ตะลอนเที่ยว : เที่ยวไปบนกรีน การท่องเที่ยวเชิงกีฬา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/433950

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวไปบนกรีน การท่องเที่ยวเชิงกีฬา

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวไปบนกรีน การท่องเที่ยวเชิงกีฬา

วันอาทิตย์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

รายได้จากการท่องเที่ยวยังคงเป็นแหล่งรายได้หลักในยามนี้ของประเทศไทย

ประเทศไทยมีที่ท่องเที่ยวมากมาย ทั้งแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์โบราณคดี และแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์ก่อสร้างขึ้น

สำหรับแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์ก่อสร้างขึ้นและได้รับความสนใจอย่างมากจากนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะผู้ที่รักการกีฬาประเภทกอล์ฟ ก็คือสนามกอล์ฟ ซึ่งมีอยู่ในประเทศไทยหลายร้อยแห่ง กระจายอยู่ทั่วในทุกภูมิภาคของประเทศ

ตลาดการท่องเที่ยวด้านกีฬากอล์ฟ เป็นตลาดที่มีความน่าสนใจมาก เพราะมีศักยภาพด้านการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเล่นกอล์ฟ โดยเมื่อเทียบค่าใช้จ่ายกับนักท่องเที่ยวทั่วไปแล้ว พบว่านักท่องเที่ยวที่เข้ามาเล่นกอล์ฟใช้จ่ายสูงกว่าประมาณสามเท่า แต่ที่สำคัญมากกว่านั้นคือนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้สามารถต่อยอดการขายไปสู่สินค้าการท่องเที่ยวด้านอื่นๆ ได้อีกมาก อาทิ โรงแรมระดับห้าถึงหกดาว สปามาตรฐานระดับสูง อาหารที่มีการใช้จ่ายในแต่ละมื้อด้วยราคาสูง รวมถึงตลาดเสื้อผ้า รองเท้า และอุปกรณ์สำหรับ เล่นกอล์ฟ ที่ล้วนแล้วแต่มีราคาค่อนข้างสูง

สำหรับประเทศไทยนับได้ว่าเป็นตลาดกอล์ฟที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลก ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวกอล์ฟเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยประมาณ 700,000 คนต่อปี สำหรับรายได้รวมของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ ล่าสุดอยู่ที่ 3,300 ล้านบาท

จุดเด่นของสนามกอล์ฟในประเทศไทยคือมีหลากหลาย ทั้งความสวยงาม และความยากของการเล่น ซึ่งถือได้ว่าอยู่ในระดับที่ท้าทายของผู้เล่นกอล์ฟ

ปัจจุบันสนามกอล์ฟในประเทศไทยมีประมาณ 300 แห่ง

ดังนั้นจึงถือได้ว่าตลาดนักท่องเที่ยวในกลุ่มนักกอล์ฟจึงเป็นแหล่งรายได้สำคัญอีกแหล่งหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งสามารถช่วยยกฐานะของประเทศไทยให้ก้าวขึ้นมาเป็น sport destination and world class golf destination ได้ในอนาคตอันใกล้

และด้วยศักยภาพด้านนี้ของประเทศไทย ดังนั้นการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจึงได้จัดงาน Thailand Golf Travel Mart 2019 ซึ่งเป็นเวทีเจรจาธุรกิจด้านกอล์ฟและการท่องเที่ยวรวมถึงการบริการด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจกอล์ฟ เมื่อวันที่ 6-9 สิงหาคม 2562 ที่จังหวัดเชียงใหม่

โดยในงานดังกล่าวนั้น นายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ด้านสื่อสารการตลาดได้ยืนยันถึงศักยภาพของความเป็น World class golf destinations ของไทย และคาดการณ์ว่ารายได้จากนักท่องเที่ยวด้านกอล์ฟในปี 2562 และปี 2563 จะเติบโตขึ้นประมาณร้อยละ 3

ส่วนนายฉัททันต์ กุญชร ณ อยุธยา รองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ กล่าวว่าการจัดงานครั้งนี้ต้องการเน้นการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวตลาดกอล์ฟของประเทศไทยให้แพร่กระจายสู่ระดับเวทีโลก โดยในงานนี้ได้จัดเวทีผู้ซื้อพบผู้ขายโดยมีผู้ซื้อจำนวน 115 ราย จากทั่วโลกเดินทางมาเจรจาธุรกิจกับผู้ขายในประเทศไทย จำนวน 97 ราย และขณะเดียวกันได้เชิญสื่อมวลชนทั้งในและจากต่างประเทศกว่า 50 ราย เข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย

สำหรับความเห็นที่ได้รับจากผู้ซื้อและผู้ขายที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายต่างให้ความเห็นสอดคล้องกันว่าตลาดกอล์ฟของประเทศไทยมีศักยภาพสูงและสามารถก้าวขึ้นเป็น World class golf destinations ได้อย่างแน่นอน

 

ตะลอนเที่ยว : ศิลปินไทย ศิลปะไทย บนเวทีระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/430794

ตะลอนเที่ยว : ศิลปินไทย ศิลปะไทย บนเวทีระดับโลก

ตะลอนเที่ยว : ศิลปินไทย ศิลปะไทย บนเวทีระดับโลก

วันอาทิตย์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ศิลปะไทยมีความงดงามและน่าสนใจหลายแง่มุม สามารถแสดงความเป็นไทย แสดงน้ำใจไมตรี แสดงความอ่อนหวาน แสดงความมีอารยธรรมให้ปรากฏแก่สายตาผู้ชมทั่วโลกได้อย่างอัศจรรย์ โดยไม่ต้องใช้คำพูดใดๆ

ณัฐ ยนตรรักษ์ ศิลปินศิลปาธร ปี พ.ศ. 2549 นักเปียโนชั้นนำรายสำคัญของประเทศไทยคือหนึ่งในศิลปินไทยที่นำชื่อเสียงของไทยให้ขจรขจายแพร่ไปในประชาคมโลก

ล่าสุดได้รับเชิญให้ไปเปิดการแสดงในประเทศต่างๆ ในยุโรปและรัสเซีย รวมทั้งหมด6 ประเทศ เปิดการแสดงทั้งหมด 15 ครั้ง แต่ละสถานที่ซึ่งได้รับเชิญให้ไปเปิดการแสดง ล้วนแล้วแต่เป็นสถานที่สำคัญทางศิลปวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ แต่ที่สำคัญคือประเทศผู้เชิญได้มองเห็นถึงผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ของศิลปินรายนี้ ซึ่งนับเป็นศิลปินไทยเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่ได้รับเกียรติสูงสุดเช่นนี้ ซึ่งการให้เกียรติเชิญไปแสดงนั้น เท่ากับเป็นการยกย่องให้เกียรติกับประเทศไทยด้วย

ตัวอย่างสถานที่สำคัญที่ศิลปินไทยรายนี้จะไปเปิดการแสดงคือ Palais Hänsen Kempinski, Vienna ประเทศ Austria และ Aula Florianka, Krakow ประเทศ Poland และ Nador Hall , Budapest ประเทศ Hungary รวมถึง Ludwig Festspielhaus, Füssen ประเทศ Germany และ Museo del’ 900, Milano ประเทศ Italy และที่ House of Music, St. Petersburg ประเทศ Russia เป็นต้น

ต้องบอกว่าการที่ศิลปินไทยได้รับเชิญไปแสดงในสถานที่สำคัญของวงการศิลปะและวัฒนธรรมของโลกที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นต้นฉบับของศิลปวัฒนธรรมทางดนตรี โดยเฉพาะวงการประพันธ์ดนตรีระดับโลกเช่นนี้ การให้เกียรติประเทศไทยอย่างชัดเจน เพราะศิลปินและนักแสดงที่ไปเปิดการแสดงล้วนเป็นคนไทยทั้งสิ้น

อีกทั้งสถานที่ที่ไปเปิดการแสดงก็มีความสวยงามและถือเป็นจุดเด่นที่สำคัญของแต่ละเมืองในประเทศนั้นๆ

ณัฐให้เหตุผลถึงการเลือกชื่อการแสดงครั้งนี้ว่า จากเวียงวังจนถึงชาวบ้านร้านถิ่น เพราะว่าต้องการสะท้อนให้ผู้รับชมโดยเฉพาะชาวตะวันตกเข้าใจถึงความผูกพันและความมีเยื่อใยที่แสนใกล้ชิดระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชนไทย

ดนตรีเป็นสื่อสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ทุกชนชั้นและทุกชาติภาษา การแสดงครั้งนี้จึงเลือกลิเกไปอวดสายตาชาวโลก เพราะเห็นว่าลิเกเป็นการแสดงที่ชาวบ้านร้านถิ่นของไทยคุ้นเคยมาตั้งแต่อดีต แต่จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของการแสดงครั้งนี้อยู่ที่มีศิลปินต่างชาติจากโปแลนด์ คือ วูกัช คุเชด โว ซึ่งเป็นนักดนตรีที่มีความชำนาญในเครื่องเคาะจังหวะ (percussionist) ร่วมอยู่ในคณะด้วย โดยวูกัชใช้ตะโพนเป็นเครื่องดนตรีสำคัญในการแสดงอวดสายตาชาวโลกในครั้งนี้

จุดเด่นที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการแสดงคือบทเพลงถวายชัยคีตมหาราชา ซึ่งเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์ในล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 2 รัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 9 มาเรียงร้อยเป็นบทโซนาตาสำหรับเดี่ยวเปียโน บทเพลงนี้นับได้ว่าเป็นการหลอมรวมหัวใจด้านดนตรี ซึ่งถือเป็น
พระอัจฉริยภาพของรัชกาลต่างๆ ในพระบรมราชจักรีวงศ์ไว้ด้วยกัน

ศิลปินคณะนี้จะเดินทางไปเปิดการแสดงในสถานที่ต่างๆ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน จนถึงวันที่ 23 ตุลาคม

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบดนตรีซึ่งบรรเลงนำโดยเปียโน จากศิลปินชั้นนำ ณัฐ ยนตรรักษ์ และต้องการร่วมเดินทางไปชมการแสดง และได้สัมผัสความงดงามของสถานที่สำคัญในประเทศต่างๆ ที่ไปเปิดการแสดง สามารถติดต่อสอบถามได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615 เราจะไปซึมซับความงดงามที่แสนไพเราะของเสียงดนตรี พร้อมกับชมการแสดงศิลปะของไทยในสถานที่สำคัญของโลกด้วยกัน

ตะลอนเที่ยว : โหล่งฮิมคาว ตลาดบ้านๆ แต่ของทุกอย่างล้วนเต็มไปด้วยดีไซน์และด้วยใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/427636

ตะลอนเที่ยว : โหล่งฮิมคาว ตลาดบ้านๆ แต่ของทุกอย่างล้วนเต็มไปด้วยดีไซน์และด้วยใจ

ตะลอนเที่ยว : โหล่งฮิมคาว ตลาดบ้านๆ แต่ของทุกอย่างล้วนเต็มไปด้วยดีไซน์และด้วยใจ

วันอาทิตย์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“ไปเชียงใหม่อีกแล้ว ไปทำไมกันบ่อยๆ ไม่เห็นมีอะไรให้ดู หรือให้เที่ยวเลย”

นี่คือคำพูดจากความคิดของคนที่อาจจะเรียกได้ว่ายังเที่ยวเชียงใหม่ในมุมเดิมๆ แบบเดิมๆโดยไม่เคยลงไปเจาะลึกถึงสถานที่ท่องเที่ยว และสถานที่จับจ่ายใช้สอยอื่นๆ ในเมืองเชียงใหม่

แต่สำหรับคนที่รู้จักเชียงใหม่ในแง่มุมต่างๆ นานา และรู้จักสถานที่ใหม่ๆ ในเชียงใหม่ค่อนข้างดีแล้วจะบอกว่า

“เชียงใหม่มีดีอีกปะเลอะ (ภาษาคำเมือง แปลว่า มากมาย) แอ่วเจียงใหม่อีกกี่ตื้อ ก็บ่เบื่อ เพราะการไปแอ่วแต่ละครั้ง เปิ้นก็จะได้ป๊ะกับสิ่งงามๆ และแปลกๆ ใหม่ๆ ตลอดเวลา บ่เจื้อสูก็ลองไปแอ่วเน้อ หากสูบ่ฮู้จักเจียงใหม่ดีพอ บอกเฮาเน้อ เฮาจะพาสูไปแอ่ว รับรองสูจะติ๊ดอ๊กติ๊ดใจ๋ เพราะแอ่วแล้วม่วนขนาด”

จริงๆ ครับ ผมยืนยันว่าประโยคหลังสุดนี้คือความจริงอย่างที่สุด เพราะเชียงใหม่มีที่เที่ยวใหม่ๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย เรียกว่าเที่ยวเชียงใหม่ทุกครั้ง ก็มีที่เที่ยวใหม่ๆ ให้ไปชมตลอดเวลา

วันนี้จะพาคุณไป โหล่งฮิมคาว หมู่บ้านมอญ ตำบลสันกลาง อำเภอสันกำแพง โหล่งเป็นคำเมืองแปลว่าย่านหรือชุมชน ฮิมคาว คือริมแม่น้ำคาว ขอบอกว่าที่นี่คือตลาดบ้านๆที่ชาวบ้านในชุมชนนำของต่างๆ นานา มาค้ามาขาย มีทั้งเสื้อผ้าแพรพรรณที่เต็มไปด้วยสไตล์เก๋ๆ เน้นว่าไม่เน้นเสื้อผ้าโหลดาษๆ ส่วนอาหารการกินก็มีให้เลือกอย่างอุดมสมบูรณ์พอประมาณ มีทั้งอาหารไทย อาหารเหนือ และอาหารตะวันตก เช่น พิซซ่า สปาเกตตี และขนมปังอบที่หลายคนเรียกแบบฝรั่งว่าเบเกอรี่

ร้านค้าแต่ละร้านที่นี่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสินค้าในแต่ละร้านก็เป็นแบบฉบับของร้าน คือเน้นดีไซน์เก๋พอประมาณ แต่ที่น่ารักคือทุกอย่างอิงแอบกับธรรมชาติ โดยคนในชุมชนแห่งนี้ตั้งใจว่าอยากให้ลูกๆ หลายๆ ไม่ต้องโยกย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่อื่นๆ จึงตัดสินใจร่วมกันว่าจะเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวของชุมชนที่เน้นความเรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยความเท่ เก๋ไก๋ และพยายามจะอนุรักษ์ความเป็นชุมชนดั่งเดิมเอาไว้ให้มากที่สุด โดยให้ผสมผสานอย่างลงตัวกับความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย

แน่นอนว่าสินค้าส่วนใหญ่ในชุมชนก็จะหนีไม่พ้นเสื้อผ้าอาภรณ์ และแพรพรรณ เนื่องจากชุมชนนี้มีรากเหง้าอย่างหนึ่งคือการทอผ้า เพราะฉะนั้นจึงไม่ผิดหวังหากจะไปเลือกหาเสื้อผ้าสวยๆ ที่เข้ากับสไตล์ของคุณ นอกจากเสื้อผ้าแล้วยังมีย่ามเก๋ๆ ให้เลือกอีกมากมาย รวมถึงยังมีเสื้อผ้าแบบมัดย้อมด้วยครามให้เลือก นอกจากเลือกซื้อแล้วยังสามารถเข้าไปเรียนรู้วิธีการทอผ้า และการมัดย้อมผ้าด้วยครามอีกด้วย พูดง่ายๆ คือทุกร้านจะเปิด workshop ให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้การทอและย้อมผ้านอกจากเสื้อผ้าแพรพรรณแล้ว ยังมีเครื่องประดับตกแต่งร่างกาย และของตกแต่งบ้าน รวมถึงสินค้าจำพวกของอุปโภคบริโภคที่ทำจากผลผลิตในชุมชน เช่น สมุนไพรในชุมชน เป็นต้น

ความน่าสนใจของชุมชนริมคาวนี้อยู่ที่ความร่วมมือร่วมใจของคนในชุมชนที่พร้อมใจตกลงกันว่าจะปลูกสร้างบ้านเรือนให้กลมกลืนกันไม่ใช่ว่าบ้านหลังนี้เป็นสไตล์หลุยส์ อีกหลังเป็นสไตล์หมิง หรืออีกหลังเป็นเรือนไทย แต่บ้านเรือนทุกหลังจะปลูกสร้างให้กลืนกับธรรมชาติให้มากที่สุด จะร่วมกันรักษาต้นไม้ใหญ่ไว้ในชุมชน และเปิดโอกาสให้สมาชิกชุมชนได้แสดงความคิดเห็นร่วมกันว่าจะนำพาชุมชนไปในทิศทางใด

ถามว่าถ้าไปเที่ยวที่โหล่งฮิมคาว ต้องใช้เวลานานเท่าไร ตอบยากครับ เพราะบางคนใช้เวลาเพียงชั่วโมงกว่าๆ ก็บอกว่าไม่มีอะไรให้ดูอีกแล้ว แต่สำหรับบางคนอยู่ไปเกินครึ่งวันก็ยังบอกว่ายังมีอะไรให้ดูให้ชมอีกมาก เรื่องนี้นานาจิตตัง แต่รับรองได้อย่างหนึ่งคือ ชุมชนที่นี่น่ารัก สงบพอประมาณ (ยกเว้นวันที่มีนักท่องเที่ยวมากๆ) เดินเที่ยว เดินเลือกหาซื้อของ แล้วก็มีที่ให้กินอาหารทั้งแบบกินโดยไม่ต้องนั่งในร้าน และมีให้นั่งกินในร้านอย่างเป็นกิจลักษณะ พูดง่ายๆ คือ รับรองว่าหากคุณได้ไปเยือนโหล่งฮิมคาวแล้ว ผมมั่นใจว่าคุณน่าจะชอบ ลองไปเที่ยวดูนะครับ

สนใจต้องการร่วมทริปน่ารัก อบอุ่น เป็นกันเอง เน้นเที่ยวแบบแช่มช้า ละมุนละไม เที่ยวดี กินดี นอนดี ไม่เที่ยวแบบร้อนรน โปรดเลือกทัวร์คุณแหนนะครับ
Mr.Flower นำทัวร์เองครับ รับรองว่าไปเที่ยวด้วยกันสักทริปหนึ่ง แล้วคุณจะติดใจ และอยากไปเที่ยวกับเราทุกทริป สนใจโปรดติดต่อ โทร.091-7233615 หรือหากคุณมีกลุ่มเล็กๆ แล้วต้องการให้ Mr.Flowerนำคุณเที่ยวแบบเจาะลึกในที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ก็สามารถติดต่อสอบถามได้ครับ ยินดีให้บริการที่จะทำให้คุณประทับใจตลอดไปครับ

 

ตะลอนเที่ยว : เดินลุยหมอกฝนบนยอดดอยอินทนนท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/426249

ตะลอนเที่ยว : เดินลุยหมอกฝนบนยอดดอยอินทนนท์

วันอาทิตย์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

หลายคนอาจจะบอกว่า “ยิ่งสูง ยิ่งหนาว” ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าจริงตามที่ว่านั้น เพราะยิ่งสูงก็ยิ่งหนาว ส่วนจะหนาวแล้วมีคนคอยให้กำลังใจ หรือให้ความอบอุ่นหรือไม่ ก็แล้วแต่กรณี และแล้วแต่ความประพฤติของบุคคล เพราะบางคนนั้น ยิ่งสูง ยิ่งหนาวก็จริง แต่ในความหนาวนั้น ก็ยังมีความอบอุ่นจากมวลมิตรและคนชิดใกล้ แต่สำหรับบางคนที่ไร้น้ำใจ ไร้ความจริงใจ ก็อาจจะหนาวเหน็บและเดียวดายอยู่บนดอยสูง

แต่สำหรับดอยอินทนนท์นั้นต้องบอกว่า ยิ่งสูง ยิ่งสวย และสวยทุกฤดูกาลจริงๆ ผมเพิ่งพาแฟนคลับคอลัมน์ตะลอนเที่ยวไปสัมผัสความงดงามในยามเริ่มต้นฤดูฝนบนยอดดอยอินทนนท์เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม หลายคนนึกไม่ถึงว่ายอดดอยอินทนนท์ในยามต้นฤดูฝนจะงดงามและสดชื่นได้ถึงเพียงนี้ หลายคนเข้าใจเอาเองว่าหน้านี้อากาศบนยอดดอยคงจะร้อนไม่ต่างไปจากพื้นราบ ดังนั้นหลายคนจึงไม่ได้เตรียมผ้ากันลม หรือเสื้อที่หนาสักนิดติดตัวไปด้วย (ทั้งๆ ที่ผมแจ้งให้ทราบเบื้องต้นแล้วว่า บนยอดดอยอินทนนท์อากาศจะเย็นตลอดทั้งปี แล้วจะยิ่งเย็นมาก หลังจากดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว)

อินทนนท์ในยามนี้อากาศดีไม่แพ้หน้าหนาว แม้อาจจะต้องเจอเม็ดฝนในบางวันก็ตาม แต่ก็ต้องบอกว่าบรรยากาศบนยอดดอยจะสุดวิเศษหลังฝน เหมือนกับที่หลายคนบอกว่าฟ้าหลังฝนจะงดงาม แต่ไม่ใช่แค่ฟ้างดงามหลังฝนเท่านั้น แต่ที่วิเศษยิ่งกว่าคืออากาศหลังฝนตกนั้นมันสุดแสนจะสะอาดบริสุทธิ์ หายใจได้เต็มปอด เรียกว่าหายใจแล้วสามารถสัมผัสได้ถึงความบริสุทธิ์ของอากาศ อย่างที่ไม่สามารถหาได้ง่ายๆ ในเขตเมืองใหญ่ๆ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครของเรา

วันที่เราขึ้นไปบนยอดดอยอินทนนท์นั้น ในช่วงแรกไม่มีฝน แต่มีเมฆและหมอกฝนปกคลุมยอดดอยอย่างหนาแน่น เรียกได้ว่าเราเดินฝ่าเข้าไปในกลุ่มเมฆฝน และหมอกฝน หลายคนที่เคยมีประสบการณ์เช่นนี้จะทราบดีว่า เหมือนกับเราเดินฝ่าเข้าในดงของละอองน้ำ ทำให้ตัวของเราชุ่มชื้นไปด้วยละอองน้ำ จนหลายคนสงสัยว่าเรากำลังเดินกลางสายฝนหรือเปล่า แต่ต้องบอกว่าเปล่าเลย เพราะฝนยังไม่ได้ตกลงมา แต่เรานี่แหละที่เดินอยู่ท่ามกลางกลุ่มเมฆฝน ดังนั้นเมื่อมองไปรอบตัวในระยะทางไม่เกิน 100 เมตร ก็จึงทำให้เหมือนกับมองผ่านม่านละอองน้ำ หลายคนถามว่านี้คือหมอกใช่ไหม ผมตอบว่าใช่ครับ แต่ไม่ใช่หมอกในหน้าหนาว แต่มันคือหมอกฝนที่เต็มไปด้วยความชุ่มฉ่ำ

ต้องขออนุญาตเรียนย้ำว่าดอยอินทนนท์คือยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย อยู่ในเขตอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ สูง 2,565.3341 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล หลายคนเรียกดอยนี้ว่าดอยหลวง หรือดอยหลวงอ่างกา ชื่ออินทนนท์มากจากพระนามของเจ้าผู้ครองเมืองเชียงใหม่ คือเจ้าหลวงอินทวิชยานนท์ พระบิดาของเจ้าดารารัศมี พระราชชายาในพระพุทธเจ้าหลวง สมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ดังนั้นบนยอดดอยนี้จึงมีพระสถูป หรือภาษาเหนือเรียกว่ากู่ที่ทรงสร้างขึ้นโดยเจ้าดารารัศมี เพื่อประดิษฐานพระอัฐิของพระบิดาของพระองค์ไว้

บริเวณรอบพระสถูปเจ้าหลวงอินทวิชยานนท์รายลอบไปด้วยต้นไม้ใหญ่ที่สูงเสียดฟ้า โดยแต่ละต้นมีเฟิร์น และมอส รวมถึงไลเคนห่มคลุมกิ่งก้านและลำต้นไว้เปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่เหล่านั้นมีผ้าห่มคลุมอยู่ตลอดปีตลอดชาติ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอากาศบนยอดดอยนั้นเย็นและชุ่มชื้นตลอดเวลา

เมื่อเราได้เดินบนยอดดอยหลวงอินทนนท์จนครบรอบทางเดินที่เจ้าหน้าที่ได้จัดทำขึ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คณะของเราก็นั่งรถยนต์ลงจากยอดดอยไปยังบริเวณพระมหาธาตุนภเมทนีดล และพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ พระมหาธาตุที่ประชาชนไทยพร้อมใจประดิษฐานขึ้นเพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายพระเกียรติแด่ พระบาทสมเด็จพระบรม
ชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยพระมหาธาตุนภเมทนีดล สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2530 เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ ส่วนพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2535 เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ5 รอบ ในปี 2535 พระมหาธาตุทั้งสององค์นี้ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุไว้บนยอด

วันที่เราไปกราบนมัสการพระมหาธาตุทั้งสององค์นั้นเป็นวันที่เมฆและหมอกฝนปกคลุมยอดดอยอินทนนท์อย่างหนาแน่น จึงทำให้มองเห็นองค์พระมหาธาตุอยู่ท่ามกลางม่านเมฆและหมอกฝน ซึ่งนับเป็นภาพที่งดงามแตกต่างไปจากวันที่ฟ้าใสในยามหน้าหนาว

เมื่อคุณเห็นความงามของดอยอินทนนท์เช่นนี้แล้ว ผมมั่นใจว่าคุณต้องอยากไปสัมผัสความงดงามของดอยแห่งนี้ด้วยสายตาและด้วยตัวของคุณเองอย่างแน่นอน อันที่จริงหลังจากชมความบนดอยแล้ว คณะของเรายังไปรับประทานอาหารรสชาติอร่อยและคุณภาพดีเยี่ยมในร้านโครงการหลวงบนดอยอินทนนท์ด้วย ต้องบอกว่าอาหารอร่อยมาก คุณภาพอาหารก็ดีเยี่ยม และที่สำคัญคือบรรยากาศสุดยอด

หากคุณมีความประสงค์จะท่องเที่ยวเมืองไทยให้ได้อรรถรส ได้ความรู้ ได้ความประทับใจ และได้มิตรภาพจากเพื่อนร่วมคณะ โปรดติดต่อทัวร์คุณแหน นำทัวร์โดย Mr.Flowerหมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615 เรามีทริปต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศไว้เพื่อสร้างความประทับใจให้คุณโดยเฉพาะ

ตะลอนเที่ยว : แอ่วเจียงใหม่ สวมใส่ชุดพื้นเมือง ม่วนอ๋กม่วนใจ๋

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/424635

ตะลอนเที่ยว : แอ่วเจียงใหม่ สวมใส่ชุดพื้นเมือง ม่วนอ๋กม่วนใจ๋

วันอาทิตย์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผมเพิ่งพาสมาชิกแนวหน้ากลุ่มเล็กๆ (12 ราย) ที่แสนจะเป็นกันเอง และที่สำคัญคือสมาชิกทุกคนสุภาพมาก ไปเที่ยวที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ โดยพักที่แม่แจ่มหนึ่งคืน และที่ในตัวเมืองเชียงใหม่อีกหนึ่งคืน

สมาชิกหลายคนบอกว่า ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าการไปเที่ยวเชียงใหม่ในช่วงที่ผู้คนไม่ล้นทะลัก ไม่แออัดยัดทะนาน ไม่ต้องแย่งกันกินแย่งกันเที่ยว ซึ่งก็คือการท่องเที่ยวในช่วงฤดูฝนจะสามารถทำให้เห็นความน่ารักของเมืองเชียงใหม่ได้ถนัดตาและถนัดใจเป็นที่สุด ไปไหนมาไหนก็แสนสะดวก (แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ก็ยังไม่สามารถหนีปัญหารถติดหนักในที่สี่แยกรินคำได้อยู่ดี แม้จะไปในช่วงที่ถือได้ว่าเป็นช่วงที่คนต่างถิ่นไปเที่ยวเชียงใหม่น้อยแล้วก็ตาม) ใช้เวลาขับรถยนต์ออกจากตัวเมืองไปยังอำเภอรอบๆ นอกตัวเมืองเชียงใหม่ที่มีระยะทางไกลไม่เกิน 20 กิโลเมตร ได้ในเวลาเพียงไม่ถึง 10 นาที ซึ่งไม่สามารถทำได้ในช่วงสงกรานต์อย่างแน่นอน สำหรับทริปนี้เราเดินทางไปถึงแม่แจ่ม ซึ่งมีระยะทางห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่เพียง 100 กิโลเมตรกว่าๆ แต่ด้วยความคดเคี้ยวเลี้ยวลดของเส้นทาง จึงทำให้เราใช้เวลาซึบซับความงามของสองข้างทางได้อย่างจุใจ โดยเราก็แวะชม แวะชิม แวะซื้อหา ไปตลอดทาง เพราะเราไม่เที่ยวแบบเร่งร้อน

อย่างที่เรียนให้ทราบคือทริปนี้เราไปนอนที่แม่แจ่มและในตัวเมืองเชียงใหม่ที่ละหนึ่งคืน แต่สำหรับวันนี้จะยังไม่ได้พาคุณไปสัมผัสแม่แจ่ม เพราะจะพาคุณไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวที่ชื่อว่า จัดแจงแป๋งงาม หรือพูดเป็นภาษาภาคกลางคือ จัดแจงตกแต่งให้งดงาม (แป๋งคือแปง แปลว่าสร้างหรือทำ) สาเหตุที่แวะชมที่นี่ก็เพราะตั้งอยู่บนเส้นทางที่เราจะเดินทางไปยังแม่แจ่ม แต่ที่มากกว่านั้นคือที่นี่มีเสื้อผ้าแพรพรรณสวยๆ งามๆ ให้ชม (นอกจากชมแล้วยังสามารถซื้อหาได้ด้วย) ที่ตั้งของจัดแจงแป๋งงามอยู่ในตำบลยุหวา อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้อยู่ในเรือนไม้ปลูกสร้างตามแบบฉบับของชาวภาคเหนือ มีทั้งหมด 9 หลัง ทุกหลังเชื่อมต่อถึงกันหมด แต่ละหลังจัดแสดงงานต่างๆ เช่น ผ้าทอของชาวไทลื้อ ไทเขิน เสื้อผ้าชุดแต่งกายของชาวชนเผ่าต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในเขตภาคเหนือของไทย ห้องครัวแบบชาวเหนือ ห้องนอน ห้องพระ และมีเรือนหลังหนึ่งเป็น home stay

ส่วนภาพที่นำมาฝากคุณในวันนี้จะเน้นหนักไปที่ผ้าทอมือของชาวเหนือของไทย เช่น ผ้าลายน้ำไหลของชาวไทลื้อ ผ้าซิ่นลายริ้วของชาวไทเขิน ผ้าซิ่นของเชียงแสน ผ้าซิ่นตีนจกของชาวแม่แจ่ม รวมถึงผ้าซิ่นของชาวไทใหญ่ เมืองเชียงตุง และผ้าซิ่นแสนงามของพม่า เช่น ซิ่นลุนตยา ซึ่งต้องยอมรับสารภาพว่าแม้จะไม่มีความรู้เรื่องซิ่นของแต่ละกลุ่มชนหรือแต่ละท้องถิ่นมากมายลึกซึ้ง แต่เมื่อได้ชมลวดลายที่ปรากฏบนผืนผ้าแล้วก็สามารถสัมผัสได้ถึงฝีมือที่แสนละเอียดประณีต เห็นถึงความงามของสีสันจากเส้นด้ายเส้นไหมที่ปรากฏ

นอกจากผ้าซิ่นชนิดต่างๆ ที่งามจนเกินบรรยายแล้ว ยังได้ชมหมอนอิง หมอนหนุนฝีมือของชาวไทลื้อ ไทเขินอีกด้วย ลักษณะสำคัญของหมอนอิงแบบไทลื้อคือเป็นคล้ายๆ หมอนขวางของภาคกลาง หรือบางคนเรียกหมอนอิงสามเหลี่ยม ลวดลายสำคัญของหมอนอิงไทลื้อคือลายหงส์เกี้ยว ส่วนหมอนของไทเขินจะเป็นแบบคล้ายๆ ครึ่งวงกลม

และที่งามจนไม่สามารถจะมองข้ามไปได้ก็คือการจัดแสดงเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของชาวไทกลุ่มต่างๆ เช่น ลื้อ เขิน ไทใหญ่ เชียงแสน และชาวไทยภูเขากลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เช่น เย้า อีก้อมูเซอ ม้ง คะฉิ่น ปกาเกอะญอ ปะหล่อง เป็นต้น

สมาชิกที่ร่วมคณะไปในทริปนี้ต่างหลงใหลได้ปลื้มกับเสื้อผ้าแพรพรรณของชาวพื้นเมืองภาคเหนือของไทยกันอย่างใหญ่หลวง ทุกคนต่างซื้อหาผ้าซิ่น ผ้าพันคอ เสื้อ ย่าม และของประดับอีกมากมาย ทุกคนบอกตรงกันว่า เที่ยวเมืองเชียงใหม่ในยามนี้แสนดี และแสนสุขใจ ไปไหนมาไหนสะดวก ไม่ต้องแย่งกันเที่ยว เที่ยวแบบนี้เหมือนกับคณะของเราได้รับการต้อนรับแบบ Very VIP แต่ที่มากกว่านั้นคือทุกคนภูมิใจกับการได้จับจ่ายซื้อหาสินค้าของเพื่อนร่วมประเทศ ซึ่งเท่ากับช่วยเหลือกันและกัน โดยผ่านการกระจายรายได้สู่ชุมชน

และที่มากกว่านั้นคือ หลายคนบอกว่าชื่นใจมากที่ได้ไปกราบนมัสการอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย ที่เชิงดอยสุเทพในยามค่ำแม้จะมีสายฝนโปรยปรายลงมาเล็กน้อย แต่ทุกคนก็พร้อมใจกันลงไปกราบนมัสการ โดยบางคนบอกว่ามาเชียงใหม่ตั้งหลายสิบครั้งแล้ว แต่ไม่เคยมีโอกาสไปกราบอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัยณ ที่แห่งนี้เลย และวันนี้ก็โชคดีมากที่ได้มากราบนมัสการท่านพร้อมกับได้รับน้ำมนต์จากสรวงสวรรค์ประพรมให้อีกด้วย

หากคุณสนใจจะร่วมเดินทางไปสัมผัสมนต์เสน่ห์ของเชียงใหม่ในแง่มุมต่างๆ รวมถึงสัมผัสมนต์เสน่ห์ของสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศกับทัวร์คุณแหน นำทัวร์โดย Mr.Flower โปรดติดต่อที่ 091-7233615 ทัวร์คุณแหนเน้นการท่องเที่ยวแบบละมุนละไม แต่เจาะลึก เน้นการกินดีอยู่ดีตลอดโปรแกรม

ตะลอนเที่ยว : ไปเที่ยวกรุงมอสโกกันไหมครับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/423141

ตะลอนเที่ยว : ไปเที่ยวกรุงมอสโกกันไหมครับ

วันอาทิตย์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

หาก Mr.Flower จะขอชวนเชิญคุณไปเที่ยวกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย คุณสนใจร่วมทริปไปด้วยกันไหมครับ

หลายคนอาจจะถามว่า ทำไมต้องกรุงมอสโก มีอะไรดี มีอะไรให้ดู แล้วไม่น่ากลัวหรือ เพราะเขาเป็นคอมมิวนิสต์ แล้วจะพูดจากัน
รู้เรื่องหรือ เพราะคนมอสโกไม่พูดภาษาอังกฤษ

ก็ต้องตอบว่า มอสโกมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย โดยเฉพาะในด้านโบราณสถาน ประวัติศาสตร์ และด้านการเมือง เพราะฉะนั้นจึงมีที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากมายจนบรรยายไม่หมดในเวลาสั้นๆและที่สำคัญคือ สถานีรถไฟใต้ดินสวยงามตระการตาและอลังการมาก บางสถานีงดงามราวกับท้องพระโรงของพระราชวังหลวง ส่วนเรื่องน่ากลัวเพราะเขาเป็นคอมมิวนิสต์นั้น ก็ต้องตอบว่าไม่น่ากลัว แล้วคนมอสโกเองก็ตอบว่าเขาไม่ใช่คอมมิวนิสต์เหมือนในสมัยเลนิน สตาลิน ส่วนเรื่องภาษาในการสื่อสารนั้น ต้องบอกว่าในระยะ 10 ปีหลังๆ มานี้ ในกรุงมอสโกมีป้ายบอกทางเขียนด้วยภาษาอังกฤษมากขึ้นกว่าเมื่อช่วงก่อนหน้านั้น และผู้คนก็พูดภาษาอังกฤษได้มากขึ้น ผมจึงสรุปว่า กรุงมอสโกติดอันดับเมืองน่าท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของโลก

สถานที่แห่งแรกที่ต้องไม่พลาดการไปเยือนเป็นอันขาดเมื่อไปถึงกรุงมอสโกคือ พระราชวังเครมลิน ที่ตั้งอยู่บนเนินติดกับแม่น้ำมอสโก
พระราชวังแห่งนี้เคยเป็นที่ประทับของพระเจ้าซาร์แห่งรัสเซีย ภายในเขตพระราชวังเครมลินจะประกอบไปด้วยพระที่นั่ง วัง และอาคารต่างๆ ที่งดงาม รวมถึงป้อม 20 ป้อม และหอคอยที่มีลักษณะแตกต่างกันไป หอคอยสำคัญและสูงที่สุดชื่ออิวานเวลิกี สูง 270 ฟุต หอคอยนี้เป็นที่แขวนระฆัง เมื่อขึ้นไปชั้นบนสุดจะมองเห็นทิวทัศน์ของกรุงมอสโกในมุมสูงได้อย่างงดงาม นอกจากนี้ ยังมีโบสถ์วิหารของคริสต์ศาสนานิกายออร์โธดอกซ์ ลักษณะเด่นของโบสถ์คริสต์นิกายออร์โธดอกซ์คือโดมรูปทรงหัวหอมใหญ่ เช่น มหาวิหารอัครเทวทูต และโบสถ์อัสสัมชัญ ส่วนภายในวังและพระที่นั่งมีท้องพระโรงที่โอ่อ่าอลังการจนทำให้ผู้ไปเยือนตื่นตะลึงในความวิจิตรและความยิ่งใหญ่ สถาปัตยกรรมของวังและอาคารต่างๆ ในพระราชวังเครมลินจะมีทั้งแบบมอสโกดังเดิม และบารอค พระราชวังแห่งนี้ถูกล้อมด้วยกำแพงอิฐสีแดงสูงตระหง่านมีความยาว 2.25 กิโลเมตร สูงประมาณ 60 ฟุต แต่ที่ต้องไม่พลาดเมื่อไปเยือนพระราชวังแห่งนี้คือ การเข้าชมพิพิธภัณฑ์ ซึ่งมีทั้งพิพิธภัณฑ์คลังแสงอาวุธ เกราะทหาร และการจัดแสดงโบราณวัตถุล้ำค่า ซึ่งพิพิธภัณฑ์แต่ละแห่งอยู่กันคนละอาคาร แต่พิพิธภัณฑ์ห้ามพลาดชมเป็นอันขาดคือ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ (State Museum History) ในบริเวณจัตุรัสแดง ที่นี่คือที่เก็บรวบรวมเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์รัสเซีย และยังเป็นที่เก็บรวบรวมพระราชสมบัติมากกว่า 45 ล้านชิ้น อัญมณีที่ประมาณค่ามิได้ ชุดเฟอร์นิเจอร์ อาวุธที่ใช้ทำสงคราม รวมทั้งพระคัมภีร์ที่สำคัญ

นอกจากนี้นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังให้ความสนใจอย่างมากกับปืนใหญ่พระเจ้าซาร์ และระฆังพระเจ้าซาร์ ทั้งสองสิ่งนี้ถูกกล่าวว่าใหญ่ที่สุดในโลก โดยปืนใหญ่สร้างมาตั้งแค่คริสต์ศตวรรษที่ 16 ช่วงปลาย กระบอกปืนยาว 5.34 เมตร หนัก 40 ตัน ส่วนระฆังมีความสูง 6.15 เมตร สูง 6.6 เมตร หนัก 200 ตัน ตัวระฆังมีลวดลายงดงามมาก แต่ระฆังยักษ์ใบนี้แตกก่อนจะหล่อเสร็จสมบูรณ์ จึงนำไปจัดแสดงไว้ในลานภายนอก แต่ความตั้งใจเดิมคือจะนำระฆังที่สมบูรณ์ไปแขวนไว้บนหออีวาน

นี่ขนาดผมพาคุณเที่ยวชมแค่บางส่วนบางที่ในพระราชวังเครมลินเท่านั้น ยังไม่ได้พาไปชมหมดทุกๆ อาคาร พื้นที่หน้ากระดาษก็หมดลงแล้ว ผมยังไม่ได้พูดถึงโบสถ์เซนต์เบซิล หรือโบสถ์ที่มียอดเก้ายอด แต่ละยอดมีโดมรูปหัวหอมใหญ่สีสันสวยงามสะดุดตาโดยมีโดมตรงกลางสูงที่สุดแล้วล้อมรอบด้วยโดมอื่นๆ อีก 8 ยอด ยังไม่ได้พาคุณไปชมสถานีรถไฟใต้ดินที่งดงามสมกับห้องรับราชอาคันตุกะของพระเจ้าซาร์ ยังไม่ได้พาคุณไปชมเมืองรอบๆพระราชวังเครมลินในยามค่ำ และยังไม่ได้พาคุณไปล่องเรือในแม่น้ำมอสโก

แต่ถ้าหากคุณสนใจจะร่วมทริปขนาดเล็ก ที่เน้นการท่องเที่ยวแบบเจาะลึก แต่ละมุนละไม เที่ยวแบบไม่เร่งรีบร้อนรน นอนในโรงแรมกลางเมือง กินอาหารแสนอร่อยที่เราเลือกสรร โดยไม่พาคุณไปกินอาหารแบบที่ต้องรีบร้อนและแย่งกันกิน ขอเชิญคุณร่วมสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่จะทำให้คุณประทับใจกับทัวร์คุณแหน นำทัวร์โดย Mr.Flowerโปรดติดต่อ 091-7233615 เราจะเดินทางกันในเดือนกันยายนปีนี้

ตะลอนเที่ยว : สวย ใส ไร้มลพิษ ที่ Königssee แห่งแคว้นบาวาเรีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/421545

ตะลอนเที่ยว : สวย ใส ไร้มลพิษ ที่ Königssee แห่งแคว้นบาวาเรีย

วันอาทิตย์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เวลาที่ได้ไปเที่ยวชมหรืออยู่ในดินแดนที่สวย ใส ไร้มลภาวะ นอกจากเราจะสดชื่นทั้งร่างกายและจิตใจแล้ว ยังรู้สึกได้ถึงความน่ารักและความแสนสวยของสถานที่แห่งนั้นอย่างยากที่จะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ เพราะรู้สึกว่าพูดอย่างไรก็ไม่ซาบซึ้งเท่ากับการได้สัมผัสความงดงามและบริสุทธิ์ของสถานที่แห่งนั้นด้วยตัว ด้วยตา และด้วยประสาทสัมผัสอื่นๆ ทั้งหมดของเรา

บางคนอาจจะถามว่าแล้วมีสถานที่ท่องเที่ยวแห่งไหนหรือที่สวยงามแต่มีมลภาวะ ก็ต้องบอกว่ามีหลายแห่งบนโลกใบนี้เป็นสถานที่ที่งดงาม แต่ทว่ากลับเต็มไปด้วยมลภาวะต่างๆ เช่น มลทัศน์ มลโสต บางที่ก็เต็มไปด้วยภัยอันตรายจากการก่อการร้ายและความไม่สงบ อย่างไรก็ตาม ขออนุญาตไม่ระบุชื่อสถานที่สวยงามแต่ทว่าเต็มไปด้วยมลภาวะในบทความสัปดาห์นี้ แต่เชื่อว่าคุณคงนึกออกว่าที่ไหนบ้างที่สวยงามน่าไปเที่ยว แต่ก็ต้องทำใจเรื่องมลภาวะสารพัดชนิด

สัปดาห์นี้ผมพาคุณไปเที่ยวดินแดนทางตอนใต้ของประเทศเยอรมนี หรือที่หลายคนเรียกว่าแดนแห่งแคว้นบาวาเรีย เราจะไปเที่ยว Königssee ที่ Berchtesgadener Land

Königssee คือทะเลสาบธรรมชาติแห่งหนึ่งในบรรดาทะเลสาบธรรมชาติอีกมากมายหลายแห่งใน Berchtesgaden National Park สำหรับทะเลสาบโคนิก (König ในภาษาเยอรมันแปลว่ากษัตริย์)มีพื้นที่ประมาณ 5.200 ตารางกิโลเมตร ความลึกโดยเฉลี่ยประมาณ 100 เมตร แต่ส่วนที่ลึกมากที่สุดคือ 190 เมตร ซึ่งถือว่าลึกมากที่สุดเป็นอันดับสามของทะเลสาบในเยอรมนี ทะเลสาบแห่งนี้รอบล้อมไปด้วยภูเขาสูง ภูเขาบางลูกสูงเกือบ 3 พันเมตร ดังนั้นเมื่อรอบล้อมไปด้วยภูเขาสูงมากถึงเพียงนี้ก็แน่นอนว่าบนยอดเขาต้องปกคลุมด้วยหิมะที่หนาหลายเมตรโดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องสงสัยว่าน้ำในทะเลสาบมาจากไหน เพราะคำตอบคือมาจากน้ำที่ละลายจากหิมะในยามที่หิมะหลอมละลายนั่นเอง เมื่อทราบคำตอบดังนี้แล้ว หลายคนคงนึกออกโดยทันทีว่า น้ำในทะเลสาบในบริเวณนี้จึงใสสะอาด จนกล่าวได้ว่าใสราวกับกระจกใส สามารถมองเห็นพื้นบริเวณขอบของทะเลสาบ แม้จะลึกลงไปมากกว่า 2 เมตร ก็ยังมองเห็นพื้นดินใต้น้ำ แต่ไม่สามารถมองเห็นก้นทะเลสาบได้อย่างแน่นอน เพราะลึกโดยเฉลี่ยประมาณ 100 เมตร แต่เราจะเห็นว่าน้ำในทะเลสาบนี้มีสีฟ้าใสแจ๋ว ราวกับสีของพลอยไพลินที่เจียระไนด้วยช่างฝีมือดีของโลกและได้รับการยกย่องว่าน้ำในทะเลสาบแห่งนี้สะอาดมากที่สุดในเยอรมนี ดังนั้นเพื่อเป็นการรักษาความสะอาดบริสุทธิ์ของน้ำในทะเลสาบแห่งนี้ไว้ให้มากที่สุด จึงไม่อนุญาตให้เรือยนต์ที่ใช้น้ำมันแล่นเป็นอันขาด แต่อนุญาตให้เฉพาะเรือที่ใช้พลังงานไฟฟ้าเท่านั้น และก็อนุญาตให้เรือพายด้วยแรงคนสามารถลอยล่องในทะเลสาบได้ และก็อนุญาตให้คนลงว่ายน้ำได้ในเฉพาะบางจุดเท่านั้น

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในที่แห่งนี้คือท้องน้ำที่แสนสะอาดและสงบ โดยเฉพาะในจุดที่ขนาบด้วยหน้าผาสูงหลายร้อยเมตร เมื่อเรือไฟฟ้าล่องมาถึงจุดนี้ พนักงานก็จะนำทรัมเป็ตออกมาบรรเลงเพลงที่แสนไพเราะด้วยท่วงทำนองที่เนิบนาบ เมื่อเป่าแล้วก็ปล่อยให้เสียงสะท้อนก้องกลับมาราวกับว่ามีการสอดประสานของทรัมเป็ตถึง 7 ตัวที่เล่นเพลงในโน้ตเดียวกันเป๊ะ

สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งคือโบสถ์ St.Bartholoma หรือโบสถ์หัวหอมแดง โบสถ์ขนาดเล็กแห่งเดียวในทะเลสาบแห่งนี้ และสถานที่สำคัญที่ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่งเมื่อมาถึงที่ทะเลสาบนี้คือ Obersee ซึ่งผมนำภาพ Obersee มาฝากคุณมากมายในคอลัมน์วันนี้ เพราะหลงใหลในความงดงาม ความสะอาด ความสงบของ Obersee คุณจะเห็นว่าน้ำในทะเลสาบนี้ใสราวกับแผ่นกระจกสีฟ้าใส

ขอบอกอีกครั้งว่า ต่อให้ผมบรรยายให้คุณฟังมากมายสักเพียงใด หรือยกเอาอะไรมาเปรียบเทียบให้เห็นถึงความงดงามของสถานที่แห่งนี้ ก็ไม่มีวันจะทำให้คุณประทับใจมากเท่ากับคุณได้ไปสัมผัสด้วยตัวคุณเอง

ถ้าคุณสนใจร่วมทริปสุดพิเศษ เดินทางพร้อมกับสมาชิกกลุ่มเล็กๆ แบบ Exclusive แต่ทุกคนมีความน่ารักเป็นกันเอง ทุกคนรักการท่องเที่ยวแบบละมุนละไม ไม่รีบไม่ร้อน ไม่ลุกลี้ลุกลน ไม่ชอบการท่องเที่ยวแบบเร่งรีบโดยไม่ได้สัมผัสกับความงดงามแบบเจาะลึกของสถานที่ทุกแห่งที่คณะของเราได้ไปชม และที่สำคัญคือการท่องเที่ยวของเรานั้นไม่ใช่การท่องเที่ยวแบบที่ต้องนั่งรถยนต์นานๆ แต่กลับไม่ได้ชื่นชมความงามของแหล่งท่องเที่ยวอย่างเป็นเนื้อเป็นหนัง เพราะเร่งรีบร้อนรน ขอย้ำว่าทัวร์คุณแหนเน้นการเที่ยวแบบชิลๆ กินอาหารอร่อย นอนโรงแรมในใจกลางเมือง ที่แวดล้อมไปด้วยสถานที่สำคัญของเมืองนั้นๆ ถ้าคุณสนใจร่วมทริปสุดพิเศษไปกับทัวร์คุณแหน นำทัวร์โดย Mr.Flower โปรดติดต่อ 091-7233615 เราจะไปชมความงามของดินแดนบาวาเรีย และกรุงเวียนนา รวมถึงเมืองซาลสบวร์ก ในเดือนสิงหาคมปีนี้

ตะลอนเที่ยว : ชมกุหลาบงาม ยามหน้าร้อน ในยุโรปตะวันตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/420110

ตะลอนเที่ยว : ชมกุหลาบงาม ยามหน้าร้อน ในยุโรปตะวันตก

วันอาทิตย์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สัปดาห์ก่อน ตะลอนเที่ยวพาคุณท่องกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย แล้วไปเมืองซาลส์บวร์ก เมืองแห่งภาพยนตร์The Sound of Music แล้วไปข้ามไปเยือนดินแดนบาวาเรีย ซึ่งคือดินแดนตอนใต้ของเยอรมนี โดยเน้นการดูดอกไม้ป่าในยามหน้าร้อน ที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปตามริมทางเดิน แล้วถ้ายิ่งเข้าไปในเขตป่าละเมาะก็จะยิ่งพบดอกไม้ป่าสีสันสวยงามมากมาย แม้กระทั่งตามท้องทุ่งโล่งก็จะได้พบดอกป๊อปปี้สีแดงสดบานสะพรั่งล้อสายลมอวดสายตา

สัปดาห์นี้เราก็ยังคงอยู่กันที่เมืองเดิม แต่จะเพิ่มเติมบางเมืองเข้าไปด้วย เช่น Augsburg, Ludwigsburg, Passua แต่จริงๆ ยังมีอีกหลายเมือง แต่ยังจะไม่พูดถึงในวันนี้ โดยสาระสำคัญของสัปดาห์นี้คือ เราจะเดินชมสวนกุหลาบด้วยกัน สถานที่ที่จะไปชมสวนกุหลาบก็มีทั้งในพระราชวัง สวนสาธารณะ สวนตามบ้านเรือนทั่วไป รวมถึงตามริมถนน

ต้องยอมรับว่าดอกกุหลาบกับชาวยุโรปนั้นน่าจะเป็นของคู่กันเพราะตามบ้านเรือนทั่วไปนิยมปลูกต้นกุหลาบไว้ แล้วถ้ายิ่งเข้าไปชมสวนกุหลาบในพระราชอุทยานของพระราชวังต่างๆ ด้วยแล้ว แม้กระทั่งอุทยานมิราเบล ซึ่งอยู่ในเมืองซาลส์บวร์ก ก็จะเต็มไปด้วยดอกกุหลาบสารพัดสี รวมถึงสวนสาธารณะในกรุงเวียนนา ที่ตั้งอยู่ใกล้กับจัตุรัสมาเรียน เทเรซา ก็เต็มไปด้วยกุหลาบสารพัดสี สารพัดพันธุ์ และสารพัดกลิ่น นอกจากนี้เรายังพบกุหลาบตามริมถนน เกาะกลางถนน สวนหลังบ้านของผู้คนทั่วไป และหน้าร้านอาหาร และอาคารบ้านเรือนต่างๆ เรียกได้ว่าไปที่ไหนๆ ก็จะได้พบเจอกับดอกกุหลาบเต็มเมือง

เพราะฉะนั้น ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้จึงนำภาพดอกกุหลาบมากมายมากำนัลคุณ แล้วก็อยากจะชวนคุณให้ไปเที่ยวยุโรปตะวันตกในยามหน้าร้อนกับทัวร์คุณแหน ที่ทำทัวร์โดย Mr. Flower

สีสันของดอกกุหลาบสารพัดพันธุ์คงดึดดูดให้คุณอยากไปสัมผัสบรรยากาศจริงที่เต็มไปด้วยกลิ่นกุหลาบ และต้องบอกด้วยว่าทางเดินบางแห่งในพระราชอุทยานนั้นโปรยปรายไปด้วยกลีบกุหลาบจริงๆ  ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องเกินความจริง หากจะบอกว่า ทริปนี้เส้นทางเดินของเราโปรยด้วยกลีบกุหลาบ

ขอเชิญชวนอีกครั้ง สำหรับคุณๆ ที่ยังไม่เคยไปสัมผัสความสดใสและสีสันของหน้าร้อนในยุโรปตะวันตก Mr. Flower ใคร่ขอเชิญชวนให้คุณลองไปสัมผัสสักครั้ง แล้วคุณจะรู้ว่ายุโรปตะวันตกในยามฤดูร้อนนั้นมีมนต์เสน่ห์มัดใจคุณจนทำให้คุณใหลหลง บอกได้ เพียงสั้นๆ ว่าแค่เดินชมความงามของดอกกุหลาบตามสถานที่ต่างๆ พร้อมไปกับชมความงามของโบราณสถาน พระราชวัง จัตุรัส สวนสาธารณะและบ้านเรือน คุณก็ได้พบกับความสุขอย่างมหัศจรรย์แล้ว

หากคุณสนใจร่วมทริปเล็กๆ แต่ละมุนละไม เที่ยวแบบสบายๆ ไม่เร่งรีบ ไม่ร้อนรน เที่ยวแบบเจาะลึก และเที่ยวแบบได้ความรู้จริง เน้นความรู้ด้านโบราณคดี และประวัติศาสตร์เน้นการเที่ยวโดยนั่งรถไฟ แล้วเดินไปตามเมืองต่างๆ โดยเลือกพักในโรงแรมใจกลางเมือง เที่ยวและพักในแต่ละเมืองอย่างน้อย2-3 คืน ออกเที่ยวสายแบบสบายๆ แล้วกลับเข้าที่พักในเวลาไม่ค่ำ ไม่ดึกดื่น ทัวร์ของเราเที่ยวแบบไม่เปลี่ยนโรงแรมทุกเช้า ไม่เน้นการนั่งบนรถนานๆ แต่ไม่ได้เห็นรายละเอียดของเมืองแม้แต่น้อย ไม่เน้นเที่ยวแบบ 5-6-7 แล้วกลับเข้าโรงแรมใกล้เที่ยงคืน เพราะนั่งอยู่บนรถทั้งวัน อีกทั้งโรงแรมก็อยู่ไกลจากตัวเมือง แต่ได้เที่ยวแค่เพียงดมๆ รีบๆ รนๆ ถ่ายรูป แล้วก็รีบๆ กินอาหารแบบขยะ

หากสนใจร่วมทริปคุณภาพกับทัวร์คุณแหน นำเที่ยวโดยMr. Flower โปรดติดต่อ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : Summer Time in Western Europe ดอกไม้งามบานสะพรั่งทั่วเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/418649

ตะลอนเที่ยว : Summer Time in Western Europe ดอกไม้งามบานสะพรั่งทั่วเมือง

วันอาทิตย์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่าหน้าร้อนในประเทศแถบยุโรปตะวันตกมีความน่าสนใจมาก ความน่าสนใจประการแรกคือ ช่วงกลางวันยาวกว่ากลางคืน แค่เพียงเวลาตีห้าก็สว่างโร่แล้ว ส่วนกลางคืนก็เริ่มประมาณสี่ทุ่ม เพราะดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปในเวลาประมาณสามทุ่มกว่าๆ เพราะฉะนั้น การเที่ยวยุโรปตะวันตกในช่วงฤดูร้อนจึงถือว่าได้กำไรมาก ซึ่งผิดกับในช่วงฤดูหนาวที่กลางคืนยาวกว่ากลางวัน โดยในช่วงหน้าหนาวนั้นเวลาสี่โมงเย็น ฟ้าก็มืดแล้ว ส่วนเวลาเช้า ดวงอาทิตย์ก็ขึ้นสายโด่ง กว่าจะเห็นดวงอาทิตย์ปรากฏโฉมก็ปาเข้าไปกว่าแปดโมงเช้า

ข้อดีอีกประการหนึ่งของการเที่ยวยุโรปตะวันตกในช่วงหน้าร้อนก็คือได้พบเจอดอกไม้สีสันสวยงามทุกหนแห่ง ไม่ว่าจะเดินตามริมถนนในตัวเมืองหรือเดินในเขตสวนป่า หรือสวนสาธารณะ แม้กระทั่งริมหน้าต่างของบ้านเรือนก็จะมีดอกไม้แสนสวยแข่งกันอวดสีสันอยู่ทุกที่ ดูแล้วช่างเพลิดเพลินเจริญตาเป็นที่สุด

สัปดาห์นี้ Mr.Flower พาคุณไปเที่ยวประเทศออสเตรีย เริ่มต้นที่กรุงเวียนนา (Wien) แล้วพานั่งรถไฟไปเมืองซาลสบวร์ก (Salzburg) เมืองแห่งภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดชื่อดัง The Sound of Music แล้วพาไปเที่ยวเมือง Hallstatt เมืองเล็กๆ แสนสงบที่อยู่ริมทะเลสาบสีเขียวมรกต แล้วนั่งรถไฟข้ามประเทศไปเยอรมนีทางตอนใต้ ไปที่เมือง Berchtesgaden ไปล่องเรือชมทะเลสาบน้ำจืดสีเขียวมรกตใสแจ๋วทะเลสาบนี้ชื่อ Königssee แล้วแวะดูโบสถ์ St. Bartholomä หรือโบสถ์หัวหอมแดง

อันที่จริงทริปนี้มีสถานที่งดงามต่างๆ ที่อยากพาคุณเที่ยวมากมายจนเกินจะพาชมได้หมดภายในสัปดาห์เดียว ดังนั้นจึงต้องตัดสินใจพาคุณชมดอกไม้แสนสวยเพื่อเป็นบทโหมโรงไปก่อน แล้วในสัปดาห์ถัดไปจะพาคุณตะลุยเที่ยวสถานที่สำคัญในเมืองที่ได้กล่าวชื่อไปแล้ว

การเที่ยวยุโรปตะวันตกในช่วงหน้าร้อนที่ดีที่สุดคือการเดินเที่ยวแบบอ้อยอิ่ง อยากแวะตรงไหนก็แวะ หรือไม่ก็เที่ยวโดยปั่นจักรยานเที่ยวชมเมืองไปเรื่อยๆ เพราะจะทำให้ได้สัมผัสบรรยากาศช่วงหน้าร้อนที่แสนประทับใจ

ขอสารภาพว่าดอกไม้ที่ถ่ายภาพเก็บมาฝากคุณมีชื่อว่าดอกอะไรบ้างก็ไม่รู้ แต่เท่าที่รู้มีอยู่ดอกหนึ่งที่รู้จักดีก็คือดอก Edel Wiess ซึ่งเป็นชื่อเพลงที่สุดแสนไพเราะจากภาพยนตร์เรื่อง The Sound of Music

ดอกไม้ต่างๆ ที่เก็บมาฝากคุณในคอลัมน์ประจำสัปดาห์นี้ ส่วนใหญ่บานสะพรั่งอวดสีสันอยู่ตามริมทาง บ้างก็ขึ้นอยู่ตามป่าละเมาะ แต่ก็มีอีกมากมายที่เบ่งบานสลอนอยู่ตามพื้นหญ้า ทำให้ถูกเรียกว่าพรมดอกไม้ แต่เห็นแล้วไม่กล้าเหยียบย่ำ เพราะไม่อยากให้ดอกไม้ที่แสนบอบบางต้องเสียหายด้วยรอยเท้า

ต้องสารภาพว่าแค่เพียงได้เดินไปเรื่อยๆ แล้วได้ชมดอกไม้สวยๆ เพียงเท่านี้ก็มีความสุขอย่างมหัศจรรย์ นี่ยังไม่รวมถึงการได้เที่ยวชมบ้านเรือน โบราณสถาน พระราชวัง และโบสถ์วิหารอันโอฬาร สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่าการเที่ยวประเทศยุโรปตะวันตกในช่วงหน้าร้อนทำให้เกิดความเบิกบานใจเป็นที่สุด

หากคุณผู้อ่านสนใจอยากร่วมทริปแสนสวย แสนสนุก เที่ยวแบบเจาะลึก แต่ละมุนละไมไปกับทัวร์คุณแหน นำเที่ยวโดย Mr.Flower กรุณาติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

ขอเรียนว่า ช่วงเวลาในช่วงหน้าร้อนของยุโรปตะวันตกยังรอให้คุณไปสัมผัสความงดงาม แล้วคุณจะประทับใจ

ตะลอนเที่ยว : รากเหง้าชนชาติไทยในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/417213

ตะลอนเที่ยว : รากเหง้าชนชาติไทยในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร

วันอาทิตย์ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ชนชาติทั้งหลายบนโลกใบนี้ล้วนมีที่มา หรือพูดได้ว่าทุกชนชาติมีรากเหง้าต้นกำเนิด

ยิ่งชนชาติใดสามารถเก็บรักษารากเหง้าของตนเองได้อย่างสมบูรณ์แบบ ชนชาตินั้นก็นับได้ว่ามีข้อมูลประวัติความเป็นมา ซึ่งสามารถบ่งบอกได้ถึงความเจริญรุ่งเรืองนับแต่โบราณกาลซึ่งเป็นเครื่องยืนยันให้คนรุ่นหลังและชนชาติอื่นได้ย้อนกลับไปศึกษารากเหง้าของชนชาตินั้นๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

สำหรับรากเหง้าที่สำคัญประการหนึ่งของชนชาติไทย เราสามารถย้อนกลับไปศึกษาได้จากข้อมูลต่างๆ ที่เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทุกแห่งในประเทศไทย รวมถึงยังสามารถย้อนกลับไปศึกษาได้จากพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านอีกเป็นจำนวนมากในประเทศนี้

ประเทศชาติบ้านเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรือง มีอารยธรรมจะมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเป็นเครื่องบ่งบอกถึงความเจริญรุ่งเรืองของชาตินั้นๆ

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเป็นสถานที่จัดแสดงงานสำคัญที่บ่งบอกถึงเรื่องราวทางศิลปวัฒนธรรมสืบเนื่องจากโบราณกาลร้อยเชื่อมต่อมาจนถึงยุคปัจจุบันของมนุษย์ในชาติ

วันนี้อยากเชิญชวนคุณกลับไปภาคภูมิใจกับอารยธรรมของไทยด้วยการเข้าไปค้นพบรากเหง้าของไทยผ่านศิลปวัฒนธรรมแขนงต่างๆภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร

ผมมั่นใจว่าหลายคนทราบดีว่าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครตั้งอยู่ที่ใดแล้วก็มั่นใจว่าหลายคนอาจจะเคยถูกบังคับเมื่อครั้งยังเป็นเด็กนักเรียนให้ต้องเข้าไปภายในสถานที่แห่งนี้ แล้วหลายคนก็จำใจต้องเข้าไปเพราะการถูกเกณฑ์ จึงทำให้ไม่ได้ซาบซึ้งกับคุณค่าของโบราณวัตถุและโบราณสถาน อันทรงคุณค่าอย่างเหลือประมาณ

หากใครที่เคยมีความรู้สึกลบกับเรื่องเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก ขอให้คุณเปลี่ยนความคิด แล้วหวนกลับเข้าไปในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครอีกสักครั้ง ผมมั่นใจว่าคุณจะตระหนักในคุณค่าของโบราณวัตถุและโบราณสถานซึ่งถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีภายในพิพิธภัณฑ์

ดูเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ที่คนไทยจำนวนไม่น้อยไม่เคยเข้าไปศึกษาความเป็นมาของตัวเองในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ด้วยข้ออ้างที่ว่าไม่มีเวลา แต่เราขอยืนยันว่าหากคุณได้เข้าไปภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครแล้ว สิ่งหนึ่งที่คุณจะรู้สึกภายในใจคือ ความภาคภูมิใจในความเป็นมาของตัวคุณเอง

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครตั้งอยู่บริเวณใกล้กับท้องสนามหลวง อยู่ระหว่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์กับโรงละครแห่งชาติ บริเวณนี้ในอดีตคือวังหน้าหรือพระราชวังบวรสถานมงคล

แค่เพียงเอ่ยถึงโบราณสถานในเขตพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ คุณก็คงประจักษ์แล้วว่าสำคัญเพียงใด ยกตัวอย่างเช่น พระที่นั่งพุทไธสวรรค์ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์พระที่นั่งวสันตวิมาน พระที่นั่งวายุสถานอมเรศ พระที่นั่งพรหมเมศธาดา และพระที่นั่งศิวโมกขพิมานเป็นต้น

ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงศิลปวัตถุเริ่มตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ไล่เรื่อยมาถึงยุคประวัติศาสตร์ ทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรีจนกระทั่งถึงยุคอาณาจักรล้านนา สุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์ โบราณวัตถุต่างๆ ที่จะแสดงไว้ถือได้ว่าเป็นประณีตศิลป์ชั้นสูงที่ประมาณคุณค่าราคาเป็นตัวเงินมิได้ โบราณสถานวัตถุที่จัดแสดงมีทั้งเครื่องทอง เครื่องเงิน เครื่องมุก เครื่องถม เครื่องไม้ เครื่องโลหะต่างๆ อาวุธโบราณ เครื่องถ้วยชามสังคโลกและเบญจรงค์ แพรพรรณชั้นสูงในราชสำนัก ราชยานคานหาม เช่น พระมหาพิชัยราชรถ และยังจัดแสดงเครื่องใช้ประกอบในพระราชพิธีต่างๆ เครื่องใช้และอุปกรณ์ที่ใช้ในการละเล่นต่างๆ แต่ละยุคสมัย อาทิ หัวโขน หุ่นกระบอก หุ่นชัก หนังใหญ่ เป็นต้น

โบราณสถานสำคัญที่สุดองค์หนึ่งในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครคือจากพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์จุดเด็นอีกประการของพระที่นั่งองค์นี้คือภาพจิตรกรรมฝาผนังที่งดงามล้ำค่ามาก ส่วนพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์เคยเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่วนตำหนักแดงเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ในรัชกาลที่ 2

ตามที่กล่าวมา ณ ที่นี้ เป็นแค่เพียงตัวอย่างของโบราณสถาน และโบราณวัตถุ ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร หากจะกล่าวให้ครบถ้วนบริบูรณ์แล้วจะต้องใช้พื้นที่อีกหลายหน้ากระดาษ เพราะฉะนั้นจึงอยากขอเชิญชวนให้คุณผู้อ่านไปชมความวิจิตรของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติด้วยตัวคุณเอง

วันเวลาให้บริการของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครคือวันพุธถึงวันอาทิตย์ เปิดเวลา09.00-16.00 นาฬิกา ปิดบริการในวันจันทร์และอังคาร และอาจปิดในวันหยุดนักขัตฤกษ์สำคัญ