ตะลอนเที่ยว : พระราชวังสนามจันทร์ ณ สระนํ้าจันทร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/445342

ตะลอนเที่ยว : พระราชวังสนามจันทร์ ณ สระนํ้าจันทร์

ตะลอนเที่ยว : พระราชวังสนามจันทร์ ณ สระนํ้าจันทร์

วันอาทิตย์ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“พระราชวังสนามจันทร์ คือวังของรัชกาลที่ 6 สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อเวลาพระองค์เสด็จฯทรงตรวจราชการหัวเมือง เสด็จออกเยี่ยมเยียนดูแลทุกข์สุขของอาณาประชาราษฎร์ และเมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปทรงนมัสการพระปฐมเจดีย์”คนนครปฐมจะสอนลูกสอนหลานเช่นนี้สืบต่อกันมารุ่นต่อรุ่น และพระราชวังสนามจันทร์ยังเป็นความภาคภูมิใจของชาวนครปฐมอย่างมาก

อ้างอิงตามตำราโบราณคดี พระราชวังสนามจันทร์สร้างขึ้นในบริเวณเนินปราสาท ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นเขตของพระราชวังโบราณของกษัตริย์สมัยทวารวดี ส่วนพระนามสนามจันทร์ มาจากชื่อของสระน้ำจันทร์ สระน้ำโบราณที่อยู่หน้าโบสถ์พราหมณ์ (แต่ปัจจุบันไม่มีโบสถ์พราหมณ์หลงเหลืออยู่ในเขตพระราชวังแล้ว)

พระราชวังแห่งนี้ใช้เวลาในการก่อสร้างนาน 4 ปี สร้างแล้วเสร็จใจปี พ.ศ. 2450 โดยล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาวิศุกรรมศิลปประสิทธิ์ (น้อย ศิลปี) เป็นแม่งานควบคุมการก่อสร้าง เมื่อก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระราชทานนามว่า พระราชวังสนามจันทร์

พระราชวังสนามจันทร์คือที่ประทับในยามที่รัชกาลที่ 6 เสด็จพระราชดำเนินทรงตรวจราชการหัวเมืองตอนใต้ของกรุงเทพฯ และในยามเสด็จพระราชดำเนินไปทรงนมัสการพระปฐมเจดีย์ ระยะห่างจากองค์พระปฐมเจดีย์ถึงพระราชวังสนามจันทร์เพียง 2 กิโลเมตรเท่านั้น พระราชวังแห่งนี้มีเนื้อที่ทั้งหมด 888 ไร่ 3 งาน 4 ตารางวามีพระที่นั่งต่างๆ ดังนี้ พระที่นั่งพิมานปฐม พระที่นั่งวัชรีรมยา พระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์ และมีพระตำหนักดังนี้ พระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ พระตำหนักมารีราชรัตบัลลังก์ พระตำหนักทับขวัญ และพระตำหนักทับแก้ว นอกจากนี้ยังมีสถานที่สำคัญคือ เทวาลัยคเณศวร์ และมีอนุสาวรีย์ย่าเหล สุนัขที่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6ทรงรักเป็นหนักหนา เพราะย่าเหลเป็นสุนัขที่เฝ้าถวายความจงรักภักดีแด่พระองค์อย่างมาก

ตามพระราชพินัยกรรม พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์พระราชทานพระราชวังสนามจันทร์ให้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนนายร้อยทหารบก โดยมีเนื้อหาในพระราชพินัยกรรมว่า

“บรรดาที่ดินตึกรามทั้งใหญ่น้อยที่รวมอยู่ในเขตซึ่งเรียกว่าพระราชวังสนามจันทร์ เป็นสมบัติส่วนตัวของข้าพเจ้าโดยแท้ ไม่ได้รับมฤดกมาจากสมเด็จพระบรมชนกนารถ มิได้ ข้าพเจ้าได้เก็บทุนในตำแหน่งหน้าที่พระยุพราช และ ทุนอื่นๆ สร้างที่สนามจันทร์ และสร้างพระที่นั่ง ซึ่งเรียกว่า พระพิมานประฐม นั้นขึ้นก่อน ต่อมาเมื่อข้าพเจ้าได้ราชสมบัติแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้เอาเงินพระคลังข้างที่ทำนุบำรุงที่นี้ตลอดมาเป็นส่วนตัวทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นจะเอาที่พระราชวังสนามจันทร์ไปรวมเข้ากับกองมฤดกใหญ่นั้นหาควรไม่ ข้าพเจ้ามีสิทธิ์ตามกฎหมายเหมือนสามัญชนที่จะยกที่นี้ให้แก่ผู้ใดก็ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อสิ้นตัวข้าพเจ้าไปแล้ว ข้าพเจ้าขอยกที่นี้ให้แก่รัฐบาลสยามเป็นสิทธิขาด เพื่อทำเป็นโรงเรียนนายร้อยทหารบก”

ปัจจุบัน พระราชวังสนามจันทร์อยู่ในความดูแลของสำนักพระราชวัง สำหรับพระราชวังสนามจันทร์นั้น นอกจากเป็นที่แปรพระราชฐานของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 แล้ว พระองค์ยังมีพระราชดำริให้สถานที่แห่งนี้เป็นที่มั่นเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับรับวิกฤตการณ์ของประเทศอันอาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต ในยามที่บ้านเมืองมีภัยพาล เพราะพระราชวังสนามจันทร์ตั้งอยู่ในชัยภูมิอันเหมาะสม และทรงเคยใช้สถานที่แห่งนี้ที่ซ้อมรบเสือป่า

ความโดดเด่นของพระราชวังสนามจันทร์อีกประการซึ่งเป็นที่ประจักษ์ชัดก็คือ เป็นพระราชฐานที่งดงาม เพราะมีสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวของสถาปัตยกรรมไทย ไทยประยุกต์ และยุโรป เช่น พระที่นั่งวัชรีรมยา เป็นสถาปัตยกรรมแบบไทยแท้ และมีพระตำหนักทับขวัญ ที่ปลูกสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบเรือนไทยโบราณสร้างด้วยไม้ทั้งองค์ ส่วนพระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ เป็นสถาปัตยกรรมแบบเรอเนซองส์ ด้านหน้าพระตำหนักคืออนุสาวรีย์ย่าเหล และที่สำคัญคือพระราชฐานแห่งนี้มีความร่มรื่นเขียวขจีของต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงา แต่ที่น่ารักจนอดหลงรักไม่ได้คือมีฝูงไก่แจ้เดินหากินอยู่ทั่วไป ซึ่งไก่แจ้เหล่านี้มีความคุ้นเคยกับผู้คนเป็นอย่างมาก เมื่อยามคนเดินไปที่ไหน พวกเขาก็มักจะเดินเข้าไปอยู่ใกล้ๆ ตลอดเวลา

พระราชวังสนามจันทร์ เปิดให้เข้าชมทุกวัน เริ่มเวลา 09.00-16.00 น. ปัจจุบันไม่เก็บค่าเข้าชม แต่ขอเรียนย้ำว่าผู้เข้าชมต้องแต่งกายสุภาพ โดยต้องสวมเสื้อผ้าที่มิดชิดและเรียบร้อย

ตะลอนเที่ยว : พระรามราชนิเวศน์ พระราชฐานฤดูฝนของสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า ณ เมืองเพชรบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/443799

ตะลอนเที่ยว : พระรามราชนิเวศน์ พระราชฐานฤดูฝนของสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า ณ เมืองเพชรบุรี

ตะลอนเที่ยว : พระรามราชนิเวศน์ พระราชฐานฤดูฝนของสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า ณ เมืองเพชรบุรี

วันอาทิตย์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ณ ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเพชรบุรีในเขตตัวเมืองที่ตำบลบ้านปืน อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี มีพระราชนิเวศน์แห่งหนึ่งที่ได้รับการสถาปนาโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระราชนิเวศน์องค์นี้ปลูกสร้างตามแบบยุโรป โดยรัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายคาร์ล ซิกฟรีด เดอร์ริง ชาวเยอรมัน (Karl Siegfried Dohring) เป็นสถาปนิก (สถาปนิกผู้นี้เป็นผู้ออกแบบวังบางขุนพรหม วังวรดิศ และวังพระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ) และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงเป็นแม่งานควบคุมการก่อสร้าง

รัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2453 แต่หลังก่อสร้างไม่นาน พระองค์เสด็จสวรรคต การก่อสร้างดำเนินต่อไปในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 โดยก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 2459 แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีสมโภชพระราชฐานแห่งนี้เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2461

ด้วยเหตุที่มีสถาปนิกเป็นชาวเยอรมัน ดังนั้น พระรามราชนิเวศน์ หรือ วังบ้านปืน จึงมีรูปลักษณ์เป็นอาคารสไตล์ตะวันตกทุกกระเบียดนิ้วรูปแบบของวังบ้านปืนเป็นลักษณะศิลปะแบบอาร์ต นูโว (Art Nouveau) ผสมกับบาโรก (Baroque) มีบางกระแสบอกว่าวังบ้านปืนได้แบบอย่างมาจากพระตำหนักของพระจักรพรรดิไกเซอร์ แห่งปรัสเซีย

ด้วยความเป็นอาร์ต นูโว จึงทำให้พระราชฐานแห่งนี้ไม่มีการประดับประดาลวดลายมากมายเหมือนกับศิลปะแบบบาโรกแต่จะเน้นความเข้มขรึม มั่นคง เน้นหน้าต่างสูงเพดานสูง เพื่อให้ดูโอ่อ่าอลังการ พระราชฐานเป็นอาคารสองชั้น มีหลังคาโดม ภายในมีห้องโถงโอ่อ่า มีบันไดรูปโค้งทั้งสองข้างขึ้นสู่ชั้นสอง ความน่าสนใจของศิลปะที่ใช้ตกแต่งภายในพระราชฐานคือกระเบื้องเคลือบสไตล์ยุโรปและโลหะทองแดงขัดมัน ที่หัวเสาบันไดมีรูปปั้นตุ๊กตารูปเด็กจากยุโรปประดับทุกเสา และที่พิสดารคือมีลูกไม้ทำจากกระเบื้องเคลือบประดับตามช่องรอบโถงชั้นสอง และที่น่าสนใจอีกประการคือ แต่ละห้องมีการใช้สีสันและวัสดุประดับผนังต่างๆ กันไป เช่น โถงบันไดเป็นโทนสีเขียว ห้องเสวยเป็นโทนสีเหลือง (ขอแนะนำว่าเมื่อคุณเข้าไปชมพระราชฐานแห่งนี้ กรุณาดูกระเบื้องเคลือบประดับผนังแต่ละห้อง เพราะมีความงดงามมาก) ส่วนห้องพระบรรทมใช้โทนสีทอง เสาในห้องพระบรรทมเป็นโลหะทองแดงขัดเงาลวดลายบนกรอบประตูหัวเสาเป็นรูปแจกันดอกไม้ขนาดมหึมาบนพื้นครึ่งวงกลมสีทอง(เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพภายในห้องต่างๆ ดังนั้นจึงไม่มีรูปมาฝาก)

ในสมัยก่อนนั้นที่หน้าพระราชฐานจะมีรูปหล่อด้วยโลหะ พระนารายณ์ทรงปืนแต่ภายหลังได้นำรูปหล่อนี้ไปตั้งไว้ที่หน้าพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

เมื่อคุณไปพระราชฐานแห่งนี้แล้วสิ่งสำคัญที่คุณต้องไม่พลาดคือสวนยุโรปที่อยู่ด้านหลังของพระราชฐาน ต้องบอกว่าในสมัยก่อนนะตรงนี้งดงามมากเหลือเกิน แต่ปัจจุบันไม่ได้รับการดูแลรักษาให้ดีเท่าที่ควร จึงทำให้ความงดงามลดลงไปบ้าง

ส่วนด้านหน้าของพระราชฐานมีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า ประทับยืน ส่วนที่บริเวณรอบฐานพระบรมรูปมีปืนใหญ่วางอยู่สี่มุม แต่ละกระบอกมีชื่อด้วย แต่น่าเสียดายที่ชื่อบนแผ่นโลหะเลือนจนอ่านไม่ออก

ปัจจุบันวังบ้านปืนอยู่ในความดูแลของมณฑลทหารบกที่ 15 จังหวัดเพชรบุรีในบริเวณค่ายรามราชนิเวศน์ เปิดให้เข้าชมทุกวันในเวลา 08.00-16.00 น. จ่ายค่าบำรุง โดยหยอดเงินลงในตู้รับบริจาค คนละ 20 บาท

ตะลอนเที่ยว : พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน พระราชฐาน ณ เมืองชะอำ เพชรบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/442128

ตะลอนเที่ยว : พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน พระราชฐาน ณ เมืองชะอำ เพชรบุรี

ตะลอนเที่ยว : พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน พระราชฐาน ณ เมืองชะอำ เพชรบุรี

วันอาทิตย์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

พระราชฐานที่สร้างด้วยไม้สักทอง ณ ชายฝั่งทะเล แห่งเมืองชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ที่ได้รับการกล่าวขานว่างดงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทยผสมตะวันตก ที่ชื่อว่าพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน คือพระราชฐานที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงใช้ประทับในช่วงฤดูร้อน พระราชฐานแห่งนี้ รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2466-2567 โดยทรงมีพระราชานุญาตให้สถาปนิกชาวอิตาเลียน ชื่อ นายเออร์โกเล แมนเฟรดิ (Ercole Manfredi) เป็นผู้ออกแบบ แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้อำนวยการก่อสร้าง

พระราชฐานแห่งนี้สร้างเป็นอาคารสองชั้นชั้นล่างเป็นใต้ถุนสูง มีเสาคอนกรีตรองรับตลอดแนวรวมทั้งสิ้น 1,080 ต้น ส่วนหลังคาเป็นทรงปั้นหยา พระราชนิเวศน์มฤคทายวันมีพระที่นั่งทั้งหมด 3 องค์ คือ สมุทรพิมาน พิศาลสาคร และสโมสรเสวกามาตย์โดยแบ่งพระราชฐานเป็นสามเขต คือ เขตท้องพระโรงเขตที่ประทับฝ่ายหน้า และเขตที่ประทับฝ่ายใน พระที่นั่งทุกองค์มีทางเชื่อมถึงกันโดยตลอด

พระราชนิเวศน์องค์นี้มีความงดงามทั้งด้านสถาปัตยกรรม และยังมีความงามเป็นพิเศษในด้านสีสันที่ทาลงบนองค์พระที่นั่ง คือสีเขียวไข่กา (ปัจจุบันกำลังดำเนินการทาสีพระที่นั่งบางองค์อยู่ ซึ่งตามหลักฐานบ่งบอกว่าสีเดิมที่ทาในสมัยแรกเริ่มก่อสร้างคือสีเขียวไข่กา)

พระราชนิเวศน์แห่งนี้คือที่ประทับในช่วงฤดูร้อนของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตัวพระที่นั่งอยู่ใกล้กับริมทะเล และมีต้นไม้ใหญ่คือต้นจามจุรี และต้นไทร ให้ร่มเงาและให้ความเขียวขจี

พระที่นั่งสมุทรพิมาน เป็นที่ประทับของในหลวง รัชกาลที่ 6 เป็นพระที่นั่งองค์ใหญ่สุด มีห้องพระบรรทม ห้องแต่งพระองค์ ห้องทรงพระอักษร และห้องสรง
ส่วนห้องเสวยอยู่ที่ศาลารูปสี่เหลี่ยม มีระเบียงติดลูกกรงรอบ ไม่มีผนัง เพราะต้องการให้เป็นที่เปิดโล่งรับลมทะเล พระที่นั่งสมุทรพิมาน ยังเคยเป็นประทับของพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ระหว่างมีพระครรภ์สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาสิริโสภาพัณณวดี

พระที่นั่งพิศาลสาคร เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา และเป็นที่พำนักของ พระสุจริตสุดา พระสนมเอก ส่วนด้านหลังพระที่นั่งมีเรือนเล็ก เป็นที่อยู่ของข้าราชบริพารฝ่ายใน

ส่วนพระที่นั่งสโมสรเสวกามาตย์ เป็นอาคารสองชั้น ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า เปิดโล่งทั้งชั้นล่างและชั้นบน ทรงใช้พระที่นั่งองค์นี่เป็นโรงละคร และที่ชุมนุมตามแต่โอกาส

พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน อยู่บนถนนเพชรเกษมตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. เก็บค่าเข้าชมคนละ 30 บาท เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เสียค่าเข้าชม15 บาท ปัจจุบันไม่อนุญาตให้ขึ้นไปบนตัวพระที่นั่งชั้นบนหากผู้ใดต้องการขึ้นชมชั้นบนต้องติดต่อขออนุญาตล่วงหน้าที่ สำนักงานมูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวันในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เลขที่ 1281 ค่ายพระรามหกถนนเพชรเกษม ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี76120 โทรศัพท์ 032-508 4444-5, 081-941 2185ขอให้ผู้เข้าชมพระราชนิเวศน์แต่งกายสุภาพ

 

ตะลอนเที่ยว : ลิเกไทยกระทบไหล่ชาวยุโรป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/440469

ตะลอนเที่ยว : ลิเกไทยกระทบไหล่ชาวยุโรป

ตะลอนเที่ยว : ลิเกไทยกระทบไหล่ชาวยุโรป

วันอาทิตย์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ครั้งสุดท้ายที่คุณชมลิเก นานกี่ปีมาแล้วครับ แล้วคุณคิดอยากจะกลับไปดูลิเกอีกสักครั้ง ไหมครับ

แต่คุณเชื่อไหม เวลาคนต่างชาติ (ชาวยุโรปตะวันตก) เห็นคนแต่งกายด้วยชุดลิเกเต็มยศ แล้วเดินเก๋ไปมา เพื่อประชาสัมพันธ์งานแสดงศิลปะของไทยในย่านแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของยุโรป เช่น กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย โดยเฉพาะที่จัตุรัสมหาวิหารเซนต์สตีเฟน คุณเชื่อไหมว่า ฝรั่งตะวันตกให้ความสนใจกับผู้แต่งชุดลิเกอย่างมากมาย หลายคนหยุดมอง หลายคนขอถ่ายรูปด้วย หลายคนยิ้ม หลายคนหัวเราะ หลายคนถามว่ามาจากประเทศไหนแล้วก็ถามว่านี่คือชุดอะไร เพราะดูแล้วจะบอกว่าเป็นชุดแฟนซีก็ได้ หรือเป็นชุดสำหรับการแสดงก็ได้ แต่ที่แน่ๆ คือ ฝรั่งตะวันตกสนใจว่าชุดนี้ใช้สำหรับการแสดงอะไร

เมื่อฝรั่งตะวันตกรุมล้อมเข้ามาถามไถ่เช่นนี้ ก็จึงเป็นโอกาสทองที่คณะผู้จัดงาน คือ คุณณัฐ ยนตรรักษ์ นักประพันธ์เพลง และนักเปียโนไทย ผู้มีฝีมือการบรรเลงระดับโลก คุณพ-วงเดือน ยนตรรักษ์ และลูกสาวทั้งสอง คือลูกตาล และลูกจัน พร้อมกับชาวคณะนักแสดง ได้บอกเล่าให้ผู้สนใจรับทราบว่า ขณะนี้คณะนักแสดงของไทย แต่จริงๆ มีชาวตะวันตกร่วมด้วยรายหนึ่งคือ คุณวูกัซ คูเช-ดโว (Lukasz Kurzydlo) ชาวโปแลนด์ ซึ่งทำหน้าที่นักเคาะจังหวะ (percussionist) พร้อมด้วยนักแสดงจากสถาบันคริสเตียนนิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ กำลังตระเวนเปิดการแสดงเพื่ออวดชาวโลกให้รู้ว่าประเทศไทยมีงานศิลปะด้านการดนตรีและการแสดงที่ชาวโลกไม่ควรพลาด โดยเริ่มแสดงตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกันยายนไปจนถึงเดือนตุลาคม 2562 ในหลายประเทศของยุโรป อาทิ ออสเตรีย โปแลนด์ ฮังการี เยอรมนี อิตาลี และรัสเซีย โดยการแสดงชุดนี้ใช้ชื่อว่าCourt to Common แปลเป็นไทยอย่างไพเราะว่า จากเวียงวังสู่ชาวบ้านร้านถิ่น

การเดินทางไปแสดงศิลปะด้านดนตรีและการละคร (ลิเก) ในครั้งนี้เป็นไปตามคำเชื้อเชิญจากประเทศเจ้าบ้านที่ต้องการสานสัมพันธ์ระหว่างประเทศในรูปแบบประชาชนกับประชาชน (people to people) เพราะตระหนักดีว่า ประเทศไทยมีนักประพันธ์เพลง และมีนักเปียโนฝีมือดีระดับโลกแล้วก็ยังมีศิลปะการแสดงที่ชาวโลกให้ความสนใจ โดยเฉพาะการแสดงที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของไทยได้อย่างชัดเจน เช่น ลิเก ซึ่งหลายคนบอกว่าเป็นศิลปะชาวบ้านที่มีเสน่ห์อย่างมหัศจรรย์

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมจึงใช้ชื่อการแสดงในครั้งนี้ว่า จากเวียงวังสู่ชาวบ้านร้านถิ่น

คำตอบคือ เพราะในการแสดงนี้ คุณณัฐได้เชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2และบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 และบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ไปบรรเลง เพื่อแสดงให้ชาวโลกรู้ว่าพระมหากษัตริย์ไทยทรงมีพระปรีชาญาณด้านการดนตรีอย่างวิเศษจนเป็นที่ประจักษ์ต่อประชาชนไทยและต่อประชาคมโลก โดยเฉพาะบทเพลงพระราชนิพนธ์ในล้นเกล้าล้นกระหม่อม รัชกาลที่ 9

ส่วนประเด็นที่บอกว่า ถึงชาวบ้านร้านถิ่น ก็เพราะในการแสดงนี้ได้นำการแสดงของชาวไทยในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ คือ จากภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ ไปเผยแพร่ให้ชาวตะวันตกไปรับชมด้วย โดยผสมผสานระหว่างเสียงเปียโนในท่วงทำนองเพลงของแต่ละภาคกับการแสดงประจำภาค แล้วปิดท้ายด้วยการแสดงลิเก โดยไม่มีการร้องลิเก แต่ใช้เสียงเปียโนและเครื่องเคาะจังหวัด เช่น ฉิ่ง ตะโพน เป็นเสียงแทนการร้อง

นี่คือคำเฉลยว่าเหตุใดจึงใช้ชื่อการแสดงครั้งนี้ว่า จากเวียงวังสู่ชาวบ้านร้านถิ่น แต่ที่สำคัญคือในการแสดงครั้งนี้ คณะผู้แสดงตั้งใจบอกกับชาวตะวันตกรวมถึงคนไทยที่ไปมีครอบครัวอยู่ในตะวันตกว่า ในความเป็นจริงแล้วสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยกับพสกนิกรไทยไม่เคยอยู่ห่างไกลกันเลย เพราะพระมหากษัตริย์ไทยทรงใส่พระทัยในความสุขความทุกข์ของพสกนิกรตลอดเวลา และพสกนิกรไทยก็ร่มเย็นเป็นสุขด้วยพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมเสมอมา และตลอดไป

อันที่จริง Mr.Flower มีทริปพาคุณผู้ฟังไปเที่ยวพร้อมกับรับชมการแสดงของคุณณัฐ และคณะนักแสดงด้วย หากคุณผู้อ่านสนใจจะร่วมทริปไปกับเรา โปรดติดต่อด่วนที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615(สำหรับคุณที่มีเชงเก้นวีซ่าเรียบร้อยแล้ว สามารถเดินทางได้ทันที ส่วนคุณที่ยังไม่มีเชงเก้นวีซ่า และต้องการร่วมทริปเล็กๆ ไปกับเรา โปรดติดต่อด้วย เพราะต้องใช้เวลาในการจัดทำวีซ่า)

ตะลอนเที่ยว : บ้านของ‘พ่อ’ที่ทรงสร้างเพื่อลูกไทย ณ โครงการชั่งหัวมัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/438859

ตะลอนเที่ยว : บ้านของ‘พ่อ’ที่ทรงสร้างเพื่อลูกไทย ณ โครงการชั่งหัวมัน

ตะลอนเที่ยว : บ้านของ‘พ่อ’ที่ทรงสร้างเพื่อลูกไทย ณ โครงการชั่งหัวมัน

วันอาทิตย์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ที่ใดแล้ง ที่ใดร้อน ธ ทรงผ่อนแล้งร้อนคลาย

ธ ทรงเป็นประดุจสายธารธาราพาชุ่มเย็น

รอยพระบาทที่ดำเนินคือรอยเดินดับทุกข์เข็ญ

ปวงไทยอยู่ร่มเย็น ด้วยทรงเป็นพระทรงธรรม

ณ ที่ซึ่งแห้งแล้งกันดารจนแทบจะไม่มีมนุษย์และสัตว์รวมถึงพันธุ์พืชใดๆ สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสุขสบาย แต่ครั้นเมื่อความเดือดร้อนของพสกนิกรได้ทราบไปถึงพระเนตรพระกรรณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทั้งสองพระองค์ก็เสด็จพระราชดำเนินไปทรงดับความทุกข์ความร้อนให้กับพสกนิกรของพระองค์ โดยพระราชทานศาสตร์พระราชาให้ชาวบ้านเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา เพราะทรงตระหนักดีว่าปัญหาทุกปัญหาสามารถแก้ไขได้ด้วยความวิริยะอุตสาหะ ครั้นเมื่อได้ใช้ความพยายามแก้ไขปัญหาจนหมสิ้นไปแล้ว ความอิ่มเอมเปรมปรีดิ์ และความภาคภูมิใจก็จะบังเกิดขึ้นกับนักต่อสู้ทุกคน เพราะเขาได้ต่อสู้จนเอาชนะปัญหา แล้วสามารถยืนได้ด้วยลำแข้งของตนเอง

ใครจะเชื่อว่า ณ ดินแดนที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยความเขียวขจี อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารสารพัดชนิด แต่เมื่อย้อนหลังไปเมื่อไม่นานมานี้
บริเวณนี้แห้งแล้งกันดาร ขาดน้ำอย่างหนัก แถมดินยังเสื่อมสภาพจนไม่สามารถปลูกพืชใดๆ ที่ใช้เป็นอาหารสำหรับคนและสัตว์ได้ ยกเว้นก็แค่เพียงหญ้า

ที่ดินพื้นที่ 250 ไร่ ที่ชื่อ โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดเพชรบุรี คือที่ดินกันดารที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อจากชาวบ้านเมื่อปี พ.ศ. 2551 จากเดิมซึ่งเคยเป็นพื้นที่แห้งแล้ง แต่ปัจจุบันคือแปลงผักขนาดใหญ่ แปลงนาทดลองสวนไม้ผลสารพัดชนิด สวนกล้วย สวนมะนาว สวนยางพาราสวนชมพูเพชรฯ ไร่สับปะรดเพชรฯ สวนยางนา ไร่ปลูกหญ้าแพงโกลา หญ้าที่ใช้สำหรับเลี้ยงวัวนม และยังมีคอกปศุสัตว์รวมถึงมีแหล่งพลังงานที่มีกำเนิดมาจากแรงลม แล้วที่สำคัญคือมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่อีกด้วย แต่ที่มากกว่านั้นคือ ณ ที่แห่งนี้คือบ้านของพ่อ พ่อที่คนไทยไม่เคยลืมพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

เมื่อผืนดินที่เคยแห้งแล้งกันดารค่อยๆ กลับมามีชีวิตชีวาเพราะมีแหล่งน้ำเข้ามาช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น จากนั้นต้นไม้ต้นไร่ก็ค่อยๆ เจริญงอกงามขึ้นเป็นลำดับ แล้วผู้คนก็กลับเข้าไปอยู่อาศัยทำมาหากินในที่ดินผืนนี้

ถามว่าทำไมชื่อโครงการนี้จึงมีนามว่าชั่งหัวมันก็มีคำตอบว่า เนื่องมาจากหัวมันเทศที่ชาวบ้านนำไปทูลเกล้าฯ ถวาย ในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานนำหัวมันเทศนั้นไปวางไว้บนตาชั่งในห้องทรงงาน ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวัล หัวหิน แล้วหลังจากนั้นหลายวัน เมื่อเสด็จกลับไปยังห้องทรงงานทรงพบว่าหัวมันเทศแตกใบอ่อน จึงมีพระราชดำริว่าหัวมันเทศวางไว้บนตาชั่งที่ไม่มีดินและน้ำ ยังสามารถงอกได้ ดังนั้นที่ดินที่ทรงซื้อไว้ก็น่าจะปลูกมันเทศได้ จึงพระราชทานหัวมันเทศนั้นไปปลูกที่โครงการ แล้วพระราชทานชื่อว่าโครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ

เมื่อช่วงประมาณปลายเดือนสิงหาคม Mr.Flower นำคณะผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้ากลุ่มเล็กๆ ไปที่โครงการชั่งหัวมัน ไปเพื่อให้ทุกคนได้เห็นว่าพ่อของแผ่นดินไทยทรงอุทิศพระวรกายเพื่อประเทศไทย และเพื่อคนไทยให้มีอยู่มีกินอย่างอุดมสมบูรณ์อย่างไรบ้าง เพราะการพูดถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านนั้นไม่มีทางทำให้ผู้คนซาบซึ้งเหมือนกับได้ไปเห็นด้วยตาของตนเอง

ในโครงการชั่งหัวมันนี้มีเรือนที่ประทับทรงงานของพ่อเป็นบ้านไม้สองชั้น ปลูกสร้างแบบธรรมดาและเรียบง่ายมากที่สุดทุกครั้งที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงงานที่โครงการชั่งหัวมัน จะประทับพักผ่อนพระราชอิริยาบถ และทรงงาน ณ เรือนหลังนี้ วันนี้บ้านของพ่อหลังนี้ก็ยังคงอยู่ หลายคนเมื่อได้ไปเห็นแล้วก็เกิดอาการน้ำตารื้นขึ้นมาด้วยความคิดถึงพระองค์ท่าน

ภาพที่นำมาฝากคุณวันนี้ แสดงให้คุณเห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของโครงการชั่งหัวมันได้เป็นอย่างดี แต่มีภาพวัวเพศผู้ที่ผมตั้งใจนำมาฝากคุณ เพราะวัวตัวนี้ได้รับพระราชทานชื่อว่าคุณตุ่ม เป็นวัวที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 พระราชทานชื่อให้เมื่อวันที่เขาถือกำเนิด ซึ่งเป็นวันที่เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมโครงการนี้

และที่ต้องขอเชิญชวนให้ทุกท่านที่ไปเยี่ยมชมโครงการ ได้โปรดช่วยกันอุดหนุนสินค้าเกษตรสารพัดชนิด รวมถึงนมสด ขนม และผักผลไม้สด ขอย้ำว่าผักผลไม้
ที่นี่ปลอดสารเคมีทั้งปวง ส่วนแรงงานในโครงการก็คือชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบโครงการ

คุณๆ สามารถเข้าชมโครงการชั่งหัวมันฯ ได้ทุกวันในเวลาราชการ โดยไม่ต้องเสียค่าเข้าชม และยังมีบริการรถไฟฟ้านำคุณชมโครงการฟรีอีกด้วย ขอบอกสั้นๆ ว่าอยากให้คุณไปชมบ้านของพ่อหลังนี้ แล้วจะรู้ว่าพ่อของแผ่นดินไทยรักคุณและรักประเทศไทยมากเพียงใด หรือถ้าหากต้องการให้ Mr.Flower พาคุณไปเที่ยว โปรดติดต่อ091-7233615 ครับ

ตะลอนเที่ยว : พระนครคีรี นครนี้มีพระราชวังบนภูเขา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/437213

ตะลอนเที่ยว : พระนครคีรี นครนี้มีพระราชวังบนภูเขา

ตะลอนเที่ยว : พระนครคีรี นครนี้มีพระราชวังบนภูเขา

วันอาทิตย์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นับเป็นความประหลาดมหัศจรรย์มาก เมื่อได้รับรู้ว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยบอกตรงกันว่า ถึงแม้จะเคยนั่งรถยนต์ หรือขับรถยนต์ผ่านนครคีรีหรือเขาวัง จังหวัดเพชรบุรี หลายสิบปี บางคนบอกว่าผ่านเขาวังเกินกว่าร้อยครั้ง แต่ 70 เปอร์เซ็นต์ของคนกลุ่มนี้ ยอมรับว่าไม่เคยขึ้นไปชมความงามบนเขาวังเลยแม้แต่ครั้งเดียว ไม่ทราบว่าแบบนี้จะเรียกว่าใกล้เกลือกินด่าง ได้หรือไม่

เขาวังหรือพระนครคีรี คือโบราณสถานที่มีอายุเกือบ 160 ปีแล้ว พระราชวังแห่งนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นเมื่อครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4

บนพระนครคีรีหรือเขาวัง มีพระที่นั่ง และหมู่พระที่นั่ง ดังต่อไปนี้

พระที่นั่งเพชรภูมิไพโรจน์

พระที่นั่งปราโมทย์มไหศวรรย์

พระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท

พระที่นั่งราชธรรมสภา

และหมู่พระที่นั่งสันถาคารสถาน รวมถึงยังมีหอต่างๆ อาทิ

หอชัชวาลเวียงชัย

หอพิมานเพชรมเหศวร์

หอจตุเวทปริตพัจน์

และยังมีศาลาและป้อมอีกมากมาย ซึ่งมีชื่อไพเราะคล้องจองอย่างน่าอัศจรรย์ แต่ที่สำคัญคือบนเขาวังยังมีวัดชื่อมหาสมณราม ซึ่งเป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยเสด็จฯไปประทับเมื่อครั้งยังทรงผนวช

อันที่จริงหากจะกล่าวไปแล้วนอกจากความงดงามของพระราชวังบนยอดเขาที่มีความวิจิตรงดงามจนเกินบรรยาย โดยเฉพาะในยามค่ำ เมื่อหมู่พระที่นั่ง และพระที่นั่งองค์ต่างๆ ได้ต้องกับแสงไฟ ก็จะดูราวกับว่าเราได้มองเห็นสรวงสวรรค์

แต่ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่จะต้องกล่าวถึงก็คือ บนเขาวังนี้มีต้นลั่นทมที่มีอายุเก่าแก่เกินกว่าร้อยปี แต่ละต้นมีความงดงามของรูปทรง แล้วก็ยิ่งงดงามมากเป็นพิเศษในยามที่ออกดอกบานสะพรั่งเต็มต้น ส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วยอดของเขาวัง แล้วก็ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่นับว่าสร้างความสนุกสนานเพลิดเพลินให้กับผู้ที่ได้พบเห็นก็คือฝูงลิง ลิงเขาวังมีความน่ารัก แต่บางคนก็บอกว่าน่ากลัว (สำหรับคนที่ไม่รักสัตว์มากนัก)

เมื่อขึ้นไปบนเขาวัง จะพบว่ามีฝูงลิง ทั้งตัวใหญ่ตัวเล็กวิ่งเล่นกันอยู่ตามลานพระที่นั่งและบนต้นไม้ ซึ่งเขาก็เล่นกันไปตามประสา เขาไม่ได้เข้ามาวุ่นวายอะไรกับเรา ยกเว้นคนบางกลุ่มที่ชอบเข้าไปแย่ หรืออยากเล่นกับเขา ก็จะทำให้เกิดปัญหาตามมา แล้วบางคนก็พูดเกินเลยไปว่า ลิงบนเขาวังดุร้ายเป็นอันตราย ซึ่งขอบอกว่าไม่เป็นความจริงเพราะอันตรายเกิดจากคนเข้าไปยุ่งกับลิงก่อน

เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมพาผู้อ่านแนวหน้ากลุ่มหนึ่งไปชมความงามของพระนครคีรี และชื่นชมความงามของสถานที่สำคัญในเมืองเพชรบุรีอีกหลายแห่ง หลายคนบอกว่าประทับใจกับความงดงามที่ไม่เคยได้รับรู้มาก่อน

ถ้าหากคุณต้องการไปชมความงามของเมืองเพชรบุรี ด้วยตาของคุณเอง และได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์สำคัญของเมืองเพชรบุรี โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615 นะครับ Mr.Flower จะพาคุณไปเที่ยวชมความงามของเมืองเพชรฯ ด้วยกัน

 

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวเมืองไทย ได้อะไรมากกว่าที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/435569

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวเมืองไทย ได้อะไรมากกว่าที่คิด

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวเมืองไทย ได้อะไรมากกว่าที่คิด

วันอาทิตย์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การท่องเที่ยวคือการเปิดโลกทรรศน์ที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์ เพราะทำให้ผู้ออกเดินทางท่องเที่ยวสามารถได้เห็น และได้สัมผัสกับสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง

สัปดาห์นี้ ผมจะชวนคุณไปเที่ยวที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ชวนคุณไปสัมผัสความเย็นฉ่ำของสายฝน และความเขียวขจีของแมกไม้ แล้วก็ชวนคุณไปจับจ่ายใช้สอยกระจายรายได้สู่ชาวบ้าน ด้วยการเลือกซื้อสินค้าศิลปหัตถกรรม ซึ่งเป็นผลผลิตจากชาวบ้านโดยตรง

สิ่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวสัมผัสได้จากการออกเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ ของประเทศไทย คือได้พบเห็นความน่ารัก รอยยิ้ม และความมีน้ำใจของเพื่อนร่วมประเทศ และยังได้พบเห็นความแตกต่างของขนบธรรมเนียมประเพณี ซึ่งถือเป็นการเรียนรู้สำคัญ ที่ทำให้นักเดินทางท่องเที่ยวรับรู้ได้ว่า สังคมของเรานี้ยังมีความน่ารักที่ชวนให้เราทุกคนออกไปศึกษาและค้นหาสิ่งวิเศษสุดอีกมากมาย

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ได้รับจากการออกเดินทางท่องเที่ยว คือได้เรียนรู้ภูมิปัญญาชาวบ้าน ทำให้รู้สึกภาคภูมิใจกับสิ่งที่คนรุ่นก่อนๆ ในสังคมนี้ได้ฝากไว้กับแผ่นดินผืนนี้

การที่เราได้เห็นชาวบ้านทอผ้า โดยได้รับรู้ถึงกระบวนการต่างๆ ตั้งแต่การเริ่มเก็บฝ้าย แล้วนำฝ่ายที่ได้ไปสู่กระบวนการผลิตเป็นเส้นด้าย นำไปย้อมสีเพื่อให้เกิดสีสันต่างๆ นานาที่สวยงาม แสดงถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่ไม่จำเป็นต้องใช้สีวิทยาศาสตร์แม้แต่น้อย แต่สามารถก่อให้เกิดสีสันงดงามที่มาจากดินสารพัดชนิด จากเปลือกไม้และแก่นไม้ จากใบไม้และลูกไม้ของต้นไม้สารพัดพันธุ์ แล้วเมื่อได้สีสวยงามแล้วก็นำเส้นด้ายจากฝ้ายไปย้อม แล้วนำไปทอด้วยความประณีตบรรจง ด้วยฝีมือและภูมิปัญญา จนบังเกิดสีสันและลวดลายที่งดงามวิจิตรจนสุดจะบรรยายบนผืนผ้า

ดังนั้นจึงไม่ประหลาดใจกับสิ่งที่มนุษย์โลกให้การยกย่องว่างานฝีมือ คือศิลปะชั้นสูงอย่างหนึ่งของมนุษย์ ดังนั้นเมื่อนำผ้าที่ผ่านการทอจนออกมาเป็นผืนผ้าที่งดงาม ไปตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย จึงทำให้สามารถสะกดสายตาทุกคู่ของมนุษย์ผู้รู้คุณค่าของงานศิลป์ และทำให้ได้รับการยกย่องชื่นชมว่าผ้าแพรพรรณของไทยนั้นมีความงดงาม

ดังนั้น สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่อยากฝากไว้คือ เมื่อเราได้ไปท่องเที่ยว และมีโอกาสซื้อหาสินค้าอันเกิดจากภูมิปัญญาของชาวบ้าน ขอได้โปรดอย่ากดราคา หรือต่อรองราคาให้มากจนน่ารังเกียจ เพราะผู้ที่เข้าใจถึงกระบวนการความยากลำบากในกระบวนการผลิตย่อมจะเห็นและตระหนักในคุณค่าของสินค้า แล้วจะไม่มองว่าสินค้าหัตถกรรมพื้นบ้านอันเกิดจากภูมิปัญญาชุมชนเป็นแค่เพียงของพื้นบ้านซึ่งมีราคาต่ำต้อย

Mr.Flower ขอเชิญชวนให้คุณเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย เพราะมั่นใจว่าเมืองไทยยังมีสถานที่งดงามและมีความน่าสนใจอื่นๆ มากมาย เช่น ศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของเพื่อนร่วมสังคมที่มีความแตกต่างแต่งดงาม ที่รอให้คุณไปสัมผัส

ขอยืนยันว่าเมืองไทยมีเสน่ห์และเมื่อคุณได้สัมผัสเมืองไทยให้ลึกซึ้งกว่าที่เป็นอยู่ คุณจะรักเมืองไทย และจะเคารพความเป็นคนไทยมากยิ่งขึ้น

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวไปบนกรีน การท่องเที่ยวเชิงกีฬา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/433950

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวไปบนกรีน การท่องเที่ยวเชิงกีฬา

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวไปบนกรีน การท่องเที่ยวเชิงกีฬา

วันอาทิตย์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

รายได้จากการท่องเที่ยวยังคงเป็นแหล่งรายได้หลักในยามนี้ของประเทศไทย

ประเทศไทยมีที่ท่องเที่ยวมากมาย ทั้งแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์โบราณคดี และแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์ก่อสร้างขึ้น

สำหรับแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์ก่อสร้างขึ้นและได้รับความสนใจอย่างมากจากนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะผู้ที่รักการกีฬาประเภทกอล์ฟ ก็คือสนามกอล์ฟ ซึ่งมีอยู่ในประเทศไทยหลายร้อยแห่ง กระจายอยู่ทั่วในทุกภูมิภาคของประเทศ

ตลาดการท่องเที่ยวด้านกีฬากอล์ฟ เป็นตลาดที่มีความน่าสนใจมาก เพราะมีศักยภาพด้านการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเล่นกอล์ฟ โดยเมื่อเทียบค่าใช้จ่ายกับนักท่องเที่ยวทั่วไปแล้ว พบว่านักท่องเที่ยวที่เข้ามาเล่นกอล์ฟใช้จ่ายสูงกว่าประมาณสามเท่า แต่ที่สำคัญมากกว่านั้นคือนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้สามารถต่อยอดการขายไปสู่สินค้าการท่องเที่ยวด้านอื่นๆ ได้อีกมาก อาทิ โรงแรมระดับห้าถึงหกดาว สปามาตรฐานระดับสูง อาหารที่มีการใช้จ่ายในแต่ละมื้อด้วยราคาสูง รวมถึงตลาดเสื้อผ้า รองเท้า และอุปกรณ์สำหรับ เล่นกอล์ฟ ที่ล้วนแล้วแต่มีราคาค่อนข้างสูง

สำหรับประเทศไทยนับได้ว่าเป็นตลาดกอล์ฟที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลก ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวกอล์ฟเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยประมาณ 700,000 คนต่อปี สำหรับรายได้รวมของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ ล่าสุดอยู่ที่ 3,300 ล้านบาท

จุดเด่นของสนามกอล์ฟในประเทศไทยคือมีหลากหลาย ทั้งความสวยงาม และความยากของการเล่น ซึ่งถือได้ว่าอยู่ในระดับที่ท้าทายของผู้เล่นกอล์ฟ

ปัจจุบันสนามกอล์ฟในประเทศไทยมีประมาณ 300 แห่ง

ดังนั้นจึงถือได้ว่าตลาดนักท่องเที่ยวในกลุ่มนักกอล์ฟจึงเป็นแหล่งรายได้สำคัญอีกแหล่งหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งสามารถช่วยยกฐานะของประเทศไทยให้ก้าวขึ้นมาเป็น sport destination and world class golf destination ได้ในอนาคตอันใกล้

และด้วยศักยภาพด้านนี้ของประเทศไทย ดังนั้นการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจึงได้จัดงาน Thailand Golf Travel Mart 2019 ซึ่งเป็นเวทีเจรจาธุรกิจด้านกอล์ฟและการท่องเที่ยวรวมถึงการบริการด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจกอล์ฟ เมื่อวันที่ 6-9 สิงหาคม 2562 ที่จังหวัดเชียงใหม่

โดยในงานดังกล่าวนั้น นายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ด้านสื่อสารการตลาดได้ยืนยันถึงศักยภาพของความเป็น World class golf destinations ของไทย และคาดการณ์ว่ารายได้จากนักท่องเที่ยวด้านกอล์ฟในปี 2562 และปี 2563 จะเติบโตขึ้นประมาณร้อยละ 3

ส่วนนายฉัททันต์ กุญชร ณ อยุธยา รองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ กล่าวว่าการจัดงานครั้งนี้ต้องการเน้นการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวตลาดกอล์ฟของประเทศไทยให้แพร่กระจายสู่ระดับเวทีโลก โดยในงานนี้ได้จัดเวทีผู้ซื้อพบผู้ขายโดยมีผู้ซื้อจำนวน 115 ราย จากทั่วโลกเดินทางมาเจรจาธุรกิจกับผู้ขายในประเทศไทย จำนวน 97 ราย และขณะเดียวกันได้เชิญสื่อมวลชนทั้งในและจากต่างประเทศกว่า 50 ราย เข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย

สำหรับความเห็นที่ได้รับจากผู้ซื้อและผู้ขายที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายต่างให้ความเห็นสอดคล้องกันว่าตลาดกอล์ฟของประเทศไทยมีศักยภาพสูงและสามารถก้าวขึ้นเป็น World class golf destinations ได้อย่างแน่นอน

 

ตะลอนเที่ยว : ศิลปินไทย ศิลปะไทย บนเวทีระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/430794

ตะลอนเที่ยว : ศิลปินไทย ศิลปะไทย บนเวทีระดับโลก

ตะลอนเที่ยว : ศิลปินไทย ศิลปะไทย บนเวทีระดับโลก

วันอาทิตย์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ศิลปะไทยมีความงดงามและน่าสนใจหลายแง่มุม สามารถแสดงความเป็นไทย แสดงน้ำใจไมตรี แสดงความอ่อนหวาน แสดงความมีอารยธรรมให้ปรากฏแก่สายตาผู้ชมทั่วโลกได้อย่างอัศจรรย์ โดยไม่ต้องใช้คำพูดใดๆ

ณัฐ ยนตรรักษ์ ศิลปินศิลปาธร ปี พ.ศ. 2549 นักเปียโนชั้นนำรายสำคัญของประเทศไทยคือหนึ่งในศิลปินไทยที่นำชื่อเสียงของไทยให้ขจรขจายแพร่ไปในประชาคมโลก

ล่าสุดได้รับเชิญให้ไปเปิดการแสดงในประเทศต่างๆ ในยุโรปและรัสเซีย รวมทั้งหมด6 ประเทศ เปิดการแสดงทั้งหมด 15 ครั้ง แต่ละสถานที่ซึ่งได้รับเชิญให้ไปเปิดการแสดง ล้วนแล้วแต่เป็นสถานที่สำคัญทางศิลปวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ แต่ที่สำคัญคือประเทศผู้เชิญได้มองเห็นถึงผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ของศิลปินรายนี้ ซึ่งนับเป็นศิลปินไทยเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่ได้รับเกียรติสูงสุดเช่นนี้ ซึ่งการให้เกียรติเชิญไปแสดงนั้น เท่ากับเป็นการยกย่องให้เกียรติกับประเทศไทยด้วย

ตัวอย่างสถานที่สำคัญที่ศิลปินไทยรายนี้จะไปเปิดการแสดงคือ Palais Hänsen Kempinski, Vienna ประเทศ Austria และ Aula Florianka, Krakow ประเทศ Poland และ Nador Hall , Budapest ประเทศ Hungary รวมถึง Ludwig Festspielhaus, Füssen ประเทศ Germany และ Museo del’ 900, Milano ประเทศ Italy และที่ House of Music, St. Petersburg ประเทศ Russia เป็นต้น

ต้องบอกว่าการที่ศิลปินไทยได้รับเชิญไปแสดงในสถานที่สำคัญของวงการศิลปะและวัฒนธรรมของโลกที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นต้นฉบับของศิลปวัฒนธรรมทางดนตรี โดยเฉพาะวงการประพันธ์ดนตรีระดับโลกเช่นนี้ การให้เกียรติประเทศไทยอย่างชัดเจน เพราะศิลปินและนักแสดงที่ไปเปิดการแสดงล้วนเป็นคนไทยทั้งสิ้น

อีกทั้งสถานที่ที่ไปเปิดการแสดงก็มีความสวยงามและถือเป็นจุดเด่นที่สำคัญของแต่ละเมืองในประเทศนั้นๆ

ณัฐให้เหตุผลถึงการเลือกชื่อการแสดงครั้งนี้ว่า จากเวียงวังจนถึงชาวบ้านร้านถิ่น เพราะว่าต้องการสะท้อนให้ผู้รับชมโดยเฉพาะชาวตะวันตกเข้าใจถึงความผูกพันและความมีเยื่อใยที่แสนใกล้ชิดระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชนไทย

ดนตรีเป็นสื่อสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ทุกชนชั้นและทุกชาติภาษา การแสดงครั้งนี้จึงเลือกลิเกไปอวดสายตาชาวโลก เพราะเห็นว่าลิเกเป็นการแสดงที่ชาวบ้านร้านถิ่นของไทยคุ้นเคยมาตั้งแต่อดีต แต่จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของการแสดงครั้งนี้อยู่ที่มีศิลปินต่างชาติจากโปแลนด์ คือ วูกัช คุเชด โว ซึ่งเป็นนักดนตรีที่มีความชำนาญในเครื่องเคาะจังหวะ (percussionist) ร่วมอยู่ในคณะด้วย โดยวูกัชใช้ตะโพนเป็นเครื่องดนตรีสำคัญในการแสดงอวดสายตาชาวโลกในครั้งนี้

จุดเด่นที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการแสดงคือบทเพลงถวายชัยคีตมหาราชา ซึ่งเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์ในล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 2 รัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 9 มาเรียงร้อยเป็นบทโซนาตาสำหรับเดี่ยวเปียโน บทเพลงนี้นับได้ว่าเป็นการหลอมรวมหัวใจด้านดนตรี ซึ่งถือเป็น
พระอัจฉริยภาพของรัชกาลต่างๆ ในพระบรมราชจักรีวงศ์ไว้ด้วยกัน

ศิลปินคณะนี้จะเดินทางไปเปิดการแสดงในสถานที่ต่างๆ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน จนถึงวันที่ 23 ตุลาคม

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบดนตรีซึ่งบรรเลงนำโดยเปียโน จากศิลปินชั้นนำ ณัฐ ยนตรรักษ์ และต้องการร่วมเดินทางไปชมการแสดง และได้สัมผัสความงดงามของสถานที่สำคัญในประเทศต่างๆ ที่ไปเปิดการแสดง สามารถติดต่อสอบถามได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615 เราจะไปซึมซับความงดงามที่แสนไพเราะของเสียงดนตรี พร้อมกับชมการแสดงศิลปะของไทยในสถานที่สำคัญของโลกด้วยกัน

ตะลอนเที่ยว : โหล่งฮิมคาว ตลาดบ้านๆ แต่ของทุกอย่างล้วนเต็มไปด้วยดีไซน์และด้วยใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/427636

ตะลอนเที่ยว : โหล่งฮิมคาว ตลาดบ้านๆ แต่ของทุกอย่างล้วนเต็มไปด้วยดีไซน์และด้วยใจ

ตะลอนเที่ยว : โหล่งฮิมคาว ตลาดบ้านๆ แต่ของทุกอย่างล้วนเต็มไปด้วยดีไซน์และด้วยใจ

วันอาทิตย์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“ไปเชียงใหม่อีกแล้ว ไปทำไมกันบ่อยๆ ไม่เห็นมีอะไรให้ดู หรือให้เที่ยวเลย”

นี่คือคำพูดจากความคิดของคนที่อาจจะเรียกได้ว่ายังเที่ยวเชียงใหม่ในมุมเดิมๆ แบบเดิมๆโดยไม่เคยลงไปเจาะลึกถึงสถานที่ท่องเที่ยว และสถานที่จับจ่ายใช้สอยอื่นๆ ในเมืองเชียงใหม่

แต่สำหรับคนที่รู้จักเชียงใหม่ในแง่มุมต่างๆ นานา และรู้จักสถานที่ใหม่ๆ ในเชียงใหม่ค่อนข้างดีแล้วจะบอกว่า

“เชียงใหม่มีดีอีกปะเลอะ (ภาษาคำเมือง แปลว่า มากมาย) แอ่วเจียงใหม่อีกกี่ตื้อ ก็บ่เบื่อ เพราะการไปแอ่วแต่ละครั้ง เปิ้นก็จะได้ป๊ะกับสิ่งงามๆ และแปลกๆ ใหม่ๆ ตลอดเวลา บ่เจื้อสูก็ลองไปแอ่วเน้อ หากสูบ่ฮู้จักเจียงใหม่ดีพอ บอกเฮาเน้อ เฮาจะพาสูไปแอ่ว รับรองสูจะติ๊ดอ๊กติ๊ดใจ๋ เพราะแอ่วแล้วม่วนขนาด”

จริงๆ ครับ ผมยืนยันว่าประโยคหลังสุดนี้คือความจริงอย่างที่สุด เพราะเชียงใหม่มีที่เที่ยวใหม่ๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย เรียกว่าเที่ยวเชียงใหม่ทุกครั้ง ก็มีที่เที่ยวใหม่ๆ ให้ไปชมตลอดเวลา

วันนี้จะพาคุณไป โหล่งฮิมคาว หมู่บ้านมอญ ตำบลสันกลาง อำเภอสันกำแพง โหล่งเป็นคำเมืองแปลว่าย่านหรือชุมชน ฮิมคาว คือริมแม่น้ำคาว ขอบอกว่าที่นี่คือตลาดบ้านๆที่ชาวบ้านในชุมชนนำของต่างๆ นานา มาค้ามาขาย มีทั้งเสื้อผ้าแพรพรรณที่เต็มไปด้วยสไตล์เก๋ๆ เน้นว่าไม่เน้นเสื้อผ้าโหลดาษๆ ส่วนอาหารการกินก็มีให้เลือกอย่างอุดมสมบูรณ์พอประมาณ มีทั้งอาหารไทย อาหารเหนือ และอาหารตะวันตก เช่น พิซซ่า สปาเกตตี และขนมปังอบที่หลายคนเรียกแบบฝรั่งว่าเบเกอรี่

ร้านค้าแต่ละร้านที่นี่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสินค้าในแต่ละร้านก็เป็นแบบฉบับของร้าน คือเน้นดีไซน์เก๋พอประมาณ แต่ที่น่ารักคือทุกอย่างอิงแอบกับธรรมชาติ โดยคนในชุมชนแห่งนี้ตั้งใจว่าอยากให้ลูกๆ หลายๆ ไม่ต้องโยกย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่อื่นๆ จึงตัดสินใจร่วมกันว่าจะเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวของชุมชนที่เน้นความเรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยความเท่ เก๋ไก๋ และพยายามจะอนุรักษ์ความเป็นชุมชนดั่งเดิมเอาไว้ให้มากที่สุด โดยให้ผสมผสานอย่างลงตัวกับความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย

แน่นอนว่าสินค้าส่วนใหญ่ในชุมชนก็จะหนีไม่พ้นเสื้อผ้าอาภรณ์ และแพรพรรณ เนื่องจากชุมชนนี้มีรากเหง้าอย่างหนึ่งคือการทอผ้า เพราะฉะนั้นจึงไม่ผิดหวังหากจะไปเลือกหาเสื้อผ้าสวยๆ ที่เข้ากับสไตล์ของคุณ นอกจากเสื้อผ้าแล้วยังมีย่ามเก๋ๆ ให้เลือกอีกมากมาย รวมถึงยังมีเสื้อผ้าแบบมัดย้อมด้วยครามให้เลือก นอกจากเลือกซื้อแล้วยังสามารถเข้าไปเรียนรู้วิธีการทอผ้า และการมัดย้อมผ้าด้วยครามอีกด้วย พูดง่ายๆ คือทุกร้านจะเปิด workshop ให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้การทอและย้อมผ้านอกจากเสื้อผ้าแพรพรรณแล้ว ยังมีเครื่องประดับตกแต่งร่างกาย และของตกแต่งบ้าน รวมถึงสินค้าจำพวกของอุปโภคบริโภคที่ทำจากผลผลิตในชุมชน เช่น สมุนไพรในชุมชน เป็นต้น

ความน่าสนใจของชุมชนริมคาวนี้อยู่ที่ความร่วมมือร่วมใจของคนในชุมชนที่พร้อมใจตกลงกันว่าจะปลูกสร้างบ้านเรือนให้กลมกลืนกันไม่ใช่ว่าบ้านหลังนี้เป็นสไตล์หลุยส์ อีกหลังเป็นสไตล์หมิง หรืออีกหลังเป็นเรือนไทย แต่บ้านเรือนทุกหลังจะปลูกสร้างให้กลืนกับธรรมชาติให้มากที่สุด จะร่วมกันรักษาต้นไม้ใหญ่ไว้ในชุมชน และเปิดโอกาสให้สมาชิกชุมชนได้แสดงความคิดเห็นร่วมกันว่าจะนำพาชุมชนไปในทิศทางใด

ถามว่าถ้าไปเที่ยวที่โหล่งฮิมคาว ต้องใช้เวลานานเท่าไร ตอบยากครับ เพราะบางคนใช้เวลาเพียงชั่วโมงกว่าๆ ก็บอกว่าไม่มีอะไรให้ดูอีกแล้ว แต่สำหรับบางคนอยู่ไปเกินครึ่งวันก็ยังบอกว่ายังมีอะไรให้ดูให้ชมอีกมาก เรื่องนี้นานาจิตตัง แต่รับรองได้อย่างหนึ่งคือ ชุมชนที่นี่น่ารัก สงบพอประมาณ (ยกเว้นวันที่มีนักท่องเที่ยวมากๆ) เดินเที่ยว เดินเลือกหาซื้อของ แล้วก็มีที่ให้กินอาหารทั้งแบบกินโดยไม่ต้องนั่งในร้าน และมีให้นั่งกินในร้านอย่างเป็นกิจลักษณะ พูดง่ายๆ คือ รับรองว่าหากคุณได้ไปเยือนโหล่งฮิมคาวแล้ว ผมมั่นใจว่าคุณน่าจะชอบ ลองไปเที่ยวดูนะครับ

สนใจต้องการร่วมทริปน่ารัก อบอุ่น เป็นกันเอง เน้นเที่ยวแบบแช่มช้า ละมุนละไม เที่ยวดี กินดี นอนดี ไม่เที่ยวแบบร้อนรน โปรดเลือกทัวร์คุณแหนนะครับ
Mr.Flower นำทัวร์เองครับ รับรองว่าไปเที่ยวด้วยกันสักทริปหนึ่ง แล้วคุณจะติดใจ และอยากไปเที่ยวกับเราทุกทริป สนใจโปรดติดต่อ โทร.091-7233615 หรือหากคุณมีกลุ่มเล็กๆ แล้วต้องการให้ Mr.Flowerนำคุณเที่ยวแบบเจาะลึกในที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ก็สามารถติดต่อสอบถามได้ครับ ยินดีให้บริการที่จะทำให้คุณประทับใจตลอดไปครับ