ตะลอนเที่ยว : คนรักชีวิต วัวควายก็รักชีวิตไม่ต่างจากคน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/461681

ตะลอนเที่ยว : คนรักชีวิต วัวควายก็รักชีวิตไม่ต่างจากคน

วันอาทิตย์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

หนังสือพิมพ์แนวหน้าขอเรียนเชิญคุณผู้อ่านและบรรดาญาติมิตรของคุณผู้อ่านร่วมโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือจากโรงฆ่าสัตว์ และจากตลาดนัดขายโคกระบือ เพื่อนำไปมอบให้เกษตรกรรายย่อย รวมถึงผู้ที่มีความเหมาะสมในการรับโคกระบือจากโครงการนี้ไปเลี้ยงดูจนกว่าสัตว์จะถึงแก่อายุขัย

โครงการนี้ดำเนินโดยหนังสือพิมพ์แนวหน้า โดยความริเริ่มของคุณผาณิต พูนศิริวงศ์ผู้บริหารของหนังสือพิมพ์แนวหน้า ร่วมกับอาจารย์เฉลิมชัย ยอดมาลัย บรรณาธิการข่าวหน้าหนึ่ง และคอลัมนิสต์การเมือง และพนักงานแนวหน้าทุกคน โครงการเริ่มมาตั้งแต่กลางปี พ.ศ. 2557 และดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้สามารถไถ่ชีวิตโคกระบือมาแล้วรวม 55 ตัว ซึ่งโคกระบือที่ไถ่ชีวิตมานั้นได้ตกลูกออกมาแล้ว 14 ตัว

ปัจจุบันโคกระบือเหล่านี้ได้ถูกมอบให้กับเกษตรกรรายย่อยในหลายจังหวัด อาทิ สุพรรณบุรี ชลบุรี นครปฐม ขอนแก่น เป็นต้น (แต่มีจำนวนหนึ่ง (10 ตัว) ที่ได้รับการไถ่ชีวิตโดยหม่อมไฉไล ยุคล แล้วนำไปเลี้ยงไว้ที่ดินของหม่อมไฉไล)

ล่าสุดโครงการนี้ได้ทำข้อตกลงเบื้องต้นร่วมกับพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือท่านว. วชิรเมธี แห่งสถานปฏิบัติธรรมไร่เชิญตะวัน จังหวัดเชียงราย โดยจะมอบโคกระบือที่ได้รับการไถ่ชีวิตจากโรงฆ่าสัตว์ในจังหวัดเชียงรายแล้วมอบให้เกษตรกรที่อยู่รอบๆ เขตสถานปฏิบัติธรรมไร่เชิญตะวัน โดยการคัดเลือกผู้ที่สมควรได้รับโคกระบือไปเลี้ยงดูโดยท่าน ว. วชิรเมธี

คุณสมบัติของผู้ได้รับมอบโคกระบือคือ เป็นเกษตรกรรายย่อย มีที่ดินทำกินเป็นของตนเองจำนวน 5-15 ไร่ โดยต้องเป็นผู้มีความประพฤติดี (โดยการลงมติของเพื่อนร่วมชุมชน) ไม่ติดการพนัน ไม่ติดยาเสพติดทุกชนิด ไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัว สามารถดูแลโคกระบือที่ได้รับไป โดยต้องเลี้ยงดูเขาให้ดีตามความเหมาะสม ต้องไม่ฆ่า ไม่ขายโคกระบือที่ได้รับมอบไป หากโคกระบือตกลูกออกมา ต้องแจ้งให้ผู้มอบโคกระบือได้รับทราบทันที และต้องไม่ขาย ไม่ฆ่าลูกโคกระบือเหล่านั้น ทั้งนี้ผู้มอบโคกระบือ ให้สามารถมีสิทธิ์ไปตรวจเยี่ยมโคกระบือได้ทุกเมื่อ โดยแจ้งล่วงหน้าให้ผู้รับไปเลี้ยงได้ทราบก่อน และที่สำคัญคือหากโคกระบือเจ็บป่วย ทางโครงการมีกลุ่มสัตวแพทย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปดูแลให้โดยไม่คิดมูลค่าใดๆ แต่ทั้งนี้หากผู้รับไปเลี้ยงทำผิดสัญญาที่ได้ลงนามไว้ จะต้องถูกดำเนินคดีอาญาจนถึงที่สุด

สำหรับการส่งมอบโคกระบือให้กับเกษตรกรในงวดล่าสุดจะเกิดขึ้นในวันที่29 มกราคม 2563 โดยจะมอบให้ครอบครัวละ2 (สอง) ตัว

สำหรับผู้สนใจร่วมโครงการนี้ โปรดติดต่อสอบถามรายละเอียดที่โทรศัพท์หมายเลข 091-7233615 และถ้าหากผู้อ่านมีความสามารถรับโคกระบือไปเลี้ยงดูได้
ก็สามารถติดต่อสอบถามได้ที่หมายเลขโทรศัพท์เดียวกัน

สำหรับภาพประกอบคอลัมน์ในวันนี้นำมาจากการผ่าตัดเพื่อดามแผ่นไททาเนียมให้กับแม่วัวที่ถูกวัวตัวอื่นเหยียบจนขาหัก ซึ่งวัวตัวนี้เป็นวัวที่โครงการนี้มอบให้เกษตรกรในอำเภอเดิมบางนางบวช สุพรรณบุรี เมื่อเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา เมื่อวัวประสบอุบัติเหตุแล้ว เจ้าของวัวได้ประสานติดต่อไปยังอาจารย์เฉลิมชัย เพื่อแจ้งเรื่องให้ทราบ ครั้นเมื่อทางโครงการได้รับทราบเรื่องแล้วก็จึงติดต่อประสานงานไปยังคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อขอคำแนะนำในด้านการรักษา และได้แจ้งเรื่องไปยังกลุ่มผู้ร่วมบริจาค ทั้งนี้มีผู้ใหญ่ที่ร่วมบริจาคหลายท่าน (ขออภัยที่ไม่ได้ระบุนามของท่านเหล่านั้น) กำชับว่าขอให้รักษาแม่วัวตัวนี้ให้ดีที่สุด ส่วนเงินสำหรับการรักษานั้น ทางผู้ใหญ่เป็นผู้จัดหาให้ทั้งหมด ดังนั้นทางโครงการจึงนำแม่วัวไปรักษาที่โรงพยาบาลปศุสัตว์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ที่ศูนย์จังหวัดนครปฐมทำการรักษานานประมาณ 1 ปีเศษจนแม่วัวตัวนี้สามารถดำรงชีวิตได้เกือบจะปกติ แล้วจึงส่งมอบคืนให้ผู้รับเลี้ยงนำไปดูแลต่อไป โดยค่ารักษาพยาบาล ค่าขนย้ายแม่วัว และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มผู้อ่านแนวหน้า และจากท่านผู้ใหญ่ที่มีจิตเมตตา และที่สำคัญคือการผ่าตัดช่วยเหลือวัวตัวนี้นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทย และอาจจะกล่าวได้ว่าครั้งแรกของโลกด้วย เพราะตามปกติเมื่อวัวขาหัก มักจะถูกฆ่า เนื่องจากไม่มีผู้รักษาพยาบาล ด้วยข้ออ้างว่าสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ แต่สำหรับแม่วัวตัวนี้ได้รับการรักษาพยาบาลจนบาดแผลหายเกือบจะปกติ แล้วได้กลับไปอยู่กับลูกของเขาเรียบร้อยแล้วเมื่อเดือนที่ผ่านมา การรักษาแม่วัวตัวนี้เป็นความร่วมมือระหว่างคณะสัตวแพทยศาสตร์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงเรียนมาเพื่อให้ผู้ร่วมสมทบทุนโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือกับหนังสือพิมพ์แนวหน้าได้รับทราบ และขอกราบอนุโมทนาบุญกับทุกท่านด้วย

ตะลอนเที่ยว : บาหลี ดินแดนแห่งทวยเทพ และขนบประเพณีดั้งเดิม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/460248

ตะลอนเที่ยว : บาหลี ดินแดนแห่งทวยเทพ และขนบประเพณีดั้งเดิม

วันอาทิตย์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

บาหลีได้รับการยอมรับว่าเป็นดินแดนหรือเป็นเกาะของพระเจ้าอย่างแท้จริง เพราะชาวบาหลียังคงดำรงวิถีชีวิตโดยให้ความเคารพสักการะเทพเจ้าต่างๆ รวมถึงให้ความเคารพนับถือธรรมชาติโดยไม่ต่างไปจากวันเวลาในอดีตกาล เพราะในเวลาเช้าทุกวัน ชาวบาหลีโดยเฉพาะผู้ที่นับถือศาสนาฮินดูจะทำพิธีถวายสักการะที่ศาลเทพเจ้าประจำชุมชน โดยจะนำดอกไม้ ผลไม้ และขนมหวานไปถวายเทพเจ้า ซึ่งส่วนมากก็คือพระศิวะและชายาของพระศิวะ คือพระอุมาเทวี พระพรหมและพระวิษณุ แต่ที่สำคัญคือชาวบาหลีจะให้ความเคารพนับถือเทพเจ้าของพื้นเมืององค์หนึ่งคือ ซังฮยังวีดี หรืออจินไตยตามหลักปรัชญาปัญจศีล โดยอจินไตยจะประทับบนเก้าอี้ว่างเปล่าหรือปัทมาสน์ นอกจากนี้ชาวบาหลียังเคารพสักการะเทพเจ้าอีกมากมายหลายสิบองค์ ซึ่งส่วนใหญ่คือเทพเจ้าแห่งธรรมชาติ เช่น เทพเจ้าแห่งข้าว เทพเจ้าแห่งท้องสมุทรเทพเจ้าแห่งขุนเขา เทพแห่งไฟ เป็นต้น ดังนั้นจึงพบว่าผู้นับถือศาสนาฮินดูในบาหลีจึงสร้างเทวสถานหรือวัดไว้ในบริเวณที่เป็นจุดกึ่งกลางระหว่างทะเลกับภูเขา เพราะเชื่อว่าภูเขาคือที่ประทับของเทพเจ้าฝ่ายดี ส่วนท้องมหาสมุทรนั้นเป็นที่สิงสถิตของวิญญาณร้าย ส่วนมนุษย์จะอยู่อาศัยบนพื้นราบ

ในการถวายสักการะต่อเทพเจ้านั้น ชาวบาหลีจะนำกระทงที่ทำด้วยใบไม้เป็นทรงสี่เหลี่ยม แล้วบรรจุดอกไม้ต่างๆ และผลไม้ รวมถึงขนมหวานที่ทำจากแป้ง น้ำตาล
และมะพร้าว (เน้นว่าไม่มีอาหารคาว) ไปถวายแด่ทวยเทพแล้วจุดธูปบูชา โดยนั่งราบกับพื้นดินแล้วถวายสักการะด้วยการประนมมือยกขึ้นเหนือศีรษะ แล้วร่ายเวทมนตร์เป็นเวลานาน แล้วนำดอกไม้ไปจุ่มในน้ำสะอาดแล้วประพรมไปที่ศาลของเทพเจ้า (อันที่จริงหากจะกล่าวถึงการบูชาเทพเจ้าประจำวันของชาวบาหลีแล้วคงต้องเล่ากันอีกยาวดังนั้นจึงขอชวนคุณไปเที่ยวบาหลีกับเราดีกว่า) วัดที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของบาหลีคือ วัดอูลูวาตู ซึ่งตั้งอยู่ที่ริมหน้าผา

บาหลียังเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยภูเขาไฟ ทั้งที่ยังไม่ดับสนิทและดับสนิทแล้ว และยังมีความงามของนาขั้นบันไดที่เป็นเอกลักษณ์ของดินแดนแห่งเนินเขา โดยเฉพาะที่อูบุด ส่วนคนที่ชื่นชอบท้องทะเลและหาดทรายก็นิยมไปเที่ยวบาหลีเช่นกัน เพราะมีชายหาดที่สวยงามไม่แพ้ประเทศไทย และยังมีคลื่นทะเลที่เหมาะสำหรับเล่นกีฬาทางน้ำ เช่น surfing เป็นต้นโดยหาดยอดนิยมคือ กูตะ ส่วนที่เยมิยัค และนูซาดัวก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของบาหลีเช่นกัน เพราะมีโรงแรมและรีสอร์ทที่สวยงามตั้งอยู่มากมาย

มนต์เสน่ห์ของบาหลีอยู่ที่ไหน คนที่ไปเยือนบาหลีตอบคำถามนี้ตรงกันว่า อยู่ที่การรักษาเอกลักษณ์และวิถีชีวิตแบบบาหลีไว้ได้อย่างเหนียวแน่น นั้นคือการทำความเคารพต่อเทพเจ้า ดังนั้นจึงไม่ต้องประหลาดใจที่จะพบชาวบาหลีทำพิธีกรรมบูชาเทพเจ้าต่างๆ ทั่วไปทุกหนทุกแห่งไม่ว่าจะเป็นริมถนน ริมทางเดิน หน้าบ้าน และตามบันได แล้วยามพลบค่ำก็จะมีการจุดประทีปดวงเล็กดวงน้อยเพื่อบูชาเทพเจ้าอีกด้วย

เมื่อพูดถึงวัดในบาหลีแล้วจะพบว่ามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สำคัญคือหลังคาที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ ตั้งแต่ 3-11 ชั้นขึ้นอยู่กับชั้นยศของเทพเจ้าที่สถิตอยู่ในวัดเหล่านั้น วัดเหล่านี้คือสถานที่ประกอบพิธีกรรมเท่านั้น วัดสำคัญๆ ก็เช่นวัดตัมปักสิริง วัดทานาลอต ซึ่งวัดทานาลอตนี้อยู่กลางน้ำดังนั้นเมื่อน้ำทะเลขึ้นจึงดูเสมือนว่าวัดนี้ลอยอยู่กลางทะเลวัดทานาลอตมีข้อกำหนดไว้คือผู้ที่จะเข้าไปในวัดได้ต้องนับถือฮินดูและต้องสวมชุดขาวเท่านั้น

ไม่ใช่เรื่องเกินจริงที่จะบอกว่าชาวบาหลีที่นับถือฮินดูยังให้ความเคารพต่อเทพเจ้า และต้องเซ่นไหว้ภูตผีสารพัดชนิด และให้ความเคารพต่อธรรมชาติอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากเขามีรากเหง้าทางความเชื่อที่ฝั่งแน่นมากจนยากจะมีสิ่งใดสั่นคลอนได้เพราะได้รับการปลูกฝังมาจากคนรุ่นสู่รุ่น ซึ่งแน่นอนว่าด้วยความที่ชาวบาหลียึดมั่นในขนบประเพณีดั้งเดิมอย่างเหนียวแน่นจึงทำให้สิ่งนี้ได้รับการกล่าวขานถึงในกลุ่มนักท่องเที่ยว และส่งผลให้เกิดแรงดึงดูดให้หลายคนต้องการไปเยือนเกาะของพระเจ้าแห่งนี้

คุณล่ะครับ เคยไปเยือนดินแดนแห่งพระเจ้าที่บาหลีแล้วหรือยัง และคุณสนใจไปสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งบาหลีด้วยกันหรือไม่ครับ หากสนใจร่วมทริปเล็กๆกับเรา (เพียง 14 ท่าน) เดินทางช่วงกลางเดือนมกราคม2563 โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : อิสิปตนมฤคทายวัน สถานที่แสดงปฐมเทศนาของพระพุทธองค์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/458816

ตะลอนเที่ยว : อิสิปตนมฤคทายวัน สถานที่แสดงปฐมเทศนาของพระพุทธองค์

วันอาทิตย์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ก่อนอื่นต้องกราบขออภัยสมาชิกคอลัมน์ตะลอนเที่ยว เนื่องจากในสัปดาห์ที่แล้วมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น เนื่องจากมีภาพของสถานที่แสดงปฐมเทศนา ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ผสมเข้าไปกับเรื่องมโนราห์ แห่งเมืองพัทลุง

สัปดาห์นี้ผมขอพาคุณไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพุทธศาสนิกชน นั่นคือป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ที่เมืองสารนาถ แห่งแคว้นพาราณสี ประเทศอินเดีย ซึ่งในสมัยโบราณครั้งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงมีพระชนม์ชีพ สถานที่แห่งนี้ได้รับการยอมรับและเชื่อถือต่อๆ กันมาว่าเป็นบริเวณที่มีความศักดิ์สิทธิ์มาก เพราะมีฤๅษี จำนวนมากซึ่งเป็นผู้แกร่งกล้าในวิชาอาคมไปชุมนุมรวมตัวกันอยู่ในบริเวณดังกล่าว อันที่จริงป่าแห่งนี้ในสมัยโบราณก็คือศูนย์รวมของสรรพวิทยา อันอยู่ในเขตสวนกวาง แล้วฉะนั้นจึงมีชื่อเรียกว่าป่าอิสิปตนมฤคทายวัน (อิสิคือฤๅษี ส่วนมฤคคือกวาง)

ผมเชื่อว่าหลายคนที่ศึกษาด้านพุทธศาสนาโดยเบื้องต้นมาบ้าง น่าจะต้องเคยได้ยินเรื่องราวการแสดงปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ โดยปัญจวัคคีย์คนแรกที่ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์เมื่อได้ฟังพระธรรมจากพระโอษฐ์ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็คืออัญญาโกณฑัญญะ ดังนั้นเมื่อพูดถึงตรงนี้หลายคนคงนึกถึงวันอาสาฬหบูชาได้โดยทันที แต่ถ้ายังนึกไม่ออกก็คงจะต้องกลับไปทบทวนวิชาศีลธรรมซึ่งสอนเกี่ยวกับวันสำคัญในพระพุทธศาสนา

ขอย้อนกลับไปพูดถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ซึ่งในปัจจุบันเรียกสถานที่แห่งนี้ว่าธัมเมกขะสถูป ซึ่งมีสถูปองค์มหึมาที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกการแสดงปฐมเทศนา เพราะฉะนั้นที่แห่งนี้จึงมีพุทธศาสนิกชน รวมถึงศาสนิกชนในศาสนาอื่นไปเยี่ยมชมและแสดงความเคารพอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา และจะได้ยินเสียงสวดมนต์ของพระสงฆ์ในพุทธศาสนาดังต่อเนื่องตลอดเวลาเช่นกัน

สำหรับผู้ที่ยังจดจำได้ถึงเรื่องการแสดงปฐมเทศนาที่ชื่อว่าธัมมจักรกัปปวัตนสูตรหรือแปลได้ว่าการเคลื่อนไปของกงล้อแห่งธรรมะ

เมื่อพูดถึงสถานที่สำคัญตรงนี้ก็ต้องย้อนถึงเรื่องราวเมื่อครั้งพระพุทธองค์ได้เสด็จไปประทับที่บริเวณดังกล่าว ดังมีหลักฐานอ้างอิงคือมูลคันธกุฎี ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากองค์มหาสถูปที่ถูกสร้างขึ้นภายหลัง ซึ่งตามประวัติระบุว่าพระเจ้าอโศกมหาราชโปรดให้สร้างขึ้น ณ บริเวณที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา

แล้วจะมีหลักฐานสำคัญยืนยันว่าบริเวณดังกล่าวมีความสำคัญในพระพุทธศาสนานั่นคือเสาอโศก ที่แม้ปัจจุบันจะหักแล้วแตกเป็นหลายท่อน แต่เสาอโศกก็ยังคงถูกเก็บรักษาไว้ในบริเวณที่หน้ามูลคันธกุฎีของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

และสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในบริเวณที่กล่าวถึงก็คือสถานที่ซึ่งสมเด็จพระพุทธองค์ได้ทรงกล่าวกับยสกุลบุตร โดยทรงเทศนาแสดงอนุปุพพิกถา แล้วได้ทรงประกาศหลักธรรมคืออริยสัจ 4 ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค แก่ยสกุลบุตรรวมถึงบริวารและบิดามารดากระทั่งถึงญาติพี่น้องของยสกุลบุตร จึงทำให้เกิดอุบาสก และอุบาสิกาขึ้นเป็นครั้งแรก และขณะเดียวกันก็มีพระอรหันต์เพิ่มขึ้นในโลกในขณะนั้นอีก 55 องค์

หลายคนคงจำได้ถึงสิ่งที่ยสกุลบุตรเดินบ่นออกมาว่า ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ยุ่งหนอที่นี่สับสนจริงหนอ โดยยสกุลบุตรเดินบ่นไปเรื่อยๆ จนผ่านที่ประทับของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธองค์ จึงตรัสตอบว่า ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่สับสน เมื่อยสกุลบุตรได้ยินคำตรัสของพระพุทธองค์ จึงเข้าไปเฝ้าแล้วได้ฟังธรรม หลังจากนั้นจึงได้บรรลุเป็นพระอรหันต์

นี่เป็นเพียงแค่เรื่องเล่าที่หลายคนอาจจะเคยได้ยินได้ฟังมาก่อนแต่ปัจจุบันอาจจะลืมเลือนไปบ้างแล้ว ดังนั้นผมจึงใคร่ขอเชิญชวนคุณผู้อ่านซึ่งเป็นแฟนคอลัมน์นี้และเป็นแฟนของหนังสือพิมพ์แนวหน้าได้โปรดหาเวลาไปแสดงความเคารพสักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้

ทัวร์คุณแหน โดย Mr.Flower จะพาคุณผู้อ่านแนวหน้าและผู้สนใจไปกราบนมัสการสังเวชนียสถานทั้งสี่คือสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนาและเสด็จ
ดับขันธปรินิพพาน โดยตั้งใจว่าจะพาท่านผู้สนใจไปกราบนมัสการสังเวชนียสถานต่างๆ คราวละหนึ่งแห่ง เพราะว่าถ้าไปคราวเดียวทั้งหมดสี่แห่ง จะต้องใช้เวลานาน ซึ่งสมาชิกหลายคนมีเวลาว่างไม่เพียงพอ

กำหนดการไปกราบนมัสการสังเวชนียสถานแห่งแรกน่าจะเป็นที่แสดงปฐมเทศนาแห่งนี้ก่อน เพราะนับว่าเดินทางได้สะดวกมากที่สุด ซึ่งถือได้ว่าสะดวกไม่แพ้กับการเดินทางไปกราบนมัสการสถานที่ประสูติ ณ พุทธคยา

กำหนดการเดินทางไปกราบนมัสการสังเวชนียสถาน โดยเบื้องต้นกำหนดไว้ว่าประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2563 หากคุณผู้อ่านแนวหน้าท่านใดสนใจร่วมเดินทางไปกราบนมัสการสังเวชนียสถานด้วยกัน โปรดติดต่อที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : โนราห์ มรดกวัฒนธรรมลํ้าค่าแห่งเมืองพัทลุง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/457408

ตะลอนเที่ยว : โนราห์ มรดกวัฒนธรรมลํ้าค่าแห่งเมืองพัทลุง

วันอาทิตย์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

โนราห์ หรือมโนราห์ คือการละเล่นพื้นบ้านที่สืบทอดมายาวนานในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งชาวพื้นเมืองเชื่อถือกันว่าโนราห์เป็นการละเล่นหรือการแสดงตามคติความเชื่ออันสืบเนื่องมาจากพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์

ผู้รู้ด้านศิลปวัฒนธรรมในภาคใต้บอกว่าคำว่าโนราห์คือคำพื้นเมืองของภาคใต้ ส่วนคำว่ามโนราห์เป็นคำที่มาจากสมัยกรุงศรีอยุธยา

บางกระแสข่าวว่าโนราห์มาจากเค้าโครงเรื่องพระสุธนกับนางมโนราห์ ซึ่งเป็นการแสดงละครชาตรีในยุคแรกเริ่ม อย่างไรก็ตามมีผู้สันนิษฐานว่าโนราห์ได้รับอิทธิพลมาจากการฟ้อนรำของชาวอินเดียโบราณในยุคศรีวิชัซึ่งน่าจะเกิดมาจากการนำเข้ามาของกลุ่มพ่อค้าวานิชชาวอินเดีย โดยมีข้อสังเกตคือเครื่องดนตรีที่เรียกว่าเบญจสังคีต อันประกอบไปด้วย โหม่ง กลอง ทับ ปี่ และฉิ่ง นอกจากนี้ท่าร่ายรำของโนราห์ยังคล้ายคลึงกับท่าร่ายรำของชาวอินเดียสมัยโบราณ

สำหรับชาวพัทลุงแล้วเชื่อและบอกกันต่อๆ กันมาว่าโนราห์ของภาคใต้เกิดขึ้นครั้งแรกในจังหวัดพัทลุง โดยมีต้นกำเนิดที่ตำบลบางแก้ว แล้วการละเล่นชนิดนี้
ได้แพร่ขยายไปยังหัวเมืองอื่นๆ ของเขตภาคใต้ และกระจายเข้าไปยังภาคกลาง ในรูปแบบของละครชาตรีรวมถึงเพลงจังหวะตะลุง ซึ่งได้แนวคิดมาจากจังหวะดนตรีของโนราห์

ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้พาคุณไปยังจุดที่ถือได้ว่าเป็นต้นกำเนิดของโนราห์คือที่บางแก้ว จังหวัดพัทลุง เพื่อไปดูการร่ายรำโนราห์ โดยมีฉากสำคัญคือพระบรมธาตุแห่งวัดเขียนบางแก้ว บ้านจองถนน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง พระบรมธาตุองค์นี้ถูกระบุโดยชาวบ้านว่าเป็นพระบรมธาตุองค์พี่องค์น้องกับพระบรมธาตุที่จังหวัดนครศรีธรรมราช

ขอย้อนกลับไปพูดถึงศิลปะการร่ายรำของโนราห์ หน้าครูพ่อครูของโนราห์กล่าวว่ามีท่ารำปฐมบท 12 ท่า คือ ท่าลายกนก ท่าผาหลา ท่าลงฉาก ท่าจับระบำ ท่ากินรีรำ ท่าฉากน้อย ท่าราหูจับจันทร์ ท่าบัวแย้ม ท่าบัวบานท่าบัวคลี่ ท่าบัวตูม และท่าแมงมุมชักใย แต่ในระยะหลังด้วยการประดิษฐ์ท่ารำเพิ่มเติมขึ้นมาอีกมากมาย ซึ่งท่ารำที่เพิ่มเติมขึ้นมานี้ก็มาจากครูโนราห์ในยุคสมัยต่างๆ ที่ช่วยกันประดิษฐ์ โดยส่วนใหญ่มักจะได้แรงบันดาลใจมาจากการสังเกตจากธรรมชาติและการเคลื่อนไหวร่างกายของสิงสาราสัตว์ รวมถึงฉากจากลายจิตรกรรมฝาผนังและลวดลายกนกต่างๆ ในท้องถิ่น

ส่วนดนตรีที่ใช้บรรเลงสำหรับการรำโนราห์ก็จะมีจังหวะที่ค่อนข้างเร็วและสนุกสนาน

นี่คือมนตราแห่งศิลปะในท้องถิ่นของไทย ซึ่งเป็นศิลปะที่ช่วยสื่อสะท้อนให้เห็นถึงรากเหง้าและความเป็นมาของคนในชุมชนได้อย่างชัดเจน

หากคุณต้องการจะสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งศิลปะอันเป็นรากฐานของชุมชนไทยในเขตจังหวัดพัทลุง รวมถึงได้ไปสัมผัสความงดงามของชุมชนชาวพัทลุง โดยผ่านการท่องเที่ยวที่เน้นการเรียนรู้ขนบธรรมเนียมประเพณีและศิลปวัฒนธรรม Mr. Flower ขอเรียนเชิญคุณผู้สนใจร่วมท่องเที่ยวไปกับทัวร์คุณแหน นำทัวร์โดย Mr. Flower

สนใจร่วมทริปกลุ่มเล็กๆ ที่เน้นการท่องเที่ยวแบบเป็นกันเอง แต่อัดแน่นไปด้วยความรู้ในเชิงศิลปะวัฒนธรรม โปรดติดต่อโทรศัพท์หมายเลข 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : สรรพชีวิต ณ แม่คงคา แห่งพาราณสี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/455908

ตะลอนเที่ยว : สรรพชีวิต ณ แม่คงคา แห่งพาราณสี

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

แม่น้ำพระคงคาตามความเชื่อและความศรัทธาของชาวฮินดูในชมพูทวีป (ซึ่งหมายถึงอินเดียในปัจจุบัน) คือสายน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่หล่อเลี้ยงสรรพชีวิตให้บังเกิดความร่มเย็นเป็นสุขมาตลอดสี่ถึงห้าพันปีที่ผ่านมา ชาวฮินดูเชื่อถือว่าแม่น้ำพระคงคากับแม่น้ำยมุนาเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์สองสายที่ไหลคู่กันมา และหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตของผู้คน สรรพสัตว์ และทุกสรรพสิ่งในชมพูทวีปให้ราบรื่นและรุ่งเรือง นับจากเกิดจนกระทั่งถึงวันตาย แม่น้ำพระคงคงล้วนมีความสำคัญกับชีวิตของชาวฮินดูอย่างลึกล้ำ

ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้ขอชวนเชิญคุณไปสัมผัสความมหัศจรรย์ของสรรพชีวิต และทุกสรรพสิ่ง ณ ริมแม่น้ำพระคงคา เมืองพาราณสี รัฐอุตรประเทศ สาธารณรัฐอินเดีย โดยจะพาคุณไปลงเรือ ณ ท่าทศอัศวเมธ แล้วล่องพระคงคาไปเพื่อลอยประทีปและดอกไม้สดบูชาแม่พระคงคาเพื่อความสิริมงคลของชีวิต (ตามความเชื่อที่กระทำสืบต่อกันมาช้านาน)

ผมจะพาคุณไปริมฝั่งแม่พระคงคาตั้งแต่เวลาตีห้า เพื่อให้เห็นว่าผู้คนมากมายต่างมุ่งหน้าไปยังแม่พระคงคาเพื่อกระทำกิจกรรมต่างๆ อาทิ อาบน้ำชำระร่างกายเพื่อความผาสุกของชีวิต บ้างก็ไปลอยประทีปและดอกไม้สด บ้างก็บริกรรมท่องมนต์คาถา ณ ริมฝั่งมหานธีศักดิ์สิทธิ์นี้บ้างก็ไปเพื่อค้าขายดอกไม้ และของต่างๆ นานาที่เกี่ยวกับพิธีกรรมในการบูชาแม่พระคงคา รวมถึงมีหลายคนก็นำปลาตัวเล็กไปขายให้กับคนไทย เพื่อให้ซื้อแล้วปล่อยลงสู่แม่พระคงคา บ้างก็ไปเพื่อเผาศพ ณ ริมฝั่งพระแม่คงคา กล่าวกันว่าตลอดระยะเวลา 4-5 พันปีมาแล้วที่กองไฟแห่งการเผาศพ ณ ริมฝั่งแม่พระคงคาไม่เคยดับสลายลงเลย เนื่องจากทุกวันยังมีพิธีกรรมนี้สืบเนื่องตลอดเวลา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสรรพชีวิตของผู้คนนั้นมีเกิดมีดับต่อเนื่องกันทุกวัน ไม่ว่าโลกจะมีพลวัตรหรือมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม แต่การเกิดการดับของมนุษย์ก็ยังคงอยู่ชั่วนิรันดร์ ส่วนพิธีการทำศพในที่อื่นๆ ของโลกจะเปลี่ยนแปลงไปมากมายเพียงใด แต่สำหรับความเชื่อของชาวฮินดูในชมพูทวีปก็ยังคงเดิมโดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับพิธีกรรมการเผาศพ เพราะชาวฮินดูในอินเดียนั้นล้วนปรารถนาจะให้ร่างของตนเองนั้นได้รับการเผาให้มอดมลายไปด้วยพระอัคคี ณ ริมฝั่งแม่พระคงคา ที่เมืองพาราณสี โดยเฉพาะที่ท่าริมน้ำซึ่งมีนามว่ามณิกรรณิการ์ ฆาต (Manikarnika Ghat) และหริศจันทร์ ฆาต (Harishchandra Ghat)

ชีวิตริมฝั่งแม่พระคงคา ณ เมืองพาราณสีนั้นได้รับการยอมรับว่ามีสีสันที่หลากหลายมากที่สุดจริงๆ เป็นสีสันที่ไม่ต้องมีการแต่งแต้มใดๆ เพราะเกิดมาจากความจริง ซึ่งหลายคนบอกว่าจริงเสียยิ่งกว่าจริง เพราะเป็นที่รวมของคนทุกชั้นวรรณะ ตั้งแต่มหาราชา มหารานี ไล่ลงไปจนถึงกระยาจกเข็ญใจ แถมยังมีโคอยู่ร่วมกับมนุษย์อย่างใกล้ชิด (แต่เท่าที่สังเกตพบก็คือในระยะ 2 ปีมานี้ โคในพาราณสีจะอยู่ในเมืองน้อยลงกว่าสมัยก่อนมาก เพราะทางการพยายามจะรักษาระเบียบของเมือง ดังนั้น โค ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นพาหนะของพระอิศวรเจ้าจึงถูกนำไปเลี้ยงไว้ในสถานที่เฉพาะ โดยไม่ปล่อยให้เดินอย่างอิสรเสรีได้อีกต่อไป)

สำหรับคนไทย และชาวตะวันตก อันที่จริงเกือบจะทุกชาวนั่นแหละ (ยกเว้นคนฮินดูแท้ๆ ในอินเดีย) เมื่อมาถึงแม่พระคงคา ณ พาราณสีแล้ว ทุกคนจะต้องลงเรือล่องแม่พระคงคา แล้วลอยประทีปและลอยดอกไม้สดเพื่อบูชาแม่พระคงคา (การลอยประทีปและลอยดอกไม้สดนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นพฤติกรรมของชาวไทยและชาวอุษาคเนย์มากกว่า เพราะฝรั่งตะวันตกไม่นิยมกระทำ)

Mr.Flower เพิ่งไปเมืองพาราณสี และได้ไปล่องแม่พระคงคาครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายนนี่เอง ช่วงที่ไปถึงนั้นพาราณสีในยามเช้ามีอากาศแสนเย็นสบาย ยิ่งไปอยู่บนเรือล่องแม่พระคงคาในช่วงเช้าตรู่ด้วยแล้วก็ยิ่งได้สัมผัสอากาศแสนสบาย อุณหภูมิช่วงเช้าตรู่อยู่ที่ประมาณ 14-16 องศาเซลเซียส เมื่อล่องเรือออกจากท่าทศอัศวเมธไปได้สักครู่ (ประมาณ 3-5 นาที) ก็ไปถึงกลางลำน้ำแม่พระคงคา แล้วให้เรือจอดลอยลำอยู่กลางน้ำชมบ้านเรือนของผู้คน และวังเก่าของมหาราชาด้วยความดื่มด่ำในความงดงาม จากนั้นสักครู่หนึ่งดวงอาทิตย์ก็ค่อยๆ โผล่ขึ้นมา เมื่อแสงเงินแสงทองสาดส่องขึ้นมาเรื่อยๆ ฝูงนกนางนวลก็เริ่มบินว่อนเพื่อหาอาหาร (จากคนที่ซื้อเพื่อเลี้ยงนก) ภาพงามเหล่านี้มีให้เห็นเป็นประจำในช่วงต้นฤดูหนาว ณ แม่พระคงคา แห่งพาราณสี

คุณๆ ที่รักครับ คุณมีความรู้สึกอยากไปสัมผัสแม่พระคงคา ณ พาราณสีบ้างหรือไม่ครับ Mr.Flowerของเชิญชวนคุณให้ไปสัมผัสความมหัศจรรย์ของแม่พระคงคา ที่เมืองพาราณสีสักครั้ง ขอบอกว่าหากคุณได้ไปสัมผัสด้วยตัวของคุณเองแล้ว คำพูดใดๆ และคำกล่าวต่างๆ ที่คุณเคยได้ยินมามากมายเกี่ยวกับพาราณสี และอินเดียจะเป็นที่กระจ่างแก่ตัวของคุณเอง แล้วผมมั่นใจว่าคุณจะหลงรักอินเดีย

อันที่จริงผมยังมีสถานที่สำคัญอื่นๆ ในพาราณสีที่อยากจะพาคุณไปสัมผัส (โดยบินไปกับสายการบินไทยสมายล์) อาทิ ธรรมเนกขสถูป ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองสารนาถ พระมหาสถูปที่สร้างเพื่อระลึกถึงวันแสดงปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ ขอบอกว่าหากคุณเป็นผู้นับถือศาสนาพุทธ เมื่อคุณได้ไปอยู่ณ สถานที่ซึ่งครั้งหนึ่งพระพุทธองค์ท่านทรงเคยประทับมาก่อน คุณจะบังเกิดความรู้สึกอิ่มเอิบชื่นบานในหัวใจอย่างยากจะหาคำใดมาบรรยายได้ หากคุณสนใจร่วมทริปสุดพิเศษไปกับทัวร์คุณแหน นำทัวร์โดยMr.Flower โปรดติดต่อ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : ล่องลอยนาวาหรรษากลางห้วงมหานทีกับทัวร์คุณแหน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/454393

ตะลอนเที่ยว : ล่องลอยนาวาหรรษากลางห้วงมหานทีกับทัวร์คุณแหน

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ทัวร์คุณแหน และ Mr. Flower มีข่าวดีแสนดีมาแจ้ง และขอเชิญชวนมวลหมู่สมาชิกแนวหน้าไปร่วมสุขสันต์หฤหรรษ์ด้วยการล่องนาวาจากสิงคโปร์สู่แหลมฉบัง ประเทศไทยวันที่ 9-11 มกราคม 2563 ด้วยเรือเดินสมุทรQuantum of the Seas เรือเดินสมุทรที่เพียบพร้อมไปด้วยเครื่องอำนวยความสะดวกที่ครบครัน และบริบูรณ์ไปด้วยอาหารการกิน รวมถึงความสนุกสุดสำราญด้วยโชว์แสนพิเศษระดับโลก

เมื่อพูดถึงเรือ Quantum of the Seas แล้ว ต้องขอบอกว่าไม่มีคำถามใดๆ ถึงความใหญ่โตมโหฬาร และความทันสมัย แต่ที่สำคัญที่สุดคือระบบความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานสากล

ทัวร์คุณแหน และ Mr. Flower มีทริปสุดพิเศษในราคาที่สุดพิเศษเช่นกันมานำเสนอให้คุณได้รับทราบ เพื่อเรียนเชิญให้คุณร่วมเดินทางไปพบความสำราญพร้อมกับคณะของเรา

แต่ขออนุญาตเรียนย้ำให้ทุกท่านทราบว่าทริปนี้ห้องราคาพิเศษเพียงจำนวนจำกัด (เพราะทัวร์คุณแหนได้ราคาพิเศษมาเพียงไม่มากนัก)

Mr. Flower ขอเชิญคุณไปร่วมสรวลเสเฮฮา พบปะสนทนาพูดคุยร่วมกันตามประสาคนคอเดียวกันในทริปนี้ (ดูรายละเอียดค่าใช้จ่ายได้ในใบประกาศของบริษัท World Express ซึ่งเป็นบริษัททัวร์ในสังกัดหนังสือพิมพ์แนวหน้า)

ขออนุญาตเล่าให้ฟังคร่าว ๆ ว่า โชว์บนเรือลำนี้สุดตื่นตาตื่นใจ แล้วจะทำให้คุณประทับใจไม่รู้ลืม ส่วนอาหารการกินก็อุดมสมบูรณ์มากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอาหารเช้านอกจากนี้ยังมีอาหารมื้ออื่นๆ ที่แสนอร่อยเช่นกัน

ถ้าถามว่ากลุ่มของเราจะทำกิจกรรมอะไรบนเรือเดินสมุทรลำนี้ ก็ขออนุญาตตอบสั้นๆว่าไปเพื่อผักผ่อน และพูดคุยสนทนากัน และรับประทานอาหารอร่อยๆ ด้วยกัน พร้อมกับชมการแสดงระดับมาตรฐานสากล ซึ่งก็คือการไปเติมพลังความสุขให้กับชีวิต

สนใจร่วมทริปสุดพิเศษกับ ทัวร์คุณแหนและ Mr. Flower โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวตลาดคริสต์มาสนครมิวนิค เยอรมนี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/452864

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวตลาดคริสต์มาสนครมิวนิค เยอรมนี

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เรายังคงท่องเที่ยวเพื่อชมสีสันความงาม และสัมผัสความสนุกสนานของตลาดคริสต์มาสในเยอรมนีกันนะครับ เมื่อสองสัปดาห์ก่อนเราเริ่มต้นเที่ยวกันที่เมืองนูเรมเบิร์ก แล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเราไปเที่ยวเมืองเดรสเดน สัปดาห์นี้ผมจะพาคุณไปเที่ยวมหานครมิวนิคด้วยกัน

พูดถึงมหานครมิวนิค คุณอาจจะทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นเมืองหลวงของแคว้นบาวาเรีย มหานครแห่งนี้อุดมไปด้วยตึกเก่าแก่อายุกว่าร้อยปี ตึกบางแห่งก็มีอายุหลายร้อยปี แต่ที่น่าสนใจคือที่นี่มีพิพิธภัณฑ์มากมายให้คุณเข้าไปชื่นชมประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจหลายคนอาจสนใจมิวนิคในช่วงเทศกาล Oktoberfestหรือเทศกาลเบียร์แห่งเดือนตุลาคม แต่สัปดาห์นี้ผมจะชวนคุณไปเที่ยวตลาดคริสต์มาสด้วยกันครับ ปีนี้ตลาดคริสต์มาสของมิวนิคจะเริ่มต้นในวันที่ 27 พฤศจิกายน แล้วไปจบวันที่ 24 ธันวาคม

สถานที่จัดตลาดคริสต์มาสของมิวนิคอยู่ที่Marienplatz หรือภาษาอังกฤษคือ St. Mary’sSquare จัตุรัสกลางเมืองของมิวนิค จุดเด่นของตลาดคริสต์มาสของเมืองนี้คือต้นคริสต์มาสสูงตระหง่านประดับประดาด้วยดวงไฟนับหมื่นดวง และที่สำคัญคือจะมีการขับกล่อมด้วยบทเพลงและเสียงร้องเพลงในเทศกาลคริสต์มาสทุกวัน โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงเวลา 17.30 นาฬิกา สถานที่จัดแสดงดนตรีก็คือระเบียงหน้าศาลากลางของเมือง

ส่วนบนถนน Neuhauser (Neuhauser Strasse) ซึ่งอยู่ไม่ห่างจาก Marienplatz ก็คือ ที่ตั้งของร้านรวงที่นำสินค้าเกี่ยวกับวันพระคริสต์สมภพมาจำหน่าย อาทิ ตุ๊กตาที่เกี่ยวกับวันคริสต์มาสแม้กระทั่งตุ๊กตาพระกุมารที่เพิ่งประสูติที่ประทับอยู่บนรางหญ้า ตุ๊กตาลาและสัตว์อื่นๆ ซึ่งถูกระบุว่ามีอยู่ในวันพระคริสต์สมภพตลาดที่ขายของจำพวกนี้ถูกเรียกว่า manger market และกล่าวกันว่าที่นี่คือ manger market ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของตลาดคริสต์มาสบนโลกใบนี้ นอกจากนั้นยังมีร้านรวงอีกมากมายที่ขายอาหาร เครื่องดื่ม โดยเฉพาะอาหารจำพวกไส้กรอกเยอรมันซึ่งมีสารพัดชนิดให้เลือกรับประทาน และยังมีไวน์อุ่นที่ช่วยคลายความหนาวเย็น ขนมปังขิงหอมละมุน รวมถึงขนมนมเนยอีกสารพัดชนิด ส่วนคนชื่นชอบถั่วอบสารพัดชนิด ก็สามารถเลือกอร่อยได้ในตลาดคริสต์มาสเช่นกัน

สำหรับรูปภาพที่ผมนำมาฝากคุณในสัปดาห์นี้คือบรรยายการของตลาดคริสต์มาสในมิวนิคเมื่อสองปีก่อน ผมเชื่อว่าคุณดูภาพแล้วคงอยากจะไปสัมผัสบรรยากาศจริงในงาน จะเห็นได้ว่าชาวเมืองมิวนิคบางกลุ่มยังนิยมสวมใส่เครื่องแต่งกายในยุคกลางไปร่วมงาน เพราะฉะนั้นเราจะยังได้เห็นอัศวินถือดาบเล่มใหญ่ยักษ์เดินโฉบเฉี่ยวอยู่ในงาน แล้วก็จะพบขุนนางชั้นสูงเดินเด่นเป็นสง่าอยู่ในตลาดคริสต์มาสเช่นกัน เพราะฉะนั้น หากคุณตัดสินใจไปเที่ยวตลาดคริสต์มาสในเยอรมนีกับ Mr. Flowerแล้วละก็ คงอาจจะต้องเตรียมชุดเก๋ๆ ไปสวมเพื่อประชันกับชาวเมืองมิวนิคด้วย

อ้อ! เมื่อพูดถึงช่วงหน้าหนาวในยุโรปตะวันตกแล้ว ก็ต้องไม่ลืมที่จะกล่าวถึงลานสเก็ตน้ำแข็ง ซึ่งจะมีให้เห็นในย่านชุมชนทุกแห่งของเมือง เพราะการเล่นสเก็ตน้ำแข็งในหน้าหนาว และในช่วงใกล้คริสต์มาสถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งของชาวยุโรปเราจะได้พบได้เห็นว่าเด็กๆ และคนเกือบทุกวัย(แม้กระทั่งวัยสูงอายุที่ยังสามารถเล่นสเก็ตน้ำแข็งได้)ก็จะลงไปวาดลวดลายบนลานสเก็ตกันอย่างสนุกสนาน

ขออนุญาตเรียนสั้นๆ ว่า การไปเที่ยวยุโรปตะวันตกในหน้าหนาวนั้น คงจะไม่มีอะไรสนุกสนานมากเกินไปกว่าการไปเที่ยวดูตลาดคริสต์มาสในเมืองสำคัญๆ (ยกเว้นคุณจะตั้งใจไปเล่นสกีหิมะบนยอดเขาสูง) ดังนั้นหากคุณสนใจร่วมทริปไปกับทัวร์คุณแหนเพื่อไปสัมผัสตลาดคริสต์มาสในเยอรมนี (ซึ่งเราจะข้ามไปเที่ยว
ตลาดคริสต์มาสที่เช็กด้วย) โดยมี Mr. Flower นำคุณเที่ยว โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์091-7233615 ด่วนครับ เพราะคณะของเรารับสมาชิกเพียง 14 รายเท่านั้น ส่วนท่านที่สนใจร่วมทริปแล้วยังไม่มีเชงเกนวีซ่า โปรดรีบติดต่อ Mr. Flower ด่วนที่สุด เพราะคณะออกเดินทางวันที่ 1 ธันวาคม 2562 ทริปนี้เราใช้เวลาเที่ยวตั้งแต่วันที่ 1-11 ธันวาคม

ขอเชิญชวนให้คุณร่วมทริปแสนสนุก แสนสบายได้ความรู้เต็มอิ่มกับทัวร์คุณแหนครับ

ตะลอนเที่ยว : เดรสเดน (Dresden) เมืองหลวงของแคว้นแซกโซนี (Saxony)

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/451448

ตะลอนเที่ยว : เดรสเดน (Dresden) เมืองหลวงของแคว้นแซกโซนี (Saxony)

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้ ผมตั้งใจพาคุณไปเที่ยวชมตลาดคริสต์มาสในประเทศเยอรมนี โดยเราจะเที่ยวต่อจากสัปดาห์ก่อนที่พาคุณไปเที่ยวตลาดคริสต์มาสที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกและของเยอรมนี คือที่เมืองนูเรมเบิร์ก(Nuremberg) เมืองสำคัญเมืองหนึ่งของแคว้นบาวาเรีย (Bavaria)

เดรสเดนอยู่ค่อนไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของนูเรมเบิร์กและอยู่ไม่ไกลจากสาธารณรัฐเช็ก (Czech Republic) ที่พูดเช่นนี้ก็หมายความว่าทริปนี้เราจะข้ามไปเที่ยวสาธารณรัฐเช็กด้วย (แต่ยังไม่พาไปเที่ยวในสัปดาห์นี้)

ความโดดเด่นของเดรสเดนคือสถาปัตยกรรมของเมืองที่ใครเห็นก็ต้องบอกว่าแสนจะคลาสสิก แต่ต้องบอกกับคุณว่า ตึกที่ดูเสมือนเก่าแก่โบร่ำ
โบราณที่คุณเห็นในเดรสเดนนั้นเป็นตึกใหม่ที่ถูกบรรจงสร้างขึ้นมาหลังยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะตึกเดิมในเขตเมืองเก่าเกือบทั้งหมดถูกระเบิดจนราบเป็นหน้ากลอง ดังนั้นหากมีไกด์ทัวร์คนไหนบอกคุณว่าเดรสเดนเป็นเมืองเก่าและมีตึกรามเก่าแก่ตั้งแต่สมัยหลายร้อยปีก่อนแล้วละก็ คุณบอกกับไกด์คนนั้นได้เลยว่า “มั่วมาก”

แน่นอนว่าตามประวัตินั้น เดรสเดนมีประวัติมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 คือสร้างเมืองเสร็จเรียบร้อยใน ค.ศ. 1743 และขอย้ำอีกครั้งว่าตัวเมืองเดรสเดนถูกระเบิดจนราบเป็นหน้ากลองในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วเมื่อสงครามสงบจึงได้ก่อสร้างอาคารต่างๆ ขึ้นมาใหม่ แต่ยังสามารถรักษารูปทรงและรูปลักษณ์เดิมของอาคารเก่าไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ดังนั้นเมื่อคุณไปชมตึกใหม่ที่ดูเสมือนเก่า คุณจึงยังคงเห็นซากตึกหรือชิ้นส่วนเดิมของตึกที่ถูกระเบิดจนแตกกระจาย แต่เขายังคงเก็บรักษาซากเหล่านั้นไว้ให้คุณได้ชมเพื่อให้รู้ว่าตึกนี้คือตึกใหม่ที่อยู่บนฐานเดิมของตึกเก่าที่ถูกทำลายไปแล้ว

นักท่องเที่ยวทุกคนเมื่อไปถึงเดรสเดน ต้องไปชมโบสถ์ฟราเอน(Frauenkirche Church) ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบบาโรก แล้วทุกคนก็จะตื่นตะลึงกับความมโหฬารของโดมยอดโบสถ์ แต่ที่ห้ามพลาดเป็นอันขาดคือพิพิธภัณฑ์ของเดรสเดนที่อยู่ในพระราชวังเก่าชื่อซวิงเกอร์ ต้องย้ำหนักแน่นว่าพิพิธภัณฑ์ที่เดรสเดนมีของล้ำค่ามากมาย ว่ากันว่าพระราชวังซวิงเกอร์ได้รับแรงบันดาลใจในการก่อสร้างมาจากพระราชวังแวร์ซายส์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศส ขอย้อนกลับไปพูดถึงพิพิธภัณฑ์ในเดรสเดนอีกสักนิดเพราะที่นี่เป็นที่เก็บรักษาผลงานชิ้นเยี่ยมยอดของราฟาเอล (Raphael) คือภาพ Sistine Madonna

และอีกแห่งหนึ่งที่ต้องไม่พลาดชมก็คือโรงละครโอเปรา และหอแสดงคอนเสิร์ต ชื่อ The Semperoper อาคารที่แห่งนี้งดงามและอลังการมาก เมื่อยืนอยู่ตรงกลางจัตุรัสหน้าโรงละครโอเปราแห่งนี้แล้ว ด้านหลังโรงละครคุณก็จะพบกับปราสาทเดรสเดน ซึ่งมีประวัติว่าก่อสร้างมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 14 เคยเป็นที่ประทับของเจ้าผู้ครองแคว้นแซกโซนี ก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมผสมระหว่างบาโรกกับนิโอเรอเนซองส์ ปัจจุบันคือที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ Green Vault ต้องบอกด้วยความตื่นเต้นว่า ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เต็มไปด้วยโบราณวัตถุที่งดงามจนทำให้ตื่นตะลึง โดยเฉพาะ Moor with Emerald Cluster

เดรสเดน ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเอลเบ เพราะฉะนั้นเมื่อคุณได้ไปเยือนเดรสเดนแล้ว คุณก็จะได้ชื่นชมกับความงามของแม่น้ำเอลเบที่ไหลผ่านเมืองประวัติศาสตร์แห่งนี้ด้วย ตามประวัติของเมืองเดรสเดนระบุว่าก่อนที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จะทำให้เดรสเดนพังพินาศ เมืองแห่งนี้เคยได้ชื่อว่าฟลอเรนซ์ริมฝั่งเอลเบ เพราะเมืองนี้เพียบพร้อมไปด้วยความงดงามของสถาปัตยกรรมและทรัพย์สมบัติอันล้ำค่า

ส่วนสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เป็นอันขาดเมื่อได้ไปเยือนเดรสเดนคือ The Fürstenzug หรือชื่อภาษาอังกฤษคือ The Procession of Princes ซึ่งก็คือกำแพงยาว 102 เมตร ที่ใช้แผ่นโมเสก 23,000 ชิ้น ต่อเป็นรูปขบวนของเจ้าชายองค์ต่างๆ ของราชวงศ์วิทติน (Wettin) แซกโซนี ซึ่งถือว่ากำแพงโมเสกแห่งนี้มีความยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกในด้านงานโมเสก

วันนี้ผมพูดถึงเดรสเดนเพียงคร่าวๆ เท่านั้นครับ เพราะหากจะลงรายละเอียดกันจริงๆ ต้องใช้เวลาอีกนาน และขอเรียนให้คุณทราบว่าเราจะไปเที่ยวตลาดคริสต์มาสในเยอรมนีด้วยกันในช่วงต้นเดือนธันวาคม (เดินทาง 1-11 ธันวาคม 2562) ทริปนี้เราไปกันเพียง 12-14 คนเท่านั้น เราจะไปเที่ยวที่นูเรมเบิร์ก โรเตนบวร์ก แบมเบิร์ก ไบรอยธ์วูซบวร์ก เรเกนสเบิร์ก ปาซาว เดรสเดน และข้ามไปเที่ยวเช็กด้วยครับ

เราเที่ยวกันแบบเจาะลึก เที่ยวแบบละมุนละไม ไม่เร่งไม่รีบร้อนรน เน้นเที่ยวพิพิธภัณฑ์ เน้นดูโบสถ์ ชมวัง นอนในโรงแรมกลางเมือง
ไม่เน้นการย้ายโรงแรมทุกวัน ไม่เน้นออกจากโรงแรมตั้งแต่เช้าตรู่ และไม่เน้นกลับเข้าโรงแรมดึกดื่น แล้วที่สำคัญคือเราเน้นการกินและ
การเที่ยวแบบแสนสำราญ กินอาหารอร่อย นอนโรงแรมกลางเมือง เพื่อจะได้เที่ยวชมและสัมผัสบรรยากาศของเมืองต่างๆ แบบได้อรรถรส
เต็มๆ สนใจร่วมทริปกับทัวร์คุณแหน นำทัวร์โดย Mr.Flower โปรดติดต่อ091-7233615

ตะลอนเที่ยว : ตลาดคริสต์มาสต้นตำรับของโลกที่ Nuremberg Germany

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/449859

ตะลอนเที่ยว : ตลาดคริสต์มาสต้นตำรับของโลกที่ Nuremberg Germany

วันอาทิตย์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

อีกแค่ประมาณ 2 เดือนก็จะถึงวันคริสต์มาสแล้ว ผมจะชวนคุณไปเที่ยวตลาดคริสต์มาสแห่งหนึ่งที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นต้นตำรับของตลาดคริสต์มาสของโลก นั่นคือตลาดคริสต์มาสที่นูเรมเบิร์ก หรือ Nuremburg Christkindlesmarkt (ออกเสียงตามภาษาดอยซ์ว่าเนิร์นแบร์ก คริสต์คินเดอร์ลิสมาร์สต์)

ถามว่าทำไมต้องไปเที่ยวตลาดคริสต์มาสที่นูเรมเบิร์ก ก็ขอตอบว่า เพราะตลาดคริสต์มาสที่นี่ได้รับการกล่าวขานว่าเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ตามประวัติระบุว่ามีตลาดคริสต์มาสที่เนิร์นแบร์กมาตั้งแต่ ค.ศ. 1530 คือมีมาเกือบ 500 ปีแล้ว

ตามปกติตลาดคริสต์มาสที่เนิร์นแบร์กจะเริ่มเปิดตั้งแต่วันศุกร์สุดท้ายก่อนถึงวันอาทิตย์แรกของเดือนธันวาคม แล้วเปิดตลาดเรื่อยไปจนถึงวันที่24 ธันวาคม โดยปีนี้เปิดตลาดวันที่ 29 พฤศจิกายน

จุดเด่นของตลาดคริสต์มาสแห่งนี้คือการประกวดธิดาคริสต์มาส (Christkind ภาษาดอยซ์, Christ Child ภาษาอังกฤษ) เริ่มจัดประกวดครั้งแรกในปี ค.ศ. 1969 โดยจัดประกวดทุกสองปี ใช้วิธีการคัดเลือกจากเด็กสาวชาวเนิร์นแบร์ก สีประจำชุดของธิดาคริสต์มาสคือสีขาวและทอง และมีผมสีทองยาวโดยผมหยิกเป็นคลื่น สวมมงกุฎสีทอง ทั้งนี้ธิดาคริสต์มาสมีอีกชื่อหนึ่งคือทูตแห่งคริสต์มาส

สิ่งสำคัญอีกอย่างของตลาดคริสต์มาสเนิร์นแบร์ก คือ ร้านรวงที่เปิดขึ้นอย่างมากมายเกือบ 200 ร้านค้า มีทั้งของกินพื้นเมือง เช่น อาหารพื้นถิ่นของชาวเยอรมัน อาทิ ไส้กรอกเยอรมัน (wurst) และไวน์อุ่น (mulled wine, gluhwein) และขนมปังขิงที่กลิ่นหอมชวนรับประทาน นอกจากของกินและเครื่องดื่มประจำพื้นถิ่นแล้ว ยังมีข้าวของมากมายอีกสารพัดชนิด ทั้งของใช้ ของตกแต่งบ้าน และขนมนมเนย อาหาร เครื่องประดับร่างกาย เป็นต้น แต่มีอีกสิ่งที่ทำให้ผู้ไปเยือนหลงใหลมากที่สุด คือ การได้ฟังเพลงที่เกี่ยวข้องกับฤดูกาลแห่งคริสต์มาส ซึ่งร้องสดและบรรเลงสดที่หน้าโบสถ์ในทุกช่วงค่ำคืน

เสน่ห์ของตลาดคริสต์มาสเนิร์นแบร์กอีกอย่างหนึ่งคือสถานที่จัดซึ่งอยู่ในเขตเมืองเก่า ซึ่งมีโบสถ์ Church of Our Lady แล้วที่ต้องไม่พลาดอย่างเด็ดขาดคือการขึ้นไปบนเนินเขาของเมืองเนิร์นแบร์ก ซึ่งเป็นที่ตั้งของปราสาท (Imperial Castel) โดยบนเนินเขาแห่งนี้คือจุดชมวิวของเมืองจากมุมสูง จุดชมเมืองที่เป็นที่นิยมคือที่โบสถ์St. Sebald และ St. Lorenz นอกจากนี้หลายคนยังชื่นชอบการนั่งรถม้าชมเขตเมืองเก่า เพราะนอกจากจะได้เห็นความงามของตัวเมืองเก่าแล้ว ยังได้นั่งอยู่บนรถม้าที่มีตู้โดยสารสีเหลืองเด่น ได้ยินเสียงกระพรวนที่ติดกับตัวของม้า และได้ยินเสียงเกือกม้าที่ดังเมื่อยามกระแทกลงไปบนพื้นถนนที่ทำจากหินตัด ทำให้นึกไปถึงยุคกลางได้โดยฉับพลัน แต่บางคนก็เลือกนั่งรถรางเล็กชมเมือง เพราะได้ย้อนเวลาไปเมื่อครั้งเป็นเด็กตัวน้อยๆ

ทัวร์คุณแหน โดย Mr.Flower จะพาคุณๆไปเที่ยวตลาดคริสต์มาสเนิร์นแบร์กในวันที่ 1-11ธันวาคม 2562 รับสมาชิกเพียง 12 รายเท่านั้น คณะของเราจะเน้นเที่ยวตลาดคริสต์มาสให้จุใจ เช่นตลาดคริสต์มาสที่เนิร์นแบร์ก และที่กรุงเบอร์ลินรวมถึงที่นครแฟร้งค์เฟิร์ต

สำหรับคุณที่ต้องการร่วมทริปแสนสนุกไปกันเพียงกลุ่มเล็กๆ กับกลุ่มคนที่มีคอเดียวกัน คุยกันสนุกสนาน รับประทานอาหารอร่อย (ไม่กินบุฟเฟ่ตอาหารจีนอย่างแน่นอน) อยู่สบาย (อยู่โรงแรมใจกลางเมือง)เน้นการท่องเที่ยวโดยการนั่งรถไฟ ไม่นิยมการเปลี่ยนโรงแรมทุกเช้า ไม่เน้นการท่องเที่ยวแบบชะโงกทัวร์ไม่ชอบทัวร์แบบ 5-6-7 แต่เราจะเที่ยวในแต่ละเมืองและพรรคในแต่ละเมืองอย่างน้อย 3 คืน กลุ่มของเราใช้การท่องเที่ยวแบบเดินเที่ยวที่เน้นการเจาะลึก เน้นศิลปวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของเมือง เราจะเริ่มเที่ยวกันในเวลา 8-9 นาฬิกา แล้วกลับเข้าที่พักไม่เกิน18.00 น. แต่เนื่องจากเราพักในโรงแรมกลางเมือง เพราะฉะนั้นหากสมาชิกรายใดอยากจะกลับไปนอนพักเอาแรงก่อน ก็สามารถเดินกลับไปนอนพักผ่อนได้ตามสะดวก แล้วนัดกันออกไปเที่ยวใหม่ตามแต่ใจปรารถนา

สนใจร่วมเดินทางที่สนุกสนานฉันมิตร โปรดติดต่อทัวร์คุณแหน หรือติดต่อ Mr.Flower หมายเลขโทรศัทพ์ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : สืบมรรคา สืบต่อความจงรักภักดีโดยไม่มีวันสิ้นสุด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/448401

ตะลอนเที่ยว : สืบมรรคา สืบต่อความจงรักภักดีโดยไม่มีวันสิ้นสุด

วันอาทิตย์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ความจงรักภักดีต่อผู้มีพระคุณ โดยเฉพาะต่อองค์พระผู้ทรงไว้ซึ่งพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ คือความประพฤติของผู้รู้ผู้เจริญ เป็นพฤติกรรมที่โลกทั้งสามย่อมสรรเสริญตลอดไป และจะส่งเสริมให้ผู้ประพฤติปฏิบัติมีความสุขความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป

ความจงรักภักดีของหนุมานบุตรพระพายที่มีต่อพระรามคือความจงรักภักดีที่ยากจะหาความภักดีของผู้ใดเสมอเหมือนหรือเทียบเท่าได้หนุมานยอมมอบกายถวายหัวแด่พระรามด้วยความเต็มใจยิ่ง และไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ ที่บังเกิดขึ้น เมื่อยามที่ได้รับอาสาถวายงานแด่พระรามเราจะเห็นได้ว่าหนุมานถวายงานจนถึงกระทั่งตัวตาย ด้วยเหตุที่ได้ให้สัจวาจาว่าจะจงรักภักดีต่อพระรามตลอดไป

โขนรามเกียรติ์ชุดสืบมรรคา ซึ่งอำนวยการผลิตโดยมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่จะเปิดการแสดงประจำปี 2562 ณ หอประชุมใหญ่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯเริ่มการแสดงตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน ถึง5 ธันวาคม 2562

โขนนับเป็นนาฏศิลป์ชั้นสูงที่มีความเก่าแก่ของไทย เป็นการรวมเอาสรรพศิลป์ และสรรพศาสตร์ด้านการแสดงต่างๆ รวมเข้าไว้ด้วยกัน เช่น การร่ายรำที่งดงามสอดคล้องกับเรื่องราว บทเพลงที่ใช้บรรเลง บทขับร้องฉาก เครื่องแต่งกายที่งดงามซึ่งทรงไว้ด้วยภูมิหลังทางประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่นต่างๆ เช่น พัสตราภรณ์ของตัวพระและตัวนางที่เป็นผ้ายก อันมีต้นกำเนิดจากบ้านเนินธัมมัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เครื่องประดับ และศิราภรณ์ หรือหัวโขน แต่ที่สำคัญคือโขนของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ยังนำเสนอเทคนิคประกอบฉากที่ทันสมัย สมจริง ทำให้การชมโขนรามเกียรติ์มีอรรถรสสมบูรณ์เป็นอย่างยิ่ง

โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ นำเสนอต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยเริ่มมาตั้งแต่ปี 2550 โดยเริ่มมาจากพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงต้องการสืบสานอนุรักษ์ศิลปะการแสดงขั้นสูงนี้ไว้ให้อยู่คู่กับสังคมไทย และทรงมีพระราชประสงค์ให้คนไทยร่วมกันทำนุบำรุงรักษาและสืบสานการแสดงโขนตามแบบอย่างที่ถูกต้องตามขนบไว้ให้ดำรงคงอยู่คู่ประเทศไทย

ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ เลขาธิการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ กล่าวถึงการจัดแสดงโขนรามเกียรติ์ตอนสืบมรรคา ว่า เป็นตอนที่สนุกสนาน มีหลายรสชาติของการแสดง โดยเฉพาะการผจญภัยของหนุมานทหารเอกของพระราม และที่น่าสนใจมากคือมีฉากที่ตระการตา มีท่าร่ายรำที่งดงามวิจิตร โดยเฉพาะในการแสดงทศกัณฐ์หน้าทอง ซึ่งเป็นตอนที่งดงามมากทั้งการแต่งองค์ทรงเครื่อง ถนิมพิมพาภรณ์ ท่าร่ายรำ และบทเพลงประกอบ

การที่โขนรามเกียรติ์ได้กลับมาเป็นที่นิยมชมชอบของคนไทยจำนวนมากในยุคปัจจุบัน เป็นเพราะพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงตั้งพระทัยไม่ให้โขนสูญสลายไปจากสังคมไทย ถ้าหากไม่มีพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านแล้ว โขนก็อาจจะต้องประสบกับปัญหาใหญ่นั่นคือสูญสลายหายไปตามกาลเวลา เพราะขาดผู้ดูแลอุปถัมภ์และขาดผู้ชม จึงกล่าวได้ว่าโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เป็นการรวบรวมสรรพศาสตร์และสรรพศิลป์เข้าด้วยกันโดยแท้จริง และที่สำคัญคือการแสดงโขนนี้ทำให้สอดคล้องกับยุคสมัยเข้ากับกาลเวลา จึงเป็นการแสดงที่ทันสมัย แต่ธำรงรักษาไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมแบบโบราณไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์

โขนรามเกียรติ์ ตอนสืบมรรคา มีเรื่องย่อว่า พระรามสั่งให้หนุมานไปสืบหาว่าทศกัณฐ์นำนางสีดาไปไว้ ณ ที่แห่งใดในกรุงลงกา หนุมานจึงต้องตามสืบหาว่านางสีดาถูกนำตัวไปไว้ณ ที่แห่งใด ซึ่งการแสดงในตอนนี้เน้นความสามารถของหนุมานมากเป็นพิเศษ แต่ก็ผสมผสานไว้ด้วยความน่าสนใจของทศกัณฐ์ และความงามวิจิตรของนางสีดา ผสมผสานกับความโดดเด่นของตัวละครอื่น ๆ เช่น นางอังกาศตไล หรืออากาศตไล นางผีเสื้อสมุทร ยักษ์ปักหลั่นนกสัมพาที เป็นต้น และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือในตอนที่นำเสนอให้เห็นว่าหนุมานนั้นนอกจากจะมีความจงรักภักดีต่อพระรามอย่างหาที่สุดมิได้แล้ว ยังมีความเสียสละอย่างสูง โดยเฉพาะในฉากที่หนุมานแปลงกายให้ใหญ่โตเพื่อเป็นสะพานข้ามแม่น้ำกว้างใหญ่ แล้วให้เหล่าวานรเดินเหยียบไปบนร่างของตนเองเพื่อข้ามไปยังจุดหมาย

ขออนุญาตเล่าถึงฉากเด่นๆ ในตอนสืบมรรคาที่คุณควรทราบไว้ก่อนชมการแสดงจริงคือฉากหนุมานรบนางอังกาศตไล ฉากหนุมานรบนางผีเสื้อสมุทร แล้วเหาะเข้าปากนางผีเสื้อสมุทรเพื่อเข้าไปผ่าท้องนางยักษ์ตนนี้ รวมถึงฉากสำคัญคือ ทศกัณฐ์เกี้ยวนางสีดาในสวนขวัญ และฉากทศกัณฐ์หน้าทองที่หาชมได้ยากมาก

โขนรามเกียรติ์ ตอนสืบมรรคา จะเปิดการแสดง ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายนถึง 5 ธันวาคม 2562 เปิดจำหน่ายบัตรแล้วตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2562 สามารถซื้อบัตรได้ที่ไทยทิคเก็ต เมเจอร์ ทุกสาขา หรือทาง www.thaiticketmajor.com และสามารถติดตามข่าวสารของโขนรามเกียรติ์ ตอนสืบมรรคา ได้ทาง www.khonperformance.com และเฟซบุ๊ค Khon Performance โขนมูลนิธิ ส่งเสริมศิลปาชีพฯ