ตะลอนเที่ยว : ลิเกไทยกระทบไหล่ชาวยุโรป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/440469

ตะลอนเที่ยว : ลิเกไทยกระทบไหล่ชาวยุโรป

ตะลอนเที่ยว : ลิเกไทยกระทบไหล่ชาวยุโรป

วันอาทิตย์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ครั้งสุดท้ายที่คุณชมลิเก นานกี่ปีมาแล้วครับ แล้วคุณคิดอยากจะกลับไปดูลิเกอีกสักครั้ง ไหมครับ

แต่คุณเชื่อไหม เวลาคนต่างชาติ (ชาวยุโรปตะวันตก) เห็นคนแต่งกายด้วยชุดลิเกเต็มยศ แล้วเดินเก๋ไปมา เพื่อประชาสัมพันธ์งานแสดงศิลปะของไทยในย่านแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของยุโรป เช่น กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย โดยเฉพาะที่จัตุรัสมหาวิหารเซนต์สตีเฟน คุณเชื่อไหมว่า ฝรั่งตะวันตกให้ความสนใจกับผู้แต่งชุดลิเกอย่างมากมาย หลายคนหยุดมอง หลายคนขอถ่ายรูปด้วย หลายคนยิ้ม หลายคนหัวเราะ หลายคนถามว่ามาจากประเทศไหนแล้วก็ถามว่านี่คือชุดอะไร เพราะดูแล้วจะบอกว่าเป็นชุดแฟนซีก็ได้ หรือเป็นชุดสำหรับการแสดงก็ได้ แต่ที่แน่ๆ คือ ฝรั่งตะวันตกสนใจว่าชุดนี้ใช้สำหรับการแสดงอะไร

เมื่อฝรั่งตะวันตกรุมล้อมเข้ามาถามไถ่เช่นนี้ ก็จึงเป็นโอกาสทองที่คณะผู้จัดงาน คือ คุณณัฐ ยนตรรักษ์ นักประพันธ์เพลง และนักเปียโนไทย ผู้มีฝีมือการบรรเลงระดับโลก คุณพ-วงเดือน ยนตรรักษ์ และลูกสาวทั้งสอง คือลูกตาล และลูกจัน พร้อมกับชาวคณะนักแสดง ได้บอกเล่าให้ผู้สนใจรับทราบว่า ขณะนี้คณะนักแสดงของไทย แต่จริงๆ มีชาวตะวันตกร่วมด้วยรายหนึ่งคือ คุณวูกัซ คูเช-ดโว (Lukasz Kurzydlo) ชาวโปแลนด์ ซึ่งทำหน้าที่นักเคาะจังหวะ (percussionist) พร้อมด้วยนักแสดงจากสถาบันคริสเตียนนิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ กำลังตระเวนเปิดการแสดงเพื่ออวดชาวโลกให้รู้ว่าประเทศไทยมีงานศิลปะด้านการดนตรีและการแสดงที่ชาวโลกไม่ควรพลาด โดยเริ่มแสดงตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกันยายนไปจนถึงเดือนตุลาคม 2562 ในหลายประเทศของยุโรป อาทิ ออสเตรีย โปแลนด์ ฮังการี เยอรมนี อิตาลี และรัสเซีย โดยการแสดงชุดนี้ใช้ชื่อว่าCourt to Common แปลเป็นไทยอย่างไพเราะว่า จากเวียงวังสู่ชาวบ้านร้านถิ่น

การเดินทางไปแสดงศิลปะด้านดนตรีและการละคร (ลิเก) ในครั้งนี้เป็นไปตามคำเชื้อเชิญจากประเทศเจ้าบ้านที่ต้องการสานสัมพันธ์ระหว่างประเทศในรูปแบบประชาชนกับประชาชน (people to people) เพราะตระหนักดีว่า ประเทศไทยมีนักประพันธ์เพลง และมีนักเปียโนฝีมือดีระดับโลกแล้วก็ยังมีศิลปะการแสดงที่ชาวโลกให้ความสนใจ โดยเฉพาะการแสดงที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของไทยได้อย่างชัดเจน เช่น ลิเก ซึ่งหลายคนบอกว่าเป็นศิลปะชาวบ้านที่มีเสน่ห์อย่างมหัศจรรย์

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมจึงใช้ชื่อการแสดงในครั้งนี้ว่า จากเวียงวังสู่ชาวบ้านร้านถิ่น

คำตอบคือ เพราะในการแสดงนี้ คุณณัฐได้เชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2และบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 และบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ไปบรรเลง เพื่อแสดงให้ชาวโลกรู้ว่าพระมหากษัตริย์ไทยทรงมีพระปรีชาญาณด้านการดนตรีอย่างวิเศษจนเป็นที่ประจักษ์ต่อประชาชนไทยและต่อประชาคมโลก โดยเฉพาะบทเพลงพระราชนิพนธ์ในล้นเกล้าล้นกระหม่อม รัชกาลที่ 9

ส่วนประเด็นที่บอกว่า ถึงชาวบ้านร้านถิ่น ก็เพราะในการแสดงนี้ได้นำการแสดงของชาวไทยในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ คือ จากภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ ไปเผยแพร่ให้ชาวตะวันตกไปรับชมด้วย โดยผสมผสานระหว่างเสียงเปียโนในท่วงทำนองเพลงของแต่ละภาคกับการแสดงประจำภาค แล้วปิดท้ายด้วยการแสดงลิเก โดยไม่มีการร้องลิเก แต่ใช้เสียงเปียโนและเครื่องเคาะจังหวัด เช่น ฉิ่ง ตะโพน เป็นเสียงแทนการร้อง

นี่คือคำเฉลยว่าเหตุใดจึงใช้ชื่อการแสดงครั้งนี้ว่า จากเวียงวังสู่ชาวบ้านร้านถิ่น แต่ที่สำคัญคือในการแสดงครั้งนี้ คณะผู้แสดงตั้งใจบอกกับชาวตะวันตกรวมถึงคนไทยที่ไปมีครอบครัวอยู่ในตะวันตกว่า ในความเป็นจริงแล้วสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยกับพสกนิกรไทยไม่เคยอยู่ห่างไกลกันเลย เพราะพระมหากษัตริย์ไทยทรงใส่พระทัยในความสุขความทุกข์ของพสกนิกรตลอดเวลา และพสกนิกรไทยก็ร่มเย็นเป็นสุขด้วยพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมเสมอมา และตลอดไป

อันที่จริง Mr.Flower มีทริปพาคุณผู้ฟังไปเที่ยวพร้อมกับรับชมการแสดงของคุณณัฐ และคณะนักแสดงด้วย หากคุณผู้อ่านสนใจจะร่วมทริปไปกับเรา โปรดติดต่อด่วนที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615(สำหรับคุณที่มีเชงเก้นวีซ่าเรียบร้อยแล้ว สามารถเดินทางได้ทันที ส่วนคุณที่ยังไม่มีเชงเก้นวีซ่า และต้องการร่วมทริปเล็กๆ ไปกับเรา โปรดติดต่อด้วย เพราะต้องใช้เวลาในการจัดทำวีซ่า)

ตะลอนเที่ยว : บ้านของ‘พ่อ’ที่ทรงสร้างเพื่อลูกไทย ณ โครงการชั่งหัวมัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/438859

ตะลอนเที่ยว : บ้านของ‘พ่อ’ที่ทรงสร้างเพื่อลูกไทย ณ โครงการชั่งหัวมัน

ตะลอนเที่ยว : บ้านของ‘พ่อ’ที่ทรงสร้างเพื่อลูกไทย ณ โครงการชั่งหัวมัน

วันอาทิตย์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ที่ใดแล้ง ที่ใดร้อน ธ ทรงผ่อนแล้งร้อนคลาย

ธ ทรงเป็นประดุจสายธารธาราพาชุ่มเย็น

รอยพระบาทที่ดำเนินคือรอยเดินดับทุกข์เข็ญ

ปวงไทยอยู่ร่มเย็น ด้วยทรงเป็นพระทรงธรรม

ณ ที่ซึ่งแห้งแล้งกันดารจนแทบจะไม่มีมนุษย์และสัตว์รวมถึงพันธุ์พืชใดๆ สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสุขสบาย แต่ครั้นเมื่อความเดือดร้อนของพสกนิกรได้ทราบไปถึงพระเนตรพระกรรณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทั้งสองพระองค์ก็เสด็จพระราชดำเนินไปทรงดับความทุกข์ความร้อนให้กับพสกนิกรของพระองค์ โดยพระราชทานศาสตร์พระราชาให้ชาวบ้านเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา เพราะทรงตระหนักดีว่าปัญหาทุกปัญหาสามารถแก้ไขได้ด้วยความวิริยะอุตสาหะ ครั้นเมื่อได้ใช้ความพยายามแก้ไขปัญหาจนหมสิ้นไปแล้ว ความอิ่มเอมเปรมปรีดิ์ และความภาคภูมิใจก็จะบังเกิดขึ้นกับนักต่อสู้ทุกคน เพราะเขาได้ต่อสู้จนเอาชนะปัญหา แล้วสามารถยืนได้ด้วยลำแข้งของตนเอง

ใครจะเชื่อว่า ณ ดินแดนที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยความเขียวขจี อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารสารพัดชนิด แต่เมื่อย้อนหลังไปเมื่อไม่นานมานี้
บริเวณนี้แห้งแล้งกันดาร ขาดน้ำอย่างหนัก แถมดินยังเสื่อมสภาพจนไม่สามารถปลูกพืชใดๆ ที่ใช้เป็นอาหารสำหรับคนและสัตว์ได้ ยกเว้นก็แค่เพียงหญ้า

ที่ดินพื้นที่ 250 ไร่ ที่ชื่อ โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดเพชรบุรี คือที่ดินกันดารที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อจากชาวบ้านเมื่อปี พ.ศ. 2551 จากเดิมซึ่งเคยเป็นพื้นที่แห้งแล้ง แต่ปัจจุบันคือแปลงผักขนาดใหญ่ แปลงนาทดลองสวนไม้ผลสารพัดชนิด สวนกล้วย สวนมะนาว สวนยางพาราสวนชมพูเพชรฯ ไร่สับปะรดเพชรฯ สวนยางนา ไร่ปลูกหญ้าแพงโกลา หญ้าที่ใช้สำหรับเลี้ยงวัวนม และยังมีคอกปศุสัตว์รวมถึงมีแหล่งพลังงานที่มีกำเนิดมาจากแรงลม แล้วที่สำคัญคือมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่อีกด้วย แต่ที่มากกว่านั้นคือ ณ ที่แห่งนี้คือบ้านของพ่อ พ่อที่คนไทยไม่เคยลืมพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

เมื่อผืนดินที่เคยแห้งแล้งกันดารค่อยๆ กลับมามีชีวิตชีวาเพราะมีแหล่งน้ำเข้ามาช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น จากนั้นต้นไม้ต้นไร่ก็ค่อยๆ เจริญงอกงามขึ้นเป็นลำดับ แล้วผู้คนก็กลับเข้าไปอยู่อาศัยทำมาหากินในที่ดินผืนนี้

ถามว่าทำไมชื่อโครงการนี้จึงมีนามว่าชั่งหัวมันก็มีคำตอบว่า เนื่องมาจากหัวมันเทศที่ชาวบ้านนำไปทูลเกล้าฯ ถวาย ในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานนำหัวมันเทศนั้นไปวางไว้บนตาชั่งในห้องทรงงาน ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวัล หัวหิน แล้วหลังจากนั้นหลายวัน เมื่อเสด็จกลับไปยังห้องทรงงานทรงพบว่าหัวมันเทศแตกใบอ่อน จึงมีพระราชดำริว่าหัวมันเทศวางไว้บนตาชั่งที่ไม่มีดินและน้ำ ยังสามารถงอกได้ ดังนั้นที่ดินที่ทรงซื้อไว้ก็น่าจะปลูกมันเทศได้ จึงพระราชทานหัวมันเทศนั้นไปปลูกที่โครงการ แล้วพระราชทานชื่อว่าโครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ

เมื่อช่วงประมาณปลายเดือนสิงหาคม Mr.Flower นำคณะผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้ากลุ่มเล็กๆ ไปที่โครงการชั่งหัวมัน ไปเพื่อให้ทุกคนได้เห็นว่าพ่อของแผ่นดินไทยทรงอุทิศพระวรกายเพื่อประเทศไทย และเพื่อคนไทยให้มีอยู่มีกินอย่างอุดมสมบูรณ์อย่างไรบ้าง เพราะการพูดถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านนั้นไม่มีทางทำให้ผู้คนซาบซึ้งเหมือนกับได้ไปเห็นด้วยตาของตนเอง

ในโครงการชั่งหัวมันนี้มีเรือนที่ประทับทรงงานของพ่อเป็นบ้านไม้สองชั้น ปลูกสร้างแบบธรรมดาและเรียบง่ายมากที่สุดทุกครั้งที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงงานที่โครงการชั่งหัวมัน จะประทับพักผ่อนพระราชอิริยาบถ และทรงงาน ณ เรือนหลังนี้ วันนี้บ้านของพ่อหลังนี้ก็ยังคงอยู่ หลายคนเมื่อได้ไปเห็นแล้วก็เกิดอาการน้ำตารื้นขึ้นมาด้วยความคิดถึงพระองค์ท่าน

ภาพที่นำมาฝากคุณวันนี้ แสดงให้คุณเห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของโครงการชั่งหัวมันได้เป็นอย่างดี แต่มีภาพวัวเพศผู้ที่ผมตั้งใจนำมาฝากคุณ เพราะวัวตัวนี้ได้รับพระราชทานชื่อว่าคุณตุ่ม เป็นวัวที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 พระราชทานชื่อให้เมื่อวันที่เขาถือกำเนิด ซึ่งเป็นวันที่เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมโครงการนี้

และที่ต้องขอเชิญชวนให้ทุกท่านที่ไปเยี่ยมชมโครงการ ได้โปรดช่วยกันอุดหนุนสินค้าเกษตรสารพัดชนิด รวมถึงนมสด ขนม และผักผลไม้สด ขอย้ำว่าผักผลไม้
ที่นี่ปลอดสารเคมีทั้งปวง ส่วนแรงงานในโครงการก็คือชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบโครงการ

คุณๆ สามารถเข้าชมโครงการชั่งหัวมันฯ ได้ทุกวันในเวลาราชการ โดยไม่ต้องเสียค่าเข้าชม และยังมีบริการรถไฟฟ้านำคุณชมโครงการฟรีอีกด้วย ขอบอกสั้นๆ ว่าอยากให้คุณไปชมบ้านของพ่อหลังนี้ แล้วจะรู้ว่าพ่อของแผ่นดินไทยรักคุณและรักประเทศไทยมากเพียงใด หรือถ้าหากต้องการให้ Mr.Flower พาคุณไปเที่ยว โปรดติดต่อ091-7233615 ครับ

ตะลอนเที่ยว : พระนครคีรี นครนี้มีพระราชวังบนภูเขา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/437213

ตะลอนเที่ยว : พระนครคีรี นครนี้มีพระราชวังบนภูเขา

ตะลอนเที่ยว : พระนครคีรี นครนี้มีพระราชวังบนภูเขา

วันอาทิตย์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นับเป็นความประหลาดมหัศจรรย์มาก เมื่อได้รับรู้ว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยบอกตรงกันว่า ถึงแม้จะเคยนั่งรถยนต์ หรือขับรถยนต์ผ่านนครคีรีหรือเขาวัง จังหวัดเพชรบุรี หลายสิบปี บางคนบอกว่าผ่านเขาวังเกินกว่าร้อยครั้ง แต่ 70 เปอร์เซ็นต์ของคนกลุ่มนี้ ยอมรับว่าไม่เคยขึ้นไปชมความงามบนเขาวังเลยแม้แต่ครั้งเดียว ไม่ทราบว่าแบบนี้จะเรียกว่าใกล้เกลือกินด่าง ได้หรือไม่

เขาวังหรือพระนครคีรี คือโบราณสถานที่มีอายุเกือบ 160 ปีแล้ว พระราชวังแห่งนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นเมื่อครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4

บนพระนครคีรีหรือเขาวัง มีพระที่นั่ง และหมู่พระที่นั่ง ดังต่อไปนี้

พระที่นั่งเพชรภูมิไพโรจน์

พระที่นั่งปราโมทย์มไหศวรรย์

พระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท

พระที่นั่งราชธรรมสภา

และหมู่พระที่นั่งสันถาคารสถาน รวมถึงยังมีหอต่างๆ อาทิ

หอชัชวาลเวียงชัย

หอพิมานเพชรมเหศวร์

หอจตุเวทปริตพัจน์

และยังมีศาลาและป้อมอีกมากมาย ซึ่งมีชื่อไพเราะคล้องจองอย่างน่าอัศจรรย์ แต่ที่สำคัญคือบนเขาวังยังมีวัดชื่อมหาสมณราม ซึ่งเป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยเสด็จฯไปประทับเมื่อครั้งยังทรงผนวช

อันที่จริงหากจะกล่าวไปแล้วนอกจากความงดงามของพระราชวังบนยอดเขาที่มีความวิจิตรงดงามจนเกินบรรยาย โดยเฉพาะในยามค่ำ เมื่อหมู่พระที่นั่ง และพระที่นั่งองค์ต่างๆ ได้ต้องกับแสงไฟ ก็จะดูราวกับว่าเราได้มองเห็นสรวงสวรรค์

แต่ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่จะต้องกล่าวถึงก็คือ บนเขาวังนี้มีต้นลั่นทมที่มีอายุเก่าแก่เกินกว่าร้อยปี แต่ละต้นมีความงดงามของรูปทรง แล้วก็ยิ่งงดงามมากเป็นพิเศษในยามที่ออกดอกบานสะพรั่งเต็มต้น ส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วยอดของเขาวัง แล้วก็ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่นับว่าสร้างความสนุกสนานเพลิดเพลินให้กับผู้ที่ได้พบเห็นก็คือฝูงลิง ลิงเขาวังมีความน่ารัก แต่บางคนก็บอกว่าน่ากลัว (สำหรับคนที่ไม่รักสัตว์มากนัก)

เมื่อขึ้นไปบนเขาวัง จะพบว่ามีฝูงลิง ทั้งตัวใหญ่ตัวเล็กวิ่งเล่นกันอยู่ตามลานพระที่นั่งและบนต้นไม้ ซึ่งเขาก็เล่นกันไปตามประสา เขาไม่ได้เข้ามาวุ่นวายอะไรกับเรา ยกเว้นคนบางกลุ่มที่ชอบเข้าไปแย่ หรืออยากเล่นกับเขา ก็จะทำให้เกิดปัญหาตามมา แล้วบางคนก็พูดเกินเลยไปว่า ลิงบนเขาวังดุร้ายเป็นอันตราย ซึ่งขอบอกว่าไม่เป็นความจริงเพราะอันตรายเกิดจากคนเข้าไปยุ่งกับลิงก่อน

เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมพาผู้อ่านแนวหน้ากลุ่มหนึ่งไปชมความงามของพระนครคีรี และชื่นชมความงามของสถานที่สำคัญในเมืองเพชรบุรีอีกหลายแห่ง หลายคนบอกว่าประทับใจกับความงดงามที่ไม่เคยได้รับรู้มาก่อน

ถ้าหากคุณต้องการไปชมความงามของเมืองเพชรบุรี ด้วยตาของคุณเอง และได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์สำคัญของเมืองเพชรบุรี โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615 นะครับ Mr.Flower จะพาคุณไปเที่ยวชมความงามของเมืองเพชรฯ ด้วยกัน

 

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวเมืองไทย ได้อะไรมากกว่าที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/435569

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวเมืองไทย ได้อะไรมากกว่าที่คิด

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวเมืองไทย ได้อะไรมากกว่าที่คิด

วันอาทิตย์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การท่องเที่ยวคือการเปิดโลกทรรศน์ที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์ เพราะทำให้ผู้ออกเดินทางท่องเที่ยวสามารถได้เห็น และได้สัมผัสกับสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง

สัปดาห์นี้ ผมจะชวนคุณไปเที่ยวที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ชวนคุณไปสัมผัสความเย็นฉ่ำของสายฝน และความเขียวขจีของแมกไม้ แล้วก็ชวนคุณไปจับจ่ายใช้สอยกระจายรายได้สู่ชาวบ้าน ด้วยการเลือกซื้อสินค้าศิลปหัตถกรรม ซึ่งเป็นผลผลิตจากชาวบ้านโดยตรง

สิ่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวสัมผัสได้จากการออกเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ ของประเทศไทย คือได้พบเห็นความน่ารัก รอยยิ้ม และความมีน้ำใจของเพื่อนร่วมประเทศ และยังได้พบเห็นความแตกต่างของขนบธรรมเนียมประเพณี ซึ่งถือเป็นการเรียนรู้สำคัญ ที่ทำให้นักเดินทางท่องเที่ยวรับรู้ได้ว่า สังคมของเรานี้ยังมีความน่ารักที่ชวนให้เราทุกคนออกไปศึกษาและค้นหาสิ่งวิเศษสุดอีกมากมาย

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ได้รับจากการออกเดินทางท่องเที่ยว คือได้เรียนรู้ภูมิปัญญาชาวบ้าน ทำให้รู้สึกภาคภูมิใจกับสิ่งที่คนรุ่นก่อนๆ ในสังคมนี้ได้ฝากไว้กับแผ่นดินผืนนี้

การที่เราได้เห็นชาวบ้านทอผ้า โดยได้รับรู้ถึงกระบวนการต่างๆ ตั้งแต่การเริ่มเก็บฝ้าย แล้วนำฝ่ายที่ได้ไปสู่กระบวนการผลิตเป็นเส้นด้าย นำไปย้อมสีเพื่อให้เกิดสีสันต่างๆ นานาที่สวยงาม แสดงถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่ไม่จำเป็นต้องใช้สีวิทยาศาสตร์แม้แต่น้อย แต่สามารถก่อให้เกิดสีสันงดงามที่มาจากดินสารพัดชนิด จากเปลือกไม้และแก่นไม้ จากใบไม้และลูกไม้ของต้นไม้สารพัดพันธุ์ แล้วเมื่อได้สีสวยงามแล้วก็นำเส้นด้ายจากฝ้ายไปย้อม แล้วนำไปทอด้วยความประณีตบรรจง ด้วยฝีมือและภูมิปัญญา จนบังเกิดสีสันและลวดลายที่งดงามวิจิตรจนสุดจะบรรยายบนผืนผ้า

ดังนั้นจึงไม่ประหลาดใจกับสิ่งที่มนุษย์โลกให้การยกย่องว่างานฝีมือ คือศิลปะชั้นสูงอย่างหนึ่งของมนุษย์ ดังนั้นเมื่อนำผ้าที่ผ่านการทอจนออกมาเป็นผืนผ้าที่งดงาม ไปตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย จึงทำให้สามารถสะกดสายตาทุกคู่ของมนุษย์ผู้รู้คุณค่าของงานศิลป์ และทำให้ได้รับการยกย่องชื่นชมว่าผ้าแพรพรรณของไทยนั้นมีความงดงาม

ดังนั้น สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่อยากฝากไว้คือ เมื่อเราได้ไปท่องเที่ยว และมีโอกาสซื้อหาสินค้าอันเกิดจากภูมิปัญญาของชาวบ้าน ขอได้โปรดอย่ากดราคา หรือต่อรองราคาให้มากจนน่ารังเกียจ เพราะผู้ที่เข้าใจถึงกระบวนการความยากลำบากในกระบวนการผลิตย่อมจะเห็นและตระหนักในคุณค่าของสินค้า แล้วจะไม่มองว่าสินค้าหัตถกรรมพื้นบ้านอันเกิดจากภูมิปัญญาชุมชนเป็นแค่เพียงของพื้นบ้านซึ่งมีราคาต่ำต้อย

Mr.Flower ขอเชิญชวนให้คุณเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย เพราะมั่นใจว่าเมืองไทยยังมีสถานที่งดงามและมีความน่าสนใจอื่นๆ มากมาย เช่น ศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของเพื่อนร่วมสังคมที่มีความแตกต่างแต่งดงาม ที่รอให้คุณไปสัมผัส

ขอยืนยันว่าเมืองไทยมีเสน่ห์และเมื่อคุณได้สัมผัสเมืองไทยให้ลึกซึ้งกว่าที่เป็นอยู่ คุณจะรักเมืองไทย และจะเคารพความเป็นคนไทยมากยิ่งขึ้น

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวไปบนกรีน การท่องเที่ยวเชิงกีฬา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/433950

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวไปบนกรีน การท่องเที่ยวเชิงกีฬา

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวไปบนกรีน การท่องเที่ยวเชิงกีฬา

วันอาทิตย์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

รายได้จากการท่องเที่ยวยังคงเป็นแหล่งรายได้หลักในยามนี้ของประเทศไทย

ประเทศไทยมีที่ท่องเที่ยวมากมาย ทั้งแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์โบราณคดี และแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์ก่อสร้างขึ้น

สำหรับแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์ก่อสร้างขึ้นและได้รับความสนใจอย่างมากจากนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะผู้ที่รักการกีฬาประเภทกอล์ฟ ก็คือสนามกอล์ฟ ซึ่งมีอยู่ในประเทศไทยหลายร้อยแห่ง กระจายอยู่ทั่วในทุกภูมิภาคของประเทศ

ตลาดการท่องเที่ยวด้านกีฬากอล์ฟ เป็นตลาดที่มีความน่าสนใจมาก เพราะมีศักยภาพด้านการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเล่นกอล์ฟ โดยเมื่อเทียบค่าใช้จ่ายกับนักท่องเที่ยวทั่วไปแล้ว พบว่านักท่องเที่ยวที่เข้ามาเล่นกอล์ฟใช้จ่ายสูงกว่าประมาณสามเท่า แต่ที่สำคัญมากกว่านั้นคือนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้สามารถต่อยอดการขายไปสู่สินค้าการท่องเที่ยวด้านอื่นๆ ได้อีกมาก อาทิ โรงแรมระดับห้าถึงหกดาว สปามาตรฐานระดับสูง อาหารที่มีการใช้จ่ายในแต่ละมื้อด้วยราคาสูง รวมถึงตลาดเสื้อผ้า รองเท้า และอุปกรณ์สำหรับ เล่นกอล์ฟ ที่ล้วนแล้วแต่มีราคาค่อนข้างสูง

สำหรับประเทศไทยนับได้ว่าเป็นตลาดกอล์ฟที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลก ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวกอล์ฟเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยประมาณ 700,000 คนต่อปี สำหรับรายได้รวมของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ ล่าสุดอยู่ที่ 3,300 ล้านบาท

จุดเด่นของสนามกอล์ฟในประเทศไทยคือมีหลากหลาย ทั้งความสวยงาม และความยากของการเล่น ซึ่งถือได้ว่าอยู่ในระดับที่ท้าทายของผู้เล่นกอล์ฟ

ปัจจุบันสนามกอล์ฟในประเทศไทยมีประมาณ 300 แห่ง

ดังนั้นจึงถือได้ว่าตลาดนักท่องเที่ยวในกลุ่มนักกอล์ฟจึงเป็นแหล่งรายได้สำคัญอีกแหล่งหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งสามารถช่วยยกฐานะของประเทศไทยให้ก้าวขึ้นมาเป็น sport destination and world class golf destination ได้ในอนาคตอันใกล้

และด้วยศักยภาพด้านนี้ของประเทศไทย ดังนั้นการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจึงได้จัดงาน Thailand Golf Travel Mart 2019 ซึ่งเป็นเวทีเจรจาธุรกิจด้านกอล์ฟและการท่องเที่ยวรวมถึงการบริการด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจกอล์ฟ เมื่อวันที่ 6-9 สิงหาคม 2562 ที่จังหวัดเชียงใหม่

โดยในงานดังกล่าวนั้น นายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ด้านสื่อสารการตลาดได้ยืนยันถึงศักยภาพของความเป็น World class golf destinations ของไทย และคาดการณ์ว่ารายได้จากนักท่องเที่ยวด้านกอล์ฟในปี 2562 และปี 2563 จะเติบโตขึ้นประมาณร้อยละ 3

ส่วนนายฉัททันต์ กุญชร ณ อยุธยา รองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ กล่าวว่าการจัดงานครั้งนี้ต้องการเน้นการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวตลาดกอล์ฟของประเทศไทยให้แพร่กระจายสู่ระดับเวทีโลก โดยในงานนี้ได้จัดเวทีผู้ซื้อพบผู้ขายโดยมีผู้ซื้อจำนวน 115 ราย จากทั่วโลกเดินทางมาเจรจาธุรกิจกับผู้ขายในประเทศไทย จำนวน 97 ราย และขณะเดียวกันได้เชิญสื่อมวลชนทั้งในและจากต่างประเทศกว่า 50 ราย เข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย

สำหรับความเห็นที่ได้รับจากผู้ซื้อและผู้ขายที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายต่างให้ความเห็นสอดคล้องกันว่าตลาดกอล์ฟของประเทศไทยมีศักยภาพสูงและสามารถก้าวขึ้นเป็น World class golf destinations ได้อย่างแน่นอน

 

ตะลอนเที่ยว : ศิลปินไทย ศิลปะไทย บนเวทีระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/430794

ตะลอนเที่ยว : ศิลปินไทย ศิลปะไทย บนเวทีระดับโลก

ตะลอนเที่ยว : ศิลปินไทย ศิลปะไทย บนเวทีระดับโลก

วันอาทิตย์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ศิลปะไทยมีความงดงามและน่าสนใจหลายแง่มุม สามารถแสดงความเป็นไทย แสดงน้ำใจไมตรี แสดงความอ่อนหวาน แสดงความมีอารยธรรมให้ปรากฏแก่สายตาผู้ชมทั่วโลกได้อย่างอัศจรรย์ โดยไม่ต้องใช้คำพูดใดๆ

ณัฐ ยนตรรักษ์ ศิลปินศิลปาธร ปี พ.ศ. 2549 นักเปียโนชั้นนำรายสำคัญของประเทศไทยคือหนึ่งในศิลปินไทยที่นำชื่อเสียงของไทยให้ขจรขจายแพร่ไปในประชาคมโลก

ล่าสุดได้รับเชิญให้ไปเปิดการแสดงในประเทศต่างๆ ในยุโรปและรัสเซีย รวมทั้งหมด6 ประเทศ เปิดการแสดงทั้งหมด 15 ครั้ง แต่ละสถานที่ซึ่งได้รับเชิญให้ไปเปิดการแสดง ล้วนแล้วแต่เป็นสถานที่สำคัญทางศิลปวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ แต่ที่สำคัญคือประเทศผู้เชิญได้มองเห็นถึงผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ของศิลปินรายนี้ ซึ่งนับเป็นศิลปินไทยเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่ได้รับเกียรติสูงสุดเช่นนี้ ซึ่งการให้เกียรติเชิญไปแสดงนั้น เท่ากับเป็นการยกย่องให้เกียรติกับประเทศไทยด้วย

ตัวอย่างสถานที่สำคัญที่ศิลปินไทยรายนี้จะไปเปิดการแสดงคือ Palais Hänsen Kempinski, Vienna ประเทศ Austria และ Aula Florianka, Krakow ประเทศ Poland และ Nador Hall , Budapest ประเทศ Hungary รวมถึง Ludwig Festspielhaus, Füssen ประเทศ Germany และ Museo del’ 900, Milano ประเทศ Italy และที่ House of Music, St. Petersburg ประเทศ Russia เป็นต้น

ต้องบอกว่าการที่ศิลปินไทยได้รับเชิญไปแสดงในสถานที่สำคัญของวงการศิลปะและวัฒนธรรมของโลกที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นต้นฉบับของศิลปวัฒนธรรมทางดนตรี โดยเฉพาะวงการประพันธ์ดนตรีระดับโลกเช่นนี้ การให้เกียรติประเทศไทยอย่างชัดเจน เพราะศิลปินและนักแสดงที่ไปเปิดการแสดงล้วนเป็นคนไทยทั้งสิ้น

อีกทั้งสถานที่ที่ไปเปิดการแสดงก็มีความสวยงามและถือเป็นจุดเด่นที่สำคัญของแต่ละเมืองในประเทศนั้นๆ

ณัฐให้เหตุผลถึงการเลือกชื่อการแสดงครั้งนี้ว่า จากเวียงวังจนถึงชาวบ้านร้านถิ่น เพราะว่าต้องการสะท้อนให้ผู้รับชมโดยเฉพาะชาวตะวันตกเข้าใจถึงความผูกพันและความมีเยื่อใยที่แสนใกล้ชิดระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชนไทย

ดนตรีเป็นสื่อสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ทุกชนชั้นและทุกชาติภาษา การแสดงครั้งนี้จึงเลือกลิเกไปอวดสายตาชาวโลก เพราะเห็นว่าลิเกเป็นการแสดงที่ชาวบ้านร้านถิ่นของไทยคุ้นเคยมาตั้งแต่อดีต แต่จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของการแสดงครั้งนี้อยู่ที่มีศิลปินต่างชาติจากโปแลนด์ คือ วูกัช คุเชด โว ซึ่งเป็นนักดนตรีที่มีความชำนาญในเครื่องเคาะจังหวะ (percussionist) ร่วมอยู่ในคณะด้วย โดยวูกัชใช้ตะโพนเป็นเครื่องดนตรีสำคัญในการแสดงอวดสายตาชาวโลกในครั้งนี้

จุดเด่นที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการแสดงคือบทเพลงถวายชัยคีตมหาราชา ซึ่งเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์ในล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 2 รัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 9 มาเรียงร้อยเป็นบทโซนาตาสำหรับเดี่ยวเปียโน บทเพลงนี้นับได้ว่าเป็นการหลอมรวมหัวใจด้านดนตรี ซึ่งถือเป็น
พระอัจฉริยภาพของรัชกาลต่างๆ ในพระบรมราชจักรีวงศ์ไว้ด้วยกัน

ศิลปินคณะนี้จะเดินทางไปเปิดการแสดงในสถานที่ต่างๆ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน จนถึงวันที่ 23 ตุลาคม

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบดนตรีซึ่งบรรเลงนำโดยเปียโน จากศิลปินชั้นนำ ณัฐ ยนตรรักษ์ และต้องการร่วมเดินทางไปชมการแสดง และได้สัมผัสความงดงามของสถานที่สำคัญในประเทศต่างๆ ที่ไปเปิดการแสดง สามารถติดต่อสอบถามได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615 เราจะไปซึมซับความงดงามที่แสนไพเราะของเสียงดนตรี พร้อมกับชมการแสดงศิลปะของไทยในสถานที่สำคัญของโลกด้วยกัน

ตะลอนเที่ยว : โหล่งฮิมคาว ตลาดบ้านๆ แต่ของทุกอย่างล้วนเต็มไปด้วยดีไซน์และด้วยใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/427636

ตะลอนเที่ยว : โหล่งฮิมคาว ตลาดบ้านๆ แต่ของทุกอย่างล้วนเต็มไปด้วยดีไซน์และด้วยใจ

ตะลอนเที่ยว : โหล่งฮิมคาว ตลาดบ้านๆ แต่ของทุกอย่างล้วนเต็มไปด้วยดีไซน์และด้วยใจ

วันอาทิตย์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“ไปเชียงใหม่อีกแล้ว ไปทำไมกันบ่อยๆ ไม่เห็นมีอะไรให้ดู หรือให้เที่ยวเลย”

นี่คือคำพูดจากความคิดของคนที่อาจจะเรียกได้ว่ายังเที่ยวเชียงใหม่ในมุมเดิมๆ แบบเดิมๆโดยไม่เคยลงไปเจาะลึกถึงสถานที่ท่องเที่ยว และสถานที่จับจ่ายใช้สอยอื่นๆ ในเมืองเชียงใหม่

แต่สำหรับคนที่รู้จักเชียงใหม่ในแง่มุมต่างๆ นานา และรู้จักสถานที่ใหม่ๆ ในเชียงใหม่ค่อนข้างดีแล้วจะบอกว่า

“เชียงใหม่มีดีอีกปะเลอะ (ภาษาคำเมือง แปลว่า มากมาย) แอ่วเจียงใหม่อีกกี่ตื้อ ก็บ่เบื่อ เพราะการไปแอ่วแต่ละครั้ง เปิ้นก็จะได้ป๊ะกับสิ่งงามๆ และแปลกๆ ใหม่ๆ ตลอดเวลา บ่เจื้อสูก็ลองไปแอ่วเน้อ หากสูบ่ฮู้จักเจียงใหม่ดีพอ บอกเฮาเน้อ เฮาจะพาสูไปแอ่ว รับรองสูจะติ๊ดอ๊กติ๊ดใจ๋ เพราะแอ่วแล้วม่วนขนาด”

จริงๆ ครับ ผมยืนยันว่าประโยคหลังสุดนี้คือความจริงอย่างที่สุด เพราะเชียงใหม่มีที่เที่ยวใหม่ๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย เรียกว่าเที่ยวเชียงใหม่ทุกครั้ง ก็มีที่เที่ยวใหม่ๆ ให้ไปชมตลอดเวลา

วันนี้จะพาคุณไป โหล่งฮิมคาว หมู่บ้านมอญ ตำบลสันกลาง อำเภอสันกำแพง โหล่งเป็นคำเมืองแปลว่าย่านหรือชุมชน ฮิมคาว คือริมแม่น้ำคาว ขอบอกว่าที่นี่คือตลาดบ้านๆที่ชาวบ้านในชุมชนนำของต่างๆ นานา มาค้ามาขาย มีทั้งเสื้อผ้าแพรพรรณที่เต็มไปด้วยสไตล์เก๋ๆ เน้นว่าไม่เน้นเสื้อผ้าโหลดาษๆ ส่วนอาหารการกินก็มีให้เลือกอย่างอุดมสมบูรณ์พอประมาณ มีทั้งอาหารไทย อาหารเหนือ และอาหารตะวันตก เช่น พิซซ่า สปาเกตตี และขนมปังอบที่หลายคนเรียกแบบฝรั่งว่าเบเกอรี่

ร้านค้าแต่ละร้านที่นี่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสินค้าในแต่ละร้านก็เป็นแบบฉบับของร้าน คือเน้นดีไซน์เก๋พอประมาณ แต่ที่น่ารักคือทุกอย่างอิงแอบกับธรรมชาติ โดยคนในชุมชนแห่งนี้ตั้งใจว่าอยากให้ลูกๆ หลายๆ ไม่ต้องโยกย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่อื่นๆ จึงตัดสินใจร่วมกันว่าจะเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวของชุมชนที่เน้นความเรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยความเท่ เก๋ไก๋ และพยายามจะอนุรักษ์ความเป็นชุมชนดั่งเดิมเอาไว้ให้มากที่สุด โดยให้ผสมผสานอย่างลงตัวกับความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย

แน่นอนว่าสินค้าส่วนใหญ่ในชุมชนก็จะหนีไม่พ้นเสื้อผ้าอาภรณ์ และแพรพรรณ เนื่องจากชุมชนนี้มีรากเหง้าอย่างหนึ่งคือการทอผ้า เพราะฉะนั้นจึงไม่ผิดหวังหากจะไปเลือกหาเสื้อผ้าสวยๆ ที่เข้ากับสไตล์ของคุณ นอกจากเสื้อผ้าแล้วยังมีย่ามเก๋ๆ ให้เลือกอีกมากมาย รวมถึงยังมีเสื้อผ้าแบบมัดย้อมด้วยครามให้เลือก นอกจากเลือกซื้อแล้วยังสามารถเข้าไปเรียนรู้วิธีการทอผ้า และการมัดย้อมผ้าด้วยครามอีกด้วย พูดง่ายๆ คือทุกร้านจะเปิด workshop ให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้การทอและย้อมผ้านอกจากเสื้อผ้าแพรพรรณแล้ว ยังมีเครื่องประดับตกแต่งร่างกาย และของตกแต่งบ้าน รวมถึงสินค้าจำพวกของอุปโภคบริโภคที่ทำจากผลผลิตในชุมชน เช่น สมุนไพรในชุมชน เป็นต้น

ความน่าสนใจของชุมชนริมคาวนี้อยู่ที่ความร่วมมือร่วมใจของคนในชุมชนที่พร้อมใจตกลงกันว่าจะปลูกสร้างบ้านเรือนให้กลมกลืนกันไม่ใช่ว่าบ้านหลังนี้เป็นสไตล์หลุยส์ อีกหลังเป็นสไตล์หมิง หรืออีกหลังเป็นเรือนไทย แต่บ้านเรือนทุกหลังจะปลูกสร้างให้กลืนกับธรรมชาติให้มากที่สุด จะร่วมกันรักษาต้นไม้ใหญ่ไว้ในชุมชน และเปิดโอกาสให้สมาชิกชุมชนได้แสดงความคิดเห็นร่วมกันว่าจะนำพาชุมชนไปในทิศทางใด

ถามว่าถ้าไปเที่ยวที่โหล่งฮิมคาว ต้องใช้เวลานานเท่าไร ตอบยากครับ เพราะบางคนใช้เวลาเพียงชั่วโมงกว่าๆ ก็บอกว่าไม่มีอะไรให้ดูอีกแล้ว แต่สำหรับบางคนอยู่ไปเกินครึ่งวันก็ยังบอกว่ายังมีอะไรให้ดูให้ชมอีกมาก เรื่องนี้นานาจิตตัง แต่รับรองได้อย่างหนึ่งคือ ชุมชนที่นี่น่ารัก สงบพอประมาณ (ยกเว้นวันที่มีนักท่องเที่ยวมากๆ) เดินเที่ยว เดินเลือกหาซื้อของ แล้วก็มีที่ให้กินอาหารทั้งแบบกินโดยไม่ต้องนั่งในร้าน และมีให้นั่งกินในร้านอย่างเป็นกิจลักษณะ พูดง่ายๆ คือ รับรองว่าหากคุณได้ไปเยือนโหล่งฮิมคาวแล้ว ผมมั่นใจว่าคุณน่าจะชอบ ลองไปเที่ยวดูนะครับ

สนใจต้องการร่วมทริปน่ารัก อบอุ่น เป็นกันเอง เน้นเที่ยวแบบแช่มช้า ละมุนละไม เที่ยวดี กินดี นอนดี ไม่เที่ยวแบบร้อนรน โปรดเลือกทัวร์คุณแหนนะครับ
Mr.Flower นำทัวร์เองครับ รับรองว่าไปเที่ยวด้วยกันสักทริปหนึ่ง แล้วคุณจะติดใจ และอยากไปเที่ยวกับเราทุกทริป สนใจโปรดติดต่อ โทร.091-7233615 หรือหากคุณมีกลุ่มเล็กๆ แล้วต้องการให้ Mr.Flowerนำคุณเที่ยวแบบเจาะลึกในที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ก็สามารถติดต่อสอบถามได้ครับ ยินดีให้บริการที่จะทำให้คุณประทับใจตลอดไปครับ

 

ตะลอนเที่ยว : เดินลุยหมอกฝนบนยอดดอยอินทนนท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/426249

ตะลอนเที่ยว : เดินลุยหมอกฝนบนยอดดอยอินทนนท์

วันอาทิตย์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

หลายคนอาจจะบอกว่า “ยิ่งสูง ยิ่งหนาว” ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าจริงตามที่ว่านั้น เพราะยิ่งสูงก็ยิ่งหนาว ส่วนจะหนาวแล้วมีคนคอยให้กำลังใจ หรือให้ความอบอุ่นหรือไม่ ก็แล้วแต่กรณี และแล้วแต่ความประพฤติของบุคคล เพราะบางคนนั้น ยิ่งสูง ยิ่งหนาวก็จริง แต่ในความหนาวนั้น ก็ยังมีความอบอุ่นจากมวลมิตรและคนชิดใกล้ แต่สำหรับบางคนที่ไร้น้ำใจ ไร้ความจริงใจ ก็อาจจะหนาวเหน็บและเดียวดายอยู่บนดอยสูง

แต่สำหรับดอยอินทนนท์นั้นต้องบอกว่า ยิ่งสูง ยิ่งสวย และสวยทุกฤดูกาลจริงๆ ผมเพิ่งพาแฟนคลับคอลัมน์ตะลอนเที่ยวไปสัมผัสความงดงามในยามเริ่มต้นฤดูฝนบนยอดดอยอินทนนท์เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม หลายคนนึกไม่ถึงว่ายอดดอยอินทนนท์ในยามต้นฤดูฝนจะงดงามและสดชื่นได้ถึงเพียงนี้ หลายคนเข้าใจเอาเองว่าหน้านี้อากาศบนยอดดอยคงจะร้อนไม่ต่างไปจากพื้นราบ ดังนั้นหลายคนจึงไม่ได้เตรียมผ้ากันลม หรือเสื้อที่หนาสักนิดติดตัวไปด้วย (ทั้งๆ ที่ผมแจ้งให้ทราบเบื้องต้นแล้วว่า บนยอดดอยอินทนนท์อากาศจะเย็นตลอดทั้งปี แล้วจะยิ่งเย็นมาก หลังจากดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว)

อินทนนท์ในยามนี้อากาศดีไม่แพ้หน้าหนาว แม้อาจจะต้องเจอเม็ดฝนในบางวันก็ตาม แต่ก็ต้องบอกว่าบรรยากาศบนยอดดอยจะสุดวิเศษหลังฝน เหมือนกับที่หลายคนบอกว่าฟ้าหลังฝนจะงดงาม แต่ไม่ใช่แค่ฟ้างดงามหลังฝนเท่านั้น แต่ที่วิเศษยิ่งกว่าคืออากาศหลังฝนตกนั้นมันสุดแสนจะสะอาดบริสุทธิ์ หายใจได้เต็มปอด เรียกว่าหายใจแล้วสามารถสัมผัสได้ถึงความบริสุทธิ์ของอากาศ อย่างที่ไม่สามารถหาได้ง่ายๆ ในเขตเมืองใหญ่ๆ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครของเรา

วันที่เราขึ้นไปบนยอดดอยอินทนนท์นั้น ในช่วงแรกไม่มีฝน แต่มีเมฆและหมอกฝนปกคลุมยอดดอยอย่างหนาแน่น เรียกได้ว่าเราเดินฝ่าเข้าไปในกลุ่มเมฆฝน และหมอกฝน หลายคนที่เคยมีประสบการณ์เช่นนี้จะทราบดีว่า เหมือนกับเราเดินฝ่าเข้าในดงของละอองน้ำ ทำให้ตัวของเราชุ่มชื้นไปด้วยละอองน้ำ จนหลายคนสงสัยว่าเรากำลังเดินกลางสายฝนหรือเปล่า แต่ต้องบอกว่าเปล่าเลย เพราะฝนยังไม่ได้ตกลงมา แต่เรานี่แหละที่เดินอยู่ท่ามกลางกลุ่มเมฆฝน ดังนั้นเมื่อมองไปรอบตัวในระยะทางไม่เกิน 100 เมตร ก็จึงทำให้เหมือนกับมองผ่านม่านละอองน้ำ หลายคนถามว่านี้คือหมอกใช่ไหม ผมตอบว่าใช่ครับ แต่ไม่ใช่หมอกในหน้าหนาว แต่มันคือหมอกฝนที่เต็มไปด้วยความชุ่มฉ่ำ

ต้องขออนุญาตเรียนย้ำว่าดอยอินทนนท์คือยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย อยู่ในเขตอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ สูง 2,565.3341 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล หลายคนเรียกดอยนี้ว่าดอยหลวง หรือดอยหลวงอ่างกา ชื่ออินทนนท์มากจากพระนามของเจ้าผู้ครองเมืองเชียงใหม่ คือเจ้าหลวงอินทวิชยานนท์ พระบิดาของเจ้าดารารัศมี พระราชชายาในพระพุทธเจ้าหลวง สมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ดังนั้นบนยอดดอยนี้จึงมีพระสถูป หรือภาษาเหนือเรียกว่ากู่ที่ทรงสร้างขึ้นโดยเจ้าดารารัศมี เพื่อประดิษฐานพระอัฐิของพระบิดาของพระองค์ไว้

บริเวณรอบพระสถูปเจ้าหลวงอินทวิชยานนท์รายลอบไปด้วยต้นไม้ใหญ่ที่สูงเสียดฟ้า โดยแต่ละต้นมีเฟิร์น และมอส รวมถึงไลเคนห่มคลุมกิ่งก้านและลำต้นไว้เปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่เหล่านั้นมีผ้าห่มคลุมอยู่ตลอดปีตลอดชาติ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอากาศบนยอดดอยนั้นเย็นและชุ่มชื้นตลอดเวลา

เมื่อเราได้เดินบนยอดดอยหลวงอินทนนท์จนครบรอบทางเดินที่เจ้าหน้าที่ได้จัดทำขึ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คณะของเราก็นั่งรถยนต์ลงจากยอดดอยไปยังบริเวณพระมหาธาตุนภเมทนีดล และพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ พระมหาธาตุที่ประชาชนไทยพร้อมใจประดิษฐานขึ้นเพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายพระเกียรติแด่ พระบาทสมเด็จพระบรม
ชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยพระมหาธาตุนภเมทนีดล สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2530 เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ ส่วนพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2535 เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ5 รอบ ในปี 2535 พระมหาธาตุทั้งสององค์นี้ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุไว้บนยอด

วันที่เราไปกราบนมัสการพระมหาธาตุทั้งสององค์นั้นเป็นวันที่เมฆและหมอกฝนปกคลุมยอดดอยอินทนนท์อย่างหนาแน่น จึงทำให้มองเห็นองค์พระมหาธาตุอยู่ท่ามกลางม่านเมฆและหมอกฝน ซึ่งนับเป็นภาพที่งดงามแตกต่างไปจากวันที่ฟ้าใสในยามหน้าหนาว

เมื่อคุณเห็นความงามของดอยอินทนนท์เช่นนี้แล้ว ผมมั่นใจว่าคุณต้องอยากไปสัมผัสความงดงามของดอยแห่งนี้ด้วยสายตาและด้วยตัวของคุณเองอย่างแน่นอน อันที่จริงหลังจากชมความบนดอยแล้ว คณะของเรายังไปรับประทานอาหารรสชาติอร่อยและคุณภาพดีเยี่ยมในร้านโครงการหลวงบนดอยอินทนนท์ด้วย ต้องบอกว่าอาหารอร่อยมาก คุณภาพอาหารก็ดีเยี่ยม และที่สำคัญคือบรรยากาศสุดยอด

หากคุณมีความประสงค์จะท่องเที่ยวเมืองไทยให้ได้อรรถรส ได้ความรู้ ได้ความประทับใจ และได้มิตรภาพจากเพื่อนร่วมคณะ โปรดติดต่อทัวร์คุณแหน นำทัวร์โดย Mr.Flowerหมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615 เรามีทริปต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศไว้เพื่อสร้างความประทับใจให้คุณโดยเฉพาะ

ตะลอนเที่ยว : แอ่วเจียงใหม่ สวมใส่ชุดพื้นเมือง ม่วนอ๋กม่วนใจ๋

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/424635

ตะลอนเที่ยว : แอ่วเจียงใหม่ สวมใส่ชุดพื้นเมือง ม่วนอ๋กม่วนใจ๋

วันอาทิตย์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผมเพิ่งพาสมาชิกแนวหน้ากลุ่มเล็กๆ (12 ราย) ที่แสนจะเป็นกันเอง และที่สำคัญคือสมาชิกทุกคนสุภาพมาก ไปเที่ยวที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ โดยพักที่แม่แจ่มหนึ่งคืน และที่ในตัวเมืองเชียงใหม่อีกหนึ่งคืน

สมาชิกหลายคนบอกว่า ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าการไปเที่ยวเชียงใหม่ในช่วงที่ผู้คนไม่ล้นทะลัก ไม่แออัดยัดทะนาน ไม่ต้องแย่งกันกินแย่งกันเที่ยว ซึ่งก็คือการท่องเที่ยวในช่วงฤดูฝนจะสามารถทำให้เห็นความน่ารักของเมืองเชียงใหม่ได้ถนัดตาและถนัดใจเป็นที่สุด ไปไหนมาไหนก็แสนสะดวก (แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ก็ยังไม่สามารถหนีปัญหารถติดหนักในที่สี่แยกรินคำได้อยู่ดี แม้จะไปในช่วงที่ถือได้ว่าเป็นช่วงที่คนต่างถิ่นไปเที่ยวเชียงใหม่น้อยแล้วก็ตาม) ใช้เวลาขับรถยนต์ออกจากตัวเมืองไปยังอำเภอรอบๆ นอกตัวเมืองเชียงใหม่ที่มีระยะทางไกลไม่เกิน 20 กิโลเมตร ได้ในเวลาเพียงไม่ถึง 10 นาที ซึ่งไม่สามารถทำได้ในช่วงสงกรานต์อย่างแน่นอน สำหรับทริปนี้เราเดินทางไปถึงแม่แจ่ม ซึ่งมีระยะทางห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่เพียง 100 กิโลเมตรกว่าๆ แต่ด้วยความคดเคี้ยวเลี้ยวลดของเส้นทาง จึงทำให้เราใช้เวลาซึบซับความงามของสองข้างทางได้อย่างจุใจ โดยเราก็แวะชม แวะชิม แวะซื้อหา ไปตลอดทาง เพราะเราไม่เที่ยวแบบเร่งร้อน

อย่างที่เรียนให้ทราบคือทริปนี้เราไปนอนที่แม่แจ่มและในตัวเมืองเชียงใหม่ที่ละหนึ่งคืน แต่สำหรับวันนี้จะยังไม่ได้พาคุณไปสัมผัสแม่แจ่ม เพราะจะพาคุณไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวที่ชื่อว่า จัดแจงแป๋งงาม หรือพูดเป็นภาษาภาคกลางคือ จัดแจงตกแต่งให้งดงาม (แป๋งคือแปง แปลว่าสร้างหรือทำ) สาเหตุที่แวะชมที่นี่ก็เพราะตั้งอยู่บนเส้นทางที่เราจะเดินทางไปยังแม่แจ่ม แต่ที่มากกว่านั้นคือที่นี่มีเสื้อผ้าแพรพรรณสวยๆ งามๆ ให้ชม (นอกจากชมแล้วยังสามารถซื้อหาได้ด้วย) ที่ตั้งของจัดแจงแป๋งงามอยู่ในตำบลยุหวา อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้อยู่ในเรือนไม้ปลูกสร้างตามแบบฉบับของชาวภาคเหนือ มีทั้งหมด 9 หลัง ทุกหลังเชื่อมต่อถึงกันหมด แต่ละหลังจัดแสดงงานต่างๆ เช่น ผ้าทอของชาวไทลื้อ ไทเขิน เสื้อผ้าชุดแต่งกายของชาวชนเผ่าต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในเขตภาคเหนือของไทย ห้องครัวแบบชาวเหนือ ห้องนอน ห้องพระ และมีเรือนหลังหนึ่งเป็น home stay

ส่วนภาพที่นำมาฝากคุณในวันนี้จะเน้นหนักไปที่ผ้าทอมือของชาวเหนือของไทย เช่น ผ้าลายน้ำไหลของชาวไทลื้อ ผ้าซิ่นลายริ้วของชาวไทเขิน ผ้าซิ่นของเชียงแสน ผ้าซิ่นตีนจกของชาวแม่แจ่ม รวมถึงผ้าซิ่นของชาวไทใหญ่ เมืองเชียงตุง และผ้าซิ่นแสนงามของพม่า เช่น ซิ่นลุนตยา ซึ่งต้องยอมรับสารภาพว่าแม้จะไม่มีความรู้เรื่องซิ่นของแต่ละกลุ่มชนหรือแต่ละท้องถิ่นมากมายลึกซึ้ง แต่เมื่อได้ชมลวดลายที่ปรากฏบนผืนผ้าแล้วก็สามารถสัมผัสได้ถึงฝีมือที่แสนละเอียดประณีต เห็นถึงความงามของสีสันจากเส้นด้ายเส้นไหมที่ปรากฏ

นอกจากผ้าซิ่นชนิดต่างๆ ที่งามจนเกินบรรยายแล้ว ยังได้ชมหมอนอิง หมอนหนุนฝีมือของชาวไทลื้อ ไทเขินอีกด้วย ลักษณะสำคัญของหมอนอิงแบบไทลื้อคือเป็นคล้ายๆ หมอนขวางของภาคกลาง หรือบางคนเรียกหมอนอิงสามเหลี่ยม ลวดลายสำคัญของหมอนอิงไทลื้อคือลายหงส์เกี้ยว ส่วนหมอนของไทเขินจะเป็นแบบคล้ายๆ ครึ่งวงกลม

และที่งามจนไม่สามารถจะมองข้ามไปได้ก็คือการจัดแสดงเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของชาวไทกลุ่มต่างๆ เช่น ลื้อ เขิน ไทใหญ่ เชียงแสน และชาวไทยภูเขากลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เช่น เย้า อีก้อมูเซอ ม้ง คะฉิ่น ปกาเกอะญอ ปะหล่อง เป็นต้น

สมาชิกที่ร่วมคณะไปในทริปนี้ต่างหลงใหลได้ปลื้มกับเสื้อผ้าแพรพรรณของชาวพื้นเมืองภาคเหนือของไทยกันอย่างใหญ่หลวง ทุกคนต่างซื้อหาผ้าซิ่น ผ้าพันคอ เสื้อ ย่าม และของประดับอีกมากมาย ทุกคนบอกตรงกันว่า เที่ยวเมืองเชียงใหม่ในยามนี้แสนดี และแสนสุขใจ ไปไหนมาไหนสะดวก ไม่ต้องแย่งกันเที่ยว เที่ยวแบบนี้เหมือนกับคณะของเราได้รับการต้อนรับแบบ Very VIP แต่ที่มากกว่านั้นคือทุกคนภูมิใจกับการได้จับจ่ายซื้อหาสินค้าของเพื่อนร่วมประเทศ ซึ่งเท่ากับช่วยเหลือกันและกัน โดยผ่านการกระจายรายได้สู่ชุมชน

และที่มากกว่านั้นคือ หลายคนบอกว่าชื่นใจมากที่ได้ไปกราบนมัสการอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย ที่เชิงดอยสุเทพในยามค่ำแม้จะมีสายฝนโปรยปรายลงมาเล็กน้อย แต่ทุกคนก็พร้อมใจกันลงไปกราบนมัสการ โดยบางคนบอกว่ามาเชียงใหม่ตั้งหลายสิบครั้งแล้ว แต่ไม่เคยมีโอกาสไปกราบอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัยณ ที่แห่งนี้เลย และวันนี้ก็โชคดีมากที่ได้มากราบนมัสการท่านพร้อมกับได้รับน้ำมนต์จากสรวงสวรรค์ประพรมให้อีกด้วย

หากคุณสนใจจะร่วมเดินทางไปสัมผัสมนต์เสน่ห์ของเชียงใหม่ในแง่มุมต่างๆ รวมถึงสัมผัสมนต์เสน่ห์ของสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศกับทัวร์คุณแหน นำทัวร์โดย Mr.Flower โปรดติดต่อที่ 091-7233615 ทัวร์คุณแหนเน้นการท่องเที่ยวแบบละมุนละไม แต่เจาะลึก เน้นการกินดีอยู่ดีตลอดโปรแกรม

ตะลอนเที่ยว : ไปเที่ยวกรุงมอสโกกันไหมครับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/423141

ตะลอนเที่ยว : ไปเที่ยวกรุงมอสโกกันไหมครับ

วันอาทิตย์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

หาก Mr.Flower จะขอชวนเชิญคุณไปเที่ยวกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย คุณสนใจร่วมทริปไปด้วยกันไหมครับ

หลายคนอาจจะถามว่า ทำไมต้องกรุงมอสโก มีอะไรดี มีอะไรให้ดู แล้วไม่น่ากลัวหรือ เพราะเขาเป็นคอมมิวนิสต์ แล้วจะพูดจากัน
รู้เรื่องหรือ เพราะคนมอสโกไม่พูดภาษาอังกฤษ

ก็ต้องตอบว่า มอสโกมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย โดยเฉพาะในด้านโบราณสถาน ประวัติศาสตร์ และด้านการเมือง เพราะฉะนั้นจึงมีที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากมายจนบรรยายไม่หมดในเวลาสั้นๆและที่สำคัญคือ สถานีรถไฟใต้ดินสวยงามตระการตาและอลังการมาก บางสถานีงดงามราวกับท้องพระโรงของพระราชวังหลวง ส่วนเรื่องน่ากลัวเพราะเขาเป็นคอมมิวนิสต์นั้น ก็ต้องตอบว่าไม่น่ากลัว แล้วคนมอสโกเองก็ตอบว่าเขาไม่ใช่คอมมิวนิสต์เหมือนในสมัยเลนิน สตาลิน ส่วนเรื่องภาษาในการสื่อสารนั้น ต้องบอกว่าในระยะ 10 ปีหลังๆ มานี้ ในกรุงมอสโกมีป้ายบอกทางเขียนด้วยภาษาอังกฤษมากขึ้นกว่าเมื่อช่วงก่อนหน้านั้น และผู้คนก็พูดภาษาอังกฤษได้มากขึ้น ผมจึงสรุปว่า กรุงมอสโกติดอันดับเมืองน่าท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของโลก

สถานที่แห่งแรกที่ต้องไม่พลาดการไปเยือนเป็นอันขาดเมื่อไปถึงกรุงมอสโกคือ พระราชวังเครมลิน ที่ตั้งอยู่บนเนินติดกับแม่น้ำมอสโก
พระราชวังแห่งนี้เคยเป็นที่ประทับของพระเจ้าซาร์แห่งรัสเซีย ภายในเขตพระราชวังเครมลินจะประกอบไปด้วยพระที่นั่ง วัง และอาคารต่างๆ ที่งดงาม รวมถึงป้อม 20 ป้อม และหอคอยที่มีลักษณะแตกต่างกันไป หอคอยสำคัญและสูงที่สุดชื่ออิวานเวลิกี สูง 270 ฟุต หอคอยนี้เป็นที่แขวนระฆัง เมื่อขึ้นไปชั้นบนสุดจะมองเห็นทิวทัศน์ของกรุงมอสโกในมุมสูงได้อย่างงดงาม นอกจากนี้ ยังมีโบสถ์วิหารของคริสต์ศาสนานิกายออร์โธดอกซ์ ลักษณะเด่นของโบสถ์คริสต์นิกายออร์โธดอกซ์คือโดมรูปทรงหัวหอมใหญ่ เช่น มหาวิหารอัครเทวทูต และโบสถ์อัสสัมชัญ ส่วนภายในวังและพระที่นั่งมีท้องพระโรงที่โอ่อ่าอลังการจนทำให้ผู้ไปเยือนตื่นตะลึงในความวิจิตรและความยิ่งใหญ่ สถาปัตยกรรมของวังและอาคารต่างๆ ในพระราชวังเครมลินจะมีทั้งแบบมอสโกดังเดิม และบารอค พระราชวังแห่งนี้ถูกล้อมด้วยกำแพงอิฐสีแดงสูงตระหง่านมีความยาว 2.25 กิโลเมตร สูงประมาณ 60 ฟุต แต่ที่ต้องไม่พลาดเมื่อไปเยือนพระราชวังแห่งนี้คือ การเข้าชมพิพิธภัณฑ์ ซึ่งมีทั้งพิพิธภัณฑ์คลังแสงอาวุธ เกราะทหาร และการจัดแสดงโบราณวัตถุล้ำค่า ซึ่งพิพิธภัณฑ์แต่ละแห่งอยู่กันคนละอาคาร แต่พิพิธภัณฑ์ห้ามพลาดชมเป็นอันขาดคือ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ (State Museum History) ในบริเวณจัตุรัสแดง ที่นี่คือที่เก็บรวบรวมเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์รัสเซีย และยังเป็นที่เก็บรวบรวมพระราชสมบัติมากกว่า 45 ล้านชิ้น อัญมณีที่ประมาณค่ามิได้ ชุดเฟอร์นิเจอร์ อาวุธที่ใช้ทำสงคราม รวมทั้งพระคัมภีร์ที่สำคัญ

นอกจากนี้นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังให้ความสนใจอย่างมากกับปืนใหญ่พระเจ้าซาร์ และระฆังพระเจ้าซาร์ ทั้งสองสิ่งนี้ถูกกล่าวว่าใหญ่ที่สุดในโลก โดยปืนใหญ่สร้างมาตั้งแค่คริสต์ศตวรรษที่ 16 ช่วงปลาย กระบอกปืนยาว 5.34 เมตร หนัก 40 ตัน ส่วนระฆังมีความสูง 6.15 เมตร สูง 6.6 เมตร หนัก 200 ตัน ตัวระฆังมีลวดลายงดงามมาก แต่ระฆังยักษ์ใบนี้แตกก่อนจะหล่อเสร็จสมบูรณ์ จึงนำไปจัดแสดงไว้ในลานภายนอก แต่ความตั้งใจเดิมคือจะนำระฆังที่สมบูรณ์ไปแขวนไว้บนหออีวาน

นี่ขนาดผมพาคุณเที่ยวชมแค่บางส่วนบางที่ในพระราชวังเครมลินเท่านั้น ยังไม่ได้พาไปชมหมดทุกๆ อาคาร พื้นที่หน้ากระดาษก็หมดลงแล้ว ผมยังไม่ได้พูดถึงโบสถ์เซนต์เบซิล หรือโบสถ์ที่มียอดเก้ายอด แต่ละยอดมีโดมรูปหัวหอมใหญ่สีสันสวยงามสะดุดตาโดยมีโดมตรงกลางสูงที่สุดแล้วล้อมรอบด้วยโดมอื่นๆ อีก 8 ยอด ยังไม่ได้พาคุณไปชมสถานีรถไฟใต้ดินที่งดงามสมกับห้องรับราชอาคันตุกะของพระเจ้าซาร์ ยังไม่ได้พาคุณไปชมเมืองรอบๆพระราชวังเครมลินในยามค่ำ และยังไม่ได้พาคุณไปล่องเรือในแม่น้ำมอสโก

แต่ถ้าหากคุณสนใจจะร่วมทริปขนาดเล็ก ที่เน้นการท่องเที่ยวแบบเจาะลึก แต่ละมุนละไม เที่ยวแบบไม่เร่งรีบร้อนรน นอนในโรงแรมกลางเมือง กินอาหารแสนอร่อยที่เราเลือกสรร โดยไม่พาคุณไปกินอาหารแบบที่ต้องรีบร้อนและแย่งกันกิน ขอเชิญคุณร่วมสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่จะทำให้คุณประทับใจกับทัวร์คุณแหน นำทัวร์โดย Mr.Flowerโปรดติดต่อ 091-7233615 เราจะเดินทางกันในเดือนกันยายนปีนี้