ตะลอนเที่ยว : เดินลุยหมอกฝนบนยอดดอยอินทนนท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/426249

ตะลอนเที่ยว : เดินลุยหมอกฝนบนยอดดอยอินทนนท์

วันอาทิตย์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

หลายคนอาจจะบอกว่า “ยิ่งสูง ยิ่งหนาว” ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าจริงตามที่ว่านั้น เพราะยิ่งสูงก็ยิ่งหนาว ส่วนจะหนาวแล้วมีคนคอยให้กำลังใจ หรือให้ความอบอุ่นหรือไม่ ก็แล้วแต่กรณี และแล้วแต่ความประพฤติของบุคคล เพราะบางคนนั้น ยิ่งสูง ยิ่งหนาวก็จริง แต่ในความหนาวนั้น ก็ยังมีความอบอุ่นจากมวลมิตรและคนชิดใกล้ แต่สำหรับบางคนที่ไร้น้ำใจ ไร้ความจริงใจ ก็อาจจะหนาวเหน็บและเดียวดายอยู่บนดอยสูง

แต่สำหรับดอยอินทนนท์นั้นต้องบอกว่า ยิ่งสูง ยิ่งสวย และสวยทุกฤดูกาลจริงๆ ผมเพิ่งพาแฟนคลับคอลัมน์ตะลอนเที่ยวไปสัมผัสความงดงามในยามเริ่มต้นฤดูฝนบนยอดดอยอินทนนท์เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม หลายคนนึกไม่ถึงว่ายอดดอยอินทนนท์ในยามต้นฤดูฝนจะงดงามและสดชื่นได้ถึงเพียงนี้ หลายคนเข้าใจเอาเองว่าหน้านี้อากาศบนยอดดอยคงจะร้อนไม่ต่างไปจากพื้นราบ ดังนั้นหลายคนจึงไม่ได้เตรียมผ้ากันลม หรือเสื้อที่หนาสักนิดติดตัวไปด้วย (ทั้งๆ ที่ผมแจ้งให้ทราบเบื้องต้นแล้วว่า บนยอดดอยอินทนนท์อากาศจะเย็นตลอดทั้งปี แล้วจะยิ่งเย็นมาก หลังจากดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว)

อินทนนท์ในยามนี้อากาศดีไม่แพ้หน้าหนาว แม้อาจจะต้องเจอเม็ดฝนในบางวันก็ตาม แต่ก็ต้องบอกว่าบรรยากาศบนยอดดอยจะสุดวิเศษหลังฝน เหมือนกับที่หลายคนบอกว่าฟ้าหลังฝนจะงดงาม แต่ไม่ใช่แค่ฟ้างดงามหลังฝนเท่านั้น แต่ที่วิเศษยิ่งกว่าคืออากาศหลังฝนตกนั้นมันสุดแสนจะสะอาดบริสุทธิ์ หายใจได้เต็มปอด เรียกว่าหายใจแล้วสามารถสัมผัสได้ถึงความบริสุทธิ์ของอากาศ อย่างที่ไม่สามารถหาได้ง่ายๆ ในเขตเมืองใหญ่ๆ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครของเรา

วันที่เราขึ้นไปบนยอดดอยอินทนนท์นั้น ในช่วงแรกไม่มีฝน แต่มีเมฆและหมอกฝนปกคลุมยอดดอยอย่างหนาแน่น เรียกได้ว่าเราเดินฝ่าเข้าไปในกลุ่มเมฆฝน และหมอกฝน หลายคนที่เคยมีประสบการณ์เช่นนี้จะทราบดีว่า เหมือนกับเราเดินฝ่าเข้าในดงของละอองน้ำ ทำให้ตัวของเราชุ่มชื้นไปด้วยละอองน้ำ จนหลายคนสงสัยว่าเรากำลังเดินกลางสายฝนหรือเปล่า แต่ต้องบอกว่าเปล่าเลย เพราะฝนยังไม่ได้ตกลงมา แต่เรานี่แหละที่เดินอยู่ท่ามกลางกลุ่มเมฆฝน ดังนั้นเมื่อมองไปรอบตัวในระยะทางไม่เกิน 100 เมตร ก็จึงทำให้เหมือนกับมองผ่านม่านละอองน้ำ หลายคนถามว่านี้คือหมอกใช่ไหม ผมตอบว่าใช่ครับ แต่ไม่ใช่หมอกในหน้าหนาว แต่มันคือหมอกฝนที่เต็มไปด้วยความชุ่มฉ่ำ

ต้องขออนุญาตเรียนย้ำว่าดอยอินทนนท์คือยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย อยู่ในเขตอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ สูง 2,565.3341 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล หลายคนเรียกดอยนี้ว่าดอยหลวง หรือดอยหลวงอ่างกา ชื่ออินทนนท์มากจากพระนามของเจ้าผู้ครองเมืองเชียงใหม่ คือเจ้าหลวงอินทวิชยานนท์ พระบิดาของเจ้าดารารัศมี พระราชชายาในพระพุทธเจ้าหลวง สมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ดังนั้นบนยอดดอยนี้จึงมีพระสถูป หรือภาษาเหนือเรียกว่ากู่ที่ทรงสร้างขึ้นโดยเจ้าดารารัศมี เพื่อประดิษฐานพระอัฐิของพระบิดาของพระองค์ไว้

บริเวณรอบพระสถูปเจ้าหลวงอินทวิชยานนท์รายลอบไปด้วยต้นไม้ใหญ่ที่สูงเสียดฟ้า โดยแต่ละต้นมีเฟิร์น และมอส รวมถึงไลเคนห่มคลุมกิ่งก้านและลำต้นไว้เปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่เหล่านั้นมีผ้าห่มคลุมอยู่ตลอดปีตลอดชาติ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอากาศบนยอดดอยนั้นเย็นและชุ่มชื้นตลอดเวลา

เมื่อเราได้เดินบนยอดดอยหลวงอินทนนท์จนครบรอบทางเดินที่เจ้าหน้าที่ได้จัดทำขึ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คณะของเราก็นั่งรถยนต์ลงจากยอดดอยไปยังบริเวณพระมหาธาตุนภเมทนีดล และพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ พระมหาธาตุที่ประชาชนไทยพร้อมใจประดิษฐานขึ้นเพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายพระเกียรติแด่ พระบาทสมเด็จพระบรม
ชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยพระมหาธาตุนภเมทนีดล สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2530 เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ ส่วนพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2535 เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ5 รอบ ในปี 2535 พระมหาธาตุทั้งสององค์นี้ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุไว้บนยอด

วันที่เราไปกราบนมัสการพระมหาธาตุทั้งสององค์นั้นเป็นวันที่เมฆและหมอกฝนปกคลุมยอดดอยอินทนนท์อย่างหนาแน่น จึงทำให้มองเห็นองค์พระมหาธาตุอยู่ท่ามกลางม่านเมฆและหมอกฝน ซึ่งนับเป็นภาพที่งดงามแตกต่างไปจากวันที่ฟ้าใสในยามหน้าหนาว

เมื่อคุณเห็นความงามของดอยอินทนนท์เช่นนี้แล้ว ผมมั่นใจว่าคุณต้องอยากไปสัมผัสความงดงามของดอยแห่งนี้ด้วยสายตาและด้วยตัวของคุณเองอย่างแน่นอน อันที่จริงหลังจากชมความบนดอยแล้ว คณะของเรายังไปรับประทานอาหารรสชาติอร่อยและคุณภาพดีเยี่ยมในร้านโครงการหลวงบนดอยอินทนนท์ด้วย ต้องบอกว่าอาหารอร่อยมาก คุณภาพอาหารก็ดีเยี่ยม และที่สำคัญคือบรรยากาศสุดยอด

หากคุณมีความประสงค์จะท่องเที่ยวเมืองไทยให้ได้อรรถรส ได้ความรู้ ได้ความประทับใจ และได้มิตรภาพจากเพื่อนร่วมคณะ โปรดติดต่อทัวร์คุณแหน นำทัวร์โดย Mr.Flowerหมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615 เรามีทริปต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศไว้เพื่อสร้างความประทับใจให้คุณโดยเฉพาะ

ตะลอนเที่ยว : แอ่วเจียงใหม่ สวมใส่ชุดพื้นเมือง ม่วนอ๋กม่วนใจ๋

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/424635

ตะลอนเที่ยว : แอ่วเจียงใหม่ สวมใส่ชุดพื้นเมือง ม่วนอ๋กม่วนใจ๋

วันอาทิตย์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผมเพิ่งพาสมาชิกแนวหน้ากลุ่มเล็กๆ (12 ราย) ที่แสนจะเป็นกันเอง และที่สำคัญคือสมาชิกทุกคนสุภาพมาก ไปเที่ยวที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ โดยพักที่แม่แจ่มหนึ่งคืน และที่ในตัวเมืองเชียงใหม่อีกหนึ่งคืน

สมาชิกหลายคนบอกว่า ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าการไปเที่ยวเชียงใหม่ในช่วงที่ผู้คนไม่ล้นทะลัก ไม่แออัดยัดทะนาน ไม่ต้องแย่งกันกินแย่งกันเที่ยว ซึ่งก็คือการท่องเที่ยวในช่วงฤดูฝนจะสามารถทำให้เห็นความน่ารักของเมืองเชียงใหม่ได้ถนัดตาและถนัดใจเป็นที่สุด ไปไหนมาไหนก็แสนสะดวก (แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ก็ยังไม่สามารถหนีปัญหารถติดหนักในที่สี่แยกรินคำได้อยู่ดี แม้จะไปในช่วงที่ถือได้ว่าเป็นช่วงที่คนต่างถิ่นไปเที่ยวเชียงใหม่น้อยแล้วก็ตาม) ใช้เวลาขับรถยนต์ออกจากตัวเมืองไปยังอำเภอรอบๆ นอกตัวเมืองเชียงใหม่ที่มีระยะทางไกลไม่เกิน 20 กิโลเมตร ได้ในเวลาเพียงไม่ถึง 10 นาที ซึ่งไม่สามารถทำได้ในช่วงสงกรานต์อย่างแน่นอน สำหรับทริปนี้เราเดินทางไปถึงแม่แจ่ม ซึ่งมีระยะทางห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่เพียง 100 กิโลเมตรกว่าๆ แต่ด้วยความคดเคี้ยวเลี้ยวลดของเส้นทาง จึงทำให้เราใช้เวลาซึบซับความงามของสองข้างทางได้อย่างจุใจ โดยเราก็แวะชม แวะชิม แวะซื้อหา ไปตลอดทาง เพราะเราไม่เที่ยวแบบเร่งร้อน

อย่างที่เรียนให้ทราบคือทริปนี้เราไปนอนที่แม่แจ่มและในตัวเมืองเชียงใหม่ที่ละหนึ่งคืน แต่สำหรับวันนี้จะยังไม่ได้พาคุณไปสัมผัสแม่แจ่ม เพราะจะพาคุณไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวที่ชื่อว่า จัดแจงแป๋งงาม หรือพูดเป็นภาษาภาคกลางคือ จัดแจงตกแต่งให้งดงาม (แป๋งคือแปง แปลว่าสร้างหรือทำ) สาเหตุที่แวะชมที่นี่ก็เพราะตั้งอยู่บนเส้นทางที่เราจะเดินทางไปยังแม่แจ่ม แต่ที่มากกว่านั้นคือที่นี่มีเสื้อผ้าแพรพรรณสวยๆ งามๆ ให้ชม (นอกจากชมแล้วยังสามารถซื้อหาได้ด้วย) ที่ตั้งของจัดแจงแป๋งงามอยู่ในตำบลยุหวา อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้อยู่ในเรือนไม้ปลูกสร้างตามแบบฉบับของชาวภาคเหนือ มีทั้งหมด 9 หลัง ทุกหลังเชื่อมต่อถึงกันหมด แต่ละหลังจัดแสดงงานต่างๆ เช่น ผ้าทอของชาวไทลื้อ ไทเขิน เสื้อผ้าชุดแต่งกายของชาวชนเผ่าต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในเขตภาคเหนือของไทย ห้องครัวแบบชาวเหนือ ห้องนอน ห้องพระ และมีเรือนหลังหนึ่งเป็น home stay

ส่วนภาพที่นำมาฝากคุณในวันนี้จะเน้นหนักไปที่ผ้าทอมือของชาวเหนือของไทย เช่น ผ้าลายน้ำไหลของชาวไทลื้อ ผ้าซิ่นลายริ้วของชาวไทเขิน ผ้าซิ่นของเชียงแสน ผ้าซิ่นตีนจกของชาวแม่แจ่ม รวมถึงผ้าซิ่นของชาวไทใหญ่ เมืองเชียงตุง และผ้าซิ่นแสนงามของพม่า เช่น ซิ่นลุนตยา ซึ่งต้องยอมรับสารภาพว่าแม้จะไม่มีความรู้เรื่องซิ่นของแต่ละกลุ่มชนหรือแต่ละท้องถิ่นมากมายลึกซึ้ง แต่เมื่อได้ชมลวดลายที่ปรากฏบนผืนผ้าแล้วก็สามารถสัมผัสได้ถึงฝีมือที่แสนละเอียดประณีต เห็นถึงความงามของสีสันจากเส้นด้ายเส้นไหมที่ปรากฏ

นอกจากผ้าซิ่นชนิดต่างๆ ที่งามจนเกินบรรยายแล้ว ยังได้ชมหมอนอิง หมอนหนุนฝีมือของชาวไทลื้อ ไทเขินอีกด้วย ลักษณะสำคัญของหมอนอิงแบบไทลื้อคือเป็นคล้ายๆ หมอนขวางของภาคกลาง หรือบางคนเรียกหมอนอิงสามเหลี่ยม ลวดลายสำคัญของหมอนอิงไทลื้อคือลายหงส์เกี้ยว ส่วนหมอนของไทเขินจะเป็นแบบคล้ายๆ ครึ่งวงกลม

และที่งามจนไม่สามารถจะมองข้ามไปได้ก็คือการจัดแสดงเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของชาวไทกลุ่มต่างๆ เช่น ลื้อ เขิน ไทใหญ่ เชียงแสน และชาวไทยภูเขากลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เช่น เย้า อีก้อมูเซอ ม้ง คะฉิ่น ปกาเกอะญอ ปะหล่อง เป็นต้น

สมาชิกที่ร่วมคณะไปในทริปนี้ต่างหลงใหลได้ปลื้มกับเสื้อผ้าแพรพรรณของชาวพื้นเมืองภาคเหนือของไทยกันอย่างใหญ่หลวง ทุกคนต่างซื้อหาผ้าซิ่น ผ้าพันคอ เสื้อ ย่าม และของประดับอีกมากมาย ทุกคนบอกตรงกันว่า เที่ยวเมืองเชียงใหม่ในยามนี้แสนดี และแสนสุขใจ ไปไหนมาไหนสะดวก ไม่ต้องแย่งกันเที่ยว เที่ยวแบบนี้เหมือนกับคณะของเราได้รับการต้อนรับแบบ Very VIP แต่ที่มากกว่านั้นคือทุกคนภูมิใจกับการได้จับจ่ายซื้อหาสินค้าของเพื่อนร่วมประเทศ ซึ่งเท่ากับช่วยเหลือกันและกัน โดยผ่านการกระจายรายได้สู่ชุมชน

และที่มากกว่านั้นคือ หลายคนบอกว่าชื่นใจมากที่ได้ไปกราบนมัสการอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย ที่เชิงดอยสุเทพในยามค่ำแม้จะมีสายฝนโปรยปรายลงมาเล็กน้อย แต่ทุกคนก็พร้อมใจกันลงไปกราบนมัสการ โดยบางคนบอกว่ามาเชียงใหม่ตั้งหลายสิบครั้งแล้ว แต่ไม่เคยมีโอกาสไปกราบอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัยณ ที่แห่งนี้เลย และวันนี้ก็โชคดีมากที่ได้มากราบนมัสการท่านพร้อมกับได้รับน้ำมนต์จากสรวงสวรรค์ประพรมให้อีกด้วย

หากคุณสนใจจะร่วมเดินทางไปสัมผัสมนต์เสน่ห์ของเชียงใหม่ในแง่มุมต่างๆ รวมถึงสัมผัสมนต์เสน่ห์ของสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศกับทัวร์คุณแหน นำทัวร์โดย Mr.Flower โปรดติดต่อที่ 091-7233615 ทัวร์คุณแหนเน้นการท่องเที่ยวแบบละมุนละไม แต่เจาะลึก เน้นการกินดีอยู่ดีตลอดโปรแกรม

ตะลอนเที่ยว : ไปเที่ยวกรุงมอสโกกันไหมครับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/423141

ตะลอนเที่ยว : ไปเที่ยวกรุงมอสโกกันไหมครับ

วันอาทิตย์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

หาก Mr.Flower จะขอชวนเชิญคุณไปเที่ยวกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย คุณสนใจร่วมทริปไปด้วยกันไหมครับ

หลายคนอาจจะถามว่า ทำไมต้องกรุงมอสโก มีอะไรดี มีอะไรให้ดู แล้วไม่น่ากลัวหรือ เพราะเขาเป็นคอมมิวนิสต์ แล้วจะพูดจากัน
รู้เรื่องหรือ เพราะคนมอสโกไม่พูดภาษาอังกฤษ

ก็ต้องตอบว่า มอสโกมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย โดยเฉพาะในด้านโบราณสถาน ประวัติศาสตร์ และด้านการเมือง เพราะฉะนั้นจึงมีที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากมายจนบรรยายไม่หมดในเวลาสั้นๆและที่สำคัญคือ สถานีรถไฟใต้ดินสวยงามตระการตาและอลังการมาก บางสถานีงดงามราวกับท้องพระโรงของพระราชวังหลวง ส่วนเรื่องน่ากลัวเพราะเขาเป็นคอมมิวนิสต์นั้น ก็ต้องตอบว่าไม่น่ากลัว แล้วคนมอสโกเองก็ตอบว่าเขาไม่ใช่คอมมิวนิสต์เหมือนในสมัยเลนิน สตาลิน ส่วนเรื่องภาษาในการสื่อสารนั้น ต้องบอกว่าในระยะ 10 ปีหลังๆ มานี้ ในกรุงมอสโกมีป้ายบอกทางเขียนด้วยภาษาอังกฤษมากขึ้นกว่าเมื่อช่วงก่อนหน้านั้น และผู้คนก็พูดภาษาอังกฤษได้มากขึ้น ผมจึงสรุปว่า กรุงมอสโกติดอันดับเมืองน่าท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของโลก

สถานที่แห่งแรกที่ต้องไม่พลาดการไปเยือนเป็นอันขาดเมื่อไปถึงกรุงมอสโกคือ พระราชวังเครมลิน ที่ตั้งอยู่บนเนินติดกับแม่น้ำมอสโก
พระราชวังแห่งนี้เคยเป็นที่ประทับของพระเจ้าซาร์แห่งรัสเซีย ภายในเขตพระราชวังเครมลินจะประกอบไปด้วยพระที่นั่ง วัง และอาคารต่างๆ ที่งดงาม รวมถึงป้อม 20 ป้อม และหอคอยที่มีลักษณะแตกต่างกันไป หอคอยสำคัญและสูงที่สุดชื่ออิวานเวลิกี สูง 270 ฟุต หอคอยนี้เป็นที่แขวนระฆัง เมื่อขึ้นไปชั้นบนสุดจะมองเห็นทิวทัศน์ของกรุงมอสโกในมุมสูงได้อย่างงดงาม นอกจากนี้ ยังมีโบสถ์วิหารของคริสต์ศาสนานิกายออร์โธดอกซ์ ลักษณะเด่นของโบสถ์คริสต์นิกายออร์โธดอกซ์คือโดมรูปทรงหัวหอมใหญ่ เช่น มหาวิหารอัครเทวทูต และโบสถ์อัสสัมชัญ ส่วนภายในวังและพระที่นั่งมีท้องพระโรงที่โอ่อ่าอลังการจนทำให้ผู้ไปเยือนตื่นตะลึงในความวิจิตรและความยิ่งใหญ่ สถาปัตยกรรมของวังและอาคารต่างๆ ในพระราชวังเครมลินจะมีทั้งแบบมอสโกดังเดิม และบารอค พระราชวังแห่งนี้ถูกล้อมด้วยกำแพงอิฐสีแดงสูงตระหง่านมีความยาว 2.25 กิโลเมตร สูงประมาณ 60 ฟุต แต่ที่ต้องไม่พลาดเมื่อไปเยือนพระราชวังแห่งนี้คือ การเข้าชมพิพิธภัณฑ์ ซึ่งมีทั้งพิพิธภัณฑ์คลังแสงอาวุธ เกราะทหาร และการจัดแสดงโบราณวัตถุล้ำค่า ซึ่งพิพิธภัณฑ์แต่ละแห่งอยู่กันคนละอาคาร แต่พิพิธภัณฑ์ห้ามพลาดชมเป็นอันขาดคือ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ (State Museum History) ในบริเวณจัตุรัสแดง ที่นี่คือที่เก็บรวบรวมเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์รัสเซีย และยังเป็นที่เก็บรวบรวมพระราชสมบัติมากกว่า 45 ล้านชิ้น อัญมณีที่ประมาณค่ามิได้ ชุดเฟอร์นิเจอร์ อาวุธที่ใช้ทำสงคราม รวมทั้งพระคัมภีร์ที่สำคัญ

นอกจากนี้นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังให้ความสนใจอย่างมากกับปืนใหญ่พระเจ้าซาร์ และระฆังพระเจ้าซาร์ ทั้งสองสิ่งนี้ถูกกล่าวว่าใหญ่ที่สุดในโลก โดยปืนใหญ่สร้างมาตั้งแค่คริสต์ศตวรรษที่ 16 ช่วงปลาย กระบอกปืนยาว 5.34 เมตร หนัก 40 ตัน ส่วนระฆังมีความสูง 6.15 เมตร สูง 6.6 เมตร หนัก 200 ตัน ตัวระฆังมีลวดลายงดงามมาก แต่ระฆังยักษ์ใบนี้แตกก่อนจะหล่อเสร็จสมบูรณ์ จึงนำไปจัดแสดงไว้ในลานภายนอก แต่ความตั้งใจเดิมคือจะนำระฆังที่สมบูรณ์ไปแขวนไว้บนหออีวาน

นี่ขนาดผมพาคุณเที่ยวชมแค่บางส่วนบางที่ในพระราชวังเครมลินเท่านั้น ยังไม่ได้พาไปชมหมดทุกๆ อาคาร พื้นที่หน้ากระดาษก็หมดลงแล้ว ผมยังไม่ได้พูดถึงโบสถ์เซนต์เบซิล หรือโบสถ์ที่มียอดเก้ายอด แต่ละยอดมีโดมรูปหัวหอมใหญ่สีสันสวยงามสะดุดตาโดยมีโดมตรงกลางสูงที่สุดแล้วล้อมรอบด้วยโดมอื่นๆ อีก 8 ยอด ยังไม่ได้พาคุณไปชมสถานีรถไฟใต้ดินที่งดงามสมกับห้องรับราชอาคันตุกะของพระเจ้าซาร์ ยังไม่ได้พาคุณไปชมเมืองรอบๆพระราชวังเครมลินในยามค่ำ และยังไม่ได้พาคุณไปล่องเรือในแม่น้ำมอสโก

แต่ถ้าหากคุณสนใจจะร่วมทริปขนาดเล็ก ที่เน้นการท่องเที่ยวแบบเจาะลึก แต่ละมุนละไม เที่ยวแบบไม่เร่งรีบร้อนรน นอนในโรงแรมกลางเมือง กินอาหารแสนอร่อยที่เราเลือกสรร โดยไม่พาคุณไปกินอาหารแบบที่ต้องรีบร้อนและแย่งกันกิน ขอเชิญคุณร่วมสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่จะทำให้คุณประทับใจกับทัวร์คุณแหน นำทัวร์โดย Mr.Flowerโปรดติดต่อ 091-7233615 เราจะเดินทางกันในเดือนกันยายนปีนี้

ตะลอนเที่ยว : สวย ใส ไร้มลพิษ ที่ Königssee แห่งแคว้นบาวาเรีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/421545

ตะลอนเที่ยว : สวย ใส ไร้มลพิษ ที่ Königssee แห่งแคว้นบาวาเรีย

วันอาทิตย์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เวลาที่ได้ไปเที่ยวชมหรืออยู่ในดินแดนที่สวย ใส ไร้มลภาวะ นอกจากเราจะสดชื่นทั้งร่างกายและจิตใจแล้ว ยังรู้สึกได้ถึงความน่ารักและความแสนสวยของสถานที่แห่งนั้นอย่างยากที่จะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ เพราะรู้สึกว่าพูดอย่างไรก็ไม่ซาบซึ้งเท่ากับการได้สัมผัสความงดงามและบริสุทธิ์ของสถานที่แห่งนั้นด้วยตัว ด้วยตา และด้วยประสาทสัมผัสอื่นๆ ทั้งหมดของเรา

บางคนอาจจะถามว่าแล้วมีสถานที่ท่องเที่ยวแห่งไหนหรือที่สวยงามแต่มีมลภาวะ ก็ต้องบอกว่ามีหลายแห่งบนโลกใบนี้เป็นสถานที่ที่งดงาม แต่ทว่ากลับเต็มไปด้วยมลภาวะต่างๆ เช่น มลทัศน์ มลโสต บางที่ก็เต็มไปด้วยภัยอันตรายจากการก่อการร้ายและความไม่สงบ อย่างไรก็ตาม ขออนุญาตไม่ระบุชื่อสถานที่สวยงามแต่ทว่าเต็มไปด้วยมลภาวะในบทความสัปดาห์นี้ แต่เชื่อว่าคุณคงนึกออกว่าที่ไหนบ้างที่สวยงามน่าไปเที่ยว แต่ก็ต้องทำใจเรื่องมลภาวะสารพัดชนิด

สัปดาห์นี้ผมพาคุณไปเที่ยวดินแดนทางตอนใต้ของประเทศเยอรมนี หรือที่หลายคนเรียกว่าแดนแห่งแคว้นบาวาเรีย เราจะไปเที่ยว Königssee ที่ Berchtesgadener Land

Königssee คือทะเลสาบธรรมชาติแห่งหนึ่งในบรรดาทะเลสาบธรรมชาติอีกมากมายหลายแห่งใน Berchtesgaden National Park สำหรับทะเลสาบโคนิก (König ในภาษาเยอรมันแปลว่ากษัตริย์)มีพื้นที่ประมาณ 5.200 ตารางกิโลเมตร ความลึกโดยเฉลี่ยประมาณ 100 เมตร แต่ส่วนที่ลึกมากที่สุดคือ 190 เมตร ซึ่งถือว่าลึกมากที่สุดเป็นอันดับสามของทะเลสาบในเยอรมนี ทะเลสาบแห่งนี้รอบล้อมไปด้วยภูเขาสูง ภูเขาบางลูกสูงเกือบ 3 พันเมตร ดังนั้นเมื่อรอบล้อมไปด้วยภูเขาสูงมากถึงเพียงนี้ก็แน่นอนว่าบนยอดเขาต้องปกคลุมด้วยหิมะที่หนาหลายเมตรโดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องสงสัยว่าน้ำในทะเลสาบมาจากไหน เพราะคำตอบคือมาจากน้ำที่ละลายจากหิมะในยามที่หิมะหลอมละลายนั่นเอง เมื่อทราบคำตอบดังนี้แล้ว หลายคนคงนึกออกโดยทันทีว่า น้ำในทะเลสาบในบริเวณนี้จึงใสสะอาด จนกล่าวได้ว่าใสราวกับกระจกใส สามารถมองเห็นพื้นบริเวณขอบของทะเลสาบ แม้จะลึกลงไปมากกว่า 2 เมตร ก็ยังมองเห็นพื้นดินใต้น้ำ แต่ไม่สามารถมองเห็นก้นทะเลสาบได้อย่างแน่นอน เพราะลึกโดยเฉลี่ยประมาณ 100 เมตร แต่เราจะเห็นว่าน้ำในทะเลสาบนี้มีสีฟ้าใสแจ๋ว ราวกับสีของพลอยไพลินที่เจียระไนด้วยช่างฝีมือดีของโลกและได้รับการยกย่องว่าน้ำในทะเลสาบแห่งนี้สะอาดมากที่สุดในเยอรมนี ดังนั้นเพื่อเป็นการรักษาความสะอาดบริสุทธิ์ของน้ำในทะเลสาบแห่งนี้ไว้ให้มากที่สุด จึงไม่อนุญาตให้เรือยนต์ที่ใช้น้ำมันแล่นเป็นอันขาด แต่อนุญาตให้เฉพาะเรือที่ใช้พลังงานไฟฟ้าเท่านั้น และก็อนุญาตให้เรือพายด้วยแรงคนสามารถลอยล่องในทะเลสาบได้ และก็อนุญาตให้คนลงว่ายน้ำได้ในเฉพาะบางจุดเท่านั้น

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในที่แห่งนี้คือท้องน้ำที่แสนสะอาดและสงบ โดยเฉพาะในจุดที่ขนาบด้วยหน้าผาสูงหลายร้อยเมตร เมื่อเรือไฟฟ้าล่องมาถึงจุดนี้ พนักงานก็จะนำทรัมเป็ตออกมาบรรเลงเพลงที่แสนไพเราะด้วยท่วงทำนองที่เนิบนาบ เมื่อเป่าแล้วก็ปล่อยให้เสียงสะท้อนก้องกลับมาราวกับว่ามีการสอดประสานของทรัมเป็ตถึง 7 ตัวที่เล่นเพลงในโน้ตเดียวกันเป๊ะ

สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งคือโบสถ์ St.Bartholoma หรือโบสถ์หัวหอมแดง โบสถ์ขนาดเล็กแห่งเดียวในทะเลสาบแห่งนี้ และสถานที่สำคัญที่ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่งเมื่อมาถึงที่ทะเลสาบนี้คือ Obersee ซึ่งผมนำภาพ Obersee มาฝากคุณมากมายในคอลัมน์วันนี้ เพราะหลงใหลในความงดงาม ความสะอาด ความสงบของ Obersee คุณจะเห็นว่าน้ำในทะเลสาบนี้ใสราวกับแผ่นกระจกสีฟ้าใส

ขอบอกอีกครั้งว่า ต่อให้ผมบรรยายให้คุณฟังมากมายสักเพียงใด หรือยกเอาอะไรมาเปรียบเทียบให้เห็นถึงความงดงามของสถานที่แห่งนี้ ก็ไม่มีวันจะทำให้คุณประทับใจมากเท่ากับคุณได้ไปสัมผัสด้วยตัวคุณเอง

ถ้าคุณสนใจร่วมทริปสุดพิเศษ เดินทางพร้อมกับสมาชิกกลุ่มเล็กๆ แบบ Exclusive แต่ทุกคนมีความน่ารักเป็นกันเอง ทุกคนรักการท่องเที่ยวแบบละมุนละไม ไม่รีบไม่ร้อน ไม่ลุกลี้ลุกลน ไม่ชอบการท่องเที่ยวแบบเร่งรีบโดยไม่ได้สัมผัสกับความงดงามแบบเจาะลึกของสถานที่ทุกแห่งที่คณะของเราได้ไปชม และที่สำคัญคือการท่องเที่ยวของเรานั้นไม่ใช่การท่องเที่ยวแบบที่ต้องนั่งรถยนต์นานๆ แต่กลับไม่ได้ชื่นชมความงามของแหล่งท่องเที่ยวอย่างเป็นเนื้อเป็นหนัง เพราะเร่งรีบร้อนรน ขอย้ำว่าทัวร์คุณแหนเน้นการเที่ยวแบบชิลๆ กินอาหารอร่อย นอนโรงแรมในใจกลางเมือง ที่แวดล้อมไปด้วยสถานที่สำคัญของเมืองนั้นๆ ถ้าคุณสนใจร่วมทริปสุดพิเศษไปกับทัวร์คุณแหน นำทัวร์โดย Mr.Flower โปรดติดต่อ 091-7233615 เราจะไปชมความงามของดินแดนบาวาเรีย และกรุงเวียนนา รวมถึงเมืองซาลสบวร์ก ในเดือนสิงหาคมปีนี้

ตะลอนเที่ยว : ชมกุหลาบงาม ยามหน้าร้อน ในยุโรปตะวันตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/420110

ตะลอนเที่ยว : ชมกุหลาบงาม ยามหน้าร้อน ในยุโรปตะวันตก

วันอาทิตย์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สัปดาห์ก่อน ตะลอนเที่ยวพาคุณท่องกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย แล้วไปเมืองซาลส์บวร์ก เมืองแห่งภาพยนตร์The Sound of Music แล้วไปข้ามไปเยือนดินแดนบาวาเรีย ซึ่งคือดินแดนตอนใต้ของเยอรมนี โดยเน้นการดูดอกไม้ป่าในยามหน้าร้อน ที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปตามริมทางเดิน แล้วถ้ายิ่งเข้าไปในเขตป่าละเมาะก็จะยิ่งพบดอกไม้ป่าสีสันสวยงามมากมาย แม้กระทั่งตามท้องทุ่งโล่งก็จะได้พบดอกป๊อปปี้สีแดงสดบานสะพรั่งล้อสายลมอวดสายตา

สัปดาห์นี้เราก็ยังคงอยู่กันที่เมืองเดิม แต่จะเพิ่มเติมบางเมืองเข้าไปด้วย เช่น Augsburg, Ludwigsburg, Passua แต่จริงๆ ยังมีอีกหลายเมือง แต่ยังจะไม่พูดถึงในวันนี้ โดยสาระสำคัญของสัปดาห์นี้คือ เราจะเดินชมสวนกุหลาบด้วยกัน สถานที่ที่จะไปชมสวนกุหลาบก็มีทั้งในพระราชวัง สวนสาธารณะ สวนตามบ้านเรือนทั่วไป รวมถึงตามริมถนน

ต้องยอมรับว่าดอกกุหลาบกับชาวยุโรปนั้นน่าจะเป็นของคู่กันเพราะตามบ้านเรือนทั่วไปนิยมปลูกต้นกุหลาบไว้ แล้วถ้ายิ่งเข้าไปชมสวนกุหลาบในพระราชอุทยานของพระราชวังต่างๆ ด้วยแล้ว แม้กระทั่งอุทยานมิราเบล ซึ่งอยู่ในเมืองซาลส์บวร์ก ก็จะเต็มไปด้วยดอกกุหลาบสารพัดสี รวมถึงสวนสาธารณะในกรุงเวียนนา ที่ตั้งอยู่ใกล้กับจัตุรัสมาเรียน เทเรซา ก็เต็มไปด้วยกุหลาบสารพัดสี สารพัดพันธุ์ และสารพัดกลิ่น นอกจากนี้เรายังพบกุหลาบตามริมถนน เกาะกลางถนน สวนหลังบ้านของผู้คนทั่วไป และหน้าร้านอาหาร และอาคารบ้านเรือนต่างๆ เรียกได้ว่าไปที่ไหนๆ ก็จะได้พบเจอกับดอกกุหลาบเต็มเมือง

เพราะฉะนั้น ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้จึงนำภาพดอกกุหลาบมากมายมากำนัลคุณ แล้วก็อยากจะชวนคุณให้ไปเที่ยวยุโรปตะวันตกในยามหน้าร้อนกับทัวร์คุณแหน ที่ทำทัวร์โดย Mr. Flower

สีสันของดอกกุหลาบสารพัดพันธุ์คงดึดดูดให้คุณอยากไปสัมผัสบรรยากาศจริงที่เต็มไปด้วยกลิ่นกุหลาบ และต้องบอกด้วยว่าทางเดินบางแห่งในพระราชอุทยานนั้นโปรยปรายไปด้วยกลีบกุหลาบจริงๆ  ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องเกินความจริง หากจะบอกว่า ทริปนี้เส้นทางเดินของเราโปรยด้วยกลีบกุหลาบ

ขอเชิญชวนอีกครั้ง สำหรับคุณๆ ที่ยังไม่เคยไปสัมผัสความสดใสและสีสันของหน้าร้อนในยุโรปตะวันตก Mr. Flower ใคร่ขอเชิญชวนให้คุณลองไปสัมผัสสักครั้ง แล้วคุณจะรู้ว่ายุโรปตะวันตกในยามฤดูร้อนนั้นมีมนต์เสน่ห์มัดใจคุณจนทำให้คุณใหลหลง บอกได้ เพียงสั้นๆ ว่าแค่เดินชมความงามของดอกกุหลาบตามสถานที่ต่างๆ พร้อมไปกับชมความงามของโบราณสถาน พระราชวัง จัตุรัส สวนสาธารณะและบ้านเรือน คุณก็ได้พบกับความสุขอย่างมหัศจรรย์แล้ว

หากคุณสนใจร่วมทริปเล็กๆ แต่ละมุนละไม เที่ยวแบบสบายๆ ไม่เร่งรีบ ไม่ร้อนรน เที่ยวแบบเจาะลึก และเที่ยวแบบได้ความรู้จริง เน้นความรู้ด้านโบราณคดี และประวัติศาสตร์เน้นการเที่ยวโดยนั่งรถไฟ แล้วเดินไปตามเมืองต่างๆ โดยเลือกพักในโรงแรมใจกลางเมือง เที่ยวและพักในแต่ละเมืองอย่างน้อย2-3 คืน ออกเที่ยวสายแบบสบายๆ แล้วกลับเข้าที่พักในเวลาไม่ค่ำ ไม่ดึกดื่น ทัวร์ของเราเที่ยวแบบไม่เปลี่ยนโรงแรมทุกเช้า ไม่เน้นการนั่งบนรถนานๆ แต่ไม่ได้เห็นรายละเอียดของเมืองแม้แต่น้อย ไม่เน้นเที่ยวแบบ 5-6-7 แล้วกลับเข้าโรงแรมใกล้เที่ยงคืน เพราะนั่งอยู่บนรถทั้งวัน อีกทั้งโรงแรมก็อยู่ไกลจากตัวเมือง แต่ได้เที่ยวแค่เพียงดมๆ รีบๆ รนๆ ถ่ายรูป แล้วก็รีบๆ กินอาหารแบบขยะ

หากสนใจร่วมทริปคุณภาพกับทัวร์คุณแหน นำเที่ยวโดยMr. Flower โปรดติดต่อ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : Summer Time in Western Europe ดอกไม้งามบานสะพรั่งทั่วเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/418649

ตะลอนเที่ยว : Summer Time in Western Europe ดอกไม้งามบานสะพรั่งทั่วเมือง

วันอาทิตย์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่าหน้าร้อนในประเทศแถบยุโรปตะวันตกมีความน่าสนใจมาก ความน่าสนใจประการแรกคือ ช่วงกลางวันยาวกว่ากลางคืน แค่เพียงเวลาตีห้าก็สว่างโร่แล้ว ส่วนกลางคืนก็เริ่มประมาณสี่ทุ่ม เพราะดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปในเวลาประมาณสามทุ่มกว่าๆ เพราะฉะนั้น การเที่ยวยุโรปตะวันตกในช่วงฤดูร้อนจึงถือว่าได้กำไรมาก ซึ่งผิดกับในช่วงฤดูหนาวที่กลางคืนยาวกว่ากลางวัน โดยในช่วงหน้าหนาวนั้นเวลาสี่โมงเย็น ฟ้าก็มืดแล้ว ส่วนเวลาเช้า ดวงอาทิตย์ก็ขึ้นสายโด่ง กว่าจะเห็นดวงอาทิตย์ปรากฏโฉมก็ปาเข้าไปกว่าแปดโมงเช้า

ข้อดีอีกประการหนึ่งของการเที่ยวยุโรปตะวันตกในช่วงหน้าร้อนก็คือได้พบเจอดอกไม้สีสันสวยงามทุกหนแห่ง ไม่ว่าจะเดินตามริมถนนในตัวเมืองหรือเดินในเขตสวนป่า หรือสวนสาธารณะ แม้กระทั่งริมหน้าต่างของบ้านเรือนก็จะมีดอกไม้แสนสวยแข่งกันอวดสีสันอยู่ทุกที่ ดูแล้วช่างเพลิดเพลินเจริญตาเป็นที่สุด

สัปดาห์นี้ Mr.Flower พาคุณไปเที่ยวประเทศออสเตรีย เริ่มต้นที่กรุงเวียนนา (Wien) แล้วพานั่งรถไฟไปเมืองซาลสบวร์ก (Salzburg) เมืองแห่งภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดชื่อดัง The Sound of Music แล้วพาไปเที่ยวเมือง Hallstatt เมืองเล็กๆ แสนสงบที่อยู่ริมทะเลสาบสีเขียวมรกต แล้วนั่งรถไฟข้ามประเทศไปเยอรมนีทางตอนใต้ ไปที่เมือง Berchtesgaden ไปล่องเรือชมทะเลสาบน้ำจืดสีเขียวมรกตใสแจ๋วทะเลสาบนี้ชื่อ Königssee แล้วแวะดูโบสถ์ St. Bartholomä หรือโบสถ์หัวหอมแดง

อันที่จริงทริปนี้มีสถานที่งดงามต่างๆ ที่อยากพาคุณเที่ยวมากมายจนเกินจะพาชมได้หมดภายในสัปดาห์เดียว ดังนั้นจึงต้องตัดสินใจพาคุณชมดอกไม้แสนสวยเพื่อเป็นบทโหมโรงไปก่อน แล้วในสัปดาห์ถัดไปจะพาคุณตะลุยเที่ยวสถานที่สำคัญในเมืองที่ได้กล่าวชื่อไปแล้ว

การเที่ยวยุโรปตะวันตกในช่วงหน้าร้อนที่ดีที่สุดคือการเดินเที่ยวแบบอ้อยอิ่ง อยากแวะตรงไหนก็แวะ หรือไม่ก็เที่ยวโดยปั่นจักรยานเที่ยวชมเมืองไปเรื่อยๆ เพราะจะทำให้ได้สัมผัสบรรยากาศช่วงหน้าร้อนที่แสนประทับใจ

ขอสารภาพว่าดอกไม้ที่ถ่ายภาพเก็บมาฝากคุณมีชื่อว่าดอกอะไรบ้างก็ไม่รู้ แต่เท่าที่รู้มีอยู่ดอกหนึ่งที่รู้จักดีก็คือดอก Edel Wiess ซึ่งเป็นชื่อเพลงที่สุดแสนไพเราะจากภาพยนตร์เรื่อง The Sound of Music

ดอกไม้ต่างๆ ที่เก็บมาฝากคุณในคอลัมน์ประจำสัปดาห์นี้ ส่วนใหญ่บานสะพรั่งอวดสีสันอยู่ตามริมทาง บ้างก็ขึ้นอยู่ตามป่าละเมาะ แต่ก็มีอีกมากมายที่เบ่งบานสลอนอยู่ตามพื้นหญ้า ทำให้ถูกเรียกว่าพรมดอกไม้ แต่เห็นแล้วไม่กล้าเหยียบย่ำ เพราะไม่อยากให้ดอกไม้ที่แสนบอบบางต้องเสียหายด้วยรอยเท้า

ต้องสารภาพว่าแค่เพียงได้เดินไปเรื่อยๆ แล้วได้ชมดอกไม้สวยๆ เพียงเท่านี้ก็มีความสุขอย่างมหัศจรรย์ นี่ยังไม่รวมถึงการได้เที่ยวชมบ้านเรือน โบราณสถาน พระราชวัง และโบสถ์วิหารอันโอฬาร สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่าการเที่ยวประเทศยุโรปตะวันตกในช่วงหน้าร้อนทำให้เกิดความเบิกบานใจเป็นที่สุด

หากคุณผู้อ่านสนใจอยากร่วมทริปแสนสวย แสนสนุก เที่ยวแบบเจาะลึก แต่ละมุนละไมไปกับทัวร์คุณแหน นำเที่ยวโดย Mr.Flower กรุณาติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

ขอเรียนว่า ช่วงเวลาในช่วงหน้าร้อนของยุโรปตะวันตกยังรอให้คุณไปสัมผัสความงดงาม แล้วคุณจะประทับใจ

ตะลอนเที่ยว : รากเหง้าชนชาติไทยในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/417213

ตะลอนเที่ยว : รากเหง้าชนชาติไทยในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร

วันอาทิตย์ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ชนชาติทั้งหลายบนโลกใบนี้ล้วนมีที่มา หรือพูดได้ว่าทุกชนชาติมีรากเหง้าต้นกำเนิด

ยิ่งชนชาติใดสามารถเก็บรักษารากเหง้าของตนเองได้อย่างสมบูรณ์แบบ ชนชาตินั้นก็นับได้ว่ามีข้อมูลประวัติความเป็นมา ซึ่งสามารถบ่งบอกได้ถึงความเจริญรุ่งเรืองนับแต่โบราณกาลซึ่งเป็นเครื่องยืนยันให้คนรุ่นหลังและชนชาติอื่นได้ย้อนกลับไปศึกษารากเหง้าของชนชาตินั้นๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

สำหรับรากเหง้าที่สำคัญประการหนึ่งของชนชาติไทย เราสามารถย้อนกลับไปศึกษาได้จากข้อมูลต่างๆ ที่เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทุกแห่งในประเทศไทย รวมถึงยังสามารถย้อนกลับไปศึกษาได้จากพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านอีกเป็นจำนวนมากในประเทศนี้

ประเทศชาติบ้านเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรือง มีอารยธรรมจะมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเป็นเครื่องบ่งบอกถึงความเจริญรุ่งเรืองของชาตินั้นๆ

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเป็นสถานที่จัดแสดงงานสำคัญที่บ่งบอกถึงเรื่องราวทางศิลปวัฒนธรรมสืบเนื่องจากโบราณกาลร้อยเชื่อมต่อมาจนถึงยุคปัจจุบันของมนุษย์ในชาติ

วันนี้อยากเชิญชวนคุณกลับไปภาคภูมิใจกับอารยธรรมของไทยด้วยการเข้าไปค้นพบรากเหง้าของไทยผ่านศิลปวัฒนธรรมแขนงต่างๆภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร

ผมมั่นใจว่าหลายคนทราบดีว่าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครตั้งอยู่ที่ใดแล้วก็มั่นใจว่าหลายคนอาจจะเคยถูกบังคับเมื่อครั้งยังเป็นเด็กนักเรียนให้ต้องเข้าไปภายในสถานที่แห่งนี้ แล้วหลายคนก็จำใจต้องเข้าไปเพราะการถูกเกณฑ์ จึงทำให้ไม่ได้ซาบซึ้งกับคุณค่าของโบราณวัตถุและโบราณสถาน อันทรงคุณค่าอย่างเหลือประมาณ

หากใครที่เคยมีความรู้สึกลบกับเรื่องเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก ขอให้คุณเปลี่ยนความคิด แล้วหวนกลับเข้าไปในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครอีกสักครั้ง ผมมั่นใจว่าคุณจะตระหนักในคุณค่าของโบราณวัตถุและโบราณสถานซึ่งถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีภายในพิพิธภัณฑ์

ดูเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ที่คนไทยจำนวนไม่น้อยไม่เคยเข้าไปศึกษาความเป็นมาของตัวเองในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ด้วยข้ออ้างที่ว่าไม่มีเวลา แต่เราขอยืนยันว่าหากคุณได้เข้าไปภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครแล้ว สิ่งหนึ่งที่คุณจะรู้สึกภายในใจคือ ความภาคภูมิใจในความเป็นมาของตัวคุณเอง

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครตั้งอยู่บริเวณใกล้กับท้องสนามหลวง อยู่ระหว่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์กับโรงละครแห่งชาติ บริเวณนี้ในอดีตคือวังหน้าหรือพระราชวังบวรสถานมงคล

แค่เพียงเอ่ยถึงโบราณสถานในเขตพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ คุณก็คงประจักษ์แล้วว่าสำคัญเพียงใด ยกตัวอย่างเช่น พระที่นั่งพุทไธสวรรค์ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์พระที่นั่งวสันตวิมาน พระที่นั่งวายุสถานอมเรศ พระที่นั่งพรหมเมศธาดา และพระที่นั่งศิวโมกขพิมานเป็นต้น

ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงศิลปวัตถุเริ่มตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ไล่เรื่อยมาถึงยุคประวัติศาสตร์ ทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรีจนกระทั่งถึงยุคอาณาจักรล้านนา สุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์ โบราณวัตถุต่างๆ ที่จะแสดงไว้ถือได้ว่าเป็นประณีตศิลป์ชั้นสูงที่ประมาณคุณค่าราคาเป็นตัวเงินมิได้ โบราณสถานวัตถุที่จัดแสดงมีทั้งเครื่องทอง เครื่องเงิน เครื่องมุก เครื่องถม เครื่องไม้ เครื่องโลหะต่างๆ อาวุธโบราณ เครื่องถ้วยชามสังคโลกและเบญจรงค์ แพรพรรณชั้นสูงในราชสำนัก ราชยานคานหาม เช่น พระมหาพิชัยราชรถ และยังจัดแสดงเครื่องใช้ประกอบในพระราชพิธีต่างๆ เครื่องใช้และอุปกรณ์ที่ใช้ในการละเล่นต่างๆ แต่ละยุคสมัย อาทิ หัวโขน หุ่นกระบอก หุ่นชัก หนังใหญ่ เป็นต้น

โบราณสถานสำคัญที่สุดองค์หนึ่งในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครคือจากพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์จุดเด็นอีกประการของพระที่นั่งองค์นี้คือภาพจิตรกรรมฝาผนังที่งดงามล้ำค่ามาก ส่วนพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์เคยเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่วนตำหนักแดงเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ในรัชกาลที่ 2

ตามที่กล่าวมา ณ ที่นี้ เป็นแค่เพียงตัวอย่างของโบราณสถาน และโบราณวัตถุ ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร หากจะกล่าวให้ครบถ้วนบริบูรณ์แล้วจะต้องใช้พื้นที่อีกหลายหน้ากระดาษ เพราะฉะนั้นจึงอยากขอเชิญชวนให้คุณผู้อ่านไปชมความวิจิตรของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติด้วยตัวคุณเอง

วันเวลาให้บริการของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครคือวันพุธถึงวันอาทิตย์ เปิดเวลา09.00-16.00 นาฬิกา ปิดบริการในวันจันทร์และอังคาร และอาจปิดในวันหยุดนักขัตฤกษ์สำคัญ

ตะลอนเที่ยว : แม่แจ่ม แห่งเชียงใหม่ เมืองนี้มีมนต์ขลังมัดใจผู้มาเยือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/415794

ตะลอนเที่ยว : แม่แจ่ม แห่งเชียงใหม่ เมืองนี้มีมนต์ขลังมัดใจผู้มาเยือน

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

แม่แจ่มเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่อยู่ห่างไกลจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 150 กิโลเมตร แต่หนทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ถึงแม่แจ่มคดเคี้ยวมากจึงต้องใช้เวลาขับรถยนต์นานถึง 3 ชั่วโมงเศษ แต่ต้องขอบคุณความห่างไกลที่ช่วยรักษาให้แม่แจ่มสามารถรักษาความเป็นเอกลักษณ์ของแม่แจ่มไว้ได้อย่างน่าประทับใจ โดยเฉพาะความเป็นธรรมชาติในอ้อมกอดของขุนเขา ความเขียวขจีของแมกไม้และต้นข้าวในท้องนาขั้นบันไดยามหน้าฝน รวมถึงวิถีชีวิตที่เรียบง่ายอันเป็นแบบฉบับของคนในชุมชนแม่แจ่ม และที่สำคัญคือความงดงามของวัดเล็กๆ ในหมู่บ้าน แต่ที่พลาดไม่ได้คือการไปชมความงดงามของผ้าซิ่นตีนจกแม่แจ่ม

ไปดูอะไรในแม่แจ่ม นี่คือคำถามของคนที่รู้จักแม่แจ่มไม่มากนัก คำตอบคือมีมากมายหลายสิ่งให้ดู เช่น นาขั้นบันไดที่บ้านป่าบงเปียงและบ้านตีนผา รวมถึงบ้านกองกาน ที่นี่จะเริ่มดำนาในเดือนกรกฎาคม ครั้นเมื่อถึงต้นเดือนกันยายนต้นข้าวก็จะเขียวขจีราวกับผืนพรมสุดลูกหูลูกตา เมื่อถึงปลายเดือนตุลาคมก็จะเปลี่ยนเป็นทุ่งรวงทอง เพราะข้าวออกรวงเหลืองอร่าม บอกได้คำเดียวว่าที่นี่สวยทุกวันทุกเวลา มาแล้วคุณจะประทับใจ

แม่แจ่มยังมีวัดเล็กๆ หลายแห่งที่มีความงดงาม กระจายอยู่ในชุมชนต่างๆ เช่นวัดป่าแดด วันนี้ก่อสร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2428 จุดเด่นอย่างหนึ่งของวัดคือผนังของวิหารมีจิตรกรรมฝาผนังเขียนภาพพุทธชาดก เช่น เวสสันดรชาดก มโหสถชาดก รวมถึงไตรภูมิพระร่วง และภาพนิทานพื้นบ้านของแม่แจ่ม และยังมีหอไตรซึ่งมีอายุกว่าร้อยปีซึ่งถือเป็นสถาปัตยกรรมล้านนาที่ทรงคุณค่า นอกจากนี้ยังมีวัดยางหลวง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดป่าแดด วัดพุทธเอ้น และวัดบ้านทัพ เป็นต้นซึ่งแต่ละวัดล้วนมีอายุมากกว่า 100 ปีทั้งสิ้น

พ่ออุ๊ย แม่อุ๊ย หรือผู้แก่ผู้เฒ่าชาวแม่แจ่มบอกว่า วิถีชีวิตของคนแม่แจ่มผูกพันอย่างแน่นแฟ้นกับพระพุทธศาสนา และชาวแม่แจ่มก็ให้ความเคารพต่อธรรมชาติ ทั้งพระพุทธศาสนาและธรรมชาติคือเครื่องหล่อหลอมให้ชาวแม่แจ่มมีวิถีชีวิตที่งดงาม

มนต์เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของแม่แจ่มคือผ้าซิ่นทอแบบตีนจก ซิ่นตีนจกแม่แจ่มได้รับการขนานนามว่างดงามไม่น้อยหน้าผาซิ่นทอจากแหล่งอื่นๆ ของล้านนา เพราะมีฝีมือการทอที่เป็นเลิศผสมผสานกับลวดลายที่งดงามเป็นเอกลักษณ์ของแม่แจ่ม

หากคุณผู้อ่านได้ไปเยือนแม่แจ่มในยามที่มีงานเทศกาลสำคัญทางศาสนาของท้องถิ่น รวมถึงงานแต่งงาน คุณจะต้องตื่นตะลึงกับความงามของผ้าซิ่นตีนจกแม่แจ่มที่แม่ญิงชาวแม่แจ่มนุ่ง ตามประวัติบอกว่าผ้าซิ่นตีนจกแม่แจ่มถือเป็นเครื่องราชบรรณาการจากแม่แจ่มที่ถูกส่งไปยังราชสำนักเชียงใหม่ในสมัยโบราณกาล ส่วนปัจจุบันซิ่นตีนจกแม่แจ่มที่ขึ้นชื่อคือ ซิ่นก๋าน และซิ่นต๋า ลวดลายของผ้าซิ่นตีนจกแม่แจ่มจะมีประมาณ 15 ลาย คือ หงส์ดำ โคมเชียงแสน เชียงแสนหลวง เชียงแสนน้อยขันสามแอว เป็นต้น ส่วนสีที่ใช้ย้อมฝ้ายในสมัยโบราณก็จะใช้สีจากแหล่งธรรมชาติ เช่น สีแดงจากเปลือกไม้ หรือแร่ธาตุจากดินและหิน สีดำจากมะเกลือ เป็นต้น

อันที่จริงยังมีเรื่องน่ารักๆ ของแม่แจ่มเล่าให้คุณฟังได้อีกมากมาย แต่ไม่ว่าจะเล่าอย่างไร ก็คงสู้การที่คุณไปสัมผัสแม่แจ่มด้วยตัวและด้วยตาของคุณเองไม่ได้อย่างแน่นอน ดังนั้นเราจะไปเที่ยวแม่แจ่มด้วยกันในวันที่28-30 มิถุนายน 2562 ไปกันกลุ่มเล็กๆ12-14 ราย หากคุณสนใจร่วมทริปนี้กับเรา โปรดติดต่อ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : พระตำหนักสวนบ้านแก้ว บ้านของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/414400

ตะลอนเที่ยว : พระตำหนักสวนบ้านแก้ว บ้านของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7

วันอาทิตย์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

พระตำหนักสวนบ้านแก้ว หรือวังสวนบ้านแก้วคือบ้านในพระราชประสงค์ของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ บ้านหลังนี้คือบ้านที่พระองค์ทรงตั้งพระราชหฤทัยว่า จะขออยู่ ขอพักอาศัยแบบเรียบง่าย เหมือนกับสามัญชนทั่วไป บ้านหลังนี้ของพระองค์ท่านอยู่ที่จังหวัดจันทบุรี บ้านหลังนี้มีความเขียวขจี เพราะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพรรณไม้นานาชนิด

ย้อนหลังไปเมื่อปี พ.ศ. 2492 เมื่อสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 เสด็จนิวัติประเทศไทยจากประเทศอังกฤษ พร้อมกับทรงอัญเชิญพระบรมอัฐิของรัชกาลที่ 7 เสด็จนิวัติประเทศไทยด้วย แต่ครั้นเมื่อเสด็จถึงประเทศไทยก็ทรงพบว่ารัฐบาลในยุคนั้นได้ใช้พระราชวังศุโขทัยเป็นที่ทำการของกระทรวงสาธารณสุขไปแล้ว

เมื่อความทราบถึงสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระองค์จึงทรงทูลเชิญสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ เสด็จไปประทับ ณ วังสระปทุม ณ พระตำหนักของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ทรงตอบรับคำทูลเชิญ และเสด็จไปประทับเป็นการชั่วคราว แต่ด้วยความเกรงพระทัย พระองค์ท่านจึงไม่ทรงมีพระราชประสงค์จะรบกวนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีมากจนเกินควร จึงตัดสินพระทัยถวายบังคมลาจากวังสระปทุม โดยพระองค์ทรงหาซื้อที่ดินในจังหวัดจันทบุรีด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ แล้วทรงให้ปลูกสร้างพระตำหนัก ซึ่งพระองค์ทรงเรียกว่าบ้านสวนแก้ว เมืองจันท์ ในวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2493

พระองค์ท่านทรงสร้างบ้านหลังใหม่ของพระองค์ด้วยความมัธยัสถ์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ว่าจ้างช่างชาวจีนในเมืองจันท์ไปสอนการทำอิฐดินเผา กระเบื้องดินเผาสำหรับมุงหลังคา ให้กับข้าราชบริพารของพระองค์ เพราะทรงเห็นว่าหากจะสั่งซื้ออิฐดินเผา และกระเบื้องดินเผาจากกรุงเทพฯก็จะต้องใช้เงินมาก และต้องเสียเวลารอการขนส่งสินค้าจากกรุงเทพฯ ดังนั้น เมื่อใครก็ตามเห็นอักษร ส.บ.ก. ประทับอยู่บนอิฐดินเผาก็หมายความว่าอิฐก้อนนั้นมาจากสวนบ้านแก้ว

วังสวนบ้านแก้ว หรือตำหนักสวนบ้านแก้ว มีอาคารสถานที่สำคัญดังนี้ พระตำหนักใหญ่ หรือพระตำหนักเทา พระตำหนักดอนแค หรือตำหนักแดง เรือนเขียน ศาลากลม หรือซุ้มดอกเห็ด สวนผลไม้สวนดอกไม้ สนามกอล์ฟขนาดเล็ก เนื่องจากพระองค์ท่านทรงโปรดการเล่นกอล์ฟ

สำหรับพระตำหนักเทานั้นเป็นพระตำหนักครึ่งตึกครึ่งไม้ เป็นตำหนักชั้นเดียวแต่มีการเล่นระดับ เช่น ห้องพระบรรทมมีระดับสูงกว่าห้องโถงรับแขก และห้องเสวย ภายให้ห้องพระบรรทมมีพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ในพระราชอิริยาบถที่ทำให้ผู้ได้ชมแล้วสามารถรับรู้ได้ถึงความสนิทเสน่หาของทั้งสองพระองค์ได้เป็นอย่างดี โดยรัชกาลที่ 7 ทรงเอนพระองค์ราบโดยมีพระหัตถ์ซ้ายหนุนพระเศียร และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯทรงเอนพระองค์ราบ โดยพระเศียรของพระองค์อยู่ตรงพระอุระของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และมีข้อมูลว่าเมื่อครั้งที่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯเสด็จออกจากวังสระปทุม พระองค์มิได้ทรงนำสิ่งของใดๆ ติดพระองค์ไปด้วย เพราะไม่ทรงจะให้ใครตำหนิว่าพระองค์ท่านทรงนำของหลวงติดพระองค์ไปด้วย แต่พระองค์ทรงอัญเชิญพระบรมราชอัฐิของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวให้เสด็จไปด้วยกับพระองค์เมื่อวันที่พระองค์เสด็จไปประทับที่วังสวนบ้านแก้ว

พระองค์ประทับอยู่ในวังสวนบ้านแก้วจนถึงปี พ.ศ. 2515 รัฐบาลในขณะนั้นได้กราบถวายบังคมทูลเชิญพระองค์เสด็จกลับไปประทับ ณ พระราชวังศุโขทัย พระองค์ทรงพระกรุณาฯ โปรดเกล้าพระราชทานที่ดินวังสวนบ้านแก้วให้เป็นที่ก่อสร้างวิทยาลัยครูจันทบุรี ซึ่งปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี

Mr.Flower เพิ่งจัดทริปเล็กๆ พาผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้าไปเที่ยวจันทบุรีเมื่อวันที่ 11-12 พฤษภาคม โดยพาไปชมค่ายตากสิน เพื่อกราบถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีในค่ายตากสิน และพาไปชมศูนย์ศึกษาการพัฒนา อ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในรัชกาลที่ 9 และไปชมพระตำหนักวังสวนบ้านแก้ว สำหรับทริปหน้า Mr.Flower จะพาผู้อ่านกลุ่มเล็กๆ ไปเที่ยวแม่แจ่ม เชียงใหม่ ไปชมความงดงามของผ้าจกแม่แจ่ม และชมโบราณสถานในแม่แจ่ม คุณผู้อ่านท่านใดสนใจร่วมทริป โปรดสำรองที่นั่งได้ที่หมายเลขโทรศัพท์091-7233615

ตะลอนเที่ยว : กรุงเทพฯ ยามพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 2562 งามจนสุดบรรยาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/413054

ตะลอนเที่ยว : กรุงเทพฯ ยามพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 2562 งามจนสุดบรรยาย

วันอาทิตย์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรุงเทพมหานคร ในช่วงงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 คือมหานครที่เปรียบประดุจสรวงสวรรค์โดยแท้ ไม่ว่าจะมองไปทางทิศใด ก็จะพบแต่ความวิจิตรงดงาม ถนนหนทางสะอาดสะอ้านแม่น้ำลำคลองบริเวณใกล้กับเขตพระนครชั้นใน โดยเฉพาะคลองที่อยู่รอบ ๆ พระบรมมหาราชวังสะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อยมาก ต้นไม้ต้นไร่บนถนนราชดำเนินตลอดทั้งสายงดงาม เพราะได้รับการประดับประดาตกแต่งด้วยไม้ดอกสีสันสวยสดงดงาม อาคารบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างรวมถึงวัดวาอาราม โบราณสถานต่างๆ ตามบริเวณถนนราชดำเนินได้ถูกชำระล้างขัดสีฉวีวรรณทาทาบด้วยสีสันใหม่ ทำให้งดงามจนเกินจะบรรยาย

ผู้ที่ได้พบได้เห็นความงดงามของกรุงเทพฯ บอกได้เพียงคำเดียวว่าพระนครหลวงของไทยในยามมีงานพระราชพิธีสำคัญครั้งนี้งดงามมากเสียจนอยากจะให้กรุงเทพฯ งดงามเป็นระเบียบเช่นนี้ตลอดไป

ไม่ว่าจะชมความงามของพระนครในยามกลางวันหรือยามราตรีก็จะได้พบพานกับความงดงามของเมืองหลวงแห่งนี้ในบรรยากาศที่แตกต่างกันไป โดยในยามกลางวันก็จะได้พบกับสีสันที่สดใสงดงามของเหล่าบุปผชาติหลากสีต่างสันที่ถูกนำไปประดับประดาด้วยการประดิษฐ์โดยฝีมือช่างชั้นเยี่ยม ครั้นเมื่อไปชมความงามของพระนครในยามราตรีก็จะได้พบกับแสงไฟที่ช่วยขับให้อาคารสถานที่สำคัญๆ ของพระนครดูเปล่งปลั่งมะลังมะเลืองสุกสกาว เสมือนว่าพระนครแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นจากทองคำอันเหลืองอร่าม

ตลอดเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารคแสนจะงดงามไปด้วยดอกกล้วยไม้ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นเป็นพวงระย้า และกล้วยไม้ที่พันเป็นเกลียวกระหวัดรอบต้นไม้ที่อยู่สองฟากฝั่งถนนราชดำเนิน

พอถึงยามราตรี ถนนราชดำเนินก็สุกสกาวด้วยแสงไฟระยิบระยับประดุจว่าต้นไม้ทุกต้นถูกประดับด้วยอัญมณีที่อวดแสงแข่งกัน ตลอดเส้นทางที่แสนงดงามนี้ มีแต่รอยยิ้มของผู้คนที่ไปชื่นชมความงาม ผู้คนต่างถ่ายรูปแห่งความประทับใจไว้เพื่อเป็นเครื่องระลึกของตนเองและคนในครอบครัวว่า ครั้งหนึ่งเขาได้ไปอยู่ในดินแดนที่เปรียบเสมือนสรวงสวรรค์แห่งนี้ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า กรุงเทพฯ ของเรางดงามมากที่สุด อยากให้ความงามนี้ประทับแน่นเช่นนี้ตลอดไปไม่อยากให้ความงามลบเลือนหายไป

ทุกคนบอกด้วยว่าความงามของพระนครเกิดขึ้นได้ด้วยแรงแห่งความจงรักภักดีที่ปวงพสกนิกรมีต่อพระเจ้าแผ่นดินของพวกเขา ความจงรักภักดีของพสกนิกรเกิดขึ้นมาจากความตระหนักรู้ว่าพระเจ้าแผ่นดินของพวกเขาทรงสร้างบ้านแปงเมืองให้งดงามเพื่อพระราชทานเป็นของขวัญล้ำค่าแก่คนไทยทุกคน แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือแรงและพลังแห่งความจงรักภักดีของพสกนิกรเกิดขึ้นมาเพราะว่าพวกเขาทุกคนรู้ดีว่าพระเจ้าแผ่นดินของเขาทรงมอบความรักให้กับพสกนิกรทุกคน