ตะลอนเที่ยว : เรือนร่มเย็น‘คุ้มเจ้าบุ’ลำปาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/398851

ตะลอนเที่ยว : เรือนร่มเย็น‘คุ้มเจ้าบุ’ลำปาง

ตะลอนเที่ยว : เรือนร่มเย็น‘คุ้มเจ้าบุ’ลำปาง

วันอาทิตย์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

บ้านไม้สักในยุคปัจจุบันนั้น นับวันจะหาได้ยากลงทุกที เพราะบ้านไม้ต้องการการดูแลเอาใจใส่อย่างดี ต้องซ่อมต้องบำรุงเป็นระยะๆ ดังนั้นเจ้าของบ้านไม้สัก (รวมถึงบ้านไม้อื่นๆ ด้วย) หลายต่อหลายคนจึงมักจะรื้ออดีตที่น่าทรงจำทิ้งไปแล้วเปลี่ยนแปลงบ้านเป็นคอนกรีต ด้วยเหตุผลที่ว่าดูแลง่ายและสะดวกกว่า

แต่ที่ลำปางยังมีเรือนไม้สักอายุกว่า 80 ปี (สร้างปี 2476) ชื่อคุ้มเจ้าบุ คุ้มนี้เคยเป็นที่พำนักของเจ้าบุณ ลำปาง ผู้สืบเชื้อสายมาจากเจ้านายฝ่ายเหนือ ตระกูล ณ ลำปาง เป็นบ้านไม้ใต้ถุนโล่ง ส่วนบนตัวเรือนก็ดูโปร่งตามีห้องหับอยู่สามห้อง ส่วนห้องรับแขกนั้นถือได้ว่ากว้างขวางมาก ส่วนรอบตัวบ้านเต็มไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ ที่ปลูกแซมด้วยไม้ดอกที่ส่งกลิ่นหอมสารพัดชนิด เช่น มะลิ ชมนาด การะเวก ลั่นทม พุด เป็นต้น

คุ้มเจ้าบุเปรียบเสมือนสาวชาวเหนือที่ดูอ่อนหวานมาก สาเหตุที่เรือนหรือคุ้มแห่งนี้ดูอ่อนหวานก็น่าจะมาจากความอ่อนโยนของเรือนไม้ที่ผสมผสานกับต้นไม้สารพัดชนิดที่อยู่รายรอบตัวคุ้ม ดังนั้นแค่เพียงได้เดินเข้าไปในเขตรั้วของคุ้มก็สามารถสัมผัสได้ถึงความร่มเย็นแล้ว ด้วยความที่คุ้มเป็นเรือนเปิดโล่ง จึงทำให้ลมพัดผ่านได้ทั่วทั้งตัวเรือน แล้วเมื่อยิ่งได้ตัวกรองจากธรรมชาติคือต้นไม้ใหญ่ผสมเข้าไป ก็ทำให้คุ้มนี้มีบรรยากาศที่น่าหลงใหลมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามหน้าฝนรอบๆ คุ้มจะเขียวขจีและชุ่มเย็นมากเป็นพิเศษ ส่วนหน้าหนาวก็จะมีความหนาวเย็นให้ได้สัมผัสโดยเฉพาะในช่วงเช้าตรู่และช่วงหมดแดดในยามเย็น แล้วในยามหน้าร้อนที่หลายคนบอกตรงกันว่าลำปางร้อนขนาด แต่สำหรับในคุ้มแห่งนี้กลับไม่ได้ร้อนมากมายนัก เพราะมีร่มไม้ค่อยกันแดดให้

คนหลายคนอาจจะนึกว่าเจ้านายฝ่ายเหนืออยู่คุ้ม คุ้มนั้นจะต้องวิจิตรพิสดารไม่ต่างไปจากวังของเจ้านาย ซึ่งนั่นเป็นความเข้าใจที่อาจจะไม่ตรงกับความจริงมากนั้น เพราะคุ้มในภาคเหนือของไทยมีหลายรูปแบบ แต่อย่างไรก็ตาม เจ้านายฝ่ายเหนือทุกองค์ก็นิยมความเป็นธรรมชาติ ความเรียบง่าย เพราะเมืองเหนือของไทยมีธรรมชาติที่งดงามเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อสร้างคุ้มก็จึงต้องให้กลมกลืนกับธรรมชาติให้มากที่สุด

ข้าวของเครื่องใช้ เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่บนคุ้มก็เป็นของเดิมตั้งแต่รุ่นโบราณ แต่ทว่าได้รับการดูแลรักษาไว้เป็นอย่างดี ดังนั้นเมื่อเราได้นั่งบนเก้าอี้ แล้ววางหนังสือบนโต๊ะไม้สักตัวใหญ่ แล้วอ่านหนังสือที่เฟอร์นิเจอร์รุ่นเก่าเหล่านี้จึงทำให้เราสัมผัสได้ถึงความนุ่มนวลอ่อนหวานของไม้สักได้โดยพลัน ยิ่งได้พบกับบรรยากาศของบ้านที่เปิดโล่งจากปีกหนึ่งทะลุไปยังอีกปีกหนึ่ง ดังนั้นเมื่อยามลมพัดโชยเอากลิ่นดอกไม้อ่อนๆ เข้ามา จึงทำให้รู้สึกสบายใจอย่างมหัศจรรย์ แล้วยิ่งในยามที่เราเดินด้วยความสำรวมไม่กระแทกทิ้งน้ำหนักเท้ามากจนทำให้เกิดเสียงโครมครามบนพื้นไม้สัก ก็ทำให้เราได้เห็นภาพของคนที่อยู่ร่วมกันบนคุ้มหรือบนเรือนไม้ในสมัยก่อนว่า เขาจะต้องสำรวมอยู่เสมอจะเดินแบบลุยป่าบนบ้านเรือนไม้ก็ไม่เหมาะ จะพูดจะคุยกันก็ใช้เสียงแต่พอดี ไม่ต้องเอะอะมะเทิ่งให้เกิดเสียงดังน่ารำคาญ เพราะห้องนอนบนบ้านก็มีเพียงผนังไม้กั้นอยู่

สวนหลังคุ้มเจ้าบุก็มีเสน่ห์มาก เพราะมีต้นไม้ใหญ่อายุหลายสิบปี เช่น มะขาม และฉำฉา หรือจามจุรี คอยให้ร่มเงา ยิ่งได้ไปนั่งรับลมเอื่อยๆ ที่ริมบึงน้ำหลังคุ้มแล้ว ก็ยิ่งมีความสุขอย่างล้นเหลือ แล้วก็บอกกับตัวเองว่า นี่แหละคือมนตราของต้นไม้ใหญ่ที่ให้ทั้งความร่มเย็น และให้อากาศที่แสนจะบริสุทธิ์ หายใจได้เต็มปอด

พูดถึงเรื่องอาหารการกินในคุ้มแห่งนี้แล้ว บอกได้เลยว่าทุกอย่างเน้น Green and Clean ผักสลัดที่นี่ปลูกเองโดยผู้ดูแลคุ้ม น้ำสลัดก็เป็นแบบ no fat and no sugarเพราะใช้ใบโหระพาปั่นสดผสมกับน้ำส้มสายชูธรรมชาติส่วนผู้ที่ชอบทาน steak หรืออาหารแบบตะวันตกก็ไม่ผิดหวังเพราะมีให้ทานตามต้องการ แต่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า เพราะผู้ปรุงอาหารที่นี่ไม่นิยมการซื้อวัตถุดิบในการทำอาหารมาเก็บไว้ แต่จะใช้วิธีแบบซื้อสด แล้วปรุงใหม่ๆ

คุณๆ ที่อ่านมาถึงตรงนี้ และได้ชมภาพงามๆ ของคุ้ม คงอยากจะไปสัมผัสคุ้มความน่ารักของคุ้มเจ้าบุแล้วใช่ไหมครับ ถ้าคุณอยากไปเยือน ไปกินของอร่อยมีประโยชน์ และไปนอนที่คุ้มแห่งนี้ ติดต่อ Mr.Flower ที่หมายเลขโทรศัพท์091-7233615 นะครับ เราจะไปกันแบบกลุ่มเล็กๆ (บนคุ้มนอนได้ไม่เกิน 8 คน) ส่วนบ้านที่อยู่ในบริเวณคุ้มก็สามารถรับผู้มาเยือนได้อีกประมาณ 10 คน

เราเที่ยวกันแบบสบายๆ ไม่รีบไม่ร้อนรน กินอิ่มกินอร่อย นอนพักแบบสบายๆ ใกล้ชิดกับธรรมชาติ

ตะลอนเที่ยว : วัดไหล่หิน งดงามตามแบบฉบับศิลปะล้านนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/395915

ตะลอนเที่ยว : วัดไหล่หิน งดงามตามแบบฉบับศิลปะล้านนา

ตะลอนเที่ยว : วัดไหล่หิน งดงามตามแบบฉบับศิลปะล้านนา

วันอาทิตย์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

วัดคือสถานที่สำคัญอย่างหนึ่งในสังคมชาวพุทธ ดังนั้นวัดจึงถูกสร้างขึ้นด้วยแรงศรัทธาอย่างสูงสุดของเหล่าพุทธศานิกชน วัดจึงเป็นศูนย์รวมของงานพุทธศิลป์ และงานศิลป์ชั้นยอดของแต่ละสังคมและชุมชนในแต่ละยุคสมัย จึงอาจจะกล่าวได้ว่า หากมนุษย์ต้องการจะย้อนกลับไปดูความเจริญรุ่งเรืองของศิลปวัฒนธรรมและงานศิลป์ของยุคสมัยต่างๆ จึงต้องกลับไปดูที่วัดสำคัญๆของแต่ละชุมชน

วัดไหล่หิน หรือวัดไหล่หินหลวงแก้วช้างยืน อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง คือหนึ่งในพุทธสถานสำคัญที่งดงามบริบูรณ์ไปด้วยงานสถาปัตยกรรมแบบล้านนาโดยแท้ งดงามถึงขนาดที่ว่าช่างศิลป์ชั้นยอดของแผ่นดินไทยยอมยกให้เป็นต้นแบบแห่งหนึ่งของแก้วงามแห่งงานศิลป์ล้านนา

ไม่มีหลักฐานแน่ชัดบ่งบอกว่าวัดไหล่หินก่อสร้างในปี พ.ศ. ใด แต่นักโบราณคดีชาวตะวันตก ดร.ฮันส์ เพนธ์ ได้พบคัมภีร์ใบลานเก่าแก่ที่สุดของวัด ระบุไว้ว่ามีการพูดถึงวัดนี้ตั้งแต่จุลศักราช 833 หรือ พ.ศ. 2014

วิหารของวัดแห่งนี้มีขนาดเล็กมาก ซึ่งมีที่นั่งให้ผู้เข้าไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาได้ไม่เกิน 15 คนเท่านั้น (ขนาด 3 คูณ 5 เมตร) อันแสดงให้เห็นว่าการประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาในพระวิหารในสมัยนั้นน่าจะอนุญาตให้เฉพาะผู้เกี่ยวข้องจริงๆ เท่านั้นเข้าไปอยู่ในเขตกระทำพิธีกรรมได้

สถาปัตยกรรมของวัดไหล่หินคือพุทธสถานศิลปะล้านนา ซึ่งประกอบไปด้วย ลานกว้าง หรือข่วงใช้สำหรับทำกิจกรรมทางศาสนา ซึ่งอยู่ด้านหน้าพระวิหารนอกกำแพงแก้ว ส่วนในเขตกำแพงแก้วจะมีวิหารโถง ศาลาบาตร และลานทราย ส่วนหลังวิหารมีเจดีย์หนึ่งองค์ซึ่งเชื่อว่าเป็นที่บรรจุพระบรมธาตุ อันที่จริงความคิดในเชิงสถาปัตยกรรมเช่นนี้ก็คือการจำลองจักรวาลนั่นเอง คือวิหารเปรียบเสมือนชมพูทวีป ส่วนเจดีย์ก็เปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุ ส่วนลานทรายในเขตกำแพงแก้วก็เปรียบเสมือนมหานทีสีทันดร

ศิลปะล้านนาแบบสกุลช่างลำปางปรากฏชัดที่วัดไหล่หิน คือ ในเขตพุทธาวาสจะก่อสร้างด้วยอาคารขนาดเล็กกะทัดรัด แต่เน้นความงดงาม อาคารสร้างด้วยอิฐแล้วฉาบปูน ประดับลวดลายปูนปั้น มีกำแพงแก้วล้อมรอบ งานศิลป์สกุลช่างลำปางจะอ่อนช้อยน้อยกว่าสกุลช่างเชียงใหม่ สังเกตได้จากหลังคาวิหารที่แอ่นโค้งน้อยกว่างานช่างของเชียงใหม่ ซึ่งเรียกในภาษาชาวลำปางว่าฮ้างปู้ หมายถึงลักษณะรูปร่างของผู้ชาย วิหารเป็นอาคารโล่งมีผนังเพียงแห่งเดียวอยู่ด้านหลังพระพุทธรูปประธาน ส่วนหลังคาวิหารซ้อน 3 ชั้น 2 ตับ มุงกระเบื้องดินเผาปลายตัด หน้าบันประดับด้วยลวดลายปูนปั้นที่แสนวิจิตร ชายคาเป็นไม้ฉลุลวดลายวิจิตรตามเชิงช่างลำปาง แต่หลังจากมีการซ่อมแซมบูรณะพระวิหาร ทำให้เครื่องลำยองของวิหารถูกเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จึงทำให้มีช่อฟ้า ใบระกา และหางหงส์ คล้ายกับโบสถ์วิหารแบบศิลป์ของภาคกลาง

สำหรับจุดเด่นอีกอย่างของวัดนี้คือซุ้มประตูโขงที่มีลักษณะละม้ายกับซุ้มประตูโขงของวัดพระธาตุลำปางหลวง แต่ซุ้มประตูวัดไหล่หินประดับตกแต่งด้วยลายปูนปั้นพญานาค หงส์ และตัวเหงา ลายพรรณพฤกษา และมีตุ๊กตาดินเผารูปสัตว์ประดับไว้บนซุ้มประตูโขง กำแพงแก้วด้านนอกข้างประตูโขงทั้งสองข้างมีรูปปั้นกินรีแบบนูนต่ำประดับ และเมื่อไปถึงวัดแห่งนี้แล้ว ขอย้ำว่าอย่าลืมดูคันทวย ลวดลายนาคตัน ที่อยู่รอบพระวิหาร และอาคารเก่าแก่ด้านซ้ายของพระวิหาร(ด้านซ้ายเมื่อหันหน้าเข้าหาพระวิหาร)

ความสำคัญอีกประการของวัดนี้คือ ในอดีตนั้นเป็นที่เก็บคัมภีร์โบราณไว้มากมาย จึงมีพระและเณร รวมถึงผู้คนที่สนใจศึกษาพระพุทธศาสนาเข้าไปศึกษาเล่าเรียนจากพระคัมภีร์กันเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันคัมภีร์โบราณบางส่วนยังเก็บรักษาไว้ที่หอธรรมของวัด คัมภีร์โบราณได้แก่ คัมภีร์สกาวกณณี มีจำนวน 7 ผูก(364 หน้า) จารด้วยภาษาบาลี และตัวอักษรล้านนา เมื่อ ปี จ.ศ. 601 หรือ พ.ศ. 1782

อันที่จริงความวิจิตรของวัดไหล่หินที่ได้บรรยายมานี้ นับได้เพียงว่าเป็นแค่เศษเสี้ยวความงามที่แท้จริงเท่านั้น หากคุณสนใจจะไปท่องเที่ยวแบบเจาะลึกในวัดแห่งนี้ และสถานที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งทำให้คุณได้ทั้งความบันเทิงใจ และทั้งสาระที่ลึกซึ้ง เป็นการเที่ยวแบบกลุ่มเล็กๆ เน้นความเป็นกันเอง เที่ยวแบบไม่รีบไม่ร้อนรน โปรดติดต่อ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวบ้านหลุยส์ ปาสเตอร์ กรุงปารีส แต่ได้พบเจอกับนักวิจัยคนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/394389

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวบ้านหลุยส์ ปาสเตอร์ กรุงปารีส แต่ได้พบเจอกับนักวิจัยคนไทย

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวบ้านหลุยส์ ปาสเตอร์ กรุงปารีส แต่ได้พบเจอกับนักวิจัยคนไทย

วันอาทิตย์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในอันดับแรกต้องบอกว่าปลื้มปริ่มมากจนสุดจะบรรยาย เมื่อได้พบได้เห็นว่ามีคนไทยเก่งๆ ทำงานอยู่ในสถาบันวิจัยระดับโลก อย่างเช่น สถาบันปาสเตอร์ (Institut Pasteur) ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้จึงเป็นการผสมผสานกันระหว่างพาคุณไปเที่ยวบ้านของหลุยส์ ปาสเตอร์ และชมสำนักงานการวิจัยของนักวิจัยคนไทยในสถาบันแห่งนี้ ทริปนี้จึงถือเป็นทริปที่สุดแสนหรรษาของMr. Flower แล้วก็เชื่อว่าเมื่อคุณๆ ซึ่งเป็นคนไทยได้อ่านคอลัมน์นี้ คุณจะต้องยิ้มแก้มปริด้วยความยินดีเหมือนกับผู้เขียน

ผมเชื่อว่าคุณๆ ยังจำได้ว่าหลุยส์ ปาสเตอร์ คือนักชีววิทยาและนักเคมี ชาวฝรั่งเศสผู้มีผลงานก้องโลกในเรื่องการผลิตวัคซีนการค้นพบการหมักจุลินทรีย์ และกรรมวิธีพาสเจอร์ไรส์เซชั่น (pasteurization)แต่ถ้าหากคุณหลงลืมไป กรุณาไปค้นตำราเก่าๆ สมัยคุณยังเป็นนักเรียนกลับมาอ่าน และคุณจะเห็นหน้าของหลุยส์ ปาสเตอร์ ได้แจ่มกระจ่าง

ผมไปกรุงปารีส ในครั้งนี้ตามคำเชิญของรัฐบาลฝรั่งเศส โดยการอำนวยความสะดวกของสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส ประจำประเทศไทย (อันที่จริงไปประชุมหารือและเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ กว่า 10 แห่ง)

สถานที่แห่งแรกที่ผมจะพาคุณไปในทริปนี้คือบ้านหลุยส์ ปาสเตอร์สถาบันวิจัยปาสเตอร์ และการไปพบปะกับนักวิจัยชาวไทย ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะวิจัย Functional Genetics of Infectious Diseases คือดร.นพ.อนวัช ศกุนตาภัย

ขอเล่าให้คุณฟังแบบคร่าวๆ คือ คุณหมออนวัชและทีมนักวิจัยของคุณหมอทำวิจัยด้านการผลิตวัคซีนป้องกันและรักษาโรคไข้เลือดออกจากสายพันธุ์ซิกา-เด็งกี (Zika-Dengue) และงานวิจัยด้านการควบคุมยุงซึ่งเป็นพาหะโรคไข้เลือดออก ไข้ชิคุนกุนยา และไข้ซิกา ซึ่งเป็นงานที่คนทั่วโลกกำลังรอผลสำเร็จขั้นสุดท้าย โดยปัจจุบันผลการวิจัยได้ดำเนินไปด้วยดีจนอาจจะคาดได้ว่าน่าจะให้ผลสำเร็จในอนาคตอันใกล้นี้ คุณหมออนวัชเล่าให้ฟังว่า การทำวิจัยที่นี่เน้นผลงานที่ใช้ได้กับมนุษยชาติทั่วโลก ไม่ได้เฉพาะเจาะจงกับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น การทำงานของนักวิจัยที่นี่เป็นการทำงานร่วมกันที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ทุกคนร่วมมือกันเป็นอย่างดี ซึ่งผิดกับบางประเทศเมื่อถามต่อไปว่า ในฐานะที่คุณหมอเป็นคนไทย คุณหมอคิดว่าถ้าหากยังทำงานวิจัยด้านนี้ในประเทศไทย งานวิจัยจะประสบผลสำเร็จไหม คุณหมอไม่ตอบ แต่ยิ้มนานมาก แต่ให้คำตอบว่า งานที่คณะของผมกำลังทำนี้ใช้ได้กับคนทั่วโลกที่มีปัญหาไข้เลือดออก

น่าอัศจรรย์มากที่ทางการฝรั่งเศสไม่ได้บอกล่วงหน้าว่าผมจะได้พบกับนักวิจัยคนไทย แล้วผมก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีคนไทยทำหน้าที่สำคัญในหน่วยงานระดับโลกแห่งนี้ เพราะสถาบันนี้มีเจ้าของรางวัลโนเบลมาแล้วหลายคนมาก

สถาบันปาสเตอร์ และห้องทำวิจัยของ ดร.นพ.อนวัช ศกุนตาภัย และทีมนักวิจัย

เมื่อไปถึงสถาบันปาสเตอร์ ผมก็ต้องไปเยี่ยมชมบ้านของหลุยส์ ปาสเตอร์ ซึ่งอยู่คนละฟากถนนกับห้องวิจัยของคุณหมออนวัช บ้านหลังนี้คือบ้านที่หลุยส์ ปาสเตอร์ ใช้เป็นห้องทดลอง ที่พัก และสุดท้ายคือที่ฝังศพของเขา ตั้งอยู่ที่ถนน du Docteur Roux, Paris Cedex 15 เป็นบ้านสองชั้น มีห้องใต้ดิน สร้างใน ค.ศ.1888 ในสไตล์ยุคพระเจ้าหลุยส์ที่ 13ภายในบ้านตกแต่งแบบบ้านของชนชั้นกลางในยุคศตวรรษที่ 19ตอนปลาย ที่ค่อนข้างจะทึบๆ แต่ที่สำคัญคือในบ้านหลังนี้ได้ถูกจัดแสดงหอทดลอง และอุปกรณ์ทดลองทางวิทยาศาสตร์ของหลุยส์ทุกชิ้นไว้ที่ชั้นบน ทำให้คนที่เคยเรียนเรื่องการทดลองของหลุยส์สามารถหวนระลึกถึงงานของหลุย์ได้โดยฉับพลันเมื่อเห็นเครื่องมือทดลองเหล่านี้

อาจจะกล่าวได้ว่าบ้านหลังนี้คือที่อยู่ของหลุยส์อย่างแท้จริง เพราะร่างที่ไร้วิญญาณของเขาได้ถูกฝังไว้ในห้องใต้ดินของบ้านหลังนี้ สุสานของเขาถูกออกแบบโดย Charles Giraual สถาปนิกผู้ออกแบบ Pitit Palais ให้ห้องของสุสานประดับด้วยโมเสกสีทองที่มีรูปภาพบอกเล่าเรื่องราวและผลงานของหลุยส์ และบอกแนวคิดสำคัญของคริสเตียนในเรื่องความศรัทธา ความหวัง และการกุศลการแบ่งปัน และได้เพิ่มเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์ไว้ด้วย และที่สำคัญคือร่างไร้วิญญาณของภรรยาหลุยส์ คือมาเรีย ก็ถูกฝังไว้ ณ ที่นี่ด้วย

หากคุณสนใจจะร่วมทริปเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นเป็นกันเอง แต่ท่องเที่ยวแบบละมุนละไม แต่ทว่าเจาะลึกในเชิงสาระทุกด้าน โปรดติดต่อ091-7233615 เราเตรียมทริปให้เหมาะกับทุกความต้องการของคุณ

 

บ้าน ห้องทำงาน และสุสานของหลุยส์ ปาสเตอร์

บ้าน ห้องทำงาน และสุสานของหลุยส์ ปาสเตอร์

ตะลอนเที่ยว : วัดต้นเกว๋น วัดงามแห่งเมืองเชียงใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/392908

ตะลอนเที่ยว : วัดต้นเกว๋น วัดงามแห่งเมืองเชียงใหม่

ตะลอนเที่ยว : วัดต้นเกว๋น วัดงามแห่งเมืองเชียงใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

วัดในคติความเชื่อของชาวพุทธคือสถานที่ที่ก่อให้เกิดสติปัญญา และก่อความเข้าใจในสัจธรรมของชีวิต โดยเฉพาะการนำให้ชีวิตหลุดพ้นจากสังสารวัฏ เพื่อดำเนินไปสู่ความหลุดพ้นทั้งปวง

ดังนั้นสถาปัตยกรรมที่สำคัญภายในวัดจึงแฝงไปด้วยคติธรรมที่ล้ำลึก ผสมผสานกับความงดงามในเชิงช่างที่สุดวิจิตรบรรจง

วัดแห่งหนึ่งที่มีความงดงามบริบูรณ์ และแฝงไปด้วยคติธรรมที่ล้ำลึกที่จะพาคุณไปชมในสัปดาห์นี้คือวัดต้นเกว๋น หมู่บ้านหนองควาย อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่

ตามประวัติอ้างว่าวัดนี้ก่อสร้างเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2399 ถึง 2412 ในสมัยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ เจ้าหลวงผู้ปกครองนครเชียงใหม่

ความสำคัญของวัดแห่งนี้มิได้อยู่ที่ความเก่าแก่ของโบราณสถานแต่อยู่ที่การเป็นสถานที่หยุดพักขบวนอัญเชิญพระบรมธาตุศรีจอมทองจากอำเภอจอมทอง เพื่อเข้ามาทำพิธีสรงน้ำพระธาตุในตัวเมืองเชียงใหม่ โดยสมัยก่อนขบวนอัญเชิญพระบรมธาตุจะเป็นขบวนช้าง ม้า และผู้คน เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงจำเป็นต้องมีที่พักระหว่างทางให้กับขบวนเพราะไม่สามารถเดินทางรวดเดียวจนถึงที่หมายได้

ตามประวัติเก่าด้วยว่าขบวนต้องหยุดพักที่วัดต้นเกว๋น เพื่อให้ผู้ร่วมขบวนได้หยุดพักผ่อนและเปิดโอกาสให้ชาวบ้านในบริเวณนั้นสรงน้ำพระธาตุ จากนั้นจึงอัญเชิญพระธาตุไปที่วัดสวนดอก
ในตัวเมืองเชียงใหม่เป็นเวลา 3 วัน แล้วจากนั้นก็จะอัญเชิญพระธาตุขึ้นไปบนวัดพระธาตุดอยสุเทพ เพื่อสรงน้ำเป็นประจำทุกปี

พูดถึงวัดต้นเกว๋นแล้วสิ่งที่ต้องเน้นย้ำก็คือสถาปัตยกรรมที่งดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในบรรดาวัดในเขตภาคเหนือตอนบนของไทย โดยเฉพาะศาลาจตุรมุขแบบล้านนา ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าพบเพียงที่นี่เท่านั้นในเขตภาคเหนือตอนบน

ภายในวิหารมีความน่าสนใจมากมายไม่ว่าจะเป็นที่ฐานชุกชีไล่เรื่อยไปจนถึงเพดานของวิหาร ซึ่งทั้งหมดแฝงคติธรรมเกี่ยวกับพุทธศาสนาไว้อย่างแยบยล

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่หลายคนอาจตั้งคำถามเมื่อไปเยี่ยมชมวัดแห่งนี้คือ เหตุใดหลังคาด้านหน้าและด้านหลังจึงมีจำนวนเชิงชั้นลดหลั่นทับซ้อนไม่เท่ากัน เพราะด้านหน้าจะมีสามชั้น ส่วนด้านหลังจะมีเพียงสองชั้น

นี่คือสิ่งที่บ่งบอกให้ชาวพุทธรับรู้ว่าการที่หลังคาของวิหารแห่งนี้มีช่อฟ้าเพียงห้าตัวก็เพราะชาวพุทธที่แท้จริงเชื่อว่าเรามีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมดห้าพระองค์

นี่ถือเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของกุศโลบายในการสร้างวิหารแห่งนี้ขึ้นมา ซึ่งถ้าดูแบบผิวเผิน อาจจะคิดแค่ว่าเพียงเพราะเรื่องความสวยงาม แต่ถ้าหากคิดวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งถึงคติธรรมที่แฝงอยู่ก็จะเข้าใจถึงความงามที่ผสมผสานอยู่กับแนวคิดของศาสนาพุทธ

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้นในการพาคุณเที่ยวชมวัดต้นเกว๋น หากคุณต้องการเที่ยวชมวัดแห่งนี้ หรือเที่ยวชมสถานที่สำคัญอื่นๆเพื่อให้ได้ความรู้อย่างลึกซึ้ง และได้ชื่นชมกับความงดงามของสถาปัตยกรรมอย่างเจาะลึกแล้ว ขอเชิญชวนให้คุณไปเที่ยวกับ Mr.Flower

สำหรับผู้ที่สนใจร่วมทริปแบบเป็นกันเองและได้ความรู้อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับสถานที่ต่างๆ โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

 

ตะลอนเที่ยว : ขอความรักให้ฉันบ้างได้ไหม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/391351

ตะลอนเที่ยว : ขอความรักให้ฉันบ้างได้ไหม

ตะลอนเที่ยว : ขอความรักให้ฉันบ้างได้ไหม

วันอาทิตย์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คุณเคยเลี้ยงสุนัขหรือไม่ ถ้าคุณเคยเลี้ยงคุณต้องจำความจงรักภักดีที่เขามีให้คุณได้อย่างไม่มีวันลืม และคุณก็คงจะนึกถึงความรักที่คุณมีให้เขาได้อย่างไม่มีวันลืมเช่นกัน

วันนี้ Mr.Flower จะขอเชิญชวนคุณๆ ให้ได้โปรดรับสุนัขที่ถูกทอดทิ้งเหล่านี้ไปเลี้ยงดู เพื่อให้เขาได้รับความรัก ความอบอุ่น

สุนัขที่เคยมีคนเลี้ยงดูแล้ววันหนึ่งเขาก็ถูกคนเคยเลี้ยงทอดทิ้ง เมื่อสุนัขต้องเผชิญกับชะตากรรมที่เลวร้ายเช่นนั้น เขาก็เปรียบเสมือนตายทั้งเป็น สุนัขที่ถูกทอดทิ้งจะเฝ้าติดตามหาเจ้าของที่เคยรักเขา และจะพยายามหาทางกลับบ้านที่เขาเคยอาศัย สุนัขบางตัวเมื่อไม่ได้อยู่กับเจ้าของ เขาจะไม่ยอมกิน ไม่ยอมนอน เอาแต่เฝ้ารอคอยว่าเมื่อไรเจ้าของจะมารับเขากลับไปอยู่ด้วย บางตัวตรอมใจจนตายไปอย่างทุกข์ทรมาน

สุนัขที่ Mr. Flower นำภาพมาให้คุณๆ ได้ชมในวันนี้อยู่ที่บ้านรับเลี้ยงสุนัขจรจัด สุนัขถูกทอดทิ้ง สุนัขป่วย สุนัขถูกทำร้าย ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณถนนพระราม 2 ซอย 30 สถานที่แห่งนี้มีสุนัขประมาณ 60 ตัว แต่ละตัวกำลังเฝ้ารอให้มีผู้ใจบุญมีเมตตารับเขาไปเลี้ยงดู

หากจะถามว่าสุนัขเหล่านี้มาจากไหน คำตอบคือ มาจากหลายที่ เช่น สุนัขป่วยที่ถูกนำไปทิ้งไว้ตามริมถนนและสถานที่ต่างๆ หรือแม้กระทั่งที่คลินิกรักษาสัตว์ สุนัขแม่ลูกอ่อนในวัด ซึ่งชาวบ้านแจ้งมาว่า แม่สุนัขดุร้ายมาก ชอบไล่กัดไล่ทำร้ายผู้คน แต่เมื่อไปดูสภาพเท็จจริงแล้ว กลับพบว่าแม่สุนัขหวงลูกอ่อน เกรงว่าคนจะเข้าไปทำร้ายลูก จึงต้องปกป้องลูก และอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สุนัขดุร้ายก็คือ เขาเคยถูกคนทำร้ายเขามาก่อนจนเขาเกิดอาการหวาดระแวงไม่ไว้ใจคนอีกต่อไป สุนัขบางตัวป่วยเป็นมะเร็งโพรงจมูก มะเร็งอัณฑะ มะเร็งรังไข่ บางตัวมีอาการทางประสาท บางตัวมีอาการข้อเข่าผิดปกติ และอีกสารพัดอาการป่วย แต่หลายตัวก็เป็นสุนัขที่ยังมีสุขภาพกายดี แต่สุขภาพใจย่ำแย่ โดยเฉพาะสุนัขที่ถูกเจ้าของทอดทิ้ง

ที่นี่มีสุนัขสารพัดพันธุ์ ทั้งไทยแท้ ไทยผสม และสุนัขพันธุ์แท้ เช่น บางแก้ว พิทบูล พุดเดิ้ลทอย เป็นต้น แต่ละตัวกำลังเฝ้ารอบ้านที่อบอุ่น และรอความเมตตาจากผู้ที่รักเขาจริงๆ

ผู้นำสุนัขมาดูแลในสถานที่แห่งนี้คือ คุณหรั่ง เขาบอกกับผู้เขียนว่า ช่วยสุนัขเหล่านี้เพราะความรัก และความสงสาร อยากให้เขามีบ้านที่อบอุ่นอยู่อาศัย ไม่ต้องอดอยาก ได้รับการดูแลสวัสดิภาพตามสมควร

คุณหรั่งบอกว่าที่นี่ไม่รับเงินบริจาค เพราะไม่ต้องการถูกครหาว่าหากินกับสุนัข แต่ทุกวันนี้ที่ยังสามารถดูแลหมาได้ก็เพราะมีคนเข้าใจ และให้ความช่วยเหลือ โดยเฉพาะการบริจาคอาหารให้สุนัข และได้รับการดูแลสุขภาพสุนัขโดยสัตวแพทย์บางกลุ่ม สุนัขทุกตัวที่นี่จะได้รับวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า และถูกนำไปทำหมัน

สุนัขทุกตัวมีความน่ารัก น่าสงสาร ทุกตัวต้องการบ้านที่อบอุ่น ต้องการความรัก ต้องการคนดูแล คุณหรั่งฝากบอกว่า คนที่ต้องการสุนัขไปเลี้ยงดูด้วยความรักอย่างแท้จริง โปรดติดต่อที่หมายเลขโทรศัพท์ 086-8910183

ตะลอนเที่ยว : ช่วยเขาแล้วเราเป็นสุข ความสุขใจที่เกิดจากการช่วยให้เขามีชีวิตต่อไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/389935

ตะลอนเที่ยว : ช่วยเขาแล้วเราเป็นสุข ความสุขใจที่เกิดจากการช่วยให้เขามีชีวิตต่อไป

ตะลอนเที่ยว : ช่วยเขาแล้วเราเป็นสุข ความสุขใจที่เกิดจากการช่วยให้เขามีชีวิตต่อไป

วันอาทิตย์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สัปดาห์ที่แล้ว Mr.Flower พาคุณผู้อ่าน ไปพบกับปฏิบัติการช่วยเหลือชีวิตวัวแม่ลูกอ่อน ซึ่งมีลูกน้อยอายุ 3 เดือนเศษ (วัวตกลูกมาตั้งแต่ประมาณเดือนตุลาคม 2561) แม่วัวตัวนี้ประสบอุบัติเหตุขาหลังข้างซ้ายหัก เนื่องจากถูกวัวอีกตัวหนึ่งเหยียบ ขณะที่กำลังนอน

สำหรับความเป็นมาของวัวตัวนี้คือ วัวที่คณะผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้ากลุ่มหนึ่ง รวมถึงเพื่อนฝูงน้องพี่จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ซึ่งอยู่ในกลุ่มของ Mr.Flower)ช่วยกันสมทบทุนบริจาคไถ่ชีวิตโคกระบือจากโรงฆ่าสัตว์ แล้วนำไปมอบให้เกษตรกรเลี้ยงดูจนกว่าวัวควายที่ได้รับบริจาคไปนั้นจะสิ้นอายุขัย โครงการไถ่ชีวิตวัวควายจากโรงฆ่าสัตว์นี้ ดำเนินมาประมาณ 4 ปีเศษ และได้มอบวัวควายให้เกษตรกรและผู้ใจบุญรับไปเลี้ยงดูแล้ว 45 ชีวิต (สำหรับแม่วัวที่ประสบอุบัติเหตุรายนี้ถูกมอบให้เกษตรกรรายหนึ่งในอำเภอเดิมบางนางบวช สุพรรณบุรี เมื่อ 2 ปีเศษมาแล้ว) ส่วนวัวและควายที่ไถ่ชีวิตมานั้น ถูกมอบโดยกระจายให้กับเกษตรกรในหลายพื้นที่เช่นที่อำเภอศรีประจันต์ เดิมบางนางบวช สุพรรณบุรี อำเภอพนัสนิคม ชลบุรี (สวนบำบัด ของดาบตุ้ม) และเกษตรกรที่จังหวัดขอนแก่น ส่วนอีก 10 ชีวิตถูกนำไปเลี้ยงดูไว้ที่สวนของหม่อมไฉไล ยุคล (ซึ่งทั้ง 10 ชีวิตนี้ หม่อมไฉไลบริจาคร่วมกับโครงการนี้ แต่หม่อมไฉไลขอบริจาคเองทั้งหมด เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร)

ขอย้อนกลับไปที่แม่วัวขาหัก หลังจาก Mr.Flower ได้รับทราบข่าวจากผู้รับวัวไปเลี้ยง ก็ประสานไปยังอาจารย์กลุ่มหนึ่งในคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อหาทางรักษา โดยในวันแรกๆ ที่ทราบเรื่องนี้ อาจารย์คณะสัตวแพทย์หลายคนก็ระดมความคิดว่าจะรักษาเขาอย่างไร ส่วนMr.Flower ก็พยายามหาทุนเพื่อการรักษา โดยแจ้งข่าวนี้ให้กับกลุ่มผู้ร่วมบริจาคในโครงการ ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์อย่างดียิ่งจากผู้ใจบุญจำนวนมากมาย และที่สำคัญที่ทุกท่านที่ร่วมบริจาคย้ำว่าไม่ต้องเปิดเผยชื่อของท่าน ขณะเดียวกันก็มีผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้า และแฟนรายการ “Good Time” (จัดรายการที่สถานีวิทยุ FM 101 วันอาทิตย์ เวลา 19.30-21.00 น. ดำเนินรายการโดย เฉลิมชัย ยอดมาลัย บรรณาธิการข่าวแนวหน้า) จำนวนมากร่วมบริจาค

การรักษาพยาบาลแม่วัวรายนี้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคมจนปัจจุบัน โดยในช่วงแรกนั้น ผศ.น.สพ.ดร.กัมปนาทสุนทรวิภาต และนิสิตคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ กลุ่มหนึ่งได้เข้าไปดูอาการบาดเจ็บและฉีดยาฆ่าเชื้อรวมถึงรักษาอาการบาดเจ็บให้วัวที่บ้านของเกษตรกรที่รับวัวไปเลี้ยงเป็นประจำ เนื่องจากในช่วงแรกนั้นแม่วัวยังต้องให้ลูกกินนมทุกวันจนกระทั่งปลายเดือนพฤศจิกายน 2561 จึงเคลื่อนย้ายแม่วัวไปรักษาที่โรงพยาบาลสัตว์ของคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ ที่อำเภอเมือง นครปฐมโดยการรักษาพยาบาลแม่วัวรายนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากคณบดี คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯศ.น.สพ.ดร.รุ่งโรจน์ ธนาวงษ์นุเวช และอาจารย์ในคณะอีกหลายราย

อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจจะวิจารณ์ว่าการรักษาวัวในครั้งนี้เป็นเรื่องสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ แต่สำหรับคนในกลุ่มของเรากลับมองว่าการทำงานครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องสิ้นเปลือง แต่เป็นเรื่องของมนุษยธรรม และเป็นการเริ่มต้นโครงการรักษาพยาบาลสัตว์ใหญ่ที่ได้รับบาดเจ็บ โดยไม่จำเป็นต้องฆ่าเขาทิ้งไปเหมือนกรณีอื่นๆ ที่ผ่านมา

ผศ.น.สพ.ดร.กัมปนาท เล่าให้ฟังว่าวันแรกที่ไปเจอแม่วัวรายนี้ที่เดิมบางนางบวช แล้วรู้ได้ทันทีว่าเขายังอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไป เนื่องจากสายตาของวัวเสมือนวิงวอนให้ช่วยชีวิตของเขา
และยังพบอีกว่าถึงแม้เขาจะขาหัก แต่ก็ยังพยายามลุกขึ้นยืน แม้จะลุกได้อย่างยากลำบากมากก็ตาม แล้วที่สำคัญที่สุดคือได้เห็นว่าแม่วัวพยายามให้ลูกอ่อนเข้าไปดูดนมจากเต้านม แม้แม่วัวจะมีอาการบาดเจ็บค่อนข้างสาหัส เนื่องจากกระดูกแทงออกมาข้างนอกผิวหนังหลายจุด เมื่อเห็นดังนี้แล้วจึงตัดสินใจดำเนินการช่วยชีวิตเขาด้วยความเต็มใจ

อย่างที่เคยเล่าให้ฟังในคอลัมน์นี้เมื่อสัปดาห์ก่อนว่า โครงการช่วยชีวิตแม่วัวรายนี้นับได้ว่าเป็นโครงการแรกของประเทศไทย และอาจจะเรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกของโลกใบนี้ก็ว่าได้ เพราะส่วนใหญ่ไม่มีการช่วยเหลือหรือรักษาวัวเนื้อที่ประสบอุบัติเหตุขาหัก เนื่องจากทุกรายจะถูกฆ่า ด้วยเหตุผลว่ารักษาไปก็สิ้นเปลื้องและไม่คุ้มค่า แต่ที่น่าสนใจคือโครงการนี้เป็นความร่วมมือทางวิชาการระหว่างคณะสัตวแพทยศาสตร์ กับภาควิชาเครื่องกลคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยประสานกับ ผศ.ดร.ไพรัช ตั้งพรประเสริฐ ที่ผลิตแผ่นไททาเนียมให้เพื่อการดามกระดูกแม่วัว

เป็นที่น่ายินดีมาก เพราะหลังจากผ่าตัดดามไททาเนียมให้แม่วัวรายนี้เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2562 หลังจากผ่าตัดดามกระดูกเรียบร้อยแล้ว แม่วัวพยายามจะเดินต่อไป แม้เดินได้เพียงสามขาเท่านั้นก็ตาม จนล่าสุดเมื่อวันที่ 16 มกราคมรองคณบดี คณะสัตวแพทยศาสตร์ ศ.สพ.ญ.ดร. เกวลี ฉัตรดรงค์ ไปดูอาการแม่วัวแล้วรายงานว่า วัวพยายามยืนสี่ขา แต่ยังไม่ค่อยจะลงน้ำหนักลงบนขาข้างที่ผ่าตัดมากนัก อย่างไรก็ตามนับได้ว่าผลการผ่าตัดน่าพอใจเป็นอย่างมาก และทางสัตวแพทย์จะติดตามดูอาการต่อไปอย่างใกล้ชิด

Mr.Flower เชื่อเหลือเกินว่า เมื่อคุณได้อ่านคอลัมน์วันนี้แล้ว คุณคงจะยิ้มได้ และรู้ว่าโลกใบนี้ยังมีความน่ารัก และยังมีคนน่ารักอีกมาก แม้หลายคนอาจจะบ่นว่าโลกนี้น่าเบื่อเสียเหลือเกินก็ตาม

ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่มีจิตเมตตาที่ร่วมบริจาคช่วยเหลือรักษาวัวในครั้งนี้ และขออนุโมทนาบุญกับผู้ร่วมโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือจากโรงฆ่าสัตว์ด้วย หากคุณต้องการร่วมโครงการนี้ หรือต้องการรับวัวควายไปเลี้ยง โปรดติดต่อโทรศัพท์หมายเลข 091-7233615

เราช่วยเขา เพราะเราเชื่อมั่นว่าการทำความดีการช่วยชีวิตผู้อื่น ทำให้เรามีความสุข

ตะลอนเที่ยว : ชีวิตใคร ใครก็รัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/388437

ตะลอนเที่ยว : ชีวิตใคร ใครก็รัก

ตะลอนเที่ยว : ชีวิตใคร ใครก็รัก

วันอาทิตย์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

แม่วัวกับลูกวัว ก่อนที่จะขาหัก

ชีวิตหนึ่งชีวิตย่อมมีค่าเท่ากัน ไม่ว่าชีวิตนั้นจะเป็นชีวิตของคนหรือของสัตว์ และไม่ว่าจะเป็นสัตว์เล็กหรือสัตว์ใหญ่ เพราะทั้งคนและสัตว์ต่างก็รักชีวิตของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น ทุกชีวิตต่างกลัวเจ็บ และกลัวตายไม่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้น คนที่มีความรู้จักยั้งคิดจึงไม่นิยมการเบียดเบียนทำร้ายทำลายชีวิตของผู้อื่น

ตะลอนเที่ยววันนี้ขอนำคุณไปติดตามการทำงานแบบห่างๆ ของทีมอาจารย์สัตวแพทย์ และสัตวแพทย์กลุ่มหนึ่ง จากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ร่วมมือช่วยกันทำงานร่วมกับอาจารย์อีกกลุ่มหนึ่งจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อให้การช่วยเหลือวัวแม่ลูกอ่อนตัวหนึ่งที่ประสบอุบัติเหตุจนขาหัก เนื่องจากถูกวัวตัวอื่นเหยียบขาหลังข้างซ้ายหักเมื่อประมาณ 3 เดือนที่ผ่านมา

ขอปูพื้นให้ทราบถึงความเป็นมาของการช่วยเหลือแม่วัวตัวนี้ให้ฟังสักเล็กน้อย เมื่อประมาณ 5 ปีมาแล้ว ผู้อ่านแนวหน้ากลุ่มหนึ่งได้ร่วมกับ “ธรรมกร” และ “Mr.Flower” คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์แนวหน้า ทำโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือจากโรงฆ่าสัตว์ แล้วนำไปมอบให้เกษตรกรรายเล็ก ที่มีพื้นที่การเกษตรไม่เกิน 15 ไร่ โดยมีเงื่อนไขในทางกฎหมายคือ ผู้ที่รับมอบโคกระบือไปเลี้ยงดูจะต้องไม่ฆ่า ไม่ขายโคกระบือที่รับเป็นอันขาด และกลุ่มผู้ร่วมบริจาคจะไปเยี่ยมโคกระบือเป็นระยะๆ เพื่อให้รู้ว่าพวกเรายังมีความผูกพันกับวัวควายที่มอบให้ และเพื่อให้ผู้รับมอบรู้ว่าโคกระบือที่ได้รับไปเลี้ยงดูนั้น ไม่ได้ถูกตัดขาดจากกลุ่มผู้ร่วมบริจาค หรือพูดชัดๆ ก็คือ ไม่ได้มอบให้แล้วก็หายหน้าหายตาไปเลย แต่ทุกคนยังคงเฝ้าดูการเจริญเติบโต และสวัสดิภาพของวัวควายอย่างใกล้ชิด ดังนั้นกลุ่มของเราจึงไปเยี่ยมวัวควายเหล่านั้นทุกๆ 3-4 เดือน (ยกเว้นระยะหลังนี้อาจจะไปเยี่ยมปีละ 2 ครั้ง)

ร่วมแรง ร่วมใจ รักษาชีวิต

คณะผู้ร่วมบริจาคได้ร่วมกันไถ่ชีวิตโคกระบือมาแล้วรวม 45 ตัว มอบให้กับเกษตรกรในที่ต่างๆ หลายราย เช่นที่อำเภอศรีประจันต์ อำเภอเดิมบางนางบวช สุพรรณบุรี อำเภอพนัสนิคม ชลบุรี รวมถึงเกษตรกรอีกรายหนึ่งที่จังหวัดขอนแก่น และยังได้นำโคกระบืออีก 10 ตัว ไปเลี้ยงดูในพื้นที่ของผู้ใจบุญใจกุศลซึ่งไม่ได้เป็นเกษตรกร ท่านผู้นี้ไม่ประสงค์จะออกนาม แต่ยินดีรับไปเลี้ยงดูในสวนที่นครปฐม โดยวัวควายทั้งหมดนี้จะถูกเลี้ยงดูไปเรื่อยๆ จนกว่าเขาจะถึงอายุขัย แต่หากวัวควายแพร่พันธุ์ออกมา ก็ห้ามนำลูกไปขายเพื่อเป็นอาหารอย่างเด็ดขาด

ขอย้อนกลับมาพูดถึงแม่วัวขาหักตัวนี้ วัวตัวนี้คือวัวที่กลุ่มผู้บริจาคมอบให้เกษตรกรที่เดิมบางนางบวชเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ล่าสุดเมื่อ 3 เดือนก่อนแม่วัวตัวนี้ตกลูก แล้วหลังจากนั้นก็ประสบอุบัติเหตุถูกวัวตัวอื่นเหยียบจนขาหลังข้างซ้ายหัก กระดูกบางส่วนแตกและทิ่มทะลุออกมานอกผิวหนัง

เมื่อผู้รับเลี้ยงแจ้งเหตุให้กับ Mr.Flower ทราบ Mr.Flower จึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับอาจารย์คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กลุ่มหนึ่ง เช่น ศ.สพ.ญ.ดร.เกวลี ฉัตรดรงค์, รศ.สพ.ญ.ดร.นันทริกา ชันซื่อ, ผศ.น.สพ.ดร.ศุภวิวัธน์ พงษ์เลาหพันธุ์, ผศ.น.สพ.ดร.กัมปนาท สุนทรวิภาต และอาจารย์คณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ อีกหลายท่าน ซึ่งก็ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากคณบดี ศ.น.สพ.ดร.รุ่งโรจน์ ธนาวงษ์นุเวช ซึ่งทุกคนก็ให้ความเห็นว่าควรจะช่วยชีวิตของวัวไว้

อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นมีความเห็นจากคนอื่นๆ ว่า วัวควายที่ประสบอุบัติเหตุ ไม่มีใครเขารักษา มีแต่เขาจะฆ่า แล้วกินเนื้อของมัน เพราะรักษาไปก็สิ้นเปลือง และยุ่งยาก แต่มีผู้ใหญ่หลายท่านที่ Mr.Flower เคารพนับถือบอกว่า เราจะไม่ยอมให้ใครฆ่าเขาเด็ดขาด และจะต้องหาทางรักษาเขา เพราะเขายังมีลูกอ่อน เมื่อหลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าต้องรักษา จึงได้รับการช่วยเหลือเป็นอย่างดีจากนายสัตวแพทย์กัมปนาทและผู้ร่วมคณะทำงาน ในเบื้องต้นคณะผู้รักษาต้องไปดูแลวัวตัวนี้ที่เดิมบางนางบวช เพื่อดูอาการเบื้องต้น ฉีดยา ทำความสะอาดแผลเป็นระยะ โดยในเบื้องต้นยังต้องให้แม่วัวกับลูกวัวอยู่ด้วยกันไปก่อน เพราะลูกวัวต้องกินนมจากแม่ทุกวัน จากนั้นจึงต้องนำแม่วัวไปไว้ที่โรงพยาบาลสัตว์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ที่อำเภอเมือง นครปฐม เพื่อรักษาพยาบาลเขาเป็นขั้นเป็นตอน และระหว่างนั้นได้หารือเรื่องการใช้แผ่นไททาเนียมเพื่อเชื่อมต่อกระดูกที่หักกับอาจารย์จากภาควิชาเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ คือ ผศ.ดร.ไพรัช ตั้งพรประเสริฐ จนกระทั่งเมื่อวันจันทร์ที่ 7 มกราคม 2562 ทีมสัตวแพทย์ และทีมจากคณะวิศวกรรม จึงผ่าตัดติดแผ่นไททาเนียมที่ขาข้างที่หัก เพื่อตรึงกระดูกที่หักไม่ให้เคลื่อนไป-มา แล้วให้การรักษาพยาบาลวัวต่อไป จนกว่ากระดูกจะเชื่อมประสานกันในที่สุด โครงการรักษาวัวตัวนี้นับเป็นความร่วมมือระหว่างคณะสัตวแพทยศาสตร์ กับคณะวิศกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์การรักษาวัวในประเทศไทยโดยความร่วมมือของคณะวิชาทั้งสอง

Mr.Flower ต้องขอบพระคุณทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือวัวแม่ลูกอ่อนตัวนี้ เพราะเมื่อได้กระจ่ายข่าวออกไป ก็ได้รับเงินบริจาคจากท่านผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนี้หลายท่าน ซึ่งแต่ละท่านบอกว่าไม่ต้องประกาศชื่อของท่าน อาทิ ท่านผู้หญิงสองท่าน ท่านอดีตผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้บริหารบริษัทโฆษณาประชาสัมพันธ์แห่งหนึ่ง รวมถึงกลุ่มสมาชิกทัวร์ของ Mr.Flower และผู้ฟังรายการ Good Time ทางวิทยุเอฟเอ็ม คลื่น 101 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 19.30-21.00 น. จัดรายโดย เฉลิมชัย ยอดมาลัย บรรณาธิการข่าวและคอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์แนวหน้า และต้องขอขอบคุณ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ให้การสนับสนุนเรื่องการเดินทางไปเยี่ยมวัวและควายที่คณะของเราบริจาคให้เกษตรกร และการเดินทางของคุณหมอผู้มีใจเมตตาไปดูแลรักษาวัวตัวนี้มาโดยตลอด

สำหรับคุณผู้อ่านที่มีความประสงค์จะร่วมช่วยเหลือวัวตัวนี้(เพราะยังต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง) รวมถึงผู้ที่มีความประสงค์จะร่วมบริจาคเพื่อไถ่ชีวิตโคกระบือกับโครงการของเรา หรือผู้มีความสามารถที่จะรับวัวควายไปเลี้ยงดูเป็นอย่างดี โปรดติดต่อ Mr.Flower ที่โทรศัพท์หมายเลข 091-7233615

หลังการผ่าตัดเชื่อมกระดูก

หลังการผ่าตัดเชื่อมกระดูก

เบื้องหลังการรักษา

เบื้องหลังการรักษา

ตะลอนเที่ยว : วัดพระศรีสรรเพชญ์ พระอารามหลวงประจำพระบรมมหาราชวังกรุงเทพทวารวดีศรีอโยธยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/386998

ตะลอนเที่ยว : วัดพระศรีสรรเพชญ์ พระอารามหลวงประจำพระบรมมหาราชวังกรุงเทพทวารวดีศรีอโยธยา

ตะลอนเที่ยว : วัดพระศรีสรรเพชญ์ พระอารามหลวงประจำพระบรมมหาราชวังกรุงเทพทวารวดีศรีอโยธยา

วันอาทิตย์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เรามาฟื้นความรู้ด้านประวัติศาสตร์ของกรุงศรีอยุธยาสักเล็กน้อยนะครับ กรุงเทพทวารวดีศรีอโยธยา หรือศรีอยุธยาได้รับการสถาปนาเป็นราชธานีไทยมาตั้งแต่ พ.ศ. 1893 โดยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (สมเด็จพระเจ้าอู่ทอง) โดยทรงเลือกทำเลทอง ณ หนองโสน หรือบึงพระราม บนเกาะเมืองอยุธยา เนื่องจากเป็นจุดที่แม่น้ำ 3 สายไหลผ่าน แม่น้ำทั้ง 3 สาย คือ แม่น้ำเจ้าพระยา ป่าสัก และลพบุรี

ยุคสมัยของกรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยาสิ้นสุดลงเมื่อ พ.ศ. 2310 เนื่องจากเสียอิสรภาพให้พม่า รวมเวลาที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีของไทยคือ 417 ปี มีพระมหากษัตริย์ 34 พระองค์ จากพระราชวงศ์ต่างๆ รวม 5 พระราชวงศ์ทรงปกครองราชอาณาจักร (คืออู่ทอง สุพรรณภูมิ สุโขทัย ปราสาททอง และบ้านพูลตาหลวง)

พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (สมเด็จพระเจ้าอู่ทอง)

ขอเล่าเรื่องประวัติศาสตร์อยุธยาเพียงสังเขปเท่านี้พอ แต่ต่อไปนี้จะชวนคุณไปเที่ยวเขตพระบรมมหาราชวังเก่าเมื่อครั้งกรุงศรีฯ เป็นราชธานี ซึ่งภายหลังเขตพระราชฐานชั้นในนี้ได้ถูกอุทิศถวายแด่พระบวรพุทธศาสนาโดยถวายเป็นเขตพุทธาวาส สร้างวัดพระศรีสรรเพชญ์ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระบรมมหาราชวังขึ้นใหม่ทางทิศเหนือของพระอารามหลวงนี้พระอารามหลวงจึงถือเป็นต้นแบบของพระอารามหลวงประจำพระบรมมหาราชวังสืบต่อมา โดยในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ได้สร้างวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เป็นพระอารามหลวงประจำพระบรมมหาราชวังซึ่งใช้เพื่อประกอบพระราชพิธีสำคัญต่างๆ อันเกี่ยวเนื่องกับพระมหากษัตริย์

แม้ปัจจุบันภายในวัดพระศรีสรรเพชญ์จะไม่หลงเหลือพระอุโบสถ พระวิหาร หรือศาลาต่างที่มีความสมบูรณ์ไว้ก็ตาม แต่สถานที่สำคัญแห่งนี้ก็ยังมีความน่าสนใจให้คุณได้ค้นหาอย่างไม่รู้จบ แล้วถ้ายิ่งคุณได้ไป ณ สถานที่แห่งนี้ในช่วงเช้าตรู่ หรือช่วงใกล้พลบค่ำ คุณจะหลงใหลในความอลังการที่หลงเหลืออยู่

ปัจจุบันมีสิ่งปลูกสร้างสำคัญยังปรากฏให้เห็นชัดเจน คือพระเจดีย์ทรงลังกา 3 องค์ ที่ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์แล้ว เมื่อครั้งยุครัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม พระเจดีย์ทั้งสามองค์ถูกระบุว่าเป็นที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิของพระมหากษัตย์ โดยองค์แรกคือเจดีย์ทิศตะวันออก สร้าง พ.ศ. 2035 ในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 เพื่อประดิษฐานพระบรมอัฐิสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พระราชบิดา) ครั้นต่อมา พ.ศ. 2042 สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ทรงให้สร้างพระเจดีย์องค์กลางเพื่อประดิษฐานพระบรมอัฐิสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 (พระบรมเชษฐาธิราช) พระเจดีย์องค์ที่สาม ที่อยู่ทางทิศตะวันตก คือที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 ซึ่งสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 (สมเด็จพระบรมหน่อพุทธางกูร) พระราชโอรสทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง และทางทิศตะวันออกขององค์เจดีย์แต่ละองค์มีมณฑป สันนิษฐานว่าใช้ประดิษฐานพระพุทธรูปประจำพระองค์ ภายในมณฑปของเจดีย์องค์แรกพบว่ามีรอยพระพุทธบาทประดิษฐานอยู่ด้วย ด้านหลังเจดีย์ประธานมีมณฑปจัตุรมุข สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยอยุธยาตอนปลาย ราวรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปสี่อิริยาบถ คือ นั่ง นอน ยืน และเดิน ปัจจุบันเหลือเฉพาะพระพุทธรูปนั่งอยู่ในมุขตะวันออก ส่วนกลางมณฑปเป็นที่ตั้งของสถูปข้าง ๆ สถูปทั้ง 4 ด้านเจาะช่องไว้หลายช่อง สันนิษฐานว่าเป็นเพื่อบรรจุพระอัฐของเจ้านายชั้นสูง

สิ่งสำคัญอีกประการคือ ตามประวัติศาสตร์ระบุว่า ใน พ.ศ. 2043 สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระวิหารหลวงแล้วทรงหล่อพระพุทธรูปยืน สูง 8 วา (ประมาณ16 เมตร) องค์พระพุทธรูปหุ้มด้วยทองคำหนัก286 ชั่ง (ประมาณ 171 กิโลกรัม) ประดิษฐานไว้ในพระวิหารหลวง ถวายพระนามว่า พระศรีสรรเพชญดาญาณ หลังจากเสียกรุงศรีฯ แล้ว ข้าศึกได้สุมไฟเพื่อลอกเอาทองออกจากองค์พระจนเหลือเพียงแกนชั้นในขององค์พระที่ทำจากสำริด เมื่อครั้งสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นพระมหาราชธานีของกรุงเทพฯ แล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้อัญเชิญพระศรีสรรเพชญดาญาณไปประดิษฐานไว้ ณ พระเจดีย์ศรีสรรเพชญดาญาณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพฯ

และที่ติดกับวัดพระศรีสรรเพชญ์ด้านทิศใต้คือวิหารวัดมงคลบพิตร (วันหน้าจะพาคุณไปกราบหลวงพ่อโต ในพระวิหารวัดมงคลบพิตร)

เท่าที่ Mr. Flower เล่าให้คุณฟังคร่าวๆ ถึงวัดพระศรีสรรเพชญ์ แล้วเชื่อว่าคุณที่รักและหลงใหลในเรื่องประวัติศาสตร์ โบราณคดี คงอยากจะไปชมวัดพระศรีสรรเพชญ์ ในเขตเมืองเก่าอยุธยาด้วยกัน สำหรับคุณๆ ที่สนใจต้องการร่วมทริปเล็กๆ (8-10 คน) เที่ยวละมุนละไมแบบเจาะลึก ไม่รีบไม่ร้อนรน กับ Mr. Flower โปรดติดต่อ 091-7233615

พระอารามหลวงของพระบรมมหาราชวังกรุงศรีอยุธยา

พระอารามหลวงของพระบรมมหาราชวังกรุงศรีอยุธยา

ตะลอนเที่ยว : สุกใส สุขสันต์ สดชื่นในวันปีใหม่ ทำใจให้สงบด้วยการน้อมเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/385943

ตะลอนเที่ยว : สุกใส สุขสันต์ สดชื่นในวันปีใหม่ ทำใจให้สงบด้วยการน้อมเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ตะลอนเที่ยว : สุกใส สุขสันต์ สดชื่นในวันปีใหม่ ทำใจให้สงบด้วยการน้อมเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์

วันอาทิตย์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

วันขึ้นปีใหม่กำลังจะเวียนมาบรรจบอีกครั้งในเร็วๆ นี้ ทุกครั้งเมื่อถึงวันขึ้นปีใหม่ เราทุกคนก็จะนึกถึงอนาคตที่สดใส นึกถึงสิ่งดีงามที่จะเข้ามาสู่ชีวิตของเรา และก็เป็นประเพณีปฏิบัติที่สืบต่อกันมาหลายชั่วอายุในวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งเราจะไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามศาสนสถานต่างๆ ตามแต่ความเชื่อ และความเคารพศรัทธาของแต่ละบุคคล

การทำบุญทำทาน การกราบไหว้เคารพบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวันขึ้นปีใหม่คือการต้อนรับวันใหม่ที่สดใสของปีใหม่ เพราะการได้ทำบุญทำทาน การกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยให้จิตใจของผู้กระทำบังเกิดความสุขสงบและความปีติเบิกบาน ทำให้หัวใจเปี่ยมล้นไปด้วยความอิ่มเอมปรีดา และเป็นการเตือนตนเองว่า เมื่อเราได้เข้ามาเคารพบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และดีงามแล้ว เราก็จะยึดมั่นในหลักของความดีความงามสืบต่อไป

 

วัดพระธุาตุหริภุญไชยวรมหาวิหาร จังหวัดลำพูน

การเริ่มต้นศักราชด้วยการทำความดีจะทำให้การเริ่มต้นชีวิตในปีใหม่ของคุณดำเนินไปอย่างราบรื่น ผ่านพ้นอุปสรรคทั้งปวงได้ เพราะว่าการทำบุญทำทานจะช่วยให้จิตใจของผู้กระทำความดีบังเกิดความเบิกบาน และปีติในการกระทำสิ่งดีสิ่งงาม แล้วเมื่อได้กระทำความดีต่อเนื่องสืบต่อไปทุกๆ วัน ก็จะยิ่งทำให้จิตใจของผู้กระทำความดีเบิกบาน สดใสตลอดไปและเมื่อได้ระลึกถึงการทำความดีขึ้นมาครั้งใด ผู้ที่ได้กระทำความดีก็จะบังเกิดความปลื้มปริ่มและปรีดิ์เปรมทุกครั้งไป

ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้ ไม่ได้เชิญชวนคุณไปเที่ยวที่ไหนเฉพาะเจาะจงเป็นพิเศษ เพราะเห็นว่าตลอดปีที่ผ่านมานั้นได้ชวนคุณไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศมามากแล้ว ดังนั้นจึงแค่อยากจะเรียนกับคุณๆ ว่า ไม่ว่าคุณจะอยู่ในที่แห่งใดในช่วงปีใหม่นี้ ถ้าหากคุณสะดวกที่จะไปทำบุญทำทาน ไหว้พระไหว้เจ้า กราบไหว้นมัสการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุณเคารพนับถือแล้ว ก็หวังว่าคุณจะหาโอกาสไปในช่วงปีใหม่นี้

 

วัดพระแก้ว จังหวัดเชียงราย

แต่ที่สำคัญไม่น้อยก็คือ เมื่อคุณๆ ได้ไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เรียบร้อยแล้ว ก็ขอเชิญชวนให้คุณๆ ไปกราบขอพรจากคุณพ่อคุณแม่ คุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย รวมถึงลุงป้าน้าอาของคุณด้วย เพราะบางคนอาจจะหลงลืมไปว่า คุณพ่อคุณแม่คือพระหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แสนประเสริฐที่สุดในบ้านของคุณทุกคน บางคนตระเวนไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วทุกสารทิศ แต่กลับลืมกราบไหว้พระที่แสนประเสริฐในบ้านของตัวเอง ซึ่งถือว่าเป็นการมองข้ามสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญที่สุดในชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย

ส่วนภาพประกอบคอลัมน์ในสัปดาห์นี้ Mr. Flower เลือกนำภาพจากวัดพระแก้วมรกต เชียงราย วัดพระธาตุหริภุญไชยวรมหาวิหารลำพูน อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล จันทบุรี และมัสยิดกลาง ปัตตานี มาฝากแฟนคอลัมน์ เพราะเป็นสถานที่สำคัญที่ Mr.Flower เคยพาคุณไปกราบนมัสการและเยี่ยมชมมาแล้วในปี 2561

และเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ 2562 Mr.Flower ขอกราบอาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และคุณความดีของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก ที่แต่ละท่านให้ความเคารพนับถือ ได้โปรดคุ้มครองอภิบาลทุกท่านให้ประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีความสุขกาย สุขใจ ตลอดปี 2562 และตลอดไป

กราบขอบพระคุณแฟนคอลัมน์ที่ให้การสนับสนุนหนังสือพิมพ์แนวหน้า และสนับสนุน Mr.Flower ด้วยดีมาโดยตลอด

Happy New Year 2019 สุขสันต์วันปีใหม่ 2562  

ปีหน้าและปีต่อๆ ไป เราจะไปท่องเที่ยวเที่ยวด้วยกันอีกครับ

อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล จังหวัดจันทบุรี

อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล จังหวัดจันทบุรี

อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล จังหวัดจันทบุรี

อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล จังหวัดจันทบุรี

อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล จังหวัดจันทบุรี

อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล จังหวัดจันทบุรี

อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล จังหวัดจันทบุรี

อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล จังหวัดจันทบุรี

มัสยิดกลาง จังหวัดปัตตานี

มัสยิดกลาง จังหวัดปัตตานี

มัสยิดกลาง จังหวัดปัตตานี

มัสยิดกลาง จังหวัดปัตตานี

มัสยิดกลาง จังหวัดปัตตานี

มัสยิดกลาง จังหวัดปัตตานี

มัสยิดกลาง จังหวัดปัตตานี

มัสยิดกลาง จังหวัดปัตตานี

ตะลอนเที่ยว : ‘อุ่นไอรัก คลายความหนาว สายนํ้าแห่งรัตนโกสินทร์’ผูกใจ ผูกสัมพันธ์ สังคมไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/384460

ตะลอนเที่ยว : ‘อุ่นไอรัก คลายความหนาว สายนํ้าแห่งรัตนโกสินทร์’ผูกใจ ผูกสัมพันธ์ สังคมไทย

ตะลอนเที่ยว : ‘อุ่นไอรัก คลายความหนาว สายนํ้าแห่งรัตนโกสินทร์’ผูกใจ ผูกสัมพันธ์ สังคมไทย

วันอาทิตย์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“คุณไปเที่ยวชมงานอุ่นไอรัก คลายความหนาว สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์ มาแล้วกี่รอบครับ”

คำถามนี้ถูกถามกันอย่างแพร่หลายในสังคมไทย ในยามนี้

หลายคนไปงานนี้มาแล้วไม่น้อยกว่า 7 ครั้ง สาเหตุที่ไปเที่ยวงานนี้บ่อยๆ และยืนยันจะไปอีกหลายครั้งจนกว่างานจะจบลง ก็เพราะหลงใหลในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเป็นไทย และได้ย้อนรำลึกถึงความอบอุ่นรุ่งเรืองของบ้านเมืองสยาม เมื่อครั้งแผ่นดินรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง พระปิยมหาราชเจ้าเมื่อร้อยกว่าปีล่วงมาแล้ว

สำหรับผู้ที่มีความรู้เชิงประวัติศาสตร์เป็นอย่างดีก็จะนึกได้โดยพลันว่า เมื่อครั้งรัชสมัยของสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้านั้น เคยมีงานเถลิงพลับพลา และงานปีสวนดุสิต ซึ่งในงานจะมีการเจริญพระพุทธมนต์ ถวายภัตตาหารพระสงฆ์ พระราชทานเลี้ยงน้ำชาแก่พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชบริพาร รวมถึงข้าราชการ และมีการประกวดประขันเครื่องชิ้นโต๊ะตกแต่งพลับพลา และพระราชทานสิ่งของแก่พสกนิกรที่เข้าเฝ้าฯ รวมถึงมีการแสดงการละเล่นรื่นเริงต่างๆ อีกมากมาย

หลังจากการจัดงานเถลิงพลับพลา และงานปีสวนดุสิตแล้ว ในปีต่อๆ มาได้จัดงานฤดูหนาวที่วัดเบญจมบพิตร ซึ่งเป็นงานใหญ่ มีการออกร้านของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และร้านรวงของพระบรมวงศานุวงศ์ รวมถึงเจ้านายฝ่ายหน้าและฝ่ายใน และร้านของข้าราชบริพาร และร้านค้าอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมงาน และทอดพระเนตรร้านรวงรวมถึงซุ้มต่างๆ ด้วย

หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิสกุล ทรงนิพนธ์ว่า“…ทุกคนที่ก้าวเข้าประตูเหล็กแดงเข้าไปแล้ว จะรู้สึกเหมือนเมืองๆ หนึ่งที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ผู้คนแต่งตัวสวยๆ งามๆ ร้านจัดกันอย่างประณีตและเรียบร้อย ไม่มีเสียงอึกทึกครึกโครม นอกจากเสียงดนตรีเบาๆ พอได้ยิน พูดกันไม่ต้องตะโกน ไม่มีคนแน่นถึงกับเบียดเสียดกัน ทุกคนจะได้เฝ้าในหลวงของเขาทั่วกัน ใครอยากเฝ้าก็นั่งอยู่หน้าร้าน เวลาเสด็จผ่านทาง หยุดทอดพระเนตรและทักทายเจ้าของร้าน ทั้งครอบครัวก็ได้เฝ้าใครอยากทูลอะไร อยากถวายอะไร ก็ถวายได้…”

ครั้นถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า รัชกาลที่ 6 ทรงสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมชนกนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯจัดงานฤดูหนาว เพื่อหารายได้สมทบทุนเพื่อการกุศล ณ สโมสรสนามเสือป่า พระราชวังดุสิต ในบางปีก็โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายไปจัดงานในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน และย้ายไปจัด ณ พระราชอุทยานสราญรมย์ และพื้นที่สนามไชย ข้างพระราชอุทยานฯ นี่คือบรรยากาศอันแสนวิจิตร และอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความรัก ความผูกพัน ซึ่งสร้างความอบอุ่นใจให้กับผู้ไปเยือนเมื่อยุคกว่าหนึ่งศตวรรษที่ล่วงมาแล้วแล้วก็นับว่าเป็นความโชคดีของคนไทยที่ได้หวนกลับไปสู่บรรยากาศอันแสนวิจิตร และเต็มไปด้วยความอบอุ่นเหมือนเช่นเมื่อครั้งอดีต

งานอุ่นไอรัก คลายความหนาว สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 ธันวาคม2561 ถึงวันที่ 19 มกราคม 2562 ณ พระลานพระราชวังดุสิต และสนามเสือป่า กรุงเทพฯ พื้นที่การจัดงานแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ เขตพระลานพระราชวังดุสิต จัดนิทรรศการและกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำ และเกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลปัจจุบันเขตสนามเสือป่า จัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในร้านค้าของพระบรมวงศานุวงศ์ หน่วยงานจากภาครัฐและเอกชน และเขตร้านอาหารเครื่องดื่ม จัดจำหน่ายอาหารชาววัง อาหารพื้นบ้านจากทุกภูมิภาคของไทย แบ่งเป็นตลาดน้ำ ตลาดบก การแสดงสาธิตศิลปวัฒนธรรมอันเป็นภูมิปัญญาของชาวไทยจากทุกภาค

นอกจากนี้ในแต่ละวันจะมีการแสดงอันวิจิตรจากหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้ความบันเทิงกับผู้เข้าชมงานอีกด้วย โดยส่วนใหญ่การแสดงบนเวทีจะเริ่มในเวลาตั้งแต่ 16.00-21.00 น.

สำหรับผู้ที่ไปเที่ยวชมงานอุ่นไอรัก คลายความหนาว สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์ มาแล้วหลายครั้งคงทราบดีว่าการเที่ยวงานนี้ให้ได้อรรถรสอย่างเต็มเปี่ยมนั้น ต้องแต่งกายด้วยชุดไทยในยุครัชกาลที่ 5และ 6 แล้วเข้าไปเที่ยวชมงานด้วยความภาคภูมิใจ ส่วนผู้ที่ยังไม่เคยไปเที่ยวชมงานนี้ ก็ขอเชิญชวนให้คุณได้ไปสัมผัสสักครั้ง แล้วเชื่อเหลือเกินว่าคุณจะหลงรักบรรยากาศของงาน และจะภาคภูมิใจกับมรดกทางประวัติศาสตร์ชิ้นนี้ของไทย

หมายเหตุ คุณสามารถเช่าชุดไทยตามแบบฉบับที่คุณชื่นชอบได้ภายในบริเวณงาน โดยมีสถานที่เช่าชุดไทย ณ บริเวณใกล้ประตูทางเข้าสวนสัตว์ดุสิต เขาดินวนา ด้านตรงกันข้ามกับอาคารรัฐสภา งานนี้เปิดให้เข้าชมฟรี เพียงแต่คุณต้องนำบัตรประจำตัวประชาชนติดตัวไปด้วย หรือหากคุณชวนเพื่อนต่างชาติไปเที่ยวด้วยโปรดนำหนังสือเดินทางติดตัวไปด้วย

อุ่นไอรัก คลายความหนาว สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์ สายสัมพันธ์แห่งความเป็นไทย ที่เชื่อมร้อยรัดดวงใจคนไทยให้ใกล้ชิดสนิทกัน