ตะลอนเที่ยว : สีชัง ชังแต่ชื่อ เกาะนั้นหรือจะชังใคร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/476260

ตะลอนเที่ยว : สีชัง ชังแต่ชื่อ เกาะนั้นหรือจะชังใคร

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อประมาณหลังปีใหม่ปีนี้ Mr.Flower เคยบอกคุณๆ ว่าจะพาแฟนคอลัมน์นี้ไปเที่ยวเกาะสีชังด้วยกัน และแล้วเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ Mr.Flower ก็ได้พาผู้อ่านแนวหน้ากลุ่มเล็กๆ ไปเที่ยวเกาะสีชังมาแล้ว โดยนอนบนเกาะแห่งนี้รวมสองคืน ซึ่งผู้ร่วมทริปเล็กๆ ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่คิดมาก่อนเลยว่าเกาะสีชังจะเต็มไปด้วยสีสันของผู้คนและฝูงหมูป่า มนตราของธรรมชาติ และอาหารทะเลสดๆ น้ำทะเลที่ยังคงใสสะอาด รวมถึงความน่ารักน่าชังของทุกสรรพสิ่ง แถมยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ (โดยเฉพาะในยุครัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์)

ผู้ที่ได้ไปเยือนสีชังต้องไม่พลาดการเข้าไปชมพระจุฑาธุชราชฐาน แล้วถ้ายิ่งเป็นหนอนหนังสือที่ชื่นชอบหนังสือประวัติศาสตร์ไทย ในสมัยล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 จะต้องเคยอ่านจดหมายเหตุเสด็จประพาสเมืองจันทบุรี พ.ศ. 2419 บทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 5 ที่ทรงพระราชนิพนธ์โคลงไว้ดังนี้

ถิ่นสุขกายสุขด้วย              ถิ่นดี

จิตโปร่งปราศราคี             ชุ่มชื้น

สองสุขแห่งชาวสี-             ชังเกาะ

อายุย่อมยืนพื้น                แต่ร้อยเรือนริม

พระจุฑาธุชราชฐาน

ย้อนไปแต่ครั้งรัชสมัย รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสเกาะสีชัง ทรงพบว่าชาวเกาะสีชังมีอายุยืนยาวเพราะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน ครั้นในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 ชาวตะวันตกที่เข้ามาในสยามนิยมไปพักตากอากาศบนเกาะสีชัง ทางการจึงได้สร้างบ้านพักตากอากาศให้เช่าพักอาศัย ครั้นเมื่อ พ.ศ. 2431 สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ทรงประชวร แพทย์หลวงถวายความเห็นว่าควรจะเสด็จฯ ไปทรงพักรักษาพระวรกายในสถานที่ได้รับอากาศชายทะเลรัชกาลที่ 5 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จฯไปประทับ ณ เกาะสีชัง จนพระอาการทุเลา ในระยะเวลาใกล้เคียงกันนั้น พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี ทรงประชวรแพทย์หลวงถวายการรักษาในพระนครเป็นเวลานาน แต่พระอาการไม่ทุเลา จึงได้เสด็จฯ ไปประทับ ณ เกาะสีชัง จนพระอาการประชวรได้ทุเลาลง ครั้นในปี 2434 สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ เมื่อทรงมีพระชนมายุ 3 ชันษา ทรงประชวร รัชกาลที่ 5 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จฯไปทรงรักษาพระวรกายที่เกาะสีชังเหมือนพระประยูรญาติพระองค์อื่นๆ ซึ่งในการนี้ รัชกาลที่ 5 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักเพื่อเป็นที่ประทับรักษาพระวรกาย และนอกจากนั้นยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงเรียนขึ้นด้วย เพื่อให้ลูกหลานชาวเกาะสีชังได้มีที่เรียนหนังสือ แล้วพระราชทานนามโรงเรียนว่า โรงเรียนเสาวภา นักเรียนที่เรียนในโรงเรียนแห่งนี้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อการเล่าเรียนแต่อย่างใด  ครั้นต่อมาในปี 2435 พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี ประสูติพระราชกุมารบนเกาะสีชัง พระนามว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก รัชกาลที่ 5 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานนามพระราชฐานบนเกาะแห่งนี้ว่า พระจุฑาธุชราชฐาน

นี่เป็นแค่เพียงเรื่องย่อที่สั้นที่สุดที่ผมเล่าให้คุณฟังเกี่ยวกับประวัติศาสตร์บนเกาะสีชัง อันที่จริงยังมีเรื่องราวต่างๆ อีกมากมายเกี่ยวกับเกาะสีชัง เอาแค่เพียงเฉพาะในเขตพระราชฐานก็มีเรื่องราวที่น่าสนใจอีกมากมาย เพราะมีพระตำหนักต่างๆ (ซึ่งปัจจุบันไม่หลงเหลือแล้ว) แต่มีวัดสำคัญในเขตพระราชฐานชื่อวัดอัษฎางคนิมิตร จุดเด่นของวัดนี้คือพระเจดีย์อุโบสถ พระอุโบสถเป็นอาคารทรงกลม ส่วนยอดเป็นพระเจดีย์ทรงลังกา ประตูหน้าต่างพระอุโบสถทำเป็นแบบศิลปะโกธิก ประดับกระจกสี

อันที่จริงนอกจากพระจุฑาธุชราชฐานแล้ว เกาะสีชังยังมีสถานที่สำคัญอื่นๆ อีกเช่น ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ ช่องเขาขาด(สถานที่ชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดบนเกาะ) ถ้ำเขาพัง และมีวิถีชีวิตของคนบนเกาะสีชังเป็นไฮไลท์ นอกจากนั้นสิ่งที่น่าอัศจรรย์มากที่สุดอีกอย่างหนึ่งบนเกาะสีชังคือ ฝูงหมูป่าที่เดินหากินกันอย่างสนุกสนานจนกลายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของสีชังไปแล้ว แล้วต้องขอบอกว่าลูกหมูป่าตัวเล็กๆ นั้นน่ารักและแสนอัศจรรย์มาก เพราะตอนเขายังเล็กๆ ที่ตัวของเขาจะมีลายยาวพาดตลอดตัวจากหัวถึงโคนหาง แต่เมื่อเขาโตขึ้น ลายกลับหายไปจนหมดสิ้น แสนมหัศจรรย์

เขียนมาถึงตรงนี้ ก็ขอตั้งคำถามเชิงชวนเชิญคุณๆ ว่าคุณสนใจไปเที่ยวเกาะสีชังกับ Mr.Flower ไหมครับ หากสนใจเราจะไปเที่ยวกันแบบกลุ่มเล็กๆ สนใจโปรดติดต่อ091-7233615

ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่

ทะเลสีชัง

ตะลอนเที่ยว : รอยยิ้มของวัว-ควาย (และคน) : ชีวิตใหม่ที่ไม่ต้องรอการถูกฆ่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/474724

ตะลอนเที่ยว : รอยยิ้มของวัว-ควาย (และคน) : ชีวิตใหม่ที่ไม่ต้องรอการถูกฆ่า

วันอาทิตย์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สองสามสัปดาห์มานี้ คอลัมน์ตะลอนเที่ยวได้รับเสียงชื่นชมจากผู้คนจำนวนมากมาย โดยเฉพาะจากกลุ่มผู้มีเมตตาต่อวัวและควาย (รวมถึงสรรพสัตว์อื่น ๆ ที่เป็นเพื่อนร่วมโลกของเรา) ซึ่งคณะของเราเพิ่งไปไถ่ชีวิตของพวกเขา (24 ชีวิต) ออกมาจากโรงฆ่าสัตว์ที่เชียงราย เมื่อปลายเดือนมกราคม 2563

เมื่อเวลาผ่านไปได้เพียง 2-3 สัปดาห์เท่านั้น วัวควายที่คณะของเราไถ่ชีวิตพวกเขาออกมาจากโรงฆ่าสัตว์ได้ตกลูก ให้กำเนิดชีวิตใหม่มาแล้ว 2 ชีวิต โดยชีวิตแรกคือควายเพศผู้ เป็นควายเผือก ซึ่งเกิดมาเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ได้ชื่อว่า มีเงิน ส่วนชีวิตที่สองเกิดมาเมื่อวันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ก็เป็นควายเพศเมียเช่นกัน ได้ชื่อว่า อุ้มบุญMr. Flower ต้องขออภัยคุณผู้อ่านที่ไม่ได้นำภาพสมาชิกใหม่ล่าสุดมาให้คุณชมในสัปดาห์นี้ (เนื่องจากส่งภาพประกอบคอลัมน์ให้กับแผนกจัดหน้าของหนังสือพิมพ์ไปก่อนที่จะทราบข่าวว่ามีสมาชิกใหม่เกิด) แต่ขอสัญญาว่าในสัปดาห์หน้าจะนำภาพสมาชิกใหม่ล่าสุดมาให้คุณๆ ได้ชม และได้ชื่นใจไปพร้อมๆ กัน

แล้วก็ต้องขอเรียนแจ้งให้ทุกท่านทราบด้วยว่าในอีกไม่ช้านาน วัวควายที่คณะของเราได้มอบให้กับกลุ่มนักเรียนโรงเรียนชาวนา จังหวัดเชียงราย นำไปเลี้ยงดูต่อ ก็จะตกลูกออกมาอีก 2 ชีวิต เนื่องจากคณะของเราได้ไถ่ชีวิตวัวควายที่ตั้งท้องออกมาจากโรงฆ่าสัตว์รวมทั้งหมด4 ชีวิตด้วยกัน

Mr. Flower อยากให้คุณๆ ที่ร่วมบริจาค และผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้าได้ไปชมความเป็นอยู่ของวัวควายเหล่านี้มากที่สุด เพราะที่อยู่ใหม่ของพวกเขานั้นจัดได้ว่าสุขสบายเป็นอย่างมาก พวกเขาไม่ต้องรอวันถูกฆ่าเหมือนการอยู่ที่โรงฆ่าสัตว์ พวกเขามีทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ให้เดินเล่น มีหญ้าสดและมีฟางแห้งให้กิน มีโรงนอนที่ปลอดภัย มีต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงา มีปลักโคลนให้ควายลงไปนอนแช่ มีหนองน้ำให้ลงไปเล่นน้ำได้อย่างสบายใจ และที่สำคัญที่สุดคือมีคนที่รักพวกเขาคอยดูแลเป็นอย่างดี

ผู้ร่วมบริจาคเงินสมทบทุนการไถ่ชีวิตวัวควาย (ชุดล่าสุด 27 ชีวิต และชุดก่อนหน้านี้อีก 55 ชีวิต) บอกว่าทุกครั้งที่ได้รับทราบข่าวว่าวัวควายที่ไถ่ชีวิตออกมาจากโรงฆ่าสัตว์ตกลูกออกมาทำให้ทุกคนยิ้มออก และรู้สึกว่าโลกนี้ยังมีความน่ารักอยู่เสมอ

ผู้ร่วมบริจาคหลายคนบอกด้วยว่า หากในอนาคตเมื่อมีทริปไปเยี่ยมวัวควายที่พวกเราร่วมกันไถ่ชีวิต จะต้องไปร่วมทริปด้วยอย่างแน่นอน ซึ่งผมได้กำหนดไว้คร่าวๆ ว่า คณะของเราอาจจะจัดทริปเล็กๆ ไปเยี่ยมพวกเขาในช่วงเดือนพฤษภาคม ทั้งนี้ผมได้หารือกับกลุ่มผู้รับวัวควายไปเลี้ยงเป็นการเบื้องต้นแล้ว กลุ่มผู้รับเลี้ยงทุกคนบอกว่ายินดีต้อนรับด้วยความเต็มใจยิ่ง และอยากขอเชิญให้คณะของพวกเราไปนอนพักที่บ้านของผู้รับเลี้ยงด้วย แต่ผมได้เรียนแจ้งไปว่า คณะของผู้มอบวัวควายคงไม่รบกวนเรื่องที่พัก เพราะความเกรงใจ และไม่ต้องการสร้างภาระให้กับผู้รับเลี้ยงวัวควายแต่ก็ได้กล่าวขอบคุณในน้ำใจไมตรีที่ได้มอบให้กับคณะของเรา

นอกจาก Mr. Flower และหนังสือพิมพ์แนวหน้าจะได้เสียงชื่นชมจากคุณผู้อ่านที่ติดตามและสนับสนุนโครงการไถ่ชีวิตวัวควายจากโรงฆ่าสัตว์แล้ว ยังได้รับการติดต่อจากผู้คนอีกมากมายที่มีความประสงค์จะขอรับสัตว์ไปเลี้ยง ซึ่งจากการพูดคุยกันเบื้องต้นว่า ผู้ที่ต้องการได้รับวัวควายไปเลี้ยงดูต้องทำสัญญาอันมีผลผูกพันตามกฎหมาย และต้องทำตามสัญญาโดยเคร่งครัด โดยเฉพาะเรื่องไม่ขายต่อวัวควายที่ได้รับไปเป็นอันขาด และต้องไม่ฆ่าพวกเขาด้วย ไม่ว่าจะกรณีใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนคำถามยอดนิยมที่ผู้ต้องการจะรับวัวควายไปเลี้ยงถามกันมากคือ หากวัวควายที่ได้รับไปเลี้ยงดูตกลูกแล้ว จะสามารถขายลูกต่อให้ผู้อื่นได้หรือไม่ คำตอบก็คือไม่ได้ เพราะต้องขายให้กับผู้มอบสัตว์ให้เท่านั้น

มีบางคนถามต่อว่า แล้วผู้มอบจะรู้ได้อย่างไรว่าวัวควายมีความเป็นอยู่อย่างไร เพราะเราอยู่ห่างกันไกลมาก คำตอบคือ ผู้มอบมีกรรมวิธีต่างๆ ที่จะเข้าไปตรวจสอบว่าผู้รับเลี้ยงสัตว์ดูแลสัตว์ด้วยความตั้งใจดีหรือไม่ แต่สิ่งสำคัญที่Mr. Flower ได้ถามกับผู้ที่มีความต้องการจะขอรับสัตว์ไปเลี้ยงดูต่อคือ คุณมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ใช่ไหมว่าคุณมีความเมตตาต่อสัตว์อย่างแท้จริงหากคุณเมตตาต่อเขา คุณจะดูแลเขาเป็นอย่างดีแต่หากคุณคิดว่าสัตว์ที่พวกเรามอบให้คุณไปเลี้ยงดูเป็นของฟรี และคิดว่าไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องดูแลเลี้ยงดูพวกเขาเป็นอย่างดี ถ้าหากคิดเช่นนี้ก็เท่ากับคิดผิดตั้งแต่แรกแล้ว เพราะวัวควายที่พวกเรามอบให้พวกคุณนำไปเลี้ยงดูนั้น ไม่ใช่ของฟรีเพราะทุกชีวิตถูกไถ่ออกมาจากโรงฆ่าสัตว์ด้วยการร่วมบริจาคเงินของผู้มีจิตเมตตาทุกคน ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ใช่ของฟรี และก็มีหลายรายที่ถามว่าทำไมต้องทำสัญญาด้วย คำตอบที่ได้รับคือ เพราะสัญญาจะเป็นเครื่องผูกมัดผู้รับวัวควายไปเลี้ยงดูต่อว่าเป็นผู้ที่ยึดมั่นในสัญญาหรือไม่ เพราะหากทำผิดสัญญาก็หมายความว่าจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีจนถึงที่สุด

อย่างไรก็ตาม ขอเรียนแจ้ง ณ ที่นี้อีกครั้งว่า โครงการไถ่ชีวิตวัวควายจากโรงฆ่าสัตว์เพื่อมอบให้เกษตรกรและผู้เหมาะสมรับไปเลี้ยงดูต่อจนกว่าวัวควายจะถึงแก่อายุขัยตามธรรมชาติ ซึ่งโครงการนี้จัดทำโดยหนังสือพิมพ์แนวหน้ายังคงดำเนินโครงการต่อไป และจะเรียนแจ้งความคืบหน้าของโครงการให้คุณได้ทราบโดยผ่านหนังพิมพ์แนวหน้าเท่านั้น หากมีผู้อื่นขอรับบริจาคโดยแอบอ้างชื่อหนังสือพิมพ์แนวหน้า ขอให้คุณโปรดอย่างหลงเชื่อ ทั้งนี้คุณสามารถสอบถามรายละเอียดของโครงการนี้ได้ทางหมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615 เพียงหมายเลขเดียวเท่านั้น

ขอกราบอนุโมทนาบุญกับผู้อ่านแนวหน้าทุกท่าน และผู้ร่วมสนับสนุนโครงการนี้ทุกท่านด้วยครับ

ตะลอนเที่ยว : ชีวิตใหม่ ที่มาจากชีวิตเก่า ซึ่งรอดพ้นจากการถูกฆ่าเพื่อเป็นอาหารของคน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/473205

ตะลอนเที่ยว : ชีวิตใหม่ ที่มาจากชีวิตเก่า ซึ่งรอดพ้นจากการถูกฆ่าเพื่อเป็นอาหารของคน

วันอาทิตย์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ภาพประกอบคอลัมน์ตะลอนเที่ยววันนี้เกือบทุกภาพคือภาพของลูกควาย (กระบือ) เพศผู้ตัวเล็กน่ารัก ผิวสีชมพู เพราะเป็นกระบือเผือก เขามีชื่อว่า “มีเงิน” เขาเพิ่งลืมตาดูโลกเมื่อวันจันทร์ที่10 กุมภาพันธ์ 2563 เวลาประมาณ 11 นาฬิกา แม่ของมีเงินชื่อบุญหลาย ทั้งนี้ถ้าหากคุณติดตามคอลัมน์นี้มาอย่างต่อเนื่องคงทราบแล้วว่า บุญหลายคือควายท้องแก่ ที่มีปัญหาขาหลังด้านขวาได้รับบาดเจ็บ ลุกขึ้นยืนได้ค่อนข้างยากลำบาก เมื่อวันที่คณะของเราไปไถ่ชีวิตโค-กระบือที่โรงฆ่าสัตว์ชื่อ 786 ณัฐกิจ เชียงราย ของนายมัณกิจ บุญประเสริฐซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 182/1 หมู่ที่ 22 ต.รอบเวียง อ.เมืองจ.เชียงราย

โดยในวันที่คณะของผู้อ่านแนวหน้า และผู้ชมรายการ แนวหน้าวาไรตี้ รวมถึงผู้ฟังรายการวิทยุ ชื่อ Good Time ซึ่งจัดรายการทางสถานีวิทยุ FM 101 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 19.30-21.00 น. ได้ไปร่วมกันไถ่ชีวิตวัวควายทั้งหมดจากโรงฆ่าสัตว์แห่งนี้ ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด 24 ตัว โดยเบื้องต้นคณะของเราตั้งใจจะไถ่ชีวิตวัวควายที่เป็นแม่ลูกกันทุกตัว รวมถึงวัวควายท้องทุกตัว เนื่องจากมีเงินงบประมาณจำกัด แต่ในที่สุดคณะของเราก็ได้ตัดสินใจไถ่ชีวิตวัวควายทุกตัวออกมาจากที่นั่น เพราะทนไม่ได้กับการที่จะปล่อยให้ตัวเองถูกตั้งคำถามว่า ทำไมจึงไม่นำตัวอื่นๆ ที่เหลืออยู่อีก 8 ชีวิตออกมาด้วย

วันนี้ขอเล่าถึงแม่ควายท้องแก่ตัวหนึ่ง (ซึ่งภายหลังผู้รับไปเลี้ยงดูได้ตั้งชื่อให้ว่าบุญหลาย) โดยควายตัวนี้นอนอยู่ตลอดเวลา ครั้นเมื่อถามเจ้าของโรงฆ่าสัตว์ว่าทำไมเขาจึงมีพุงโตมาก แล้วทำไมจึงนอนตลอดเวลา ก็ได้รับคำตอบว่า เขาท้องแก่ใกล้ตกลูกแล้ว แต่เหตุที่เขาไม่ยืนก็เพราะขาหลังด้านขวาของเขาได้รับบาดเจ็บ และวัวควายที่ขาเจ็บนั้นก็มักถูกฆ่าทิ้ง เพราะไม่มีใครต้องการนำไปเลี้ยงดู คณะของเราก็ถามต่อไปว่า ฆ่าเขาทั้งๆ ที่เขายังมีท้องแก่หรือ จะปล่อยให้เขาตกลูกก่อนหรือไม่คำตอบก็คือ ไม่รอ เพราะไม่คิดว่าจะมีใครซื้อต่อไปเนื่องจากไม่มีใครต้องการวัวควายขาเจ็บ หรือวัวควายพิการ

เมื่อคณะของเราได้ยินคำตอบเช่นนั้น ก็ทำให้เราตัดสินใจได้ทันทีว่า ถ้าเช่นนั้นเราจะไถ่ชีวิตของเขา แล้วจะขอนำไปรักษาต่อ ไม่ว่าจะรักษาหายหรือไม่ก็ตาม ก็จะต้องไถ่ชีวิตของเขาอย่างแน่นอน คณะของเราได้ขอร้องให้ผู้ที่ดูแลวัวควายที่รอการถูกฆ่าในโรงฆ่าสัตว์แห่งนั้น ช่วยทำให้เขายืนให้พวกเราดู เพราะเราต้องการ
ทราบว่าขาที่บาดเจ็บนั้นมีอาการรุนแรงมากมายเพียงใดและจะสามารถรักษาหายได้หรือไม่ หรือต้องใช้เวลารักษานานสักเพียงใด เพราะคณะของเราเคยได้รับความร่วมมือจากคณาจารย์หลายคนจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยร่วมมือกับอาจารย์และนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ รักษาโคแม่ลูกอ่อนที่ถูกวัวตัวอื่นเหยียบจนขาหลังด้านซ้ายหัก ขณะที่เขากำลังนอน จนทำให้กระดูกแทงออกมาภายนอกผิวหนัง และเป็นแผลขนาดใหญ่มาก โดยในเบื้องต้นสัตวแพทย์บางรายบอกว่าไม่มีทางรักษา และไม่สมควรรักษาเพราะไม่เคยมีใครรักษาวัวขาหัก โดยเฉพาะยิ่งเป็นวัวเนื้อแล้วก็หมายความว่าเมื่อขาหักก็ต้องถูกเชือดสถานเดียว แต่ในที่สุดพวกเราก็รักษาแม่วัวตัวนั้นจนหายเกือบเป็นปกติ แม้จะต้องใช้เงินมากพอสมควร และใช้เวลานานกว่าหนึ่งปี แล้วสุดท้ายแม่วัวตัวดังกล่าวก็กลับไปอยู่กับลูกของเขาได้ที่อำเภอเดิมบางนางบวช
สุพรรณบุรี

กลับมาพูดถึงบุญหลาย เมื่อเราตัดสินใจไถ่ชีวิตวัวควายทุกตัวจากโรงฆ่าสัตว์ ซึ่งบุญหลายก็คือหนึ่งในนั้นด้วย ครั้นเมื่อถึงวันมอบวัวควายให้กับผู้รับไปเลี้ยงดูต่อ บุญหลาย (ซึ่งในตอนนั้นยังไม่มีชื่อ) ก็ดูเสมือนจะเป็นสิ่งที่ไม่มีใครต้องการ เพราะทุกคนอยากได้วัวควายที่สมบูรณ์ จนกระทั่งมีสุภาพสตรีคนหนึ่ง ชื่อ สุขศรี ได้เดินเข้าไปหาคณะผู้มอบวัวควายว่า หากไม่มีใครรับควายตัวขาเจ็บ ที่กำลังนอนอยู่ หนูขอรับไปเลี้ยงดูนะคะ

เมื่อคณะผู้มอบได้ยินก็ตกลงใจโดยพลันว่า ขอมอบให้ควายตัวนี้ไปอยู่กับคุณสุขศรี แล้วบอกว่าขอให้ช่วยดูแลเขาให้ดีอย่างที่สุดด้วย แล้วเมื่อถึงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2563 บุญหลายก็ได้ตกลูกออกมาเป็นควายเผือก ได้รับการตั้งชื่อว่ามีเงิน

ทั้งหมดที่เล่ามาให้คุณๆ ได้ฟังเพียงสั้นๆในวันนี้ ก็เพราะมั่นใจว่าเมื่อคุณได้รับทราบเรื่องดีๆ เช่นนี้แล้วจะทำให้คุณมีความชุ่มชื่นใจขึ้นมาโดยทันที และอยากให้คุณร่วมอนุโมทนาบุญกับคณะของเรา ไม่ว่าคุณจะร่วมบริจาคด้วยหรือไม่ก็ตาม ผมก็เห็นว่าเราสามารถร่วมกันอนุโมทนาบุญได้ทุกคน

สำหรับภาพของบุญหลายกับมีเงินที่ผมตั้งใจนำมาฝากคุณในวันนี้ ผมหวังว่าคุณคงยิ้มด้วยความปีติและแช่มชื่นหัวใจ และขอเรียนให้คุณๆ ทราบว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ จะมีวัวควายอีกตัวที่คณะของเราได้ร่วมกันบริจาคจะตกลูกออกมาอีก เพราะคณะของเราไถ่ชีวิตวัวควายท้องออกมาทั้งหมด 3 ตัว และไถ่ชีวิตวัวควายแม่ลูกทั้งหมด 5 คู่ และยังมีวัวน้อยที่แม่ของเขาเพิ่งถูกฆ่าไปไม่นานอีก 1 ตัว วันหน้าผมจะนำภาพน่ารักๆของพวกเขาทั้งหมด 27 ชีวิต (จากการไถ่ชีวิตของคณะเรา)และอีก 6 ชีวิตจากการร่วมบริจาคโดยคณะผู้ศรัทธาในพระเมธีวชิโรดม (ว. วชิรเมธี) ซึ่งรวมทั้งหมดเมื่อวันที่29 มกราคม ได้มีการบริจาคโค-กระบือ รวม 33 ชีวิตให้กับนักเรียนโรงเรียนชาวนา ซึ่งเป็นโครงการภายใต้การดูแลของท่าน ว. วชิรเมธี และคณะทำงาน

สำหรับผู้ที่สนใจร่วมโครงการนี้กับหนังสือพิมพ์แนวหน้า โปรดติดต่อหมายเลข 091-7233615หมายเหตุ โปรดระวังการแอบอ้างหาผลประโยชน์จากโครงการนี้ หากคุณมีข้อสงสัยใดๆ โปรดต่อหมายเลข 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : วัวควายกับบ้านใหม่ ชีวิตใหม่หลังออกจากโรงฆ่าสัตว์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/471691

ตะลอนเที่ยว : วัวควายกับบ้านใหม่ ชีวิตใหม่หลังออกจากโรงฆ่าสัตว์

วันอาทิตย์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

วันนี้ Mr. Flower ขอเล่าเรื่องน่ารักๆ ที่ได้จากผู้รับวัวควาย (โค-กระบือ) ที่พวกเราทุกคนร่วมกันไถ่ชีวิตของพวกเขาออกมาจากโรงฆ่าสัตว์ที่จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 28มกราคม 2563 แล้วมอบให้กับนักเรียนโรงเรียนชาวนานำไปเลี้ยงดูต่อไป โดยต้องทำตามพันธสัญญาที่กระทำไว้ต่อกันระหว่างผู้มอบสัตว์กับผู้รับสัตว์ไปเลี้ยงดูต่อ (ขออนุญาตเล่าให้ฟังคร่าวๆ ว่า นักเรียนโรงเรียนชาวนา อยู่ในโครงการของศูนย์วิปัสสนาสากล ไร่เชิญตะวัน จังหวัดเชียงราย ที่พระเมธีวชิโรดม หรือที่หลายคนรู้จักในนาม ท่านว. วชิรเมธี)

ภาพที่นำเสนอในวันนี้ เป็นเครื่องยืนยันได้ดีว่าวัวควายจากโรงฆ่าสัตว์จำนวน 24 ตัวและอีก 3 ตัว ที่คณะของเราซื้อจากชาวบ้านที่กำลังจะนำไปขายให้โรงฆ่าสัตว์ รวมกันวัวควายอีก 6 ตัว ซึ่งมีผู้มอบให้กับท่าน ว. วชิรเมธี ดังนั้นจึงมีวัวควายที่มอบในวันที่ 29 มกราคม ทั้งหมดรวม 33 ตัว โดยทั้ง 33 ตัวนี้ มีชีวิตที่ดีกว่าเดิมและอีกหลายตัวก็กำลังจะให้กำเนิดชีวิตใหม่ในเร็วๆ นี้

ผู้รับวัวควายไปเลี้ยงต่างตั้งชื่อไพเราะเพราะพริ้งให้กับวัวและควาย เช่น วันใหม่ โบนัส มีโชค บุญเกิด นำโชค โชคชัย ตะวัน จำปีหอมเงิน หอมทอง ทอม โบกัส สีทอง เหมือนฝัน อ้ายคล้าว ทองกวาว ทองเอก ทองทา บุญรักษา บุญรอด ดวงดี และดำนิล เป็นต้น

กลุ่มผู้รับไปเลี้ยงดูมีหลายหลากกลุ่มอาทิ กลุ่มมณฑาทอง ฮักฮอม คำปูน ภูไรซ์ภูไทล้านนา สีดอกบวบ เดือนฉาย ขุนน้ำ และแม่ญิงแม่ลาว เป็นต้น

วันนี้วัวควายมีบ้านใหม่ มีหญ้าสด มีฟางแห้งกินอย่างสุขสมบูรณ์ มีโรงนอน มีผู้สุมไฟกองเล็กๆ เพื่อเอาควันไฟใช้ไล่แมลงที่จะคอยรบกวนวัวควาย และฉีดยาบำรุงให้กับวัวควายตัวที่มีปัญหาสุขภาพ และที่น่ารักมากๆ คือ ภาพวัวควายแม่ลูกได้อยู่ใกล้ชิดกัน และภาพควายนอนแช่งในปลักโคลน รับรองว่าภาพเช่นนี้จะไม่มีวันบังเกิดในโรงฆ่าสัตว์อย่างแน่นอน

ผมเชื่อว่าแค่เพียงผมเล่าให้คุณฟัง แล้วเมื่อคุณได้เห็นรูปประกอบบางรูป คุณที่รักและเมตตาต่อสัตว์จะบังเกิดความปลื้มปีติอย่างมากมาย และคุณก็คงจะร่วมอนุโมทนาบุญไปกับพวกเราทุกคน ทั้งผู้มอบและผู้รับมอบ รวมถึงเหล่าสรรพสัตว์วัวควาย

โครงการครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีและต้องบอกว่าดีมากๆ จนเกินความคาดหมายเพราะได้รับการสนับสนุนและความไว้วางใจจากคุณๆ ทั้งหลาย หลายคนยังสอบถามมาอย่างต่อเนื่องว่า ยังรับบริจาคเงินสำหรับโครงการนี้อีกหรือไม่ และต้องการจะร่วมบริจาคอีก

Mr. Flower ในนามของหนังสือพิมพ์แนวหน้า ขอเรียนแจ้งให้ทราบว่าโครงการนี้ยังดำเนินต่อไปเรื่อยๆ แต่ในระยะนี้ยังไม่รับบริจาคเงิน เนื่องจากยังไม่สามารถหาผู้รับเลี้ยงที่เหมาะสมได้ หากสามารถเลือกสรรผู้รับเลี้ยงที่เหมาะสมได้ ก็จะมาเรียนแจ้งเพื่อให้คุณๆ ที่ต้องการร่วมโครงการนี้ได้รับทราบต่อไป และขอเรียนย้ำเหมือนเดิมว่า หากมีผู้ใดผู้หนึ่งแอบอ้างขอรับเงินบริจาค โดยอ้างว่าเพื่อนำไปสมทบโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือกับแนวหน้าและผู้อ่านแนวหน้า ผู้ชมรายการแนวหน้าวาไรตี้ และผู้ฟังรายการวิทยุ Good Time ที่ดำเนินรายการโดย เฉลิมชัย ยอดมาลัย บรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้า ก็ขอยืนยันว่าผู้ที่แจ้งข้อความเช่นนั้นคือผู้ที่แอบอ้างเพื่อหวังแสวงหาผลประโยชน์เข้าตัวเอง และขออย่าได้หลงเชื่อ และอย่าร่วมบริจาค

สำหรับคุณๆ ที่ต้องการรับทราบรายละเอียดโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือในครั้งต่อๆ ไป โปรดติดตามได้จากหนังสือพิมพ์แนวหน้าและจากรายการต่างๆ ที่ผมแจ้งเท่านั้น หรือสามารถติดต่อสอบถามโดยตรงที่หมายเลข091-7233615 เท่านั้น

ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่ร่วมบริจาค แม้ผู้จัดโครงการจะไม่สามารถออกใบเสร็จรับเงินให้ได้ เนื่องจากโครงการนี้ไม่ได้ทำในเชิงหารายได้ให้กับผู้ใดผู้หนึ่งหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งเป็นการเฉพาะ แต่ผู้จัดโครงการยินดีพาทุกท่านไปเยี่ยมชมวัวควายที่พวกเราช่วยกันไถ่ชีวิตตามที่ต่างๆ โดยจะจัดทัวร์พาคุณๆ ไปเยี่ยมเป็นระยะๆ

ขอกราบอนุโมทนาบุญกับทุกท่าน

ตะลอนเที่ยว : การให้ชีวิตคือการทำทานอันยิ่งใหญ่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/470151

ตะลอนเที่ยว : การให้ชีวิตคือการทำทานอันยิ่งใหญ่

วันอาทิตย์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

มีคำกล่าวมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลว่า ผู้ให้ชีวิตย่อมได้ชีวิตตอบแทน เพราะการให้ชีวิตกับสัตว์หรือคนคือมหาทาน เป็นทานที่ยิ่งใหญ่ ท่านผู้รู้ในสังคมจึงบอกไว้ว่า ผู้ใดให้ชีวิตกับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ผู้นั้นจะมีความอิ่มเอมเบิกบานใจ สังคมใดที่ปราศจากการเบียดเบียนกันและกัน ไม่มีการฆ่าฟันทำลายล้างชีวิตกันและกัน สังคมนั้นจะมีแต่ความสงบสุข

ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้ Mr. Flower ขอนำภาพแห่งความปลื้มปีติอันเกิดจากการร่วมกันบริจาคเงินเพื่อไถ่ชีวิตโค กระบือ ครั้งล่าสุดที่จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่28-29 มกราคม 2563 โดยตัวแทนคณะผู้อ่านแนวหน้าผู้ชมรายการแนวหน้าวาไรตี้ และผู้ฟังรายการ Good Time(รายการนี้ดำเนินรายการโดย เฉลิมชัย ยอดมาลัยบรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้า ที่สถานีวิทยุเอฟเอ็ม 101 วันอาทิตย์ เวลา 19.30-21.00 น.) โดยคณะได้ไปไถ่ชีวิตโค กระบือจากโรงฆ่าสัตว์แห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย (โรงฆ่าสัตว์ชื่อ 786 ณัฐกิจ เชียงราย เลขที่182/1 หมู่ 22 ต.รอบเวียง อ.เมือง จ.เชียงราย หมายเลขโทรศัพท์ 095-4529999) โดยไถ่ชีวิตโค กระบือจำนวน 24 ตัว คิดเป็นเงินจำนวน 624,000 บาท ซึ่งการไถ่ชีวิตในครั้งนี้คณะของเราได้ไถ่ชีวิตโค กระบือทุกตัวออกจากโรงฆ่าสัตว์ และนอกจากนั้นยังได้ไถ่ชีวิตโคอีก 3 ตัว คิดเป็นเงิน 61,000 บาท โดยซื้อจากชาวบ้าน (ชื่อนางสอน เจริญพร) ที่มีบ้านอยู่ใกล้กับศูนย์วิปัสสนาสากล ไร่เชิญตะวัน จังหวัดเชียงราย สาเหตุที่ซื้อต่อจากชาวบ้านรายนี้ เพราะเขาจะนำโคไปขายให้กับโรงฆ่าสัตว์

โครงการไถ่ชีวิตโค กระบือ โดยหนังสือพิมพ์แนวหน้านั้นดำเนินมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2557 ถึงช่วงต้นปี 2558 โดยที่ผ่านมาได้ไถ่ชีวิตโค กระบือจากจังหวัดในภาคกลาง คือที่ปทุมธานีและนครปฐมมาแล้วรวม 55 ตัว ซึ่งโค กระบือที่ไถ่ชีวิตมานั้นได้ตกลูกมาแล้ว 15 ตัว โค กระบือ ทั้งหมดได้ถูกมอบให้กับสมาชิกของสหกรณ์การเกษตรศรีประจันต์ และเกษตรกรในอำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี และมอบให้กับสวนเกษตรดาบตุ้ม (ตำรวจสถานีตำรวจอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี) และเกษตรกรอีกรายหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น ส่วนหม่อมไฉไล ยุคล ได้ร่วมไถ่ชีวิตโค กระบือ จำนวน 10 ตัว ร่วมกับโครงการนี้เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ได้ทราบข่าวพระองค์ท่านเสด็จสวรรคต โดยโคทั้ง 10 ตัวที่หม่อมไฉไลไถ่ชีวิตไปนั้น ถูกนำไปเลี้ยงดูในไร่ของหม่อมไฉไล

สำหรับการมอบโค กระบือ ครั้งล่าสุดที่จังหวัดเชียงรายนั้น คณะผู้จัดทำโครงการฯ ได้ร่วมมือกับโรงเรียนชาวนา หรือโรงเรียนพุทธเศรษฐศาสตร์มหาวิชชาลัยพุทธเศรษฐศาสตร์ ในศูนย์วิปัสสนาไร่เชิญตะวัน ที่อยู่ภายใต้การดูแลของพระเมธีวชิโรดมหรือพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี โดยได้มอบโค กระบือจากโครงการฯ จำนวน 27 ตัว ให้กับนักเรียน และในโอกาสนี้พระเมธีวชิโรดมได้มอบโค กระบือที่ได้รับบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธาอีก 6 ตัว จึงเท่ากับว่าคณะผู้มอบโค กระบือ ได้มอบสัตว์ทั้งหมดเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2563 ณไร่เชิญตะวัน จำนวน 33 ตัว

ภาพประทับใจที่คณะผู้มอบสัตว์ และผู้ประสานงานของไร่เชิญตะวันได้พบเห็นในวันที่โค กระบือถูกนำออกจากโรงฆ่าสัตว์ เมื่อวันที่ 28 มกราคม เพื่อนำไปไว้ในทุ่งนาของไร่เชิญตะวัน เพื่อรอการทำพิธีมอบสัตว์ในวันรุ่งขึ้นคือวันที่ 29 มกราคม คือภาพโค กระบือได้รับอิสรภาพ ได้อยู่ในทุ่งนาที่ยังมีหญ้าเขียวๆให้กินอย่างสบายอารมณ์ ส่วนกระบือก็แสดงความสุขออกมาให้เห็นได้ชัดเจนด้วยการลงไปนอนแช่ในปลักโคลน ส่วนลูกโค และลูกกระบือก็เดินตามติดแม่โดยไม่ยอมห่างแม้แต่ก้าวเดียว ภาพประทับใจเช่นนี้ย่อมประทับตราตรึงใจแก่ผู้พบเห็นไปโดยตลอด และเชื่อว่าผู้อ่านแนวหน้าต้องสามารถจินตนาการภาพนี้ไปได้พร้อมๆ กัน

ภาพแห่งความปลื้มปีติเช่นนี้บังเกิดขึ้นได้ด้วยการร่วมใจของทุกท่านที่ร่วมบริจาคเพื่อไถ่ชีวิตโค กระบือกับหนังสือพิมพ์แนวหน้า ขอความอิ่มเอมใจจากการทำกุศล
ในครั้งนี้จงบังเกิดกับทุกท่านด้วยเทอญ ขอทุกท่านร่วมกันอนุโมทนาบุญโดยพร้อมเพรียงกัน

สำหรับโครงการไถ่ชีวิตโค กระบือกับหนังสือพิมพ์แนวหน้ายังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ทั้งนี้คณะผู้จัดโครงการฯ จะแจ้งข่าวเรื่องการร่วมสมทบทุนให้คุณผู้อ่านทราบเป็นระยะๆ หลังจากสามารถติดต่อหาผู้รับโค กระบือไปเลี้ยงได้อย่างเหมาะสม หากคุณผู้อ่านมีความประสงค์จะร่วมโครงการ (ทั้งการร่วมบริจาคและรับไปเลี้ยงดู) โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

หมายเหตุ ผู้ร่วมบริจาคเงินกับโครงการฯทุกท่านไม่ประสงค์จะให้หนังสือพิมพ์แนวหน้าเอ่ยนามในหนังสือพิมพ์ และขอเรียนให้ทราบด้วยว่า โครงการนี้รับเงินบริจาคโดยการโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารที่กำหนดไว้เป็นการเฉพาะเท่านั้น หากมีผู้ใดแอบอ้างขอรับเงินบริจาคโดยวิธีการอื่นใด โปรดทราบได้ทันทีว่าเป็นการหาผลประโยชน์เข้าตนเอง หากคุณมีคำถามใดๆโปรดสอบถามได้ที่ 091-7233615 เท่านั้น

ตะลอนเที่ยว : ‘เราจะบำรุงตระกูลวงศ์ให้เจริญ’สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/468615

ตะลอนเที่ยว : ‘เราจะบำรุงตระกูลวงศ์ให้เจริญ’สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศฯ

วันอาทิตย์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ประเทศสยามมีสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร พระองค์แรก คือ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศอดิศวรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยวรางกูร บรมมกุฎนเรนทรสูริย์ขัตติยสันตติวงษ อุกฤษฐพงษวโรภโตสุชาต ธัญญลักษณวิลาศวิบุลยสวัสดิ์ศิริวัฒนวิสุทธิสยามมกุฎราชกุมาร

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีมหาพิไชยมงคลสรงสนาน เฉลิมพระปรมาภิไธย สถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ขึ้นดำรงพระบรมราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2429

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับสมเด็จพระนางเจ้า
สว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี (สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า) ประสูติเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2421 เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2437 ด้วยอาการพระประชวรด้วยโรคไข้รากสาดน้อย

พระองค์ทรงเป็นสมเด็จพระบรมราชปิตุลาธิบดีในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และทรงมีพระอนุชา และพระขนิษฐาร่วมพระราชมารดา คือสมเด็จเจ้าฟ้าวิจิตรจิรประภา, สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนศรีธรรมราชธำรงฤทธิ์, สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร,สมเด็จเจ้าฟ้าศิราภรณ์โสภณ และสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์ (ต่อมาคือ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก) และทรงเป็นพระบรมราชอัยกาเจ้าในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

หลังการพระราชพิธีพระบรมศพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ไปบูรณปฏิสังขรณ์ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ฯ ครั้นเมื่อบูรณะวัดเรียบร้อยแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เชิญตราสัญลักษณ์ประจำสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศไปไว้ที่หน้าบันพระวิหารหลวง

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อแผ่นดินสยามนานัปการทรงช่วยผ่อนพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระราชบิดา นับตั้งแต่ทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสยามมกุฎราชกุมาร เช่น เสด็จออกรับพระราชอาคันตุกะ และทรงรับฎีการ้องทุกข์จากราษฎร และเสด็จฯ เป็นผู้แทนพระองค์ในโอกาสต่างๆ ที่สำคัญคือ ทรงมีพระอัจฉริยภาพ และพระสติปัญญาหลักแหลม ทรงรอบรู้ในสรรพวิทยา เพราะทรงได้รับการอบรมสั่งสอนจากพระราชบิดาอย่างใกล้ชิด ทรงมีพระอัจฉริยภาพในด้านภาษาและวรรณกรรม เช่น ทรงเขียนพระบันทึกจดหมายเหตุรายวัน ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ทรงพระราชนิพนธ์โคลงกลอนต่างๆ ไว้มากทรงเชี่ยวชาญแตกฉานในภาษาอังกฤษ ทรงได้รับรางวัลเรียงความและแต่งนิทานภาษาอังกฤษจากเกาะสิงคโปร์ เมื่อครั้งที่อังกฤษยังมีอิทธิพลเหนือสิงคโปร์ เมื่อครั้งทรงผนวชเป็นสามเณรทรงเทศน์มหาชาติ เรื่องความกตัญญูกตเวที

พระราชานุสาวรีย์ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมารประดิษฐานอยู่ ณ บริเวณหน้าอาคารปฏิบัติธรรม ชื่อ เบญจมราชวรานุสรณ์ โดยที่หน้าบันชั้นบนสุดของอาคารมีตราสัญลักษณ์ของพระราชวงศ์จักรีประดิษฐาน ซึ่งถือได้ว่าเป็นอาคารภายนอกพระบรมมหาราชวังเพียงแห่งเดียวที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ประดิษฐานตราสัญลักษณ์สำคัญนี้ไว้ ส่วนหน้าบันชั้นถัดลงมามีตราสัญลักษณ์ประจำพระองค์ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ประดิษฐานไว้คือรูปมงกุฎ และมีช่อชัยพฤกษ์ประดับโดยมีตัวอักษร ร.จ.บ.ต.ว.ห.จ. ติดอยู่ด้วย ซึ่งย่อมาจาก เราจะ บำรุงตระกูลวงศ์ให้เจริญ อันหมายถึง จะทรงทำนุบำรุงประเทศชาติประชาชนให้มีความเจริญ เนื่องจากทรงตระหนักดีว่า พระมหากษัตริย์ทรงเปรียบเสมือนพ่อของแผ่นดิน ดังนั้นจึงมีพระราชภารกิจต้องทำนุ บำรุงชาติบ้านเมืองและประชาชนให้มีความสุขความเจริญทั่วทั้งแผ่นดิน

ดังนั้นในทุกวันที่ 4 มกราคม ทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเสด็จสวรรคตของพระองค์ท่าน จึงมีการพิธีทำบุญอุทิศถวายแด่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ณ พระราชานุสาวรีย์ของพระองค์ที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ฯ โดยผู้เป็นเจ้าภาพจัดพิธีทำบุญอุทิศถวายทุกปีได้แก่ คุณยศ-ดร.นฎาประไพ เอื้อชูเกียรติ

คอลัมน์ตะลอนเที่ยวขอเชิญชวนให้คุณไปกราบถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้าพระองค์แรกของสยามประเทศ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่มีต่อสยามประเทศ และพสกนิกรชาวไทย ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ฯ

ตะลอนเที่ยว : สีชัง ชังชื่อแล้ว อย่าชัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/467148

ตะลอนเที่ยว : สีชัง ชังชื่อแล้ว อย่าชัง

วันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สีชัง ชังชื่อแล้ว อย่าชัง

อย่าโกรธ พี่จริงจัง จิตข้อง

ตัวไกล จิตก็ยังเนาว์แนบ

เสน่ห์สนิทน้องนิจ โอ้อาดูร

สีชัง ชังแต่ชื่อ เกาะนั้นหรือจะชังใคร

ขอแต่แม่ดวงใจ อย่าชังชิงพี่จริงจัง

ตัวไกลใจพี่อยู่เป็นคู่น้อง ครองยืนยาว

ห่างเจ้าเฝ้าแลหลังตั้งใจติด มิตรสมาน

(เพลง สีชัง บทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 จากบทละคอนร้อง เรื่องพระร่วง หรือขอมดำดิน เมื่อ พ.ศ. 2457 ทำนองโดย สง่า อารัมภีร์ ขับร้องโดย ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์)

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมนำเรื่องพระจุฑาธุชราชฐาน บนเกาะสีชัง มาเล่าสู่ให้คุณได้ฟัง แล้วชักชวนให้คุณไปร่วมทริปเล็กๆ ที่แสนอบอุ่นกับคณะของเราที่ประกอบด้วยคนน่ารัก อัธยาศัยดี และมีใจกุศล (เนื่องจากคณะนี้ร่วมไถ่ชีวิตโคกระบือจากโรงฆ่าสัตว์แล้วนำไปมอบให้เกษตรกรเลี้ยงดูมาอย่างต่อเนื่องหลายปี)

วันนี้จะมาชวนคุยไปเที่ยวเกาะสีชังด้วยกันต่อจากสัปดาห์ก่อน เพราะสัปดาห์ที่แล้วผมเล่าให้ฟังถึงเรื่องราวของพระจุฑาธุชราชฐานไปโดยสังเขปแล้ว วันนี้จะเล่าให้คุณฟังถึงบรรยากาศที่แสนน่ารักบนเกาะสีชัง (โดยสังเขปอีกเช่นกัน)

ชีวิตบนเกาะสีชังที่เราจะไปสัมผัสนั้นเรียกได้ว่าค่อนข้าง slow life เพราะไม่ต้องเร่งร้อน ไม่ต้องร้อนรน เนื่องจากเราจะเดินเที่ยวกันเป็นส่วนใหญ่ นอกจากเดินๆๆ แล้ว เราก็จะพักกันที่บังกะโลน่ารักๆ สักสองคืน แล้วก็นั่งคุยกันตามประสาคนกันเอง กินอาหารง่ายๆบนเกาะ ซึ่งก็เหมือนเดิมคือ ไม่กินเนื้อสัตว์ใหญ่ แต่จะเน้นผัก ผลไม้ และอาหารทะเล (แต่บางคนก็ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ทุกชนิด)

อ้อ! ต้องบอกว่าบนเกาะสีชังมีหมูป่ามากมายเลยนะครับ เดินกันขวักไขว้ ผมถามชาวบ้านว่าใครเลี้ยง ได้รับคำตอบว่าหมูของเจ้าเกาะ คือเป็นหมูป่าตามธรรมชาติ ผมถามต่อไปว่า แล้วมีใครจับหมูป่าไปกินหรือไม่ คำตอบคือคนบนเกาะสีชังแท้ๆ ไม่กินหมูป่าเหล่านี้ ถามต่อว่า แสดงว่าคนกินเหมือนกันใช่ไหมล่ะ คำตอบคือ ก็คงมีนะ หมูป่าบนเกาะสีชังเป็นสิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่งที่อยู่คู่กับเกาะแห่งนี้ เขาจะอยู่กันตามป่าเขาแล้วลงมาหากินในชุมชน บางทีก็ทะเลาะเบาะแว้งกับน้องหมาบนเกาะบ้าง แต่ก็สามารถอยู่รวมกันได้ตามอัตภาพ

เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของเกาะสีชังคือบ้านไม้ ซึ่งในปัจจุบันกำลังจะหมดไปแล้ว เพราะถูกรื้อถอนออกจนเกือบหมดแล้ว แต่ก็ยังมีให้เห็นอยู่บ้าง แต่สำหรับผมเมื่อเวลาไปเกาะสีชัง ผมชอบไปนั่งคุยกับคุณยายคุณย่าที่นั่งอยู่ตรงนอกชานของบ้าน ถามถึงชีวิตในวันเก่าๆ กับสิ่งใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปบนเกาะสีชัง ซึ่งได้ความรู้ดีมากเลยครับ เพราะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามยุคสมัย

หากคุณถามว่าทำไมต้องไปเที่ยวเกาะสีชัง ผมขอตอบว่า เพราะยังมีมนต์เสน่ห์ และมีความน่ารักรอให้คุณไปสัมผัส มีที่เที่ยวมากพอสมควร เช่น ช่องเขาขาด (ไปดู sun set) ไปไหว้ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ ไปเที่ยวชมพระจุฑาธุชราชฐาน และนั่งเล่นริมทะเล คุยกันตามประสาคนกันเอง แล้วก็นอนฟังเสียงคลื่นเบาๆ ที่กระซิบจากทะเลรอบเกาะสีชัง

อยากชวนคุณไปเที่ยวสีชังด้วยกันครับถ้าคุณสนใจไปร่วมทริปนี้กับเรา โปรดติดต่อ091-7233615 เดินทางวันที่ 25-27 กุมภาพันธ์2563

ตะลอนเที่ยว : พระจุฑาธุชราชฐาน พระราชฐานบนเกาะสีชัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/465601

ตะลอนเที่ยว : พระจุฑาธุชราชฐาน พระราชฐานบนเกาะสีชัง

วันอาทิตย์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เกาะสีชัง เกาะในเขตจังหวัดชลบุรี นับได้ว่าเป็นเกาะกลางทะเลเพียงแห่งเดียวของประเทศไทยที่มีพระราชวังประดิษฐานอยู่ พระราชวังนั้นมีนามว่า พระจุฑาธุชราชฐาน ซึ่งเป็นพระราชวังที่ล้นเกล้าล้นกระหม่อม รัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเคยใช้พระราชวังแห่งนี้เป็นที่ประทับในช่วงฤดูร้อน

มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุชัดว่าเมื่อ พ.ศ. 2431 สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีพระวรราชเทวี และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ทรงพระประชวร ดังนั้นแพทย์หลวงจึงถวายคำแนะนำให้เสด็จไปประทับรักษาพระวรกาย ณ เกาะสีชัง เพราะเป็นสถานที่ซึ่งมีบรรยากาศดี เหมาะแก่การพักผ่อนพระวรกายเพื่อให้ทรงฟื้นจากพระอาการประชวร และมีหลักฐานระบุด้วยว่าสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ ก็ทรงไปประทับรักษาพระอาการประชวร ณ เกาะสีชังด้วย ดังนั้น พระจุฑาธุชราชฐาน จึงเป็นสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังปรากฏว่าในปี พ.ศ. 2432 รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างอาคารอาไศรยสฐาน ขึ้นทั้งหมดสามหลัง ดังมีพระนามว่า เรือนวัฒนา(พระนามของสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า) เรือนผ่องศรี (พระนามสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง) และเรือนอภิรมย์(พระนามพระอัครชายา พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา)

และที่สำคัญที่สุดคือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับ ณ เกาะสีชัง เมื่อ พ.ศ. 2435 ซึ่งในปีนั้นสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี ทรงพระครรภ์ใกล้มีพระประสูติกาล ดังนั้น ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชฐาน แล้วพระราชทานพระนามว่า พระจุฑาธุชราชฐาน อันเป็นพระนามของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก ทั้งนี้ในการก่อสร้างนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระภาณุพันธุวงศ์วรเดช ทรงเป็นแม่กอง และพระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นสรรพสาตรศุภกิจ ทรงเป็นนายช่างผู้ออกแบบพระที่นั่งทั้ง 4 องค์ คือ พระที่นั่งโกสีย์วสุภัณฑ์ พระที่นั่งมันธาตุรัตน์โรจน์ พระที่นั่งโชติรสประภาต์ พระที่นั่งเมขลามณี และพระตำหนักอีก 14 ตำหนัก คือ ตำหนักวาสุกรีก่องเก็จ ตำหนักเพชร์ระยับ ตำหนักทับทิมสด ตำหนักมรกฎสุทธ์ตำหนักบุศราคำ ตำหนักก่ำโกมิน ตำหนักนิลแสงสุกตำหนักมุกดาพราย ตำหนักเพทายใส ตำหนักไพฑูรย์กลอก ตำหนักดอกตะแบกลออ ตำหนักโอปอล์จรูญ ตำหนักมูลการะเวก ตำหนักเอกฟองมุก

จวบจนได้เกิดเหตุการณ์ ร.ศ. 112 ตรงกับพ.ศ. 2436 ซึ่งสยามประเทศมีปัญหากับฝรั่งเศส จึงทำให้การก่อสร้างพระที่นั่งและพระตำหนักต้องหยุดชะงักลง ขณะเดียวกันก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รื้อถอนพระที่นั่งและพระตำหนักบางองค์ไปประดิษฐาน ณ ที่อื่น เช่น พระที่นั่งมันธาตุรัตน์โรจน์ ซึ่งเป็นพระที่นั่งสูงสามชั้น สร้างด้วยไม้สักทอง โดยทรงให้เชิญพระที่นั่งองค์นี้ไปประดิษฐานในเขตพระราชวังดุสิต เมื่อปี พ.ศ.2443 แล้วพระราชทานนามใหม่ว่า พระที่นั่งวิมานเมฆ และหลังจากเหตุการณ์ร.ศ. 112 ก็มิได้เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับยังพระจุฑาธุชราชฐานอีกต่อไป

ปัจจุบันพระจุฑาธุชราชฐานอยู่ในความดูแลของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วนพระที่นั่งและพระตำหนักต่างๆ นั้นคงเหลืออยู่เพียงบางองค์เท่านั้น เช่น เรือนวัฒนา เรือนผ่องศรี เรือนอภิรมย์เรือนไม้สีเขียว และอาคารพิพิธภัณฑ์ ส่วนฐานของพระที่นั่งมันธาตุรัตน์โรจน์ยังคงปรากฏอยู่อย่างชัดเจน และยังมีสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งที่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นคือวัดอัษฎางคนิมิตร วัดนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2435 และจุดเด่นของพระราชฐานแห่งนี้ที่ต้องกล่าวถึงคือต้นลั่นทมอายุกว่าร้อยปี ซึ่งมีฟอร์มของต้นสวยงามมาก และในบริเวณพระราชฐานจะมีต้นลั่นทมอยู่มากมายหลายร้อยต้น ดังนั้นหากไปในยามที่ลั่นทมออกดอกบานสะพรั่ง ก็จะได้ชมความงามของดอก และได้สูดกลิ่นหอมไปด้วยพร้อมๆ กัน

Mr. Flower ตั้งใจจะพาคุณๆ เพียงกลุ่มเล็กๆ ไปเที่ยวเกาะสีชังด้วยกัน กำหนดการเดินทางคือช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ เราจะไปนอนบนเกาะสีชังกันสักสองคืน หากคุณสนใจร่วมทริปสุดพิเศษไปกับ Mr. Flower และสมาชิกแสนน่ารักกลุ่มเล็กๆ โปรดติดต่อ091-7233615

ตะลอนเที่ยว : ธัมเมกขสถูป พุทธานุสรณ์แห่งการแสดงปฐมเทศนา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/464125

ตะลอนเที่ยว : ธัมเมกขสถูป พุทธานุสรณ์แห่งการแสดงปฐมเทศนา

วันอาทิตย์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ

เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาจบที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ในวันเพ็ญเดือนอาสาฬห (เดือน 8)  ปรากฏว่าปัญจวัคคีย์ ผู้มีนามว่า โกณฑัญญะ ได้บรรลุโสดาปัตติมรรคเป็นท่านแรกในพุทธศาสนา ซึ่งก็คือพุทธสาวกรูปแรกของพุทธศาสนาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงเปล่งพระสุรเสียงว่า อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ อัญญาสิ วะตะ โภโกณฑัญโญ แปลว่า โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ เหตุการณ์สำคัญในครั้งนั้นทำให้โลกได้มีพระรัตนตรัยเป็นครั้งแรก คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์

พระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดงปฐมเทศนาในครั้งนั้น มีใจความสำคัญอยู่ที่ การละตัณหาทั้งสามให้สิ้น คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา ด้วยหลักของอริยสัจคือการรู้ตามความเป็นจริงจงพิจารณาว่าร่างกายของคนและสัตว์ที่เห็นกันอยู่นั้นมิใช่ร่างกายของเราจริง มันเป็นเพียงเรือนร่างที่อาศัยอยู่ชั่วคราวเท่านั้น มีการเกิดในเบื้องต้น มีการเปลี่ยนแปลงในท่ามกลาง และมีการแตกสลายไปในที่สุด ในเมื่อเธอทั้งหลายวางภาระนี้เสียได้ เธอก็จะพ้นจากความทุกข์แล้วเข้าเป็นพระอริยะ แล้วเข้าสู่พระนิพพาน

นี่คือสาระสำคัญของธัมมจักรกัปปวัตตนสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโปรดแก่ปัญจวัคคีย์ คือโกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี

สถานที่ซึ่งพระพุทธองค์ทรงแสดงปฐมเทศนามีอยู่จริงตามหลักฐานทางโบราณคดีที่บ่งชัด โดยเฉพาะหลักฐานสำคัญที่ได้จากเสาอโศก สถานที่แห่งที่ว่านี้ถือเป็นพุทธานุสรณ์เพื่อให้ระลึกถึงการแสดงปฐมเทศนา ณ วันอาสาฬห จึงได้มีการก่อสร้างธัมเมกขสถูปขึ้น อันถือเป็นหนึ่งในสังเวชนียสถาน 4 ของพุทธศาสนา อันได้แก่ สถานที่ประสูติ (ลุมพินีวัน) ตรัสรู้ (พุทธคยา) แสดงปฐมเทศนา (ป่าอิสิปัตตนมฤคทายวัน พาราณสี) และปรินิพพาน (กุสินารา)

สันนิษฐานว่าธัมเมกขสถูปนี้สร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช (พ.ศ.269-311) มหาสถูปนี้มีความสูง 31.3 เมตร มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 28.3 เมตรด้านล่างของมหาสถูปก่อด้วยหิน ส่วนด้านบนสุดก่อด้วยอิฐสำหรับส่วนที่ก่อด้วยหินนั้นได้ทำเป็นช่องรวมแปดช่อง สันนิษฐานว่าเจาะไว้เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูป โดยช่องทั้งแปดมีความหมายถึงมรรคมีองค์แปด ในส่วนที่เป็นหินนั้นยังคงปรากฏลวดลายสลักอยู่จนถึงปัจจุบัน

ทัวร์คุณแหน โดย Mr.Flower นำเสนอเรื่องราวโดยสังเขปของธัมเมกขสถูป ณ เมืองพาราณสี เพื่อให้คุณผู้อ่านได้ระลึกถึงความสำคัญของมหาสถูปองค์นี้ และต้องการจะชวนให้คุณร่วมทริปตามรอยสี่สังเวชนียสถานไปกับ Mr.Flower โดยจะไปกราบนมัสการธัมเมกขสถูปในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2563 และจะพาคุณไปล่องแม่พระคงคาด้วยกัน โดยทริปนี้ใช้เวลา 3 คืน 4 วัน ส่วนสังเวชนียสถานอื่นๆ นั้น คณะของเราจะไปกราบนมัสการในโอกาสต่อไป สาเหตุที่ไม่นำคุณไปกราบนมัสการทั้งหมดสี่สังเวชนียสถานในคราวเดียวกันก็เพราะสมาชิกของกลุ่มหลายท่านให้เหตุผลว่าหากไปพร้อมกันทั้งสี่แห่งจะต้องใช้เวลาในการเดินทางที่ยาวนานมาก ดังนั้นจึงขอไปกราบนมัสการครั้งละหนึ่งแห่งก่อน แล้วจะไปกราบนมัสการให้ครบทั้งสี่แห่งในโอกาสต่อๆ ไป

สำหรับคุณที่สนใจร่วมทริปพิเศษและแสนอบอุ่น ซึ่งรับสมาชิกเพียงแค่ 14 ท่าน โปรดติดต่อโทรศัพท์หมายเลข 091-7233615 เพื่อสำรองที่นั่ง

ตะลอนเที่ยว : วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร เชียงใหม่ พระธาตุประจำปีชวด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/463132

ตะลอนเที่ยว : วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร เชียงใหม่ พระธาตุประจำปีชวด

วันอาทิตย์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อพูดถึงปีนักษัตร ประจำพุทธศักราช 2563 ก็คือ ปีชวด ซึ่งมีสัตว์ประจำนักษัตรคือหนู ดังนั้นคนไทยและคนชาติอื่นๆ ที่มีความเชื่อถือศรัทธาในเรื่องการทำบุญกับสถานที่ซึ่งเกี่ยวข้องกับปีเกิดของตนที่ตรงกับปีนักษัตรนั้นๆ ก็จะพากันไปกราบไหว้ขอพรจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ประจำปีนักษัตร เพื่อความเป็นสิริมงคล และความวัฒนาสถาพรแก่ตนเอง

สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ประจำปีนักษัตร ปีชวด ที่คนไทยต่างให้ความเคารพนับถือมากที่สุดคือพระธาตุจอมทอง ณ วัดพระธาตุ
ศรีจอมทองวรวิหาร อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ดังนั้นผู้ที่มีปีเกิดตรงกับปีชวดส่วนหนึ่งก็มักจะพากันไปกราบไหว้บูชา ทำบุญทำทานที่วัดพระธาตุศรีจอมทอง (วัดพระธาตุจอมทองอยู่บนถนนเชียงใหม่-ฮอด ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ห่างจากตัวจังหวัดเชียงใหม่ 58 กิโลเมตร)

ประวัติ/ตำนานพระธาตุจอมทอง

บริเวณที่ตั้งวัดและพระธาตุอยู่บนเนินดินสูงประมาณ 10 เมตร คนโบราณเรียกสถานที่แห่งนี้ว่าดอยจอมทอง สันนิษฐานว่าวัดนี้สร้างในยุคราวพุทธศตวรรษที่ 20 แต่ต่อมาได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์เรื่อยมา จนสุดท้ายปรากฏว่ามีลักษณะของศิลปกรรมภายในวัดอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 24 ซึ่งตรงกับยุคฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ หากอ้างตามตำนานก็จะพบว่าเจ้าเมืองอังครัฏฐะ สร้างสถูปไว้บนยอดดอยจอมทองเพื่อหวังให้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีหลักฐานยืนยันว่าพระบรมสารีริกธาตุที่ประดิษฐานไว้คือพระบรมธาตุส่วนที่เป็นพระเศียรเบื้องขวาของสมเด็จพระสัมมา
สัมพุทธเจ้า มีขนาดประมาณเม็ดพุทรา สัณฐานกลมเกลี้ยง สีขาวนวลคล้ายสีดอกบวบหรือสีดอกพิกุลแห้ง ถูกบรรจุไว้ในพระโกศ 5 ชั้นประดิษฐานภายในพระวิหารจตุรมุข

ประวัติการค้นพบพระบรมสารีริกธาตุ

ปี พ.ศ. 2042 พระธัมมปัญโญเถระ เป็นเจ้าอาวาสวัดแห่งนี้ มีการค้นพบพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานอยู่ในใจกลางพระเกศโมลีของพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ภายในวิหาร ต่อมา พ.ศ. 2058 พระมหาสีลปัญโญ เจ้าอาวาสของวัดได้นำพระบรมสารีริกธาตุออกมาให้พระรูปหนึ่งจากพม่าได้กราบนมัสการจากนั้นความเรื่องนี้ได้แพร่ไปถึงพระเจ้าดิลกปนัดดาธิราช(พระเมืองแก้ว) เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ดังนั้นในปี 2050พระเมืองแก้วจึงให้ก่อสร้างวิหารจตุรมุข และปราสาทภายในวิหารหลวง แล้วอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุไปประดิษฐาน และประดิษฐานมาตราบจนปัจจุบัน

พระธาตุจอมทอง พระธาตุประจำปีชวด

อ้างอิงตามคติความเชื่อเรื่องการไหว้พระธาตุประจำปีเกิดตามปีนักษัตร ว่ากันว่าเมื่อคนเราถึงแก่ความตาย ดวงวิญญาณของผู้ตายจะไปอยู่ ณ ที่พระธาตุประจำปีเกิดของแต่ละคน ดังนั้นผู้ที่เกิดในปีนักษัตรใดๆ จึงต้องไปกราบไหว้บูชาสักการะพระธาตุประจำปีเกิดของตน และตามคดีโบราณของชาวเหนือเชื่อกันว่าคนเกิดปีชวด หรือปีหนูจะต้องไปกราบไหว้บูชาพระธาตุจอมทอง เพื่อความเป็นสิริมงคลของตนเอง

การถวายบูชาพระบรมธาตุจะใช้เครื่องหอม ข้าวตอก ดอกไม้ และจะสรงพระธาตุด้วยน้ำสะอาดซึ่งอาจเจือด้วยน้ำอบน้ำหอม พระบรมธาตุส่วนใหญ่จะบรรจุอยู่ใต้ฐานพระเจดีย์หรือพระธาตุ ดังนั้นการสรงน้ำจึงกระทำโดยการราดรดน้ำสะอาดบนองค์พระเจดีย์ หรือพระธาตุ

หากคุณผู้อ่านรายใดที่สนใจจะร่วมเดินทางไปกราบนมัสการพระธาตุจอมทอง และท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ ที่สวยงามและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในเขตจังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงเดือนมกราคม 2563 โปรดติดต่อทัวร์คุณแหน บริษัท World Express จำกัด หนังสือพิมพ์แนวหน้า นำเที่ยวแบบสบายๆ แต่เน้นสาระ โดย Mr.Flower โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

และขอเรียนแจ้งให้ทราบถึงทริปบริจาคโคกระบือที่ผู้อ่านแนวหน้าร่วมสมทบทุน เพื่อไถ่ชีวิตโคกระบือจากโรงฆ่าสัตว์ในเชียงราย แล้วนำไปมอบให้เกษตรกร โดยผู้คัดเลือกเกษตรกรผู้เหมาะสมที่จะรับโคกระบือไปเลี้ยงดูจนกว่าสัตว์จะถึงแก่อายุขัยตามธรรมชาติคือพระมหาวุฒิชัยวชิรเมธี (ท่าน ว. วชิรเมธี) แห่งสถานปฏิบัติธรรมไร่เชิญตะวันเชียงราย คณะของเราจะเดินทางวันที่ 28-30 มกราคม 2563 โดยสายการบินไทยสมายล์ พักที่โรงแรมเวียงอินทร์ ริมน้ำกก หากคุณสนใจร่วมทริปนี้ โปรดติดต่อ 091-7233615 ภายในวันที่ 8 มกราคม 2563