ตะลอนเที่ยว : อาคิลเลออน ณ คอร์ฟู พระตำหนักฤดูร้อนของจักรพรรดินีอลิซาเบธแห่งอาณาจักรออสเตรีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/338439

ตะลอนเที่ยว : อาคิลเลออน ณ คอร์ฟู พระตำหนักฤดูร้อนของจักรพรรดินีอลิซาเบธแห่งอาณาจักรออสเตรีย

ตะลอนเที่ยว : อาคิลเลออน ณ คอร์ฟู พระตำหนักฤดูร้อนของจักรพรรดินีอลิซาเบธแห่งอาณาจักรออสเตรีย

วันอาทิตย์ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เมื่อเอ่ยพระนามสมเด็จพระจักรพรรดินีอลิซาเบธแห่งอาณาจักรออสเตรีย หรือที่รู้จักในพระนามซิซี (Sisi) สำหรับผู้ที่ทราบพระราชประวัติของพระองค์ จะเข้าใจดีว่าพระนางทรงมีพระราชประวัติที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะทรงดำรงพระราชอิสริยยศสำคัญมากมาย อาทิ สมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งอาณาจักรออสเตรีย สมเด็จพระราชินีแห่งฮังการี และดัชเชสแห่งบาวาเรีย พระนางทรงเป็นอัครราชมเหสีในสมเด็จพระจักรพรรดิฟรานซ์ โจเซฟ ที่ 1 แห่งอาณาจักรออสเตรีย พระนางทรงมีพระชนม์ชีพในช่วงศตวรรษที่ 19 ตอนกลางถึงตอนปลาย

บันทึกประวัติศาสตร์ระบุว่าพระนางทรงถูกกลั่นแกล้งอย่างมากมายจากเหล่าเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง แต่พระนางก็ทรงเป็นที่รักยิ่งของพระราชสวามี

พระนางทรงได้รับยกย่องว่าทรงพระสิริโฉมมาก แต่พระนางไม่ทรงโปรดการเสด็จไปทรงร่วมงานสังคมใดๆเพราะทรงโปรดที่จะประทับเป็นการส่วนพระองค์ในพระราชวังอิมพีเรียลแห่งฮัฟส์บรูกส์มากกว่า

ด้วยความที่พระนางทรงรู้พระองค์ดีว่าทรงไม่เป็นที่รักใคร่ของเหล่าพระราชวงศ์บางพระองค์ พระนางจึงทรงโปรดการปลีกวิเวก ทรงชื่นชอบการออกกำลังพระวรกายเป็นประจำ และโปรดการแปรพระราชฐานเป็นอย่างยิ่ง เพราะการแปรพระราชฐานคือการที่จะทรงหลีกหนีความวุ่นวายในราชสำนักได้ดีที่สุด

หนึ่งในสถานที่ที่ทรงโปรดแปรพระราชฐานของพระนางคือพระตำหนักอาคิลเลออน ณ คอร์ฟู ประเทศกรีซ ซึ่งผมจะชวนคุณไปเที่ยวชมความงามของพระตำหนักองค์นี้ด้วยกัน

พระตำหนักองค์นี้ตั้งอยู่ที่เกาะคอร์ฟู ประเทศกรีซ บนเนินเขาที่สามารถมองเห็นความงดงามของทะเลไอออนเนียนได้ชัดเจน

สถาปัตยกรรมของพระตำหนักองค์นี้เป็นแบบคล้ายๆพระราชวังฟาเอเซียของกรีก พระนางทรงมีพระราชปรารภว่าทรงต้องการพระราชวังที่มีเสามากมาย และมีพระราชอุทยานคล้ายสวนลอยฟ้า ที่ไม่มีสายตาสอดรู้สอดเห็นจากผู้ใดมองเข้าไปถึง และเป็นเสมือนพระราชวังของเทพอาคิลลีส(อคิลลีสคือเทพองค์หนึ่งในตำนานกรีกโบราณ มีชื่อปรากฏในสงครามแห่งทรอย เป็นนักรบผู้ยิ่งใหญ่ในมหากาพย์อีเลียดของโฮเมอร์)

แม้พระตำหนักฤดูร้อนองค์นี้จะไม่ได้ใหญ่โตมโหฬารมากนักเมื่อเทียบกับพระราชวังองค์อื่นๆ ในยุโรป แต่ต้องบอกเลยว่าเป็นพระตำหนักที่งดงาม และที่สำคัญคือมีพระราชอุทยานที่งดงามมาก แม้สภาพปัจจุบันจะทรุดโทรมลงไปตามกาลเวลาและอาจจะไม่ได้รับการดูแลให้ดีเท่าที่ควรก็ตาม แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงความงดงามให้ปรากฏชัด

หลังจากพระนางถูกลอบปลงพระชนม์ พระตำหนักองค์นี้ได้ถูกปล่อยทิ้งไว้ แล้วในที่สุดก็ถูกขายทอดต่อไปยังพระเจ้าไกเซอร์ วิลเลียม ที่ 2 แห่งอาณาจักรเยอรมนี เมื่อปี 1907 จากนั้นพระตำหนักองค์นี้ก็ได้ถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ด้านการทูตเป็นประจำ จนได้รับการขนานนามว่าศูนย์กลางด้านการทูตของยุโรป

Mr. Flower ขอชวนคุณผู้อ่านไปชมความงามของพระตำหนักองค์นี้ และชมความงามของพระราชอุทยานในพระตำหนักนี้ด้วยกัน โดยเราจะเดินทางในทริปอิตาลีและกรีซ จะพักที่อิตาลี 3 คืน กรีซ 2 คืน เดินทางช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2561

คุณๆ ที่สนใจร่วมทริปกลุ่มเล็กๆ (10-12 คน) กับเราโปรดติดต่อ 091-7233615

ตะลอนเที่ยว : มอลตา (Malta) เมืองป้อมปราการแห่งเมดิเตอร์เรเนียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/337052

ตะลอนเที่ยว : มอลตา (Malta) เมืองป้อมปราการแห่งเมดิเตอร์เรเนียน

ตะลอนเที่ยว : มอลตา (Malta) เมืองป้อมปราการแห่งเมดิเตอร์เรเนียน

วันอาทิตย์ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

: ไปเที่ยวมอลตากันไหม

: มอลตา เหรอ เมืองนี้อยู่ที่ไหน มีอะไรน่าเที่ยวฉันนึกไม่ออกเลยว่ามีประเทศนี้ด้วย

หลายต่อหลายคนอาจจะนึกได้ว่ามอลตาคือประเทศ แต่หลายคนก็คงนึกไม่ออกว่ามอลตาอยู่ที่ไหน แล้วจะไปเที่ยวชมดูอะไรในมอลตา

ก่อนอื่นก็ต้องบอกว่า มอลตาคือประเทศเกาะเล็กๆ(มีสองเกาะ เกาะใหญ่คือมอลตา ส่วนเกาะเล็กอยู่ทางเหนือคือเกาะโกโซ) อยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อยู่ตอนใต้ของอิตาลี (หลับตาแล้วนึกถึงแผนที่อิตาลีนะครับ) มอลตาอยู่ใกล้กับบริเวณหัวรองเท้าบู๊ต แต่อยู่ใต้ลงมา ด้วยความที่มอลตาเป็นเกาะอยู่ในเมดิเตอร์เรเนียน โดยเกาะนี้เป็นเสมือนเมืองหน้าด่านของทวีปยุโรปในเขตเมดิเตอร์เรเนียน ดังนั้นถ้าหากจะมีการสู้รบทางทะเลโดยมีข้าศึกมาจากทวีปแอฟริกาแล้ว มอลตาจึงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางทะเลของยุโรป และแม้กระทั่งในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 มอลตายังถูกถล่มด้วยระเบิดอย่างหนักจนราบเป็นหน้ากลองจากเยอรมนี และอิตาลี

แต่นอกจากเป็นจุดยุทธศาสตร์แล้ว ยังเป็นแหล่งของการผสมกลมกลืนของอารยธรรมและวัฒนธรรมของยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลางด้วย ดังนั้นจึงพบความกลมกลืนของชาวฟินิเซียน โรมัน กรีก อาหรับ นอร์มัน ซิซิเลียน สวาเบียน อารากอน แอฟริกา ฝรั่งเศส และอังกฤษ บนเกาะแห่งนี้

ปัจจุบันมอลตามีความน่าสนใจตรงที่ว่าเป็นเสมือนแหล่งหลอมรวมอารยธรรมของชนชาติต่างๆ และมีสถานที่ท่องเที่ยวที่ควรแก่การไปเยี่ยมชมหลายแห่ง อาทิ กรุงวาเลตตาซึ่งมีสวนบาร์รากา และถนนพ่อค้า อาสนวิหารเซนต์จอห์น โบสถ์ฮาการ์คิม, ถนนบูลกรอตโต หมู่บ้านประมงมาร์ซักซ์โลกก์และหมู่บ้านมดินา ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ยังคงเอกลักษณ์ของยุโรปยุคกลางไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์

สิ่งที่นิยมทำเมื่อไปเยือนกรุงวาเลตตาคือ การเดินชมป้อมปราการที่สูงตระหง่านอยู่ริมชายทะเล และการเดินไปเที่ยวชม Triq Repubblika ซึ่งเป็นแหล่งประวัติศาสตร์สำคัญของเมืองที่สร้างในยุคอัศวินแห่งเซนต์จอห์น

เมื่อเที่ยวชมในตัวเมืองหลวงเรียบร้อยแล้ว ก็จะลงไปทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะ โดยมีจุดหมายสำคัญที่ โบสถ์ฮาการ์คิม ตามประวัติบอกว่าโบสถ์นี้เริ่มสร้างมาเมื่อกว่า 5 พันปีก่อน เมื่อครั้งยุคนิโอลิธิก เราจะพบว่าหินแต่ละก้อนที่นำมาสร้างโบสถ์นั้นใหญ่โตมโหฬารหนักหลายร้อยตัน ส่วนแผ่นหินที่วางระเกะระกะแต่ละแผ่นก็น่าจะหนักกว่า 20 ตัน

ส่วนที่พลาดชมไม่ได้คือ Blue Grotto Arch ซึ่งเป็นปฏิมากรรมหินซึ่งเกิดโดยธรรมชาติอันเนื่องมาจากการกัดกร่อนของกระแสลมและกระแสน้ำ แล้วยังมีถ้ำต่างๆ ที่อยู่ตามหน้าผาริมทะเลอีกมากมาย และที่บริเวณริมทะเลนี้เองก็มีจุดน่าสนใจอีกแห่งหนึ่งคือหมู่บ้านประมงมาร์ซักซ์โลกก์ที่เต็มไปด้วยเรือประมงพื้นบ้านขนาดเล็กที่มีสีสันสวยสะดุดตาที่มีชื่อตามภาษาท้องถิ่นว่า ลุกซ์ซา แล้วที่สำคัญคือหมู่บ้านประมงแห่งนี้จะมีร้านขนาดเล็กมากมายที่เสิร์ฟอาหารสดๆ จากทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

ส่วนสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่พลาดไม่ได้เช่นกันคือเมืองโบราณชื่อมดินา เมืองนี้อยู่บนที่ราบสูงกลางเกาะ บ้านเรือนสิ่งปลูกสร้างเป็นแบบบาร็อค (Baroque) ยังคงมีโบสถ์วิหารและป้อมปราการที่มีกำแพงสูง มดินาเคยเป็นเมืองหลวงเก่าของมอลตามาก่อน เสน่ห์ของมดินาคือความเงียบสงบเรียบง่าย จนหลายคนขนานนามว่าเมืองแห่งความสงบเงียบ ดังนั้นการชมเมืองนี้ที่ดีที่สุดคือการเดินด้วยเท้าแล้วสัมผัสเมืองแบบละมุนละไมไปแบบช้าๆ แช่มช้อยค่อยๆ ชม เดินลัดเลาะไปตามถนนสายแคบๆ ที่ขนาบไปด้วยกำแพงสูงของป้อมปราการต่างๆ

หากคุณผู้อ่านสนใจจะไปเที่ยวชมความน่ารักและสัมผัสมนต์เสน่ห์ของมอลตาด้วยกัน โดยเน้นการเที่ยวแบบละมุนละไม ไปเที่ยวแบบอ้อยอิ่งแช่มช้า ไม่รีบไม่ร้อนรน ไปกันเพียงกลุ่มเล็กๆ ไม่เกิน 12 คน โปรดติดต่อMr. Flower ที่ 091 7233615

(หมายเหตุ สำหรับคุณๆ ที่สนใจไปเที่ยวเวนิส ซึ่งเขียนไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ก็ยังสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่หมายเลขโทรศัพท์เดียวกันครับ)

ตะลอนเที่ยว : เวนิส นครแห่งการสัญจรทางน้ำที่ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/335692

ตะลอนเที่ยว : เวนิส นครแห่งการสัญจรทางน้ำที่ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์

ตะลอนเที่ยว : เวนิส นครแห่งการสัญจรทางน้ำที่ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์

วันอาทิตย์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หลายร้อยปีมาแล้วที่นครเวนิส (Veniceหรือ Venezia) แห่งประเทศอิตาลี ยังสามารถคงมนต์เสน่ห์แห่งการสัญจรด้วยเรือกอนโดลา (Gondola) และเรือชนิดอื่นๆ ไว้ได้อย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดังนั้นนครเวนิสจึงมีแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้เดินทางไปเยือนได้โดยไม่ขาดสายตลอดเวลา

อาจจะกล่าวได้ว่าเวนิสมีเสน่ห์ตรงที่ความเป็นเมืองน้ำ การไปไหนมาไหนจึงต้องอาศัยน้ำเป็นเส้นทางสัญจรส่วนตัวเมืองเก่าก็ยังคงมีชีวิตชีวา และอาคารเก่ากว่าอายุกว่า 300 ปีเศษ แต่สภาพยังดีและสมบูรณ์มาก ส่วนโบสถ์วิหารโบราณของเวนิสนั้นก็ยังคงมีมนต์ขลังที่สามารถสะกดผู้ไปเยือนได้โดยไม่เสื่อมคลาย

จุดท่องเที่ยวสำคัญของเวนิสคือจัตุรัสซาน มาร์โค หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า จัตุรัส St. Mark ซึ่งเป็นจุดที่สามารถเดินเที่ยวชมเมืองได้โดยไม่ต้องเร่งรีบ ส่วนสถานที่สำคัญโดยรอบๆ จัตุรัสที่ผู้คนมักไปเที่ยวชมคือPiazza San Marco, Basillica di San Marco, Chiesa di San Zaccaria, Torre dell’Orologio, Campo San Lorenzo. Campo Bandiera e Moro ode la Bragora, Ca di Dio เป็นต้น

และที่แน่นอนที่สุดก็คือ เมื่อไปถึงนครเวนิสแล้ว หลายคนก็มักจะต้องนั่งเรือกอนโดลาลัดเลาะไปตามCanal Grande เพื่อชมอาคารบ้านเรือนริมคลอง โดยบางคนก็เลือกนั่งเรือกอนโดลาที่มีการขับร้องและบรรเลงดนตรีไปด้วย ซึ่งเรียกว่า Gondola Serenade

นอกจากเที่ยวชมรอบๆ จัตุรัสซาน มาร์โค แล้ว หลายคนยังนั่งเรือข้ามไปยัง Lido และ Murano ด้วย โดยเฉพาะที่ Murano นั้นมีความน่าสนใจอยู่ตรงที่เครื่องแก้ว ที่เรียกว่าเครื่องแก้วมูราโน

อันที่จริงแล้ว การเที่ยวชมนครเวนิสนั้นควรจะค่อยๆ เดินละเลียดชมความงามของเมืองไปด้วยอาการแช่มช้อยค่อยๆ เดินไปเรื่อยๆ (ซึ่งอันที่จริงแล้วการจะเที่ยวให้ได้อรรถรสกับทุกเมืองก็ควรจะต้องเที่ยวแบบแช่มช้อยค่อยๆ เดิน เพื่อจะได้ซึมซับกับความงามและวิถีชีวิตของเมือง) เพราะจะได้ค่อยๆ ซึมซับกับความงดงามของตัวอาคาร และสถาปัตยกรรมของเมือง

หากจะว่าไปแล้ว นครเวนิสกับกรุงเทพมหานคร และพระนครศรีอยุธยาก็มีความคล้ายคลึงกันอย่างมากตรงที่เป็นเมืองที่มีแม่น้ำลำคลองมากมายไหลผ่าน ผู้คนในอดีตของกรุงเทพฯ และอยุธยาต่างก็สัญจรด้วยเรือแต่ทว่าน่าเสียดายที่กรุงเทพฯ และอยุธยาไม่สามารถคงสภาพการเดินทางด้วยเรือไว้ได้เหมือนเช่นเวนิส

ขอกลับไปพูดถึงมนต์เสน่ห์แห่งนครเวนิสอีกสักหน่อย โดยเฉพาะการที่ยังสามารถคงเอกลักษณ์การเดินทางสัญจรด้วยเรือเอาไว้ได้เป็นอย่างดี จึงทำให้ความเป็นเวนิสในวันนี้ดูไม่ค่อยแตกต่างไปจากเมื่อหลายร้อยปีก่อนมากนัก แม้การแต่งเนื้อแต่งตัว และการกินการอยู่ของผู้คนจะแตกต่างไปจากอดีต แต่ทว่าสายน้ำและเรือกอนโดลาก็ยังคงตราตรึงอดีตของเวนิสไว้ได้อย่างเหนียวแน่นไม่เสื่อมคลาย

สุดแสนน่าเสียดายที่กรุงเทพฯ และอยุธยาของเราไม่สามารถคงเสน่ห์แห่งสายน้ำไว้ได้เหมือนอย่างเช่นเวนิส หากมิเช่นนั้นแล้วนครเวนิสจะต้องเจอกับคู่แข่งที่น่ากลัวเป็นอย่างมาก

หากคุณ ๆ สนใจจะเดินทางไปเที่ยวนครเวนิสแบบแช่มช้อยเชื่องช้าไม่เร่งไม่รีบ เพื่อให้สามารถสัมผัสมนต์เสน่ห์ของเวนิสได้อย่างจุใจแล้ว โปรดติดต่อ Mr. Flower091-7233615 ขอเน้นว่าเราไปเที่ยวกันแบบ exclusiveไปแบบกลุ่มเล็กๆ ไม่เกิน 10 คนเท่านั้น

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวไทยด้วยความภาคภูมิความเป็นไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/334292

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวไทยด้วยความภาคภูมิความเป็นไทย

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวไทยด้วยความภาคภูมิความเป็นไทย

วันอาทิตย์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กระแสความเป็นไทยได้ถูกปลุกขึ้นมาแล้วในปัจจุบัน แม้กระแสดังกล่าวจะถูกแสดงออกแค่เพียงการแต่งกายก็ตาม แต่ก็ถือว่านี่คือการกระตุ้นจิตสำนึกความเป็นไทยโดยเบื้องต้น

ดังนั้น เมื่อกระแสความเป็นไทยได้ปรากฏชัดขึ้นบ้างแล้ว ก็นับเป็นเรื่องสมควรที่เราทุกคนซึ่งภาคภูมิใจในความเป็นไทยจะต้องช่วยกันประคับประคองให้ค่านิยมความเป็นไทยดำเนินต่อไปด้วยการให้ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และขนบประเพณีของไทยกับคนไทยทุกคน

สิ่งหนึ่งที่จะช่วยสร้างให้คนไทยเกิดความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ไทยได้อย่างเป็นรูปธรรมคือ การได้ไปสัมผัสแหล่งโบราณสถานที่แสดงให้เห็นชัดถึงรากเหง้าความเป็นมาของความเป็นชนชาติไทย เพราะการได้สัมผัสแหล่งประวัติศาสตร์จะช่วยให้เราสามารถมองเห็นภาพในอดีตและความเป็นมาของความเป็นไทยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

วันนี้เราจะไปสัมผัสโบราณสถานสำคัญของไทยสองแห่งด้วยกัน คือ พระราชวังบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และพระนารายณ์ราชนิเวศน์ จังหวัดลพบุรี

อันที่จริงแล้วพระราชวังบางปะอินมีประวัติความเป็นมาย้อนหลังไปถึงยุคกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เพราะมีหลักฐานปรากฏชัดว่าเกี่ยวเนื่องกับพระเจ้าปราสาททอง (ดังมีหอเหมมณเฑียรเทวราชปรากฏอยู่) แต่สิ่งปลูกสร้างทั้งปวงที่ปรากฏอยู่ในพระราชวังบางปะอินในปัจจุบันล้วนก่อสร้างในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ด้วยทรงเห็นว่าสถานที่ประวัติศาสตร์ดังกล่าวคือสถานที่ที่มีความเกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์นับแต่ยุคกรุงศรีอยุธยา

ทั้งนี้ รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชประสงค์ให้พระราชวังบางปะอินเป็นเสมือนพระราชวังฤดูร้อน ที่จะทรงแปรพระราชฐานไปประทับในยามเสด็จประพาส ณ หัวเมืองนอกเขตพระนคร

พระราชวังบางปะอินมีพระที่นั่ง ดังนี้ เหมมณเฑียรเทวราช ไอศวรรย์ทิพยอาสน์ วโรภาษพิมาน สภาคารราชประยูร อุทยานภูมิเสถียร วิฑูบุปผาประพาส เวหาศน์จำรูญ วิฑูรทัศนา และบริเวณอนุสาวรีย์ราชานุสรณ์

ส่วนพระนารายณ์ราชนิเวศน์ คือพระราชวังที่สร้างในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แต่ถูกปล่อยทิ้งร้างไป จนกระทั่งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะพระราชวังแห่งนี้

สำหรับอาคารและพระที่นั่งในพระนารายณ์ราชนิเวศน์มีดังนี้ จันทรพิศาล ดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท พิมานมงกุฎ วิสุทธิวินิจฉัย ไชยศาสตรากร อักษรศาตราคม และหมู่ตึกพระคลังศุภรัตน์ หอพระเจ้าเหาตึกเลี้ยงรับรอง เป็นต้น

ขอย้ำว่าการที่ได้ไปเที่ยวชมโบราณสถาน และได้เรียนรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของชนชาติไทยจะช่วยให้ผู้ที่ซาบซึ้งในความเป็นมาของตนเองมีความภาคภูมิใจในความเป็นไทยมากยิ่งขึ้น


มุมต่างๆ ในพระราชวังบางปะอิน


พระนารายณ์ราชนิเวศน์

ตะลอนเที่ยว : เถลิงศก สุขสันต์ มหาสงกรานต์ ปีใหม่ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/332989

ตะลอนเที่ยว : เถลิงศก สุขสันต์ มหาสงกรานต์ ปีใหม่ไทย

ตะลอนเที่ยว : เถลิงศก สุขสันต์ มหาสงกรานต์ ปีใหม่ไทย

วันอาทิตย์ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

วันสงกรานต์ในอดีตคือวันขึ้นปีใหม่ของสยามประเทศ หรือประเทศไทย โดยถือตามปฏิทินจันทรคติ ซึ่งถือว่าจักรราศี โดยเฉพาะดวงอาทิตย์ได้เคลื่อนย้ายจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษ ดังนั้นตามประเพณีไทยจึงเรียกวันเวลาดังกล่าวว่าตรุษสงกรานต์ ซึ่งก็คือวันส่งท้ายปีเก่าเพื่อเข้าสู่ปีใหม่ ประเทศไทยใช้วันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่มาจนถึงพ.ศ. 2483 หลังจากนั้นก็ได้เปลี่ยนไปใช้วันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 มกราคม ตามแบบปฏิทินสุริยคติ หรือตามแบบตะวันตก

นับเป็นความชาญฉลาดของบรรพบุรุษในดินแดนอุษาคเนย์ที่ใช้น้ำเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งในช่วงวันสงกรานต์ เพราะแต่เดิมน้ำก็ถูกใช้เป็นเครื่องสักการะอย่างหนึ่งในพิธีกรรมตลอดมา เพราะน้ำเป็นทั้งสิ่งที่ช่วยชำระล้างสิ่งสกปรก และยังให้ความฉ่ำเย็นต่อผู้ที่ได้สัมผัสน้ำเย็น น้ำจึงถูกใช้ในการรดน้ำเพื่อขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และสิ่งที่ผู้คนเคารพนับถือบูชา

ตามปกติในช่วงเดือน 5 ตามปฏิทินจันทรคติ ซึ่งก็เป็นช่วงหน้าแล้งของดินแดนในแถบอุษาคเนย์ น้ำจึงเป็นเครื่องคลายความร้อนและความแล้งได้อย่างดีที่สุด ดังนั้นจึงมีการใช้น้ำเพื่อเป็นเครื่องประกอบในเทศกาลสงกรานต์ด้วย โดยเฉพาะการสรงน้ำพระพุทธรูป และสรงน้ำพระภิกษุสงฆ์ การรดน้ำขอพรจากพ่อแม่ปู่ยาตายายและผู้หลักผู้ใหญ่ที่เราเคารพนับถือ

วันสงกรานต์จึงเป็นวันที่มีความหมายสำหรับคนไทยและคนในอุษาคเนย์มาก เพราะเป็นโอกาสที่สมาชิกของครอบครัวจะได้กลับไปยังบ้านเกิด ณ ภูมิลำเนาเดิม ได้พบหน้าค่าตา ได้อยู่ร่วมพร้อมหน้าพร้อมตาด้วยกัน ได้แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่และผู้มีพระคุณที่ล่วงลับไปแล้ว ได้ทำบุญทำทาน และได้ปล่อยนกปล่อยปลาให้มีอิสรภาพ

และที่พิเศษมากคือในปีนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานเถลิงศกสุขสันต์ มหาสงกรานต์ ตำนานไทย ณ พระลานพระราชวังดุสิต และบริเวณสนามเสือป่า เมื่อวันที่ 6-8 เมษายน 2561เวลา 14.00-21.00 น. โดยในวันที่ 6 เมษายน เวลา 18.00 น. ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิธีมหามงคลบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ และเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9และถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระชัย (หลังช้าง) ไปประดิษฐานเป็นพระพุทธรูปประธานในพิธี โดยมี สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก ทรงเป็นองค์ประธานฝ่ายสงฆ์ และมีพิธีเจริญพระพุทธมนต์โดยพระสงฆ์ 239 รูป

และเมื่อวันที่ 7-9 เมษายน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระพุทธกำเนิดกาสาวพัตร์ พระพุทธรูปที่หล่อขึ้นเมื่อครั้งทรงผนวช เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2521 ไปประดิษฐานให้ประชาชนได้กราบสักการะและสรงน้ำเพื่อความเป็นสิริมงคล และทรงให้จัดสถานที่สำหรับให้ประชาชนได้รดน้ำขอพรจากผู้ใหญ่ของครอบครัว และทรงให้จัดนิทรรศการตำนานประเพณีวันสงกรานต์ และการแข่งขันก่อพระเจดีย์ทราย ชิงโล่พระราชทาน และจัดการแสดงทางวัฒนธรรม การละเล่นของหลวง เมื่อครั้งโบราณ อาทิ กุลาตีไม้ และโมงครุ่ม การแสดงโขนตอนหนุมานชาญกำแหง การแสดงดนตรีไทย การปรุงเครื่องหอม การทำอาหารและขนมไทย และการออกร้าน

ซึ่งงานนี้มีประชาชนจำนวนมากไปร่วมงาน โดยส่วนใหญ่แต่งกายด้วยชุดไทย และมีการร่วมรำวงเพื่อความรื่นเริงตามประเพณีปีใหม่ของไทย

เนื่องในโอกาสวันสงกรานต์ ซึ่งเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยแต่โบราณ Mr. Flowerในนามตัวแทนหนังสือพิมพ์แนวหน้า ขอนำภาพประวัติศาสตร์เนื่องในวันเถลิงศกของไทย ณ พระลานพระราชวังดุสิต มาเป็นเครื่องกำนัลแด่คุณผู้อ่านที่รัก และขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และพระบุญญาบารมีของสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ของไทย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก โปรดคุ้มครองอภิบาลคุณผู้อ่านทุกคนให้ประสบแต่ความสุข ความเจริญ ตลอดกาล

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวไป กินไป กระจายรายได้สู่ชุมชน และร่วมรักษาชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/331811

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวไป กินไป กระจายรายได้สู่ชุมชน และร่วมรักษาชุมชน

ตะลอนเที่ยว : เที่ยวไป กินไป กระจายรายได้สู่ชุมชน และร่วมรักษาชุมชน

วันอาทิตย์ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

รายได้จากการท่องเที่ยวถือได้ว่าเป็นรายได้สำคัญอย่างหนึ่งของประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย ดังนั้นยิ่งประเทศใดมีรายได้จากการท่องเที่ยวมากขึ้น ก็ย่อมหมายความว่าเศรษฐกิจของประเทศนั้นย่อมดีขึ้นตามไปด้วย

ธุรกิจการท่องเที่ยวนำมาซึ่งการดึงเงินตราจากต่างประเทศเข้าสู่ประเทศที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว แล้วถ้าหากมีแหล่งท่องเที่ยวกระจายอยู่ในชุมชนต่างๆ ของประเทศแล้ว ก็หมายถึงชุมชนจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวตามไปด้วย เพราะคนในชุมชนจะมีรายได้และมีงานทำ อีกทั้งผลผลิตของชุมชนก็จะถูกซื้อขายได้มากขึ้น เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวเข้าไปซื้อหา

การท่องเที่ยวในแหล่งชุมชนได้รับการยอมรับมาหลายทศวรรษแล้วว่าเป็นตัวสร้างรายได้ที่สำคัญชนิดหนึ่ง โดยเฉพาะถ้าหากชุมชนใดที่มีการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวที่ดีซึ่งสามารถรักษาสภาพแวดล้อม และแหล่งท่องเที่ยวไว้ให้อยู่ในสภาพที่ดีได้โดยตลอดแล้ว ชุมชนนั้นก็จะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางไปเยือนได้ตลอดเวลา

ขออ้างอิงแนวคิดของ David Fennell จากภาควิชานันทนาการและการพักผ่อนศึกษา มหาวิทยาลัยร็อก ประเทศแคนาดา ที่ทำวิจัยเรื่องคุณสมบัติสำคัญของการท่องเที่ยวชุมชน ที่เน้นว่าต้องไม่ทำลายสภาพแวดล้อม และวัฒนธรรมของชุมชน แต่จะต้องตอบสนองความต้องการของคนในชุมชนและท้องถิ่นให้มากที่สุด โดยสมาชิกของชุมชนต้องมีส่วนร่วมในการวางแผนการท่องเที่ยวของชุมชนอย่างเท่าเทียมกัน และต้องช่วยกันพัฒนาการท่องเที่ยวของชุมชนด้วย ซึ่งอาจพูดโดยสรุปคือสมาชิกของชุมชนต้องให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิการจัดการชุมชนเป็นอันดับแรก

สิทธิการจัดการชุมชนของสมาชิกชุมชนคือการวางแผนจัดการการท่องเที่ยว การสร้างกระบวนการเรียนรู้ด้านการจัดการท่องเที่ยว การกระจายรายได้อันเกิดจากธุรกิจการท่องเที่ยว เป็นต้น

การท่องเที่ยวชุมชนที่ดีต้องทำให้สมาชิกในชุมชนมีรายได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านนายหน้าใดๆ และการท่องเที่ยวนั้นๆ ก็ต้องนำมาซึ่งความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของชุมชน เช่นมีระบบสาธารณูปโภคที่ดีขึ้นเพื่อคนในชุมชนเป็นสำคัญ มิใช่การเน้นให้บริการเฉพาะนักท่องเที่ยว แต่คนในชุมชนกลับไม่สามารถได้รับบริการที่ดีขึ้นได้ และการท่องเที่ยวชุมชนที่ดีต้องไม่นำมาซึ่งความตึงเครียด หรือความเปลี่ยนแปลงในด้านลบกับวิถีชีวิต และขนบประเพณี และวัฒนธรรมของสมาชิกในชุมชน ต้องเป็นการท่องเที่ยวที่มีจิตสำนึก และต้องเคารพวัฒนธรรมชุมชน และรักษาสิ่งแวดล้อมชุมชน และที่สำคัญคือต้องเป็นการท่องเที่ยวที่เน้นให้เกิดความสัมพันธ์ และความเข้าใจอันดีต่อกันระหว่างนักท่องเที่ยวต่างถิ่นกับคนในชุมชน โดยนักท่องเที่ยวที่ไปเยือนชุมชนต้องเคารพวัฒนธรรมที่แตกต่างและหลากหลาย ต้องไม่แสดงอาการดูแคลนวัฒนธรรมของชุมชนที่แตกต่างไปจากวัฒนธรรมของตนเอง

ตะลอนเที่ยววันนี้ดูออกจะเน้นวิชาการมากไปสักหน่อย แต่ต้องขอย้ำว่า อยากให้ผู้ไปเยี่ยมไปเยือนสถานที่ท่องเที่ยวใดๆก็ตามได้โปรดช่วยรักษาชุมชนนั้นๆ ให้ยั่งยืน และขอให้ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนด้วย

ขอบอกตรงๆ ว่าค่อนข้างหงุดหงิดใจพอประมาณเมื่อเห็นนักท่องเที่ยวบางรายที่เข้าไปเที่ยวในชุมชนแล้วทำให้วิถีของชุมชนเปลี่ยนแปลงไปในทางเสื่อม เช่น ไม่เคารพประเพณีวัฒนธรรมของชุมชน แล้วที่รู้สึกหงุดหงิดมากขึ้นคือเห็นนักท่องเที่ยวที่ดูเสมือนมีฐานะทางเศรษฐกิจดี แต่เวลาซื้อของจากคนในชุมชนแต่ละครั้งกลับต่อราคาแบบกดราคาสินค้าของชุมชนอย่างน่ารังเกียจ ราวกับว่าค่าของเงินของตัวเองใหญ่เหลือประมาณ แต่ทีเวลาไปเที่ยวต่างประเทศที่เจริญกว่าไทย นักท่องเที่ยวที่ชอบต่อราคาสินค้าของชุมชนในไทย กลับไม่กล้าต่อรองราคาสินค้าในแหล่งท่องเที่ยวต่างประเทศ แต่ควักเงินจ่ายโดยไม่ลังเล

ขอร้องเถอะ เวลาซื้อของจากชุมชนที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวของไทย ขออย่าได้กดราคาจนน่าเกลียดเลย ขอให้ถือว่าเป็นการช่วยเหลือคนไทยด้วยกัน และกระจายรายได้ในประเทศของเราเถอะนะ ขอได้โปรด


สดจากไร่และสวน ขอชวนเชิญชิม


อาหารคาว-หวาน พรั่งพร้อม

ตะลอนเที่ยว : สงกรานต์บานฉ่ำ แต่งไทยสวยล้ำ สุขสันต์วันปีใหม่ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/330357

ตะลอนเที่ยว : สงกรานต์บานฉ่ำ แต่งไทยสวยล้ำ สุขสันต์วันปีใหม่ไทย

ตะลอนเที่ยว : สงกรานต์บานฉ่ำ แต่งไทยสวยล้ำ สุขสันต์วันปีใหม่ไทย

วันอาทิตย์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เทศกาลสงกรานต์ปีนี้กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วันนี้ ถือเป็นโอกาสดีที่คุณจะได้ทำบุญทำทาน และทำความดีความงามต่างๆ เพื่อชีวิตที่ดีงามและสดใสตลอดไป นอกจากนี้ก็มีคำถามว่า คุณได้เตรียมชุดไทยในแบบที่คุณชื่นชอบไว้แล้วใช่หรือไม่ ถ้าตอบว่าใช่แล้วละก็จะรอช้าอยู่ไย เราทุกคนจะแต่งกายด้วยชุดไทยไปเริงรื่นเบิกบานในวันสงกรานต์ด้วยกัน

หากคุณจะไปเฉลิมฉลองสงกรานต์ปีใหม่เมืองแบบล้านนาในเขตภาคเหนือของประเทศไทย ออกเสียงแบบคนเมืองว่า “ป๋าเวณีปี๋ใหม่” ก็อย่าลืมแต่งกายตามแบบฉบับของชาวล้านนานะเจ้า โดยแม่ญิง หรือสุภาพสตรีจะสวมซิ่นเมือง ห่มผ้ามัดอก หรือมัดนม ห่มผ้าสไบ หรือผ้าสะหว้ายแล่ง หรือสวมเสื้อแขนกระบอก เกล้าผมมวยทัดแซมด้วยดอกเอื้องสด หรือดอกไม้สด ส่วนป่อจาย หรือสุภาพบุรุษจะนุ่งผ้าต้อยหรือโจงกระเบน สวมเสื้อแขนยาวคอจีน พันผ้ารอบเอวที่ผ้าต้อย และพันผ้าอีกผืนที่บริเวณเอวของเสื้อตัวนอก หรือหากจะนุ่งเตี่ยวสะดอ สวมเสื้อม่อฮ่อม ก็จะงามไปอีกแบบ

หรือถ้าหากจะไปเที่ยวสงกรานต์ในเขตภาคกลางก็ควรจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าแบบสมัยนิยมของคนภาคกลาง โดยผู้ชายแต่งกายด้วยโจงกระเบน หรือนุ่งผ้าม่วง สวมเสื้อราชปะแตน กระดุมห้าเม็ด สวมถุงน่องขาวยาวเกินหัวเข่า สวมรองเท้าคัทชูหนังสีดำ แต่แต่งกายแบบนี้คงจะเล่นน้ำสงกรานต์ไม่สะดวกเท่าไรนัก เพราะรองเท้าหนังจะเสียหายได้ เพราะฉะนั้นขอแนะนำว่าแต่งเพื่อให้ดูหล่อเหลาเอาการเท่านั้น แต่หากจะเล่นน้ำสงกรานต์จริงๆ ก็ต้องเปลี่ยนรองเท้าหนังออกเสียก่อน

ส่วนผู้หญิงจะสวมซิ่นของภาคกลางหรือผ้าถุง สวมเสื้อแขนกระบอก ห่มผ้าสไบให้สีจับคู่พอเหมาะกับสีของเสื้อผ้า หรือหากจะทำตามแบบฉบับของกุลสตรีชาววังก็จะห่มสไบและแต่งกายด้วยสีตามวัน เช่น วันจันทร์ นุ่งเหลืองอ่อน ห่มน้ำเงินอ่อน หรือบานเย็น หากนุ่งน้ำเงินนกพิราบ ห่มสีจำปาแดง วันอังคาร นุ่งสีปูนหรือม่วงเม็ดมะปราง ห่มสีโศก หรือนุ่งโศก เขียวอ่อน ห่มม่วงอ่อน วันพุธ นุ่งสีถั่ว สีเหล็ก ห่มสีจำปา วันพฤหัสบดี นุ่งเขียวใบไม้ ห่มแดงเลือดนก หรือนุ่งแสด ห่มเขียวอ่อน วันศุกร์ นุ่งน้ำเงินแก่ ห่มเหลือง วันเสาร์ นุ่งสีเม็ดมะปราง ห่มสีโศก หรือนุ่งผ้าลายพื้นม่วง ห่มสีโศก วันอาทิตย์ แต่งกายเหมือนวันพฤหัสบดี หรือนุ่งผ้าลายพื้นสีลิ้นจี่ สีเลือดหมู แล้วห่มสีโศก (อ้างอิงจากหนังสือสี่แผ่นดิน ของม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช)

ถ้าหากจะไปเที่ยวสงกรานต์ในภาคอีสาน ก็ขอแนะนำให้แต่งกายแบบชาวอีสาน โดยใช้ผ้าทอมือ ผ้าขิดยกดอก โดยสุภาพสตรีจะสวมผ้าซิ่นความยาวคุมเข่าเล็กน้อย สวมเสื้อแขนสั้น หรือแขนกุด พาดผ้าสไบที่ไหลซ้าย หรือไม่ก็แต่งกายตามแบบชนเผ่า เช่น ภูไท ส่วนสุภาพบุรุษมักสวมกางเกงผ้าฝ้ายทอขายาวครึ่งน่อง หรือไม่ก็สวมโสร่งผ้าไหม สวมเสื้อกุยเฮงสีขาวแขนสั้น

แล้วถ้าจะไปเที่ยวสงกรานต์ในภาคใต้ ก็ขอแนะนำให้แต่งกายตามแบบฉบับของคนใต้ ซึ่งมีหลากหลายเชื้อชาติ เช่น แต่งแบบจีนมลายู หรือแบบมุสลิม ซึ่งแบบจีนจะเรียกว่ายะหยา หรือยอนย่า เป็นกลุ่มจีนฮกเกี้ยนที่ผสมผสานกับมลายู โดยสุภาพสตรีสวมเสื้อลูกไม้แขนยาวฉลุลายงดงาม สวมซิ่นปาเต๊ะ สีสดสวย ส่วนสุภาพบุรุษก็จะสวมกางเกง และสวมเสื้อคอจีนแขนยาว หากจะแต่งแบบไทยมุสลิม สุภาพสตรีจะสวมเสื้อผ้ามัสลิน หรือผ้าลูกไม้แบบมลายู นุ่งซิ่นปาเต๊ะ มีผ้าคลุมศีรษะ สุภาพบุรุษสวมกางเกงขายาว แล้วนุ่งโสร่งผืนสั้นทับพันรอบเอวยาวถึงโค่นขา เรียกว่าผ้าซองเก็ต หรือหากแต่งกายแบบชีวิตประจำวันก็จะสวมโสร่งผ้าฝ้ายลายตาราง สวมเสื้อคอตั้งหรือคอจีนแขนสั้นหรือยาวก็ได้ตามสะดวก ส่วนคนไทยภาคใต้ที่นับถือศาสนาพุทธก็จะนิยมแต่งกายไม่ต่างไปจากคนภาคกลาง คือสตรีสวมซิ่นทอด้วยผ้ายก สวมเสื้อคอกลมแขนสามส่วน ผู้ชายนิยมสวมกางเกงขาสามส่วนแบบหลวมๆ หรือนุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อผ้าฝ้าย มีผ้าขาวม้าเคียนเอว หรือพาดบ่า เป็นต้น

คุณเลือกแล้วหรือยังว่าปีใหม่ไทยปีนี้คุณจะไปเฉลิมฉลองวันสงกรานต์ที่ไหน และจะเลือกสวมชุดไทยของชนภาคไหน แต่ที่สำคัญมากกว่าสิ่งอื่นใดคือ สงกรานต์ปีนี้ไม่ว่าคุณจะไปเที่ยวที่ไหนก็ตาม จะแต่งกายด้วยชุดสวยๆ แบบใดก็ตาม คุณต้องไม่ลืมไปกราบพ่อกราบแม่ กราบบรรพบุรุษของคุณในวันเทศกาลสงกรานต์ และอย่าลืมทำบุญทำทานในวันปีใหม่แบบไทย เพื่อความเจริญก้าวหน้า และความสุขใจในชีวิตของคุณ

ตะลอนเที่ยว : ท่องเที่ยวด้วยใจรักษ์ธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/328821

ตะลอนเที่ยว : ท่องเที่ยวด้วยใจรักษ์ธรรมชาติ

ตะลอนเที่ยว : ท่องเที่ยวด้วยใจรักษ์ธรรมชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คุณเชื่อไหมว่าคนคือตัวการสำคัญที่มีส่วนทั้งอนุรักษ์และทำลายธรรมชาติ และคุณเชื่อไหมว่าแค่เพียงเศษขยะ อย่างเช่น ก้นบุหรี่ ฝาพลาสติกของขวดน้ำดื่มและน้ำอัดลม ฝาเบียร์ ฝาเครื่องดื่มชูกำลัง และเศษกระดาษ รวมถึงเศษพลาสติกใสๆ ที่ใช้ผนึกฝากับขวดน้ำดื่ม เหล่านี้คือขยะจำนวนมหาศาลที่ถูกทิ้งกลาดเกลื่อนอยู่ตามชายหาดทุ่งวัวแล่น จังหวัดชุมพร และใต้ท้องทะเลของจังหวัดนี้ ข้อพิสูจน์ของปัญหานี้คือในแต่ละสัปดาห์ชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในชุมพรจะร่วมกันทำความสะอาดชายหาดแล้วสามารถเก็บขยะชิ้นเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ได้มากถึง 300-500 กิโลกรัม

นี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างเล็กๆ ที่ปรากฏเป็นรูปธรรมชัดเจน แล้วคุณลองคิดดูว่าทั่วประเทศไทยมีชายหาดอีกกี่ร้อยแห่ง แล้วแต่ละแห่งจะมีขยะกี่ร้อยตันต่อวัน (นี่ยังไม่นับรวมขยะจากคนที่ทิ้งไว้ตามน้ำตก ป่าเขา แหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ อีกมากมายมหาศาล)

คำถามคือ ขยะมาจากไหน ใครสร้างมันขึ้นมา แต่ก็ต้องขอบคุณกลุ่มนักอนุรักษ์ธรรมชาติที่พยายามเก็บขยะเหล่านี้เป็นประจำ

เมื่อช่วงกลางเดือนมีนาคม Mr.Flower ได้รับคำชวนเชิญแบบกันเองจากนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาว่า
เราแอบๆ ไปดูกลุ่มชาวบ้านนักอนุรักษ์ที่ชุมพรทำงานเพื่อชุมชนของเขากันไหม ทราบมาว่าเขาช่วยกันเก็บขยะชายหาด และใต้ทะเลเป็นประจำทุกเดือน เขาทำกันอย่างเงียบๆ แต่ได้ผลงานน่าประทับใจดีมาก

ดังนั้นกลุ่มเล็กๆ ของเราจึงลงไปชุมพรแบบเงียบๆ พอประมาณ พร้อมกับรัฐมนตรีท่องเที่ยว แล้วก็ไปช่วยชาวบ้านเก็บขยะชายหาดทรายทุ่งวัวแล่น
และใต้น้ำ ร่วมถึงไปปล่อยเต่ากระทะเลที่เกาะง่ามใหญ่ ปล่อยลูกปลาและปูที่หมู่บ้านประมงสะพลี

ภาพที่ได้เห็นมีหลายภาพซ้อนทับกันคือ เห็นความมักง่ายของคนที่ทิ้งขยะตามชายหาด แต่ก็ได้เห็นถึงความตั้งใจจริงของชาวบ้านที่ช่วยรักษาความสะอาดของชายหาดในเวลาเดียวกัน ซึ่งคงเป็นธรรมดาของสังคมมนุษย์ที่มีทั้งผู้สร้าง ผู้ทำลาย และผู้อนุรักษ์ แต่ที่น่ายินดีคือได้เห็นความเอาจริงเอาจังอย่างเข้มแข็งของคนในชุมชนที่ไม่นิ่งดูดายปล่อยให้ธรรมชาติถูกทำลาย

ภาพประทับใจอีกภาพคือ การร่วมมือร่วมใจของชาวบ้านที่ร่วมกันอนุรักษ์พันธุ์ปลาและปูทะเล ด้วยการร่วมกันทำโครงการโรงรับจำนำจำนองปลา-ปู
เพื่อลดการบริโภคปลาและปูในช่วงฤดูวางไข่

วิธีการจำนำ-จำนองปลาและปูคือ เมื่อชาวประมงหมู่บ้านจับได้ปลา-ปูที่มีไข่มาได้ ก็จะนำไปไว้ที่รับจำนำ-จำนองของชุมชน แล้วเมื่อมันออกไข่เรียบร้อยแล้วก็มารับกลับคืนไป ส่วนไข่ก็ถูกนำไปฟักขยายพันธุ์แล้วนำไปปล่อยลงทะเล เพื่อให้มีการเจริญเติบโตต่อไป

ส่วนเด็กๆ ก็ช่วยกันทำปะการังเทียม เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ

ชาวประมงที่สะพลีบอกตรงกันว่า การทำประมงที่ไม่คิดเพียงทำลายล้างชีวิตปลาปูกุ้งหอย โดยไม่สนใจว่าเขาจะมีไข่ในฤดูแพร่พันธุ์หรือไม่ มันคือการฆ่าตัวเองของชาวประมง และการทำลายล้างแหล่งอาหารของมนุษยชาติ คนที่ฉลาดและรู้คิดจะไม่ทำเช่นนั้น ส่วนพวกนายทุนที่มักได้ก็จะไม่เคยคิดถึง
เรื่องสำคัญเช่นนี้ แต่เราเป็นคนตัวเล็กๆ เราอยู่ได้เพราะธรรมชาติ เราจึงเคารพและรักษาธรรมชาติ

Mr.Flower รู้สึกรักและขอบคุณชาวบ้านที่สะพลีอย่างมากจนบอกไม่ถูก และอยากนำความคิดของชาวบ้านบอกต่อๆ เพื่อช่วยกระตุ้นจิตสำนึกการอนุรักษ์ธรรมชาติให้แพร่กระจายไปในสังคมไทยและสังคมโลก


เกาะง่ามใหญ่

เชื่อว่าเมื่อมนุษย์ได้ฟังความคิดดีๆ เช่นนี้แล้วจะยังเกิดความรัก หวงแหน และช่วยกันอนุรักษ์ธรรมชาติของเรา

ก่อนจะลากันในสัปดาห์นี้ ขอบอกคุณๆ ว่า ทะเลชุมพร และชายหาดทุ่งวัวแล่นยังคงมีมนต์เสน่ห์ที่ชวนให้คุณไปสัมผัส หากคุณไม่นิยมความพลุกพล่านและแสงสีมากเกินไป รับรองว่าคุณจะปลื้มที่นี่ ไม่เชื่อลองไปสัมผัสนะครับ


หมู่บ้านประมงสะพลี


ปล่อยเต่ากระทะเล และเก็บขยะใต้ทะเล


ร่วมกันเก็บขยะที่ชายหาดทุ่งวัวแล่น


ทำปะการังเทียม


รับจำนำปลา-ปู เพื่อช่วยขยายพันธุ์ในฤดูวางไข่

ตะลอนเที่ยว : น่าน เมืองที่หยุดเวลาไว้กับลมหายใจสบาย ๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/327401

ตะลอนเที่ยว : น่าน เมืองที่หยุดเวลาไว้กับลมหายใจสบาย ๆ

ตะลอนเที่ยว : น่าน เมืองที่หยุดเวลาไว้กับลมหายใจสบาย ๆ

วันอาทิตย์ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

อยากจะบอกตรงๆ ว่า เมืองน่านคือเมืองที่น่าเที่ยวมากที่สุดเมืองหนึ่งของประเทศไทย ไม่ว่าจะไปเที่ยวน่านในฤดูไหน เมืองน่านก็มีเสน่ห์ไม่เสื่อมคลาย ไปเที่ยวหน้าหนาว ก็จะได้สัมผัสความหนาวเย็นของอากาศแบบหนาวสุดๆ หากขึ้นไปบนดอยสูง อย่างเช่นดอยเสมอดาว ในช่วงหน้าหนาวก็จะได้ชมทะเลหมอกทะเลเมฆสุดลูกหูลูกตา ไปเที่ยวหน้าฝน ก็จะได้ชื่นชมกับความเขียวขจีและพลิ้วไหวดุจระลอกคลื่นของต้นข้าว และได้สูดไอดินกลิ่นฝนจากขุนเขาที่เขียวขจีไปด้วยพันธุ์ไม้นานา หากไปที่อุทยานดอยภูคา อำเภอปัว ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมก็จะได้ชื่นชมกับความงดงามของดอกชมพูภูคา

นอกจากนี้ น่านยังเป็นเมืองที่อุดมไปด้วยแหล่งศิลปวัฒนธรรมแบบล้านนา มีวัดวาอารามที่งดงามมากมายหลายแห่ง แต่จุดเด่นมากที่สุดของน่านคือความสงบเรียบง่าย แต่เป็นความสงบและเรียบง่ายที่มีลมหายใจตลอดเวลา

นักประวัติศาสตร์ล้านนาบอกว่าเมืองน่านเป็นเสมือนเมืองคู่แฝดกับเมืองหลวงพระบาง ประเทศลาว เพราะในตัวเวียงมีวัดวาอารามตั้งอยู่มากมาย จนแทบจะบอกได้ว่ากำแพงวัดอยู่ชิดติดกันเลย

วัดสำคัญของเมืองน่านที่ตั้งอยู่กลางเวียงคือวัดภูมินทร์ (เดิมชื่อพรหมินทร์) สร้างโดยเจ้าเจตบุตรพรหมินทร์ เมื่อพ.ศ. 2139 วิหารและพระอุโบสถของวัดนี้คือที่แห่งเดียวกัน ภายในมีพระประธานปางมารวิชัยสี่องค์ประทับนั่งโดยหันพระปฤษฎางค์ชนกัน ดังนั้นเมื่อเข้าไปในพระอุโบสถจตุรมุขแห่งนี้ในทิศใดก็ตาม ก็จะเห็นพระประธานผันพระพักตร์ออกไปยังประตูโดยชัดเจน ภายในพระอุโบสถยังมีจุดเด่นคือภาพจิตรกรรมฝาผนัง หรือเรียกว่าฮูบแต้ม ที่วาดเรื่องราวพุทธชาดก และผสมผสานวิถีชีวิตของผู้คนชาวล้านนาในยุคเมื่อ 100 กว่าปีก่อน เพราะจิตรกรรมฝาผนังนี้ได้วาดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2410 เมื่อครั้งบูรณะพระอุโบสถหลังนี้ รูปวาดที่สำคัญคือรูปปู่ม่านย่าม่าน ที่หลายคนเรียกว่าภาพกระซิบรักแห่งเมืองน่าน

วัดภูมินทร์ตั้งอยู่สี่แยกใหญ่กลางเวียงเมืองน่าน ฝั่งตรงข้ามด้านหน้าวัดคือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดน่าน ซึ่งเดิมคือวังของเจ้าหลวงเมืองน่าน พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช แห่งราชวงศ์หลวงติ๋นมหาวงศ์ และด้านตรงข้ามกับหน้าวังเจ้าหลวงเมืองน่านคือวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร ซึ่งมีเจดีย์ช้างค้ำ ศิลปะสุโขทัย อายุราวพุทธศตวรรษที่ 20

เมืองน่านยังมีพระธาตุศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองคือพระธาตุแช่แห้ง ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองน่านออกไปเพียง 3 กิโลเมตร อยู่ในเขตอำเภอภูเพียง พระธาตุแช่แห้งนี้คืออนุสรณ์แห่งความรักและความสัมพันธ์อันดีระหว่างนครน่านกับกรุงสุโขทัย เพราะพญากาลเมือง เจ้านครน่านได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาจากกรุงสุโขทัย แล้วสร้างพระธาตุนี้เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุไว้

เมืองน่านมีแม่น้ำน่านเป็นดุจสายเลือดหล่อเลี้ยงตัวเมือง ดังนั้นในช่วงออกพรรษาจึงมีเทศกาลแข่งเรือยาวเมืองน่าน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นการแข่งเรือยาวที่สุดแสนสนุกสนาน เพราะมีฝีพายจากทั่วประเทศไทย และจากประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ลาว ไปร่วมประชันความเร็วบนสายน้ำ

อันที่จริงเมืองน่านยังมีที่ท่องเที่ยวอีกมากมาย อาทิ วัดพระธาตุเขาน้อย ที่หลายคนขึ้นไปเพื่อกราบนมัสการพระพุทธลีลา และชมตัวเมืองน่านจากมุมสูง

ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวนอกตัวเมืองน่านก็ยังมีอีกมากมาย อาทิ วัดหนองบัว อำเภอท่าวังผา ชุมชนชาวไทยลื้อที่ขึ้นชื่อด้านการทอผ้าลายน้ำไหล พระอุโบสถวัดหนองบัวมีจิตรกรรมฝาผนังที่งดงามมาก โดยเฉพาะภาพที่แสดงการแต่งกายของหญิงชาวไทลื้อที่สวมผ้าซิ่นลายน้ำไหล

หากเลยไปถึงอำเภอบ่อเกลือ ซึ่งห่างจากตัวเมืองน่านออกไปราวๆ 80 กิโลเมตร ก็จะได้พบกับการผลิตเกลือภูเขา หรือเกลือสินเธาว์ ที่ผลิตกันมาตั้งแต่โบราณกาลหลายร้อยปีมาแล้ว

ส่วนที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ชื่อเสาดินนาน้อย หรือฮ่อมจ๊อม ซึ่งอยู่ห่างจากวนอุทยานแห่งชาติศรีน่าน ประมาณ 24 กิโลเมตร ซึ่งหลายคนเรียกว่าแพะเมืองผีเมืองน่าน ก็เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวซึ่งสนใจด้านโบราณคดีให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะที่นี่มีการขุดสำรวจแล้วพบกำไรหิน และขวานหินโบราณ ซึ่งทำให้เชื่อว่าเป็นแหล่งอาศัยของมนุษย์ในยุคหินเก่า

เท่าที่เล่าให้ฟังถึงสถานที่ท่องเที่ยวของเมืองน่านมาจนถึงบรรทัดนี้ ก็ต้องขอบอกว่าอันที่จริงแล้วยังมีที่เที่ยวอีกมากมายในเมืองน่านที่ยังไม่ได้กล่าวถึง แล้วก็คงจะกล่าวถึงได้ไม่หมดในพื้นที่อันจำกัดเช่นนี้

อย่างไรก็ตาม Mr.Flower มั่นใจว่าหากคุณได้ไปเที่ยวเมืองน่านสักครั้ง (สำหรับคนที่ยังไม่เคยไปมาก่อน) หรือกลับไปเที่ยวน่านอีกสักครั้ง (สำหรับคนที่ไปมาแล้ว) คุณจะได้ข้อสรุปตรงกันคือ เมืองน่านเป็นเมืองที่แสนสงบ แต่ทว่ายังมีลมหายใจตลอดเวลา หลายคนบอกว่าแม้โลกจะเปลี่ยนไปมากสักเพียงใด แต่น่านก็ยังคงสยบวันและเวลาไว้ได้ด้วยความสงบและเรียบง่าย

(ขอขอบคุณภาพประกอบที่สุดสวย สุดงดงามจากเว็บไซต์ต่างๆ นานาสารพัดสารพัน)

วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร

วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร
วัดพระธาตุเขาน้อย

วัดพระธาตุเขาน้อย
วัดหนองบัว อ.ท่าวังผา

วัดหนองบัว อ.ท่าวังผา
งาช้างดำ

งาช้างดำ
ผ้าลายน้ำไหล

ผ้าลายน้ำไหล
ผ้าลายน้ำไหล

ผ้าลายน้ำไหล
เสาดินนาน้อย

เสาดินนาน้อย
แข่งเรือในลำน้ำน่าน

แข่งเรือในลำน้ำน่าน
โฮงเจ้าฟองคำ

โฮงเจ้าฟองคำ
การทำเกลือสินเธาว์ที่บ้านบ่อเกลือ

การทำเกลือสินเธาว์ที่บ้านบ่อเกลือ
อุโมงค์ต้นลั่นทมหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดน่าน

อุโมงค์ต้นลั่นทมหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดน่าน
ดอกชมพูภูคา

ดอกชมพูภูคา

ตะลอนเที่ยว : สีสันอันวิจิตรการท่องเที่ยวไทย : The New Shades of Thai Tourism

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/325864

ตะลอนเที่ยว : สีสันอันวิจิตรการท่องเที่ยวไทย : The New Shades of Thai Tourism

ตะลอนเที่ยว : สีสันอันวิจิตรการท่องเที่ยวไทย : The New Shades of Thai Tourism

วันอาทิตย์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงปรุงส้มตำเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยและอาหารไทย ในงาน International Tourism Borse (ITB) 2018 ณ กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

รายได้จากการท่องเที่ยวคือรายได้หลักของประเทศพัฒนาแล้ว รวมถึงประเทศกำลังพัฒนา เมื่อดูจากสถิติของธนาคารโลกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1995-2016 พบว่ารายได้จากการท่องเที่ยวของโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คือจากปี 1995 มีรายได้ 486.749 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จนกระทั่งมีรายได้เพิ่มสูงถึง 1.451 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2014 แล้วลดลงเล็กน้อยไปอยู่ที่ 1.392 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

สำหรับประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวในปี 2017อยู่ที่ระดับประมาณ 50 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท โดยมีนักท่องเที่ยว 35 ล้านคนเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย และคาดว่าจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้นเป็นลำดับในปีต่อๆ ไป

จุดเด่นของการท่องเที่ยวไทยที่ทำให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกประทับใจมากที่สุดคือความมีน้ำใจไมตรีโอบอ้อมอารี และรอยยิ้มของคนไทย รวมถึงอาหารไทยที่มีความหลากหลายของรสชาติ และระดับราคา โดยมีให้เลือกรับทานตั้งแต่อาหารริมถนน ไล่เรื่อยไปจนถึงอาหารในโรงแรมและร้านอาหารระดับ 5-6 ดาว

ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาเยือนประเทศไทยก็มีทั้งนักท่องเที่ยวจากย่านเอเชีย อาทิ จีน (ประมาณ 10 ล้านคนต่อปี) มาเลเซีย เกาหลีใต้ ลาว และญี่ปุ่น ส่วนนักท่องเที่ยวจากยุโรปก็เป็นอีกตลาดหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการท่องเที่ยวไทยเป็นอย่างมาก เพราะมีอัตราค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยต่อคนและต่อรอบการท่องเที่ยวที่สูงมาก โดยในปี 2017 มีนักท่องเที่ยวจากยุโรปเดินทางเข้ามาเที่ยวในไทยจำนวน 6.51 ล้านคน เพิ่มขึ้นประมาณ 5.5 เปอร์เซ็นต์ นักท่องเที่ยวชาวยุโรปที่เดินทางเข้าไทยมากอันดับหนึ่งคือ รัสเซีย (1.34 ล้านคน) อังกฤษ (ประมาณ 1 ล้านคน) เยอรมัน (ประมาณ 8.5 แสนคน) ฝรั่งเศส (ประมาณ 7.5 แสนคน) และจากยุโรปตะวันออก (ประมาณ 5 แสนคน) และคาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวจากยุโรปตะวันออกจะเดินทางเข้ามาเที่ยวในไทยเพิ่มมากขึ้นในอนาคตอันใกล้

สำหรับงาน ITB 2018 (International Tourism Borse 2018) ซึ่งจัดในกรุงเบอร์ลิน เยอรมนี เป็นตลาดสำคัญของธุรกิจการท่องเที่ยว บริการด้านการท่องเที่ยว อาหาร โรงแรม และสายการบิน รวมถึงธุรกิจอื่นๆ ที่มีแขนงที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว โดยงานนี้จัดมาทั้งหมด 52 ครั้งแล้ว ซึ่งประเทศไทยได้เข้าร่วมงานนี้มาแล้ว 44 ปี โดยปีนี้มีผู้ค้าของไทยจำนวนทั้งหมด 83 รายเข้าร่วมงาน ประกอบด้วย โรงแรม บริษัทนำเที่ยว โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า และสวนสนุก

และเป็นประจำหลายปีมาแล้วที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้รับพระกรุณาจากทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จทรงร่วมงาน ณ คูหาประเทศไทย โดยประทานสัมภาษณ์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทยแก่สื่อมวลชนไทย และสื่อมวลชนต่างประเทศ โดยปีนี้ได้ประทานแนวพระดำริเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวไทยในด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพราะเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกให้ความสนใจเป็นอย่างมาก และทรงกล่าวชื่นชมว่าประเทศไทยมีความเชี่ยวชาญในการบริการด้านนี้เป็นอย่างมาก และทรงเล่าให้ฟังถึงความประทับใจเมื่อครั้งเสด็จไป ณ ผาซ่อนแก้ว จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยเฉพาะเรื่องความเสียสละและทุ่มเทการทำงานของเจ้าหน้าที่อุทยาน ขณะเดียวกันทรงขอให้คนไทยทุกคนช่วยกันดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และรักษาชีวิตสัตว์ป่าทุกประเภท เพราะทรัพยากรธรรมชาติทั้งหมดเป็นสมบัติส่วนรวมของคนไทยทั้งแผ่นดิน และประทานกำลังใจให้คนไทยทุกคนให้สามารถฝันฝ่าข้ามพ้นปัญหาอุปสรรคอันเกิดจากปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาสังคมทั้งปวง โดยประทานคำว่า “สู้ สู้ สู้”

ส่วนนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เน้นส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองของประเทศไทย เพราะเห็นว่ามีแหล่งท่องเที่ยวน่าสนใจ และมีความสมบูรณ์ของแหล่งธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ขนบธรรมเนียมประเพณีอีกมากมายกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของไทย และมั่นใจว่าการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองจะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนให้ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม แต่มีเงื่อนไขว่าชุมชนต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาการท่องเที่ยวของชุมชนด้วย เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

แนวคิดของรัฐมนตรีว่าการฯ ในเรื่องนี้สอดรับกับการทำงานของผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นายยุทธศักดิ์ สุภสร และรองผู้ว่าการการท่องเที่ยวฯ ทุกฝ่าย โดยเฉพาะรองผู้ว่าการฯ ด้านสื่อสารการตลาด นายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ ดังนั้นการท่องเที่ยวฯ จึงได้ชูนโยบาย Open to the New Shades เพื่อสร้างสีสันของการท่องเที่ยวไทยให้ปรากฏแก่สายตาและประสบการณ์ตรงของนักท่องเที่ยว

ส่วนผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวของไทยทุกรายที่ไปร่วมงาน ITB 2018 ให้ความเห็นตรงกันว่างานนี้เป็นตลาดสำคัญของการท่องเที่ยวระดับโลก เพราะได้มาพบปะกับลูกค้าสำคัญรายเดิม แล้วยังได้ลูกค้าใหม่เพิ่มเติม ส่วนผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวของต่างชาติให้เหตุผลสำคัญที่นักท่องเที่ยวยุโรปนิยมเดินทางมาเที่ยวประเทศไทย เพราะชื่นชอบในน้ำใจไมตรีของคนไทย และได้รับบริการดีมีคุณภาพมาตรฐานสากลที่สร้างความประทับใจ ในราคาที่สมเหตุสมผล