ตะลอนเที่ยว : วัดต้นเกว๋น วัดงามแห่งเมืองเชียงใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/392908

ตะลอนเที่ยว : วัดต้นเกว๋น วัดงามแห่งเมืองเชียงใหม่

ตะลอนเที่ยว : วัดต้นเกว๋น วัดงามแห่งเมืองเชียงใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

วัดในคติความเชื่อของชาวพุทธคือสถานที่ที่ก่อให้เกิดสติปัญญา และก่อความเข้าใจในสัจธรรมของชีวิต โดยเฉพาะการนำให้ชีวิตหลุดพ้นจากสังสารวัฏ เพื่อดำเนินไปสู่ความหลุดพ้นทั้งปวง

ดังนั้นสถาปัตยกรรมที่สำคัญภายในวัดจึงแฝงไปด้วยคติธรรมที่ล้ำลึก ผสมผสานกับความงดงามในเชิงช่างที่สุดวิจิตรบรรจง

วัดแห่งหนึ่งที่มีความงดงามบริบูรณ์ และแฝงไปด้วยคติธรรมที่ล้ำลึกที่จะพาคุณไปชมในสัปดาห์นี้คือวัดต้นเกว๋น หมู่บ้านหนองควาย อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่

ตามประวัติอ้างว่าวัดนี้ก่อสร้างเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2399 ถึง 2412 ในสมัยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ เจ้าหลวงผู้ปกครองนครเชียงใหม่

ความสำคัญของวัดแห่งนี้มิได้อยู่ที่ความเก่าแก่ของโบราณสถานแต่อยู่ที่การเป็นสถานที่หยุดพักขบวนอัญเชิญพระบรมธาตุศรีจอมทองจากอำเภอจอมทอง เพื่อเข้ามาทำพิธีสรงน้ำพระธาตุในตัวเมืองเชียงใหม่ โดยสมัยก่อนขบวนอัญเชิญพระบรมธาตุจะเป็นขบวนช้าง ม้า และผู้คน เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงจำเป็นต้องมีที่พักระหว่างทางให้กับขบวนเพราะไม่สามารถเดินทางรวดเดียวจนถึงที่หมายได้

ตามประวัติเก่าด้วยว่าขบวนต้องหยุดพักที่วัดต้นเกว๋น เพื่อให้ผู้ร่วมขบวนได้หยุดพักผ่อนและเปิดโอกาสให้ชาวบ้านในบริเวณนั้นสรงน้ำพระธาตุ จากนั้นจึงอัญเชิญพระธาตุไปที่วัดสวนดอก
ในตัวเมืองเชียงใหม่เป็นเวลา 3 วัน แล้วจากนั้นก็จะอัญเชิญพระธาตุขึ้นไปบนวัดพระธาตุดอยสุเทพ เพื่อสรงน้ำเป็นประจำทุกปี

พูดถึงวัดต้นเกว๋นแล้วสิ่งที่ต้องเน้นย้ำก็คือสถาปัตยกรรมที่งดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในบรรดาวัดในเขตภาคเหนือตอนบนของไทย โดยเฉพาะศาลาจตุรมุขแบบล้านนา ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าพบเพียงที่นี่เท่านั้นในเขตภาคเหนือตอนบน

ภายในวิหารมีความน่าสนใจมากมายไม่ว่าจะเป็นที่ฐานชุกชีไล่เรื่อยไปจนถึงเพดานของวิหาร ซึ่งทั้งหมดแฝงคติธรรมเกี่ยวกับพุทธศาสนาไว้อย่างแยบยล

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่หลายคนอาจตั้งคำถามเมื่อไปเยี่ยมชมวัดแห่งนี้คือ เหตุใดหลังคาด้านหน้าและด้านหลังจึงมีจำนวนเชิงชั้นลดหลั่นทับซ้อนไม่เท่ากัน เพราะด้านหน้าจะมีสามชั้น ส่วนด้านหลังจะมีเพียงสองชั้น

นี่คือสิ่งที่บ่งบอกให้ชาวพุทธรับรู้ว่าการที่หลังคาของวิหารแห่งนี้มีช่อฟ้าเพียงห้าตัวก็เพราะชาวพุทธที่แท้จริงเชื่อว่าเรามีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมดห้าพระองค์

นี่ถือเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของกุศโลบายในการสร้างวิหารแห่งนี้ขึ้นมา ซึ่งถ้าดูแบบผิวเผิน อาจจะคิดแค่ว่าเพียงเพราะเรื่องความสวยงาม แต่ถ้าหากคิดวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งถึงคติธรรมที่แฝงอยู่ก็จะเข้าใจถึงความงามที่ผสมผสานอยู่กับแนวคิดของศาสนาพุทธ

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้นในการพาคุณเที่ยวชมวัดต้นเกว๋น หากคุณต้องการเที่ยวชมวัดแห่งนี้ หรือเที่ยวชมสถานที่สำคัญอื่นๆเพื่อให้ได้ความรู้อย่างลึกซึ้ง และได้ชื่นชมกับความงดงามของสถาปัตยกรรมอย่างเจาะลึกแล้ว ขอเชิญชวนให้คุณไปเที่ยวกับ Mr.Flower

สำหรับผู้ที่สนใจร่วมทริปแบบเป็นกันเองและได้ความรู้อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับสถานที่ต่างๆ โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615

 

ตะลอนเที่ยว : ขอความรักให้ฉันบ้างได้ไหม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/391351

ตะลอนเที่ยว : ขอความรักให้ฉันบ้างได้ไหม

ตะลอนเที่ยว : ขอความรักให้ฉันบ้างได้ไหม

วันอาทิตย์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คุณเคยเลี้ยงสุนัขหรือไม่ ถ้าคุณเคยเลี้ยงคุณต้องจำความจงรักภักดีที่เขามีให้คุณได้อย่างไม่มีวันลืม และคุณก็คงจะนึกถึงความรักที่คุณมีให้เขาได้อย่างไม่มีวันลืมเช่นกัน

วันนี้ Mr.Flower จะขอเชิญชวนคุณๆ ให้ได้โปรดรับสุนัขที่ถูกทอดทิ้งเหล่านี้ไปเลี้ยงดู เพื่อให้เขาได้รับความรัก ความอบอุ่น

สุนัขที่เคยมีคนเลี้ยงดูแล้ววันหนึ่งเขาก็ถูกคนเคยเลี้ยงทอดทิ้ง เมื่อสุนัขต้องเผชิญกับชะตากรรมที่เลวร้ายเช่นนั้น เขาก็เปรียบเสมือนตายทั้งเป็น สุนัขที่ถูกทอดทิ้งจะเฝ้าติดตามหาเจ้าของที่เคยรักเขา และจะพยายามหาทางกลับบ้านที่เขาเคยอาศัย สุนัขบางตัวเมื่อไม่ได้อยู่กับเจ้าของ เขาจะไม่ยอมกิน ไม่ยอมนอน เอาแต่เฝ้ารอคอยว่าเมื่อไรเจ้าของจะมารับเขากลับไปอยู่ด้วย บางตัวตรอมใจจนตายไปอย่างทุกข์ทรมาน

สุนัขที่ Mr. Flower นำภาพมาให้คุณๆ ได้ชมในวันนี้อยู่ที่บ้านรับเลี้ยงสุนัขจรจัด สุนัขถูกทอดทิ้ง สุนัขป่วย สุนัขถูกทำร้าย ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณถนนพระราม 2 ซอย 30 สถานที่แห่งนี้มีสุนัขประมาณ 60 ตัว แต่ละตัวกำลังเฝ้ารอให้มีผู้ใจบุญมีเมตตารับเขาไปเลี้ยงดู

หากจะถามว่าสุนัขเหล่านี้มาจากไหน คำตอบคือ มาจากหลายที่ เช่น สุนัขป่วยที่ถูกนำไปทิ้งไว้ตามริมถนนและสถานที่ต่างๆ หรือแม้กระทั่งที่คลินิกรักษาสัตว์ สุนัขแม่ลูกอ่อนในวัด ซึ่งชาวบ้านแจ้งมาว่า แม่สุนัขดุร้ายมาก ชอบไล่กัดไล่ทำร้ายผู้คน แต่เมื่อไปดูสภาพเท็จจริงแล้ว กลับพบว่าแม่สุนัขหวงลูกอ่อน เกรงว่าคนจะเข้าไปทำร้ายลูก จึงต้องปกป้องลูก และอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สุนัขดุร้ายก็คือ เขาเคยถูกคนทำร้ายเขามาก่อนจนเขาเกิดอาการหวาดระแวงไม่ไว้ใจคนอีกต่อไป สุนัขบางตัวป่วยเป็นมะเร็งโพรงจมูก มะเร็งอัณฑะ มะเร็งรังไข่ บางตัวมีอาการทางประสาท บางตัวมีอาการข้อเข่าผิดปกติ และอีกสารพัดอาการป่วย แต่หลายตัวก็เป็นสุนัขที่ยังมีสุขภาพกายดี แต่สุขภาพใจย่ำแย่ โดยเฉพาะสุนัขที่ถูกเจ้าของทอดทิ้ง

ที่นี่มีสุนัขสารพัดพันธุ์ ทั้งไทยแท้ ไทยผสม และสุนัขพันธุ์แท้ เช่น บางแก้ว พิทบูล พุดเดิ้ลทอย เป็นต้น แต่ละตัวกำลังเฝ้ารอบ้านที่อบอุ่น และรอความเมตตาจากผู้ที่รักเขาจริงๆ

ผู้นำสุนัขมาดูแลในสถานที่แห่งนี้คือ คุณหรั่ง เขาบอกกับผู้เขียนว่า ช่วยสุนัขเหล่านี้เพราะความรัก และความสงสาร อยากให้เขามีบ้านที่อบอุ่นอยู่อาศัย ไม่ต้องอดอยาก ได้รับการดูแลสวัสดิภาพตามสมควร

คุณหรั่งบอกว่าที่นี่ไม่รับเงินบริจาค เพราะไม่ต้องการถูกครหาว่าหากินกับสุนัข แต่ทุกวันนี้ที่ยังสามารถดูแลหมาได้ก็เพราะมีคนเข้าใจ และให้ความช่วยเหลือ โดยเฉพาะการบริจาคอาหารให้สุนัข และได้รับการดูแลสุขภาพสุนัขโดยสัตวแพทย์บางกลุ่ม สุนัขทุกตัวที่นี่จะได้รับวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า และถูกนำไปทำหมัน

สุนัขทุกตัวมีความน่ารัก น่าสงสาร ทุกตัวต้องการบ้านที่อบอุ่น ต้องการความรัก ต้องการคนดูแล คุณหรั่งฝากบอกว่า คนที่ต้องการสุนัขไปเลี้ยงดูด้วยความรักอย่างแท้จริง โปรดติดต่อที่หมายเลขโทรศัพท์ 086-8910183

ตะลอนเที่ยว : ช่วยเขาแล้วเราเป็นสุข ความสุขใจที่เกิดจากการช่วยให้เขามีชีวิตต่อไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/389935

ตะลอนเที่ยว : ช่วยเขาแล้วเราเป็นสุข ความสุขใจที่เกิดจากการช่วยให้เขามีชีวิตต่อไป

ตะลอนเที่ยว : ช่วยเขาแล้วเราเป็นสุข ความสุขใจที่เกิดจากการช่วยให้เขามีชีวิตต่อไป

วันอาทิตย์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สัปดาห์ที่แล้ว Mr.Flower พาคุณผู้อ่าน ไปพบกับปฏิบัติการช่วยเหลือชีวิตวัวแม่ลูกอ่อน ซึ่งมีลูกน้อยอายุ 3 เดือนเศษ (วัวตกลูกมาตั้งแต่ประมาณเดือนตุลาคม 2561) แม่วัวตัวนี้ประสบอุบัติเหตุขาหลังข้างซ้ายหัก เนื่องจากถูกวัวอีกตัวหนึ่งเหยียบ ขณะที่กำลังนอน

สำหรับความเป็นมาของวัวตัวนี้คือ วัวที่คณะผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้ากลุ่มหนึ่ง รวมถึงเพื่อนฝูงน้องพี่จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ซึ่งอยู่ในกลุ่มของ Mr.Flower)ช่วยกันสมทบทุนบริจาคไถ่ชีวิตโคกระบือจากโรงฆ่าสัตว์ แล้วนำไปมอบให้เกษตรกรเลี้ยงดูจนกว่าวัวควายที่ได้รับบริจาคไปนั้นจะสิ้นอายุขัย โครงการไถ่ชีวิตวัวควายจากโรงฆ่าสัตว์นี้ ดำเนินมาประมาณ 4 ปีเศษ และได้มอบวัวควายให้เกษตรกรและผู้ใจบุญรับไปเลี้ยงดูแล้ว 45 ชีวิต (สำหรับแม่วัวที่ประสบอุบัติเหตุรายนี้ถูกมอบให้เกษตรกรรายหนึ่งในอำเภอเดิมบางนางบวช สุพรรณบุรี เมื่อ 2 ปีเศษมาแล้ว) ส่วนวัวและควายที่ไถ่ชีวิตมานั้น ถูกมอบโดยกระจายให้กับเกษตรกรในหลายพื้นที่เช่นที่อำเภอศรีประจันต์ เดิมบางนางบวช สุพรรณบุรี อำเภอพนัสนิคม ชลบุรี (สวนบำบัด ของดาบตุ้ม) และเกษตรกรที่จังหวัดขอนแก่น ส่วนอีก 10 ชีวิตถูกนำไปเลี้ยงดูไว้ที่สวนของหม่อมไฉไล ยุคล (ซึ่งทั้ง 10 ชีวิตนี้ หม่อมไฉไลบริจาคร่วมกับโครงการนี้ แต่หม่อมไฉไลขอบริจาคเองทั้งหมด เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร)

ขอย้อนกลับไปที่แม่วัวขาหัก หลังจาก Mr.Flower ได้รับทราบข่าวจากผู้รับวัวไปเลี้ยง ก็ประสานไปยังอาจารย์กลุ่มหนึ่งในคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อหาทางรักษา โดยในวันแรกๆ ที่ทราบเรื่องนี้ อาจารย์คณะสัตวแพทย์หลายคนก็ระดมความคิดว่าจะรักษาเขาอย่างไร ส่วนMr.Flower ก็พยายามหาทุนเพื่อการรักษา โดยแจ้งข่าวนี้ให้กับกลุ่มผู้ร่วมบริจาคในโครงการ ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์อย่างดียิ่งจากผู้ใจบุญจำนวนมากมาย และที่สำคัญที่ทุกท่านที่ร่วมบริจาคย้ำว่าไม่ต้องเปิดเผยชื่อของท่าน ขณะเดียวกันก็มีผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้า และแฟนรายการ “Good Time” (จัดรายการที่สถานีวิทยุ FM 101 วันอาทิตย์ เวลา 19.30-21.00 น. ดำเนินรายการโดย เฉลิมชัย ยอดมาลัย บรรณาธิการข่าวแนวหน้า) จำนวนมากร่วมบริจาค

การรักษาพยาบาลแม่วัวรายนี้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคมจนปัจจุบัน โดยในช่วงแรกนั้น ผศ.น.สพ.ดร.กัมปนาทสุนทรวิภาต และนิสิตคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ กลุ่มหนึ่งได้เข้าไปดูอาการบาดเจ็บและฉีดยาฆ่าเชื้อรวมถึงรักษาอาการบาดเจ็บให้วัวที่บ้านของเกษตรกรที่รับวัวไปเลี้ยงเป็นประจำ เนื่องจากในช่วงแรกนั้นแม่วัวยังต้องให้ลูกกินนมทุกวันจนกระทั่งปลายเดือนพฤศจิกายน 2561 จึงเคลื่อนย้ายแม่วัวไปรักษาที่โรงพยาบาลสัตว์ของคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ ที่อำเภอเมือง นครปฐมโดยการรักษาพยาบาลแม่วัวรายนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากคณบดี คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯศ.น.สพ.ดร.รุ่งโรจน์ ธนาวงษ์นุเวช และอาจารย์ในคณะอีกหลายราย

อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจจะวิจารณ์ว่าการรักษาวัวในครั้งนี้เป็นเรื่องสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ แต่สำหรับคนในกลุ่มของเรากลับมองว่าการทำงานครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องสิ้นเปลือง แต่เป็นเรื่องของมนุษยธรรม และเป็นการเริ่มต้นโครงการรักษาพยาบาลสัตว์ใหญ่ที่ได้รับบาดเจ็บ โดยไม่จำเป็นต้องฆ่าเขาทิ้งไปเหมือนกรณีอื่นๆ ที่ผ่านมา

ผศ.น.สพ.ดร.กัมปนาท เล่าให้ฟังว่าวันแรกที่ไปเจอแม่วัวรายนี้ที่เดิมบางนางบวช แล้วรู้ได้ทันทีว่าเขายังอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไป เนื่องจากสายตาของวัวเสมือนวิงวอนให้ช่วยชีวิตของเขา
และยังพบอีกว่าถึงแม้เขาจะขาหัก แต่ก็ยังพยายามลุกขึ้นยืน แม้จะลุกได้อย่างยากลำบากมากก็ตาม แล้วที่สำคัญที่สุดคือได้เห็นว่าแม่วัวพยายามให้ลูกอ่อนเข้าไปดูดนมจากเต้านม แม้แม่วัวจะมีอาการบาดเจ็บค่อนข้างสาหัส เนื่องจากกระดูกแทงออกมาข้างนอกผิวหนังหลายจุด เมื่อเห็นดังนี้แล้วจึงตัดสินใจดำเนินการช่วยชีวิตเขาด้วยความเต็มใจ

อย่างที่เคยเล่าให้ฟังในคอลัมน์นี้เมื่อสัปดาห์ก่อนว่า โครงการช่วยชีวิตแม่วัวรายนี้นับได้ว่าเป็นโครงการแรกของประเทศไทย และอาจจะเรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกของโลกใบนี้ก็ว่าได้ เพราะส่วนใหญ่ไม่มีการช่วยเหลือหรือรักษาวัวเนื้อที่ประสบอุบัติเหตุขาหัก เนื่องจากทุกรายจะถูกฆ่า ด้วยเหตุผลว่ารักษาไปก็สิ้นเปลื้องและไม่คุ้มค่า แต่ที่น่าสนใจคือโครงการนี้เป็นความร่วมมือทางวิชาการระหว่างคณะสัตวแพทยศาสตร์ กับภาควิชาเครื่องกลคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยประสานกับ ผศ.ดร.ไพรัช ตั้งพรประเสริฐ ที่ผลิตแผ่นไททาเนียมให้เพื่อการดามกระดูกแม่วัว

เป็นที่น่ายินดีมาก เพราะหลังจากผ่าตัดดามไททาเนียมให้แม่วัวรายนี้เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2562 หลังจากผ่าตัดดามกระดูกเรียบร้อยแล้ว แม่วัวพยายามจะเดินต่อไป แม้เดินได้เพียงสามขาเท่านั้นก็ตาม จนล่าสุดเมื่อวันที่ 16 มกราคมรองคณบดี คณะสัตวแพทยศาสตร์ ศ.สพ.ญ.ดร. เกวลี ฉัตรดรงค์ ไปดูอาการแม่วัวแล้วรายงานว่า วัวพยายามยืนสี่ขา แต่ยังไม่ค่อยจะลงน้ำหนักลงบนขาข้างที่ผ่าตัดมากนัก อย่างไรก็ตามนับได้ว่าผลการผ่าตัดน่าพอใจเป็นอย่างมาก และทางสัตวแพทย์จะติดตามดูอาการต่อไปอย่างใกล้ชิด

Mr.Flower เชื่อเหลือเกินว่า เมื่อคุณได้อ่านคอลัมน์วันนี้แล้ว คุณคงจะยิ้มได้ และรู้ว่าโลกใบนี้ยังมีความน่ารัก และยังมีคนน่ารักอีกมาก แม้หลายคนอาจจะบ่นว่าโลกนี้น่าเบื่อเสียเหลือเกินก็ตาม

ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่มีจิตเมตตาที่ร่วมบริจาคช่วยเหลือรักษาวัวในครั้งนี้ และขออนุโมทนาบุญกับผู้ร่วมโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือจากโรงฆ่าสัตว์ด้วย หากคุณต้องการร่วมโครงการนี้ หรือต้องการรับวัวควายไปเลี้ยง โปรดติดต่อโทรศัพท์หมายเลข 091-7233615

เราช่วยเขา เพราะเราเชื่อมั่นว่าการทำความดีการช่วยชีวิตผู้อื่น ทำให้เรามีความสุข

ตะลอนเที่ยว : ชีวิตใคร ใครก็รัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/388437

ตะลอนเที่ยว : ชีวิตใคร ใครก็รัก

ตะลอนเที่ยว : ชีวิตใคร ใครก็รัก

วันอาทิตย์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

แม่วัวกับลูกวัว ก่อนที่จะขาหัก

ชีวิตหนึ่งชีวิตย่อมมีค่าเท่ากัน ไม่ว่าชีวิตนั้นจะเป็นชีวิตของคนหรือของสัตว์ และไม่ว่าจะเป็นสัตว์เล็กหรือสัตว์ใหญ่ เพราะทั้งคนและสัตว์ต่างก็รักชีวิตของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น ทุกชีวิตต่างกลัวเจ็บ และกลัวตายไม่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้น คนที่มีความรู้จักยั้งคิดจึงไม่นิยมการเบียดเบียนทำร้ายทำลายชีวิตของผู้อื่น

ตะลอนเที่ยววันนี้ขอนำคุณไปติดตามการทำงานแบบห่างๆ ของทีมอาจารย์สัตวแพทย์ และสัตวแพทย์กลุ่มหนึ่ง จากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ร่วมมือช่วยกันทำงานร่วมกับอาจารย์อีกกลุ่มหนึ่งจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อให้การช่วยเหลือวัวแม่ลูกอ่อนตัวหนึ่งที่ประสบอุบัติเหตุจนขาหัก เนื่องจากถูกวัวตัวอื่นเหยียบขาหลังข้างซ้ายหักเมื่อประมาณ 3 เดือนที่ผ่านมา

ขอปูพื้นให้ทราบถึงความเป็นมาของการช่วยเหลือแม่วัวตัวนี้ให้ฟังสักเล็กน้อย เมื่อประมาณ 5 ปีมาแล้ว ผู้อ่านแนวหน้ากลุ่มหนึ่งได้ร่วมกับ “ธรรมกร” และ “Mr.Flower” คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์แนวหน้า ทำโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือจากโรงฆ่าสัตว์ แล้วนำไปมอบให้เกษตรกรรายเล็ก ที่มีพื้นที่การเกษตรไม่เกิน 15 ไร่ โดยมีเงื่อนไขในทางกฎหมายคือ ผู้ที่รับมอบโคกระบือไปเลี้ยงดูจะต้องไม่ฆ่า ไม่ขายโคกระบือที่รับเป็นอันขาด และกลุ่มผู้ร่วมบริจาคจะไปเยี่ยมโคกระบือเป็นระยะๆ เพื่อให้รู้ว่าพวกเรายังมีความผูกพันกับวัวควายที่มอบให้ และเพื่อให้ผู้รับมอบรู้ว่าโคกระบือที่ได้รับไปเลี้ยงดูนั้น ไม่ได้ถูกตัดขาดจากกลุ่มผู้ร่วมบริจาค หรือพูดชัดๆ ก็คือ ไม่ได้มอบให้แล้วก็หายหน้าหายตาไปเลย แต่ทุกคนยังคงเฝ้าดูการเจริญเติบโต และสวัสดิภาพของวัวควายอย่างใกล้ชิด ดังนั้นกลุ่มของเราจึงไปเยี่ยมวัวควายเหล่านั้นทุกๆ 3-4 เดือน (ยกเว้นระยะหลังนี้อาจจะไปเยี่ยมปีละ 2 ครั้ง)

ร่วมแรง ร่วมใจ รักษาชีวิต

คณะผู้ร่วมบริจาคได้ร่วมกันไถ่ชีวิตโคกระบือมาแล้วรวม 45 ตัว มอบให้กับเกษตรกรในที่ต่างๆ หลายราย เช่นที่อำเภอศรีประจันต์ อำเภอเดิมบางนางบวช สุพรรณบุรี อำเภอพนัสนิคม ชลบุรี รวมถึงเกษตรกรอีกรายหนึ่งที่จังหวัดขอนแก่น และยังได้นำโคกระบืออีก 10 ตัว ไปเลี้ยงดูในพื้นที่ของผู้ใจบุญใจกุศลซึ่งไม่ได้เป็นเกษตรกร ท่านผู้นี้ไม่ประสงค์จะออกนาม แต่ยินดีรับไปเลี้ยงดูในสวนที่นครปฐม โดยวัวควายทั้งหมดนี้จะถูกเลี้ยงดูไปเรื่อยๆ จนกว่าเขาจะถึงอายุขัย แต่หากวัวควายแพร่พันธุ์ออกมา ก็ห้ามนำลูกไปขายเพื่อเป็นอาหารอย่างเด็ดขาด

ขอย้อนกลับมาพูดถึงแม่วัวขาหักตัวนี้ วัวตัวนี้คือวัวที่กลุ่มผู้บริจาคมอบให้เกษตรกรที่เดิมบางนางบวชเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ล่าสุดเมื่อ 3 เดือนก่อนแม่วัวตัวนี้ตกลูก แล้วหลังจากนั้นก็ประสบอุบัติเหตุถูกวัวตัวอื่นเหยียบจนขาหลังข้างซ้ายหัก กระดูกบางส่วนแตกและทิ่มทะลุออกมานอกผิวหนัง

เมื่อผู้รับเลี้ยงแจ้งเหตุให้กับ Mr.Flower ทราบ Mr.Flower จึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับอาจารย์คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กลุ่มหนึ่ง เช่น ศ.สพ.ญ.ดร.เกวลี ฉัตรดรงค์, รศ.สพ.ญ.ดร.นันทริกา ชันซื่อ, ผศ.น.สพ.ดร.ศุภวิวัธน์ พงษ์เลาหพันธุ์, ผศ.น.สพ.ดร.กัมปนาท สุนทรวิภาต และอาจารย์คณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ อีกหลายท่าน ซึ่งก็ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากคณบดี ศ.น.สพ.ดร.รุ่งโรจน์ ธนาวงษ์นุเวช ซึ่งทุกคนก็ให้ความเห็นว่าควรจะช่วยชีวิตของวัวไว้

อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นมีความเห็นจากคนอื่นๆ ว่า วัวควายที่ประสบอุบัติเหตุ ไม่มีใครเขารักษา มีแต่เขาจะฆ่า แล้วกินเนื้อของมัน เพราะรักษาไปก็สิ้นเปลือง และยุ่งยาก แต่มีผู้ใหญ่หลายท่านที่ Mr.Flower เคารพนับถือบอกว่า เราจะไม่ยอมให้ใครฆ่าเขาเด็ดขาด และจะต้องหาทางรักษาเขา เพราะเขายังมีลูกอ่อน เมื่อหลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าต้องรักษา จึงได้รับการช่วยเหลือเป็นอย่างดีจากนายสัตวแพทย์กัมปนาทและผู้ร่วมคณะทำงาน ในเบื้องต้นคณะผู้รักษาต้องไปดูแลวัวตัวนี้ที่เดิมบางนางบวช เพื่อดูอาการเบื้องต้น ฉีดยา ทำความสะอาดแผลเป็นระยะ โดยในเบื้องต้นยังต้องให้แม่วัวกับลูกวัวอยู่ด้วยกันไปก่อน เพราะลูกวัวต้องกินนมจากแม่ทุกวัน จากนั้นจึงต้องนำแม่วัวไปไว้ที่โรงพยาบาลสัตว์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ที่อำเภอเมือง นครปฐม เพื่อรักษาพยาบาลเขาเป็นขั้นเป็นตอน และระหว่างนั้นได้หารือเรื่องการใช้แผ่นไททาเนียมเพื่อเชื่อมต่อกระดูกที่หักกับอาจารย์จากภาควิชาเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ คือ ผศ.ดร.ไพรัช ตั้งพรประเสริฐ จนกระทั่งเมื่อวันจันทร์ที่ 7 มกราคม 2562 ทีมสัตวแพทย์ และทีมจากคณะวิศวกรรม จึงผ่าตัดติดแผ่นไททาเนียมที่ขาข้างที่หัก เพื่อตรึงกระดูกที่หักไม่ให้เคลื่อนไป-มา แล้วให้การรักษาพยาบาลวัวต่อไป จนกว่ากระดูกจะเชื่อมประสานกันในที่สุด โครงการรักษาวัวตัวนี้นับเป็นความร่วมมือระหว่างคณะสัตวแพทยศาสตร์ กับคณะวิศกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์การรักษาวัวในประเทศไทยโดยความร่วมมือของคณะวิชาทั้งสอง

Mr.Flower ต้องขอบพระคุณทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือวัวแม่ลูกอ่อนตัวนี้ เพราะเมื่อได้กระจ่ายข่าวออกไป ก็ได้รับเงินบริจาคจากท่านผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนี้หลายท่าน ซึ่งแต่ละท่านบอกว่าไม่ต้องประกาศชื่อของท่าน อาทิ ท่านผู้หญิงสองท่าน ท่านอดีตผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้บริหารบริษัทโฆษณาประชาสัมพันธ์แห่งหนึ่ง รวมถึงกลุ่มสมาชิกทัวร์ของ Mr.Flower และผู้ฟังรายการ Good Time ทางวิทยุเอฟเอ็ม คลื่น 101 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 19.30-21.00 น. จัดรายโดย เฉลิมชัย ยอดมาลัย บรรณาธิการข่าวและคอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์แนวหน้า และต้องขอขอบคุณ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ให้การสนับสนุนเรื่องการเดินทางไปเยี่ยมวัวและควายที่คณะของเราบริจาคให้เกษตรกร และการเดินทางของคุณหมอผู้มีใจเมตตาไปดูแลรักษาวัวตัวนี้มาโดยตลอด

สำหรับคุณผู้อ่านที่มีความประสงค์จะร่วมช่วยเหลือวัวตัวนี้(เพราะยังต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง) รวมถึงผู้ที่มีความประสงค์จะร่วมบริจาคเพื่อไถ่ชีวิตโคกระบือกับโครงการของเรา หรือผู้มีความสามารถที่จะรับวัวควายไปเลี้ยงดูเป็นอย่างดี โปรดติดต่อ Mr.Flower ที่โทรศัพท์หมายเลข 091-7233615

หลังการผ่าตัดเชื่อมกระดูก

หลังการผ่าตัดเชื่อมกระดูก

เบื้องหลังการรักษา

เบื้องหลังการรักษา

ตะลอนเที่ยว : วัดพระศรีสรรเพชญ์ พระอารามหลวงประจำพระบรมมหาราชวังกรุงเทพทวารวดีศรีอโยธยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/386998

ตะลอนเที่ยว : วัดพระศรีสรรเพชญ์ พระอารามหลวงประจำพระบรมมหาราชวังกรุงเทพทวารวดีศรีอโยธยา

ตะลอนเที่ยว : วัดพระศรีสรรเพชญ์ พระอารามหลวงประจำพระบรมมหาราชวังกรุงเทพทวารวดีศรีอโยธยา

วันอาทิตย์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เรามาฟื้นความรู้ด้านประวัติศาสตร์ของกรุงศรีอยุธยาสักเล็กน้อยนะครับ กรุงเทพทวารวดีศรีอโยธยา หรือศรีอยุธยาได้รับการสถาปนาเป็นราชธานีไทยมาตั้งแต่ พ.ศ. 1893 โดยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (สมเด็จพระเจ้าอู่ทอง) โดยทรงเลือกทำเลทอง ณ หนองโสน หรือบึงพระราม บนเกาะเมืองอยุธยา เนื่องจากเป็นจุดที่แม่น้ำ 3 สายไหลผ่าน แม่น้ำทั้ง 3 สาย คือ แม่น้ำเจ้าพระยา ป่าสัก และลพบุรี

ยุคสมัยของกรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยาสิ้นสุดลงเมื่อ พ.ศ. 2310 เนื่องจากเสียอิสรภาพให้พม่า รวมเวลาที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีของไทยคือ 417 ปี มีพระมหากษัตริย์ 34 พระองค์ จากพระราชวงศ์ต่างๆ รวม 5 พระราชวงศ์ทรงปกครองราชอาณาจักร (คืออู่ทอง สุพรรณภูมิ สุโขทัย ปราสาททอง และบ้านพูลตาหลวง)

พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (สมเด็จพระเจ้าอู่ทอง)

ขอเล่าเรื่องประวัติศาสตร์อยุธยาเพียงสังเขปเท่านี้พอ แต่ต่อไปนี้จะชวนคุณไปเที่ยวเขตพระบรมมหาราชวังเก่าเมื่อครั้งกรุงศรีฯ เป็นราชธานี ซึ่งภายหลังเขตพระราชฐานชั้นในนี้ได้ถูกอุทิศถวายแด่พระบวรพุทธศาสนาโดยถวายเป็นเขตพุทธาวาส สร้างวัดพระศรีสรรเพชญ์ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระบรมมหาราชวังขึ้นใหม่ทางทิศเหนือของพระอารามหลวงนี้พระอารามหลวงจึงถือเป็นต้นแบบของพระอารามหลวงประจำพระบรมมหาราชวังสืบต่อมา โดยในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ได้สร้างวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เป็นพระอารามหลวงประจำพระบรมมหาราชวังซึ่งใช้เพื่อประกอบพระราชพิธีสำคัญต่างๆ อันเกี่ยวเนื่องกับพระมหากษัตริย์

แม้ปัจจุบันภายในวัดพระศรีสรรเพชญ์จะไม่หลงเหลือพระอุโบสถ พระวิหาร หรือศาลาต่างที่มีความสมบูรณ์ไว้ก็ตาม แต่สถานที่สำคัญแห่งนี้ก็ยังมีความน่าสนใจให้คุณได้ค้นหาอย่างไม่รู้จบ แล้วถ้ายิ่งคุณได้ไป ณ สถานที่แห่งนี้ในช่วงเช้าตรู่ หรือช่วงใกล้พลบค่ำ คุณจะหลงใหลในความอลังการที่หลงเหลืออยู่

ปัจจุบันมีสิ่งปลูกสร้างสำคัญยังปรากฏให้เห็นชัดเจน คือพระเจดีย์ทรงลังกา 3 องค์ ที่ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์แล้ว เมื่อครั้งยุครัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม พระเจดีย์ทั้งสามองค์ถูกระบุว่าเป็นที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิของพระมหากษัตย์ โดยองค์แรกคือเจดีย์ทิศตะวันออก สร้าง พ.ศ. 2035 ในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 เพื่อประดิษฐานพระบรมอัฐิสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พระราชบิดา) ครั้นต่อมา พ.ศ. 2042 สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ทรงให้สร้างพระเจดีย์องค์กลางเพื่อประดิษฐานพระบรมอัฐิสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 (พระบรมเชษฐาธิราช) พระเจดีย์องค์ที่สาม ที่อยู่ทางทิศตะวันตก คือที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 ซึ่งสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 (สมเด็จพระบรมหน่อพุทธางกูร) พระราชโอรสทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง และทางทิศตะวันออกขององค์เจดีย์แต่ละองค์มีมณฑป สันนิษฐานว่าใช้ประดิษฐานพระพุทธรูปประจำพระองค์ ภายในมณฑปของเจดีย์องค์แรกพบว่ามีรอยพระพุทธบาทประดิษฐานอยู่ด้วย ด้านหลังเจดีย์ประธานมีมณฑปจัตุรมุข สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยอยุธยาตอนปลาย ราวรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปสี่อิริยาบถ คือ นั่ง นอน ยืน และเดิน ปัจจุบันเหลือเฉพาะพระพุทธรูปนั่งอยู่ในมุขตะวันออก ส่วนกลางมณฑปเป็นที่ตั้งของสถูปข้าง ๆ สถูปทั้ง 4 ด้านเจาะช่องไว้หลายช่อง สันนิษฐานว่าเป็นเพื่อบรรจุพระอัฐของเจ้านายชั้นสูง

สิ่งสำคัญอีกประการคือ ตามประวัติศาสตร์ระบุว่า ใน พ.ศ. 2043 สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระวิหารหลวงแล้วทรงหล่อพระพุทธรูปยืน สูง 8 วา (ประมาณ16 เมตร) องค์พระพุทธรูปหุ้มด้วยทองคำหนัก286 ชั่ง (ประมาณ 171 กิโลกรัม) ประดิษฐานไว้ในพระวิหารหลวง ถวายพระนามว่า พระศรีสรรเพชญดาญาณ หลังจากเสียกรุงศรีฯ แล้ว ข้าศึกได้สุมไฟเพื่อลอกเอาทองออกจากองค์พระจนเหลือเพียงแกนชั้นในขององค์พระที่ทำจากสำริด เมื่อครั้งสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นพระมหาราชธานีของกรุงเทพฯ แล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้อัญเชิญพระศรีสรรเพชญดาญาณไปประดิษฐานไว้ ณ พระเจดีย์ศรีสรรเพชญดาญาณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพฯ

และที่ติดกับวัดพระศรีสรรเพชญ์ด้านทิศใต้คือวิหารวัดมงคลบพิตร (วันหน้าจะพาคุณไปกราบหลวงพ่อโต ในพระวิหารวัดมงคลบพิตร)

เท่าที่ Mr. Flower เล่าให้คุณฟังคร่าวๆ ถึงวัดพระศรีสรรเพชญ์ แล้วเชื่อว่าคุณที่รักและหลงใหลในเรื่องประวัติศาสตร์ โบราณคดี คงอยากจะไปชมวัดพระศรีสรรเพชญ์ ในเขตเมืองเก่าอยุธยาด้วยกัน สำหรับคุณๆ ที่สนใจต้องการร่วมทริปเล็กๆ (8-10 คน) เที่ยวละมุนละไมแบบเจาะลึก ไม่รีบไม่ร้อนรน กับ Mr. Flower โปรดติดต่อ 091-7233615

พระอารามหลวงของพระบรมมหาราชวังกรุงศรีอยุธยา

พระอารามหลวงของพระบรมมหาราชวังกรุงศรีอยุธยา

ตะลอนเที่ยว : สุกใส สุขสันต์ สดชื่นในวันปีใหม่ ทำใจให้สงบด้วยการน้อมเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/385943

ตะลอนเที่ยว : สุกใส สุขสันต์ สดชื่นในวันปีใหม่ ทำใจให้สงบด้วยการน้อมเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ตะลอนเที่ยว : สุกใส สุขสันต์ สดชื่นในวันปีใหม่ ทำใจให้สงบด้วยการน้อมเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์

วันอาทิตย์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

วันขึ้นปีใหม่กำลังจะเวียนมาบรรจบอีกครั้งในเร็วๆ นี้ ทุกครั้งเมื่อถึงวันขึ้นปีใหม่ เราทุกคนก็จะนึกถึงอนาคตที่สดใส นึกถึงสิ่งดีงามที่จะเข้ามาสู่ชีวิตของเรา และก็เป็นประเพณีปฏิบัติที่สืบต่อกันมาหลายชั่วอายุในวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งเราจะไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามศาสนสถานต่างๆ ตามแต่ความเชื่อ และความเคารพศรัทธาของแต่ละบุคคล

การทำบุญทำทาน การกราบไหว้เคารพบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวันขึ้นปีใหม่คือการต้อนรับวันใหม่ที่สดใสของปีใหม่ เพราะการได้ทำบุญทำทาน การกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยให้จิตใจของผู้กระทำบังเกิดความสุขสงบและความปีติเบิกบาน ทำให้หัวใจเปี่ยมล้นไปด้วยความอิ่มเอมปรีดา และเป็นการเตือนตนเองว่า เมื่อเราได้เข้ามาเคารพบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และดีงามแล้ว เราก็จะยึดมั่นในหลักของความดีความงามสืบต่อไป

 

วัดพระธุาตุหริภุญไชยวรมหาวิหาร จังหวัดลำพูน

การเริ่มต้นศักราชด้วยการทำความดีจะทำให้การเริ่มต้นชีวิตในปีใหม่ของคุณดำเนินไปอย่างราบรื่น ผ่านพ้นอุปสรรคทั้งปวงได้ เพราะว่าการทำบุญทำทานจะช่วยให้จิตใจของผู้กระทำความดีบังเกิดความเบิกบาน และปีติในการกระทำสิ่งดีสิ่งงาม แล้วเมื่อได้กระทำความดีต่อเนื่องสืบต่อไปทุกๆ วัน ก็จะยิ่งทำให้จิตใจของผู้กระทำความดีเบิกบาน สดใสตลอดไปและเมื่อได้ระลึกถึงการทำความดีขึ้นมาครั้งใด ผู้ที่ได้กระทำความดีก็จะบังเกิดความปลื้มปริ่มและปรีดิ์เปรมทุกครั้งไป

ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้ ไม่ได้เชิญชวนคุณไปเที่ยวที่ไหนเฉพาะเจาะจงเป็นพิเศษ เพราะเห็นว่าตลอดปีที่ผ่านมานั้นได้ชวนคุณไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศมามากแล้ว ดังนั้นจึงแค่อยากจะเรียนกับคุณๆ ว่า ไม่ว่าคุณจะอยู่ในที่แห่งใดในช่วงปีใหม่นี้ ถ้าหากคุณสะดวกที่จะไปทำบุญทำทาน ไหว้พระไหว้เจ้า กราบไหว้นมัสการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุณเคารพนับถือแล้ว ก็หวังว่าคุณจะหาโอกาสไปในช่วงปีใหม่นี้

 

วัดพระแก้ว จังหวัดเชียงราย

แต่ที่สำคัญไม่น้อยก็คือ เมื่อคุณๆ ได้ไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เรียบร้อยแล้ว ก็ขอเชิญชวนให้คุณๆ ไปกราบขอพรจากคุณพ่อคุณแม่ คุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย รวมถึงลุงป้าน้าอาของคุณด้วย เพราะบางคนอาจจะหลงลืมไปว่า คุณพ่อคุณแม่คือพระหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แสนประเสริฐที่สุดในบ้านของคุณทุกคน บางคนตระเวนไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วทุกสารทิศ แต่กลับลืมกราบไหว้พระที่แสนประเสริฐในบ้านของตัวเอง ซึ่งถือว่าเป็นการมองข้ามสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญที่สุดในชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย

ส่วนภาพประกอบคอลัมน์ในสัปดาห์นี้ Mr. Flower เลือกนำภาพจากวัดพระแก้วมรกต เชียงราย วัดพระธาตุหริภุญไชยวรมหาวิหารลำพูน อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล จันทบุรี และมัสยิดกลาง ปัตตานี มาฝากแฟนคอลัมน์ เพราะเป็นสถานที่สำคัญที่ Mr.Flower เคยพาคุณไปกราบนมัสการและเยี่ยมชมมาแล้วในปี 2561

และเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ 2562 Mr.Flower ขอกราบอาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และคุณความดีของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก ที่แต่ละท่านให้ความเคารพนับถือ ได้โปรดคุ้มครองอภิบาลทุกท่านให้ประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีความสุขกาย สุขใจ ตลอดปี 2562 และตลอดไป

กราบขอบพระคุณแฟนคอลัมน์ที่ให้การสนับสนุนหนังสือพิมพ์แนวหน้า และสนับสนุน Mr.Flower ด้วยดีมาโดยตลอด

Happy New Year 2019 สุขสันต์วันปีใหม่ 2562  

ปีหน้าและปีต่อๆ ไป เราจะไปท่องเที่ยวเที่ยวด้วยกันอีกครับ

อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล จังหวัดจันทบุรี

อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล จังหวัดจันทบุรี

อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล จังหวัดจันทบุรี

อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล จังหวัดจันทบุรี

อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล จังหวัดจันทบุรี

อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล จังหวัดจันทบุรี

อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล จังหวัดจันทบุรี

อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล จังหวัดจันทบุรี

มัสยิดกลาง จังหวัดปัตตานี

มัสยิดกลาง จังหวัดปัตตานี

มัสยิดกลาง จังหวัดปัตตานี

มัสยิดกลาง จังหวัดปัตตานี

มัสยิดกลาง จังหวัดปัตตานี

มัสยิดกลาง จังหวัดปัตตานี

มัสยิดกลาง จังหวัดปัตตานี

มัสยิดกลาง จังหวัดปัตตานี

ตะลอนเที่ยว : ‘อุ่นไอรัก คลายความหนาว สายนํ้าแห่งรัตนโกสินทร์’ผูกใจ ผูกสัมพันธ์ สังคมไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/384460

ตะลอนเที่ยว : ‘อุ่นไอรัก คลายความหนาว สายนํ้าแห่งรัตนโกสินทร์’ผูกใจ ผูกสัมพันธ์ สังคมไทย

ตะลอนเที่ยว : ‘อุ่นไอรัก คลายความหนาว สายนํ้าแห่งรัตนโกสินทร์’ผูกใจ ผูกสัมพันธ์ สังคมไทย

วันอาทิตย์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“คุณไปเที่ยวชมงานอุ่นไอรัก คลายความหนาว สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์ มาแล้วกี่รอบครับ”

คำถามนี้ถูกถามกันอย่างแพร่หลายในสังคมไทย ในยามนี้

หลายคนไปงานนี้มาแล้วไม่น้อยกว่า 7 ครั้ง สาเหตุที่ไปเที่ยวงานนี้บ่อยๆ และยืนยันจะไปอีกหลายครั้งจนกว่างานจะจบลง ก็เพราะหลงใหลในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเป็นไทย และได้ย้อนรำลึกถึงความอบอุ่นรุ่งเรืองของบ้านเมืองสยาม เมื่อครั้งแผ่นดินรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง พระปิยมหาราชเจ้าเมื่อร้อยกว่าปีล่วงมาแล้ว

สำหรับผู้ที่มีความรู้เชิงประวัติศาสตร์เป็นอย่างดีก็จะนึกได้โดยพลันว่า เมื่อครั้งรัชสมัยของสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้านั้น เคยมีงานเถลิงพลับพลา และงานปีสวนดุสิต ซึ่งในงานจะมีการเจริญพระพุทธมนต์ ถวายภัตตาหารพระสงฆ์ พระราชทานเลี้ยงน้ำชาแก่พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชบริพาร รวมถึงข้าราชการ และมีการประกวดประขันเครื่องชิ้นโต๊ะตกแต่งพลับพลา และพระราชทานสิ่งของแก่พสกนิกรที่เข้าเฝ้าฯ รวมถึงมีการแสดงการละเล่นรื่นเริงต่างๆ อีกมากมาย

หลังจากการจัดงานเถลิงพลับพลา และงานปีสวนดุสิตแล้ว ในปีต่อๆ มาได้จัดงานฤดูหนาวที่วัดเบญจมบพิตร ซึ่งเป็นงานใหญ่ มีการออกร้านของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และร้านรวงของพระบรมวงศานุวงศ์ รวมถึงเจ้านายฝ่ายหน้าและฝ่ายใน และร้านของข้าราชบริพาร และร้านค้าอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมงาน และทอดพระเนตรร้านรวงรวมถึงซุ้มต่างๆ ด้วย

หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิสกุล ทรงนิพนธ์ว่า“…ทุกคนที่ก้าวเข้าประตูเหล็กแดงเข้าไปแล้ว จะรู้สึกเหมือนเมืองๆ หนึ่งที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ผู้คนแต่งตัวสวยๆ งามๆ ร้านจัดกันอย่างประณีตและเรียบร้อย ไม่มีเสียงอึกทึกครึกโครม นอกจากเสียงดนตรีเบาๆ พอได้ยิน พูดกันไม่ต้องตะโกน ไม่มีคนแน่นถึงกับเบียดเสียดกัน ทุกคนจะได้เฝ้าในหลวงของเขาทั่วกัน ใครอยากเฝ้าก็นั่งอยู่หน้าร้าน เวลาเสด็จผ่านทาง หยุดทอดพระเนตรและทักทายเจ้าของร้าน ทั้งครอบครัวก็ได้เฝ้าใครอยากทูลอะไร อยากถวายอะไร ก็ถวายได้…”

ครั้นถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า รัชกาลที่ 6 ทรงสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมชนกนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯจัดงานฤดูหนาว เพื่อหารายได้สมทบทุนเพื่อการกุศล ณ สโมสรสนามเสือป่า พระราชวังดุสิต ในบางปีก็โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายไปจัดงานในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน และย้ายไปจัด ณ พระราชอุทยานสราญรมย์ และพื้นที่สนามไชย ข้างพระราชอุทยานฯ นี่คือบรรยากาศอันแสนวิจิตร และอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความรัก ความผูกพัน ซึ่งสร้างความอบอุ่นใจให้กับผู้ไปเยือนเมื่อยุคกว่าหนึ่งศตวรรษที่ล่วงมาแล้วแล้วก็นับว่าเป็นความโชคดีของคนไทยที่ได้หวนกลับไปสู่บรรยากาศอันแสนวิจิตร และเต็มไปด้วยความอบอุ่นเหมือนเช่นเมื่อครั้งอดีต

งานอุ่นไอรัก คลายความหนาว สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 ธันวาคม2561 ถึงวันที่ 19 มกราคม 2562 ณ พระลานพระราชวังดุสิต และสนามเสือป่า กรุงเทพฯ พื้นที่การจัดงานแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ เขตพระลานพระราชวังดุสิต จัดนิทรรศการและกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำ และเกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลปัจจุบันเขตสนามเสือป่า จัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในร้านค้าของพระบรมวงศานุวงศ์ หน่วยงานจากภาครัฐและเอกชน และเขตร้านอาหารเครื่องดื่ม จัดจำหน่ายอาหารชาววัง อาหารพื้นบ้านจากทุกภูมิภาคของไทย แบ่งเป็นตลาดน้ำ ตลาดบก การแสดงสาธิตศิลปวัฒนธรรมอันเป็นภูมิปัญญาของชาวไทยจากทุกภาค

นอกจากนี้ในแต่ละวันจะมีการแสดงอันวิจิตรจากหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้ความบันเทิงกับผู้เข้าชมงานอีกด้วย โดยส่วนใหญ่การแสดงบนเวทีจะเริ่มในเวลาตั้งแต่ 16.00-21.00 น.

สำหรับผู้ที่ไปเที่ยวชมงานอุ่นไอรัก คลายความหนาว สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์ มาแล้วหลายครั้งคงทราบดีว่าการเที่ยวงานนี้ให้ได้อรรถรสอย่างเต็มเปี่ยมนั้น ต้องแต่งกายด้วยชุดไทยในยุครัชกาลที่ 5และ 6 แล้วเข้าไปเที่ยวชมงานด้วยความภาคภูมิใจ ส่วนผู้ที่ยังไม่เคยไปเที่ยวชมงานนี้ ก็ขอเชิญชวนให้คุณได้ไปสัมผัสสักครั้ง แล้วเชื่อเหลือเกินว่าคุณจะหลงรักบรรยากาศของงาน และจะภาคภูมิใจกับมรดกทางประวัติศาสตร์ชิ้นนี้ของไทย

หมายเหตุ คุณสามารถเช่าชุดไทยตามแบบฉบับที่คุณชื่นชอบได้ภายในบริเวณงาน โดยมีสถานที่เช่าชุดไทย ณ บริเวณใกล้ประตูทางเข้าสวนสัตว์ดุสิต เขาดินวนา ด้านตรงกันข้ามกับอาคารรัฐสภา งานนี้เปิดให้เข้าชมฟรี เพียงแต่คุณต้องนำบัตรประจำตัวประชาชนติดตัวไปด้วย หรือหากคุณชวนเพื่อนต่างชาติไปเที่ยวด้วยโปรดนำหนังสือเดินทางติดตัวไปด้วย

อุ่นไอรัก คลายความหนาว สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์ สายสัมพันธ์แห่งความเป็นไทย ที่เชื่อมร้อยรัดดวงใจคนไทยให้ใกล้ชิดสนิทกัน

ตะลอนเที่ยว : เกาซุง (Kaohsiung) เมืองที่ศิลปะผสมผสานอย่างลงตัวกับอุตสาหกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/383125

ตะลอนเที่ยว : เกาซุง (Kaohsiung) เมืองที่ศิลปะผสมผสานอย่างลงตัวกับอุตสาหกรรม

ตะลอนเที่ยว : เกาซุง (Kaohsiung) เมืองที่ศิลปะผสมผสานอย่างลงตัวกับอุตสาหกรรม

วันอาทิตย์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

บางคนอาจจะคิดเอาเองแบบพื้นๆ ตื้นๆ ว่า เมืองอุตสาหกรรมก็คือเมืองที่เต็มไปด้วยโรงงานอุตสาหกรรม มีปล่องควันสูง ๆ มีมลภาวะแพร่กระจายมากมาย และมีแต่ความเร่งรีบร้อนรน ความวุ่นวายของผู้คน แต่ความจริงแล้วเมืองอุตสาหกรรมหลักของไต้หวัน อย่างเช่น เกาซุง ซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญทางตอนใต้ของเกาะไต้หวัน เมืองที่เต็มไปด้วยโรงงานอุตสาหกรรม มากมายและขวักไขว่ไปด้วยเรือสินค้าขนาดใหญ่จากนานาชาติที่จอดรับ-ส่งสินค้าอยู่ ณ ท่าเรือ และยังเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้า ซึ่งเคยมีตึกที่สูงที่สุดของไต้หวันตั้งอยู่ในเมืองเกาซุง คือตึก 85 Sky Tower (ความสูงของตัวตึก 347.5 เมตร หากรวมความสูงของเสาอากาศเข้าไปด้วยก็จะสูงถึง 378 เมตร ตึกนี้เริ่มสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ.1994 สำเร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ.1997)

แต่ทว่าเมื่อผู้มาเยือนได้เข้าไปสัมผัสเมืองเกาซุงอย่างใกล้ชิดแล้วจะรู้ได้ทันทีว่าเมืองอุตสาหกรรมสำคัญแห่งนี้ มิได้เป็นเมืองที่ไร้ศิลปะ ไร้วัฒนธรรม แต่ตรงกันข้ามกลับเป็นเมืองที่ให้ความสำคัญกับสุนทรียศาสตร์ในด้านต่างๆ อย่างน่าอัศจรรย์ ด้วยความตั้งใจจริงของผู้บริหารและผู้คนที่เป็นสมาชิกของเมือง

ผู้บริหารเมืองเกาซุงบอกว่า เมืองที่เป็นเขตอุตสาหกรรมนั้นจำเป็นต้องมีศูนย์ศิลปะ หอศิลป์ หอแสดงดนตรี คอนเสิร์ตฮอลล์ โรงละคร และหอสมุดสาธารณะที่ดีที่สุดเพื่อให้บริการกับประชาชนทุกคน เพราะถ้าหากเมืองอุตสาหกรรมขาดสิ่งสำคัญเหล่านี้ไปเสียแล้ว ผู้คนก็จะมีจิตใจที่แข็งกระด้าง ไม่มีสุนทรียะในอารมณ์ และจะไม่มีความสุขสมบูรณ์ในการดำรงชีวิต

Mr. Flower ขอบอกตรงๆ ว่าประทับใจในคำพูดของผู้บริหารเมืองเกาซุงมาก แต่ที่มากกว่านั้นก็คือการได้เห็นด้วยตา และได้เข้าไปสัมผัสด้วยตัวเอง แล้วพบว่า หอศิลป์แห่งชาติของเมืองเกาซุง หรือ National Kaohsiung Center for the Arts และ หอสมุดสาธารณะของเกาซุง หรือ Kaohsiung Main Public Library คือรมณียสถานของผู้คนอย่างแท้จริง

หอศิลป์แห่งชาติของเมืองเกาซุง หอศิลป์ที่ตั้งอยู่ ณ เขตฐานทัพเรือเก่าของเมือง สำหรับความใหญ่โตของตัวหอศิลป์ก็ตกประมาณสนามฟุตบอลมาตรฐาน 4 สนามรวมกัน โดยยังไม่นับรวมพื้นที่สวนเขียวขจีอีกหลายร้อยไร่ซึ่งล้อมรอบตัวหอศิลป์ หากนับรวมพื้นที่ทั้งหมดแล้วก็ตกประมาณ 10 เฮกเตอร์ สถาปัตยกรรมของหอศิลป์แห่งนี้เป็นการผสมผสานรูปลักษณ์ของต้นไทรเข้ากับรูปร่างของเรือเดินสมุทรขนาดมหึมา เนื่องจากเกาซุงเป็นเมืองแห่งต้นไทรและเป็นเมืองท่าสำคัญ ดังนั้นจึงทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการสร้างหอศิลป์ให้มีความสอดประสานกันระหว่างต้นไทรและเรือเดินสมุทร หอศิลป์แห่งนี้ประกอบด้วย คอนเสิร์ตฮอลล์ โรงละครโอเป-รา โรงแสดงละคร Recital Hall หรือห้องแสดงดนตรีเดี่ยว และหอสำหรับบรรยาย โรงละครกลางแจ้ง ส่วนกิจกรรมการแสดงต่างๆ ณ หอศิลป์แห่งนี้ก็มีการจัดแสดงตลอดปี โดยมีทั้งการแสดงของไต้หวันและการแสดงจากนานาชาติ แต่ที่น่าประทับใจคือ หอศิลป์แห่งนี้ได้รับการดูและสนับสนุนโดยภาครัฐร่วมกับเอกชน ซึ่งนับว่าน่ารักมากจนเกินจะบรรยายเป็นคำพูดได้ นับว่าแตกต่างจากเมืองไทยอย่างสิ้นเชิง เพราะภาครัฐและภาคเอกชนของไทยมักจะไม่เหลียวแลและให้การสนับสนุนหอศิลป์ เนื่องจากเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลืองเงินงบประมาณ ดังนั้นเมืองไทยของเราก็จึงขาดแคลนหอศิลป์และการแสดงงานศิลปะที่ดีไปอย่างน่าใจหาย

ส่วนสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้หอศิลป์ของเมืองเกาซุงคือ หอสมุดสาธารณะแห่งเกาซุง หอสมุดแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางเขตเศรษฐกิจสำคัญของเมือง ซึ่งราคาที่ดินสูงมาก การที่เมืองเกาซุงกล้าเปิดหอสมุดสาธารณะกลางเมืองเช่นนี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่าผู้บริหารเมืองและนักธุรกิจในเมืองเกาซุงต่างให้ความสำคัญกับแหล่งสร้างเสริมสติปัญญาของประชาชนมากกว่าเห็นแก่เงิน และที่สำคัญคือหอสมุดนี้เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 4 ทุ่ม ยกเว้นเฉพาะวันหยุดประจำชาติเท่านั้น

ผู้คนที่ไปใช้บริการหอสมุดแห่งนี้บอกว่า เมืองที่ขาดแคลนหอสมุดดีๆ ย่อมแสดงให้เห็นว่าเมืองนั้นไร้แหล่งสติปัญญา และผู้คนที่ไร้สติปัญญาก็ย่อมไม่สามารถสร้างสรรค์ให้เมืองและชุมชนมีความเจริญรุ่งเรืองและผาสุกได้

หอสมุดสาธารณะเมืองเกาซุงให้ความสำคัญกับการรักษาสภาพแวดล้อมอย่างมาก เพราะเน้นแนวคิด green และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อาคารหอสมุดมีทั้งหมด 10 ชั้น รวมชั้นใต้ดินและชั้นดาดฟ้า หรือ roof top ด้วย โดยชั้นดาดฟ้าทำเป็นสวนขนาดใหญ่ ความน่าสนใจของหอสมุดแห่งนี้คือ มีห้องสมุดสำหรับเด็ก มีหนังสือภาษาต่างๆ เตรียมไว้ให้เด็กได้อ่าน (รวมหนังสือภาษาไทยด้วย)มีการจัดบรรยายการให้สามารถดึงดูดเด็กๆ ให้เข้าไปอยู่ในโลกของหนังสือ โดยใช้สีสันสดใส และภาพตัวการ์ตูนที่เป็นมิตรกับเด็กๆ และจัดเตรียมห้องน้ำน่ารักๆ ไว้สำหรับเด็กด้วย แต่ที่สำคัญที่สุดคือ มีการดูแลรักษาสุขภาพให้กับเด็ก โดยการอบหนังสือทุกเล่มด้วยตู้อบแสงอินฟราเรด เพื่อป้องกันเชื้อโรคต่างๆ ที่อาจจะติดมากับหนังสือแล้วแพร่กระจายสู่เด็กซึ่งยังมีภูมิต้านทานโรคต่ำ นี่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของผู้บริหารเมืองที่มีต่อเด็กอย่างชัดเจน และเป็นที่แน่นอนว่าหอสมุดในยุคนี้ต้องเป็นสถานที่ที่สามารถดึงดูดให้ผู้คนอยากเข้าไปใช้บริการได้โดยสะดวกสบาย ดังนั้นจึงจัดเตรียมหนังสือทั้งที่เป็นกระดาษ และอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงซีดีเสียงและภาพ และวีดิทัศน์ต่างๆ ไว้ให้บริการอย่างพร้อมสรรพ ส่วนการยืมและคืนหนังสือก็แสนสะดวก สามารถคืนหนังสือได้ตลอดเวลาด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ถึงแม้จะหอสมุดจะปิดให้บริการ ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลกับการถูกปรับเมื่อคืนหนังสือไม่ตรงเวลา

เห็นแล้วใช่ไหมครับว่า เมืองที่มีความเจริญ ผู้คนมีสติปัญญา และมีความสุข เมืองนั้นจะต้องมีแหล่งสะสมศิลปวิทยาการมีหอสมุด มีหอศิลป์ มีแหล่งให้ความรู้ความบันเทิงที่เต็มไปด้วยสาระและมีคุณภาพ ดังนั้นเมืองที่ผู้คนเจริญแล้วจึงไม่เน้นการสร้างแหล่งมอมเมาประชาชน ไม่เน้นการหลอกล่อให้ประชาชนลุ่มหลงอยู่กับสิ่งไร้สาระ และบ้าคลั่งอยู่กับสิ่งที่ดูเสมือนเป็นความบันเทิง แต่ทว่าจริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่เบาปัญญา

ตะลอนเที่ยววันนี้ไม่ได้ตั้งเป้าจะชวนคุณไปเที่ยวที่ไหน แต่ต้องการตั้งคำถามกับคุณ ๆ ว่า เมืองที่คุณอยู่อาศัยนั้นเป็นเมืองแห่งสติปัญญาหรือเมืองเบาปัญญา คุณคงตอบตัวเองได้ดีที่สุด แต่ถ้าหากคุณมีความต้องการจะท่องเที่ยวและสัมผัสเมืองที่น่าสนใจ โดยให้ Mr. Flower พาคุณไปสัมผัสเมืองนั้นๆ อย่างใกล้ชิด กรุณาติดต่อโทรศัพท์หมายเลข 091 7233615

ตะลอนเที่ยว : ล่องเจ้าพระยา ชมกรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยางามยามค่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/381782

ตะลอนเที่ยว : ล่องเจ้าพระยา ชมกรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยางามยามค่ำ

ตะลอนเที่ยว : ล่องเจ้าพระยา ชมกรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยางามยามค่ำ

วันอาทิตย์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

แม่น้ำเจ้าพระยา หรือแม่เจ้าพระยา คือ สายน้ำแห่งชีวิตของคนไทย โดยเฉพาะผู้ที่อยู่อาศัยทำมาหากินอยู่ในเขตภาคกลางของประเทศไทย สองริมฝั่งเจ้าพระยาจึงเป็นเขตที่อุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยเรือกสวนไร่นา และมีชุมชนใหญ่ตั้งกระจายอยู่เป็นจุดๆ ตลอดสายน้ำ

แม่เจ้าพระยาช่วงที่ไหลผ่านพระราชธานีเก่าของอาณาจักรสยาม คือ กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา หรือ กรุงศรีอยุธยา ได้รับการกล่าวขวัญมานานแสนนานว่างดงามยิ่งนัก เพราะสองฟากฝั่งของเจ้าพระยาที่ไหลเลาะเรียบเกาะเมืองอยุธยา จะบริบูรณ์ไปด้วยวัดวาอาราม ป้อมค่ายป้องกันราชธานี และชุมชนต่าง ๆ ทั้งของชาวสยามและชาวนานาชาติที่เข้ามาทำมาหากินอยู่ในราชธานีแห่งนี้ ชาวต่างชาติที่เข้ามาทำมาหากินในยุคนั้นก็มี อาทิ จีน ญี่ปุ่น อินเดีย ดัทช์ โปรตุเกส ฝรั่งเศส เปอร์เซีย เป็นต้น

มีผู้คนจำนวนมากกล่าวตรงกันว่า กรุงศรีอยุธยางามทั้งในยามกลางวันและยามราตรี ซึ่งก็เป็นความจริงตามนั้นทุกประการ และเพื่อเป็นการยืนยันถึงความงามดังที่ถูกกล่าวไว้ ตะลอนเที่ยววันนี้จึงจะพาคุณๆ ไปชมความงามของเกาะเมืองอยุธยาในยามค่ำ ด้วยการล่องเรือเหนือลำเจ้าพระยาชมพระราชธานีแห่งนี้ในคืนวันเพ็ญ เดือน 12

เราลงเรือเอี้ยมจุ๊นที่ดัดแปลงเป็นเรือสำราญ ซึ่งสามารถให้บริการสมาชิกได้ทั้งหมด 20 คน เริ่มต้นจากหน้าวัดกษัตราธิราช แล้วล่องผ่านหน้าวัดไชยวัฒนาราม ซึ่งฝั่งตรงข้ามวัดไชยฯ คือพระตำหนักสิริยาลัย วัดพุทไธศวรรย์ โบสถ์คริสต์ของนักบุญยอแซฟ (โบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาทอลิกแห่งแรกของอาณาจักรสยาม) ป้อมเพชร (ป้อมปราการสำคัญเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี จุดนี้เป็นที่บรรจบกันของแม่น้ำป่าสัก ลพบุรี และอยุธยา) วัดพนัญเชิง แล้วล่องเรื่อยไปถึงสะพานปรีดี-ธำรง (ปัจจุบันมีสะพานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและสะพานสมเด็จพระเอกาทศรถ สร้างอยู่ติดกับสะพานปรีดี-ธำรง) อันที่จริงสองฝั่งเจ้าพระยาช่วงที่เราล่องเรือชมเมืองนั้นยังมีชุมชนของชาวอยุธยาตั้งอยู่ริมสองฝั่ง และมีวัดเล็กวัดน้อยตั้งอยู่ด้วย เพียงแต่เรือของเราไม่ได้แวะทุกจุดที่ผ่าน

ภาพแห่งความวิจิตรที่เลือกสรรเพื่อนำมาฝากคุณๆ ในทริปนี้ คือภาพวัดพระศรีสรรเพชญ์ ซึ่งอยู่ใกล้ชิดติดกับวิหารหลวงวัดมงคลบพิตร

สำหรับวัดพระศรีสรรเพชญ์ นับเป็นพระอารามหลวงซึ่งเคยเป็นเขตพระราชฐานในพระบรมมหาราชวังเมื่อครั้งยุคกรุงศรีอยุธยา แต่ภายหลังสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระราชทานเขตพระราชฐานให้เป็นเขตพุทธาวาส เพื่อสร้างพระอารามหลวงประจำพระบรมมหาราชวัง แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายพระราชมณเฑียร และพระบรมมหาราชวังขึ้นไปทางทิศเหนือของพระอารามหลวงแห่งนี้ วัดพระศรีสรรเพชญ์ ถือเป็นต้นแบบของพระอารามหลวงประจำพระบรมมหาราชวังซึ่งในกาลต่อมาเมื่อสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนากรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทรฯ ขึ้นเป็นราชธานีของกรุงเทพฯ ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามขึ้นเป็นพระอารามหลวงประจำพระบรมมหาราชวัง ดังปรากฏจนทุกวันนี้

ภาพชุดต่อมาคือวัดไชยวัฒนารามในยามเย็นจนถึงยามค่ำ ซึ่งงดงามประดุจสรวงสวรรค์ โดยเฉพาะในยามค่ำที่พระจันทร์เต็มดวงฝั่งตรงข้ามของวัดไชยวัฒนารามคือพระตำหนักสิริยาลัย

ส่วนภาพประกอบอื่นๆ ก็คือภาพของวัดพุทไธศวรรย์ โบสถ์นักบุญยอแซฟ ป้อมเพชร และสะพานปรีดี-ธำรง

หากคุณๆ สนใจไปชมความงามรอบๆ เกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาด้วยการนั่งเรือล่องไปเรื่อยๆ กับ Mr. Flower แล้วพูดคุยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของพระมหาราชธานีแห่งนี้ โปรดติดต่อที่หมายเลขโทรศัพท์ 091 7233615

ภายในเขตพระบรมมหาราชวังแห่งกรุงศรีอยุธยาราชธานี

วัดไชยวัฒนาราม

สองฝั่งเจ้าพระยาในรอบเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยายามค่ำ

ตะลอนเที่ยว : สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ณ ใจกลางกรุงเทพฯ ช่างแสนงดงามในยามคํ่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/378933

ตะลอนเที่ยว : สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ณ ใจกลางกรุงเทพฯ ช่างแสนงดงามในยามคํ่า

ตะลอนเที่ยว : สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ณ ใจกลางกรุงเทพฯ ช่างแสนงดงามในยามคํ่า

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คุณเคยล่องเรือชมสองฟากฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงที่ลำน้ำแห่งชีวิตของประเทศไทยไหลผ่านกรุงเทพมหานครเขตชั้นในหรือไม่ แล้วขอถามต่อไปว่าคุณเคยลอยเรือชมสองฝั่งเจ้าพระยาในยามค่ำหรือไม่

หากคุณยังไม่เคยชมความงดงามของตึกรามบ้านช่องที่ตั้งอยู่บนสองฟากฝั่งเจ้าพระยาที่ไหลเรื่อยในเขตกรุงเทพฯ ชั้นในเมื่อยามราตรีแล้ว Mr. Flower ขอบอกว่าคุณพลาดการชมความงามของกรุงเทพฯ ในส่วนนี้ไปอย่างน่าเสียดาย

ขอเรียนย้ำว่าสายน้ำเจ้าพระยาช่วงที่ไหลผ่านเขตพระบรมมหาราชวัง หรือวังหลวงของกรุงรัตนโกสินทร์ คือภาพแห่งความวิจิตร เสมือนว่าคุณได้เห็นสรวงสวรรค์วิมานชั้นฟ้า ยิ่งยามแสงไฟที่สาดฉายต้องกับองค์พระมหาปราสาท และองค์พระที่นั่งต่างๆในเขตพระบรมมหาราชวัง ดูราวกับว่ากรุงเทพฯ คือเมืองที่ทาทาบไปด้วยทองเนื้อดีที่สุกสกาวอร่ามเรือง

นอกจากความวิจิตรอลังการของพระบรมมหาราชวังในยามค่ำแล้ว ยังมีความวิจิตรพิสดารที่งามจนเกินบรรยายของพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร ภาพของพระปรางค์ที่สูงสง่างดงามยามเมื่อต้องแสงไฟสีทองอร่าม โดยมีฉากหลังที่มืดมิด ช่วยขับสีสันให้องค์พระปรางค์เด่นจนเสมือนว่าลอยอยู่กลางห้วงเวหาหาวเมื่อยิ่งมองก็ยิ่งฉงนใจว่าเหตุใดหนอ บรรพบุรุษของชนชาติไทยจึงสามารถสร้างสิ่งมหัศจรรย์เช่นนี้ขึ้นมา โดยแต่ทั้งหมดก็บังเกิดขึ้นได้ด้วยศรัทธาอันแรงกล้าที่มีพระบวรพุทธศาสนาและด้วยความจงรักภักดีอย่างสูงสุดที่มีต่อองค์พระมหากษัตริยาธิราชเจ้า

สองฟากฝั่งเจ้าพระยาดารดาษไปด้วยโบสถ์วิหารและศาสนสถานของศาสนาต่างๆ เช่น พุทธ คริสต์ อิสลาม แล้วยังอุดมไปด้วยตึกรามบ้านช่องที่ก่อสร้างมาตั้งแต่ยุคโบราณ เช่น อาคารสุนันทาลัย (Royal Seminary)ซึ่งล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อพระราชทานเป็นพระราชอนุสรณ์แด่สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี รวมถึงอาคารราชนาวิกสภา และพระราชวังเดิม หรือพระราชวังแห่งกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร ป้อมวิไชยประสิทธิ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดระฆังโฆสิตารามวัดกัลยาณมิตร โบสถ์วัดซางตาครู้ส วัดประยุรวงศาวาส โบสถ์กาลหว่าร์ บ้านพักของเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย อาคารเก่าของโรงแรมโอเรียนเต็ล อาคารเก่าอายุกว่าร้อยปีซึ่งเดิมเคยเป็นที่ตั้งบริษัทอีสต์เอเชียติก รวมถึงบ้านบางยี่ขัน ของเจ้าพระยาชลภูมิพานิช นอกจากนี้สองฟากฝั่งเจ้าพระยายังมีศาลเจ้าจีนที่งดงาม เช่น ศาลเจ้าแม่หม่าโจ้ว และมีโกดังสินค้าจีน หรือล้ง ที่ถูกดัดแปลงให้กลายเป็นสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ของศิลปะจีนในยุคโบราณและที่ขาดมิได้ก็คือตลาดริมน้ำเจ้าพระยา เช่นตลาดท่าเตียน ตลาดท่าช้างวังหลัง ตลาดยอดพิมาน ตลาดท่ามหาราช

เมื่อเอ่ยถึงแม่น้ำเจ้าพระยาก็จะลืมเลือนโรงพยาบาลศิริราช หรือโรงพยาบาลวังหลังไปเสียมิได้ เพราะโรงพยาบาลแห่งนี้คือโรงพยาบาลแรกของประเทศไทย โรงพยาบาลที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ของมหาชนชาวสยาม และคนไทยในยุคปัจจุบันต่างจดจำได้ดีว่าโรงพยาบาลศิริราชคือที่ประทับเพื่อรักษาพระวรกายของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จวบจนถึงวันเสด็จสวรรคต

เมื่อได้เห็นโรงพยาบาลศิริราชแล้ว ก็ต้องมองไปยังฝั่งตรงกันข้ามก็จะพบกับดินสอโดมแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ แล้วเมื่อล่องเรือไปเรื่อยๆจนลอดสะพานพระปิ่นเกล้า แล้วเลยไปอีกไม่นานก็จะพบกับสะพานพระราม 8

ทริปนี้ Mr. Flower พาคุณล่องเรือสองฝั่งเจ้าพระยายามค่ำ เริ่มจากบริเวณสะพานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไปสิ้นสุดที่สะพานพระราม 8 หากคุณสนใจร่วมล่องเรือ และรับทานอาหารค่ำ แล้วพูดคุยสรวลเสเฮฮาแบบอย่างเป็นกันเอง โปรดติดต่อที่โทรศัพท์หมายเลข 091-7233615 Mr. Flower ยินดีพาคุณล่องเจ้าพระยาในยามค่ำ แล้วชื่นชมความงดงามของบ้านเรือนและโบราณสถานริมสองฝั่งเจ้าพระยา