ตะลอนเที่ยว : พระเขี้ยวแก้ว เมืองแคนดี ศรีลังกา

ตะลอนเที่ยว : พระเขี้ยวแก้ว เมืองแคนดี ศรีลังกา

ตะลอนเที่ยว : พระเขี้ยวแก้ว เมืองแคนดี ศรีลังกา

วันอาทิตย์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 08.00 น.

เขียนถึงเรื่องพระเขี้ยวแก้ว แห่งเมืองแคนดี ศรีลังกา มาหลายครั้งแล้ว วันนี้จึงไม่ลงรายละเอียดประวัติพระเขี้ยวแก้ว แต่จะมาชวนคุณที่สนใจไปกราบนมัสการและชมขบวนแห่พระเขี้ยวแก้ว ในงานเทศกาลประจำปี ที่จะเกิดขึ้นเป็นประจำทุกเดือนสิงหาคม 

ปีนี้งานเทศกาลแห่พระเขี้ยวแก้วจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-7 สิงหาคม โดยมีชื่อเทศกาลว่า สมโภชพระเขี้ยวแก้ว หรือ Kandy Esala Perahera โดยมีขบวนแห่พระเขี้ยวแก้วที่จัดแบบสุดอลังการ งดงาม วิจิตร เพราะใช้ช้างหลายเชือกเข้าร่วมขบวนแห่ โดยช้างจะถูกแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างวิจิตรตระการตา และในขบวนแห่งยังมีผู้คนที่ร่วมแสดงศิลปวัฒนธรรมของแคนดีให้ปรากฏแก่สายตาผู้ชมจากศรีลังกาและจากหลายประเทศทั่วโลกที่ไปร่วมงานสำคัญนี้ 

ตามความเชื่อชาวแคนดี ศรีลังกา บอกต่อ ๆ กันว่าพระทันตธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประดิษฐานอยู่ที่แคนดีมานานประมาณ 1,700 ปี จึงได้รับการยกย่องเคารพบูชาว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองแคนดี และไม่อนุญาตให้ใครอัญเชิญพระเขี้ยวแก้วออกนอกเมืองแคนดีอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้ พระเขี้ยวแก้วประดิษฐานอยู่ในวัดทัลฒามัลลิกาวรวิหาร (Sri Dalada Maligawa Temple)

ขอเล่าให้ฟังว่าในวันแห่พระเขี้ยวแก้วนั้น จะมีช้างจำนวนนับร้อยเชือกเข้าร่วมพิธี โดยช้างทุกเชือกจะถูกแต่งองค์ทรงเครื่องให้งดงามราวช้างเนรมิต และยังมีการรำฟ้อนประกอบดนตรี คือการแสดงระบำพื้นเมืองที่สุดแสนวิจิตรทั้งท่าทางร่ายรำ และการแต่งกาย ซึ่งการแห่พระเขี้ยวแก้วนี้ยังคงรักษารูปแบบของขบวนตั้งแต่โบราณกาลมาจนถึงปัจจุบัน โดยในขบวนแห่จะมีผู้ถือคบไฟเป็นพันอัน ทำให้แสงไฟจากคบไฟส่องสว่างงดงามแต่เคร่งขรึม แต่น่าศรัทธา และช่วยให้บรรยากาศดูแสนจะมีมนต์ขลังราวอยู่ในพิธีกรรมที่แสนศักดิ์สิทธิ์ 

ขอบอกว่าช้างสำคัญที่เข้าร่วมขบวนพิธีแห่พระเขี้ยวแก้วนี้ มีหลายเชือกที่เป็นช้างไทย ถูกส่งไปจากไทยเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ซึ่งแสดงให้เห็นความสัมพันธ์อันดีและแนบแน่นระหว่างราชอาณาจักรไทยกับศรีลังกาที่มีความสัมพันธ์ยาวนาน โดยสามารถสืบลึกลงไปถึงยุคสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของอาณาจักรที่ชื่อว่าไทย 

พิธีแห่พระเขี้ยวแก้วเป็นพิธีทางศาสนาพุทธที่นับได้ว่ามีสีสันมากที่สุดพิธีหนึ่ง และยังแสดงให้เห็นถึงความสอดประสานกันระหว่างพุทธศาสนิกชนจากทั่วโลกที่ไปร่วมงาน และยังแสดงถึงความเกี่ยวพันกันระหว่างคน ช้าง และพิธีกรรม อันบ่งบอกถึงศรัทธาที่มวลมนุษย์และช้างที่มีต่อพระพุทธศาสนา

หากคุณสนใจร่วมทริปกราบนมัสการพระเขี้ยวแก้วในช่วงเทศกาลแห่พระเขี้ยวแก้ว โปรดติดต่อ 091 7233615 ด่วน รับสมาชิกเพียง 16 รายเท่านั้นครับ เดินทาง 2-5 สิงหาคม 2568  

by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยว : ทำหมันสุนัขและแมว : ลดจำนวนสัตร์จรจัด

ตะลอนเที่ยว : ทำหมันสุนัขและแมว : ลดจำนวนสัตร์จรจัด

ตะลอนเที่ยว : ทำหมันสุนัขและแมว : ลดจำนวนสัตร์จรจัด

วันอาทิตย์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สุนัขและแมวจรจัดยังคงเป็นภาพที่น่าสังเวชต่อผู้พบเห็นโดยเฉพาะคนที่รักสัตว์ แล้วยังเป็นปัญหาสังคมชนิดหนึ่งของไทยอีกด้วย 

เราต้องยอมรับว่าสุนัข (ต่อไปจะเรียกว่าหมา) และแมวจรจัดยังคงมีอยู่เป็นจำนวนหลายแสนตัว (บางแหล่งระบุว่าหลายล้านตัว) ในสังคมไทย และสังคมทั่วโลก แต่ในที่นี่จะของกล่าวเฉพาะสังคมไทยเท่านั้น 

จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีหน่วยงานใดสามารถระบุจำนวนหมาแมวจรจัดได้อย่างชัดเจน เพราะไม่มีใครมีข้อมูลที่ถูกต้องเที่ยงตรง แต่ถึงกระนั่นเราทุกคนก็รู้ความจริงว่ามีหมาแมวจรจรเต็มเมืองไทย แล้วยิ่งนับวันปัญหานี้ก็จะยิ่งหนักขึ้น สาเหตุเพราะเราไม่ช่วยกันแก้ปัญหา แล้วมิหนำซ้ำ บางคนยังเพิ่มปัญหาให้สังคมอีกด้วย โดยเฉพาะคนที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงโดยปราศจากความรับผิดชอบ เช่น ซื้อสัตว์มาเลี้ยงแล้วไม่ดูแลให้ตลอด โดยบางคนจงใจทิ้งสัตว์เมื่อสัตว์โตขึ้น หรือป่วย ดังนั้น จึงมีภาพหมาแมวถูกรถยนต์ รถจักรยานยนต์ชนจนตาย หรือบาดเจ็บสาหัสพิการ หรือไม่ก็พบภาพหมาแมวกันกัดอย่างรุนแรงจนตายหรือพิการ หรือไม่ก็พบภาพสัตว์จำนวนมากถูกทิ้งไว้ตามกองขยะ

ด้วยความตั้งใจที่จะลดปริมาณสัตว์จรจัด โดยเฉพาะหมาแมวให้ได้ ดังนั้น หนังสือพิมพ์แนวหน้า และคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้ร่วมกันจัดทำโครงการทำหมันหมาแมวจรจัด และฉีดวัคซีนป้องกันโรคกลัวน้ำ รวมถึงฉีดวัคซีนรวม และตรวจสุขภาพหมาแมว ทั้งชนิดมีเจ้าของและจรจัด ให้กับชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย โดยทำโครงการนี้มาแล้วรวม 12 ปี 

ทั้งนี้ ล่าสุดเมื่อวันที่ 6-8 พฤษภาคม 2568 โครงการไปให้บริการสังคม ณ อำเภอบ้านเพ และเกาะเสม็ด จังหวัดระยอง โดยทำหมันสุนัขและแมว รวมทั้งสิ้น 66 ตัว แบ่งเป็นสุนัข 18 ตัว แมว 48 ตัว และฉีดวัคซีนรวม พร้อมตรวจโรคสัตว์เลี้ยง รวมทั้งหมด (ทั้งสุนัขและแมว) 123 ตัว

ขณะเดียวกัน สัตวแพทย์ก็ยังให้ความรู้กับชาวบ้านในเรื่องการดูแลสัตว์ให้มีสุขภาพดี เนื่องจากเห็นว่าสวัสดิภาพของคนในชุมชนจะดีได้ ก็ต่อเมื่อสัตว์เลี้ยงต่าง ๆ ในชุมชุนมีสุขภาพดี ไม่มีโรคภัย ไม่เป็นพาหะนำโรคไปสู่คน และที่สำคัญคือบนเกาะเสม็ดนั้น มีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติเป็นจำนวนมาก จึงต้องการให้นักท่องเที่ยวแล้วผู้คนบนเกาะทุกคนมั่นใจว่าหมาแมวบนเกาะเสม็ดผ่านการทำหมันและฉีดวัคซีนแล้ว เพื่อจะได้มั่นใจว่าเวลาพบเจอหมาแมวบนเกาะแล้วไม่ต้องกังวัลเรื่องโรคพิษสุนัขบ้า

แต่ก็ต้องยอมรับว่าแม้โครงการนี้ดำเนินมายาวนาน แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาหมาแมวจรจัดบนเกาะเสม็ดให้หมดไปได้ เนื่องจากยังคงมีผู้เลี้ยงหมาแมวโดยปราศจากความรับผิดชอบอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย แล้วยังพบว่าคนบางคนนั้นนำหมาแมวที่คลอดได้ไม่นานไปทิ้งที่บ่อขยะบนเกาะ ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องตั้งคำถามกับเทศบาลของเกาะเสม็ดว่า เหตุใดยังปล่อยให้เกิดปัญหานี้

อย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์แนวหน้าในฐานะผู้ประสานงานโครงการนี้ ขอขอบคุณอาจารย์ สัตวแพทย์ และบุคลากร คณะสัตวแพทยศาสตร์ และโรงพยาบาลสัตว์เล็ก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลุ่มเสม็ดรีสอร์ท บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) องค์การบริหารส่วนตำบลเพ อุทยานแห่งชาติแหลมหญ้า หมู่เกาะเสม็ด และขอบคุณชาวบ้านเพ และเกาะเสม็ดที่มีใจรักและเมตตาต่อสัตว์เลี้ยง 

หมายเหตุ โครงการนี้ยังหาบ้านให้หมาแมวจรจัดอีกด้วย ดังนั้น หากคุณมีความสามารถรับหมาแมวไปอุปการะเลี้ยงดูได้ โปรดติดต่อ 091 7233615 

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยว : สัมผัสความงามด้วยตาและใจ ด้วยการย่างก้าวเข้าไปชม

ตะลอนเที่ยว : สัมผัสความงามด้วยตาและใจ ด้วยการย่างก้าวเข้าไปชม

ตะลอนเที่ยว : สัมผัสความงามด้วยตาและใจ ด้วยการย่างก้าวเข้าไปชม

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในยามที่รัฐบาลไทยกำลังเดือดเนื้อร้อนใจ เพราะวิตกว่าเศรษฐกิจไทยจะตกเหวลึกมากไปกว่าเดิม เนื่องจากคนจีนเข้ามาเที่ยวประเทศไทยน้อยลง แต่ก็นับเป็นเรื่องธรรมดาที่รัฐบาลไทยจะเกิดความปริวิตก เพราะเขาเห็นแค่เพียงว่าเงินจากนักท่องเที่ยวจีนคือตัวกระตุ้นเศรษฐกิจไทย แต่ทว่ารัฐบาลไม่เคยมีปัญญาคิดว่า อันที่จริงแล้ว เศรษฐกิจของบ้านเราจะดีขึ้นมาได้ก็ต้องมาจากปัจจัยภายในประเทศด้วย นั่นคือจากการซื้อหา ค้าขาย แลกเปลี่ยนด้วยกันเองของผู้คนภายในบ้านในเมืองของเรา 

คนไทยเท่านั้นที่จะช่วยกันดูแล แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของไทยได่อย่างเป็นรูปธรรม ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นเพียงตัวช่วยเสริมให้เศรษฐกิจไทยเติบโตขึ้น เพราะฉะนั้น เราจึงต้องให้ความสำคัญกับผู้คนของเราเป็นอันดับแรก ต้องเน้นให้ตลาดในบ้านของเราดำเนินต่อไปด้วยแรงสนับสนุนของคนไทยด้วยกันเอง

วันนี้ Mr. Flower ชวนคุณ ๆ ไปเที่ยว ไปชม ไปช้อป ไปชิม และไปประทับใจกับความงดงาม และมนต์เสน่ห์ของสถานที่สำคัญต่าง ๆ ในบ้านเมืองของเราด้วยกัน โดยเราจะเน้นการเดินทอดน่อง แล้วค่อย ๆ ละเลียดความงดงามของศิลปวัฒนธรรมในบ้านเมืองของเรา แม้ศิลปวัฒนธรรมบางอย่างจะไม่ใช่ของไทยแท้แต่ดั่งเดิม เพราะว่ามีรากเหง้ามาจากชนเชื้อชาติอื่นที่เข้ามาดำเนิดชีวิตบนแผ่นดินสยาม (ไทย) ตั้งแต่โบราณกาลแล้ว แต่คนไทย (สยาม) ก็สามารถผสมกลมกลืนศิลปวัฒนธรรมของต่างชาติให้ผสมผสานไปกับของไทยได้อย่างงดงามและลงตัว ไม่ทำให้เกิดความรู้สึกแตกแยกแปลกประหลาด

วันนี้ เราไปกราบไหว้นมัสการพระพุทธรูป และเที่ยวชมวัดเครือวัลย์ วัดกัลยาณมิตร และไปกราบมมัสการพระเยซูเจ้า และเที่ยวชมวัดซางตาครูส กราบไหว้ศาลเจ้าเกียงอันเกง แล้วเดินเที่ยวชมชิมช้อปย่านกุฎีจีน อันที่จริงหากจะให้ครบรสชาติของการผสมกลมกลืนกันระหว่างพุทธ คริสต์ อิสลาม และศาลเจ้าจีน ก็ต้องไปเจริญพาสน์ด้วย แต่เพียงแค่มีเวลาจำกัด ดังนั้น ทริปนี้จึงไม่ได้พาไปเที่ยวเจริญพาสน์

เริ่มจากวัดเครือวัลย์ วรวิหาร วัดที่สร้างในรัชสมัยรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยผู้สร้างวัดคือเจ้าพระยาอภัยภูธร (น้อย บุณยรัตพันธุ์) และพระธิดาคือเจ้าจอมเครือวัลย์ ในรัชกาลที่ 3

ภายในพระอุโบสถของวัดเครือวัลย์มีความแตกต่างจากพระอุโบสถอื่น ๆ คือพระประธานเป็นปางห้ามพยาธิ ประทับยืน ยกพระหัตถ์ขวาขึ้นเสมอพระอุระ หงายพระหัตถ์ขาวออก ส่วนพระกรซ้ายทอดยาววางแนบพระวรกาย ภายในพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังพระเจ้า 500 พระชาติ และที่สำคัญคือยังมีภาพจิตรกรรมบนบานประดูและหน้าต่างเป็นภาพฉัตร โดยที่บานประตูคือภาพฉัตร 5 ชั้น ส่วนที่หน้าต่างคือฉัตร 7 ชั้น 

วัดต่อไปคือวัดกัลยาณมิตร วรมหาวิหาร วัดนี้สร้างในรัชสมัยรัชกาลที่ 3 สร้างโดยเจ้าสัวโต เจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต กัลยาณมิตร) แล้วรัชกาลที่ 3 พระราชทานนามว่าวัดกัลยาณมิตร 

พระประธานในพระอุโบสถวัดกัลยาณมิตรคือพระพุทธไตรรัตนนายก หรือหลวงพ่อโต ซำปอกง พระพุทธรูปปางมารวิชัย 

ภายในเขตวัดกัลยาฯ มีศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมแบบจีนผสมกลมกลืมอยู่อย่างลงตัว และยังมีระฆังใบใหญ่มหึมาด้วย ส่วนใกล้ ๆ กับวันกัลยาฯ คือศาลเจ้าเกียนอันเกง คือศาลของเจ้าแม่กวนอิม ของคนจีนฮกเกี้ยนที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระมหากษัตริย์ไทยตั้งแต่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น

ไม่ไกลจากวัดกัลยาฯ คือที่ตั้งของอาสนวิหารวัดซางตาครูส หรือวัดกุฎีจีน ของคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาธอลิค โบสถ์คริสต์แห่งนี้สร้างในสมัยกรุงธนบุรี แต่เดิมโบสถ์นี้สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง แต่ถูกไฟไหม้ จึงต้องสร้างใหม่แบบก่ออิฐถือปูน เป็นสถาปัตยกรรมแบบนิโอคลาสสิคผสมเรเนอซองส์ โดยโดมของโบสถ์ถอนแบบมาจากมหาวิหารฟลอเรนซ์ แคว้นทัสคานี อิตาลี 

และยังมีชุมชนกุฏีจีนอยู่ใกล้ ๆ กับโบสถ์ซางตาครูส วัดกัลยาฯ ศาลเจ้าเกียนอันเกง ชุมชนกุฏีจีนคือที่อยู่ของชาวไทยเชื้อสายจีนผสมกับโปรตุเกส ที่อพยพหนีภัยสงครามเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่สอง แล้วมาตั้งรกราก ณ บริเวณนี้ ในชุมชนยังคงมีบ้านเรือนเก่าที่แสนคลาสสิคหลงเหลืออยู่ แต่บางหลังก็ทรุดโทรมมาก คงแค่เพียงรอยอดีตที่แสนงดงาม แต่เมื่อมาชุมชนกุฎีจีนแล้ว สิ่งที่ต้องซื้อหามากินคือขนมฝรั่งกุฎีจีน เป็นลูกผสมระหว่างขนมของโปรตุเกสกับจีน  

วันหน้าจะพาคุณไปเที่ยวชุมชนอื่น ๆ ในกรุงเทพฯ ด้วยกันอีก เพราะยังมีอีกหลายสิบชุมชนที่น่าจะเที่ยวชมและสัมผัสมนต์เสน่ห์ของชุมชน หากสนใจร่วมทริปเดินทอดน่อง ท่องทั่วกรุงเทพฯ กับ Mr. Flower โปรดติดต่อ 091 7233615 

หมายเหตุ ขอบคุณภาพประกอบจากกลุ่มเที่ยว อิ่ม บุญ  

by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยว : สัมผัสความงามด้วยตาและใจ ด้วยการย่างก้าวเข้าไปชม

ตะลอนเที่ยว : สัมผัสความงามด้วยตาและใจ ด้วยการย่างก้าวเข้าไปชม

ตะลอนเที่ยว : สัมผัสความงามด้วยตาและใจ ด้วยการย่างก้าวเข้าไปชม

วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในยามที่รัฐบาลไทยกำลังเดือดเนื้อร้อนใจ เพราะวิตกว่าเศรษฐกิจไทยจะตกเหวลึกมากไปกว่าเดิม เนื่องจากคนจีนเข้ามาเที่ยวประเทศไทยน้อยลง แต่ก็นับเป็นเรื่องธรรมดาที่รัฐบาลไทยจะเกิดความปริวิตก เพราะเขาเห็นแค่เพียงว่าเงินจากนักท่องเที่ยวจีนคือตัวกระตุ้นเศรษฐกิจไทย แต่ทว่ารัฐบาลไม่เคยมีปัญญาคิดว่า อันที่จริงแล้ว เศรษฐกิจของบ้านเราจะดีขึ้นมาได้ก็ต้องมาจากปัจจัยภายในประเทศด้วย นั่นคือจากการซื้อหา ค้าขาย แลกเปลี่ยนด้วยกันเองของผู้คนภายในบ้านในเมืองของเรา 

คนไทยเท่านั้นที่จะช่วยกันดูแล แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของไทยได่อย่างเป็นรูปธรรม ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นเพียงตัวช่วยเสริมให้เศรษฐกิจไทยเติบโตขึ้น เพราะฉะนั้น เราจึงต้องให้ความสำคัญกับผู้คนของเราเป็นอันดับแรก ต้องเน้นให้ตลาดในบ้านของเราดำเนินต่อไปด้วยแรงสนับสนุนของคนไทยด้วยกันเอง

วันนี้ Mr. Flower ชวนคุณ ๆ ไปเที่ยว ไปชม ไปช้อป ไปชิม และไปประทับใจกับความงดงาม และมนต์เสน่ห์ของสถานที่สำคัญต่าง ๆ ในบ้านเมืองของเราด้วยกัน โดยเราจะเน้นการเดินทอดน่อง แล้วค่อย ๆ ละเลียดความงดงามของศิลปวัฒนธรรมในบ้านเมืองของเรา แม้ศิลปวัฒนธรรมบางอย่างจะไม่ใช่ของไทยแท้แต่ดั่งเดิม เพราะว่ามีรากเหง้ามาจากชนเชื้อชาติอื่นที่เข้ามาดำเนิดชีวิตบนแผ่นดินสยาม (ไทย) ตั้งแต่โบราณกาลแล้ว แต่คนไทย (สยาม) ก็สามารถผสมกลมกลืนศิลปวัฒนธรรมของต่างชาติให้ผสมผสานไปกับของไทยได้อย่างงดงามและลงตัว ไม่ทำให้เกิดความรู้สึกแตกแยกแปลกประหลาด

วันนี้ เราไปกราบไหว้นมัสการพระพุทธรูป และเที่ยวชมวัดเครือวัลย์ วัดกัลยาณมิตร และไปกราบมมัสการพระเยซูเจ้า และเที่ยวชมวัดซางตาครูส กราบไหว้ศาลเจ้าเกียงอันเกง แล้วเดินเที่ยวชมชิมช้อปย่านกุฎีจีน อันที่จริงหากจะให้ครบรสชาติของการผสมกลมกลืนกันระหว่างพุทธ คริสต์ อิสลาม และศาลเจ้าจีน ก็ต้องไปเจริญพาสน์ด้วย แต่เพียงแค่มีเวลาจำกัด ดังนั้น ทริปนี้จึงไม่ได้พาไปเที่ยวเจริญพาสน์

เริ่มจากวัดเครือวัลย์ วรวิหาร วัดที่สร้างในรัชสมัยรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยผู้สร้างวัดคือเจ้าพระยาอภัยภูธร (น้อย บุณยรัตพันธุ์) และพระธิดาคือเจ้าจอมเครือวัลย์ ในรัชกาลที่ 3

ภายในพระอุโบสถของวัดเครือวัลย์มีความแตกต่างจากพระอุโบสถอื่น ๆ คือพระประธานเป็นปางห้ามพยาธิ ประทับยืน ยกพระหัตถ์ขวาขึ้นเสมอพระอุระ หงายพระหัตถ์ขาวออก ส่วนพระกรซ้ายทอดยาววางแนบพระวรกาย ภายในพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังพระเจ้า 500 พระชาติ และที่สำคัญคือยังมีภาพจิตรกรรมบนบานประดูและหน้าต่างเป็นภาพฉัตร โดยที่บานประตูคือภาพฉัตร 5 ชั้น ส่วนที่หน้าต่างคือฉัตร 7 ชั้น 

วัดต่อไปคือวัดกัลยาณมิตร วรมหาวิหาร วัดนี้สร้างในรัชสมัยรัชกาลที่ 3 สร้างโดยเจ้าสัวโต เจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต กัลยาณมิตร) แล้วรัชกาลที่ 3 พระราชทานนามว่าวัดกัลยาณมิตร 

พระประธานในพระอุโบสถวัดกัลยาณมิตรคือพระพุทธไตรรัตนนายก หรือหลวงพ่อโต ซำปอกง พระพุทธรูปปางมารวิชัย 

ภายในเขตวัดกัลยาฯ มีศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมแบบจีนผสมกลมกลืมอยู่อย่างลงตัว และยังมีระฆังใบใหญ่มหึมาด้วย ส่วนใกล้ ๆ กับวันกัลยาฯ คือศาลเจ้าเกียนอันเกง คือศาลของเจ้าแม่กวนอิม ของคนจีนฮกเกี้ยนที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระมหากษัตริย์ไทยตั้งแต่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น

ไม่ไกลจากวัดกัลยาฯ คือที่ตั้งของอาสนวิหารวัดซางตาครูส หรือวัดกุฎีจีน ของคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาธอลิค โบสถ์คริสต์แห่งนี้สร้างในสมัยกรุงธนบุรี แต่เดิมโบสถ์นี้สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง แต่ถูกไฟไหม้ จึงต้องสร้างใหม่แบบก่ออิฐถือปูน เป็นสถาปัตยกรรมแบบนิโอคลาสสิคผสมเรเนอซองส์ โดยโดมของโบสถ์ถอนแบบมาจากมหาวิหารฟลอเรนซ์ แคว้นทัสคานี อิตาลี 

และยังมีชุมชนกุฏีจีนอยู่ใกล้ ๆ กับโบสถ์ซางตาครูส วัดกัลยาฯ ศาลเจ้าเกียนอันเกง ชุมชนกุฏีจีนคือที่อยู่ของชาวไทยเชื้อสายจีนผสมกับโปรตุเกส ที่อพยพหนีภัยสงครามเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่สอง แล้วมาตั้งรกราก ณ บริเวณนี้ ในชุมชนยังคงมีบ้านเรือนเก่าที่แสนคลาสสิคหลงเหลืออยู่ แต่บางหลังก็ทรุดโทรมมาก คงแค่เพียงรอยอดีตที่แสนงดงาม แต่เมื่อมาชุมชนกุฎีจีนแล้ว สิ่งที่ต้องซื้อหามากินคือขนมฝรั่งกุฎีจีน เป็นลูกผสมระหว่างขนมของโปรตุเกสกับจีน  

วันหน้าจะพาคุณไปเที่ยวชุมชนอื่น ๆ ในกรุงเทพฯ ด้วยกันอีก เพราะยังมีอีกหลายสิบชุมชนที่น่าจะเที่ยวชมและสัมผัสมนต์เสน่ห์ของชุมชน หากสนใจร่วมทริปเดินทอดน่อง ท่องทั่วกรุงเทพฯ กับ Mr. Flower โปรดติดต่อ 091 7233615 

หมายเหตุ ขอบคุณภาพประกอบจากกลุ่มเที่ยว อิ่ม บุญ  

by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยว : ไปทะเล (ระนอง) กันอีกแล้ว

ตะลอนเที่ยว : ไปทะเล (ระนอง) กันอีกแล้ว

ตะลอนเที่ยว : ไปทะเล (ระนอง) กันอีกแล้ว

วันอาทิตย์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ร้อนจะตับจะแตกอยู่แล้ว ทำไมร้อนเหลือเกิน เห็นแดดแรงแบบนี้แล้ว น่าจะนำเนื้อไปตากแดด รับรองได้เนื้อแดดเดียวภายในเวลาไม่เกินครึ่งวัน 

เสียงบ่นเนื่องจากอาการร้อนจัดร้อนมาก ดังออกมาจากปากของคนในเมืองกรุงเทพฯ เป็นประจำและตลอดเวลา เพราะมันร้อนจริง ๆ ร้อนแบบชนิดที่ว่าหากนอนแช่น้ำเย็นได้ ก็จะทำให้ดูโดยทันที 

แต่แทนที่เราจะบ่นเรื่องร้อน ๆ ๆ เราเปลี่ยนจากบ่นให้อารมณ์เสีย แล้วไปเที่ยวทะเลกันดีกว่า ไปนอนแช่น้ำทะเล หรือไปนอนหลบแดดใต้ต้นไม้ที่ชายหาดริมทะเล หรือไม่เช่นนั้นก็ไปดำน้ำดูโลกใต้ท้องทะเล ดีไหม

ถ้าคุณชอบทะเล เราจะชวนคุณไปเที่ยวทะเลกันอีก โดยจะไปเที่ยวทะเลที่มีน้ำใสสะอาด หาดทรายขาวละเอียดนุ่มราวกับแป้งเด็กอ่อน โดยทะเลที่จะพาไปนี้อยู่ที่เมืองระนอง

ครั้งก่อนพูดถึงเกาะกำ เกาะญี่ปุ่น เกาะค้างคาว ในเขตอุทยานแห่งชาติแหลมสน อำเภอกะเปอร์ ระนอง เกาะทั้งสามนี้อยู่ในอาณาบริเวณที่ไม่ห่างไกลกันมากนัก เพราะนั่งเรือหัวโทงของชาวบ้านในชุมชนชาวเล ออกจากท่าเรือชุมชนอุทยานแห่งชาติแหลมสนไปประมาณ 40 นาทีก็ถึงเกาะค้างคาว แล้วจากเกาะค้างคาวก็นั่งเรือต่อไปอีกประมาณ 25-30 นาที ก็ถึงเกาะกำ หรือเกาะกำ (ทิศตะวันตก) เกาะกำ หมายถึงเกาะที่มีต้นระกำขึ้นอยู่มากมายในอดีต แต่ปัจจุบันเหลือน้อยลงแล้ว) แล้วจากเกาะกำอีกประมาณ 25 นาทีก็ถึงเกาะญี่ปุ่น 

ต้องบอกย้ำ ๆ เหมือนเดิมว่า น้ำทะเลที่เกาะทั้งสามแห่งนี้ใสสะอาดมาก และที่สำคัญคือเป็นเกาะที่นับได้ว่ายังคงความงดงามและยังสงบมาก เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวไม่มากจนล้นเกาะ โดยในวันที่คณะของเรา จำนวน 10 คน ไปเที่ยวนั้น มีนักท่องเที่ยวรวมทั้งหมดแล้วไม่เกิน 30 คน โดยเฉพาะที่เกาะญี่ปุ่นนั้นมีเพียงคณะของเราเท่านั้น เราจึงมีสถานภาพเสมือนเจ้าของเกาะไปโดยปริยาย 

เกาะที่ทรายขาวสะอาด ละเอียดนุ่มมากที่สุดได้แก่เกาะค้างคาว แต่หาดทรายที่นี่ไม่ใหญ่โต ไม่ยาวไกลมากนัก เพราะเป็นเกาะเล็ก ๆ แล้วมีหาดเพียงฝั่งเดียวของเกาะเท่านั้น แต่รับรองว่าเมื่อเท้าของคุณสัมผัสกับทรายบนเกาะค้างคาว คุณจะตอบได้ทันทีว่าละเอียดมากจนเกือบเหมือนสัมผัสเนื้อของแป้งสำหรับทาผิวเด็กอ่อน แต่ก็ใช่ว่าทรายของเกาะกำตก และเกาะญี่ปุ่นจะสู้ทรายเกาะค้างคาวไม่ได้ เพียงแต่ว่าไม่ละเอียด ไม่ขาวเท่ากับทรายของเกาะค้างคาวเท่านั้น

หาดทรายของเกาะญี่ปุ่นมีขนาดใหญ่และกว้างกว่าหาดทรายเกาะกำตก และเกาะค้างคาว  สรุปคือหาดทรายของเกาะญี่ปุ่นใหญ่และกว้างที่สุดในบรรดาเกาะทั้งสาม รองลงมาคือเกาะกำตก และเกาะค้างคาว แต่ต้องย้ำ ๆ ๆ ว่าทรายของเกาะค้างคาวนุ่มละเอียดชนะเลิศ 

แต่ข้อเสียนิดหนึ่งของหาดทรายของทุกเกาะคือ มีขวดพลาสติกบรรจุน้ำลอยมากับกระแสน้ำแล้วไปเกยตื่นริมชายหาด หรืออาจเป็นเพราะคนไปเที่ยวแล้วทิ้งขวดพลาสติกไว้บนเกาะ  ทำให้มีขยะสร้างความรำคาญตาอย่างมาก ทำให้สงสัยว่าทำไมนักท่องเที่ยวไม่ช่วยกันเก็บขวดขึ้นไปทิ้งบนฝั่ง  

ส่วนเกาะกำตกนั้น มีความงามที่ขึ้นชื่อมากคืออ่าวเขาควาย เพราะมีรูปร่างโค้งเหมือนดังเขาควาย แต่ที่พิเศษกว่านั้นคือมีทรายที่เป็นสันทรายเชื่อระหว่างเกาะกำตกกับเกาะกำออก โดยสันทรายที่เชื่อมนั้นเกิดมาจากน้ำทะเลพัดทรายมาร่วมกันจนกลายเป็นสันของเนิน ดังนั้น เวลาน้ำทะเลลงก็จะเดินเชื่อมต่อกันได้ แต่เมื่อน้ำทะเลขึ้น ก็จะท่วมสันทราย ทำให้ดูแล้วกลายเป็นเกาะทั้งสองแยกออกจากกัน

ส่วนเกาะญึ่ปุ่นนั้นมีประวัติว่าเคยเป็นทีตั้งกองกำลังของทหารญี่ปุ่นในสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ทหารญี่ปุ่นบุกมาในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หมายใจจะยึดดินแดนที่อังกฤษครอบครองไว้คือพม่าและอินเดีย ดังนั้น ญึ่ปุ่นจึงนำกองกำลังรบมาตั้งอยู่บนเกาะญึ่ปุ่น เพื่อดักโจมตีเรือรบของอังกฤษ ปัจจุบันยังคงเหลือเศษซากป้อมปืนใหญ่ของญี่ปุ่นค้างอยู่บ้าง แต่ไม่หลงเหลือสภาพเดิมแม้แต่น้อย

แต่เมื่อไปเที่ยวทะเลระนอง ได้เล่นน้ำทะเล ได้นอนกลิ้งนอนเล่นบนหาดทราย ได้ดำน้ำดูโลกใต้น้ำแล้ว และได้กินอาหารทะเลสด ๆ ใหม่ ๆ รสชาติแสนอร่อยแล้ว ก็ยังมีของสวยงามที่เป็นเครื่องประดับขึ้นชื่อของระนอง นั่นคือมุกน้ำจืด ที่มีจำหน่ายอยู่ในจังหวัดระนอง มุกน้ำจืดมีความงามที่ไม่แพ้มุกทะเลใต้ มุกน้ำจืดมีสีสันสวยงาม มีรูปทรงที่ต่างจากมุกทะเลใต้ โดยเฉพาะรูปทรงที่ดูแล้วบิด ๆ เบี้ยว ๆ แต่มีเอกลักษณ์ ส่วนสนนราคานั้นก็สามารถซื้อหาได้ เพราะไม่แพงระยับจนจับไม่ลง

เพราะฉะนั้น เวลาไปเที่ยวเมืองระนองแล้ว นอกจากได้ชมได้เล่นน้ำทะเลใส ๆ หาดทรายสวย ๆ ได้กินอาหารทะเล และอาหารพื้นเมืองรสชาติอร่อยแล้ว ก็ยังมีมุกน้ำจืดให้เลือกซื้อหาเป็นของฝันของฝากสำหรับคนที่คุณรักและคิดถึงอีกด้วย 

หากคุณต้องการไปเที่ยวระนอง และที่ต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศกับ Mr. Flower โดยเน้นการเที่ยวแบบกลุ่มเล็ก ๆ เที่ยวแบบเจาะลึกในด้านศิลปวัฒนธรรม และได้สัมผัสความเป็นธรรมชาติแท้ ๆ ของท้องถิ่น กรุณาติดต่อ 091 7233615 Mr. Flower จะพาคุณไปท่องเที่ยวแบบเต็มอิ่มทั้งอาหารการกิน การพักผ่อนหย่อนใจ และได้ความรู้แบบเจาะลึกในเชิงสาระบันเทิง

by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยว : เริงรื่น ฉ่ำชื่น วันสงกรานต์ ณ เมืองแห่งทวยเทพ

ตะลอนเที่ยว : เริงรื่น ฉ่ำชื่น วันสงกรานต์ ณ เมืองแห่งทวยเทพ

ตะลอนเที่ยว : เริงรื่น ฉ่ำชื่น วันสงกรานต์ ณ เมืองแห่งทวยเทพ

วันอาทิตย์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผ่านพ้นเทศกาลสงกรานต์ที่แสนชุ่มฉ่ำ สนุกสนาน เบิกบาน ด้วยการเล่นสาดน้ำเย็น พร้อม ๆ รอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากทั้งผู้สาดน้ำ และผู้รับน้ำที่สาดจากใจ ทำให้ทุกคนที่อยู่ร่วมกันในเทศกาลมหาสงกรานต์มีความสุขไปตาม ๆ กัน

วันนี้ Mr. Flower จึงขอนำภาพของความสุข ความสนุกสนานจากการเล่นน้ำสงกรานต์ในพื้นที่ต่าง ๆ ของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะถนนสีลม และถนนราชประสงค์ รวมถึงถนนพระราม 1 มาฝากคุณ ๆ และเชื่อว่าหากคุณ ๆ ได้ร่วมอยู่ในเวลาแห่งความเริงรื่นครั้งนี้ คุณคงประทับใจไปนานแสนนาน จนกว่าจะถึงวันสงกรานต์ในปีหน้า 

สำหรับการเล่นน้ำวันสงกรานต์บนถนนสีลมแล้ว บอกได้คำเดียวว่า สนุกสุด ๆ สนุกแบบที่ต้องบอกกันต่อ ๆ จนทำให้ทั้งคนไทยและคนต่างชาติต้องหาโอกาสไปร่วมสนุกกับเทศกาลนี้ด้วยกันสักครั้ง 

ชาวตะวันตกคุยกับ Mr. Flower บนสะพานลอย sky walk บนถนนสีลม แล้วบอกว่าอิจฉาคนไทยที่มีเทศกาลสนุกแบบนี้ เขาเพิ่งมาเที่ยวงานสงกรานต์ในกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก ทั้ง ๆ ที่เขามาเที่ยวเมืองไทยมากถึง 4 ครั้งแล้ว แต่ครั้งที่ผ่าน ๆ มาเขาเลือกลงไปเที่ยวทะเล และเกาะในจังหวัดกระบี่ พังงา ภูเก็ต และสมุย แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ตั้งใจมาร่วมงานสงกรานต์กรุงเทพฯ แล้วเขาก็บอกว่าไม่ผิดหวังเลย เพราะสนุกมาก มากจนคิดว่าปีหน้าจะมาเที่ยวงานสงกรานต์ในเมืองไทยอีก เขาบอกว่าเขาเคยได้ยินชื่อเสียงของงานสงกรานต์เชียงใหม่มานาน แต่ก็ไม่เคยไปเที่ยวสักครั้ง ดังนั้น ครั้งหน้าจึงตั้งใจจะไปเที่ยวสงกรานต์เชียงใหม่ด้วย 

แต่ก็มีคำถามว่า แล้วสงกรานต์เชียงใหม่สนุกเหมือนสงกรานต์บนถนนสีลม หรือไม่ Mr. Flower จึงตอบแบบนักการทูตว่า ต้องไปสัมผัสด้วยตัวเองแล้วจะตอบคำถามได้ดีที่สุด แล้วก็หยอดคำตอบทิ้งท้ายว่า รับรองสนุกสนามไม่ต่างกัน แต่ว่าองค์ประกอบของสถานที่ต่างกัน เพราะสงกรานต์กรุงเทพฯ ก็จะคล้าย ๆ งานคาร์นิวัล ซึ่งอาจไม่ได้เน้นประเพณีทางศาสนามากนัก เพราะเน้นการเต้นกลางสายน้ำ แล้วก็เน้นเล่นน้ำ แต่งานสงกรานต์เชียงใหม่มีประเพณีพื้นเมืองของทางเหนือ ผสมกับเรื่องราวของพุทธศาสนาเข้ามาบ้าง เพราะมีขบวนแห่พระพุทธรูป และมีรถแห่ มีขบวนฟ้อน แต่ในเรื่องของความสนุกสนานก็คงไม่ต่างกันมากนัก 

รูปภาพที่นำมาฝากคุณในวันนี้ คงยืนยันถึงความสนุกสนานของเทศกาลสงกรานต์ในกรุงเทพฯ ได้เป็นอย่างดี แต่ขอย้ำว่าอันที่จริงในกรุงเทพฯ มีการจัดงานสงกรานต์ในหลายท้องที่  โดยแต่ละที่ก็มีเอกลักษณ์ และมีความสนุกสนานภายในงานต่างกันไป

แต่ไม่ว่าจะจัดงานสงกรานต์ที่ใดก็ตามในเมืองไทย สิ่งที่ไม่ต่างกันคือการได้ทำตามขนบประเพณีดั่งเดิมของไทย มีการทำบุญตักบาตร สรงน้ำพระพุทธรูป และพระสงฆ์ กราบไหว้นมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แต่ละคนเคารพนับถือบูชา ก่อพระเจดีย์ทราย รดน้ำดำหัวพ่อแม่ผู้แก่ผู้เฒ่าที่เรานับถือ ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้มีพระคุณ แล้วก็ปิดท้ายด้วยการเล่นรดน้ำ สาดน้ำกันอย่างสนุกสนานเบิกบานใจ 

ปีนี้แม้จะมีการระบุว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวสงกรานต์น้อยกว่าปีกลาย แต่ก็ต้องยอมรับว่าความสนุกสนานในวันสงกรานต์ในกรุงเทพฯ ไม่ได้ลดน้อยกว่าปีกลายเลย เสียงหัวเราะ รอยยิ้มยังคงมีให้กันและกันเหมือนเดิมในช่วงวันสงกรานต์

by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยว : วัดเกลานิยา (Kelaniya Temple) เมืองแคนดี ศรีลังกา

ตะลอนเที่ยว : วัดเกลานิยา (Kelaniya Temple) เมืองแคนดี ศรีลังกา

ตะลอนเที่ยว : วัดเกลานิยา (Kelaniya Temple) เมืองแคนดี ศรีลังกา

วันอาทิตย์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.45 น.

หลังจากบอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจของเมืองศรีลังกามาเมื่อประมาณเกือบสองเดือนที่แล้ว วันนี้ก็ได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า เราจะไปเที่ยวเมืองศรีลังกากันอีกครั้ง โดยกำหนดคร่าว ๆ ว่าจะไปในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ ส่วนจำนวนสมาชิกที่จะรับสำหรับทริปนี้ก็เหมือนเดิมคือประมาณ 14-16 คน

ในครั้งก่อน ๆ ได้เขียนเล่าเรื่องวัดพระเขี้ยวแก้ว หรือวัดศรีทัลฒามัลลิกาวรวิหาร แห่งเมืองแคนดีไว้มากมายละเอียดละออพอประมาณแล้ว ดังนั้น วันนี้จึงขออนุญาตไม่เขียนเล่าเรื่องวัดพระเขี้ยวแก้ว เมืองแคนดีอีก แต่จะนำภาพและขอเล่าเรื่องวัดสำคัญอีกแห่งคือวัดเกลานิยา หรือวัดกัลยาณิ แห่งเมืองแคนดี 
วัดนี้เป็นสถานที่ที่ชาวศรีลังกาให้ความเคารพสูงสุดอีกแห่งหนึ่ง ตามประวัติระบุว่าสร้างมาเมื่อราว ๆ 1,900 ปีก่อน โดยมีตำนานเล่าว่าเมื่อครั้งสมัยพุทธกาล สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จมายังสถานที่แห่งนี้ พร้อมกับพระอรหันตสาวก 500 รูป ในวันวิสาขบูชา

ความสำคัญของวัดกัลยาณีคือมีวิหารใหญ่เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ โดยภายในวิหารมีความวิจิตรของศิลปะแบบศรีลังกา มีทั้งรูปปั้นของเทพที่เข้ามาถวายความเคารพพระพุทธเจ้า และมีจิตรกรรมฝาผนังที่งดงามมาก โดยเป็นภาพที่เล่าเรื่องราวเมื่อครั้งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จยังศรีลังกาถึงสามครั้ง โดยครั้งแรกเสด็จทรงห้ามการรบกันระหว่างกองทัพยักษ์กับคนเถื่อน ครั้งที่สองเสด็จทรงห้ามทัพพญานาค และทรงแสดงธรรมโปรดพญานาคจนบรรลุธรรม และครั้งที่สาม เสด็จโปรดพระเจ้าเกลานิยา และยังมีภาพแสดงการอัญเชิญพระเขี้ยวแก้วไปยังเมืองอนุราธปุระ ศรีลังกา โดยเจ้าหญิงเหมมาลากับเจ้าชายทันตกุมาร


ความโดดเด่นของจิตรกรรมฝาผนังอยู่ที่เรื่องราวและการใช้โทนสีอ่อน ที่ดูแล้วอ่อนหวานและงดงามาก ส่วนภายในวิหารมีแสงสว่างไม่มากนัก แต่ใช้การดึงแสงจากภายนอกเข้าในอาคารโดยผ่านช่องหน้าต่างและประตูเพียงไม่กี่บาน ทำให้เมื่อเข้าไปอยู่ในวิหารแล้วเสมือนว่าอยู่ในโลกแห่งจินตนาการ 

ภายในวัดมีต้นพระศรีมหาโพธิ์ ที่หน่อมาจากต้นดั้งเดิมจากพุทธคยา และมีเจดีย์ทรงโอคว่ำทาสีขาวบริสุทธิ์ มีสัดส่วนของพระเจดีย์ที่งดงามลงตัวมาก โดยมีตำนานว่าภายในเจดีย์ประดิษฐานพระแท่นบัลลังก์ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทับเมื่อครั้งเสด็จไปโปรดพญานาคมณีอัคขิกะ

(ขออภัยที่วันนี้ไม่ได้ภาพต้นพระศรีมหาโพธิ์ และพระสถูปเจดีย์ และบริเวณภายในวัดเกลานิยามาฝากคุณผู้อ่าน แต่เน้นเฉพาะภาพภายในพระวิหารเท่านั้น)
หากคุณต้องการร่วมทริปสุดพิเศษ เน้นการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมแบบเจาะลึก โปรดติดต่อสำรองที่นั่งที่หมายเลข 091 7233615 ย้ำว่ารับสมาชิกเพียง 14-16 คนเท่านั้น 
 

ตะลอนเที่ยว : ร้อนๆ แบบนี้ ไปทะเลกันดีกว่า

ตะลอนเที่ยว : ร้อนๆ แบบนี้ ไปทะเลกันดีกว่า

ตะลอนเที่ยว : ร้อนๆ แบบนี้ ไปทะเลกันดีกว่า

วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ระยะนี้หลายคนบ่นว่ากรุงเทพฯ ร้อนจัง ฝุ่นพิษ PM2.5 ก็จัดมาก ดังนั้น หนีไปเที่ยวทะเลกันดีกว่าเพราะอากาศดีกว่า ได้เล่นน้ำทะเลใสๆ ได้เดินบนหาดทรายขาวนุ่มเนียนเหมือนแป้งฝุ่นชั้นดี แถมยังได้ดูโลกใต้ท้องทะเลที่แสนสวยงามแปลกตาอีกด้วย

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังคิดถึงทะเล ก็ขอชวนไปเที่ยวทะเลด้วยกัน

วันนี้ จะพาคุณไปเที่ยวทะเลและเที่ยวเกาะแสนสวยในจังหวัดระนอง แล้วพาข้ามไปเกาะซาลิ ในเขตประเทศเมียนมาด้วย

เริ่มจากทะเลระนองก่อนนะครับ หลายคนอาจไม่รู้ว่าระนองมีเกาะที่มีน้ำทะเลแสนใสสุดสวย และมีหาดทรายที่ขาวสะอาด เม็ดทรายนุ่มเนียนละเอียดราวกับแป้งเด็กอ่อน จุดท่องเที่ยวที่สำคัญในเขตอุทยานแห่งชาติแหลมสน มีมากมาย เช่น หาดบางเบน หาดประพาส หาดอ่าวเคย หาดทะเลนอก และยังมีเกาะค้างคาว เกาะกำ เกาะญี่ปุ่นและเกาะไข่ใหญ่ แต่วันนี้จะพาไปเที่ยวเกาะของระนองเพียงสามแห่งคือ เกาะค้างคาว เกาะกำ และเกาะญี่ปุ่น

เกาะค้างคาวมีความน่าสนใจตรงที่มีหาดไม่กว้างใหญ่มากนัก แต่เป็นหาดที่ทรายขาวสะอาดตาและมีความละเอียดมากจริงๆ ส่วนเกาะกำ ก็มีจุดน่าสนใจคืออ่าวเขาควาย ที่มีหาดทรายต่อกันเป็นรูปเขาควาย เพราะมีสันทรายที่เกิดจากคลื่นซัดทรายไปรวมตัวกันแล้วเชื่อมเกาะสองเกาะเข้าด้วยกัน ส่วนเกาะญี่ปุ่นมีหาดทรายกว้างและยาวที่สุดในบรรดาเกาะทั้งสามแห่ง ส่วนที่ได้ชื่อว่าเกาะญี่ปุ่น เพราะมีประวัติว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพของญี่ปุ่นเคยยึดครองเกาะแห่งนี้ไว้เพื่อเป็นฐานทัพย่อยๆ สำหรับต่อสู้กับกองทัพของสัมพันธมิตร โดยเฉพาะกองทัพของอังกฤษ

ส่วนเกาะซาลิ ของเมียนมา อยู่ห่างจากฝั่งทะเลของระนองออกไปไกลพอประมาณ ต้องนั่งเรือเร็ว (speed boat) ไป โดยใช้เวลาแล่นเรือประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที เกาะซาลิเป็นเกาะที่กำหนดจำนวนนักท่องเที่ยวต่อวันอยู่ 80 คนเท่านั้น ไม่มีที่พักค้างคืนบนเกาะสำหรับนักท่องเที่ยวแต่มีห้องน้ำห้องสุขาให้บริการ และอนุญาตให้พักรับประทานอาหารเที่ยงบนเกาะได้ ด้วยเหตุที่จำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวในแต่ละวันไม่เกิน 80 คน จึงทำให้สภาพแวดล้อมของเกาะยังคงรักษาความเป็นธรรมชาติได้อย่างดี ไม่มีขยะกลาดเกลื่อน

เมื่อไปเที่ยวเกาะซาลิแล้ว ก็ต้องดำน้ำแบบตื้น (snorkeling) เพื่อดูโลกใต้น้ำ โดยเฉพาะที่บริเวณเกาะห้า ที่ได้ชื่อว่าเป็นสวนปลาการ์ตูน เพราะมีปลาการ์ตูนให้ชมแบบจุใจ โดยปลาชนิดนี้จะอยู่กับดอกไม้ทะเลเท่านั้น เพราะเป็นแหล่งอาหารและสถานที่หลบภัยของมัน แล้วยังมีปะการังสารพัดชนิดให้ชมอีกด้วย นอกจากนั้นยังมีปลาสวยงามสารพัดชนิดให้ชมกันจนเพลินใจและเพลินตา และอีกจุดหนึ่งคือเกาะหินมังกร ที่มีปะการังสารพัดชนิด อาทิ ปะการังผิวเกล็ดน้ำแข็ง ปะการังเขากวาง ปะการังโขดปะการังผักกาดหอม ปะการังสมอง เป็นต้น และปลาสวยงามให้ชมอย่างจุใจ

แต่ในวันที่กลุ่มของเราไปเที่ยวเกาะซาลินั้น มีผู้คนไปเพียง 20 กว่าคนเท่านั้น ดังนั้น ในวันดังกล่าวจึงทำให้สมาชิกผู้ร่วมทริปวางตัวเสมือนเป็นเจ้าของเกาะ แต่ต่อมาในวันที่กลุ่มของเราไปเที่ยวเกาะญี่ปุ่น กลุ่มของเรามีสมาชิก 10 คนเท่านั้น ในวันนั้นจึงกลายเป็นทริป very exclusive เพราะเกาะแห่งนี้ได้กลายเป็นเสมือนเกาะส่วนตัวของพวกเราไปโดยปริยาย

นี่คือความดีงามของการที่มีนักท่องเที่ยวขึ้นไปบนเกาะเป็นจำนวนน้อย เพราะเมื่อคนน้อยก็ทำให้ทรัพยากรต่างๆ บนเกาะไม่ถูกรบกวนอย่างหนักจึงทำให้คงความงามได้ยาวนานยิ่งขึ้น

สำหรับทริปนี้เราใช้เวลาเที่ยวทั้งหมดร่วม 5 คืนหากคุณสนใจจะไปเที่ยวแบบทริป very exclusive กับ Mr.Flower โปรดติดต่อ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : รอยอดีตยังเด่นชัด ณ อยุธยา

ตะลอนเที่ยว : รอยอดีตยังเด่นชัด ณ อยุธยา

ตะลอนเที่ยว : รอยอดีตยังเด่นชัด ณ อยุธยา

วันอาทิตย์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2568, 08.19 น.

พระนครศรีอยุธยา คือจังหวัดหนึ่งของไทย ในอดีตนั้นเขตพื้นที่แห่งนี้คือที่ตั้งของราชธานีของสยาม โดยมีนามว่ากรุงเทพมหานครบวรทวารวดีศรีศรีอยุธยามหาดิลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมมหาสถาน  

กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีของสยามอยู่นานถึง 417 ปี มีพระมหากษัตริย์ปกครอง 33 พระองค์ ปฐมบรมกษัตริย์สมเด็จพระรามาธิบดี ที่ 1 และกษัตริย์พระองค์สุดท้ายคือสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ โดยมีราชวงศ์ 5 ราชวงศ์ คือ อู่ทอง สุพรรณภูมิ สุโขทัย ปราสาททอง และบ้านพลูหลวง 

เมื่อกรุงศรีอยุธยาล่มสลายหลังแพ้สงครามพม่าในปี 2310 จากนั้นสยามก็ได้ย้ายราชธานีไปยังกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร จนกระทั่งได้สถาปนาราชธานีแห่งใหม่ขึ้นหลังจากยุคกรุงธนบุรี คือกรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ฯ แล้วราชธานีแห่งนี้ได้ดำรงคงอยู่มาตั้งแต่ 2325 จวบจนปัจจุบัน

ย้อนกลับไปดูความงดงามในแง่มุมต่างๆ ของกรุงศรีอยุธยา จะพบว่าในวันที่บ้านเมืองยังอยู่ดีมีสุข มีความสมบูรณ์งดงาม มีความรุ่งเรืองทั้งด้านศาสตร์และศิลป์ โดยสามารถสืบดูได้จากร่องรอยแห่งความเจริญที่ยังคงทิ้งหลักฐานให้ปรากฏอยู่ แม้จะเหลือเพียงซากปรักหักพังของโบราณสถานทั้งวัดและวังก็ตาม แต่ก็บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่ากรุงศรีอยุธยาในยุคที่รุ่งเรืองก็คือเมืองที่ดุจดั่งสรวงสวรรค์

วันนี้เราจะย้อนกลับไปชมความรุ่งเรืองของกรุงศรีอยุธยากันอีกครั้ง โดยขอพาคุณไปชมความอลังการของกรุเครื่องทองแห่งกรุงศรีอยุธยา ที่ค้นพบจากกรุวัดราชบูรณะอันบ่งบอกได้ถึงความวิจิตรของงานประณีตศิลป์ที่ช่วยให้เรามองเห็นหลักฐานประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญของพระนครศรีอยุธยา ที่ทำให้เราทราบถึงความเป็นอยู่ของชาวกรุงศรีอยุธยาในสมัยโบราณได้เป็นอย่างดี 

ปัจจุบันเครื่องทองจากกรุวัดราชบูรณะถูกนำไปเก็บรักษาและจัดแสดงไว้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา เครื่องทองจากกรุที่ค้นพบมีมากมายหลายชนิด แต่ก็มีอีกมิใช่น้อยที่ถูกโจรกรรมไปแล้ว แต่เท่าที่หลงเหลืออยู่นั้นก็สามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่าเป็นโบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่ประเมินราคามิได้ อาทิ เครื่องราชกกุธภัณฑ์จำลองทองคำ ประกอบด้วยพระแส้ วาลวิชนี (พัชนีฝักมะขาม) และพัดโบก พระแสงขรรค์ชัยศรี ทับทรวงทองคำ กำไลทองคำประดับอัญมณี และเครื่องราชูปโภค รวมทั้งเครื่องอุทิศ เครื่องราชบรรณาการ เป็นต้น และที่สำคัญที่สุดคือพระบรมสารีริกธาตุ

ขอย้ำว่าหากคุณไปอยุธยาแล้วหลายสิบครั้ง แต่ไม่เคยไปชมกรุเครื่องทองวัดราชบูรณะ และกรุจากวัดสำคัญอื่นๆ เช่น วัดมหาธาตุ วัดพระราม ขอให้คุณไปชื่นชมความวิจิตรอลังการของโบราณวัตถุสมัยกรุงศรีอยุธยาที่พิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา 

และเมื่อไปอยุธยาแล้ว ขอย้ำว่าต้องไม่พลาดการไปชมวัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร บางปะอิน วัดนี้ตั้งอยู่บนเกาะลอยกลางแม่น้ำเจ้าพระยา 

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดนี้ วัดนิเวศธรรมประวัติ เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร และทรงใช้วัดนี้เป็นสถานที่บำเพ็ญพระราชกุศล เมื่อครั้งเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับ ณ วังบางปะอิน

สถาปัตยกรรมอันโดดเด่นของวัดนิเวศธรรมประวัติคือ ศิลปะแบบโกธิค โดยทรงตั้งพระทัยให้มีความละม้ายคล้ายกับโบสถ์ของศาสนาคริสต์ องค์พระประธานในพระอุโบสถมีนามว่าพระพุทธนฤมลธรรโมภาส ส่วนด้านขวาของพระอุโบสถประดิษฐานพระคันธารราฐ (พระพุทธรูปประทับยืนปางขอฝน)ด้านตรงข้ามพระคันธารราฐคือที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทำจากศิลาแบบปางนาคปรก และด้านซ้ายของพระอุโบสถ (เมื่อหันหน้าเดินออกจากพระอุโบสถ) มีสวนหินดิศกุลอนุสรณ์ สถานที่บรรจุพระอัฐิสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และพระอัฐิเจ้าจอมมารดาชุ่ม พระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมารดาของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และพระอัฐิของเจ้านายในราชสกุลดิศกุลอีกหลายพระองค์ 

วันนี้ ชวนคุณเที่ยวอยุธยาด้วยกัน แล้วถ้าหากคุณสนใจร่วมทริปที่รับสมาชิกเพียงกลุ่มเล็กๆ จำนวน 10-14 คนเพื่อไปท่องเที่ยวโดยเน้นเรื่องโบราณคดี ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และขนบธรรมเนียมของท้องถิ่นต่างๆ โปรดติดต่อ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : เกาะหมาก คือเกาะปีนัง

ตะลอนเที่ยว : เกาะหมาก คือเกาะปีนัง

ตะลอนเที่ยว : เกาะหมาก คือเกาะปีนัง

วันอาทิตย์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2568, 07.48 น.

ประมาณ 2 สัปดาห์ที่แล้วเล่าเรื่องเมืองปีนัง หรือเกาะหมากให้คุณได้ฟัง แล้วบอกว่าจะพาไปเที่ยวในช่วงปลายเดือนเมษายนปีนี้ ทำให้ผู้อ่านกลุ่มหนึ่งส่งข่าวมาแล้วบอกว่าสนใจอยากร่วมทริปด้วย 

วันนี้จึงมาเล่าเรื่องปีนังแบบประมาณว่าฉายหนังซ้ำอีกรอบ เพราะครั้งที่แล้วพูดถึงปีนังแบบรวบรัด วันนี้มาขยายความต่อว่า ปีนังเคยเป็นดินแดนของสยามมาก่อน เพราะในยุคเก่าก่อนนั้นปีนังอยู่ในการปกครองของเมืองไทรบุรี หรือปัจจุบันคือรัฐเคดะห์ ย้ำว่าไทรบุรีเคยเป็นดินแดนของสยาม แต่อังกฤษขอเช่าที่นี้จากสุลต่านรัฐเคดะห์ ซึ่งสุลต่านแห่งเคดะห์ก็ให้เช่า เพราะต้องการหลุดพ้นจากอำนาจของสยามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โดยอังกฤษขอเช่าในนามบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ ถามว่าเช่าไปเพื่ออะไร ตอบว่าเช่าเพื่อตั้งสถานีการค้า ครั้งเมื่ออังกฤษเข้าครอบครองมาเลเซียหรือมลายูได้ทั้งหมด ก็หมายความว่ารัฐเคดะห์และปีนังได้ตกไปอยู่ในการครอบครองของอังกฤษ จนเมื่อมาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษแล้ว ไทรบุรีก็จึงตกเป็นของมาเลเซียไปโดยปริยาย

เมื่อพูดถึงปีนังก็ทำให้ต้องสาวประวัติศาสตร์ลงไปแล้วทำให้พบว่า ในอดีตนั้นมีจีนฮกเกี้ยน ชื่อคอซู้เจียง ได้อพยพมาตั้งรกรากที่เกาะหมาก โดยแรกเข้ามานั้นได้ทำอาชีพชาวสวนผัก ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 จากนั้นก็ได้อพยพเข้ามาทำกินในเขตแดนสยามที่เมืองตะกั่วป่า พังงา แล้วเปลี่ยนไปทำอาชีพค้าขายแร่ดีบุกของสยามกับปีนัง และขยายกิจการไปทำเหมือนแร่ดีบุกในที่สุด สำหรับคอซู้เจียงคือต้นตระกูล ณ ระนอง

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรป ในครั้งหนึ่งระหว่างเสด็จกลับจากยุโรป ทรงแวะพักที่บ้านระนอง ณ เมืองปีนัง ของคอซู้เจียง ในปี 2440 ปัจจุบันบ้านหลังดังกล่าวได้ถูกรื้อถอนไปแล้ว และพื้นที่ของบ้านในยุคปัจจุบันได้กลายเป็นหอศิลปะและโรงละคร เดวัน ศรีปีนัง ถนนสุลต่านอาหมัด ซาฮ์ แต่เดิมคือถนนนอร์ธแทม 

ถนนเส้นนี้ในครั้งอดีตคือที่ตั้งของคฤหาสน์ของคนมีฐานะดีในปีนัง เช่น คฤหาสน์ตระกูล ณ ระนอง ที่ชื่อบ้านจักรพงษ์ และอัษฎางค์ สำหรับบ้านจักรพงษ์เคยใช้เป็นสถานที่รับเสด็จ เมื่อครั้งรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรป ครั้งที่ 2 เมื่อปี 2450ปัจจุบันบ้านหลังดังกล่าวถูกรื้อลงแล้ว ส่วนที่ตั้งของบ้านก็ได้ถูกขายแล้วนำไปสร้างอพาร์ทเมนท์

ส่วนบ้านอัษฎางค์เคยใช้รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา ในปี 2467 และ
รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีพระบรมราชินี ในปี 2472 

ปัจจุบันบ้านหลังดังกล่าวถูกรื้อถอนไปแล้ว 

วันนี้เขียนเล่าประวัติศาสตร์เมืองปีนังที่เกี่ยวพันกับสยามและพระราชวงศ์ฺชั้นสูงของไทย เพื่อให้คุณผู้อ่านเห็นชัดว่าปีนังกับสยามหรือไทยมีความเกี่ยวข้องผูกพันกันมายาวนานในครั้งอดีต แม้ปัจจุบันปีนังจะไม่ได้อยู่ในความปกครองของไทยก็ตาม แต่อดีตยังคงตราตรึงอยู่ตลอดไป 

ส่วนภาพประกอบเรื่องในวันนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เล่าให้ฟัง แต่นำภาพที่เป็นภาพปัจจุบันมาฝาก เพราะ Mr.Flower เพิ่งไปปีนังล่าสุดเมื่อปลายเดือน
กุมภาพันธ์นี้ และตั้งใจพาสมาชิกกลุ่มเล็กๆ14-15 คนไปเที่ยวปีนังด้วยกัน หากคุณสนใจร่วมทริป โปรดติดต่อ 091-7233615 คาดว่าจะเดินทางไปท่องเที่ยวปีนังประมาณ หลังสงกรานต์ปีนี้ แล้วพักที่ปีนัง 2 คืน หากสนใจกรุณารีบติดต่อ เพราะรับสมาชิกจำนวนจำกัด