ตะลอนเที่ยว : สวัสดิภาพสัตว์ในความรับผิดชอบของคน

ตะลอนเที่ยว : สวัสดิภาพสัตว์ในความรับผิดชอบของคน

ตะลอนเที่ยว : สวัสดิภาพสัตว์ในความรับผิดชอบของคน

วันอาทิตย์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ความรับผิดชอบของผู้เลี้ยงสัตว์ต่อสัตว์เลี้ยง อาทิ สุนัข และแมว คือสิ่งสำคัญที่ช่วยให้สังคมมนุษย์มีความสุข เพราะเมื่อสัตว์เลี้ยงในสังคมมีความเป็นอยู่ที่ดี ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บรบกวน ก็ส่งผลให้ผู้คนในสังคมนั้น ๆ มีความปลอดภัย และห่างไกลจากโรคร้ายที่มีสัตว์เลี้ยงเป็นพาหะ โดยเฉพาะโรคพิษสุนัขบ้า 

ตามหลักสวัสดิภาพคน และสวัสดิภาพสัตว์ เป็นเครื่องยืนยันว่าหากคนในสังคมจะมีความเป็นอยู่ที่ดีแล้ว สัตว์เลี้ยงในสังคมนั้นต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีด้วย เพราะคนและสัตว์เลี้ยงเป็นส่วนประกอบหนึ่งของสังคม โดยทั้งสองส่วนอยู่ในสภาวะแวดล้อมเดียวกัน ถ้าหากสัตว์ต้องประสบปัญหาโรคภัยไข้เจ็บแล้ว ก็ย่อมทำให้คนในสังคมนั้นไม่สามารถหลีกหนีปัญหาโรคภัยไข้เจ็บอันมีสัตว์เป็นพาหะของโรคได้ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ เมื่อสัตว์มีความเป็นอยู่ที่ดี เพราะได้รับความเมตตาจากคนที่เป็นผู้เลี้ยงและดูแลสัตว์ ก็นับเป็นการเกื้อกูลกันระหว่างคนต่อสัตว์ 

ตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ (animal welfare) หมายถึงสัตว์เลี้ยงในสังคมได้รับการเลี้ยงดู ดูแลอย่างดีและเหมาะสม มีสภาพการดำรงชีวิตที่ดี มีสุขอนามัยดี มีความเป็นอยู่สะดวกสบายตามควรแก่ความเป็นอยู่ มีอาการการกิน มีที่อยู่อาศัยอย่างดีเหมาะสม และได้รับความเมตตาปรานี ไม่ถูกกระทำทารุณกรรม ไม่ถูกรังแก ไม่ถูกทอดทิ้ง และเมื่อสัตว์เจ็บไข้ได้ป่วย ก็ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างเหมาะสม และไม่ปล่อยให้สัตว์แพร่ขยายพันธ์ุมากเกินไปจนกลายเป็นปัญหาสังคมตามมา สังคมที่มีการจัดการสวัสดภาพสัตว์อย่างดี จะส่งผลดีต่อระบบนิเวศน์ตามมา และหากสังคมนั้นเป็นสังคมเน้นเรื่องการท่องเที่ยวด้วย ก็จะเป็นผลดีต่อสังคม เนื่องจากสัตว์ในสังคมไม่มีโรค เมื่อสัตว์ปลอดโรคร้าย ผู้คนที่ไปท่องเที่ยวในสังคมนั้นก็ปลอดภัยด้วย 

ด้วยเหตุผลด้านสวัสดิภาพคนและสวัสดิภาพสัตว์ หนังสือพิมพ์แนวหน้าจึงร่วมมือกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำโครงการทำหมันให้สุนัขและแมวจรจัด และมีเจ้าของ รวมถึงตรวจสุขภาพสัตว์เลี้ยงให้กับชุมชนต่าง ๆ โดยทำโครงการนี้มาแล้วกว่า 15 ปี โดยได้รับความร่วมมืออย่างดีจากชุมชน และบริษัทห้างร้านที่เห็นความสำคัญของสวัสดิภาพคนและสัตว์ 

ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 ผู้จัดทำโครงการนี้ไปให้บริการทำหมันสุนัขและแมว พร้อมกับตรวจสุขภาพรักษาโรคให้กับสัตว์เลี้ยงในเขตเทศบาลเมืองกระทุ่มล้ม จังหวัดนครปฐม ในการนี้คณาจารย์ และสัตวแพทย์จากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ รวมถึงบุคลากรในคณะฯ พร้อมทั้งนิสิต รวมประมาณ 40 คน โดยให้บริการกับสัตว์รวมประมาณ 200 ตัว (ทำหมัน ฉีดวัคซีนรวม พร้อมตรวจสุขภาพสัตว์) รวมถึงส่งต่อสุนัขป่วยเนื่องจากมดลูกอักเสบร้ายแรง ไปผ่าตัดและรักษาที่โรงพยาบาลสัตวแพทย์ในอำเภอสามพราน 

โครงการนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี โดยผู้ประสานโครงการคือหนังสือพิมพ์แนวหน้า (นายเฉลิมชัย ยอดมาลัย บรรณาธิการข่าว) ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ โดย ศ. สพ.ญ. ดร. สันนิภา สุรทัตต์ คณบดี และ รศ. น.สพ. ดร.  ธีรวัฒน์ ธาราศานิต รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลสัตว์เล็ก และ สพ.ญ. สุวรัตน์ วดีรัตน์ หัวหน้าธนาคารเลือด โรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ อีกทั้งได้รับความร่วมมืออย่างดีจากนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองกระทุ่มล้ม นายสุรินทร์ แคบำรุง และคณะผู้บริหารเทศบาลฯ และหัวหน้าส่วนราชการของเทศบาลฯ พร้อมทั้งปลัดเทศบาล ดร. มนูญ วิวรรณ และผู้อำนวยการกองการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม นางสาวอุไรวรรณ คงเสนา ในการประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้สมาชิกชุมชนในเขตเทศบาลเมืองกระทุ่มล้ม นำสัตว์เลี้ยงไปรับการทำหมันและตรวจสุขภาพ

และที่สำคัญคือ ต้องขอขอบคุณสัตวแพทย์ทุกคน รวมถึงเจ้าหน้าที่ของเทศบาลเมืองกระทุ่มล้ม ที่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้โครงการนี้สำเร็จลุล่วงโดยปราศจากอุปสรรค และที่ต้องขอบคุณมากเป็นพิเศษคือเจ้าของสัตว์ที่นำสัตว์เลี้ยงไปรับบริการ 

หากชุมชนใดต้องการได้รับบริการเช่นนี้ โปรดติดต่อประสานงานกับหนังสือพิมพ์แนวหน้า โดยติดต่อที่หมายเลข 091 7233615 

by Mr. Flower 

ตะลอนเที่ยว : นั่งรถไฟจากโตเกียวไปเที่ยวคามากูระ

ตะลอนเที่ยว : นั่งรถไฟจากโตเกียวไปเที่ยวคามากูระ

ตะลอนเที่ยว : นั่งรถไฟจากโตเกียวไปเที่ยวคามากูระ

วันอาทิตย์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

วันนี้กลับไปเที่ยวญี่ปุ่นอีกครั้ง (แต่เป็นครั้งที่เท่าไรแล้วจำได้ไม่ชัดเจน เพราะไปมาแล้วมากกว่า 20 ครั้ง จนมีผู้ล้อเลียนว่าโตเกียวก็แค่ปากซอยหน้าบ้าน) ทุกครั้งที่ไปญี่ปุ่น โดยเฉพาะโตเกียว ก็พบว่าเมืองนี้ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของตนเองไว้ได้อย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความปลอดภัย และความมีมารยาทของผู้คนส่วนมาก (แต่บางคนก็มารยาทไม่น่ารักมากนัก)

ช่วงนี้ญี่ปุ่นอากาศร้อนจัด ซึ่งน่าจะร้อนกว่าเมืองไทยด้วยซ้ำไป อย่าลืมว่าญี่ปุ่นตั้งอยู่ในเขตอบอุ่น เพราะฉะนั้น ช่วงเวลาหน้าร้อนจึงร้อนจัด และร้อนแบบแห้งๆ เพราะในอากาศไม่ค่อยมีไอน้ำมากเหมือนในประเทศไทย และประเทศในเขตใกล้เส้นศูนย์สูตร แต่อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นก็คงเหมือนเดิมคือน่าเที่ยว แล้วยิ่งช่วงนี้ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับค่าเงินเยนแล้ว ทำให้ค่าเงินบาทดูได้เปรียบมากกว่า เพราะฉะนั้น บางคนจึงบอกว่าไปเที่ยวญี่ปุ่นช่วงนี้ราคาไม่แพงมากนัก 

ข้อสังเกตที่พบเมื่อเวลาไปญี่ปุ่นในช่วงระยะเวลาหลังโควิด-19 คือมีผู้คน โดยเฉพาะคนไทยนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวด้วยตัวเอง เพราะว่าทางการญี่ปุ่นยกเว้นการทำวีซ่าให้คนไทยที่เป็นนักท่องเที่ยวซึ่งเข้าไปเที่ยวเป็นระยะเวลาไม่เกินสองสัปดาห์ 

เพราะฉะนั้นจึงมีตัวเลขปรากฏว่านักท่องเที่ยวจากไทยเดินทางหลั่งไหลเข้าญี่ปุ่นมากกว่านักท่องเที่ยวจากญี่ปุ่นเดินทางเข้ามาเที่ยวไทย ซึ่งก็นับว่าเป็นการเสียดุลการค้าในส่วนของการท่องเที่ยวอย่างชัดเจน แต่ก็คงช่วยไม่ได้เพราะว่าเมื่อคนไทยเห็นว่าไปเที่ยวญี่ปุ่นสะดวกและง่ายรวมถึงค่าใช้จ่ายไม่แพงมากเกินไปก็จริงชวนกันไปญี่ปุ่นแทนที่จะเที่ยวในเมืองไทย

กลับไปพูดเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่นกันดีกว่า วันนี้จะพาคุณไปเที่ยวเมืองคามากูระ เมืองเก่าของญี่ปุ่น ที่มีวัดและโบราณสถานกระจายอยู่ในเมืองนี้หลาย 10 แห่ง แต่จุดท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมไปเยือนมากที่สุดก็คือพระใหญ่ไดบุสึ ที่วัดโคโตกุ อิน (Kotoku-in) วัดของศาสนาพุทธตามนิกายสุขาวดี 

จุดเด่นสำคัญของวัดนี้คือพระพุทธรูปประทับนั่งวัดความสูงจากเข่าขององค์พระถึงพระเศียรได้ 13.35 เมตร (แต่ในความเป็นจริงนั้นในญี่ปุ่นมีพระพุทธรูปไดบุตสึกระจายอยู่ในหลายภูมิภาค) แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไปเที่ยวกรุงโตเกียวมักเลือกไปที่วัดโตกุ อิน เพราะสถานที่แห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากกรุงโตเกียว แค่เพียงนั่งรถไฟไปประมาณ 1 ชั่วโมงเสร็จก็ถึงวัดแห่งนี้ ประกอบกับพระพุทธรูปองค์นี้ความสูงเป็นอันดับสองของประเทศญี่ปุ่น ส่วนองค์ที่สูงที่สุดประดิษฐานอยู่ที่ซัปโปโร 

เมื่อได้ไปนมัสการพระพุทธเจ้าองค์นี้แล้ว  นักท่องเที่ยวก็จะพบว่ามีรองเท้าสานด้วยหญ้าที่ควั่นทำเป็นเชือกขนาดใหญ่ ซึ่งตามประวัติเล่าว่า ชาวเมืองทำเพื่อถวายพระพุทธรูปเพื่อให้พระพุทธรูปใช้สวมเพื่อเสด็จไปโปรดสัตว์ ในสถานที่ต่างๆ เพราะถ้าหากไม่มีรองเท้าสำหรับสวมแล้ว เวลาเสด็จไปตามที่ต่างๆ ก็จะทำให้เจ็บเท้า และด้วยความเชื่อดังกล่าวนี้ก็จึงทำให้ผู้คนในชุมชนถวายรองเท้าเชือกแด่พระพุทธรูปเป็นประจำทุกปี

แต่สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ไปเยือนสถานที่แห่งนี้ก็จะไปถวายความเคารพที่ต้นสนสามต้นซึ่งมีประวัติว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 รวมถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน คือรัชกาลที่ 10 ทรงปลูกต้นสนไว้ที่บริเวณด้านหน้าฝั่งซ้ายมือ เมื่อหันหน้าเข้าพระพุทธรูป 

และทุกครั้งเมื่อ Mr. Flower ไปเที่ยวสถานที่แห่งนี้ก็เดินทางด้วยรถไฟเท่านั้น เพราะสะดวกและประหยัดเงินค่าเดินทาง และที่สำคัญคือยังได้มองเห็นบ้านเรือนสองข้างทาง แต่ที่มากกว่านั้นคือได้เห็นความทันสมัยของรถไฟญี่ปุ่นด้วย

แล้วคุณสนใจนั่งรถไฟเที่ยวเมืองญี่ปุ่นด้วยกัน สามารถติดต่อได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : กรุงศรีอยุธยา ราชธานี ที่แห่งนี้ไม่มีวันลืมเลือน

ตะลอนเที่ยว : กรุงศรีอยุธยา ราชธานี ที่แห่งนี้ไม่มีวันลืมเลือน

ตะลอนเที่ยว : กรุงศรีอยุธยา ราชธานี ที่แห่งนี้ไม่มีวันลืมเลือน

วันอาทิตย์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำหรับคนที่พักอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ เวลาต้องการจะไปเที่ยวพระนครศรีอยุธยานั้น นับว่าเป็นสถานที่ที่ไปได้ง่ายดายและสะดวกสบายที่สุด เพราะขับรถยนต์จากกรุงเทพฯ ไปไม่เกินหนึ่งชั่วโมง หรือหากไม่ต้องการขับรถยนต์ไปเอง ก็สามารถนั่งรถไฟไปเที่ยวได้ และยังสามารถไปด้วยรถเมล์ประจำทางได้อีกด้วย นับว่าสะดวกสบายมากทีเดียว ด้วยเหตุผลนี้เองจึงทำให้คนที่อยู่ในกรุงเทพฯ ไปเที่ยวเมืองอยุธยาได้บ่อย ๆ และสามารถกลับบ้านได้แม้จะค่ำมืดแต่คงไม่ดึกดื่นจนเกินไปนัก

เวลาไปอยุธยาก็มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย แต่ที่พลาดไม่ได้เป็นอันขาดคือเมืองเก่าอยุธยา เพราะไม่ว่าจะไปกี่ครั้งก็ยังรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่อลังการได้ ถึงแม้อาคารโบราณสถานจำนวนมากจะเหลือแต่ซากปรักหักพังก็ตาม แต่ก็ยังสามารถทำให้ผู้ไปเยือนสัมผัสถึงความใหญ่โตมโหฬารได้ทุกครั้งเมื่อเข้าไปอยู่ท่ามกลางโบราณสถานสำคัญกลางพระนครศรีอยุธยา

แต่หากจะเที่ยวอยุธยาแบบค่อย ๆ ไล่เรื่อยไปจากขอบของกรุงเทพฯ คือไล่จากดอนเมือง ขึ้นไปบริเวณรังสิต ประตูน้ำพระอินทร์ ซึ่งเป็นเขตจังหวัดปทุมธานี เชื่อมต่อกับพระนครศรีอยุธยา ก็ต้องไม่พลาดวัดนิเวศธรรมประวัติ วัดประจำพระราชวังบางปะอินที่ตั้งอยู่บนเกาะกลางน้ำของแม่เจ้าพระยา และเป็นวัดที่มีพระอุโบสถงดงามแปลกไปจากอุโบสถของวัดศาสนาพุทธหินยานตามแบบฉบับของไทย เพราะอุโบสถวัดนิเวศฯ เป็นแบบโบสถ์ฝรั่งตะวันตก สร้างสไตล์โกธิค แถมกุฎิพระก็ยังสร้างให้กลมกลืนกับอุโบสถด้วย เพราะฉะนั้น เมื่อเข้าไปในเขตวัดนิเวศฯ จึงอนุมานได้ว่าเสมือนกับเข้าไปในเขตของโบสถ์ฝรั่งตามแบบฉบับของคริสต์ศาสนา 

แต่เมื่อไปอยุธยาแล้วหลายคนก็มักจะไปเที่ยวพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยาด้วย เพราะต้องการไปชมพิพิธภัณฑ์กรุเครื่องทองจากวัดราชบูรณะ ที่นับเป็นโบราณวัตถุชิ้นยอดของกรุงศรีอยุธยา ขอย้ำว่าใครก็ตามที่บอกว่าไปเที่ยวอยุธยามาแล้วหลายสิบครั้ง แต่ไม่เคยไปเที่ยวชมความงามของโบราณวัตถุชิ้นสำคัญในพิพิธภัณฑ์ฯ เจ้าสามพระยา ก็นับว่าคุณพลาดชมของสำคัญของชนชาติไทย

และอีกสถานที่หนึ่งที่ผู้ไปเยือนอยุธยาต้องไปชมก็คือวัดไชยวัฒนาราม วัดที่มีเจดีย์งดงามมาก เพราะมีรูปทรงของเจดีย์ที่แตกต่างไปจากเจดีย์ทรงโอคว่ำ หรือระฆังคว่ำ วัดไชยวัฒนารามอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะฉะนั้น เมื่อนักท่องเที่ยวนั่งเรือผ่านวัดนี้ ก็จะได้ชมความงามจากลำน้ำ แล้วถ้ายิ่งไปชมในช่วงพระอาทิตย์ใกล้ตกดินก็จะงดงามประทับใจในแสงเรือง ๆ ของพระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า 

อย่างที่หลายคนทราบดีคืออยุธยาเป็นสถานที่ซึ่งนับเป็นแหล่งรวมของชนต่างชาติมากมาย จึงมีทั้งโบสถ์คริสต์ มัสยิดตั้งอยู่ในละแวกใกล้เคียงกัน สำหรับโบสถ์คริสต์ที่สำคัญที่ยังหลงเหลืออยู่คือโบสถ์นักบุญยอแซฟ โบสถ์ของคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาธอลิกแห่งแรกในอาณาจักรไทย สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบฟื้นฟูโรมาเนสก์

อันที่จริงเวลาไปอยุธยาก็ต้องไปกินอาหารอร่อย ๆ ที่มีให้เลือกมากมาย แต่สัปดาห์นี้ไม่ได้พาไปชิมอาหารและขนมแสนอร่อย เอาเป็นว่าวันหน้าจะพาไปตระเวนหาของกินอร่อย ๆ ในอยุธยาด้วยกันนะครับ

หากคุณสนใจไปเที่ยวอยุธยาด้วยกัน (หรือเที่ยวที่อื่น ๆ ด้วย) และต้องการให้ Mr. Flower พาคุณไปเที่ยว โปรดติดต่อ 091 7233615 ครับ 

by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยว : ปีนัง (ก็แค่ปากซอย) ไปทุกครั้งก็มีรอยยิ้ม

ตะลอนเที่ยว : ปีนัง (ก็แค่ปากซอย) ไปทุกครั้งก็มีรอยยิ้ม

ตะลอนเที่ยว : ปีนัง (ก็แค่ปากซอย) ไปทุกครั้งก็มีรอยยิ้ม

วันอาทิตย์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มีเสียงเรียกร้องให้ Mr. Flower จัดทริปแบบกลุ่มเล็ก ๆ เป็นกันเอง ไปเที่ยวเมืองปีนังอีก เพราะมีผู้อ่านคอลัมน์ตะลอนเที่ยว และเพื่อนฝูง รวมถึงญาติ ๆ ของผู้ที่ร่วมทริปปีนังเมื่อช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2568 เรียกร้องแบบคุณขอมา 

เมื่อคุณขอมา Mr. Flower ก็ไม่ขัดศรัทธา จึงตัดสินใจพาคุณ ๆ ไปเที่ยวปีนังอีกในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม โดยไปนอนสองคืนเหมือนเดิม ทริปหน้ารับสมาชิก 14 คนเท่านั้นครับ เพื่อให้นั่งในรถตู้ได้สบาย ๆ หลวม ๆ (นั่งรถตู้คันละ 7 คน)

ปีนังเป็นเมืองที่ได้รับการกล่าวขานว่ามีเสน่ห์มาก มีสถานที่ท่องเที่ยวชนิด man made มากมาย โดยเฉพาะย่านเมืองเก่าในเมืองจอร์จทาวน์ ขอบอกว่าจอร์จทาวน์เต็มไปด้วยบ้านเรือนเก่าสไตล์ชิโน-โปรตุกีส แต่บ้านเก่าเหล่านี้ยังมีชีวิต เพราะมีผู้คนอยู่อาศัยทุกวัน ดังนั้น จึงเป็นเมืองเก่าที่ยังมีลมหายใจตลอดเวลา 

คำจำกัดความของนักท่องเที่ยวที่มอบให้กับปีนังคือ เป็นเมืองที่มีความหลากหลายของสถานที่ท่องเที่ยว ทั้งด้านศิลปวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และเป็นพื้นที่ของการอยู่รวมกันระหว่างวัดพุทธ โบสถ์คริสต์ ศาลเจ้าจีน โบสถ์แขก และสุเหร่า เป็นที่ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่ยังมีลมหายใจของผู้คน ทั้งคนที่เป็นชาวพื้นเมืองและนักท่องเที่ยวต่างชาติ

เมื่อพูดถึงวัดพุทธตามแบบมหานิกายในปีนังก็ต้องยกให้วัดเค็คลกซี (Kek Lok Si) พูดถึงแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติก็ต้องไปปีนังฮิลล์ หากถามถึงเขตเมืองเก่าก็ต้องไปจอร์จทาวน์ แล้วหากจะชม street art ก็ต้องไปที่ย่านถนนถนนอาร์เมเนียน (Armenian street) และยังมีบ้านเรือนในแบบ Peranakan คือสถาปัตยกรรมแบบจีนผสมกับมลายู หากจะดูป้อมปราการโบราณก็ไปที่ป้อมคอร์นวอล์ลีส และดูตึกโบราณในยุคอาณานิคมที่เอสพลานาด ในย่านจอร์จทาวน์ และบ้านโบราณสไตล์ Peranakan ที่ชื่อ blue mansion และอีกที่หนึ่งที่ต้องไปเที่ยวชมคือชุมชนที่สร้างบ้านเรือนอาศัยอยู่บนน้ำ (ทะเล) ที่ชื่อ Chaw Jetty แต่หากสนใจเที่ยวป่าเขาลำเนาไพรก็ต้องไป Penang Hill และ The Habitat Penang Hill แต่หากสนใจจะไปเที่ยวบริเวณชายหาดก็ต้องไปที่ Batu Ferringhi Beach ซึ่งเป็นย่านที่ตั้งของโรมแรมหรูริมชายหาด แต่ขอบอกว่าชายหาดเมืองปีนังไม่ยาวเท่าภูเก็ต)

แต่ที่แน่นอนที่สุดคือเมื่อไปถึงเมืองปีนังก็ต้องกินอาหารจีนในร้านสุดดัง ดังสุด ๆ ของเมืองคือร้าน Tek Sen ขอย้ำว่าร้านนี้ หากคุณไม่ได้จองไปก่อน ตุณต้องรอคิวนานอย่างน้อยที่สุดคือ 1 ชั่วโมง และที่ต้องย้ำ และย้ำมาก ๆ คือการเที่ยวเมืองปีนังให้สนุกต้องเดินทอดน่องท่องเที่ยวไปในเขตเมืองเก่าจอร์จทาวน์ แล้วหาขอกินอร่อย ๆ ในย่านเมืองเก่า แล้วก็เสพงานศิลป์ street art ไปตามตรอกซอกซอยในเขตจอร์จทาวน์

สนใจร่วมทริปปีนังแสนชิล ที่รับสมาชิกเพียง 14 คน โปรดรีบติดต่อ 091 7233615 ด่วนครับ เดินทางปลายเดือนกรกฎาคม 2568

by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยว : ปีนัง เดินทอดน่องท่องเมืองเก่า

ตะลอนเที่ยว : ปีนัง เดินทอดน่องท่องเมืองเก่า

ตะลอนเที่ยว : ปีนัง เดินทอดน่องท่องเมืองเก่า

วันอาทิตย์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.05 น.

กลับมาจากทริปปีนังแล้วเมื่อค่ำวันพฤหัสบดีที่ 19 มิถุนายน 2568 พร้อมกับรอยยิ้มหวานอารมณ์ดี และความอิ่มเอมทั้งใจและอิ่มท้อง 


ตลอด 3 วัน 2 คืนกับทริปปีนัง ทำให้สมาชิกผู้ร่วมคณะบอกตรงกันว่า ปีนังมีของอร่อย ๆ ให้เลือกกินมากมาย มีบ้านเมืองเก่าศิลปะชิโน-โปรตุกีส ให้ชมแบบจุใจ แถมยังมีตึกเก่าสมัยล่าอาณานิคมโดยชาติตะวันตกให้ชมอีกมากมาย ทำให้ได้ข้อสรุปตรงกันว่า ปีนังยังมีมนต์เสน่ห์มัดใจคนที่ชอบดูชอบชมอาคารบ้านเรือนสไตล์ยุโรปตะวันตก ผสมผสานกับชิโน-โปรตุกีส และยังมีบ้านเรือนแบบ peranakan คือแบบมลายูผสมกับจีน โดยเฉพาะในเขตจอร์จทาวน์ ซึ่งเป็นเมืองหลักของรัฐปีนัง


นอกจากนี้ยังมีถนนที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์แห่งงานศิลป์ โดยเฉพาะ street arts ที่กระจายอยู่ตามผนังตึกเก่าในเขตจอร์จทาวน์ ทำให้ผู้ที่พินิจพิเคราะห์งานศิลป์สามารถเสพงานศิลป์ได้อย่างไม่รู้เบื่อ ทั้งงานศิลป์จากสถาปัตยกรรมเก่า ลวดลายปูนปั้นบนเสาและผนังอาคาร บานประตูหน้าต่าง เหล็กดัดที่ติดอยู่ตามประตูและหน้าต่าง แล้วยังมีลวดลายบนไม้แกะสลักที่ทำเป็นบานประตูสุดอลังการในบ้านของคหบดีจีนมลายู ตามสไตล์ peranakan


อันที่จริงภาพที่ได้เสพด้วยสายตาตัวเองเมื่อได้ไปเดินเที่ยวชมเมืองปีนัง ก็ยังมีความงามของบ้านแบบ colonial หรือบ้านที่สร้างในยุคอาณานิคมตะวันตก แล้วยังมีมัสยิดที่งดงาม ศาลเจ้าจีน และมีโบสถ์ฮินดู หรือเทวสถาน โบสถ์คริสต์ และวัดของศาสนาพุทธทั้งแบบหินยามและมหายาน โดยเฉพาะวัดพุทธแบบมหายานคือวัด Kek Lok Si วัดพุทธมหายานที่ใหญ่ที่สุดของปีนัง ที่วัดแห่งนี้มีทั้งเจดีย์ทรงจีนขนาดใหญ่ที่มีอายุนับร้อยปี และยังมีเจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่โตมโหฬารอยู่บนยอดเขา เมื่อขึ้นไปบนยอดเขาของวัดแห่งนี้จะสามารถชมวิวตัวเมืองปีนังแบบพานอรามาคือแบบ 360 องศาได้ด้วย 


ต้องขอย้ำว่าหากจะเที่ยวเมืองเก่าปีนังในเขตจอร์จทาวน์ให้ได้บรรยากาศแบบสุด ๆ และจุใจแล้ว ขอให้เลือกการเที่ยวด้วยการเดินไปตามถนนต่าง ๆ และตามซอกซอยของเมืองจอร์จทาวน์ เดินไปเถอะ อย่ากลัวหลง เพราะไม่หลงแน่นอน เนื่องจากเดิน ๆ ไปแล้วก็จะวนกลับไปอยู่ในจุดเดิม (ยกเว้นเดินออกไปจากจอร์จทาวน์) ขอบอกว่ายิ่งเดินยิ่งสนุก เพราะได้เห็นอาคารสวย ๆ มากมาย ได้เห็น street arts หลากหลาย แล้วยังได้พบร้านขายอาหาร ขายขนมที่แสนอร่อยมากมาย 


ทริปนี้เราไปกินอาหารอร่อยหลายร้านด้วย อาทิ ร้าน Ka Bee ร้านนี้ขายข้าวต้มปลาเก๋าเต้ย และข้าวต้มทะเลรสชาติอร่อยสุดยอด แต่ย้ำว่าต้องไปเข้าคิวจองก่อนนะครับ ร้านเปิดขายตั้งแต่ประมาณ 6 โมงเย็น หากไปเกิน 3 ทุ่มก็จะอดกินปลาเก๋าเต้ยสุดแสนอร่อย ส่วนอีกร้านคือร้านอาหารจีนรสชาติดีมาก ๆ ชื่อ Tek Sen ขอบอกว่าหากไปร้านนี้โดยไม่ได้จองที่นั่งไปก่อน รับรองว่าต้องรอไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมงอย่างแน่นอน เพราะร้านนี้มีคนรอเข้าคิวกินอาหารเยอะมาก ๆ บางวันคิวยาว 200 เมตร แต่ที่สำคัญคือหากไม่จองไปก่อน ก็จะอดกินของอร่อยประจำร้าน เช่น ผัดบุ่งผัด สามชั้นทอดพริกขี้หนูสด ซุปรากบัว เป็นต้น  


หากคุณสนใจไปเที่ยวปีนังแบบเดินทอดน่องท่องเมืองเก่า กินอาหารรสชาติดี เที่ยวแบบชิล ชิล ไม่เร่งไร่รีบไม่ร้อนรน เที่ยวแบบกลุ่มเล็ก ๆ เป็นกันเอง โปรดติดต่อ Mr. Flower 091 7233615 หรือหากจะรวมกลุ่มกันเที่ยวแบบคนรู้ใจใกล้ชิดแล้วให้ Mr. Flower พาไปเที่ยวที่ไหนก็ตามบนโลกใบนี้ก็ติดต่อได้ครับ  

ตะลอนเที่ยว : 120 ปี ชาตกาล ครูเตือน พาทยกุล

ตะลอนเที่ยว : 120 ปี ชาตกาล ครูเตือน พาทยกุล

ตะลอนเที่ยว : 120 ปี ชาตกาล ครูเตือน พาทยกุล

วันอาทิตย์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรงาน 120 ปี ชาตกาล ครูเตือน พาทยกุล ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2568 เวลา 09.00 นาฬิกา 

ครูเตือน พาทยกุล ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) พ.ศ. 2535 ครูเตือนเป็นชาวเพชรบุรีโดยกำเนิด เกิดเมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 2448 ครอบครัวของครูเตือนเป็นนักดนตรีไทย จึงได้รับการฝึกหัดให้เล่นดนตรีไทยตั้งแต่อายุ 7 ปี โดยเล่นฆ้องวงใหญ่ ครั้นอายุ 10 ปี บิดา (พร้อม พาทยกุล) จึงนำตัวไปฝากเป็นลูกศิษย์ครูจางวางทั่ว พาทยโกศล ที่บ้านหลังวัดกัลยาณมิตร ฝั่งธนบุรี โดยครูจางวางทั่วให้ครูเตือนเล่นระนาดเอก

ครูเตือนเรียนดนตรีกับครูจางวางทั่วจนชำนาญ กระทั่งอายุ 21 ปี จึงได้ขออนุญาตลากลับไปบ้านจังหวัดเพชรบุรี แล้วตั้งวงปี่พาทย์และวงแตรวง ตามประวัติระบุว่าครูเตือนนำปี่พาทย์มอญ และวงอังกะลุงไปบรรเลงในเพชรบุรีเป็นคนแรกด้วย นอกจากนั้นครูเตือนยังประดิษฐ๋เครื่องดนตรีไทยขนาดเล็กที่ใช้บรรเลงได้จริง แล้วยังนำวัสดุเหลือใช้ เช่น ถังพลาสติก ขวดแก้ว ไปใช้ประดิษฐ์เป็นเครื่องดนตรีอีกด้วย โดยทำระนาดขวด ซอปี๊บ ซอกระป๋อง ซอกระดองเต่า ซอ 4 สายและ 5 สาย เป็นต้น

ต่อมาในปี 2490 ครูเตือนย้ายบ้านไปอยู่ในกรุงเทพ เพื่อให้บุตรได้มีการศึกษาในระดับสูงขึ้น แล้วครูเตือนก็รับหน้าที่เป็นครูสอนดนตรีไทยในโรงเรียนและสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่ง

ครูเตือนได้ถวายงานซ่อมเครื่องดนตรีไทยของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล แล้วยังประดิษฐ์เครื่องดนตรีไทยขนาดเล็กจนครบวง และประดิษฐ์เครื่องดนตรีไทยขนาดจิ๋วที่ดูเหมือนเครื่องดนตรีจริงทุกประการด้วย โดยเครื่องดนตรีจิ๋วนั้นมีขนาดเล็กชนิดที่วางบนฝ่ามือคนได้ 

ครูเตือนทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเครื่องดนตรีจิ๋วทั้งวง คือวงปี่พาทย์เครื่องคู่ เครื่องใหญ่ แด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ครูเตือนถึงแก่กรรมเมื่อ 6 กรกฎาคม 2546 สิริอายุร่วม 98 ปี และในโอกาส 120 ปีชาตกาลครูเตือน พาทยกุล ทายาทของครูเตือน มูลนิธิเตือน พาทยกุล และโรงเรียนพาทยกุลการดนตรีและนาฏศิลป์ และคณะศิษย์ครูเตือนพร้อมทั้งกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรมจึงได้พร้อมใจจัดการแสดงดนตรีไทย และนิทรรศการผลงานครูเตือน 

ในโอกาสนี้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาฯ ร่วมทรงดนตรีไทย (ซอ) กับคณะนักดนตรี ในบทเพลงพระราชนิพนธ์ ตุ๊กแก ทั้งนี้มีการแสดงประกอบเพลงพระราชนิพนธ์โดยนักเรียนระดับชั้นอนุบาลและประถมศึกษาต้น

สำหรับผู้ที่ประสงค์จะร่วมสมทบทุนมูลนิธิเตือน พาทยกุล สามารถสั่งซื้อกระเป๋าผ้าลายตุ๊กแกน่ารักได้ที่ไลน์ @phattayakul หรือบริจาคเข้ามูลนิธิเตือน พาทยกุล หมายเลขบัญชี 424 204 8787 ธนาคารไทยพาณิชย์  

by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยว : พระเขี้ยวแก้ว เมืองแคนดี ศรีลังกา

ตะลอนเที่ยว : พระเขี้ยวแก้ว เมืองแคนดี ศรีลังกา

ตะลอนเที่ยว : พระเขี้ยวแก้ว เมืองแคนดี ศรีลังกา

วันอาทิตย์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 08.00 น.

เขียนถึงเรื่องพระเขี้ยวแก้ว แห่งเมืองแคนดี ศรีลังกา มาหลายครั้งแล้ว วันนี้จึงไม่ลงรายละเอียดประวัติพระเขี้ยวแก้ว แต่จะมาชวนคุณที่สนใจไปกราบนมัสการและชมขบวนแห่พระเขี้ยวแก้ว ในงานเทศกาลประจำปี ที่จะเกิดขึ้นเป็นประจำทุกเดือนสิงหาคม 

ปีนี้งานเทศกาลแห่พระเขี้ยวแก้วจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-7 สิงหาคม โดยมีชื่อเทศกาลว่า สมโภชพระเขี้ยวแก้ว หรือ Kandy Esala Perahera โดยมีขบวนแห่พระเขี้ยวแก้วที่จัดแบบสุดอลังการ งดงาม วิจิตร เพราะใช้ช้างหลายเชือกเข้าร่วมขบวนแห่ โดยช้างจะถูกแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างวิจิตรตระการตา และในขบวนแห่งยังมีผู้คนที่ร่วมแสดงศิลปวัฒนธรรมของแคนดีให้ปรากฏแก่สายตาผู้ชมจากศรีลังกาและจากหลายประเทศทั่วโลกที่ไปร่วมงานสำคัญนี้ 

ตามความเชื่อชาวแคนดี ศรีลังกา บอกต่อ ๆ กันว่าพระทันตธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประดิษฐานอยู่ที่แคนดีมานานประมาณ 1,700 ปี จึงได้รับการยกย่องเคารพบูชาว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองแคนดี และไม่อนุญาตให้ใครอัญเชิญพระเขี้ยวแก้วออกนอกเมืองแคนดีอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้ พระเขี้ยวแก้วประดิษฐานอยู่ในวัดทัลฒามัลลิกาวรวิหาร (Sri Dalada Maligawa Temple)

ขอเล่าให้ฟังว่าในวันแห่พระเขี้ยวแก้วนั้น จะมีช้างจำนวนนับร้อยเชือกเข้าร่วมพิธี โดยช้างทุกเชือกจะถูกแต่งองค์ทรงเครื่องให้งดงามราวช้างเนรมิต และยังมีการรำฟ้อนประกอบดนตรี คือการแสดงระบำพื้นเมืองที่สุดแสนวิจิตรทั้งท่าทางร่ายรำ และการแต่งกาย ซึ่งการแห่พระเขี้ยวแก้วนี้ยังคงรักษารูปแบบของขบวนตั้งแต่โบราณกาลมาจนถึงปัจจุบัน โดยในขบวนแห่จะมีผู้ถือคบไฟเป็นพันอัน ทำให้แสงไฟจากคบไฟส่องสว่างงดงามแต่เคร่งขรึม แต่น่าศรัทธา และช่วยให้บรรยากาศดูแสนจะมีมนต์ขลังราวอยู่ในพิธีกรรมที่แสนศักดิ์สิทธิ์ 

ขอบอกว่าช้างสำคัญที่เข้าร่วมขบวนพิธีแห่พระเขี้ยวแก้วนี้ มีหลายเชือกที่เป็นช้างไทย ถูกส่งไปจากไทยเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ซึ่งแสดงให้เห็นความสัมพันธ์อันดีและแนบแน่นระหว่างราชอาณาจักรไทยกับศรีลังกาที่มีความสัมพันธ์ยาวนาน โดยสามารถสืบลึกลงไปถึงยุคสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของอาณาจักรที่ชื่อว่าไทย 

พิธีแห่พระเขี้ยวแก้วเป็นพิธีทางศาสนาพุทธที่นับได้ว่ามีสีสันมากที่สุดพิธีหนึ่ง และยังแสดงให้เห็นถึงความสอดประสานกันระหว่างพุทธศาสนิกชนจากทั่วโลกที่ไปร่วมงาน และยังแสดงถึงความเกี่ยวพันกันระหว่างคน ช้าง และพิธีกรรม อันบ่งบอกถึงศรัทธาที่มวลมนุษย์และช้างที่มีต่อพระพุทธศาสนา

หากคุณสนใจร่วมทริปกราบนมัสการพระเขี้ยวแก้วในช่วงเทศกาลแห่พระเขี้ยวแก้ว โปรดติดต่อ 091 7233615 ด่วน รับสมาชิกเพียง 16 รายเท่านั้นครับ เดินทาง 2-5 สิงหาคม 2568  

by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยว : ทำหมันสุนัขและแมว : ลดจำนวนสัตร์จรจัด

ตะลอนเที่ยว : ทำหมันสุนัขและแมว : ลดจำนวนสัตร์จรจัด

ตะลอนเที่ยว : ทำหมันสุนัขและแมว : ลดจำนวนสัตร์จรจัด

วันอาทิตย์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สุนัขและแมวจรจัดยังคงเป็นภาพที่น่าสังเวชต่อผู้พบเห็นโดยเฉพาะคนที่รักสัตว์ แล้วยังเป็นปัญหาสังคมชนิดหนึ่งของไทยอีกด้วย 

เราต้องยอมรับว่าสุนัข (ต่อไปจะเรียกว่าหมา) และแมวจรจัดยังคงมีอยู่เป็นจำนวนหลายแสนตัว (บางแหล่งระบุว่าหลายล้านตัว) ในสังคมไทย และสังคมทั่วโลก แต่ในที่นี่จะของกล่าวเฉพาะสังคมไทยเท่านั้น 

จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีหน่วยงานใดสามารถระบุจำนวนหมาแมวจรจัดได้อย่างชัดเจน เพราะไม่มีใครมีข้อมูลที่ถูกต้องเที่ยงตรง แต่ถึงกระนั่นเราทุกคนก็รู้ความจริงว่ามีหมาแมวจรจรเต็มเมืองไทย แล้วยิ่งนับวันปัญหานี้ก็จะยิ่งหนักขึ้น สาเหตุเพราะเราไม่ช่วยกันแก้ปัญหา แล้วมิหนำซ้ำ บางคนยังเพิ่มปัญหาให้สังคมอีกด้วย โดยเฉพาะคนที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงโดยปราศจากความรับผิดชอบ เช่น ซื้อสัตว์มาเลี้ยงแล้วไม่ดูแลให้ตลอด โดยบางคนจงใจทิ้งสัตว์เมื่อสัตว์โตขึ้น หรือป่วย ดังนั้น จึงมีภาพหมาแมวถูกรถยนต์ รถจักรยานยนต์ชนจนตาย หรือบาดเจ็บสาหัสพิการ หรือไม่ก็พบภาพหมาแมวกันกัดอย่างรุนแรงจนตายหรือพิการ หรือไม่ก็พบภาพสัตว์จำนวนมากถูกทิ้งไว้ตามกองขยะ

ด้วยความตั้งใจที่จะลดปริมาณสัตว์จรจัด โดยเฉพาะหมาแมวให้ได้ ดังนั้น หนังสือพิมพ์แนวหน้า และคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้ร่วมกันจัดทำโครงการทำหมันหมาแมวจรจัด และฉีดวัคซีนป้องกันโรคกลัวน้ำ รวมถึงฉีดวัคซีนรวม และตรวจสุขภาพหมาแมว ทั้งชนิดมีเจ้าของและจรจัด ให้กับชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย โดยทำโครงการนี้มาแล้วรวม 12 ปี 

ทั้งนี้ ล่าสุดเมื่อวันที่ 6-8 พฤษภาคม 2568 โครงการไปให้บริการสังคม ณ อำเภอบ้านเพ และเกาะเสม็ด จังหวัดระยอง โดยทำหมันสุนัขและแมว รวมทั้งสิ้น 66 ตัว แบ่งเป็นสุนัข 18 ตัว แมว 48 ตัว และฉีดวัคซีนรวม พร้อมตรวจโรคสัตว์เลี้ยง รวมทั้งหมด (ทั้งสุนัขและแมว) 123 ตัว

ขณะเดียวกัน สัตวแพทย์ก็ยังให้ความรู้กับชาวบ้านในเรื่องการดูแลสัตว์ให้มีสุขภาพดี เนื่องจากเห็นว่าสวัสดิภาพของคนในชุมชนจะดีได้ ก็ต่อเมื่อสัตว์เลี้ยงต่าง ๆ ในชุมชุนมีสุขภาพดี ไม่มีโรคภัย ไม่เป็นพาหะนำโรคไปสู่คน และที่สำคัญคือบนเกาะเสม็ดนั้น มีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติเป็นจำนวนมาก จึงต้องการให้นักท่องเที่ยวแล้วผู้คนบนเกาะทุกคนมั่นใจว่าหมาแมวบนเกาะเสม็ดผ่านการทำหมันและฉีดวัคซีนแล้ว เพื่อจะได้มั่นใจว่าเวลาพบเจอหมาแมวบนเกาะแล้วไม่ต้องกังวัลเรื่องโรคพิษสุนัขบ้า

แต่ก็ต้องยอมรับว่าแม้โครงการนี้ดำเนินมายาวนาน แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาหมาแมวจรจัดบนเกาะเสม็ดให้หมดไปได้ เนื่องจากยังคงมีผู้เลี้ยงหมาแมวโดยปราศจากความรับผิดชอบอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย แล้วยังพบว่าคนบางคนนั้นนำหมาแมวที่คลอดได้ไม่นานไปทิ้งที่บ่อขยะบนเกาะ ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องตั้งคำถามกับเทศบาลของเกาะเสม็ดว่า เหตุใดยังปล่อยให้เกิดปัญหานี้

อย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์แนวหน้าในฐานะผู้ประสานงานโครงการนี้ ขอขอบคุณอาจารย์ สัตวแพทย์ และบุคลากร คณะสัตวแพทยศาสตร์ และโรงพยาบาลสัตว์เล็ก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลุ่มเสม็ดรีสอร์ท บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) องค์การบริหารส่วนตำบลเพ อุทยานแห่งชาติแหลมหญ้า หมู่เกาะเสม็ด และขอบคุณชาวบ้านเพ และเกาะเสม็ดที่มีใจรักและเมตตาต่อสัตว์เลี้ยง 

หมายเหตุ โครงการนี้ยังหาบ้านให้หมาแมวจรจัดอีกด้วย ดังนั้น หากคุณมีความสามารถรับหมาแมวไปอุปการะเลี้ยงดูได้ โปรดติดต่อ 091 7233615 

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยว : สัมผัสความงามด้วยตาและใจ ด้วยการย่างก้าวเข้าไปชม

ตะลอนเที่ยว : สัมผัสความงามด้วยตาและใจ ด้วยการย่างก้าวเข้าไปชม

ตะลอนเที่ยว : สัมผัสความงามด้วยตาและใจ ด้วยการย่างก้าวเข้าไปชม

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในยามที่รัฐบาลไทยกำลังเดือดเนื้อร้อนใจ เพราะวิตกว่าเศรษฐกิจไทยจะตกเหวลึกมากไปกว่าเดิม เนื่องจากคนจีนเข้ามาเที่ยวประเทศไทยน้อยลง แต่ก็นับเป็นเรื่องธรรมดาที่รัฐบาลไทยจะเกิดความปริวิตก เพราะเขาเห็นแค่เพียงว่าเงินจากนักท่องเที่ยวจีนคือตัวกระตุ้นเศรษฐกิจไทย แต่ทว่ารัฐบาลไม่เคยมีปัญญาคิดว่า อันที่จริงแล้ว เศรษฐกิจของบ้านเราจะดีขึ้นมาได้ก็ต้องมาจากปัจจัยภายในประเทศด้วย นั่นคือจากการซื้อหา ค้าขาย แลกเปลี่ยนด้วยกันเองของผู้คนภายในบ้านในเมืองของเรา 

คนไทยเท่านั้นที่จะช่วยกันดูแล แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของไทยได่อย่างเป็นรูปธรรม ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นเพียงตัวช่วยเสริมให้เศรษฐกิจไทยเติบโตขึ้น เพราะฉะนั้น เราจึงต้องให้ความสำคัญกับผู้คนของเราเป็นอันดับแรก ต้องเน้นให้ตลาดในบ้านของเราดำเนินต่อไปด้วยแรงสนับสนุนของคนไทยด้วยกันเอง

วันนี้ Mr. Flower ชวนคุณ ๆ ไปเที่ยว ไปชม ไปช้อป ไปชิม และไปประทับใจกับความงดงาม และมนต์เสน่ห์ของสถานที่สำคัญต่าง ๆ ในบ้านเมืองของเราด้วยกัน โดยเราจะเน้นการเดินทอดน่อง แล้วค่อย ๆ ละเลียดความงดงามของศิลปวัฒนธรรมในบ้านเมืองของเรา แม้ศิลปวัฒนธรรมบางอย่างจะไม่ใช่ของไทยแท้แต่ดั่งเดิม เพราะว่ามีรากเหง้ามาจากชนเชื้อชาติอื่นที่เข้ามาดำเนิดชีวิตบนแผ่นดินสยาม (ไทย) ตั้งแต่โบราณกาลแล้ว แต่คนไทย (สยาม) ก็สามารถผสมกลมกลืนศิลปวัฒนธรรมของต่างชาติให้ผสมผสานไปกับของไทยได้อย่างงดงามและลงตัว ไม่ทำให้เกิดความรู้สึกแตกแยกแปลกประหลาด

วันนี้ เราไปกราบไหว้นมัสการพระพุทธรูป และเที่ยวชมวัดเครือวัลย์ วัดกัลยาณมิตร และไปกราบมมัสการพระเยซูเจ้า และเที่ยวชมวัดซางตาครูส กราบไหว้ศาลเจ้าเกียงอันเกง แล้วเดินเที่ยวชมชิมช้อปย่านกุฎีจีน อันที่จริงหากจะให้ครบรสชาติของการผสมกลมกลืนกันระหว่างพุทธ คริสต์ อิสลาม และศาลเจ้าจีน ก็ต้องไปเจริญพาสน์ด้วย แต่เพียงแค่มีเวลาจำกัด ดังนั้น ทริปนี้จึงไม่ได้พาไปเที่ยวเจริญพาสน์

เริ่มจากวัดเครือวัลย์ วรวิหาร วัดที่สร้างในรัชสมัยรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยผู้สร้างวัดคือเจ้าพระยาอภัยภูธร (น้อย บุณยรัตพันธุ์) และพระธิดาคือเจ้าจอมเครือวัลย์ ในรัชกาลที่ 3

ภายในพระอุโบสถของวัดเครือวัลย์มีความแตกต่างจากพระอุโบสถอื่น ๆ คือพระประธานเป็นปางห้ามพยาธิ ประทับยืน ยกพระหัตถ์ขวาขึ้นเสมอพระอุระ หงายพระหัตถ์ขาวออก ส่วนพระกรซ้ายทอดยาววางแนบพระวรกาย ภายในพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังพระเจ้า 500 พระชาติ และที่สำคัญคือยังมีภาพจิตรกรรมบนบานประดูและหน้าต่างเป็นภาพฉัตร โดยที่บานประตูคือภาพฉัตร 5 ชั้น ส่วนที่หน้าต่างคือฉัตร 7 ชั้น 

วัดต่อไปคือวัดกัลยาณมิตร วรมหาวิหาร วัดนี้สร้างในรัชสมัยรัชกาลที่ 3 สร้างโดยเจ้าสัวโต เจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต กัลยาณมิตร) แล้วรัชกาลที่ 3 พระราชทานนามว่าวัดกัลยาณมิตร 

พระประธานในพระอุโบสถวัดกัลยาณมิตรคือพระพุทธไตรรัตนนายก หรือหลวงพ่อโต ซำปอกง พระพุทธรูปปางมารวิชัย 

ภายในเขตวัดกัลยาฯ มีศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมแบบจีนผสมกลมกลืมอยู่อย่างลงตัว และยังมีระฆังใบใหญ่มหึมาด้วย ส่วนใกล้ ๆ กับวันกัลยาฯ คือศาลเจ้าเกียนอันเกง คือศาลของเจ้าแม่กวนอิม ของคนจีนฮกเกี้ยนที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระมหากษัตริย์ไทยตั้งแต่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น

ไม่ไกลจากวัดกัลยาฯ คือที่ตั้งของอาสนวิหารวัดซางตาครูส หรือวัดกุฎีจีน ของคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาธอลิค โบสถ์คริสต์แห่งนี้สร้างในสมัยกรุงธนบุรี แต่เดิมโบสถ์นี้สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง แต่ถูกไฟไหม้ จึงต้องสร้างใหม่แบบก่ออิฐถือปูน เป็นสถาปัตยกรรมแบบนิโอคลาสสิคผสมเรเนอซองส์ โดยโดมของโบสถ์ถอนแบบมาจากมหาวิหารฟลอเรนซ์ แคว้นทัสคานี อิตาลี 

และยังมีชุมชนกุฏีจีนอยู่ใกล้ ๆ กับโบสถ์ซางตาครูส วัดกัลยาฯ ศาลเจ้าเกียนอันเกง ชุมชนกุฏีจีนคือที่อยู่ของชาวไทยเชื้อสายจีนผสมกับโปรตุเกส ที่อพยพหนีภัยสงครามเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่สอง แล้วมาตั้งรกราก ณ บริเวณนี้ ในชุมชนยังคงมีบ้านเรือนเก่าที่แสนคลาสสิคหลงเหลืออยู่ แต่บางหลังก็ทรุดโทรมมาก คงแค่เพียงรอยอดีตที่แสนงดงาม แต่เมื่อมาชุมชนกุฎีจีนแล้ว สิ่งที่ต้องซื้อหามากินคือขนมฝรั่งกุฎีจีน เป็นลูกผสมระหว่างขนมของโปรตุเกสกับจีน  

วันหน้าจะพาคุณไปเที่ยวชุมชนอื่น ๆ ในกรุงเทพฯ ด้วยกันอีก เพราะยังมีอีกหลายสิบชุมชนที่น่าจะเที่ยวชมและสัมผัสมนต์เสน่ห์ของชุมชน หากสนใจร่วมทริปเดินทอดน่อง ท่องทั่วกรุงเทพฯ กับ Mr. Flower โปรดติดต่อ 091 7233615 

หมายเหตุ ขอบคุณภาพประกอบจากกลุ่มเที่ยว อิ่ม บุญ  

by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยว : สัมผัสความงามด้วยตาและใจ ด้วยการย่างก้าวเข้าไปชม

ตะลอนเที่ยว : สัมผัสความงามด้วยตาและใจ ด้วยการย่างก้าวเข้าไปชม

ตะลอนเที่ยว : สัมผัสความงามด้วยตาและใจ ด้วยการย่างก้าวเข้าไปชม

วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในยามที่รัฐบาลไทยกำลังเดือดเนื้อร้อนใจ เพราะวิตกว่าเศรษฐกิจไทยจะตกเหวลึกมากไปกว่าเดิม เนื่องจากคนจีนเข้ามาเที่ยวประเทศไทยน้อยลง แต่ก็นับเป็นเรื่องธรรมดาที่รัฐบาลไทยจะเกิดความปริวิตก เพราะเขาเห็นแค่เพียงว่าเงินจากนักท่องเที่ยวจีนคือตัวกระตุ้นเศรษฐกิจไทย แต่ทว่ารัฐบาลไม่เคยมีปัญญาคิดว่า อันที่จริงแล้ว เศรษฐกิจของบ้านเราจะดีขึ้นมาได้ก็ต้องมาจากปัจจัยภายในประเทศด้วย นั่นคือจากการซื้อหา ค้าขาย แลกเปลี่ยนด้วยกันเองของผู้คนภายในบ้านในเมืองของเรา 

คนไทยเท่านั้นที่จะช่วยกันดูแล แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของไทยได่อย่างเป็นรูปธรรม ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นเพียงตัวช่วยเสริมให้เศรษฐกิจไทยเติบโตขึ้น เพราะฉะนั้น เราจึงต้องให้ความสำคัญกับผู้คนของเราเป็นอันดับแรก ต้องเน้นให้ตลาดในบ้านของเราดำเนินต่อไปด้วยแรงสนับสนุนของคนไทยด้วยกันเอง

วันนี้ Mr. Flower ชวนคุณ ๆ ไปเที่ยว ไปชม ไปช้อป ไปชิม และไปประทับใจกับความงดงาม และมนต์เสน่ห์ของสถานที่สำคัญต่าง ๆ ในบ้านเมืองของเราด้วยกัน โดยเราจะเน้นการเดินทอดน่อง แล้วค่อย ๆ ละเลียดความงดงามของศิลปวัฒนธรรมในบ้านเมืองของเรา แม้ศิลปวัฒนธรรมบางอย่างจะไม่ใช่ของไทยแท้แต่ดั่งเดิม เพราะว่ามีรากเหง้ามาจากชนเชื้อชาติอื่นที่เข้ามาดำเนิดชีวิตบนแผ่นดินสยาม (ไทย) ตั้งแต่โบราณกาลแล้ว แต่คนไทย (สยาม) ก็สามารถผสมกลมกลืนศิลปวัฒนธรรมของต่างชาติให้ผสมผสานไปกับของไทยได้อย่างงดงามและลงตัว ไม่ทำให้เกิดความรู้สึกแตกแยกแปลกประหลาด

วันนี้ เราไปกราบไหว้นมัสการพระพุทธรูป และเที่ยวชมวัดเครือวัลย์ วัดกัลยาณมิตร และไปกราบมมัสการพระเยซูเจ้า และเที่ยวชมวัดซางตาครูส กราบไหว้ศาลเจ้าเกียงอันเกง แล้วเดินเที่ยวชมชิมช้อปย่านกุฎีจีน อันที่จริงหากจะให้ครบรสชาติของการผสมกลมกลืนกันระหว่างพุทธ คริสต์ อิสลาม และศาลเจ้าจีน ก็ต้องไปเจริญพาสน์ด้วย แต่เพียงแค่มีเวลาจำกัด ดังนั้น ทริปนี้จึงไม่ได้พาไปเที่ยวเจริญพาสน์

เริ่มจากวัดเครือวัลย์ วรวิหาร วัดที่สร้างในรัชสมัยรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยผู้สร้างวัดคือเจ้าพระยาอภัยภูธร (น้อย บุณยรัตพันธุ์) และพระธิดาคือเจ้าจอมเครือวัลย์ ในรัชกาลที่ 3

ภายในพระอุโบสถของวัดเครือวัลย์มีความแตกต่างจากพระอุโบสถอื่น ๆ คือพระประธานเป็นปางห้ามพยาธิ ประทับยืน ยกพระหัตถ์ขวาขึ้นเสมอพระอุระ หงายพระหัตถ์ขาวออก ส่วนพระกรซ้ายทอดยาววางแนบพระวรกาย ภายในพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังพระเจ้า 500 พระชาติ และที่สำคัญคือยังมีภาพจิตรกรรมบนบานประดูและหน้าต่างเป็นภาพฉัตร โดยที่บานประตูคือภาพฉัตร 5 ชั้น ส่วนที่หน้าต่างคือฉัตร 7 ชั้น 

วัดต่อไปคือวัดกัลยาณมิตร วรมหาวิหาร วัดนี้สร้างในรัชสมัยรัชกาลที่ 3 สร้างโดยเจ้าสัวโต เจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต กัลยาณมิตร) แล้วรัชกาลที่ 3 พระราชทานนามว่าวัดกัลยาณมิตร 

พระประธานในพระอุโบสถวัดกัลยาณมิตรคือพระพุทธไตรรัตนนายก หรือหลวงพ่อโต ซำปอกง พระพุทธรูปปางมารวิชัย 

ภายในเขตวัดกัลยาฯ มีศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมแบบจีนผสมกลมกลืมอยู่อย่างลงตัว และยังมีระฆังใบใหญ่มหึมาด้วย ส่วนใกล้ ๆ กับวันกัลยาฯ คือศาลเจ้าเกียนอันเกง คือศาลของเจ้าแม่กวนอิม ของคนจีนฮกเกี้ยนที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระมหากษัตริย์ไทยตั้งแต่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น

ไม่ไกลจากวัดกัลยาฯ คือที่ตั้งของอาสนวิหารวัดซางตาครูส หรือวัดกุฎีจีน ของคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาธอลิค โบสถ์คริสต์แห่งนี้สร้างในสมัยกรุงธนบุรี แต่เดิมโบสถ์นี้สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง แต่ถูกไฟไหม้ จึงต้องสร้างใหม่แบบก่ออิฐถือปูน เป็นสถาปัตยกรรมแบบนิโอคลาสสิคผสมเรเนอซองส์ โดยโดมของโบสถ์ถอนแบบมาจากมหาวิหารฟลอเรนซ์ แคว้นทัสคานี อิตาลี 

และยังมีชุมชนกุฏีจีนอยู่ใกล้ ๆ กับโบสถ์ซางตาครูส วัดกัลยาฯ ศาลเจ้าเกียนอันเกง ชุมชนกุฏีจีนคือที่อยู่ของชาวไทยเชื้อสายจีนผสมกับโปรตุเกส ที่อพยพหนีภัยสงครามเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่สอง แล้วมาตั้งรกราก ณ บริเวณนี้ ในชุมชนยังคงมีบ้านเรือนเก่าที่แสนคลาสสิคหลงเหลืออยู่ แต่บางหลังก็ทรุดโทรมมาก คงแค่เพียงรอยอดีตที่แสนงดงาม แต่เมื่อมาชุมชนกุฎีจีนแล้ว สิ่งที่ต้องซื้อหามากินคือขนมฝรั่งกุฎีจีน เป็นลูกผสมระหว่างขนมของโปรตุเกสกับจีน  

วันหน้าจะพาคุณไปเที่ยวชุมชนอื่น ๆ ในกรุงเทพฯ ด้วยกันอีก เพราะยังมีอีกหลายสิบชุมชนที่น่าจะเที่ยวชมและสัมผัสมนต์เสน่ห์ของชุมชน หากสนใจร่วมทริปเดินทอดน่อง ท่องทั่วกรุงเทพฯ กับ Mr. Flower โปรดติดต่อ 091 7233615 

หมายเหตุ ขอบคุณภาพประกอบจากกลุ่มเที่ยว อิ่ม บุญ  

by Mr. Flower