ตะลอนเที่ยว : ไปเที่ยวกระบี่ด้วยกัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/508967

ตะลอนเที่ยว : ไปเที่ยวกระบี่ด้วยกัน

ตะลอนเที่ยว : ไปเที่ยวกระบี่ด้วยกัน

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้ Mr.Flower ขอชวนคุณไปเที่ยวจังหวัดกระบี่ด้วยกัน ไปดูความงดงามของทะเล หาดทรายขาวเม็ดทรายละเอียด เกาะต่างๆ อีกกว่า 100 เกาะ ป่าเขาถ้ำต่างๆ ที่งดงามด้วยหินงอกหินย้อย ป่าโกงกางลำธาร แหล่งประวัติศาสตร์โบราณคดี แล้วที่ขาดไม่ได้เมื่อเวลาเราไปท่องเที่ยวด้วยกันคือการไปรับประทานอาหารประจำถิ่นที่แสนอร่อยพร้อมกับพักผ่อนในสถานที่ที่แสนสวย แสนสงบโอบล้อมไปด้วยขุนเขา และแมกไม้

เมื่อพูดถึงกระบี่แล้ว ก็ต้องบอกว่ามีสถานที่ให้ท่องเที่ยวมากมายจนเกินบรรยายได้หมดภายในระยะเวลาเพียงสั้นๆ ดังนั้นหลายต่อหลายคนเมื่อได้ไปเยือนกระบี่แล้ว ก็จะต้องกลับไปเยือนอีก เพราะการไปเยือนแต่ละครั้งไม่สามารถไปเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ได้ครบทุกแห่ง หากคุณไม่ได้ใช้เวลาท่องกระบี่นานเป็นเดือนๆ

หลายคนรู้จักเกาะพีพี แต่ไม่เคยไปเที่ยวเกาะที่มีชื่อเสียงก้องโลกแห่งนี้เลย หลายคนรู้จักทะเลแหวก แต่ก็ไม่เคยมีโอกาสไปสัมผัสความงามอีกเช่นกัน เพราะหลายคนมักอ้างกับตัวเองว่า เที่ยวเมืองไทย เที่ยวเมื่อไรก็ได้ เพราะเป็นบ้านของเราเอง ก็เพราะว่าหลายคนคิดเช่นนี้นี่แหละ จึงทำให้พลาดการไปชมความงดงามของแหล่งท่องเที่ยวแสนสวยในบ้านเรา 

ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้ Mr.Flower ตั้งใจนำภาพสวยๆ มากระตุ้นต่อมอยากเที่ยวของคุณๆ โดยภาพเกือบทุกภาพคือภาพที่ถ่ายจากสถานที่ต่างๆ ในจังหวัดกระบี่ แต่มีเพียงภาพเดียวเท่านั้น ที่อยู่นอกจังหวัดกระบี่ คือภาพบ้านเรือนแพหลากสีสัน ในทะเลที่เกาะปันหยี จังหวัดพังงา

ภาพสวยๆ ทั้งหมดที่ Mr.Flower นำมาฝากคุณในสัปดาห์นี้ได้รับความอนุเคราะห์จากคุณอติพจน์ ศรีสุคนธ์ หรือโกจู๊ด เจ้าของ The Cliff อ่าวนาง และร้านอาหารตะโกลา จังหวัดกระบี่ 

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเมื่อคุณได้ชมภาพสวยๆ แล้ว จะทำให้คุณตัดสินใจอยากไปสัมผัสความงามของแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ในจังหวัดกระบี่ มากขึ้น ทั้งนี้เรามีกำหนดจัดทริปแสนสบาย เที่ยวแบบละมุนละไม เที่ยวแบบกลมกลืนกับธรรมชาติ ไม่รีบไม่ร้อน ใช้ชีวิตแบบ slow life กับทริปของเรา

Mr.Flower ตั้งใจจะนำกลุ่มสมาชิกจำนวน 14-16 คน ไปเที่ยวกระบี่ในช่วงสัปดาห์ที่ 1 ของเดือนกันยายน 2563นอนพัก 3 คืน โดยจะนำไปเที่ยวเกาะสวยๆ หาดทรายขาวๆ เที่ยวแหล่งชุมชน และเที่ยวแหล่งประวัติศาสตร์โบราณคดี  

ถ้าหากคุณผู้อ่านสนใจร่วมทริปแสนสนุกแสนอบอุ่น รับประทานอาหารอร่อย นอนพักในที่ที่แสนสบาย และสมาชิกทุกคนล้วนมีความเป็นกันเอง โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์091-7233615

ไปเที่ยวกระบี่ด้วยกันนะครับ รับรองคุณจะหลงรักกระบี่มากกว่าเดิม

ตะลอนเที่ยว : ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ ศูนย์สร้างอาชีพเพื่อชาวอุทัยธานีและคนไทยทุกคน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/507638

ตะลอนเที่ยว : ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ ศูนย์สร้างอาชีพเพื่อชาวอุทัยธานีและคนไทยทุกคน

ตะลอนเที่ยว : ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ ศูนย์สร้างอาชีพเพื่อชาวอุทัยธานีและคนไทยทุกคน

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การเรียนรู้ตลอดชีพคือการสร้างความมั่นคง และก้าวหน้าประการสำคัญให้กับชีวิตมนุษย์ มนุษย์ที่มีความรู้ในด้านต่างๆ ทั้งด้านวิชาการ ด้านอาชีพการงาน ด้านศิลปวัฒนธรรม ขนบประเพณี และสุนทรียศาสตร์ คือมนุษย์ที่มีความเพียบพร้อม และนับได้ว่าเป็นบุคคลที่มีความสุขในการดำรงชีวิต

วันนี้ Mr. Flower ขอนำคุณไปเที่ยวชมศูนย์การเรียนรู้วิชาชีพแห่งหนึ่งในจังหวัดอุทัยธานี“ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์” ศูนย์แห่งนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีโดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจัดตั้งศูนย์ฝึกทักษะและพัฒนางานอาชีพ เพื่อให้ประชาชนที่สนใจแสวงหาความรู้ในอาชีพเสริมต่างๆ เข้าไปเรียนรู้และฝึกอบรม โดยพระราชทานชื่อศูนย์แห่งนี้ว่าศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ 

ชื่อศูนย์แห่งนี้มาจากชื่อของคุณป้าวงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ ผู้น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดิน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อศูนย์ฯ โดยใช้ชื่อและนามสกุลของผู้น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินเพื่อให้เป็นเกียรติประวัติกับผู้ถวาย และเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่21 กรกฎาคม 2559

ศูนย์วงเดือนฯ อยู่ใกล้กับ “บ้าน 905” คือที่ประทับของกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในจังหวัดอุทัยธานี ทรงโปรดให้เรียกว่า “บ้าน” เมื่อทรงมีบ้านอยู่ในจังหวัดอุทัยธานีแล้ว ก็ทรงปรารถนาจะให้ชาวอุทัยธานี ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านมีอาชีพการงานและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ทรงปรารถนาให้ชาวไทยทุกคนที่ต้องการฝึกอาชีพเพิ่มเติม สามารถไปเรียนรู้และฝึกฝนอาชีพเพิ่มเติมได้ในศูนย์แห่งนี้  

ชาวอุทัยฯ บอกว่ารั้วของศูนย์วงเดือนฯ อยู่เกือบจะติดกับรั้วบ้าน 905 และที่ครั้งที่กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงงานในจังหวัดอุทัยธานี ก็จะเสด็จพระราชดำเนินไปศูนย์วงเดือนฯ เป็นประจำ

นางอุทัยวรรณ โพธิ์กระจ่าง ผู้อำนวยการศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ เล่าให้ Mr. Flower ฟังว่ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตรัสกับชาวบ้านที่ไปฝึกอาชีพในศูนย์ฯ และเจ้าหน้าที่ศูนย์ฯ ว่า “เราชอบมาที่ศูนย์ฯ แห่งนี้”ส่วนเจ้าหน้าที่ศูนย์ฯ และชาวบ้านที่ไปฝึกอาชีพในศูนย์ฯ ก็ปลาบปลื้มและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นเมื่อได้เฝ้าฯรับเสด็จ และส่วนมากมักจะเสด็จพระราชดำเนินไปที่ศูนย์ฯ แห่งนี้เป็นการส่วนพระองค์ ทรงพระสำราญเมื่อได้ทรงเล่นดนตรีไทย และเมื่อทอดพระเนตรเห็นชาวบ้านมีอาชีพเสริมที่ช่วยเพิ่มรายได้ให้ครอบครัว

ภายในศูนย์วงเดือนฯ นั้น นอกจากจะมีการฝึกอาชีพต่างๆ เช่น ทำอาหารไทย อาหารไทยโบราณ ขนมไทยโบราณ ขนมฝรั่ง การประดิษฐ์สิ่งของเครื่องใช้จากวัสดุธรรมชาติที่มีอยู่ในพื้นบ้านการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น การทำเครื่องแขวงมาลัย เครื่องหอม น้ำอบน้ำปรุง การจักหรือแทงหยวกกล้วย การทอผ้าลายพื้นบ้าน งานช่างไม้ช่างไฟฟ้า ช่างปูน ช่างก่อสร้าง ช่างยนต์ ช่างเย็บเสื้อผ้า การเกษตร สอนดนตรีไทย และอาชีพต่างๆอีกมากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นอาชีพที่ชาวบ้านสนใจและขอให้เปิดทำการสอนให้ โดยการเรียนการสอนในศูนย์ฯ แห่งนี้ไม่คิดค่าบริการใดๆ จากผู้เข้ารับการฝึกอบรม 

เมื่อไปศูนย์วงเดือนฯ แล้ว คุณต้องไม่พลาดชมและซื้อของจากร้านขายสินค้าที่นำสินค้าฝีมือชาวบ้านมาวางจำหน่าย มีทั้งของกิน ของใช้ เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มและต้องขอย้ำว่าผ้าทอมือของชาวอุทัยฯ โดยเฉพาะจากอำเภอบ้านไร่ มีความวิจิตรมาก ลวดลาย สีสันงดงามสุดบรรยาย ผ้าทอทุกผืนจากบ้านไร่คือเครื่องแสดงภูมิปัญญาดั่งเดิมของชาวอุทัยธานี ดังนั้นทุกคนที่เห็นแล้วจึงต้องซื้อติดมือกันเกือบทุกคน ส่วนบางคนก็สั่งจองไว้ เพราะของไม่มีจำหน่ายในทันที เนื่องจากผ้าทอแต่ละผืนต้องใช้เวลาประดิษฐ์นาน บางผืนที่วิจิตรมากๆ ต้องใช้เวลา 3 เดือน

เมื่อมาถึงจังหวัดอุทัยธานีแล้ว สิ่งสำคัญที่ต้องไม่พลาดชมก็คือวิถีชีวิตของชาวแพในลำน้ำสะแกกรัง ซึ่งวันนี้ Mr. Flower ขอนำภาพบ้านเรือนแพสวยๆในลำน้ำสะแกกรังจากเว็บไซต์ศูนย์วงเดือนฯ มาฝากคุณและขอขอบคุณเจ้าของภาพสวยๆ ทุกคนไว้ ณที่นี่ด้วย

สำหรับคุณๆ ที่ต้องการร่วมเดินทางไปท่องเที่ยวอุทัยธานีในวันที่ 22-23 สิงหาคม2563 กับสมาชิกหนังสือพิมพ์แนวหน้ากลุ่มเล็กๆ(จำนวน 18 คน) โปรดติดต่อโทรศัพท์หมายเลข091-7233615

ตะลอนเที่ยว : ทริปสีชังสุดหรรษา วันหน้าเราจะไปเที่ยวด้วยกันอีก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/506160

ตะลอนเที่ยว : ทริปสีชังสุดหรรษา วันหน้าเราจะไปเที่ยวด้วยกันอีก

ตะลอนเที่ยว : ทริปสีชังสุดหรรษา วันหน้าเราจะไปเที่ยวด้วยกันอีก

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ทริปเที่ยวเกาะสีชังที่แสนสนุกสนาน เบิกบาน สำราญใจ เมื่อวันที่ 11-12 กรกฎาคม ผ่านพ้นไปแล้ว โดยสร้างความประทับใจ รอยยิ้ม และมิตรภาพ บวกกับความอิ่มหนำสำราญในอาหารทะเลสดๆ ทุกมื้อตลอดทริป พร้อมการกระจายรายได้ (ที่นับว่ามากพอสมควร) ให้ถึงมือชาวบ้านบนเกาะสีชังโดยตรง

สมาชิกทุกท่านที่ร่วมทริปบอกตรงกันว่ามีความสุขมากที่ได้ร่วมเดินทางท่องเที่ยวและพักผ่อนในครั้งนี้ หลายคนยืนยันว่าจะกลับไปเที่ยวเกาะสีชังอีกอย่างแน่นอน แม้อันที่จริงได้ไปเที่ยวสถานที่สำคัญบนเกาะทั้งหมดแล้ว แต่ก็ยังอยากไปนั่งเล่น เดินเล่นนอนเล่น แต่เวลากินไม่กินเล่นๆ เพราะอาหารรสชาติอร่อยมีมากมายจึงต้องตั้งใจกิน มิฉะนั้นแล้วอาหารที่สั่งมาจะเหลือทิ้ง ซึ่งสมาชิกทุกคนที่ร่วมทริปบอกตรงกันว่า ไม่ยอมให้อาหารเหลือทิ้งเป็นอันขาด เพราะเท่ากับล้างผลาญทรัพยากรธรรมชาติโดยเปล่าประโยชน์ ดังนั้นทุกคนที่ร่วมทริปบอกตรงกันว่า อาหารเป็นมิตร เพราะทำให้มีน้ำหนักร่างกายเพิ่มขึ้นโดยทั่วหน้าเสมอเหมือนกัน

เรือนเสาวภา

วันนี้ Mr.Flower ขอนำภาพความสุขบนเกาะสีชังมาฝาก (อีกครั้ง) โดยภาพเหล่านี้หลายภาพเป็นผลงานของสมาชิกที่ไปร่วมทริป อันที่จริงมีภาพสุดประทับใจ
อีกมากมาย โดยเฉพาะภาพที่ทุกคนบันทึกภาพอย่างมีความสุขกับสถานที่ต่างๆ บนเกาะ โดยเฉพาะในเขตพระจุฑาธุชราชฐาน แต่ส่วนใหญ่เป็นภาพที่มีบุคคลเข้าไปอยู่ในภาพด้วย ดังนั้นทุกท่านจึงบอกว่าขอเก็บภาพประทับใจเหล่านั้นไว้ดูเพื่อระลึกถึงความสุขเมื่อครั้งได้ไปเยือนเกาะสีชัง

ส่วนสถานที่ซึ่งทุกคนต่างหลงใหลมากเป็นพิเศษก็คือสะพานอัษฎางค์ แนวต้นลั่นทมที่มีอายุเกินกว่าร้อยปี และเรือนต่างๆ ในเขตพระราชฐาน ส่วนอีกสิ่งหนึ่งที่สร้างความประทับใจให้กับผู้มาเยือนมาเป็นพิเศษก็คือ ฝูงหมูป่าที่หลายตัวเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวมาก หลายตัวยอมให้จับเนื้อต้องตัวได้ บางตัวชอบเข้ามาเล่นกับนักท่องเที่ยว บางตัวชอบนอนให้เกาพุง

นอกจากความประทับใจในความงดงามของพระราชฐานแล้ว ทุกคนยังได้รับทราบถึงประวัติศาสตร์ของพระราชฐานแห่งนี้ และได้หวนระลึกถึงพระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์ ซึ่งได้ถูกชะลอไปสร้างเป็นพระที่นั่งวิมานเมฆ ในเขตพระราชวังดุสิต

เรือนอภิรมย์

นอกจากได้ชมเขตพระราชฐานแล้ว คณะยังได้ไปกราบนมัสการเจ้าพ่อเขาใหญ่ของเกาะสีชังด้วย ทุกคนต่างอิ่มบุญโดยพร้อมเพรียงกัน เพราะนอกจากได้ทำบุญแล้ว ยังได้ทำทานกับคนชราซึ่งไร้ที่พึ่งที่เข้าไปพักอาศัยในเขตความดูแลของเจ้าพ่อเขาใหญ่ด้วย

ส่วนภาพที่ Mr.Flower ภูมิใจนำเสนอคือภาพของสมาชิกส่วนหนึ่ง (จากทั้งหมด 21 ท่าน) ที่นั่งรับประทานอาหารทะเลสด สะอาด รสชาติอร่อยในร้านค้าของชาวบ้าน ซึ่งบอกได้เลยว่ารสชาติอาหารอร่อยมากจริงๆ ถึงแม้ร้านจะไม่หรูหรา แต่ทุกคนก็ประทับใจกับรสชาติสุดวิเศษของอาหารทุกมื้อ แล้วที่สำคัญคือสมาชิกที่ร่วมทริปนี้บางท่านก็คืออดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และครอบครัว ครั้งแรกๆ เพื่อนสมาชิกบางท่านกังวลว่าร้านไม่สวยงามจะรองรับผู้หลักผู้ใหญ่ได้หรือ แต่สุดท้ายทุกคนก็ได้ประจักษ์ว่าท่านผู้ใหญ่ท่านนั้นไม่ได้ถือเนื้อถือตัว แถมยังทำตัวเป็นกันเองกับเพื่อนสมาชิกทุกคน ดังนั้น ผู้ร่วมทริปสีชังทุกคนจึงมีความอิ่มเอมใจเป็นอย่างยิ่ง และทุกคนบอกกันว่าทริปหน้าเราไปเที่ยวด้วยกันอีกอย่างแน่นอน

สำหรับทริปหน้า Mr.Flower นำคุณๆ ไปเที่ยวเมืองอุทัยธานี เมืองของต้นราชวงศ์จักรี เมืองที่มีของดีอยู่มากมาย และเมืองที่มีบ้านของกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ปลูกอยู่ที่นั่น (ทรงให้ใช้คำว่าบ้าน) และที่สำคัญคือจะพาคุณๆ ไปอุดหนุดสินค้าคุณภาพดีในศูนย์วงเดือน แหล่งสร้างอาชีพให้ชาวบ้าน ศูนย์แห่งนี้ตั้งขึ้นตามพระราชดำริในกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีกำหนดไปเที่ยวเมืองอุทัยธานี คือ 15-16 สิงหาคม 2563หากคุณสนใจร่วมทริป โปรดติดต่อที่ 091-7233615

เรือนวัฒนา

ฐานพระที่นั่งมันธาตุรัตน์โรจน์

พาหนะประจำเกาะสีชัง รถสองแถว และรถสามล้อสกายแลป

โบราณวัตถุที่่ยังหลงเหลือในพระราชฐาน

ฝูงหมูป่าในเขตพระราชฐาน

ส่วนหนึ่งของผู้ร่วมคณะกับอาหารทะเลสด สะอาด แสนอร่อย ในร้านที่แสนธรรมดา

อุโบสถวัดอัษฎางคนิมิตร

ตะลอนเที่ยว : บ้านแห่งความทรงจำ ณ บางพระ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/504707

ตะลอนเที่ยว : บ้านแห่งความทรงจำ ณ บางพระ

ตะลอนเที่ยว : บ้านแห่งความทรงจำ ณ บางพระ

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

บ้านกับความทรงจำคือสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์ ยิ่งมนุษย์มีความผูกพันกับบ้านมากๆ ความทรงจำที่มีต่อบ้านหลังนั้นก็จะยิ่งมีมากมายจนเกินบรรยาย

วันนี้ Mr.Flower พาคุณไปชมความงามของบ้านบางพระ บ้านเก่าแก่อายุประมาณ 120 ปี บ้านหลังนี้แต่เดิมตั้งอยู่บนถนนสาทร เคยเป็นที่ประทับของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดชเจ้าชายแห่งเมืองไทยผู้ทรงเป็นนักแข่งรถยนต์ในยุโรป ในอดีตนั้นบ้านหลังนี้ คือ บ้านของเจ้าของโรงเลื่อยไม้แห่งบริษัทอิสต์เอเชียติก แล้วเมื่อครั้งที่ คุณยศเอื้อชูเกียรติ ซื้อที่ดินซึ่งบ้านหลังนี้ปลูกอยู่ เพื่อทำเป็นอาคารสำนักงานใหญ่ธนาคารเอเชีย ซึ่งทำเป็นตึกหุ่นยนต์ คุณยศได้หารือกับ ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยาโดยได้รับคำแนะนำว่าควรจะชะลอบ้านหลังนี้ไปปลูกไว้ที่บางพระ จังหวัดชลบุรี แล้วหลังจากนั้นบ้านแสนงามหลังนี้ ก็ได้ถูกชะลอไปปลูกสร้างที่บางพระ ซึ่งปัจจุบันบ้านหลังนี้คือสมบัติของคุณยศ เอื้อชูเกียรติ และดร.นฎาประไพ สุจริตกุล

บ้านหลังนี้มีความเรียบง่าย แต่ทว่างดงามยิ่งนัก สิ่งที่งดงามสะดุดตามากที่สุดของบ้านหลังนี้คือลายฉลุแสนวิจิตรเหนือกรอบประตูชั้นล่าง ส่วนเชิงชายของชายคามีลายฉลุประดับ เพดานบ้านสูงโปร่ง เพดานบ้านชั้นล่างมีฝ้าเพดานที่แสนวิจิตรตัวบ้านทาด้วยสีขาว และมีไม้เลื้อยปลูกประดับอย่างกลมกลืน บ้านชั้นล่างเป็นเสมือนห้องโถงใหญ่ ใช้สำหรับรับแขก แต่สิ่งที่ทำให้บ้านหลังนี้มีความเก๋มากขึ้นไปอีกคือ ส่วนต่อเติมด้านข้างของบ้านทำเป็น Green House สำหรับนั่งพักผ่อน และรับแขก เมื่ออยู่ในห้อง Green House ของบ้านหลังนี้แล้วมองออกไปนอกตัวบ้านจะพบกับความเขียวชอุ่มของไม้ยืนต้นนานาชนิด ซึ่งแต่ละต้นมีอายุไม่ต่ำว่า 40-50 ปี ส่วนลานระเบียงชั้นล่างของบ้านก็ใช้เป็นที่นั่งเล่น นั่งคุยกันได้เป็นอย่างดี เพราะมองออกไปก็จะพบกับสนามหญ้ากว้างใหญ่ โดยมีฉากเป็นต้นไม้ใหญ่สูงลิบ เช่น ต้นยางสารพัดชนิดที่มีอยู่ในเขตพื้นที่สวนป่าของบ้าน

ห้องโถงของบ้านบางพระไม่มีการติดเครื่องปรับอากาศ เพราะด้วยความสูงโปร่งของเพดาน ทำให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก จึงมีลมธรรมชาติพัดผ่านเข้าออกตลอดเวลา ดังนั้นจึงทำให้บ้านหลังนี้มีความเย็นสบายด้วยสายลมธรรมชาติ และมีความเขียวขจีของต้นไม้สารพัดชนิดเป็นเครื่องประดับให้บ้านมีความงดงามและร่มเย็นมากยิ่งขึ้น

ในยามที่หลายต่อหลายคนในสังคมไทยอาจจะเพิ่งตระหนักกับเรื่องการอนุรักษ์เรือนโบราณ แต่สำหรับคุณยศ และ ดร.นฎาประไพแล้ว ทั้งคู่เห็นถึงความงดงามและความสำคัญของเรือนโบราณมาเป็นเวลานานมากแล้ว ดังนั้นทั้งสองคนจึงตั้งใจเก็บรักษา และดูแลบ้านแห่งความทรงจำหลังนี้ ไว้เป็นอย่างดีเพราะนอกจากบ้านจะมีความงดงามแล้ว บ้านหลังนี้ ยังมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่ควรค่าแก่ความทรงจำด้วย เพราะบ้านสามารถบอกเล่าเรื่องราวของมนุษย์ที่เคยอยู่อาศัยในบ้านหลังนี้มาก่อน และยังสามารถบอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของบ้านและผู้คนที่เกี่ยวข้องกับบ้าน แล้วยังบ่งบอกถึงรูปแบบสถาปัตยกรรมของบ้านในแต่ละยุคแต่ละสมัยได้เป็นอย่างดี ดังนั้นบ้านจึงเป็นที่รวบรวมความทรงจำในแง่มุมต่างๆ ของมนุษย์ได้อย่างครบถ้วน

ตะลอนเที่ยว : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร แหล่งความรู้คู่พระนคร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/503340

ตะลอนเที่ยว : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร แหล่งความรู้คู่พระนคร

ตะลอนเที่ยว : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร แหล่งความรู้คู่พระนคร

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 16.01 น.

ประเทศใดก็ตามที่ผู้คนส่วนใหญ่มีการศึกษาดีผู้คนในประเทศนั้นๆ จะให้ความสำคัญกับการเข้าไปแสวงหาความรู้ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และในพิพิธภัณฑ์อื่นๆ อีกหลากหลาย เพราะว่าพิพิธภัณฑ์คือแหล่งรวบรวมศิลปวิทยาการ และความรู้ของมนุษยชาติตั้งแต่ยุคโบราณกาลไล่เรื่อยมาจนถึงยุคปัจจุบัน เพราะฉะนั้น เราจึงเห็นได้ว่าพิพิธภัณฑ์ในประเทศที่เจริญแล้วจึงมีหลากหลาย อาทิ พิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับข้าวของเครื่องใช้และสิ่งของต่างๆ ในยุคโบราณ พิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัย ทั้งงานเขียน ภาพวาด และสิ่งแกะสลัก พิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงด้านเสื้อผ้าอาภรณ์แพรพรรณ และพิพิธภัณฑ์ที่แสดงผลงานด้านธรรมชาติวิทยา เป็นต้น

Mr.Flower มั่นใจว่าหากคุณได้ไปท่องเที่ยวในประเทศที่เจริญแล้ว และถ้าคุณเป็นผู้ที่ชอบศึกษาค้นหารากเหง้าของมนุษยชาติในชุมชนและท้องถิ่นต่างๆ คุณจะต้องเข้าไปชมพิพิธภัณฑสถานของเมืองที่คุณไปท่องเที่ยวอย่างแน่นอน แต่สำหรับวันนี้ Mr.Flower ขอชวนเชิญคุณไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครด้วยกัน

สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตบริเวณพระราชวังบวรสถานมงคล หรือที่คนไทยผู้มีความรู้ด้านประวัติศาสตร์ทราบดีคือวังหน้า เมื่อเอ่ยถึงวังหน้าก็คือที่ประทับของพระมหาอุปราชของสยามถึง 5 พระองค์ โดยเริ่มมาตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช แล้วครั้นเมื่อถึงรัชสมัยของล้นเกล้าล้นกระหม่อม รัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ยกเลิกตำแหน่งพระมหาอุปราช หรือวังหน้า ดังนั้น สถานที่แห่งนี้จึงถูกปรับเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นำสิ่งของที่เคยจัดแสดง ณ มิวเซียมหลวง ซึ่งตั้งอยู่ที่ศาลาสหทัยสมาคม หรือหอคองคอร์เดีย ในเขตพระบรมมหาราชวัง มาจัดแสดง ณ ที่แห่งนี้ ครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระราชมณเฑียรสถาน ในพระราชวังสถานมงคลทั้งหมดเพื่อจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร แล้วประกาศตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เมื่อปี 2477

ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ จัดหมวดหมู่การจัดแสดงศิลปวัตถุต่างๆ ไว้ดังนี้

การแสดงประวัติศาสตร์แห่งแผ่นดิน จัดในพระที่นั่งศิวโมกขพิมานโดยนำโบราณวัตถุชิ้นสำคัญของทุกสมัยที่ค้นพบในประเทศไทยมาจัดแสดง โดยไล่ตามลำดับดังนี้ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี สุโขทัย ล้านนา อยุธยาและรัตนโกสินทร์

การแสดงประณีตศิลป์สืบสมัย จัดแสดงในหมู่พระวิมาน พระราชฐานชั้นใน ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของกรมพระราชวังบวรสถานมงคลหลายพระองค์ งานศิลป์ที่จัดแสดง ได้แก่ เครื่องสูง เครื่องคชาธาร เครื่องนาฏดุริยางค์ เครื่องถ้วย เครื่องโลหะ เครื่องราชยานคานหามเครื่องไม้แกะสลัก ผ้าและเครื่องแต่งกาย เครื่องใช้ในพระพุทธศาสนา เครื่องมุก และศาสตราวุธชนิดต่างๆ

การจัดแสดงด้านประวัติศาสตร์ศิลป์ไทยสืบสาน จัดแสดง ณ อาคารมหาสุรสิงหนาท และอาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ โดยนำเสนอรูปแบบและวิวัฒนาการของศิลปะโบราณคดีในประเทศไทย ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ยุคทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี สุโขทัย ล้านนา อยุธยา และรัตนโกสินทร์

เมื่อมาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครแล้วคุณจะต้องไม่พลาดการเข้าไปชมโบราณสถานวังหน้าซึ่งจัดแสดงสถาปัตยกรรมชั้นเยี่ยมยอดของกรุงรัตนโกสินทร์โดยสถานที่สำคัญที่ว่านี้คือพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ พระคู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่งของประเทศไทย และขอย้ำว่า พระที่นั่งองค์นี้มีจิตรกรรมฝาผนังสมัยต้นรัตนโกสินทร์ซึ่งงดงามมาก และขอแนะนำให้ไปชมพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พระตำหนักแดง ศาลาสำราญมุขมาตย์ ศาลาลงสรง พระที่นั่งมังคลาภิเษก พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ ซึ่งเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และยังมีเก๋งนุกิจราชบริหาร ซึ่งถือเป็นสถาปัตยกรรมจีนเพียงแห่งเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ในเขตวังหน้า รวมถึงยังมีโรงราชรถ และหอแก้ว และศาลพระภูมิ ขอเรียนย้ำว่า สถานที่ทั้งหมดที่ผมได้กล่าวมานี้ เป็นที่ซึ่งคุณไม่ควรพลาดชมเมื่อไปถึงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครแล้ว

สำหรับวันเวลาให้บริการของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร คือวันพุธถึงวันอาทิตย์ เวลา 09.00-16.00 น. งดให้บริการในวันหยุดนักขัตฤกษ์ และวันหยุดช่วงปีใหม่และสงกรานต์ ค่าเข้าชมสำหรับคนไทย 30 บาท ส่วนผู้อายุเกิน 60 ปี และเด็กนักเรียน นักศึกษา พระสงฆ์ เข้าชมฟรี ชาวต่างประเทศเสียค่าบริการ 200 บาท ขอแนะนำให้คุณไปด้วยรถรับจ้างสาธารณะ หรือรถเมล์ประจำทาง เนื่องจากไม่มีที่จอดรถยนต์ส่วนบุคคล

หมายเหตุ ขอขอบพระคุณภาพประกอบคอลัมน์ จาก ศ.ดร.ม.ร.ว.สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์

ตะลอนเที่ยว : อวลอบตลบกลิ่นลั่นทม ณ พระจุฑาธุชราชฐาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/501868

ตะลอนเที่ยว : อวลอบตลบกลิ่นลั่นทม ณ พระจุฑาธุชราชฐาน

ตะลอนเที่ยว : อวลอบตลบกลิ่นลั่นทม ณ พระจุฑาธุชราชฐาน

วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

วันที่ 11-12 กรกฎาคม 2563 Mr.Flower จะพาคณะซึ่งเป็นกลุ่มเล็กๆ มีสมาชิก 10 กว่าท่านไปชมความวิจิตรของพระจุฑาธุชราชฐาน ณ เกาะสีชัง แล้วนอนพักค้างคืนบนเกาะแห่งนี้หนึ่งคืน สมาชิกที่จะร่วมเดินทางไปด้วยกันในครั้งนี้หลายท่านตื่นเต้นมาก สาเหตุที่ตื่นเต้นเพราะไม่เคยไปเที่ยวเกาะสีชังมาก่อนเลยในชีวิต แต่บางท่านบอกว่าไม่เคยรู้มาก่อนว่าบนเกาะสีชังมีพระราชฐานอยู่ด้วย แล้วหลายท่านก็ตื่นเต้นมากยิ่งขึ้นเมื่อทราบว่าพระที่นั่งวิมานเมฆ ในเขตพระราชวังสวนดุสิต มีต้นกำเนิดมาจากพระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์ ซึ่งเคยประดิษฐานมาก่อน ณ เกาะสีชัง

หลายท่านถามว่า ทำไมในเขตพระราชฐานแห่งนี้จึงมีต้นลั่นทมมากมาย โดยเฉพาะในบริเวณอาไศรยสถานMr.Flower พยายามค้นหาคำตอบให้โดยถามจากผู้รู้เรื่องต้นไม้ในเขตพระราชฐาน แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบที่กระจ่างชัดครั้นเมื่อสืบค้นดูจากข้อมูลเรื่องพันธุ์ไม้ในพระจุฑาธุชราชฐาน ก็พบเพียงการอธิบายว่าลั่นทมเป็นไม้ในวงศ์ Apocynaceae มีชื่ออื่นๆ คือ จำปาขอม จำปาขาว และจำปาลาว ซึ่งเรียกชื่อแตกต่างไปตามภูมิภาคต่างๆ ของไทย ลั่นทมมีดอกหลายสี เช่น ขาว แดง ชมพู และเหลือง ช่วงเวลาที่ลั่นทมออกดอกบานสะพรั่งคือระหว่างเดือนมกราคม ถึงพฤษภาคม

อันที่จริงหากคุณๆ เคยไปเที่ยวชมพระนครคีรี หรือเขาวัง ที่จังหวัดเพชรบุรี คุณคงเห็นว่าบนพระนครคีรีก็มีต้นลั่นทมมากมายจนนับไม่หวาดไม่ไหว และแต่ละต้นนั้นก็มีอายุเกิน 100 ปี ซึ่งก็จะคล้ายๆ กับต้นลั่นทมในเขตพระราชฐานบนเกาะสีชัง

ในเขตพระจุฑาธุชราชฐานนี้มิได้มีเพียงต้นลั่นทมเท่านั้น เพราะยังมีพันธุ์ไม้อื่นๆ อีกมากมายสารพัน แต่เหตุที่หลายคนมักกล่าวถึงลั่นทมเพราะเป็นที่น่าสังเกตว่าในบริเวณเรือน หรือพระตำหนักต่างๆ จะอุดมไปด้วยลั่นทม ดังนั้นหากคุณไปเที่ยวชมพระราชฐานแห่งนี้ในช่วงที่ลั่นทมบานสะพรั่งคุณจะได้กลิ่นหอมเย็นของลั่นทมตลบอบอวลไปทั่วทั้งเขตพระราชฐาน

ผู้รู้ด้านพันธุ์ไม้บอกว่า สาเหตุหนึ่งที่มีการนำลั่นทมไปปลูกไว้ในเขตพระราชฐานแห่งนี้ก็เพราะเป็นไม้ที่ทนความแห้งแล้งได้ดี ดังนั้นจึงน่าจะเหมาะกับการนำไปปลูกบนเกาะที่อาจจะไม่มีน้ำไม่มากนัก ยกเว้นในช่วงหน้าฝน แต่ที่สำคัญคือต้นลั่นทมมีรูปทรงสวยงาม ยิ่งต้นที่มีอายุมากๆ ก็จะยิ่งมีรูปทรงที่งดงามมากขึ้น ดังนั้นใครก็ตามที่ได้เห็นต้นลั่นทมในเขตพระจุฑาธุชราชฐานแล้วก็จะต้องบอกเป็นเสียงเดียวกันว่างามมาก เพราะมีกิ่งก้านสวยงาม เวลาเมื่อต้นทิ้งใบก็จะงดงามราวกับภาพวาดของจิตรกรชั้นครู

วันนี้เลยพูดถึงเรื่องลั่นทมในพระจุฑาธุชราชฐานเสียยืดยาว เพราะว่ามีผู้ถามเรื่องนี้มาก แต่ขอย้ำว่านอกจากลั่นทมที่งดงามแล้ว พระจุฑาธุชราชฐานยังมีความงดงามในแง่มุมต่างๆ อีกมากมาย ซึ่ง Mr.Flowerได้นำเสนอให้คุณๆ ได้รับทราบไปแล้วเมื่อสอง-สามสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเรื่องโบราณสถานต่างๆ ซึ่งขอบอกว่า เมื่อใครก็ตามที่ได้เข้าไปสัมผัสความวิจิตรของพระราชฐานแห่งนี้แล้วต่างก็หลงใหลในความงามแบบเรียบง่ายกันทุกคน หลายคนสามารถนั่งชมความงามของสะพานอัษฎางค์ได้เป็นเวลาหลายชั่วโมง โดยเฉพาะในช่วงที่พระอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้า

แต่มีอีกสิ่งหนึ่งที่อยากจะชวนคุณชมก็คือ เหล่าฝูงหมูป่าที่เดินหากินกันอย่างสำราญบานใจในเขตพระราชฐาน ในบางช่วงหมูป่าจะมีลูกน้อยเดินตามเป็นพรวน ราวกับขบวนพาเหรด หมูป่าเหล่านี้อยู่บนเกาะแห่งนี้มายาวนานมาก ชาวบ้านบนเกาะสีชังบอกว่า เกิดมาก็เห็นหมูป่าแล้ว

อย่างไรก็ตาม ขอย้ำว่าทริปชมพระจุฑาธุชราชฐาน วันที่ 11-12 กรกฎาคมนี้ ไม่สามารถรับสมาชิกเพิ่มเติมได้อีกแล้ว แต่หากคุณมีความประสงค์จะไปเที่ยวกับMr.Flower ก็ขออนุญาตพาคุณไปเที่ยวในทริปหน้าครับ สนใจร่วมทริปหน้า โปรดติดต่อ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : เกาะสีชัง เกาะในประเทศไทยแห่งเดียวที่มีพระราชฐาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/500468

ตะลอนเที่ยว : เกาะสีชัง เกาะในประเทศไทยแห่งเดียวที่มีพระราชฐาน

ตะลอนเที่ยว : เกาะสีชัง เกาะในประเทศไทยแห่งเดียวที่มีพระราชฐาน

วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เป็นเวลาต่อเนื่องกันสองสัปดาห์มาแล้วที่ Mr.Flower นำเสนอเรื่องราวที่แสนน่าสนใจของเกาะสีชังและตั้งใจว่าจะชักชวนคุณๆ ไปเที่ยวบนเกาะประวัติศาสตร์แห่งนี้ด้วยกัน

ล่าสุดสรุปกำหนดการเดินทางไปท่องเที่ยวเกาะสีชังเรียบร้อยแล้ว คือวันที่ 11-12 กรกฎาคม 2563 สาเหตุที่กำหนดช่วงเวลาดังกล่าวก็เพราะตรวจสอบสภาพดินฟ้าอากาศเรียบร้อยแล้ว โดยในช่วงนั้นปลอดฝน ทะเลสงบ และที่สำคัญคือไม่ใช่ช่วงวันหยุดยาวต่อเนื่อง (long weekend) ครั้งแรกตั้งใจจะไปเที่ยวแล้วนอนพักผ่อนบนเกาะสีชังเป็นเวลา 2 คืน แต่สมาชิกหลายรายเสนอแนะว่านอนแค่คืนเดียวก็พอแล้ว เพราะต้องการจะเน้นเฉพาะเขตประวัติศาสตร์ในพระจุฑาธุชราชฐานเท่านั้น และที่สำคัญคือตรงกับวันเสาร์-อาทิตย์ ทำให้ไม่ต้องลางานเมื่อสมาชิกสรุปตรงกันเช่นนี้ก็ทำให้ Mr.Flower กำหนดวันเดินทางไปเที่ยวเกาะสีชังเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ที่11-12 กรกฎาคม

ดังนั้นหากคุณๆ ท่านใดต้องการจะร่วมเดินทางไปท่องเที่ยวกับเรา โปรดติดต่อด่วนที่โทรศัพท์หมายเลข091-7233615 ขอเรียนย้ำเหมือนเช่นเคยว่า เราเดินทางกันเพียงกลุ่มเล็กๆ เท่านั้นครับ (รับสมาชิก 12 ท่าน) ส่วนเรื่องอาหารการกินและเรื่องที่พักนั้น รับรองว่าอาหารอร่อย ที่พักดี เพราะเราเที่ยวกันแบบกินดีอยู่ดี เน้นความเป็นกันเอง เที่ยวแบบสบายๆ ไม่รีบร้อน แต่เน้นเจาะลึกด้านประวัติศาสตร์ด้วยการเข้าไปสัมผัสกับแหล่งประวัติศาสตร์โดยตรง

สำหรับภาพสถานที่ต่างๆ ในพระจุฑาธุชราชฐานที่นำมาประกอบคอลัมน์ในวันนี้ เน้นการเปรียบเทียบให้เห็นว่าก่อนบูรณะกับเมื่อบูรณะเรียบร้อยแล้วทุกอย่างสวยงามวิจิตรเพียงใด โดยอาคารสำคัญๆ ที่นำมาให้ชมในวันนี้ก็คือ อาไศรยสถาน 3 หลัง คือเรือนวัฒนา (พระนามของสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี) เรือนผ่องศรี (พระนามของพระนางเจ้าเสาวภาผ่อนศรี พระวรราชเทวี พระราชอิสริยยศในขณะนั้น) และเรือนอภิรมย์ (พระนามของพระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์) และยังมีเรือนไม้ริมทะเลหรืออาคารเขียว สะพานอัษฎางค์ ฐานของพระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์ (ซึ่งพระที่นั่งองค์นี้ได้ถูกรื้อลงแล้วนำไปสร้างเป็นพระที่นั่งวิมานเมฆในพระราชวังดุสิตต่อมา) พระอุโบสถวัดอัษฎางคนิมิตรและเจดีย์เก่าแก่ที่มีมาก่อนก่อสร้างพระจุฑาธุชราชฐาน

พระจุฑาธุชราชฐานนี้ตั้งขึ้นตามพระนามสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก และในเขตพระราชฐานแห่งนี้ยังมีพระที่นั่งองค์อื่นๆ อีกคือ พระที่นั่งโกสีย์วสุภัณฑ์ พระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์ พระที่นั่งโชติรสประภาต์ พระที่นั่งเมขลามณี แต่พระที่นั่งทั้งหมดนั้นมิได้ปรากฏอยู่อีกต่อไป

แล้วหลังจากวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 เมื่อปี พ.ศ. 2436 การก่อสร้างต่างๆ ในเขตพระราชฐานแห่งนี้ก็ยุติลง และพระจุฑาธุชราชฐานแห่งนี้ก็มิได้ถูกใช้เป็นพระราชฐานในการเสด็จแปรพระราชฐานนับแต่นั้นมา แล้วถูกปล่อยร้างให้ทรุดโทรมลง จนกระทั่งในที่สุดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับมอบสิทธิ์ใช้ที่ดินบางส่วนจากกรมธนารักษ์ เพื่อทำสถานีวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเล และเป็นศูนย์ฝึกนิสิต และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยังทำหน้าที่ดูแลรักษาพระจุฑาธุชราชฐานด้วย

ตะลอนเที่ยว : อร่อยแบบมีคุณภาพที่ครัวศิลปาชีพ เชียงใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/499029

ตะลอนเที่ยว : อร่อยแบบมีคุณภาพที่ครัวศิลปาชีพ เชียงใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ช่วงนี้รัฐบาลไทยประกาศผ่อนคลายมาตรการเข้มงวดที่เคยประกาศใช้มาตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม2563 เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 แล้ว ดังนั้น คนไทยจำนวนไม่น้อยก็เริ่มเดินทางไปเยี่ยมญาติในจังหวัดต่างๆ และท่องเที่ยวกันมากขึ้น เพราะคนไทยจำนวนไม่น้อย เห็นว่าการเดินทางท่องเที่ยวคือสิ่งสำคัญประการหนึ่งของชีวิต  

จังหวัดหนึ่งที่คนไทยนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ คือ เชียงใหม่ ขอบอกว่าเชียงใหม่ในช่วงนี้น่าท่องเที่ยวมาก เพราะธรรมชาติฟื้นตัวจนเข้าขั้นสมบูรณ์หลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายไป อาการในเชียงใหม่สะอาดบริสุทธิ์มากกว่าช่วงที่เกิดปัญหาหมอกควันพิษ และค่าฝุ่นละออง PM2.5กระจายไปเต็มเมือง จนทำให้เชียงใหม่กลายเป็นพื้นที่ที่มีคุณภาพอากาศเลวร้ายที่สุดแห่งหนึ่งของโลกใบนี้ แต่ขอย้ำว่าบัดนี้ อากาศเชียงใหม่ใสสะอาดและบริสุทธิ์ จนสามารถสูดลมหายใจได้เต็มปอด โดยเฉพาะในช่วงหลังฝนหยุดตกใหม่ๆ จะสามารถสัมผัสได้ถึงความบริสุทธิ์ของอากาศได้อย่างชัดเจน ต้นไม้ ใบไม้สดชื่นอย่างเห็นได้ชัดหลังจากได้รับน้ำฝน ผู้คนสามารถมองเห็นยอดดอยสุเทพได้ชัดกระจ่างจากทั่วทุกมุมของตัวเมืองเชียงใหม่ (หากไม่มีตึกสูงๆ และป้ายโฆษณาขนาดยักษ์ใหญ่ที่ก่อให้เกิดทัศนอุจาดบดบังสายตา)

ถนนหนทางในเชียงใหม่โล่งขับรถขับราได้สะดวกสบาย แม้กระทั่งจุดที่เคยมีผู้คนพลุกพล่านตลอดเวลาราวกับไม่มีวันหยุดพัก อย่างเช่น ประตูท่าแพ ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ และถนนรอบคูเมืองเชียงใหม่ ไนท์บาซาร์ และถนนขึ้นพระธาตุดอยสุเทพ แต่สถานที่ต่างๆ ที่กล่าวถึงนั้นกลับน่าไปเยี่ยมไปเยือนมากโดยเฉพาะในช่วงนี้

ร้านค้า ร้านอาหารที่เคยแออัดมีผู้คนแย่งกันกิน แย่งกันเข้าไปใช้บริการตลอดเวลาก็กลับน่านั่งน่าเข้าไปรับประทานอาหาร เพราะไม่ต้องเล่นเก้าอี้ดนตรีกันเหมือนเช่นในช่วงที่ผู้คนหลั่งไหลขึ้นไปเที่ยวเชียงใหม่

วันนี้ผมอยากจะชวนคุณขึ้นไปเที่ยวเชียงใหม่ด้วยกันอีกสักครั้ง แล้วจะพาคุณไปชมสถานที่สำคัญต่างๆ ของเชียงใหม่แบบ slow life เช่น วัดพระสิงห์ วัดเจดีย์หลวง
วัดพระธาตุดอยสุเทพ ดอยปุย ไหว้สาครูบาเจ้าศรีวิชัย แล้วชวนคุณไปรับประทานอาหารรสชาติดี สะอาด มีคุณภาพดีเยี่ยมที่ครัวศิลปาชีพ เชียงใหม่

ครัวศิลปาชีพ แห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อยู่บนถนนห้วยแก้ว อยู่ในพื้นที่โครงการอาคารจำหน่ายผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพโครงการตามพระราชดำริ เมื่อรับประทานอาหารเรียบร้อยแล้วยังสามารถเลือกซื้อสินค้าคุณภาพดีเยี่ยมจากศูนย์ศิลปาชีพที่มีอาคารอยู่ใกล้ชิดกันอีกด้วย

สำหรับอาหารขึ้นชื่อของครัวศิลปาชีพคือ อาหารที่ทำจากปลาเทร้าท์ภูเขา ปลาแซลมอน เป็ดอี้เหลียงโรตีแกงเขียวหวาน ข้าวตังหน้าตั้ง อาหารที่ทำจากหมูจินหัว ยำศิลปาชีพและที่พลาดไม่ได้ในช่วงนี้คือข้าวแช่ชาววัง ที่จะหารับประทานได้เฉพาะในช่วงหน้าร้อนเท่านั้น แต่ปีนี้พิเศษสุดเพราะแม้จะเลยหน้าร้อนแล้ว แต่ยังคงมีให้รับประทานได้ แต่คงมีให้รับประทานอีกเพียงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้นก่อนจะยุติการผลิตในปีนี้ ซึ่งก็ต้องรอรับประทานอีกครั้งในหน้าร้อนปีหน้า

ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2563 ครัวศิลปาชีพ เชียงใหม่ เปิดบริการตามเวลาดังนี้ เริ่มตั้งแต่ 09.00-17.30 น. เปิดบริการทุกวันกรุณาโทรศัพท์สำรองที่นั่งก่อนที่หมายเลข 061-7921133

ตะลอนเที่ยว : ช่วยวัวช่วยควาย ช่วยเพราะอยากเห็นพวกเขามีชีวิตเป็นสุขในท้องทุ่งโล่งกว้าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/479280

ตะลอนเที่ยว : ช่วยวัวช่วยควาย ช่วยเพราะอยากเห็นพวกเขามีชีวิตเป็นสุขในท้องทุ่งโล่งกว้าง

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ก่อนอื่นในนามของหนังสือพิมพ์แนวหน้า Mr.Flower ต้องขอกล่าวคำว่าขอบคุณมากที่สุด สำหรับทุกท่านที่แสดงความชื่นชมโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือจากโรงฆ่าสัตว์เพื่อมอบให้ผู้เหมาะสมนำโคกระบือไปเลี้ยงดูจนกว่าสัตว์จะถึงวันตายตามอายุขัยโดยธรรมชาติ หลายท่านแสดงความจำนงขอร่วมบริจาคเงินกับโครงการ หลายท่านถามว่าทำไมไม่รับเงินบริจาคในระยะนี้ หลายคนถามว่าหากต้องการจะบริจาคเงินเพื่อไถ่ชีวิตโคกระบือทั้งตัวหรือมากกว่าหนึ่งตัว สามารถร่วมบริจาคได้ไหม และหลายท่านก็ถามว่าหากต้องการได้รับโคกระบือไปเลี้ยงดู ต้องทำตามเงื่อนไขอย่างไร และอีกสารพัดคำถาม และสารพัดคำชมเชย

Mr.Flower ขอเรียนแจ้งอีกครั้งว่า โครงการนี้ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่ผู้บริหารของหนังสือพิมพ์แนวหน้ายังคงสนับสนุนการทำโครงการนี้ เพราะโครงการนี้ทำขึ้นด้วยความสมัครใจ และด้วยความสนับสนุนของกองบรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้า โดยมอบหมายให้Mr.Flower เป็นเสมือนผู้จัดการโครงการ เพราะต้องเป็นผู้ติดต่อประสานงานกับผู้รับมอบโคกระบือ ติดต่อประสานงานเรื่องการซื้อโคกระบือจากโรงฆ่าสัตว์ และประสานงานกับผู้รับโคกระบือไปดูแลต่อไป รวมถึงการจัดทำนิติกรรมสัญญากับผู้รับโคกระบือไปเลี้ยงดู และติดตามดูแลความเป็นอยู่ของโคกระบือที่ส่งมอบไปแล้ว

ส่วนคำถามที่ว่าทำไมจึงไม่รับเงินร่วมบริจาคในระยะนี้ คำตอบคือ เนื่องจากผู้จัดทำโครงการยังไม่สามารถเลือกสรรผู้เหมาะสมที่สุดที่จะได้รับโคกระบือไปดูแลต่อไป ดังนั้นเมื่อยังไม่มีผู้เหมาะสมที่จะรับสัตว์ไปเลี้ยงดู ก็จึงยังไม่มีการรับบริจาคเงินเพื่อเข้าโครงการ เนื่องจากไม่ต้องการให้เงินบริจาคไปตกค้างอยู่ในบัญชีธนาคาร แต่จะรับบริจาคต่อเมื่อสามารถคัดเลือกผู้เหมาะสมที่สามารถรับโคกระบือไปเลี้ยงดูได้แล้วเท่านั้น จึงจะมาเรียนแจ้งให้ทุกท่านทราบ และจะขอรับบริจาคสมทบเข้าโครงการต่อไป ดังนั้นหากท่านผู้อ่านแนวหน้ามีความประสงค์จะแนะนำให้ผู้ทำโครงการได้รู้จักกับผู้ที่สามารถนำสัตว์ไปเลี้ยงดูต่อได้อย่างเหมาะสมโปรดกรุณาแจ้งให้ผู้ทำโครงการทราบด้วย จะได้ประสานงานไปยังผู้นั้นโดยตรง

ส่วนที่ถามว่าจะสามารถบริจาคเพื่อไถ่ชีวิตโคกระบือทั้งตัวหรือมากกว่าหนึ่งตัวได้หรือไม่นั้น ตอบว่าแล้วแต่ความศรัทธาและความสะดวกของท่านครับ โครงการไม่มีเงื่อนไขการรับบริจาคใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนที่มีผู้ถามว่า ถ้าจะมอบโคกระบือให้กับโครงการ เพื่อให้โครงการนี้นำไปมอบให้กับผู้เลี้ยงดูต่อไป สามารถทำได้หรือไม่ ตอบว่า ได้ครับ แต่ท่านผู้มอบโคกระบือให้โครงการ ต้องมีหนังสือรับรองความเป็นเจ้าของสัตว์เป็นเครื่องยืนยันด้วยครับ เพื่อป้องกันปัญหาด้านคดีความอันอาจจะเกิดตามมาในอนาคต

และเป็นที่น่ายินดีว่า หลังจากที่แนวหน้าทำโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือมาได้ 5 ปีเศษ โครงการนี้ได้รับความสนใจจากทั้งผู้อ่านทั่วไป และจากบริษัทห้างร้านขนาดใหญ่ โดยบางบริษัทร่วมสมทบทุนกับโครงการอย่างต่อเนื่อง และบางบริษัทแสดงความประสงค์จะเข้าร่วมทำโครงการนี้ด้วย ซึ่งแนวหน้ายินดีต้อนรับทุกบริษัทที่ต้องการเข้าร่วมโครงการนี้กับเราด้วยความยินดียิ่ง ตัวอย่างบริษัทที่ทำโครงการนี้กับเรา ได้แก่ บริษัท บางจาก จำกัด (มหาชน) บริษัท ดีรติ จำกัด เป็นต้น แต่ส่วนใหญ่ของผู้ร่วมบริจาคกับโครงการจะมาจากผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้า และจากผู้ฟังรายการ Good Time ทางวิทยุ FM 101ทุกวันอาทิตย์ เวลา 19.30-21.00 น. ดำเนินรายการโดยคุณเฉลิมชัย ยอดมาลัย บรรณาธิการและคอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์แนวหน้า และล่าสุดมีบริษัทผลิตและจำหน่ายสีบริษัทหนึ่งติดต่อเข้ามาเพื่อขอทราบรายละเอียดของโครงการนี้เพราะต้องการเข้ามามีส่วนร่วมกับโครงการ ซึ่ง Mr.Flowerกำลังนัดแนะวันเวลาที่สะดวกกับผู้บริหารของบริษัทสีรายดังกล่าว (ขออภัยยังไม่ต้องการเปิดเผยชื่อให้ทราบในขณะนี้) เพื่อจะได้เข้าไปพูดคุยรายละเอียดของโครงการให้ได้รับทราบ เพื่อจะได้ร่วมกันดำเนินโครงการนี้ต่อไป

มีผู้อ่านแนวหน้าจำนวนมากบอกว่าอยากให้โครงการนี้ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ เพราะอย่างน้อยที่สุด ผู้ร่วมบริจาคได้รับรู้อย่างต่อเนื่องว่าโคกระบือที่โครงการไถ่ชีวิตออกมาจากโรงฆ่าสัตว์แล้วไปอยู่ที่ไหนบ้าง มีความเป็นอยู่อย่างไร และชื่นชอบตรงที่ผู้ทำโครงการฯ ไปเยี่ยมเยียนวัวควายและคนรับดูเป็นระยะๆ โดยไม่ทอดทิ้งพวกเขา

สำหรับภาพชุดล่าสุดที่นำมาฝากคุณผู้อ่านแนวหน้าในวันนี้คือ ภาพแห่งความสุขของทั้งวัวควายและคนเลี้ยงดูวัวควาย คุณได้เห็นแล้วว่าวัวควายที่โครงการฯ ไถ่ชีวิตมาล่าสุดจำนวน 27 ตัว จากโรงฆ่าสัตว์แห่งหนึ่งในเชียงรายเมื่อปลายเดือนมกราคม วันนี้เขามีชีวิตที่เบิกบาน มีคนดูแลเขาเป็นอย่างดีเขามีที่อยู่ที่กินที่ปลอดภัย และที่สำคัญคือเขาได้ให้สมาชิกใหม่มาแล้ว 2 ตัว และกำลังจะให้กำเนิดสมาชิกใหม่ในเร็วๆ นี้อีก 4 ตัว

นี่คือความสุขใจของผู้ร่วมทำโครงการนี้ เป็นความสุขใจที่เกิดจากการให้ชีวิต ให้โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน นอกจากแค่เพียงได้เห็นวัวควายที่กำลังจะถูกต้อนเข้าโรงฆ่าสัตว์ได้มีชีวิตใหม่ที่เบิกบาน วันหน้าในอนาคตอันใกล้นี้จะชวนคุณๆ ไปเยี่ยมพวกเขาด้วยกัน

หากคุณสนใจโครงการนี้ โปรดติดต่อสอบถามได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

การให้ชีวิตคือการให้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

ตะลอนเที่ยว : วัวควายเบิกบาน คนเลี้ยงดูก็สุขใจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/477740

ตะลอนเที่ยว : วัวควายเบิกบาน คนเลี้ยงดูก็สุขใจ

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คุณเคยเห็นวัวและควายยิ้มไหม

หลายคนอาจจะบอกว่า ถามบ้าๆ สิวัวควายที่ไหนจะยิ้มได้

แต่คุณเชื่อไหมครับว่าวัวควายที่คณะผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้า ผู้ชมรายการแนวหน้าวาไรตี้ (ออกอากาศทาง TNN 2 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 14.00-14.25 น.) และผู้ฟังรายการ Good Time (ออกอากาศทางวิทยุเอฟเอ็ม 101 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 19.30-21.00 น.) ร่วมกันมอบวัวควายชุดล่าสุด 27 ตัว และยังมีวัวควายอีก 6 ตัวที่บริจาคโดยคณะผู้ศรัทธาในตัวพระเมธีวชิโรดม (ท่าน ว. วชิรเมธี) โดยวัวควายทั้ง 33 ตัวนี้ได้ส่งมอบให้ชาวบ้านในจังหวัดเชียงรายเป็นผู้นำไปเลี้ยงดูต่อไป โดยผู้รับมอบทุกคนเป็นนักเรียนของโรงเรียนชาวนา ซึ่งอยู่ในความดูแลของสถานวิปัสสนาสากล ไร่เชิญตะวันเชียงราย โดยได้ส่งมอบวัวควายทั้งหมดเมื่อวันที่29 มกราคม 2563 ณ ไร่เชิญตะวัน หลังจากไถ่ชีวิตพวกเขาทั้งหมดมาจากโรงฆ่าสัตว์ในจังหวัดเชียงราย

หลังจากคณะของเราได้ส่งมอบวัวควายให้ผู้รับไปเลี้ยงดูต่อได้ประมาณ 1 สัปดาห์ ควายตัวหนึ่งก็ตกลูกออกมาเป็นลูกควายเผือก สีชมพูแสนสวยงาม เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจมาก เพราะแม่ควายมีสีดำมะเมื่อม (หากคุณติดตามอ่านคอลัมน์นี้มาโดยตลอด คงจำได้ว่าแม่ควายตัวนี้ขาหลังข้างขวามีปัญหา ทำให้เดินได้ไม่สะดวก เจ้าของโรงฆ่าสัตว์บอกกับคณะของเราว่า เขาจะต้องถูกฆ่าในวันรุ่งขึ้น (วันที่ 29 มกราคม 2563) เมื่อได้ฟังดังนั้น คณะของเราจึงบอกกับเจ้าของโรงฆ่าสัตว์ว่า ถ้าเช่นนั้นเราขอไถ่ชีวิตตัวนี้ก่อน) เจ้าลูกควายเผือกแสนสวยตัวนั้นได้ชื่อว่า มีเงิน

แล้วหลังจากนั้นอีกประมาณ 2 สัปดาห์ควายอีกตัวหนึ่งที่คณะของเรามอบให้นักเรียนชาวนานำไปเลี้ยงดูก็ตกลูกออกมาอีกหนึ่งตัว แต่สมาชิกใหม่รายนี้ไม่ได้เป็นควายเผือก แต่ถึงแม้จะไม่ใช่ควายเผือก เจ้าสมาชิกใหม่รายนี้ก็มีความน่ารักน่าชังมาก และได้ชื่อว่า อุ้มบุญ

คุณผู้อ่านอาจจะสงสัยว่าทำไมเพิ่งมอบวัวควายให้กับผู้รับไปเลี้ยงดูได้ไม่นาน แต่ทำไมวัวควายจึงตกลูกเร็วขนาดนี้ ก็ขอเฉลยให้ทราบว่าคณะผู้ร่วมไถ่ชีวิตโคกระบือจากโรงฆ่าสัตว์ตั้งเป้าหมายไว้เป็นอันดับแรกว่า จะไถ่ชีวิตวัวควายที่มีท้องก่อนเป็นอันดับแรก แล้วอันดับต่อมาคือไถ่ชีวิตวัวควายแม่ลูกอ่อน และลำดับสุดท้ายคือไถ่ชีวิตวัวควายอื่นๆ และนอกจากนั้นคณะของเรายังตั้งใจว่าหากพบว่ามีวัวควายที่บาดเจ็บและพิการ ซึ่งวัวควายประเภทนี้จะถูกฆ่าก่อนเป็นอันดับแรก เพราะไม่มีใครต้องการเลี้ยงดูอีกต่อไปแต่คณะของเราตั้งใจจะไถ่ชีวิตของเขาแล้วนำไปรักษาพยาบาล ซึ่งคณะของเราก็ได้ทำมาแล้ว โดยการรักษาวัวแม่ลูกอ่อนวัวขาหัก โดยใช้เวลารักษาเขานานกว่า 1 ปี จนสุดท้ายเขาก็สามารถจะกลับไปใช้ชีวิตได้เกือบปกติแล้ว แม้เขาจะยังเดินได้ไม่เป็นปกติเหมือนวัวทั่วไปก็ตาม แต่อย่างน้อยที่สุดเขาก็ไม่ถูกฆ่า

วันนี้ Mr. Flower นำภาพน่ารักน่าชังของลูกควายที่เพิ่งเกิดใหม่มาให้คุณๆ ได้รับชม และเชื่อมั่นว่าเมื่อคุณได้เห็นภาพลูกควายเผือกแสนสวยแล้ว คุณคงยิ้มได้ และขณะเดียวกันก็มั่นใจว่า เมื่อคุณเห็นภาพลูกควายสีดำที่นั่งอยู่บนรถเข็น คุณก็น่าจะยิ้มได้อีกเช่นกัน แต่ที่มากกว่านั้นคือ เราเชื่อว่าภาพลูกควายและลูกวัวที่กำลังดูดนมจากเต้าของแม่ จะยิ่งทำให้คุณยิ้มหวานมากขึ้น

นอกจากนี้ Mr. Flower ยังนำภาพความเป็นอยู่ของวัวควายหลังจากที่พวกเขาถูกไถ่ชีวิตออกมาจากโรงฆ่าสัตว์ แล้วได้ไปอยู่กับคนที่รักพวกเขาอย่างแท้จริง คุณอาจจะไม่ได้เห็นวัวควายยิ้มด้วยตาของคุณเอง แต่คนที่รับพวกเขาไปเลี้ยงดูบอกกับคณะของเราว่า ทุกวันนี้เมื่อวัวควายได้รับความรักความเมตตาจากคนเลี้ยง คนเลี้ยงบอกว่าเขาได้เห็นวัวควายยิ้มหวาน ได้เห็นว่าวัวควายมีความสุข ส่วนคนเลี้ยงดูก็มีความสุข และมีความปีติอิ่มเอิบใจ

หากคุณสนใจอยากจะไปชมภาพความสุขของวัวควายที่คณะของเรามอบให้กลุ่มนักเรียนโรงเรียนชาวนานำไปเลี้ยงดูแล้วละก็ วันหน้า (ในอนาคตอันใกล้นี้) คณะของเราจะไปเยี่ยมวัวควายและไปเยี่ยมคนเลี้ยงดูวัวควายกลุ่มนี้ด้วยกันที่จังหวัดเชียงราย หากกำหนดวันเดินทางไปเรียบร้อยแล้ว จะเรียนแจ้งให้ทราบในคอลัมน์นี้
ครับ

ส่วนเรื่องที่ผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้า และผู้ติดตามชมรายการแนวหน้าวาไรตี้ และผู้ฟังรายการวิทยุ Good Time ถามว่าหาก ต้องการจะร่วมบริจาคไถ่ชีวิตวัวควายกับแนวหน้าอีกจะต้องทำอย่างไร ก็ขอเรียนแจ้งให้ทราบว่า หากคณะของเราสามารถเลือกสรรผู้ที่มีความเหมาะสมที่สามารถรับวัวควายไปเลี้ยงดูได้เป็นอย่างดีแล้ว คณะของเราจะมาเรียนแจ้งเรื่องการรับบริจาคให้ท่านทราบโดยทันที และขอเรียนแจ้งว่าในขณะที่คณะของเรายังไม่สามารถเลือกสรรผู้รับวัวควายไปเลี้ยงดูได้ คณะผู้ทำโครงการจะยังไม่ขอรับบริจาคเงินแต่ประการใด เนื่องจากไม่ต้องการนำเงินที่ได้รับบริจาคไปเก็บไว้ จึงเรียนมาเพื่อทราบ และกราบอนุโมทนาบุญกับทุกท่านด้วย

สำหรับคุณๆ ที่ต้องการทราบรายละเอียดโครงการไถ่ชีวิตวัวควายจากโรงฆ่าสัตว์กับหนังสือพิมพ์แนวหน้า กรุณาโทรศัพท์สอบถามได้ที่หมายเลข 091-7233615