะเป็นสีสันของผัก ผลไม้ ต้นไม้ และเครื่องเคียง รวมถึงยังมีสีสันของไม้ดอก ป่าเขา ทุ่งนา สายน้ำแห่งแม่น้ำโขง เครื่องแต่งกาย รวมถึงสีฟ้าสดใสของท้องฟ้าที่มีเมฆขาวแต่งแต้มผืนฟ้าให้งามราวภาพจิตรกรรมจากฝีมือจิตรกรชั้นเยี่ยมของโลก

ขออนุญาตเล่าสไตล์การเที่ยวแบบละมุนละไมของกลุ่มเราให้ทราบสักนิด (สำหรับคุณๆ ที่ยังไม่เคยไปท่องเที่ยวกับพวกเรา) คือเราเที่ยวกันแบบแช่มช้อยไปช้าๆ ค่อยๆ ละเลียดซึมซับความงามของแหล่งท่องเที่ยว เราให้เวลาในแหล่งท่องเที่ยวแต่ละแห่งยาวนานหลายชั่วโมง (บางแห่งอาจเป็นวัน) เพื่อให้ผู้ร่วมทริปของเราได้มีโอกาสพูดคุย สัมผัสชีวิตจริงๆของผู้คนที่เราไปท่องเที่ยว และยังได้เห็นวิถีชีวิตที่แท้จริงของเขา นอกจากนี้ยังได้ทราบว่าคนในชุมชนปลูกผัก ผลไม้ชนิดใดเพื่อใช้กินในชีวิตประจำวัน แต่ที่มากกว่านั้นคือ การได้ช่วยเหลือกระจายรายได้ด้วยการซื้อผลผลิตจากชุมชน ทำให้ชาวชุมชนมีรายได้แท้จริง และยังเกิดความรู้สึกว่าคนจากต่างถิ่นเห็นคุณค่าของคนในชุมชนแล้วที่มากกว่านั้นคือ การได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน ได้พูดคุยสนทนากันแล้วในที่สุดก็ทำให้เกิดความรู้สึกดีๆ ต่อกัน

อันที่จริงแล้ว ทริปนี้ผมนำคุณไปเที่ยวไปพักผ่อน โดยได้สัมผัสกับทุ่งนา ป่าเขาและสายน้ำอย่างใกล้ชิด แต่ที่หลายคนประทับใจคือการได้ทำอาหารรับประทานเอง แม้หลายคนจะบอกว่า ทำอาหารไม่เป็น หรือทำอาหารไม่เก่ง แต่เมื่อทุกคนได้ช่วยกันปรุงอาหารจากฝีมือของคนทุกคนที่มีส่วนร่วมกัน ก็ทำให้อาหารที่ปรุงออกมาแล้วเป็นที่ชื่นชอบของทุกคน เพราะอย่างน้อยที่สุดก็เกิดมาจากฝีมือและความร่วมมือของทุกคน โดยวัตถุดิบในการปรุงอาหารก็มาจากสวนผักในชุมชน ปลาก็มาจากลำน้ำในชุมชนผลไม้ก็เก็บไปรับประทานกันสดๆ จากสวนในชุมชน

ส่วนเวลาพักผ่อนก็นอนในที่นอนแสนสบาย นอนในมุ้ง ซึ่งเป็นการนอนที่แสนจะได้บรรยากาศ โดยเฉพาะคนที่เคยนอนมุ้งมาก่อน (แต่แอบใช้เครื่องปรับอากาศนิดหน่อย โดยเฉพาะเวลาหัวค่ำที่อากาศยังไม่เย็นสบายมากนัก แต่ตกดึกก็ต้องลุกขึ้นมาปิดเครื่องปรับอากาศ เพราะอากาศเย็นมาก)ส่วนการอาบน้ำอาบท่าก็ไม่ถึงกับให้คุณๆ ลงไปอาบน้ำในลำธารข้างบ้าน เพราะเกรงว่าจะได้บรรยากาศของความเป็นชนบทมากจนเกินจะรับได้ ก็จึงต้องหาห้องน้ำห้องท่าที่ทันสมัย แต่ยังมีกลิ่นอายของความเป็นชนบทผสมอยู่ คือการอาบน้ำด้วยการใช้ขันตักน้ำจากโอ่งแล้วนำไปราดรดตัว เพียงแค่นี้ก็ทำให้หลายคนหวนระลึกถึงวันวานได้โดยฉับพลัน ส่วนคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์การอาบน้ำด้วยการตักน้ำจากโอ่งมารดตัวก็จะได้เรียนรู้ไปด้วยว่า คนไทยสมัยก่อนเขามีวิถีชีวิตอย่างไร ส่วนต้นข้าวที่คุณเห็นในท้องทุ่งนั้น หากคุณมีความต้องการจะเรียนรู้การปลูกข้าวด้วยการดำนาจริงๆ เราก็จัดให้คุณได้ แต่ส่วนใหญ่หลายคนบอกว่า ขอเป็นฝ่ายดูก็แล้วกัน เพราะเกรงว่าจะทำให้ต้นกล้าของข้าวเสียหายมากกว่า

ที่ผมเล่าให้คุณฟังคร่าวๆ นี้เป็นแค่เพียงเศษหนึ่งส่วนร้อยของการได้ท่องเที่ยวตามแบบเที่ยวละมุนละไมนะครับหากคุณมีความประสงค์จะสัมผัสบรรยากาศละมุนละไมจริงๆ โปรดติดต่อหมายเลข091-7233615 แล้วเราจะไปสัมผัสบรรยากาศจริงๆ ด้วยกันครับ

ตะลอนเที่ยว : ไปแอ่วเชียงราย แต่ไม่ได้ขึ้นดอย ก็ม่วนขนาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/511921

ตะลอนเที่ยว : ไปแอ่วเชียงราย แต่ไม่ได้ขึ้นดอย ก็ม่วนขนาด

ตะลอนเที่ยว : ไปแอ่วเชียงราย แต่ไม่ได้ขึ้นดอย ก็ม่วนขนาด

วันอาทิตย์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ฝนยังตกหนักเกือบทุกวัน (แต่ทว่าตกไม่ทั่วประเทศไทย) แต่ผมก็ยังอยากจะชักชวนคุณไปเที่ยวด้วยกัน ใช่แล้วครับ เราไปเที่ยวกันในหน้าฝน ผมจะชวนคุณไปแอ่วเชียงรายในหน้าฝน หลายคนอาจจะประหลาดใจว่าทำไมไปเที่ยวหน้าฝน เพราะเมื่อพูดถึงเชียงรายแล้ว คนจำนวนไม่น้อย (ที่ถวิลหาอากาศหนาวเย็น) มักจะต้องขึ้นไปแอ่วในช่วงหน้าหนาว แต่ต้องบอกคุณตรงๆ ว่าการไปแอ่วเชียงรายในช่วงหน้าฝนนี้ ม่วนอ๋กม่วนใจ๋ขนาด (สนุกสนานสำราญบานใจมาก)

ไปแอ่วเชียงรายกับผมในทริปนี้ผมจะพาคุณไปตะลอนรับประทานอาหารสารพัดชนิด ทั้งอาหารพื้นเมืองแท้ๆ และอาหารพื้นเมืองประยุกต์ รวมถึงพาคุณๆ ไปพักผ่อนนอนสบายในที่พักแสนจะเป็นธรรมชาติที่ตั้งอยู่กลางทุ่งกลางนา เมื่อมองไปทางไหนก็พบแต่ความเขียวขจีของใบข้าวที่พลิ้วไหวไปตามสายลม และความเขียวชอุ่มของใบไม้ในป่าเขาลำเนาไพร ผสมกับความชุ่มชื่นและความฉ่ำเย็นของสายฝนที่โปรยปรายลงมาเป็นระยะๆ ขอเรียนตรงๆ ว่า การไปเที่ยวในช่วงนี้ คุณๆ จะได้สัมผัสกับอากาศที่แสนบริสุทธิ์หลังฝนตก ทำให้คุณสูดลมหายใจเข้าปลอดได้ลึกสุดๆ  

สถานที่แรกที่ผมขอเชิญคุณไปเที่ยวไปนอนพัก ไปใช้ชีวิตแบบธรรมดาๆ แต่ทว่าได้คุณภาพสูงสุดคือการนอนพักและทำอาหารเพื่อสุขภาพรับประทานด้วยฝีมือของคุณเองที่ AHSA Farm Stay แม่จัน ณ ที่แห่งนี้คุณจะได้กลับไปสัมผัสกับชีวิตกลางทุ่งนา และสวนผัก สวนผลไม้ โดยทุกอย่างเป็นผักและผลไม้ปลอดสารพิษ คุณจะได้เก็บผักสดๆ ไปปรุงอาหารรับประทานด้วยฝีมือของตนเอง แต่หากคุณยืนยันว่าไม่มีฝีมือปรุงอาหารคุณก็ยังมีผู้ช่วย แต่ที่สำคัญคือคุณต้องมีส่วนร่วมในการทำอาหารมื้อพิเศษของคุณด้วยตัวคุณเอง

แล้วผมก็จะชวนคุณไปเที่ยวต่อที่ชุมชนท่าขันทอง เชียงแสน ชุมชนที่ปลูกผัก ผลไม้ และเลี้ยงสัตว์ไว้สำหรับรับประทานเอง ชุมชนนี้อยู่ติดกับแม่น้ำโขง ดังนั้นจึงมีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์เกือบตลอดปี (ยกเว้นในบางช่วงที่น้ำโขงแห้งขอด เพราะจีนกักน้ำไว้) สมาชิกชุมชนนี้มีความเป็นมาคือเป็นชาวอีสานที่อพยพย้ายถิ่นไปอยู่ที่ท่าขันทอง ดังนั้นการแต่งกาย และอาหารการกินจึงเป็นลูกผสมระหว่างอีสานกับล้านนา อาหารขึ้นชื่อของชุมชนนี้คือเมี่ยงดาวอินคา ซึ่งใช้ใบดาวอินคาเป็นตัวห่อเมี่ยง(ซึ่งก็คือเมี่ยงคำที่คุณๆ รู้จักกันดีนั่นแหละ) แต่มีสถานที่แห่งหนึ่งที่ผมประทับใจมากคือ ไร่วู๊ดดี้ ชายหนุ่มคนเมืองแต๊ๆ ที่ปลูกข้าว ปลูกเสาวรส ปลูกข้าวโพด และปลูกมะนาว รวมถึงไม้ผลอีกสารพัดชนิดไว้บนที่ดินของตนเอง อ้ายวู๊ดดี้บอกว่า เมื่อก่อนเคยเป็นลูกจ้างคนอื่น แต่ตอนหลังจึงปิ๊กบ้าน (กลับบ้าน) แล้วมาพัฒนาที่ดินของบรรพบุรุษ จนเดี๋ยวนี้เปลี่ยนสถานะเป็นเจ้าสัวน้อยๆ เพราะมีรายได้จากการขายผลผลิตปีหนึ่งๆ เป็นเงินมิใช่น้อย

ยังมีอีกสถานที่หนึ่งที่ผมต้องพาคุณไปรู้จักและรับประทานอาหารค่ำในทริปนี้คือที่ Lucus Native Food Lab โดยฝีมือของเชฟก้อง-ก้องวุฒิ ชัยวงศ์ขจร ชายหนุ่มชาวเจียงฮายที่มีฝีมือปรุงและแปรอาหารเมืองให้มีรูปลักษณ์เป็นอาหารที่ดูเสมือนอาหารตะวันตก วัตถุดิบเกือบทุกชนิดที่เชฟหนุ่มรายนี้ใช้ในการปรุงอาหารล้วนมาจากพื้นเมือง อาทิ เห็ดประจำฤดูฝน ใบไม้ต่างๆ ในพื้นถิ่น และที่น่าทึ่งคือสามารถแปรรูปลักษณ์ของไส้อั่วให้ดูเสมือนอาหารฝรั่ง แต่รสชาติก็คือไส้อั่วร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ต้องบอกคุณล่วงหน้าว่า หากต้องการรับประทานอาหารค่ำฝีมือของเชฟก้อง คุณต้องจองล่วงหน้านะครับ เพราะวันหนึ่งรับลูกค้าได้เพียง 15-18 รายเท่านั้น

สถานที่สุดท้ายของทริปนี้ที่ผมแสนภูมิใจนำเสนอคือชุมชนบ้านเมืองรวง อยู่ในเขตอำเภอเมือง เชียงราย ที่นี่มีความน่ารักตรงที่บ้านทุกหลังปลูกผักสวนครัวไว้กินเอง แล้วที่น่ารักมากยิ่งกว่าคือแต่ละบ้านมีเมล็ดพันธุ์ผักต่างๆ ไว้แบ่งปันกัน เรียกว่า
ธนาคารเมล็ดพันธุ์ บ้านไหนมีพันธุ์ผักอะไรก็แลกเปลี่ยนกัน แล้วนำไปเพาะปลูกแล้วนำผลผลิตไปขาย แต่ที่น่ารักจนไม่สามารถพูดถึงได้คือที่ชุมชนนี้มีการแยกขยะอย่างเป็นระเบียบมาก แล้วนำขยะทั้งหมดไปแปรรูป ดังนั้นชุมชนนี้จึงไม่มีขยะหล่นเรี่ยราดอยู่บนท้องถนนแม้แต่ชิ้นเดียว และเมื่อมาที่นี่แล้ว ก็ต้องพาคุณไปเรียนรู้เรื่องกาแฟจากอาข่ามิโนกาแฟ ร้านกาแฟของคนอาข่าชื่อมิโน ที่มีการบอกเล่าเรื่องราวของกาแฟได้อย่างดี แถมมีกาแฟรสอร่อยให้คุณได้ดื่มด้วย

ที่ผมเล่าให้คุณฟังนี้ เป็นเพียงแค่ส่วนย่อๆ ของทริปเชียงรายแสนน่ารักในยามน่าฝน เพราะยังมีที่อื่นๆ ให้คุณไปชมอีกมาก แต่พื้นที่เล่าเรื่องหมดแล้ว ผมขอรับรองว่าหากคุณไปเที่ยวด้วยกันกับผม คุณจะยิ่งหลงรักเชียงรายและม่วนอ๋กม่วนใจ๋ขนาด สนใจร่วมทริปกับMr.Flower โปรดติดต่อ 091-7233615 เราไปแอ่วเชียงรายกันอีกในช่วงปลายเดือนกันยายนครับ

ตะลอนเที่ยว : ล่องใต้ ชมความงดงามของกระบี่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/510489

ตะลอนเที่ยว : ล่องใต้ ชมความงดงามของกระบี่

ตะลอนเที่ยว : ล่องใต้ ชมความงดงามของกระบี่

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 08.00 น.

สัปดาห์ที่แล้วผมได้เชิญชวนคุณผู้อ่านแนวหน้าไปเที่ยวชมความงามสารพัดสารพันของจังหวัดกระบี่ด้วยกัน โดยร่วมไปกับทริปล่องใต้ ชมความงามกระบี่ ซึ่งผมได้นำภาพถ่ายที่สวยงามจากมุมต่างๆ ในจังหวัดกระบี่มายั่วให้คุณอยากไปสัมผัสความงดงามของเมืองกระบี่ด้วยตัวของคุณเอง

โดยกำหนดวันเดินทางไปเที่ยวกระบี่ด้วยกันในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนกันยายน (กำหนดช่วงเวลาไว้คร่าวๆ คือ วันที่ 1-3 กันยายน 2563 แต่สามารถขยับปรับเปลี่ยนวันเดินทางได้ โดยไม่เกินวันที่ 12 กันยายน) โดยตั้งใจไปนอนพัก ณ ที่พักแสนสวย แสนสงบ คือ The Cliff อ่าวนาง (โรงแรมนี้เป็นของคุณอติพจน์ ศรีสุคนธ์ หรือโกจู๊ด และเจ้าของร้านอาหารตะโกลา จังหวัดกระบี่ ทั้งนี้โกจู๊ดคือหนึ่งในสมาชิกกลุ่ม Good Time ของพวกเรา และยังช่างภาพฝีมือดี ที่กรุณาอนุเคราะห์ภาพถ่ายแสนงดงามให้กับคอลัมน์นี้มาอย่างต่อเนื่อง) 

หลายท่านตั้งคำถามว่า ไปเที่ยวกระบี่ ไปดูอะไรหรือ และหลายท่านถามว่า ไปกระบี่ช่วงต้นเดือนกันยายน ไม่เจอมรสุมหรือ ขออนุญาตเรียนให้ทราบว่าคณะของเราจะท่องเที่ยวอยู่บนฝั่งเท่านั้น โดยทริปนี้ยังไม่พาคุณๆ ไปท่องทะเล หรือไปเยือนเกาะแก่งต่างๆ เนื่องจากยังไม่หมดฤดูมรสุม แต่อย่างไรก็ตาม หากช่วงเวลาที่เราไปเที่ยวนั้นไม่มีมรสุม เราก็อาจจะนั่งเรือไปชมเกาะบางเกาะที่อยู่ไม่ไกลจากแผ่นดินมากนัก เช่น เกาะปอดะ ส่วนคำถามที่ว่าไปเที่ยวกระบี่ แล้วไปชมอะไร ก็ขอตอบว่า มีสถานที่ต่างๆ ให้ชมมากมาย เช่น ป่าพรุท่าปอม คลองสองน้ำ, สระมรกต, น้ำตกร้อน คลองท่อม, สระธารโบกขรณี, ชุมชนแหลมสัก และชุมชนเกาะกลาง ชุมชนเล็กๆ แต่น่ารักและมีเสน่ห์มาก เนื่องจากเป็นชุมชนที่แสนสงบ มีธรรมชาติงดงาม และมีอาหารทะเลสดๆ ให้รับประทาน มีผักปลอดสารพิษให้รับประทานด้วย แล้วไปเที่ยวถ้ำลอด ถ้ำผีหัวโต และไปกราบไหว้พระและทำบุญที่วัดถ้ำเสือ แล้วไปเดินเล่นช่วงยามเย็นที่อ่าวนาง แวะไปเดินเล่นให้สบายใจพร้อมจับจ่ายซื้อของน่ารักๆ ที่ถนนคนเดิน ซึ่งเปิดทุกยามค่ำพร้อมกับชม Street Arts ในชุมชนถนนศิลปะ เมืองกระบี่ หากคุณสนใจแหล่งโบราณคดีก็ยังมีที่คลองท่อม แหล่งประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมากมายในเรื่องลูกปัดโบราณ แล้วที่ขาดเสียไม่ได้คือต้องไปรับประทานอาหารทะเลสดๆ แสนอร่อยบนแพลอยน้ำ แล้วยังมีอีกสารพัดที่ที่อยากจะพาคุณไปเที่ยวให้สบายใจ แต่ไม่สามารถบรรยายให้หมดสิ้นได้ภายในเวลาสั้นๆ

นี่คือการท่องเที่ยวกระบี่แบบเน้นเที่ยวบนฝั่ง โดยไม่ต้องลงเรือข้ามไปเกาะแก่งต่างๆ ขอเรียนให้ทราบว่า แค่ท่องเที่ยวบนฝั่งของกระบี่ตามสถานที่ต่างๆ เหล่านี้ก็หมดเวลาไปแล้วสามวัน โดยยังไม่ต้องลงทะเล แต่ถ้าคุณอยากท่องเที่ยวกระบี่ให้ครบทุกจุดท่องเที่ยวคงต้องใช้เวลาอย่างน้อยคือหนึ่งสัปดาห์ แต่หากคุณต้องการใช้เวลาพักผ่อนให้สุขกาย สบายใจกับท้องทะเล และเกาะแก่งต่างๆ ในกระบี่ ก็ต้องใช้เวลานานอย่างน้อยสองสัปดาห์ เพราะการไปเที่ยวเกาะต่างๆ นั้น ต้องมีเวลาสำหรับพักค้างคืนบนเกาะด้วย เพื่อให้สามารถซึมซับบรรยากาศที่แสนงดงามให้มากและยาวนานที่สุด  

สัปดาห์นี้ผมยังคงมีภาพถ่ายที่แสนงดงามจากฝีมือของโกจู๊ดแห่งกระบี่ มาฝากคุณอีกเช่นเคย ถึงแม้ภาพบางภาพ เช่น โนราห์ จะไม่ได้บันทึกภาพจากพื้นที่ของจังหวัดกระบี่ก็ตาม แต่ผมขออนุญาตนำมาฝาก เพราะเห็นว่างดงามและมีเสน่ห์มาก และยังบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของปักษ์ใต้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ส่วนภาพอื่นๆคือภาพที่เก็บมาฝากจากจังหวัดกระบี่ทั้งสิ้นครับ เช่น ภาพพระปักกลดที่ป่าพรุท่าปอม และภาพวิถีชีวิตชาวบ้านในชุมชนต่างๆ ในจังหวัดกระบี่ 

สำหรับผู้ที่ประสงค์จะร่วมทริปสุดพิเศษกับเรา ขอความกรุณาติดต่อสำรองที่นั่งโดยด่วน (เพราะต้องจองตั๋วเครื่องบิน และจองที่พัก) ที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615 (รับสมาชิกร่วมทริป14 ท่านเท่านั้นครับ)

ตะลอนเที่ยว : ไปเที่ยวกระบี่ด้วยกัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/508967

ตะลอนเที่ยว : ไปเที่ยวกระบี่ด้วยกัน

ตะลอนเที่ยว : ไปเที่ยวกระบี่ด้วยกัน

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้ Mr.Flower ขอชวนคุณไปเที่ยวจังหวัดกระบี่ด้วยกัน ไปดูความงดงามของทะเล หาดทรายขาวเม็ดทรายละเอียด เกาะต่างๆ อีกกว่า 100 เกาะ ป่าเขาถ้ำต่างๆ ที่งดงามด้วยหินงอกหินย้อย ป่าโกงกางลำธาร แหล่งประวัติศาสตร์โบราณคดี แล้วที่ขาดไม่ได้เมื่อเวลาเราไปท่องเที่ยวด้วยกันคือการไปรับประทานอาหารประจำถิ่นที่แสนอร่อยพร้อมกับพักผ่อนในสถานที่ที่แสนสวย แสนสงบโอบล้อมไปด้วยขุนเขา และแมกไม้

เมื่อพูดถึงกระบี่แล้ว ก็ต้องบอกว่ามีสถานที่ให้ท่องเที่ยวมากมายจนเกินบรรยายได้หมดภายในระยะเวลาเพียงสั้นๆ ดังนั้นหลายต่อหลายคนเมื่อได้ไปเยือนกระบี่แล้ว ก็จะต้องกลับไปเยือนอีก เพราะการไปเยือนแต่ละครั้งไม่สามารถไปเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ได้ครบทุกแห่ง หากคุณไม่ได้ใช้เวลาท่องกระบี่นานเป็นเดือนๆ

หลายคนรู้จักเกาะพีพี แต่ไม่เคยไปเที่ยวเกาะที่มีชื่อเสียงก้องโลกแห่งนี้เลย หลายคนรู้จักทะเลแหวก แต่ก็ไม่เคยมีโอกาสไปสัมผัสความงามอีกเช่นกัน เพราะหลายคนมักอ้างกับตัวเองว่า เที่ยวเมืองไทย เที่ยวเมื่อไรก็ได้ เพราะเป็นบ้านของเราเอง ก็เพราะว่าหลายคนคิดเช่นนี้นี่แหละ จึงทำให้พลาดการไปชมความงดงามของแหล่งท่องเที่ยวแสนสวยในบ้านเรา 

ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้ Mr.Flower ตั้งใจนำภาพสวยๆ มากระตุ้นต่อมอยากเที่ยวของคุณๆ โดยภาพเกือบทุกภาพคือภาพที่ถ่ายจากสถานที่ต่างๆ ในจังหวัดกระบี่ แต่มีเพียงภาพเดียวเท่านั้น ที่อยู่นอกจังหวัดกระบี่ คือภาพบ้านเรือนแพหลากสีสัน ในทะเลที่เกาะปันหยี จังหวัดพังงา

ภาพสวยๆ ทั้งหมดที่ Mr.Flower นำมาฝากคุณในสัปดาห์นี้ได้รับความอนุเคราะห์จากคุณอติพจน์ ศรีสุคนธ์ หรือโกจู๊ด เจ้าของ The Cliff อ่าวนาง และร้านอาหารตะโกลา จังหวัดกระบี่ 

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเมื่อคุณได้ชมภาพสวยๆ แล้ว จะทำให้คุณตัดสินใจอยากไปสัมผัสความงามของแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ในจังหวัดกระบี่ มากขึ้น ทั้งนี้เรามีกำหนดจัดทริปแสนสบาย เที่ยวแบบละมุนละไม เที่ยวแบบกลมกลืนกับธรรมชาติ ไม่รีบไม่ร้อน ใช้ชีวิตแบบ slow life กับทริปของเรา

Mr.Flower ตั้งใจจะนำกลุ่มสมาชิกจำนวน 14-16 คน ไปเที่ยวกระบี่ในช่วงสัปดาห์ที่ 1 ของเดือนกันยายน 2563นอนพัก 3 คืน โดยจะนำไปเที่ยวเกาะสวยๆ หาดทรายขาวๆ เที่ยวแหล่งชุมชน และเที่ยวแหล่งประวัติศาสตร์โบราณคดี  

ถ้าหากคุณผู้อ่านสนใจร่วมทริปแสนสนุกแสนอบอุ่น รับประทานอาหารอร่อย นอนพักในที่ที่แสนสบาย และสมาชิกทุกคนล้วนมีความเป็นกันเอง โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์091-7233615

ไปเที่ยวกระบี่ด้วยกันนะครับ รับรองคุณจะหลงรักกระบี่มากกว่าเดิม

ตะลอนเที่ยว : ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ ศูนย์สร้างอาชีพเพื่อชาวอุทัยธานีและคนไทยทุกคน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/507638

ตะลอนเที่ยว : ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ ศูนย์สร้างอาชีพเพื่อชาวอุทัยธานีและคนไทยทุกคน

ตะลอนเที่ยว : ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ ศูนย์สร้างอาชีพเพื่อชาวอุทัยธานีและคนไทยทุกคน

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การเรียนรู้ตลอดชีพคือการสร้างความมั่นคง และก้าวหน้าประการสำคัญให้กับชีวิตมนุษย์ มนุษย์ที่มีความรู้ในด้านต่างๆ ทั้งด้านวิชาการ ด้านอาชีพการงาน ด้านศิลปวัฒนธรรม ขนบประเพณี และสุนทรียศาสตร์ คือมนุษย์ที่มีความเพียบพร้อม และนับได้ว่าเป็นบุคคลที่มีความสุขในการดำรงชีวิต

วันนี้ Mr. Flower ขอนำคุณไปเที่ยวชมศูนย์การเรียนรู้วิชาชีพแห่งหนึ่งในจังหวัดอุทัยธานี“ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์” ศูนย์แห่งนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีโดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจัดตั้งศูนย์ฝึกทักษะและพัฒนางานอาชีพ เพื่อให้ประชาชนที่สนใจแสวงหาความรู้ในอาชีพเสริมต่างๆ เข้าไปเรียนรู้และฝึกอบรม โดยพระราชทานชื่อศูนย์แห่งนี้ว่าศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ 

ชื่อศูนย์แห่งนี้มาจากชื่อของคุณป้าวงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ ผู้น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดิน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อศูนย์ฯ โดยใช้ชื่อและนามสกุลของผู้น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินเพื่อให้เป็นเกียรติประวัติกับผู้ถวาย และเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่21 กรกฎาคม 2559

ศูนย์วงเดือนฯ อยู่ใกล้กับ “บ้าน 905” คือที่ประทับของกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในจังหวัดอุทัยธานี ทรงโปรดให้เรียกว่า “บ้าน” เมื่อทรงมีบ้านอยู่ในจังหวัดอุทัยธานีแล้ว ก็ทรงปรารถนาจะให้ชาวอุทัยธานี ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านมีอาชีพการงานและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ทรงปรารถนาให้ชาวไทยทุกคนที่ต้องการฝึกอาชีพเพิ่มเติม สามารถไปเรียนรู้และฝึกฝนอาชีพเพิ่มเติมได้ในศูนย์แห่งนี้  

ชาวอุทัยฯ บอกว่ารั้วของศูนย์วงเดือนฯ อยู่เกือบจะติดกับรั้วบ้าน 905 และที่ครั้งที่กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงงานในจังหวัดอุทัยธานี ก็จะเสด็จพระราชดำเนินไปศูนย์วงเดือนฯ เป็นประจำ

นางอุทัยวรรณ โพธิ์กระจ่าง ผู้อำนวยการศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ เล่าให้ Mr. Flower ฟังว่ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตรัสกับชาวบ้านที่ไปฝึกอาชีพในศูนย์ฯ และเจ้าหน้าที่ศูนย์ฯ ว่า “เราชอบมาที่ศูนย์ฯ แห่งนี้”ส่วนเจ้าหน้าที่ศูนย์ฯ และชาวบ้านที่ไปฝึกอาชีพในศูนย์ฯ ก็ปลาบปลื้มและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นเมื่อได้เฝ้าฯรับเสด็จ และส่วนมากมักจะเสด็จพระราชดำเนินไปที่ศูนย์ฯ แห่งนี้เป็นการส่วนพระองค์ ทรงพระสำราญเมื่อได้ทรงเล่นดนตรีไทย และเมื่อทอดพระเนตรเห็นชาวบ้านมีอาชีพเสริมที่ช่วยเพิ่มรายได้ให้ครอบครัว

ภายในศูนย์วงเดือนฯ นั้น นอกจากจะมีการฝึกอาชีพต่างๆ เช่น ทำอาหารไทย อาหารไทยโบราณ ขนมไทยโบราณ ขนมฝรั่ง การประดิษฐ์สิ่งของเครื่องใช้จากวัสดุธรรมชาติที่มีอยู่ในพื้นบ้านการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น การทำเครื่องแขวงมาลัย เครื่องหอม น้ำอบน้ำปรุง การจักหรือแทงหยวกกล้วย การทอผ้าลายพื้นบ้าน งานช่างไม้ช่างไฟฟ้า ช่างปูน ช่างก่อสร้าง ช่างยนต์ ช่างเย็บเสื้อผ้า การเกษตร สอนดนตรีไทย และอาชีพต่างๆอีกมากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นอาชีพที่ชาวบ้านสนใจและขอให้เปิดทำการสอนให้ โดยการเรียนการสอนในศูนย์ฯ แห่งนี้ไม่คิดค่าบริการใดๆ จากผู้เข้ารับการฝึกอบรม 

เมื่อไปศูนย์วงเดือนฯ แล้ว คุณต้องไม่พลาดชมและซื้อของจากร้านขายสินค้าที่นำสินค้าฝีมือชาวบ้านมาวางจำหน่าย มีทั้งของกิน ของใช้ เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มและต้องขอย้ำว่าผ้าทอมือของชาวอุทัยฯ โดยเฉพาะจากอำเภอบ้านไร่ มีความวิจิตรมาก ลวดลาย สีสันงดงามสุดบรรยาย ผ้าทอทุกผืนจากบ้านไร่คือเครื่องแสดงภูมิปัญญาดั่งเดิมของชาวอุทัยธานี ดังนั้นทุกคนที่เห็นแล้วจึงต้องซื้อติดมือกันเกือบทุกคน ส่วนบางคนก็สั่งจองไว้ เพราะของไม่มีจำหน่ายในทันที เนื่องจากผ้าทอแต่ละผืนต้องใช้เวลาประดิษฐ์นาน บางผืนที่วิจิตรมากๆ ต้องใช้เวลา 3 เดือน

เมื่อมาถึงจังหวัดอุทัยธานีแล้ว สิ่งสำคัญที่ต้องไม่พลาดชมก็คือวิถีชีวิตของชาวแพในลำน้ำสะแกกรัง ซึ่งวันนี้ Mr. Flower ขอนำภาพบ้านเรือนแพสวยๆในลำน้ำสะแกกรังจากเว็บไซต์ศูนย์วงเดือนฯ มาฝากคุณและขอขอบคุณเจ้าของภาพสวยๆ ทุกคนไว้ ณที่นี่ด้วย

สำหรับคุณๆ ที่ต้องการร่วมเดินทางไปท่องเที่ยวอุทัยธานีในวันที่ 22-23 สิงหาคม2563 กับสมาชิกหนังสือพิมพ์แนวหน้ากลุ่มเล็กๆ(จำนวน 18 คน) โปรดติดต่อโทรศัพท์หมายเลข091-7233615

ตะลอนเที่ยว : ทริปสีชังสุดหรรษา วันหน้าเราจะไปเที่ยวด้วยกันอีก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/506160

ตะลอนเที่ยว : ทริปสีชังสุดหรรษา วันหน้าเราจะไปเที่ยวด้วยกันอีก

ตะลอนเที่ยว : ทริปสีชังสุดหรรษา วันหน้าเราจะไปเที่ยวด้วยกันอีก

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ทริปเที่ยวเกาะสีชังที่แสนสนุกสนาน เบิกบาน สำราญใจ เมื่อวันที่ 11-12 กรกฎาคม ผ่านพ้นไปแล้ว โดยสร้างความประทับใจ รอยยิ้ม และมิตรภาพ บวกกับความอิ่มหนำสำราญในอาหารทะเลสดๆ ทุกมื้อตลอดทริป พร้อมการกระจายรายได้ (ที่นับว่ามากพอสมควร) ให้ถึงมือชาวบ้านบนเกาะสีชังโดยตรง

สมาชิกทุกท่านที่ร่วมทริปบอกตรงกันว่ามีความสุขมากที่ได้ร่วมเดินทางท่องเที่ยวและพักผ่อนในครั้งนี้ หลายคนยืนยันว่าจะกลับไปเที่ยวเกาะสีชังอีกอย่างแน่นอน แม้อันที่จริงได้ไปเที่ยวสถานที่สำคัญบนเกาะทั้งหมดแล้ว แต่ก็ยังอยากไปนั่งเล่น เดินเล่นนอนเล่น แต่เวลากินไม่กินเล่นๆ เพราะอาหารรสชาติอร่อยมีมากมายจึงต้องตั้งใจกิน มิฉะนั้นแล้วอาหารที่สั่งมาจะเหลือทิ้ง ซึ่งสมาชิกทุกคนที่ร่วมทริปบอกตรงกันว่า ไม่ยอมให้อาหารเหลือทิ้งเป็นอันขาด เพราะเท่ากับล้างผลาญทรัพยากรธรรมชาติโดยเปล่าประโยชน์ ดังนั้นทุกคนที่ร่วมทริปบอกตรงกันว่า อาหารเป็นมิตร เพราะทำให้มีน้ำหนักร่างกายเพิ่มขึ้นโดยทั่วหน้าเสมอเหมือนกัน

เรือนเสาวภา

วันนี้ Mr.Flower ขอนำภาพความสุขบนเกาะสีชังมาฝาก (อีกครั้ง) โดยภาพเหล่านี้หลายภาพเป็นผลงานของสมาชิกที่ไปร่วมทริป อันที่จริงมีภาพสุดประทับใจ
อีกมากมาย โดยเฉพาะภาพที่ทุกคนบันทึกภาพอย่างมีความสุขกับสถานที่ต่างๆ บนเกาะ โดยเฉพาะในเขตพระจุฑาธุชราชฐาน แต่ส่วนใหญ่เป็นภาพที่มีบุคคลเข้าไปอยู่ในภาพด้วย ดังนั้นทุกท่านจึงบอกว่าขอเก็บภาพประทับใจเหล่านั้นไว้ดูเพื่อระลึกถึงความสุขเมื่อครั้งได้ไปเยือนเกาะสีชัง

ส่วนสถานที่ซึ่งทุกคนต่างหลงใหลมากเป็นพิเศษก็คือสะพานอัษฎางค์ แนวต้นลั่นทมที่มีอายุเกินกว่าร้อยปี และเรือนต่างๆ ในเขตพระราชฐาน ส่วนอีกสิ่งหนึ่งที่สร้างความประทับใจให้กับผู้มาเยือนมาเป็นพิเศษก็คือ ฝูงหมูป่าที่หลายตัวเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวมาก หลายตัวยอมให้จับเนื้อต้องตัวได้ บางตัวชอบเข้ามาเล่นกับนักท่องเที่ยว บางตัวชอบนอนให้เกาพุง

นอกจากความประทับใจในความงดงามของพระราชฐานแล้ว ทุกคนยังได้รับทราบถึงประวัติศาสตร์ของพระราชฐานแห่งนี้ และได้หวนระลึกถึงพระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์ ซึ่งได้ถูกชะลอไปสร้างเป็นพระที่นั่งวิมานเมฆ ในเขตพระราชวังดุสิต

เรือนอภิรมย์

นอกจากได้ชมเขตพระราชฐานแล้ว คณะยังได้ไปกราบนมัสการเจ้าพ่อเขาใหญ่ของเกาะสีชังด้วย ทุกคนต่างอิ่มบุญโดยพร้อมเพรียงกัน เพราะนอกจากได้ทำบุญแล้ว ยังได้ทำทานกับคนชราซึ่งไร้ที่พึ่งที่เข้าไปพักอาศัยในเขตความดูแลของเจ้าพ่อเขาใหญ่ด้วย

ส่วนภาพที่ Mr.Flower ภูมิใจนำเสนอคือภาพของสมาชิกส่วนหนึ่ง (จากทั้งหมด 21 ท่าน) ที่นั่งรับประทานอาหารทะเลสด สะอาด รสชาติอร่อยในร้านค้าของชาวบ้าน ซึ่งบอกได้เลยว่ารสชาติอาหารอร่อยมากจริงๆ ถึงแม้ร้านจะไม่หรูหรา แต่ทุกคนก็ประทับใจกับรสชาติสุดวิเศษของอาหารทุกมื้อ แล้วที่สำคัญคือสมาชิกที่ร่วมทริปนี้บางท่านก็คืออดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และครอบครัว ครั้งแรกๆ เพื่อนสมาชิกบางท่านกังวลว่าร้านไม่สวยงามจะรองรับผู้หลักผู้ใหญ่ได้หรือ แต่สุดท้ายทุกคนก็ได้ประจักษ์ว่าท่านผู้ใหญ่ท่านนั้นไม่ได้ถือเนื้อถือตัว แถมยังทำตัวเป็นกันเองกับเพื่อนสมาชิกทุกคน ดังนั้น ผู้ร่วมทริปสีชังทุกคนจึงมีความอิ่มเอมใจเป็นอย่างยิ่ง และทุกคนบอกกันว่าทริปหน้าเราไปเที่ยวด้วยกันอีกอย่างแน่นอน

สำหรับทริปหน้า Mr.Flower นำคุณๆ ไปเที่ยวเมืองอุทัยธานี เมืองของต้นราชวงศ์จักรี เมืองที่มีของดีอยู่มากมาย และเมืองที่มีบ้านของกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ปลูกอยู่ที่นั่น (ทรงให้ใช้คำว่าบ้าน) และที่สำคัญคือจะพาคุณๆ ไปอุดหนุดสินค้าคุณภาพดีในศูนย์วงเดือน แหล่งสร้างอาชีพให้ชาวบ้าน ศูนย์แห่งนี้ตั้งขึ้นตามพระราชดำริในกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีกำหนดไปเที่ยวเมืองอุทัยธานี คือ 15-16 สิงหาคม 2563หากคุณสนใจร่วมทริป โปรดติดต่อที่ 091-7233615

เรือนวัฒนา

ฐานพระที่นั่งมันธาตุรัตน์โรจน์

พาหนะประจำเกาะสีชัง รถสองแถว และรถสามล้อสกายแลป

โบราณวัตถุที่่ยังหลงเหลือในพระราชฐาน

ฝูงหมูป่าในเขตพระราชฐาน

ส่วนหนึ่งของผู้ร่วมคณะกับอาหารทะเลสด สะอาด แสนอร่อย ในร้านที่แสนธรรมดา

อุโบสถวัดอัษฎางคนิมิตร

ตะลอนเที่ยว : บ้านแห่งความทรงจำ ณ บางพระ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/504707

ตะลอนเที่ยว : บ้านแห่งความทรงจำ ณ บางพระ

ตะลอนเที่ยว : บ้านแห่งความทรงจำ ณ บางพระ

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

บ้านกับความทรงจำคือสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์ ยิ่งมนุษย์มีความผูกพันกับบ้านมากๆ ความทรงจำที่มีต่อบ้านหลังนั้นก็จะยิ่งมีมากมายจนเกินบรรยาย

วันนี้ Mr.Flower พาคุณไปชมความงามของบ้านบางพระ บ้านเก่าแก่อายุประมาณ 120 ปี บ้านหลังนี้แต่เดิมตั้งอยู่บนถนนสาทร เคยเป็นที่ประทับของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดชเจ้าชายแห่งเมืองไทยผู้ทรงเป็นนักแข่งรถยนต์ในยุโรป ในอดีตนั้นบ้านหลังนี้ คือ บ้านของเจ้าของโรงเลื่อยไม้แห่งบริษัทอิสต์เอเชียติก แล้วเมื่อครั้งที่ คุณยศเอื้อชูเกียรติ ซื้อที่ดินซึ่งบ้านหลังนี้ปลูกอยู่ เพื่อทำเป็นอาคารสำนักงานใหญ่ธนาคารเอเชีย ซึ่งทำเป็นตึกหุ่นยนต์ คุณยศได้หารือกับ ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยาโดยได้รับคำแนะนำว่าควรจะชะลอบ้านหลังนี้ไปปลูกไว้ที่บางพระ จังหวัดชลบุรี แล้วหลังจากนั้นบ้านแสนงามหลังนี้ ก็ได้ถูกชะลอไปปลูกสร้างที่บางพระ ซึ่งปัจจุบันบ้านหลังนี้คือสมบัติของคุณยศ เอื้อชูเกียรติ และดร.นฎาประไพ สุจริตกุล

บ้านหลังนี้มีความเรียบง่าย แต่ทว่างดงามยิ่งนัก สิ่งที่งดงามสะดุดตามากที่สุดของบ้านหลังนี้คือลายฉลุแสนวิจิตรเหนือกรอบประตูชั้นล่าง ส่วนเชิงชายของชายคามีลายฉลุประดับ เพดานบ้านสูงโปร่ง เพดานบ้านชั้นล่างมีฝ้าเพดานที่แสนวิจิตรตัวบ้านทาด้วยสีขาว และมีไม้เลื้อยปลูกประดับอย่างกลมกลืน บ้านชั้นล่างเป็นเสมือนห้องโถงใหญ่ ใช้สำหรับรับแขก แต่สิ่งที่ทำให้บ้านหลังนี้มีความเก๋มากขึ้นไปอีกคือ ส่วนต่อเติมด้านข้างของบ้านทำเป็น Green House สำหรับนั่งพักผ่อน และรับแขก เมื่ออยู่ในห้อง Green House ของบ้านหลังนี้แล้วมองออกไปนอกตัวบ้านจะพบกับความเขียวชอุ่มของไม้ยืนต้นนานาชนิด ซึ่งแต่ละต้นมีอายุไม่ต่ำว่า 40-50 ปี ส่วนลานระเบียงชั้นล่างของบ้านก็ใช้เป็นที่นั่งเล่น นั่งคุยกันได้เป็นอย่างดี เพราะมองออกไปก็จะพบกับสนามหญ้ากว้างใหญ่ โดยมีฉากเป็นต้นไม้ใหญ่สูงลิบ เช่น ต้นยางสารพัดชนิดที่มีอยู่ในเขตพื้นที่สวนป่าของบ้าน

ห้องโถงของบ้านบางพระไม่มีการติดเครื่องปรับอากาศ เพราะด้วยความสูงโปร่งของเพดาน ทำให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก จึงมีลมธรรมชาติพัดผ่านเข้าออกตลอดเวลา ดังนั้นจึงทำให้บ้านหลังนี้มีความเย็นสบายด้วยสายลมธรรมชาติ และมีความเขียวขจีของต้นไม้สารพัดชนิดเป็นเครื่องประดับให้บ้านมีความงดงามและร่มเย็นมากยิ่งขึ้น

ในยามที่หลายต่อหลายคนในสังคมไทยอาจจะเพิ่งตระหนักกับเรื่องการอนุรักษ์เรือนโบราณ แต่สำหรับคุณยศ และ ดร.นฎาประไพแล้ว ทั้งคู่เห็นถึงความงดงามและความสำคัญของเรือนโบราณมาเป็นเวลานานมากแล้ว ดังนั้นทั้งสองคนจึงตั้งใจเก็บรักษา และดูแลบ้านแห่งความทรงจำหลังนี้ ไว้เป็นอย่างดีเพราะนอกจากบ้านจะมีความงดงามแล้ว บ้านหลังนี้ ยังมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่ควรค่าแก่ความทรงจำด้วย เพราะบ้านสามารถบอกเล่าเรื่องราวของมนุษย์ที่เคยอยู่อาศัยในบ้านหลังนี้มาก่อน และยังสามารถบอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของบ้านและผู้คนที่เกี่ยวข้องกับบ้าน แล้วยังบ่งบอกถึงรูปแบบสถาปัตยกรรมของบ้านในแต่ละยุคแต่ละสมัยได้เป็นอย่างดี ดังนั้นบ้านจึงเป็นที่รวบรวมความทรงจำในแง่มุมต่างๆ ของมนุษย์ได้อย่างครบถ้วน

ตะลอนเที่ยว : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร แหล่งความรู้คู่พระนคร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/503340

ตะลอนเที่ยว : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร แหล่งความรู้คู่พระนคร

ตะลอนเที่ยว : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร แหล่งความรู้คู่พระนคร

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 16.01 น.

ประเทศใดก็ตามที่ผู้คนส่วนใหญ่มีการศึกษาดีผู้คนในประเทศนั้นๆ จะให้ความสำคัญกับการเข้าไปแสวงหาความรู้ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และในพิพิธภัณฑ์อื่นๆ อีกหลากหลาย เพราะว่าพิพิธภัณฑ์คือแหล่งรวบรวมศิลปวิทยาการ และความรู้ของมนุษยชาติตั้งแต่ยุคโบราณกาลไล่เรื่อยมาจนถึงยุคปัจจุบัน เพราะฉะนั้น เราจึงเห็นได้ว่าพิพิธภัณฑ์ในประเทศที่เจริญแล้วจึงมีหลากหลาย อาทิ พิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับข้าวของเครื่องใช้และสิ่งของต่างๆ ในยุคโบราณ พิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัย ทั้งงานเขียน ภาพวาด และสิ่งแกะสลัก พิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงด้านเสื้อผ้าอาภรณ์แพรพรรณ และพิพิธภัณฑ์ที่แสดงผลงานด้านธรรมชาติวิทยา เป็นต้น

Mr.Flower มั่นใจว่าหากคุณได้ไปท่องเที่ยวในประเทศที่เจริญแล้ว และถ้าคุณเป็นผู้ที่ชอบศึกษาค้นหารากเหง้าของมนุษยชาติในชุมชนและท้องถิ่นต่างๆ คุณจะต้องเข้าไปชมพิพิธภัณฑสถานของเมืองที่คุณไปท่องเที่ยวอย่างแน่นอน แต่สำหรับวันนี้ Mr.Flower ขอชวนเชิญคุณไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครด้วยกัน

สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตบริเวณพระราชวังบวรสถานมงคล หรือที่คนไทยผู้มีความรู้ด้านประวัติศาสตร์ทราบดีคือวังหน้า เมื่อเอ่ยถึงวังหน้าก็คือที่ประทับของพระมหาอุปราชของสยามถึง 5 พระองค์ โดยเริ่มมาตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช แล้วครั้นเมื่อถึงรัชสมัยของล้นเกล้าล้นกระหม่อม รัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ยกเลิกตำแหน่งพระมหาอุปราช หรือวังหน้า ดังนั้น สถานที่แห่งนี้จึงถูกปรับเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นำสิ่งของที่เคยจัดแสดง ณ มิวเซียมหลวง ซึ่งตั้งอยู่ที่ศาลาสหทัยสมาคม หรือหอคองคอร์เดีย ในเขตพระบรมมหาราชวัง มาจัดแสดง ณ ที่แห่งนี้ ครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระราชมณเฑียรสถาน ในพระราชวังสถานมงคลทั้งหมดเพื่อจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร แล้วประกาศตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เมื่อปี 2477

ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ จัดหมวดหมู่การจัดแสดงศิลปวัตถุต่างๆ ไว้ดังนี้

การแสดงประวัติศาสตร์แห่งแผ่นดิน จัดในพระที่นั่งศิวโมกขพิมานโดยนำโบราณวัตถุชิ้นสำคัญของทุกสมัยที่ค้นพบในประเทศไทยมาจัดแสดง โดยไล่ตามลำดับดังนี้ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี สุโขทัย ล้านนา อยุธยาและรัตนโกสินทร์

การแสดงประณีตศิลป์สืบสมัย จัดแสดงในหมู่พระวิมาน พระราชฐานชั้นใน ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของกรมพระราชวังบวรสถานมงคลหลายพระองค์ งานศิลป์ที่จัดแสดง ได้แก่ เครื่องสูง เครื่องคชาธาร เครื่องนาฏดุริยางค์ เครื่องถ้วย เครื่องโลหะ เครื่องราชยานคานหามเครื่องไม้แกะสลัก ผ้าและเครื่องแต่งกาย เครื่องใช้ในพระพุทธศาสนา เครื่องมุก และศาสตราวุธชนิดต่างๆ

การจัดแสดงด้านประวัติศาสตร์ศิลป์ไทยสืบสาน จัดแสดง ณ อาคารมหาสุรสิงหนาท และอาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ โดยนำเสนอรูปแบบและวิวัฒนาการของศิลปะโบราณคดีในประเทศไทย ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ยุคทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี สุโขทัย ล้านนา อยุธยา และรัตนโกสินทร์

เมื่อมาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครแล้วคุณจะต้องไม่พลาดการเข้าไปชมโบราณสถานวังหน้าซึ่งจัดแสดงสถาปัตยกรรมชั้นเยี่ยมยอดของกรุงรัตนโกสินทร์โดยสถานที่สำคัญที่ว่านี้คือพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ พระคู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่งของประเทศไทย และขอย้ำว่า พระที่นั่งองค์นี้มีจิตรกรรมฝาผนังสมัยต้นรัตนโกสินทร์ซึ่งงดงามมาก และขอแนะนำให้ไปชมพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พระตำหนักแดง ศาลาสำราญมุขมาตย์ ศาลาลงสรง พระที่นั่งมังคลาภิเษก พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ ซึ่งเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และยังมีเก๋งนุกิจราชบริหาร ซึ่งถือเป็นสถาปัตยกรรมจีนเพียงแห่งเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ในเขตวังหน้า รวมถึงยังมีโรงราชรถ และหอแก้ว และศาลพระภูมิ ขอเรียนย้ำว่า สถานที่ทั้งหมดที่ผมได้กล่าวมานี้ เป็นที่ซึ่งคุณไม่ควรพลาดชมเมื่อไปถึงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครแล้ว

สำหรับวันเวลาให้บริการของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร คือวันพุธถึงวันอาทิตย์ เวลา 09.00-16.00 น. งดให้บริการในวันหยุดนักขัตฤกษ์ และวันหยุดช่วงปีใหม่และสงกรานต์ ค่าเข้าชมสำหรับคนไทย 30 บาท ส่วนผู้อายุเกิน 60 ปี และเด็กนักเรียน นักศึกษา พระสงฆ์ เข้าชมฟรี ชาวต่างประเทศเสียค่าบริการ 200 บาท ขอแนะนำให้คุณไปด้วยรถรับจ้างสาธารณะ หรือรถเมล์ประจำทาง เนื่องจากไม่มีที่จอดรถยนต์ส่วนบุคคล

หมายเหตุ ขอขอบพระคุณภาพประกอบคอลัมน์ จาก ศ.ดร.ม.ร.ว.สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์

ตะลอนเที่ยว : อวลอบตลบกลิ่นลั่นทม ณ พระจุฑาธุชราชฐาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/501868

ตะลอนเที่ยว : อวลอบตลบกลิ่นลั่นทม ณ พระจุฑาธุชราชฐาน

ตะลอนเที่ยว : อวลอบตลบกลิ่นลั่นทม ณ พระจุฑาธุชราชฐาน

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

วันที่ 11-12 กรกฎาคม 2563 Mr.Flower จะพาคณะซึ่งเป็นกลุ่มเล็กๆ มีสมาชิก 10 กว่าท่านไปชมความวิจิตรของพระจุฑาธุชราชฐาน ณ เกาะสีชัง แล้วนอนพักค้างคืนบนเกาะแห่งนี้หนึ่งคืน สมาชิกที่จะร่วมเดินทางไปด้วยกันในครั้งนี้หลายท่านตื่นเต้นมาก สาเหตุที่ตื่นเต้นเพราะไม่เคยไปเที่ยวเกาะสีชังมาก่อนเลยในชีวิต แต่บางท่านบอกว่าไม่เคยรู้มาก่อนว่าบนเกาะสีชังมีพระราชฐานอยู่ด้วย แล้วหลายท่านก็ตื่นเต้นมากยิ่งขึ้นเมื่อทราบว่าพระที่นั่งวิมานเมฆ ในเขตพระราชวังสวนดุสิต มีต้นกำเนิดมาจากพระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์ ซึ่งเคยประดิษฐานมาก่อน ณ เกาะสีชัง

หลายท่านถามว่า ทำไมในเขตพระราชฐานแห่งนี้จึงมีต้นลั่นทมมากมาย โดยเฉพาะในบริเวณอาไศรยสถานMr.Flower พยายามค้นหาคำตอบให้โดยถามจากผู้รู้เรื่องต้นไม้ในเขตพระราชฐาน แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบที่กระจ่างชัดครั้นเมื่อสืบค้นดูจากข้อมูลเรื่องพันธุ์ไม้ในพระจุฑาธุชราชฐาน ก็พบเพียงการอธิบายว่าลั่นทมเป็นไม้ในวงศ์ Apocynaceae มีชื่ออื่นๆ คือ จำปาขอม จำปาขาว และจำปาลาว ซึ่งเรียกชื่อแตกต่างไปตามภูมิภาคต่างๆ ของไทย ลั่นทมมีดอกหลายสี เช่น ขาว แดง ชมพู และเหลือง ช่วงเวลาที่ลั่นทมออกดอกบานสะพรั่งคือระหว่างเดือนมกราคม ถึงพฤษภาคม

อันที่จริงหากคุณๆ เคยไปเที่ยวชมพระนครคีรี หรือเขาวัง ที่จังหวัดเพชรบุรี คุณคงเห็นว่าบนพระนครคีรีก็มีต้นลั่นทมมากมายจนนับไม่หวาดไม่ไหว และแต่ละต้นนั้นก็มีอายุเกิน 100 ปี ซึ่งก็จะคล้ายๆ กับต้นลั่นทมในเขตพระราชฐานบนเกาะสีชัง

ในเขตพระจุฑาธุชราชฐานนี้มิได้มีเพียงต้นลั่นทมเท่านั้น เพราะยังมีพันธุ์ไม้อื่นๆ อีกมากมายสารพัน แต่เหตุที่หลายคนมักกล่าวถึงลั่นทมเพราะเป็นที่น่าสังเกตว่าในบริเวณเรือน หรือพระตำหนักต่างๆ จะอุดมไปด้วยลั่นทม ดังนั้นหากคุณไปเที่ยวชมพระราชฐานแห่งนี้ในช่วงที่ลั่นทมบานสะพรั่งคุณจะได้กลิ่นหอมเย็นของลั่นทมตลบอบอวลไปทั่วทั้งเขตพระราชฐาน

ผู้รู้ด้านพันธุ์ไม้บอกว่า สาเหตุหนึ่งที่มีการนำลั่นทมไปปลูกไว้ในเขตพระราชฐานแห่งนี้ก็เพราะเป็นไม้ที่ทนความแห้งแล้งได้ดี ดังนั้นจึงน่าจะเหมาะกับการนำไปปลูกบนเกาะที่อาจจะไม่มีน้ำไม่มากนัก ยกเว้นในช่วงหน้าฝน แต่ที่สำคัญคือต้นลั่นทมมีรูปทรงสวยงาม ยิ่งต้นที่มีอายุมากๆ ก็จะยิ่งมีรูปทรงที่งดงามมากขึ้น ดังนั้นใครก็ตามที่ได้เห็นต้นลั่นทมในเขตพระจุฑาธุชราชฐานแล้วก็จะต้องบอกเป็นเสียงเดียวกันว่างามมาก เพราะมีกิ่งก้านสวยงาม เวลาเมื่อต้นทิ้งใบก็จะงดงามราวกับภาพวาดของจิตรกรชั้นครู

วันนี้เลยพูดถึงเรื่องลั่นทมในพระจุฑาธุชราชฐานเสียยืดยาว เพราะว่ามีผู้ถามเรื่องนี้มาก แต่ขอย้ำว่านอกจากลั่นทมที่งดงามแล้ว พระจุฑาธุชราชฐานยังมีความงดงามในแง่มุมต่างๆ อีกมากมาย ซึ่ง Mr.Flowerได้นำเสนอให้คุณๆ ได้รับทราบไปแล้วเมื่อสอง-สามสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเรื่องโบราณสถานต่างๆ ซึ่งขอบอกว่า เมื่อใครก็ตามที่ได้เข้าไปสัมผัสความวิจิตรของพระราชฐานแห่งนี้แล้วต่างก็หลงใหลในความงามแบบเรียบง่ายกันทุกคน หลายคนสามารถนั่งชมความงามของสะพานอัษฎางค์ได้เป็นเวลาหลายชั่วโมง โดยเฉพาะในช่วงที่พระอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้า

แต่มีอีกสิ่งหนึ่งที่อยากจะชวนคุณชมก็คือ เหล่าฝูงหมูป่าที่เดินหากินกันอย่างสำราญบานใจในเขตพระราชฐาน ในบางช่วงหมูป่าจะมีลูกน้อยเดินตามเป็นพรวน ราวกับขบวนพาเหรด หมูป่าเหล่านี้อยู่บนเกาะแห่งนี้มายาวนานมาก ชาวบ้านบนเกาะสีชังบอกว่า เกิดมาก็เห็นหมูป่าแล้ว

อย่างไรก็ตาม ขอย้ำว่าทริปชมพระจุฑาธุชราชฐาน วันที่ 11-12 กรกฎาคมนี้ ไม่สามารถรับสมาชิกเพิ่มเติมได้อีกแล้ว แต่หากคุณมีความประสงค์จะไปเที่ยวกับMr.Flower ก็ขออนุญาตพาคุณไปเที่ยวในทริปหน้าครับ สนใจร่วมทริปหน้า โปรดติดต่อ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : เกาะสีชัง เกาะในประเทศไทยแห่งเดียวที่มีพระราชฐาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/500468

ตะลอนเที่ยว : เกาะสีชัง เกาะในประเทศไทยแห่งเดียวที่มีพระราชฐาน

ตะลอนเที่ยว : เกาะสีชัง เกาะในประเทศไทยแห่งเดียวที่มีพระราชฐาน

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เป็นเวลาต่อเนื่องกันสองสัปดาห์มาแล้วที่ Mr.Flower นำเสนอเรื่องราวที่แสนน่าสนใจของเกาะสีชังและตั้งใจว่าจะชักชวนคุณๆ ไปเที่ยวบนเกาะประวัติศาสตร์แห่งนี้ด้วยกัน

ล่าสุดสรุปกำหนดการเดินทางไปท่องเที่ยวเกาะสีชังเรียบร้อยแล้ว คือวันที่ 11-12 กรกฎาคม 2563 สาเหตุที่กำหนดช่วงเวลาดังกล่าวก็เพราะตรวจสอบสภาพดินฟ้าอากาศเรียบร้อยแล้ว โดยในช่วงนั้นปลอดฝน ทะเลสงบ และที่สำคัญคือไม่ใช่ช่วงวันหยุดยาวต่อเนื่อง (long weekend) ครั้งแรกตั้งใจจะไปเที่ยวแล้วนอนพักผ่อนบนเกาะสีชังเป็นเวลา 2 คืน แต่สมาชิกหลายรายเสนอแนะว่านอนแค่คืนเดียวก็พอแล้ว เพราะต้องการจะเน้นเฉพาะเขตประวัติศาสตร์ในพระจุฑาธุชราชฐานเท่านั้น และที่สำคัญคือตรงกับวันเสาร์-อาทิตย์ ทำให้ไม่ต้องลางานเมื่อสมาชิกสรุปตรงกันเช่นนี้ก็ทำให้ Mr.Flower กำหนดวันเดินทางไปเที่ยวเกาะสีชังเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ที่11-12 กรกฎาคม

ดังนั้นหากคุณๆ ท่านใดต้องการจะร่วมเดินทางไปท่องเที่ยวกับเรา โปรดติดต่อด่วนที่โทรศัพท์หมายเลข091-7233615 ขอเรียนย้ำเหมือนเช่นเคยว่า เราเดินทางกันเพียงกลุ่มเล็กๆ เท่านั้นครับ (รับสมาชิก 12 ท่าน) ส่วนเรื่องอาหารการกินและเรื่องที่พักนั้น รับรองว่าอาหารอร่อย ที่พักดี เพราะเราเที่ยวกันแบบกินดีอยู่ดี เน้นความเป็นกันเอง เที่ยวแบบสบายๆ ไม่รีบร้อน แต่เน้นเจาะลึกด้านประวัติศาสตร์ด้วยการเข้าไปสัมผัสกับแหล่งประวัติศาสตร์โดยตรง

สำหรับภาพสถานที่ต่างๆ ในพระจุฑาธุชราชฐานที่นำมาประกอบคอลัมน์ในวันนี้ เน้นการเปรียบเทียบให้เห็นว่าก่อนบูรณะกับเมื่อบูรณะเรียบร้อยแล้วทุกอย่างสวยงามวิจิตรเพียงใด โดยอาคารสำคัญๆ ที่นำมาให้ชมในวันนี้ก็คือ อาไศรยสถาน 3 หลัง คือเรือนวัฒนา (พระนามของสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี) เรือนผ่องศรี (พระนามของพระนางเจ้าเสาวภาผ่อนศรี พระวรราชเทวี พระราชอิสริยยศในขณะนั้น) และเรือนอภิรมย์ (พระนามของพระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์) และยังมีเรือนไม้ริมทะเลหรืออาคารเขียว สะพานอัษฎางค์ ฐานของพระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์ (ซึ่งพระที่นั่งองค์นี้ได้ถูกรื้อลงแล้วนำไปสร้างเป็นพระที่นั่งวิมานเมฆในพระราชวังดุสิตต่อมา) พระอุโบสถวัดอัษฎางคนิมิตรและเจดีย์เก่าแก่ที่มีมาก่อนก่อสร้างพระจุฑาธุชราชฐาน

พระจุฑาธุชราชฐานนี้ตั้งขึ้นตามพระนามสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก และในเขตพระราชฐานแห่งนี้ยังมีพระที่นั่งองค์อื่นๆ อีกคือ พระที่นั่งโกสีย์วสุภัณฑ์ พระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์ พระที่นั่งโชติรสประภาต์ พระที่นั่งเมขลามณี แต่พระที่นั่งทั้งหมดนั้นมิได้ปรากฏอยู่อีกต่อไป

แล้วหลังจากวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 เมื่อปี พ.ศ. 2436 การก่อสร้างต่างๆ ในเขตพระราชฐานแห่งนี้ก็ยุติลง และพระจุฑาธุชราชฐานแห่งนี้ก็มิได้ถูกใช้เป็นพระราชฐานในการเสด็จแปรพระราชฐานนับแต่นั้นมา แล้วถูกปล่อยร้างให้ทรุดโทรมลง จนกระทั่งในที่สุดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับมอบสิทธิ์ใช้ที่ดินบางส่วนจากกรมธนารักษ์ เพื่อทำสถานีวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเล และเป็นศูนย์ฝึกนิสิต และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยังทำหน้าที่ดูแลรักษาพระจุฑาธุชราชฐานด้วย