ตะลอนเที่ยว : นครหริภุญไชย พระนางจามเทวี และมนต์เสน่ห์เมืองลำพูน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/368691

ตะลอนเที่ยว : นครหริภุญไชย พระนางจามเทวี และมนต์เสน่ห์เมืองลำพูน

ตะลอนเที่ยว : นครหริภุญไชย พระนางจามเทวี และมนต์เสน่ห์เมืองลำพูน

วันอาทิตย์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ลำพูนหรือนครหริภุญไชยถูกจารึกในตำนานจามเทวีวงศ์จากพงศาวดารหริภุญชัยว่า มีปฐมกษัตริยาคือพระนางจามเทวี หรือพระนางจ๋ามะเตวี ซึ่งเป็นพระราชธิดาของพญาจักกวัติ กษัตริย์ละโว้

หลังจากวาสุเทพฤาษี และสุกกทันตฤาษี ได้สร้างเมืองหริภุญไชยขึ้นมาแล้ว จึงได้อัญเชิญพระนางจามเทวี ซึ่งเป็นผู้ดำรงตนอยู่ในศีลในธรรมโดยเคร่งครัดมาปกครองเมือง ในตำนานระบุว่า เมื่อ พ.ศ. 1310 ขบวนเรือเสด็จของพระนางจามเทวีล่องมาทางลำน้ำปิง โดยมีพระสงฆ์ 500 รูป พร้อมด้วยช่างฝีมือชั้นครูในแขนงต่างๆ อีก 14 แขนงแขนงละ 500 คน

พระนางทรงปกครองนครหริภุญไชยให้มีความสุขสงบและรุ่งเรือง โดยใช้หลักธรรมะเป็นแนวการปกครอง และทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นอย่างดี ทรงให้สร้างวัดวาอาราม และพระพุทธรูปมากมาย วัดสำคัญแห่งหนึ่งที่ทรงให้สร้างคืวัดพระธาตุหริภุญไชย (หริภุญชัย) และทรงให้สร้างพระมหาธาตุเพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (โปรดดูภาพพระมหาธาตุคือเจดีย์ทรงล้านนา หุ้มทองจังโกทั้งองค์สูง 92 ศอก รอบองค์พระมหาธาตุมีระเบียงหอก (สัตถบัญชร) ล้อมไว้ มีซุ้มกุมภัณฑ์ และฉัตรประจำที่มุมทั้งสี่ขององค์พระมหาธาตุ) พระมหาธาตุองค์นี้เป็นพระธาตุประจำปีระกา แต่บางตำนานระบุว่าพระมหาธาตุองค์นี้สร้างในรัชกาลพระเจ้าอาทิตยราชพ.ศ. 1651

ตามตำนานระบุด้วยว่าเมื่อพระนางจามเทวีสวรรคต พระราชโอรสคือเจ้ามหันตยศ และเจ้าอนันตยศ ทรงสร้างสุวรรณจังโกฏิเจดีย์ถวายเพื่อประดิษฐานพระอัฐิ ซึ่งปัจจุบันชาวบ้านเรียกพระเจดีย์นี้ว่ากู่กุด และเจดีย์นี้ตั้งอยู่ในเขตวัดพระธาตุหริภุญชัย (โปรดดูภาพ กู่กุดคือเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมสูงสอบขึ้นไป ปลายยอดแหลมสีทอง)

วัดพระธาตุหริภุญไชย ลำพูน

นครหริภุญไชยปกครองตนเองสืบต่อมายาวนานถึง 600 ปี จากนั้นจึงตกเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรล้านนา และของพม่า จนมาถึงสมัยกรุงธนบุรี พญากาวิละแห่งล้านนาได้รับการสนับสนุนจากกรุงธนบุรีให้ขับไล่พม่าออกจากล้านนาได้สำเร็จ จากนั้นพญาคำฟั่น (น้องชายของพญากาวิละ) ได้ไปปกครองเมืองหริภุญไชย จนถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์ เมืองหริภุญไชยมีฐานะเป็นเมืองประเทศราชของกรุงเทพ แต่กรุงเทพอนุญาตให้มีเจ้าครองนครปกครองกันเอง จนในที่สุดปัจจุบัน เมืองลำพูนก็คือจังหวัดหนึ่งของประเทศไทย

ภายในวัดพระธาตุหริภุญไชยมีโบราณสถานที่ควรไปกราบสักการะอีกมากมาย อาทิ วิหารหลวง (ตั้งอยู่หน้าองค์พระมหาธาตุ) หอไตร หอระฆัง สิงห์คู่ขนาดใหญ่หน้าซุ่มประตูโขง และซุ่มประตูโขง และเมื่อไปถึงวัดแห่งนี้แล้วก็ไม่ควรพลาดการชมพิพิธภัณฑสถานหริภุญชัย ซึ่งอยู่ด้านหลังของพระมหาธาตุ

ยังมีความงดงามอีกประการหนึ่งของเมืองลำพูน ซึ่งเป็นเครื่องช่วยสร้างสีสันและเพิ่มมนต์เสน่ห์ตราตรึงใจให้กับผู้ไปเยือนคือ การแต่งกายของชนกลุ่มต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ในเขตจังหวัดลำพูน
เช่น ปกาเกอะญอ หรือบางคนเรียกว่ากะเหรี่ยง ยอง(ไทยยอง) มอญ ลื้อ (ไทยลื้อ)

ภาพการแต่งกายของชนกลุ่มต่างๆ ในเขตเมืองลำพูนที่นำมาฝากคุณผู้อ่านในวันนี้ คงช่วยยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าช่างมีสีสัน มีเสน่ห์ และมีมนต์ขลัง ที่เชิญชวนให้คุณๆ ไปสัมผัสความน่ารักน่าหลงใหลของลำพูน

สำหรับคุณๆ ที่ต้องการเที่ยวเมืองลำพูนแบบละมุนละไม ได้สัมผัสความเป็นลำพูนพร้อมกับศึกษาเรื่องราวของชุมชนชาวลำพูนอย่างลึกซึ้ง ขอเชิญไปเที่ยวกับ Mr. Flower สนใจร่วมทริปลำพูนสุดวิเศษ โปรดติดต่อสอบถาม 091-7233615

อนุสาวรีย์พระนางจามเทวี

อนุสาวรีย์พระนางจามเทวี

สีสันชุดแต่งกายของพี่น้องไทยในลำพูน

สีสันชุดแต่งกายของพี่น้องไทยในลำพูน

ตะลอนเที่ยว : เจ้าแม่มาจู หรือเจ้าแม่โต๊ะโมะแห่งสุไหงโก-ลก เทพธิดาแห่งท้องทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/367124

ตะลอนเที่ยว : เจ้าแม่มาจู หรือเจ้าแม่โต๊ะโมะแห่งสุไหงโก-ลก เทพธิดาแห่งท้องทะเล

ตะลอนเที่ยว : เจ้าแม่มาจู หรือเจ้าแม่โต๊ะโมะแห่งสุไหงโก-ลก เทพธิดาแห่งท้องทะเล

วันอาทิตย์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เมืองนราธิวาสมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากหลาย แต่หนึ่งในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวนราฯ และคนไทยจากเมืองอื่นๆ รวมถึงชาวมาเลย์ให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมากคือ เจ้าแม่มาจู หรือเจ้าแม่โต๊ะโมะ

ตามความเชื่อของบรรพชนกล่าวว่า เจ้าแม่มาจู ก็คือเจ้าแม่ทับทิม เทพธิดาแห่งท้องทะเล

ตำนานกล่าวว่า แต่เดิมนั้น เจ้าแม่เป็นชาวจีน บิดาเป็นผู้ตรวจราชการมณฑลฮกเกี้ยน เจ้าแม่มีพี่น้องทั้งหมด 6 คน เจ้าแม่คือผู้ที่ทางครอบครัวได้บนบานเพื่อขอจากเจ้าแม่กวนอิม โดยถือกำเนิดเมื่อปี พ.ศ.1503 และเชื่อว่าเจ้าแม่เกิดในวันที่ 23 เดือน 3 ในวัยเด็กเจ้าแม่เป็นผู้มีความเฉลียวฉลาดมาก อ่านท่องตำราเล่มโตๆ เพียงครั้งเดียวก็จดจำได้หมด เมื่อเจ้าแม่อายุ 16 ปี ได้เกิดเหตุอัศจรรย์ เมื่อได้พบกับเซียนตนหนึ่งซึ่งปรากฏตัวจากบ่อน้ำแล้วลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า สาวใช้ที่อยู่กับเจ้าแม่ตกใจ วิ่งหนีไปจนหมด เหลือแต่เจ้าแม่เท่านั้นที่เมื่อเห็นเซียนแล้ว ก็จึงคุกเข่าแสดงความเคารพ เซียนจึงมอบคัมภีร์ให้เจ้าแม่หนึ่งเล่ม

เจ้าแม่ศึกษาคัมภีร์อย่างแตกฉาน จนชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างพิสดาร เพราะสามารถช่วยปกป้องผองภัยให้ชาวเมืองได้ และยังมีฤทธิ์เหาะเหินไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในท้องทะเล จึงทำให้ชาวเมืองผู้อาศัยอยู่ริมทะเลพากันเลื่อมใสศรัทธาในคุณความดีของเจ้าแม่ และชาวเมืองได้ร่วมกันสร้างศาลเพื่อสักการบูชาเจ้าแม่

ตำนานระบุว่า ในปี พ.ศ.1523 วันที่ 8 เดือน 9 เจ้าแม่เบื่อความวุ่นวายทางโลก จึงออกแสวงหาความสงบ โดยได้เดินทางไปยังเหมยซาน หรือภูเขาเหมย บรรดาญาติพี่น้องและผู้คนเห็นเจ้าแม่เดินบนอากาศ โดยมีก้อนเมฆอยู่ใต้เท้า จากนั้นก็มีลมพัดพาร่างเจ้าแม่หายลับไปในกลีบเมฆ แล้วก็ไม่มีใครเห็นเจ้าแม่อีกเลย

หากอ้างตามตำนาน ก็จะเห็นได้ว่าเจ้าแม่มาจู หรือเจ้าแม่โต๊ะโมะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับจังหวัดนราธิวาสเลย แล้วเหตุใด ผู้คนจึงสร้างศาลเจ้าแม่ขึ้นที่จังหวัดนราธิวาสคำตอบคือ ในยุคที่มีการหาทองคำในเขตภูเขาโต๊ะโมะ (ปัจจุบันคือตำบลภูเขาทอง) อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาสช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 หัวหน้าขุดหาทองคำ ชื่อกัปตันคิว และคนงานล้วนนับถือเจ้าแม่มาจู จึงอัญเชิญท่านไปในการขุดหาแหล่งทองคำ และก่อนจะสำรวจก็จะต้องอัญเชิญเจ้าแม่ให้ประทับร่างทรง มีอยู่ครั้งหนึ่งร่างทรงของเจ้าแม่บอกว่าบริเวณที่จะสำรวจนั้นอันตราย และห้ามสำรวจต่อไป แต่ชาวฝรั่งเศสผู้ได้รับสัมปทานหาแร่ทองคำไม่เชื่อ แล้วสั่งให้สำรวจต่อไป จนในที่สุดได้เกิดดินถล่มทับคนงานกว่าร้อยชีวิต เมื่อเจ้าของสัมปทานเห็นเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้น จึงเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแม่ แล้วสั่งให้กัปตันคิวเดินทางไปประเทศจีนเพื่ออัญเชิญองค์จำลองของเจ้าแม่มาประดิษฐาน ณ ศาลเจ้าที่แหล่งสำรวจในอำเภอสุคิริน จากนั้นทุกครั้งก่อนจะสำรวจหาทองคำ เจ้าแม่ในร่างประทับทรงก็จะชี้แนะให้ขุดหาพบแร่ทองคำทุกครั้ง จนทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแม่แพร่กระจายไปทั่วจังหวัด และเมืองใกล้เคียง แล้วจากนั้นก็มีการถวายนามว่า เจ้าแม่โต๊ะโมะ

ต่อมาเมื่อเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา ก็จำต้องยุติการทำเหมืองทองคำ ผู้คนก็หนีกระจัดกระจายไป แล้วทิ้งศาลเจ้าแม่ให้ร้าง จนกระทั่งสงครามยุติลง ลูกชายของกัปตันคิวได้กลับขึ้นไปยังเขาโต๊ะโมะแต่ไม่พบรูปปั้นเจ้าแม่ จึงนำกระถางธูปจากศาลไปไว้ในศาลที่หมู่บ้านเจ๊ะเห อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส แล้วต่อมาได้นำกระถางธูปนี้ไปไว้ที่บ้านสามแยก อำเภอแว้ง แล้วสร้างองค์จำลองของเจ้าแม่ขึ้นมา จากนั้นต่อมาก็ได้มีการสร้างศาลถวายเจ้าแม่ที่อำเภอสุไหงโก-ลก เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2495 โดยในวันที่ 23 เดือน 3 ตามปฏิทินจีน ซึ่งจะอยู่ในช่วงเดือนเมษายน จะถือว่าเป็นวันเกิดของเจ้าแม่มาจู ซึ่งจะมีการจัดงานเทศกาลเฉลิมฉลองประจำปีให้กับเจ้าแม่ ซึ่งงานเฉลิมฉลองนี้ยังจัดต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน

Mr. Flower เพิ่งจะพาแฟนคอลัมน์กลุ่มเล็กๆ (15 คน) ทุกคนมีความเป็นกันเองมาก ไปท่องเที่ยวจังหวัดนราธิวาส ยะลา และปัตตานี เมื่อเร็วๆ นี้ ถ้าหากคุณๆ ต้องการจะไปกราบนมัสการเจ้าแม่โต๊ะโมะ และท่องเที่ยวสถานที่น่าสนใจมากมาย รับประทานอาหารรสอร่อย และซื้อหาผ้าพื้นเมืองคุณภาพดี ในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาสโปรดติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 091-7233615 ขอเรียนย้ำว่า ทริปของเราเป็นทริปคุณภาพ อบอุ่น และเป็นกันเอง แต่ที่สำคัญคือท่องเที่ยวแบบเจาะลึก

ตะลอนเที่ยว : วัดแห่งนี้ช่วยพิทักษ์ดินแดนไทย วัดชลธาราสิงเห

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/365676

ตะลอนเที่ยว : วัดแห่งนี้ช่วยพิทักษ์ดินแดนไทย วัดชลธาราสิงเห

ตะลอนเที่ยว : วัดแห่งนี้ช่วยพิทักษ์ดินแดนไทย วัดชลธาราสิงเห

วันอาทิตย์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ในยุคที่อังกฤษล่าอาณานิคม อังกฤษพยายามจะผนวกเอาดินแดนของไทยหลาย ๆ แห่งเข้าไปเป็นดินแดนของตนเอง และหนึ่งในความพยายามนั้นคือการผนวกดินแดนจังหวัดนราธิวาสเข้าไปไว้ในเขตดินแดนมลายู ซึ่งเป็นอาณานิคมแห่งหนึ่งของอังกฤษ

แต่ความพยายามของอังกฤษในเรื่องนี้กลับล้มเหลว เมื่อฝ่ายสยามมีหลักฐานชัดเจนว่าดินแดนดังกล่าวเป็นของสยามมาตั้งแต่ดั่งเดิม หลักฐานสำคัญชิ้นหนึ่งคือวัดชลธาราสิงเห หรือวัดเจ๊ะเห ตั้งอยู่ ณ ริมแม่น้ำตากใบ อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส

ตามประวัติระบุว่าวัดนี้ก่อสร้างโดยพระครูโอภาสพุทธคุณ (พุด) เมื่อปี พ.ศ.2416 ซึ่งอยู่ในช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4

นอกจากความงดงามตามแบบพุทธศิลป์ผสมผสานกับศิลปะตามแบบแผนของเมืองปักษ์ใต้แล้ว วัดแห่งนี้ยังมีความสำคัญในด้านประวัติศาสตร์ของสยาม โดยเฉพาะในเรื่องการรักษาเอกราชของดินแดนสยาม เนื่องจากเมื่อครั้งที่สยามกับอังกฤษมีข้อพิพาทเรื่องดินแดนสยามกับมลายู (มลายูเป็นดินแดนอาณานิคมของอังกฤษ) ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 อังกฤษพยายามจะผนวกเอาดินแดนสยามในเขตจังหวัดนราธิวาสเข้าไปเป็นของตน โดยอ้างเหตุผลด้านเชื้อชาติของประชากรในบริเวณดังกล่าว แต่ฝ่ายสยามได้ยกเรื่องวัดในพระพุทธศาสนา และโบราณวัตถุ รวมถึงศิลปะของสยามเป็นข้อต่อสู้ ในที่สุดอังกฤษจึงจำต้องยอมจำนนต่อหลักฐานของฝ่ายสยาม ทำให้ดินแดนของจังหวัดนราธิวาสไม่ตกเป็นของมลายูภายใต้การปกครองของอังกฤษ จึงทำให้วัดนี้ได้รับการขนานนามว่าวัดพิทักษ์ดินแดนไทย

ส่วนความงดงามวิจิตรของโบราณสถานภายในวัดมีมากมาย อาทิ พระอุโบสถที่ก่อสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งมีขนาดกะทัดรัด แต่ทว่างดงามมาก เป็นศิลปกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ หลังคาซ้อนลดหลั่นสามชั้น หน้าบันเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเป็นภาพพุทธประวัติ และภาพเทพชุมนุม และมีการสอดประสานผสมชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนราธิวาสในยุคนั้นไว้ในภาพจิตรกรรมฝาผนังด้วย ตามประวัติระบุว่าผู้วาดภาพจิตรกรรมฝาผนังคือพระภิกษุจากสงขลาที่ไปจำพรรษาในวัดแห่งนี้ ส่วนพระพุทธรูปประธานของพระอุโบสถสร้างแบบมารวิชัย มีขนาดไม่ใหญ่โตมากนัก แต่ประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชีแบบบุษบกทรงสอบที่สูงมาก แต่มีสัดส่วนที่งดงามและลงตัวมากเมื่อเทียบกับขนาดของพระอุโบสถหลังย่อมๆ

ส่วนโบราณสถานสำคัญอื่นๆ ของวัดนี้ คือ พลับพลาริมแม่น้ำตากใบ ที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เมื่อคราเสด็จประพาสเมืองนราธิวาส เมื่อ พ.ศ. 2458 ส่วนพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดแห่งนี้เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2518 และวันที่ 6 กันยายน 2519

นอกจากนี้ยังมีกุฏิโบราณสร้างด้วยไม้ ประดับลวดลายขนมปังขิง (ลวดลายไม้ฉลุที่งดงามอ่อนช้อย) รวมถึงศาลาธรรม ที่ก่อสร้างด้วยศิลปะแบบปักษ์ใต้ผสมกับศิลปะของจีน และหอกลอง หอระฆัง หอไตร หอพระนารายณ์ และพระพุทธไสยาสน์ แต่ที่พลาดไม่ได้เมื่อไปถึงวัดนี้คือต้องไปชมพิพิธภัณฑ์ประจำวัด ซึ่งเก็บรักษาโบราณวัตถุล้ำค่าไว้มากมาย อาทิ ธรรมาสน์อายุกว่า 100 ปี ตู้พระไตรปิฎก และโบราณวัตถุประจำพื้นถิ่นอีกมากมาย

หากคุณสนใจต้องการไปเที่ยวชมวัดชลธาราสิงเห และท่องเที่ยวแบบเจาะลึกในจังหวัดนราธิวาส โปรดติดต่อ Mr. Flower ที่หมายเลข 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : ความเขียวขจีบนผืนดินที่เคยไร้ความอุดมสมบูรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/364283

ตะลอนเที่ยว : ความเขียวขจีบนผืนดินที่เคยไร้ความอุดมสมบูรณ์

ตะลอนเที่ยว : ความเขียวขจีบนผืนดินที่เคยไร้ความอุดมสมบูรณ์

วันอาทิตย์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2561, 02.00 น.

“ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงอยู่ในหัวใจของพวกเราตลอดเวลา” คำพูดนี้ออกมาจากปากของชาวบ้าน โคกสยา ตำบลกะลุวอเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ผู้สามารถพลิกชีวิตจากความอดอยาก ให้กลับกลายมาเป็นเกษตรกรผู้ประสบผลสำเร็จในการเพาะปลูก อันเป็นผลมาจากความรู้ที่ได้รับจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส

แต่เดิมก่อนปี พ.ศ. 2524 ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระราชทานพระราชดำริให้ก่อตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองนั้น พื้นที่ในหมู่บ้านโคกสยา และบริเวณรอบๆมีสภาพเป็นที่ดินเสื่อมโทรม เพาะปลูกพืชพันธุ์ทางการเกษตรไม่ได้ เนื่องจากที่ดินส่วนใหญ่เป็นที่ลุ่มต่ำมีน้ำขังตลอดปี เรียกว่าดินพรุ ดินชนิดนี้คุณภาพต่ำ ไม่มีสารอาหารสำหรับพืช จึงใช้เพาะปลูกไม่ได้ ตามหลักวิชาการเรียกดินชนิดนี้ว่าดินมีกรดกำมะถัน เป็นดินเปรี้ยว ดังนั้นที่ดินจึงถูกทิ้งร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์ทางการเกษตร

ในปี 2524 ในหลวง รัชกาลที่ 9 พระราชทานพระราชดำริให้ตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ณ ที่ดินระหว่างหมู่บ้านพิกุลทองกับหมู่บ้านโคกสยา โดยศูนย์แห่งนี้เป็นที่ทำงานเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านโดยเป็นการรวมตัวกันของนักวิชาการด้านการเกษตร ด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านส่งเสริมการศึกษา โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการวิจัยปรับปรุงดินพรุให้สามารถใช้เพื่อการเกษตรได้ นอกจากนี้ยังมีการศึกษาทดลองด้านการพัฒนาการอุตสาหกรรมในครอบครัวแบบครบวงจร ด้านยางพาราและปาล์มน้ำมันซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง ดำเนินกิจการในบนดิน 261,860 ไร่มีกิจกรรมดังต่อไปนี้ พัฒนาดินอินทรีย์และดินเปรี้ยวจัด พัฒนาการปลูกพืชแบบที่ปลูกร่วมกับยางพารา เช่น ระกำ และไม้ดอก ทำโครงการเกษตรยั่งยืนตามแนวทางทฤษฎีใหม่ ปลูกไม้ดอกเมืองหนาว ฝึกอบรมและส่งเสริมงานด้านศิลปาชีพพิเศษ

เมื่อศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง ได้ศึกษา วิจัย และทดลองจนสามารถแก้ปัญหาดินเปรี้ยวจัดได้แล้ว จึงได้เผยแพร่ความรู้ให้กับชาวบ้าน และยังเป็นศูนย์กลางการฝึกอบรมอาชีพให้ชาวบ้านอีกด้วย

จากสภาพเดิมซึ่งพื้นที่จำนวนมากของจังหวัดนราธิวาสไม่สามารถใช้ทำการเกษตรได้ แต่เมื่อโครงการพระราชดำรินี้ได้เข้าไปแก้ไขปัญหาให้ชาวบ้าน ปัจจุบันผืนดินก็ได้กลับมาอุดมสมบูรณ์ เขียวขจี ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว พืชสวนไร่นาเจริญเติบโต ชาวบ้านมีข้าวปลาอาหารบริบูรณ์ ดำรงชีวิตอย่างมีความสุข

Mr. Flower ได้นำคณะผู้อ่านหนังสือพิมพ์แนวหน้ากลุ่มหนึ่งลงไปชมศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง เมื่อวันที่9 กันยายน 2561 โดยได้รับความอนุเคราะห์อย่างดียิ่งในการนำชมโดยเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ฯ (และขอขอบคุณเจ้าหน้าที่สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จังหวัดนราธิวาส และเจ้าหน้าที่กระทรวงวัฒนธรรม ประจำจังหวัดยะลาและจังหวัดนราธิวาส ที่กรุณาอำนวยความสะดวกให้คณะของเรา)

การไปชมครั้งนี้ทำให้ทราบว่าโครงการแกล้งดินคืออะไร และยังได้ทราบอีกว่ามีข้าวสายพันธุ์ใดบ้างที่สามารถปลูกในดินเปรี้ยวได้ เช่น พันธุ์เขียวดอนทรายขาวช่อจำปา เป็นต้น และได้ทราบว่าปาล์มน้ำมันและต้นเสม็ดขาว สามารถปลูกในดินพรุได้ดี และได้เห็นการปลูกระกำหวานแทรกระหว่างแถวของยางพารา ซึ่งเป็นการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างน่าพอใจ เพราะมีรายได้จากระกำหวานปีละประมาณ 6 พันบาทต่อไร่ และยังได้พบว่าดินพรุสามารถใช้ปลูกต้นสาคู และมะพร้าวพันธุ์เตี้ยสำหรับตัดยอดอ่อนไปใช้ปรุงอาหารได้อีกด้วย

ขอบอกตรงๆ ว่า ไม่ว่าจะบรรยายหรือนำภาพของศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง มาให้คุณชมมากมายสักเพียงใดก็คงจะไม่ได้อรรถรสมากเท่ากับการที่คุณไปชมศูนย์ฯ แห่งนี้ด้วยสายตาของคุณเอง

ขอเรียนเชิญคุณไปเยี่ยมชมศูนย์ฯ แห่งนี้ด้วยกันกับ Mr. Flower ซึ่งเราจะไปเที่ยวชมความงดงามของจังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ด้วยกันอีกครั้งในช่วงกลางเดือนตุลาคมปีนี้ สำหรับคุณที่สนใจร่วมทริปเล็กๆ และอบอุ่นไปด้วยกัน โปรดติดต่อโทรศัพท์หมายเลข091-7233615

ตะลอนเที่ยว : ผ้าปะลางิง ภูมิปัญญาของชาวปัตตานี ยะลา นราธิวาส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/362872

ตะลอนเที่ยว : ผ้าปะลางิง ภูมิปัญญาของชาวปัตตานี ยะลา นราธิวาส

ตะลอนเที่ยว : ผ้าปะลางิง ภูมิปัญญาของชาวปัตตานี ยะลา นราธิวาส

วันอาทิตย์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ภูมิปัญญาชาวปัตตานี ยะลา นราธิวาส โดยแสดงออกผ่านผืนผ้าและแพรพรรณ ในนามผ้าปะลางิง ปัญญาที่ทรงคุณค่าในด้านศิลปวัฒนธรรมที่ควรแก่การอนุรักษ์และเผยแพร่

ลวดลายบนพื้นผ้าปะลางิงและเส้นไหมรวมถึงเส้นดิ้นเงินดิ้นทองที่ใช้ทักทอผ้าชนิดนี้ คือเครื่องแสดงฐานะและบรรดาศักดิ์ของผู้สวมใส่ยกตัวอย่างเช่น ขุนนางผู้มีบรรดาศักดิ์สูงจะสวมใส่ผ้าปะลางิงที่ทอด้วยไหมแท้และอาจจะมีการผสมแล่งเงินแล่งทอง และมีลวดลายวิจิตร แต่สำหรับชนชั้นสามัญชนจะใช้ผ้าปะลางิงที่ทอด้วยฝ้าย ส่วนสีสันและลวดลายก็จะเป็นลายพื้นบ้าน ที่ไม่ใช้ในราชสำนักหรือใช้สำหรับขุนนางชั้นสูง

แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าในช่วง 70 ถึง 80 ปีที่ผ่านมานี้ผ้าปะลางิงได้ถูกหลงลืมไปจากสังคมของชาวสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ สาเหตุที่ผ้าชนิดนี้ไม่ได้รับความนิยม อาจเป็นเพราะผลิตได้ยาก รวมถึงอาจจะไม่มีผู้สืบทอดภูมิปัญญาในการผลิตผ้าชนิดนี้

แต่อย่างไรก็ตาม ต้องนับว่าเป็นข่าวดีที่ในปัจจุบันมีผู้สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ทรงคุณค่าไว้ได้แล้ว

ปิยะ สุวรรณพฤกษ์ ชาวยะลารักงานการผลิตผ้าปะลางิง ได้ก่อตั้งกลุ่มศรียะลาบาติก

กระบวนการผลิตผ้าปะลางิงมีความซับซ้อนมากเมื่อเทียบกับการทำผ้าบาติกทั่วไป เพราะการทอผ้า การทำลวดลายและการมัดย้อมต้องใช้ความพิถีพิถันมากกว่า

ลวดลายของผ้าปะลางิงแบบดั้งเดิมจะมีดังต่อไปนี้ ลายของกระเบื้องเคลือบโบราณ ลายช่องลมเหนือกรอบหน้าต่างบ้าน ลวดลายของขนมพื้นบ้านโบราณและลวดลายของการละเล่น อย่างเช่นการเล่นว่าว เป็นต้น

เสน่ห์ของผ้าปะลางิงอยู่ที่ลวดลายโบราณและสีสันที่จับคู่กันอย่างเป็นเอกลักษณ์ อย่างเช่นสีที่ใช้ต้องเป็นสีตัดกัน เช่นสีเขียวตัดกับสีม่วง หรือสีเขียวตัดกับสีแดง

การผลิตผ้าปะลางิงหนึ่งผืน ซึ่งมีความยาวประมาณ 2 เมตร กว้างประมาณ 1 เมตร 20 เซนติเมตร ต้องใช้เวลาอย่างน้อยเกือบสองเดือน แต่ถ้าเป็นภาพที่มีลวดลายโบราณแท้จริง และสีหลายสี จะต้องใช้เวลาการผลิตที่นานขึ้น

ภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวบ้าน นับเป็นรากเหง้าของขนบประเพณีและวัฒนธรรมที่สมควรจะได้รับการอนุรักษ์และเผยแพร่ให้กระจายออกไปในวงกว้าง เพราะมิฉะนั้นแล้วรากเหง้าของชุมชนและภูมิปัญญาของบรรพชนจะเลือนหายไปจากสังคมของเรา

หมายเหตุ ศรียะลาบาติก อยู่ที่ถนนสิโรรส อำเภอเมือง จังหวัดยะลา

 

ตะลอนเที่ยว : ไหว้พระ ไหว้เจ้า บนเกาะภูเก็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/361505

ตะลอนเที่ยว : ไหว้พระ ไหว้เจ้า บนเกาะภูเก็ต

ตะลอนเที่ยว : ไหว้พระ ไหว้เจ้า บนเกาะภูเก็ต

วันอาทิตย์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

มนุษย์จำนวนไม่น้อยชื่นชอบและศรัทธาการทำบุญทำทาน ไหว้พระไหว้เจ้า เพราะทำแล้วส่งผลให้จิตใจสะอาด แล้วยังถือเป็นการทำกุศลกรรมชนิดหนึ่งที่สามารถทำได้เป็นประจำ ดังนั้นจึงพบเสมอๆ ว่า หากในสถานที่แห่งใดมีพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ และมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แล้ว มนุษย์ผู้ใฝ่ในทางบุญทางธรรมก็จะหลั่งไหลไปกราบไหว้นมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง

ภูเก็ตเป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่มีพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบนอกจากนี้ยังมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อีกมากมาย โดยเฉพาะศาลเจ้าจีน ดังนั้นผู้คนจำนวนมากที่ศรัทธาและเชื่อถือในความศักดิ์สิทธิ์จึงกล่าวตรงกันว่าเมื่อไปถึงภูเก็ตแล้ว ต้องไปกราบหลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง และไปไหว้ศาลเจ้าจีน และไหว้ทวยเทพเจ้าจีนองค์ต่างๆ ให้ได้ เพราะเมื่อไปกราบไหว้แล้วจะช่วยทำให้ชีวิตมีความรุ่งโรจน์ ราบรื่น และหมดเคราะห์หมดโศก

พระพุทธมิ่งมงคลเอกนาคคีรี

ตะลอนเที่ยววันนี้ขอนำคุณไปไหว้พระ และไหว้เจ้าที่ภูเก็ตด้วยกัน เริ่มจาก การไปกราบนมัสการหลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง หรือพูดอย่างเป็นทางการคือ พระครูวิสุทธิวงศาจารยญาณมุนี (หลวงพ่อแช่ม) อดีตเจ้าอาวาสวัดไชยธาราราม (วัดฉลอง) แม้หลวงพ่อแช่มจะมรณภาพไปตั้งแต่ปี 2451 แต่สาธารณชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติก็ยังคงหลั่งไหลไปกราบไหว้ท่านเป็นประจำทุกวัน หลวงพ่อแช่มมีชื่อมากในทางวิปัสสนาธุระ แต่ชาวบ้านทั่วไปจะรู้จักชื่อเสียงของท่านในคราวเมื่อมีการปราบกบฏอั้งยี่กรรมกรเหมืองแร่ในเขตจังหวัดภูเก็ตและพังงา ในปี 2419 ซึ่งในครั้งนั้นทำให้ผู้คนรู้จักคุณวิเศษของผ้าปะเจียดลงยันต์ของหลวงพ่อที่ชาวบ้านนำไปเป็นเครื่องปลุกปลอบขวัญและกำลังใจเมื่อยามต่อสู้กับอั้งยี่ จนมีชัยเหนือพวกอั้งยี่ในที่สุด เมื่อเรื่องนี้ทราบถึงพระเนตรพระกรรณของสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า รัชกาลที่ 5 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรรมการเมืองภูเก็ตนิมนต์หลวงพ่อแช่มไปยังพระนคร แล้วพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูวิสุทธิวงศาจารยญาณมุนี ตำแหน่งสังฆปาโมกข์เมืองภูเก็ต แล้วพระราชทานนามใหม่ให้วัดฉลอง ว่า วัดไชยธาราราม

เมื่อกราบนมัสการหลวงพ่อแช่มแล้ว ก็จะพาคุณไปกราบนมัสการพระใหญ่ หรือพระพุทธมิ่งมงคลเอกนาคคีรี ณ เขานาคเกิด พระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 25.45 เมตร สูง 45 เมตร เป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สามารถมองเห็นได้แต่ไกล เพราะประดิษฐานอยู่บนยอดเขา ผิวของพระพุทธรูปประดับด้วยหินอ่อนสีขาว บางคนเรียกหยกขาวสุริยกันตะ นำมาจากพม่า พระพุทธรูปองค์นี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อความสามัคคีและความหวังอันรุ่งโรจน์ของประชาชนทุกคน

ต่อไปคือศาลเจ้าปุดจ้อ หรืออ๊ามปุดจ้อ (เดิมชื่อศาลเจ้าเต้กู้น) ตั้งอยู่บนถนนระนอง ในตัวเมืองภูเก็ต ศาลนี้มีอายุกว่า 100 ปี เป็นที่ประดิษฐานของพระโพธิสัตว์กวนอิม ชาวภูเก็ตเคารพศรัทธาศาลเจ้าแห่งนี้มาก เพราะเชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องกับชีวิตของคนภูเก็ต ดังนั้นจึงมีผู้คนไปกราบไหว้ตลอดเวลา ผู้ที่จะแต่งงานก็ต้องไปไหว้ศาลนี้ แม้จะจัดงานมงคลต่างๆ ก็ต้องไปไหว้ศาลนี้ และยังนำเด็กทารกอายุ 1 เดือน ไปขอพรจากศาลแห่งนี้ เพราะเชื่อว่าเด็กจะเติบโตเป็นคนฉลาด แข็งแรง ว่านอนสอนง่าย และก็มักจะมีผู้ไปบนบานขอลูกจากศาลนี้อีกด้วย แต่ที่สำคัญอีกเรื่องคือ มักมีผู้คนมากมายไปเสี่ยงเซียมซีขอให้หายป่วยจากโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ และถ้าหากบ้านใดมีคนตาย หลังจากจัดงานศพเสร็จเรียบร้อยแล้ว คนในบ้านก็จะต้องไปกราบไหว้ศาลนี้ เพื่อขอให้สิ่งเลวร้ายผ่านพ้นไป ดังนั้นศาลเจ้าปุดจ้อจึงได้รับความศรัทธาว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับผู้คนตั้งแต่เกิดจนตาย

หลวงพ่อแช่ม วัดไชยธาราราม (วัดฉลอง)

เมื่อไหว้ศาลเจ้าปุดจ้อแล้ว ก็ต้องไปไหว้ศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง หรือเรียกสั้นๆ ว่า ศาลเจ้าจุ้ยตุ่ย ซึ่งอยู่ติดกัน ศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยคือศาลเจ้าที่ผู้คนรู้จักดี โดยเฉพาะในเทศกาลถือศีลกินผักของภูเก็ต ที่เริ่มตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจันทรคติ จนครบ 9 วัน 9 คืน แต่แม้จะไม่ใช่ช่วงเทศกาลถือศีลกินผัก ก็มีผู้คนมากมายเดินทางไปกราบไหว้ศาลเจ้าแห่งนี้ ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นที่เก็บรักษาไฟศักดิ์สิทธิ์ (เฮี้ยวโห้ย) ในพิธีถือศีลกินผัก

และเมื่อไหว้ศาลเจ้าปุดจ้อ และจุ้ยตุ่ย เรียบร้อยแล้ว ขอพาคุณไปไหว้พระโพธิสัตว์กวนอิมสร้างจากหยกขาว จากพม่าทั้งองค์ น้ำหนักรวม 17,000 กิโลกรัม สูงจากฐานถึงพระเศียร 5.2 เมตร ประดิษฐานในศาลาใกล้กับศาลเจ้ากิ้วเที้ยนเก้ง ณ แหลมสะพานหิน องค์พระโพธิสัตว์กวนอิมองค์นี้มีสามปางในองค์เดียวกัน คือปางปัญญา ปางสันติ และปางเมตตา มีชื่อว่า พระสยมติราชไตรภาคีโพธิสัตว์ปัดภัย หรือกวนอิมปราบภัย พระโพธิสัตว์กวนอิมองค์นี้สร้างขึ้นในโอกาสที่พระบาทสมเด็จปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 84 พรรษา

อันที่จริงยังมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ เช่น พระผุด หรือพระทอง รวมถึงศาลเจ้าอีกหลายแห่งในภูเก็ต อาทิ ศาลเจ้าบางเหนียว ศาลเจ้ากระทู้ ศาลเจ้าฮกหงวนก้ง แต่พื้นที่ของคอลัมน์หมดแล้ว เอาเป็นว่าในอนาคตอันใกล้ Mr. Flower จะจัดทริปพาคุณๆ ไปไหว้พระไหว้เจ้าที่ภูเก็ตด้วยกัน โดยประมาณไว้ว่าจะจัดทริปในช่วงปลายเดือนตุลาคมปีนี้ สำหรับคุณที่สนใจจะร่วมทริปเล็กๆ ที่แสนอบอุ่นกับเรา โปรดติดต่อสำรองที่นั่งได้ที่ เบอร์โทรศัพท์ 091-7233615

ศาลเจ้ากิ้วเที้ยนเก้ง

ศาลเจ้ากิ้วเที้ยนเก้ง
ศาลเจ้าปุดจ้อ

ศาลเจ้าปุดจ้อ

ศาลเจ้าจุ้ยตุ่ย

ศาลเจ้าจุ้ยตุ่ย

ตะลอนเที่ยว : ‘คนจีน’ไม่ใช่เพียงแค่นักท่องเที่ยว แต่เขาคือพี่น้องของเรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/360107

ตะลอนเที่ยว : ‘คนจีน’ไม่ใช่เพียงแค่นักท่องเที่ยว แต่เขาคือพี่น้องของเรา

ตะลอนเที่ยว : ‘คนจีน’ไม่ใช่เพียงแค่นักท่องเที่ยว แต่เขาคือพี่น้องของเรา

วันอาทิตย์ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ตะลอนเที่ยวสัปดาห์นี้ ขออนุญาตไม่พาคุณไปเที่ยวแบบสนุกสนานเหมือนครั้งที่ผ่านๆ มา แต่จะพาคุณไปสัมผัสกับความจริงใจที่คนไทยมีให้กับพี่น้องชาวจีนโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนกลุ่มหนึ่งที่เสียชีวิต เพราะอุบัติเหตุเรือฟีนิกซ์ล่มที่ภูเก็ต เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2561

หลังจากเกิดอุบัติเหตุครั้งยิ่งใหญ่ทางเรือ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การท่องเที่ยวที่เกิดกับชาวต่างชาติในจังหวัดภูเก็ต และอาจจะเรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การท่องเที่ยวทางน้ำของไทย หลังเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดผ่านพ้นไปได้ 49 วัน หลายหน่วยงานของไทย ทั้งภาครัฐ และเอกชน อาทิ รัฐบาลไทยโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงมหาดไทย โดยจังหวัดภูเก็ต คณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว สภานิติบัญญัติแห่งชาติ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมท่องเที่ยวไทย-จีน เป็นต้น ได้จัดพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับชาวจีนที่เสียชีวิตเนื่องจากประสบอุบัติเหตุทางทะเล โดยจัดงานในวันที่ 22-23 สิงหาคม 2561 ณ บริเวณสวนสาธารณะสะพานหิน ภูเก็ต

โดยได้มีพิธีทางศาสนาดังนี้ การเปิดมณฑลศาสนาพิธีตามแบบมหายาน และแบบหินยาน การเจริญพระพุทธมนต์ถวายพุทธฎีกาน้อมอัญเชิญพระศรีศากยมุนีพุทธเจ้าพระอาทิตตาพุทธเจ้า พระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ เสด็จมาเป็นพุทธประธานเพื่อโปรดวิญญาณของผู้วายชนม์ และมีการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา4 ศาสนา คือ พุทธ คริสต์ พราหมณ์ ฮินดู และซิกข์ โดยในพิธีดังกล่าวมี นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เป็นประธาน นอกจากนั้นยังมีตัวแทนจากจังหวัดภูเก็ต คือ นายนรภัทร ปลอดทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตทุกคน และยังมีตัวแทนจากประเทศจีน และประเทศอื่นๆ เข้าร่วมด้วย

นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า การจัดพิธีครั้งนี้เป็นการบอกให้คนจีนทั้งประเทศรับรู้ว่า คนไทยเสียใจกับอุบัติเหตุครั้งนี้อย่างมาก และไม่ได้คิดว่าคนจีนกับคนไทยเป็นคนที่ห่างไกลไม่มีความสัมพันธ์ต่อกัน เพราะในความเป็นจริงนั้น คนจีนและคนไทยต่างผูกพันและใกล้ชิดกันมานาน การสูญเสียในครั้งนี้ก็เปรียบเสมือนเราสูญเสียพี่น้องของเรา

ส่วนตัวแทนของประเทศจีนที่ร่วมงานบอกว่า ไม่มีใครต้องการให้เกิดอุบัติเหตุเช่นนี้ แต่เมื่อเกิดเรื่องไปแล้ว เราทุกฝ่ายก็ต้องหาทางป้องกันมิให้เกิดเรื่องเลวร้ายเช่นนี้อีก แต่แม้จะมีเรื่องเลวร้ายเช่นนี้เกิดขึ้น คนจีนก็ยังคงรักเมืองไทย รักคนไทยและยังต้องการเข้ามาเที่ยวเมืองไทยต่อไป เพราะคนจีนรู้ดีว่าคนไทยให้การต้อนรับคนจีนดุจญาติมิตร ไทยกับจีนไม่เคยห่างเหินกัน และความสัมพันธ์จะยิ่งแน่นแฟ้นยิ่งๆ ขึ้นไป

เป็นความจริงอย่างที่สุดที่ว่า คนไทยกับคนจีนมีความใกล้ชิดสนิทสนมกันอย่างมาก จนทำให้มีคำกล่าวว่า ไทยจีนพี่น้องกัน และความสัมพันธ์ฉันพี่น้องนี้จะไม่มีวันเสื่อมสลายไป

ตะลอนเที่ยว : ศูนย์ศิลปาชีพพิเศษ (เครื่องปั้นดินเผา) พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/358542

ตะลอนเที่ยว : ศูนย์ศิลปาชีพพิเศษ (เครื่องปั้นดินเผา) พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์

ตะลอนเที่ยว : ศูนย์ศิลปาชีพพิเศษ (เครื่องปั้นดินเผา) พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์

วันอาทิตย์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คนไทยโชคดีที่มี “แม่ของแผ่นดิน” ผู้ทรงมีน้ำพระทัยเปี่ยมล้นไปด้วยพระเมตตากรุณาต่อปวงพสกนิกรทั่วทั้งแผ่นดิน

“แม่ของแผ่นดิน” ทรงปรารถนาจะเห็นประชาชนทุกคนมีความอยู่ดีกินดี มีความสุขตามอัตภาพ พระองค์จึงทรงพยายามทำทุกหนทางเพื่อแก้ปัญหาความยากจนให้กับปวงพสกนิกร และหนึ่งในพระราชกรณียกิจของพระองค์ที่ทรงอุทิศเพื่อคนไทยคือ โครงการศูนย์ศิลปาชีพพิเศษที่มีอยู่มากมายหลายแห่งทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย

วันนี้ จะขอพาคุณๆ ไปเยี่ยมชมศูนย์ศิลปาชีพพิเศษ ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งศูนย์ศิลปาชีพฯแห่งนี้คือศูนย์เครื่องปั้นดินเผาที่มีความน่าสนใจมาก

นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2516 พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับแรม ณพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ เป็นประจำทุกปี เพื่อทรงเยี่ยมเยียนราษฎรอย่างใกล้ชิด จึงทรงทราบว่าประชาชนในเขตทุรกันดารยังประสบปัญหาความยากจน แต่ขณะเดียวกัน สมเด็จพระนางเจ้าฯทรงทราบว่าชาวบ้านมีฝีมือในการประดิษฐ์งานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน จึงได้พระราชทานโครงการศิลปาชีพเพื่อให้ราษฎรมีรายได้เสริมจากการทำอาชีพหลัก เช่น การเกษตร การประมง

หนึ่งในโครงการศิลปาชีพพิเศษที่สมเด็จแม่ของแผ่นดินพระราชทานให้กับชาวนราธิวาสคือการทำเครื่องปั้นดินเผา โดยทรงให้ดำเนินเป็นโครงการส่วนพระองค์ ชื่อโครงการศูนย์ศิลปาชีพพิเศษเครื่องปั้นดินเผา เมื่อ พ.ศ. 2528 โครงการตั้งอยู่ภายในพื้นที่เขตพระราชฐานชั้นนอกของพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ และพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ให้กับโครงการนี้ และเสด็จฯทรงเปิดศูนย์แห่งนี้เมื่อวันที่11 กันยายน พ.ศ.2528

และเพื่อให้คุณๆ ได้มีโอกาสไปชมศูนย์ศิลปาชีพพิเศษ (เครื่องปั้นดินเผา) พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ อีกทั้งได้ไปท่องเที่ยวชมความงามของจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี และยะลาMr. Flower จึงขอเชิญคุณร่วมทริปสุดพิเศษ โดยจะเดินทางท่องเที่ยวระหว่างวันที่ 6-9 กันยายน พ.ศ.2561

เดินทางด้วยเครื่องบินจากกรุงเทพฯ ไปยังสนามบินหาดใหญ่ สงขลา ในวันที่ 6 กันยายน แล้วเดินทางต่อไปยังปัตตานี (ค้างหนึ่งคืน) รุ่งขึ้นเดินทางต่อไปยังยะลา นอนค้างที่เบตง (หนึ่งคืน) รุ่งขึ้นไปเที่ยวนราธิวาส (ค้างหนึ่งคืน) แล้วเดินทางกลับจากนราธิวาส ด้วยเครื่องบิน

ทริปนี้รับสมาชิกเพียง 16 ท่านเท่านั้น หากคุณสนใจร่วมเดินทาง โปรดติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่091-7233615

ตะลอนเที่ยว : หลงเสน่ห์เมืองเบตง เมืองใต้สุดของประเทศไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/355690

ตะลอนเที่ยว : หลงเสน่ห์เมืองเบตง เมืองใต้สุดของประเทศไทย

ตะลอนเที่ยว : หลงเสน่ห์เมืองเบตง เมืองใต้สุดของประเทศไทย

วันอาทิตย์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เมืองเบตง หรืออำเภอเบตง อำเภอหนึ่งของจังหวัดยะลา เป็นเมืองขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ในแนวเทือกเขาสันกะลาคีรี เป็นเมืองที่อยู่ในพื้นที่ป่าที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์อย่างน่าอัศจรรย์ และมีการผสมกลมกลืนของพี่น้องชาวไทย ระหว่าง พุทธ อิสลาม และไทยเชื้อสายจีน ที่ลงตัวมากที่สุดแห่งหนึ่ง

เบตงอยู่ห่างจากตัวเมืองยะลา 140 กิโลเมตรหนทางจากตัวเมืองยะลาเข้าไปถึงเบตงนั้นคือถนนสายเล็กๆ คดเคี้ยวเต็มไปด้วยความคดโค้งแต่ทว่ามากมายไปด้วยมนต์เสน่ห์ของธรรมชาติสองข้างถนน อาทิ ต้นไม้นานาพันธุ์ เช่นป่าไผ่ตง สวนยางพารา และสวนเงาะ ทุเรียน มังคุด เป็นต้น

ชื่อเดิมของเบตงคือยะรม เป็นภาษามลายู แปลว่าเข็มเย็บผ้า ครั้นเมื่อ พ.ศ. 2473 นายอำเภอของยะรม คือพระพิชิตบัญชาการได้ย้ายที่ว่าการอำเภอจากบ้านฮางุส หมู่ 1 ไปตั้งที่บ้านกำปงมัสยิด หมู่ 6 ตำบลเบตง แล้วเปลี่ยนชื่อจากยะรมเป็นเบตง ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เบตงเป็นภาษามลายู แปลว่าไม้ไผ่ขนาดใหญ่ ซึ่งหมายถึงไผ่ตง ซึ่งเป็นไม้ประจำถิ่นของเบตง

ทริปนี้ Mr. Flower จะชวนคุณๆ ไปท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆ ในเบตง อาทิ หอนาฬิกาเบตงตู้ไปรษณีย์ที่สูงและใหญ่ที่สุดของประเทศไทย(ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของเบตงมานานแสนนาน) อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ วัดเจ้าแม่กวนอิม วัดพุทธาวาส มัสยิดกลางเบตง ถนนสายศิลปะ หรือ street art หมู่บ้านปิยะมิตร (หมู่บ้านซึ่งแต่เดิมเป็นเขตที่มั่นของโจรจีนคอมมิวนิสต์)บ่อน้ำร้อน ถ้ำเขาทอง น้ำตกเฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ 9 น้ำตกธารทิพย์ ต้นไม้พันปี เป็นต้น

เที่ยวแล้วก็ต้องกิน เราจะไปกินอาหารแสนอร่อย ที่มีให้เลือกหลากหลาย เช่น อาหารจีน จิบน้ำชา พร้อมกันกินของนึ่งจำพวกซาลาเปา ฮะเก๋า ติ่มซำ ขนมจีบ หรือจะเลือกกินบะกุ๊ดเต๋ เคาหยก ผักน้ำผัดน้ำมัน ไก่เบตง ข้าวยำ และรับทานผลไม้สดจากสวน โดยเฉพาะทุเรียนสวนที่รสชาติจัดมาก แล้วดับร้อนของทุเรียนด้วยมังคุดหวานฉ่ำชื่นใจ และไปเที่ยวชมทะเลหมอกที่อัยเยอร์เวง ขอบอกว่าทะเลหมอกที่นี้มีให้ชมทั้งปี ไม่ต้องรอฤดูหนาวเหมือนการชมทะเลหมอกในจังหวัดทางภาคเหนือของไทย

หลายคนอาจจะเข้าใจผิดและกลัวว่าการไปเที่ยวเบตงจะไม่ปลอดภัย แต่ขอรับรองว่าเบตงเป็นเมืองที่ปลอดภัยมาก ดังนั้นจึงเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวมาเลย์ โดยเฉพาะในคืน
วันศุกร์ วันเสาร์ จะมีนักท่องเที่ยวจากมาเลย์ไปเที่ยวเบตงกันอย่างคึกคักมากจนทำให้เดินไปทางไหนก็จะพบเห็นแต่ชาวมาเลย์เป็นส่วนใหญ่

Mr. Flower ขอเชิญชวนให้คุณ ๆ ที่ยังไม่เคยไปสัมผัสความน่ารัก น่าหลงใหลของเบตง ไปเที่ยวเบตงด้วยกันสักครั้ง แล้วรับรองว่าคุณจะติดใจ และจะอยากกลับไปเที่ยวเบตงอีกในยามที่คุณมีเวลาว่าง

เราไปเที่ยว ไปกิน ไปสัมผัสเบตงด้วยกันไหมครับ Mr. Flower ตั้งใจจัดทริปเล็กในช่วงปลายเดือนสิงหาคม รับสมาชิกเพียง 12-14 คน เราจะไปกิน ไปนอน และไปเที่ยวแบบสบายๆเป็นกันเอง และอบอุ่นที่เบตงสักสองคืน

สนใจร่วมทริปแสนสบายด้วยกัน โปรดติดต่อ 091-7233615 เราจะไปเที่ยวด้วยกันครับเรียนเชิญนะครับ

ตะลอนเที่ยว : การท่องเที่ยวเพื่อการกีฬา (Sports Tourism) แหล่งรายได้มหาศาลของประเทศไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/354326

ตะลอนเที่ยว : การท่องเที่ยวเพื่อการกีฬา (Sports Tourism) แหล่งรายได้มหาศาลของประเทศไทย

ตะลอนเที่ยว : การท่องเที่ยวเพื่อการกีฬา (Sports Tourism) แหล่งรายได้มหาศาลของประเทศไทย

วันอาทิตย์ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

รายได้จากการท่องเที่ยวในยุคปัจจุบันถือได้ว่าเป็นรายได้หลักตัวต้น ๆ ของประเทศไทย ประมาณการว่าในปี 2561 จะมี
นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวในไทย 38 ล้านคน และคาดว่าจะสร้างรายได้ให้ประเทศสูงถึง 2 ล้านล้านบาท (อ้างอิงจากศูนย์วิจัย
กสิกรไทย)

ตลาดการท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูงมากอีกแขนงหนึ่งคือ การท่องเที่ยวเพื่อการกีฬา(Sports Tourism) ดังจะพบได้ว่าทั้ง
ภาครัฐและเอกชนของไทยพยายามส่งเสริมให้มีกิจกรรมการกีฬาสารพัดรูปแบบในประเทศ อาทิ วิ่งมาราธอน ไตรกีฬา สนามแข่งรถยนต์และจักรยานยนต์ โรงเรียนฝึกสอนการกีฬา และศูนย์ฝึกกีฬามาตรฐานระดับโลก รวมถึงความพยายามจัดแข่งกีฬาระดับโลก

แต่ที่สำคัญคือ เมื่อนักท่องเที่ยวผู้รักกีฬานึกถึงเมืองไทย ก็จะนึกถึงมวยไทย และกีฬาเชิงผจญภัยสารพัดชนิด รวมถึงสนามกอล์ฟระดับมาตรฐานโลกที่กระจายอยู่ทั่วภูมิภาคของไทย

เป็นความจริงที่ว่าสนามกอล์ฟในประเทศไทยมีชื่อเสียงมากในหมู่นักกอล์ฟระดับนำของโลก สนามกอล์ฟไทยติดอันดับ 7 ของโลก และเป็นอันดับ 1 ในเอเชีย เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่นักกอล์ฟทั่วโลกจึงตั้งเป้าว่าจะต้องเข้ามาตีกอล์ฟในเมืองไทยให้ได้

เมื่อวันที่ 24-26 กรกฎาคม 2561 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดงาน Thailand Golf Travel Mart 2018 (TGTM 2018) หรืองานตลาดท่องเที่ยวด้านกีฬากอล์ฟในประเทศไทย โดยในงานนี้มีการพบปะสนทนาและเจรจาธุรกิจด้านกีฬากอล์ฟและธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่องกับกีฬากอล์ฟโดยมีนักธุรกิจจากต่างประเทศ (buyers) เข้าร่วมงาน 128 ราย พบปะเจรจาธุรกิจกับผู้ขายของไทย (sellers) จำนวน 109 ราย และมีผู้สื่อข่าวต่างประเทศร่วมติดตามรายงานข่าวนี้อีก41 ราย โดยงานจัดขึ้นที่จังหวัดภูเก็ต ทั้งนี้ ททท. ตั้งเป้าหมายของการจัดงานครั้งนี้ว่า เพื่อตอกย้ำให้ประเทศไทยคงความเป็นผู้ให้บริการสนามกอล์ฟระดับมาตรฐานโลก (World Class Golf Destination)

 

ธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ด้านสื่อสารการตลาด กล่าวว่า กลุ่มนักกอล์ฟจากต่างประเทศถือเป็นนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูง เพราะคนกลุ่มนี้สามารถใช้บริการการท่องเที่ยวด้านอื่นๆ ในประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ เช่น โรงแรมระดับ 5 ดาว สปา การตรวจสุขภาพ และด้านอาหารการกินที่อยู่ในกลุ่มตลาดบน จากตัวเลขของปี 2559พบว่ามีนักกอล์ฟเข้ามาทำกิจกรรมต่างๆ ในไทยมากกว่า 4 แสนคนทำรายได้ให้ประเทศประมาณ 4,800 ล้านบาท คิดค่าใช้จ่ายเฉลี่ยวันละ 12,215 บาทต่อคนต่อวัน และมีแนวโน้มว่านักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นในอนาคตอันใกล้ ซึ่งททท. ตั้งเป้าให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากกลุ่มนักกอล์ฟประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ในระยะเวลา1-2 ปี นับจากวันนี้

ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวจากอังกฤษ (golfbreaks.com) บอกกับ Mr. Flower ว่า สนามกอล์ฟในประเทศไทยมีความน่าสนใจมาก นักกอล์ฟจากอังกฤษและยุโรปตะวันตกจำนวนมากต้องการเข้ามาเล่นกอล์ฟในไทย เพราะรู้ว่าสนามได้มาตรฐานระดับโลก อากาศดี และสามารถตีกอล์ฟได้เกือบตลอดปี (ยกเว้นวันที่ฝนตกหนักเป็นเวลานานมากๆ) แล้วยิ่งล่าสุดมีเครื่องบินบินตรงจากอังกฤษเข้ามาที่ภูเก็ต ก็ยิ่งทำให้เดินทางเข้ามาเล่นกอล์ฟได้ง่ายขึ้น และผู้ประกอบการรายนี้ยังบอกด้วยว่า ได้จองโรงแรมระดับห้าดาวในภูเก็ตจำนวน 200 ห้อง เพื่อกลุ่มนักกอล์ฟที่จะเดินทางเข้ามาที่ภูเก็ตในเร็วๆ นี้

เท่าที่ Mr. Flower ได้พูดคุยและเฝ้าสังเกตการเจรจาธุรกิจในงาน TGTM 2018 และจากงาน TGTM ครั้งที่ผ่านๆ มา ทำให้พบว่า การท่องเที่ยวเชิงกีฬา โดยเฉพาะกอล์ฟ เป็นแหล่งที่สามารถสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการธุรกิจบริการได้อย่างดี เพราะนักกอล์ฟมักจะเลือกพักในโรงแรมระดับ 4-5 ดาว มีการจับจ่ายซื้อของ และอาหารการกินที่อยู่ในกลุ่มตลาดบน โดยเฉพาะเสื้อผ้า รองเท้า หมวก ถุงมือ แว่นตากันแดด และอุปกรณ์การเล่นกอล์ฟอีกสารพัดชนิด นอกจากนี้นักกอล์ฟยังใช้บริการรถรับส่งที่ได้มาตรฐาน และยังพบว่านักกอล์ฟส่วนมากรักษาสุขภาพของตนอย่างดี จึงตรวจสุขภาพเป็นประจำ และยังต้องการการพักผ่อนหลังเล่นกอล์ฟเสร็จแล้ว นักกอล์ฟส่วนมากจึงใช้บริการสปา หลังจากออกรอบเรียบร้อยแล้ว

ประเทศไทยมีสนามกอล์ฟประมาณ 200 แห่ง เป็นของเอกชน 160 แห่ง ส่วนที่เหลือเป็นของภาครัฐและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ นักกอล์ฟทั่วโลกรู้ดีว่าสนามกอล์ฟของไทยได้มาตรฐานสากล แต่เก็บค่าบริการที่ถูกกว่าสนามกอล์ฟระดับเดียวกันทั่วโลก ดังนั้นสนามกอล์ฟของไทยจึงเป็นที่ใฝ่ฝันของนักกอล์ฟจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งนั่นก็หมายความว่าประเทศไทยสามารถสร้างรายได้ที่งดงามจากกลุ่มนักกอล์ฟจากนานาประเทศได้นั่นเอง

บรรยากาศการเจรจา
การค้าระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย

บรรยากาศการเจรจา การค้าระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย
บรรยากาศการเจรจา
การค้าระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย

บรรยากาศการเจรจา การค้าระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย
บรรยากาศการเจรจา
การค้าระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย

บรรยากาศการเจรจา การค้าระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย
บรรยากาศการเจรจา
การค้าระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย

บรรยากาศการเจรจา การค้าระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย

สีสันและธุรกิจบริการในสนามกอล์ฟ เดอะ รอยัล กอล์ฟ รีสอร์ท เชียงใหม่

สีสันและธุรกิจบริการในสนามกอล์ฟ เดอะ รอยัล กอล์ฟ รีสอร์ท เชียงใหม่
สีสันและธุรกิจบริการในสนามกอล์ฟ เดอะ รอยัล กอล์ฟ รีสอร์ท เชียงใหม่

สีสันและธุรกิจบริการในสนามกอล์ฟ เดอะ รอยัล กอล์ฟ รีสอร์ท เชียงใหม่
สีสันและธุรกิจบริการในสนามกอล์ฟ เดอะ รอยัล กอล์ฟ รีสอร์ท เชียงใหม่

สีสันและธุรกิจบริการในสนามกอล์ฟ เดอะ รอยัล กอล์ฟ รีสอร์ท เชียงใหม่
สีสันและธุรกิจบริการในสนามกอล์ฟ เดอะ รอยัล กอล์ฟ รีสอร์ท เชียงใหม่

สีสันและธุรกิจบริการในสนามกอล์ฟ เดอะ รอยัล กอล์ฟ รีสอร์ท เชียงใหม่
สีสันและธุรกิจบริการในสนามกอล์ฟ เดอะ รอยัล กอล์ฟ รีสอร์ท เชียงใหม่

สีสันและธุรกิจบริการในสนามกอล์ฟ เดอะ รอยัล กอล์ฟ รีสอร์ท เชียงใหม่
สีสันและธุรกิจบริการในสนามกอล์ฟ เดอะ รอยัล กอล์ฟ รีสอร์ท เชียงใหม่

สีสันและธุรกิจบริการในสนามกอล์ฟ เดอะ รอยัล กอล์ฟ รีสอร์ท เชียงใหม่
สีสันและธุรกิจบริการในสนามกอล์ฟ เดอะ รอยัล กอล์ฟ รีสอร์ท เชียงใหม่

สีสันและธุรกิจบริการในสนามกอล์ฟ เดอะ รอยัล กอล์ฟ รีสอร์ท เชียงใหม่
สีสันและธุรกิจบริการในสนามกอล์ฟ เดอะ รอยัล กอล์ฟ รีสอร์ท เชียงใหม่

สีสันและธุรกิจบริการในสนามกอล์ฟ เดอะ รอยัล กอล์ฟ รีสอร์ท เชียงใหม่