ตะลอนเที่ยว : พระจุฑาธุชราชฐาน พระราชฐานบนเกาะสีชัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/465601

ตะลอนเที่ยว : พระจุฑาธุชราชฐาน พระราชฐานบนเกาะสีชัง

วันอาทิตย์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เกาะสีชัง เกาะในเขตจังหวัดชลบุรี นับได้ว่าเป็นเกาะกลางทะเลเพียงแห่งเดียวของประเทศไทยที่มีพระราชวังประดิษฐานอยู่ พระราชวังนั้นมีนามว่า พระจุฑาธุชราชฐาน ซึ่งเป็นพระราชวังที่ล้นเกล้าล้นกระหม่อม รัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเคยใช้พระราชวังแห่งนี้เป็นที่ประทับในช่วงฤดูร้อน

มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุชัดว่าเมื่อ พ.ศ. 2431 สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีพระวรราชเทวี และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ทรงพระประชวร ดังนั้นแพทย์หลวงจึงถวายคำแนะนำให้เสด็จไปประทับรักษาพระวรกาย ณ เกาะสีชัง เพราะเป็นสถานที่ซึ่งมีบรรยากาศดี เหมาะแก่การพักผ่อนพระวรกายเพื่อให้ทรงฟื้นจากพระอาการประชวร และมีหลักฐานระบุด้วยว่าสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ ก็ทรงไปประทับรักษาพระอาการประชวร ณ เกาะสีชังด้วย ดังนั้น พระจุฑาธุชราชฐาน จึงเป็นสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังปรากฏว่าในปี พ.ศ. 2432 รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างอาคารอาไศรยสฐาน ขึ้นทั้งหมดสามหลัง ดังมีพระนามว่า เรือนวัฒนา(พระนามของสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า) เรือนผ่องศรี (พระนามสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง) และเรือนอภิรมย์(พระนามพระอัครชายา พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา)

และที่สำคัญที่สุดคือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับ ณ เกาะสีชัง เมื่อ พ.ศ. 2435 ซึ่งในปีนั้นสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี ทรงพระครรภ์ใกล้มีพระประสูติกาล ดังนั้น ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชฐาน แล้วพระราชทานพระนามว่า พระจุฑาธุชราชฐาน อันเป็นพระนามของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก ทั้งนี้ในการก่อสร้างนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระภาณุพันธุวงศ์วรเดช ทรงเป็นแม่กอง และพระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นสรรพสาตรศุภกิจ ทรงเป็นนายช่างผู้ออกแบบพระที่นั่งทั้ง 4 องค์ คือ พระที่นั่งโกสีย์วสุภัณฑ์ พระที่นั่งมันธาตุรัตน์โรจน์ พระที่นั่งโชติรสประภาต์ พระที่นั่งเมขลามณี และพระตำหนักอีก 14 ตำหนัก คือ ตำหนักวาสุกรีก่องเก็จ ตำหนักเพชร์ระยับ ตำหนักทับทิมสด ตำหนักมรกฎสุทธ์ตำหนักบุศราคำ ตำหนักก่ำโกมิน ตำหนักนิลแสงสุกตำหนักมุกดาพราย ตำหนักเพทายใส ตำหนักไพฑูรย์กลอก ตำหนักดอกตะแบกลออ ตำหนักโอปอล์จรูญ ตำหนักมูลการะเวก ตำหนักเอกฟองมุก

จวบจนได้เกิดเหตุการณ์ ร.ศ. 112 ตรงกับพ.ศ. 2436 ซึ่งสยามประเทศมีปัญหากับฝรั่งเศส จึงทำให้การก่อสร้างพระที่นั่งและพระตำหนักต้องหยุดชะงักลง ขณะเดียวกันก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รื้อถอนพระที่นั่งและพระตำหนักบางองค์ไปประดิษฐาน ณ ที่อื่น เช่น พระที่นั่งมันธาตุรัตน์โรจน์ ซึ่งเป็นพระที่นั่งสูงสามชั้น สร้างด้วยไม้สักทอง โดยทรงให้เชิญพระที่นั่งองค์นี้ไปประดิษฐานในเขตพระราชวังดุสิต เมื่อปี พ.ศ.2443 แล้วพระราชทานนามใหม่ว่า พระที่นั่งวิมานเมฆ และหลังจากเหตุการณ์ร.ศ. 112 ก็มิได้เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับยังพระจุฑาธุชราชฐานอีกต่อไป

ปัจจุบันพระจุฑาธุชราชฐานอยู่ในความดูแลของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วนพระที่นั่งและพระตำหนักต่างๆ นั้นคงเหลืออยู่เพียงบางองค์เท่านั้น เช่น เรือนวัฒนา เรือนผ่องศรี เรือนอภิรมย์เรือนไม้สีเขียว และอาคารพิพิธภัณฑ์ ส่วนฐานของพระที่นั่งมันธาตุรัตน์โรจน์ยังคงปรากฏอยู่อย่างชัดเจน และยังมีสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งที่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นคือวัดอัษฎางคนิมิตร วัดนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2435 และจุดเด่นของพระราชฐานแห่งนี้ที่ต้องกล่าวถึงคือต้นลั่นทมอายุกว่าร้อยปี ซึ่งมีฟอร์มของต้นสวยงามมาก และในบริเวณพระราชฐานจะมีต้นลั่นทมอยู่มากมายหลายร้อยต้น ดังนั้นหากไปในยามที่ลั่นทมออกดอกบานสะพรั่ง ก็จะได้ชมความงามของดอก และได้สูดกลิ่นหอมไปด้วยพร้อมๆ กัน

Mr. Flower ตั้งใจจะพาคุณๆ เพียงกลุ่มเล็กๆ ไปเที่ยวเกาะสีชังด้วยกัน กำหนดการเดินทางคือช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ เราจะไปนอนบนเกาะสีชังกันสักสองคืน หากคุณสนใจร่วมทริปสุดพิเศษไปกับ Mr. Flower และสมาชิกแสนน่ารักกลุ่มเล็กๆ โปรดติดต่อ091-7233615

ตะลอนเที่ยว : ธัมเมกขสถูป พุทธานุสรณ์แห่งการแสดงปฐมเทศนา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/464125

ตะลอนเที่ยว : ธัมเมกขสถูป พุทธานุสรณ์แห่งการแสดงปฐมเทศนา

วันอาทิตย์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ

เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาจบที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ในวันเพ็ญเดือนอาสาฬห (เดือน 8)  ปรากฏว่าปัญจวัคคีย์ ผู้มีนามว่า โกณฑัญญะ ได้บรรลุโสดาปัตติมรรคเป็นท่านแรกในพุทธศาสนา ซึ่งก็คือพุทธสาวกรูปแรกของพุทธศาสนาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงเปล่งพระสุรเสียงว่า อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ อัญญาสิ วะตะ โภโกณฑัญโญ แปลว่า โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ เหตุการณ์สำคัญในครั้งนั้นทำให้โลกได้มีพระรัตนตรัยเป็นครั้งแรก คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์

พระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดงปฐมเทศนาในครั้งนั้น มีใจความสำคัญอยู่ที่ การละตัณหาทั้งสามให้สิ้น คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา ด้วยหลักของอริยสัจคือการรู้ตามความเป็นจริงจงพิจารณาว่าร่างกายของคนและสัตว์ที่เห็นกันอยู่นั้นมิใช่ร่างกายของเราจริง มันเป็นเพียงเรือนร่างที่อาศัยอยู่ชั่วคราวเท่านั้น มีการเกิดในเบื้องต้น มีการเปลี่ยนแปลงในท่ามกลาง และมีการแตกสลายไปในที่สุด ในเมื่อเธอทั้งหลายวางภาระนี้เสียได้ เธอก็จะพ้นจากความทุกข์แล้วเข้าเป็นพระอริยะ แล้วเข้าสู่พระนิพพาน

นี่คือสาระสำคัญของธัมมจักรกัปปวัตตนสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโปรดแก่ปัญจวัคคีย์ คือโกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี

สถานที่ซึ่งพระพุทธองค์ทรงแสดงปฐมเทศนามีอยู่จริงตามหลักฐานทางโบราณคดีที่บ่งชัด โดยเฉพาะหลักฐานสำคัญที่ได้จากเสาอโศก สถานที่แห่งที่ว่านี้ถือเป็นพุทธานุสรณ์เพื่อให้ระลึกถึงการแสดงปฐมเทศนา ณ วันอาสาฬห จึงได้มีการก่อสร้างธัมเมกขสถูปขึ้น อันถือเป็นหนึ่งในสังเวชนียสถาน 4 ของพุทธศาสนา อันได้แก่ สถานที่ประสูติ (ลุมพินีวัน) ตรัสรู้ (พุทธคยา) แสดงปฐมเทศนา (ป่าอิสิปัตตนมฤคทายวัน พาราณสี) และปรินิพพาน (กุสินารา)

สันนิษฐานว่าธัมเมกขสถูปนี้สร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช (พ.ศ.269-311) มหาสถูปนี้มีความสูง 31.3 เมตร มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 28.3 เมตรด้านล่างของมหาสถูปก่อด้วยหิน ส่วนด้านบนสุดก่อด้วยอิฐสำหรับส่วนที่ก่อด้วยหินนั้นได้ทำเป็นช่องรวมแปดช่อง สันนิษฐานว่าเจาะไว้เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูป โดยช่องทั้งแปดมีความหมายถึงมรรคมีองค์แปด ในส่วนที่เป็นหินนั้นยังคงปรากฏลวดลายสลักอยู่จนถึงปัจจุบัน

ทัวร์คุณแหน โดย Mr.Flower นำเสนอเรื่องราวโดยสังเขปของธัมเมกขสถูป ณ เมืองพาราณสี เพื่อให้คุณผู้อ่านได้ระลึกถึงความสำคัญของมหาสถูปองค์นี้ และต้องการจะชวนให้คุณร่วมทริปตามรอยสี่สังเวชนียสถานไปกับ Mr.Flower โดยจะไปกราบนมัสการธัมเมกขสถูปในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2563 และจะพาคุณไปล่องแม่พระคงคาด้วยกัน โดยทริปนี้ใช้เวลา 3 คืน 4 วัน ส่วนสังเวชนียสถานอื่นๆ นั้น คณะของเราจะไปกราบนมัสการในโอกาสต่อไป สาเหตุที่ไม่นำคุณไปกราบนมัสการทั้งหมดสี่สังเวชนียสถานในคราวเดียวกันก็เพราะสมาชิกของกลุ่มหลายท่านให้เหตุผลว่าหากไปพร้อมกันทั้งสี่แห่งจะต้องใช้เวลาในการเดินทางที่ยาวนานมาก ดังนั้นจึงขอไปกราบนมัสการครั้งละหนึ่งแห่งก่อน แล้วจะไปกราบนมัสการให้ครบทั้งสี่แห่งในโอกาสต่อๆ ไป

สำหรับคุณที่สนใจร่วมทริปพิเศษและแสนอบอุ่น ซึ่งรับสมาชิกเพียงแค่ 14 ท่าน โปรดติดต่อโทรศัพท์หมายเลข 091-7233615 เพื่อสำรองที่นั่ง

ตะลอนเที่ยว : วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร เชียงใหม่ พระธาตุประจำปีชวด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/463132

ตะลอนเที่ยว : วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร เชียงใหม่ พระธาตุประจำปีชวด

วันอาทิตย์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อพูดถึงปีนักษัตร ประจำพุทธศักราช 2563 ก็คือ ปีชวด ซึ่งมีสัตว์ประจำนักษัตรคือหนู ดังนั้นคนไทยและคนชาติอื่นๆ ที่มีความเชื่อถือศรัทธาในเรื่องการทำบุญกับสถานที่ซึ่งเกี่ยวข้องกับปีเกิดของตนที่ตรงกับปีนักษัตรนั้นๆ ก็จะพากันไปกราบไหว้ขอพรจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ประจำปีนักษัตร เพื่อความเป็นสิริมงคล และความวัฒนาสถาพรแก่ตนเอง

สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ประจำปีนักษัตร ปีชวด ที่คนไทยต่างให้ความเคารพนับถือมากที่สุดคือพระธาตุจอมทอง ณ วัดพระธาตุ
ศรีจอมทองวรวิหาร อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ดังนั้นผู้ที่มีปีเกิดตรงกับปีชวดส่วนหนึ่งก็มักจะพากันไปกราบไหว้บูชา ทำบุญทำทานที่วัดพระธาตุศรีจอมทอง (วัดพระธาตุจอมทองอยู่บนถนนเชียงใหม่-ฮอด ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ห่างจากตัวจังหวัดเชียงใหม่ 58 กิโลเมตร)

ประวัติ/ตำนานพระธาตุจอมทอง

บริเวณที่ตั้งวัดและพระธาตุอยู่บนเนินดินสูงประมาณ 10 เมตร คนโบราณเรียกสถานที่แห่งนี้ว่าดอยจอมทอง สันนิษฐานว่าวัดนี้สร้างในยุคราวพุทธศตวรรษที่ 20 แต่ต่อมาได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์เรื่อยมา จนสุดท้ายปรากฏว่ามีลักษณะของศิลปกรรมภายในวัดอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 24 ซึ่งตรงกับยุคฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ หากอ้างตามตำนานก็จะพบว่าเจ้าเมืองอังครัฏฐะ สร้างสถูปไว้บนยอดดอยจอมทองเพื่อหวังให้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีหลักฐานยืนยันว่าพระบรมสารีริกธาตุที่ประดิษฐานไว้คือพระบรมธาตุส่วนที่เป็นพระเศียรเบื้องขวาของสมเด็จพระสัมมา
สัมพุทธเจ้า มีขนาดประมาณเม็ดพุทรา สัณฐานกลมเกลี้ยง สีขาวนวลคล้ายสีดอกบวบหรือสีดอกพิกุลแห้ง ถูกบรรจุไว้ในพระโกศ 5 ชั้นประดิษฐานภายในพระวิหารจตุรมุข

ประวัติการค้นพบพระบรมสารีริกธาตุ

ปี พ.ศ. 2042 พระธัมมปัญโญเถระ เป็นเจ้าอาวาสวัดแห่งนี้ มีการค้นพบพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานอยู่ในใจกลางพระเกศโมลีของพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ภายในวิหาร ต่อมา พ.ศ. 2058 พระมหาสีลปัญโญ เจ้าอาวาสของวัดได้นำพระบรมสารีริกธาตุออกมาให้พระรูปหนึ่งจากพม่าได้กราบนมัสการจากนั้นความเรื่องนี้ได้แพร่ไปถึงพระเจ้าดิลกปนัดดาธิราช(พระเมืองแก้ว) เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ดังนั้นในปี 2050พระเมืองแก้วจึงให้ก่อสร้างวิหารจตุรมุข และปราสาทภายในวิหารหลวง แล้วอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุไปประดิษฐาน และประดิษฐานมาตราบจนปัจจุบัน

พระธาตุจอมทอง พระธาตุประจำปีชวด

อ้างอิงตามคติความเชื่อเรื่องการไหว้พระธาตุประจำปีเกิดตามปีนักษัตร ว่ากันว่าเมื่อคนเราถึงแก่ความตาย ดวงวิญญาณของผู้ตายจะไปอยู่ ณ ที่พระธาตุประจำปีเกิดของแต่ละคน ดังนั้นผู้ที่เกิดในปีนักษัตรใดๆ จึงต้องไปกราบไหว้บูชาสักการะพระธาตุประจำปีเกิดของตน และตามคดีโบราณของชาวเหนือเชื่อกันว่าคนเกิดปีชวด หรือปีหนูจะต้องไปกราบไหว้บูชาพระธาตุจอมทอง เพื่อความเป็นสิริมงคลของตนเอง

การถวายบูชาพระบรมธาตุจะใช้เครื่องหอม ข้าวตอก ดอกไม้ และจะสรงพระธาตุด้วยน้ำสะอาดซึ่งอาจเจือด้วยน้ำอบน้ำหอม พระบรมธาตุส่วนใหญ่จะบรรจุอยู่ใต้ฐานพระเจดีย์หรือพระธาตุ ดังนั้นการสรงน้ำจึงกระทำโดยการราดรดน้ำสะอาดบนองค์พระเจดีย์ หรือพระธาตุ

หากคุณผู้อ่านรายใดที่สนใจจะร่วมเดินทางไปกราบนมัสการพระธาตุจอมทอง และท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ ที่สวยงามและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในเขตจังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงเดือนมกราคม 2563 โปรดติดต่อทัวร์คุณแหน บริษัท World Express จำกัด หนังสือพิมพ์แนวหน้า นำเที่ยวแบบสบายๆ แต่เน้นสาระ โดย Mr.Flower โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

และขอเรียนแจ้งให้ทราบถึงทริปบริจาคโคกระบือที่ผู้อ่านแนวหน้าร่วมสมทบทุน เพื่อไถ่ชีวิตโคกระบือจากโรงฆ่าสัตว์ในเชียงราย แล้วนำไปมอบให้เกษตรกร โดยผู้คัดเลือกเกษตรกรผู้เหมาะสมที่จะรับโคกระบือไปเลี้ยงดูจนกว่าสัตว์จะถึงแก่อายุขัยตามธรรมชาติคือพระมหาวุฒิชัยวชิรเมธี (ท่าน ว. วชิรเมธี) แห่งสถานปฏิบัติธรรมไร่เชิญตะวันเชียงราย คณะของเราจะเดินทางวันที่ 28-30 มกราคม 2563 โดยสายการบินไทยสมายล์ พักที่โรงแรมเวียงอินทร์ ริมน้ำกก หากคุณสนใจร่วมทริปนี้ โปรดติดต่อ 091-7233615 ภายในวันที่ 8 มกราคม 2563

ตะลอนเที่ยว : คนรักชีวิต วัวควายก็รักชีวิตไม่ต่างจากคน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/461681

ตะลอนเที่ยว : คนรักชีวิต วัวควายก็รักชีวิตไม่ต่างจากคน

วันอาทิตย์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

หนังสือพิมพ์แนวหน้าขอเรียนเชิญคุณผู้อ่านและบรรดาญาติมิตรของคุณผู้อ่านร่วมโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือจากโรงฆ่าสัตว์ และจากตลาดนัดขายโคกระบือ เพื่อนำไปมอบให้เกษตรกรรายย่อย รวมถึงผู้ที่มีความเหมาะสมในการรับโคกระบือจากโครงการนี้ไปเลี้ยงดูจนกว่าสัตว์จะถึงแก่อายุขัย

โครงการนี้ดำเนินโดยหนังสือพิมพ์แนวหน้า โดยความริเริ่มของคุณผาณิต พูนศิริวงศ์ผู้บริหารของหนังสือพิมพ์แนวหน้า ร่วมกับอาจารย์เฉลิมชัย ยอดมาลัย บรรณาธิการข่าวหน้าหนึ่ง และคอลัมนิสต์การเมือง และพนักงานแนวหน้าทุกคน โครงการเริ่มมาตั้งแต่กลางปี พ.ศ. 2557 และดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้สามารถไถ่ชีวิตโคกระบือมาแล้วรวม 55 ตัว ซึ่งโคกระบือที่ไถ่ชีวิตมานั้นได้ตกลูกออกมาแล้ว 14 ตัว

ปัจจุบันโคกระบือเหล่านี้ได้ถูกมอบให้กับเกษตรกรรายย่อยในหลายจังหวัด อาทิ สุพรรณบุรี ชลบุรี นครปฐม ขอนแก่น เป็นต้น (แต่มีจำนวนหนึ่ง (10 ตัว) ที่ได้รับการไถ่ชีวิตโดยหม่อมไฉไล ยุคล แล้วนำไปเลี้ยงไว้ที่ดินของหม่อมไฉไล)

ล่าสุดโครงการนี้ได้ทำข้อตกลงเบื้องต้นร่วมกับพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือท่านว. วชิรเมธี แห่งสถานปฏิบัติธรรมไร่เชิญตะวัน จังหวัดเชียงราย โดยจะมอบโคกระบือที่ได้รับการไถ่ชีวิตจากโรงฆ่าสัตว์ในจังหวัดเชียงรายแล้วมอบให้เกษตรกรที่อยู่รอบๆ เขตสถานปฏิบัติธรรมไร่เชิญตะวัน โดยการคัดเลือกผู้ที่สมควรได้รับโคกระบือไปเลี้ยงดูโดยท่าน ว. วชิรเมธี

คุณสมบัติของผู้ได้รับมอบโคกระบือคือ เป็นเกษตรกรรายย่อย มีที่ดินทำกินเป็นของตนเองจำนวน 5-15 ไร่ โดยต้องเป็นผู้มีความประพฤติดี (โดยการลงมติของเพื่อนร่วมชุมชน) ไม่ติดการพนัน ไม่ติดยาเสพติดทุกชนิด ไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัว สามารถดูแลโคกระบือที่ได้รับไป โดยต้องเลี้ยงดูเขาให้ดีตามความเหมาะสม ต้องไม่ฆ่า ไม่ขายโคกระบือที่ได้รับมอบไป หากโคกระบือตกลูกออกมา ต้องแจ้งให้ผู้มอบโคกระบือได้รับทราบทันที และต้องไม่ขาย ไม่ฆ่าลูกโคกระบือเหล่านั้น ทั้งนี้ผู้มอบโคกระบือ ให้สามารถมีสิทธิ์ไปตรวจเยี่ยมโคกระบือได้ทุกเมื่อ โดยแจ้งล่วงหน้าให้ผู้รับไปเลี้ยงได้ทราบก่อน และที่สำคัญคือหากโคกระบือเจ็บป่วย ทางโครงการมีกลุ่มสัตวแพทย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปดูแลให้โดยไม่คิดมูลค่าใดๆ แต่ทั้งนี้หากผู้รับไปเลี้ยงทำผิดสัญญาที่ได้ลงนามไว้ จะต้องถูกดำเนินคดีอาญาจนถึงที่สุด

สำหรับการส่งมอบโคกระบือให้กับเกษตรกรในงวดล่าสุดจะเกิดขึ้นในวันที่29 มกราคม 2563 โดยจะมอบให้ครอบครัวละ2 (สอง) ตัว

สำหรับผู้สนใจร่วมโครงการนี้ โปรดติดต่อสอบถามรายละเอียดที่โทรศัพท์หมายเลข 091-7233615 และถ้าหากผู้อ่านมีความสามารถรับโคกระบือไปเลี้ยงดูได้
ก็สามารถติดต่อสอบถามได้ที่หมายเลขโทรศัพท์เดียวกัน

สำหรับภาพประกอบคอลัมน์ในวันนี้นำมาจากการผ่าตัดเพื่อดามแผ่นไททาเนียมให้กับแม่วัวที่ถูกวัวตัวอื่นเหยียบจนขาหัก ซึ่งวัวตัวนี้เป็นวัวที่โครงการนี้มอบให้เกษตรกรในอำเภอเดิมบางนางบวช สุพรรณบุรี เมื่อเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา เมื่อวัวประสบอุบัติเหตุแล้ว เจ้าของวัวได้ประสานติดต่อไปยังอาจารย์เฉลิมชัย เพื่อแจ้งเรื่องให้ทราบ ครั้นเมื่อทางโครงการได้รับทราบเรื่องแล้วก็จึงติดต่อประสานงานไปยังคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อขอคำแนะนำในด้านการรักษา และได้แจ้งเรื่องไปยังกลุ่มผู้ร่วมบริจาค ทั้งนี้มีผู้ใหญ่ที่ร่วมบริจาคหลายท่าน (ขออภัยที่ไม่ได้ระบุนามของท่านเหล่านั้น) กำชับว่าขอให้รักษาแม่วัวตัวนี้ให้ดีที่สุด ส่วนเงินสำหรับการรักษานั้น ทางผู้ใหญ่เป็นผู้จัดหาให้ทั้งหมด ดังนั้นทางโครงการจึงนำแม่วัวไปรักษาที่โรงพยาบาลปศุสัตว์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ที่ศูนย์จังหวัดนครปฐมทำการรักษานานประมาณ 1 ปีเศษจนแม่วัวตัวนี้สามารถดำรงชีวิตได้เกือบจะปกติ แล้วจึงส่งมอบคืนให้ผู้รับเลี้ยงนำไปดูแลต่อไป โดยค่ารักษาพยาบาล ค่าขนย้ายแม่วัว และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มผู้อ่านแนวหน้า และจากท่านผู้ใหญ่ที่มีจิตเมตตา และที่สำคัญคือการผ่าตัดช่วยเหลือวัวตัวนี้นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทย และอาจจะกล่าวได้ว่าครั้งแรกของโลกด้วย เพราะตามปกติเมื่อวัวขาหัก มักจะถูกฆ่า เนื่องจากไม่มีผู้รักษาพยาบาล ด้วยข้ออ้างว่าสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ แต่สำหรับแม่วัวตัวนี้ได้รับการรักษาพยาบาลจนบาดแผลหายเกือบจะปกติ แล้วได้กลับไปอยู่กับลูกของเขาเรียบร้อยแล้วเมื่อเดือนที่ผ่านมา การรักษาแม่วัวตัวนี้เป็นความร่วมมือระหว่างคณะสัตวแพทยศาสตร์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงเรียนมาเพื่อให้ผู้ร่วมสมทบทุนโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือกับหนังสือพิมพ์แนวหน้าได้รับทราบ และขอกราบอนุโมทนาบุญกับทุกท่านด้วย

ตะลอนเที่ยว : บาหลี ดินแดนแห่งทวยเทพ และขนบประเพณีดั้งเดิม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/460248

ตะลอนเที่ยว : บาหลี ดินแดนแห่งทวยเทพ และขนบประเพณีดั้งเดิม

วันอาทิตย์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

บาหลีได้รับการยอมรับว่าเป็นดินแดนหรือเป็นเกาะของพระเจ้าอย่างแท้จริง เพราะชาวบาหลียังคงดำรงวิถีชีวิตโดยให้ความเคารพสักการะเทพเจ้าต่างๆ รวมถึงให้ความเคารพนับถือธรรมชาติโดยไม่ต่างไปจากวันเวลาในอดีตกาล เพราะในเวลาเช้าทุกวัน ชาวบาหลีโดยเฉพาะผู้ที่นับถือศาสนาฮินดูจะทำพิธีถวายสักการะที่ศาลเทพเจ้าประจำชุมชน โดยจะนำดอกไม้ ผลไม้ และขนมหวานไปถวายเทพเจ้า ซึ่งส่วนมากก็คือพระศิวะและชายาของพระศิวะ คือพระอุมาเทวี พระพรหมและพระวิษณุ แต่ที่สำคัญคือชาวบาหลีจะให้ความเคารพนับถือเทพเจ้าของพื้นเมืององค์หนึ่งคือ ซังฮยังวีดี หรืออจินไตยตามหลักปรัชญาปัญจศีล โดยอจินไตยจะประทับบนเก้าอี้ว่างเปล่าหรือปัทมาสน์ นอกจากนี้ชาวบาหลียังเคารพสักการะเทพเจ้าอีกมากมายหลายสิบองค์ ซึ่งส่วนใหญ่คือเทพเจ้าแห่งธรรมชาติ เช่น เทพเจ้าแห่งข้าว เทพเจ้าแห่งท้องสมุทรเทพเจ้าแห่งขุนเขา เทพแห่งไฟ เป็นต้น ดังนั้นจึงพบว่าผู้นับถือศาสนาฮินดูในบาหลีจึงสร้างเทวสถานหรือวัดไว้ในบริเวณที่เป็นจุดกึ่งกลางระหว่างทะเลกับภูเขา เพราะเชื่อว่าภูเขาคือที่ประทับของเทพเจ้าฝ่ายดี ส่วนท้องมหาสมุทรนั้นเป็นที่สิงสถิตของวิญญาณร้าย ส่วนมนุษย์จะอยู่อาศัยบนพื้นราบ

ในการถวายสักการะต่อเทพเจ้านั้น ชาวบาหลีจะนำกระทงที่ทำด้วยใบไม้เป็นทรงสี่เหลี่ยม แล้วบรรจุดอกไม้ต่างๆ และผลไม้ รวมถึงขนมหวานที่ทำจากแป้ง น้ำตาล
และมะพร้าว (เน้นว่าไม่มีอาหารคาว) ไปถวายแด่ทวยเทพแล้วจุดธูปบูชา โดยนั่งราบกับพื้นดินแล้วถวายสักการะด้วยการประนมมือยกขึ้นเหนือศีรษะ แล้วร่ายเวทมนตร์เป็นเวลานาน แล้วนำดอกไม้ไปจุ่มในน้ำสะอาดแล้วประพรมไปที่ศาลของเทพเจ้า (อันที่จริงหากจะกล่าวถึงการบูชาเทพเจ้าประจำวันของชาวบาหลีแล้วคงต้องเล่ากันอีกยาวดังนั้นจึงขอชวนคุณไปเที่ยวบาหลีกับเราดีกว่า) วัดที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของบาหลีคือ วัดอูลูวาตู ซึ่งตั้งอยู่ที่ริมหน้าผา

บาหลียังเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยภูเขาไฟ ทั้งที่ยังไม่ดับสนิทและดับสนิทแล้ว และยังมีความงามของนาขั้นบันไดที่เป็นเอกลักษณ์ของดินแดนแห่งเนินเขา โดยเฉพาะที่อูบุด ส่วนคนที่ชื่นชอบท้องทะเลและหาดทรายก็นิยมไปเที่ยวบาหลีเช่นกัน เพราะมีชายหาดที่สวยงามไม่แพ้ประเทศไทย และยังมีคลื่นทะเลที่เหมาะสำหรับเล่นกีฬาทางน้ำ เช่น surfing เป็นต้นโดยหาดยอดนิยมคือ กูตะ ส่วนที่เยมิยัค และนูซาดัวก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของบาหลีเช่นกัน เพราะมีโรงแรมและรีสอร์ทที่สวยงามตั้งอยู่มากมาย

มนต์เสน่ห์ของบาหลีอยู่ที่ไหน คนที่ไปเยือนบาหลีตอบคำถามนี้ตรงกันว่า อยู่ที่การรักษาเอกลักษณ์และวิถีชีวิตแบบบาหลีไว้ได้อย่างเหนียวแน่น นั้นคือการทำความเคารพต่อเทพเจ้า ดังนั้นจึงไม่ต้องประหลาดใจที่จะพบชาวบาหลีทำพิธีกรรมบูชาเทพเจ้าต่างๆ ทั่วไปทุกหนทุกแห่งไม่ว่าจะเป็นริมถนน ริมทางเดิน หน้าบ้าน และตามบันได แล้วยามพลบค่ำก็จะมีการจุดประทีปดวงเล็กดวงน้อยเพื่อบูชาเทพเจ้าอีกด้วย

เมื่อพูดถึงวัดในบาหลีแล้วจะพบว่ามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สำคัญคือหลังคาที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ ตั้งแต่ 3-11 ชั้นขึ้นอยู่กับชั้นยศของเทพเจ้าที่สถิตอยู่ในวัดเหล่านั้น วัดเหล่านี้คือสถานที่ประกอบพิธีกรรมเท่านั้น วัดสำคัญๆ ก็เช่นวัดตัมปักสิริง วัดทานาลอต ซึ่งวัดทานาลอตนี้อยู่กลางน้ำดังนั้นเมื่อน้ำทะเลขึ้นจึงดูเสมือนว่าวัดนี้ลอยอยู่กลางทะเลวัดทานาลอตมีข้อกำหนดไว้คือผู้ที่จะเข้าไปในวัดได้ต้องนับถือฮินดูและต้องสวมชุดขาวเท่านั้น

ไม่ใช่เรื่องเกินจริงที่จะบอกว่าชาวบาหลีที่นับถือฮินดูยังให้ความเคารพต่อเทพเจ้า และต้องเซ่นไหว้ภูตผีสารพัดชนิด และให้ความเคารพต่อธรรมชาติอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากเขามีรากเหง้าทางความเชื่อที่ฝั่งแน่นมากจนยากจะมีสิ่งใดสั่นคลอนได้เพราะได้รับการปลูกฝังมาจากคนรุ่นสู่รุ่น ซึ่งแน่นอนว่าด้วยความที่ชาวบาหลียึดมั่นในขนบประเพณีดั้งเดิมอย่างเหนียวแน่นจึงทำให้สิ่งนี้ได้รับการกล่าวขานถึงในกลุ่มนักท่องเที่ยว และส่งผลให้เกิดแรงดึงดูดให้หลายคนต้องการไปเยือนเกาะของพระเจ้าแห่งนี้

คุณล่ะครับ เคยไปเยือนดินแดนแห่งพระเจ้าที่บาหลีแล้วหรือยัง และคุณสนใจไปสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งบาหลีด้วยกันหรือไม่ครับ หากสนใจร่วมทริปเล็กๆกับเรา (เพียง 14 ท่าน) เดินทางช่วงกลางเดือนมกราคม2563 โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : อิสิปตนมฤคทายวัน สถานที่แสดงปฐมเทศนาของพระพุทธองค์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/458816

ตะลอนเที่ยว : อิสิปตนมฤคทายวัน สถานที่แสดงปฐมเทศนาของพระพุทธองค์

วันอาทิตย์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ก่อนอื่นต้องกราบขออภัยสมาชิกคอลัมน์ตะลอนเที่ยว เนื่องจากในสัปดาห์ที่แล้วมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น เนื่องจากมีภาพของสถานที่แสดงปฐมเทศนา ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ผสมเข้าไปกับเรื่องมโนราห์ แห่งเมืองพัทลุง

สัปดาห์นี้ผมขอพาคุณไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพุทธศาสนิกชน นั่นคือป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ที่เมืองสารนาถ แห่งแคว้นพาราณสี ประเทศอินเดีย ซึ่งในสมัยโบราณครั้งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงมีพระชนม์ชีพ สถานที่แห่งนี้ได้รับการยอมรับและเชื่อถือต่อๆ กันมาว่าเป็นบริเวณที่มีความศักดิ์สิทธิ์มาก เพราะมีฤๅษี จำนวนมากซึ่งเป็นผู้แกร่งกล้าในวิชาอาคมไปชุมนุมรวมตัวกันอยู่ในบริเวณดังกล่าว อันที่จริงป่าแห่งนี้ในสมัยโบราณก็คือศูนย์รวมของสรรพวิทยา อันอยู่ในเขตสวนกวาง แล้วฉะนั้นจึงมีชื่อเรียกว่าป่าอิสิปตนมฤคทายวัน (อิสิคือฤๅษี ส่วนมฤคคือกวาง)

ผมเชื่อว่าหลายคนที่ศึกษาด้านพุทธศาสนาโดยเบื้องต้นมาบ้าง น่าจะต้องเคยได้ยินเรื่องราวการแสดงปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ โดยปัญจวัคคีย์คนแรกที่ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์เมื่อได้ฟังพระธรรมจากพระโอษฐ์ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็คืออัญญาโกณฑัญญะ ดังนั้นเมื่อพูดถึงตรงนี้หลายคนคงนึกถึงวันอาสาฬหบูชาได้โดยทันที แต่ถ้ายังนึกไม่ออกก็คงจะต้องกลับไปทบทวนวิชาศีลธรรมซึ่งสอนเกี่ยวกับวันสำคัญในพระพุทธศาสนา

ขอย้อนกลับไปพูดถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ซึ่งในปัจจุบันเรียกสถานที่แห่งนี้ว่าธัมเมกขะสถูป ซึ่งมีสถูปองค์มหึมาที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกการแสดงปฐมเทศนา เพราะฉะนั้นที่แห่งนี้จึงมีพุทธศาสนิกชน รวมถึงศาสนิกชนในศาสนาอื่นไปเยี่ยมชมและแสดงความเคารพอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา และจะได้ยินเสียงสวดมนต์ของพระสงฆ์ในพุทธศาสนาดังต่อเนื่องตลอดเวลาเช่นกัน

สำหรับผู้ที่ยังจดจำได้ถึงเรื่องการแสดงปฐมเทศนาที่ชื่อว่าธัมมจักรกัปปวัตนสูตรหรือแปลได้ว่าการเคลื่อนไปของกงล้อแห่งธรรมะ

เมื่อพูดถึงสถานที่สำคัญตรงนี้ก็ต้องย้อนถึงเรื่องราวเมื่อครั้งพระพุทธองค์ได้เสด็จไปประทับที่บริเวณดังกล่าว ดังมีหลักฐานอ้างอิงคือมูลคันธกุฎี ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากองค์มหาสถูปที่ถูกสร้างขึ้นภายหลัง ซึ่งตามประวัติระบุว่าพระเจ้าอโศกมหาราชโปรดให้สร้างขึ้น ณ บริเวณที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา

แล้วจะมีหลักฐานสำคัญยืนยันว่าบริเวณดังกล่าวมีความสำคัญในพระพุทธศาสนานั่นคือเสาอโศก ที่แม้ปัจจุบันจะหักแล้วแตกเป็นหลายท่อน แต่เสาอโศกก็ยังคงถูกเก็บรักษาไว้ในบริเวณที่หน้ามูลคันธกุฎีของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

และสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในบริเวณที่กล่าวถึงก็คือสถานที่ซึ่งสมเด็จพระพุทธองค์ได้ทรงกล่าวกับยสกุลบุตร โดยทรงเทศนาแสดงอนุปุพพิกถา แล้วได้ทรงประกาศหลักธรรมคืออริยสัจ 4 ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค แก่ยสกุลบุตรรวมถึงบริวารและบิดามารดากระทั่งถึงญาติพี่น้องของยสกุลบุตร จึงทำให้เกิดอุบาสก และอุบาสิกาขึ้นเป็นครั้งแรก และขณะเดียวกันก็มีพระอรหันต์เพิ่มขึ้นในโลกในขณะนั้นอีก 55 องค์

หลายคนคงจำได้ถึงสิ่งที่ยสกุลบุตรเดินบ่นออกมาว่า ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ยุ่งหนอที่นี่สับสนจริงหนอ โดยยสกุลบุตรเดินบ่นไปเรื่อยๆ จนผ่านที่ประทับของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธองค์ จึงตรัสตอบว่า ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่สับสน เมื่อยสกุลบุตรได้ยินคำตรัสของพระพุทธองค์ จึงเข้าไปเฝ้าแล้วได้ฟังธรรม หลังจากนั้นจึงได้บรรลุเป็นพระอรหันต์

นี่เป็นเพียงแค่เรื่องเล่าที่หลายคนอาจจะเคยได้ยินได้ฟังมาก่อนแต่ปัจจุบันอาจจะลืมเลือนไปบ้างแล้ว ดังนั้นผมจึงใคร่ขอเชิญชวนคุณผู้อ่านซึ่งเป็นแฟนคอลัมน์นี้และเป็นแฟนของหนังสือพิมพ์แนวหน้าได้โปรดหาเวลาไปแสดงความเคารพสักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้

ทัวร์คุณแหน โดย Mr.Flower จะพาคุณผู้อ่านแนวหน้าและผู้สนใจไปกราบนมัสการสังเวชนียสถานทั้งสี่คือสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนาและเสด็จ
ดับขันธปรินิพพาน โดยตั้งใจว่าจะพาท่านผู้สนใจไปกราบนมัสการสังเวชนียสถานต่างๆ คราวละหนึ่งแห่ง เพราะว่าถ้าไปคราวเดียวทั้งหมดสี่แห่ง จะต้องใช้เวลานาน ซึ่งสมาชิกหลายคนมีเวลาว่างไม่เพียงพอ

กำหนดการไปกราบนมัสการสังเวชนียสถานแห่งแรกน่าจะเป็นที่แสดงปฐมเทศนาแห่งนี้ก่อน เพราะนับว่าเดินทางได้สะดวกมากที่สุด ซึ่งถือได้ว่าสะดวกไม่แพ้กับการเดินทางไปกราบนมัสการสถานที่ประสูติ ณ พุทธคยา

กำหนดการเดินทางไปกราบนมัสการสังเวชนียสถาน โดยเบื้องต้นกำหนดไว้ว่าประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2563 หากคุณผู้อ่านแนวหน้าท่านใดสนใจร่วมเดินทางไปกราบนมัสการสังเวชนียสถานด้วยกัน โปรดติดต่อที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : โนราห์ มรดกวัฒนธรรมลํ้าค่าแห่งเมืองพัทลุง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/457408

ตะลอนเที่ยว : โนราห์ มรดกวัฒนธรรมลํ้าค่าแห่งเมืองพัทลุง

วันอาทิตย์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

โนราห์ หรือมโนราห์ คือการละเล่นพื้นบ้านที่สืบทอดมายาวนานในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งชาวพื้นเมืองเชื่อถือกันว่าโนราห์เป็นการละเล่นหรือการแสดงตามคติความเชื่ออันสืบเนื่องมาจากพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์

ผู้รู้ด้านศิลปวัฒนธรรมในภาคใต้บอกว่าคำว่าโนราห์คือคำพื้นเมืองของภาคใต้ ส่วนคำว่ามโนราห์เป็นคำที่มาจากสมัยกรุงศรีอยุธยา

บางกระแสข่าวว่าโนราห์มาจากเค้าโครงเรื่องพระสุธนกับนางมโนราห์ ซึ่งเป็นการแสดงละครชาตรีในยุคแรกเริ่ม อย่างไรก็ตามมีผู้สันนิษฐานว่าโนราห์ได้รับอิทธิพลมาจากการฟ้อนรำของชาวอินเดียโบราณในยุคศรีวิชัซึ่งน่าจะเกิดมาจากการนำเข้ามาของกลุ่มพ่อค้าวานิชชาวอินเดีย โดยมีข้อสังเกตคือเครื่องดนตรีที่เรียกว่าเบญจสังคีต อันประกอบไปด้วย โหม่ง กลอง ทับ ปี่ และฉิ่ง นอกจากนี้ท่าร่ายรำของโนราห์ยังคล้ายคลึงกับท่าร่ายรำของชาวอินเดียสมัยโบราณ

สำหรับชาวพัทลุงแล้วเชื่อและบอกกันต่อๆ กันมาว่าโนราห์ของภาคใต้เกิดขึ้นครั้งแรกในจังหวัดพัทลุง โดยมีต้นกำเนิดที่ตำบลบางแก้ว แล้วการละเล่นชนิดนี้
ได้แพร่ขยายไปยังหัวเมืองอื่นๆ ของเขตภาคใต้ และกระจายเข้าไปยังภาคกลาง ในรูปแบบของละครชาตรีรวมถึงเพลงจังหวะตะลุง ซึ่งได้แนวคิดมาจากจังหวะดนตรีของโนราห์

ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้พาคุณไปยังจุดที่ถือได้ว่าเป็นต้นกำเนิดของโนราห์คือที่บางแก้ว จังหวัดพัทลุง เพื่อไปดูการร่ายรำโนราห์ โดยมีฉากสำคัญคือพระบรมธาตุแห่งวัดเขียนบางแก้ว บ้านจองถนน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง พระบรมธาตุองค์นี้ถูกระบุโดยชาวบ้านว่าเป็นพระบรมธาตุองค์พี่องค์น้องกับพระบรมธาตุที่จังหวัดนครศรีธรรมราช

ขอย้อนกลับไปพูดถึงศิลปะการร่ายรำของโนราห์ หน้าครูพ่อครูของโนราห์กล่าวว่ามีท่ารำปฐมบท 12 ท่า คือ ท่าลายกนก ท่าผาหลา ท่าลงฉาก ท่าจับระบำ ท่ากินรีรำ ท่าฉากน้อย ท่าราหูจับจันทร์ ท่าบัวแย้ม ท่าบัวบานท่าบัวคลี่ ท่าบัวตูม และท่าแมงมุมชักใย แต่ในระยะหลังด้วยการประดิษฐ์ท่ารำเพิ่มเติมขึ้นมาอีกมากมาย ซึ่งท่ารำที่เพิ่มเติมขึ้นมานี้ก็มาจากครูโนราห์ในยุคสมัยต่างๆ ที่ช่วยกันประดิษฐ์ โดยส่วนใหญ่มักจะได้แรงบันดาลใจมาจากการสังเกตจากธรรมชาติและการเคลื่อนไหวร่างกายของสิงสาราสัตว์ รวมถึงฉากจากลายจิตรกรรมฝาผนังและลวดลายกนกต่างๆ ในท้องถิ่น

ส่วนดนตรีที่ใช้บรรเลงสำหรับการรำโนราห์ก็จะมีจังหวะที่ค่อนข้างเร็วและสนุกสนาน

นี่คือมนตราแห่งศิลปะในท้องถิ่นของไทย ซึ่งเป็นศิลปะที่ช่วยสื่อสะท้อนให้เห็นถึงรากเหง้าและความเป็นมาของคนในชุมชนได้อย่างชัดเจน

หากคุณต้องการจะสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งศิลปะอันเป็นรากฐานของชุมชนไทยในเขตจังหวัดพัทลุง รวมถึงได้ไปสัมผัสความงดงามของชุมชนชาวพัทลุง โดยผ่านการท่องเที่ยวที่เน้นการเรียนรู้ขนบธรรมเนียมประเพณีและศิลปวัฒนธรรม Mr. Flower ขอเรียนเชิญคุณผู้สนใจร่วมท่องเที่ยวไปกับทัวร์คุณแหน นำทัวร์โดย Mr. Flower

สนใจร่วมทริปกลุ่มเล็กๆ ที่เน้นการท่องเที่ยวแบบเป็นกันเอง แต่อัดแน่นไปด้วยความรู้ในเชิงศิลปะวัฒนธรรม โปรดติดต่อโทรศัพท์หมายเลข 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : สรรพชีวิต ณ แม่คงคา แห่งพาราณสี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/455908

ตะลอนเที่ยว : สรรพชีวิต ณ แม่คงคา แห่งพาราณสี

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

แม่น้ำพระคงคาตามความเชื่อและความศรัทธาของชาวฮินดูในชมพูทวีป (ซึ่งหมายถึงอินเดียในปัจจุบัน) คือสายน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่หล่อเลี้ยงสรรพชีวิตให้บังเกิดความร่มเย็นเป็นสุขมาตลอดสี่ถึงห้าพันปีที่ผ่านมา ชาวฮินดูเชื่อถือว่าแม่น้ำพระคงคากับแม่น้ำยมุนาเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์สองสายที่ไหลคู่กันมา และหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตของผู้คน สรรพสัตว์ และทุกสรรพสิ่งในชมพูทวีปให้ราบรื่นและรุ่งเรือง นับจากเกิดจนกระทั่งถึงวันตาย แม่น้ำพระคงคงล้วนมีความสำคัญกับชีวิตของชาวฮินดูอย่างลึกล้ำ

ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้ขอชวนเชิญคุณไปสัมผัสความมหัศจรรย์ของสรรพชีวิต และทุกสรรพสิ่ง ณ ริมแม่น้ำพระคงคา เมืองพาราณสี รัฐอุตรประเทศ สาธารณรัฐอินเดีย โดยจะพาคุณไปลงเรือ ณ ท่าทศอัศวเมธ แล้วล่องพระคงคาไปเพื่อลอยประทีปและดอกไม้สดบูชาแม่พระคงคาเพื่อความสิริมงคลของชีวิต (ตามความเชื่อที่กระทำสืบต่อกันมาช้านาน)

ผมจะพาคุณไปริมฝั่งแม่พระคงคาตั้งแต่เวลาตีห้า เพื่อให้เห็นว่าผู้คนมากมายต่างมุ่งหน้าไปยังแม่พระคงคาเพื่อกระทำกิจกรรมต่างๆ อาทิ อาบน้ำชำระร่างกายเพื่อความผาสุกของชีวิต บ้างก็ไปลอยประทีปและดอกไม้สด บ้างก็บริกรรมท่องมนต์คาถา ณ ริมฝั่งมหานธีศักดิ์สิทธิ์นี้บ้างก็ไปเพื่อค้าขายดอกไม้ และของต่างๆ นานาที่เกี่ยวกับพิธีกรรมในการบูชาแม่พระคงคา รวมถึงมีหลายคนก็นำปลาตัวเล็กไปขายให้กับคนไทย เพื่อให้ซื้อแล้วปล่อยลงสู่แม่พระคงคา บ้างก็ไปเพื่อเผาศพ ณ ริมฝั่งพระแม่คงคา กล่าวกันว่าตลอดระยะเวลา 4-5 พันปีมาแล้วที่กองไฟแห่งการเผาศพ ณ ริมฝั่งแม่พระคงคาไม่เคยดับสลายลงเลย เนื่องจากทุกวันยังมีพิธีกรรมนี้สืบเนื่องตลอดเวลา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสรรพชีวิตของผู้คนนั้นมีเกิดมีดับต่อเนื่องกันทุกวัน ไม่ว่าโลกจะมีพลวัตรหรือมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม แต่การเกิดการดับของมนุษย์ก็ยังคงอยู่ชั่วนิรันดร์ ส่วนพิธีการทำศพในที่อื่นๆ ของโลกจะเปลี่ยนแปลงไปมากมายเพียงใด แต่สำหรับความเชื่อของชาวฮินดูในชมพูทวีปก็ยังคงเดิมโดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับพิธีกรรมการเผาศพ เพราะชาวฮินดูในอินเดียนั้นล้วนปรารถนาจะให้ร่างของตนเองนั้นได้รับการเผาให้มอดมลายไปด้วยพระอัคคี ณ ริมฝั่งแม่พระคงคา ที่เมืองพาราณสี โดยเฉพาะที่ท่าริมน้ำซึ่งมีนามว่ามณิกรรณิการ์ ฆาต (Manikarnika Ghat) และหริศจันทร์ ฆาต (Harishchandra Ghat)

ชีวิตริมฝั่งแม่พระคงคา ณ เมืองพาราณสีนั้นได้รับการยอมรับว่ามีสีสันที่หลากหลายมากที่สุดจริงๆ เป็นสีสันที่ไม่ต้องมีการแต่งแต้มใดๆ เพราะเกิดมาจากความจริง ซึ่งหลายคนบอกว่าจริงเสียยิ่งกว่าจริง เพราะเป็นที่รวมของคนทุกชั้นวรรณะ ตั้งแต่มหาราชา มหารานี ไล่ลงไปจนถึงกระยาจกเข็ญใจ แถมยังมีโคอยู่ร่วมกับมนุษย์อย่างใกล้ชิด (แต่เท่าที่สังเกตพบก็คือในระยะ 2 ปีมานี้ โคในพาราณสีจะอยู่ในเมืองน้อยลงกว่าสมัยก่อนมาก เพราะทางการพยายามจะรักษาระเบียบของเมือง ดังนั้น โค ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นพาหนะของพระอิศวรเจ้าจึงถูกนำไปเลี้ยงไว้ในสถานที่เฉพาะ โดยไม่ปล่อยให้เดินอย่างอิสรเสรีได้อีกต่อไป)

สำหรับคนไทย และชาวตะวันตก อันที่จริงเกือบจะทุกชาวนั่นแหละ (ยกเว้นคนฮินดูแท้ๆ ในอินเดีย) เมื่อมาถึงแม่พระคงคา ณ พาราณสีแล้ว ทุกคนจะต้องลงเรือล่องแม่พระคงคา แล้วลอยประทีปและลอยดอกไม้สดเพื่อบูชาแม่พระคงคา (การลอยประทีปและลอยดอกไม้สดนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นพฤติกรรมของชาวไทยและชาวอุษาคเนย์มากกว่า เพราะฝรั่งตะวันตกไม่นิยมกระทำ)

Mr.Flower เพิ่งไปเมืองพาราณสี และได้ไปล่องแม่พระคงคาครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายนนี่เอง ช่วงที่ไปถึงนั้นพาราณสีในยามเช้ามีอากาศแสนเย็นสบาย ยิ่งไปอยู่บนเรือล่องแม่พระคงคาในช่วงเช้าตรู่ด้วยแล้วก็ยิ่งได้สัมผัสอากาศแสนสบาย อุณหภูมิช่วงเช้าตรู่อยู่ที่ประมาณ 14-16 องศาเซลเซียส เมื่อล่องเรือออกจากท่าทศอัศวเมธไปได้สักครู่ (ประมาณ 3-5 นาที) ก็ไปถึงกลางลำน้ำแม่พระคงคา แล้วให้เรือจอดลอยลำอยู่กลางน้ำชมบ้านเรือนของผู้คน และวังเก่าของมหาราชาด้วยความดื่มด่ำในความงดงาม จากนั้นสักครู่หนึ่งดวงอาทิตย์ก็ค่อยๆ โผล่ขึ้นมา เมื่อแสงเงินแสงทองสาดส่องขึ้นมาเรื่อยๆ ฝูงนกนางนวลก็เริ่มบินว่อนเพื่อหาอาหาร (จากคนที่ซื้อเพื่อเลี้ยงนก) ภาพงามเหล่านี้มีให้เห็นเป็นประจำในช่วงต้นฤดูหนาว ณ แม่พระคงคา แห่งพาราณสี

คุณๆ ที่รักครับ คุณมีความรู้สึกอยากไปสัมผัสแม่พระคงคา ณ พาราณสีบ้างหรือไม่ครับ Mr.Flowerของเชิญชวนคุณให้ไปสัมผัสความมหัศจรรย์ของแม่พระคงคา ที่เมืองพาราณสีสักครั้ง ขอบอกว่าหากคุณได้ไปสัมผัสด้วยตัวของคุณเองแล้ว คำพูดใดๆ และคำกล่าวต่างๆ ที่คุณเคยได้ยินมามากมายเกี่ยวกับพาราณสี และอินเดียจะเป็นที่กระจ่างแก่ตัวของคุณเอง แล้วผมมั่นใจว่าคุณจะหลงรักอินเดีย

อันที่จริงผมยังมีสถานที่สำคัญอื่นๆ ในพาราณสีที่อยากจะพาคุณไปสัมผัส (โดยบินไปกับสายการบินไทยสมายล์) อาทิ ธรรมเนกขสถูป ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองสารนาถ พระมหาสถูปที่สร้างเพื่อระลึกถึงวันแสดงปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ ขอบอกว่าหากคุณเป็นผู้นับถือศาสนาพุทธ เมื่อคุณได้ไปอยู่ณ สถานที่ซึ่งครั้งหนึ่งพระพุทธองค์ท่านทรงเคยประทับมาก่อน คุณจะบังเกิดความรู้สึกอิ่มเอิบชื่นบานในหัวใจอย่างยากจะหาคำใดมาบรรยายได้ หากคุณสนใจร่วมทริปสุดพิเศษไปกับทัวร์คุณแหน นำทัวร์โดยMr.Flower โปรดติดต่อ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : ล่องลอยนาวาหรรษากลางห้วงมหานทีกับทัวร์คุณแหน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/454393

ตะลอนเที่ยว : ล่องลอยนาวาหรรษากลางห้วงมหานทีกับทัวร์คุณแหน

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ทัวร์คุณแหน และ Mr. Flower มีข่าวดีแสนดีมาแจ้ง และขอเชิญชวนมวลหมู่สมาชิกแนวหน้าไปร่วมสุขสันต์หฤหรรษ์ด้วยการล่องนาวาจากสิงคโปร์สู่แหลมฉบัง ประเทศไทยวันที่ 9-11 มกราคม 2563 ด้วยเรือเดินสมุทรQuantum of the Seas เรือเดินสมุทรที่เพียบพร้อมไปด้วยเครื่องอำนวยความสะดวกที่ครบครัน และบริบูรณ์ไปด้วยอาหารการกิน รวมถึงความสนุกสุดสำราญด้วยโชว์แสนพิเศษระดับโลก

เมื่อพูดถึงเรือ Quantum of the Seas แล้ว ต้องขอบอกว่าไม่มีคำถามใดๆ ถึงความใหญ่โตมโหฬาร และความทันสมัย แต่ที่สำคัญที่สุดคือระบบความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานสากล

ทัวร์คุณแหน และ Mr. Flower มีทริปสุดพิเศษในราคาที่สุดพิเศษเช่นกันมานำเสนอให้คุณได้รับทราบ เพื่อเรียนเชิญให้คุณร่วมเดินทางไปพบความสำราญพร้อมกับคณะของเรา

แต่ขออนุญาตเรียนย้ำให้ทุกท่านทราบว่าทริปนี้ห้องราคาพิเศษเพียงจำนวนจำกัด (เพราะทัวร์คุณแหนได้ราคาพิเศษมาเพียงไม่มากนัก)

Mr. Flower ขอเชิญคุณไปร่วมสรวลเสเฮฮา พบปะสนทนาพูดคุยร่วมกันตามประสาคนคอเดียวกันในทริปนี้ (ดูรายละเอียดค่าใช้จ่ายได้ในใบประกาศของบริษัท World Express ซึ่งเป็นบริษัททัวร์ในสังกัดหนังสือพิมพ์แนวหน้า)

ขออนุญาตเล่าให้ฟังคร่าว ๆ ว่า โชว์บนเรือลำนี้สุดตื่นตาตื่นใจ แล้วจะทำให้คุณประทับใจไม่รู้ลืม ส่วนอาหารการกินก็อุดมสมบูรณ์มากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอาหารเช้านอกจากนี้ยังมีอาหารมื้ออื่นๆ ที่แสนอร่อยเช่นกัน

ถ้าถามว่ากลุ่มของเราจะทำกิจกรรมอะไรบนเรือเดินสมุทรลำนี้ ก็ขออนุญาตตอบสั้นๆว่าไปเพื่อผักผ่อน และพูดคุยสนทนากัน และรับประทานอาหารอร่อยๆ ด้วยกัน พร้อมกับชมการแสดงระดับมาตรฐานสากล ซึ่งก็คือการไปเติมพลังความสุขให้กับชีวิต

สนใจร่วมทริปสุดพิเศษกับ ทัวร์คุณแหนและ Mr. Flower โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวตลาดคริสต์มาสนครมิวนิค เยอรมนี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/452864

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวตลาดคริสต์มาสนครมิวนิค เยอรมนี

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เรายังคงท่องเที่ยวเพื่อชมสีสันความงาม และสัมผัสความสนุกสนานของตลาดคริสต์มาสในเยอรมนีกันนะครับ เมื่อสองสัปดาห์ก่อนเราเริ่มต้นเที่ยวกันที่เมืองนูเรมเบิร์ก แล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเราไปเที่ยวเมืองเดรสเดน สัปดาห์นี้ผมจะพาคุณไปเที่ยวมหานครมิวนิคด้วยกัน

พูดถึงมหานครมิวนิค คุณอาจจะทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นเมืองหลวงของแคว้นบาวาเรีย มหานครแห่งนี้อุดมไปด้วยตึกเก่าแก่อายุกว่าร้อยปี ตึกบางแห่งก็มีอายุหลายร้อยปี แต่ที่น่าสนใจคือที่นี่มีพิพิธภัณฑ์มากมายให้คุณเข้าไปชื่นชมประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจหลายคนอาจสนใจมิวนิคในช่วงเทศกาล Oktoberfestหรือเทศกาลเบียร์แห่งเดือนตุลาคม แต่สัปดาห์นี้ผมจะชวนคุณไปเที่ยวตลาดคริสต์มาสด้วยกันครับ ปีนี้ตลาดคริสต์มาสของมิวนิคจะเริ่มต้นในวันที่ 27 พฤศจิกายน แล้วไปจบวันที่ 24 ธันวาคม

สถานที่จัดตลาดคริสต์มาสของมิวนิคอยู่ที่Marienplatz หรือภาษาอังกฤษคือ St. Mary’sSquare จัตุรัสกลางเมืองของมิวนิค จุดเด่นของตลาดคริสต์มาสของเมืองนี้คือต้นคริสต์มาสสูงตระหง่านประดับประดาด้วยดวงไฟนับหมื่นดวง และที่สำคัญคือจะมีการขับกล่อมด้วยบทเพลงและเสียงร้องเพลงในเทศกาลคริสต์มาสทุกวัน โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงเวลา 17.30 นาฬิกา สถานที่จัดแสดงดนตรีก็คือระเบียงหน้าศาลากลางของเมือง

ส่วนบนถนน Neuhauser (Neuhauser Strasse) ซึ่งอยู่ไม่ห่างจาก Marienplatz ก็คือ ที่ตั้งของร้านรวงที่นำสินค้าเกี่ยวกับวันพระคริสต์สมภพมาจำหน่าย อาทิ ตุ๊กตาที่เกี่ยวกับวันคริสต์มาสแม้กระทั่งตุ๊กตาพระกุมารที่เพิ่งประสูติที่ประทับอยู่บนรางหญ้า ตุ๊กตาลาและสัตว์อื่นๆ ซึ่งถูกระบุว่ามีอยู่ในวันพระคริสต์สมภพตลาดที่ขายของจำพวกนี้ถูกเรียกว่า manger market และกล่าวกันว่าที่นี่คือ manger market ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของตลาดคริสต์มาสบนโลกใบนี้ นอกจากนั้นยังมีร้านรวงอีกมากมายที่ขายอาหาร เครื่องดื่ม โดยเฉพาะอาหารจำพวกไส้กรอกเยอรมันซึ่งมีสารพัดชนิดให้เลือกรับประทาน และยังมีไวน์อุ่นที่ช่วยคลายความหนาวเย็น ขนมปังขิงหอมละมุน รวมถึงขนมนมเนยอีกสารพัดชนิด ส่วนคนชื่นชอบถั่วอบสารพัดชนิด ก็สามารถเลือกอร่อยได้ในตลาดคริสต์มาสเช่นกัน

สำหรับรูปภาพที่ผมนำมาฝากคุณในสัปดาห์นี้คือบรรยายการของตลาดคริสต์มาสในมิวนิคเมื่อสองปีก่อน ผมเชื่อว่าคุณดูภาพแล้วคงอยากจะไปสัมผัสบรรยากาศจริงในงาน จะเห็นได้ว่าชาวเมืองมิวนิคบางกลุ่มยังนิยมสวมใส่เครื่องแต่งกายในยุคกลางไปร่วมงาน เพราะฉะนั้นเราจะยังได้เห็นอัศวินถือดาบเล่มใหญ่ยักษ์เดินโฉบเฉี่ยวอยู่ในงาน แล้วก็จะพบขุนนางชั้นสูงเดินเด่นเป็นสง่าอยู่ในตลาดคริสต์มาสเช่นกัน เพราะฉะนั้น หากคุณตัดสินใจไปเที่ยวตลาดคริสต์มาสในเยอรมนีกับ Mr. Flowerแล้วละก็ คงอาจจะต้องเตรียมชุดเก๋ๆ ไปสวมเพื่อประชันกับชาวเมืองมิวนิคด้วย

อ้อ! เมื่อพูดถึงช่วงหน้าหนาวในยุโรปตะวันตกแล้ว ก็ต้องไม่ลืมที่จะกล่าวถึงลานสเก็ตน้ำแข็ง ซึ่งจะมีให้เห็นในย่านชุมชนทุกแห่งของเมือง เพราะการเล่นสเก็ตน้ำแข็งในหน้าหนาว และในช่วงใกล้คริสต์มาสถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งของชาวยุโรปเราจะได้พบได้เห็นว่าเด็กๆ และคนเกือบทุกวัย(แม้กระทั่งวัยสูงอายุที่ยังสามารถเล่นสเก็ตน้ำแข็งได้)ก็จะลงไปวาดลวดลายบนลานสเก็ตกันอย่างสนุกสนาน

ขออนุญาตเรียนสั้นๆ ว่า การไปเที่ยวยุโรปตะวันตกในหน้าหนาวนั้น คงจะไม่มีอะไรสนุกสนานมากเกินไปกว่าการไปเที่ยวดูตลาดคริสต์มาสในเมืองสำคัญๆ (ยกเว้นคุณจะตั้งใจไปเล่นสกีหิมะบนยอดเขาสูง) ดังนั้นหากคุณสนใจร่วมทริปไปกับทัวร์คุณแหนเพื่อไปสัมผัสตลาดคริสต์มาสในเยอรมนี (ซึ่งเราจะข้ามไปเที่ยว
ตลาดคริสต์มาสที่เช็กด้วย) โดยมี Mr. Flower นำคุณเที่ยว โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์091-7233615 ด่วนครับ เพราะคณะของเรารับสมาชิกเพียง 14 รายเท่านั้น ส่วนท่านที่สนใจร่วมทริปแล้วยังไม่มีเชงเกนวีซ่า โปรดรีบติดต่อ Mr. Flower ด่วนที่สุด เพราะคณะออกเดินทางวันที่ 1 ธันวาคม 2562 ทริปนี้เราใช้เวลาเที่ยวตั้งแต่วันที่ 1-11 ธันวาคม

ขอเชิญชวนให้คุณร่วมทริปแสนสนุก แสนสบายได้ความรู้เต็มอิ่มกับทัวร์คุณแหนครับ